คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2548
#269502
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,497,810.80 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้ไม่เกิน 1,110,852.57 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 6 อย่างลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่าหนี้ที่จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายที่ 1 ก็รวมอยู่ในจำนวน 2,497,810.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนั่นเอง เพียงแต่จำเลยที่ 6 ต้องร่วมรับผิดเพียง 1,110,852.57 บาท เท่านั้น จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ขอประนอมหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 1 จึงเป็นจำนวนเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ขอประนอมหนี้เป็นจำนวนร้อยละ 60 และ 50 ตามลำดับของจำนวนหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ตนขอประนอมหนี้เท่านั้น มิได้ทำให้เจ้าหนี้ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ขอประนอมหนี้กลายเป็นหนี้คนละจำนวนกันแต่อย่างใด การคิดค่าธรรมเนียมประนอมหนี้ในส่วนจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 179 (เดิม) ซึ่งบัญญัติให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้ จึงต้องคิดในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ขอประนอมหนี้ ร้อยละ 60 ของจำนวนหนี้ที่ศาลอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้ จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่คิดค่าธรรมเนียมการประนอมหนี้จากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 6 ขอประนอมหนี้ในส่วนที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อเจ้าหนี้รายที่ 1 อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 6 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นบุคคลล้มละลาย และวันที่ 25 ธันวาคม 2544 มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 6

ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 6 และในฐานะผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ต้องจ่ายไม่ถูกต้อง เพราะมูลหนี้เดิมตามคำพิพากษา คือ หนี้ตามสัญญาขายลดเช็คที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของจำเลยอื่นในคดีมาขายลดกับโจทก์แล้วเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คดังกล่าว เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ จำนวนหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็จะลดลงตามส่วน และการขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 6 ก็ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่าค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ชำระร่วมกันเพราะเป็นมูลหนี้จากยอดเงินเดียวกัน จำนวนเงินค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 5 ในการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 6 จึงต้องคิดจากยอดเงินเดียวกัน คือ คิดจากจำนวนร้อยละ 60 ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระจำนวน 1,498,685.48 บาท เป็นเงินค่าธรรมเนียม 74,934.32 บาท โดยไม่ต้องคิดค่าธรรมเนียมจากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 6 ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้อีก และจำเลยที่ 6 ต้องชำระเพิ่มอีกเฉพาะค่าธรรมเนียมจากยอดเงินจำนวนร้อยละ 50 ของเจ้าหนี้อีก 2 ราย ของจำเลยที่ 6 มิใช่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ต่างคนต่างชำระค่าธรรมเนียมของยอดหนี้ที่ขอประนอมหนี้ อันเป็นการชำระค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง มิใช่เป็นการชำระร่วมกันตามคำขอประนอมหนี้และตามความเป็นจริงแห่งหนี้ซึ่งเป็นหนี้ร่วมกัน ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าทนายความก็ต้องคิดจำนวนเดียวเพราะเป็นหนี้ร่วมกันหนี้รายเดียวกัน มิเช่นนั้นเจ้าหนี้จะได้รับชำระถึง 2 ครั้ง และจำเลยต้องชำระถึง 2 ครั้ง ซึ่งไม่ถูกต้อง ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดค่าธรรมเนียมในการขอประนอมหนี้ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้ไขการคำนวณเงินค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้ โดยให้คำนวณเงินค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า การคิดค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามรายงานเจ้าหน้าที่กองคำนวณและเฉลี่ยทรัพย์ลงวันที่ 20 มีนาคม 2545 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (เดิม) บัญญัติว่า "ค่าธรรมเนียมในคดีล้มละลายให้คิดตามอัตราดังต่อไปนี้ (3)...ถ้ามีการประนอมหนี้ ให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ประนอมหนี้..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าในบรรดาเจ้าหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้รวม 3 ราย คงมีแต่หนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 1 เท่านั้นที่เป็นหนี้ร่วม โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,497,810.80 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้ไม่เกิน 1,110,852.57 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 6 อย่างลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่าหนี้ที่จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายที่ 1 ก็รวมอยู่ในจำนวน 2,497,810.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนั่นเอง เพียงแต่จำเลยที่ 6 ต้องร่วมรับผิดเพียง 1,110,852.57 บาท เท่านั้น จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ขอประนอมหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 1 จึงเป็นจำนวนเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ขอประนอมหนี้เป็นจำนวนร้อยละ 60 และ 50 ตามลำดับ ของจำนวนหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ตนขอประนอมหนี้เท่านั้น มิได้ทำให้จำนวนหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ขอประนอมหนี้กลายเป็นหนี้คนละจำนวนกันแต่อย่างใด การคิดค่าธรรมเนียมหนี้ในส่วนจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 1 จึงต้องคิดในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ขอประนอมหนี้ร้อยละ 60 ของจำนวนหนี้ที่ศาลอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่คิดค่าธรรมเนียมการประนอมหนี้จากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 6 ขอประนอมหนี้ในส่วนที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อเจ้าหนี้รายที่ 1 อีกด้วย จำเลยที่ 1 ขอประนอมหนี้ร้อยละ 60 จำนวนเงินที่ขอประนอมหนี้ในส่วนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 1 จึงเป็นเงินจำนวน 1,498,686.48 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้เฉพาะส่วนนี้จำนวน 74,934.32 บาท เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 6 ที่ขอประนอมหนี้ร้อยละ 50 จำนวนเงินที่ขอประนอมหนี้ในส่วนนี้จึงเป็นเงินจำนวน 555,426.29 บาท และคิดเป็นค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้ที่จำเลยที่ 6 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่เกินจำนวน 27,771.31 บาท ส่วนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 6 จำนวน 45,528.64 บาท และ 44,288.92 บาท ตามลำดับนั้น เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 6 แต่เพียงผู้เดียวต้องเสียค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้ส่วนนี้ จำเลยที่ 6 ขอประนอมหนี้ร้อยละ 50 จำนวนเงินที่ขอประนอมหนี้ในส่วนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 และที่ 3 เป็นเงินจำนวน 44,908.78 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้ส่วนนี้จำนวน 2,245.44 บาท ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดค่าธรรมเนียมการประนอมหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 1 ตามรายงานเจ้าหน้าที่กองคำนวณและเฉลี่ยทรัพย์ลงวันที่ 20 มีนาคม 2545 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้ไขการคำนวณเงินค่าธรรมเนียมในการประนอมหนี้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็น.ไอ.เอ็ม
จำเลย — ออโต้ ซัพพลายส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2548
#267892
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีล้มละลายเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองวงเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนที่ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่ง หรือหากฟ้องเป็นคดีแพ่งแล้วให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาก่อน เพราะ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนไว้โดยแน่นอน มิได้บัญญัติว่า หนี้นั้นศาลจะต้องมีคำพิพากษากำหนดจำนวนให้แน่นอนเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งสิทธิตามสัญญาสินเชื่อของจำเลยทั้งสิบจากบริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ทำสัญญาซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทั้งสิบเป็นหนี้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ประเภทหนี้เงินกู้โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6277, 37097 และ 37106 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามหนังสือรับรองวงเงินโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2106, 5076, 9824, 9918, 9962, 12277, 12479 และ 14505 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน และจำเลยที่ 1 เป็นหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 126,496,493.84 บาท หนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 38,436,233.65 บาท หนี้ตามหนังสือรับรองวงเงินร่วมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 155,363,287.67 บาท และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 83,885,465.77 บาท คิดถึงวันฟ้องรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 404,181,480.93 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ตีราคาหลักประกันตามฟ้องเป็นเงิน 84,705,150 บาท เมื่อนำไปหักจำนวนหนี้ดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสิบจึงเป็นหนี้โจทก์ ซึ่งอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลและไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสิบชำระหนี้แต่ไม่ชำระ จำเลยทั้งสิบมีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน จำเลยทั้งสิบจึงเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 และที่ 10 ให้การว่า จำเลยที่ 5 และที่ 10 ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้จำนวน 65,000,000 บาท แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะก่อตั้งบริษัทเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการฟ้องร้องคดีจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะ โจทก์สามารถฟ้องบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แต่กลับมาฟ้องคดีล้มละลายเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาหนังสือรับรองวงเงินร่วม และหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6277, 37097 และ 37106 ตำบลบึงบอน (คลอง 8 ออก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และที่ดินโฉนดเลขที่ 2106, 5076, 9818, 9962, 12277, 12479 และ 14504 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้จำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้จนครบถ้วนตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.42 เมื่อครบกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.46 ถึง จ.55 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก ถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนี้ค้างชำระต่อโจทก์เป็นต้นเงิน 212,376,160.59 บาท ดอกเบี้ย 191,805,320.34 บาท รวมเป็นเงิน 404,181,480.93 บาท โจทก์ได้ตีราคาหลักประกันของจำเลยที่ 2 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 46,061,400 บาท เมื่อหักกับหนี้ดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ตามสำเนาบัญชีกำหนดราคาทุนทรัพย์ที่ดินและสำเนารายงานการประเมินราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.68 หนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ล้มละลาย ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ได้ฟ้องจำเลยทั้งสิบต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ ธ.23278/2542 คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งยังไม่มีคำพิพากษาโจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่าหนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีล้มละลายเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองวงเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนที่ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่ง หรือให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาก่อนอย่างใด เพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนไว้โดยแน่นอน มิได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลจะต้องมีคำพิพากษากำหนดจำนวนให้แน่นอนเสียก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตราบใดที่ศาลแพ่งยังมิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์จำนวนหนี้จึงยังไม่แน่นอน เพราะศาลแพ่งอาจพิพากษายกฟ้องหรือพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรับผิดในหนี้ที่พิพาทไม่เต็มตามฟ้องโจทก์ก็เป็นได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้นหนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ล้มละลายจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว คดีตามคำฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความจริงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 หรือ มาตรา 10 แล้ว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโสภณเจริญทรัพย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2548
#270451
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองวงเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนที่เจ้าหนี้จะฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยเจ้าหนี้ไม่จำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีแพ่ง หรือให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาก่อน เพราะ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติแต่เพียงว่า หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน มิได้บัญญัติว่า หนี้นั้นศาลจะต้องมีคำพิพากษากำหนดจำนวนให้แน่นอนเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 และที่ 10 ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาหนังสือรับรองวงเงินร่วมและหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินหลายแปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้จำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก ถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนี้ค้างชำระต่อโจทก์เป็นต้นเงิน 212,376,160.59 บาท ดอกเบี้ย 191,8.5,320.34 บาท รวมเป็นเงิน 404,181,480.93 บาท โจทก์ตีราคาหลักประกันของจำเลยที่ 2 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 46,161,400 บาท เมื่อหักกับหนี้ดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 ยังคงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ล้มละลาย ธนาคาร ดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ได้ฟ้องจำเลยทั้งสิบต่อศาลแพ่ง คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งยังไม่มีคำพิพากษา โจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าหนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีล้มละลายเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองวงเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนที่ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งหรือให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาก่อนอย่างใด เพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า หนี้นั้นอาจกำหนดได้โดยแน่นอน มิได้บัญญัติว่า หนี้นั้นศาลจะต้องมีคำพิพากษากำหนดจำนวนให้แน่นอนเสียก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตราบใดที่ศาลแพ่งยังมิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ จำนวนหนี้จึงยังไม่แน่นอน เพราะศาลแพ่งอาจพิพากษายกฟ้องหรือพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรับผิดในหนี้ที่พิพาทไม่เต็มตามฟ้องโจทก์ก็เป็นได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้น หนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ล้มละลายจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว คดีตามคำฟ้องโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจริงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 หรือมาตรา 10 แล้ว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์แม๊กซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโสภณเจริญทรัพย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 470/2548
#267032
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าธนาคารโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ กลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 1,300,031.26 บาท ซึ่งมีดอกเบี้ยจำนวน 300,394.17 บาท ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าตกลงเป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องเพราะทำให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยมากไปกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมายและเกินคำขอ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 243 (1) และมาตรา 246

ขณะทำสัญญากู้เงิน ธนาคารโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าเงินกู้รายย่อยระยะยาวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เพียงร้อยละ 12.25 ต่อปี ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตามสัญญาจากจำเลย ดังนั้น ที่ศาลชั้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น จึงไม่ถูกต้องเพราะเงินจำนวน 1,300,031.26 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ดังกล่าวมีดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องจำนวน 300,399.17 บาท รวมอยู่ด้วย

โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับดอกเบี้ยตามสัญญาเพราะตกเป็นโมฆะแต่เมื่อเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อตามสัญญากู้เงินตกลงให้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในทุกวันที่ 16 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นจำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 17 มกราคม 2542 มิใช่ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ 459 บาท ทุกสามปีจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย (ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 2 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24666 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงิน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเงินจำนวน 1,300,031.26 บาท แยกเป็นหนี้เงินกู้ 999,178.09 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 300,394.17 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 459 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นโมฆะ แต่ยังคงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินในส่วนของดอกเบี้ยที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโมฆะจำนวน 300,394.17 บาท แก่โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เกินกว่าคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ 999,178.09 บาท ดอกเบี้ย 300,394.17 บาท และเบี้ยประกันภัย 459 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยขณะทำสัญญากู้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นั้น เกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมดแล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะเป็นข้อตกลงตามสัญญา ไม่ใช่ค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่ศาลจะใช้ดุลพินิจปรับลดลงได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามฟ้องและให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าดอกเบี้ยเป็นโมฆะนั้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง และศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัยว่าดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับโจทก์ยกเรื่องเบี้ยปรับขึ้นกล่าวอ้างในอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกาดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ แต่กลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 1,300,031.26 บาท ซึ่งมีดอกเบี้ยจำนวน 300,394.17 บาท ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าตกเป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะทำให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยมากไปกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมายและเกินคำขอ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 243 (1) และมาตรา 246 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ไปเสียทั้งหมด ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย และเนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าขณะทำสัญญาเงินกู้เงินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าเงินกู้รายย่อยระยะยาวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.10 (แผ่นที่ 2) ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เพียงร้อยละ 12.25 ต่อปี ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตามสัญญาจากจำเลย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย (ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จึงไม่ถูกต้อง เพราะเงินจำนวน 1,300,031.26 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ดังกล่าวมีดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องจำนวน 300,399.17 บาท รวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้ 999,178.09 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 459 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยไป รวมเป็นเงิน 999,637.09 บาท ส่วนดอกเบี้ยแม้โจทก์จะไม่มีสิทธิบังคับตามสัญญาเพราะตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ตกลงให้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในทุกวันที่ 16 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นจำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 17 มกราคม 2542 มิใช่ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2541 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 999,637.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,637.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 24666 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 470/2548
#269499
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ แต่กลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 1,300,031.26 บาท ซึ่งมีดอกเบี้ยจำนวน 300,394.17 บาท ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าตกเป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะทำให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยมากไปกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมายและเกินคำขอ ดังที่โจทก์ฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 243 (1) และมาตรา 246 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ไปเสียทั้งหมดจึงไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ส่วนดอกเบี้ยแม้โจทก์จะไม่มีสิทธิบังคับตามสัญญาเพราะตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ 459 บาท ทุกสามปีจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย (ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 2 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ แต่กลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 1,300,031.26 บาท ซึ่งมีดอกเบี้ยจำนวน 300,394.17 บาท ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าตกเป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะทำให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยมากไปกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมายและเกินคำขอ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 243 (1) และมาตรา 246 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ไปเสียทั้งหมด ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย และเนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าขณะทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าเงินกู้รายย่อยระยะยาวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.10 (แผ่นที่ 2) ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เพียงร้อยละ 12.25 ต่อปี ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตามสัญญาจากจำเลย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,300,031.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับถัดจากวันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย (ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 2 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จนั้นจึงไม่ถูกต้องเพราะเงินจำนวน 1,300,031.26 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ดังกล่าวมีดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องจำนวน 300,399.17 บาท รวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้ 999,178.09 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 459 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยไป รวมเป็นเงิน 999,637.09 บาท ส่วนดอกเบี้ยแม้โจทก์จะไม่มีสิทธิบังคับตามสัญญาเพราะตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อเป็นหนี้เงินจำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ตกลงให้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในทุกวันที่ 16 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นจำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 17 มกราคม 2542 มิใช่ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2541 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 999,637.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 999,178.09 บาท นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 24666 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 243 (1) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางพรทิพย์ สว่างอำไพ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2548
#267031
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ระบุว่า หากจำเลยผิดสัญญายินยอมให้โจทก์ดำเนินคดีเรียกเงินที่ค้างชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และจำเลยยินยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินสุทธิค้างชำระนับแต่ผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ข้อตกลงเช่นว่านี้ แสดงว่าถ้าจำเลยไม่ผิดนัดโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าวจากจำเลยดอกเบี้ยที่กำหนดไว้จึงเป็นค่าเสียหายจาการไม่ชำระหนี้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2497 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ณ เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 1 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยจำเลยยอมรับว่าได้ทำละเมิดขับรถยนต์ทะเบียน 2 ท - 1340 เชียงใหม่ ชนเสาโทรศัพท์หักและเป็นเหตุให้สายเคเบิลที่พาดผ่านขาดเสียหายคิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 70,921.46 บาท และจำเลยยินยอมชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท และชำระเป็นเงินสดในวันทำสัญญาจำนวน 922 บาท งวดต่อไปภายในวันที่ 17 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยจำเลยจะไปผ่อนชำระ ณ แผนกกฎหมาย เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 1 หากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญาและยินยอมให้โจทก์ดำเนินคดีเรียกเงินที่ค้างชำระตามสัญญาฉบับนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน กับจำเลยยินยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างสุทธินับแต่ผิดนัดไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้น หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน 2 งวด รวมเป็นเงิน 12,000 บาท แล้วไม่เคยชำระอีกเลย เมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 57,999.46 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 38,425 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 96,424.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 96,424.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 57,999.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 57,999.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 38,425 บาท (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2544) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยให้การว่า สัญญาประนีประนอมยอมความมีลักษณะเป็นการรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ละเมิด จึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันละเมิด หรือไม่เกินกว่าอายุความ 2 ปี นับจากวันทำหนังสือรับสภาพความรับผิด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อกำหนดอายุความดังกล่าวได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ค่าเสียหายเกินความเป็นจริง โจทก์กล่าวอ้างเลื่อนลอยว่าจำเลยชำระหนี้ให้บางส่วนเพราะไม่มีหลักฐานที่จำเลยลงลายมือชื่อมาแสดงจึงรับฟังไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องกับโจทก์จริง แล้วทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 57,999.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด (ที่ถูกโจทก์) แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 38,425 บาท (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2544) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่าศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นเบี้ยปรับ ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจกำหนดลดลงเป็นจำนวนพอสมควรไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ระบุว่า หากจำเลยผิดสัญญายินยอมให้โจทก์ดำเนินคดีเรียกเงินที่ค้างชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน พร้อมจำเลยยินยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินสุทธิค้างชำระนับแต่ผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ข้อตกลงเช่นว่านี้แสดงว่าถ้าจำเลยไม่ผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าวจากจำเลย ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้จึงเป็นค่าเสียหายจากการไม่ชำระหนี้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 แห่ง ป.พ.พ. อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดย บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวรัชนีพร ไชยเป็ง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2548
#113263
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยนำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากจำเลยผู้เอาประกันภัย ภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่มีการทำสัญญาประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 113,402.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 98,611 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 98,611 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า?

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคสอง เพราะมีการทำสัญญาประกันภัยวันที่ 6 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 กรกฎาคม 2541 เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี นั้น เห็นว่า เฉพาะการประกันภัยรถยนต์บรรทุกเท่านั้นที่โจทก์นำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ส่วนการประกันภัยรถยนต์กระบะโจทก์นำสืบว่ามีการทำสัญญาประกันภัยและระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์กระบะจึงยังไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่มีการทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 22,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแม่สายศิลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายธีระนันท์ คุณารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2548
#267030
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 บุกรุกที่ดินมีโฉนดของโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ 2 ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินของโจทก์จนได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนนี้จนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และประเด็นว่าที่ดินพิพาทส่วนนี้เป็นของโจทก์หรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทส่วนนี้เป็นของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5994 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ร่วมกับนางสาวสุมานี อัศวชัยสุวิกรม โดยซื้อจากนายสำเภา จำปีทอง และได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2532 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปรบกวนและยึดถือครอบครองที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือบางส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 4 ตารางวา ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ โจทก์เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาบุกรุก พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาบุกรุกต่อศาลชั้นต้น ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 866/2533 ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองไปแล้ว โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 4,000 บาท ขอคิดค่าเสียหายก่อนฟ้องทั้งหมดเป็นเงิน 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนและขนย้ายเพิงพักอาศัยกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ตลอดจนเสาคอนกรีตไปจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 50,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินพิพาท

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 5992 เนื้อที่ 1 งาน 63 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 5993 เนื้อที่ 2 งาน 41 ตารางวา รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 4 ตารางวา โจทก์เสียหายไม่เกินเดือนละ 200 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายช่อเพียว เตโชฬาร และนางคนึงนิจ เตโชฬาร ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีส่วนอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาบุกรุกและโจทก์ในฐานะผ้เสียหายได้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1028/2534 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้โดยถือข้อเท็จจริงตามคดีส่วนอาญาโจทก์และโจทก์ร่วมไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แพ้คดี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 ใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนและขนย้ายเพิงพักอาศัยกับสิ่งปลูกสร้างอื่นรวมทั้งเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินเฉพาะพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของทางสาธารณะในกรอบสีเหลือง โดยไม่รวมพื้นที่ตามหลักเขตหมายเลข ล.ม. 12 ล.ม. 13 ล.ม. 14 ล.ม. 2 และ ล.ม. 1 ในแผนที่พิพาทคดีนี้ รังวัดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2537 และทำให้ที่ดินคืนสู่สภาพเดิม ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5994 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี (เมืองนครปฐม) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ร่วมกับนางสาวสุมานี อัศวชัยสุวิกรม จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5992 และ 5993 ตำบลอำเภอจังหวัดเดียวกัน ที่ดินทั้งสามแปลงมีแนวเขตติดต่อกัน คดีส่วนอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาบุกรุกตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 866/2533 หมายเลขแดงที่ 1028/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2537 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ที่ดินในกรอบสีเหลืองพื้นที่รวมทางสาธารณประโยชน์ไปจดหลักเขตหมายเลข ล.ม. 10 และ 15704 และพื้นที่ตามหลักเขต ล.ม. 2 ล.ม. 13 และ ล.ม. 14 ในแผนที่วิวาทคดีนี้รังวัดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2537 เป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องในคดีส่วนอาญาระบุว่าจำเลยที่ 2 บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านพักอาศัย โรงเรือน และฝังเสาคอนกรีตในที่ดินเท่านั้นไม่รวมทางสาธารณประโยชน์และที่ทำนา ซึ่งในแผนที่เอกสารหมาย จ.1 ในคดีอาญาก็ได้แสดงอาณาเขตไว้ชัดเจนคือพื้นที่ตามหลักเขต 14789 ล.ม. 3 ล.ม. 5 และ ล.ม. 6 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่วิวาทในคดีนี้แล้วก็คือที่ดินด้านทิศตะวันออกของทางสาธารณประโยชน์ในกรอบสีเหลืองถึงหลักเขตหมายเลข ล.ม. 12 ล.ม. 13 และ ล.ม. 14 ตามที่ศาลล่างถือข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 บุกรุก ที่ดินที่จำเลยที่ 2 บุกรุกในคดีส่วนอาญาจึงไม่รวมพื้นที่ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา และเป็นกรณีที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวที่ให้คดีส่วนแพ่งจำต้องถือตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 บุกรุกที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ 2 ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินของโจทก์จนได้กรรมสิทธ์หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนนี้จนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ซึ่งประเด็นว่าที่ดินพิพาทส่วนนี้เป็นของโจทก์หรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทส่วนนี้เป็นของโจทก์ ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น.....

จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้โจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 เท่ากับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ฝ่ายเดียว คดีจึงมิอาจนำข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญามาใช้ได้ เห็นว่า ถึงแม้โจทก์จะทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ก็เป็นจำเลยในคดีอาญาร่วมกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาข้อหาบุกรุกซึ่งมีประเด็นเดียวกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ สุวัฒนพิมพ์
โจทก์ร่วม — นายช่อเพียว เตโชฬาร กับพวก
จำเลย — นายสวัสดิ์ สังขศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2548
#113119
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อ บ. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่ แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้ว บ้าน สิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไปให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 142 ไร่ 96 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อนางบุญมียื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยจึงเป็นทายาทจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางบุญมีเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิตินันท์ พั้วช่วย
จำเลย — นายน้อย ก้อนดี โดยนางบุญมี ก้อนดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2548
#269489
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อ บ. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้ว บ้าน สิ่งปลูกสร้างตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 142 ไร่ 96 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่ มีเนื้อที่ 142 ไร่ 96 ตารางวา มีอาณาเขตทิศเหนือจรดที่ดินนายเชย บุญประเสริฐ และนายประยูร น้อยชู ทิศใต้จรดทางสาธารณะทิศตะวันออกจรดคลองห้วยหว้า และที่ดินนายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ ทิศตะวันตกจรดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2209 สายน้ำดุก - บ้านหวาย จำเลยถึงแก่กรรมขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจรณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ เมื่อนางบุญมี ก้อนดี ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจริงหรือไม่ แล้วส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่ง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องเป็นภริยาจำลยจึงเป็นทายาทจำเลยและผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางบุญมี ก้อนดี เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายสมภาร พั้วช่วย นายเตย เกษามูล และนายทวี เชื้อสกุลวนิช เบิกความเป็นพยานว่า เดิมที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมไม่มีเอกสารสิทธิ มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ นายสาตานายประวัติ พั้วช่วย สามีโจทก์ เป็นผู้จับจอง ต่อมายกให้นายประวัติในปี 2516 นายประวัติจ้างนายทวีใช้รถแทรกเตอร์เกรดพื้นที่เพื่อทำประโยชน์และแบ่งที่ดินทางด้านทิศใต้ให้นายทวีไป 90 ไร่ ระยะแรกใช้เป็นที่ปลูกมันสำปะหลัง ถั่วเขียว ขุดสระน้ำไว้ 4 สระ ต่อมาใช้เป็นที่เลี้ยงวัวโดยนายจรัส พั้วช่วย น้องชายนายประวัติใช้เป็นที่เลี้ยงวัวจ้างนายพรมมา พั้วทัด เป็นผู้ดูแล นายประวัติก็เลี้ยงวัวด้วยประมาณ 100 ตัว จ้างนายเตย เกศามูล เป็นผู้ดูแล ปลูกกระต๊อบอยู่ในที่ดิน ใช้ลวดหนามกั้นเป็นคอกวัวและมีการล้อมรั้วปักเสาไม้ขึงลวดหนามรอบบริเวณที่ดิน นายพรมมาเป็นผู้รับจ้าง นายจรัสเลี้ยงวัวอยู่ประมาณ 3 ปี ก็เลิกไป ปี 2535 นายประวัติได้รับพระราชทานปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากวิทยาลัยครูเพชรบูรณ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สายเกษตรศาสตร์ ได้ถ่ายรูปคอกวัวและจัดทำเอกสารไว้ตามภาพถ่ายและเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ต่อมาปี 2538 นายประวัติถึงแก่กรรม โจทก์ขายวัวไปแล้วหยุดเลี้ยงวัว แต่ยังคงจ้างนายเตยดูแลที่ดินอยู่ ส่วนโจทก์ทำธุรกิจโรงแรมโดยระยะหลังมีคนขอเช่าเข้าไปปลูกยาสูบหลายราย ต่อมาเดือนสิงหาคม 2540 ทางราชการจะออกโฉนดที่ดินบริเวณที่ดินพิพาท โจทก์แจ้งขอนำรังวัดจำเลยเข้ามาคัดค้านและต่อมาจำเลยเข้ามาปลูกไม้ยืนต้นในระหว่างแนวต้นยาสูบ ปลูกกระท่อมและปลูกบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาบุกรุก และโจทก์มีนายพรมมา นายประสิทธิ์ จงธรรม์ และร้อยตำรวจเอกบุญเสริม สิทธิถาวร เบิกความสนับสนุน จำเลยมีตัวจำเลย นางบุญมี ก้อนดี นางบัวรด มารอด ซึ่งเป็นภริยาและบุตรจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายบัง ขันยศ บิดานางบุญมี มีเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ นายบังเคยขออนุญาตต่อทางราชการทำคูกั้นน้ำ ต่อมานายบังถึงแก่กรรม ที่ดินตกได้แก่นางบุญมีและจำเลย ปี 2514 จำเลยซื้อที่ดินจากนายหำ ศรีสุวรรณ์ อีกประมาณ 200 ไร่ ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินใช้เป็นที่เลี้ยงวัว ปลูกต้นมะเยา และให้คนเช่าปลูกยาสูบ บางคนเช่าปลูกพืชสวนครัว จำเลยครอบครองล้อมรั้วลวดหนาม ในระยะแรกเมื่อจำเลยอายุประมาณ 22 ปี ปลูกกระต๊อบไว้ 1 หลัง ต่อมาปี 2540 ให้บุตรชายเข้าไปปลูกบ้าน 1 หลัง และจำเลยมีนายเชย บุญประเสริฐ นายเสนีย์ น้อยชู นายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ นายจัน บัวโฮม นายอนุวัต คำชา และนายบุญส่ง เบ้าสารี เบิกความสนับสนุน เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเบิกความเชื่อมโยงสอดคล้องรับกันเป็นขั้นเป็นตอน นายทวีเป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์ เป็นผู้นำรถเข้าไปไถเกรดที่ดินพิพาท ขณะเบิกความอายุ 62 ปี แสดงถึงว่าเป็นคนรุ่นเก่าที่รู้เห็นความเป็นมาของที่ดิน ในสมัยเดิมที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีราคาค่างวดเช่นปัจจุบัน นายทวีเกรดที่ดินทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ ได้ค่าตอบแทนจากนายประวัติเป็นส่วนแบ่งที่ดินไปประมาณ 90 ไร่ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัย ภาพถ่ายหมาย จ.2 เป็นภาพถ่ายขณะนายประวัติยังมีชีวิตอยู่ ปรากฏคอกวัว และในหนังสือเอกสารประกอบการพิจารณาให้ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่นายประวัติ เอกสารหมาย จ.3 หน้า 49 และ 50 ก็ปรากฏภาพถ่ายคอกวัวของนายประวัติเช่นกัน นายสมบูรณ์พยานจำเลยก็เบิกความรับข้อเท็จจริงว่า นายประวัติใช้รถแทรกเตอร์เกรดที่ดินพิพาทเมื่อปี 2515 หลังจากนั้นก็เกิดสระน้ำในที่ดินขึ้น 3 สระ และมีการล้อมรั้วรอบบริเวณที่ดินพิพาท มีการสร้างคอกวัว 2 คอก นายเตยเฝ้าดูแลอยู่ 1 คอก โดยปลูกกระต๊อบอยู่ในที่ดินพิพาทและเลิกเลี้ยงวัวไปเมื่อนายประวัติถึงแก่กรรม ซึ่งล้วนสอดคล้องกับพยานโจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า ภาพถ่ายหมาย จ.2 เป็นภาพถ่ายที่โจทก์ไปถ่ายมาจากที่ใดก็ได้ไม่ใช่ภาพถ่ายคอกวัวในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อนเสนอภาพถ่ายหมาย จ.2 เป็นพยาน จำเลยมีโอกาสซักค้านและนำสืบพยานหักล้างว่าคอกวัวดังกล่าวไม่ใช่คอกวัวของนายประวัติในที่ดินพิพาท แต่ก็ไม่ปรากฏคำถามค้านและพยานหลักฐานจำเลยหักล้างภาพถ่ายดังกล่าวได้ ที่จำเลยฎีกาว่า นายบังได้รับอนุญาตให้ทำคูกั้นน้ำในคลองห้วยหว้า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายบังนั้น แม้บางส่วนของที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกจรดคลองห้วยหว้า และนายบังบิดาภริยาจำเลยเคยได้รับอนุญาตให้ทำคูกั้นน้ำในคลองห้วยหว้าตามสำเนาใบอนุญาตเอกสารหมาย ล.12 แต่ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 คลองห้วยหว้าไม่ได้มีแต่เฉพาะที่ติดกับที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออกเท่านั้น แต่มีแนวคลองยาวต่อไปทั้งทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก ซึ่งตามลักษณะต้องผ่านที่ดินอีกหลายแปลง ที่ดินของนายบังตามสำเนาใบอนุญาตเอกสารหมาย ล.12 อาจอยู่บริเวณอื่นซึ่งติดกับคลองห้วยหว้าก็เป็นได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนจำเลยซื้อมาจากนายหำตามเอกสารหมาย ล.9 นั้น ไม่มีข้อความใดในเอกสารเลยว่าที่ดินที่ซื้อขายคือที่ดินพิพาท สภาพกระต๊อบของจำเลยตามภาพถ่ายหมาย ล.10 ซึ่งจำเลยอ้างว่าปลูกมาตั้งแต่จำเลยอายุประมาณ 22 ปี นั้น เห็นได้ชัดเจนว่ามูลดินที่โคนเสาระเบียงด้านหน้าพื้นระเบียงและบันไดเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ รั้วลวดหนามตามภาพถ่ายหมาย ล.11 เป็นเสาปูนที่มีลักษณะทำขึ้นใหม่เช่นกัน บ้านบุตรจำเลยตามภาพถ่ายหมาย ล.15 ถึง ล.19 ก็ปลูกสร้างเมื่อปี 2540 เมื่อมีกรณีพิพาทกันแล้ว การเข้าไปปลูกต้นไม้ของจำเลยในที่ดินพิพาทปลูกตามแนวห่างระหว่างต้นยาสูบแสดงว่าในที่ดินพิพาทมีการปลูกยาสูบอยู่ก่อนแล้ว จำเลยอ้างว่าผู้ปลูกยาสูบในที่ดินพิพาทเป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยตามสัญญาเช่าในรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.8 แต่พนักงานสอบสวนสอบปากคำนายบุญ ทาทอง นายใหม่ แสงแก้ว นายปลัด ไพแก่น และนายชาลี โครมคำ ผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยให้การว่า ก่อนเข้าไปปลูกยาสูบในที่ดินพิพาทได้ขออนุญาตจากนายเตย ต่อมาจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินจึงลงชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความให้แก่จำเลยไป แสดงว่านายเตยดูแลที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อยู่ จำเลยอ้างว่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานตั้งแต่หนุ่มจนแก่อายุ 70 ปีเศษ แต่ไม่มีร่องรอยของสิ่งก่อสร้าง เป็นบ้าน กระต๊อบ รั้วหรือไม้ยืนต้นที่แสดงให้เห็นว่าปลูกสร้างหรือเพาะปลูกไว้แต่เก่าแก่เลย คำเบิกความของนายเชย นายเสนีย์ และนายอนุวัต ที่ว่าเห็นจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่านายเตย นายทวี พยานโจทก์ได้รับผลประโยชน์เป็นที่ดินจากโจทก์ นายสมภารพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเป็นพี่นายประวัติสามีโจทก์ เบิกความเข้าข้างโจทก์ไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า นายเตยเป็นลูกจ้างโจทก์และนายประวัติดูแลที่ดินและเลี้ยงวัวให้แก่นายประวัติได้รับส่วนแบ่งที่ดินไปจากนายประวัติ 19 ไร่ นายทวีเป็นผู้นำรถแทรกเตอร์เกรดที่ดินให้เตียนได้รับค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งที่ดินไปจากนายประวัติ 90 ไร่ เป็นเรื่องปรกติธรรมดาของการตอบแทนแรงงานและในขณะเดียวกันก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่านายประวัติเป็นผู้จับจองครอบครองที่ดินดังกล่าวจริงจึงได้นำมาแบ่งให้บุคคลทั้งสองได้ นายสมภารแม้เป็นพี่นายประวัติแต่ก็เบิกความโดยสาบานตนแล้วและผ่านการซักค้านของทนายจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีพิรุธไม่น่าเชื่อถือตรงส่วนใด เมื่อจำเลยเข้ามาปลูกระต๊อบ ทำรั้วและปลูกต้นไม้ในที่ดินโจทก์ก็เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.5 แสดงถึงว่าโจทก์ครอบครองหวงกันที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และนายประวัติครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ก่อนที่จำเลยจะเข้ามาแย่งการครอบครองเมื่อปี 2540 โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิตินันท์ พั้วช่วย
นายน้อย ก้อนดี โดยนางบุญมี ก้อนดี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2548
#269504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์โดยใช้ทางตั้งแต่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์ของ ม. และ ก. จนกระทั่งต่อมาที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นการใช้ทางพิพาทสืบเนื่องต่อกันมาด้วยความสงบโดยเปิดเผย โดยเจตนาใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเกินกว่า 10 ปี เมื่อคดีไม่ได้ความว่าเคยมีการขออนุญาตหรือมีการให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยทั้งหกเพื่อใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออก ทั้งพฤติการณ์ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทโดยการถือวิสาสะ แสดงว่ามีการใช้ทางพิพาทอย่างประสงค์จะให้ได้สิทธิทางภาระจำยอมโดยมิได้อาศัยสิทธิของผู้ใด จึงนับได้ว่ามีลักษณะเป็นการใช้สิทธิที่เป็นปรปักษ์ต่อจำเลยทั้งหกผู้เป็นเจ้าของทางพิพาท โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิในทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382

การรื้อถอนลวดหนามออกจากทางพิพาทนั้น หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์ที่ 1 อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ ได้อยู่แล้ว โจทก์ที่ 1 จะเป็นผู้รื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 243 และ 598 ให้จำเลยรื้อลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาทออก ถ้าจำเลยไม่รื้อให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอม ถ้าจำเลยไม่กระทำให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งหกให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ทั้งสองหยุดการใช้ทางพิพาทเข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยทั้งหก ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายราคาต้นไม้เป็นเงิน 20,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2540 จนกว่าโจทก์ทั้งสองจะหยุดการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทมีความกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 5.70 เมตร เป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 243 ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งหกรื้อรั้วลวดหนามเฉพาะบริเวณที่ปิดกั้นทางพิพาทออก ถ้าไม่รื้อให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รื้อโดยให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งหกไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 243 หากจำเลยทั้งหกไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 31 หมู่ที่ 13 ตำบลห้วยป่าหวาย อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นของจำเลยทั้งหก หลังจากถนนวัดดอยหินปูนตัดผ่านแล้ว ด้านทิศเหนือติดทางสาธารณะถนนเข้าวัดดอยหินปูน ด้านทิศใต้ทางตะวันตกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 243 ของโจทก์ที่ 1 ด้านทิศตะวันออกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 598 ของนางสาวพิมพ์ใจ คล้ายสิทธิ์ บุตรของโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 13 ของโจทก์ที่ 2 ตั้งอยู่ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งหกเป็นทางเข้าออกระหว่างถนนวัดดอยหินปูนกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ด้านทิศเหนือใกล้ที่ดินของนางสาวพิมพ์ใจตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ. 8 เดิมที่ดินของโจทก์ที่ 1 และนางสาวพิมพ์ใจเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายมานิจบิดาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งยกให้โจทก์ที่ 1 ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งได้ขายให้แก่นางสาวพิมพ์ใจ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 รวมกับที่ดินของนางสาวพิมพ์ใจ เดิมเป็นที่ดินผืนเดียวกัน เป็นของนายมากและนางแก้ว นายมากปลูกบ้านไว้ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและใช้ทางพิพาทเข้าออกที่ดินสู่ทางสาธารณะ เมื่อขายที่ดินใช้หนี้ และนายมานิจซื้อกลับคืนมา นายมากและนางแก้วก็ยังอยู่อาศัยและใช้ทางพิพาทมาโดยตลอด จนกระทั่งภายหลังได้รื้อบ้านออกไปก่อน โจทก์ที่ 1 รับโอนประมาณ 2 ถึง 3 ปี จึงมีการใช้ทางพิพาทมานานหลายสิบปีแล้ว ส่วนจำเลยทั้งหกนำสืบว่าฝ่ายโจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งหกเข้าออกทางสาธารณะแต่ใช้ทางอื่น ทางพิพาทเพิ่งมีเมื่อปี 2541 โดยโจทก์ที่ 2 จ้างให้เจ้าหน้าที่แขวงการทางใช้รถไถเกรดต้นไม้ทิ้งเพื่อทำทางระหว่างที่มีการทำถนนวัดดอยหินปูนจากถนนลูกรังเป็นถนนลาดยาง จึงพิพาทกันในคดีนี้ เห็นว่า โจทก์มีนายมานิจซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ที่ 1 มาเบิกความว่า นายมานิจเป็นบุตรของนายมากและนางแก้ว ที่ดินของโจทก์ที่ 1 แต่เดิมมีเอกสารสิทธิเป็นตราจองเป็นของนายมากและนางแก้ว นายมากได้ปลูกสร้างบ้านอาศัยอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินมาเป็นเวลาหลายสิบปี นายมานิจบิดาของโจทก์ที่ 1 เกิดที่บ้านนายมากและนางแก้วซึ่งเป็นปู่และย่าของโจทก์ที่ 1 โดยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ต่อมานายมากและนางแก้วขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้นางสาวขนิษฐาและนางพวงผกาเพื่อชำระหนี้ แต่นายมากและครอบครัวยังคงอาศัยอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ 1 โดยใช้ทางพิพาทเข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยทั้งหก ต่อมาปี 2520 นายมานิจบิดาของโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินคืนจากนางสาวขนิษฐาและนางพวงผกา เพื่อให้นายมาก นางแก้ว และพี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 อาศัย ปรากฏตามสารบัญการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ. 2 ส่วนนายมานิจได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอเสาไห้และจะกลับมาทำนาบนที่ดินของโจทก์ที่ 1 ทุกปี ต่อมาปี 2540 นายมานิจได้ยกที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ปรากฏตามสารบัญการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ. 2 ซึ่งจำเลยทั้งหกก็นำสืบรับว่านายมากและนางแก้วปลูกบ้านอาศัยอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ 1 มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และได้มีการรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2534 จึงฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 มีการครอบครองสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายคำ บุญเรือง พยานโจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี 2513 ถึง 2536 เบิกความว่า สมัยนายมากและนางแก้วนั้นไม่มีรถยนต์ใช้ แต่นายมากมีเกวียนใช้ ในสมัยก่อนทางพิพาทมีลักษณะเป็นโคกเกวียน สามารถเข้าออกได้ และจำเลยที่ 3 เบิกความตอบถามค้านทนายโจทก์ที่ 1 ว่า ปัจจุบันทางพิพาทมีสภาพดีกว่าเดิม เหตุที่จำเลยทั้งหกโกรธโจทก์ที่ 2 เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ได้ปรับทางเข้าออกให้ดีกว่าเดิมโดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งหกทราบ และจำเลยที่ 6 ก็ตอบถามค้านทนายโจทก์ที่ 1 ว่า ทางพิพาทแต่ก่อนเป็นทางเดิน เหตุที่มีการพิพาทคดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ที่ 2 เกรดขยายทางเข้าออกให้มีความกว้างเท่าเดิม จึงฟังได้ว่า ทางพิพาทมีอยู่ก่อนแล้วมิใช่เพิ่งมีขึ้นเมื่อปี 2540 พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยทั้งหกนำสืบว่าแต่เดิมไม่เคยมีทางพิพาทและทางที่เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่สมัยนายมากและนางแก้วจนกระทั่งถึงโจทก์ที่ 1 นั้นอยู่ทางด้านทิศตะวันตกอยู่ติดกับที่ดินของนางซ้อนเป็นคันนาปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล. 4 ภาพที่ 2 และ 3 ซึ่งตรงกับแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ. 8 ที่ทำเครื่องหมายดอกจันไว้ เมื่อศาลได้ออกเดินเผชิญสืบปรากฏว่าทางที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างหากเดินจากบ้านที่นายมากและนางแก้วปลูกสร้างอยู่ เปรียบเทียบกับทางพิพาทแล้ว ทางพิพาทมีระยะทางที่ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ใกล้กว่าทางที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้าง จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 จะใช้คันนาตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างเดินออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์โดยใช้ทางดังกล่าวตั้งแต่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายมากและนางแก้ว จนกระทั่งต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นการใช้ทางพิพาทสืบเนื่องต่อกันมาด้วยความสงบโดยเปิดเผยโดยเจตนาใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเกินกว่า 10 ปี โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิในทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้นำสืบให้ได้ความถึงการที่โจทก์ที่ 1 เข้าไปใช้ทางพิพาทว่าเป็นอย่างไร เป็นการใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต ไม่ได้รับความยินยอม ไม่ได้วิสาสะ แต่ใช้อย่างสงบ เปิดเผย เจตนาให้ได้ภาระจำยอมทางพิพาทโดยอายุความ ซึ่งภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์และพิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในคดีไม่ได้ความว่าเคยมีการขออนุญาตหรือมีการให้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งหกเพื่อใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออก ทั้งตามพฤติการณ์ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทโดยการถือวิสาสะ แสดงว่ามีการใช้ทางพิพาทอย่างประสงค์จะให้ได้สิทธิทางภาระจำยอมโดยมิได้อาศัยสิทธิของผู้ใด จึงนับได้ว่ามีลักษณะเป็นการใช้สิทธิที่เป็นปรปักษ์ต่อจำเลยทั้งหกผู้เป็นเจ้าของทางพิพาทแล้ว คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง การรื้อลวดหนามออกจากทางพิพาทนั้น หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์ที่ 1 อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้อยู่แล้ว โจทก์ที่ 1 จะเป็นผู้รื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหาได้ไม่"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ 1 ที่ว่าถ้าจำเลยทั้งหกไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอน โดยให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถุงเงิน ราวีศรี กับพวก
จำเลย — นางวันดี ทองปันดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2548
#266654
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยืนยันข้อเท็จจริงและคุณสมบัติของผู้คัดค้านตามคำร้องแล้วว่า ผู้คัดค้านพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านน่าจะขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4) คำร้องของผู้ร้องมิได้เพียงขอให้ศาลฎีกาช่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผู้คัดค้านเท่านั้น แต่ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการรับสมัครเลือกตั้งของผู้คัดค้านด้วย คำร้องของผู้ร้องจึงมีสภาพเป็นคำร้องตามกฎหมาย ชอบด้วย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 34/1 แล้ว

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านเพิ่งส่งหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยไปถึงพรรคไทยรักไทยในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ผู้คัดค้านสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2547 เมื่อนับแต่วันที่ผู้คัดค้านลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านจึงเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งน้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านจึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาสืบพยานผู้คัดค้านและสืบพยานของศาลเองแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องชอบด้วย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 34/1 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยืนยันข้อเท็จจริงและคุณสมบัติของผู้คัดค้านตามคำร้องแล้วว่า ผู้คัดค้านพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านน่าจะขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4) คำร้องของผู้ร้องมิได้เพียงขอให้ศาลฎีกาช่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผู้คัดค้านเท่านั้น แต่ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการรับสมัครเลือกตั้งของผู้คัดค้านด้วย คำร้องของผู้ร้องจึงมีสภาพเป็นคำร้องตามกฎหมาย ชอบด้วย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 34/1 แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า ผู้คัดค้านสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2547 ผู้คัดค้านสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย หลังจากนั้นวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 20 กรุงเทพมหานคร เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตั้งแต่เมื่อใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้คัดค้านได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในวันที่ 5 สิงหาคม 2547 ผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้านและนายวัฒนาเป็นพยานเบิกความเพียงลอย ๆ ว่า ผู้คัดค้านมอบให้นายวัฒนานำหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้คัดค้านไปยื่น ณ ที่ทำการพรรคไทยรักไทยเมื่อประมาณวันที่ 5 สิงหาคม 2547 โดยมีเจ้าหน้าที่ของพรรคไทยรักไทยรับเอกสารดังกล่าวไว้ โดยผู้คัดค้านไม่มีเอกสารหลักฐานใดยืนยันว่า พรรคไทยรักไทยได้รับหนังสือลาออกของผู้คัดค้านไว้ในวันดังกล่าวจริง แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนางสาวมัณธนาพยานของศาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนสมาชิกของพรรคไทยรักไทยว่า พยานเป็นผู้ลงชื่อรับเรื่องการยื่นใบลาออกของผู้คัดค้านไว้ด้วยตนเองเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ปรากฏตามสำเนาใบลาออกแนบท้ายคำร้องของผู้ร้อง นางสาวมัณธนาทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ 2542 มีหน้าที่โดยตรงในการรับใบสมัครของผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและใบลาออกของสมาชิกพรรคไทยรักไทย พยานปากนี้ได้เบิกความถึงวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับใบลาออกของสมาชิกพรรคไทยรักไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยละเอียด ปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าจะเสริมแต่งข้อเท็จจริงใด ๆ ขึ้น น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ในขณะที่ตามทางพิจารณาได้ความจากคำเบิกความของนายวัฒนาว่า นายวัฒนาประกอบอาชีพทนายความมาเป็นเวลาถึง 10 ปี เศษ นายวัฒนาย่อมต้องตระหนักถึงความสำคัญของการลงรับเอกสารต่าง ๆ ไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานเป็นอย่างดี หากนายวัฒนานำใบลาออกของผู้คัดค้านไปยื่นต่อพรรคไทยรักไทยเมื่อประมาณวันที่ 5 สิงหาคม 2547 จริงแล้ว ก็น่าจะต้องขอหลักฐานใด ๆ ที่จะเป็นการยืนยันว่าพรรคไทยรักไทยได้รับหนังสือลาออกของผู้คัดค้านไว้ในวันดังกล่าวจริง ซึ่งในประเด็นนี้นางสาวมัณธนาได้เบิกความยืนยันว่า หากผู้นำใบลาออกมายื่นประสงค์จะได้ใบรับไว้เป็นหลักฐาน พยานจะลงชื่อรับเรื่องและลงวันที่รับไว้ในต้นฉบับเอกสารก่อน จากนั้นจะนำต้นฉบับไปถ่ายเอกสารแล้วมอบสำเนาเอกสารนั้นให้แก่ผู้มายื่น แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายวัฒนาได้ขอใบรับจากพรรคไทยรักไทยไว้เป็นหลักฐานแต่อย่างใด อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่ประกอบอาชีพทนายความมาเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านเพิ่งส่งหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยไปถึงพรรคไทยรักไทยในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ตามที่นางสาวมัณธนายืนยันดังกล่าว ผู้คัดค้านสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2547 เมื่อนับแต่วันที่ผู้คัดค้านลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านจึงเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งน้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านจึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4)

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายศิริโชค ผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 29 ม. 30 ม. 34/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 20 กรุงเทพมหานคร
ผู้คัดค้าน — นายศิริโชค สิริวรรณภา
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2548
#269473
เปิดฉบับเต็ม

การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 122 นั้น จะกระทำได้เฉพาะกรณีไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา มิใช่หมายถึงว่า จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่ผู้ถือจะพึ่งได้รับไป ในกรณีที่จำเลย (ลูกหนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้ร้องใช้สิทธิขอให้จำเลยโดยผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญา ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2535 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 22154 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่ผู้ร้องในราคา 3,200,000 บาท โดยผู้ร้องวางเงินมัดจำเป็นจำนวน 1,700,000 บาท แก่จำเลยและได้ยื่นคำร้องขอปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ผู้ร้องเห็นว่าผู้คัดค้านมีคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านและสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยให้รับชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท จากผู้ร้องและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลย แล้วให้ผู้คัดค้านจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22154 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 และมีคำพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้คัดค้านได้ยึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 22154 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 2 ไร่ 2 ตารางวา เพื่อนำมาขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวโดยอ้างว่าผู้ร้องตกลงจะซื้อจากจำเลยในราคา 3,200,000 บาท และได้ชำระเงินมัดจำจำนวน 1,700,000 บาท แก่จำเลยแล้ว ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องได้ชำระเงินค่ามัดจำจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยตามข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย ร.1 เป็นสำเนาเอกสารต้องห้ามมิให้รับฟังและจำเลยก็มิได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง แต่การที่ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยจำเลยยินยอมนั้นถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามข้อตกลงจะซื้อจะขายตามกฎหมายเท่านั้น ผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินมัดจำดังกล่าวแก่จำเลย โดยผู้คัดค้านมีจำเลยเบิกความว่า ผู้ร้องไม่ได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยแต่ประการใด ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ปี 2535 เท่านั้น ส่วนผู้ร้องมีตัวผู้ร้องและนางวันเพ็ญ ขำเพ็ง ภริยาผู้ร้องเบิกความว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับผู้ร้องในราคา 3,200,000 บาท ผู้ร้องได้วางเงินมัดจำในวันทำสัญญา 1,200,000 บาท และต่อมาได้ชำระเงินมัดจำอีก 500,000 บาท เงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจะชำระให้หมดภายในปี 2536 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 หลังจากนั้นผู้ร้องจึงเข้าถมดินทำคันกั้นดิน และปลูกสร้างบ้านไว้ 4 หลัง ตามภาพถ่ายหมาย ร.3 กับขอเลขที่บ้าน ดำเนินการเรื่องขอไฟฟ้าและประปาตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ สำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาทะเบียนเอกสารหมาย ร.4 ถึง ร.6 เห็นว่า การที่ผู้ร้องได้ปลูกสร้างบ้านและก่อสร้างอาคารอื่นในที่ดินพิพาทในลักษณะมั่นคงถาวรและประกอบธุรกิจในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาอย่างเป็นเจ้าของทั้งในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านรับว่าผู้ร้องตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยจริง เพียงแต่คัดค้านว่าผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินมัดจำค่าที่ดินจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อขายและหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 เท่านั้น หากเป็นกรณีที่ผู้ร้องเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยดังที่จำเลยกล่างอ้างมาจำเลยย่อมสามารถนำหลักฐานสัญญาเช่ามาแสดงต่อผู้คัดค้านในชั้นสอบสวนหรือต่อศาลในชั้นพิจารณาให้ปรากฏชัด แต่จำเลยหามีหลักฐานอื่นสนับสนุนไม่ คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยลอยๆ เท่านั้น ไม่มีน้ำหนัก ดังนี้พยานหลักฐานของผู้ร้องประกอบกับข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านสอบสวนมาจึงมีน้ำหนักรับฟังว่าผู้ร้องตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยผู้ร้องและจำเลยได้ทำเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยได้รับเงินมัดจำจากผู้ร้องในวันทำสัญญา 1,200,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ร.1 และผู้ร้องได้ชำระเงินค่ามัดจำแก่จำเลยอีก 500,000 บาท ตามหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย ร.2 แม้เอกสารหมาย ร.1 จะเป็นสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ก็เป็นสำเนาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับรองว่าได้ถ่ายมาจากต้นฉบับของสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารหมาย ร.1 ประกอบพยานผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (3) ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังว่าผู้ร้องวางเงินมัดจำค่าที่ดินและชำระเงินค่าที่ดินในครั้งหลังแก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท และชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 1,700,000 บาท ผู้ร้องได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์โดยปลูกบ้านและก่อสร้างอาคารอื่นในลักษณะมั่นคงถาวรลงในที่ดินพิพาทและอยู่อาศัยประกอบธุรกิจตลอดมาถึงปัจจุบัน ผู้ร้องยังค้างชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือแก่จำเลยอีก 1,500,000 บาท การที่จำเลยถูกผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาด โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา ผู้ดำเนินการยึดที่ดินพิพาทแทนตามรายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 3 สิงหาคม 2542 นั้น ได้ประเมินราคาที่ดินพิพาทในราคาตารางวาละ 9,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,218,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินมานั้น ได้ถือเอาราคาที่ดินใดมาเป็นเกณฑ์และนายดนัย นิลพัฒน์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน เบิกความยอมรับว่าไม่เคยเห็นที่ดินพิพาท ไม่ทราบว่าตั้งอยู่ที่ใด และไม่ทราบว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ยึดที่ดินพิพาทแทนถูกต้องหรือไม่ ทั้งผู้ร้องมีนายวชิร มีแก้ว เจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน สาขาถนนมิตรภาพ จังหวัดนครราชสีมา มาเบิกความยืนยันว่าเมื่อปี 2536 พยานเป็นผู้ออกไปดูที่ดินพิพาทเพื่อประเมินราคาการให้สินเชื่อแก่ผู้ร้องซึ่งประสงค์จะซื้อที่ดินดังกล่าว พยานประเมินราคาแล้วที่ดินพิพาทมีราคาประมาณ 3,000,000 บาท และปัจจุบันราคาประมาณ 4,000,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประมาณ 4,000,000 บาท ทั้งผู้ร้องและนายวชิรได้เบิกความยืนยันในทำนองเดียวกันว่าภายหลังจากมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้ว ผู้ร้องได้เข้าไปปรับถมที่ดินและปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และจำเลยได้นัดให้ผู้ร้องไปชำระราคาส่วนที่เหลือและรับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาในวันที่ 30 ธันวาคม 2536 เมื่อถึงวันนัด ผู้ร้องและนายวชิรอยู่จนถึงเวลา 15.45 นาฬิกา จำเลยผิดสัญญาไม่ไปตามนัด ผู้ร้องจึงแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานตำรวจให้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ตามสำเนาคำขอและสำเนารายงานประจำวัน เอกสารหมาย ร.7 และ ร.9 โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวและเบิกความยอมรับว่า ต่อมาจำเลยถูกนายพงษ์ศักดิ์ จุฑาศิปารัตน์ ดำเนินคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงโดยกล่าวหาว่า เมื่อปี 2538 จำเลยตกลงจะขายที่ดินพิพาทให้นายพงษ์ศักดิ์ แต่กล่าวข้อความเท็จว่าเป็นโฉนดที่ดินแปลงอื่นแล้วรับเงินมัดจำไปโดยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้นายพงษ์ศักดิ์ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลแขวงนครราชสีมาในคดีหมายเลขแดงที่ 728/2540 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี ตามสำเนาคำฟ้อง และสำเนาคำพิพากษา เอกสารหมาย ร.18 ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเองไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ร.1 ประกอบกับผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ปลูกสร้างบ้านและสิ่งก่อสร้างอื่นในที่ดินพิพาทอย่างมั่นคงถาวรมา 7 ปี แล้ว ตามภาพถ่ายหมาย ร.3 ผู้ร้องจึงเป็นผู้พัฒนาที่ดินจนทำให้มีมูลค่าสูงขึ้นประมาณ 4,000,000 บาท ตามทางนำสืบของผู้ร้อง ทั้งการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 นั้น จะกระทำได้เฉพาะกรณีไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา มิใช่หมายถึงว่าจะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไปในกรณีที่จำเลย (ลูกหนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่นนี้ เมื่อผู้ร้องใช้สิทธิขอให้จำเลยโดยผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านในข้ออื่นอีกต่อไป เนื่องจากมิได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ให้ผู้ร้องชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,500,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของจำเลย แล้วให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องนั้น จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยูร พงษ์พูล
ผู้ร้อง — นายฉลาด ภิมุขนันท์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายอภิวัฒน์ งามวิวัฒน์อนันต์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2548
#269469
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารสองชั้นครึ่ง ต่อมาเทศบาลเมืองภูเก็ตมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้างและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างครั้งนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าการก่อสร้างถูกแบบแปลนหรือไม่ เมื่อการก่อสร้างไม่ถูกแบบแปลนตามที่ขออนุญาตไว้จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว

การฟ้องเรียกเอาเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 รับไปคืนมานั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 รับจ้างโจทก์สร้างอาคารสองชั้นครึ่ง 7 ห้องนอน ในราคา 740,000 บาท ตามแบบแปลนที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้เขียน และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้าง แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและผิดแบบแปลนที่สำนักงานเทศบาลเมืองภูเก็ตอนุญาต ต่อมาสำนักเทศบาลเมืองภูเก็ตมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสาม และแจ้งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารทั้งหมดแล้วก่อสร้างใหม่ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมหรือแทนกันชำระเงิน 1,052,812.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 650,000 บาท นับถัดจากวันฟัองเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2539) ให้ไม่เกิน 52,812.50 บาท ตามที่ขอ และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารที่สร้างออกจากที่ดินของโจทก์ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 เอง หากไม่รื้อถอนให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท ให้โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 รับจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสองชั้นครึ่ง ในราคา 780,000 บาท ระหว่างการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างจากโจทก์ไปเป็นเงิน 650,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 เทศบาลเมืองภูเก็ตมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างเป็นการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ย่อมจะต้องมีแบบแปลนรายละเอียดการก่อสร้างและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเพื่อยื่นแบบขออนุญาตต่อทางเทศบาล ทั้งผู้รับจ้างจะต้องนำแบบมาคำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายเพื่อคิดค่าจ้างจากผู้ว่าจ้าง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์เขียนแบบแปลนคร่าวๆ ในเศษกระดาษ แต่จำเลยที่ 1 ก็หานำแบบแปลนที่อ้างว่าโจทก์เขียนให้มาแสดงต่อศาลเพื่อสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวไม่ และได้ความจากตัวจำเลยที่ 1 เองว่าทราบว่าโจทก์ได้ติดต่อจำเลยที่ 2 เป็นช่างเขียนแบบ และได้ตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ทางเทศบาลเมืองภูเก็ตอนุญาตให้ก่อสร้างได้ตามแบบแปลนที่ขออนุญาตไว้เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2538 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ต้องนำแบบแปลนมาให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างแล้วก่อนเดือนมกราคม 2538 และตามรายการเบิกเงินแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างอาคารมาเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว จึงหยุดทำการก่อสร้าง ย่อมจะต้องมีแบบการก่อสร้าง พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารตามแบบแปลน และได้ความจากนายสมพงษ์ จันทร์ทอง พยานโจทก์ว่า เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2538 โจทก์มาตามพยานให้ไปดูการก่อสร้างว่าได้สร้างแบบแปลนหรือไม่ ปรากฏว่าการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบ เช่น ตำแหน่งของคานไม่ตรงตามแบบ ขนาดของเหล็กเล็กและจำนวนน้อยกว่าที่ระบุไว้ในแบบ ขนาดของคานก็เล็กกว่าและความลึกของคานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในแบบ นอกจากนี้นายสุชาติ สุวัณณาคาร พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความยืนยันว่า พยานเป็นผู้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างเนื่องจากแนวผนังอาคารและแนวคานไม่ตรงกันและไม่ถูกต้องตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนที่ขออนุญาตไว้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้างและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างครั้งนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรู้ในด้านก่อสร้างแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าการก่อสร้างถูกแบบแปลนหรือไม่ เมื่อการก่อสร้างไม่ถูกแบบแปลนตามที่ขออนุญาตไว้ จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของงานที่ทำการก่อสร้างผิดแบบแปลน เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 หยุดทำการก่อสร้าง (วันที่ 18 มีนาคม 2538) ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชำรุดบกพร่องตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 รับไปคืนมา เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดอายุความในเรื่องนี้ไว้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินคืน คือวันที่ 3 ตุลาคม 2538 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2539 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 389 วรรคหนึ่ง ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญสม วัชรอลงการกุล
จำเลย — นานสมปอง ตัณฑศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2548
#410550
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของบุคคลหนึ่งบุคคลใดคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องทำคำสั่งเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่าภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้ร้องแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเป็นเพียงกระบวนการเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้อง ตราบใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่มีคำสั่งดังกล่าว มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้ร้องยังไม่มีผลทางกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 106 (4) แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 อันจะเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 109 (3) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดขอนแก่นรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณา ศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2548 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดขอนแก่น แจ้งแก่ผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เนื่องจากผู้ร้องอยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น อำเภอมัญจาคีรี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดขอนแก่นโดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เนื่องจากผู้ร้องอยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสืบสวนสอบสวนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดรายงานผลการสืบสวนสอบสวนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายเป็นเวลาหนึ่งปี โดยให้มีผลนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่ง และวรรคสี่บัญญัติว่ามติของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องมีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่า การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของคณะกรรมการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลหนึ่งบุคคลใด คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องทำเป็นคำสั่งเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้คัดค้านแต่เพียงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติครั้งที่ 92/2547 วันที่ 22 กรกฎาคม 2547 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้อง ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดของแก่น อำเภอมัญจาคีรีเขต 1 จังหวัดขอนแก่น เป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรา 145 (3) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 10 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ประกอบมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แต่ไม่ปรากฏว่าภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าวแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเป็นเพียงกระบวนการเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้อง ตราบใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่มีคำสั่งดังกล่าว มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้ร้องยังไม่มีผลทางกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 106 (4) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 อันจะเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 109 (3) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศรับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศรับสมัครตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 106 (4) ม. 109 (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 19 วรรคสาม
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 96 วรรคหนึ่ง ม. 96 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวกนกวรรณ เบ้าจรรยา
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5
ผู้คัดค้าน — จังหวัดขอนแก่น
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
มงคล ทับเที่ยง
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2548
#269431
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้และคดีก่อนมีโจทก์จำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว แต่คดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินคนใหม่ซึ่งที่ดินที่เช่านั้นมีจำเลยเข้าอาศัยอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงมีเพียงสิทธิการเช่าเท่านั้นโดยยังมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่เช่า เมื่อโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ก่อนได้โดยลำพังโดยไม่เรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ทั้งห้องแถวพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทในคดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุกับกระทรวงการคลัง แต่โจทก์ไม่สามารถครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินที่เช่าได้ เพราะจำเลยครอบครองอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่เช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 65 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ พช.477 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ และให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท คดีมีประเด็นเดียวกันกับคดีนี้และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 65 ออกไปจากที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ พช.477 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายเชียงฮ้อ แซ่โค้ว บิดาของจำเลยซึ่งเป็นปู่ของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุจากทางราชการแล้วปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท หลังจากนายเชียงฮ้อถึงแก่ความตาย นายเชาว์ วีระพลชัย บุตรของนายเชียงฮ้อซึ่งเป็นบิดาของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทต่อมาจนกระทั่งนายเชาว์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2531 จากนั้นโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ร่วม แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครองครอบและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้เพราะจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปและก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้นและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้และคดีก่อนมีโจทก์จำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว แต่คดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินคนใหม่โดยเพิ่งไปขอเช่าและทำสัญญาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 ซึ่งที่ดินที่เช่าดังกล่าวมีจำเลยเข้าอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นโจทก์จึงมีเพียงสิทธิการเช่าเท่านั้นโดยยังมิได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่เช่าดังกล่าว เมื่อโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ก่อนได้แต่ลำพังโดยไม่เรียกให้ผู้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ทั้งห้องแถวพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีที่ว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทคดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวเมื่อนายเชียงฮ้อซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็เป็นอันระงับไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนายเชียงฮ้อ ที่จำเลยเบิกความอ้างว่าเมื่อนายเชียงฮ้อตาย ทายาททุกคนมอบหมายให้นายเชาว์ไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ร่วมแทนทายาททุกคนนั้น มีแต่นางยินดี มูลธิโต ซึ่งเป็นน้องของจำเลยปากเดียวเบิกความสนับสนุน สำหรับพันตำรวจตรีสุทิน วีระพลชัย ซึ่งเป็นน้องของจำเลยอีกคนหนึ่งก็เบิกความในเรื่องนี้เพียงว่าหลังจากที่บิดาถึงแก่ความตาย พี่น้องทุกคนตกลงให้นายเชาว์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุต่อเนื่องจากเป็นพี่ชายคนโตเท่านั้น พยานปากนี้ไม่ได้เบิกความว่าพี่น้องทุกคนตกลงให้นายเชาว์เป็นผู้เช่าแทนทายาทแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีก ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อนายเชาว์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมตั้งแต่ปี 2533 ตลอดมาทั้งก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วม ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอเช่าที่ดินพิพาทแทนนายเชาว์ผู้เช่าที่ถึงแก่กรรมต่อโจทก์ร่วม จากนั้นโจทก์ร่วมได้ออกแจ้งความเรื่องขอเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อให้ทายาทของผู้ถึงแก่กรรมหรือผู้มีสิทธิควรได้เช่าที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ได้คัดค้าน และปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้มีหนังสือส่งแจ้งความดังกล่าวไปให้นายอำเภอหล่มเก่าดำเนินการปิดประกาศแจ้งความนี้ให้ทราบทั่วกัน ณ ที่ว่าการอำเภอหล่มเก่าและบริเวณที่ดินพิพาทแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นของทางราชการเชื่อได้ว่าได้มีการปิดประกาศแจ้งความดังกล่าวไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอหล่มเก่าและบริเวณที่ดินพิพาทแล้ว เช่นนี้ น่าเชื่อว่าจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทได้ทราบแล้วว่าโจทก์ยื่นคำขอเช่าที่ดินพิพาทต่อจากนายเชาว์ แต่จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใดจนโจทก์ร่วมพิจารณาให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาท นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในปี 2533 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้โจทก์ร่วมตรวจสอบแนวเขตที่ดินพิพาท และจำเลยในฐานะภริยาของนายพิบูลย์ ศรีนุต ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินข้างเคียงได้ให้ถ้อยคำรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทไว้ด้วย ประกอบกับเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้โจทก์ร่วมตรวจสอบแนวเขตที่ดินพิพาทอีกอ้างว่าเนื่องจากนางเฉลียง ศรีนุต คือจำเลยผู้เช่าที่ดินข้างเคียงกล่าวหาว่าโจทก์ปลูกสร้างบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ไปรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียงรวมทั้งที่ดินที่จำเลยเช่าด้วยแล้ว เชื่อว่าฝ่ายจำเลยได้ไประวังแนวเขตที่ดินดังกล่าวแล้วยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยทราบว่าโจทก์ไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมต่อจากนายเชาว์ดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมนั้นฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยมิได้เช่าจากโจทก์ร่วมและเข้าอยู่โดยไม่มีสิทธิอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วม ส่วนฝ่ายโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมถูกต้องมีผลผูกพันโจทก์และโจทก์ร่วมจึงฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุรีรัตน์ ซ่อนกลิ่น
โจทก์ร่วม — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นางเฉลียง ศรีนุต
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2548
#267029
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ผิดนัด คือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย การที่โจทก์ได้ชำระเฉพาะต้นเงินตามเช็คให้แก่จำเลยเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยมิได้ชำระให้เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้โจทก์รับผิดตามที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเงิน 432,697 บาท นั้นแม้เงินที่โจทก์จะต้องรับผิดจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงิน และการที่โจทก์ไม่ยอมชำระทำให้จำเลยเสียหาย แต่หนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยมิใช่หนี้เงินส่วนที่เป็นต้นเงิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ของหนี้เงินดังกล่าวได้อีก เพราะมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณกลางปี 2539 โจทก์ได้สั่งซื้ออาหารสัตว์จากจำเลยและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14477 เป็นประกันหนี้การซื้อสินค้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์สั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยรวม 13 ฉบับ เป็นเงิน 1,849,182 บาท แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจึงฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค โจทก์ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยจนครบ จำเลยจึงถอนฟ้องคดีดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินที่จำนองและปลดจำนองให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์โดยปลอดจำนอง หากไม่คืนให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกโฉนดที่ดินฉบับเดิมและให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดใบแทนโฉนดฉบับเดิมโดยปลอดจำนองแก่โจทก์โดยให้โจทก์ถือคำสั่งศาลไปดำเนินการดังกล่าวได้ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะคืนโฉนดที่ดินและปลดจำนองให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากโจทก์ตกลงจะผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย แต่ต่อมาโจทก์ไม่ยอมชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ 467,417 บาท จำเลยทวงถามแล้วแต่โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงิน 467,417 บาท พร้อมค่าเสียหายคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วและชำระเกินไป 40,000 บาทเศษ หนี้ดอกเบี้ยตามฟ้องแย้งขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 432,697 บาท แก่จำเลย หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ (ที่ถูกจำเลย) ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,697 บาท ได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 432,697 บาท แล้วเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นหนี้เงินที่กำหนดจำนวนแน่นอนซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระแก่จำเลย แต่โจทก์ก็ไม่ยอมชำระ ถือว่าโจทก์ผิดนัดทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,697 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยรวม 13 ฉบับ โจทก์ก็ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด คือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเฉพาะต้นเงินตามเช็คให้แก่จำเลยเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยมิได้ชำระให้เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้โจทก์รับผิดตามที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเงิน 432,697 บาท แม้เงินที่โจทก์จะต้องรับผิดจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงินและการที่โจทก์ไม่ยอมชำระทำให้จำเลยเสียหายก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยมิใช่หนี้เงินส่วนที่เป็นต้นเงิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของหนี้เงินดังกล่าวได้อีกเพราะมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต นาคะศิริ
จำเลย — บริษัทลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2548
#269430
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลย โจทก์ก็ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดคือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่โจทก์ชำระเฉพาะต้นเงินตามเช็คให้แก่จำเลยเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยโจทก์มิได้ชำระ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รับผิดตามที่จำเลยฟ้องแย้งในส่วนของดอกเบี้ยดังกล่าว แม้เงินที่โจทก์จะต้องรับผิดจะเป็นหนี้เงินและการที่โจทก์ไม่ยอมชำระทำให้จำเลยเสียหายก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยมิใช่หนี้เงินในส่วนที่เป็นต้นเงิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของหนี้เงินดังกล่าวอีก เพราะมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สั่งซื้ออาหารสัตว์จากจำเลยและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้การซื้อสินค้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์สั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยรวม 13 ฉบับ เป็นเงิน 1,849,182 บาท แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยจนครบ หลังจากนั้นโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินที่จำนองและปลดจำนองให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์โดยปลอดจำนอง หากไม่คืนให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกโฉนดที่ดินฉบับเดิมและให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดใบแทนโฉนดฉบับเดิมโดยปลอดจำนองแก่โจทก์โดยให้โจทก์ถือคำสั่งศาลไปดำเนินการดังกล่าวได้กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะคืนโฉนดที่ดินและปลดจำนองให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ยอมชำระดอกเบี้ย 467,417 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 467,417 บาท พร้อมค่าเสียหายคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยเกินไป 40,000 บาทเศษ หนี้ดอกเบี้ยตามฟ้องแย้งขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 432,697 บาท แก่จำเลย หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,697 บาท ได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 432,697 บาท แล้วเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นหนี้เงินที่กำหนดจำนวนแน่นอนซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระแก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ยอมชำระ ถือว่าโจทก์ผิดนัดทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,697 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยรวม 13 ฉบับ โจทก์ก็ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด คือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเฉพาะต้นเงินตามเช็คให้แก่จำเลยเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยมิได้ชำระให้เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้โจทก์รับผิดตามที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเงิน 432,697 บาท แม้เงินที่โจทก์จะต้องรับผิดจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงิน และการที่โจทก์ไม่ยอมชำระทำให้จำเลยเสียหายก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยมิใช่หนี้เงินส่วนที่เป็นต้นเงิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของหนี้เงินดังกล่าวได้อีก เพราะมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต นาคะศิริ
จำเลย — บริษัทลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2548
#270635
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายวันละ 1,400 บาท ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าที่พิพาทอาจให้เช่าเดือนละ 42,000 บาท ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ถือได้ว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

เมื่อสัญญาเช่าที่พิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมระงับไป แต่จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทต่อไปอีก จึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ แม้จะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมผู้ให้เช่า มิได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินรวมทั้งที่พิพาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยเป็นผู้รอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท และเรียกค่าเสียหายโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 การวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ต้องพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในขณะที่ยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยอ้างว่าระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์แล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ให้หมดสิ้นไป

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากโจทก์ร่วม แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากมีอาคารของจำเลยปลูกอยู่บนที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนอาคารออกจากที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือการที่จำเลยเพิกเฉยไม่รื้อถอนอาคารเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ คำฟ้องจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยไม่สิทธิตามกฎหมายอย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยเป็นเจ้าของอาคารซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่โจทก์เช่าโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายวันละ 1,400 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารและส่งมอบที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารของจำเลยออกไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารเสร็จสิ้น กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องมาพร้อมกับคำฟ้องขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารเลขที่ 42 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่พิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดังกล่าว คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า อุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนอาคารออกจากที่พิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ตามคำฟ้องของโจทก์แม้จะขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ 1,400 บาท หรือเดือนละ 42,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 42,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์จึงถือได้ว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องวินิจฉัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยอ้างว่า การบอกเลิกการเช่าของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 เนื่องจากโจทก์มิได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าแก่จำเลย ส่วนโจทก์ร่วมมีหนังสือบอกเลิกการเช่า แต่เมื่อนับจากวันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าจนถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 2 เดือน อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง แต่ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้อยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์หากถือว่าจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิก็เป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งยังมิได้รับมอบการครอบครองที่ดินที่เช่าจากโจทก์ร่วม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัย และเพื่อไม่ให้คดีล่าช้าเสียเวลาศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เนื่องจากคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาเช่าที่พิพาทที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมได้ระงับไปแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทต่อไปอีกจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ แม้การอยู่ในที่พิพาทของจำเลยจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมผู้ให้เช่า มิได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินรวมทั้งที่พิพาทจากโจทก์ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทก็ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทตามสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าไม่ได้เนื่องจากมีจำเลยเป็นผู้รอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 แม้โจทก์จะระบุข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นละเมิดและสรุปการกระทำของจำเลยตามที่บรรยายมาในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ แต่ในการวินิจฉัยคดีศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องให้จำเลยรับผิดตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่อาจอ้างถึงมูลอันชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่พิพาทอีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์ย่อมหมดไปนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ต้องพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในขณะที่ยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยอ้างก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วในขณะฟ้องให้หมดสิ้นไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมโดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากโจทก์ร่วม แต่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่พิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมได้ เนื่องจากมีอาคารเลขที่ 42 ของจำเลยปลูกอยู่บนที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่พิพาทได้ ขอให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ปลูกอยู่บนที่พิพาทและส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับคือให้จำเลยรื้อถอนอาคารและส่งมอบที่พิพาทแก่โจทก์พร้อมกับใช้ค่าเสียหาย ส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือการที่จำเลยเพิกเฉยไม่รื้อถอนอาคารของจำเลยซึ่งปลูกอยู่ในที่พิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่พิพาทได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่า จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบ่อบัวพัฒนา
โจทก์ร่วม — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายไพโรจน์ กาญจนกันติกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2548
#270418
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใดทั้งโจทก์และนางสาว ส. ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายและเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยในโครงการเดียวกันกับโจทก์เบิกความเพียงว่า โครงการจะสร้างเสร็จภายในปลายปี 2540 จึงยังไม่พอถือได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายมีกำหนดเวลาสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุว่าผู้จะขายจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้จะซื้อเมื่อผู้จะซื้อได้ชำระเงินดาวน์ให้ผู้จะขายครบถ้วน สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาไว้โดยปริยายนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน และโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่สร้างบ้านและส่งมอบให้โจทก์ตามสัญญา และถึงแม้สัญญาดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย เมื่อโจทก์ชำระเงินตามงวดให้จำเลยไปแล้ว 220,300 บาท ทั้งได้มีหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและชำระหนี้จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือขอให้บฏิบัติตามสัญญาและชำระหนี้ไปยังจำเลยครั้งสุดท้ายนับเป็นเวลา 5 ปีเศษ จำเลยยังไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งการบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการภายในกำหนด 15 วัน มิเช่นนั้นให้คืนเงินที่ชำระไปแล้ว พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับจากเวลาดังกล่าว ในกรณีนี้ต้องนับว่าเป็นระยะเวลาอันสมควรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 โจทก์ตกลงซื้อที่ดินเนื้อที่จำนวน 20 ตารางวา พร้อมบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น 1 หลัง ในโครงการดังกล่าวจากจำเลย ราคา 829,000 บาท โจทก์ชำระค่างวดถึงงวดที่ 9 แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการปลูกสร้างบ้านตามสัญญา และหยุดก่อสร้างบ้านลง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 475,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 420,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 220,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 15 กันยนยน 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มีนาคม 2544) ต้องไม่เกิน 55,075 บาท ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการก่อหนี้ที่จำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า สัญญาที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน การบอกเลิกสัญญาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แต่โจทก์ให้เวลาจำเลยเพียง 15 วัน ถือว่าระยะเวลาไม่พอเพียงที่จะดำเนินการตามสัญญาได้นั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสร้างบ้างให้แล้วเสร็จเมื่อใด แม้โจทก์อาจนำสืบให้เห็นถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาเพื่อให้ชัดเจนและเพื่อให้คู่สัญญาปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาได้ โดยไม่ถือเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือเพิ่มเติมเอกสาร แต่โจทก์ก็ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใด ทั้งโจทก์และนางสกุณา พยานโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขาย และเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยในโครงการเดียวกันกับโจทก์เช่นเดียวกันได้เบิกความเพียงว่า โครงการจะสร้างเสร็จภายในปลายปี 2540 จึงยังไม่พอถือได้ว่า สัญญาจะซื้อจะขายมีกำหนดเวลาสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุว่าผู้จะขายจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้จะซื้อเมื่อผู้จะซื้อได้ชำระเงินดาวน์ให้ผู้จะขายครบถ้วน สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาไว้โดยปริยายนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ดี เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน และโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่สร้างบ้านและส่งมอบให้โจทก์ตามสัญญา และถึงแม้สัญญาดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้เสร้จเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย คดีนี้โจทก์ชำระเงินตามงวดให้จำเลยไปแล้ว 220,300 บาท โดยงวดหลังสุดชำระเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 แต่นับจากวันทำสัญญาคือวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2543 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและชำระหนี้จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือขอให้ปฏิบัติตามสัญญาและชำระหนี้ไปยังจำเลยครั้งสุดท้ายคือวันที่ 11 ตุลาคม 2543 นับเป็นเวลา 5 ปีเศษ จำเลยยังไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งการบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการภายในกำหนด 15 วัน มิเช่นนั้นให้คืนเงินที่ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับจากเวลาดังกล่าว ในกรณีนี้ ต้องนับว่าเป็นระยะเวลาอันสมควรแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุจิตรา ชาปู่
จำเลย — บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ