คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2548
#269427
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ห้อง ซึ่งตามข้อตกลงเป็นการจะซื้อที่ดินพร้อมด้วยอาคารพาณิชย์มาเป็นของโจทก์แต่เพียงผุ้เดียวมิใช่จะซื้อส่วนเพื่อเข้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเท่านั้น เพราะมีผลแตกต่างกันซึ่งต้องมีการตกลงกันเป็นพิเศษโดยชัดแจ้ง จำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลง ๆ ตามพื้นที่ของอาคารพาณิชย์ที่โจทก์จะซื้อและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่ละแปลงให้โจทก์ แต่เมื่อถึงวันนัดจดทะเบียนจำเลยมิได้แบ่งแยกที่ดินพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ไปตามนัดและมีเงินพอที่จะชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่จำเลยจะริบเงินที่โจทก์จ่ายแล้วทั้งหมดตามข้อตกลงในสัญญาได้ สัญญายังคงมีผลผูกพันให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้ตอบแทนกันอยู่ เมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ในเวลาต่อมา แต่จำเลยไม่ไปตามนัด ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (3) และมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้จากจำเลยได้ตามมาตรา 380 อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดิน พร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ห้องจากจำเลย ราคา 5,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ และชำระเงินบางส่วน รวม 520,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 4,480,000 บาท จะชำระวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่จำเลยผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงินทั้งหมดและเสียค่าปรับเป็นเงิน 1 เท่า ของเงินมัดจำแก่โจทก์ รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2538 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 68196 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ห้อง จากจำเลยในราคา 5,000,000 บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำจำนวน 180,000 บาท และได้ชำระราคาบางส่วนเป็นงวด งวดละ 68,000 บาท รวม 5 งวด เป็นเงิน 340,000 บาท รวมเป็นเงินที่ชำระแก่จำเลยแล้วจำนวน 520,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 4,480,000 บาท ตกลงจะชำระเงินกันในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลังจากจำเลยสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จแล้วจำเลยแจ้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 แต่โจทก์ไม่ยอมไปตามกำหนดนัด โดยโจทก์อ้างว่าต้องให้จำเลยแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 68196 ซึ่งเป็นแปลงรวมแปลงใหญ่ที่สร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 3 ห้อง ที่โจทก์จะซื้อก่อนเพื่อจะได้โอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ แล้วโจทก์จะได้จดทะเบียนจำนองแก่บริษัทอเมริกันอินเตอร์แอสชัวแรนท์ จำกัด ตามวัตถุประสงค์ที่โจทก์ต้องการซื้ออาคารพาณิชย์เพื่อทำเป็นสำนักงานของบริษัทดังกล่าว ซึ่งโจทก์ไม่ต้องการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของอาคารพาณิชย์แปลงอื่น และโจทก์ก็ได้แจ้งให้จำเลยทำการแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเสียก่อนวันนัดให้โจทก์ไปทำการรับโอน และแจ้งให้จำเลยทราบก่อนวันนัดแล้ว ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2539 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ในวันที่ 14 มกราคม 2540 ปรากฏว่าจำเลยไม่ไปตามนัด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่จำเลยนัด เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินที่จะชำระราคาส่วนที่เหลือการที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปทำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเป็นแปลง ๆ เพื่อโอนให้โจทก์เป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับจำเลยได้เพราะตามสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยไม่มีหน้าที่ที่จะต้องกระทำการดังกล่าว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องถูกริบเงินที่จ่ายแล้วทั้งหมดและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างข้อ 1 ระบุว่า "ผู้ขายตกลงจะขายที่ดินตามอาคารพาณิชย์ 3 ห้อง หมายเลข 7, 8, 9 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้กับผู้จะซื้อ และผู้จะซื้อตกลงจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากผู้จะขาย" และข้อ 5 ระบุว่า "หากผู้จะซื้อผิดนัดผิดสัญญาไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนรับซื้อตามกำหนดในข้อ 3 ผู้จะซื้อยอมให้ผู้จะขายริบเงินมัดจำ และเงินที่ได้ผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ได้ทันที ในทางกลับกันหากผู้จะขายผิดสัญญาไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนตามกำหนดในข้อ 3 ผู้จะขายยินยอมคืนเงินมัดจำและเงินที่ได้รับไว้แล้วทั้งหมดให้กับผู้จะซื้อทันที และผู้จะขายยอมเสียค่าปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งเท่าของเงินมัดจำให้กับผู้จะซื้ออีกโสดหนึ่งด้วย" ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการจะซื้อที่ดินพร้อมด้วยอาคารพาณิชย์ 3 ห้อง มาเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวมิใช่จะซื้อส่วนเพื่อเข้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 68196 เท่านั้น เพราะมีผลแตกต่างกันซึ่งต้องมีการตกลงกันไว้เป็นพิเศษโดยชัดแจ้ง จำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลง ๆ ตามพื้นที่อาคารพาณิชย์หมายเลข 7, 8, 9 ที่โจทก์จะซื้อและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่ละแปลงให้โจทก์ ดังนั้น เมื่อในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียน จำเลยมิได้แบ่งแยกที่ดินออกมา 3 แปลง พร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ได้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย แม้โจทก์ไม่ไปตามนัดและมีเงินพอที่จะชำระราคาส่วนที่เหลือให้จำเลยหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่จำเลยจะริบเงินที่โจทก์จ่ายแล้วทั้งหมดตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 5 ได้ สัญญาจะซื้อจะขายยังคงมีผลผูกพันให้โจทก์จำเลยต้องชำระหนี้ตอบแทนกันอยู่ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2539 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ในวันที่ 14 มกราคม 2540 ถึงวันนัดโจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ จำเลยไม่ไปตามนัด ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องคืนมัดจำแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) และโจทก์มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 5 จากจำเลยได้ตามมาตรา 380 อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 380
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉัตร เชี่ยวชาญวิศวกิจ
จำเลย — นายวีระชัย ตั้งตรงเวชกิจ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2548
#267349
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่บ้านดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง ฉะนั้น จำเลยจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินและบ้านที่ปลูกสร้างอยู่เท่านั้น เมื่อจำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ และส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์โดยรับค่าตอบแทนจากโจทก์ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยสละการครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยโอนการครอบครองให้แก่โจทก์ไปแล้วตามมาตรา 1377 และมาตรา 1378 ทั้งจำเลยยังยอมรับสิทธิของโจทก์โดยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไว้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยยึดถือครอบครองที่ดินและบ้านแทนโจทก์ เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านอีกต่อไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยา ได้ขายบ้านเลขที่ 381 ถนนสุขาสงเคราะห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี และที่ดินมือเปล่าที่ปลูกบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 96,000 บาท โดยส่งมอบบ้านและที่ดินให้โจทก์ครอบครองอย่างเจ้าของตั้งแต่ทำสัญญาซื้อขาย หลังจากที่ขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่พร้อมที่จะขนย้ายออกไป ได้ขออาศัยอยู่ในบ้านสักระยะหนึ่งก่อน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในบ้านของโจทก์ จึงให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านของโจทก์ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 381 ถนนสุขาสงเคราะห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แล้วส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพดีดังเดิม และชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่เคยขายที่ดินและบ้านเลขที่ 381 และไม่เคยส่งมอบบ้านและที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เข้าครอบครองจำเลยทั้งสองไม่เคยทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์ และไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 381 ถนนสุขาสงเคราะห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ต่อมาจำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ดังกล่าวให้แก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 และในวันเดียวกันกับที่จำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าบ้านเลขที่ดังกล่าวจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองเช่าบ้านดังกล่าวอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านที่เช่า แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยมิได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านดังกล่าวตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่บ้านเลขที่ 381 ถนนสุขาสงเคราะห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง ฉะนั้น จำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินและบ้านที่ปลูกสร้างอยู่เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ และส่งมอบการครอครองที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์โดยรับค่าตอบแทนจากโจทก์ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองสละการครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยโอนการครอบครองให้แก่โจทก์ไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และมาตรา 1378 ทั้งเมื่อจำเลยทั้งสองสละและโอนการครอบครองที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองยังยอมรับสิทธิของโจทก์โดยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไว้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ในที่ดินและบ้านที่โอนขายให้โจทก์แล้วนั้น เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินและบ้านแทนโจทก์โดยอาศัยสิทธิสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ เท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินและบ้านดีกว่าจำเลยทั้งสองนั่นเอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านอีกต่อไปจำเลยทั้งสองจึงต้องออกไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 537 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิศมัย นุรารักษ์
จำเลย — นายไพศาล ชัยแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2548
#270403
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่บ้านพิพาทปลูกสร้างอยู่บนที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง จำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สละการครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยโอนการครอบครองให้แก่โจทก์แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และมาตรา 1378 จำเลยทั้งสองยังยอมรับสิทธิของโจทก์โดยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไว้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินและบ้านแทนโจทก์โดยอาศัยสิทธิสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ เท่ากับยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินและบ้านดีกว่าจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านอีกต่อไป จำเลยทั้งสองจึงต้องออกไป โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 381 ถนนสุขาสงเคราะห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แล้วส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพดีดังเดิม และชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่เคยขายและส่งมอบบ้านและที่ดินตามฟ้องให้โจทก์เข้าครอบครอง หนังสือสัญญาซื้อขายเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสองไม่เคยทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายดังบัญญัติไว้ในมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่บ้านเลขที่ 381 ถนนสุขาสงเคราะห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง ฉะนั้นจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินและบ้านที่ปลูกสร้างอยู่เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ และส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์โดยรับค่าตอบแทนจากโจทก์ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองสละการครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยโอนการครอบครองให้แก่โจทก์ไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และมาตรา 1378 ทั้งเมื่อจำเลยทั้งสองสละและโอนการครอบครองที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองยังยอมรับสิทธิของโจทก์โดยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไว้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ในที่ดินและบ้านที่โอนขายให้โจทก์แล้วนั้น เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินและบ้านแทนโจทก์โดยอาศัยสิทธิสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ เท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินและบ้านดีกว่าจำเลยทั้งสองนั่นเอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านอีกต่อไป จำเลยทั้งสองจึงต้องออกไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1377 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิศมัย นุรารักษ์
จำเลย — นายไพศาล ชัยแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389/2548
#267343
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำรถยนต์ที่จำเลยเช่ามาให้ทำงานของจำเลยขับพาภริยาและบุตรของโจทก์ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมาก เป็นการนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในการทำงานได้ ขับไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ปฏิบัติงานนานถึง 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอรับชำระหนี้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่น ๆ อันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบโจทก์ย่อมปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ของเงินค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์ แต่พออนุโลมได้ว่าโจทก์ขอให้จ่ายดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2541 ในตำแหน่งพนักงานสโตร์ ครั้งสุดท้ายเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานเอชดับเบิลยูโอ ได้รับเงินเดือนเดือนละ 34,320 บาท เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันหยุดงานประจำปี โจทก์ขับรถยนต์กระบะโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ปต.6397 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยเช่ามาให้โจทก์ใช้ประจำตำแหน่ง พาภริยาไปเที่ยวที่อำเภอสะเอา จังหวัดสงขลา เมื่อถึงอำเภอสะเดาได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ที่โจทก์ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่แล่นสวนทางมาได้รับความเสียหายต่อมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดร้ายแรง เนื่องจากนำรถไปทำธุระส่วนตัวจนทำให้ได้รับความเสียหาย โดยให้มีผลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2546 หนังสือเลิกจ้างของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์กระทำผิดไม่ร้ายแรง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 205,920 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 68,640 บาท เงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ค่าโบนัสและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงิน 18,411.73 บาท และให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงิน 292,971 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้มีรถยนต์ประจำตำแหน่งตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด รถยนต์กระบะโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ปต.6397 กรุงเทพมหานคร เป็นรถยนต์ซึ่งจำเลยเช่ามาเพื่อใช้ในกิจการและการดำเนินงานของจำเลย โดยพนักงานรวมถึงโจทก์สามารถนำไปใช้ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นการใช้ในการทำงานของจำเลยและจะต้องใช้ระหว่างเวลาการทำงานของจำเลยในแต่ละวันโจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ไปใช้นอกเหนือจากการทำงานได้ โจทก์นำรถยนต์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายจำเลย โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยและเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนบอกกล่าวล่วงหน้าตลอดจนเงินเพิ่มแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์นำรถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยออกไปใช้ธุระส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวกับการทำงานให้จำเลย แล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย ทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ การกระทำของโจทก์เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และถือเป็นการทำผิดร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แต่จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 จำนวน 8,580 บาท โบนัสตามสัดส่วนของระยะเวลาทำงานในปี 2546 จำนวน 3,527.37 บาท และเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 9,152 บาท รวมเป็นเงิน 21,259.33 บาท หักเงินประกันสังคม 600 บาท และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2,247.60 บาท คงเหลือ 18,411.73 บาท จำเลยทำหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมรับถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 18,411.73 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 บทที่ 8 วินัยโทษทางวินัยและการพักงาน ข้อ 1.4.3 ระบุว่า "พนักงานต้องไม่นำอุปกรณ์หรือทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้นอกเหนือจากการทำงานให้แก่บริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา" เห็นว่า โจทก์ได้นำรถยนต์ที่จำเลยเช่ามาให้ทำงานของจำเลย ขับพาภริยาและบุตรของโจทก์ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมากตามภาพถ่ายหมาย ล.1 นั้น เป็นการนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในการทำงานได้ ขับไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ปฏิบัติงานนานถึง 2 สัปดาห์ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า โจทก์ไปขอรับเงินค่าจ้างค้างจ่ายจากจำเลย แต่จำเลยบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ จากจำเลยอีก โจทก์จึงไม่ยอมรับเงินดังกล่าว เพราะเป็นการจำกัดสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัด จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด" เมื่อพิเคราะห์หนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์รับชำระหนี้เอกสารหมาย จ.3 แล้ว ด้านล่างมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องทุกประการ ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ จากบริษัทอีก จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน" เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่น ๆ อันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนดจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ให้แก่โจทก์ ก็พออนุโลมว่าโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และเมื่อจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าจ้างค้างจ่าย นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 208 ม. 224 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ โอรพันธ์
จำเลย — บริษัทเวทเธอร์ฟอร์ด เคเอสพี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389/2548
#269466
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใดลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่นๆ อับชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ่างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ให้แก่โจทก์ ก็พออนุโลมว่าโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงเห็นสมควรให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 และจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้วแต่โจทก์ไม่ยอมรับจึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 205,920 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 68,640 บาท เงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ค่าโบนัสและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงิน 18,411.73 บาท และให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงิน 292,971 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์นำรถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยออกไปใช้ธุระส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวกับการทำงานให้จำเลย แล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย ทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ การกระทำของโจทก์เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และถือเป็นการทำผิดร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แต่จำเลยยังค้างจ่ายจ่าจ้างในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 จำนวน 8,580 บาท โบนัสตามสัดส่วนของระยะเวลาทำงานในปี 2546 จำนวน 3,527.37 บาท และเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 9,152 บาท รวมเป็นเงิน 21,259.33 บาท หักเงินประกันสังคม 600 บาท และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2,247.60 บาท คงเหลือ 18,411.73 บาท จำเลยทำหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 18,411.73 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 บทที่ 8 วินัย โทษทางวินัยและการพักงานข้อ 1.4.3 ระบุว่า "พนักงานต้องไม่นำอุปกรณ์หรือทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้นอกเหนือจากการทำงานให้แก่บริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา" เห็นว่า โจทก์ได้นำรถยนต์ที่จำเลยเช่ามาให้ทำงานของจำเลย ขับพาภริยาและบุตรของโจทก์ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมากตามภาพถ่ายหมาย ล. 1 นั้น เป็นการนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ส่วนต้วโดยไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในการทำงานได้ขับไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ปฏิบัติงานนานถึง 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า โจทก์ไปขอรับเงินค่าจ้างค้างจ่ายจากจำเลย แต่จำเลยบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จากจำเลยอีก โจทก์จึงไม่ยอมรับเงินดังกล่าวเพราะเป็นการจำกัดสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัด จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด" เมื่อพิเคราะห์หนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์มารับชำระหนี้เอกสารหมาย จ.3 แล้ว ด้านล่างมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องทุกประการ ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จากบริษัทอีก จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน" เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่นๆ อันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ให้แก่โจทก์ ก็พออนุโลมว่าโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และเมื่อจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าจ้างค้างจ่าย นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 208
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 9 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ โอรพันธ์
จำเลย — บริษัทเวทเธอร์ฟอร์ด เคเอสพี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 365 -ที่ 388/2548
#267347
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้เลิกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 แต่ ป.พ.พ. มาตรา 1249 ให้พึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีส่วนการตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีนั้นก็มีผลเพียงให้ผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจในการกระทำการต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่จำกัดจำนวน ตามมาตรา 1077 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมากจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันลาเพื่อการคลอดบุตร สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีโจทก์ทั้งยี่สิบสี่นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 791/2547 ให้เลิกจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และตั้งนายฉลอง รัศมีแสงทองกับนางสาวนฤนาถ รัศมีแสงทอง เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อไป จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และให้ตั้งผู้ชำระบัญชีนั้น ไม่ทำให้หนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับ จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องร่วมรับผิดอยู่ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสี่หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีส่วนการตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีนั้นก็มีผลเพียงให้ผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจในการกระทำการต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่มีจำกัดจำนวน ตามมาตรา 1077 (2) จำเลยที่ 2 จึงยังต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077 ม. 1249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพนม ชิณราช กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงาน ว.พรสิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 365 -ที่ 388/2548
#269464
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี ส่วนการตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีนั้น ก็มีผลเพียงให้ผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจในการกระทำการต่างๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดในบรรดหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา 1077 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันลาเพื่อการคลอดบุตร สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และคืนเงินประกัน พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี โจทก์ทั้งยี่สิบสี่นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 และตั้งนายฉลองกับนางสาวนฤนาถเป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อไป จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และให้ตั้งผู้ชำระบัญชีนั้น ไม่ทำให้หนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับ จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องร่วมรับผิดอยู่ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสี่หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 ก็ให้พึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี ส่วนการตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีนั้นก็มีผลเพียงให้ผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจในการกระทำการต่างๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1259 และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่มีจำกัดจำนวนตามมาตรา 1077 (2) จำเลยที่ 2 จึงยังต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077 (2) ม. 1249 ม. 1259
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพนม ชิณราช กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงาน ว.พรสินกับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2548
#267342
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 และวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานพนักงานฝ่ายขายที่โรงแรมดังกล่าว โดยให้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิมและอัตราค่าจ้างเท่าเดิม แม้จะไม่ได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์แต่ก็ไม่ได้ตัดค่าจ้าง เพราะเป็นเงินสวัสดิการที่พนักงานฝ่ายขายเท่านั้นมีสิทธิที่จะได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ทำงานอยู่ในฝ่ายขาย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ ส่วนอำนาจบังคับบัญชาสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชานั้นจะมีหรือไม่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ แม้จะมีอำนาจบังคับบัญชาลดน้อยลงก็มิใช่ข้อที่จะถือว่าเป็นการลดตำแหน่งเสมอไป การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานดังกล่าว จึงเป็นอำนาจบริหารของจำเลยที่จะกระทำได้คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยออกคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ในช่วงสงกรานต์ซึ่งมีลูกค้ามาก จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งดังกล่าวจำเลยจึงออกหนังสือเตือนโจทก์ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยทำงานผู้จัดการทั่วไป ในการบริหารงานฝ่ายขายที่โรงแรมดังกล่าว โดยให้สวัสดิการด้านที่พักและอาหารตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยด้วยซึ่งเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ก็ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยอีก เมื่อการฝ่าฝืนในครั้งหลังมีลักษณะเดียวกันกับการฝ่าฝืนตามหนังสือเตือนครั้งแรก จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่โจทก์กระทำผิดครั้งแรก จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2544 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 34,000 บาท เป็นเงิน 29,500 บาท ค่าน้ำมันรถ 4,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 500 บาท จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่เคยตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากจำเลยมีเงื่อนไขให้โจทก์ทำงานเพิ่มยอดรายได้ให้หลายเท่าตัว เมื่อโจทก์ชี้แจงและอธิบายถึงความเป็นไปได้ตามสภาพทำให้จำเลยไม่พอใจ และเสนอให้โจทก์ลาออก แต่โจทก์ไม่ยอมลาออกเพราะเห็นว่าไม่มีความผิด จำเลยจึงปรับเปลี่ยนตำแหน่งและลดเงินรายได้ของโจทก์ การเลิกจ้างของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องตกงานขาดรายได้ ทั้งมีภาระเลี้ยงดูบุตรในวัยเรียนและทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ไม่ประสงค์จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไป ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 2 เดือน เป็นเงิน 68,000 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 102,000 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37 วัน เป็นเงิน 41,933 บาท และโจทก์มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน โจทก์ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 2 วันจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอีก 4 วัน เป็นเงิน 4,533 บาท และจำเลยคงค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2546 เป็นเงิน 17,099 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,933 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 68,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค้าจ้างค้างจ่าย 17,099 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4,533 บาท ค่าชดเชย 102,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ แต่โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,500 บาท ไม่ได้รับค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ตามที่อ้าง เดิมขณะโจทก์มีตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย โจทก์เข้าทำงานสายหลายครั้ง ไม่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ตั้งใจทำงานจึงไม่สามารถทำยอดขายได้ตามที่ให้สัญญาไว้ และยอดขายโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเป้าหมายมาก เดือนตุลาคม 2545 จำเลยมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้จัดทำประมาณการรายได้ในปีถัดไป เพื่อจำเลยจะนำเสนอสถาบันการเงินขอกู้เงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนและขยายโครงการของจำเลย โดยจำเลยจัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามผลงานการจัดทำประมาณการรายได้ดังกล่าวของโจทก์หลายครั้ง แต่โจทก์แจ้งว่าไม่สามารถจัดทำได้ เนื่องจากไม่สามารถร่วมงานกับผู้จัดการทั่วไปได้ จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2544 โจทก์ก็ไม่สามารถจัดทำให้แล้วเสร็จ ปลายเดือนธันวาคม 2545 จำเลยจึงมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ ค่าจ้างเดือนละ 29,500 บาท วันที่ 2 เมษายน 2546 เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีลูกค้าใช้บริการโรงแรมเป็นจำนวนมาก จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามอ้างว่าต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัว อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย จำเลยจึงตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือ วันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานพนักงานฝ่ายขาย ณ โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก โดยให้เดินทางไปตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2546 และให้เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2546 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยซึ่งได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว วันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่ถูกเลิกจ้างและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการโรงแรมชื่อ โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ตั้งอยู่อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก และมีสำนักงานสาขาในกรุงเทพมหานคร โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.6 โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักงานสาขาในกรุงเทพมหานคร ได้ค่าจ้างเดือนละ 29,500 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,000 บท และค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ตามเอกสารหมาย ล.12 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่จำเลยได้ย้ายโจทก์จากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ไปเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการโดยมีตำแหน่งและค่าจ้างเท่าเดิมแต่ตัดค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,000 บาท และค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาท ให้ทำงานประจำสำนักงาน ไม่มีอำนาจลงนามแทนจำเลย ไม่มีอำนาจขอเรียกตรวจดูผู้ใช้เอกสารต่าง ๆ เท่ากับลดอำนาจหน้าที่ของโจทก์โดยสิ้นเชิง เป็นการผิดต่อสภาพการจ้าง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า นายจ้างมีอำนาจบริหารที่จะแต่งตั้งโยกย้ายลูกจ้างให้ทำงานที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของนายจ้าง แต่ไม่ให้ลดตำแหน่งหรือลดค่าจ้างของลูกจ้าง คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 ตามเอกสาร ล.8 และวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานพนักงานฝ่ายขายที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก โดยให้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิมและอัตราค่าจ้างเท่าเดิมแม้จะไม่ได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์แต่ก็ไม่ได้ตัดค่าจ้าง เพราะค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์เป็นเงินสดสวัสดิการที่พนักงานฝ่ายขายเท่านั้นมีสิทธิที่จะได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ทำงานอยู่ในฝ่ายขาย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ ส่วนอำนาจบังคับบัญชาสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชานั้นจะมีหรือไม่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ แม้จะมีอำนาจบังคับบัญชาลดน้อยลง ก็มิใช่ข้อที่จะถือว่าเป็นการลดตำแหน่งเสมอไป การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมและไม่ลดค่าจ้าง จึงเป็นอำนาจบริหารของจำเลยที่จะกระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดต่อสภาพการจ้างคำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) บัญญัติว่า "ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด" การกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือน หมายความว่า ลูกจ้างได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้างในกรณีไม่ร้ายแรง ซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือ ต่อมาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ลูกจ้างนั้นได้ฝ่าฝืนอีกในลักษณะเดียวกับที่ถูกนายจ้างเตือนนั้น คดีนี้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยได้ออกคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ในช่วงสงกรานต์ซึ่งมีลูกค้ามาก จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ไม่ยอมย้ายไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม จำเลยได้ออกหนังสือเตือนโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.10 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมการผู้จัดการและช่วยทำงานผู้จัดการทั่วไปในการบริหารงานฝ่ายขายที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2546 โดยให้สวัสดิการด้านที่พักและอาหารตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยด้วย ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ได้ลดตำแหน่งและค่าจ้างของโจทก์ อีกทั้งให้สวัสดิการแก่โจทก์ด้วย ซึ่งได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ก็ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าวอีก เมื่อการฝ่าฝืนในครั้งหลังนี้คือโจทก์ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งย้ายซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับการฝ่าฝืนตามหนังสือเตือนครั้งแรกตามเอกสารหมาย ล.10 จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่โจทก์กระทำผิดครั้งแรก จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และการกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัคพรรณ ขาวสอาด
จำเลย — บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2548
#267483
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือบางส่วนก็ได้ และในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเพียงบางส่วน นายจ้างจะต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อน จึงจะมีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 90,512.17 บาท โจทก์เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ถึง 11 เพียง 6,560 บาท เท่านั้นแต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ถึง 11 แต่อย่างใด ฉะนั้น หากโจทก์ต้องการนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว โจทก์ต้องนำเงินจำนวน 90,512.17 บาท ไปวางต่อศาลแรงงานก่อน โจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้อง มิใช่วางเงินเพียง 6,560 บาท ตามที่โจทก์อ้าง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน ที่โจทก์จ่ายค่าจ้างและค่าคอมมิชชันให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 90,512.17 บาท โจทก์อ้างว่า หากโจทก์ต้องรับผิดจะต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ก็เป็นเงินไม่เกิน 6,560 บาท และโจทก์ขอวางเงินจำนวน 6,560 บาท ต่อศาล

ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตและมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างและค่าคอมมิชชันให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 90,512.17 บาท โจทก์อ้างว่าโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นเงินไม่เกิน 6,560 บาท และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยขอวางเงินต่อศาลจำนวน 6,560 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในการยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 คดีนี้โจทก์จะต้องวางเงินต่อศาลเพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 ถ้านายจ้าง ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือเพียงบางส่วนก็ได้ และในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเพียงบางส่วน นายจ้างต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ได้ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อน นายจ้างจึงจะมีอำนาจฟ้อง

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 90,512.17 บาท โจทก์เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เพียง 6,560 บาท เท่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 แต่อย่างใด ฉะนั้น หากโจทก์ต้องการนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว โจทก์ต้องนำเงินจำนวน 90,512.17 บาท ไปวางต่อศาลแรงงานกลางก่อน โจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้อง มิใช่วางเงินเพียง 6,560 บาท ตามที่โจทก์อ้าง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 362/2548
#267054
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 มีความประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ซึ่งแม้จะมีข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้ 5 ประการ ตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) แต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีเหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างไม่ได้ ดังนั้นถ้านายจ้างมีเหตุอื่นที่จำเป็น นายจ้างก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างได้

ตั้งแต่รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ทำให้จำเลยที่ 2 ประสบภาวะการขาดทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จำต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขนาดขององค์กรให้เล็กลง โดยได้ยุบรวมหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่ และลดพนักงานในหน่วยงานของโจทก์ลงเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดขององค์กร จำเลยที่ 2 ได้ย้ายโจทก์ไปทำงานที่หน่วยงานลูกค้าสัมพันธ์ แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่หน่วยงานใหม่ จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและความจำเป็นโดยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้ากับคดีอื่นอีกหนึ่งสำนวนซึ่งยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานรถยนต์นิสสันแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและอยู่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับโจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ว่า เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 6 - 7/2545 ยกคำร้องของโจทก์ ซึ่งคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ ไม่พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นและคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 6 - 7/2545 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์มิได้มีเหตุจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เหตุที่เลิกจ้างเนื่องจากจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ การปรับปรุงรวมถึงส่วนบัญชีเจ้าหนี้ที่โจทก์ทำงานอยู่โดยโอนย้ายโจทก์ไปทำงานในส่วนงานอื่น แต่โจทก์ไม่ยอมโอนย้าย และข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 รับกันแล้วว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 มีผลใช้บังคับอยู่ โจทก์มิได้กระทำความผิดตามอนุมาตรา (1) ถึง (5) ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แต่จากข้อเท็จจริงที่ได้คือ จำเลยที่ 2 มีผลประกอบการในปี 2541 ถึง 2544 ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จำเลยที่ 2 จึงต้องพิจารณาแผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ปรับลดอัตรากำลงคนโดยใช้มาตรฐานเดียวกันทุกหน่วย ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานโดยใช้ต่อพนักงานคนอื่น ๆ เหมือนกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 เมื่อได้ข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงได้มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ซึ่งคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถูกต้องและเป็นธรรมขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่รถยนต์ โดยนับตั้งแต่รัฐบาลลดค่าเงินบาท ให้ค่าเงินบาทลอยตัวในปี 2540 จำเลยที่ 2 ต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ มีการขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาโดยตลอดจนถึงปี 2544 จำเลยที่ 2 จึงต้องดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้และได้มีการปรับลดโยกย้ายพนักงานที่เกินความต้องการของบางหน่วยงานลงโดยใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานทุกคน แต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยที่ 2 จึงต้องเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชย และเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายให้โจทก์ไปครบถ้วนแล้วการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่รถยนต์นิสสัน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2519 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานบัญชี ฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 26,570 บาท โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรถยนต์นิสสันแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลในวันดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าชดเชยและเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายให้แก่โจทก์แล้ว ตามหนังสือเลิกจ้าง สำเนาใบสำคัญจ่าย เอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.12 ขณะที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์อยู่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างเพราะเหตุเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และเป็นการเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ตามสำนวนการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างซึ่งเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 มีความประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ซึ่งแม้จะมีข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้ 5 ประการ ตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) ก็ตามแต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีเหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างไม่ได้ ดังนั้นถ้านายจ้างมีเหตุอื่นที่จำเป็น นายจ้างก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 ทำให้จำเลยที่ 2 ประสบภาวะการขาดทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จำต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขนาดขององค์กรให้เล็กลง โดยได้ยุบรวมหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่ และลดพนักงานในหน่วยงานของโจทก์ลงเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดขององค์กร จำเลยที่ 2 ได้ย้ายโจทก์ไปทำงานที่หน่วยงานลูกค้าสัมพันธ์ แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่หน่วยงานใหม่ จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและความจำเป็นโดยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหัสวดี ตั้งจิตเพียรผล
จำเลย — คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 362/2548
#269425
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 มีความประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ซึ่งแม้จะมีข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้ 5 ประการ ตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) แต่ก็มิได้หมายความว่า เมื่อมีเหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างไม่ได้ ถ้าหากนายจ้างมีเหตุอื่นที่จำเป็น นายจ้างก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างได้ เมื่อบริษัทจำเลยที่ 2 ประสบภาวะการขาดทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขนาดขององค์กรให้เล็กลง โดยได้ยุบรวมหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่ และลดพนักงานในหน่วยงานของโจทก์ลงเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดขององค์กร จำเลยที่ 2 ได้ย้ายโจทก์ไปทำงานที่หน่วยงานลูกค้าสัมพันธ์ แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่หน่วยงานใหม่ จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ เห็นได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและความจำเป็นโดยมิได้กลั่นแกลงโจทก์ และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มีเหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 จำเลยที่ 1 จึงได้มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ซึ่งคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถูกต้องและเป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่รถยนต์นิสสัน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2519 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานบัญชี ฝ่ายบัญชีและการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 26,570 บาท โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรถยนต์นิสสันแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลในวันดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าชดเชยและเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายให้แก่โจทก์แล้วตามหนังสือเลิกจ้าง สำเนาใบสำคัญจ่าย เอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.12 ขณะที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์อยู่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างเพราะเหตุเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และเป็นการเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ตามสำนวนการสอบสวน เอกสารหมาย ล.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างซึ่งเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 มีความประสงค์ที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ซึ่งแม้จะมีข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้ 5 ประการ ตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีเหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างไม่ได้ ดังนั้นถ้านายจ้างมีเหตุอื่นที่จำเป็น นายจ้างก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ทำให้จำเลยที่ 2 ประสบภาวะการขาดทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขนาดขององค์กรให้เล็กลง โดยได้ยุบรวมหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่ และลดพนักงานในหน่วยงานของโจทก์ลงเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดขององค์กร จำเลยที่ 2 ได้ย้ายโจทก์ไปทำงานที่หน่วยงานลูกค้าสัมพันธ์ แต่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่หน่วยงานใหม่ จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและความจำเป็นโดยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหัสวดี ตั้งจิตเพียรพล
จำเลย — คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2548
#267053
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน หรือเพียงบางส่วนก็ได้และในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเพียงบางส่วน นายจ้างจะต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อน นายจ้างจึงจะมีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่ ฐ. กับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์รวม 6,505,487 บาท โจทก์เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่ ฐ. กับพวกเพียง 497,801 บาท เท่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ ฐ. กับพวก ฉะนั้น หากโจทก์ต้องการนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 โจทก์ต้องวางเงินจำนวน 6,505,487 บาท ต่อศาลแรงงานกลางก่อนโจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้อง มิใช่วางเงินจำนวน 497,801 บาท ตามที่โจทก์อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน ที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าคอมมิชชัน และค่าชดเชยให้แก่นางสาวฐิติภา โตบัญชาพร กับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 6,505,487 บาท โดยโจทก์กล่าวอ้างโดยสรุปว่าโจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกเป็นเงินเพียง 497,801 บาท ตามที่โจทก์เคยเสนอไว้เท่านั้น และโจทก์ขอวางเงินจำนวน 497,801 บาท ต่อศาล

ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตและมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าคอมมิชชัน และค่าชดเชยให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 6,505,487 บาท โจทก์อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกเป็นเงินเพียง 497,801 บาท เท่านั้น และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยจะขอวางเงินต่อศาลจำนวน 497,801 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในการยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์จะต้องวางเงินต่อศาลเพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้วถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่กำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้นนายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือเพียงบางส่วนก็ได้ และในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเพียงบางส่วน นายจ้างจะต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อน นายจ้างจึงจะมีอำนาจฟ้อง คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 6,505,487 บาท โจทก์เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกเพียง 497,801 บาท เท่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกแต่อย่างใด ฉะนั้น หากโจทก์ต้องการนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวโจทก์ต้องวางเงินจำนวน 6,505,487 บาท ต่อศาลแรงงานกลางก่อนโจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้อง มิใช่วางเงินจำนวน 497,801 บาท ตามที่โจทก์อ้าง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2548
#269422
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคสาม กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือเพียงบางส่วนก็ได้ และในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเพียงบางส่วน นายจ้างจะต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อนนายจ้างจึงจะมีอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่ ฐ. กับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์เป็นเงิน 6,505,487 บาท โจทก์เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่ ฐ. กับพวกเพียง 497,801 บาท เท่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ ฐ. กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้น หากโจทก์ต้องการนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 โจทก์ต้องวางเงินจำนวน 6,505,487 บาท มิใช่จำนวน 497,801 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน ที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าคอมมิชชัน และค่าชดเชยให้แก่นางสาวฐิติภา โตบัญชาพร กับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 6,505,487 บาท โดยโจทก์กล่าวอ้างโดยสรุปว่าโจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกเป็นเงินเพียง 497,801 บาท ตามที่โจทก์เคยเสนอไว้เท่านั้น และโจทก์ขอวางเงินจำนวน 497,801 บาท ต่อศาล

ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตและมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าคอมมิชชัน และค่าชดเชยให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 6,505,487 บาท โจทก์อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกเป็นเงินเพียง 497,801 บาท เท่านั้น และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยจะขอวางเงินต่อศาลจำนวน 497,801 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในการยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์จะต้องวางเงินต่อศาลเพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง และนายจ้างประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น นายจ้างจะต้องวางเงินตามจำนวนที่นายจ้างประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลซึ่งอาจเป็นจำนวนทั้งหมดตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน หรือเพียงบางส่วนก็ได้ และในกรณีที่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเพียงบางส่วน นายจ้างจะต้องชำระเงินส่วนที่ไม่ติดใจโต้แย้งแก่ลูกจ้างเสียก่อน นายจ้างจึงจะมีอำนาจฟ้อง คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกรวม 43 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นเงินรวม 6,505,487 บาท โจทก์เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ควรจ่ายเงินให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกเพียง 497,801 บาท เท่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นางสาวฐิติภากับพวกแต่อย่างใด ฉะนั้นหากโจทก์ต้องการนำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว โจทก์ต้องวางเงินจำนวน 6,505,487 บาท ต่อศาลแรงงานกลางก่อน โจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้อง มิใช่วางเงินจำนวน 497,801 บาท ตามที่โจทก์อ้าง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เซ็นทรัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360/2548
#269406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในระหว่างทำงานให้โจทก์และก่อความเสียหายแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะที่ทำงานตามสัญญาจ้างให้โจทก์อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างโจทก์และได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำไว้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังนี้ คือ 1. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนางดวล เรืองเดชา จำนวน 34,000 บาท จำเลยที่ 1 และนางแก้วตา ยุตตานนท์ ได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว 2. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนายจัด บุญยอด จำนวน 20,000 บาท จำเลยทั้งสองได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว 3. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนางลำดวน ทองมา จำนวน 30,000 บาท จำเลยทั้งสองได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว 4. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนางลำดวน ทองมา จำนวน 4,500 บาท จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว 5. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนายเฉลิม สีคำอ่อน จำนวน 6,000 บาท นายสุรินทร์ ร่วมเจริญ ได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว 6. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทประจำ 12 เดือน ของนางวิไลรัตน์ ดิษฐสระ จำนวน 1,076.50 บาท โจทก์ได้รับชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแล้ว 7. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ลงรายการเพิ่มยอดเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบัญชีเผื่อเรียกเลขที่ 101242 โดยยกยอดเงินในบัญชีให้สูงกว่าความเป็นจริงจำนวน 490,000 บาท และในวันที่ 25 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ลงรายการเพิ่มยอดเงินฝากในบัญชีของตนเองดังกล่าวโดยยกยอดเงินในบัญชีให้สูงกว่าความเป็นจริงอีก 100,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทยอยถอนเงินออกจากบัญชีจนหมด การลงบัญชีเครื่องจักรใช้รหัสกุญแจ บี ซึ่งตามหลักฐานระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยืมกุญแจดังกล่าว การทุจริตเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 490,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจากต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้โจทก์บางส่วนแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 127,168.63 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,093,677.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 590,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดในทางแพ่ง มิใช่คดีอันเกิดจากการละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2538 และสรุปโดยแน่ชัดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2538 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการทุจริตแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 640,576.50 บาท การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 6 ปี จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 จึงล่วงพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รู้ถึงการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนช่วยให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่เคยชดใช้เงินแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 590,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 แก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 127,169.27 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้น หากยังมีหนี้เหลือค้างชำระอยู่เพียงใด ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่คงเหลือ นับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2527 และลาออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ส่วนจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2521 ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2538 ผู้อำนวยการธนาคารออมสินภาค 9 ได้รายงานโจทก์ว่า ระหว่างที่จำเลยทั้งสองทำงานที่ธนาคารออมสิน สาขาหาดใหญ่ จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตหลายประการ โจทก์จึงมีคำสั่งเฉพาะที่ มส. 7/2538 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดวินัยและความรับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการดังกล่าวทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้วทำรายงานให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่ในระหว่างวันที่ 27 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2537 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 ลาออกไปแล้ว จึงไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 1 ทางวินัยได้ และจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในระหว่างทำงานให้โจทก์ที่ธนาคารออมสิน สาขาหาดใหญ่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะที่ทำงานตามสัญญาจ้างให้โจทก์อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 บกพร่องต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายระหว่างวันที่ 27 มกราคม 2536 ถึง 31 ตุลาคม 2537 และศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมา ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดในระหว่างทำงานให้แก่โจทก์ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ทำงานบกพร่องไม่ตรวจสอบยอดเงินให้ถูกต้องและยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รหัสกุญแจทำการลงเครื่องจักรได้เองนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทุจริตแต่ก็มีส่วนก่อให้เกิดการทุจริตทำความเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายวรพงค์หรือวรพงศ์ รักศิลป์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2548
#267889
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยชำระแล้วก่อนเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อกำหนดว่า แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืน หรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็เป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามมาตรา 383 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์จำนวน 1 คัน ราคา 394,704 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อรวม 36 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและมีจำเลยที่ 3 ภริยาของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมและยอมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมอีกฐานะหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 4 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนกับให้ร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกันจำนวน 87,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์จำนวน 46,500 บาท และชำระอัตราวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ได้ติดต่อให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหลายครั้ง แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจำนวน 87,712 บาท ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อในท้องตลาดไม่น่าจะเกิน 200,000 บาท โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าใช้สอยรถยนต์หรือค่าขาดประโยชน์เนื่องจากโจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเงินมุ่งหวังในดอกเบี้ยซึ่งเป็นธุรกิจหลักของโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 236,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542) ไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน และร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 40,000 บาท โดยให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 3 เดือน และร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระจำนวน 21,928 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ถ้าจำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ได้ก็ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 250,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระเป็นเงิน 32,000 บาท และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่กำหนดให้ไม่เกิน 10 เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ธ-4240 กรุงเทพมหานครไปจากโจทก์ในราคา 394,704 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อรวม 36 งวด งวดละเดือน เดือนละ 10,964 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและยอมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อและรับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 3 งวด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 8 กันยายน 2541 โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้อรวม 8 งวด เป็นเงินจำนวน 87,712 บาท

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญารวม 8 งวด เป็นเงิน 87,712 บาท เป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วแต่ก่อนเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 8 งวด ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย กำหนดว่า "อนึ่ง แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้า สัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืน หรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยทั้งสามไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสุร สาตวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2548
#269486
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วก่อนเลิกสัญญา และกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 574

ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดว่า "อนึ่ง แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าที่ซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืน หรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" เป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม พ.ร.บ. มาตรา 383 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน กับให้ร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกันจำนวน 87,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์จำนวน 46,500 บาท และชำระอัตราวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 236,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542) ไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน และร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 40,000 บาท โดยให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 3 เดือน และร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระจำนวน 21,928 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ถ้าจำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ได้ก็ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 250,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระเป็นเงิน 32,000 บาท และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่กำหนดให้ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญารวม 8 งวด เป็นเงิน 87,712 บาท เป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาว่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วแต่ก่อนเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 8 งวด ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย กำหนดว่า "อนึ่ง แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้า สัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืน หรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 572 ม. 534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสุร สาตวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292 -ที่ 339/2548
#113114
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ. 2496 แม้ตามมาตรา 8 จะกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโอนกิจการ สิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน และหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจการขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนพนักงานขององค์การดังกล่าว ก่อนวันพระราชกฤษฎีกานี้บังคับให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และตามมาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาท โดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร" ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้รับโอนจากกระทรวงคมนาคม แต่ตามมาตรา 11 ก็กำหนดให้รายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนตามมาตรา 12 กำหนดให้เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้แล้วรายได้ของจำเลยที่ 1 เหลือเท่าใด จึงให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยที่ 1 ก่อนหักค่าใช้จ่ายยังไม่เป็นของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 กรณีเช่นนี้ ศาลแรงงานย่อมออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในส่วนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาและคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินบำเหน็จและเงินค่าตอบแทนความชอบในการทำงานแก่โจทก์รวม 58 สำนวน ระหว่างการบังคับคดีศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาในชั้นบังคับคดีเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้ง 58 สำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึง 58 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้ง 58 สำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 22 ถึงที่ 31 ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว คดีของโจทก์ดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 รวม 48 สำนวน ยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 ไม่คัดค้าน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ. 2496 แม้ตามมาตรา 8 จะกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโอนกิจการ สิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจการขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนพนักงานขององค์การดังกล่าว ก่อนวันใช้พระราชกฤษฎีกานี้บังคับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และตามมาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาท โดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร" ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้รับโอนจากกระทรวงคมนาคม แต่ตามมาตรา 11 ก็กำหนดให้รายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนตามมาตรา 12 กำหนดให้เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้แล้ว รายได้ของจำเลยที่ 1 เหลือเท่าใดจึงให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยที่ 1 ก่อนหักค่าใช้จ่ายยังไม่เป็นของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 กรณีเช่นนี้ ศาลแรงงานกลางย่อมออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในส่วนดังกล่าวได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี เหลี่ยมสูงเนิน กับพวก
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292 -ที่ 339/2548
#269403
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ฯ แม้ตามมาตรา 8 จะกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโอนกิจการ สิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจการขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงคมนาคมตลอดจนพนักงานขององค์การดังกล่าวก่อนวันใช้ พ.ร.ฎ. บังคับให้แก่จำเลยที่ 1 และตามมาตรา 9 กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาท โดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้รับโอนจากกระทรวงคมนาคมก็ตาม แต่ตามมาตรา 11 กำหนดให้รายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนตามมาตรา 12 กำหนดให้เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้แล้ว รายได้ของจำเลยที่ 1 เหลือเท่าใดจึงให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยที่ 1 ก่อนหักค่าใช้จ่ายยังไม่เป็นของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในส่วนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาและคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินบำเหน็จและเงินค่าตอบแทนความชอบในการทำงานแก่โจทก์รวม 58 สำนวน ระหว่างการบังคับคดีศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาในชั้นบังคับคดีเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทท์ทั้ง 58 สำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 58 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้ง 58 สำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 22 ถึงที่ 31 ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว คดีของโจทก์ดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 รวม 48 สำนวนยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 ไม่คัดค้าน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 58 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นองค์การของรัฐ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินก็ตาม ในชั้นบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการยึด อายัด ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้วให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 แม้ตามมาตรา 8 จะกำหนดให้กระทรวงคมนาคมโอนกิจการ สิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจการขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนพนักงานขององค์การดังกล่าว ก่อนวันใช้พระราชกฤษฎีกานี้บังคับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และตามมาตรา 9 บัญญัติว่า "ให้กำหนดทุนของ ร.ส.พ. เป็นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาท โดยรัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิมสิบล้านบาท และจ่ายเพิ่มเติมเป็นคราว ๆ ตามจำนวนที่รัฐบาลเห็นสมควร" ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีทุนห้าสิบล้านบาทโดยทุนทั้งหมดรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้รับโอนจากกระทรวงคมนาคม แต่ตามมาตรา 11 ก็กำหนดให้รายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการดำเนินกิจการให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนตามมาตรา 12 กำหนดให้เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้แล้ว รายได้ของจำเลยที่ 1 เหลือเท่าใดจึงให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยที่ 1 ก่อนหักค่าใช้จ่ายยังไม่เป็นของแผ่นดินอันจะยึดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 กรณีเช่นนี้ ศาลแรงงานกลางย่อมออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในส่วนดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 ม. 8 ม. 9 ม. 11 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี เหลี่ยมสูงเนิน
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2548
#267878
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าโดยเป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการออกใบตราส่งเท่านั้น แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันขนส่งสินค้าโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการออกใบตราส่ง แต่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ตัวการร่วมขนส่งสินค้ากับจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการวินิจฉัยหรือพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่าคดีรับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ในคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น

จำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งเป็นผู้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้า ได้ขนส่งตู้สินค้าที่บรรจุสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทางและส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยชอบแล้ว หน้าที่ดูแลสินค้าของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบในการสูญหายของสินค้าที่เกิดขึ้นในขณะที่สินค้าอยู่ในความอารักขาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 4,429,810.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทุนทรัพย์เฉพาะส่วนที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงมีเพียง 2,886,660.22 บาท โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 72,167.50 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลหาผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 และใช้สำนักงานของจำเลยที่ 2 ในกรุงเทพนครเป็นสถานที่ประกอบกิจการบางส่วนเกี่ยวกับการขนส่งภายใน 2 ปี ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยใช้สำนักงานของจำเลยที่ 5 เป็นสถานที่ติดต่อและดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 และวันที่ 1 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ทำสัญญารับประกันภัยทางทะเลแบบเปิดไว้กับองค์การเภสัชกรรมสำหรับการขนส่งสินค้าจากทั่วโลกมายังกรุงเทพมหานคร และสืบเนื่องมาจากกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2537 และวันที่ 24 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลให้ไว้แก่องค์การเภสัชกรรม เพื่อรับประกันภัยสินค้าวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ฟีน็อกซี่เมทิล เพ็นนิซิลลิน โปแตสเซี่ยม สำหรับผสมอัดเม็ดยาบีพี 80 บรรจุในถังไฟเบอร์ ซึ่งขนส่งเที่ยวละ 400 ถัง หนักถังละ 25 กิโลกรัม บรรจุในตู้สินค้าเที่ยวละ 1 ตู้ จากเมืองโกเต้นเบอร์กประเทศราชอาณาจักรสวีเดนมายังกรุงเทพมหานคร โดยเรือเดินทะเลชื่อ เอ็นแอลแอล โอเชียนเนีย รวม 2 เที่ยว ในวงเงินประกันภัยจำนวน 11,522,908 บาท สำหรับสินค้าเที่ยวแรก และจำนวน 11,444,864.40 บาท สำหรับสินค้าเที่ยวหลัง โดยสินค้าดังกล่าวองค์การเภสัชกรรมได้สั่งซื้อมาจากบริษัทจิสท์-โบรเคดส์ เอบี จำกัด แห่งประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ผู้ส่งของ และผู้ส่งของได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวมาให้องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งในเงื่อนไขกรุงเทพ ซีวาย หมายถึง ส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง ณ คลังสินค้าของผู้รับตราส่งที่ปลายทางในกรุงเทพมหานครเพื่อเปิดตู้สินค้าและส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จัดหาตู้สินค้าหมายเลข เอ็มไอเอสยู 5106694 สำหรับการขนส่งเที่ยวแรก และตู้สินค้าหมายเลขเอ็มไอเอสยู 514610-4 สำหรับการขนส่งเที่ยวหลัง มอบให้ผู้ส่งของ ณ เมืองต้นทางเพื่อบรรจุสินค้าแล้วซีลหรือผนึกประตูตู้สินค้าด้วยแถบเหล็กที่มีหมายเลขกำกับอีกชั้นหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับตู้สินค้าและนำสินค้าแต่ละเที่ยวบรรทุกลงเรือแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกใบตราส่งชนิดบรรทุกลงเรือแล้ว มอบให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐาน ซึ่งองค์การเภสัชกรรมก็ได้ชำระค่าสินค้าสำหรับการขนส่งสินค้าในแต่ละเที่ยวให้แก่ผู้ส่งของโดยวิธีขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตผ่านทางธนาคารตามวิธีการค้าระหว่างประเทศ แล้วผู้ส่งของได้โอนใบตราส่งสำหรับสินค้าในแต่ละเที่ยวพร้อมเอกสารทางการค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบกำกับสินค้า ใบกำกับหีบห่อ มาให้องค์การเภสัชกรรมต่อมาเมื่อเรือเดินทะเลเอ็นแอลแอล โอเชียนเนีย บรรทุกสินค้าดังกล่าวเดินทางจากประเทศราชอาณาจักรสวีเดนมาถึงประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ในแต่ละเที่ยวแล้วได้ขนถ่ายตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าลงเรือเดินทะเลลำใหม่ชื่อนันทภูมิ อันเป็นการขนส่งช่วงที่ท่าเรือในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยผู้ส่งของและผู้รับตราส่งไม่ได้ยินยอมรับรู้มาก่อน การขนส่งช่วงดังกล่าวมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งโดยจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งของและจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับตราส่ง เพื่อให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบสินค้าให้องค์การเภสัชกรรมอีกต่อหนึ่ง โดยใบตราส่งดังกล่าวกำหนดให้เรียกเก็บค่าระวางจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรือนันทภูมิได้บรรทุกสินค้าเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 และเที่ยวหลังเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2537 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ขนถ่ายตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าในแต่ละเที่ยวไปฝากไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแทนที่จะนำไปส่ง ณ คลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญารับขนของทางทะเล องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งจึงเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ส่งมอบสินค้าโดยได้เวนคืนใบตราส่งให้ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ออกใบสั่งปล่อยสินค้าเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปทำพิธีการศุลกากรและขอรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2537 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้เปิดตู้สินค้าเพื่อส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งตามลำดับ ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไปจำนวน 90 ถัง สำหรับการขนส่งเที่ยวแรก และสูญหายไปจำนวน 60 ถัง สำหรับการขนส่งเที่ยวหลัง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากมีการลักลอบเปิดตู้สินค้าระหว่างการขนส่งหรือลักทรัพย์ไปโดยมีการเปลี่ยนซีลที่ผนึกประตูตู้สินค้าเป็นกุญแจสายยูสำหรับการขนส่งเที่ยวแรก และเปลี่ยนซีลที่ประตูตู้สินค้าเป็นซีลหมายเลขอื่นสำหรับการขนส่งเที่ยวหลัง โดยความสูญหายได้เกิดขึ้นในขณะที่สินค้าอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นผู้ขนส่งและผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังในการยกขน เคลื่อนย้าย เก็บรักษาดูแลและขนถ่ายสินค้าและเกิดจากการทุจริตลักสินค้าไปจากตู้สินค้าหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งห้าหรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าประกอบกิจการรับขนของทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติของตนและร่วมกันดำเนินการขนส่งสินค้าดังกล่าว จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่สูญหายรวมจำนวน 150 ถัง รวมเป็นเงินจำนวน 4,309,383.96 บาท องค์การเภสัชกรรมได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าแล้ว แต่จำเลยทังห้าเพิกเฉยโจทก์จึงชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2538 และได้รับช่วงสิทธิจากองค์การเภสัชกรรมสำหรับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ได้ทวงถามให้ฝ่ายจำเลยชดใช้แล้ว แต่ฝ่ายจำเลยเพิกเฉย จึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่องค์การเภสัชกรรม จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 120,429.94 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 4,429,810.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน จำนวน 4,309,383.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 การขนส่งสินค้าดังกล่าวเป็นการขนส่งในระบบตู้สินค้าเงื่อนไข ซีวาย/ซีวาย และชิปเปอ'ส โหลด สโตร์เวจแอนด์ เคาต์ หมายถึง ผู้ส่งของต้นทางเป็นผู้นำตู้สินค้าจากผู้ขนส่งไปบรรจุเรียงและนับสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงภัยของตนเองแล้วปิดประตูรวมทั้งซีลหรือผนึกประตูตู้สินค้าเอง โดยผู้ขนส่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือทราบถึงจำนวนที่แท้จริงของสินค้า เพียงแต่ผู้ขนส่งจะออกใบตราส่งระบุรายละเอียดและจำนวนสินค้าตามที่ผู้ส่งของแจ้งให้ทราบ ผู้ขนส่งมีหน้าที่รับขนตู้สินค้าด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้ชำรุดเสียหายและส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือของประเทศปลายทางเท่านั้น ปรากฏว่าเรือเดินทะเลได้ขนส่งสินค้าดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าเรือปลายทางที่กรุงเทพมหานครทั้งสองเที่ยว โดยตู้สินค้าและซีลที่ผนึกประตูตู้สินค้าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่ชำรุดเสียหาย ผู้ขนส่งได้ส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ ลานวางตู้สินค้าในสภาพเรียบร้อย อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้บังคับอยู่ ณ ท่าเรือปลายทาง ทั้งนี้ โดยในระหว่างการขนส่งผู้ขนส่งได้ใช้ความระมัดระวังและรักษาดูแลรวมทั้งขนถ่ายตู้สินค้าเป็นอย่างดี ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งมิได้ทุจริตหรือจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ทำให้สินค้าสูญหาย และขณะส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ซีลที่ประตูตู้สินค้าก็ไม่ได้ถูกสับเปลี่ยนเป็นกุญแจสายยูหรือซีลอันใหม่ตามคำฟ้อง ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง การที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมรับตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าไว้จึงเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าจะสูญหายในระหว่างการขนส่งทางทะเล หากสินค้าไม่ครบจำนวนตามที่ระบุในใบตราส่งย่อมเป็นเรื่องที่ผู้ส่งของบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบจำนวนเอง หรือเกิดการสูญหายภายหลังจากที่ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าให้อยู่ในความดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว และการที่องค์การเภสัชกรรมไปติดต่อกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยตรง โดยไม่มีการสำรวจหรือตรวจสอบสินค้าร่วมกับผู้ขนส่งและรับสินค้าไปโดยไม่อิดเอื้อน รวมทั้งไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้ขนส่งภายในหนึ่งวันนับแต่วันถัดจากวันรับมอบสินค้าว่ามีสินค้าสูญหายพร้อมทั้งแจ้งสภาพการสูญหาย จึงถือได้ว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าครบจำนวนตามที่ระบุในใบตราส่งแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ร่วมกันรับขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ออกใบตราส่งให้แก่บริษัท จิสท์-โบร เคดส์ เอบี จำกัด ผู้ขายหรือผู้ส่งของเท่านั้น ผู้ขนส่งสินค้าคดีนี้คือจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมขนส่งด้วย และจำเลยที่ 3 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการติดต่อแจ้งการมาถึงของสินค้าให้องค์การเภสัชกรรมทราบเท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนค่าเสียหายหากมีจริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็รับผิดไม่เกินกว่าราคาที่แท้จริงของสินค้า คือ 2,000,000 บาท และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตามการขนส่งรายนี้เป็นการขนส่งในระบบตู้สินค้า ต้องถือว่าตู้สินค้าแต่ละตู้เป็นหน่วยการขนส่งตามกฎหมาย ดังนี้สินค้ามีจำนวน 2 ตู้จึงเป็น 2 หน่วยการขนส่ง หากผู้ขนส่งต้องรับผิดก็รับผิดเพียงหน่วยการขนส่งละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000 บาท เท่านั้นขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่ใช่เจ้าของเรือที่ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทั้งสองเที่ยวและมิได้ร่วมรับขนส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่บริษัทจิสท์-โบรเคดส์ เอบี จำกัด แต่จำเลยที่ 4 รับขนสินค้าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ส่งของและมีผลผูกพันต่อผู้รับตราส่ง (จำเลยที่ 3) ตามกฎหมาย ตามใบตราส่งของจำเลยที่ 4 ซึ่งถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนส่งของทางทะเล มีข้อสัญญาที่ให้อิสระแก่ผู้ขนส่งในการถ่ายลำเรือได้โดยไม่ต้องแจ้งหรือขอความยินยอมจากผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่งก่อน การขนส่งสินค้าดังกล่าวเป็นการขนส่งในระบบตู้สินค้าเงื่อนไข ซีวาย/ซียายและชิปเปอร์'ส โหลด สโตร์เวจ แอนด์ เคาต์ สินค้าที่จำเลยที่ 4 รับขนไม่ชำรุดเสียหายและไม่มีการเปิดประตูตู้สินค้าระหว่างการขนส่งทางทะเล ทั้งการขนส่งทางทะเลก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้ขนส่งมอบตู้สินค้าไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ส่วนตู้สินค้าได้ถูกเปิดโดยตัวแทนเรือหรือคนของผู้รับตราส่ง เพื่อนำสินค้าส่งเป็นตัวอย่างต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรนั้นผู้รับตราส่งจะต้องควบคุมดูแลสินค้าและซีลประตูตู้สินค้าใหม่เองโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบ จำเลยที่ 5 เป็นเพียงตัวแทนเรือของจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 5 มีหน้าที่เพียงรับแลกต้นฉบับใบตราส่งออกใบสั่งปล่อยสินค้า เพื่อให้ผู้รับตราส่งไปรับสินค้าออกจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยเท่านั้น จำเลยที่ 5 มิได้กระทำในฐานะผู้ร่วมขนส่ง ไม่ได้แจ้งกำหนดเรือเข้าในราชอาณาจักรแก่ผู้รับตราส่ง ไม่ได้เป็นผู้ขออนุญาตนำเรือมาจอดในบริเวณท่าเรือ และขออนุญาตเปิดประตูตู้สินค้า รวมทั้งส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง และมิได้รับขนถ่ายสินค้าหรือส่งมอบสินค้าฝากไว้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยและมิได้มีส่วนได้เสียในค่าระวางขนส่ง จำเลยที่ 5 เพียงแต่รับค่าบำเหน็จตัวแทนจากจำเลยที่ 4 สินค้าที่สูญหายรวม 150 ถัง นั้นมีราคาไม่ถึงจำนวนตามที่โจทก์ฟ้อง และความรับผิดในค่าเสียหายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องไม่เกินไปกว่าการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามกฎหมายคือ 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่งหรือไม่เกินจำนวน 1,500,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการจัดหาตู้สินค้าและออกใบตราส่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องทางทะเลตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งอื่น ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 4 ได้ขนส่งสินค้าดังกล่าวและส่งมอบสินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ ท่าปลายทางถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการจึงเป็นกรณีที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้บังคับอยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) ความรับผิดของผู้ขนส่ง (จำเลยที่ 4 ) จึงสิ้นสุดลง สินค้าไม่ได้สูญหายขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 จะบอกปัดความรับผิดเช่นจำเลยที่ 4 ไม่ได้ เพราะการที่จำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 5 ดำเนินพิธีการทางศุลกากร เพื่อนำสินค้าออกไป หรือจ้างตัวแทนมาสำรวจความเสียหายหรือทำการขนสินค้าจากตู้สินค้าที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปยังคลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรม เป็นพฤติการณ์กระทำตามสัญญาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยกับองค์การเภสัชกรรม ส่อแสดงไปในทางความสำเร็จของงานอันหมายถึง ส่งสินค้าพิพาทจนถึงคลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่ง ดังนี้ สินค้าจึงสูญหายไปขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากองค์เภสัชกรรม แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่แท้จริงของสินค้าตามที่โจทก์ฟ้อง คงรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 โดยจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งเพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง โดยหน่วยการขนส่งกรณีนี้ได้แก่ถัง ไม่ใช่ตู้สินค้าสินค้าสูญหายจำนวน 150 ถัง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนาน 1,500,000 บาท และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์เต็มตามคำฟ้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทางทะเล ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการจัดหาตู้สินค้าและออกใบตราส่ง จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้(ร่วม)ขนส่งสินค้าหรือผู้ขนส่งสินค้าอื่น สินค้าไม่ได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งทางทะเล และไม่ได้สูญหายขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 4 ส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยย่อมเป็นการมอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้บังคับอยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นย่อมสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะปรากฏว่าสินค้าถูกส่งถึงลานพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 5 ดำเนินพิธีการทางศุลกากรเพื่อนำสินค้าออกไป และจ้างตัวแทนมาสำรวจความเสียหายกับกระทำการขนสินค้าจากตู้สินค้าที่ลานพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปยังคลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมด้วยแรงงานของจำเลยที่ 2 เอง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่องค์การเภสัชกรรมให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน ดังนั้นตราบใดที่สินค้าคงอยู่ในอารักขาของการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็ย่อมถือว่าสินค้ายังอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 เมื่อสินค้าสูญหายไปในระหว่างนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความสูญหายดังกล่าว ส่วนความรับผิดในเรื่องค่าเสียหายนั้นศาลอุทธรณ์คงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและถูกต้องแล้ว ส่วนการสูญหายของสินค้า เห็นว่า ไม่ใช่เกิดจากผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดความสูญหายหรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดความเสียหายได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์เต็มตามคำฟ้อง

จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และได้มอบอำนาจให้นายสมพร สืบถวิลกุล ฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีสำนักงานอยู่ในประเทศราชอาณาจักรสวีเดนและใช้สำนักงานของจำเลยที่ 2 ในกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่ประกอบกิจการขนส่งบางส่วน จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีสำนักงานอยู่ในประเทศมาเลเซีย จำเลยที่ 4 ใช้สำนักงานของจำเลยที่ 5 ในประเทศไทยเป็นสถานที่ติดต่อและประกอบกิจการขนส่งบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศไทย ตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 และวันที่ 1 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ทำสัญญารับประกันภัยสินค้าขององค์การเภสัชกรรมในประเภทสัญญาประกันภัยแบบเปิด เพื่อประกันภัยสินค้าที่องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้อจากต่างประเทศทุกเที่ยวทุกจำนวนที่ขนส่งทางทะเลมายังกรุงเทพมหานครตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบปิด เอกสารหมาย จ.7 และ จ.20 และสืบเนื่องจากสัญญาประกันภัยแบบเปิดดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2537 และวันที่ 24 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเฉพาะรายสินค้าให้ไว้แก่องค์การเภสัชกรรมตามลำดับเพื่อรับประกันภัยสินค้าวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ ฟีน็อกซี่เมทิล เพนนิซิลิน โปแตสเซี่ยม สำหรับผสมอัดยาเม็ดบีพี 80 บรรจุในถังไฟเบอร์หนักถังละ 25 กิโลกรัม ขนส่งทางทะเลเที่ยวละ 400 ถัง จากเมืองโกเต็นเบอร์ก ประเทศราชอาณาจักรสวีเดนมายังกรุงเทพมหานคร รวม 2 เที่ยว ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.8 และ จ.21 โดยรับประกันภัยไว้ในวงเงินจำนวน 11,522,908 บาท และจำนวน 11,444,864.40 บาท ตามลำดับ สินค้าเคมีภัณฑ์หรือสินค้าตามคำฟ้องดังกล่าวองค์การเภสัชกรรมได้สั่งซื้อมาจากบริษัทจิสท์-โบรเคดส์ เอบี จำกัด แห่งประเทศราชอาณาจักรสวีเดนซึ่งเป็นผู้ส่งของตามใบกำกับสินค้าและใบกำกับหีบห่อ เอกสาร จ.9 จ.10 จ.22 และ จ.23 การขนส่งสินค้าทั้งสองเที่ยวดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ใช้แบบพิมพ์ของจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งมอบให้แก่ผู้ส่งของสำหรับการขนส่งทั้งสองเที่ยวตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 เมื่อตู้สินค้าบรรจุสินค้าถูกขนส่งโดยเรือเดินทะเลชื่อ เอ็นแอลแอล โอเชียนเนีย จากประเทศราชอาณาจักรสวีเดนแต่ละเที่ยวไปยังท่าเรือของประเทศสาธารณรัฐสิงค์โปรได้ถูกขนถ่ายลงเรือลำใหม่ ชื่อ นันทภูมิ เพื่อขนส่งต่อมายังท่าปลายทางคือท่าเรือกรุงเทพ โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งช่วงทั้งสองเที่ยว และจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.25 และ จ.26 ให้จำเลยที่ 1 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับตราส่ง เมื่อสินค้าแต่ละเที่ยวถูกขนส่งมาถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2537 ตามลำดับแล้ว ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าในแต่ละเที่ยวซึ่งบรรจุอยู่ในตู้สินค้าเที่ยวละ 1 ตู้ ไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย และจำเลยที่ 1 ได้จัดการเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยที่ 3 เป็นองค์การเภสัชกรรม ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2537 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 เจ้าหน้าที่องค์การเภสัชกรรมได้มาเปิดตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าแต่ละตู้ตามลำดับเพื่อรับสินค้าออกไปจากท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่เมื่อตรวจนับสินค้าร่วมกับตัวแทนของจำเลยที่ 2 แล้ว ปรากฏว่าสินค้าได้สูญหายไปจำนวน 90 ถัง สำหรับการขนส่งเที่ยวแรก และสูญหายไปจำนวน 60 ถัง สำหรับการขนส่งเที่ยวหลัง รวมเป็นสินค้าที่สูญหายทั้งสิ้น 150 ถัง โดยสินค้าได้สูญหายไปในขณะที่กรมธรรม์ประกับภัย เอกสารหมาย จ.8 และ จ.21 ยังมีผลใช้บังคับองค์การเภสัชกรรมได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 แล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวจึงชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 4,309,383.46 บาท ให้แก่องค์การเภสัชกรรมแทน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2538 และรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ ตามใบรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.19 และ จ.33 และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นและได้ดำเนินการขนส่งช่วงสินค้า รวมทั้งส่งมอบสินค้าไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยชอบแล้ว กับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนเรือไม่จำต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่สูญหายให้แก่โจทก์ตามคำฟ้อง สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ที่ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 ให้แก่ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลคือจำเลยที่ 1 ไม่ใช่จำเลยที่ 2 ดังนั้น ผู้ที่เป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของจึงเป็นจำเลยที่ 1 ไม่ใช่จำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันขนสินค้าตามคำฟ้องทั้งสองเที่ยว จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ในการขนส่งสินค้าคดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งของเท่านั้น ส่วนผู้ที่ทำการขนส่งสินค้าคดีนี้ คือ จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 4 ด้วย เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ผู้ที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของคดีนี้ คือ จำเลยที่ 4 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 2 เพียงแต่เป็นผู้ออกใบตราส่งแทนจำเลยที่ 4 เท่านั้น ดังนี้ จำเลยที่ 2 จะฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่นเท่านั้นหาได้ไม่ เพราะถือได้ว่า เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องคดีนี้ทั้งสองเที่ยว โดยเป็นคู่สัญญาแห่งสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของโดยตรง ตามที่ระบุในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการออกใบตราส่งดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนี้แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทั้งสองเที่ยวโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการออกใบตราส่งดังกล่าว แต่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ตัวการร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการวินิจฉัยหรือพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกา เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่าคดีรับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ในคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ในฐานผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่สินค้าตามคำฟ้องสูญหายไปหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามทางพิจารณาว่า ในการขนส่งสินค้าทั้งสองเที่ยวนั้น ตัวแทนของจำเลยที่ 2 คือจำเลยที่ 1 ได้จัดหาตู้สินค้าตู้แรกหมายเลข เอ็มไอเอ็สยู 5106694 สำหรับขนส่งเที่ยวแรกและตู้สินค้าตู้หลังหมายเลขเอ็มไอเอ็สยู 514610-4 สำหรับการขนส่งเที่ยวหลังมอบให้แก่บริษัทจิสท์-โบรเคดส์ เอบี จำกัด ผู้ส่งของ ณ เมืองต้นทางเพื่อบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าแล้วซีลหรือผนึกประตูตู้สินค้าด้วยแถบเหล็กที่มีหมายเลขกำกับไว้คือ ซีลหมายเลข 9447 สำหรับตู้สินค้าตู้แรกและหมายเลข 19463 สำหรับตู้สินค้าตู้หลังด้วยตนเอง แล้วลากตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าตู้แรกและตู้หลังไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ณ ท่าเรือเมืองโกเต็นเบอร์ก เพื่อจัดการบรรทุกลงเรือเอ็นแอลแอล โอเชียนเนีย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2537 และวันที่ 24 ตุลาคม 2537 ตามลำดับ และสืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในทำนองว่า ขณะมีการส่งมอบตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าแต่ละตู้ไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้น ตู้สินค้าและซีลประตูตู้สินค้าอยู่ในสภาพเรียบร้อยถูกต้องดังเป็นมาแต่ต้นทาง สินค้าที่สูญหายทั้งสองจำนวนไม่ได้สูญหายขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 และไม่ปรากฏว่าศาลทั้งสองได้วินิจฉัยว่า ผู้ส่งของบรรจุสินค้าเข้าไปในตู้สินค้าแต่ละตู้ไม่ครบจำนวนโดยความผิดของผู้ส่งของแต่ได้วินิจฉัยในทำนองว่าสินค้าที่สูญหายแต่ละจำนวนได้สูญหายไปในระหว่างอยู่ในความอารักขาของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเท่ากับว่าศาลล่างทั้งสองได้ฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ส่งของได้บรรจุสินค้าเข้าไปในตู้สินค้าทั้งสองตู้ครบถ้วนตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 และสินค้าในตู้สินค้าแต่ละตู้ได้สูญหายไปในภายหลัง คดีนี้จำเลยที่ 2 เพียงแต่ฎีกาว่าผู้ส่งของเป็นผู้บรรจุเรียงและนับสินค้าแล้วซีลประตูตู้สินค้าเอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบจำนวนหรือปริมาณสินค้าในตู้สินค้าเท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไรเพราะเหตุใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ว่า ผู้ส่งของได้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าทั้งสองตู้ถูกต้องครบถ้วนจำนวนที่ระบุใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 และสินค้าที่สูญหายทั้งสองจำนวนนั้นได้สูญหายไปในภายหลัง หลังจากที่จำเลยที่ 4 ส่งมอบตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า สินค้าที่สูญหายไปจากตู้สินค้าในแต่ละตู้นั้น มิได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 โดยเรือเอ็นแอลแอล โอเชียนเนียและมิได้สูญหายไปในขณะขนถ่ายลำเรือที่ท่าเรือของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ หรือสูญหายไปในระหว่างการขนส่งช่วงของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นโดยเรือนันทภูมิ จากท่าเรือประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ แต่สินค้านั้นได้สูญหายไปหลังจากจำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นได้ส่งมอบตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าทั้งสองตู้ให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว และคดีได้ความตามที่คู่ความนำสืบรับกันอีกว่าหลังจากจำเลยที่ 4 ส่งมอบตู้สินค้าแต่ละตู้ไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ตู้สินค้าดังกล่าวแต่ละตู้ได้ถูกลากไปวางไว้ที่บริเวณลานพักตู้สินค้าหน้าโรงพักสินค้าที่ 16 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2537 ตามลำดับ และสินค้าในตู้สินค้าทั้งสองตู้ได้สูญหายไปในระหว่างอยู่ในความอารักขาของการท่าเรือแห่งประเทศไทยก่อนที่เจ้าหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งพร้อมด้วยตัวแทนของจำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะร่วมกันมาเปิดตู้สินค้าตู้แรกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2537 และตู้หลังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 จึงมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งจะรับมอบสินค้าไปจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้น ถือได้หรือไม่ว่าสินค้ายังอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง เห็นว่า กรณีใดที่จะถือว่าสินค้าเข้ามาอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งและพ้นจากความดูแลของผู้ขนส่งนั้น พระราชบัญญัติการรับขนส่งของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ดังนี้ "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง นับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับนั้นไว้จากผู้ส่งของ หรือตัวแทนผู้ส่งของ หรือจากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าต้นทางที่บรรทุกของลงเรือกำหนดให้ผู้ส่งของต้องมอบของที่จะขนส่งไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว จนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทาง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40" และในมาตรา 40 ได้บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว

(1) ผู้ขนส่งได้มอบของให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว

(2) ในกรณีที่ผู้รับตราส่งไม่มารับของจากผู้ขนส่ง ผู้ขนส่งได้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ของนั้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญารับขนของทางทะเล หรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับหรือประเพณีทางการค้าที่ถือปฏิบัติกันอยู่ ณ ท่าปลายทางแล้ว หรือ

(3) ผู้ขนส่งได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎหมายข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว"คดีนี้ข้อเท็จจริงคงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยที่คู่ความมิได้อุทธรณ์และฎีกาคัดค้านว่า การที่จำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งตู้สินค้าทั้งสองตู้มายังท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทางได้ส่งมอบตู้สินค้าดังกล่าวไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ ท่าปลายทางนั้น เป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 ได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดไว้ตาม มาตรา 40 (3) แล้ว การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้ขนส่งตู้สินค้าบรรจุสินค้าตามคำฟ้องไปยังท่าปลายทางได้ส่งมอบตู้สินค้าทั้งสองตู้ดังกล่าวไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงมีผลเท่ากับว่า จำเลยที่ 4 ได้ส่งมอบไว้ในนามของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งนั่นเอง จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจดูใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยที่ 2 ออกให้แก่ผู้ส่งของแล้วปรากฏว่า ใบตราส่งทั้งสองฉบับในช่องผู้รับตราส่งระบุว่า ตามคำสั่งของธนาคารกรุงไทย จำกัด และในรายการละเอียดเกี่ยวกับสินค้าระบุไว้ด้วยว่า ซีเอฟอาร์กรุงเทพ (CFR BANGKOK) และตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 ในช่องสถานที่ส่งมอบสินค้าได้ระบุไว้ในเงื่อนไข "กรุงเทพ ซีวาย" ส่วนใบตราส่งเอกสารหมาย จ.24 ในช่องสถานที่ส่งมอบสินค้ามิได้ระบุชื่อสถานที่ส่งมอบสินค้าไว้จึงมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า ตามใบตราส่งดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ตกลงรับขนสินค้าไปส่งมอบให้แก่องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่ง ณ คลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์อ้างว่าผู้ขายสินค้าในประเทศราชอาณาจักรสวีเดนเป็นผู้ส่งสินค้าและทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าทั้งสองเที่ยว ตามใบตราส่ง 2 ฉบับดังกล่าว โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เป็นโดยชัดแจ้งว่าการรับขนของทางทะเลไปยังปลายทางในเงือนไข "กรุงเทพ ซีวาย" ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องนำสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง ณ คลังสินค้าของผู้รับตราส่งแต่อย่างใดโดยนางสาวเยาวนิจ หิรัญเทศ พนักงานพิจารณาค่าสินไหมทดแทนของโจทก์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่าการรับขนของทางทะเลไปยังปลายทางในเงื่อนไข "กรุงเทพ ซีวาย" ผู้ขนส่งจะไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการเปิดตู้สินค้าที่คลังสินค้าของผู้รับตราส่ง และพยานไม่ทราบระเบียบปฏิบัติในการส่งมอบตู้สินค้า กับเบิกความตอบคำถามติงของทนายโจทก์ยืนยันว่า การรับขนของทางทะเลในเงื่อนไข "กรุงเทพ ซีวาย" หมายความว่า ผู้รับตราส่งจะรับตู้สินค้าไปเปิดที่หน้าคลังสินค้าของตนโดยผู้ขนส่งจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 มีนายโชติชัย ตันมนะสรรค์พนักงานของบริษัทไทยเรนโบว์ เอเยนซีส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการเป็นตัวแทนพิธีการเรือมาเป็นพยานเบิกความว่าระบบการขนส่งเงื่อนไข "ซีวาย" ปลายทางนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ขนส่งที่จะต้องลากตู้สินค้าจากท่าเรือปลายทางไปยังคลังสินค้าของผู้รับตราส่งที่ปลายทาง แต่ต้องเปิดตู้สินค้าที่คลังสินค้าที่คลังสินค้าของผู้รับตราส่งเว้นแต่ผู้รับตราส่งร้องขอต่อผู้ขนส่งและการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อขอเปิดตู้สินค้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย เห็นว่า นายโชติชัย ทำงานอยู่ที่บริษัทตัวแทนเรือดังกล่าวมีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับเจ้าของเรือและนายเรือมานาน 10 ปี และเคยได้รับการอบรมและผ่านการอบรมกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์นาวีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมทั้งได้รับการอบรมและผ่านการอบรมเกี่ยวกับการรับจัดการขนของทางทะเลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น่าเชื่อว่านายโชติชัยมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกิจการรับขนของทางทะเลพอสมควรประกอบนายโชติชัยก็มิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลของคดีนี้ คำเบิกความของนายโชติชัยจึงมีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง เมื่อไม่ปรากฏว่า ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 ได้ระบุเป็นเงื่อนไขพิเศษไว้เพิ่มเติมว่าผู้ขนส่งได้ขยายบริการนำตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าตามคำฟ้องทั้งสองตู้ไปส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง ณ คลังสินค้าของผู้รับตราส่ง ดังนั้น จึงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าการรับขนของทางทะเลในเงื่อนไขตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการนำสินค้าออกจากตู้สินค้าหรือลากตู้สินค้าจากลานวางตู้สินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปยังคลังสินค้าของตนเอง คดีจึงมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 มาร่วมเปิดตู้สินค้าและตรวจนับสินค้าด้วยนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้หรือไม่ว่า จำเลยที่ 2 ได้ตกลงโดยปริยายขยายบริการรับขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่ง ณ คลังสินค้าของผู้รับตราส่ง ได้ความจากคำเบิกความของนายถะเกิง บุณยรัตนพันธ์และ นายโยธิน อินทะวงศ์ พนักงานองค์การเภสัชกรรมว่า หลังจากองค์การเภสัชกรรมได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าแต่ละตู้ถูกส่งมาถึงท่าเรือกรุงเทพแล้วพยานทั้งสองได้รับมอบหมายจากองค์การเภสัชกรรมให้นำใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 ไปขอรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ลานวางตู้สินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยนายถะเกิงได้รับมอบหมายไปรับสินค้าจากตู้สินค้าตู้แรก ส่วนนายโยธินได้รับมอบหมายไปรับสินค้าจากตู้สินค้าตู้หลัง เห็นว่าหากจำเลยที่ 2 ได้ขยายบริการนำตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าแต่ละตู้ไปส่งมอบแก่องค์การเภสัชกรรมที่คลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมดังที่โจทก์ฟ้อง ก็ไม่มีเหตุผลที่องค์การเภสัชกรรมจะต้องส่งพนักงานของตนไปตรวจรับสินค้ากันที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยเช่นนั้น แต่องค์การเภสัชกรรมน่าจะสั่งให้จำเลยที่ 2 ลากตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าทั้งสองตู้ไปยังคลังสินค้าของตนและตรวจรับสินค้ากันที่คลังสินค้าของตนซึ่งน่าจะเป็นการสะดวกว่า แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความจากคำเบิกความของนายถะเกิงและนายโยธินพยานโจทก์ว่า ในขณะที่พยานไปขอรับสินค้าออกจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อนำมาเก็บไว้ที่องค์การเภสัชกรรมนั้น พยานต้องนำใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 ประกอบการยื่นคำขอเปิดตู้สินค้าต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้ส่งพนักงานบริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนร่วมเปิดตู้สินค้าแต่ละตู้ รวมทั้งในการขนสินค้าออกจากตู้สินค้าแต่ละตู้ขึ้นรถยนต์บรรทุกนั้น พนักงานและกรรมกรของบริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ก็เป็นผู้ดำเนินการโดยบริษัทดังกล่าวได้ทำใบตรวจนับสินค้าไว้เป็นพยานหลักฐาน ตามเอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุผลในการรับฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ขยายบริการรับขนสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทางไปยังคลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งด้วย เพราะนายโชคชัยพยานจำเลยที่ 2 ได้เบิกความอธิบายว่า ในการรับขนของทางทะเลเงื่อนไข "ซีวาย" ปลายทางนั้น ผู้รับตราส่งอาจร้องขอต่อผู้ขนส่งและการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อเปิดตู้สินค้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยก็ได้ ซึ่งความในข้อนี้นายเลี้ยง ไชยวิภาส ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจของบริษัทโหงวฮก เอเยนซี่ จำกัด ผู้ประกอบการตัวแทนเรือก็ได้มาเป็นพยานจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่า ในทางปฏิบัติในการเปิดตู้สินค้าจะต้องมีตัวแทนเรือของผู้ขนส่งมาร่วมตรวจสอบด้วยส่วนที่กรรมกรหรือพนักงานบริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ช่วยเปิดตู้สินค้าและนำสินค้าออกจากตู้ขึ้นรถยนต์บรรทุกโดยไม่ใช้พนักงานหรือกรรมกรขององค์การเภสัชกรรมเองนั้น อาจเป็นเพียงบริการเสริมเพื่อความสะดวกของผู้รับตราส่งก็ได้ ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าในการขนส่งสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปยังคลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมโดยรถยนต์บรรทุกนั้นได้ใช้รถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 หรือใช้รถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างมาเป็นยานพาหนะในการขนส่งแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในประเด็นข้อนี้จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับได้ว่าในการรับตนของทางทะเลตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.11 และ จ.24 จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายบริการรับขนสินค้าทั้งสองตู้จากท่าเรือปลายทางไปส่งมอบให้แก่องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งที่คลังสินค้าของผู้รับตราส่งด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งเป็นผู้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ได้ขนส่งตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าแต่ละตู้มาถึงท่าเรือปลายทางและส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยชอบแล้ว หน้าที่ดูแลสินค้าตามคำฟ้องแต่ละตู้ของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องรับผิดชอบในการสูญหายของสินค้าที่เกิดขึ้นในขณะที่สินค้าอยู่ในความอารักขาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าวทั้งสองจำนวนรวม 150 ถัง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และปัญหาตามฎีกาของโจทก์ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษานี้ได้

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน 4,429,810.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น ทุนทรัพย์เฉพาะส่วนที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงมีเพียงจำนวน 2,886,660.22 บาท โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงินจำนวน 72,167.50 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในทุนทรัพย์จำนวน 4,429,810.90 บาท เป็นเงิน 110,745 บาท จึงเสียเกินมาเป็นเงิน 38,577.50 บาท เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์เสียเกินมาดังกล่าวแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาเป็นเงินจำนวน 38,577.50 บาท แก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกนั้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชาลล์ ธอเบิร์นเอเยนซีล์ เอบี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2548
#267776
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามฟ้องของโจทก์ในตอนแรกจะบรรยายว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนก็ตาม แต่ในตอนท้าย โจทก์บรรยายว่าตามวันเวลาที่อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลงแผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะเดียวกันดังกล่าวที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง การบรรยายฟ้องในตอนท้ายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่มีบุคคลอื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอยู่แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยนำม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะและอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย "ออกวางจำหน่าย" มีความหมายเช่นเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนท้ายว่า จำเลย "เสนอขาย" สิ่งของดังกล่าวที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแก่บุคคลทั่วไป แต่การนำออกวางจำหน่ายหรือเสนอขายซึ่งสิ่งที่มิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มิได้บัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด คงมีแต่เฉพาะมาตรา 31 (1) ที่บัญญัติให้การเสนอขายซึ่งสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ต่อสาธารณชนโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำใดของจำเลยที่เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงแต่อย่างใด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 ที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นเพียงการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 เท่านั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28 และ 69 ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 31 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดและบทมาตราผิด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดและบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท ก่อนลดโทษให้นั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียง ตามสำเนาหนังสือยืนยันลิขสิทธิ์ในบทเพลงท้ายฟ้อง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมบทเพลงของผู้เสียหายดังกล่าวโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชน อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 69, 75 และ 76 ให้ม้วนเทปเพลง แผ่นเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 200,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 ของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้เป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 หรือเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามมาตรา 31 ปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมบทเพลงของผู้เสียหายตามหนังสือยืนยันลิขสิทธิ์ในบทเพลงท้ายฟ้อง โดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชน อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง เห็นว่า แม้ตามฟ้องของโจทก์ในตอนแรกโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนก็ตาม แต่ฟ้องในตอนท้าย โจทก์บรรยายว่า ตามวันเวลาที่อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะเดียวกันดังกล่าวที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง การบรรยายฟ้องในตอนท้ายเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่มีบุคคลอื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอยู่แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยนำม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะและอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย "ออกวางจำหน่าย" มีความหมายเช่นเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนท้ายว่า จำเลย "เสนอขาย" สิ่งของดังกล่าวที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแก่บุคคลทั่วไป แต่การนำออกวางจำหน่ายหรือเสนอขายซึ่งสิ่งที่มิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มิได้บัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดแต่อย่างใด คงมีแต่เฉพาะมาตรา 31 (1) ที่บัญญัติให้การเสนอขายซึ่งสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ต่อสาธารณชนโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำใดของจำเลยที่เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงแต่อย่างใด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 2537 มาตรา 28 ที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นเพียงการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 เท่านั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28 และ 69 ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 31 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดและบทมาตราผิด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดและบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท ก่อนลดโทษให้นั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับน้อยลงนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นเพียงการนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ 209 แผ่น ที่มีผู้อื่นทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาเสนอขายเท่านั้น จำเลยมิได้เป็นผู้ทำซ้ำซึ่งม้วนเทปเพลงแผ่นเอ็มพีสามและวีซีดีคาราโอเกะดังกล่าว ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพความผิดและความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษโดยกำหนดโทษก่อนลดโทษให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี และปรับ 400,000 บาท นั้น จึงหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28 ม. 31 (1) ม. 69 ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายโชคดี จันวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรินทร์ นาควิเชียร
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา