คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7769/2547
#266585
เปิดฉบับเต็ม

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้นั้นนอกจากจะต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่แล้วยังต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 56 ด้วย ช. พี่โจทก์เป็นผู้เริ่มคิดออกแบบ ส่วนรูปแบบโครงสร้างรูปแปดเหลี่ยมนั้นโจทก์กับ ช. ช่วยกันกำหนดโครงสร้างภาพจำลองเสาอากาศโจทก์กับ ช. ร่วมกันเขียนขึ้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความสวยงามและมีองค์ประกอบอันเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองแบบผลิตภัณฑ์นั้นว่าสามารถใช้รับสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุได้หรือไม่และเป็นการยืนยันว่าโจทก์กับ ช. ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ในส่วนดังกล่าว ซึ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นสามารถร่วมกันกระทำในส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งเป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญในการออกแบบนั้นก็ได้ จึงฟังได้ว่า โจทก์กับ ช. ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์แผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุตามคำขอรับสิทธิบัตร จึงมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรร่วมกัน แต่ ช. ไม่ยอมร่วมไปขอรับสิทธิบัตรกับโจทก์ด้วยเพราะไม่ทราบขั้นตอนรายละเอียดในการดำเนินการและติดต่อเจ้าหน้าที่ โจทก์ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมจึงมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้ทำร่วมกันนั้นในนามของตนเองได้ตามมาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 15 วรรคสอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเลขที่ 3821 และ 3819 และห้ามมิให้จำเลยและบริวารใช้สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเลขที่ 3821 และ 3819 รวมทั้งห้ามมิให้จำเลยและบริวารผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3821 และ 3819 หรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3774

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เลขที่ 3774 และห้ามมิให้โจทก์และบริวารใช้สิทธิบัตรดังกล่าว รวมทั้งห้ามมิให้โจทก์และบริวารผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรนั้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3821 และ 3819 กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยวันละ 2,000 บาท นับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3821 และ 3819 ของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3821 และ 3819 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 โจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุ และได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3774 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2537 ตามคำขอรับสิทธิบัตร โดยโจทก์ผลิตแผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุตามสิทธิบัตรของโจทก์ออกจำหน่ายตั้งแต่ปลายปี 2534 ก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เสาอากาศโทรทัศน์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2535 และวันที่ 29 กันยายน 2535 รวม 2 คำขอ และจำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2537 เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 3821 และ 3819 ตามคำขอรับสิทธิบัตร โดยรูปร่างของแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 3821 และ 3809 ของจำเลยตามวัตถุพยานเหมือนและคล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 3774 ของโจทก์ตามวัตถุพยานที่มีอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับสิทธิบัตรจนเห็นได้ว่าเป็นการเลียนแบบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตร ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ สิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นสิทธิบัตรที่ได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 57 (1) และเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์กับนายชัยสิทธิ เป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์แผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุตามคำขอรับสิทธิบัตรร่วมกันและโจทก์มีสิทธิขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 15 หรือไม่ ทางนำสืบของจำเลยคงกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ว่านายชัยสิทธิ์เป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรผู้เดียวตามคำเบิกความของนายชัยสิทธิ์และโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1037/2538 ของศาลอาญาธนบุรีเท่านั้น แต่โจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้ร่วมคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรกับนายชัยสิทธิ์ด้วย เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายชัยสิทธิ์และโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1037/2538 ของศาลอาญาธนบุรีแล้ว ได้ความตามคำเบิกความของนายชัยสิทธิ์ว่า การคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้น นายชัยสิทธิ์เป็นผู้คิดออกแบบผู้เดียว การคิดออกแบบนั้นต้องใช้ความรู้พิเศษและที่ต้องผ่านการทดลองว่าแบบผลิตภัณฑ์นั้นสามารถใช้รับสัญญาณโทรทัศน์ได้หรือไม่แล้วจึงนำไปผลิต แสดงให้เห็นว่าการทดลองแบบผลิตภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบผลิตภัณฑ์ และโดยที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้นั้นนอกจากจะต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ยังต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 56 ด้วย การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องกระทำจึงมิได้มีเพียงแต่การคิดออกแบบใหม่เท่านั้น แต่ต้องออกแบบเพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรมด้วย การทดลองแบบผลิตภัณฑ์แผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุว่าสามารถใช้รับสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุได้หรือไม่ จึงเป็นการทดลองเพื่อดูว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้นายชัยสิทธิ์มิได้เบิกความยืนยันว่าการทดลองดังกล่าวนายชัยสิทธิ์กระทำแต่ผู้เดียวและโจทก์ได้เบิกความยืนยันไว้แล้วว่า นายชัยสิทธิ์พี่โจทก์เป็นผู้เริ่มคิดออกแบบ ส่วนรูปแบบโครงสร้างรูปแปดเหลี่ยมนั้นโจทก์กับนายชัยสิทธิ์ช่วยกันกำหนดโครงสร้าง ภาพจำลองเสาอากาศโจทก์กับนายชัยสิทธิ์ร่วมกันเขียนขึ้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะสวยงามและมีองค์ประกอบ อันเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองแบบผลิตภัณฑ์นั้นว่าสามารถใช้รับสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุได้หรือไม่และเป็นการยืนยันว่าโจทก์กับนายชัยสิทธิ์ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ในส่วนดังกล่าว ซึ่งออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นสามารถร่วมกันกระทำในส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งเป็นส่วนอันเป็นสาระสำคัญในการออกแบบนั้นก็ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์กับนายชัยสิทธิ์ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์แผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุตามคำขอรับสิทธิบัตร จึงมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรร่วมกัน ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แต่นายชัยสิทธิ์เบิกความว่า ที่นายชัยสิทธิ์ไม่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเองก็เพราะไม่ทราบขั้นตอนรายละเอียดในการดำเนินการและติดต่อเจ้าหน้าที่ นายชัยสิทธิ์คิดว่าสิทธิบัตรที่โจทก์ได้รับเป็นสิทธิบัตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์พักอยู่ที่เดียวกับนายชัยสิทธิ์คือที่ร้านเอกอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตแผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุ การผลิตกระทำในลักษณะร่วมกันผลิต แสดงให้เห็นว่านายชัยสิทธิ์ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมตามคำขอรับสิทธิบัตรทราบดีถึงการไปขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ผู้เป็นน้องนายชัยสิทธิ์ แต่นายชัยสิทธิ์ไม่ยอมร่วมไปขอรับสิทธิบัตรกับโจทก์ด้วยเพราะไม่ทราบขั้นตอนรายละเอียดในการดำเนินการและติดต่อเจ้าหน้าที่ โจทก์ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมจึงมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้ทำร่วมกันนั้นในนามของตนเองได้ ตามมาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 15 วรรคสอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยสมบูรณ์ มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 56 ม. 65 ม. 15 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ ละหาล
จำเลย — นายศิริชัย ศิริมาตร์พรชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7738/2547
#411885
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้ยืมเงินและจำนองขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 974,629 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจะเห็นว่าตามสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ มูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน แม้มูลหนี้จะสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมและสัญญาจำนองเช่นเดียวกัน ฟ้องคดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน

แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระให้เสร็จสิ้น มูลหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่ระงับ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางยี่ขัน จำนวนเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามสัญญาจำนองที่ดิน เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 105,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่ให้เกิน 5,280 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยกู้ยืมเงินและนำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ กำหนดไถ่ถอนจำนองภายใน 1 ปี และในวันดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 ตรงกับวันครบกำหนดไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 12537/2541 และระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 12537/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้ยืมเงินและจำนอง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 974,629 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับมูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน แม้มูลหนี้จะสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมและสัญญาจำนองเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 12537/2541 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยจนศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ในคดีนี้อีก จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามหนังสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระให้เสร็จสิ้น มูลหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่ระงับ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภาพร วัชระศิริไพโรจน์
จำเลย — นายภักดี ศุภวัฒนานันท์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สายันต์ สุรสมภพ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7734/2547
#411976
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน โดยไม่ได้รับอนุญาตและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปีหรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 66 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ถ้าเมทแอมเฟตามีนตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,220 เม็ด ของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดจึงไม่อาจฟังว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม อันเป็นโทษแก่จำเลยได้จึงลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,220 เม็ด น้ำหนัก 198.540 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปจำนวน 20 เม็ด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม, 102 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8, 19 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลย 24 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เป็นจำคุก 19 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุจำนวนสารบริสุทธิ์ จะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) ได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปีหรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 66 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ถ้าเมทแอมเฟตามีนตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,220 เม็ด ของกลาง มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงไม่อาจฟังว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม อันเป็นโทษแก่จำเลยได้ จึงลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นางอารยาหรือแอ้ วาทองกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7726/2547
#411884
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าได้รับจ้างขนยาเสพติดให้โทษของกลางจาก จ. จากประเทศสหภาพพม่าเพื่อนำไปส่งที่จังหวัดจันทบุรี และจำเลยให้หมายเลขโทรศัพท์ของ จ. กับนำพนักงานสอบสวนไปชี้บ้านของ จ. ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยจำเลยได้บอกตำหนิรูปพรรณของ จ. แก่พนักงานสอบสวนด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่า จ. ที่จำเลยอ้างนั้นจะมีตัวตนจริงหรือไม่ และเจ้าพนักงานตำรวจได้มีการขยายผลจับกุม จ. ได้หรือไม่อย่างใด อันจะเป็นการสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยให้เป็นความจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 18 วรรคสอง, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง (ที่ถูก และมาตรา 66 วรรคสอง) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (2) ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 50 ปี ฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับนางจันทร์หอม ดวงจันทร์ โดยพาเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้บ้านของนางจันทร์หอมและให้หมายเลขโทรศัพท์ที่จะสามารถติดต่อนางจันทร์หอมแก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อชี้เบาะแสให้เจ้าพนักงานตำรวจได้มีการขยายผลจับกุมเจ้าของเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ต่อไป จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ได้รับจ้างขนยาเสพติดให้โทษของกลางจากนางจันทร์หอมจากประเทศสหภาพพม่าเพื่อนำไปส่งที่จังหวัดจันทบุรีและจำเลยให้หมายเลขโทรศัทพ์ของนางจันทร์หอมกับนำพนักงานสอบสวนไปชี้บ้านของนางจันทร์หอมที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยจำเลยได้บอกตำหนิรูปพรรณของนางจันทร์หอมแก่พนักงานสอบสวนด้วย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่านางจันทร์หอมที่อ้างนั้นจะมีตัวตนจริงหรือไม่ และเจ้าพนักงานตำรวจได้มีการขยายผลจับกุมนางจันทร์หอมได้หรือไม่อย่างใด อันจะเป็นการสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยให้เป็นความจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า ในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย การลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) มีเหตุสมควรลดโทษเป็นจำคุก 25 ปี หรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 8,000 เม็ด น้ำหนัก 783.35 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 81.359 กรัม ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยกึ่งหนึ่งโดยให้ลดเป็นโทษจำคุก 50 ปี นั้น จึงหนักเกินไป แต่ที่จำเลยขอให้ลดโทษเป็นจำคุก 25 ปี นั้น ก็เบาเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้ใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (2) แล้ว ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 40 ปี เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เป็นจำคุก 40 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางเมตตา หัสรังษี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7712/2547
#266549
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์คันที่โจทก์ได้รับมอบกรรมสิทธิ์มาจากบริษัท บ. หมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร แต่รถยนต์พิพาทมีเพียงหัวเก๋งกับกระบะเท่านั้นที่เป็นของคันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 ส่วนคัสซีหรือเลขตัวรถและเครื่องยนต์เป็นของคันหมายเลขทะเบียน บ - 1317 ชัยภูมิ ซึ่งเจ้าของได้ขอจดทะเบียนรถยนต์ประเภทรถยนต์ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์เก่า รถยนต์พิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการเอาอุปกรณ์หรือสังหาริมทรัพย์ของบุคคลหลายคนมารวมเข้ากันจนเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้ และโดยที่หัวเก๋งกับกระบะไม่ใช่ทรัพย์ประธาน รถยนต์พิพาทจึงเป็นรถยนต์คันใหม่ ไม่ใช่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1316 ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร โดยมิได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปให้จำเลยตรวจสอบ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2531 หมวด 2, 4 และ 6 การโอนรถ ข้อ 35 (1) ซึ่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10, 13, 16 และ 17 แห่ง พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530 วางระเบียบไว้ และมีผลใช้ในทำนองเดียวกับกฎหมาย จำเลยชอบที่จะปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์ตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 1317 ชัยภูมิ ให้แก้เลขตัวรถจากหมายเลขอาร์จีดี 21 - บี 39988 เป็นหมายเลขเอจีดี 21 - 0006465 และแก้เลขเครื่องยนต์ จากหมายเลข ทีดี 25 - ที 19603 เป็นหมายเลข ทีดี 23 - 002094 ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลข ทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ให้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเชี่ยน จำกัด และให้จำเลยรับจดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร เลขตัวรถ (คัสซี) อาร์จีดี 21 - บี 39988 เลขเครื่องยนต์ ทีดี 25 - ที 19603 จากผู้เช่าซื้อโดยมีบริษัทเงินทุนบางกอกเอเชี่ยน จำกัด เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวถูกคนร้ายลักไป โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทเงินทุนบางกอกเอเชี่ยน จำกัด และบริษัทเงินทุนบางกอกเอเชี่ยน จำกัด ได้มอบกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดรถยนต์พิพาทที่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บ - 1317 ชัยภูมิ เป็นของกลางและตรวจสอบพบว่าหัวเก๋งกับกระบะเป็นของรถคันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ที่ถูกลักไป จึงคืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรับโอนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร โดยนำรถยนต์พิพาทไปให้จำเลยตรวจสอบและแนบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 เป็นหลักฐาน จำเลยเห็นว่า รถยนต์พิพาทมีเพียงหัวเก๋งและกระบะเท่านั้นที่เป็นของคันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ส่วนโครงคัสซีหรือตัวรถและเครื่องยนต์เป็นของหมายเลขทะเบียน บ - 1317 ชัยภูมิ จึงปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์ตามคำขอของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์คันที่โจทก์ได้รับมอบกรรมสิทธิ์มาจากบริษัทเงินทุนบางกอกเอเชี่ยน จำกัด คือคันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร แต่รถยนต์พิพาทมีเพียงหัวเก๋งกับกระบะเท่านั้นที่เป็นของคันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ส่วนคัสซีหรือเลขตัวรถและเลขเครื่องยนต์เป็นของคันหมายเลขทะเบียน บ - 1317 ชัยภูมิ ซึ่งเจ้าของได้ขอจดทะเบียนรถยนต์ประเภทรถยนต์ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์เก่า รถยนต์พิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการเอาอุปกรณ์หรือสังหาริมทรัพย์ของบุคคลหลายคนมารวมเข้ากันจนเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้ และโดยที่หัวเก๋งกับกระบะไม่ใช่ทรัพย์ประธาน รถยนต์พิพาทจึงเป็นรถยนต์คันใหม่ ไม่ใช่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1316 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ห - 7742 กรุงเทพมหานคร โดยมิได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปให้จำเลยตรวจสอบ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2531 หมวด 2, 4 และ 6 การโอนรถ ข้อ 35 (1) ซึ่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10, 13, 16 และ 17 แห่ง พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2530 วางระเบียบไว้และมีผลบังคับใช้ในทำนองเดียวกับกฎหมาย จำเลยชอบที่จะปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์ตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 10 ม. 13 ม. 16 ม. 17
ป.พ.พ. ม. 1316
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมการขนส่งทางบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7701/2547
#411810
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้เป็นคนละกรณีกับวรรคสองของบทมาตราดังกล่าว ที่ศาลต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ดังนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่มีทนายความ ศาลก็ต้องตั้งทนายความให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความโดยไม่ตั้งทนายความให้จำเลย การพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 991 เม็ด น้ำหนัก 88.160 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 23.555 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขเครื่อง 0506891 จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจำเลยใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 700,000 บาท สำหรับโทษปรับหากไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 8310 หมายเลขเครื่อง 0506891 จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้เป็นคนละกรณีกับวรรคสองของบทมาตราดังกล่าว ที่ศาลต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่มีทนายความ ศาลก็ต้องตั้งทนายความให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความ โดยไม่ตั้งทนายความให้จำเลย การพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้จำเลย แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นางสาวชฏาทิพย์หรือชฏาทิพย์ ไพรเขต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7700/2547
#412166
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 แม้เดิมแจ้งข้อหาจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องในเรื่องการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเหมือนกัน ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ใช้ข้อความทำนองเดียวกันและมิได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของความผิด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ ส่วนกำหนดโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 66 วรรหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม เมื่อเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายไปมีจำนวน 3 เม็ด มีน้ำหนักสุทธิ 0.26 กรัม กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
0 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง คือธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 3 ฉบับ ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยานคือร้อยตำรวจเอกสมชัย และสิบตำรวจเอกสมรักษ์เบิกความทำนองเดียวกันว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 ขณะพยานทั้งสองแอบซุ่มอยู่ที่บ้านพักคนงานก่อสร้างภายในหมู่บ้านเพอร์เฟคเพลส ห่างจากใต้สะพานท้ายหมู่บ้านเพอร์เฟคเพลสประมาณ 20 เมตร จนถึงเวลา 13.30 นาฬิกา เห็นสายลับเดินไปที่ใต้สะพานดังกล่าวพูดคุยกับจำเลยสักพักหนึ่ง แล้วสายลับยื่นธนบัตรให้จำเลย จำเลยมอบสิ่งของให้สายลับ แล้วสายลับเดินไปหาร้อยตำรวจเอกสมชัยและมอบเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ให้ บอกว่าซื้อมาจากจำเลย พยานทั้งสองจึงเดินไปจับกุมจำเลยที่ใต้สะพานดังกล่าว ค้นพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท 3 ฉบับ อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลย เมื่อตรวจสอบแล้วมีหมายเลขตรงกับธนบัตรที่มอบให้สายลับนำไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย เห็นว่า พยานทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าคำเบิกความดังกล่าวเป็นความจริง ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ที่จำเลยฎีกาว่าร้อยตำรวจเอกสมชัยและสิบตำรวจเอกสมรักษ์เบิกความว่า ขณะวางแผนจับกุมยังไม่ทราบชื่อผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่ในภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเอกสารหมาย จ.2 กลับมีรายละเอียดว่าเป็นสำเนาธนบัตรที่มอบให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายตอฮาซึ่งเป็นพิรุธก็ดี พยานทั้งสองสืบสวนอยู่ 3 วัน น่าจะมีหมายค้นของศาลเพื่อเข้าค้นบ้านจำเลยเพื่อจับกุมแล้วไม่นำจำเลยไปค้นบ้านพักจำเลยก็ดี เห็นว่า ไม่สามารถหักล้างคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ที่เห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับใด้

ปัญหาข้อที่สองที่จำเลยฎีกาว่า ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.12 ในช่องของการแจ้งข้อหานั้นมีพิรุธ โดยมีลายมือเขียนเติมคำว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ต่างจากข้อความว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมายซึ่งเป็นอักษรที่พิมพ์ดีด แสดงว่าได้มีการเติมข้อความขึ้นภายหลังโดยมิได้แจ้งจำเลยทราบ ทำให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป เห็นว่า การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกฐานความผิดไม่ แม้เดิมพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องในเรื่องการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเหมือนกัน ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่รับอนุญาตชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันและมิได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของความผิด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ ส่วนกำหนดโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายไปมีจำนวน 3 เม็ด มีน้ำหนักสุทธิ 0.26 กรัม กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายตอฮา อิสมาแอล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7690/2547
#412165
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 624 บัญญัติการเริ่มต้นนับอายุความในกรณีที่ของสูญหายไว้ว่า ให้เริ่มต้นนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ พยานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท บ. ผู้ส่งของให้ถ้อยคำว่า ระยะเวลาได้ผ่านพ้นไปพอสมควรแล้วก็ได้รับแจ้งจากจำเลยว่าผู้ขนส่งยังไม่ทราบว่าสินค้าได้ตกหล่นที่ไหน จำเลยขอให้บริษัท บ. สอบถามไปยังผู้ซื้อว่าได้รับมอบสินค้าหรือไม่ แสดงว่าขณะที่จำเลยแจ้งมายังบริษัท บ. เป็นวันอันควรที่ส่งมอบสินค้าแล้ว เมื่อปรากฏว่าบริษัท บ. ได้ส่งอีเมล์สอบถามไปยังบริษัทผู้ซื้อโดยเอกสารดังกล่าวลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 ถือได้ว่าอย่างช้าที่สุดวันที่ 24 สิงหาคม 2543 เป็นวันที่ควรจะได้ส่งมอบตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 624 แล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2544 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย คิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,222,607.59 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,247,176.79 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าเครื่องประดับที่ทำจากเงินกับบริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด ในการที่บริษัทดังกล่าวขายและส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่บริษัทอมอร์ เคจี จำกัด ที่ประเทศเยอรมนี โดยสินค้ามีมูลค่า 25,288.26 ดอลลาร์สหรัฐในวงเงินประกัน 27,819.09 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด จ้างให้จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศไทยให้แก่บริษัทอมอร์ เคจี จำกัด ที่ประเทศเยอรมนี ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2543 จำเลยได้รับสินค้าดังกล่าวจากบริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด เพื่อส่งให้แก่บริษัทอมอร์ เคจี จำกัด ทางเครื่องบินจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปยังประเทศเยอรมนี แต่ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวทั้งหมดสูญหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด ไปแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามที่โจทก์อุทธรณ์ก่อนว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยมูลละเมิดหาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขนส่งตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาหรือไม่ ได้พิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์กล่าวอ้างว่าด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ประกอบวิชาชีพในการรับส่งสินค้า ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมิให้สินค้าที่มีอยู่ในความครอบครองดูแลของตนสูญหายไปในระหว่างขนส่งแต่หาได้ใช้ความระวังดูแลการขนส่งสินค้าให้ปลอดภัยมิให้สูญหาย สินค้าได้สูญหายไปในระหว่างขนส่งของจำเลย เห็นว่า แม้ในตอนแรกโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏความในฟ้องตอนใดว่าการที่สินค้าสูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างไร คงระบุเพียงว่าสินค้าสูญหายในระหว่างขนส่งเท่านั้น ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างไรในการขนส่ง คงได้ความแต่ว่าสินค้าพิพาทสูญหายเช่นกัน ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาขนส่งไม่ใช่ในมูลละเมิดตามที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ถือว่าควรจะได้ส่งมอบสินค้าหรือไม่ โจทก์นำสืบในปัญหาดังกล่าวโดยนางสาวศิริลักษณ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด ผู้ส่งของให้ถ้อยคำว่า พยานมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าและจัดการส่งออกสินค้าให้แก่ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เกี่ยวกับการสูญหายของสินค้าคดีนั้น เมื่อจำเลยได้รับมอบสินค้าจากบริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด ระยะเวลาได้ผ่านพ้นไปพอสมควรแล้วก็ได้รับแจ้งจากจำเลยว่า ยังไม่ทราบว่าสินค้าได้ตกหล่นที่ไหน ให้บริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด สอบถามไปยังผู้ซื้อว่าได้รับมอบสินค้าหรือไม่ ซึ่งทางผู้ซื้อได้แจ้งกลับมาว่ายังไม่ได้รับสินค้า และตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โดยปกติที่บริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด ส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าที่ประเทศเยอรมนีจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ถึง 4 วัน สินค้าจะถึงมือลูกค้า เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 บัญญัติการเริ่มต้นนับอายุความในกรณีที่ของสูญหายไว้ว่าให้เริ่มต้นนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบซึ่งก็ตรงกับที่นางสาวศิริลักษณ์ให้ถ้อยคำว่า ระยะเวลาได้ผ่านพ้นไปพอสมควรแล้วก็ได้รับแจ้งจากจำเลยว่า ยังไม่ทราบว่าสินค้าได้ตกหล่นที่ไหน จำเลยขอให้บริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด สอบถามไปยังผู้ซื้อว่าได้รับมอบสินค้าหรือไม่ แสดงว่าขณะที่จำเลยแจ้งมายังบริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด เป็นวันอันควรที่ส่งมอบสินค้าแล้ว เมื่อปรากฏว่าบริษัทเบนสัน จิวเวลรี่ จำกัด ได้ส่งอีเมล์สอบถามไปยังบริษัทดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.11 โดยเอกสารดังกล่าว ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 ถือได้ว่าอย่างช้าที่สุดวันที่ 24 สิงหาคม 2543 เป็นวันที่ควรจะได้ส่งมอบตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 แล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2544 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สินค้าได้ส่งไปถึงประเทศเยอรมนีแล้วจึงสูญหายนั้น ไม่ตรงกับคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ เป็นเหตุให้การวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความไม่ถูกต้องไปด้วยนั้น เห็นว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ อาศัยข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังยุติเกี่ยวกับเวลาว่าสินค้าควรจะได้ส่งมอบแก่ผู้รับสินค้าเมื่อใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าสินค้าไปถึงประเทศเยอรมนีหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทยูพีเอส พาร์เซล ดีลิเวอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7682/2547
#113291
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานไม่ชอบ แม้เหตุผลในการคัดค้านของโจทก์จะไม่ได้ยกเรื่องการประเมินของเจ้าพนักงานขาดอายุความ ไม่ชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป.รัษฎากรไว้ในคำอุทธรณ์ด้วย แต่ข้ออ้างดังกล่าวซึ่งโจทก์ยกขึ้นอ้างในการฟ้องคดีนี้ก็เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่โจทก์กล่าวอ้างเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อสนับสนุนว่าการประเมินของเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่ชอบนั่นเอง ทั้ง ป. รัษฎากร มาตรา 30 (2) ก็มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าว โจทก์จึงอ้างถึงเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าวได้

จำเลยให้การรับว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องเกิน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มจริง แต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยจึงชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป.รัษฎากร จำเลยจึงเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจประเมินโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว หน้าที่นำสืบจึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้ จ. มีอำนาจอนุมัติให้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากรแทนอธิบดีแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเกิน 2 ปี นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด

โจทก์นำสืบแสดงให้เห็นว่าราคาตลาดของสารเคมีไม่อาจกำหนดให้แน่นอนตายตัวได้ ทั้งนำผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์และซื้อจากผู้อื่นมาสืบแสดงถึงราคาที่ได้ซื้อไปจากบริษัทอื่นว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดแล้ว ส่วนจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาตลาดเพราะมีบริษัทอื่นขายไปในราคาสูงกว่าที่โจทก์ขายซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาแจ้งราคาตลาดไม่ตรงกับความจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ขายตามราคาตลาด จำเลยจึงไม่มีสิทธิให้เอาราคาทุนเป็นราคาตลาด

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทในเดือนธันวาคม 2533 แล้วขายไปในเดือนพฤษภาคม 2538 ในราคา 200,000 บาท อ้างว่าคนขับขับรถไปเกิดอุบัติเหตุพังทั้งคัน จึงขายไปในสภาพซากรถ แต่ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ทำประกันภัยไว้ทั้งๆที่โจทก์ทำประกันภัยรถยนต์คันอื่นของโจทก์ทุกคัน บันทึกการแจ้งความก็ไม่ได้ระบุว่าการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้รถอยู่ในสภาพเสียหายใช้การไม่ได้อย่างไร ทั้งโจทก์ยังไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าได้ดำเนินการอย่างใดในการที่จะได้รับชดใช้มูลค่าของรถที่โจทก์สูญเสียไปไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท หากคิดตามราคาตลาดของรถยนต์รุ่นเดียวกับโจทก์ที่ซื้อขายกันในขณะนั้น หากรถยนต์ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ การที่จำเลยประเมินราคาขายรถยนต์ดังกล่าวตามราคาตลาด จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 5 เมษายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 6 มีนาคม 2544 ทั้งสิ้น กับให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึง 31 ธันวาคม 2538 ลงวันที่ 6 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 6 มีนาคม 2544 โดยให้เพิกถอนเฉพาะรายการที่มีการปรับปรุงและวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากการขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน 26,691,379.61 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเกิน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพราะได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากรแล้ว และโจทก์ไม่ได้หยิบยกเรื่องอำนาจประเมินของเจ้าพนักงานขึ้นอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่ง ป. รัษฎากรว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบ แม้เหตุผลในการคัดค้านของโจทก์จะไม่ได้หยิบยกเรื่องการประเมินของเจ้าพนักงานขาดอายุความไม่ชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากรไว้ในคำอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้ออ้างดังกล่าวซึ่งโจทก์ยกขึ้นอ้างในการฟ้องคดีนี้ก็เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่โจทก์กล่าวอ้างเพิ่มเติมเพื่อเป็นการสนับสนุนว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวไม่ชอบนั่นเอง ถือว่าเป็นการกล่าวอ้างเรื่องเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพียงแต่อาศัยเหตุแตกต่างกันไปเท่านั้น ทั้ง ป. รัษฎากรมาตรา 30 (2) ก็บัญญัติเพียงว่าให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ มิได้บัญญัติไว้เลยว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าว โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยอุทธรณ์ไว้ต่อคณะกรรมการดังกล่าวได้

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์กล่าวในฟ้องแต่เพียงว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบเพราะเกิน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจำเลยให้การว่าได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว และศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์หรือไม่ มิได้มีประเด็นเรื่องมอบอำนาจแต่อย่างใด เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลย จำเลยให้การรับว่าเจ้าพนักงานประเมิน ประเมินเกิน 2 ปีจริง แต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร จำเลยจึงเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจประเมินโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้วหน้าที่นำสืบจึงตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่มีเอกสารหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้นางจันทิมา มีอำนาจอนุมัติตามมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากรแทนอธิบดีแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเกิน 2 ปี เพราะได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวและไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อที่สองมีว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์โดยประเมินราคาขายสารเคมีของโจทก์เพิ่มขึ้น โดยคิดจากราคาทุนของสารเคมีชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ความว่าการที่โจทก์ขายต่ำกว่าทุนเป็นการขายไปในราคาตลาดจึงจะไม่ถูกประเมินภาษี เมื่อโจทก์นำสืบแสดงให้เห็นว่าราคาตลาดของสารเคมีไม่อาจกำหนดให้แน่นอนตายตัวได้ อีกทั้งโจทก์นำผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์และซื้อจากผู้อื่นมาสืบแสดงถึงราคาที่ได้ซื้อไปจากบริษัทอื่นว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดแล้ว ส่วนจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างว่าราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาตลาด เพราะมีบริษัทอื่นขายไปในราคาสูงกว่าที่โจทก์ขาย ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาแจ้งราคาตลาดไม่ตรงกับความจริง จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ขายตามราคาตลาด จำเลยจึงไม่มีสิทธิกำหนดให้เอาราคาทุนมาเป็นราคาตลาด อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาตลาดหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า รถพิพาทเป็นรถยี่ห้อเบนซ์ 300 SEL โจทก์ซื้อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2533 ราคา 8,600,000 บาท โจทก์ขายไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 ในราคา 200,000 บาท อ้างว่าเพราะคนขับรถไปเกิดอุบัติเหตุรถพังทั้งคันจึงขายไปในสภาพซากรถ รถดังกล่าวไม่ได้ทำประกันภัยเพราะเป็นรถประจำตำแหน่งของผู้จัดการ ไม่ใช่รถส่วนกลาง โจทก์เห็นว่าการจ่ายเบี้ยประกันภัยไม่คุ้มกับค่าคุ้มครอง เพราะรถไม่ได้ใช้งานมาก จึงไม่ทำประกันภัยไว้ เห็นว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถราคาสูง แต่โจทก์กลับไม่ได้ทำประกันภัยไว้ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทำประกันภัยรถคันอื่นของโจทก์ทุกคัน อ้างเหตุผลว่าใช้น้อยไม่คุ้มกับค่าประกันภัย อีกทั้งเมื่อเทียบราคาตลาดที่จำเลยนำสืบให้เห็นว่าในปี 2542 รถรุ่นเดียวกันกับของโจทก์ ประกาศขายในราคา 2,100,000 บาท และ 2,300,000 บาท การที่โจทก์ขายไปในปี 2538 ในราคาเพียง 200,000 บาท โจทก์ต้องนำสืบแสดงให้เชื่อได้ว่าในขณะขายนั้นรถอยู่ในสภาพซากรถจริง เมื่อตรวจดูบันทึกแจ้งความแล้ว ไม่ได้ระบุว่าการเกิดอุบัติเหตุตามที่แจ้งความรถอยู่ในสภาพเสียหายใช้การไม่ได้อย่างไรบ้าง โจทก์ได้ดำเนินการอย่างไรในการที่จะได้รับการชดใช้มูลค่าของรถที่โจทก์จะต้องสูญเสียไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ตามมูลค่าราคารถหากยังอยู่ในสภาพใช้การได้ พยานโจทก์จึงขาดเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อได้ว่าขณะโจทก์ขายรถดังกล่าวไปรถอยู่สภาพซากรถที่มีราคาตลาดเพียง 200,000 บาท ที่จำเลยคิดคำนวณราคาตลาดให้ใหม่โดยมีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.รัษฎากร ม. 30 (2) ม. 65 ทวิ (4) ม. 88/6
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซ่เอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7681/2547
#412312
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ จำเลยที่ 1 ตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ ส. โดยระบุจำนวน ราคาแน่นอน กับกำหนดเวลาและสถานที่ส่งมอบกันแล้ว และจำเลยที่ 1 ได้ส่งถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่ ส. ถือว่าความผิดข้อหาจำหน่ายสำเร็จแล้ว แม้จะยังมิได้ชำระราคาก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์เป็นผู้รับมอบถุงพลาสติกสีแดงที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนเข้าไปนั่งในรถแกะดูแล้วส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองถือว่าการซื้อขายยังไม่สมบูรณ์ ความผิดฐานจำหน่ายแมทแอมเฟตามีนยังไม่สำเร็จ เป็นความผิดขั้นพยายามเท่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "จำหน่ายหมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์โดยระบุจำนวน ราคาแน่นอน กับกำหนดเวลาและสถานที่ส่งมอบกันแล้ว เมื่อถึงเวลานัดหมายจำเลยที่ 2 ถือถุงพลาสติกสีแดงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในบริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 1 ได้ส่งถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ถือว่าความผิดข้อหาจำหน่ายสำเร็จแล้ว แม้จะยังมิได้ชำระราคาก็ตาม ส่วนที่จำเลยทั้งสองเดินตามจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ขึ้นไปที่ลานจอดรถชั้น 3 เอ แล้วจำเลยที่ 2 ขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหลังรถยนต์ของจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์โดยมีจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างรถเพื่อรอรับเงินนั้น เป็นอุบายที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์หาโอกาสเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินที่รถเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว มิใช่ขั้นพยายามกระทำความผิด และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มานั้นหนักเกินไป โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กำลังตั้งครรภ์และเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาและเป็นคนยากจนขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาเห็นว่ารัฐมีนโยบายปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอย่างเด็ดขาดโดยเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 หายำเกรงไม่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงว่าการกระทำดังกล่าวกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา สังคมขาดความสงบสุข ฉะนั้น เหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างมานั้นย่อมรับฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มาดังกล่าวนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีชา เครือบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7680/2547
#411867
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดทั้งสองดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เพียงขอให้ลดมาตราส่วนโทษและลงโทษสถานเบาเท่านั้น จำเลยที่ 2 หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวด้วยไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว และเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 10 ปี และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ในชั้นจับกุมและสอบสวนให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดมา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 19 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ลดมาตราส่วนโทษและลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 91 (สำหรับมาตรา 91 ที่ถูกเฉพาะจำเลยที่ 2) ที่แก้ไขใหม่ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ชอบที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เพียงขอให้ลดมาตราส่วนโทษ และลงโทษสถานเบาเท่านั้น จำเลยที่ 2 หาได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวด้วยไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว และเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 2 เพิ่งกระทำความผิดครั้งแรก ไม่เป็นเหตุให้ลดหย่อนโทษแก่จำเลยที่ 2 และโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแต่ละกระทงจำคุกเกินสามปีไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66 ม. 91 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นางบัวทองหรือนาค โพติยะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7670/2547
#267419
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันไว้ในใบสมัครงานว่าลูกจ้าง ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ข้อตกลงจึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และใช้บังคับไม่ได้ ลูกจ้าง ย่อมมีสิทธิได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์

จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ การลดค่าจ้างหรือการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 65 (1) ที่จะทำให้ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 66 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดดังกล่าวตามมาตรา 62

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 42/2544 ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 42/2544 ของจำเลยที่ 4 ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน..."ดังนี้ การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันไว้ในใบสมัครงานว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์จึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์ เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างตามมาตรา 65 (1) อันจะไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 66 ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดดังกล่าวตามมาตรา 62 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เนื่องจากศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์หรือไม่เพียงใดจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 42/2544 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2544 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานและค่าล่วงเวลาในวันหยุดประจำสัปดาห์ แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องการทำงานในวันหยุดดังกล่าว เสร็จแล้วให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 28 ม. 62 ม. 65 (1) ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทรดดิ้งพลัส จำกัด
จำเลย — นายอภิชาติ ธรรมาวุฒิชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฎฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7664/2547
#113091
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. โดยโจทก์ต้องหาผู้ค้ำประกันให้แก่ธนาคาร อ. ผู้ให้กู้ บริษัท ผ. ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนในกิจการร่วมค้าของโจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าค้ำประกันสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์โดยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคิดค่าธรรมเนียมจากบริษัท ผ. 11,714,062.50 บาท ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้บรรลุเงื่อนไขตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ทำกับธนาคาร อ. อันเป็นกิจการของโจทก์และเพื่อประโยชน์แก่กิจการของโจทก์ บริษัท ผ. มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือโจทก์ในการจัดหาผู้ค้ำประกัน และโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันคืนให้แก่ผู้ร่วมทุนตามที่ระบุใน สัญญาร่วมทุน ข้อ 4 เรื่องการเงิน เงินค่าธรรมเนียมที่บริษัท ผ. ชำระให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงเป็นเงินที่บริษัท ผ. ได้ออกทดรองไปแทนโจทก์ การที่บริษัท ผ. เรียกให้โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงเป็นการเรียกคืนเงินทดรองที่ได้จ่ายแทนไปไม่ใช่เรียกค่าบริการ บริษัท ผ. จึงไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีขายและ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,171,406.25 บาท จากโจทก์ โจทก์จึงนำมาถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ของโจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป. 1.1/1005290/5/102095 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/212/2544 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2544

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์นำเงินจำนวน 1,171,406.25 บาท ที่ชำระให้แก่บริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด มาถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวสืบเนื่องมาจากโจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารเดอะเอกซปอร์ตอิมปอร์ตแบงก์ออฟเจแปน โดยโจทก์ต้องหาผู้ค้ำประกันให้แก่ธนาคารเดอะเอกซปอร์ตอิมปอร์ตแบงก์ออฟเจแปนผู้ให้กู้ บริษัทแผ่นเหล็ก วิลาสไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนในกิจการร่วมค้าของโจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าค้ำประกันสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คิดค่าธรรมจากบริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด 11,714,062.50 บาท ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้บรรลุ เงื่อนไขตามสัญญากู้เงินที่โจทก์ทำกับธนาคารเดอะเอกซปอร์ตอิมปอร์ตแบงก์ออฟเจแปน อันเป็นกิจการของโจทก์ และเพื่อประโยชน์แก่กิจการของโจทก์ บริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด เป็นผู้ร่วมทุนในกิจการร่วมค้าของโจทก์มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือโจทก์ในการจัดหาผู้ค้ำประกันสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ และโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงิน ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันคืนให้แก่ผู้ร่วมทุนตามที่ระบุในสัญญาร่วมทุนข้อ 4 เรื่องการเงิน เงินค่าธรรมเนียมที่บริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด ชำระให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงเป็นเงินที่บริษัท แผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด ได้ออกทดรองไปแทนโจทก์ การที่บริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด เรียกให้โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมจำนวนเดียวกันนี้ จึงเป็นการเรียกคืนเงินทดรองที่ได้จ่ายแทนไปไม่ใช่เรียกค่าบริการ บริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด จึงไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีขายและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,171,406.25 บาท จากโจทก์ โจทก์จึงนำมาถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ได้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7653/2547
#411861
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่บัญญัติให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด หมายถึง มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดฐานหรือบทใด ส่วนมาตรา 90 แห่ง ป.อ. มิใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเป็นความผิดฐานหรือบทใด แต่บัญญัติว่าความผิดนั้นเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและต้องลงโทษตามความผิดฐานหรือบทใด แม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรา 90 แห่ง ป.อ. มาในฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่เกิดเหตุเป็นถนนเปียกและลื่น จำเลยขับรถยนต์ซึ่งมีสภาพเก่าบรรทุกสัมภาระและคนมาเต็มคันรถยนต์ ควรจะขับรถยนต์ให้ช้าไม่ควรขับด้วยความเร็ว เพราะหากขับรถยนต์ด้วยความเร็วในสภาพของรถยนต์และถนนดังกล่าวรถยนต์อาจเสียหลักและพลิกคว่ำได้โดยง่าย แต่เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยกลับขับรถยนต์ด้วยความเร็ว จึงเป็นความประมาทในเบื้องต้นของจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยเห็นรถยนต์อยู่ข้างหน้าซึ่งจำเลยจะต้องแซงรถจักรยานยนต์นั้น จำเลยจะต้องให้สัญญาณเสียงเพื่อให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รู้ตัว หรือมิฉะนั้นก็ควรจะชะลอความเร็วรถยนต์ลงเพื่อให้ห่างจากรถจักรยานยนต์ในระยะที่ปลอดภัย แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เมื่อรถจักรยานยนต์เลี้ยวไปทางขวาโดยกะทันหันจำเลยจึงไม่อาจห้ามล้อเพื่อชะลอความเร็วของรถยนต์ได้ทัน และจำต้องบังคับรถยนต์หลบไปทางขวาแล้วหลบกลับมาทางซ้ายอีก จนเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำ อุบัติเหตุดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย ไม่เป็นเหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจีบ กงแก้ว และนางหล่ำ แก้วอาสา ผู้เป็นภริยาของนายสมจีน กงแก้ว และนายเถิง แก้วอาสา ผู้ตาย ตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาขับรถยนต์ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเรียกนางจีบและนางหล่ำว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายทวี แก้วอาสา ผู้เป็นบุตรของนายเถิงและโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (ที่ถูก มาตรา 43 (4)), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า "ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสัมภาระและผู้โดยสารรวมทั้งจำเลยด้วยเป็น 24 คน เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ที่อยู่ข้างหน้าได้เลี้ยวไปทางขวา จำเลยบังคับรถยนต์หลบไปทางขวาแล้วหลบกลับมาทางซ้ายอีกโดยกะทันหันเป็นเหตุให้รถยนต์พลิกคว่ำ นายสมจีน กงแก้วและนายเถิง แก้วอาสา ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์บรรทุกถึงแก่ความตาย ส่วนผู้โดยสารคนอื่นรวม 13 คน ได้รับอันตรายและอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นฟ้องไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่บัญญัติให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดนั้น หมายถึง มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดฐานหรือบทใด มาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มิใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดฐานหรือบทใด แต่บัญญัติว่าความผิดนั้นเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและต้องลงโทษตามความผิดฐานหรือบทใดเท่านั้น แม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาในฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องไม่ชอบ

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทหรือเป็นเหตุสุดวิสัย ปัญหาข้อนี้จำเลยได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้วินิจฉัยให้ เห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าขณะเกิดเหตุถนนเปียกและลื่น จำเลยขับรถยนต์ซึ่งมีสภาพเก่าบรรทุกสัมภาระและผู้โดยสารรวมทั้งจำเลยด้วยเป็น 24 คน เต็มคันรถยนต์และแล่นเร็ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์แล่นอยู่ข้างหน้าก่อนที่รถจักรยานยนต์จะเลี้ยวไปทางขวาโดยจำเลยมิได้ให้สัญญาณเสียงแตรหรือชะลอความเร็วรถลง เห็นว่า ที่เกิดเหตุเป็นถนนเปียกและลื่น จำเลยขับรถยนต์ซึ่งมีสภาพเก่าบรรทุกสัมภาระและคนมาเต็มคันรถยนต์ ควรจะขับรถยนต์ให้ช้าไม่ควรขับด้วยความเร็วเพราะหากขับรถยนต์ด้วยความเร็วในสภาพของรถยนต์และถนนดังกล่าว รถยนต์อาจเสียหลักและพลิกคว่ำได้โดยง่าย แต่เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยกลับขับรถยนต์ด้วยความเร็วจึงเป็นความประมาทในเบื้องต้นของจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยเห็นรถจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้าซึ่งจำเลยจะต้องแซงรถจักรยานยนต์นั้น จำเลยจะต้องให้สัญญาณเสียงเพื่อให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รู้ตัว หรือมิฉะนั้นก็ควรจะชะลอความเร็วรถยนต์ลงเพื่อให้ห่างจากรถจักรยานยนต์ในระยะที่ปลอดภัย แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เมื่อรถจักรยานยนต์เลี้ยวไปทางขวาโดยกะทันหันจำเลยจึงไม่อาจห้ามล้อหรือชะลอความเร็วของรถยนต์ได้ทัน และจำต้องบังคับรถยนต์หลบไปทางขวาแล้วหลบกลับมาทางซ้ายอีกจนเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำ อุบัติเหตุดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย ไม่เป็นเหตุสุดวิสัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำโดยประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้คนตายถึง 2 คน และมีผู้ได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัสอีกรวม 13 คน แม้จำเลยจะช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแต่จำเลยก็มิได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวของผู้ตายแต่อย่างใด อันจะเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำคุกเพียง 2 ปี แล้วลดโทษให้หนึ่งในสามเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยให้เบากว่านี้หรือรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นางจีบ กงแก้ว กับพวก
จำเลย — นายประมวล คำโสภา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2547
#113055
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 นั้น ศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป และจะอนุญาตขยายระยะเวลาให้เท่าใดก็ได้ ตามเหตุผลที่เห็นสมควรโดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลานั้นโดยชัดแจ้ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ แสดงว่าศาลชั้นต้นเห็นว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ตามเหตุที่โจทก์ระบุในคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาไฟฟ้า บ่อดักไขมันและทางระบายน้ำออกจากที่ดินของโจทก์และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนเสาไฟฟ้า บ่อดักไขมัน และทางระบายน้ำออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนเสาไฟฟ้า 1 ต้น บ่อดักไขมันและทางระบายน้ำออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12019 ตำบลชะแมบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโจทก์ และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000 บาท แก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะรื้อถอนเสาไฟฟ้า บ่อดักไขมัน และทางระบายน้ำออกจากที่ดินของโจทก์ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ว่าไม่ชอบเพราะมิใช่กรณีมีพฤติการณ์พิเศษ ขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปนั้น เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 นั้น ศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป และจะอนุญาตขยายระยะเวลาให้เท่าใดก็ได้ ตามเหตุผลที่เห็นสมควรโดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลานั้นโดยชัดแจ้ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์แสดงว่าศาลชั้นต้นเห็นว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ตามเหตุที่โจทก์ระบุในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจึงชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล ดำรงทวีศักดิ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวังน้อยปิโตรเลียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2547
#411847
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญาตามป.พ.พ. มาตรา 824 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 มีกรรมการของบริษัท จำนวนและรายชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้เป็นบุคคลชุดเดียวกัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลและทำกิจกรรมแยกต่างหากจากกันโดยจำเลยที่ 1 รับผิดชอบเกี่ยวกับการขนส่งไปสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดชอบเกี่ยวกับการขนส่งในทวีปเอเชีย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในใบตราส่งแทนจำเลยที่ 3 ไว้ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลร่วมกับจำเลยทที่ 3

ใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 3 ออกให้แก่โจทก์ระบุว่า ผู้รับตราส่งคือตามคำสั่งธนาคาร ค. จึงเป็นเงื่อนไขในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 รับที่จะส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่ธนาคาร ค. หรือตามคำสั่งของธนาคาร ค. ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับเวนคืนใบตราส่งแล้ว บริษัทผู้ซื้อจะเรียกให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบสินค้าให้แก่ตนได้ต่อเมื่อบริษัทผู้ซื้อได้ชำระราคาสินค้าให้แก่ธนาคาร ค. ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง และธนาคาร ค. สลักหลังโอนส่งมอบใบตราส่งให้แก่บริษัทผู้ซื้อ เพื่อบริษัทผู้ซื้อจะได้นำใบตราส่งมาเป็นหลักฐานแลกรับเอาสินค้าจากจำเลยที่ 3 อันเป็นวิธีปฏิบัติในการชำระราคาสินค้าในการซื้อขายระหว่างประเทศ การที่จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่บริษัทผู้ซื้อโดยมิได้รับเวนคืนใบตราส่ง ย่อมเป็นการไม่ชอบและเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องร่วมกันชำระราคาสินค้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,051,443.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,051,443.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการของบริษัท จำนวนและรายชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้เป็นบุคคลเดียวกัน และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ส่งสินค้าประเภทอาหารทะเลแช่แข็งจำนวน 1,609 กล่อง มูลค่า 1,051,443.81 บาท ไปจำหน่ายให้แก่บริษัทแปซิฟิคริมซีฟู้ด จำกัด ผู้ซื้อ ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งทางเรือตามใบกำกับสินค้า ใบกำกับหีบห่อและใบตราส่งซึ่งประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ระบุว่าในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งกับระบุรับตราส่งคือ ตามคำสั่งธนาคารคาเธ่ย์ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางแล้ว บริษัทผู้ซื้อได้รับมอบสินค้าของโจทก์จากจำเลยที่ 3 ไปโดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่ง ธนาคารคาเธ่ย์จึงได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการขอรับสินค้ารวมทั้งใบตราส่งคืนโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศเข้าทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 3 และต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น นายสมเกียรติ อภิรูปากร พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโจทก์เบิกความยืนยันว่า ในการว่าจ้างให้ทำการขนส่งครั้งพิพาทนี้ จำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญากับโจทก์แทนจำเลยที่ 3 และในใบตราส่งก็ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนนายสาวิตร ลีฬหาชีวะ พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 มีกรรมการของบริษัท จำนวนและรายชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้เป็นบุคคลชุดเดียวกัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลและทำกิจการแยกต่างหากจากกัน โดยจำเลยที่ 1 รับผิดชอบเกี่ยวกับการขนส่งไปสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดชอบเกี่ยวกับการขนส่งในทวีปเอเชีย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในใบตราส่งแทนจำเลยที่ 3 ไว้ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดในกรณีที่โจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าจากบริษัทผู้ซื้อหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว การที่บริษัทผู้ซื้อไม่ไปรับใบตราส่งจากธนาคารคาเธ่ย์มิใช่เงื่อนไขในสัญญารับขนของทางทะเล จำเลยที่ 3 จึงมิได้ประพฤติผิดสัญญารับขนของทางทะเลนั้น เห็นว่า ตามใบตราส่งอันเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลปรากฏว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2539 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำพระราชบัญญัติการขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 3 บัญญัติว่า "ใบตราส่ง" หมายความว่า เอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล แสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้วและผู้ขนส่งรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่ง มาตรา 28 บัญญัติว่า เมื่อได้ออกใบตราส่งให้แก่กันไว้แล้ว ผู้รับตราส่งจะเรียกให้ส่งมอบของได้ต่อเมื่อได้เวนคืนใบตราส่งนั้นแก่ผู้ขนส่งหรือหาประกันให้ตามควร ปรากฏว่าใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 ออกให้แก่โจทก์ระบุว่าผู้รับตราส่งคือ ตามคำสั่งธนาคารคาเธย์ จึงเป็นเงื่อนไขในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 รับที่จะส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่ธนาคารคาเธ่ย์หรือตามคำสั่งของธนาคารคาเธ่ย์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ไว้เวนคืนใบตราส่งแล้ว บริษัทผู้ซื้อจะเรียกให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบสินค้าให้แก่ตนได้ต่อเมื่อบริษัทผู้ซื้อได้ชำระราคาสินค้าให้แก่ธนาคารค่าเธ่ย์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง และธนาคารคาเธ่ย์สลักหลังโอนส่งมอบใบตราส่งให้แก่บริษัทผู้ซื้อ เพื่อบริษัทผู้ซื้อจะได้นำใบตราส่งมาเป็นหลักฐานแลกรับเอาสินค้าจากจำเลยที่ 3 อันเป็นวิธีปฏิบัติในการชำระราคาสินค้าในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ การที่จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่บริษัทผู้ซื้อโดยมิได้รับเวนคืนใบตราส่ง ย่อมเป็นการไม่ชอบและเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระราคาสินค้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้เงินตามฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 ได้ทราบจากจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ได้รับชำระราคาสินค้าจากบริษัทผู้ซื้อแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างข้อเท็จจริงมาในคำฟ้องฎีกาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินค่าสินค้ามาแสดง ทั้งโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกายืนยันว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้าจากบริษัทผู้ซื้อ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลเพราะเหตุโจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าแล้ว หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากบริษัทผู้ซื้อเท่าใดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะรับชำระราคาสินค้าจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 อีกทางหนึ่ง จึงเห็นสมควรกำหนดไว้ในคำพิพากษาสำหรับกรณีที่โจทก์ได้รับชำระราคาสินค้าจากบริษัทผู้ซื้อด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากบริษัทผู้ซื้อเท่าใด ก็ให้คำนวณเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวแล้วหักออกจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่คำนวณถึงวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 28
ชื่อคู่ความ
บริษัทเพ็นต้า อิมเพ็กซ์ จำกัด
บริษัทเวิลด์เฟรท (1986) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรพล เจียมจูไร
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2547
#266396
เปิดฉบับเต็ม

แม้เครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะมีรูปช้างเป็นสาระสำคัญเช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยที่ 1 แต่การนำรูปช้างซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติหรือช้างเอราวัณซึ่งเป็นสัตว์ในวรรณคดีมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้นบุคคลใดก็อาจนำไปใช้ได้ เพราะการที่บุคคลใดเลือกนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนก็มิได้หมายความว่าจะเป็นการตัดสิทธิบุคคลอื่นไม่ให้ใช้รูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณโดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำเครื่องหมายการค้าให้มีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้ใช้มาก่อนมากพอที่จะไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 มีข้อแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลายประการ ทั้งลักษณะของรูปช้างและส่วนประกอบอื่นของเครื่องหมายการค้าแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "TUSCO TRAFO" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับรูปช้าง จึงเป็นจุดเด่น นับได้ว่าเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าและอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ว่า ตราช้างทัสโก้ หรือตราทัสโก้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีส่วนสำคัญที่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยง่ายเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้นเป็นสินค้าเจ้าของเดียวกันกับของโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ขอจดทะเบียนไว้จึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันจะถือว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มิใช่เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) ประกอบด้วยมาตรา 13

คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอัตราค่าทนายความที่ศาลจะกำหนดให้แก่ผู้ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ต้องไม่เกิน 3,000 บาท ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ที่ 659/2543 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ที่ 169/2541 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล หากไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำคำวินิจฉัยของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า การทำคำวินิจฉัยเป็นการกระทำเฉพาะตัวผู้กระทำซึ่งได้รับการแต่งตั้ง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ทำคำวินิจฉัยโดยสุจริต ชอบด้วยเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิอ้างเพื่อให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า การค้า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้าหม้อแปลงกระแสไฟฟ้า โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านและดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาดำเนินการเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีรูปช้างเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกัน แต่การนำรูปช้างซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติหรือช้างเอราวัณซึ่งเป็นสัตว์ในวรรณคดีมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้นบุคคลใดก็อาจนำไปใช้ได้ การที่บุคคลใดเลือกนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนก็มิได้หมายความว่าจะเป็นการตัดสิทธิบุคคลอื่นไม่ให้ใช้รูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณโดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำเครื่องหมายการค้าให้มีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้ใช้มาก่อนมากพอที่จะไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นได้ว่ามีข้อแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลายประการ ทั้งลักษณะของรูปช้างและส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีรูปลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "TUSCO TRAFO" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับรูปช้าง จึงเป็นจุดเด่น นับได้ว่าเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า และอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ว่า ตราช้างทัสโก้ หรือตราทัสโก้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยง่ายเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นสินค้าเจ้าของเดียวกันกับของโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ขอจดทะเบียนไว้จึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันจะถือว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มิใช่เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) ประกอบด้วยมาตรา 13

คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอัตราค่าทนายความที่ศาลจะกำหนดให้แก่ผู้ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องไม่เกิน 3,000 บาท ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท นั้น จึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสองชั้นศาลรวม 4,500 บาท แทนจำเลยทั้งสิบเอ็ด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททัสโก้ ทราโฟ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2547
#412306
เปิดฉบับเต็ม

แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีรูปช้างเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกัน แต่การนำรูปช้างซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติหรือช้างเอราวัณซึ่งเป็นสัตว์ในวรรณคดีมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้น บุคคลใดก็อาจนำไปใช้ได้การที่บุคคลใดเลือกนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนก็มิได้หมายความว่าจะเป็นการตัดสิทธิบุคคลอื่นไม่ให้ใช้รูปช้างหรือรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณโดยเด็ดขาดเพียงแต่ผู้ที่จะนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำเครื่องหมายการค้าให้มีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้ใช้มาก่อนมากพอที่จะไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดสินค้าเมื่อส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีรูปลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดไม่มีเหตุที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นสินค้าเจ้าของเดียวกันกับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ขอจดทะเบียนไว้จึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันจะถือว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มิใช่เครื่องหมายอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 6 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลม

และ เครื่องหมายการค้ารูปช้างเอราวัณในวงกลม คือ

และ และเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ คือ

และ ที่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับ

สินค้าที่โจทก์ผลิตและจำหน่ายมาโดยตลอดและได้อนุญาตให้บริษัทในเครือซิเมนต์ไทยของโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า หม้อแปลงกระแสไฟฟ้า จำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ให้จึงพิจารณาดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 โจทก์เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับของโจทก์มีสาระสำคัญอยู่ที่รูปช้าง และสาธารณชนต่างก็เรียนขานว่า "ตราช้าง" เช่นเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยจึงคล้ายกันทั้งรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ง่าย เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและได้รับความเชื่อถือจากประชาชนว่าโจทก์เป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน การที่จำเลยที่ 1 จัดทำเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วนำไปใช้กับสินค้าที่จำเลยผลิตและจำหน่ายสินค้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้า ขาดความเชื่อถือในคุณภาพของสินค้า อันเกิดจากการผลิตสินค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นผู้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสิบเอ็ดจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ที่ 659/2543 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ที่ 169/2541 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล หากไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สินค้าที่จำเลยที่ 1 ผลิตและจำหน่ายเป็นสินค้าต่างประเภทกับสินค้าของโจทก์ โจทก์มิได้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในสัญลักษณ์รูปช้าง และเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีอักษรโรมันคำว่า "TUSCO TRAFO" เป็นลักษณะบ่งเฉพาะให้ทราบว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เรียกชื่อเครื่องหมายการค้าว่า "ทัสโก้ ทราโฟ" การเรียกขานเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับของโจทก์ต่างกันไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด จำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดให้โจทก์เสียหาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปช้างในรูปวงกลม คือ

และ เครื่องหมายการค้ารูปช้างเอราวัณในวงกลม คือ

และ และเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ คือ

และ ที่ได้จดทะเบียนไว้ ตามสำเนาหนังสือคู่มือรับจดทะเบียนและ

หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.8 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้าหม้อแปลง

กระแสไฟฟ้าตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเอกสารหมาย ล.4 โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านและดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาดำเนินการเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อไป คดีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีรูปช้างเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกัน แต่การนำรูปช้างซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติหรือช้างเอราวัณซึ่งเป็นสัตว์ในวรรณคดีมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้น บุคคลใดก็อาจนำไปใช้ได้ การที่บุคคลใดเลือกนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนก็มิได้หมายความว่าจะเป็นการตัดสิทธิบุคคลอื่นไม่ให้ใช้รูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณโดยเด็ดขาดเพียงแต่ผู้ที่จะนำรูปช้างหรือรูปช้างเอราวัณไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำเครื่องหมายการค้าให้มีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้ใช้มาก่อนมากพอที่จะไม่ทำให้สารธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นได้ว่ามีข้อแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์หลายประการกล่าวคือ ลักษณะรูปช้างในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปช้างยกขาและงอขาข้างหนึ่งงวงช้างชี้ลงที่พื้นและม้วนปลายงวง กับเป็นรูปช้างเอราวัณซึ่งเป็นช้างสามเศียร ส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นรูปช้างยืนสี่ขายกงวงชูขึ้นและอัตราส่วนของรูปช้างในเครื่องหมายการค้านั้นช้างมีขนาดเล็กกว่าของโจทก์ สำหรับส่วนประกอบอื่นของเครื่องหมายการค้านั้นรูปช้างของโจทก์จัดวางอยู่ในวงกลมซ้อมกัน 2 ชั้น ระหว่างวงกลมที่ซ้อนกันมีตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษกับจัดวางอยู่ในรูปลวดลายหกเหลี่ยมใต้รูปหกเหลี่ยมบางรูปมีอักษรภาษาไทยคำว่า "เครือซิเมนต์ไทย" ส่วนรูปช้างของจำเลยที่ 1 จัดวางอยู่ในรูปลวดลายสี่เหลี่ยมจัตุรัสมุมตั้งซึ่งล้อมรอบด้วยวงกลมพื้นทึบ ใต้วงกลมมีคำเป็นอักษรโรมันคำว่า "TUSCO TRAFO" และทั้งหมดอยู่ใต้กรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ดังนี้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องหมายการค้าโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีรูปลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "TUSCO TRAFO" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และมีขนาดใหญ่พอๆ กับรูปช้าง จึงเป็นจุดเด่น นับได้ว่าเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าและอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ว่า ตราช้างทัสโก้หรือตราทัสโก้เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยง่ายเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 นั้นเป็นสินค้าเจ้าของเดียวกันกับของโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้นเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ขอจดทะเบียนไว้จึงไม่คล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะถือว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มิใช่เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบด้วยมาตรา 13 ที่ต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนให้ได้แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาทุกเรื่องที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอัตราค่าทนายความที่ศาลจะกำหนดให้แก่ผู้ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องไม่เกิน 3,000 บาท ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท นั้น จึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทษก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททัสโก้ ทราโฟ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2547
#113103
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงซื้อบุหรี่ซิกาแรตจากผู้ขายที่อยู่ประเทศพม่าไว้ก่อนแล้ว จำเลยใช้ให้ ม. นำบุหรี่ซิกาแรตของกลางเข้ามาในราชอาณาจักร ม. เพียงแต่ไปรับบุหรี่ซิกาแรตของกลางจากผู้ขายที่เกาะสอง ประเทศพม่า จำเลยจึงกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของความผิด ถือว่าจำเลยร่วมกับ ม. มีบุหรี่ซิกาแรตของกลางอันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตามกฎหมาย และร่วมกันนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางซึ่งผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัด ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร เมื่อจำเลยจะนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางไปขายให้ แก่ลูกค้าที่จังหวัดชุมพร จำเลยจึงร่วมกับ ม. มีบุหรี่ซิกาแรตของกลางไว้เพื่อขาย.

ศาลลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ปรับ 117,000 บาท เนื่องจากจำเลยต้องรับผิดร่วมกับ ม. จำเลยในคดีอื่นของศาลชั้นต้น และปรากฏว่าในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นลดโทษให้ ม. กึ่งหนึ่ง คงปรับ ม. สำหรับข้อหานี้ 58,500 บาท และ ม. รับโทษกักขังแทนค่าปรับครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สำหรับคดีนี้จำเลยจึงคงรับโทษปรับอีก 58,500 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 4, 24, 44, 50 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ. 2507 (ที่ถูก พ.ศ. 2509) มาตรา 24 (ที่ถูกต้องระบุ มาตรา 50 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิด ต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากร ปรับ 117,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ประกอบ มาตรา 86 ให้ปรับ 78,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ได้ ในกรณีชำระค่าปรับเมื่อรวมกับค่าปรับที่นายมกรา จำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 6334/2540 ของศาลชั้นต้น ได้ชำระไปแล้วต้องไม่เกิน 117,000 บาท ที่นายมกราต้องรับผิด ยกฟ้องข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูปตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยตกลงซื้อบุหรี่ซิกาแรตจากผู้ขายที่อยู่ประเทศพม่าไว้ก่อนแล้ว จำเลยใช้ให้นายมกรานำบุหรี่ซิกาแรตของกลางเข้ามาในพระราชอาณาจักร นายมกราเพียงแต่ไปรับบุหรี่ซิกาแรตของกลางจากผู้ขายที่เกาะสองประเทศพม่านำเข้ามาในพระราชอาณาจักร จำเลยจึงกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของความผิด ถือว่าจำเลยร่วมกับนายมกรามีบุหรี่ซิกาแรตของกลางอันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย และร่วมกันนำบุหรี่ซิกาแรต ของกลางซึ่งผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัด ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร เมื่อจำเลยจะนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางไปขายให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดชุมพร จำเลยจึงร่วมกับนายมกรามีบุหรี่ซิกาแรตของกลางไว้เพื่อขาย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลการ พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 24, 50 ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ปรับ 117,000 บาท เนื่องจากจำเลยต้องรับผิดร่วมกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6334/2540 ของศาลชั้นต้น และปรากฏว่าในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยสำหรับข้อหานี้ 58,500 บาท และจำเลยในคดีดังกล่าวรับโทษกักขังแทนค่าปรับครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สำหรับคดีนี้จำเลยจึงคงรับโทษปรับอีก 58,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 24 ม. 50
ป.อ. ม. 31 ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายเรืองศักดิ์หรือสมศักดิ์ แย้มมีศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2547
#412161
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงซื้อบุหรี่ซิกาแรตจากผู้ขายที่อยู่ประเทศพม่าไว้ก่อนแล้ว จำเลยใช้ให้ ม. นำบุหรี่ซิกาแรตของกลางเข้ามาในราชอาณาจักร ม. เพียงแต่ไปรับบุหรี่ซิกาแรตของกลางจากผู้ขายที่เกาะสอง ประเทศพม่า จำเลยจึงกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของความผิด ถือว่าจำเลยร่วมกับ ม. มีบุหรี่ซิกาแรตของกลางอันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายและร่วมกันนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางซึ่งผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัด ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร เมื่อจำเลยจะนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางไปขายให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดชุมพร จำเลยจึงร่วมกับ ม. มีบุหรี่ซิกาแรตของกลางไว้เพื่อขาย

ศาลลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ปรับ 117,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยต้องรับผิดร่วมกับ ม. จำเลยในคดีอื่นของศาลชั้นต้นและปรากฎว่าในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นลดโทษให้ ม. กึ่งหนึ่ง คงปรับ ม. สำหรับข้อหานี้ 58,500 บาท และ ม. รับโทษกักขังแทนค่าปรับครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สำหรับคดีนี้จำเลยจึงคงรับโทษปรับอีก 58,500 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 24, 44, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2507 (ที่ถูก พ.ศ.2509) มาตรา 24 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 50 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากร ปรับ 117,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ปรับ 78,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปีได้ในกรณีชำระค่าปรับเมื่อรวมกับค่าปรับที่นายมกราจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6334/2540 ของศาลชั้นต้น ได้ชำระไปแล้วต้องไม่ต้องไม่เกิน 117,000 บาท ที่นายมกราต้องรับผิด ยกฟ้องข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ในวันเวลาสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนายสมใจกับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิต จังหวัดระนอง จับกุมนายมกราจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6334/2540 ของศาลชั้นต้น และยึดได้บุหรี่ซิกาแรต ยี่ห้อมาร์โบโร่ จำนวน 1,500 ซอง หนัก 31,500 กรัม ราคา 22,500 บาท กับเรือหางยาว 1 ลำพร้อมเครื่องยนต์เป็นของกลาง บุหรี่ซิกาแรตจำนวนดังกล่าวเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย ซึ่งผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัดยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง จำเลยใช้ให้นายมกรานำเข้ามาในพระราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า จำเลยใช้ให้นายมกรานำบุหรี่ซิกาแรตของกลางเข้ามาในพระราชอาณาจักร โจทก์มีนายมกราเป็นพยานเบิกความว่า พยานไปรับบุหรี่ซิกาแรตของกลางจากโกเจี๊ยวเจ้าของร้านขายบุหรี่ที่เกาะสองประเทศสหภาพพม่า โดยบอกโกเจี๊ยวว่าจำเลยให้มารับของ โกเจี๊ยวก็มอบบุหรี่ซิกาแรตของกลางให้แก่พยาน คำเบิกความของนายมกราเชื่อมโยงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ฟังได้แล้วดังกล่าว ทั้งจำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงนี้ จึงเชื่อได้ว่านายมกราเพียงแต่ไปรับบุหรี่ซิกาแรตของกลางจากผู้ขายที่เกาะสองนำเข้ามาในพระราชอาณาจักรซึ่งบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวจำเลยได้ตกลงซื้อจากผู้ขายไว้ก่อนแล้ว จำเลยจึงกระทำการอันเป็นส่วนหนึ่งของความผิด ถือว่าจำเลยร่วมกับนายมกรามีบุหรี่ซิกาแรตของกลางอันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย และร่วมกันนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางซึ่งผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัด ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร บุหรี่ซิกาแรตของกลางมีจำนวนมากถึง 1,500 ซอง เกินความจำเป็นที่จะมีไว้เพื่อใช้เอง ทั้งนายมกราให้การชั้นจับกุมตามบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.8 ว่าจำเลยจะนำบุหรี่ซิกาแรตของกลางไปขายให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดชุมพร จึงเชื่อว่าจำเลยร่วมกับนายมกรามีบุหรี่ซิกาแรตของกลางไว้เพื่อขาย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดปรับ 117,000 บาท เนื่องจากจำเลยต้องรับผิดร่วมกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6334/2540 ของศาลชั้นต้น และปรากฏว่าในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยสำหรับข้อหานี้ 58,500 บาท และจำเลยในคดีดังกล่าวรับโทษกักขังแทนค่าปรับครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สำหรับคดีนี้จำเลยจึงคงรับโทษปรับอีก 58,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30 ม. 83
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 24 ม. 50
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายเรืองศักดิ์หรือสมศักดิ์ แย้มมีศรี
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ