คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2548
#267824
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมพร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ว่า "รับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน" เมื่อคำแถลงของจำเลยฉบับดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 กันยายน 2545 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" และนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าวต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2545 ทั้งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายโดยศาลไม่จำเป็นต้องแจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก แม้จำเลยจะขอให้ส่งโดยวิธีปิดหมายแต่ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการส่งหมายตามมาตรา 79 ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งโดยวิธีปิดหมายอยู่ในตัว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่าได้นำหมายไปส่งให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2545 แต่ส่งให้ไม่ได้ การที่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลา 7 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,658,783 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,543,054.08 บาท นับถัดจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545

วันที่ 24 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอจำเลยแถลง ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าจำเลยมิได้ยื่นคำแถลงแต่ประการใด ศาลชั้นต้นให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณืหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมือ่วันที่ 2 สิงหาคม 2545 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องให้แทนโจทก์มีกำหนด 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่า "รอสั่งเมื่อวางเงิน" หลังจากนั้นจำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ว่า "สั่งในอุทธรณ์" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่า "รับอุทธรณ์" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่า "รับอุทธรณ์" สำเนาให้โจทก์แก้ ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน" เมื่อคำแถลงของจำเลยฉบับดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 กันยายน 2545 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว แม้ทนายจำเลยจะไม่มาทราบคำสั่งก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำแถลงและในอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2545 ทั้งมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยศาลไม่จำเป็นต้องแจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก และแม้ในคำแถลงฉบับดังกล่าว จำเลยจะข้อให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย แต่ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจให้ดุลพินิจกำหนดวิธีการส่งหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ได้ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยมีวิธีธรรมดาก่อนนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมายตามที่จำเลยขออยู่ในตัว กรณีหาใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งตามคำแถลงของจำเลยหรือดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังที่จำเลยอ้างไม่ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่าได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2545 แต่ส่งให้ไม่ได้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ว่า "รอจำเลยแถลง" แต่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนิคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพลี่พรินท์ แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง
จำเลย — บริษัทซีวิลเอนจิเนียริง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2548
#269571
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้จำเลยนำส่งให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน เมื่อคำแถลงของจำเลยมีข้อความประทับว่า "ให้มาทราบคำสั่งถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบแล้ว" และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว แม้ทนายจำเลยจะไม่มาทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งที่ศาลได้สั่งในคำแถลงและในอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบแล้ว ทั้งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ โดยศาลไม่จำต้องแจ้งผลของการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ศาลชั้นต้นมีอำนาจกำหนดวิธีการส่งหมายได้ แม้ว่าในคำแถลงของจำเลยจะขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาก่อน เท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมายตามที่จำเลยขอ กรณีหาเป็นเรื่องที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่า ได้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์แล้ว แต่ส่งไม่ได้ แต่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งศาล จึงถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,658,783 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,543,054.08 บาท นับถัดจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545

วันที่ 24 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รอจำเลยแถลง ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าจำเลยมิได้ยื่นคำแถลงแต่ประการใด ศาลชั้นต้นให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยออกจากสารบบความ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มีกำหนด 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่า "รอสั่งเมื่อวางเงิน" หลังจากนั้นจำเลยได้วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ว่า "สั่งในอุทธรณ์" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่า "รับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์แก้ ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน" เมื่อคำแถลงของจำเลยฉบับดังกล่าวมีข้อความประทับไว้ว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 กันยายน 2545 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว แม้ทนายจำเลยจะไม่มาทราบคำสั่งก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำแถลงและในอุทธรณ์ของจำเลยโดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2545 ทั้งมีหน้าที่ต้องติดตามผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยศาลไม่จำต้องแจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทราบอีก และแม้ในคำแถลงฉบับดังกล่าวจำเลยจะขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมาย แต่ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการส่งหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ได้ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาก่อนนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมายตามที่จำเลยขออยู่ในตัว กรณีหาใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งตามคำแถลงของจำเลยหรือดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังที่จำเลยอ้างไม่ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานศาลรายงานว่าได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2545 แต่ส่งให้ไม่ได้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ว่า "รอจำเลยแถลง" แต่จำเลยมิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลา 7 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพลี่พรินท์ แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง
จำเลย — บริษัทซีวิลเอนจิเนียริง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 604/2548
#269500
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัยตามสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าและครบกำหนดตามสัญญาแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยให้การว่าจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าโดยเข้าใจว่าเป็นสัญญาเช่านา คำให้การของจำเลยจึงถือได้ว่าจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาเช่าจริง แม้สัญญาเช่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากรฯ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าเป็นพยานหลักฐาน จึงไม่จำต้องติดอากรแสตมป์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระนับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,000 บาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเป็นเงิน 81,000 บาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัยตามสัญญาเช่นเอกสารหมาย จ.2 จำเลยไม่ชำระค่าเช่าและครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยให้การในข้อนี้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าโดยเข้าใจว่าเป็นสัญญาเช่านา ตามคำให้การของจำเลยถือว่าจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 จริง แม้สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แต่กรณีเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน จึงไม่จำต้องติดอากรแสตมป์ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประยูร บัวบานพร้อม
จำเลย — นายเสวก พระครูฐิน
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2548
#269527
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยปัญหาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่า วันที่โจทก์มีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องอันเป็นวันเริ่มนับอายุความนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,007,527.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 711,264.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 509,590.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 155,143.32 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2538 ของต้นเงิน 141,031.07 บาท นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2539 และของต้นเงิน 202,086.74 บาท นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้จำเลยได้ยกเรื่องอายุความขึ้นเป็นประเด็นต่อสู้ฟ้องโจทก์ไว้ในคำให้การด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องขาดอายุความที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัย แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ การที่จำเลยอุทธรณ์ปัญหานี้โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่าวันที่โจทก์มีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องอันเป็นวันเริ่มนับอายุความนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเฉลิมพล สุนทราญ หรือสุนทราณู
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2548
#267036
เปิดฉบับเต็ม

เฮโรอีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 การส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม ขึ้นไปตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นการส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 189.761 กรัม เกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลากลางวันจำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 ห่อ น้ำหนัก 293.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.761 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย โดยนำเฮโรอีนดังกล่าวบรรจุในถุงพลาสติก 4 ซองพันด้วยแถบกาวติดไว้กับรอบโคนขาด้านในกางเกงทั้งสองข้าง ข้างละ 2 ซอง และกำลังจะรอขึ้นเครื่องบินออกไปนอกราชอาณาจักรจำเลยลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เนื่องจากเจ้าพนักงานตรวจพบเสียก่อน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 7, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 90 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองและพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1), 80 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ด้วย ลงโทษฐานพยายามนำเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้ของกลางเป็นเฮโรอีน 4 ห่อ น้ำหนัก 293.520 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 189.761 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักร

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนของกลาง ไม่ได้มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ได้พยายามส่งออกซึ่งเฮโรอีนของกลางเพื่อจำหน่านนั้น เห็นว่า เฮโรอีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 การส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม (0.375 กรัม) ขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) บัญญัติให้ถือว่าเป็นการส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 189.761 กรัม เกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม (0.375 กรัม) จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกเพื่อจำหน่ายตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาขอให้ศาลฎีกากำหนดโทษจำเลยน้อยลงนั้น เห็นว่า ความผิดฐานส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ" โทษที่ลงแก่จำเลยจึงเป็นโทษประหารชีวิต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดและถูกต้องแล้วศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ และกรณีไม่มีเหตุให้กำหนดโทษน้อยลง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายหวังหรือวัง ชินหยวน
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2548
#113115
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถแท็กซี่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับ ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ แม้คดีของโจทก์ที่ 2 จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนที่ว่าโจทก์ที่ 2 ประมาทเลินเล่อด้วยตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างเดียว จำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 530,271 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 279,353 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 54,918 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยความประมาทเลินเล่อชนกับรถแท็กซี่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับ รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 และรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ แม้คดีนี้โจทก์ที่ 2 จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนที่ว่าโจทก์ที่ 2 ประมาทเลินเล่อด้วยของศาลอุทธรณ์นั้นขัดกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัชรา กฤตผล กับพวก
จำเลย — นายจวนมณี เลิศสงคราม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวณ เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2548
#269528
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถแท็กซี่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับ ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ แม้คดีของโจทก์ที่ 2 จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวจึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนที่ว่าโจทก์ที่ 2 ประมาทเลินเล่อด้วยตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 530,271 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 279,353 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 54,918 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยความประมาทเลินเล่อ ชนกับรถแท็กซี่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 และรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ....เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เพียงลำพัง โจทก์ที่ 2 ไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

แม้คดีนี้โจทก์ที่ 2 จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อด้วยตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัชรา กฤตผล กับพวก
จำเลย — นายจวนมณี เลิศสงคราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585/2548
#267035
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบ เมื่อรถยนต์กระบะซึ่งถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบเป็นทรัพย์สินของบิดามารดาของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541 เจ้าพนักงานจับกุมผู้คัดค้าน นายพิหาร ผิวเกลี้ยง และนายพรชัย ผิวเกลี้ยง ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2304 เพชรบุรี ซึ่งผู้คัดค้านกับพวกใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นฟ้องผู้คัดค้านกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5269/2541 ขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์กระบะดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นรวม 2 วัน ติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้ร่วมกระทำความผิด รถยนต์กระบะของกลางดังกล่าวเป็นของนายดำริ แพอาดุลย์ กับนางวิเชียร ภูมรินทร์ บิดามารดาของผู้คัดค้านเพียงแต่ใส่ชื่อผู้คัดค้านเพื่อความสะดวกในการติดต่อทางราชการ บิดามารดาของผู้คัดค้านมิได้ร่วมกระทำความผิดและรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดแต่อย่างใด ขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะดังกล่าวแก่เจ้าของ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2304 เพชรบุรี ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบเมื่อผู้คัดค้านอ้างว่ารถยนต์กระบะซึ่งถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบเป็นทรัพย์สินของบิดามารดาของผู้คัดค้าน ดังนั้น ผู้คัดค้านซึ่งมิใช่เจ้าของทรัพย์สินจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้คัดค้าน — นายสุระกิจ แพอาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585/2548
#269570
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบ ดังนั้น เมื่อรถยนต์กระบะซึ่งถูกเจ้าพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบเป็นทรัพย์สินของบิดามารดาของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านซึ่งมิใช่เจ้าของทรัพย์สินจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์กระบะซึ่งผู้คัดค้านกับพวกใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นรวม 2 วัน ติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะดังกล่าวแก่เจ้าของ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2304 เพชรบุรี ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบ เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่ารถยนต์กระบะซึ่งถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบเป็นทรัพย์สินของบิดามารดาของผู้คัดค้าน ดังนั้น ผู้คัดค้านซึ่งมิใช่เจ้าของทรัพย์สินจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้คัดค้าน — นายสุระกิจ แพอาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2548
#267777
เปิดฉบับเต็ม

คำแปลเป็นภาษาไทยของหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้อง ไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแพ่งด้วยซึ่งไม่ตรงกับข้อความในภาษาอังกฤษในต้นฉบับ ต้องถือข้อความภาษาอังกฤษในต้นฉบับที่แท้จริงที่ดำเนินคดีแพ่งด้วยเป็นสำคัญ

สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้ามีข้อตกลงในเรื่องการใช้สิทธิทางศาลว่า ศาลในประเทศของผู้จัดหาสินค้า (หมายถึงโจทก์) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดจากข้อพิพาททางกฎหมายใด ๆ อย่างไรก็ตามถ้าผู้จัดหาสินค้าอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลในประเทศจของตัวแทน (หมายถึงจำเลย) ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า บรรดาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เสนอต่อศาลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนีแต่โจทก์ก็มีสิทธที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในศาลของประเทศไทยได้ข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขัดต่อกฎหมายใดหรือขัดต่อตวามสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้

จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์มาเพื่อประกอลบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในกิจการของลูกหนี้นั่นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิตบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนีโจทก์มอบอำนาจให้บริษัท สเตอร์ลิง ฟลูอิด ซิสเต็มส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2527 โจทก์ตกลงแต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าเครื่องสูบน้ำและชิ้นส่วนอุปกรณ์ของโจทก์ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดซีฮี แอนด์ โค. เคจี แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ในยการสั่งซื้อสินค้าจำเลยจะส่งใบสั่งซื้อสินค้าให้แก่โจทก์ทางโทรสาร เมื่อโจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะต้องชำระค่าสินค้าภายในสี่สัปดาห์นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ สัญญานี้มีกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี แต่คู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาก่อนโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกเดือน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญา จึงได้บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2540 ในระหว่างเดือนเมษายน 2537 ถึงเดือนตุลาคม 2540 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายรายการซึ่งจำเลยจะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายในสี่สัปดาห์นับแต่วันที่ที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละใบ แต่จะเลยไม่ชำระให้ครบถ้วน คงค้างชำระรวมเป็นเงินจำนวน 425,398.48 มาร็กเยอรมัน ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจำเลยจะส่งสินค้าที่ค้างสต๊อกคืนแก่โจทก์และจำนวนเงินที่ค้างชำระเหลือ 320,014.36 มาร์กเยอรมัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันยื่นฟ้องในอัตรา 1 มาร์กเยอรมัน เท่ากับ 19.46 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 6,227,479 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดตามใบแจ้งหนี้ใบสุดท้ายจนถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 1,399,885 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 7,627,364 บท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,627,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,227,479 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเนื่องจาดหนังสือมอบอำนาจในฟ้องคดีระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจหฟ้องคดีอาญาและคดีล้มละลายเท่านั้น และผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่มีวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดี ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลนี้ เนื่องจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลของประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันนี และใช้กฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนีบังคับยแก่สัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 392,017.57 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 320,014.36 มาร์เยอรมันนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้วต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,627,364 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โจทก์มีหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทสเตอร์ลิง ฟลูอิด ซิสเต็มส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจและคำแปลเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จำเลยประกอบกิจการขายสินค้าประเภทปั๊มเซต เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2527 โจทก์แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าเครื่องสูบน้ำและชิ้นส่วนอุปกรณ์ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด ซีฮี แอนด์ โค. เคจี แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จำเลยจะส่งใบสั่งซื้อสินค้าไปยังโจทก์ เมื่อโจทก์ส่งสินค้าให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะต้องชำระค่าสินค้าภายในสี่สัปดาห์ นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเป็นตัวแทนอีกต่อไปจึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2540 ปรากฏว่าในระหว่างเดือนเมษายน 2537 ถึงเดือนตุลาคม 2540 ปรากฏว่าในระหว่างเดือนเมษายน 2537 ถึงเดือนตุลาคม 2540 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายรายการ แต่จำเลยมิได้ชำระค่าสินค้าตามสัญญารวมเป้นเงินจำนวน 425,398.48 มาร์กเยอรมัน โดยวันที่ 1 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้รายการสุดท้าย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2541 โจทก์และจำเลยตกลงกันว่ายอดหนี้ที่ค้างคงชำระคงเหลือ 320,014.36 มาร์กเยอรมัน จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มจากโจทก์แล้วนำมาประกอบกับมอร์เตอร์และอุปกรณ์ที่จำเลยสั่งซื้อจากผู้อื่นมาผลิตเป็นปั๊มเซตจำหน่ายมห้แก่ลูกค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 มีข้อความภาษาอังกฤษว่า "Enter an action in court for civil on criminal cases, or bankruptcy..." ไม่ปรากฏข้อความชัดว่าให้มีอำนาจฟ้องคดีแพ่งได้ เนื่องจากข้อความว่า "civil on" ไม่มีความหมายในภาษาอังกฤษต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า แม้ตามคำแปลเป็นภาษาไทยของหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้อง เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ในข้อ 2 ไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแพ่งด้วยก็ตาม แต่ต้องถือข้อความในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงเป้นสำคัญ เมื่อพิเคราะห์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ทั้งฉบับแล้ว ข้อความในตอนต้นกล่าวว่า ขอมอบอำนาจให้บริษัทสเตอริง ฟลูอิด ซิสเต็ม (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเป็นประโยชน์และดำเนินการฟ้องร้องจำเลยในคดีความเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายในชั้นศาลย่อมเห็นได้ชัดว่า โจทก์ประสงค์จะมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขายแก่จำเลย ย่อมหมายถึงคดีแพ่งเป็นหลักใหญ่ข้อความภาอังกฤษว่า "civil on criminal, or bankruptcy..." น่าจะหมายความถึงคดีแพ่ง หรือคดีอาญา หรือคดีล้มละลายได้อย่างไม่มีข้อสงสัยแต่ประการใด คำว่า "on" ที่ปรากฏอยู่ดังกล่าวน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์ซึ่งที่ถูกต้องเป็นคำว่า "or" ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "หรือ" มากกว่าข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่ไชอไปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่า หากมีกรณีพิพาทกันให้ฟ้องที่ศาลของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่คู่สัญญาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าได้มีข้อตกลงในเรื่องการใช้สิทธิทางศาลในข้อกำหนด 11.2 มีความว่า ศาลในประเทศของผู้จัดหาสินค้า (หมายถึงโจทก์) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดจากข้อพิพาททางกฎหมายใด ๆ อย่างใดก็ตามถ้าผู้จัดหาสินค้าอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลในประเทศของตัวแทน (หมายถึงจำเลย) ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า บรรดาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เสนอต่อศาลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในศาลของประเทศไทยได้ ข้อตกลงดังกล่าวนี้มิได้ขัดต่อกฎหมายใดหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในเหตุผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.7 มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 111 จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามมตรา 118 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่าเป็นเรื่องการซื้อขายระหว่างประเทศระหว่างผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาของที่ได้ส่งมอบซึ่งจะมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่สินค้าแต่ละรายการถึงกำหนดชำระ สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยส่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มจากโจทก์ แล้วนำมาประกอบกับมอเตอร์และอุปกรณ์ที่จำเลยสั่งซื้อจากผู้อื่นผลิตเป้นปั๊มเซตจำหน่ายแก่ลูกค้านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังได้จากการนำสืบของโจทก์และจำหน่ายที่ตรงกันและไม่โต้แย้งกัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รับฟังมาจากข้อกำหนดของสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้าเอกสารหม่าย จ.7 ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.7 จะต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์เพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค้าสินค้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอ่าคาสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในกิจการของลูกหนี้เท่านั่นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากหนี้สินของจำเลยในคดีเป็นหนี้เงินต่างประเทศสกุลมาร์กเยอรมันอันเป้นเงินตราของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรปขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าว จึงเห้นสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อสะดวกในการบังคับคดีด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 392,017.57 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,014.36 มาร์กเยอรมัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหากจำเลยชำระหนี้เงินมาร์กเยอรมันดังกล่าวด้วยเงินบาท ให้ชำระเงินบาทั้คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมัน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่ทั้งนี้ต้นเงินและเดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,627,364 บาท ตามคำฟ้องแต่หากในเวลาใช้เงินจริงเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้แล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินมาร์กเยอรมันพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น โดยคิดดิกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้มรขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริง และคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และในกรณีนี้หากจำเลยจะชำระด้วยเงินไทยก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นเป้นเงินบาท ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่จำนวนเงินบาทดังกล่าวทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินจำนวน 7,627,364 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสเตอร์ลิง ซีฮี
จำเลย — บริษัทเอ็นจิเนียริ่ง โปรดักส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2548
#269526
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนได้มีข้อตกลงในเรื่องการใช้สิทธิทางศาล ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า บรรดาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เสนอต่อศาลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในศาลของประเทศไทยได้ ข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขัดต่อกฎหมายใดหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้

จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มจากโจทก์มาเพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในกิจการของลูกหนี้นั่นเองสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

หนี้ของจำเลยในคดีนี้เป็นหนี้เงินต่างประเทศสกุลมาร์กเยอรมัน อันเป็นเงินตราของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรปขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าว สมควรกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย หากในเวลาใช้จริงเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินมาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น โดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริงและคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,627,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,227,479 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 392,017.59 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 320,014.36 มาร์กเยอรมัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้วต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,627.364 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำแปลเป็นภาษาไทยของหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแพ่งด้วยก็ตาม แต่ต้องถือข้อความในต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงเป็นสำคัญ เมื่อพิเคราะห์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษหนังสือมอบอำนาจทั้งฉบับแล้ว ข้อความในตอนต้นกล่าวว่า ขอมอบอำนาจให้บริษัท สเตอริง ฟลูอิด ซิสเต็ม (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเป็นโจทก์และดำเนินการฟ้องร้องจำเลยในคดีความเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายในชั้นศาล ย่อมเห็นได้ชัดว่า โจทก์ประสงค์จะมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขายแก่จำเลย ย่อมหมายถึงคดีแพ่งเป็นหลักใหญ่ ข้อความภาษาอังกฤษว่า "civil on criminal, or bankruptcy..." น่าจะหมายความถึงคดีแพ่ง หรือคดีอาญา หรือคดีล้มละลายได้อย่างไม่มีข้อสงสัยแต่ประการใด คำว่า "on" ที่ปรากฏอยู่ดังกล่าวน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์ซึ่งที่ถูกจะต้องเป็นคำว่า "or" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "หรือ" มากกว่า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่า หากมีกรณีพิพาทกันให้ฟ้องที่ศาลของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับแก่คู่สัญญาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในประเทศไทยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าได้มีข้อตกลงในเรื่องการใช้สิทธิทางศาลว่า ศาลในประเทศของผู้จัดหาสินค้า (หมายถึงโจทก์) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดจากข้อพิพาททางกฎหมายใดๆ อย่างไรก็ตามถ้าผู้จัดหาสินค้าอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลในประเทศของตัวแทน (หมายถึงจำเลย) ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า บรรดาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เสนอต่อศาลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในศาลของประเทศไทยได้ ข้อตกลงดังกล่าวนี้มิได้ขัดต่อกฎหมายใดหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้ามิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 111 จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 118 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่าเป็นเรื่องการซื้อขายระหว่างประเทศระหว่างผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาของที่ได้ส่งมอบ ซึ่งจะมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่สินค้าแต่ละรายการถึงกำหนดชำระ สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มจากโจทก์ แล้วนำมาประกอบกับมอเตอร์และอุปกรณ์ที่จำเลยสั่งซื้อจากผู้อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตจำหน่ายแก่ลูกค้านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ฟังได้จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ตรงกันและไม่โต้แย้งกัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รับฟังมาจากข้อกำหนดของสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้า ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้าจะต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานดังที่จำเลยอ้างหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์มาเพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในกิจการของลูกหนี้นั่นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากหนี้ของจำเลยในคดีนี้เป็นหนี้เงินต่างประเทศสกุลมาร์กเยอรมันอันเป็นเงินตราของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรปขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าว จึงเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 392,017.59 มาร์กเยอรมัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 320,014.36 มาร์กเยอรมัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหากจำเลยจะชำระหนี้เงินมาร์กเยอรมันดังกล่าวด้วยเงินบาทให้ชำระด้วยเงินบาทที่คิดคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมัน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่ทั้งนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,627,364 บาท ตามคำฟ้อง แต่หากในเวลาใช้เงินจริงเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินมาร์กเยอรมันพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น โดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กเยอรมันเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริงและคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนเงินมาร์กเยอรมันนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และในกรณีนี้ หากจำเลยจะชำระด้วยเงินไทยก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นเป็นเงินบาท ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่จำนวนเงินบาทดังกล่าวทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินจำนวน 7,627,364 บาท ตามคำฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1) ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสเตอร์ลิงซีฮี
จำเลย — บริษัทเอ็นจิเนียริ่ง โปรดักส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2548
#269569
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน จึงถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่หากข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษตามบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ และแม้กระบวนการผลิตกับการมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นคนละขั้นตอนกัน แต่เจตนาของจำเลยทั้งสองมีเพียงเจตนาอันเดียวคือมีเจตนาผลิตเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายเท่านั้น เมื่อมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันกับที่ผลิตไว้เพื่อจำหน่าย จึงถือเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 325 เม็ด กับ 1 ก้อน น้ำหนักรวม 32.796 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.284 กรัม เพื่อจำหน่าย กับร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง, 91 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี ฐานร่วมกันเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (2)) คนละกึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 33 ปี 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คนละกึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 25 ปี รวมโทษจำคุกความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามี) คงจำคุกคนละ 25 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยที่ 1 จำนวน 110 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 จำนวน 15 เม็ด และในห้องจำนวน 220 เม็ด กับอีก 1 ก้อน พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเป็นของกลาง ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นอันยุติในชั้นอุทธรณ์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งข้อเท็จจริงยุติว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุมจำเลยทั้งสองในที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกำลังผลิตเมทแอมเฟตามีนอยู่ เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเป็นของกลาง การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองที่กำลังผลิตเมทแอมเฟตามีนกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน จึงถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกรรม และกระบวนการผลิตและจำหน่ายเป็นกระบวนการคนละขั้นตอนกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่หากข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษตามบทกฎหมายให้ถูกต้องได้และแม้กระบวนการผลิตกับการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจะเป็นคนละขั้นตอนกัน แต่เจตนาของจำเลยทั้งสองมีเพียงเจตนาอันเดียว คือ มีเจตนาผลิตเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายเท่านั้น เมื่อมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันกับที่ผลิตไว้เพื่อจำหน่าย จึงถือเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายทรงพล กาญจนะสอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2548
#113142
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์มีความเห็นว่าบาดแผลของผู้เสียหายต้องใช้เวลารักษาเกินกว่า 21 วัน แต่ผู้เสียหายเบิกความเพียงว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการถูกทำร้ายต้องใช้เวลารักษา 21 วัน จึงหายเป็นปกติ โดยมิได้เบิกความให้เห็นว่าผู้เสียหายต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อย่างไร ลำพังกระดูกโหนกแก้มขวาหักจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายที่ต้องใช้เวลารักษาเกิน 21 วัน เป็นเรื่องการรักษาบาดแผลให้หายเป็นปกติเท่านั้น ย่อมรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายจนต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อันจะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 297 (8) คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 295 แม้ปัญหาข้อนี้จะยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ และฎีกาของจำเลยข้อนี้ต้องห้ามตามกฎหมายเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ โดยบรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และได้ความว่าผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายสาหัส แต่จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะร่วมกับพวกเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปด้วยหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแต่แรก คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83

แม้คดีนี้จะรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซ้ำกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ในคดีก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) แต่ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อน จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 93 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิ่มโทษตามมาตรา 92 มาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 83 , 93 , 340 , 340 ตรี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสาม จำคุก 20 ปี จำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซ้ำภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษคดีก่อน จึงให้เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 30 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่าผู้เสียหายต้องใช้เวลารักษาเกินกว่า 21 วัน ส่วนผู้เสียหายเบิกความเพียงว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการถูกทำร้ายต้องใช้เวลารักษา 21 วัน จึงหายเป็นปกติ โดยผู้เสียหายมิได้เบิกความให้เห็นว่า ผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อย่างไร ลำพังกระดูกโหนกแก้มขวาหักยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายที่ต้องใช้เวลารักษาเกิน 21 วัน ก็เป็นเรื่องการรักษาบาดแผลให้หายเป็นปกติเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อันจะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 297 (8) คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดตามมาตรา 295 เท่านั้น แม้ปัญหาข้อนี้จะยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ และฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมายเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225

สำหรับปัญหาว่าจำเลยกับพวกได้ร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะร่วมกับพวกเอาทรัพย์ตามคำฟ้องของผู้เสียหายไปด้วยหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อนี้ให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแต่แรก คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 เท่านั้น แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายสาหัส แต่จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีนี้จะฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซ้ำกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ของจำเลยในคดีก่อนตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อน จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 93 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิ่มโทษตามมาตรา 92 มาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 2 ปี และให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 92 ม. 93 ม. 295 ม. 297 ม. 340 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 215 ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศิลปชัยหรือออม พันธ์โพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายชลอ ทองแย้ม
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2548
#269501
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์มีความเห็นว่าบาดแผลของผู้เสียหายต้องใช้เวลารักษาเกินกว่า 21 วัน แต่ผู้เสียหายเบิกความเพียงว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการถูกทำร้ายต้องใช้เวลารักษา 21 วัน จึงหายเป็นปกติโดยมิได้เบิกความให้เห็นว่าผู้เสียหายต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อย่างไร ลำพังกระดูกโหนกแก้มขวาหัก จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายที่ต้องใช้เวลารักษาเกิน 21 วัน เป็นเรื่องการรักษาบาดแผลให้หายเป็นปกติเท่านั้น ย่อมรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายจนต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อันจะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ตามความของ ป.อ. มาตรา 297 (8) คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 295 แม้ปัญหาข้อนี้จะยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ และฎีกาของจำเลยข้อนี้ต้องห้ามตามกฎหมายเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ โดยบรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และได้ความว่าผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายสาหัส แต่จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะร่วมกับพวกเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปด้วยหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแต่แรก คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83

แม้คดีนี้จะรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซ้ำกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ในคดีก่อนตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) แต่ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อน จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 93 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิ่มโทษตามมาตรา 92 มาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 93, 340, 340 ตรี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม จำคุก 20 ปี จำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซ้ำภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษคดีก่อนจึงให้เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 30 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง สิบตำรวจตรีมานพ เมฆฉาย ผู้เสียหายถูกคนร้ายจำนวน 6 คน รุมทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บเป็นบาดแผลตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.7 และผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ก่อนคนร้ายจะหลบหนีมีบุคคล 3 คน ในกลุ่มคนร้ายดังกล่าวปล้นทรัพย์เอาอาวุธปืนสั้นจำนวน 1 กระบอก ราคา 20,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง ราคา 10,000 บาท กับเงินสดจำนวน 2,200 บาท ของผู้เสียหายไปด้วย และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปที่กลางซอยที่เกิดเหตุเพื่อรอรับนางอรวีณ์ไปดื่มสุราด้วยกันตามนัดหมายไว้ และขณะที่ผู้เสียหายยืนรอนางอรวีณ์อยู่นั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร ได้จ้องมองผู้เสียหายแล้วเดินผ่านผู้เสียหายไปหาชายอีก 2 คน ซึ่งนั่งอยู่ที่สนามฟุตบอลห่างจากผู้เสียหายประมาณ 70 เมตร ผู้เสียหายจึงเดินไปถามชายทั้งสามคนดังกล่าวว่า "ทำอะไรกัน" ชายทั้งสามคนตอบว่า "หาของอยู่" ผู้เสียหายจึงเดินกลับมาทางเดิม ในขณะที่ผู้เสียหายเดินหันหลังอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งทราบภายหลังว่าชื่อนายตึ๋งเข้ามาล็อคคอผู้เสียหายทางด้านหลัง เมื่อผู้เสียหายหันหน้ากลับไป นายตึ๋งใช้อาวุธปืนลูกโม่จี้ที่หน้าอกผู้เสียหาย ในขณะที่ผู้เสียหายแย่งอาวุธปืนกับนายตึ๋ง ผู้เสียหายล้วงเอาอาวุธปืนของผู้เสียหายออกมา นายชัยเข้ามาแย่งอาวุธปืนของผู้เสียหายไป ชายอีกคนหนึ่งชื่อนายเอวิ่งเข้ามาทางด้านหลังผู้เสียหายพร้อมกับกระชากคอเสื้อผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลง ผู้เสียหายได้ยินชายทั้งสามคนดังกล่าวเรียกพวกเข้ามาอีก 3 คน ซึ่งผู้เสียหายทราบในภายหลังว่าชื่อนายออมจำเลยคดีนี้ กับนายติและนายเอิญ จำเลยกับพวกดังกล่าวได้รุมเตะต่อยผู้เสียหาย แล้วนายชัยเอาอาวุธปืนของผู้เสียหายไป นายตึ๋งเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป ส่วนนายติเอากระเป๋าสะพายซึ่งมีเงินสดบรรจุอยู่จำนวน 2,200 บาท ของผู้เสียหายไป โดยโจทก์มีนางอรวีณ์หรืออ้อ นัยสำราญ เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานกับน้องสาวคือนางสาวอรพินท์ แก้วน้อย ออกจากบ้านในซอยที่เกิดเหตุ จะไปพบผู้เสียหายที่ปากซอยที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกันไว้ เมื่อพยานกับนางสาวอรพินท์เดินมาถึงกลางซอยที่เกิดเหตุ พบผู้เสียหายนอนอยู่บนพื้นและมีวัยรุ่น 5 ถึง 6 คน กำลังรุมกระทืบผู้เสียหาย วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวมีนายตึ๋ง นายชัย นายเอิญ นายออมจำเลยกับนายสันติและอีกคนหนึ่งซึ่งพยานจำชื่อไม่ได้โดยพยานเห็นนายตึ๋งถืออาวุธปืนของผู้เสียหายอยู่ในมือด้วย พยานจึงพูดว่า "อย่าทำพี่มานพ" นายตึ๋งจ้องอาวุธปืนมาที่หน้าผากของพยานในระยะห่างประมาณ 1 คืบ และพูดว่า "มึงไปเลยนะ ไปเลย" พยานจึงวิ่งออกไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าปากซอยที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งเหตุแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนนางสาวอรพินท์ยังอยู่กับผู้เสียหาย หลังจากโทรศัพท์เสร็จพยานวิ่งกลับมาหาผู้เสียหาย ปรากฏว่ากลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวหลบหนีไปหมดแล้ว พยานจึงวิ่งออกไปที่ปากซอยที่เกิดเหตุเรียกรถยนต์แท็กซี่มารับผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวอรพินท์แก้วน้อย เป็นประจักษ์พยานเบิกความอีกว่า ขณะเกิดเหตุพยานเห็นคนร้ายจำนวน 6 คน รุมกระทืบผู้เสียหายซึ่งหมอบอยู่กับพื้นโดยคนร้ายดังกล่าวมีนายตึ๋ง นายชัย นายเอ นายเอิญ นายติ และนายออมจำเลยคดีนี้ เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามต่างก็เบิกความยืนยันตรงกันว่า กลุ่มคนร้ายที่รุมทำร้ายผู้เสียหายมีจำเลยรวมอยู่ด้วย และได้ความจากคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าสาธารณะ แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าหลอดไฟฟ้าสาธารณะดังกล่าวเป็นหลอดกลม นางอรวีณ์เบิกความว่า เป็นหลอดนีออนส่วนนางสาวอรพินท์เบิกความว่า เป็นหลอดไฟนีออนสว่างจะเป็นหลอดสั้นหรือหลอดยาวพยานไม่ได้สังเกตก็เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียด ไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญของเรื่องแสงไปตามที่จำเลยฎีกาและจากร่องรอยบาดแผลของงผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่อยู่บริเวณใบหน้าก็เป็นเหตุผลที่ชี้ให้เห็นว่าคนร้ายน่าจะมองเห็นผู้เสียหายได้ถนัด จึงน่าเชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุจะต้องมีแสงไฟฟ้าจากหลอดไฟสาธารณะส่องสว่างมองเห็นกันได้ชัดเจนในระยะใกล้ซึ่งคนที่รู้จักกันหรือเคยเห็นกันมาก่อนจะสามารถจดจำกันได้จริง ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายเคยเห็นหน้าชายคนร้ายทั้งหกคนมาก่อนโดยเห็นชายคนร้ายดังกล่าวนั่งดื่มสุราและผู้เสียหายเข้าไปตักเตือนเนื่องจากก่อความรำคาญ ในชั้นชี้ตัวผู้ต้องหาก็ปรากฏว่าผู้เสียหายสามารถชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้ายได้ถูกต้อง ตามบันทึกการชี้ตัวเอกสารหมาย จ.1 ส่วนนางสาวอรพินท์ก็เบิกความว่า พยายเคยรู้จักกลุ่มคน 5 คน รวมทั้งจำเลยซึ่งอยู่ในซอยหมู่บ้านเดียวกัน สำหรับนางอรวีณ์ แม้จะมิได้เบิกความโดยชัดแจ้งว่าพยานรู้จักจำเลยกับพวกมาก่อน แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าจำเลยกับพวกเป็นคนที่อาศัยอยู่ในซอยที่เกิดเหตุ ซึ่งนายอรวีณ์รู้จักและนางอรวีณ์ก็สามารถเบิกความระบุชื่อจำเลยได้ถูกต้อง ประกอบกับได้ความตามทางพิจารณาว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ในชุมชนยายวันในตำบลที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับนางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์จริง ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่านางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนจึงน่าเชื่อว่านางอรวีณ์เคยเห็นจำเลยมาก่อนเช่นเดียวกับนางอรพินท์ ที่ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า จำคนร้ายกลุ่มดังกล่าวได้ว่ามีจำเลยรวมอยู่ด้วยจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกบวร สุภิสิงห์ ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบอีกว่า คืนเกิดเหตุเวลา 0.30 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุสุขสวัสดิ์ว่ามีเหตุปล้นทรัพย์ในซอยที่เกิดเหตุ พยานจึงเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์คือ นางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์ บุคคลทั้งสองแจ้งว่าผู้ที่ถูกทำร้ายชื่อสิบตำรวจตรีมานพ เมฆฉาย ซึ่งถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว จากการสืบสวนพยานทราบว่ากลุ่มคนร้ายมีนายสินชัย (ที่ถูกศิลปชัย) หรือออม พันธ์โพธิ์ จำเลยรวมอยู่ด้วย ต่อมาวันเดียวกันนี้เวลา 19 นาฬิกา พยานสืบทราบว่าจำเลยอยู่บ้านเลขที่ 46/15 ชุมชนยายวัน แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จึงไปเชิญตัวจำเลยมาที่สถานีตำรวจนครบาลบางมดเพื่อให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ดูตัว ปรากฏว่านางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้ายรายนี้ เพราะจำได้เนื่องจากอยู่ในชุมชนยายวันด้วยกัน พยานจึงจับกุมจำเลยดำเนินคดีตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้โดยบันทึกการจับกุมฉบับดังกล่าว ปรากฏว่านางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ชี้ให้จับกุมจำเลยไว้เป็นหลักฐานด้วย อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่า นางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์จดจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมทำร้ายผู้เสียหายจริง และได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจมาแต่ต้นว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมทำร้ายผู้เสียหาย การที่ร้อยตำรวจเอกบวรเชิญตัวจำเลยมาให้ประจักษ์พยานโจทก์ดูตัวก่อนจับกุมอย่างเป็นทางการนั้นหาเป็นข้อพิรุธที่แสดงว่าประจักษ์พยานโจทก์ไม่แน่ใจว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังที่จำเลยฎีกาไม่ แม้จะปรากฏว่าพนักงานสอบสวนเพิ่งจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2544 อันเป็นเวลาภายหลังจากจับกุมจำเลยแล้ว 11 วัน ก็ไม่ใช่ข้อที่จำเลยจะนำมาอ้างเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาได้ เพราะความล่าช้าดังกล่าวอาจสืบเนื่องมาจากพนักงานสอบสวนมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องหาในวันที่จับกุมจำเลยก็ได้ ที่จำเลยอ้างว่าการชี้ตัวผู้ต้องหาของนางสาวอรพินท์ตามบันทึกผลการชี้ตัวผู้ต้องหาและภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.3 มีข้อพิรุธ ไม่ถูกต้องโดยจำเลยอ้างเหตุผลต่างๆ ดังที่จำเลยกล่าวมาในฎีกาโดยละเอียดนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่านางสาวอรพินท์รู้จักจำเลยมาก่อน นางสาวอรพินท์ย่อมจดจำจำเลยได้ ไม่จำต้องอาศัยบันทึกผลการชี้ตัวผู้ต้องหาและภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้อีก ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าในการชี้ตัวผู้ต้องหาของผู้เสียหายตามบันทึกผลการชี้ตัวผู้ต้องหาและภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 ไม่น่าเชื่อถือเพราะในจำนวนผู้ถูกชี้ตัวทั้งหกคนมีจำเลยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เจ้าพนักงานตำรวจจัดให้มีการสวมเสื้อทับไว้ในกางเกงให้เป็นที่สังเกตุ ผิดไปจากบุคคลอื่นอีก 5 คน เพียงแต่มีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนบอกผู้ทำการชี้ตัวถึงการแต่งกายของจำเลย พยานย่อมชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยคาดคะแนเอาเอง เพราะตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เช่นที่จำเลยอ้างเกิดขึ้น และที่จำเลยฎีกาอ้างว่าตามภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาหมาย จ.1 แผ่นที่ 3 ผู้เสียหายปล่อยแขนทั้งสองข้างแนบลำตัวและหันหน้ามาทางกล้องถ่ายรูปโดยไม่มีลักษณะบ่งบอกให้เห็นว่ามีการชี้ตัวจำเลยนั้น เห็นว่า ในการดำเนินการชี้ตัวผู้ต้องหากรณีนี้ พนักงานสอบสวนได้จัดให้จำเลยยืนปะปนกับบุคคลอื่นอีก 5 คน โดยแต่ละคนจะถือกระดาษเขียนหมายเลขต่างๆ ไว้ การชี้ตัวผู้ต้องหากรณีนี้ผู้เสียหายจึงอาจแจ้งด้วยวาจาแก่พนักงานสอบสวนว่าบุคคลถือหมายเลขใดเป็นคนร้ายโดยไม่จำต้องใช้มือชี้ตัวผู้ต้องหาก็ได้ ภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาดังกล่าวจึงหาเป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยอ้างไม่ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้เสียหาย นางอรวีณ์และนางสาวอรพินท์ประจักษ์พยานโจทก์ต่างก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะสมคบกันมาให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือเบิกความต่อศาลเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่านางอรวีณ์และนางนาวอรพินท์ประจักษ์พยานโจทก์มาถึงที่เกิดเหตุหลังจากกลุ่มคนร้ายหลบหนีไปแล้ว ไม่เห็นคนร้ายนั้น เป็นฎีกาที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนไม่อาจรับฟังได้ จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าว จึงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ร่วมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.7 พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ส่วนปัญหาว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันหรือไม่นั้น ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีประพันธ์ ผาแก้วมณี เจ้าพนักงานแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายพยานโจทก์ว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายได้รับอันตรายแก่กายเป็นบาดแผลที่ศีรษะ 3 แผล ใบหน้าฟกช้ำทั่ว บวม ตาทั้งสองข้างฟกช้ำบวมรอบขอบตา มีเลือดคั่งใต้เยื่อบุตาขาว หน้าอกขวามีแผลถลอก มีรอยฟกช้ำแถบไหปลาร้าซ้าย มือขวาบวม จากภาพรังสีบริเวณศีรษะ ทรวงอกและมือขวา พบว่ากระดูกโหนกแก้มขวาหัก ผู้เสียหายนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2544 และมีความเห็นว่า ต้องใช้เวลารักษาเกินกว่ายี่สิบเอ็ดวัน ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.7 ส่วนผู้เสียหายเบิกความเพียงว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการถูกทำร้ายต้องใช้เวลารักษา 21 วัน จึงหายเป็นปกติโดยผู้เสียหายมิได้เบิกความให้เห็นว่า ผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อย่างไรบ้าง ลำพังกระดูกโหนกแก้มขวาหัก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายที่ต้องใช้เวลารักษาเกิน 21 วัน ก็เป็นเรื่องการรักษาบาดแผลให้หายเป็นปกติเท่านั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่า หลังเกิดเหตุแล้ว 11 วัน ผู้เสียหายได้ไปชี้ตัวผู้ต้องหาที่สถานีตำรวจนครบาลบางมดตามภาพถ่ายหมาย จ.1 ตามภาพถ่ายดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีการเข้าเฝือกที่ใบหน้าผู้เสียหาย และผู้เสียหายมีสภาพปกติดีพยานหลักฐานโจทก์ในข้อนี้จึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อันจะถือเป็นอันตรายสาหัส ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) คดีคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดตามมาตรา 295 เท่านั้น แม้ปัญหาข้อนี้จะยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ และฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมายเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 ทั้งนี้โดยเทียบเคียงแบบอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2535 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก โจทก์ นายบุญส่ง ประเสริฐพันธ์ กับพวก จำเลย สำหรับปัญหาว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันปล้นทรัพย์ตามคำฟ้องของผู้เสียหายไปด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าจำเลยกับพวกมิได้ลงมือใช้กำลังประทุษร้ายและเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปทันทีที่พบผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายเป็นฝ่ายเดินจากจุดที่ยืนรอนางอรวีณ์ไปหาพวกของจำเลย 3 คน ที่สนามฟุตบอลซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 70 เมตร และสอบถามพวกของจำเลยว่า "ทำอะไรอยู่" จึงถูกพวกของจำเลยทำร้ายและได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทอนุวัฒน์ เจริญพร พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ผู้เสียหายไปถึงที่เกิดเหตุเวลา 23.30 นาฬิกา แต่เวลาเกิดเหตุคือเวลา 0.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกบวรผู้จับกุมจำเลยพยานโจทก์ว่า จากการสืบสวนของพยานทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดในซอยที่เกิดเหตุเพื่อรอรับนางอรวีณ์ เมื่อจอดรถแล้วผู้เสียหายได้เดินเข้าไปถามกลุ่มจำเลยว่า บ้านนางอรวีณ์อยู่ที่ไหน จึงถูกกลุ่มจำเลยทำร้าย กับคดียังได้ความจากบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 ของพันตำรวจโทอนุวัฒน์พนักงานสอบสวนว่า ในคืนเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุเวลาระหว่าง 1.30 นาฬิกา ถึง 2 นาฬิกา และมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าคนร้ายอาจเกิดความโกรธแค้นผู้เสียหายที่มาติดพันหญิงสาวภายในซอยที่เกิดเหตุจึงได้ทำร้ายผู้เสียหายยิ่งกว่านั้งยังปรากฏว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกับพวกทำร้ายอย่างรุนแรง และระหว่างจำเลยกับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายอยู่นั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดขู่เข็ญเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นทรัพย์ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยกับพวก ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายได้ต่อสู้ขัดขวางมิให้พวกของจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปแต่อย่างใด หากจำเลยกับพวกประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรกก็ไม่น่าจะรุมทำร้ายผู้เสียหายอย่างรุนแรงถึงเพียงนั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายก็ได้ความแต่เพียงว่า เมื่อผู้เสียหายล้วงอาวุธปืนของผู้เสียหายออกมาก็ถูกนายชัยพวกของจำเลยแย่งเอาไปโดยขณะนั้นจำเลยยังมิได้เข้ามาร่วมรุมทำร้ายผู้เสียหายและไม่ปรากฏว่าจำเลยอยู่ ณ ที่ใด ขณะที่นายตึ๋งกับนายติเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋าสะพายซึงมีเงินสดบรรจุอยู่จำนวน 2,200 บาท ของผู้เสียหายไปตามที่ผู้เสียหายอ้างนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ใดที่ส่อในทางว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจกับพวกของจำเลยให้กระทำดังกล่าวด้วย ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของนางสาวอรพิณท์ประจักษ์พยานโจทก์ว่า ก่อนหลบหนี้จำเลยกับพวกได้ช่วยกันทำลายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแทนที่จะเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วย ดังนี้ ตามรูปเรื่องที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะร่วมกับพวกเอาทรัพย์ตามคำฟ้องของผู้เสียหายไปด้วยหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อนี้ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแต่แรก คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาแต่แรกที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 เท่านั้น แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสมาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายสาหัส แต่จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสุดท้าย ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้อง นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คดีนี้จะฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซ้ำกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ของจำเลยในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อน จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิ่มโทษตามมาตรา 92 มาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4673/2536 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์ นายพิสิทธิ์หรือเอ๋ ศรสิทธิ์ กับพวก จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม และเพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 2 ปี และให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 32,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 92 ม. 93 ม. 295 ม. 297 ม. 340 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 215 ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศิลปชัยหรือออม พันธ์โพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2548
#269490
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้จะมีการสืบพยานบุคคลของโจทก์และจำเลยเพียงฝ่ายละ 1 ปาก แต่จำเลยได้ฟ้องแย้งไว้ด้วย คดีมีทุนทรัพย์ตามคำฟ้องจำนวน 1,883,931.97 บาท และทุนทรัพย์ตามคำฟ้องแย้งจำนวน 994,076.66 บาท ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทนายความตามอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ขั้นสูงร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความจำนวน 40,000 บาท นั้น ไม่ถือว่าสูงเกินไป

โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ซึ่งหากจำเลยจะชำระหนี้เป็นเงินไทยก็ได้ แต่การเปลี่ยนเงินต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้องเท่ากับการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปกว่าคำฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หนี้เงินต่างประเทศสกุลฟรังก์ฝรั่งเคสที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระแก่โจทก์ตามคำฟ้องเป็นเงินตราของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรป ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าวจึงเห็นสมควรกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย

หากในเวลาใช้เงินจริงนั้นเงินฟรังก์ฝรั่งเคสเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินฟรังก์ฝรั่งเคสที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้นโดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริง และคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทย โจทก์ได้จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยหลายรายการซึ่งจำเลยได้รับสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้ส่งใบเรียกเก็บเงินค่าสินค้าและค่าขนส่งรวมเป็นเงินจำนวน 477,847 ฟรังก์ฝรั่งเศส แก่จำเลย แต่เมื่อครบกำหนดชำระเงินค่าสินค้าและค่าขนส่งแล้วจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระอยู่เป็นเงินจำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 314,512.85 ฟรังก์ฝรั่งเศส พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 161,000 ฟรังก์ฝรั่งเศส และให้โจทก์รับเอาสินค้านาฬิกาจำนวน 205 เรือน คืนไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 314,512.85 ฟรังก์ฝรั่งเศส พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากชำระเป็นเงินบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยค้างชำระราคาสินค้าแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ตามพยานหลักฐานของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ได้จัดส่งสินค้าให้แก่จำเลยหลายรายการ และได้ส่งใบเรียกเก็บเงินราคาสินค้ากับค่าขนส่งเป็นเงิน 477,847 ฟัรังก์ฝรั่งเศส จากจำเลย ซึ่งเมื่อครบกำหนดชำระแล้วจำเลยได้ชำระราคาสินค้าให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระอยู่เป็นเงิน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยได้ใช้จ่ายเงินในการโฆษณาไปจำนวน 273,715 ฟรังก์ฝรั่งเศส ซึ่งโจทก์ตกลงช่วยจ่ายค่าโฆษณากึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 190,000 ฟรังก์ฝรั่งเศส นั้น โจทก์นำสืบว่า จำเลยไม่ส่งหลักฐานแสดงค่าโฆษณาแก่โจทก์ตามที่โจกท์ทวงถาม และจำเลยมีนายศักดิ์ชัย ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ดำเนินการโฆษณาโดยแผ่นพับและลงโฆษณาในนิตยสารบางฉบับ และจำเลยได้ส่งใบเรียกเก็บเงินแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 273,715 ฟรังก์ฝรั่งเศส โดยในชั้นพิจารณานี้ไม่ปรากฏรายละเอียดและหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้จ่ายเงินไปเป็นจำนวนดังกล่าวนั้นจริง จึงเชื่อได้ว่า จำเลยมิได้นำส่งเอกสารหลักฐานรายละเอียดค่าใช้จ่ายการโฆษณาให้แก่โจทก์แต่อย่างใดพยานหลักฐานของจำเลยเลื่อนลอย ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยจ่ายเงินค่าโฆษณาจำนวนดังกล่าวและปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงกับโจทก์ครบถ้วนอันจะมีสิทธินำค่าโฆษณาจำนวนไม่เกิน 190,000 ฟรังก์ฝรั่งเศส มาหักจากราคาสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์ได้ และที่จำเลยนำสืบโดยมีนายศักดิ์ชัยเป็นพยานเบิกความว่า... จำเลยยังคงมีหนี้ค้างชำระต่อโจทก์ 199,464 ฟรังก์ฝรั่งเศส เท่านั้น มิใช่ค้างชำระราคาสินค้าจำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส ดังที่โจทก์นำสืบนั้น ได้ความจากนายแบร์นาร์ ลาฟง พยานโจทก์ว่า ยอดเงินจำนวน 199,464 ฟรังก์ฝรั่งเศส นั้น เป็นข้อเสนอของโจทก์ที่มีเงื่อนไขว่า โจทก์จะหักค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสำหรับปี 2540 ให้จนเหลือเป็นยอดเงินดังกล่าวต่อเมื่อจำเลยส่งหลักฐานการใช้จ่ายค่าโฆษณาให้โจทก์ และจำเลยต้องชำระยอดเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทันที แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งข้อเสนอดังกล่าวของโจทก์แต่อย่างใด ข้อเสนอดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์อีก โดยนายแบร์นาร์ ลาฟง เบิกความยืนยันต่อไปอีกว่า สัญญาระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า จำเลยต้องจัดหาเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเพื่อขอรับการชำระค่าโฆษณาด้วย ไม่ใช่เงื่อนไขของโจทก์ฝ่ายเดียวดังอุทธรณ์ของจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงในการนำค่าใช้จ่ายในการโฆษณามาหักชำระราคาสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าโฆษณาออกจากค่าสินค้าที่ค้างชำระและยังคงเป็นหนี้ค้างชำระราคาสินค้าตามจำนวนที่คิดคำนวณไว้ก่อนมีข้อเสนอของโจทก์ที่จะยอมให้หักค่าโฆษณา คือ จำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิคืนและขอรับชำระราคาสินค้าคงเหลือจากโจทก์หรือไม่ จากพยานหลักฐานของจำเลยได้ความจากนายศักดิ์ชัยว่าจำเลยยังไม่ได้คืนนาฬิกาจำนวน 205 เรือน แก่โจทก์ เพราะกรมศุลกากรประเทศไทยแจ้งว่า ต้องถอดถ่านนาฬิกาออกก่อนส่งไปต่างประเทศ และโจทก์ปฏิเสธการรับคืนโดยไม่มีหลักฐานการปฏิเสธของโจทก์ นายแบร์นาร์ ลาฟง พยานโจทก์เบิกความว่าไม่ทราบถึงการปฏิเสธการรับคืนนาฬิกา และยืนยันว่า หากในขณะนั้นจำเลยส่งนาฬิกาคืนโจทก์จะรับไว้ เพราะเป็นข้อเสนอของโจทก์ แต่มีเงื่อนไขว่า จำเลยต้องชำระราคาสินค้าส่วนที่เหลือภายใน 30 วัน ด้วย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และพยานหลักฐานของจำเลยไม่ได้ความว่าจำเลยได้ขอชำระราคาสินค้าคงเหลือตามเงื่อนไขนั้นแก่โจทก์ด้วยแต่อย่างใด โดยนาฬิกาจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในครอบครองของจำเลยตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นเวลาประมาณ 4 ปี และไม่ได้ความว่าจำเลยได้ดำเนินการอื่นใดอีกเพื่อคืนนาฬิกาหรือชำระราคาสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงในการคืนนาฬิกาอีกเช่นกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิคืนและขอรับชำระราคาสินค้าคงเหลือจากโจทก์ตามคำฟ้องแย้งของจำเลย ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงินจำนวน 40,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จะมีการสืบพยานบุคคลของโจทก์และจำเลยเพียงฝ่ายละ 1 ปาก แต่คดีนี้จำเลยได้ฟ้องแย้งไว้ด้วย คดีมีทุนทรัพย์ตามคำฟ้องจำนวน 1,883,931.97 บาท และทุนทรัพย์ตามคำฟ้องแย้งจำนวน 994,076.66 บาท ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทนายความตามอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ขั้นสูงร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความจำนวน 40,000 บาท นั้น ต่ำกว่าจำนวนค่าทนายความขั้นสูงร้อยละ 5 และไม่ถือว่าสูงเกินไป ไม่มีเหตุที่ควรแก้ไขแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศเป็นต้นเงินจำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส กับดอกเบี้ย ซึ่งหากจำเลยจะชำระหนี้เป็นเงินไทยก็ได้ แต่การเปลี่ยนเงินต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง อันจะมีผลให้ในขณะที่จำเลยชำระเงินหรือมีการบังคับคดีเพื่อให้ได้เงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินบาทนั้นจำนวนเงินบาทที่มีการนำมาชำระดังกล่าวสามารถแลกกลับเป็นเงินต่างประเทศในขณะนั้นได้เท่ากับจำนวนเงินตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษากำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้อง ซึ่งหากอัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้อง เงิน 1 ฟรังก์ฝรั่งเศส แลกเป็นเงินบาทได้เป็นจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาชำระเงินจริง ก็จะมีผลให้จำเลยต้องชำระหนี้ด้วยเงินบาทตามคำพิพากษาดังกล่าวสูงกว่าจำนวนเงินบาทที่ควรต้องชำระในขณะใช้เงินจริง ซึ่งจะมีผลให้จำนวนเงินบาทที่ชำระโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามคำพิพากษานี้ แลกกลับเป็นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสในขณะที่มีการชำระหนี้จริงสูงกว่าจำนวนเงินฟังก์ฝรั่งเศสตามคำขอบังคับของโจทก์ จึงเท่ากับเป็นการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปกว่าคำฟ้อง จึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้โดยต้องไม่ทำให้จำเลยต้องรับผิดเกินกว่าคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ และเนื่องจากหนี้เงินต่างประเทศสกุลฟรังก์ฝรั่งเศสที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระแก่โจทก์ตามคำฟ้องเป็นเงินตราของประเทศสาธารณรัฐฝรังเศส ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรปซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 314,512.85 ฟรังก์ฝรั่งเศส พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,047 ฟรังก์ฝรั่งเศส นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหากจำเลยจะชำระหนี้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินบาทให้ชำระด้วยเงินบาทที่คิดคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินบาท ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนที่คิดโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่หากในเวลาใช้เงินจริงนั้นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้วให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้นโดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริงและคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และในกรณีนี้หากจำเลยจะชำระด้วยเงินไทยก็ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลที่ใช้แทนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสนั้นเป็นเงินบาท ณ สถานที่และเวลาใช้เงินจริง แต่จำนวนเงินบาทดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนที่คิดโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคริสติออง แบร์นาร์ ดิฟฟูซิออง จำกัด
จำเลย — บริษัทเบนนิสัน ว๊อช จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2548
#269521
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 45 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกมีฝาปิดอยู่ในกระเป๋าถือภายในบ้านของจำเลย และจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ส่วนคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ประกอบกับโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ใครด้วยวิธีการอย่างไร ใครเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยบ้าง ทั้งการที่โจทก์อ้างว่าได้มีการตรวจปัสสาวะของจำเลยแล้วไม่พบสารเสพติด ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่จะเชื่อมโยงบ่งชี้ได้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีน แต่เป็นผู้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงดังฟ้อง เมื่อพยานโจทก์ยังคงมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยมีเมทเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงหรือไม่ ศาลชอบที่จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง และฟังลงโทษจำเลยได้เพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2524 (ที่ถูก พ.ศ.2522) มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ให้จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 45 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกมีฝาปิดอยู่ในกระเป๋าถือภายในบ้านของจำเลย และจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ก็ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ส่วนคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนก็เป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ใครด้วยวิธีการอย่างไร ใครเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยบ้าง โจทก์คงมีสิบตำรวจเอกสุพล ทุมสิงห์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดนครราชสีมา พยานผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่า ได้สืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนจับกุมจำเลยประมาณ 1 เดือน เคยให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยหลายครั้งแต่ไม่สามารถล่อซื้อได้ ซึ่งเป็นการขัดแย้งกันอยู่ในตัว หากจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง การติดต่อล่อซื้อจากจำเลยก็น่าจะกระทำได้ เพราะสิบตำรวจเอกสุพลเบิกความต่อไปว่าจำเลยยังคงนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้พวกกรรมกรในโรงงานอีกหลายครั้งสายลับไม่สามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยได้ จึงเป็นข้อพิรุธสงสัย ทำให้พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แม้โจทก์จะอ้างว่าได้มีการตรวจปัสสาวะของจำเลยแล้วไม่พบสารเสพติด ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่จะเชื่อมโยงบ่งชี้ให้ฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิจารณาให้ได้ความจริงโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงดังฟ้อง แต่เมื่อพยานโจทก์ดังได้วินิจฉัยมายังคงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และฟังลงโทษจำเลยเพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นางสมควร จงเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2548
#267770
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งหมายถึงต้องเป็นข้อสำคัญฝนคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยเบอกคำเบิกความอันเป็นเท็จนั้น

คดีแพ่งซึ่งโจทก์ถูก ท. ฟ้องเรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ท. ชนะคดีโดยอาศัยพยานเอกสารในคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของพยานบุคคลเพียงแต่นำมารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น และวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าโดยมิได้นำคำเบิกความของจำเลยมาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความที่จำเลยเบิกความจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดีไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 เวลากลางวันจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2008/2541 หมายเลขแดงที่ 1189/2544 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนางทุเรียน ทองกำพร้า โจทก์ นางวิไล ทองกำพร้า จำเลย ว่าจำเลยได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร ใช้ชื่อบัญชีเป็นชื่อจำเลย มีเงื่อนไขในการเปิดบัญชีคือจำเลยหรือโจทก์เป็นผู้เบิกเงินจากบัญชีได้ เงินในบัญชีดังกล่าวเป็นของนางทุเรียนโจทก์ในคดีแพ่งที่กล่าวข้างต้น ถ้าจะเบิกเงินออกมาใช้จะต้องได้รับความยินยอมจากนางทุเรียนก่อนซึ่งข้อความที่จำเลยเบิกต่อศาลว่า "ถ้าจะเบิกเงินออกมาใช้จะต้องได้รับคงามยินยอมจากนางทุเรียนก่อน" เป็นข้อความเท็จจริงความจริงโจทก์จำเลยได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสอยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลากล่า 33 ปี มีบุตรด้วยกัน 3 คน มีทรัพย์สินเงินทองที่โจทก์จำเลยร่วมกันทำมาหากินและจากการขายที่ดินของโจทก์จำนวนมาก แต่เนื่องจากโจทก์มีการศึกษาน้อยได้ยกย่องให้จำเลยซึ่งเป็นสามีเป็นผู้นำครอบครัว โจทก์จึงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด ในการเปิดบัญชีตามที่จำเลยเบิกความนั้น ไม่มีเงื่อนไขในการสั่งจ่ายว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากนางทุเรียนก่อน คำเบิกความเท็จดังกล่าวของจำเลยถือเป็นข้อสำคัญในคดีและทำให้ศาลเชื่อว่ามีเงื่อนไขในการเบิกถอนเงินดังกล่าว จึงพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้คดีต้องรับผิดชดใช้เงินคืนแก่นางทุเรียน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตใหฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันและได้ร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร โดยเปิดบัญชีเป็นเงิน 500 บาท มีเงื่อนไขว่าคนใดคนหนึ่งสามารถถอนเงินจากบัญชีได้ ตามคำขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาโจทก์ถูกนางทุเรียน ทองกำพร้า ผู้เป็นมารดาของจำเลยฟ้องเรียกเงินคืนโดยอ้างว่าโจทก์ได้ถอนเงินในบัญชีดังกล่าวซึ่งเป็นเงินของนางทุเรียนไป และจำเลยเบิกความเป็นพยานฝ่ายนางทุเรียนว่าเงินในบัญชีดังกล่าวเป็นของนางทุเรียนถ้าจะเบิกเงินออกมาใช้จะต้องได้รับความยินยอมจากนางทุเรียนก่อนต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่นางทุเรียนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1189/2544 ของศาลชั้นต้นคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่เก็นว่า ในความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นั้น ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีจึงจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จซึ่งหมายถึงต้องเป้นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จเท่านั้น แต่ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2008/2541 หมายเลขแดงที่ 1189/2544 ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ถูกนางทุเรียนฟ้องเรียกเก็บเงินคืนนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางทุเรียนผู้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวชนะคดีโดยอาศัยพยานเอกสารในคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของพยานบุคคลนั้นเพียงแต่นำมารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น และวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าโดยมิได้นำคำเบิกความของจำเลยนี้ที่ว่า ถ้าจะเบิกเงินออกมาใช้จะต้องได้รับความยินยอมจากนางทุเรียนก่อน มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกันข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวจึงไม่ใช้ข้อความสำคัญในคดีไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีที่โจทก์อ้างมาในฎีกาก็สนับสนุนข้อวินิจฉัยดังกล่าวหาใช่สนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ตามที่อ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล ทองกำพร้า
จำเลย — นายวิไชย ทองกำพร้า
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2548
#269491
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 นั้น ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีจึงจะเป็นความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งหมายถึงต้องเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จนั้น แต่ตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ถูก ท. ฟ้องเรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ท. ผู้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวชนะคดีโดยอาศัยพยานเอกสารในคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของพยานบุคคลนั้น เพียงแต่นำมารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น และวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าโดยมิได้นำคำเบิกความของจำเลยนี้มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันและได้ร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร โดยเปิดบัญชีเป็นเงิน 500 บาท มีเงื่อนไขว่าคนใดคนหนึ่งสามารถถอนเงินจากบัญชีได้ ตามคำขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาโจทก์ถูกนางทุเรียน ทองกำพร้า ผู้เป็นมารดาของจำเลยฟ้องเรียกเงินคืนโดยอ้างว่าโจทก์ได้ถอนเงินในบัญชีดังกล่าว ซึ่งเป็นเงินของนางทุเรียนไปและจำเลยเบิกความเป็นพยานฝ่ายนางทุเรียนว่าเงินในบัญชีดังกล่าวเป็นของนางทุเรียนถ้าจะเบิกเงินออกมาใช้จะต้องได้รับความยินยอมจากนางทุเรียนก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่นางทุเรียนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1189/2544 ของศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า ในความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นั้น ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดีจึงจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ซึ่งหมายถึงต้องเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จนั้น แต่ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2008/2541 หมายเลขแดงที่ 1189/2544 ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ถูกนางทุเรียนฟ้องเรียกเงินคืนนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางทุเรียนผู้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวชนะคดีโดยอาศัยพยานเอกสารในคดีเป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของพยานบุคคลนั้น เพียงแต่นำมารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น และวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าโดยมิได้นำคำเบิกความของจำเลยนี้ที่ว่าถ้าเบิกเงินออกมาใช้จะต้องได้รับความยินยอมจากนางทุเรียนก่อน มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีที่โจทก์อ้างมาในฎีกาก็สนับสนุนข้อวินิจฉัยดังกล่าว หาใช่สนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ตามที่อ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล ทองกำพร้า
จำเลย — นายวิไชย ทองกำพร้า
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 554/2548
#269558
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายและผู้ตายมาก่อนก็ตาม แต่ได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายเคยเป็นสามีภริยากัน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 5 เดือน จำเลยและผู้เสียหายได้หย่าร้างกัน ผู้เสียหายได้แต่งงานอยู่กินกับผู้ตาย ภายหลังหย่าร้างจำเลยเคยไปขอคืนดีกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอมพฤติการณ์ที่จำเลยพกพาอาวุธมีดไปนั่งรอที่บริเวณที่เกิดเหตุก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานาน จำเลยมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิด แล้วจำเลยบุกรุกตรงเข้าไปใช้มีดฟันและแทงผู้ตายและผู้เสียหายในทันที โดยมิได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่ผู้เสียหายนำไม้ของจำเลยไปสร้างบ้านหรือเรื่องที่ผู้เสียหายให้บุตรออกจากโรงเรียนทั้งหมด ตลอดถึงเรื่องที่จำเลยยอมหย่ากับผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายยอมให้จำเลยอยู่ด้วยกันตามปกติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนแล้ว จำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 50 เซนติเมตร แทงนายพงษ์เพชร แสงสว่าง ผู้ตายกับนางทองศรี นามวิชัย ผู้เสียหายหลายครั้งโดยมีเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เหตุเกิดที่ตำบลป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี วันที่ 31 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80

จำเลยให้การรับว่าฆ่าผู้ตายและทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) กับ 289 (4) ประกอบด้วยมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (4) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำรับชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 แล้ว คงจำคุกจำเลย 25 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมนางทองศรี นามวิชัย ผู้เสียหายเป็นภริยาตามกฎหมายของจำเลยและเพิ่งหย่าขาดจากกันก่อนเกิดเหตุประมาณ 5 เดือน ต่อมาผู้เสียหายแต่งงานอยู่กินกับนายพงษ์เพชร แสงสว่าง ผู้ตาย พักอาศัยอยู่ที่บ้านไม่มีเลขที่หมู่ที่ 1 ตำบลป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงผู้ตายและผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ในขณะที่ผู้ตายและผู้เสียหายนอนหลับอยู่ในบ้านดังกล่าว จนผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่าตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ความว่า เรื่องที่จำเลยจะไปพูดคุยกับผู้เสียหายนั้นมิใช่มีแต่เรื่องที่ผู้เสียหายนำเสาไม้ไปปลูกบ้านอยู่กับผู้ตายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องผู้เสียหายให้บุตรที่เกิดระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายออกจากโรงเรียนทั้งหมด และเรื่องที่จำเลยยอมหย่ากับผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายยอมให้จำเลยอยู่ด้วยกันตามปกติ แต่ผู้เสียหายกลับไปมีสามีใหม่ ซึ่งก่อนเกิดเหตุจำเลยได้หาซื้อมีดจากร้านแผงลอยในตลาดสดอำเภอสวนผึ้งไปด้วย และได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกมานิตย์ พยานโจทก์ว่า การตรวจบริเวณป่าละเมาะหลังบ้านผู้เสียหายพบเศษยากันยุงกับเศษก้นบุหรี่ กับได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทอิทธิพล ฤทธิ์เจริญ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เมื่อถึงบ้านผู้เสียหายจำเลยไปนั่งรออยู่บริเวณริมคลองห่างจากบ้านประมาณ 20 เมตร และได้จุดยากันยุงกับสูบบุหรี่ใบจาก ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 1.30 นาฬิกา หากจำเลยประสงค์จะไปเจรจากับผู้เสียหาย เมื่อถึงบ้านผู้เสียหาย จำเลยก็ควรจะเข้าไปพูดคุยทันทีหรือรอถึงวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยกลับรอให้ผู้ตายกับผู้เสียหายนอนหลับก่อนจึงลักลอบเข้าไป และใช้อาวุธมีดที่มีติดตัวไปแทงผู้ตายทันที แม้จำเลยจะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายและผู้ตายมาก่อนก็ตาม แต่ได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายเคยเป็นสามีภริยากัน ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายได้หย่าร้างกัน ภายหลังหย่าร้างจำเลยเคยไปขอคืนดีกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม พฤติการณ์ที่จำเลยพกพาอาวุธมีดไปนั่งรอที่บริเวณที่เกิดเหตุก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานาน จำเลยมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิด แล้วจำเลยบุกรุกตรงเข้าไปใช้มีดฟันและแทงผู้ตายและผู้เสียหายในทันที โดยมิได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่ผู้เสียหายนำไม้ของจำเลยไปสร้างบ้านหรือเรื่องที่ผู้เสียหายให้บุตรออกจากโรงเรียนทั้งหมดตลอดถึงเรื่องที่จำเลยยอมหย่ากับผู้เสียหาย แล้วผู้เสียหายยอมให้จำเลยอยู่ด้วยกันตามปกติ แสดงให้เห็นว่า จำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายควงหรือดวง วิเศษสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2548
#269488
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 20,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจกท์ประมาณ 50,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 หยุดชำระดอกเบี้ยดังกล่าว โจทก์จึงนำสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ และสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือไว้มากรอกข้อความในภายหลังเกินกว่าความเป็นจริง โดยจำเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นเอกสารปลอม ถือว่าการกู้ยืมเงินและการค้ำประกันคดีนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 1 กันยายน 2539 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่นำต้นเงินมาชำระให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อปี 2538 จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 20,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์มาตลอดเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนถึงปี 2540 จำเลยทั้งสองจึงไม่ชำระ โจทก์จึงนำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมากรอกข้อความแล้วนำมาฟ้องจำเลยทั้งสอง สัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยและต้นเงินคืนภายในวันที่ 1 กันยายน 2539 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 20,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และให้จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือในแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์จนถึงต้นปี 2550 รวมเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระอีก โจทก์จึงนำแบบพิมพ์สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมากรอกข้อความ เห็นว่า โจทก์เบิกความยอมรับว่านอกจากโจทก์มีอาชีพค้าขายแล้ว ยังให้ผู้ที่รู้จักกู้ยืมเงินและมีคดีที่โจทก์ฟ้องผู้กู้ยืมเงินต่อศาลชั้นต้นอีกประมาณ 50 คดี แสดงว่าโจทก์มีอาชีพออกเงินกู้รายใหญ่ ย่อมต้องเรียกเอาดอกเบี้ยจากผู้กู้เป็นปกติวิสัย จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะไม่เร่งรัดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญา เพราะตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 ระบุไว้ชัดว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีแก่ผู้ให้กู้ทุกเดือน นับแต่วันทำสัญญาปรากฏว่าโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดแล้ว โจทก์ก็ปล่อยปละละเลยไม่ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินเลยนับแต่วันกู้ถึงวันฟ้องคดีครั้งแรกเป็นเวลา 2 ปีเศษ หลังจากโจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวไปแล้วก็ไม่รีบดำเนินการฟ้องร้องเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่ กลับปล่อยปละละเลยต่อมาอีกจนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลารวมกันยาวนานถึง 5 ปีเศษ นอกจากเป็นการผิดวิสัยของผู้มีอาชีพออกเงินกู้รายใหญ่ที่จะต้องเร่งรัดให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ย และต้นเงินตามสัญญาโดยเคร่งครัดแล้ว ยังได้ความจากโจทก์เบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 419/2542 ของศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2051/2544 ว่าเงินที่โจทก์นำมาให้ลูกหนี้กู้ยืมนั้นโจทก์กู้ยืมมาจากธนาคาร เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จึงเป็นข้อผิดวิสัยอีกประการหนึ่งของโจทก์ที่จะยอมกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยสูงและมาปล่อยให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินโดยได้ดอกเบี้ยอัตราต่ำกว่ากันถึงร้อยละ 3 พยานหลักฐานของโจทก์จึงเป็นพิรุธไม่มีน้ำหนัก เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วพยานจำเลยทั้งสองดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 20,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ประมาณ 50,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 หยุดชำระดอกเบี้ยดังกล่าว โจทก์จึงนำสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ และสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือไว้มากรอกข้อความในภายหลังเกินกว่าความเป็นจริง โดยจำเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จึงเป็นเอกสารปลอม ถือว่าการกู้ยืมเงินและการค้ำประกันคดีนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขี้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย ตันติวัฒนเสถียร
จำเลย — นายธงชัย ไมตรีแพน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ