คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2548
#269606
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยตกลงว่าจำเลยทั้งสองต้องผูกพันการขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อโจทก์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 70,000 ลิตร ถ้าขายต่ำกว่านั้นต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 25 สตางค์ต่อลิตร หลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญาคือสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดรับรองที่ตกลงกันไว้ และปลายปี 2541 จำเลยทั้งสองไม่ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่ยังเปิดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรื่อยมาโดยสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ค้ารายอื่นมาจำหน่ายแทน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่าจำเลยทั้งสองยังประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มี ธ. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดมาเบิกความยืนยันว่า การสำรองน้ำมันของโจทก์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละราย โดยโจทก์ต้องสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งจากในและต่างประเทศมาสำรองไว้ ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดที่ตกลงไว้โจทก์จะได้รับความเสียหาย ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมทำสัญญาว่าถ้าสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ต่ำกว่า 70,000 ลิตรต่อเดือน ยอมเสียค่าปรับ 25 สตางค์ต่อลิตร แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าถ้าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าฐานผิดสัญญาส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 517,058.50 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 292,058.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าขายน้ำมันปิโตรเลียมโดยจำหน่ายเองและโดยการแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2539 โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงโดยจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันการขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อโจทก์ คือต้องมียอดปริมาณการขายรายเดือนไม่ต่ำกว่าจำนวนเดือนละ 70,000 ลิตร ถ้ายอดการขายต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 25 สตางค์ต่อลิตร ตามสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและข้อกำหนดทั่วไปของสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการเอกสารหมาย จ. 4 และ จ. 5 ในวันดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังได้ทำสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์กับสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมตามเอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 8 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์มีปริมาณไม่ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงจำเลยที่ 1 จะต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ยืมให้แก่โจทก์โดยไม่ชักช้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ในปริมาณที่ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน ในวันที่ 10 สิงหาคม 2542 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 รับหนังสือแล้วก็เพิกเฉยตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ. 9 และ จ. 10 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 โจทก์ได้ดำเนินการยึดทรัพย์สินและอุปกรณ์ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนจากจำเลยที่ 1 ตามใบรับสินค้าคืนเอกสารหมาย จ. 11 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ควรได้รับชำระค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวหรือไม่เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรในกรณีที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงปริมาณที่กำหนดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางคำนวณเป็นค่าปรับจำนวน 239,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเป็นค่าปรับที่สูงเกินไป เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาผูกพันกันว่าโจทก์ตกลงให้สิทธิแก่จำเลยทั้งสองในการดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ณ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเอ็มพีบรบือชัยรุ่งเรืองบนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 272 ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการ จำเลยทั้งสองต้องผูกพันการขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อโจทก์โดยต้องมียอดประมาณการขายรายเดือนประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต่ำกว่าจำนวนเดือนละ 70,000 ลิตร ถ้าขายต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงิน 25 สตางค์ต่อลิตร ภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองได้ประพฤติผิดสัญญา กล่าวคือ หลังจากจำเลยทั้งสองเปิดดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดรับรองตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และในปลายปี 2541 จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่จำเลยทั้งสองยังเปิดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ของโจทก์เรื่อยมาโดยได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ค้ารายอื่นมาจำหน่ายแทน การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำผิดสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือ ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่าจำเลยทั้งสองยังประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ของโจทก์อยู่ ในชั้นพิจารณาโจทก์มีนายธนสรรค์ สีสม ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า โจทก์เป็นผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ต้องเตรียมแผนการต่าง ๆ เช่น จัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศหรือคลังน้ำมันเพื่อจัดเก็บและสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยการจัดซื้อจัดหาไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทั้งนี้ เพื่อให้เพียงพอกับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการแต่งตั้งจากโจทก์ทั่วประเทศรวมทั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยทั้งสองด้วย ซึ่งปริมาณการผลิต การสำรองการจัดซื้อจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสัญญาที่โจทก์ได้ทำไว้กับผู้ได้รับการแต่งตั้งแต่ละรายรวมกันว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด โดยนำยอดตามสัญญาแต่ละรายมาวางแผนการผลิต สำรอง และจัดซื้อจัดหาต่อไป ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดตามที่ตกลงกันไว้จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และนายธนสรรค์ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงอีกว่า เมื่อมีการทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว โจทก์จะต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้ลูกค้านำไปจำหน่าย โดยโจทก์จะสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากภายในประเทศรวมทั้งจากต่างประเทศนำมาเก็บสำรองไว้ หากลูกค้าไม่สั่งซื้อตามปริมาณที่ตกลงไว้ในสัญญาทำให้โจทก์มีต้นทุนในการผลิต ฝ่ายจำเลยทั้งสองเองก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน และขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมทำสัญญาว่าจะสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงรวมกันมีปริมาณไม่ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน และถ้าจำเลยที่ 1 ขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงิน 25 สตางค์ ต่อลิตรดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์และขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน และสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าฐานผิดสัญญาส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองได้ และเห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับส่วนนี้เป็นเงิน 239,000 บาท โดยลดลงจากค่าปรับส่วนนี้ตามสัญญาจำนวน 344,000 บาท นั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองพอสมควรแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ควรได้รับค่าปรับตามสัญญาเป็นเงินวันละ 1,000 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนโจทก์ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์เอกสารหมาย จ. 6 เพราะการรื้อถอนทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เป็นความผิดของโจทก์ที่เข้ารื้อถอนทรัพย์สินและอุปกรณ์จากจำเลยที่ 1 ล่าช้านั้น เห็นว่าตามสัญญาดังกล่าวข้อ 7 กำหนดว่า "เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลง ผู้ยืมจะต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ยืมให้แก่บริษัทเอ็มพี ณ สถานที่ที่บริษัทเอ็มพีกำหนดโดยไม่ชักช้าด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ยืมเอง ในกรณีที่บริษัทเอ็มพีเห็นว่าการดำเนินการของผู้ยืม...เนิ่นช้า ผู้ยืมยินยอมให้พนักงานของบริษัทเอ็มพีเข้าไปในสถานีบริการน้ำมันเพื่อนำทรัพย์สินที่ยืมคืนได้ในทันที..." ตามข้อสัญญาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์ที่ยืมคืนให้โจทก์โดยไม่ชักช้า แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ ไม่ดำเนินการรื้อถอนทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนโจทก์จนเวลาล่วงเลยมานับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจนถึงวันที่โจทก์ดำเนินการรื้อถอนทรัพย์สินคืนเป็นเวลารวม 254 วัน เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แล้ว และแม้ว่าโจทก์จะเข้ารื้อถอนทรัพย์สินและอุปกรณ์ล่าช้าไปถึง 254 วันดังกล่าวอันเป็นความผิดของโจทก์ด้วยส่วนหนึ่งก็ตาม แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็วินิจฉัยว่าโจทก์ควรใช้เวลาเตรียมการรื้อถอนเพียง 30 วัน จึงคิดค่าปรับในกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนโจทก์วันละ 1,000 บาท ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์เอกสารหมาย จ. 6 โดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับส่วนนี้เป็นเงิน 30,000 บาท ลดลงจากค่าปรับที่โจทก์เรียกร้องมาในส่วนนี้จำนวน 150,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมและพอสมควรแล้วเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม พี ปิโตรเลียม จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบรบือชัยรุ่งเรืองก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428/2548
#113259
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับฝากอาวุธปืน เหล็กพานท้ายปืน และด้ามปืนของกลางไว้จาก ภ. เพื่อทำความสะอาด การที่จำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางในลักษณะเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยึดถืออาวุธปืนไว้แทน ภ. เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนายึดถือ เพื่อตน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง ตามความหมายแห่ง พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 55, 78 ป.อ. มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ และจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืน เหล็กพานท้ายปืน และด้ามปืนของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบว่า บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ตำบลธงชัย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีผู้นำอาวุธปืนสงครามมาซุกซ่อนไว้ แต่เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ทราบว่าผู้นำ อาวุธปืนมาซ่อนเป็นใคร และบ้านเกิดเหตุเป็นบ้านของใคร ทางนำสืบของโจทก์คงได้ความแต่เพียงว่า ขณะเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยนั่งทำความสะอาดอาวุธปืนของกลางอยู่บริเวณหน้าบ้านซึ่งเป็นบริเวณที่เปิดเผย จำเลยก็ให้การต่อสู้คดีมาตั้งแต่ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจนถึงชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของ นายภุมรินทร์ นำมาให้จำเลยล้างทำความสะอาด การตรวจค้นบ้านเกิดเหตุไม่พบสิ่งผิดกฎหมายอื่นใดอีกและในวันเดียวกันนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายภุมรินทร์ได้พร้อมซองกระสุนปืนคาร์ไบน์ กับเครื่องกระสุนปืนคาร์ไบน์จำนวน 5 นัด ดังที่นายภุมรินทร์ถูกฟ้องต่อศาลซึ่งพนักงานสอบสวนก็รับในข้อนี้ ส่วนพยานโจทก์เบิกความว่า ได้มีการตรวจค้นและจับกุมนายภุมรินทร์ โดยเฉพาะของกลางที่ยึดได้จากนายภุมรินทร์เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ได้กับอาวุธปืนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลย โดยอาวุธปืนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยไม่มีซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนอยู่ด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยได้รับฝากอาวุธปืน เหล็กพานท้ายปืน และด้ามปืนของกลางไว้จากนายภุมรินทร์เพื่อทำความสะอาด การที่จำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางในลักษณะเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยึดถืออาวุธปืนไว้แทนนายภุมรินทร์เท่านั้นไม่ได้มีเจตนายึดถือเพื่อตน ไม่พอที่จะฟังว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง ตามความหมายแห่ง พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (6) ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายบุญยืนหรือยืน คำภีร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428/2548
#269679
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับฝากอาวุธปืน เหล็กพานท้ายปืน และด้ามปืนของกลางไว้จาก ภ. เพื่อทำความสะอาด ถือได้ว่าจำเลยยึดถืออาวุธปืนไว้แทน ภ. เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนายึดถือเพื่อตนอันจะฟังว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองตามความหมายแห่ง พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) จำเลยจึงไม่มีความผิดต่อ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 55, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเกิดเหตุและจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืน เหล็กพานท้ายปืน และด้ามปืนของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทสัญลักษณ์ รักษ์เจริญ ดาบตำรวจฉกาจ โรจนวิศิษฎ์ และจ่าสิบตำรวจสงัด เหลี่ยมเพชร ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนจับกุมเจ้าพนักงานสืบสวนทราบว่า บ้านไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ตำบลธงชัย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีผู้นำอาวุธปืนสงครามมาซุกซ่อนไว้ แต่เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ทราบว่า ผู้นำอาวุธปืนมาซ่อนเป็นใคร และบ้านเกิดเหตุเป็นบ้านของใคร ทางนำสืบของโจทก์คงได้ความแต่เพียงว่า ขณะเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยนั่งทำความสะอาดอาวุธปืนของกลางอยู่บริเวณหน้าบ้านซึ่งเป็นบริเวณที่เปิดเผย จำเลยก็ให้การต่อสู้คดีมาตั้งแต่ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจนถึงชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของนายภุมรินทร์ คุ้มภัย นำมาให้จำเลยล้างทำความสะอาด การตรวจค้นบ้านเกิดเหตุไม่พบสิ่งผิดกฎหมายอื่นใดอีก และในวันเดียวกันนั้นปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายภุมรินทร์ได้พร้อมซองกระสุนปืนคาร์ไบน์ กับเครื่องกระสุนปืนคาร์ไบน์จำนวน 5 นัด ดังที่นายภุมรินทร์ถูกฟ้องต่อศาลตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งพันตำรวจตรีอนัน ชูสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนก็รับในข้อนี้ ส่วนดาบตำรวจฉกาจพยานโจทก์ก็เบิกความว่า ได้มีการตรวจค้นและจับกุมนายภุมรินทร์ คุ้มภัย โดยเฉพาะของกลางที่ยึดได้จากนายภุมรินทร์เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ได้กับอาวุธปืนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลย โดยอาวุธปืนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยไม่มีซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนอยู่ด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยได้รับฝากอาวุธปืน เหล็กพานท้ายปืน และด้ามปืนของกลางไว้จากนายภุมรินทร์เพื่อทำความสะอาด การที่จำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางในลักษณะเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยึดถืออาวุธปืนไว้แทนนายภุมรินทร์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนายึดถือเพื่อตนไม่พอที่จะฟังว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายบุญยืนหรือยืน คำภีร์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2548
#270651
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สัญญาจำนองเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตามความมุ่งหมายแห่ง ป.รัษฎากรฯ มาตรา 103, 104 และ 118 แม้ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ เหตุผลเช่นว่านี้ได้กล่าวโดยชัดเจนและชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 84,662 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 63,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 63,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2544) ให้ไม่เกิน 21,162 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7608 ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นผู้กู้เงินและทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้น เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้นั้นปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้วว่า สัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 เป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยอันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118 ดังนั้น แม้มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเช่นว่านี้ได้กล่าวโดยละเอียดชัดเจนและชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาอีกนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายจึงเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ เปรื่องประยูร
จำเลย — นายสนิท ธรรมิกะ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2548
#267571
เปิดฉบับเต็ม

คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10ในฐานะผู้จำนองตามที่บริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเป็นหนีธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 7 ฉบับตามเอกสารท้ายฟ้องเพื่อให้ร่วมกันชำระเงิน จำนวน9,932,969.88 บาท ซึ่งเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าวนั้น เดิมธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินและสิทธิเรียกร้องของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไปทั้งหมด และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสิบและบริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแอดวานซ์แคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ยื่นคำร้องฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางและเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวแล้ว

จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง บริษัทบริหารทรัพย์สินทรัพย์ไทย ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งหกไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ฯ
จำเลย — นายเขมทัต สุคนธสิงห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2548
#269847
เปิดฉบับเต็ม

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้จำนองตามที่บริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเป็นหนี้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 7 ฉบับ ตามเอกสารท้ายฟ้อง เพื่อให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,932,969.88 บาท ซึ่งเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าวนั้นเดิมธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินและสิทธิเรียกร้องของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไปทั้งหมด และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสิบและบริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแอดวานซ์ไดแคสติ้งเซอร์วิส จำกัด ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวแล้ว

จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งหกไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มา จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดยบริษัท
โจทก์ — บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายเขมทัต สุคนธสิงห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2548
#267360
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม กำหนดให้ผู้กระทำละเมิดในกรณีทำให้เขาถึงตายรับผิดต่อบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะเฉพาะที่ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะตามกฎหมายเท่านั้น แต่มาตรา 1563 และมาตรา 1564 ที่บัญญัติให้บุตรและบิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูกันนั้น หมายถึง บุตรและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้บิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย ดังนั้น แม้บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพงษ์เทพ พัฒโนทัย ผู้ตาย โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดจากนางสมพิศ ชูติธวัช จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 81 - 0304 นครสวรรค์ และเป็นนายจ้างหรือตัวการของบุคคลไม่ทราบชื่อซึ่งขับรถคันดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2542 เวลา 3.15 นาฬิกา ขณะที่นายพงษ์เทพนั่งโดยสารมาในรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง - 1797 อุทัยธานี ซึ่งมีนายสมพงษ์ วงษ์รักษ์ เป็นผู้ขับ ไปตามถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก มุ่งหน้าไปทางจังหวัดพิษณุโลก เมื่อถึงสะพานข้ามแม่น้ำปิง ตำบลวัดไทร อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0304 นครสวรรค์ ซึ่งมีบุคคลไม่ทราบชื่อที่จำเลยจ้างวานให้ขับรถเป็นผู้ขับ แล่นมาจากทางจังหวัดพิษณุโลกมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครสวรรค์ ในทางการที่จ้างของจำเลยด้วยความเร็วสูง และขับล้ำเส้นทางเข้ามาในช่องเดินรถของนายสมพงษ์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถชนทำให้นายพงษ์เทพถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย คือโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูคิดเป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 3 ต้องขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูคิดเป็นเงิน 384,000 บาท โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพ 61,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 565,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 120,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 384,000 บาท และค่าปลงศพแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 61,000 บาท รวมเป็นเงิน 565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 544,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยในศาลชั้นต้นให้เป็นพับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายพงษ์เทพ พัฒโนทัย ผู้เป็นบิดาได้รับรองแล้ว เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2542 ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0304 นครสวรรค์ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง-1797 อุทัยธานีซึ่งมีนายพงษ์เทพโดยสารมาและนายพงษ์เทพถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อนายพงษ์เทพ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 3 ว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ตามมาตรา 1629 (1) นั้นจะมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดเพราะเหตุที่การตายลงนั้นทำให้ตนต้องขาดไร้อุปการะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม นั้น กำหนดให้ผู้กระทำละเมิดในกรณีทำให้เขาถึงตายรับผิดต่อบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะเฉพาะที่ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะตามกฎหมายเท่านั้น แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1563 และมาตรา 1564 บัญญัติให้บุตรและบิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูกันนั้น หมายถึง บุตรและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้บิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมายแต่ประการใด ดังนั้น แม้บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา บุตรนอกกฎหมายจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิดให้บิดาตนถึงแก่ความตายได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้และมิได้ยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 ม. 1627
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัด พัฒโนทัย กับพวก
จำเลย — นายธีระ สงวนสุข
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2548
#269624
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม กำหนดให้ผู้กระทำละเมิดในกรณีทำให้เขาถึงตายรับผิดต่อบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะเฉพาะที่ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะตามกฎหมายเท่านั้น แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1563 และมาตรา 1564 บัญญัติให้บุตรและบิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูกันนั้น หมายถึงบุตรและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้บิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมายแต่ประการใด ดังนั้น แม้บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา บุตรนอกกฎหมายจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะจากผู้กระทำละเมิดให้บิดาตนถึงแก่ความตายได้

ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้และมิได้ยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 120,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 384,000 บาท และค่าปลงศพแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 61,000 บาท รวมเป็นเงิน 565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 544,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายพงษ์เทพ พัฒโนทัย ผู้เป็นบิดาได้รับรองแล้ว เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2542 ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0304 นครสวรรค์ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง - 1797 อุทัยธานี ซึ่งมีนายพงษ์เทพโดยสารมาและนายพงษ์เทพถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อนายพงษ์เทพ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 3 ว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ตามมาตรา 1629 (1) นั้นจะมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดเพราะเหตุที่การตายลงนั้นทำให้ตนต้องขาดไร้อุปการะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม นั้น กำหนดให้ผู้กระทำละเมิดในกรณีทำให้เขาถึงตายรับผิดต่อบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะเฉพาะที่ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะตามกฎหมายเท่านั้น แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1563 และมาตรา 1564 บัญญัติให้บุตรและบิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูกันนั้น หมายถึงบุตรและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้บิดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมายแต่ประการใด ดังนั้น แม้บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วจะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา บุตรนอกกฎหมายจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิดให้บิดาตนถึงแก่ความตายได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้และมิได้ยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคสาม ม. 1563 ม. 1564
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัด พัฒโนทัย กับพวก
จำเลย — นายธีระ สงวนสุข
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2548
#269622
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น และปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันไว้ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนที่ดินฯ มาตรา 10 เนื่องจากไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 แล้ว ซึ่งตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา โดยได้รับในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ตามความในมาตรา 26 วรรคสาม อันเป็นกฎหมายพิเศษโดยไม่ต้องนำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 แต่อย่างใด

ส่วนเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน เป็นเงินค่าทดแทนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคสาม ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ของเงินค่าทดแทนส่วนนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งก่อน เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนส่วนนี้ต่อรัฐมนตรีฯ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองต่อศาลจึงเป็นการข้ามขั้นตอนโดยไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 34,426,595.20 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 31,175,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,250,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 77112 ตำบลคันนายาว (คลองเกร็ด) อำเภอบางกะปิ (บึงกุ่ม) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 5 ตารางวา ต่อมามีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ.2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 การดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเนื้อที่ 275 ตารางวา คงเหลือที่ดินจากการเวนคืนเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 35,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 แต่โจทก์ทั้งสองไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืนเพิ่มเป็นตารางวาละ 100,000 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีฯ มีมติเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นตารางวาละ 51,000 บาท และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้พร้อมดอกเบี้ยไปแล้ว

...เมื่อคำนึงถึงราคาซื้อขายที่ดินแปลงอื่นที่โจทก์ทั้งสองนำสืบ อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสอง สภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่อยู่ติดถนนรามอินทราหลักกิโลเมตรที่ 9.70 โดยมีด้านหน้ากว้างประมาณ 40 เมตร อยู่ติดถนนรามอินทราซึ่งเป็นถนนสายใหญ่สายหลักสายหนึ่ง มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์ในการประกอบธุรกิจการค้าได้ ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองผู้ถูกเวนคืนและสังคมคือ ตารางวาละ 65,000 บาท เนื้อที่ 275 ตารางวา เป็นเงินจำนวน 17,875,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 3,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม มาตรา 26 วรรคสาม ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงยินยอมเอกสารหมาย จ.7 นับแต่วันนั้นไปอีก 120 วัน คือวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไป ตามความในมาตรา 26 วรรคสาม อันเป็นกฎหมายพิเศษโดยไม่ต้องนำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนจะได้ดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดต้องปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของธนาคารออมสินเรื่องอัตราดอกเบี้ยฝาก แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 9 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนโดยอ้างว่ามีราคาลดลงหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเอกสารหมาย จ.10 โจทก์ทั้งสองได้มีคำขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ 51,000 บาท เนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืน 275 ตารางวา เป็นเงินจำนวน 14,025,000 บาท เท่านั้น หาได้มีข้อความใดขอหรือเรียกเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาลดลงแต่อย่างใดไม่ เงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจาการเวนคืนเป็นเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนส่วนนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ก่อน แต่โจทก์ทั้งสองหาได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนส่วนนี้ต่อรัฐมนตรีฯ ไม่ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองต่อศาลจึงเป็นการข้ามขั้นตอน โดยไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,850,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 9 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุดใจ ชัยอำนวย กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2548
#113188
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีขึ้น ตั้งแต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ แม้จำเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยตกลงกันเป็นเวลา 25 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน สาธารณสมบัติประโยชน์ของแผ่นดิน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องเป็นกรรมเดียว ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยอายุ 64 ปี การคุมประพฤติและทำกิจกรรมบริการสังคมไม่เหมาะแก่จำเลย ให้เพิกถอนเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน โดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีขึ้นตั้งแต่จำเลยเข้ายึดครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดิน สาธารณประโยชน์อยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ แม้จำเลย จะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายนคร วรรณทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายศิริชัย สุวรรณแสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2548
#269572
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีขึ้นตั้งแต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์อยู่ เมื่อปรากฏว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ ดังนั้น แม้จำเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ ข้อ 1 (ก) เมื่อประมาณปี 2518 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2543 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินโนนบกสาธาณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน รวมเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา โดยจำเลยเข้าไปถางทำนา ทำพืชไร่ ล้อมรั้วลวดหนาม และนำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินดังกล่าวจนทางราชการออก น.ส.3 ก. ให้จำเลย โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ 1 (ข) เมื่อประมาณปี 2540 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2543 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินโนนบนสาธารณประโยชน์รวมเนื้อที่ 13 ไร่เศษ โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครอง และมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ 1 (ค) เมื่อประมาณปี 2540 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2543 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินโนนบกสาธารณประโยชน์ รวมเนื้อที่ 10 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่จำเลยได้เข้ายึดถือในฟ้อง โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนรั้วลวดหนามและออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (ที่ถูก มาตรา 9 (1)), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยตกลงกันเป็นเวลา 25 ชั่งโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) และให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) เป็นกรรมเดียว ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยอายุ 64 ปี การคุมความประพฤติและทำกิจกรรมบริการสังคมไม่เหมาะแก่จำเลย ให้เพิกถอนเสียนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ที่หมู่บ้านนาเรือง ตำบลนาเรือง กิ่งอำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี มีที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ร่วมกันชื่อโนนบกสาธารณประโยชน์ ต่อมา ปี 2525 ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเนื้อที่ประมาณ 99 ไร่ 2 งาน ตามเอกสารหมาย จ.13 ส่วนจำเลยครอบครองที่ดินบ้านนาเรือง หมู่ที่ 1 ตำบลนาเรือง กิ่งอำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ เป็นที่ดินที่มีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ เป็นที่ดินติดต่อกันทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และที่ดินติดต่อทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ ทั้งสองแปลงหลังไม่มีหลักฐานหนังสือสำคัญเกี่ยวกับที่ดินสำหรับที่ดินที่จำเลยครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ ตามฟ้องข้อ 1 (ก) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) หรือไม่ โจทก์มีนายจันทา ดาลาด จ่าสิบเอกเอเรบ โลหา และนายโกวิท แก้วสุข คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการร้องเรียนบุกรุกทำลายป่าสาธารณประโยชน์เบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบที่ดินโนนบกสาธารณประโยชน์ด้วยการรังวัด โดยอาศัยหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ปรากฏว่าจำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศเหนือของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยประมาณ 10 ไร่ และทางด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 และโจทก์ยังมีนายสงวน วงศ์ประเทศ นายเพ็ง แก้วบัวขาว นายคำสิงห์ ภูหมื่น นายอำนวย อุดมพันธ์ นายจำลอง เคนสี ราษฎรตำบลนาเรืองและเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเบิกความสนับสนุนทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้บุกรุกแผ้วถางที่ดินสาธารณประโยชน์ต่อจากที่ดินที่จำเลยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์อีก 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และ 13 ไร่ แล้วล้อมลวดหนามไว้ ซึ่งที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวชาวบ้านใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเก็บของป่ามาเป็นเวลานาน เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวมีทั้งเจ้าพนักงานผู้ไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับคดีและมีราษฎรผู้อาศัยผู้ในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันได้ดี เฉพาะนายจันดาเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกิ่งอำเภอนาเยีย เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษในการรังวัดและกำหนดเขตที่ดิน ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานเคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ฟังได้ว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 แปลงหมายเลข 1 เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และแปลงหมายเลข 3 เนื่อที่ประมาณ 13 ไร่ จริง ข้อที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดาเป็นเวลา 40 ปี และอ้างว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ติดกับที่ดินโนนบกสาธารณประโยชน์โดยมีร่องน้ำกั้นนั้นเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ และยังขัดกับแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยเคยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2521 ว่าที่ดินที่จำเลยได้รับมรดกมาจากบิดานั้นปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รังวัดแล้วมีเนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ และเป็นที่ดินที่มีเขตติดต่อกับที่ว่างไม่มีด้านที่ติดกับร่องน้ำดังที่จำเลยอ้าง ในข้อนี้จำเลยเบิกความยอมรับว่าขณะรังวัดเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในปี 2521 จำเลยทำประโยชน์จริงประมาณ 28 ไร่ และจำเลยยังยอมรับว่าที่ดินของจำเลยอยู่ในที่ดินสาธารณประโยชน์ด้วย แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยคัดค้านแตจำเลยไม่มีหลักฐานการได้สิทธิมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือจำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จากทางราชการนอกจากนี้จำเลยยังเคยให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอเดชอุดม เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2534 ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินโนนบกสาธารณประโยชน์ยินยอมออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์เมื่อเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จและยังให้ถ้อยคำด้วยว่าที่ดินของจำเลยอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินโนนบกสาธารณประโยชน์ โดยมีทางสาธาณประโยชน์กั้นและขอให้ตรวจสอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยบางส่วนที่ได้ออกทับที่สาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งจำเลยยอมรับว่าจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวจริงขณะมีการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน แสดงว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ชื่อโนนบกสาธารณประโยชน์อีก 2 แปลงต่อจากที่ดินที่จำเลยออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เนื้อที่ 28 ไร่ จริง โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต ข้อที่จำเลยฎีกาว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่มีเอกสารเกี่ยวกับที่ดินและรังวัดตามคำบอกกล่าวอาจผิดพลาดได้นั้น ก็ปรากฏตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.13 ว่า เป็นการดำเนินการรังวัดโดยเจ้าพนักงานที่ดินมีการกำหนดมาตราส่วน มีระวางแผนที่และมีหมายเลขหลักเขตกำกับแต่ละด้านชัดเจน ย่อมเป็นการกำหนดรูปแผนที่โดยมีอาณาเขตที่แน่นอนตามหลักวิชาการเกี่ยวกับการรังวัดที่ดินของทางราชการและใช้บังคับได้ตามกฎหมายข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามฟ้องข้อ 1 (ข) และ (ค) มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำลยประการสุดท้ายว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินโดยไม่ไดรับอนุญาตย่อมมีขึ้นตั้งแต่จำลยเข้ายึดถือครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์อยู่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ แม้จำเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 108 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายนคร วรรณเทวี
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2548
#266817
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลย จำเลยกำหนดเวลาทำงานปกติ 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง วันทำงานปกติ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน การทำงานของโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ณ สถานที่ทำการของจำเลยแต่จะประจำอยู่ที่บ้านโจทก์ เมื่อมีลูกค้าของจำเลยแจ้งต่อจำเลยว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จำเลยจะโทรศัพท์แจ้งโจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการตรวจสอบอุบัติเหตุ เมื่อดำเนินการเสร็จโจทก์เดินทางกลับบ้านเพื่อรอรับโทรศัพท์แจ้งเหตุรายต่อไป ในการตรวจสอบอุบัติเหตุแต่ละครั้ง โจทก์ต้องทำรายงานเพื่อส่งแก่จำเลย งานดังกล่าวของโจทก์จะมีขึ้นต่อเมื่อรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยเกิดอุบัติเหตุซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่ และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 65 (6) การที่โจทก์ประจำอยู่ที่บ้านแม้จะเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเหตุเมื่อได้รับแจ้งจากจำเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอุบัติเหตุให้แก่จำเลยก็ยังถือว่าทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกับโจทก์ได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทำงานวันละกี่ชั่วโมง จึงต้องถือกำหนดเวลาทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 วรรคสอง โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา ถึง 8.30 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมงในวันใด จำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทน 226,991.32 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 39,698.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทน 11,830.66 บาท และจ่ายค่าทำงานในวันหยุด 38,633.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้อง (15 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุที่ประกันภัยไว้กับจำเลย จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งกำหนดเวลาทำงานปกติ 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง วันทำงานปกติ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ วันหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า งานที่โจทก์ทำเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า การทำงานของโจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ณ สถานที่ทำงานของจำเลย แต่จะประจำอยู่ที่บ้าน เมื่อมีลูกค้าของจำเลยแจ้งต่อจำเลยว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จำเลยจะโทรศัพท์แจ้งโจทก์เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบอุบัติเหตุ โจทก์จะเดินทางโดยใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของโจทก์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุก็จะตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุ เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ ถ่ายรูป พิจารณาว่ารถที่เอาประกันไว้กับจำเลยกับรถคู่กรณีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก หากรถที่เอาประกันไว้กับจำเลยเป็นฝ่ายถูกก็จะเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณี หากรถที่เอาประกันไว้กับจำเลยเป็นฝ่ายผิดก็จะออกใบแจ้งเพื่อจัดการซ่อมให้แก่คู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ก็จะไปที่สถานีตำรวจท้องที่เพื่อลงบันทึกประจำวันดำเนินคดีไปตามกฎหมาย เมื่อดำเนินการดังกล่าวข้างต้นเสร็จ โจทก์ก็จะเดินทางกลับไปบ้านพักเพื่อรอรับโทรศัพท์แจ้งเหตุรายต่อไป ในการไปตรวจสอบอุบัติเหตุแต่ละครั้ง โจทก์จะต้องทำรายงานซึ่งประกอบด้วยเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งแผนที่เกิดเหตุเพื่อส่งแก่จำเลย เห็นว่า งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยคือการออกไปตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยซึ่งต้องออกไปทำนอกสถานที่ทำการของจำเลย และงานดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อรถยนต์ที่ประกันภัยไว้กับจำเลยเกิดอุบัติเหตุซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (6) การที่โจทก์ประจำอยู่ที่บ้านแม้จะเตรียมพร้อมที่จะออกไปทำงานตรวจสอบอุบัติเหตุเมื่อได้รับแจ้งจากจำเลย แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบอุบัติเหตุให้แก่จำเลย ก็ยังถือว่าทำงานให้แก่จำเลยไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลาหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า งานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยเป็นงานที่ต้องทำนอกสถานที่และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (6) และการที่โจทก์เตรียมพร้อมจะทำงานให้จำเลยอยู่ที่บ้านนั้นไม่ใช่การทำงานให้แก่จำเลย นอกจากนี้ แม้จำเลยจะมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กำหนดเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา เวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง ก็ใช้สำหรับลูกจ้างของจำเลยที่ทำงานอยู่ ณ ที่ทำการของจำเลยเท่านั้น ไม่อาจใช้กับงานของโจทก์ ซึ่งไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันได้เนื่องจากลักษณะหรือสภาพของงาน กรณีนี้นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกับโจทก์ได้มีข้อตกลงให้ทำงานวันละกี่ชั่วโมง จึงต้องถือกำหนดเวลาตามมาตรา 23 วรรคสอง คือ กำหนดให้ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง คดีนี้โจทก์เพียงแต่นำสืบว่าโจทก์ทำงานนอกเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา 8.30 นาฬิกา วันรุ่งขึ้นโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ในวันใด จำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 23 วรรคสอง ม. 65 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนภัทร วงศ์มณีโรจน์
จำเลย — บริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2548
#267358
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในระหว่างทำงานให้แก่โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้แก่โจทก์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หลายครั้ง โดยบรรยายรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำความเสียหายเมื่อใด อย่างไร จำนวนเท่าใด พร้อมทั้งมีเอกสารแนบมาท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธว่าใบมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง และศาลแรงงานกลางก็ไม่มีเหตุสงสัยว่า ไม่ใช่ใบอำนาจอันแท้จริงจึงเท่ากับจำเลยที่ 2 รับว่า ส. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ประกอบมาตรา 47 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่ลูกจ้างยักยอกเงินของนายจ้างนอกจากเป็นการกระทำละเมิดต่อนายจ้างยังเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งการที่นายจ้างฟ้องเรียกให้ลูกจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายสมยศ เปาลานวัติ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเมื่อประมาณวันที่ 4 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า บริษัทเซ็นทรัลอิเล็คทรอนิคส์แอนลีสซิ่ง จำกัด ในตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน ประจำสาขาปากพนัง ต่อมาประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม 2539 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาปากพนัง มีหน้าที่ขายและควบคุมการขายสินค้า เก็บเงินและควบคุมการเก็บเงินของพนักงานขายรวบรวมเงินส่งให้โจทก์ จัดทำรายงานการขายและเก็บเงินส่งให้โจทก์จัดทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ในการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้กระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายครั้งหลายอย่างด้วยกัน กล่าวคือจำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์ อ้างว่าจะนำไปจำหน่าย แต่ไม่ได้จำหน่ายรวมสินค้า 7 รายการ รวมราคา 69,850 บาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำสินค้าดังกล่าวส่งคืนโจทก์ กลับเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าซื้อสินค้ามาจากลูกหนี้ที่เช่าซื้อจำนวน 14 ราย โดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินของโจทก์ให้ลูกค้าและไม่นำเงินที่เก็บได้ส่งโจทก์ กลับเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 103,090 บาท จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าซื้อสินค้า โดยเก็บเงินปิดบัญชีมาหมดแล้ว เป็นจำนวนลูกค้า 23 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 167,000 บาท โดยไม่นำเงินที่เก็บได้ส่งโจทก์ กลับเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย รวมเป็นจำนวนสินค้า 13 รายการ เป็นเงิน 160,575 บาท จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าโดยวิธีเช่าซื้อรวมจำนวนสินค้า 3 รายการ แต่ลูกค้ายืนยันว่าไม่ได้ซื้อสินค้าและไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันสินค้าดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าของโจทก์ไป 1 รายการ โดยสินค้าทั้ง 4 รายการ โจทก์ได้รับชำระราคาสินค้าบางส่วน ส่วนที่เหลือรวมจำนวน 52,550 บาท โจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคา จำเลยที่ 1 ยึดสินค้าคืนมาจากลูกค้าที่เช่าซื้อสินค้าของโจทก์รวมสินค้า 2 รายการ โดยโจทก์ได้รับชำระราคาสินค้าบางส่วน ส่วนที่เหลือรวมราคา 21,990 บาท โจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคา จำเลยที่ 1 ไม่นำสินค้าที่ยึดคืนส่งโจทก์กลับเบียดบังเป็นประโยชน์ตน ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้เก็บรวบรวมเงินค่าสินค้าและค่าเช่าซื้อสินค้ามาจากพนักงานขายในสาขาจำนวน 6 งวด เป็นเงิน 504,940 บาท แต่จำเลยที่ 1 ส่งเงินให้โจทก์ 110,000 บาท ยังขาดอยู่จำนวน 394,940 บาท จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเป็นประโยชน์ตนโจทก์แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพนัง ในข้อหายักยอก และพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดปากพนัง ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ส่งเงินขาดตามรายการส่งเงินขาดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 ลำดับที่ 1 - 4 รวมเป็นจำนวนเงินขาด 183,292 บาท ส่วนรายการส่งเงินขาดลำดับที่ 5 และ 6 โจทก์ไม่ได้แจ้งความ ศาลจังหวัดปากพนังมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 1371/2541 จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 เดือน และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 167,292 บาท แก่โจทก์ จึงให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินให้โจทก์เฉพาะลำดับที่ 5 และ 6 รวมเป็น 211,648 บาท แต่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินขาดให้โจทก์เพียง 378,940 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์อีกจำนวน 786,703 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินให้โจทก์จำนวน 953,995 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชดใช้เงินจำนวน 786,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 167,292 บาท โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 167,292 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิในการฟ้องโดยไม่สุจริตกล่าวคือจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถูกเลิกจ้างเมื่อประมาณกลางปี 2540 และถูกดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปากพนังตามคดีหมายเลขดำที่ 824/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1371/2541 แต่โจทก์กลับมิได้เร่งรัดเรียกหนี้จากจำเลยที่ 1 ในทางแพ่ง มิได้แจ้งถึงความเสียหายหรือเหตุละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 ทราบ ปล่อยให้ระยะเวลาช้าออกไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเวลาหลายปีเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นนั้น กล่าวคือฟ้องโจทก์ข้อ 3 ตั้งแต่ 3.1 ถึง 3.7 ประกอบเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 11 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์เมื่อใด ได้รับอนุมัติเมื่อใด เป็นจำนวนเท่าใด ทำให้เสียหายเมื่อใด เรียกเก็บเงินโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินเมื่อใด เก็บเงินปิดบัญชีแล้วไม่นำส่งโจทก์เมื่อใด ขายสินค้าเป็นเงินสดทำรายการเป็นเงินผ่อนเมื่อใด ทำบัญชีเสียหายเมื่อใดอย่างไร ยึดคืนสินค้าแล้วไม่นำส่งบริษัทตั้งแต่เมื่อใด และส่งเงินขาดจากจำนวนเงินที่แท้จริงอย่างไร โจทก์ทราบเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใด ๆ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว กล่าวคือ จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ต่อมาโจทก์เลิกสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่กลางปี 2540 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำรายการสินค้าสูญหาย เก็บเงินไม่ออกใบเสร็จรับเงิน เก็บเงินปิดบัญชีแล้วไม่นำส่ง ขายสินค้าเป็นเงินสด ทำรายการเป็นเงินผ่อน ทำบัญชีเสียหายยึดสินค้าคืนแล้วไม่นำส่งบริษัท ส่งเงินขาดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเป็นเวลาเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในหนี้หรือค่าเสียหายตามจำนวนเงินในฟ้องตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 11 เพราะหนี้บางรายการโจทก์ได้ผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นยินยอม ทำให้หลุดพ้นความรับผิด ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าบางรายการ โดยวิธีให้เช่าซื้อ ก็ไม่ปรากฏว่ามีสัญญาเช่าซื้อและได้ส่งสัญญาเช่าซื้อมาพร้อมฟ้อง จำนวนหนี้และเอกสารที่โจทก์อ้าง เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นมาเอง รับรองความถูกต้องเอาเองไม่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมตามที่อ้าง จำนวนหนี้สินต่าง ๆ เป็นเรื่องที่พนักงานของโจทก์แต่ละระดับผู้จัดการภาคถึงผู้จัดการระดับท้องที่จัดการผิดพลาดกันเอง หากจำเลยที่ 1 กระทำผิดพลาดหรือทำให้เสียหายต่อบริษัทโจทก์จริงโจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในเวลาอันควร เพราะมีข้อตกลงในสัญญากันอยู่ การกระทำของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 786,703 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 167,292 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในยอดเงินเดียวกันตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 1371/2541 ของศาลจังหวัดปากพนัง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน ประจำสาขาปากพนัง แล้วเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาปากพนัง มีหน้าที่ขายและควบคุมการขายสินค้าเก็บเงินและควบคุมการเก็บเงินของพนักงานขายแล้วรวบรวมเงินส่งให้โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในระหว่างทำงานให้แก่โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้แก่โจทก์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หลายครั้ง โดยบรรยายรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำความเสียหายเมื่อใด อย่างไร จำนวนเท่าใด พร้อมทั้งมีเอกสารแนบมาท้ายฟ้องจึงเป็นคำฟ้องที่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมยศ เปาลานวัติ ฟ้องคดีแทนโจทก์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 แต่ปรากฏว่าใบมอบอำนาจให้นายสมยศฟ้องคดีได้ทำขึ้นในภายหลังที่มีการยื่นฟ้องคดีแล้ว ดังนั้น ในขณะฟ้องคดีนายสมยศจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องหมายเลข 2 ก็เป็นเพียงสำเนาเอกสาร ไม่มีต้นฉบับมาแสดงต่อศาลทั้งไม่มีพยานบุคคลใด ๆ มาเบิกความยืนยันถึงความถูกต้องหรือความมีอยู่จริงของหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการมอบอำนาจให้นายสมยศฟ้องคดีนี้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมยศ เปาลานวัติ ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธว่าใบมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง และศาลแรงงานกลางก็ไม่มีเหตุสงสัยว่า ใบมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง จึงเท่ากับจำเลยที่ 2 รับว่านายสมยศ เปาลานวัติ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ประกอบมาตรา 47 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์พบเหตุการณ์กระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การที่ลูกจ้างกระทำละเมิดต่อนายจ้างในระหว่างทำงานให้แก่นายจ้างนั้น นอกจากเป็นการกระทำละเมิดต่อนายจ้างแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งการที่นายจ้างฟ้องเรียกให้ลูกจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์พบการกระทำละเมิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดตั้งแต่ปี 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 84 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัลลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาวจารุณีย์หรือธันยพร มลิแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2548
#269601
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกจ้างกระทำละเมิดต่อนายจ้างในระหว่างการทำงานให้แก่นายจ้างนั้น นอกจากจะเป็นการกระทำละเมิดต่อนายจ้างแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานอีกด้วย ซึ่งการที่นายจ้างฟ้องเรียกให้ลูกจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน ต่อมาประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม 2539 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาปากพนัง มีหน้าที่ขายและควบคุมการขายสินค้า เก็บเงินและควบคุมการเก็บเงินของพนักงานขายรวบรวมเงินส่งให้โจทก์ จัดทำรายงานการขายและเก็บเงินส่งให้โจทก์ จัดทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ในการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้กระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายครั้งหลายอย่างด้วยกัน ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 786,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 167,292 บาท โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 167,292 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิในการฟ้องโดยไม่สุจริต กล่าวคือจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถูกเลิกจ้างเมื่อประมาณกลางปี 2540 และถูกดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปากพนัง แต่โจทก์กลับมิได้เร่งรัดเรียกหนี้จากจำเลยที่ 1 ในทางแพ่ง มิได้แจ้งถึงความเสียหายหรือเหตุละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 ทราบ ปล่อยให้ระยะเวลาช้าออกไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเวลาหลายปีเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว กล่าวคือ จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ต่อมาโจทก์เลิกสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 ตั้งแต่กลางปี 2540 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำรายการสินค้าสูญหาย เก็บเงินไม่ออกใบเสร็จรับเงิน เก็บเงินปิดบัญชีแล้วไม่นำส่ง ขายสินค้าเป็นเงินสด ทำรายการเป็นเงินผ่อน ทำบัญชีเสียหายยึดสินค้าคืนแล้วไม่นำส่งบริษัท ส่งเงินขาดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเป็นเวลาเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 786,703 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 167,292 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในยอดเงินเดียวกันตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 1371/2541 ของศาลจังหวัดปากพนัง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน ประจำสาขาปากพนังแล้วเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาปากพนัง มีหน้าที่ขายและควบคุมการขายสินค้าเก็บเงิน และควบคุมการเก็บเงินของพนักงานขายแล้วรวบรวมเงินส่งให้โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม...

...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์พบเหตุการณ์กระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเกินกว่า 1 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การที่ลูกจ้างกระทำละเมิดต่อนายจ้างในระหว่างทำงานให้แก่นายจ้างนั้น นอกจากเป็นการกระทำละเมิดต่อนายจ้างแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งการที่นายจ้างฟ้องเรียกให้ลูกจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์พบการกระทำละเมิดและว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดตั้งแต่ปี 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัลลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาวจารุณีย์หรือธันยพร มลิแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1393/2548
#269617
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ โดยปล่อยให้บุคคลภายนอกนำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีรายหนึ่งออกไปให้ผู้ค้ำประกันลงนามโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปด้วย ปรากฏว่าลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วย ความเสียหายที่เป็นสาเหตุโดยตรงจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องของจำเลยคือหนี้ต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารสามารถเรียกเอาจากลูกหนี้ผู้ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ได้รวมทั้งผู้ค้ำประกันด้วย แต่จำเลยมิใช่เป็นผู้ค้ำประกันหนี้แห่งความเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท ของต้นเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยไม่ได้นำเอาดอกเบี้ยตามสัญญาดังกล่าวในอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี มาคิดคำนวณเป็นค่าเสียหายให้ด้วย โดยวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 ย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเคยเป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการสาขาตรังจำเลยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อในการจัดทำนิติกรรมระหว่างโจทก์สาขาตรังกับลูกค้า โดยจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ในกรณีลูกค้าของโจทก์สาขาตรังรายนายสามารถ เล้าศิริมงคล ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ในการทำสัญญาต้องให้นายวิรัช ชีวศรีรุ่งเรือง ทำสัญญาค้ำประกันและนำที่ดินมาจำนองด้วย วันที่ 18 พฤศจิกายน 2537 นายสามารถมาที่ธนาคารโจทก์สาขาตรัง และทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารโจทก์สาขาตรัง วงเงิน 2,000,000 บาท ในวันดังกล่าว นายวิรัชจะต้องมาที่ทำการสาขาตรังด้วยเพื่อลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แต่ไม่ได้มาด้วยความประมาทเลินเล่อและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์ จำเลยมอบสัญญาค้ำประกันให้บุคคลภายนอกนำไปให้นายวิรัชลงลายมือชื่อนอกที่ทำการสาขา ต่อมานายสามารถไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงฟ้องนายสามารถ เล้าศิริมงคล และนายวิรัช ชีวศรีรุ่งเรือง เป็นคดีที่ศาลจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ปรากฏว่าลายมือชื่อนายวิรัชในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงถอนฟ้องนายวิรัช คงดำเนินคดีกับนายสามารถต่อไป จนศาลจังหวัดตรังพิพากษาให้นายสามารถชำระหนี้ แต่โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้กับนายสามารถได้ โจทก์จึงฟ้องนายสามารถเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ได้ตั้งกรรมการสอบสวนจำเลยและมีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้แต่จำเลยไม่ยอมลงนามจำนวน 2,557,418.25 บาท เท่ากับเงินที่โจทก์ไม่สามารถไล่เบี้ยเอาจากนายวิรัชผู้ค้ำประกันได้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 2,309,282.85 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 2,591,393.13 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 4,900,675.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ของต้นเงิน 2,309,282.85 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 2,000,000 บาท ให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ โดยปล่อยให้บุคคลภายนอกนำสัญญาค้ำประกันรายนายวิรัช ชีวศรีรุ่งเรือง ออกไปให้ผู้ค้ำประกันลงนามโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปด้วย ปรากฏภายหลังว่าลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วย ความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องของจำเลยโดยตรงคือหนี้ต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท หากจำเลยปฏิบัติหน้าที่ไม่บกพร่องหนี้รายนี้มีประกันพอคุ้มหนี้ความเสียหายที่เป็นสาเหตุโดยตรงจากการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่บกพร่องคือต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่โจทก์ต้องสูญไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ต้องนำดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี มาคิดคำนวณเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารสามารถเรียกเอาจากลูกหนี้ผู้ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ได้รวมทั้งผู้ค้ำประกันด้วย แต่จำเลยมิใช่เป็นผู้ค้ำประกันหนี้แห่งความเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ คือ ความเสียหายที่โจทก์ไม่สามารถบังคับเอาแก่ผู้ค้ำประกันได้ อันเป็นความเสียหายโดยตรงที่จำเลยในฐานะลูกจ้างต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานและในฐานะผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท ของต้นเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยไม่ได้นำเอาดอกเบี้ยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดในอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี มาคิดคำนวณเป็นค่าเสียหายให้ด้วย โดยวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ย่อมชอบด้วยกฎหมายต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในหนี้เงินที่เกิดจากมูลละเมิดในอัตราใดนับแต่เมื่อใดนั้น เห็นว่า หนี้จำนวน 2,000,000 บาท เป็นหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นหนี้ค่าเสียหาย จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์ชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 แต่โจทก์อุทธรณ์ขอนับแต่วันฟ้อง จึงสมควรกำหนดให้ตามขอ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกิตติพงศ์หรือกิตติพงษ์ พัฒนกุล
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2548
#271817
เปิดฉบับเต็ม

การจะนำปัญหาใดในคดีเรื่องใดเข้าวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิคู่ความที่จะขอให้นำคดีเข้าพิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญเรื่องหลักการวินิจฉัย การรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีนี้โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโปรดอนุญาต

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "การจะนำปัญหาใดในคดีเรื่องใดเข้าวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิคู่ความที่จะขอให้นำคดีเข้าพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ จึงให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำรง ลิขิตทรัพย์
จำเลย — นางอัจฉรา เจียรจรูญศรี หรือลิขิตทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2548
#272180
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 27 มีความหมายอย่างชัดแจ้งว่า การยื่นฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใดๆ ในศาลแรงงาน ให้ได้รับการยกเว้นเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดและให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแก่โจทก์ เงินที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาศาลแรงงานมิใช่ค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด หากจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 โดยต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลแรงงานกลางเสียก่อน

(คำสั่งคำร้องศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 261,802 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 258,570 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วยจำนวน 15,000 บาท โดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 มาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองได้ โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 บัญญัติว่า "การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาลแรงงาน ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีความหมายอย่างชัดแจ้งว่าได้รับยกเว้นเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดและให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแก่โจทก์ เงินที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างใด ฉะนั้นหากจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โดยต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลแรงงานกลางเสียก่อน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ
จำเลย — นางมนต์รักษ์ เถาโท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2548
#269615
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขในคำให้การเดิม จากที่ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 และผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ เป็นว่า ผู้ลงนามในฐานะเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามกฎหมายขณะทำสัญญาเช่าซื้อ ข้อความที่ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นเอกสารปลอมและยกข้อต่อสู้ว่าในขณะทำสัญญาผู้ลงนามในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ และมิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ กรณีหาใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย แต่เป็นการยกข้อต่อสู้นอกเหนือจากคำให้การเดิมและเป็นเรื่องที่จำเลยอาจขอแก้ไขได้ก่อนวันชี้สองสถานอีกทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งแล้วในเรื่องการมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธหรือต่อสู้ในข้อนี้ ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อ อันจะทำให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด การยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันชี้สองสถานเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุเมธ อุปการัตน์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อ และตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดโดยมีจำเลยที่ 2 ยอมค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 25 งวด แล้วผิดนัด โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 160,320 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 87,500 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อ ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม มิใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วให้โจทก์นำสืบก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ชี้สองสถานแล้ว ไม่อนุญาต

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อความที่จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่า ลายมือชื่อผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 และผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ เป็นว่าผู้ลงนามในฐานะเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อในขณะทำสัญญาเช่าซื้อและมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามกฎหมายในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ ข้อความที่จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นเอกสารปลอม และยกข้อต่อสู้ว่าผู้ลงนามในฐานะเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อในขณะทำสัญญาเช่าซื้อและมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะทำสัญญาเช่าซื้ออันเป็นข้อต่อสู้ใหม่นอกเหนือจากคำให้การเดิมและเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขได้ก่อนวันชี้สองสถาน กรณีเช่นว่านี้มิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขเป็นข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสุเมธ อุปการัตน์เป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การปฏิเสธหรือต่อสู้ในข้อนี้แต่ประการใด ข้อความที่จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขดังกล่าวจึงหาได้มีผลกระทบถึงความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้ออันจะเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบร้อยของประชาชนอย่างใดไม่ การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันชี้สองสถานเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายืนตามกันมาไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว

อนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การซึ่งมีผลเป็นการยกคำร้องของจำเลยที่ 1 แต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าคำร้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — นางสาวชาลินี โพธิ์เหลือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2548
#269833
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 56 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้นั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ดังนั้น เมื่อจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว ก็ไม่อาจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้อีก โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยได้รับโทษมาแล้วเพียงใด

ป.อ. มาตรา 58 บัญญัติว่า "...ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด... และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลัง... บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลัง..." ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ แม้จำเลยจะรับโทษปรับ หรือถูกกักขังแทนค่าปรับ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนำโทษที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 930/2544 และ 1713/2544 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 930/2544 และ 1713/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องถูกขังในระหว่างพิจารณาทั้งในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา จึงถือว่าจำเลยได้รับโทษมาบ้างแล้วพอสมควรที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้นั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ดังนั้น เมื่อจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้อีก ไม่ว่าจำเลยจะได้รับโทษมาบ้างแล้วแค่ไหนเพียงใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยและจำเลยต้องโทษกักขังแทนค่าปรับครบถ้วน รวมทั้งจำเลยได้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมครบถ้วนตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่ศาลกำหนด จึงถือว่าจำเลยได้รับโทษครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ควรนำโทษจำคุกในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติว่า "...ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด... และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลัง... บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลัง..." ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ด้วยเหตุดังวินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ แม้จำเลยจะรับโทษปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับครบถ้วนแล้วหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติครบถ้วนแล้วก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายโยธิน สิจง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2548
#269828
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยรับราชการทหารมาก่อน เป็นผู้มีความคุ้นเคยและสันทัดจัดเจนการใช้อาวุธปืน ย่อมทราบอานุภาพความร้ายแรงของอาวุธนั้นว่าหากถูกอวัยวะสำคัญของบุคคลใดอาจทำให้บุคคลนั้นเสียชีวิตได้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมหลายนัดที่บริเวณท้องและทรวงอกซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญด้วยความโกรธที่จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมมิได้ยินยอมตามความประสงค์ของจำเลย ย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง แต่อ้างเหตุบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานายวุฒิชัย ส่วนพรไพศาล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่า)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน รวมสองกระทง คงจำคุก 8 ปี 2 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยได้พาอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 หมายเลขทะเบียน 260483 ของจำเลยไปในเมืองและหมู่บ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมหลายนัด ถูกบริเวณช่องท้อง ไหล่ซ้าย ทรวงอกด้านซ้าย ต้นขาซ้ายและขาขวา ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย ป.จ.4 โจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายเพราะญาติและภรรยาโจทก์ร่วมนำส่งแพทย์รักษาได้ทันท่วงที โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจไม่ได้เกิน 20 วัน ร่างกายส่วนล่างเป็นอัมพาตไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเพราะบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมโดยจำเลยมิได้ถามค้านและนำสืบโต้แย้งว่า เหตุที่เกิดสืบเนื่องจากนางป่วนมารดาจำเลยและเป็นยายของโจทก์ร่วม มีที่ดิน 7 แปลง มีบุตร 6 คน ได้แบ่งที่ดินให้บุตรคนละแปลงและเหลือเป็นของตน 1 แปลง ต่อมานางป่วนยกที่ดินแปลงสุดท้ายนี้ให้แก่โจทก์ร่วมโดยเสน่หา จำเลยซึ่งเป็นพี่ชายของมารดาโจทก์ร่วมไม่พอใจประสงค์ให้โจทก์ร่วมโอนที่ดินคืนแก่นางป่วนเพื่อนำมาแบ่งกัน แต่โจทก์ร่วมไม่ยินยอม โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้ขอให้โจทก์ร่วมคืนที่ดินเพื่อให้พี่น้องคนอื่น ๆ ได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรมบ้าง แต่กลับถูกโจทก์ร่วมพูดท้าทายให้ไปฟ้องร้อง ซึ่งจำเลยก็ทราบดีว่าในทางกฎหมายไม่อาจบังคับโจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมไม่ยินยอมและได้พูดจาถากถางจำเลยว่า อยากโง่เซ่อกันเอง ถ้อยคำดังกล่าวของโจทก์ร่วมข่มเหงจิตใจจำเลยอย่างร้ายแรง ซึ่งเกิดจากข้อเท็จจริงอันไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่า จำเลยมีบ้านอยู่ใกล้บ้านนางป่วนและนางป่วนมีอายุ 90 ปี จำเลยผู้เดียวที่ดูแลใกล้ชิดนางป่วนมารดาตลอดมา ส่วนโจทก์ร่วมเป็นหลานมีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้ช่วยดูแลนางป่วนเลยก็ตาม เป็นสิทธิของนางป่วนที่จะยกทรัพย์สมบัติของตนให้แก่ลูกหลานคนใดโดยเสน่หาเป็นพิเศษก็ได้ และเป็นความชอบธรรมของโจทก์ร่วมที่จะรับไว้แล้วไม่ยอมสละทรัพย์ที่ตนได้มานั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวหาไม่เป็นธรรมแก่ผู้ใดหรือจำเลยไม่ ทั้งถ้อยคำที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมกล่าวถากถางจำเลยจนจำเลยเกิดบันดาลโทสะ จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณา โดยในชั้นสอบสวนจำลยให้การเพียงว่าขอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ส่วนรายละเอียดไม่ขอให้การใด ๆ จะขอให้การในชั้นพิจารณา และในชั้นพิจารณาจำเลยก็มิได้ถามค้านโจทก์ร่วมหรือประจักษ์พยานอื่นให้ปรากฏไว้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่ามีเหตุดังกล่าว และแม้โจทก์ร่วมจะได้กล่าวตามที่จำเลยอ้างถ้อยคำดังกล่าวนั้นประกอบข้อเท็จริงที่โจทก์ร่วมไม่ยอมสละที่ดินที่รับโอนมาโดยชอบคืนแก่นางป่วนผู้ให้ หานับว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยรับราชการทหารมาก่อนมีความชำนาญใช้อาวุธปืนดีกว่าบุคคลทั่ว ๆ ไป ในระยะห่างประมาณ 1 ถึง 3 เมตร หากจำเลยเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้วย่อมบรรลุผลอย่างแน่นอน ขณะเกิดเหตุจำเลยยิงโจทก์ร่วมในลักษณะยิงกราดด้วยความบันดาลโทสะ มิได้ตั้งใจยิงโจทก์ร่วมให้ถึงแก่ความตายนั้น ปรากฏผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ป.จ.4 ว่า โจทก์ร่วมมีบาดแผลทะลุที่ไหล่ซ้าย ทรวงอกซ้าย ต้นขาซ้ายและขาขวา มีเลือดออกในช่องอกช่องท้องกระดูกสันหลังแตกมีโลหะคล้ายกระสุนบริเวณหลัง 2 ลูก และได้ความจากนายปกรณ์ วิภูษณพันธุ์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาว่า โจทก์ร่วมมีบาดแผลถูกยิงมีตกเลือดในทรวงอกและในช่องท้อง กระเพาะอาหาร กระบังลม ม้าม และตับฉีกขาด บาดแผลดังกล่าวเป็นบาดแผลสำคัญ หากโจทก์ร่วมมาให้รักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้มีความคุ้นเคยและสันทัดจัดเจนการใช้อาวุธปืน ย่อมทราบอานุภาพความร้ายแรงของอาวุธนั้นว่าหากถูกอวัยวะสำคัญของสิ่งมีชีวิตอาจทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นเสียชีวิตได้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมหลายนัดที่บริเวณท้องและทรวงอกซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญด้วยความโกรธที่จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมมิได้ยินยอมด้วยตามความประสงค์ของจำเลย ย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษสถานเบานั้น ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมีระวางโทษขั้นต่ำจำคุก 10 ปี ตามพฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลย 12 ปี ลดโทษให้แล้ว คงจำคุก 8 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้วและโทษจำคุกในคดีนี้เกินกว่า 3 ปี กรณีจึงไม่อาจรอการลงโทษให้จำเลยได้ ฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นายวุฒิชัย ส่วนพรไพศาล
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกนิรันดร์ พิพัฒน์ผล
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ