คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2548
#267876
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยมิได้ระบุว่ามีที่ดิน 2 แปลงด้วย แต่ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดที่บัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด และตามคำร้องก็ระบุเพียงว่า ผู้ร้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก เพื่อโอนซื้อผู้ครอบครองรถยนต์กระบะเป็นของทายาทตามเจตนาของเจ้าของมรดก แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อนเท่านั้นโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ระบุว่านอกจากทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นอีก จึงมิใช่เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าวอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองถูกกำจัดมิให้ได้มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ แสงศศิธร กับนางละออ แสงศศิธร ต่อมานายประสิทธิ์หย่ากับนางละออและจดทะเบียนสมรสใหม่กับจำเลยเมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2538 นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตายด้วยโรคตับแข็ง มีมรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 66 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 7/2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14744 ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ รวม 2 แปลง เนื้อที่ 40 ไร่เศษ รถยนต์ 1 คัน และเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2538 โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกโดยจำเลยขอรับทรัพย์มรดกบ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 ส่วนทรัพย์มรดกอื่นทั้งหมดนอกจากนนี้ให้ตกแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งยินยอมให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสัญญา โจทก์ทั้งสองจึงได้จดทะเบียนสละมรดกบ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 ให้แก่จำเลยไปแล้ว ต่อมาศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสววรค์ สาขาลาดยาว เพื่อขอรับโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 และ 14744 ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขสารบัญจดทะเบียนที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวให้กลับเป็นชื่อผู้ตายตามเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อจัดการมรดกตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายให้เสร็จสิ้นต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือบ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 รถยนต์ 1 คัน เครื่องเสียงยี่ห้อยามาฮ่าชุดมินิเธียเตอร์ 1 เครื่อง เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เงินกองทุนสำรองเสลี้ยงชีพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เงิบโบนัส เงินเดือนช่วยสวัสดิการ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เงินหุ้นสหกรณ์และที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 และ 14744 โจทก์ทั้งสองต่างทราบถึงการมีทรัพย์มรดกกล่าวนั้นทั้งหมด แต่ปกปิดทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์การปิโตรเลียมแห่งประเทศ เงิบโบนัส เงินเดือนช่วยสวัสดิการ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เงินหุ้นสหกรณ์และที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 และ 14744 ไม่ให้จำเลยรู้เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกเป็นที่เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นโจทก์ทั้งเสองจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ได้ปิดบังไว้ ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2538 โจทก์ทั้งสองได้ทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกกับจำเลยโดยโจทก์ทั้งสองจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งความจริงห้ำเลยทราบว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 และ 14744 จึงเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลของโจทก์ทั้งสองและตกเป็นโมฆะ จำเลยรับโอนที่ดิน 2 แปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนการขอรับโอนมรดกของสำนักงานที่ดินทุกประการ มีหลักฐานครบถ้วน ไม่มีการหลอกลวงเจ้าพนักงาน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองถูกกำจัดมิให้ได้มรดกของผู้ตายในส่วนที่ปกปิดไว้กับพิพากษาว่าหนังสือสัญญาแบ่งมรดกเป็นโมฆะ

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยรู้ถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายรวมทั้งที่ดินโฉนเลขที่ 14743 และ 14744 โจทก์ทั้งสองไม่เคยปกปิดแลพไม่ได้กระทำการใดให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทอื่นโจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในฐานะต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกตามกฎหมายหนังสือสัญญาแบ่งมรดกได้ทำขึ้นเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นคู่สัญญาต่อหน้าพยานด้วยความสมัครใจและจำเลยเองเป็นฝ่ายเสนอให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วยเหตุจำเลยต้องการได้กรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 257 ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาทเพียงอย่างเดียว ทรัพย์มรดกอื่นนอกจากนี้จำเลยไม่ต้องการ ประกอบกับจำเลยเป็นภริยาผู้ตายได้อยู่กินหลับนอนด้วยกันมานานย่อมต้องรู้ดีว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเพียงใด หนังสือสัญญาแบ่งมรดกจึงสมบูรณ์ไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยฉ้อฉลตามที่จำเลยกล่าวอ้างเมื่อจำเลยได้รับโอนมรดกตามที่หนังสือสัญญาแบ่งมรดกไปเรียบร้อยแล้วจำเลยไม่มีสิทธิที่จะรับทรัพย์มรดกของผู้ตายอีกต่อไป ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 14743, 14744 ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ รวม 2 แปลง ของจำเลย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขสารบัญจดทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้กลับเป็นชื่อของผู้ตายตามเดิม หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยส่งมอบเอกสารโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อจัดการมรดกตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ แสงศศิธร กับนางละออ แสงศศิธร ต่อมานายประสิทธิ์หย่ากับนางละออ และจดทะเบียนสมรสใหม่กับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2528 โดยไม่มีบุตรให้กัน นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านเลขที่ 7/2 หมู่ 14 หนึ่งหลัง รถยนต์กระบะ 1 คัน เครื่องเสียงยี่ห้อยามาฮ่า ชุดมินิเธียเตอร์ 1 ชุด บัตรฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ (ATM) พร้อมสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ เงินกู้สวัสดิการ และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เงินโบนัสประจำปี 2537 และ 2538 เงินช่วยเหลือค่าทำศพจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 กับ 14744 ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ รวม เนื้อที่ 40 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา และ 1 งาน 4 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกวันที่ 14 ธันวาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.7 (ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.11) มีสาระสำคัญว่าจำเลยเป็นผู้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 พร้อมบ้านเลขที่ 7/2 หมู่ที่ 14 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ทรัพย์มรดกส่วนอื่นทั้งหมดนอกจากนี้ให้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองยอมรับผิดชอบหนี้สินของผู้ตายที่มีอยู่กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว ครั้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 จำเลยไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 กับ 14744 ดังกล่าว เป็นของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 โจทก์ที่ 1 จึงไปยื่นขออายัดที่ดินทั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ตามเอกสารหมาย จ.15 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าหนังสือสัญญาแบ่งมรดกลงวันที่ 14 ธีนวาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.7 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างในคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองกระทำหลอกลวงโดยฉ้อฉลจำเลยว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเพียงที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 พร้อมบ้านเลขที่ 7/2 และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจำนวน 2,000,000 บาท แล้วให้จำเลยทำสัญญาแบ่งมรดกกับโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 พร้อมบ้านเลขที่ 7/2 ให้แก่จำเลยส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ทรัพย์มรดกส่วนอื่นทั้งหมดนอกจากที่ระบุไว้ดังกล่าวให้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสอง ดยโจทก์ทั้งสองรู้อยู่แล้วว่ามีทรัพย์มรดกอื่น ๆ อีก แต่ปกปิดไม่ให้จำเลยล่วงรู้ หนังสือสัญญาแบ่งมรดกจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลของโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงบอกล้างโมฆียะกรรมสัญญาแบ่งมรดกโดยคำให้การนี้ หนังสือสัญญาแบ่งมรดกจึงตกเป็นโมฆะซึ่งเท่ากับจำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยแสดงเจตนาทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกเพราะถูกโจทก์ทั้งสองกระทำโดยฉ้อฉลโดยจำเลยอ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ทั้งสองปกปิดจำเลยเรื่องทรัพย์มรดกคือที่นา 2 แปลง ซึ่งหมายถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 กับ 14744 ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่จะพึงได้รับจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 พร้อมบ้านเลขที่ 7/2 เครื่องเสียงยี่ห้อยามาฮ่า ชุดมินิเธียเตอร์ 1 ชุด รถยนต์กระบะ 1 คัน และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำเลยจึงทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกกับโจทก์ทั้งสอง เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2538 ตามเอกสารหมาย ล.11 แต่ต่อมาโจทก์ที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการโดยอ้างในบัญชีทรัพย์มรดกว่า มีที่ดิน 2 แปลง ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย ตามเอกสารหมาย ล.12 ครั้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2539 สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาลาดยาว มีไปรษณียบัตร ตามเอกสารหมาย ล.23 แจ้งให้ผู้ตายไปรับโฉนดที่ดิน 2 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ตำบลวังม้า ในวันที่ 22 พฟษภาคม 2539 จำเลยจึงเดินทางไปที่สำนักงานจังหวัดที่ดินดังกล่าวตามนัด และแสดงตัวเป็นทายาทเพื่อทำเรื่องขอรับมรดกที่ดินทั้ง 2 แปลง เป็นของจำเลย และตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า จำเลยมีเพื่อนอยู่ที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และทราบว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมีเงินประเภทต่าง ๆ ให้แก่พนักงาน ทั้งก่อนที่จะมีการทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดก จำเลยกับโจทก์ทั้งสองได้มีการพูดคุยกันเรื่องทรัพย์มรดกมาแล้ว และทราบภายหลังว่าโจทก์ที่ 1 ไปจัดการชำระหนี้สินให้แก่การปิตรเลียมแห่งประเทศไทยโดยไม่ได้ใช้เงินส่วนตัวของโจทก์ที่ 1 แต่ใช้เงินมรดกของผู้ตาย นอกจากนี้จำเลยยังทราบว่าผู้ตายมีบิดาชื่อนายสงวน หลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว จำเลยเคยไปเยี่ยมนายสงวนที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งจากคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเชื่อได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดก จำเลยทราบแล้วว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมีเงินประเภทต่าง ๆ ให้แก่พนักงาน ทั้งจำเลยก็มีเพื่อนทำงานอยู่ที่ทำงานดังกล่าวด้วย หากจำเลยสงสัยก็ย่อมสอบถามเรื่องดังกล่าวจากเพื่อนของจำเลยได้ นอกจากนี้จำเลยยังเคยเดินทางไปที่จังหวัดนครสวรรค์ และพบกับนายสวงนบิดาของผู้ตาย ย่อมทราบถึงสถานที่อยู่และทรัพย์สิของบิดาของผู้ตาย การที่จำเลยทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกตามเอกสารหมาย จ.7 กับโจทก์ทั้งสองโดยข้อความในข้อ 2 ระบุ ทรัพย์มรดกส่วนอื่นทั้งหมดเช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปตท. ฯลฯ เป็นต้น ให้ตกเป็นส่วนแบ่งของโจทก์ทั้งสอง และข้อ 3 ระบุว่าโจทก์ทั้งสองยอมรับผิดชอบหนี้สินของผู้ตายทั้งหมดที่มีอบยู่กับ ปตท. ได้แก่ เงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ปตท. เงินกู้ธนวัฏของธนาคารกรุงไทย จำกัด และเงินกู้ของสวัสดิการ ปตท. แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับนอกจากนี้ภายหลังจากที่จำเลยได้รับไปรษณียบัตรจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาลาดยาว ที่มีไปถึงผู้ตาย แจ้งให้ผู้ตายไปรับโฉนดที่ดิน หน้าสำรวจ 970 และ 971 ตามเอกสารหมาย ล.23 ซึ่งหมายถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 14743 และ 14744 ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ จำเลยก็มิได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ แต่กลับเดินทางไปทำเรื่องขอรับมรดกที่ดินทั้ง 2 แปลง ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสรรค์เป็นของจำเลยตามเอกสาร ล.8 และ ล.9 แม้ว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสรรค์จะมีประกาศตามเอกสารหมาย ล.24 ก่อนแล้ว และไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบคำถามค้านว่า จำเลยรับรองบัญชีเครือญาติตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ว่าถูกต้อง โดยไม่มีชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเครือญาติ ซึ่งเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยเองว่า มีเจตนาปกปิดเรื่องที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสรรค์มีไปรษณียบัตรมายังผู้ตาบมิให้โจทก์ทั้งสองล่วงรู้ แสดงว่าจำเลยรู้อยู่แล้วก่อนทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อภาระการพิสูจน์ในเรื่องหนังสือสัญญาแย่งมรดกตกเป็นโมฆะหรือไม่ตกอยู่แก่จำเลย แต่พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบกลับเป็นพิรุธไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้และฟ้องแย้งว่าหนังสือสัญญาแบ่งมรดกลงวันที่ 14 ธันวาคม 2538 ตามเอกสาร จ.7 นั้น จำเลยลงชื่อแสดงเจตนาเพราะการกระทำโดยฉ้อฉลของโจทก์ทั้งสองตึงตกเป้นโมฆียะและจำเลยขอบอกล้างโดยคำให้การและฟ้องแย้งอันถือได้ว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าสาเหตุที่ไม่ระบุที่ดิน 2 แปลง ที่จังหวัดนครสรรค์ลงในหนังสือสัญญาแบ่งมรดกเพราะจำเลยต้องการที่ดินโฉนดเลขที่ 8257 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมพบ้านเลขที่ 7/2 เท่านั้น มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยได้ หนังสือแบ่งมรดกลงวันที่ 14 ธันวาคม 2538 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองถูกกำจัดมิให้ได้มรดกตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้กระทำการปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลของจำเลยในการทำหนังสือสัญญาแบ่งมรดกดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และแม้ว่าในการยื่นคำร้องขอเป้นผู้จัดการมรดกของผู้ตายของโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.10 มิได้ระบุว่าที่ดิน 2 แปลง ที่จังหวัดนครสวรรค์ด้วย แต่ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดที่บัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดและตามคำร้องก็ระบุเพียงว่า ผู้ร้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก เพื่อโอนชื่อผู้ครอบครองรถยนต์กระบะเป็นของทายาทตามเจตนาของเจ้ามรดก แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อน อันเป็นการที่โจทก์ที่ 1 อ้างเหตุที่ไม่สามารถโอนชือ่ผู้ครอบครองรถยนต์กระบะได้ เป็นข้ออ้างที่โจทก์ที่ 1 ต้องมายื่นคำร้องให้ศาลตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น โจทก์ที่ 1 หาได้ระบุว่านอกจากทรัพย์สินดังกล่าวผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นอีกแต่ประการใดไม่ การที่โจทก์ที่ 1 มิได้อ้างถึงที่ดิน 2 แปลง ที่จังหวัดนครสวรรค์ว่าเป็นทรัพย์มรดกของผ้ตายด้วย จึงมิใช่เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าวอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองถูกกำจัดมิให้ได้มรดกตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605
ชื่อคู่ความ
นางสาวพรพรรณ แสงศศิธร ในฐานะทายาทโดยธรรม
โจทก์ — และผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ แสงศศิธร กับพวก
จำเลย — นางสาวอรฉัตร อิทธิเวชชัย
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2548
#269512
เปิดฉบับเต็ม

เหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หมายความว่ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถป้องกันได้และทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่เมื่อทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วมีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2547 ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา หากทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำอุทธรณ์เสร็จแล้วก็น่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางไปทำกิจธุระที่ต่างจังหวัด การที่ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินการดังกล่าว แต่กลับเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอื่นที่ต่างจังหวัดในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และกลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทันเนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสีย จึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง กรณีถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และตามคำขอขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนางปียา จิตรเสนา ที่เป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยครั้งสุดท้ายอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 18 มีนาคม 2547

ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่า ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำกิจธุระที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 และรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียต้องซ่อมเป็นเหตุให้กลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทัน ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 มีนาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำกิจธุระที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 และรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียต้องซ่อมเป็นเหตุให้กลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทัน เห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายความว่ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถป้องกันได้และทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่ามีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2547 ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา หากทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำอุทธรณ์เสร็จแล้วก็น่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางไปทำกิจธุระที่ต่างจังหวัด การที่ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินการดังกล่าว แต่กลับเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอื่นที่ต่างจังหวัดในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และกลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทันเนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียจึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง กรณีถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยเมื่อเหตุที่อ้างในคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องไต่สวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดย บรรษัท
บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบัญชาพาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2548
#269546
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ ดังนั้นแม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และแม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องในคดีก่อนก็ตามแต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบคำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิต ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,595.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 73,540.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกและไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ บ.327/2543 ของศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นและมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาบัตรเครดิตเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ.10581/2542 หมายเลขแดงที่ บ. 327/2543 ของศาลชั้นต้น ในวันที่ 20 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ 27 มกราคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องในคดีก่อนขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ.10581/2542 หมายเลขแดงที่ บ.327/2543 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้องดังกล่าว แต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบ คำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 173 ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสุชาดา อุดมเจริญทรัพย์หรือบุญพร้อมทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678 -ที่ 680/2548
#269590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านทรัพย์สิน ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำงานตำแหน่งช่างประจำอาคารและตำแหน่งช่างทั่วไป ต่อมาจำเลยผู้เป็นนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการมายังอาคารสมัยใหม่ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยมีบริษัท อ. ผู้ให้จำเลยเช่าเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สินส่วนกลางที่เป็นโครงสร้างและส่วนสื่อบริการ จำเลยคงรับผิดชอบดูแลอาคารส่วนที่จำเลยเช่าอันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบรักษาความปลอดภัย ระบบโทรศัพท์ เข้ามาให้บริการดูแลและบำรุงรักษาระบบภายในอาคารที่จำเลยเช่า ต่อมา บริษัท ช. ได้ขายอาคารสำนักงานเดิมของจำเลยให้แก่บุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่มีแผนกงานของจำเลยในอาคารสำนักงานเดิม และไม่มีงานด้านช่างและการดูแลอาคารสถานที่ให้โจทก์ทั้งสามทำอีกต่อไป อีกทั้งโจทก์ทั้งสามก็ไม่มีคุณสมบัติและความสามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูงในอาคารที่ทำการใหม่ของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมีคุณสมบัติที่ดีกว่าพนักงานซึ่งทำงานประจำในแผนกอื่นของจำเลยที่จะย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานแทนพนักงานเหล่านั้นได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากไม่มีงานที่เหมาะสมให้โจทก์ทั้งสามทำดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 441,720 บาท และเงินเพิ่มพิเศษจำนวน 156,077.40 บาท ให้โจทก์ที่ 1 ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 538,560 บาท เงินเพิ่มพิเศษจำนวน 161,568 บาท เงินตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นเงิน 26,928 บาท และคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ในอัตราร้อยละ 4 ในส่วนของเงินกู้ที่เหลืออยู่ ให้แก่โจทก์ที่ 2 ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 1,802,308.20 บาท และค่าเสียหายจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจำนวน 245,526 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 147,240 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 538,560 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยคิดดอกเบี้ยของเงินกู้ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ที่โจทก์ที่ 2 กู้จากจำเลยในระหว่างเป็นลูกจ้างกับนายจ้างในส่วนของเงินกู้ที่เหลือ และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 334,380 บาท แก่โจทก์ที่ 3 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด โดยโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่เลขานุการ โจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่ช่างประจำอาคาร โจทก์ที่ 3 ทำหน้าที่พนักงานระดับบริการ ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 บริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด โอนโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานกับจำเลยซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านทรัพย์สิน ได้รับเงินเดือนอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 29,448 บาท โจทก์ที่ 2 ทำงานในตำแหน่งช่างประจำอาคารได้รับเงินเดือนอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 26,928 บาท และโจทก์ที่ 3 ทำงานในตำแหน่งช่างทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,292 บาท ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 64 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยเช่าจากบริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด (มหาชน) ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการมาอยู่ที่อาคารเลขที่ 968 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยบริษัทเอื้อวัฒนสกุล จำกัด ผู้ให้จำเลยเช่าเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สินส่วนกลางที่เป็นโครงสร้างและส่วนสื่อบริการ จำเลยคงรับผิดชอบดูแลอาคารส่วนที่จำเลยเช่าอันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบรักษาความปลอดภัย ระบบโทรศัพท์ คือบริษัทโจนส์ แลงลาซเล แมนเนจเม้นท์ จำกัด เข้ามาให้บริการดูแลและบำรุงรักษาระบบภายในอาคารที่จำเลยเช่า อีกทั้งเมื่อเดือนกันยายน 2545 บริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด (มหาชน) ได้ขายอาคารสำนักงานเดิมของจำเลยให้แก่บุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่มีแผนกงานของจำเลยในอาคารสำนักงานเดิม เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านทรัพย์สิน ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำงานตำแหน่งช่างประจำอาคารและตำแหน่งช่างทั่วไป เมื่อจำเลยย้ายที่ทำการจากอาคารเดิมมายังอาคารใหม่ซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยซึ่งเจ้าของอาคารผู้ให้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบในอาคารที่เป็นทรัพย์สินส่วนกลาง สำหรับอาคารส่วนที่จำเลยเช่านั้น จำเลยได้ว่าจ้างผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้บริการแล้ว จำเลยจึงไม่มีงานด้านช่างและการดูแลอาคารสถานที่ให้โจทก์ทั้งสามทำอีกต่อไป อีกทั้งโจทก์ทั้งสามก็ไม่มีคุณสมบัติและความสามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูงในอาคารที่ทำการใหม่ของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมีคุณสมบัติที่ดีกว่าพนักงานซึ่งทำงานประจำในแผนกอื่นของจำเลยที่จะย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานแทนพนักงานเหล่านั้นได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากไม่มีงานที่เหมาะสมให้โจทก์ทั้งสามทำดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยจะคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 2 ตามสัญญากู้ที่โจทก์ที่ 2 กู้เงินจากจำเลยไปซื้อรถยนต์ในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิมได้หรือไม่ พิเคราะห์สำเนาสัญญากู้พร้อมคำแปล ข้อ 2 ซี และบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้แล้ว เห็นว่า สัญญากู้ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้กู้ตกลงด้วยว่าหากผู้กู้ต้องออกจากการเป็นพนักงานของธนาคารไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามในระหว่างระยะเวลาการกู้เงิน ธนาคารมีสิทธิกระทำการทั้งปวงหรือกระทำการใด ๆ ดังต่อไปนี้แล้วแต่จะเลือก ... (ซี) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ดังกล่าวและดอกเบี้ยภายใต้สัญญานี้ พึงต้องชำระตามอัตราที่ธนาคารอาจกำหนดขึ้นแทนอัตราก่อนที่กำหนดไว้" นั้น หมายความว่า หากโจทก์ที่ 2 ผู้กู้ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยเพิ่มได้ตามอัตราท้องตลาด (อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยคิดจากลูกค้าทั่วไป) ดังนี้ เมื่อโจทก์ที่ 2 ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ที่ 2 กู้จากจำเลยในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับลูกค้าทั่วไปนับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 2 ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ที่โจทก์ที่ 2 กู้จากจำเลยไม่ได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชมพูนุช คุณวิศาล กับพวก
จำเลย — ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2548
#267832
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามฟ้องเป็นเรื่องเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท ไม่ใช่การจัดการงานแทนและทดรองจ่ายเงินแทน เมื่อไม่มีบมบัญญัติกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะต้องถือว่ามีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

สัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้ธนาคารโจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และในสัญญาข้อ 4 ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด แม้สัญญาข้อ 4 จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดเท่านั้น ฉะนั้น กรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดสัญญามีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศของโจทก์ มิใช่อัตราสูงสุกในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาเพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้ว

สัญญาทรัสต์รีซีทที่ระบุให้กรรมสิทธิ์ในสินค้าตกอยู่แก่ธนาคารโจทก์ ก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิอยู่ในฐานเจ้าหนี้มีประกันเหนือสินค้านั้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หาได้เป็นการตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนการชำระหนี้ไม่ จำเลยที่ จึงยังต้องผูกพันชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท

บริษัท ส. ผู้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิโจทก์โดยมีเอกสารแนบท้ายคำร้องแสดงฐานะของผู้ร้อง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องหนังสือโอนกรรมสิทธิ์เรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้อง แม้เอกสารแนบท้ายจะเป็นเพียงภาพถ่ายก็เป็นเพียงภาพถ่ายจากต้นฉบับ และจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารเหล่านี้ จำเลยทั้งสองเพียงแต่โต้แย้งว่า ไม่เคยได้รับแจ้งหรือให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องเท่านั้น ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ก็เป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจสอบเอกสารท้ายคำร้อง คำแถลงคัดค้านของจำเลยทั้งสองและบทบัญญัติในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิโจทก์โดยมิได้ไต่สวนพยานหลักฐานอื่นอีก จึงเป็นการชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ขอให้ธนาคารโจทก์ สาขาราชวงศ์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะปฏิบัติตามระเบียบและประเพณีของธนาคารพาณิชย์ทุกประการ โจทก์จึงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ

ฉบับที่ 1 เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ เอ 939610901 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2539 เพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทม้วนเหล็กอัลลอย จากประเทศอิตาลีจำนวนเงิน 71,140 ดอลลาร์สหรัฐ

ฉบับที่ 2 เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ เอ 939610903 ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2540 เพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทม้วนเหล็กจากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเงิน 6,360,000 เยน

ฉบับที่ 3 เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ เอ 939610904 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2539 เพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทม้วนวงแหวนทังสเตน คาร์ไบด์ ไม่มีร่อง จากประเทศเยอรมนี จำนวนเงิน 135,690 มาร์กเยอรมัน

ครั้นเมื่อผู้ขายในประเทศไทยได้ส่งสินค้ามาให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ตัวแทนของธนาคารโจทก์ในต่างประเทศได้จ่ายเงินค้าสินค้าตามตั๋วแลกเงินหรือเอกสารกำกับสินค้าที่เรียกเก็บเงินให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว โดยตัวแทนของธนาคารโจทก์ในต่างประเทศได้หักบัญชีของธนาคารโจทก์และส่งตั๋วแลกเงินและเอกสารกำกับสินค้ามายังธนาคารโจทก์ เพื่อให้ธนาคารโจทก์เรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าเมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อไว้ส่งมายังประเทศไทยแล้ว ธนาคารโจทก์ได้เรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระค่าสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขอทำสัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) ให้ไว้กับธนาคารโจทก์จำนวน 3 ฉบับ แล้วขอรับเอกสารแสดงสิทธิในสินค้าเพื่อนำไปออกสินค้าที่ได้สั่งซื้อไว้ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระเงินกับธนาคารโจทก์เป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีทมาชำระให้แก่ธนาคารโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) เมื่อสัญญาดังกล่าวถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ได้ผิดนัดผิดสัญญาไม่นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารโจทก์ ดังนั้น ธนาคารโจทก์จึงคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์เอากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังนี้

ฉบับที่ 1 สัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 เลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข เอ 939610901 ตั๋วแลกเงินเลขที่ เอ 939720178 ตั๋วลงวันที่ 18 เมษายน 2540 จำนวนเงิน 71,140 ดอลลาร์สหรัฐ

จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 71,140 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยจำนวน 2,639,294 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 37.10 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 4,191.33 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยจำนวน 155,498.34 บาท ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 2,639,294 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น คำนวณยอดหนี้เพียงวันที่ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2543 คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 1,426,228.01 บาท ค่าอากรแสตมป์ค้างชำระจำนวน 49 บาท รวมเป็นยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 4,065,571.01 บาท

ฉบับที่ 2 สัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2540 เลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข เอ 939610903 ตั๋วแลกเงินเลขที่ เอ 939724054 ตั๋วลงวันที่ 15 เมษายน 2540 จำนวนเงิน 6,360,000 เยน

จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 6,360,000 เยน คิดเป็นเงินไทยจำนวน 1,982,491.50 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 0.311713 บาท ต่อ 1 เยน) พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 19ตุลาคม 2540 คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 149,460 เยน คิดเป็นเงินไทยจำนวน 46,588.55 บาท ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 1,982,491.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น คำนวณยอดหนี้เพียงวันที่ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2543 คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 1,023,332.25 บาท รวมเป็นยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 3,005,823.75 บาท

ฉบับที่ 3 สัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2540 เลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข เอ 939610904 ตั๋วแลกเงินเลขที่ เอ 939724041 ตั๋วลงวันที่ 11 มีนาคม 2540 จำนวนเงิน 135,690 มาร์กเยอรมัน

จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 135,690 มาร์กเยอรมัน คิดเป็นเงินไทยจำนวน 2,760,952.27 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 20.3475 บาท ต่อ 1 มาร์กเยอรมัน) พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2540 คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 5,250.45 มาร์กเยอรมัน คิดเป็นเงินไทยจำนวน 106,833.53 บาท ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 2,760,952.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หักชำระจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยค้างชำระมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 เป็นเงินจำนวน 121,583.48 บาท คำนวณยอดหนี้เพียงวันที่ฟ้องวัยที่ 3 สิงหาคม 2543 คิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 1,376,504.90 บาท รวมเป็นยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 4,137,457.17 บาท และในการทำสัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) ทั้งสามฉบับดังกล่าวจำเลยที่ 2 ยังได้ทำสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนและไม่มีเงื่อนไขหรือข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิน เพียงวันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นลูกหนี้โจทก์ในหนี้ตามสัญญารับมอบสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) เป็นต้นเงินจำนวน 7,182,737.77 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 3,826,065.16 บาท ค่าอากรแสตมป์จำนวน 49 บาท รวมเป็นยอดหนี้ จำนวน 11,208.93 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,208,851.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,382,737.77 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1 ขอเปิด จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ได้เพราะไม่ได้ตกลงกัน ดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นเบี้ยปรับ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากมูลหนี้ตามฟ้องมีอายุความฟ้องร้องเพียง 2 ปี โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญาทรัสต์รีซีท การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และผู้เข้าแทนที่โจทก์ไม่ชอบเพราะไม่บอกกล่าวต่อจำเลยที่ 1 ก่อน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์สินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ค้างชำระหนี้อีก การโอนกรรมสิทธิ์เรียกร้องระหว่างโจทก์และผู้เข้าแทนที่โจทก์ไม่ชอบ เพราะไม่บอกกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 11,208,851.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราลอยตัวตามประกาศของโจทก์แต่ไม่เกินร้อยละ 14.50 ต่อปี คำนวณจากต้นเงิน 7,382,737.77 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 สิงหาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามฟ้องเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เมือ่ผู้ขายส่งสินค้ามาให้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีท จำนวน 3 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อขอรับสินค้าไปจำหน่ายก่อน และตกลงชำระเงิแก่โจทก์เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนวันที่โจทก์ต้องชำระเงินค่าสินค้าแทนหรือตามอัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ ณ วันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีทโดยให้โจทก์เป็นผู้เลือกจะใช้อัตราใด ภายหลังโจทก์เลืออัตราแลกเปลี่ยนวันที่โจทก์ชำระค่าสินค้าแทนตามทรัสต์รีซีททั้งสามฉบับเป็นเงิน 7,382,737.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทรัสต์รีซีทถึงกำหนดชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,826,065.16 บาท ค่าอากรแสตมป์เป็นเงิน 69 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,208,851.93 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย......

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยทั้งสองในประการที่สี่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามฟ้องเป็นเรื่องเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท ไม่ใช่การจัดการงานแทนและทดรองจ่ายเงินแทน เมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะต้องถือว่ามีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์จำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยทั้งสองในประการที่ห้ามีว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทในคดีนนี้ โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ซึ่งตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9, 10, 11 ในข้อ 4 ของสัญญาระบุว่า จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลย 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และในสัญญาข้อ 7 ระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาสัญญาเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด ซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ก็ตาม ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ฉะนั้น กรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศของโจทก์เท่านั้นมิใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเอกสารหมาย จ.13 ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น

คดีนนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ธนาคารโจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งสามฉบับไปแล้วตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2540 วันที่ 15 เมษายน 2540 และวันที่ 14 มีนาคม 1540 ตามลำดับ ทั้งตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสามฉบับได้ระบุวันครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 วันที่ 19 ตุลาคม 2540 และวันที่ 28 กันยายน 2540 โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี 4.5 ต่อปี และ 7 ต่อปี นับแต่วันที่จ่ายงินแทนจำเลยที่ 1 ไปเป็นดอกเบี้ย 155,498.34 บาท 46,588.55 บาท และ 106,833.53 บาท ตามลำดับ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี 4.5 ต่อปี และ 7 ต่อปี ไม่เกินอัตราที่คิดสำหรับลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดได้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในช่วงก่อนที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยชอบแล้ว ทั้งปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้นตั้งแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินค้าแทนไป ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนวันที่จ่ายเงินค่าสินค้าจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ โจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าผิดนัดตามประกาศของโจทก์จนถึงวันฟ้องโดยอาศัยสัญญาข้อ 7 ของสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสามฉบับ เป็นดอกเบี้ย 2,639,274 บาท 1,982,491.50 บาท และ 1,376,504.90 บาท ซึ่งได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นว่า ในกรณีที่สัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเดียวกับสัญญาข้อ 4 เมื่อฟังว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอหเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อ 4 ได้เพียงอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดการชำระหนี้แล้ว ในคดีนี้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 หลังจากวันครบกำหนดชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์นับแต่วันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถัดจากวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ได้บางส่วน

โดยสรุปแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับแรก ต้นเงิน 2,639,294 บาท และดอกเบี้ยถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 540 จำนวน 155,498.34 บาท หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 2,639,294 บาท ในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 ต้นเงิน 1,982,491.50 บาท และดอกเบี้ยถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2540 จำนวน 46,588.55 บาท หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 1,982,491.50 บาท ในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 ต้นเงิน 2,760,592.27 บาท และดอกเบี้ยถึงวันที่ 28 กันยายน 2540 จำนวน 106,833.53 บาท หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 2,760,592.27 บาท ในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ

รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพียงวันที่ครบกำหนดชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับจำนวน 7,691,658.19 บาท จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยไปบางส่วนจำเลย 121,583.84 บาท และค้างค่าอากรแสตมป์ 49 บาท คงเหลือเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสามฉบับและค่าอากรแสตมป์ค้าชำระรวม 7,570,123.35 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการที่หกมีว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทระบุให้กรรมสิทธิ์ในสินค้าตกอยู่แก่โจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ เห็นว่า เหตุที่สัญญาทรัสต์รีซีทระบุ้ช่นนี้ก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิอยู่ในฐานเจ้าหนี้มีประกันเหนือสินค้านั้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หาได้เป้นการตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนการชำระหนี้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงยังต้องผูกพันชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เข้าแทนที่โจทก์เข้าสวมสิทธิโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้เข้าแทนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิโจทก์โดยมีเอกสารแนบท้ายคำร้องแสดงฐานะของผู้ร้อง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้อง แม้เอกสารแนบท้ายจะเป็นเพียงภาพถ่ายก็เป้นภาพถ่ายจากต้นฉบับและจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารเหล่านี้ จำเลยทั้งสองเพียงแต่โต้แย้งว่า ไม่เคยได้รับแจ้งหรือให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องเท่านั้นทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ก็เป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจสอบเอกสารท้ายคำร้องคำแถลงคัดค้านของจำเลยทั้งสองและบทบัญญัติในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เข้าแทนที่โจทก์สวมสิทธิโจทก์โดยมิได้ไต่สวนพยานหลักฐานอื่นอีก จึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 7,570,123.35 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดตามประกาศของโจทก์จากต้นเงิน 2,639,294 บาท ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 และจากต้นเงิน 2,760,952.27 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 369
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ฯ
จำเลย — บริษัท เอ็น.เอ็ส.ที. สตีลอินดัสทรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2548
#113285
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสาร เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) รถยนต์ของกลางโดยสภาพมีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์ของกลางไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เวลากลางวัน จำเลยให้ความช่วยเหลือแก่นางมะเอหลุ่ยและพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว สัญชาติพม่า ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องไม่ผ่านเข้ามาในช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ป.อ. มาตรา 32 และมาตรา 33 และริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก และไม่ริบของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 และมาตรา 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ต้องริบรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์กระบะของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวดังกล่าวโดยสารอยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อพาคนต่างด้าวดังกล่าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติรถยนต์กระบะของกลางโดยสภาพก็มีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์กระบะของกลางไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ริบรถยนต์กระบะของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้ว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง แต่คืนให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายสุทิน บรรเทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2548
#267039
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุรถยนต์กระบะของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวโดยสารอยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อพาคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตามมาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติรถยนต์กระบะของกลางโดยสภาพก็มีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป จึงริบรถยนต์กระบะของกลางไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เวลากลางวันจำเลยให้การช่วยเหลือแก่นางมะเอหลุ่ยและพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว สัญชาติพม่า ที่ดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องไม่ผ่านเข้ามาในช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยจำเลยช่วยพาคนต่างด้าวดังกล่าวเดินทางจากตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตากเพื่อจะไปยังตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อันเป็นการช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม โดยรู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลแม่ตาวและตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอดจังหวัดตาก เกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมคนต่างด้าวดังกล่าว และรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บง - 2655 ตาก ที่จำเลยใช้บรรทุกซุกซ้อนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงหลบหนีการจับกุม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 33 และริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์กระบะของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก และไม่ริบของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ต้องริบรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์กระบะของกลางเป็นพาหนะที่คนต่างด้าวดังกล่าวโดยสารอยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อพาคนต่างด้าวดังกล่าวให้พ้นจากการจับกุม ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติรถยนต์กระบะของกลางโดยสภาพก็มีไว้เพื่อบรรทุกคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังที่อื่นอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไปจึงริบรถยนต์กระบะของกลางไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ริบรถยนต์กระบะของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้ ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง แต่คืนให้แก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายสุทิน บรรเทา
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 665/2548
#269589
เปิดฉบับเต็ม

การนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ได้ จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,610,192.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,592,692.24 บาท ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนโดยคำนวณจากทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น หาเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่ จึงให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องชำระให้อีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลและค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคดีเบื้องต้นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนโดยคำนวณจากทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย แต่อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหาเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่ จึงให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องชำระให้อีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลและค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่า จำเลยทั้งสองหาได้อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพียงแต่อุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับปัญหาความสงบรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงหาจำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษามาวางต่อศาลไม่ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปเช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าในประเด็นเรื่องการนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติเสียให้ถูกต้องครบถ้วน เท่ากับศาลชั้นต้นได้เปิดโอกาสให้แก่จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ได้ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาก็เป็นการไม่ชอบ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยได้เช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
นางณัฏฐนันท์หรือปุณณภา หรือมาลี ชัยพรโภคิน
จำเลย — หรือไพศาลธนกิจกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2548
#266558
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานที่ดินได้รับคำสั่งจากกรมที่ดินให้ปฏิบัติงานตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั้งตำบลและเปลี่ยน น.ส. 3 ก เป็นโฉนดที่ดิน ระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีผู้ร้องเรียนไปยังกรมที่ดินว่าผู้เสียหายที่ 1 เรียกและรับเงินค่าออกโฉนด กรมที่ดินจึงมีคำสั่งเรียกตัวกลับกรมที่ดินโดยขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ไม่ทราบสาเหตุ จำเลยเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ได้โทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 และได้ไปพบผู้เสียหายทั้งสองพร้อมมอบนามบัตรจำเลยให้ผู้เสียหายทั้งสอง และแจ้งถึงเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกเรียกตัวกลับ จำเลยเป็นผู้ดำเนินการทำหนังสือร้องเรียนและลงข่าวในหนังสือพิมพ์สองฉบับแล้วครั้งหนึ่ง ต่อมาจำเลยได้เรียกร้องเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อแลกกับการที่จำเลยจะไม่ลงข่าวที่ผู้เสียหายที่ 2 เรียกและรับเงินค่าออกโฉนดอีกท้องที่หนึ่งกับท้องที่ที่ถูกร้องเรียนครั้งแรก ผู้เสียหายที่ 1 ขอให้จำเลยอย่าเพิ่งลงข่าว ผู้เสียหายที่ 1 กำลังหาเงิน ผู้เสียหายที่ 1 จะกู้เงินสหกรณ์มาให้จำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ดำเนินการกู้เงินสหกรณ์ตามที่อ้าง หลังจากนั้นจำเลยได้โทรศัพท์ขู่ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้งเพื่อเร่งรัดผู้เสียหายที่ 1 หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีก็ให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกเงินให้แทน ผู้เสียหายทั้งสองจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและวางแผนจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรที่มอบให้จำเลยกับเครื่องบันทึกเสียงพร้อมเทปที่ตัวจำเลย โดยเทปดังกล่าวบันทึกเสียงที่จำเลยสอบถามชาวบ้านเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกรับเงินกับเสียงพูดระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ขอร้องไม่ให้ลงข่าวและจะส่งเอกสารให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 80,338

จำเลยประกอบอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าวตามความเป็นจริงและเป็นธรรม ไม่ลำเอียง แต่จำเลยกลับแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบจากอาชีพของตนเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคม จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 50, 80, 338 คืนของกลางแก่เจ้าของ และห้ามจำเลยประกอบวิชาชีพผู้สื่อข่าวมีกำหนดเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 50, 80, 338 จำคุก 2 ปี คืนของกลางแก่เจ้าของ และห้ามจำเลยประกอบอาชีพผู้สื่อข่าวมีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน กรมที่ดิน โดยก่อนเกิดเหตุได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติงานตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดินตำบลที่เกิดเหตุทั้งตำบล และงานโครงการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. เป็นโฉนดที่ดิน ระหว่างปฏิบัติงานดังกล่าวมีผู้ร้องเรียนไปยังกรมที่ดินว่าผู้เสียหายที่ 1 รังวัดที่ดินไม่เป็นธรรม เรียกและรับเงินค่าออกโฉนด จำเลยเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าและสยามรัฐประจำอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 นัดพบจำเลยแล้วผู้เสียหายที่ 1 ได้ส่งมอบเงินจำนวน 15,000 บาท ให้จำเลยและจำเลยได้รับไว้ทันใดจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 15 ฉบับ ดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจได้นำลงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ก่อนให้ผู้เสียหายที่ 1 นำมาให้จำเลย กับยึดเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก ยี่ห้อโซนี่ 1 เครื่อง ม้วนเทป 1 ม้วน และเอกสารเกี่ยวกับการที่เจ้าพนักงานที่ดินเรียกเงินจากราษฎรเป็นของกลาง ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่า ในการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีเจ้าหน้าที่ 42 คน ผู้เสียหายที่ 2 เป็นหัวหน้าโดยเป็นผู้อำนวยการสำรวจ ได้แบ่งสายสำรวจเป็น 10 ชุด และมอบหมายให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นหัวหน้าชุด ชุดหนึ่งเดินสำรวจบริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง ในการสำรวจรังวัดในหน้าที่ของผู้เสียหายที่ 1 มีปัญหาพิพาทระหว่างผู้อ้างสิทธิครอบครองในที่ดิน ผู้เสียหายทั้งสองไกล่เกลี่ยคู่กรณีแล้ว แต่ในที่สุดตกลงกันไม่ได้เป็นเหตุให้ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินที่พิพาท เกิดการฟ้องร้องและมีผู้ร้องเรียนไปยังกรมที่ดิน วันที่ 2 กรกฎาคม 2541 ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับคำสั่งเรียกตัวกลับกรมที่ดิน กรุงเทพมหานคร โดยผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ทราบว่าสาเหตุอะไร วันรุ่งขึ้นจำเลยโทรศัพท์ถึงผู้เสียหายที่ 2 แจ้งว่าจำเลยเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าและหนังสือพิมพ์สยามรัฐ กับเป็นผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 จะมาพบผู้เสียหายที่ 1 ที่ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจ ในช่วงเช้าวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 จำเลยมาพบผู้เสียหายทั้งสองตามนัดได้แสดงและมอบนามบัตรจำเลยให้ผู้เสียหายทั้งสอง และบอกว่าสาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกเรียกตัวกลับกรมที่ดิน เนื่องจากคู่กรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินข้างต้นร้องเรียนว่าผู้เสียหายที่ 1 ประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ราชการ และเรียกรับเงินจากชาวบ้านทั่วไปเพื่อการรังวัดออกโฉนดด้วย ตนเป็นผู้ดำเนินการทำหนังสือร้องเรียนให้และลงข่าวในหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2541 เมื่อจำเลยกลับไปแล้ว ในตอนบ่ายวันเดียวกันนั้นจำเลยได้โทรศัพท์ถึงผู้เสียหายที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปพบจำเลยในตอนเย็น ผู้เสียหายที่ 2 สงสัยจึงให้นายกฤษฎา สุโพธิ์ ซึ่งเป็นช่างรังวัดในชุดของผู้เสียหายที่ 1 ไปด้วย ผลการเจรจาที่ห้องวีไอพีร้านอาหารพรเพชรคาราโอเกะข้างตลาดสดเทศบาลตำบลเบตง จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปบอกผู้เสียหายที่ 2 ว่านอกจากตำบลที่ผู้เสียหายที่ 1 เดินสำรวจแล้ว ยังมีตำบลยะรม และตำบลธารน้ำทิพย์อีก 2 ตำบล ในความรับผิดชอบของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีการเรียกรับสินบนในการเดินสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดรวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท จำเลยขอเรียกเงินจากผู้เสียหายทั้งสองกับพวกแยกเป็นตำบลละ 50,000 บาท 3 ตำบล เป็นเงินรวม 150,000 บาท เพื่อไม่ให้จำเลยลงข่าวหนังสือพิมพ์ว่าชุดสำรวจที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจเรียกรับสินบนในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ผู้เสียหายที่ 1 ขอต่อรอง จำเลยลดให้เฉพาะผู้เสียหายที่ 1 เหลือ 30,000 บาท รวมเหลือ 130,000 บาท เมื่อผู้เสียหายที่ 1 กับนายกฤษฎากลับมาแจ้งแก่ผู้เสียหายที่ 2 แล้ว ในคืนนั้นผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร จำเลยได้โทรศัพท์ถึงผู้เสียหายที่ 2 ว่าทราบเรื่องที่เจรจากันแล้วหรือไม่ และพูดขู่ว่าถ้าไม่ให้ตำบลละ 50,000 บาท ก็จะนำเรื่องไปลงข่าวหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นจำเลยได้โทรศัพท์มาขู่ผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายครั้ง ระหว่างผู้เสียหายที่ 1 ไม่อยู่ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถูกกรมที่ดินตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 ผู้เสียหายที่ 1 ทราบจากกรรมการว่าจำเลยได้โทรศัพท์ถึงกรรมการว่ามีหลักฐานเพิ่มเติมจะส่งให้ ผู้เสียหายที่ 1 จึงโทรศัพท์ถึงจำเลยขอให้จำเลยอย่าเพิ่งส่งข่าวไปลงหนังสือพิมพ์ ผู้เสียหายที่ 1 ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนและกำลังหาเงินอยู่ ผู้เสียหายที่ 1 จะกู้เงินจากสหกรณ์มาให้จำเลย วันที่ 5 สิงหาคม 2540 ก่อนวันจับกุมหนึ่งวัน ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางกลับมาอำเภอเบตงเพื่อสะสางงานที่ค้างไว้ในช่วงเดินสำรวจ จำเลยทราบข่าวการกลับมาของผู้เสียหายที่ 1 ได้โทรศัพท์มาขู่ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง เร่งรัดให้ผู้เสียหายที่ 1 นำเงินมาให้ หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่มี ก็ให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกเงินให้แทน จำเลยจะไม่ผ่อนเวลาให้อีก ผู้เสียหายทั้งสองจึงปรึกษาเพื่อนร่วมงานและนายอุทัย สุภัทรประทีป เจ้าพนักงานที่ดินท้องที่แล้วเห็นควรดำเนินคดีแก่จำเลย วันรุ่งขึ้นจำเลยโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 1 ให้นำเงินที่เรียกร้องไปให้จำเลยที่บ้าน มีเงินเท่าไรก็ให้เอาไปให้แค่นั้นก่อน ผู้เสียหายทั้งสองกับนายอุทัยจึงนำความแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจและวางแผนจับกุมจำเลยในวันนั้น โดยนำหมายเลขธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 15 ฉบับ เป็นเงิน 15,000 บาท ไปลงในบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้แล้ว ให้ผู้เสียหายที่ 1 นัดเปลี่ยนแปลงสถานที่รับเงินเป็นศาลาประชาคม อำเภอเบตง และขอให้จำเลยนำเอกสารเกี่ยวกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกรับเงินจากราษฎรมาแลกกับเงินที่ผู้เสียหายที่ 1 จะนำมาให้ด้วย ถึงเวลานัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปกับนายจักรพันธ์ จารีรัตน์ ส่งเงินตามนัด ถ้าจำเลยรับเงินจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ให้นายจักรพันธ์ให้สัญญาณเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มสังเกตุการณ์อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าวเข้าจับกุมจำเลย และมีนายกฤษฎาเบิกความว่า วันที่ 4 กรกฎาคม 2541 พยานไปกับผู้เสียหายที่ 1 เพื่อพบจำเลยที่ร้านพรเพชรคาราโอเกะ พยานได้นั่งฟังการเจรจาระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยขู่จะหาหลักฐานเพิ่มเติมต่อไปเกี่ยวกับพฤติกรรมเรียกรับเงินสินบนชาวบ้านของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อนำไปลงข่าวหนังสือพิมพ์ ผู้เสียหายที่ 1 ขอร้องจำเลยไม่ให้ลงข่าว จำเลยขอค่าปิดข่าวตำบลละ 50,000 บาท จำนวน 3 ตำบล กับมีนายจักรพันธ์เบิกความว่า วันที่ผู้เสียหายที่ 1 นำเงินไปมอบให้จำเลย ผู้เสียหายที่ 2 ให้พยานไปกับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ให้เงินแก่จำเลยแล้ว ให้พยานใช้มือลูบศีรษะเป็นสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มดูอยู่ทราบ เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยมาตามนัด ก่อนส่งมอบเงินกัน จำเลยถามผู้เสียหายที่ 1 ว่าเตรียมเงินมาให้หรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าเตรียมมาให้ 15,000 บาท จำเลยบอกว่าจะให้เอกสารเกี่ยวกับการเรียกร้องเงินของเจ้าหน้าที่ที่ดินที่ผู้เสียหายที่ 1 รับผิดชอบ ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยจะนำไปลงข่าวในหนังสือพิมพ์ และหากผู้เสียหายที่ 1 นำเงินมาให้จนครบ 30,000 บาท จำเลยก็จะนำเทปเสียงที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกร้องเงินจากชาวบ้านมาให้ ผู้เสียหายที่ 1 จึงส่งมอบเงิน 15,000 บาท ให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบเอกสารให้ผู้เสียหายที่ 1 พยานได้ลูบศีรษะให้สัญญาณ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลย และมีพันตำรวจโทงามศักดิ์เจ้าพนักงานตำรวจผู้วางแผนจับกุมและสอบสวนจำเลยเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุได้รับแจ้งจากผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเจ้าหน้าที่ที่ดินสาขาเบตงว่าผู้เสียหายทั้งสองถูกจำเลยข่มขู่เรียกเงินเกี่ยวกับเรื่องผู้เสียหายที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้เสียหายที่ 1 ได้เตรียมเงินจำนวน 15,000 บาท มาด้วยเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 15 ฉบับ พยานได้เขียนบันทึกรับแจ้งความร้องทุกข์ และนำหมายเลขธนบัตรไปลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและวางแผนจับกุม แล้วนำเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนไปซุ่มสังเกตการณ์อยู่ริมถนนตรงข้ามปากทางเข้าศาลาประชาคม อำเภอเบตง ที่นัดหมายส่งมอบเงินและเอกสารกันเวลา 12 นาฬิกาเศษ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่นัดหมาย แล้วขับรถจักรยานยนต์กลับ ให้ผู้เสียหายที่ 1 ตามไปที่บ้านจำเลย แต่พยานโทรศัพท์ห้ามไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ตามไป ให้คงรออยู่ที่ศาลาประชาคม อำเภอเบตง หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์กลับมา เข้าไปยืนพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 อยู่ห่างพยานประมาณ 50 เมตร พยานเห็นจำเลยส่งเอกสารให้ผู้เสียหายที่ 1 และนายจักรพันธ์ได้ยกมือลูบศีรษะเป็นสัญญาณให้ทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยแล้ว พยานกับพวกจึงเข้าแสดงตัวขอตรวจค้น พยานรู้จักจำเลยมาก่อนในฐานะจำเลยเป็นผู้สื่อข่าว จำเลยมีอาการตกใจ ผลการตรวจค้นจำเลยพบธนบัตรที่บันทึกหมายเลขธนบัตรไว้แล้วทั้งหมดอยู่ในมือของจำเลย เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กพร้อมเทปในตัวจำเลย ซึ่งถอดเทปดังกล่าวฟังและมีข้อความที่จำเลยสอบถามชาวบ้านที่ถูกผู้เสียหายที่ 1 เรียกเอาเงิน กับเสียงพูดคุยระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 เกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 1 ขอร้องไม่ให้จำเลยลงข่าวหนังสือพิมพ์และผู้เสียหายที่ 1 จะมาพบเพื่อตกลงกันและเอกสารจำนวน 13 แผ่น ที่มอบให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสอง นายกฤษฎา นายจักรพันธ์ และพันตำรวจโทงามศักดิ์เป็นประจักษ์พยานโจทก์ รู้เห็นได้ยินจำเลยข่มขู่เรียกเงินจากผู้เสียหายทั้งสองเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยไม่เขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ ประจักษ์พยานดังกล่าวไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ต่างเบิกความสอดคล้องเป็นลำดับและจำเลยถูกจับพร้อมด้วยธนบัตรที่ใช้ล่อเพื่อจับกุม กับเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กและม้วนเทปบันทึกเสียงสองด้านในตัวจำเลย

เมื่อพิจารณาเสียงพูดคุยระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ที่มีข้อความว่าผู้เสียหายที่ 1 ขอร้องจำเลยไม่ให้ลงข่าวอันจะทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เสียหาย ประกอบพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสองต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจจนวางแผนเพื่อจับกุมจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองเพื่อรีดเอาทรัพย์ ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยได้เข้ามาทำข่าวที่ผู้เสียหายทั้งสองถูกร้องเรียน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ถูกร้องเรียนเรื่องเรียกและรับเงินในการรังวัดออกโฉนด ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ไม่พอใจจำเลย ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายนัดหมายจำเลยมาพบและนำเงินมามอบให้จำเลยเอง ขณะรับเงินจำเลยยังไม่ทราบว่าเป็นเงินอะไร หากจำเลยประสงค์จะรีดเอาทรัพย์จากผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยน่าจะรีดเอาทรัพย์จากผู้เสียหายทั้งสองก่อนลงข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ปรากฏว่าเรื่องเกี่ยวกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกรับผลประโยชน์ในการรังวัดออกโฉนดให้แก่ราษฎร จำเลยได้เคยลงข่าวในเรื่องดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2541 ซึ่งอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับโทษ ก็จะไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยนั้น เห็นว่า วุฒิภาวะอาชีพเช่นจำเลย จำเลยทำคุณประโยชน์อะไรให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อยถึงนำเงินมาให้จำเลยเอง และที่ว่าไม่ทราบว่าเป็นเงินอะไรก็ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง แม้จำเลยจะเคยเขียนข่าวลงเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 1 มาแล้ว ก็หาเป็นพิรุธว่าจะไม่เป็นประโยชน์แก่การรีดเอาทรัพย์ไม่ เพราะขณะลงข่าวครั้งแรกจำเลยยังไม่มีเถยจิตคิดมิชอบ จนภายหลังจากการสอบถามปรากฏมีชาวบ้านจำนวนมากที่ถูกเรียกร้องเงิน แล้วจำเลยที่ 1 เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 เรียกรับผลประโยชน์ได้รวมจำนวนมาก จึงคิดแสวงหาประโยชน์จากการประพฤติมิชอบของผู้อื่นนั้นโดยขู่จะนำหลักฐานการประพฤติมิชอบที่ตนรวบรวมไว้มาข่มขู่บีบคั้นให้จำยอม ส่วนที่ฎีกาว่า ก่อนหน้านี้เหตุใดผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งมาแสดงตนหลังจากผู้เสียหายที่ 1 ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับกรุงเทพมหานครด่วน จึงไม่มีโอกาสติดต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องเรียนโดยตรงอีก จนก่อนวันเกิดเหตุ 1 วัน ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางกลับมาอำเภอเบตง จำเลยก็ทราบทันทีก่อนผู้เสียหายที่ 2 เสียอีก ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ไม่ปรากฏชัดว่าพัวพันเรื่องที่ถูกร้องเรียนอย่างไรนอกจากเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้เสียหายที่ 1 แม้จะถูกข่มขู่ด้วยก็ยังอยู่ห่างไกล เป็นเรื่องของผู้เสียหายที่ 1 โดยตรงไม่ ที่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่อยู่ ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลล่างเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปว่าสมควรลดโทษและหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยประกอบอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าวตามความเป็นจริงและเป็นธรรมไม่ลำเอียง แต่จำเลยกลับแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบจากอาชีพของตน เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 50 ม. 80 ม. 338
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเบตง
จำเลย — นายกิตติพนธ์ ทองเอียบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเบตง — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 657/2548
#267344
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ประกันตัวโดยตีราคาประกัน 100,000 บาท เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยผู้ประกันอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกกลุ่มบุคคลจับตัวไปจากบ้านพัก ศาลชั้นต้นไม่เชื่อข้ออ้างของผู้ประกัน ได้ออกหมายจับและปรับนายประกัน ผู้ประกันยื่นคำร้องขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ประกันผ่อนชำระค่าปรับเดือนละไม่น้อยกว่า 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันฟ้อง ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยตีราคาหลักประกัน 100,000 บาท ครั้นวันที่ 18 มีนาคม 2544 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยที่ 1 ไม่มาศาลและผู้ประกันยื่นคำร้องขอผัดส่งตัวจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ถูกกลุ่มบุคคล 7 ถึง 8 คน ร่วมกันจับตัวไปจากบ้านพัก ศาลชั้นต้นไม่เชื่อข้ออ้างจึงออกหมายจับจำเลยที่ 1 และปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญา ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2546 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับและขอผ่อนชำระค่าปรับเดือนละ 1,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ประกันผ่อนชำระค่าปรับเดือนละไม่น้อยกว่า 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ประกันตัวโดยตีราคาประกัน 100,000 บาท เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยผู้ประกันอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถูกกลุ่มบุคคล 7 ถึง 8 คน จับตัวไปจากบ้านพัก ศาลชั้นต้นไม่เชื่อข้ออ้างของผู้ประกัน ได้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ประกันยื่นคำร้องขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ประกันจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ประกันผ่อนชำระค่าปรับเดือนละไม่น้อยกว่า 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาให้ยกฎีกาผู้ประกัน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — ผู้ประกันนายสวรรทอง บุตรยศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2548
#270480
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีอาญาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย

ทนายจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ดังนั้น การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 12 กันยายน 2545 จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วันต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอว่า อนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ย่อมถือได้ว่าทนายจำเลยผู้ร้องทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องแล้ว ข้อที่อ้างว่าจำเลยเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง มิใช่มีเหตุสุดวิสัย

ทนายจำเลยป่วยเจ็บเพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้สมองกระเทือนต้องพักรักษาตัวโดยไม่ปรากฏว่ามีอาการถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลา จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ทนายจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองมีกำหนด 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลาที่ศาลอุทธรณ์ให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาต ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ส่วนคำว่า เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายถึง เหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ปรากฏว่าทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2545 ทั้งที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เพราะเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 จำเลยจึงเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาล ทำให้จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วันต่อศาลชั้นต้น ในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอว่า อนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ย่อมถือได้ว่าทนายจำเลยผู้ร้องทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องแล้ว ข้ออ้างที่ว่าจำเลยเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงมิใช่มีเหตุสุดวิสัย เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยไปถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ดังนั้น ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า ทนายจำเลยป่วยเจ็บเพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้สมองกระทบกระเทือนต้องพักรักษาตัว โดยไม่ปรากฏว่ามีอาการถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลา จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาในการอุทธรณ์แล้ว ขอศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ปัญหาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาคงมีว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาในข้อนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวัชระ พุดชั่ง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 627/2548
#269542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้สืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไป ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกเลิกเพิกถอนไปได้ เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้สืบพยานต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,014,172.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงินต้นไม่เกิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลื่อนคดี และสั่งงดสืบพยานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการอุทธรณ์คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น ให้สืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 และมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เท่ากับเป็นการอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าขึ้นศาล 200 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งบสืบพยานจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่จะต้องนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้สืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกเลิกเพิกถอนไปได้ เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้สืบพยานต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนันต์ชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2548
#267038
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากจำเลยกู้ยืมเงินเพียง 100,000 บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนเงินเป็น 275,000 บาท โดยจำเลยไม่ยินยอม สัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม หากฟังได้ตามที่จำเลยอ้างก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมายและศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยไม่จำต้องฟ้องแย้ง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์รับชำระหนี้ตามจำนวนที่กู้ยืมกันตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยเพื่อนำไปทำลายได้ตามฟ้องแย้งเช่นกัน เพราะสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารของโจทก์และโจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งมอบให้แก่จำเลยเพื่อนำไปทำลาย การที่โจทก์อาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยที่บุคคลภายนอกไม่ทราบข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การ ซึ่งทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้รับการดูถูกว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวจำเลยจึงต้องเรียกสัญญากู้มาทำลายเพื่อปกป้องสิทธิของจำเลยนั้น ก็มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องแย้งโจทก์ได้ หากจำเลยได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์อย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายปรด ชิณวงศ์พรหม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้เงินนายปรด 275,000 บาท กำหนดชำระคืนในวันที่ 15 เมษายน 2538 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 378,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 275,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองกู้เงินนายปรดเพียง 100,000 บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินเป็นจำนวน 275,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม และโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยโดยไม่ชอบ ขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้อง 37,500 บาท จากจำเลยทั้งสอง และให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะต้องฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่ฌจทก์นำมาฟ้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินเพียง 100,000 บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนในสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้องเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย และศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยทั้งสองหาจำต้องฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับชำระหนี้ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายแต่ประการใดไม่ ทั้งคำขอตามฟ้องแย้งดังกล่าวศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะหากสัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ก็เท่ากับการกู้ยืมเงินรายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์รับชำระหนี้ตามจำนวนที่กู้ยืมกันตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายได้เช่นกัน เพราะสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารของโจทก์และโจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญากู้เงินปลอมแม้จะไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ แต่โจทก์อาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยที่บุคคลภายนอกไม่ทราบข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองให้การ ซึ่งทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายได้รับการดูถูกว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องเรียกสัญญากู้ดังกล่าวมาทำลายเพื่อปกป้องสิทธิของจำเลยทั้งสองนั้น ก็มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องแย้งโจทก์ได้ หากจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์อย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบุญ ชิณวงศ์พรหม ในฐานะผู้จัดมรดกของนายปรด ชิณวงศ์พรหม
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีนิรันดร์ คงบางพระ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2548
#269573
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินเพียง 100,000 บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินเป็นจำนวน 275,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย และศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยทั้งสองหาจำต้องฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับชำระหนี้ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายประการใดไม่ ทั้งคำขอตามฟ้องแย้งดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะหากสัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ก็เท่ากับการกู้ยืมเงินรายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายปรด ชิณวงศ์พรหม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้เงินนายปรด 275,000 บาท กำหนดชำระคืนในวันที่ 15 เมษายน 2538 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 378,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 275,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองกู้เงินนายปรดเพียง 100,000 บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินเป็นจำนวน 275,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม สัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม และโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยโดยไม่ชอบ ขอให้บังคับโจทก์รับชำระหนี้ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้อง 37,500 บาท จากจำเลยทั้งสองและให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะต้องฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินเพียง 100,000 บาท แต่โจทก์กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินเป็นจำนวน 275,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม สัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย และศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยทั้งสองหาจำต้องฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับชำระหนี้ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายแต่ประการใดไม่ ทั้งคำขอตามฟ้องแย้งดังกล่าวศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะหากสัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ก็เท่ากับการกู้ยืมเงินรายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์รับชำระหนี้ตามจำนวนที่กู้ยืมกันตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายได้เช่นกันเพราะสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารของโจทก์และโจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญากู้เงินปลอมแม้จะไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ แต่โจทก์อาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยที่บุคคลภายนอกไม่ทราบข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองให้การ ซึ่งทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายได้รับการดูถูกว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องเรียกสัญญากู้เงินดังกล่าวมาทำลายเพื่อปกป้องสิทธิของจำเลยทั้งสองนั้น ก็มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องแย้งโจทก์ได้ หากจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์อย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
นางสมบุญ ชิณวงศ์พรหม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายปรด ชิณวงศ์พรหม
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีนิรันดร์ คงบางพระ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2548
#267827
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคลโจทก์จึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

จำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมมาขอใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าร์จากสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์จะเสนอคำขอ/สัญญาการใชบริการวิทยุคมนาคมดังกล่าวมาให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์พิจารณาอนุมัติเมื่ออนุมัติแล้วสำนักงานใหญ่จะเป็นผู้เปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่ จำเลยจึงจะใช้บริการตามคำขอที่ยื่นไว้ได้ ย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว เป็นการทำเสนอเพื่อขอใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ ส่วนการพิจารณาอนุมัติของสำนักงานใหญ่ถือได้ว่าเป้นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลย แม้จะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กระทำขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ได้สนองรับคำเสนอโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคสองอีก เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทนุคมนาคมดังกล่าว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศและยินยอมให้บุคคลทั่วไปจำหน่ายหรือให้เช่าหรือจัดหาเครื่องลูกข่ายวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์นำมาใช้กับระบบที่โจทก์ให้บริการ โดยได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 จำเลยได้ยื่นคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์และทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์กับโจทก์ที่สำนักงานสาขาและต่อมามีการเสนอคำขอดังกล่าวไปให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นพิจารณาอนุมัติ โจทก์ได้กำหนดสัญญาณเรียกขานให้จำเลยหมายเลข 09-652-1856 โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาว่าจำเลยจะนำค่าใช้บริการตามจำนวนที่โจทก์เรียกเก็บตามใบแจ้งหนี้แต่ละครั้งไปชำระให้แก่โจทก์ในระยะเวลาที่ระบุในใบแจ้งหนี้ ในกรณีที่จำเลยไม่ชำระเงินใดๆ ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญา โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าใช้บริการใด ๆ ที่ค้างชำระ ระหว่างเดือนเมษายน 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2545 จำเลยได้ใช้บริการวิทยุคมนาคมคิดเป็นเงิน 6,903.53 บาท และผิดสัญญาไม่ชำระค่าใช้บริการให้แก่โจทก์ภายในเวลากำหนด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าใช้บริการที่ค้างชำระตามสัญญาเป็นเงิน 345.81 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,249.34 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,249.34 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลคดีนีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยบังคับหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์จึงไม่มีสิทธที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขต หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ตามคำฟ้อง พยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งศาลแทนการสืบพยาน และคำแถลงของโจทก์ได้ความว่า เมื่อจำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมขอใช้บริการและทำคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคม ระบบเซลล์ลูลาร์จากสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์แล้ว สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์จะเสนอคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าวมาให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นพิจารณาอนุมติ เมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์พิจารณาอนุมัติสัญญาแล้วจะเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมให้จำเลยใช้บริการ เห็นว่า การที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ และเมื่ออรนุมัติแล้วสำนักงานใหญ่ของโจทก์จะเป็นผู้เปิดสัญญาคลื่นวิทยุคมนาคมที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ จำเลยจึงสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมตามคำขอที่ยื่นไว้ได้เช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยกรอกข้อความแล้วยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว เป็นการทำคำเสนอเพื่อขอใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ที่ได้รับอนุญาติจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ส่วนการพิจารณาอนุมัติคำขอเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ได้ยื่นขอใช้บริการ แม้จะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้วิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กระทำขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ได้เกิดเป็นสัญญาณจขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรสองอีก เมื่อสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าว ถึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นศาลหนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตามประมวลกฎหมายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ต้องค้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 355 ม. 361
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายไมตรี เพ็ชรดำ
ชื่อองค์คณะ
ชวชิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2548
#270471
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมเกิดขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์สนองรับคำเสนออันได้แก่คำขอใช้บริการที่จำเลยได้ยื่นไว้ต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ด้วยการเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมให้จำเลยใช้บริการที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ การพิจารณาอนุมัติคำขอและเปิดสัญญาคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ได้ยื่นขอใช้บริการ แม้จะเป็นการแสดงเจตนาต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมกระทำกันในลักษณะนี้โดยไม่จำต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปยังจำเลยผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคสองอีก เมื่อสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอบังคับชำระหนี้จากสัญญาดังกล่าว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์และทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์กับโจทก์ที่สำนักงานสาขา และต่อมามีการเสนอคำขอดังกล่าวไปให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นพิจารณาอนุมัติ ระหว่างเดือนเมษายน 2545 ถึงเดือนมิถุนายน 2545 จำเลยได้ใช้บริการวิทยุคมนาคม คิดเป็นเงิน 6,903.53 บาท และผิดสัญญาไม่ชำระค่าใช้บริการให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนด โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,249.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติคำขอ / สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ และเมื่ออนุมัติแล้วสำนักงานใหญ่ของโจทก์จะเป็นผู้เปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ จำเลยจึงสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมตามคำขอที่ยื่นไว้ได้เช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยกรอกข้อความแล้วยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าวเป็นการทำคำเสนอเพื่อขอใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิทยุคมนาคมส่วนการพิจารณาอนุมัติคำขอและเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ได้ยื่นขอใช้บริการ แม้จะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กระทำขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคสองอีก เมื่อสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการตามสัญญาใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายไมตรี เพ็ชรดำ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2548
#269509
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมมาขอใช้บริการจากสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์จะเสนอคำขอ / สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมมาให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์พิจารณาอนุมัติ ย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยกรอกข้อความแล้วยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว เป็นการทำคำเสนอเพื่อขอใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ ส่วนการพิจารณาอนุมัติคำขอและเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ได้ยื่นขอใช้บริการ แม้จะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็เป็นตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคม การกระทำในลักษณะนี้ได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคสองอีก ดังนั้น สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (6) และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,938.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในศาลก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ตามคำฟ้อง และทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อจำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมมาขอใช้บริการและทำคำขอ / สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์จากสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์แล้ว สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์จะเสนอคำขอ / สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าวมาให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นพิจารณาอนุมัติ กรณีย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยกรอกข้อความแล้วยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว เป็นการทำคำเสนอเพื่อขอให้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ ส่วนการพิจารณาอนุมัติคำขอและเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ได้ยื่นขอใช้บริการ แม้จะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กระทำขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคสองอีก เมื่อสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปรีชา สังฆะวรรณา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2548
#267037
เปิดฉบับเต็ม

สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำเลยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี การที่จำเลยโดยกรมป่าไม้สั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ในระหว่างอายุสัมปทาน จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกระทรวงมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2529 จำเลยให้สำปทานทำไม้ป่าชายเลนกับโจทก์ในป่าโครงการคลองน้ำร้อน (กบ.44) ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,910 ไร่ มีกำหนด 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ต่อมาปลายปี 2539 โจทก์ได้รับแจ้งด้วยวาจาจากป่าไม้เขตนครศรีธรรมราชและป่าไม้จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์และเป็นตัวแทนของจำเลย อ้างว่าจำเลยมีคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์เป็นการชั่วคราวพร้อมทั้งประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ทันทีถ้าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งห้าม การกระทำของตัวแทนจำเลยที่ได้กระทำตามอำนาจหน้าที่ที่จำเลยมอบหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถทำไม้ป่าชายเลนได้ อายุสัมปทานของโจทก์มีอายุถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการผิดสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ โจทก์มีความประสงค์จะรับเงินชดเชยความเสียหายจากอธิบดีกรมป่าไม้ ตามมาตรา 68 อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ จึงได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยให้ดำเนินการแจ้งคำสั่งระงับการทำไม้ป่าชายเลนเป็นการชั่วคราวให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือ แต่จำเลยไม่ยินยอมดำเนินการใดๆ โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับเงินชดเชยความเสียหาย ผลของการผิดสัญญาของจำเลยที่สั่งระงับการทำไม้ก่อนจะสิ้นอายุสัมปทาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงิน 1,015,000 บาท โจทก์ลงลายมือชื่อในสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนที่สำนักงานป่าไม้จังหวัดกระบี่ มูลคดีจึงเกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่ จึงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดกระบี่ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 1,015,000 บาท และคืนเงินประกันจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การทำสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับจำเลยทำที่กรมป่าไม้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งอยู่กรุงเทพมหานคร มูลคดีจึงเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานครจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดกระบี่ คดีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่เคยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดทำกิจการที่ได้รับสัมปทานตามฟ้องเป็นการชั่วคราวทั้งไม่เคยมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นใดมีคำสั่งเช่นว่านั้นโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินชดเชยจากจำเลยและไม่มีอำนาจฟ้องแต่เป็นความพยายามของโจทก์ที่จะให้จำเลยออกคำสั่งระงับการทำไม้ป่าชายเลนเพื่อจะได้เป็นเหตุฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลย แต่จำเลยไม่ต้องการระงับการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์ จึงไม่ออกคำสั่งจำเลยจึงยังผิดสัญญา โจทก์เข้าทำไม้ตามสัมปทานก่อนฟ้องเป็นเวลา 10 ปี ผลประโยชน์และรายได้เกินคุ้มเงินลงทุนทั้งหมดที่โจทก์ใช้จ่ายไปแล้วจึงไม่มีค่าเสียหายใดๆ ที่จะเรียกร้องจากจำเลยได้อีก ทั้งนี้ตามความในมาตรา 68 สัตต แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ส่วนค่าชดเชยความเสียหายที่เป็นโรงเรือน บ้านพัก เตาถ่าน เรือ และท่าเทียบเรือเป็นเงิน 1,015,000 บาท ไม่ได้เป็นสิ่งที่โจทก์ทำขึ้นใหม่ แต่ได้รับมอบมาจากผู้ประกอบการคนก่อนที่ได้รับสัมปทานทำไม้มาก่อน จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับสัมปทานจำเลยเป็นผู้ให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลน ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,910 ไร่ มีกำหนดระยะเวลา 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ตามสำเนาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาจำเลยโดยกรมป่าไม้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำป่าไม้ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาสัมปทาน มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ในระหว่างอายุสัมปทานตามสำเนาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เอกสารหมาย จ.4 การที่จำเลยโดยกรมป่าไม้สั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตระการ ไตรรัตนากร
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2548
#269539
เปิดฉบับเต็ม

สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ในระหว่างอายุสัมปทาน โจทก์จึงมีสิทธิทำไม้ในเขตสัมปทานของโจทก์ได้ภายใต้เงื่อนไขสัมปทาน การที่จำเลยโดยกรมป่าไม้สั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกระทรวงมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำเลยให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนแก่โจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากการยกเลิกสัมปทานและคืนเงินประกันแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นผู้รับสัมปทาน จำเลยเป็นผู้ให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เนื้อที่ 3,910 ไร่ มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ตามสำเนาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาจำเลยโดยกรมป่าไม้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาสัมปทาน มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ในระหว่างอายุสัมปทาน โจทก์มีสิทธิทำไม้ในเขตสัมปทานของโจทก์ได้ภายใต้เงื่อนไขสัมปทานตามสำเนาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เอกสารหมาย จ.4 การที่จำเลยโดยกรมป่าไม้สั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ใหศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตระการ ไตรรัตนากร
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2548
#269536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมทรัพยากรธรณีให้เจาะและใช้น้ำบาดาลทำสัญญากับจำเลยว่า โจทก์จะใช้น้ำบาดาลที่ได้รับอนุญาตให้เจาะและใช้แล้วนำมาผลิตน้ำประปาจำหน่ายให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าน้ำให้โจทก์ตามอัตราเดียวกันกับค่าน้ำของการประปาภูมิภาค อันมีลักษณะเช่นเดียวกันกับกิจการประปา ถือได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการประกอบกิจการค้าขายเกี่ยวกับการประปาอันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งโจทก์จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรี เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานให้ดำเนินการน้ำอุปโภคบริโภคที่โจทก์ให้บริการจำหน่ายแก่จำเลยจึงเป็นกิจการประปาอันเป็นสาธารณูปโภคที่ต้องห้ามชัดแจ้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 16 เรื่องควบคุมกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งมีโทษทางอาญา ข้อตกลงเรื่องการซื้อขายน้ำอุปโภคและบริโภคดังกล่าว จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระราคาค่าน้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและบ้านโครงการหมู่บ้านธารารินทร์ จำเลยเป็นผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการดังกล่าวและตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดหาให้บริการน้ำและสาธารณูปโภคอื่น จำเลยค้างชำระค่าน้ำและค่าบริการสาธารณูปโภค ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าน้ำ 17,568 บาท และค่าบริการสาธารณูปโภค 1,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100 บาท นับแต่วันที่ 10 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีก 17,568 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า น้ำอุปโภคบริโภคที่โจทก์ให้บริการเป็นกิจการประปาหรือไม่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ให้บริการน้ำอุปโภคบริโภคและจำเลยยอมชำระค่าน้ำอุปโภคบริโภค (น้ำบาดาล) ให้แก่โจทก์ตามจำนวนน้ำที่ใช้ในอัตราเดียวกับค่าน้ำของการประปาภูมิภาคตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบันทึกต่อท้ายเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้รับอนุญาตให้เจาะและใช้น้ำบาดาลจากกรมทรัพยากรธรณี ตามใบอนุญาตเอกสารหมาย จ.10 โดยปรากฏข้อความตามบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 2 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 5 ว่า ผู้ซื้อตกลงชำระค่าน้ำอุปโภคบริโภค (น้ำบาดาล) ให้แก่ผู้ขายตามจำนวนน้ำที่ใช้ การคำนวณค่าน้ำให้ใช้วิธีการคูณตามจำนวนหน่วยที่ใช้จากมาตรวัดน้ำในอัตราเดียวกันกับค่าน้ำของการประปาภูมิภาค ส่อแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาตามบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 2 ว่าเป็นข้อตกลงเรื่องการซื้อขายน้ำอุปโภคบริโภคโดยโจทก์จะใช้น้ำบาดาลที่ได้รับอนุญาตให้เจาะและใช้แล้วนำมาผลิตน้ำประปาจำหน่ายแก่จำเลย ส่วนจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาค่าน้ำให้โจทก์ตามอัตราเดียวกันกับค่าน้ำประปาของการประปาภูมิภาคอันมีลักษณะเช่นเดียวกันกับกิจการประปาถือได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการประกอบกิจการค้าขายเกี่ยวกับการประปาอันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งโจทก์จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรี เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานให้ดำเนินการน้ำอุปโภคบริโภคที่โจทก์ให้บริการจำหน่ายแก่จำเลยจึงเป็นกิจการประปาอันเป็นสาธารณูปโภคที่ต้องห้ามชัดแจ้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 16 เรื่องควบคุมกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งมีโทษทางอาญา ข้อตกลงเรื่องการซื้อขายน้ำอุปโภคและบริโภคดังกล่าว จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระราคาค่าน้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ม. 3 ม. 4 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโชคผาสุข จำกัด
จำเลย — นางสิรินี เตชะวณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ