คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2548
#266349
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา และลงชื่อยอมรับที่จะมาฟังคำสั่งศาลวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ซึ่งพ้นกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินครั้งสุดท้าย เท่ากับจำเลยยอมรับผลในกรณีที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 โดยมิได้สั่งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ก็ย่อมมีผลเช่นเดียวกัน และไม่จำต้องกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางอีก เพราะมิใช่เป็นกรณีชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง วันที่ 14 มีนาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมไปจนถึงวันที่ 13 เมษายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 3 เมษายน 2544 เมื่อครบกำหนดจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปจนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 เมษายน 2544 ครั้นวันที่ 26 เมษายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินครั้งสุดท้ายคือวันที่ 27 เมษายน 2544 เป็นเวลา 2 เดือนเศษ นับว่าจำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมเงินค่าธรรมเนียม ที่จำเลยอ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินว่า จำเลยยังไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้เนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ประกอบกับจำเลยถูกฟ้องหลายคดีแต่ละคดีมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีสูง ทำให้จำเลยไม่สามารถหาเงินมาวางได้ทันภายในกำหนดนั้น ก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยจะวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลาที่ขอขยายไว้ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะขยายระยะเวลาให้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกจึงชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในคำร้องฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2544 ระบุให้จำเลยมาทราบคำสั่งศาลวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จึงเป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะทราบได้ว่าต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลภายในวันใดเนื่องจากพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้กำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยลงชื่อยอมรับที่จะมาฟังคำสั่งศาลวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ซึ่งพ้นกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินครั้งสุดท้ายคือวันที่ 27 เมษายน 2544 เท่ากับจำเลยยอมรับผลในกรณีที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาและสั่งยกคำร้องของจำเลยลงวันที่ 26 เมษายน 2544 ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยในวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 โดยมิได้สั่งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ย่อมมีผลเช่นเดียวกัน และไม่จำต้องกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางอีก เพราะกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลล่างจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 23 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ มงคลอารีย์พงษ์
จำเลย — นายสมัย ลี้สกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 549/2548
#113337
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสำคัญรับรองการสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของผู้คัดค้านที่ผู้คัดค้านยื่นเป็นหลักฐานต่อผู้ร้องในวันสมัครรับเลือกตั้งนั้นเป็นเอกสารปลอม ซึ่งเท่ากับว่าในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้คัดค้านนั้น ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานการสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแสดงต่อผู้ร้อง ซึ่งในกรณีของผู้คัดค้านที่ไม่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติให้ต้องแสดงหลักฐานการสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าต่อผู้ร้องเมื่อยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งด้วย เมื่อผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานการสำเร็จการศึกษาดังกล่าวมาแสดงในวันยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (3) ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีหรือไม่ เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายสุมน ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณาคำร้อง นายฐิติวัช อัยการประจำกรม สำนักงานอัยการจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร ทนายผู้ร้องแถลงว่า ผู้ร้องได้มีหนังสือขอให้คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตรวจสอบวุฒิการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหงของผู้คัดค้าน ที่ผู้คัดค้านนำมายื่นในวันสมัครรับเลือกตั้ง ทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ตอบมาว่าผู้คัดค้านเคยมีประวัติเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ขณะนี้ขาดสภาพการเป็นนักศึกษาแล้ว และเอกสารการศึกษาที่ส่งมารับการตรวจสอบนั้นเป็นเอกสารปลอม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องได้ดำเนินการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาของผู้คัดค้านตามที่ผู้คัดค้านระบุไว้ในใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่าผู้คัดค้านสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2542 โดยมีหนังสือขอตรวจสอบวุฒิการศึกษาถึงคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกหนังสือสำคัญรับรองการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงพร้อมส่งสำเนาหนังสือสำคัญรับรองการสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีมหาวิทยาลัยรามคำแหงของผู้คัดค้านที่ยื่นเป็นหลักฐานต่อผู้ร้องในวันสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้ยืนยันรับรองความถูกต้อง และผู้อำนวยการสำนักบริการทางวิชาการและทดสอบประเมินผลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวตรวจสอบแล้วยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม ซึ่งเท่ากับว่าในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้คัดค้านนั้น ผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานการสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าตามที่กฎหมายรับรองไว้หรือตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายรับรองว่าสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแสดงต่อผู้ร้อง ซึ่งในกรณีของผู้คัดค้านที่ไม่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติให้ต้องแสดงหลักฐานการสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าต่อผู้ร้องเมื่อยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งด้วย เมื่อผู้คัดค้านไม่มีหลักฐานการสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแสดงในวันยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (3) ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีหรือไม่ เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีนี้ได้ คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดยโสธรของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคสอง ม. 31 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดยโสธร
ผู้คัดค้าน — นายสุมน ฤทธิกัน
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญรอด ตันประเสริฐ
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 548/2548
#269552
เปิดฉบับเต็ม

กระบือ ๑๓ ตัว หายไปจากทุ่งเลี้ยงตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงวัน น. พยานโจทก์ไปตามคืนมาได้ 11 ตัว เมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา แสดงว่ากระบือ 2 ตัว สูญหายไปในเวลากลางวัน แม้จะมีการขนถ่ายขึ้นรถยนต์บรรทุกของ ณ ในตอนค่ำ ก็เป็นเวลาหลังจากการลักกระบือสำเร็จลงแล้ว เหตุจึงมิได้เกิดในเวลากลางคืน การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 335 วรรคสาม (ที่ถูกเป็นมาตรา 335 (1) (7) วรรคสาม) ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงวัน กระบือรุ่นของผู้เสียหายหายไปจากทุ่งเลี้ยงทั้ง 13 ตัว ทั้งที่ทาสีขาวเป็นตำหนิไว้ครึ่งเขาเหมือนกันทุกตัว ต่อมานายนาวินตามไปพบกระบือฝูงนั้น 11 ตัว ที่ท้ายบ้านดอนสวรรค์ห่างจากทุ่งเลี้ยง 3 ถึง 4 กิโลเมตร จึงต้อนกลับเข้าคอกเมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา แต่ไม่พบกระบือเพศเมียสีดำอีก 2 ตัว ราคา 30,000 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักกระบือเพศเมีย 2 ตัวนั้นไปหรือไม่ โจทก์มีนายจอมจักรวาลผู้เสียหาย นายนาวิน และนายณรงค์เป็นพยานเบิกความว่า นายนาวินซึ่งทำหน้าที่เลี้ยงกระบือรู้ว่ากระบือรุ่นทั้ง 13 ตัว หายไปจากทุ่งเลี้ยงเมื่อเวลาประมาณเที่ยงวัน จึงรายงานผู้เสียหายและออกติดตามไปในท้องทุ่ง ส่วนผู้เสียหายขับรถยนต์ตามหา นายนาวินตามไปพบกระบือรุ่น 11 ตัว ที่ท้ายบ้านดอนสวรรค์ห่างจากทุ่งเลี้ยง 3 ถึง 4 กิโลเมตร จึงต้อนกลับมาเมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ขาดกระบือรุ่นสีดำเพศเมีย 2 ตัว ผู้เสียหายไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านไว้ จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2544 จึงสอบถามได้ความจากนายแววว่า เห็นชาย 4 คน ช่วยกันต้อนกระบือ 2 ตัว ขึ้นรถยนต์บรรทุกหกล้อของนายณรงค์ แถวบ้านดอนสวรรค์ในค่ำวันเกิดเหตุ นายณรงค์เบิกความรับว่า ค่ำวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับนายฮองจ้างนายณรงค์บรรทุกกระบือสีดำ เพศเมีย 2 ตัว มีตำหนิเป็นสีขาวครึ่งเขาจากกระท่อมของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลโคกมั่งงอย อำเภอดอนสวรรค์ ไปผูกทิ้งไว้ในบริเวณที่ไม่มีบ้านคน ห่างจากหมู่บ้านหนองบัวลายประมาณ 3 กิโลเมตร เห็นว่า แม้ประจักษ์พยานโจทก์ที่รู้เห็นเหตุการณ์แต่ละช่วงในวันเกิดเหตุจะเป็นพยานเดี่ยวที่ศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่ง แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่าคำเบิกความของพยานโจทก์แต่ละปากดังกล่าวต่างเบิกความสมเหตุผลและเชื่อมโยงกันโดยตลอดตามลำดับเหตุการณ์ ผู้เสียหายกับนายแววไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อน ส่วนนายณรงค์นั้นรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสามเป็นอย่างดี เพราะเคยรับจ้างบรรทุกสินค้าให้จำเลยเหล่านั้นมาก่อน แต่ก็ไม่เคยมีสาเหตุบาดหมางกัน ไม่มีเหตุพึงระแวงว่านายณรงค์จะกุเรื่องใส่ความจำเลยทั้งสามให้เสียหายแก่ทางทำมาหากินของตน นอกจากตำหนิรูปพรรณของกระบือเพศเมียทั้ง 2 ตัว ที่จำเลยทั้งสามกับพวกจ้างนายณรงค์ขนย้ายในวันเกิดเหตุจะตรงกับตำหนิรูปพรรณกระบือเพศเมีย 2 ตัว ของผู้เสียหายที่หายไปในละแวกนั้นในวันเดียวกันแล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 กับนายฮองนำกระบือ 2 ตัว นั้นลงจากรถยนต์บรรทุกไปผูกทิ้งไว้ห่างจากหมู่บ้านถึง 3 กิโลเมตร ในบริเวณที่ไม่มีบ้านเรือนโดยไม่กลัวการสูญหาย ทั้งที่เป็นเวลากลางคืนเช่นนั้น แสดงให้เห็นความผิดปกติ เมื่อพิจารณาประกอบคำพยานโจทก์ข้างต้นแล้วทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสามร่วมกับพวกลักกระบือเพศเมีย 2 ตัว ของผู้เสียหายไป พยานฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามไม่พอหักล้างพยานโจทก์ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความชัดเจนว่ากระบือรุ่นหายไปจากทุ่งเลี้ยงตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงวัน นายนาวิน พยานโจทก์ไปตามคืนมาได้ 11 ตัว เมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา แสดงว่ากระบือรุ่นสีดำเพศเมีย 2 ตัว สูญหายไปในเวลากลางวัน แม้จะมีการขนถ่ายขึ้นรถยนต์บรรทุกของนายณรงค์ในตอนค่ำ ก็เป็นเวลาหลังจากการลักกระบือรายนี้สำเร็จลงแล้วเหตุจึงมิได้เกิดในเวลากลางคืน การกระทำของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้จึงเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 335 (7) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายดำ บำรุงพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2548
#267034
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับ ท. อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 1562

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง มารดาโจทก์ทั้งสอง ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทุจริตเบียดบังทรัพย์มรดกโดยการโอนที่ดินของมารดาโจทก์ทั้งสองเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต ไม่ให้ทรัพย์มรดกของมารดาตกทอดแก่โจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัดจึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลิขิต ทับทิมทอง กับพวก
จำเลย — นายลออหรือละออ ทับทิมทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2548
#269543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 91, 352, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกมาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำหรือทองคำ ทับทิมทอง อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับนางทองดำอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2480 อันเป็นเวลาภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จึงต้องถือว่าข้อห้ามด้งกล่าวเป็นการห้ามเฉพาะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547 ม. 1562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลิขิต ทับทิมทอง กับพวก
จำเลย — นายลออหรือละออ ทับทิมทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 538/2548
#266801
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2547 ข้อ 14 ที่กำหนดให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันเวลานัดและศาลที่จะยื่นคำร้องให้ผู้สมัครทราบก่อนวันนัดยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 3 วัน เป็นกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งก่อนวันเลือกตั้งมากกว่า 10 วันทำการ แต่คดีนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องก่อนวันเลือกตั้งไม่มากกว่า 10 วันทำการ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 34/1 กำหนดว่า ก่อนการเลือกตั้ง ถ้าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเห็นว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นได้ ประกอบด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2547 ข้อ 14 วรรคสุดท้าย กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรง ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องได้ตามกฎหมายและกรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของข้อ 14 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การยื่นคำร้องของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งโดยอาศัยคุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า คือ ได้รับปริญญารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดังนั้น เมื่อสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้านถูกถอน และปริญญาบัตรเลขที่ 6/2543 ที่ออกให้แก่ผู้คัดค้านได้ถูกยกเลิกตามประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแล้ว การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและยกเลิกปริญญาบัตรดังกล่าวย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน หรือสิ้นผลลงโดยเรื่องเวลาหรือโดยเหตุอื่นตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 42 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าการถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจหรือมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชยังไม่ดำเนินการอย่างใดอันอาจมีผลให้การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรได้ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลลง การเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจึงยังมีผลอยู่ ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิตของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

แม้มหาวิทยาลัยรามคำแหงมิได้ดำเนินการถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) และปริญญาบัตรก็ตาม แต่การรับผู้คัดค้านเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวเป็นการรับโดยอาศัยวุฒิการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ (รัฐศาสตร์) ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในเมื่อสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและปริญญาบัตรรัฐประศาสนศาสตร์ (รัฐศาสตร์) ดังกล่าว ถูกถอนโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านไม่มีสถานะเป็นผู้จบปริญญาตรีแล้ว มหาวิทยาลัยรามคำแหงย่อมไม่อาจรับผู้คัดค้านเข้าศึกษาหลักสูตรปริญญาโทได้ การเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ของผู้คัดค้านจึงตกไปในตัว ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกเช่นกัน ที่ผู้ร้องเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (3) ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายการุณ ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณาศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นการมิชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ข้อ 14 กำหนดให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันเวลานัดและศาลที่จะยื่นคำร้องให้ผู้สมัครทราบก่อนวันนัดยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 3 วัน เป็นกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งก่อนวันเลือกตั้งมากกว่า 10 วันทำการ แต่คดีนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องก่อนวันเลือกตั้งไม่มากกว่า 10 วันทำการ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 34/1 กำหนดว่า ก่อนการเลือกตั้ง ถ้าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเห็นว่าผู้สมัครขาดสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นได้ ประกอบด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2547 ข้อ 14 วรรคสุดท้าย กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรง ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องได้ตามกฎหมายและกรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของข้อ 14 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การยื่นคำร้องของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ในปัญหานี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ... (3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา" กรณีของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งโดยอาศัยคุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า คือ ได้รับปริญญารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้อวินิจฉัยปัญหานี้จึงมีประการแรกว่า การที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้าน และให้ยกเลิกปริญญาบัตรที่ออกให้แก่ผู้คัดค้านนั้น มีผลทำให้ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อได้ความว่าสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้านถูกถอนและปริญญาบัตรเลขที่ 6/2543 ที่ออกให้แก่ผู้คัดค้านได้ถูกยกเลิกตามประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง ถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและยกเลิกปริญญาบัตร การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรดังกล่าวย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงโดยเรื่องเวลาหรือโดยเหตุอื่นตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 วรรคสอง ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะอ้างว่า การพิจารณาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นการพิจารณาที่ไม่ให้โอกาสผู้คัดค้าน อีกทั้งผู้คัดค้านได้อุทธรณ์ร้องขอความเป็นธรรมต่อมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และขอให้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชทุเลาการบังคับตามคำสั่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจหรือมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชยังไม่ดำเนินการอย่างใดอันมีผลให้การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรได้ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลลง การเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจึงยังมีผลอยู่ ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ปัญหาต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านมีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มหาวิทยาลัยรามคำแหงมิได้ดำเนินการถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) และปริญญาบัตรก็ตาม แต่ตามใบรับรองคะแนนก็ระบุชัดแจ้งว่า ในการรับผู้คัดค้านเข้าศึกษาหลักสูตรดังกล่าว เป็นการรับโดยอาศัยวุฒิการศึกษารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในเมื่อสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและปริญญาบัตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ดังกล่าว ถูกถอนโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านไม่มีสถานะเป็นผู้จบปริญญาตรีแล้ว มหาวิทยาลัยรามคำแหงย่อมไม่อาจรับผู้คัดค้านเข้าศึกษาหลักสูตรปริญญาโทได้ การเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ของผู้คัดค้านจึงตกไปในตัว ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกเช่นกัน ที่ผู้ร้องเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (3) ชอบแล้ว ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร ของผู้คัดค้านได้

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายการุณ ผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34/1
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 42 วรรคสอง
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร โดยนายชัยณรงค์ เทียนมงคล ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำ กรุงเทพมหานคร
ผู้คัดค้าน — นายการุณ โหสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 538/2548
#270647
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลอืกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ ข้อ 14 ที่กำหนดให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันเวลานัดและศาลที่จะยื่นคำร้องให้ผู้สมัครทราบก่อนวันนัดยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 3 วัน เป็นกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลและแพ่งก่อนวันเลือกตั้งมากกว่า 10 วันทำการ แต่คดีนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องก่อนวันเลือกตั้งไม่มากกว่า 10 วันทำการ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 34/1 กำหนดว่า ก่อนการเลือกตั้งถ้าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเห็นว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นได้ ประกอบกับข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งฯ ข้อ 14 วรรคสุดท้าย กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรง ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องได้ตามกฎหมายและกรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของข้อ 14 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

สถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้านถูกถอนและปริญญาบัตรที่ออกให้แก่ผู้คัดค้านได้ถูกยกเลิกตามประกาศมหาวิทยาลัยแล้วการถอนสภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและยกเลิกปริญญาบัตรดังกล่าวย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงโดยเรื่องเวลาหรือโดยเหตุอื่นตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 42 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าการถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจหรือมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยยังไม่ดำเนินการอย่างใดอันอาจมีผลให้การถอนสภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรได้ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลลง การเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยจึงยังมีผลอยู่ ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร ได้ประกาศรายชื่อนายการุณ โหสกุล เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งรายนี้ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (3) กรณีสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายการุณ โหสกุล

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณาศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านได้ไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร และผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในประกาศของผู้ร้อง ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งโดยใช้วุฒิการศึกษาเป็นผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อมาสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ออกประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชให้ถอนสภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้าน และให้ยกเลิกปริญญาบัตรที่ออกให้แก่ผู้คัดค้าน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่ผู้คัดค้านโต้แย้งประการแรกว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นการมิชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอ้างว่า การยื่นคำร้องในกรณีนี้ผู้ร้องต้องส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันเวลานัดและศาลที่จะยื่นคำร้องให้ผู้คัดค้านทราบก่อนวันนัดยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 3 วัน การที่ผู้ร้องนำหมายศาลและสำเนาคำร้องและแจ้งศาลที่จะยื่นคำร้องให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าภายในวันเดียวจึงไม่ชอบด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2547 ข้อ 14 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อกำหนดดังกล่าวที่กำหนดให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันเวลานัดและศาลที่จะยื่นคำร้องให้ผู้สมัครทราบก่อนวันนัดยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 3 วัน เป็นกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งก่อนวันเลือกตั้งมากกว่า 10 วันทำการ แต่คดีนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องก่อนวันเลือกตั้งไม่มากกว่า 10 วันทำการ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 34/1 กำหนดว่า ก่อนการเลือกตั้ง ถ้าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเห็นว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นได้ ประกอบกับข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2547 ข้อ 14 วรรคสุดท้าย กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรง ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องได้ตามกฎหมายและกรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของข้อ 14 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การยื่นคำร้องของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ในปัญหานี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ... (3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา" กรณีของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งโดยอาศัยคุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า คือ ได้รับปริญญารัฐประศาสนศาสตรบัญฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้อวินิจฉัยปัญหานี้จึงมีประการแรกว่า การที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้าน และให้ยกเลิกปริญญาบัตรที่ออกให้แก่ผู้คัดค้านนั้นมีผลทำให้ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อได้ความว่า สถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของผู้คัดค้านถูกถอนและปริญญาบัตรที่ออกให้แก่ผู้คัดค้านได้ถูกยกเลิกตามประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแล้ว การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรดังกล่าวย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลง โดยเรื่องเวลาหรือโดยเหตุอื่นตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 วรรคสอง ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะอ้างว่า การพิจารณาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นการพิจารณาที่ไม่ให้โอกาสผู้คัดค้าน อีกทั้งผู้คัดค้านได้อุทธรณ์ร้องขอความเป็นธรรมต่อมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และขอให้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชทุเลาการบังคับตามคำสั่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า การถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจหรือมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชยังไม่ดำเนินการอย่างใดอันอาจมีผลให้การถอนสภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรได้ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลลง การเพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและการยกเลิกปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจึงยังมีผลอยู่ ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ปัญหาต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านมีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มหาวิทยาลัยรามคำแหงมิได้ดำเนินการถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) และปริญญาบัตรที่ออกให้แก่ผู้คัดค้าน แต่ตามหนังสือสำคัญใบรับรองคะแนนก็ระบุชัดแจ้งว่า ในการรับผู้คัดค้านเข้าศึกษาหลักสูตรดังกล่าว เป็นการรับโดยอาศัยวุฒิการศึกษารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในเมื่อสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและปริญญาบัตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ดังกล่าว ถูกถอนโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านไม่มีสถานะเป็นผู้จบปริญญาตรีแล้ว มหาวิทยาลัยรามคำแหงย่อมไม่อาจรับผู้คัดค้านเข้าศึกษาหลักสูตรปริญญาโทได้ การเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ของผู้คัดค้านจึงตกไปในตัว ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกเช่นกัน ที่ผู้ร้องเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (3) ชอบแล้ว ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร ของผู้คัดค้านได้"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107 (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34/1
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ผู้ร้อง — ประจำเขตเลือกตั้งที่ 14 กรุงเทพมหานคร
ผู้คัดค้าน — นายการุณ โหสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 535/2548
#272128
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรค ช. เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค ช. เนื่องจากพรรค ช. รวมเข้ากับพรรค ท. ดังนั้น ความเป็นสมาชิกพรรค ช. ของผู้คัดค้านจึงสิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5) และผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรค ท. ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นหลักตั้งแต่วันดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 73 วรรคสอง ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง

การที่ผู้คัดค้านส่งหนังสือลาออกไปยังที่ทำการของพรรค ช. ในวันที่ 30 กันยายน 2547 ไม่ได้ส่งไปยังที่ทำการของพรรค ท. จะถือว่าหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ท. ของผู้คัดค้านถึงที่ทำการของพรรค ท. แล้วไม่ได้ จึงไม่มีผลทำให้การเป็นสมาชิกพรรค ท. ของผู้คัดค้านสิ้นสุดลง ซึ่งพรรค ท. ได้รับหนังสือลาออกของผู้คัดค้านในวันที่ 21 มกราคม 2548 ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ท. ในวันดังกล่าว ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุดรธานี สังกัดพรรค ป. เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านจึงเป็นสมาชิกพรรค ป. เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่ถึง 90 วัน ผู้คัดค้านเป็นผู้ขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้ประกาศชื่อ นายสุรเชษฐ์ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุดรธานี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 29 ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุดรธานีของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน เดิมผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคชาติพัฒนาเนื่องจากพรรคชาติพัฒนารวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย ดังนั้น ความเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนาของผู้คัดค้านจึงสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5) และผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นหลักตั้งแต่วันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 73 วรรคสอง ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง การที่ผู้คัดค้านส่งหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนาและหนังสือลาออกดังกล่าวไปถึงพรรคชาติพัฒนาในวันที่ 30 กันยายน 2547 จึงไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ เพราะขณะนั้นความเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนาของผู้คัดค้านสิ้นสุดลงแล้ว จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเมื่อใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยแล้วโดยได้ส่งหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2547 ถึงหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แม้ส่งไปที่ทำการของพรรคชาติพัฒนาแต่เมื่อพรรคชาติพัฒนารวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยซึ่งทำให้บรรดาทรัพย์สินของพรรคชาติพัฒนาโอนไปเป็นของพรรคไทยรักไทยตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง จึงถือว่าผู้คัดค้านลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า แม้บรรดาทรัพย์สินของพรรคชาติพัฒนาจะโอนไปเป็นของพรรคไทยรักไทยตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง จึงถือว่าผู้คัดค้านลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า แม้บรรดาทรัพย์สินของพรรคชาติพัฒนาจะโอนไปเป็นของพรรคไทยรักไทยก็ตามแต่ไม่ได้หมายความว่าที่ทำการของพรรคชาติพัฒนาจะเป็นที่ทำการของพรรคไทยรักไทยไปด้วย เมื่อผู้คัดค้านก็ทราบอยู่ว่าที่ทำการของพรรคไทยรักไทยอยู่คนละแห่งกับที่ทำการของพรรคชาติพัฒนา การที่ผู้คัดค้านส่งหนังสือลาออกดังกล่าวไปยังที่ทำการของพรรคชาติพัฒนา ไม่ได้ส่งไปยังที่ทำการของพรรคไทยรักไทยและหนังสือลาออกดังกล่าวไปถึงที่ทำการพรรคชาติพัฒนาในวันที่ 30 กันยายน 2547 จะถือว่าหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้คัดค้านถึงที่ทำการของพรรคไทยรักไทยแล้วไม่ได้ จึงไม่มีผลทำให้การเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้คัดค้านสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว แม้ผู้คัดค้านจะอ้างว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคชาติพัฒนาเนื่องจากพรรคชาติพัฒนารวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยแล้วเจ้าหน้าที่ของพรรคชาติพัฒนาเดิมได้ส่งหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยดังกล่าวให้แก่พรรคไทยรักไทย แต่ผู้คัดค้านก็ยอมรับว่าไม่ทราบว่าพรรคไทยรักไทยได้รับหนังสือลาออกดังกล่าวเมื่อใด แต่ในข้อนี้กลับได้ความจากหนังสือของนายภูมิธรรมรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องว่าพรรคไทยรักไทยได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 จึงเชื่อว่าพรรคไทยรักไทยได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้คัดค้านในวันที่ 21 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านจึงพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในวันดังกล่าว ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุดรธานี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านจึงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่ถึง 90 วัน ผู้คัดค้านเป็นผู้ขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของผู้คัดค้านในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุดรธานี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22 (5) ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4
ผู้ร้อง — จังหวัดอุดรธานี
ผู้คัดค้าน — นายสุรเชษฐ์ อ่อนคำ
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2548
#266681
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นหนังสือลาออกต่อพรรคมหาชนในวันที่ 16 กันยายน 2547 ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ...(2) ลาออก ย่อมต้องถือว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคมหาชนของผู้ร้องมีผลเมื่อผู้ร้องยื่นหนังสือลาออกต่อพรรคมหาชนในวันดังกล่าวแล้ว ความเป็นสมาชิกพรรคมหาชนของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 16 กันยายน 2547 ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 และผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องย่อมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ทางพิจารณาศาลฎีกาสืบพยานผู้ร้องแล้ว ส่วนผู้คัดค้านไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 ตามหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่หลังจากนั้นวันที่ 20 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าไม่รับสมัครผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนตั้งแต่เมื่อใด ผู้ร้องนำพยานมาสืบได้ความว่า ผู้ร้องได้นำหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2547 ไปยื่นที่ทำการชั่วคราวของพรรคมหาชนในวันที่ 16 กันยายน 2547 โดยมีเจ้าหน้าที่ของพรรคมหาชนเป็นผู้รับหนังสือไว้ ส่วนผู้คัดค้านมีเพียงสำเนาหนังสือของพรรคมหาชนที่มีไปถึงผู้ร้อง ซึ่งมีข้อความระบุว่า พรรคมหาชนได้รับหนังสือลาออกของผู้ร้อง และได้คัดชื่อของผู้ร้องออกการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2547 แต่เมื่อผู้ร้องมีตัวผู้ร้องและนายวิจิตร พยานบุคคลของผู้ร้องเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า ผู้ร้องได้นำหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชนไปยื่นต่อพรรคมหาชนแล้วเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547 ประกอบกับผู้คัดค้านก็มิได้นำพยานมาสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงน่าเชื่อตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นหนังสือลาออกต่อพรรคมหาชนในวันที่ 16 กันยายน 2547 ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ...(2) ลาออก ย่อมต้องถือว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคมหาชนของผู้ร้องมีผลเมื่อผู้ร้องยื่นหนังสือลาออกต่อพรรคมหาชนในวันดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ ความเป็นสมาชิกพรรคมหาชนของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 16 กันยายน 2547 ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 และผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องย่อมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้อง และไม่ประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมชาย ตั้งสัตยาบัน
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2548
#266810
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่แนบท้ายฟ้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความมีอยู่จริงของเอกสารและความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ถือเป็นข้อเท็จจริงประกอบให้ฟ้องสมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) มิใช่ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างมาท้ายฟ้องตามมาตรา 158 (6) ฉะนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ ฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยได้แนบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้เท้าความอ้างเหตุถึงการมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่โดยเด็ดขาด แม้ตอนท้ายของคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดจะมิได้ระบุคำว่าความเค็มต่ำตอนท้ายคำว่ากุ้งกุลาดำเอาไว้ แต่ตอนต้นของคำสั่งได้เท้าความอ้างเหตุความเสียหายของการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำไว้ คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นคำสั่งที่ออกตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีโดยถูกต้อง และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคำฟ้องโจทก์ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 9, 98

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ และคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีคำสั่งที่ 1649/2541 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2541 เรื่อง การระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเด็ดขาด โดยโจทก์ได้แนบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งดังกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เท้าความอ้างเหตุว่า มีการดำเนินการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดมลภาวะและความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติโดยรวม ในตอนท้ายคำสั่งมีข้อความว่า จึงมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเด็ดขาด แม้ตอนท้ายของคำสั่งจะมิได้ระบุคำว่าระบบความเค็มต่ำตอนท้ายคำว่ากุ้งกุลาดำเอาไว้ แต่ตอนต้นของคำสั่งได้เท้าความอ้างเหตุความเสียหายของการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเอาไว้ คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ออกตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 โดยถูกต้องและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 9 บ่อ อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาย่อมมีความหมายว่า จำเลยเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นเอง คำฟ้องโจทก์ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วหาเคลือบคลุมไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นเอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นเพียงข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หาได้อยู่ในส่วนการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามมาตรา 158 (5) จะถือเป็นข้อเท็จจริงประกอบให้ฟ้องสมบูรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่แนบท้ายฟ้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความมีอยู่จริงของเอกสารและความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร หาใช่ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างมาท้ายฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายทิว ฤกษ์โหรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายเสงี่ยม คชาธาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี ศิริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2548
#269540
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ซึ่งมิได้บัญญัติให้คู่ความต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้โดยไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้น

โจทก์บรรยายฟ้องว่า นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีคำส่งระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเด็ดขาด โดยโจทก์ได้แนบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งดังกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เท้าความอ้างเหตุว่า มีการดำเนินการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดมลภาวะและความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติโดยรวม ในตอนท้ายคำสั่งมีข้อความว่า จึงมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเด็ดขาด จากคำสั่งดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ แม้ตอนท้ายของคำสั่งจะมิได้ระบุคำว่าระบบความเค็มต่ำตอนท้ายคำว่ากุ้งกุลาดำเอาไว้ แต่ตอนต้นของคำสั่งได้เท้าความอ้างเหตุความเสียหายของการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเอาไว้ คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ออกตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีโดยถูกต้องและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาว่า จำเลยเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 9 บ่อ แต่ละบ่อมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ในเขตหมู่ที่ 1 ตำบลหนองน้ำใหญ่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาย่อมมีความหมายว่า จำเลยเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นเอง คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้วหาเคลือบคลุมไม่

คำสั่งของนายกรัฐมนตรี และคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่แนบท้ายฟ้อง เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความมีอยู่จริงของเอกสารและความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร หาใช่ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างมาท้ายฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 9, 98

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ซึ่งมิได้บัญญัติให้คู่ความต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นได้โดยไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งนั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ และคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่านายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เรื่องมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีคำสั่งที่ 1649/2541 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2541 เรื่อง การระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเด็ดขาด โดยโจทก์ได้แนบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งดังกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เท้าความอ้างเหตุว่า มีการดำเนินการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดมลภาวะและความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติโดยรวมในตอนท้ายคำสั่งมีข้อความว่า จึงมีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเด็ดขาด จากคำสั่งดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าให้ระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำ แม้ตอนท้ายของคำสั่งจะมิได้ระบุคำว่าระบบความเค็มต่ำตอนท้ายคำว่ากุ้งกุลาดำเอาไว้ แต่ตอนต้นของคำสั่งได้เท้าความอ้างเหตุความเสียหายของการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเอาไว้ คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ออกตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 โดยถูกต้องและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 9 บ่อ แต่ละบ่อมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ในเขตหมู่ที่ 1 ตำบลหนองน้ำใหญ่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาย่อมมีความหมายว่า จำเลยเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นเอง คำฟ้องโจทก์ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วหาเคลือบคลุมไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นเอกสารท้ายฟ้องโจทก์เป็นเพียงข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หาได้อยู่ในส่วนการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามมาตรา 158 (5) จะถือเป็นข้อเท็จจริงประกอบให้ฟ้องสมบูรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่แนบท้ายฟ้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำสืบถึงความมีอยู่จริงของเอกสารและความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร หาใช่ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างมาท้ายฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6) ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายทิว ฤกษ์โหรา
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2548
#269537
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนาย ก. ในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำมาแบ่งจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้บอกตำหนิรูปพรรณของนาย ก. แก่พนักงานสอบสวนด้วยก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่านาย ก. ที่จำเลยที่ 1 อ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ และได้มีการขยายผลจับกุมนาย ก. ได้หรือไม่อย่างไร จึงรับฟังไม่ได้ว่าการให้การดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ ขอให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 4 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท สถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่ถูก มาตรา 29, 30)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลของนายกิตติหรือหมู จิระวังโส ซึ่งเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางที่นำมาให้จำเลยที่ 1 จำหน่ายเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนแก่เจ้าพนักงานตำรวจ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายกิตติในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำมาแบ่งจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้บอกตำหนิรูปพรรณของนายกิตติแก่พนักงานสอบสวนด้วย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายกิตติที่จำเลยที่ 1 อ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ และได้มีการขยายผลจับกุมนายกิตติได้หรือไม่อย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในฎีกายังไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอนุพันธ์หรือตุ๋ย วิบูลย์ศรีหรือวิบูลศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2548
#113126
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปี กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม) , 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 มาตรา 3 ให้เพิ่มความขึ้นเป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 18 แห่ง ป.อ. ซึ่งข้อความในวรรคสามที่เพิ่มมีข้อความว่า ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่า สิบแปดปีกระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษห้าสิบปี ระวางโทษตามที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรคท้าย ,102 ป.อ. มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ฌ - 1343 (ที่ถูก กรุงเทพมหานคร 4 ฒ - 1343) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 211 หมายเลข 01 - 4469893 พร้อมแบตเตอรี่ คืนธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 10 ฉบับ ให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรคท้าย (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83) เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียว (ที่ถูก เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทด้วย) ต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตาม ป.อ. มาตรา 90) แต่ความผิดทั้งสองฐานมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 อายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงตาม ป.อ. มาตรา 75 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (2)) กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (1)) คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 จำคุก 12 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ยกเว้นเงินของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ฌ - 1343 (ที่ถูก กรุงเทพมหานคร 4 ฒ - 1343) รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ตราด ง - 8963 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ โนเกีย รุ่นเวฟ 990 (ที่ถูก 900) หมายเลข 01 - 2516921 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจโท สมภพ กับพวก ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดคดีนี้ และได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,800 เม็ด น้ำหนักรวม 566.3 กรัม คำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์น้ำหนัก 154 กรัม รถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง กับธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 10 ฉบับ เป็นของกลางศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุด คงมีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2?

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 มาตรา 3 ให้เพิ่มความขึ้นเป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 18 แห่ง ป.อ. ซึ่งความในวรรคสามที่เพิ่มมีข้อความว่า "ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือ จำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี" ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 16 ปี ดังนั้น ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่าระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จะยุติ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบ ป.อ. มาตรา 18 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่), 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 75 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ลดโทษอีกกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 18 (ใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายมงคล แข็งขัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอุดม แสนบุญศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2548
#269519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปี กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 16) ฯ มาตรา 3 ให้เพิ่มความขึ้นเป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 18 แห่ง ป.อ. ซึ่งในวรรคสามที่เพิ่มมีข้อความว่า ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษห้าสิบปี ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่าระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรคท้าย, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมแบตเตอรี่ของกลาง คืนธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 10 ฉบับ ให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำลเยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรคท้าย (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ยเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียว (ที่ถูกเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทด้วย) ต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) แต่ความผิดทั้งสองฐานมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 อายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (2)) กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (1)) คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 จำคุก 12 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ยกเว้นเงินของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วยหรือไม่ ...ฯลฯ... พยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุผลชี้ชัดให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดคดีนี้โดยเป็นตัวการสำคัญในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และเป็นผู้ควบคุมสั่งการให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข่ายงานของตนดำเนินการนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่สิบตำรวจตรีเพียงศักดิ์กับพวกที่ติดต่อล่อซื้อ อันมีลักษณะเป็นการแบ่งงานกันทำและถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยเช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาคดีชอบแล้ว

พิเคราะห์แล้ว ...คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 5,800 เม็ด ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก่อนลดโทษให้ถึงประหารชีวิตนั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 มาตรา 3 ให้เพิ่มความขึ้นเป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งความในวรรคสามที่เพิ่มมีข้อความว่า "ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี" ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 16 ปี ดังนั้น ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่าระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จะยุติ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่), 83 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ลดโทษอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 18 (แก้ไขใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายมงคล แข็งขัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2548
#267033
เปิดฉบับเต็ม

แม้เรือนจำกลางบางขวางเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดนนทบุรีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นบทบังคับให้ศาลจังหวัดนนทบุรีที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลจังหวัดนนทบุรีจึงใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น เมื่อเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดภูเก็ตและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตเป็นผู้สอบสวนคดี ไม่ได้ความว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรีแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ต ที่โจทก์อ้างว่าการย้ายจำเลยทั้งสองไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตจะไม่ปลอดภัยในการควบคุมและอาจเกิดความเสียหายในระหว่างการย้ายนั้น เป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจป้องกันและแก้ไขได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลจังหวัดนนทบุรีรับชำระคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกรรโชกทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ขณะฟ้องคดีนี้จำเลยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี จำเลยทั้งสองจึงมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนนทบุรี) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 337

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดภูเก็ต จึงไม่รับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเขตจังหวัดภูเก็ต ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1968/2540 ของศาลจังหวัดภูเก็ตให้จำคุกตลอดชีวิต โดยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สมควรให้ศาลชั้นต้นชำระคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำบางขวางเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดภูเก็ตและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองภูเก็ตเป็นผู้สอบสวนคดี ไม่ได้ความว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตแต่อย่างใด ที่โจทก์อ้างว่าการย้ายจำเลยทั้งสองไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตจะไม่ปลอดภัยในการควบคุมและอาจเกิดความเสียหายในระหว่างการย้ายนั้น เป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจป้องกันและแก้ไขได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายประเทือง เมืองไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2548
#269514
เปิดฉบับเต็ม

แม้เรือนจำกลางบางขวางเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 47 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดภูเก็ต และพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต เป็นผู้สอบสวนคดี ไม่ได้ความว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตแต่อย่างใด ส่วนการย้ายจำเลยทั้งสองไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตจะไม่ปลอดภัยในการควบคุมและอาจเกิดความเสียหายในระหว่างการย้ายนั้น เป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจป้องกันและแก้ไขได้ ยังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกรรโชกทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยสุจริต เหตุเกิดที่ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ขณะฟ้องคดีนี้จำเลยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี จำเลยทั้งสองจึงมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนนทบุรี) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 337

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดภูเก็ต จึงไม่รับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเขตจังหวัดภูเก็ต ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1968/2540 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ให้จำคุกตลอดชีวิต โดยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สมควรให้ศาลชั้นต้นชำระคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำกลางบางขวางเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดภูเก็ตและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตเป็นผู้สอบสวนคดี ไม่ได้ความว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตแต่อย่างใด ที่โจทก์อ้างว่าการย้ายจำเลยทั้งสองไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ตจะไม่ปลอดภัยในการควบคุมและอาจเกิดความเสียหายในระหว่างการย้ายนั้น เป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจป้องกันและแก้ไขได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 47
ป.วิ.อ. ม. 22 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายประเทือง เมืองไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2548
#269513
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนรายนี้จึงเป็นการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเท่านั้น ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องในความผิดฐานนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม คือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 40 เม็ด กับอีกจำนวนหนึ่งไม่ทราบแน่ชัดรวมน้ำหนัก 4.95 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 10 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่สายลับที่ล่อซื้อไปในราคา 1,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กับคืนธนบัตรจำนวน 720 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง กระทงแรก จำคุก 2 ปี กระทงหลัง จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การว่านำธนบัตรของกลางไปให้จำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม กระทงแรกจำคุก 2 ปี 8 เดือน กระทงหลัง จำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกมีกำหนด 5 ปี 12 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 720 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 10 เม็ด ได้มอบเงินจำนวน 720 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 รับไปแล้ว ขณะจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้จำเลยที่ 2 ยังไม่ทันที่จำเลยที่ 2 จะรับมอบเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม และยึดเมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดกาแฟที่จำเลยที่ 1 เคี้ยวจนป่นละเอียด เงินจำนวน 720 บาท และเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด ที่ค้นได้ภายในบริเวณบ้านจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโทวรการ เกศเกษม สิบตำรวจโทมลฑล ปานเกิด และพลตำรวจทรงสิทธิ์ สิงห์สถิต มาเป็นพยานโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมได้สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่บุคคลทั่วไปโดยผู้ซื้อจะต้องซื้อผ่านจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จะไปนำเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 มามอบให้แก่ผู้ซื้อ จึงได้วางแผนจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท 25 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาแล้วมอบให้สายลับนำไปล่อซื้อ ต่อมาร้อยตำรวจโทวรการได้รับแจ้งจากสายลับว่าได้มอบเงินให้จำเลยที่ 2 ไปแล้ว และจำเลยที่ 2 กำลังไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 สิบตำรวจโทมลพลเบิกความยืนยันต่อไปว่า เห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ส่งมอบธนบัตรให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เดินไปที่ริมคลองหน้าบ้านหยิบสิ่งของสิ่งหนึ่งแล้วเดินกลับไปหาจำเลยที่ 2 แต่ยังไม่ทันจะส่งมอบ พยานกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองไว้ได้ ขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 นำสิ่งของที่หยิบมาใส่เข้าไปในปาก พยานจึงนำออกมาปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟลักษณะป่นละเอียด จากนั้นค้นตัวจำเลยที่ 1 พบธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท 1 ฉบับ รวมเป็นเงิน 720 บาท ซึ่งมีหมายเลขตรงกับธนบัตรที่มอบให้สายลับมาล่อซื้อ ส่วนจำเลยที่ 2 ค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หลังจากนั้นตรวจค้นบริเวณบ้านจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนอีก 40 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณบ้านจึงยึดเป็นของกลาง ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ได้นำเงินจำนวน 720 บาท มาจากนายเจริญ กระแชรำ เพื่อนำไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาเสพด้วยกัน มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่อย่างใด เห็นว่า แม้โจทก์จะมีธนบัตรของกลางมีหมายเลขตรงกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อมาเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ในการล่อซื้อจากจำเลยที่ 2 ขณะที่สายลับนำธนบัตรไปมอบให้จำเลยที่ 2 ปรากฏว่าไม่มีพยานโจทก์ผู้ใดรู้เห็นว่าจะมีการมอบกันจริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 จะรับมอบจากสายลับหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏ เพราะโจทก์ไม่ได้นำตัวสายลับมาเบิกความเป็นพยาน นอกจากนั้นปรากฏว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 นั้น ก็ยังไม่ทันจะรับมอบเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับเสียก่อนเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 จะนำเมทแอมเฟตามีนกลับไปให้สายลับหรือไม่ ดังนั้น จากข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาคงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนรายนี้จึงเป็นการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเท่านั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญ ศาลจึงต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นว่า โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้อยู่ในบ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านจำเลยที่ 2 และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ยังไม่ทันได้รับมอบจากจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 จึงยังไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางสายหยุด บัวตะมะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481/2548
#269511
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และบิดาเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นการหักหนี้ที่จำเลยที่ 1 และบิดามีต่อ พ. และที่ พ. เป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่สมเหตุผล เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานใดน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และบิดาเป็นหนี้ พ. ต่อมาอีกประมาณ 2 เดือน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 โดยไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กันจริง การรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ โจทก์ชอบที่จะขอให้เพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 525/2541 ในระหว่างโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 กับพวก เพื่อยึดตามคำพิพากษา โจทก์พบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับนายดำรงซึ่งเป็นบิดา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 และนายดำรงได้โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 3,800,000 บาท โดยในขณะที่โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าตนมีภาระตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระหนี้ดังกล่าวและต้องการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้โจทก์บังคับเอาแก่ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 2 ได้โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งมีฐานะเป็นมารดาเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ในราคา 1,500,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งแรกและต่ำกว่าราคาประเมินของกรมที่ดิน จึงถือว่าเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริตเพื่อต้องการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดที่ดินแปลงดังกล่าวมาชำระหนี้โจทก์ได้ เป็นการกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 คืนให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ขายเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รับซื้อไว้โดยสุจริตและค่าเสียค่าตอบแทน การทำนิติกรรมซื้อขายในระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำก่อนที่โจทก์จะใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 11 ในเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นมารดาเลี้ยงของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 525/2541 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1599/2541 เป็นเงิน 4,290,370.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย และจำนวนเงิน 8,563,993.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามลำดับ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6576 ตำบลบางกอบัว (บางกะเจ้า) อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายดำรง ยังให้ผล บิดาจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 และนายดำรงโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 3,800,000 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,500,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ทำนิติกรรมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรนายดำรง นายดำรงเป็นสามีของจำเลยที่ 3 นางเพ็ญพร ยังให้ผล เป็นน้องสะใภ้ของนายดำรง บุคคลดังกล่าวย่อมเป็นญาติใกล้ชิดกัน นางเพ็ญพรยังมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่า นางเพ็ญพรเป็นลูกหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 1,500,000 บาท แต่นางเพ็ญพรเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมของนายดำรงและจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 1,500,000 บาท นายดำรงและจำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่นางเพ็ญพรโดยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้เสียค่าธรรมเนียมและภาษี 2 ครั้ง เพื่อการชำระหนี้ที่นางเพ็ญพรมีต่อจำเลยที่ 2 และที่นายดำรงและจำเลยที่ 1 มีต่อนางเพ็ญพรทั้งหมดไปในคราวเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ก็เพราะจำเลยที่ 3 เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่เก่าแก่และรู้สึกเสียดายจึงติดต่อนางเพ็ญพรให้เจรจากับจำเลยที่ 2 ขอซื้อที่ดินพิพาท พฤติการณ์ในการซื้อขายที่ดินพิพาทส่อไปในทางสมรู้กันเพราะจำเลยที่ 3 อ้างว่าจำเลยที่ 1 และนายดำรงเป็นหนี้นางเพ็ญพร นางเพ็ญพรเป็นหนี้จำเลยที่ 2 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททอดเดียวจากจำเลยที่ 1 และนายดำรงให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการหักหนี้ทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 และนายดำรงมีต่อนางเพ็ญพร และที่นางเพ็ญพรเป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่สมเหตุผลเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานใดที่น่าเชื่อถือได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายดำรงซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทเป็นหนี้นางเพ็ญพร อีกทั้งจำเลยที่ 3 เป็นภรรยานายดำรงแต่กลับมีเงินซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 นอกจากนั้นจำเลยที่ 3 ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามีการชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กันจริง การรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ชอบที่จะขอให้เพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบีเอ็มเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายจาตุรณ ยังให้ผล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2548
#113105
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบิดาของ ป. โจทก์ยอมให้ ป. ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุ 16 ปี และยังไม่มีใบอนุญาตขับรถ ขับรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะออกไปตามถนนสาธารณะ เป็นการเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถือว่าโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โจทก์จึงต้องร่วมกับ ป. รับผิดในผลที่ ป. ทำละเมิดต่อจำเลยด้วย

การที่โจทก์และจำเลยจะต้องรับผิดในผลของการกระทำละเมิดต่อกันเพียงใดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบด้วย มาตรา 223 ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์ด้วยว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ เมื่อต่างฝ่ายต่างทำละเมิดต่อกันและมีส่วนประมาทพอ ๆ กัน โจทก์และจำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากกันได้

จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายอันเกิดจากรถยนต์คันที่จำเลยเอาประกันภัยไว้ และจะต้องรับผิด ก็ต่อเมื่อจำเลยผู้เอาประกันต้องรับผิด เมื่อโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 313,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 291,780 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 275,032.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 270,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเกี่ยวกับคำฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร โดยจดทะเบียนในนามของ นางวาริน ภริยาจำเลย และได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนมิตรภาพมุ่งหน้าเข้าจังหวัดนครราชสีมา เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้ชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา ซึ่งมีนายปิยวิทย์ บุตรโจทก์เป็นผู้ขับ และโจทก์นั่งคู่มาด้วย โดยนายปิยวิทย์ขับออกมาจากทางคู่ขนานด้านซ้ายเข้าไปในทางเดินรถหลักเพื่อจะไปกลับรถซึ่งมีทางกลับรถตรงเกาะกลางถนนด้านขวา เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์และจำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อกันอย่างไรหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบิดาของนายปิยวิทย์ การที่โจทก์ยอมให้นายปิยวิทย์ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุเพียง 16 ปี และยังไม่มีใบอนุญาต ขับรถ ขับรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะออกไปตามถนนสาธารณะ เป็นการเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ย่อมถือได้ว่า โจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โจทก์จึงต้องร่วมกับนายปิยวิทย์รับผิดในผลที่ นายปิยวิทย์บุตรผู้เยาว์ทำละเมิดต่อจำเลยด้วย

ส่วนโจทก์และจำเลยจะต้องรับผิดต่อกันเพียงใดนั้น ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223 ให้พิจารณาถึงพิจารณาถึงพฤติการณ์ด้วยว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ เมื่อต่างฝ่ายต่างกระทำละเมิดต่อกันและมีส่วนประมาทพอ ๆ กัน โจทก์และจำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากกันได้

จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายอันเกิดจากรถยนต์คันที่จำเลยเอาประกันภัยไว้ และจะต้องรับผิด ก็ต่อเมื่อจำเลยผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด เมื่อโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 420 ม. 429 ม. 442 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชา เพ็งสุริยา
จำเลย — นายอำนาจ วิสุทธิโก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายไพศิษฐ์ รักกิจศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2548
#269510
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบิดาของ ป. โจทก์ยอมให้ ป. ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุ 16 ปี และยังไม่มีใบอนุญาตขับรถ ขับรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะออกไปตามถนนสาธารณะเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถือว่าโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โจทก์จึงต้องร่วมกับ ป. รับผิดในผลที่ ป. ทำละเมิดต่อจำเลยด้วย

การที่โจทก์และจำเลยจะต้องรับผิดในผลของการกระทำละเมิดต่อกันเพียงใดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223 ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์ด้วยว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ เมื่อต่างฝ่ายต่างทำละเมิดต่อกันและมีส่วนประมาทพอ ๆ กัน โจทก์และจำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากกันได้

จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายอันเกิดจากรถยนต์คันที่จำเลยเอาประกันภัยไว้ และจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยผู้เอาประกันต้องรับผิด เมื่อโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 313,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 291,780 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 275,032.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 270,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร โดยจดทะเบียนในนามของนางวาริน วิสุทธิโก ภริยาจำเลย และได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนมิตรภาพจากด้านอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าเข้าจังหวัดนครราชสีมา เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุเยื้องบริษัททีพีไอ จำกัด บ้านโคกกรวด ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ได้ชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา ซึ่งมีนายปิยวิทย์ เพ็งสุริยา บุตรโจทก์เป็นผู้ขับ และโจทก์นั่งคู่มาด้วย โดยนายปิยวิทย์ขับออกมาจากทางคู่ขนานด้านซ้ายเข้าไปในทางเดินรถหลักเพื่อจะไปกลับรถซึ่งมีทางกลับรถตรงเกาะกลางถนนด้านขวา เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมมีว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยหรือนายปิยวิทย์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย โจทก์มีตัวโจทก์และนายปิยวิทย์เบิกความประกอบกันว่า เมื่อนายปิยวิทย์ขับออกจากทางคู่ขนานเข้าสู่ถนนมิตรภาพแล้ว นายปิยวิทย์ได้ขับทางช่องเดินรถด้านซ้ายเข้าช่องเดินรถด้านขวาเพื่อจะกลับรถ มีรถยนต์คันอื่น 3 ถึง 4 คัน ซึ่งขับอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาแซงขึ้นไปทางด้านซ้าย โดยนายปิยวิทย์เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาไว้ตลอดเวลา จำเลยขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูงประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จี้ติดรถยนต์คันหน้า ไม่สามารถหลบรถยนต์ที่นายปิยวิทย์ขับได้ทัน จึงเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่นายปิยวิทย์ขับ บริเวณดังกล่าวเป็นเขตชุมชนมีป้ายบังคับความเร็วให้ขับได้ไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และโจทก์ยังมีพันตำรวจตรีสมร ทองกลาง พนักงานสอบสวน เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์กลาง ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันที่ถนนมิตรภาพ จึงเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบว่ามีรถยนต์อยู่ในที่เกิดเหตุ 2 คัน คันแรกเป็นรถยนต์นั่งสองตอนยี่ห้อจิ๊ป หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่บนถนนมิตรภาพช่องเดินรถด้านขวาสุดติดเกาะกลางถนน ล้อด้านซ้ายอยู่บนเส้นแบ่งช่องการจราจรระหว่างช่องขวาและช่องซ้าย มีความเสียหายบริเวณมุมขวาตามภาพถ่ายหมาย จ.10 อีกคันหนึ่งเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า พลิกคว่ำหงายท้องอยู่บริเวณข้างเกาะกลางถนน ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตเทศบาลตำบลโคกกรวด ก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 200 ถึง 300 เมตร มีป้ายบอกว่าเป็นเขตชุมชน มีการจำกัดความเร็วไว้ ก่อนถึงจุดชนมีรอยห้ามล้อของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 24 เมตร ได้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ ส่วนจำเลยเบิกความว่า รถยนต์คันที่นายปิยวิทย์ขับนั้นได้ขับออกมาจากทางคู่ขนานเข้ามาในทางเดินรถหลักและชิดขวาในทันทีเพื่อจะกลับรถขับส่ายไปมาในลักษณะส่ายไปทางช่องเดินรถที่ 3 ติดเกาะกลางถนน แล้วหักกลับมาในช่องเดินรถที่ 2 ที่จำเลยขับ จำเลยบีบแตรและเหยียบห้ามล้อแต่ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน โดยมีนายพิรัตน์ พึ่งโคกสูง เบิกความว่า ได้ขับรถยนต์มาตามถนนสายโคกสูง - ขามทะเลสอ มาออกที่ตำบลโคกกรวดเพื่อจะไปอำเภอสีคิ้ว และขับตามหลังรถยนต์กระบะสีขาวมา ก่อนถึงสามแยกโคกกรวด 1 กิโลเมตรเศษ รถยนต์กระบะสีขาวดังกล่าวส่ายไปมาเหมือนคนเพิ่งหัดขับ พยายามจะขับแซงแต่แซงไม่ได้เพราะทางแคบและรถยนต์ดังกล่าวส่ายไปมา เมื่อรถยนต์กระบะสีขาวดังกล่าวออกจากทางคู่ขนานเข้าสู่ถนนมิตรภาพก็ยังขับคร่อมช่องทางและส่ายไปมา รถยนต์จิ๊ปที่แล่นมาจากกรุงเทพมหานครจึงชนรถยนต์กระบะสีขาวดังกล่าว เห็นว่า พันตำรวจตรีสมรเป็นพนักงานสอบสวน ได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด จึงเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของพันตำรวจตรีสมรจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมรประกอบภาพถ่ายและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตเทศบาลตำบลโคกกรวด ก่อนถึงที่เกิดเหตุมาณ 300 เมตร มีป้ายเตือนว่า เขตชุมชนลดความเร็ว และมีป้ายแจ้งเส้นทางตั้งอยู่ข้างถนนและบนถนนขาเข้าจังหวัดนครราชสีมาและก่อนถึงที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร มีป้ายบังคับความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ถนนขาเข้าจังหวัดนครราชสีมา ดังนั้น เมื่อจำเลยขับรถยนต์มาถึงป้ายดังกล่าวจำเลยจึงต้องใช้ความระมัดระวังและควรชะลอความเร็วลงโดยขับด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามป้ายเตือนเขตชุมชนและป้ายบังคับความเร็วดังกล่าว ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ารอยห้ามล้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยขับมีความยาวถึง 24 เมตร และจากจุดชนมีรอยครูดของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา ไปถึงจุดที่รถยนต์คันดังกล่าวพลิกคว่ำอยู่อีกเป็นความยาวถึง 18 เมตร และตามภาพถ่ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา แสดงว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายมาก เมื่อพิเคราะห์ถึงความยาวของรอยห้ามล้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยขับ และความยาวของรอยครูดรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา ที่นายปิยวิทย์ขับอันเกิดจากความแรงที่รถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 กรุงเทพมหานคร มากระแทก กับความเสียหายของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท 1405 นครราชสีมา แล้ว เห็นได้ชัดว่า จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ณ - 2090 ด้วยความเร็วสูงเกินกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามที่ป้ายบังคับความเร็วจำกัดความเร็วไว้มาก การที่จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็วลงทั้ง ๆ ที่มีป้ายเตือนว่าเป็นเขตชุมชนและมีป้ายบังคับความเร็วไว้ ทำให้หลบหลีกรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา ที่นายปิยวิทย์ขับมาไม่ทัน และเกิดชนกันจนรถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับอันตรายสาหัสเช่นนี้ เหตุละเมิดจึงเกิดขึ้นจากความประมาทของจำเลย ส่วนนายปิยวิทย์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า นายปิยวิทย์ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 2 ท - 1405 นครราชสีมา ออกมาจากทางคู่ขนานด้านซ้ายเข้ามาในทางเดินรถหลัก นายปิยวิทย์จึงต้องให้รถที่แล่นในทางเดินรถหลักซึ่งเป็นทางตรงผ่านพ้นไปเสียก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงจะขับเข้าไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ก็ปรากฏว่าจากจุดที่นายปิยวิทย์ขับรถยนต์กระบะจากทางคู่ขนานด้านซ้ายเข้าไปในทางเดินรถหลักของถนนมิตรภาพ จนถึงจุดกลับรถซึ่งอยู่ตรงเกาะกลางถนนด้านขวา มีระยะทางห่างกันไม่มากนัก โดยปรากฏตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ที่พันตำรวจตรีสมรบันทึกไว้ว่าจุดที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดชนอยู่ห่างจากจุดกลับรถข้างถนนประมาณ 80 เมตร และอยู่ห่างจากจุดกลับรถกลางถนนประมาณ 80 เมตรเช่นกัน ซึ่งจุดกลับรถข้างถนนก็คือจุดที่นายปิยวิทย์ขับรถยนต์กระบะออกมาจากทางคู่ขนานด้านซ้ายเข้าสู่ทางเดินรถหลักของถนนมิตรภาพนั่นเอง นายปิยวิทย์จึงต้องขับในลักษณะขับทแยงจากช่องเดินรถด้านซ้ายเข้าไปสู่ช่องเดินรถด้านขวาซึ่งอยู่ติดเกาะกลางถนนเพื่อให้กลับรถที่จุดกลับรถกลางถนนได้ทัน นายปิยวิทย์จึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเพียงการขับออกมาจากทางคู่ขนานเข้าไปในช่องทางเดินรถหลักอย่างเดียว แต่นายปิยวิทย์ก็หาได้หยุดรอให้รถยนต์ที่แล่นมาในทางเดินรถหลักซึ่งเป็นทางตรงผ่านพ้นไปเสียก่อนไม่ กลับขับเข้าไปในทางเดินรถหลักทั้ง ๆ ที่ยังมีรถยนต์ในทางเดินรถหลักขับตรงไปอีกหลายคัน โดยนายปิยวิทย์เบิกความในส่วนนี้ว่า เมื่อขับเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาแล้วมีรถยนต์คันอื่นซึ่งอยู่ช่องเดินรถด้านขวาแซงออกไปทางด้านซ้าย 3 ถึง 4 คัน รถยนต์ที่จำเลยขับ จึงชนท้ายรถยนต์ที่นายปิยวิทย์ขับ หากนายปิยวิทย์ใช้ความระมัดระวังหยุดรอให้รถยนต์คันอื่นรวมทั้งรถยนต์ที่จำเลยขับซึ่งเป็นทางตรงผ่านพ้นไปเสียก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงขับรถยนต์เข้าไป การชนกันในครั้งนี้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เหตุละเมิดจึงเกิดขึ้นจากความประมาทของนายปิยวิทย์ด้วย โดยทั้งจำเลยและนายปิยวิทย์ต่างประมาทด้วยกันทั้งสองฝ่าย ส่วนปัญหาว่าจำเลยและนายปิยวิทย์ฝ่ายใดประมาทมากกว่ากันนั้น เห็นว่า นายปิยวิทย์ขับรถยนต์ออกจากทางคู่ขนานเข้ามาในทางเดินรถหลักซึ่งเป็นทางตรง ทั้งยังจะต้องขับในลักษณะทแยงจากช่องเดินรถด้านซ้ายเข้าไปสู่ช่องเดินรถด้านขวาซึ่งติดเกาะกลางถนนเพื่อจะกลับรถในจุดกลับรถได้ทัน นายปิยวิทย์จึงต้องใช้ความระมัดระวังให้มากโดยควรหยุดรอให้รถทางตรงผ่านพ้นไปก่อนไม่ควรขับเข้าไปในลักษณะกีดขวางรถทางตรง ส่วนจำเลยแม้จะขับมาในเส้นทางเดินรถหลักและเป็นรถทางตรง แต่เมื่อมีป้ายแจ้งเตือนว่า เขตชุมชนลดความเร็วและมีป้ายบังคับความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก โดยชะลอความเร็วลงให้เหลือไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามภาพถ่ายหมาย จ.6 ซึ่งเป็นภาพเสาไฟฟ้าส่องสว่างที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางถนนถูกชนล้มลงและถูกรถยนต์กระบะพลิกคว่ำทับ กับภาพถ่ายหมาย ล.1 ซึ่งเป็นภาพความเสียหายของรถยนต์กระบะ แสดงว่ารถยนต์รกะบะได้รับความเสียหายยับเยิน ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่ป้ายบังคับความเร็วจำกัดความเร็วไว้มากและเห็นว่าหากนายปิยวิทย์ใช้ความระมัดระวังโดยรอให้รถยนต์ในทางเดินรถหลักผ่านพ้นไปก่อนแล้วจึงขับรถยนต์กระบะเข้าไปในทางเดินรถหลัก การชนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้และหากจำเลยชะลอความเร็วของรถยนต์ลงตามที่ป้ายบังคับความเร็วจำกัดความเร็วไว้ จำเลยก็อาจหลบหลีกรถยนต์กระบะที่นายปิยวิทย์ขับพ้นได้หรือหากยังเฉี่ยวชนก็ไม่น่าจะรุนแรงมากนัก ความประมาทของนายปิยวิทย์และความประมาทของจำเลยจึงมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากันแต่มีความประมาทพอ ๆ กัน

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์และจำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อกันอย่างไรหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบิดาของนายปิยวิทย์ การที่โจทก์ยอมให้นายปิยวิทย์ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุเพียง 16 ปี และยังไม่มีใบอนุญาตขับรถขับรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะออกไปตามถนนสาธารณะ เป็นการเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ย่อมถือได้ว่าโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โจทก์จึงต้องร่วมกับนายปิยวิทย์รับผิดในผลที่นายปิยวิทย์บุตรผู้เยาว์ทำละเมิดต่อจำเลยด้วย ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2982/2529 ระหว่างนางสาวดาวสวรรค์ ไชยณรงค์ฯ โจทก์ นายเสริมศักดิ์ ลิ้มชูวงศ์ กับพวก จำเลย ส่วนโจทก์และจำเลยจะต้องรับผิดต่อกันเพียงใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223 ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์ด้วยว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ เมื่อต่างฝ่ายต่างกระทำละเมิดต่อกันและมีส่วนประมาทพอ ๆ กัน โจทก์และจำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากกันได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 834/2524 ระหว่างนายบุญวาท ทะสุใจ กับพวก โจทก์ นางจันทร์ดี อินทะคำ กับพวก จำเลย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยความเสียหายของแต่ละฝ่ายและฟ้องแย้งของจำเลยอีกต่อไป จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายอันเกิดจากรถยนต์คันที่จำเลยเอาประกันภัยไว้และจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด เมื่อโจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เช่นกัน ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ขอให้ยกฟ้องโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 420 ม. 429 ม. 442 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชา เพ็งสุริยา
จำเลย — นายอำนาจ วิสุทธิโก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ