คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12183/2547
#113086
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยท้ากันว่า ให้ศาลส่งลายมือชื่อของจำลยในสัญญากู้กับตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ ถ้าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง จำเลยยอมแพ้คดี ถ้าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ยอมแพ้คดี ศาลส่งเอกสารดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจพิสูจน์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่า น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ดังนี้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นการยืนยันหรือทำนองยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยตรงตามคำท้าของโจทก์จำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 566,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 20413 มาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 990,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 566,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความท้ากันโดยให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ของหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 3 ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ หากผลการตรวจระบุว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของจำเลย จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและยอมแพ้ หากไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การและยอมแพ้ คู่ความไม่ติดใจสืบพยานอื่นอีกต่อไป

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายไพศาลทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 566,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งนี้ดอกเบี้ยค้างชำระต้องไม่เกิน 5 ปี และดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นในชั้นอุทธรณ์ต่อศาล มิฉะนั้น ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20413 เพื่อเอามาชำระแทน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำท้าโจทก์ให้ส่งลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 3 ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ หากกองพิสูจน์หลักฐานแจ้งว่า ลายมือชื่อในสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของจำเลย จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยอมแพ้คดี โจทก์แถลงว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 3 ในช่องผู้กู้เป็นลายมือชื่อของจำเลย หากกองพิสูจน์หลักฐานแจ้งว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 3 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การ โจทก์ยอมแพ้คดี ให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ไม่ติดใจสืบพยาน

เมื่อตามรายงานการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานลงความเห็นว่าน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ดังนี้ เห็นว่า ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานมีลักษณะเป็นการยืนยันหรือทำนองยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยตรงตามคำท้าของโจทก์จำเลยแล้ว มิใช่มีความเห็นไม่ตรงตามคำท้าเช่นตรวจพิสูจน์ออกมาว่าลายมือชื่อคล้ายกันดังจำเลยฎีกา เมื่อโจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานเป็นข้อแพ้ชนะ ก็ต้องถือเอาความเห็นดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะของคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อนึ่ง เมื่อปรากฎว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอจะเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ จึงให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับยกเว้นในชั้นฎีกาด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ โดยให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นในชั้นฎีกาต่อศาล.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 91 ม. 99 ม. 130 ม. 138
ชื่อคู่ความ
ผู้เข้าเป็นคู่ความ — นางเรียม พิพัฒน์พฤกษา โดยนายไพศาล พิพัฒน์พฤกษา
โจทก์ — แทน
จำเลย — นายเปี่ยง กล่อมสูงเนิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายพูนพล ชมศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12183/2547
#412535
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยท้ากันว่า ให้ศาลส่งลายมือชื่อของจำเลยในสัญญากู้กับตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ ถ้าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง จำเลยยอมแพ้คดี ถ้าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ยอมแพ้คดีศาลส่งเอกสารดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจพิสูจน์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ดังนี้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นการยืนยันหรือทำนองยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยตรงตามคำท้าของโจทก์จำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 990,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 566,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์ลายมือชื่อในสัญญากู้มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความท้ากันโดยให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ของหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ หากผลการตรวจระบุว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของจำเลย จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและยอมแพ้ หากไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การและยอมแพ้ คู่ความไม่ติดใจสืบพยานอื่นอีกต่อไป ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า ได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อตรงช่องลงชื่อ "ผู้กู้" ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 เปรียบเทียบกับตัวอย่างและสำเนาตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 และในกระดาษสำหรับศาลใช้ (เบอร์ 40) ที่เขียนต่อหน้าศาลเอกสารหมาย ล.8 แล้ว ปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนรูปร่างลักษณะของตัวอักษรเป็นอย่างเดียวกัน น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายไพศาล ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 566,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งนี้ดอกเบี้ยค้างชำระต้องไม่เกิน 5 ปี และดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับโดยให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นในชั้นอุทธรณ์ต่อศาล มิฉะนั้นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20413 ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเอามาชำระแทน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาว่าผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของผู้เชี่ยวชาญตรงตามคำท้าที่โจทก์จำเลยตกลงกันหรือไม่ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2543 ว่า จำเลยยื่นคำท้าโจทก์ให้ส่งลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ หากกองพิสูจน์หลักฐานแจ้งว่า ลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของจำเลย จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยอมแพ้คดีโจทก์แถลงว่า ลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 ในช่องผู้กู้เป็นลายมือชื่อของจำเลย หากกองพิสูจน์หลักฐานแจ้งว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การโจทก์ยอมแพ้คดีให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ไม่ติดใจสืบพยานและตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2544 คู่ความแถลงร่วมกันว่า วันนี้โจทก์ได้วางเงินค่าตรวจพิสูจน์จำนวน 30,415 บาท ตามใบเสร็จรับเงินที่เสนอศาล ซึ่งประเด็นที่ท้ากันหากลายมือชื่อในช่องผู้กู้เป็นลายมือชื่อของคนคนเดียวกับตัวอย่างลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.8 และเอกสารหมาย จ.7 จำเลยจะรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ แต่หากผลการตรวจพิสูจน์ออกมาไม่ตรงกับประเด็นที่แจ้งไป เช่น ตรวจพิสูจน์ออกมาแล้วคล้ายกับตัวอย่างลายมือชื่อในช่องผู้กู้ คู่ความตกลงกันให้ยกเลิกคำท้าและสืบพยานตามประเด็นข้อพิพาทต่อไป เมื่อตามรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานลงความเห็นว่าน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันดังนี้ เห็นว่า ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานมีลักษณะเป็นการยืนยันหรือทำนองยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยตรงตามคำท้าของโจทก์จำเลยแล้ว มิใช่มีความเห็นไม่ตรงตามลำดับท้าเช่นตรวจพิสูจน์ออกมาว่าลายมือชื่อคล้ายกันดังจำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าอาจเป็นไปได้ว่าโจทก์ใช้หนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นตัวอย่างในการปลอมแปลง โดยเอาแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมาทาบกับลายมือชื่อของจำเลยที่ปรากฏในหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวแล้วใช้ปากกาลากเส้นตามตัวอักษรเพื่อลอกเลียนลายมือชื่อของจำเลยแล้วนำแบบฟอร์มหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมากรอกข้อความนำมาฟ้องจำเลยนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับคำท้า จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เมื่อโจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานเป็นข้อแพ้ชนะ ก็ต้องถือเอาความเห็นดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะของคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินพอจะเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ จึงให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับยกเว้นในชั้นฎีกาด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ โดยให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นในชั้นฎีกาต่อศาล
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 91 ม. 99 ม. 130 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรียม พิพัฒน์พฤกษา
โดยนายไพศาล พิพัฒน์พฤกษา
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน นายเปี่ยง กล่อมสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115 -ที่ 12180/2547
#113080
เปิดฉบับเต็ม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และ 23 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร การกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าวก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีเป็นระยะเวลานานเกินสมควร งานผลิตสารเคมีอันตรายจึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 166

จำเลยให้โจทก์ทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ แต่การผลิตเป็นระบบปิด โจทก์ไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่กรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง ทั้งการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานก็ปรากฏว่าเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 โจทก์ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 66 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาตามจำนวนในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันแก่โจทก์ดังกล่าว

จำเลยทั้งหกสิบหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวน

โจทก์ทั้งหกสิบหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ จำเลยใช้เครื่องจักรในการผลิตเป็นส่วนมากและเป็นระบบปิด การลำเลียงผลิตภัณฑ์จากการผสมมาถึงสายพานการบรรจุทำโดยใช้ท่อ และบรรจุผลิตภัณฑ์โดยเครื่องจักรอัตโนมัติ พนักงานที่ทำงานในสายพานการผลิตจึงไม่ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โจทก์ที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรงก็สัมผัสเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 10 ถึง 20 นาที เท่าที่จะต้องชั่งตวงวัดสารเคมีที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์เท่านั้น มีการผสมสารเคมีวันหนึ่ง ๆ ไม่กี่ครั้ง โจทก์ดังกล่าวจึงมิได้สัมผัสสารเคมีเป็นเวลาติดต่อกันถึง 7 ถึง 8 ชั่วโมง แต่อย่างใด ผลิตภัณฑ์ของจำเลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าของจำเลยได้รับการตรวจสอบและอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และได้รับหมายเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ (เครื่องหมาย อย.) ทุกชนิด พนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการรายงานผลการตรวจสถานประกอบกิจการของจำเลยตามคำสั่งของศาลแรงงานว่าจากการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการของจำเลยเรื่องเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนในบรรยากาศและสารเคมีพบว่า ไม่เกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง และนายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว และโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานไม่รวมเวลาพักวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกสิบหกว่า โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) หรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และมาตรา 23 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ต้องทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ซึ่งการกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 (5) นั้น ก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ดังนั้น งานผลิตสารเคมีอันตรายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) จึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 166 อันเป็นบทเฉพาะกาล แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบ แต่เมื่อการผลิตสินค้าของจำเลยเป็นระบบปิด โจทก์ทั้งหกสิบหกไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่เป็นกรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง ทั้งผลการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงาน ก็ปรากฏว่าเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทั้งหกสิบหกทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานปกติเพียงวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง โจทก์ทั้งหกสิบหกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 23 ม. 103 ม. 166
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณัติกา เจนชัด กับพวก
จำเลย — บริษัทไอ. พี. เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115 -ที่ 12180/2547
#412534
เปิดฉบับเต็ม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2ฯ โดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 6 และ 23 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง ซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร การกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าว ก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีเป็นระยะเวลานานเกินสมควร งานผลิตสารเคมีอันตรายจึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ประกาศกระทรางมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 166

จำเลยให้โจทก์ทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบแต่การผลิตเป็นระบบปิด โจทก์ไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่กรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง ทั้งการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานก็ปรากฏว่าเสียง แสงสว่าง ความร้อน ปริมาณความเข้มของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดในประกาศกระทรางมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 23 โจทก์ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาตามจำนวนในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันแก่โจทก์ดังกล่าว

จำเลยทั้งหกสิกหกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกสิบหกสำนวน

โจทก์ทั้งหกสิบหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกสิบหกว่า โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ข้อ 2 (5) หรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2541) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 6 และมาตรา 23 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างซึ่งทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างไม่ให้ต้องทำงานเช่นว่านั้นเป็นระยะเวลานานเกินสมควร ซึ่งการกำหนดให้งานผลิตสารเคมีอันตรายเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 (5) นั้น ก็เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ไม่ให้ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเกินสมควรดังนั้น งานผลิตสารเคมีอันตรายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2541) ข้อ 2 (5) จึงหมายความรวมถึงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย แต่ทั้งนี้โดยสภาพของงานต้องมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ซึ่งไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ใช้บังคับ จึงตัองใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 บังคับตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 166 อันเป็นบทเฉพาะกาล แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งหกสิบหกทำงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่ต้องใช้สารเคมีอันตรายเป็นวัตถุดิบแต่เมื่อการผลิตสินค้าของจำเลยเป็นระบบปิดโจทก์ทั้งหกสิบหกไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงมิใช่เป็นกรณีที่โดยสภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูงทั้งผลการตรวจวัดภาวะแวดล้อมในการทำงานก็ปรากฏว่า เสียง แสงสว่าง ความร้อนปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นปนเปื้อนและสารเคมีในสถานประกอบกิจการของจำเลยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว และจำเลยได้จัดให้ลูกจ้างมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้ว งานที่โจทก์ทั้งหกสิบหกทำจึงมิใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกสิบหกมีเวลาทำงานปกติเพียงวันละ 7 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง โจทก์ทั้งหกสิบหกจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกสิบหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 23 ม. 103 ม. 166
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณัติกา เจนชัด กับพวก
จำเลย — บริษัทไอ.พี.เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12104/2547
#412530
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุถึงเงินช่วยเหลือที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ไว้ในข้อ 1 ว่า "โจทก์ตกลงรับเงินช่วยเหลือที่จำเลยเสนอจ่ายเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางที่ศาลแรงงานกลางภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2545" เท่านั้น มิได้มีข้อความว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสุทธิที่จำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์หรือจำเลยจะชำระภาษีแทนโจทก์แต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ชัดเจน ไม่มีข้อสงสัยหรืออาจตีความได้สองนัย จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 368 มาตีความให้เป็นอย่างอื่นได้ จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป. รัษฎากรฯ มาตรา 40 (1) จำเลยผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตาม ป. รัษฎากรฯ มาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอซึ่งรวมถึงที่ว่าการเขตภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินตามมาตรา 52 การที่จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 1,890,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ 1,110,000 บาท และนำส่งสรรพากรเขตปทุมวัน จึงเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้วหากโจทก์เห็นว่าตนได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรือถูกหักภาษีไว้เกินกว่าจำนวนที่ควรต้องเสีย โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินเพื่อขอรับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไปตามมาตรา 63

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและขนย้ายสิ่งของส่วนตัวกลับภูมิลำเนาค่าจ้างในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ค่าจ้างเพิ่ม ค่ารักษาพยาล ค่ารถประจำตำแหน่ง ค่าภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จำเลยหักไว้ ณ ที่จ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยระหว่างการพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 ความว่าจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท โดยจะนำมาวางศาลภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 และจำเลยยอมเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายปกติในการยื่นแบบเสียภาษีให้โจทก์สำหรับปีภาษี 2544 หากจำเลยไม่ชำระเงินช่วยเหลือและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายปกติในการยื่นแบบเสียภาษีให้โจทก์ ให้ถือว่าผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใดอีก ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำเช็คจำนวน 1,890,000 บาท และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 1,110,000 บาท พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินจำนวนดังกล่าวของสรรพากรเขตปทุมวันมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ครั้นวันที่ 17 กรกฎาคม 2545 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยชำระเงินช่วยเหลือให้โจทก์ไม่ครบตามคำพิพากษาตามยอม เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยจะชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาทให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาจ้างที่จะต้องรับผิดชำระภาษีแทนโจทก์และการตกลงดังกล่าวก็คิดคำนวณจากค่าจ้างสุทธิมิได้รวมภาษี เจตนารมณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความก็คือจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์ 3,000,000 บาท ขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพน้กงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีให้ครบถ้วน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า เงินช่วยเหลือที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วนำส่งกรมสรรพากรตามมาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ การที่จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ตามใบเสร็จรับเงินและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายท้ายคำร้องขอวางเงินเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์แห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีหรือถูกหักไว้เกินกว่าจำนวนที่จะต้องเสียก็ชอบที่จะดำเนินการว่าด้วยการคืนภาษีตามมาตรา 63 ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงให้เงินช่วยเหลือโจทก์ 3,000,000 บาท แล้วจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 1,890,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 1,110,000 บาท นำส่งกรมสรรพากรเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุถึงเงินช่วยเหลือที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ไว้ในข้อ 1 ว่า "โจทก์ตกลงรับเงินช่วยเหลือที่จำเลยเสนอจ่ายเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางที่ศาลแรงงานกลางภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2545" เท่านั้น มิได้มีข้อความว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสุทธิที่จำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์หรือจำเลยจะชำระภาษีแทนโจทก์แต่อย่างใดข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ชัดเจน ไม่มีข้อสงสัยหรืออาจตีความได้สองนัย จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 มาตีความให้เป็นอย่างอื่นได้ จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) จำเลยผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอซึ่งรวมถึงที่ว่าการเขตภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินตามมาตรา 52 การที่จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 1,890,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ 1,110,000 บาท และนำส่งสรรพากรเขตปทุมวัน จึงเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์เห็นว่าตนได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรือหักภาษีไว้เกินกว่าจำนวนที่ควรต้องเสีย โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานประเมินเพื่อขอรับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไปตามมาตรา 63 คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขั้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ป.รัษฎากร ม. 3 จตุทศ ม. 40 (1) ม. 50 ม. 52 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเบอนาร์ด สก็อต โบลส์
จำเลย — บริษัทบางกอก แคปิตอล อัลไลแอนซ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12088/2547
#267512
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นั้น หมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อประกาศของจำเลยได้ประกาศจ่ายค่าเที่ยวแก่ลูกจ้างผู้ขับรถบรรทุกหัวลากแต่ฝ่ายเดียว แล้วมีการถือปฏิบัติจ่ายค่าเที่ยวเรื่อยมาจนกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้น จำเลยจึงสามารถทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ โดยตกลงยกเว้นสิทธิประโยชน์บางส่วนตามประกาศได้ ไม่ขัดต่อ มาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับค่าเที่ยวแบบก้าวหน้า ฉบับวันที่ 30 กันยายน 2540 และยกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่กระทำขึ้นใหม่ซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพจ้างเดิม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่พนักงานทั้ง 61 คนขาดประโยชน์ตามจำนวนเงินที่ระบุในเอกสารท้ายฟ้อง รวม 5,000,880 บาท และค่าขาดประโยชน์จนกว่าจำเลยจะเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2544 จนกว่าจำเลยชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ที่เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าวบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึง 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้ มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่าย แล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อประกาศของจำเลยได้ประกาศจ่ายค่าเที่ยวแก่ลูกจ้างผู้ขับรถบรรทุกหัวลากแต่ฝ่ายเดียว แล้วมีการถือปฏิบัติจ่ายค่าเที่ยวเรื่อยมาจนกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้น จำเลยจึงสามารถทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ โดยตกลงยกเว้นสิทธิประโยชน์บางส่วนตามประกาศได้ ไม่ขัดต่อมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 18 ม. 19 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานสยามชอร์ไซด์เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทสยามชอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12088/2547
#412365
เปิดฉบับเต็ม

แม้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 20 จะใช้คำว่า ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้อง แต่บทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าว บัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึง 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่ายแล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อประกาศของจำเลย จำเลยได้ประกาศจ่ายค่าเที่ยวแก่ลูกจ้างรถบรรทุกหัวลากแต่ฝ่ายเดียว แล้วมีการถือปฏิบัติจ่ายค่าเที่ยวเรื่อยมาจนกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง จำเลยจึงสามารถทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างที่ทำงานใหม่โดยตกลงยกเว้นสิทธิประโยชน์บางส่วนตามประกาศของจำเลยได้ ไม่ขัดต่อมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับค่าเที่ยวแบบก้าวหน้า ฉบับวันที่ 30 กันยายน 2540 และยกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่กระทำขึ้นใหม่ซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่พนักงานทั้ง 61 คนขาดประโยชน์ตามจำนวนเงินที่ระบุในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 รวม 5,000,880 บาท และค่าขาดประโยชน์จนกว่าจำเลยจะเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2544 จนกว่าจำเลยชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล จดทะเบียนเป็นสหภาพแรงงานเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.1 จ.2 มีข้อบังคับซึ่งจดทะเบียนไว้ตามเอกสารหมาย ล.9 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2544 ตามเอกสารหมาย จ.12 คณะกรรมการโจทก์ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 บันทึกรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2544 ได้มอบอำนาจให้ประธาน รองประธาน และเลขานุการโจทก์ฟ้องคดีแทนสมาชิกตามเอกสารหมาย จ.6 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจบรรจุสินค้าและขนส่งสินค้า โครงสร้างการบริหารงานแบ่งออกเป็นแผนกลานบรรจุสินค้า แผนกขนส่งสินค้าภายในประเทศ แผนกการเงินและแผนกซ่อมบำรุง แผนกขนส่งสินค้าภายในประเทศ ช่วงปี 2540 มีรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์หรือรถบรรทุกหัวลาก 60 คัน มีพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากประมาณ 70 คน ลูกจ้างของจำเลยมีเงินเดือนทุกคน อัตราต่ำสุดได้รับค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายสูงสุดได้ค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาทเศษ นอกจากค่าจ้างเป็นรายเดือนแล้ว จำเลยยังได้จ่ายเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละเส้นทางจะได้ค่าเที่ยวแตกต่างกัน เดิมการขับรถบรรทุกหัวลากระหว่างเวลา 8 ถึง 21 นาฬิกา ได้ค่าเที่ยวปกติ หลัง 21 ถึง 8 นาฬิกา ได้ค่าเที่ยว 2 เท่า ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2540 จำเลยได้มีประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเที่ยวแบบก้าวหน้าโดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเอกสารหมาย จ.8 เป็นประกาศของจำเลยฝ่ายเดียว มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง มิได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและมิได้จดทะเบียนที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ลูกจ้างที่ขับรถบรรทุกหัวลากต่างพอใจเพราะได้รับประโยชน์มากกว่าเดิม เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 และวันที่ 14 กันยายน 2542 จำเลยและสหภาพแรงงานโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้น รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 บันทึกข้อตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวมิได้ตกลงเกี่ยวกับค่าเที่ยวที่จำเลยจะจ่ายแก่ลูกจ้าง นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2544 จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างลูกจ้างเข้าใหม่ โดยตกลงให้ใช้ค่าเที่ยวคงที่สำหรับเส้นทางลาดกระบัง-แหลมฉบัง ส่วนเส้นทางอื่นคงใช้อัตราค่าเที่ยวตามเอกสารหมาย จ.8 สมาชิกโจทก์ 61 คนตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ที่โจทก์ฟ้องคดีแทนเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกหัวลาก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2544 ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 4/2544 ของโจทก์มีมติเกี่ยวกับค่าเที่ยวที่ขัดแย้งกันให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารสหภาพฯ เห็นสมควรเพื่อตกลงกับฝ่ายนายจ้างได้ตามเอกสารหมาย ล.10 ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2544 กรรมการบริหารสหภาพโจทก์ 8 คนได้ลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนฝ่ายลูกจ้างในสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.8 พยานฝ่ายโจทก์อ้างว่าเอกสารหมาย ล.8 แผ่นแรกไม่ถูกต้องไม่ใช่ข้อสัญญาฉบับแท้จริง เพราะไม่มีลายมือชื่อผู้แทนโจทก์ปรากฏอยู่ หลังจากทำเอกสารหมาย ล.8 แล้ว จำเลยได้ปฏิบัติต่อลูกจ้างโดยยึดถือตามเอกสารหมาย ล.8 การจ่ายค่าเที่ยวนั้นจำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเดือนละ 2 ครั้ง ค่าเที่ยวสำหรับวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 จะจ่ายพร้อมเงินเดือนในวันสิ้นเดือน ส่วนค่าเที่ยวสำหรับวันที่ 16 ถึงวันสิ้นเดือน จะจ่ายวันที่ 8 ของเดือนถัดไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ที่เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องก็ตาม แต่บทบัญญัติมาตรา 20 ดังกล่าวบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึง 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่ายแล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 20 จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างใหม่ให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องได้ เมื่อประกาศของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.8 จำเลยได้ประกาศจ่ายค่าเที่ยวแก่ลูกจ้างผู้ขับรถบรรทุกหัวลากแต่ฝ่ายเดียว แล้วมีการถือปฏิบัติจ่ายค่าเที่ยวเรื่อยมาจนกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้น จำเลยจึงสามารถทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ โดยตกลงยกเว้นสิทธิประโยชน์บางส่วนตามประกาศเอกสารหมาย จ.8 ได้ ไม่ขัดต่อมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานสยามชอร์ไซด์เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทสยามชอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12060/2547
#412528
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษายืน ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จำเลยไม่อาจจะฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190, 289 (4), 371, 91, 58 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 (ที่ถูกมาตรา 190 วรรคแรก), 289 (4), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหลบหนีไประหว่างถูกคุมขัง จำคุก 1 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) ฐานหลบหนีไประหว่างถูกคุมขังจำคุก 8 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิตฐานพาอาวุธมีดปรับ 60 บาท เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ 11 คดี บวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ คงให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตและปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคสอง

โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษา และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษายืน ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จำเลยไม่อาจจะฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ขอให้ลงโทษสถานเบา และที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 ม. 78 ม. 288 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนพดล มัสกุลหรือมีสกุล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12055/2547
#412352
เปิดฉบับเต็ม

การถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิของผู้เสียหาย เมื่อได้มีการถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญาความผิดอันยอมความได้นั้นมาฟ้องผู้กระทำผิดย่อมเป็นอันระงับไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ซึ่งการขอถอนคำร้องทุกข์จะกระทำต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ หรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น เมื่อคดีนี้ได้มีการถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องจำเลยย่อมเป็นอันระงับไป และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี ส่วนการที่ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวน และเพิกถอนคำสั่งอนุญาตถอนฟ้องและคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะอ้างว่า ส. ไม่ได้รับมอบอำนาจช่วงให้ทำการถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ หรือได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกล่าวโทษ ส. ในข้อหาแจ้งความเท็จ และนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แต่ข้ออ้างของผู้ร้องทั้งห้าขัดกับหลักฐานที่ปรากฏต่อศาล จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งจำหน่ายคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ไต่สวนของผู้ร้องทั้งห้ามานั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นายสนธยาในฐานะผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายทั้งห้ายื่นคำร้องว่าผู้เสียหายทั้งห้าตกลงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงได้ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โดยจำเลยรับทราบและยินยอมให้ศาลจำหน่ายคดีตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2546 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบโจทก์ซึ่งแถลงไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาผู้ร้องทั้งห้าซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ยื่นคำร้องว่านายสนธยาไม่ได้รับมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินการถอนคำร้องทุกข์ต่อจำเลย ขอให้ศาลดำเนินการไต่สวนคำร้อง และเพิกถอนคำสั่งอนุญาตถอนฟ้องและคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจฉบับลงววันที่ 1 ตุลาคม 2546 ให้อำนาจแก่นายสนธยาประนีประนอมยอมความกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ และถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 และเป็นการมอบอำนาจทั่วไป จึงอยู่ในขอบเขตของหนังสือมอบอำนาจ ส่วนผู้เสียหายจะมีข้อตกลงอย่างไรกับนายสนธยาในขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "การถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิของผู้เสียหาย เมื่อได้มีการถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญาความผิดอันยอมความได้นั้นมาฟ้องผู้กระทำผิดย่อมเป็นอันระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งการขอถอนคำร้องทุกข์นั้นจะกระทำต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ หรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแล้วก็ตาม เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น เมื่อคดีนี้ได้มีการถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว สิทธิในการนำคดีนี้ของโจทก์มาฟ้องจำเลยย่อมเป็นอันระงับไป และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี ส่วนการที่ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและเพิกถอนคำสั่งอนุญาตถอนฟ้องและคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะอ้างในทำนองว่า นายสนธยาไม่ได้รับมอบอำนาจช่วงให้ทำการถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ก็ดี หรือได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกล่าวโทษนายสนธยาในข้อหาแจ้งความเท็จ และนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จก็ดี แต่ข้ออ้างของผู้ร้องทั้งห้าขัดกับหลักฐานที่ปรากฏต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งจำหน่ายคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ไต่สวนของผู้ร้องทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทโซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อิ้งค์ กับพวก
จำเลย — นางกณิชชา วรกุลปัญญาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12046/2547
#412168
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านในข้อ 6 กำหนดว่า คณะกรรมการของบริษัทมีจำนวนไม่ตำกว่า 3 นาย ซึ่งแต่งตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น ฯลฯ แม้จะไม่มีข้อความห้ามมิให้เป็นกรรมการตลอดไป แต่ตามข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้กำหนดถึงเรื่องการถอดถอนกรรมการไว้ จึงต้องนำข้อบังคับว่าด้วยหลักทั่วไปตามข้อ 1 ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ในส่วนที่ว่าด้วยบริษัทจำกัดมาใช้แก่บริษัทผู้คัดค้านซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1151 กำหนดให้มติที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งได้ การที่เคยมีมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2533 ตั้งให้ผู้ร้องเป็นกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านตลอดไป ก็มิได้หมายความว่ามติดังกล่าวจะลบล้างบทบัญญัติมาตรา 1151 ได้ การที่บริษัทผู้คัดค้านมีมติที่ประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 37 ให้ถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จึงมีผลเท่ากับว่ามติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2533 เมื่อไม่ปรากฏว่า มติครั้งที่ 37 เป็นการลงมติฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 37

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 37 ระเบียบวาระที่ 7 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ของบริษัทสยามกลการและนิสสัน จำกัด

ศาลชั้นต้นได้นัดไต่สวนและประกาศโฆษณาแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้าน ก่อนยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ผู้ร้องดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทผู้คัดค้านในการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2533 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ที่ประชุมใหญ่ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ร้องดำรงตำแหน่งกรรมการตลอดไป ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2541 ได้มีการประชุมใหญ่สามัญของผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านครั้งที่ 37 ระเบียบวาระที่ 7 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นกรรมการบริษัทผู้คัดค้าน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 37 วันที่ 27 เมษายน 2541 หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาในทำนองว่ามติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2533 ของผู้ถือหุ้นบริษัทผู้คัดค้านมีมติให้ผู้ร้องเป็นกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านตลอดไปยังคงอยู่และบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านก็มิได้มีข้อห้ามเป็นกรรมการของบริษัทตลอดไป มติที่ประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 37 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ของบริษัทผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านที่ว่าด้วยกรรมการซึ่งมีข้อบังคับในข้อ 6 เพียงข้อเดียวที่กำหนดว่าคณะกรรมการของบริษัทมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3 นาย ซึ่งแต่งตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น ฯลฯ แม้จะไม่มีข้อความห้ามมิให้เป็นกรรมการตลอดไปก็ตาม แต่ตามข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้กำหนดถึงเรื่องการถอดถอนกรรมการไว้จึงต้องนำข้อบังคับว่าด้วยหลักทั่วไปตามข้อ 1 ซึ่งกำหนดว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่ว่าด้วยบริษัทจำกัดมาใช้แก่บริษัทผู้คัดค้าน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่ว่าด้วยบริษัทจำกัด หมวด 4 ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัดมาตรา 1151 บัญญัติว่า "อันผู้เป็นกรรมการนั้น เฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นอาจจะตั้งหรือถอนได้" ซึ่งจะเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ชัดเจนว่า หากที่ประชุมใหญ่แต่งตั้งกรรมการแล้วและกรรมการผู้นั้นบริหารกิจการของบริษัทไปในทางที่เสียหายแก่บริษัทและไม่อาจถอดถอนได้ย่อมไม่เป็นผลแก่บริษัทและผู้ถือหุ้น มาตรา 1151 จึงกำหนดให้มติที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งได้ การที่เคยมีมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2533 ตั้งให้ผู้ร้องเป็นกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านตลอดไป ก็มิได้หมายความว่ามติดังกล่าวจะลบล้างบทบัญญัติมาตรา 1151 ได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว การที่บริษัทผู้คัดค้านมีมติที่ประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 37 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ให้ถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จึงมีผลเท่ากับว่ามติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3/2533 เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า มติครั้งที่ 37 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 เป็นการลงมติฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้าน จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 37 ระเบียบวาระที่ 7 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ตามคำร้องขอของผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1151
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปรีชา พรประภา
ผู้คัดค้าน — บริษัทสยามกลการและนิสสัน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12041/2547
#412526
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 104 (2) บัญญัติว่า ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ห้ามเรื่องการนับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกัน กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะให้นับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกับระยะเวลาฝึกอบรมของคดีอื่นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชนซึ่งควรได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนและสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและให้เหมาะสมกับตัวเด็กหรือเยาวชนเป็นคน ๆ ไปตามมาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าวเมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรจะให้จำเลยทั้งสามฝึกอบรมต่อเนื่องกับการฝึกอบรมในคดีก่อนของศาลชั้นต้นแล้ว ก็มีอำนาจที่จะพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ โดยการฝึกอบรมต้องไม่ให้ระยะเวลาเกินกว่าจำเลยทั้งสามจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83, 33 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 35,100 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 439/2545 ของศาลชั้นต้น กับนับโทษจำเลยทั้งสามต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 457/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ, 83 (ที่ถูก มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ) เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิดประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ ปรากฏว่าขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ส่วนจำเลยที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ จึงลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76, 75 ตามลำดับ คนละกึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามกระทำผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติย่อมเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสามยิ่งกว่าจะได้รับโทษจำคุก ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสามไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดคนละ 1 ปี นับระยะเวลาฝึกอบรมจำเลยทั้งสามต่อจากระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยทั้งสาม ตามขอในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 457/2545 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 472/2545 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 35,100 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหารับของโจรและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ อนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับระยะเวลาฝึกอบรมจำเลยทั้งสามต่อจากระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยทั้งสามในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 472/2545 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นจะนับระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยทั้งสามในคดีนี้ต่อจากระยะเวลาฝึกอบรบของจำเลยทั้งสามในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 457/2545 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 472/2545 ของศาลชั้นต้น ในคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) บัญญัติว่า ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ห้ามเรื่องการนับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกัน กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะให้นับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกับระยะเวลาฝึกอบรมของคดีอื่นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชนซึ่งควรได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนและสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี และให้เหมาะสมกับตัวเด็กหรือเยาวชนเป็นคน ๆ ไปตามมาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าว สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรจะให้จำเลยทั้งสามฝึกอบรมต่อเนื่องกับการฝึกอบรมในคดีก่อนของศาลชั้นต้นแล้ว ก็มีอำนาจที่จะพิพากษาหรือมีคำสั่งได้โดยการฝึกอบรมต้องไม่ให้ระยะเวลาเกินกว่าจำเลยทั้งสามจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 6 พิพากษาไม่ให้นับระยะเวลาฝึกและอบรมต่อจากคดีก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยการฝึกอบรมต้องไม่ให้ระยะเวลาเกินกว่าจำเลยทั้งสามจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบรูณ์ร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 82 ม. 104 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายจิรัฏฐ์หรือจิรัฐหรือต้น ดีชา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
จิระวรรณ ศิริบุตร
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12018/2547
#412163
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หากจำเลยเห็นว่ามีข้อเท็จจริงใดที่จะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิขอสืบพยานได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งข้ออ้างของจำเลยว่าไม่มีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐานเพราะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ก็เป็นข้อที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในศาลฎีกา ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแต่ในศาลล่าง จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียงหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 30 วรรคหนึ่ง แต่ตามหมายจำคุกและกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลย 2 ปี แทนค่าปรับ 300,000 บาท ซึ่งเป็นการมิชอบ การกักขังแทนค่าปรับถูกต้องหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 300 เม็ด น้ำหนัก 29.290 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6.388 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว โทรศัทพ์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียจำนวน 1 เครื่อง ที่จำเลยใช้ในการติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าซึ่งจำเลยใช้เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลาง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไป จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยคดีละ 7 เดือน ในควมผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนทั้งสองคดี จำเลยพ้นโทษในคดีทั้งสองแล้วมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง กับเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 12 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 จำคุก 18 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี และปรับ 300,000 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษมีกำหนด 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมีพิษภัยร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอีกหลายประการ การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนับเป็นต้นเหตุในการทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดสู่ประชาชน อันเป็นการทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษเพิ่มมากขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้มีจำนวนถึง 300 เม็ด น้ำหนัก 29.290 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6.388 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลย 12 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษนั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และสำหรับโทษปรับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ให้ลงโทษปรับจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายก่อนเพิ่มโทษและลดโทษให้แก่จำเลยซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยมานั้น เหมาะสมแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยบอกแหล่งที่ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และมีการบันทึกและลงลายมือชื่อของจำเลยไว้เป็นหลักฐานในชั้นจับกุมแต่คดีไม่มีการสืบพยาน และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน จำเลยจึงไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวมาแสดงต่อศาลชั้นต้น เป็นทำนองว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หากจำเลยเห็นว่ามีข้อเท็จจริงใดที่จะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิขอสืบพยานได้ แต่เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ในสำนวนว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งข้ออ้างของจำเลยว่าไม่มีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐานเพราะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ก็เป็นข้อที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในศาลฎีกา ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแต่ในศาลล่าง จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เกี่ยวกับการบังคับชำระค่าปรับจากจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียงหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคหนึ่ง แต่ตามหมายจำคุกและกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลย 2 ปี แทนค่าปรับ 300,000 บาท ซึ่งเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสมนึกหรือหนู วังพรม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12013/2547
#412350
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอส่งและปิดหมายเรียกและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้ทนายโจทก์ ศาลจึงมีคำสั่งให้ส่งสำเนาและหมายเรียกโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยส่งแก่ทนายโจทก์แทนตามที่ขอ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่การส่งคำคู่ความตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 83 ทวิ และมาตรา 83 ฉ แต่เป็นกรณีของการส่งคำคู่ความให้แก่ทนายความที่คู่ความแต่งตั้งให้ว่าคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 75 ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และการส่งสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ทนายโจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ มีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 73 ทวิ เมื่อ พ. ซึ่งอายุเกิน 20 ปี และอยู่บ้านหรือสำนักงานเดียวกันกับทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวแทนทนายโจทก์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ย่อมถือได้ว่ามีการส่งสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และโจทก์อาจยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 178 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2546 การที่โจทก์ยื่นคำให้การวันที่ 29 ตุลาคม 2546 จึงเกินกำหนด 15 วัน ตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า คำว่า "หย่าสือหลี" หรือ "เงี่ยสือหลี" หรือ "YASHILI" และรูปลวดลายประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 496612 และ 496613 ดีกว่าจำเลย ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 486284 ทะเบียนเลขที่ ค.177134 และคำขอเลขที่ 486285 ขอให้ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 486284 และคำขอเลขที่ 486285 ของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายตามคำขอเลขที่ 496612 และ 496613 ของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 486284 ทะเบียนเลขที่ ค.177134 และให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเลขที่ 486285 ออกจากทะเบียนเครื่องหมายการค้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอนคำขอจดทะเบียนเลขที่ 486284 ทะเบียนเลขที่ ค.177134 และคำขอเลขที่ 486285 และเลิกใช้เครื่องหมายการค้ารูปลวดลายประดิษฐ์ที่เหมือนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะยุติหรือระงับหรือเลิกใช้เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าของจำเลย โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2546

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 ว่า โจทก์ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว ดังนั้น จึงไม่รับคำให้การโจทก์แก้ฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งภายในกำหนดเวลาของกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้เสนอรายงานว่าหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแย้งได้จัดส่งให้ทนายโจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด่วนพิเศษ ผลการส่งหมาย คือ ส่งได้ โดยมีชื่อ พัชรินทร์ อายุ 25 ปี เกี่ยวพันกับผู้รับโดยอยู่บ้านหรือสำนักงานเดียวกัน รับแทนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ต่อมาโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2546 เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2546 ขอส่งและปิดหมายเรียกและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้ทนายโจทก์ ศาลจึงมีคำสั่งให้ส่งสำเนาและหมายเรียกโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยส่งแก่ทนายโจทก์แทนตามที่ขอ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่การส่งคำคู่ความตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ และมาตรา 83 ฉ ดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่เป็นกรณีของการส่งคำคู่ความให้แก่ทนายความที่คู่ความแต่งตั้งให้ว่าคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 75 ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน และการส่งสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ทนายโจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ มีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุคคลชื่อพัชรินทร์ซึ่งมีอายุเกิน 20 ปี และอยู่บ้านหรือสำนักงานเดียวกันกับทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวแทนทนายโจทก์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศย่อมถือได้ว่ามีการส่งสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และโจทก์อาจยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 178 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2546 การที่โจทก์ยื่นคำให้การวันที่ 29 ตุลาคม 2546 จึงเกินกำหนด 15 วัน ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 73 ทวิ ม. 75 ม. 83 ทวิ ม. 83 ฉ ม. 178 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กวางดอง อย่าสือหลี คำปะนี ลิมิเต็ด (กรุ๊ป)
จำเลย — นายมณัญชัย กิตติญาณ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12009/2547
#412806
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกรถแบ็คโฮโดยมีแขนของรถแบ็กโฮ ยื่นออกมาด้านท้ายรถและเกินความยาวของตัวรถบริเวณริมถนน โดยไม่จัดให้มีโคมไฟสัญญาณหรือเครื่องหมายที่ต้องแสดงในกรณีที่จำเป็นต้องจอดรถในทางเดินรถและในลักษณะกีดขวางการจราจร จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนบริเวณแขนรถแบ็กโฮอย่างแรงได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่า จำเลยจอดรถด้วยความประมาทขาดสำนึกและขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนนรายอื่น จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของผู้อื่น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเหมาะสมแล้ว แต่เมื่อจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นการบรรเทาผลร้ายแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นควรลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก

การที่จำเลยไม่จัดให้มีโคมไฟสัญญาณแสงแดงที่ตอนปลายสุดของรถบรรทุกและจอดรถยนต์บรรทุกดังกล่าวที่ไม่ได้ติดตั้งโคมไฟสัญญาณแสงแดงไว้ข้างทางริมถนนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ชน ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้น การกระทำของจำเลยที่ไม่ได้จัดให้มีโคมไฟสัญญาณ เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและตาม ป.อ. มาตรา 300 และฐานไม่จัดโคมไฟสัญญาณแสงตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 61, 151 เป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 5, 11, 56, 61, 78, 151,152, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง, 61, 78 วรรคหนึ่ง, 151, 152, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานไม่จัดโคมไฟสัญญาณแสงให้เพียงพอ ปรับ 500 บาท ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานไม่หยุดให้ความช่วยเหลือหรือแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน และปรับ 500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือนและปรับ 250 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน รวมโทษฐานไม่จัดโคมไฟสัญญาณแสง เป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 250 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 160 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกรถแบ็กโฮโดยมีแขนของรถแบ็กโฮยื่นออกมาด้านท้ายรถและเกินความยาวของตัวรถบริเวณริมถนน โดยไม่จัดให้มีโคมไฟสัญญาณหรือเครื่องหมายที่ต้องแสดงในกรณีที่จำเป็นต้องจอดรถในทางเดินรถและในลักษณะกีดขวางการจราจร จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนบริเวณแขนรถแบ็กโฮอย่างแรงได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่าจำเลยจอดรถด้วยความประมาทขาดสำนึกและขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนนรายอื่น จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายของผู้อื่น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นการบรรเทาผลร้ายแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก

อนึ่ง การที่จำเลยไม่ได้จัดให้มีโคมไฟสัญญาณแสงแดงที่ตอนปลายสุดของรถบรรทุก และจอดรถยนต์บรรทุกดังกล่าวที่ไม่ได้ติดตั้งโคมไฟสัญญาณแสงแดงไว้ข้างทางริมถนน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ชน ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้น การกระทำของจำเลยที่ไม่ได้จัดให้มีโคมไฟสัญญาณเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ไม่ปรับ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง 3 เดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23 ม. 56 ม. 59 วรรคสี่ ม. 90 ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 61 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำ
ศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายสนั่น เรียบสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11996/2547
#412348
เปิดฉบับเต็ม

การไกล่เกลี่ยเป็นการใช้อำนาจของศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 30 ประกอบด้วยข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 27 (1) แม้จะไม่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยในวันดังกล่าวตามที่ศาลนัดไว้หรือไม่ ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นเนื่องจากคำร้องดังกล่าวเป็นคำขอจึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 156 และมาตรา 21 เมื่อคดียังอยู่ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและคู่ความทุกฝ่ายมาศาล ประกอบกับจำเลยทั้งสองได้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 2 โดยมีการนำจำเลยที่ 2 เข้าตอบคำถามค้านและคำถามติงถือว่าคู่ความทุกฝ่ายได้มีโอกาสดำเนินคดีเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวในระหว่างที่ศาลออกนั่งพิจารณาคดีแล้วกระบวนพิจารณาของศาลจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองออกจากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ และยุติการใช้พร้อมกับส่งมอบสถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือ และอุปกรณ์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 68,520.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,250,000 บาท และในอัตราวันละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมอบสถานีบริการน้ำมันคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการถอดผ้าคลุมป้าย สัญลักษณ์ และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งหมดที่ติดตั้งในสถานีบริการน้ำมัน และทำให้คืนกลับสู่สภาพที่ดีและใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินประกัน จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนเงินประกันจำนวนดังกล่าวให้กับจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้น ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงินจำนวน 6,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป จนกว่าโจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสองเสร็จสิ้น โดยจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยมิได้เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 จึงให้ยกคำร้องของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะฟ้องแย้งให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายใน 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนจะปรากฏว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะประสบการขาดทุนมาโดยตลอด ต้องขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและมีภาระต้องจ่ายเงินเดือนลูกจ้างในแต่ละเดือน แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ยังมีบัญชีประเภทกระแสรายวัน ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการตามปกติโดยชำระเป็นเงินสด ดังนั้น ตามทางไต่สวนยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า การไต่สวนคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันที่ 24 มีนาคม 2546 ไม่ชอบเพราะเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดโจทก์จำเลยทั้งสองเพื่อไกล่เกลี่ยเท่านั้น แต่เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกลับดำเนินการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยไม่ได้ให้โอกาสโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้เจรจาไกล่เกลี่ยกันอีกต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ศาลได้มีคำสั่งนัดไต่สวน โดยให้แจ้งคู่ความด้วยว่า ให้ตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาลในวันไต่สวนเพื่อการเปรียบเทียบและไกล่เกลี่ย เมื่อถึงวันนัดไต่สวนครั้งแรกวันที่ 3 มีนาคม 2546 ศาลได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่า เห็นว่าคู่ความมีความตั้งใจจริงในการเจรจาจึงเห็นสมควรให้โอกาสคู่ความไกล่เกลี่ยอีกนัดในวันที่ 24 มีนาคม 2546 ดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า การไกล่เกลี่ยเป็นการใช้อำนาจของศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 ประกอบด้วยข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 27 (1) ดังนั้น แม้จะไม่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ว่า ศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยหรือไม่ในวันดังกล่าว ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ สำหรับการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น เนื่องจากคำร้องดังกล่าวเป็นคำขอ จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 และมาตรา 21 เมื่อคดียังอยู่ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและคู่ความทุกฝ่ายมาศาล ประกอบกับจำเลยทั้งสองได้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 2 โดยมีการนำจำเลยที่ 2 เข้าตอบคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของจำเลยที่ 2 โดยมีการนำจำเลยที่ 2 เข้าตอบคำถามค้านและคำถามติงเช่นนี้ถือว่าคู่ความทุกฝ่ายได้มีโอกาสดำเนินคดีเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวในระหว่างที่ศาลออกนั่งพิจารณาคดีแล้ว กระบวนพิจารณาของศาลจึงไม่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน หากจำเลยทั้งสองยังติดใจดำเนินคดีในส่วนของฟ้องแย้งต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 156
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ม. 27 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดภิตติกร เจริญกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11993/2547
#412347
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและผู้บริโภคทั้งสิบสามรายได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาต่อจำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบสามรายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 จำเลยได้รับเงินจากผู้บริโภคแต่ละรายหลายครั้งหลายจำนวนจึงต้องเสียดอกเบี้ยของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่เวลาที่ได้รับเงินแต่ละจำนวนไว้แต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่จำเลยได้รับเงินครั้งสุดท้ายจากผู้บริโภคแต่ละราย จึงกำหนดให้ตามคำขอของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบสามรายนับแต่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนแก่ผู้บริโภคแต่ละรายนั้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจากการผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางเรวดีจำนวน 599,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นายสมพงษ์จำนวน453,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นายระพินธ์ จำนวน 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางสาวสมศรีและนายกะลันจำนวน 166,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางนฤมล จำนวน 215,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางธนวรรณหรืออัจฉราหรืออัญชภรณ์จำนวน 280,944 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่นางสาวปิยวรรณจำนวน 683,496 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางแก้วกาญจ์จำนวน 398,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางวิไลจำนวน 378,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางณัฐนีจำนวน 256,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นางจิตรลดาจำนวน 319,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินแก่นายสุทธิพงษ์จำนวน 488,217 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ และชำระเงินแก่นางสาวนิภาหรือธัญยธรณ์จำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 599,100 บาท แก่นางเรวดีจำนวน 453,600 บาท แก่นายสมพงษ์จำนวน 255,000 บาท แก่นายระพินธ์จำนวน 166,000 บาท แก่นางสมศรีและนายกะลันจำนวน 280,944 บาท แก่นางธนวรรณหรืออัจฉราหรืออัญชภรณ์ และจำนวน 683,496 บาท แก่นางสาวปิยวรรณ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ต้องชำระแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ชำระเงินจำนวน 398,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่นางแก้วกาญจน์ ชำระเงินจำนวน 378,018 บาท แก่นางวิไล จำนวน 256,300 บาท แก่นางณัฐินี และจำนวน 319,000 บาท แก่นางจิตรลดา พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ต้องชำระแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ชำระเงินจำนวน 488.217 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่นายสุทธิพงษ์ และชำระเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่นางสาววนิภาหรือธัญยธรณ์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้บริโภคทั้งสิบสามรายทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยและชำระเงินบางส่วนให้แก่จำเลยแล้ว ต่อมาจำเลยผิดสัญญา ผู้บริโภคจึงบอกสัญญา มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบสามรายตั้งแต่เมื่อใด ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่" และในวรรคสอง บัญญัติว่า "ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้นท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและผู้บริโภคทั้งสิบสามรายได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาต่อจำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบสามรายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ จำเลยได้รับเงินจากผู้บริโภคแต่ละรายหลายครั้งหลายจำนวนจึงต้องเสียดอกเบี้ยของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่เวลาที่ได้รับเงินแต่ละจำนวนไว้ แต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่จำเลยได้รับเงินครั้งสุดท้ายจากผู้บริโภคแต่ละราย จึงกำหนดให้ตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคทั้งสิบสามรายนับแต่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนแก่ผู้บริโภคแต่ละรายนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่นางเรวดีนับแต่วันที่ 3 เมษายน 2541 นายสมพงษ์นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2540 นายระพินธ์นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2540 นางสาวสมศรีและนายกะลันนับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2541 นางนฤมลนับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2540 นางธนวรรณหรืออัจฉราหรืออัญชภรณ์นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 นางสาวปิยวรรณนับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 นางแก้วกาญจน์นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2540 นางวิไลนับแต่วันที่ 28 กันยายน 2540 นางณัฐินีนับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 นางจิตรลดานับแต่วันที่ 16 มกราคม 2541 นายสุทธิพงษ์นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 และนางสาวนิภาหรือธัญยธรณ์นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2543 จนกว่าจำชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทบ้านสินแก้ว จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11979/2547
#266339
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือทวงถามของโจทก์กรณีเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไป แม้จะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือดังกล่าว ก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั่นเอง ข้อพิพาทในคดีนี้ที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 7(1) ซึ่งจะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 8

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันใช้เงินจำนวน 1,688,836.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินจำนวน 1,580,197.92 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับคืนไปจากโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีทุกเดือนภาษี หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม โดยมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น ตาม ป. รัษฎากรตาม มาตรา 84 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไปจากโจทก์ตามฟ้องเป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิ และโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้น แม้หนังสือทวงถามของโจทก์ดังกล่าวจะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือดังกล่าวก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั่นเอง ข้อพิพาทในคดีนี้ที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) ซึ่งจะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องและไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสาธิตเซาท์เทิร์นวู้ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11979/2547
#412342
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีทุกเดือนภาษีหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีตาม ป.รัษภากร ฯ มาตรา 82/3 วรรคสาม โดยมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตาม ป.รัษฎากร ฯ มาตรา 84 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไปจากโจทก์ เป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมาย และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตาม ป.รัษฎากร ฯ มาตรา 77

เจ้าพนักงานของโจทก์ออกหมายเรียกตาม ป.รัษฎากร ฯ เพื่อตรวจสอบการชำระภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ของจำเลยที่ 1 และพบว่าบางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน บางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตาม ป.รัษฎากร ฯ มาตรา 88/5

แม้หนังสือทวงถามของโจทก์จะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง ข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 7 (1) ซึ่งจะฟ้องในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องและไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธิพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 8

(ประชุมใหญ่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันใช้เงินจำนวน 1,688,836.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินจำนวน 1,580,197.92 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับคืนไปจากโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีทุกเดือนภาษี หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม โดยมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไปจากโจทก์ตามฟ้อง เป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบการชำระภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2537 ของจำเลยที่ 1 และพบว่าบางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน บางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิเป็นจำนวน 1,580,197.92 บาท และโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้น แม้หนังสือทวงถามของโจทก์ดังกล่าวจะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือดังกล่าวก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั่นเอง ข้อพิพาทในคดีนี้ที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) ซึ่งจะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องและไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ป.รัษฎากร ม. 77 ม. 82/3 วรรคสาม ม. 84 ม. 88/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสาธิตเซาท์เทิร์นวู้ด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11978/2547
#412519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิรับมรดกของ ค. เนื่องจาก ค. ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์กับพวก แต่ไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ค. ต่อศาล จนกระทั่งศาลมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก และเมื่อได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหาย แล้วนำหลักฐานการแจ้งความไปขอใบแทนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ทั้งที่ขณะนั้นโฉนดที่ดินตัวจริงอยู่กับโจทก์ จากนั้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ที่ดินเป็นชื่อของตนโดยใช้ใบแทนโฉนดที่ดินเป็นหลักฐาน การได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นการได้มาโดยทุจริตอาศัยคำสั่งศาลที่สั่งโดยหลงผิด และการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ค. ย่อมเป็นตัวแทนบรรดาทายาทในการจัดการมรดก จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของ ค. ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1719 และจะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปรับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของ ค. มาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก จึงไม่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยสุจริตตามข้อกำหนดในพินัยกรรม แต่เป็นการทำนิติกรรมให้จำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของ ค. อันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1712 นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของกองมรดกของ ค. อยู่ตามเดิม หาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเสียแล้ว ก็ไม่มีสิทธิจะเอาที่ดินพิพาทไปจำนองแก่ผู้ใดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิจะจำนองได้ ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิตามนิติกรรมจำนอง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตามการจำนองจึงไม่ผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 17212 รายการจดทะเบียนจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายคง รายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคงโอนมรดกเป็นของจำเลยที่ 1 และรายการจดทะเบียนจำนองในใบแทนโฉนดที่ดิน และจำนองเพิ่มวงเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคงเป็นไปโดยความยินยอมของโจทก์และทายาทของนายคงทุกคน ส่วนการนำที่ดินไปจำนองแก่จำเลยที่ 2 ก็เพื่อจะนำเงินมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2,200,000 บาท โดยรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตเพื่อต้องการดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกและจดทะเบียนโดยสุจริต ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดิน รายการจดทะเบียนจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายคง รายการโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 รายการจดทะเบียนจำนองและจำนองเพิ่มวงเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกหลักจากจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและเพิกถอนรายการจดทะเบียนตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 17212 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ตามรายการจดทะบียนในใบแทนโฉนดที่ดินลงวันที่ 10 เมษายน 2540 เพิกถอนรายการจดทะเบียนในใบแทนโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 ฐานะผู้จัดการมรดกโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ตามรายการจดทะเบียนวันที่ 11 เมษายน 2540 เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและจำนองเพิ่มวงเงินในใบแทนโฉนดที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามรายการจดทะเบียนวันที่ 11 เมษายน 2540 และวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 17212 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นของนายคง นายคงทำพินัยกรรมตามสำเนาเอกสารหมาย จ.5 ยกให้แก่โจทก์ นางสาวทองหล่ำ และนายสมพงษ์ ซึ่งเป็นบุตร นายคงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรนายคงเช่นกัน ฟ้องโจทก์กับพวกขอแบ่งมรดก ศาลชั้นต้นฟังว่านายคงทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทายาทตามพินัยกรรม พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยที่ 1 ร้องต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคง ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายคงสูญหาย แล้วนำหลักฐานไปขอใบแทนโฉนดที่ดิน เมื่อได้ใบแทนโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 แล้วในวันเดียวกันได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทราบเรื่องได้ร้องขอให้ถอนการเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จ ศาลชั้นต้นถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนายคง จำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลแขวงขอนแก่นลงโทษจำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า สัญญาจำนองผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 143/2521 ที่เลยที่ 1 กับพวกฟ้องโจทก์กับพวกเรียกทรัพย์มรดกของนายคงตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6 โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่านายคงทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์กับพวกตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 ถูกตัดมิให้รับมรดก ศาลชั้นต้นฟังว่านายคงทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.5 จริง เท่ากับตัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด และศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2537 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.8 คำพิพากษาผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิรับมรดกของนายคง แต่ไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคงต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3101/2539 จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าการร้องขอและการนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยไม่สุจริตปกปิดข้อเท็จจริง ทำให้ศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกโดยหลงผิด และเมื่อได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้วจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 ว่า โฉนดที่ดินพิพาทสูญหายตามสำเนารายงานประจำวันเอกสารหมาย จ.10 นำไปเป็นหลักฐานขอใบแทนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ทั้งที่ขณะนั้นโฉนดที่ดินตัวจริงอยู่กับโจทก์ จากนั้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อของตนโดยใช้ใบแทนโฉนดที่ดินเป็นหลักฐาน การได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นการได้มาโดยทุจริตอาศัยคำสั่งศาลที่สั่งโดยหลงผิดและการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายคง ย่อมเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทในการจัดการมรดก จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของนายคงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปรับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของนายคงมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม และเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายคง ไม่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยสุจริตตามข้อกำหนดในพินัยกรรม แต่เป็นการทำนิติกรรมให้จำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของนายคง อันเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 นิติกรรมการโอนตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของกองมรดกของนายคงอยู่ตามเดิม หาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเสียแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวก็ไม่มีสิทธิจะเอาที่ดินพิพาทไปจำนองแก่ผู้ใดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิจะจำนองได้ ย่อมไม่เกิดผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิตามนิติกรรมจำนอง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม ก็หามีผลให้จำเลยที่ 2 กลับมีสิทธิตามนิติกรรมจำนองไม่ การจำนองจึงไม่ผูกพันโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 705 ม. 1719 ม. 1722
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวคล้ำ ช่วยบำรุง
ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายคง ช่วยบำรุง
จำเลย — นางสาวละมัย ช่วยบำรุง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11394 -ที่ 11547/2547
#267526
เปิดฉบับเต็ม

วันที่มีการคลอดบุตรหรือตายแล้วแต่กรณีตามฟ้องของโจทก์นั้น โจทก์ยังมิได้จ่ายเงินสมทบให้แก่จำเลยครบถ้วนตามกฎหมาย อันจะทำให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน เพราะอยู่ในระหว่างที่มีการโต้แย้งขององค์การค้าของคุรุสภาซึ่งเป็นนายจ้างกับจำเลยว่าจะต้องจ่ายเงินสมทบในกรณีคลอดบุตรหรือกรณีตายเพียงใด ดังนั้น โจทก์จึงยังมิอาจใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันคลอดบุตรหรือวันตายแล้วแต่กรณีตาม พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง แต่มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่า องค์การค้าของคุรุสภาออกประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ว่าจะต้องหักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างเพิ่มเติมในกรณีคลอดบุตรและกรณีตาย โดยจะหักย้อนหลังไปจนถึงเดือนเมษายน 2538 และองค์การค้าของคุรุสภาได้สำรองจ่ายแทนเงินสมทบส่วนของลูกจ้างส่งไปให้จำเลยเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2543 และหักเงินสมทบจากลูกจ้างทั้งหมดครบถ้วน เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2544 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนสำหรับกรณีคลอดบุตรหรือกรณีตายที่เกิดขึ้นในระหว่างเดือนเมษายน 2538 ถึงเดือนสิงหาคม 2544 เกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันคลอดบุตรหรือวันตายอันเป็นวันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น เป็นกรณีที่โจทก์มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า โจทก์จึงยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนนี้ เดิมศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 4709/2545 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 155 แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์คดีหมายเลขดำที่ 4709/2545 ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 27 ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนนี้

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้จำเลยประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรแก่โจทก์ชุดที่ 1 และจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีตายแก่โจทก์ชุดที่ 2 พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์แต่เฉพาะคำวินิจฉัยในส่วนของโจทก์ที่ 42 ที่ 46 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 58 ที่ 60 ที่ 68 ที่ 84 ที่ 104 ที่ 115 และที่ 139 ให้เพิกถอนเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเพราะยื่นคำขอเกิน 1 ปี ส่วนคำขออื่นของโจทก์ดังกล่าวนี้ให้ยกเสีย ให้จำเลยจ่ายค่าคลอดบุตรแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 26 ที่ 28 ถึงที่ 40 ที่ 43 ถึงที่ 50 ที่ 54 ที่ 59 ที่ 61 ที่ 63 ถึงที่ 67 ที่ 69 ถึงที่ 83 ที่ 85 ที่ 87 ที่ 89 ถึงที่ 107 ที่ 109 ถึงที่ 114 ที่ 116 ถึงที่ 122 ที่ 124 ถึงที่ 129 ที่ 131 ที่ 133 ที่ 135 ถึงที่ 137 และที่ 140 ถึงที่ 153 คนละ 4,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 17 และที่ 132 คนละ 8,000 บาท และคำนวณจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการคลอดบุตรแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 47 ที่ 48 ถึงที่ 50 ที่ 54 ที่ 59 ที่ 61 ที่ 63 ที่ 64 ถึงที่ 67 ที่ 69 ถึงที่ 77 ที่ 79 ที่ 81 ถึงที่ 83 ที่ 85 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ถึงที่ 105 ที่ 107 ที่ 112 ถึงที่ 114 ที่ 116 ถึงที่ 122 ที่ 124 ถึงที่ 129 ที่ 131 ถึงที่ 133 ที่ 137 ที่ 142 ถึงที่ 144 ที่ 146 ที่ 149 ที่ 150 ที่ 152 และที่ 153 ซึ่งเป็นหญิง (ยกเว้นโจทก์ที่ 33) ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 67 ประกอบด้วยมาตรา 57 ให้จำเลยจ่ายค่าทำศพแก่โจทก์ที่ 55 ที่ 56 ที่ 62 ที่ 86 ที่ 130 ที่ 134 และที่ 154 คนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ที่ 41 ที่ 53 ที่ 57 ที่ 88 ที่ 123 ที่ 138 และที่ 155 คนละ 30,000 บาท และคำนวณจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายแก่โจทก์ที่ 41 ที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 57 ที่ 62 ที่ 86 ที่ 88 ที่ 123 ที่ 130 ที่ 134 ที่ 138 ที่ 154 และที่ 155 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 (2) (ก) (ข) ประกอบด้วยมาตรา 57 พร้อมทั้งให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของประโยชน์ทดแทนที่ต้องจ่ายทั้งหมดดังกล่าวนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

โจทก์ที่ 51 ที่ 60 และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนว่า คำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวน ที่ว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนทั้งกรณีคลอดบุตรและกรณีตายพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนจึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรและกรณีตายแล้วแต่กรณีนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า ในวันที่มีการคลอดบุตรหรือตายแล้วแต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนนั้น โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนยังมิได้จ่ายเงินสมทบให้แก่จำเลยครบถ้วนตามกฎหมาย อันจะทำให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน เพราะอยู่ในระหว่างที่มีการโต้แย้งขององค์การค้าของคุรุสภาซึ่งเป็นนายจ้างกับจำเลยว่าจะต้องจ่ายเงินสมทบในกรณีคลอดบุตรหรือกรณีตายเพียงใด ดังนั้น โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนจึงยังมิอาจใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันคลอดบุตรหรือวันตายแล้วแต่กรณีตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่า องค์การค้าของคุรุสภาออกประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนทราบเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ว่าจะต้องหักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างเพิ่มเติมในกรณีคลอดบุตรและกรณีตาย โดยจะหักย้อนหลังไปจนถึงเดือนเมษายน 2538 และองค์การค้าของคุรุสภาได้สำรองจ่ายแทนเงินสมทบส่วนของลูกจ้างส่งไปให้จำเลยเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2543 และหักเงินสมทบจากลูกจ้างทั้งหมดครบถ้วนเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2544 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนสำหรับกรณีคลอดบุตรหรือกรณีตายที่เกิดขึ้นในระหว่างเดือนเมษายน 2538 ถึงเดือนสิงหาคม 2544 เกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันคลอดบุตรหรือวันตายอันเป็นวันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนจึงยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดแล้วคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนที่ให้ยกคำร้องจึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ด้วยว่า ที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนได้ร้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ขัดต่อพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบสี่สำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณกร เหล่าอุดมกุล กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา