คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3764/2547
#112868
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่แจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่จำเลยที่ 2 เพราะส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เนื่องจากรื้อบ้านไปแล้ว โดยเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 และปรับโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษตามกฎหมาย ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ย้ายบ้านไม่น่าจะเป็นเหตุให้สงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนี ทั้งจำเลยที่ 2 และครอบครัวจำเป็นต้องออกจากบ้านพักเลขที่ดังกล่าวตามคำสั่งของทางราชการ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นโดยเปิดเผยไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นที่จะแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาจะหลบหนี ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง คงจำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ถ้าไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานผลการส่งหมายนัดว่า ไม่พบบ้านจำเลยที่ 2 ตามหมายนัด สอบถามคนบ้านใกล้เคียงแล้วแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วและบ้านหลังดังกล่าวได้รื้อถอนไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ งดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยแจ้งกำหนดนัดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทราบ ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้เนื่องจากรื้อบ้านไปแล้ว จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับเมื่อไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มาภายใน 1 เดือนนับแต่วันออกหมายจับ จึงได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 โดยถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามกฎหมายแล้ว และมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ได้ตัวมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวจำเลยที่ 2 ได้ตามหมายจับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะหลบหนีเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษตามกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ย้ายบ้านไม่น่าจะเป็นเหตุให้สงสัยว่า จำเลยที่ 2 หลบหนี ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักของทางราชการทหารเรือฐานทัพเรือสัตหีบเนื่องจากจ่าเอกสุรเดช สามีจำเลย รับราชการเป็นทหารเรือ หลังจากเกิดเหตุทางราชการมีคำสั่งให้จ่าเอกสุรเดชหมดสิทธิการเข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการดังกล่าว จ่าเอกสุรเดช โดยจำเลยที่ 2 ส่งบ้านพักคืนแก่ทางราชการทหารเรือเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ไปปลูกกระต๊อบเป็นที่อยู่อาศัยในที่ดินของทางราชการห่างจากบ้านเดิมประมาณ 500 เมตร เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 และครอบครัวจำเป็นต้องออกจากบ้านพักดังกล่าวตามคำสั่งของทางราชการ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นโดยเปิดเผยไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นที่จะแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาจะหลบหนีแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมิได้ออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อน แต่ได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ทันที และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 2 ฟังใหม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 182 วรรคสาม ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางสาวทิพวรรณ ชาติสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753 -ที่ 3756/2547
#267700
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานที่สาขาโพนพิสัย จำเลยได้เสนอทางเลือกให้โจทก์ทั้งสี่ก่อนแล้วคือให้ไปทำงานกับบริษัทที่รับซื้อกิจการและรับโอนพนักงานของจำเลยที่กรุงเทพมหานครทั้งหมดโดยให้โจทก์ได้รับตำแหน่งเดิม รายได้เท่าเดิม และปฏิบัติงานอยู่สถานที่เดิม หรือย้ายไปประจำที่สาขาโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นกิจการเพียงแห่งเดียวของจำเลยที่เหลืออยู่ หรือลาออกจากบริษัทจำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่เลือกทางใดทางหนึ่ง จำเลยจึงมีความจำเป็นต้องสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยในตำแหน่งเดิม อัตราเงินเดือนเดิม คำสั่งของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือแกล้งโจทก์ทั้งสี่ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 17,782 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 11,750 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 8,930 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,847 บาท และคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 133,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 57,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 49,200 บาท และจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 7,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 340,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 105,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 171,000 บาท และโจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่สำนวนจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 17,782 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 11,750 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 8,930 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,847 บาท และคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (8 เมษยน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 113,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 57,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 49,200 บาท และจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 7,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยนั้น จำเลยได้เสนอทางเลือกให้โจทก์ทั้งสี่เลือกก่อนแล้ว โดยทางเลือกตามหนังสือเสนอทางเลือก คือ หนึ่ง ไปทำงานกับบริษัทชาร์ค จำกัด ในตำแหน่งเดิม รายได้เท่าเดิมและปฏิบัติงานอยู่ที่สถานที่เดิม ทั้งจะได้อายุงานเพิ่มขึ้นอีก 1 ถึง 3 ปี นับแต่วันที่ได้เข้าทำงานกับบริษัทชาร์ค จำกัด ทั้งนี้แล้วแต่อายุงานที่ทำมากับจำเลย สอง ย้ายไปประจำที่สาขาของจำเลยที่อำเภอโพนพิสัยจังหวัดหนองคาย ในตำแหน่งเดิมและรายได้เท่าเดิม และสาม ลาออก แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ดังนี้จำเลยในฐานะเจ้าของกิจการจำแป็นต้องใช้อำนาจในการบริหารจัดการสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัย ซึ่งเป็นกิจการเดียวที่จำเลยยังคงมีอยู่และเป็นงานที่อยู่ในระยะเริ่มดำเนินการ จำเป็นต้องมีพนักงานทำงานทั้งเป็นการทำงานในตำแหน่งเดิมและอัตราเงินเดือนเดิม เนื่องจากจำเลยไม่มีงานที่สำนักงานใหญ่ให้โจทก์ทั้งสี่ทำ แม้สาขาดังกล่าวจะอยู่ถึงจังหวัดหนองคายก็ตาม คำสั่งของจำเลยมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยตามคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่จงใจให้จำเลยได้รับความเสียหาย และโจทก์ทั้งสี่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสี่เกี่ยวกับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119 (4) ม. 119 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวฉวีวรรณ ศรีสุพล กับพวก
จำเลย — บริษัทสูตรสุคนธ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3751/2547
#410990
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทกฎหมายที่ใช้ในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยและแก้โทษจำคุกให้น้อยลงสำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจาก 6 ปี เป็น 5 ปี และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจาก 5 ปี เป็น 4 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือหากศาลเห็นว่าจำเลยจะทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และธนบัตรจำนวน 300 บาท ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดรายอื่น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี ริบยาเสพติด (ที่ถูกเมทแอมเฟตามีน) ที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทกฎหมายที่ใช้ในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย และแก้โทษจำคุกให้น้อยลงสำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจาก 6 ปี เป็น 5 ปี และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจาก 5 ปี เป็น 4 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือหากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายประมวล ตู้ดำ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3750/2547
#410989
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์มิได้นำสายลับที่อ้างว่าเป็นผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด จากจำเลยมาเป็นพยาน โจทก์คงมีนายดาบตำรวจ พ. และนายดาบตำรวจ ถ. ซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยมาเป็นพยาน แต่พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้มิได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับกับจำเลย เหตุที่ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ในราคาเม็ดละ 120 บาท เพราะสายลับเป็นผู้บอก ดังนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย แม้จะพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนอยู่ในกระเป๋าที่วางอยู่หน้าตักจำเลยก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับธนบัตรดังกล่าวไว้เนื่องจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังที่สายลับอ้าง เพราะสายลับอาจมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่จำเลยด้วยเหตุอื่นก็ได้ ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยังยึดได้อุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพเมทแอมเฟตามีนในห้องพักที่เกิดเหตุ เมื่อตรวจปัสสาวะจำเลยก็มีสีม่วง จำเลยจึงอาจมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพดังที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง คงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 12 เม็ด จึงมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันสมควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปโดยการรอลงโทษให้จำเลย แต่ให้ลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) ฯ มาตรา 8, 19 และ 26 ยกเลิกความในมาตรา 15, 67 และ 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้น ตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนนั้น มาตรา 91 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 91 ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงแรก 1 ปี 6 เดือน จำคุกกระทงหลัง 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 9 เดือน ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) และ (ที่ถูกมาตรา 57), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 เดือน ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมเป็นจำคุก 6 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 เม็ด น้ำหนัก 1.08 กรัม และธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ บ้องเสพเมทแอมเฟตามีน 2 อัน กระดาษตะกั่ว 10 แผ่น หลอดเสพเมทแอมเฟตามีน 6 หลอด และไฟแช็กแก๊ส 3 อัน เป็นของกลางโดยข้อหาความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจพิพัฒน์ กรายทอง และนายดาบตำรวจถาวร มณีรัตน์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่าหลังจากนายดาบตำรวจพิพัฒน์และนายดาบตำรวจถาวรสืบทราบว่าจำเลยซึ่งพักอยู่ที่ห้องเลขที่ 403 ของโรงแรมภูเบศร์ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว วันเกิดเหตุเวลา 23.20 นาฬิกา นายดาบตำรวจพิพัฒน์ นายดาบตำรวจถาวรกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ไปถ่ายเอกสารและลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานและมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ส่วนนายดาบตำรวจพิพัฒน์และนายดาบตำรวจถาวรกับพวกซุ่มรออยู่ใต้ถุนโรงแรมภูเบศร์ หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที สายลับนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ดมามอบให้แก่พันตำรวจโทเหิมหาญ มีสะอาด โดยบอกว่าซื้อมาจากจำเลยในราคาเม็ดละ 120 บาท นายดาบตำรวจพิพัฒน์ นายดาบตำรวจถาวรกับพวกจึงเข้าไปจับกุมจำเลยขณะจำเลยกับพวก 4 ถึง 5 คน กำลังเล่นการพนัน พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด กับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋าที่วางอยู่หน้าตักจำเลย และพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด บรรจุในตลับพลาสติกวางอยู่ข้างตัวจำเลย นอกจากนี้ก็พบอุปกรณ์มีไว้ในการเสพเมทแอมเฟตามีน เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้นำสายลับที่อ้างว่าเป็นผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ดจากจำเลยมาเป็นพยาน โจทก์คงมีนายดาบตำรวจพิพัฒน์และนายดาบตำรวจถาวรซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยมาเป็นพยาน แต่พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้มิได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับกับจำเลย เหตุที่ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ในราคาเม็ดละ 120 บาท เพราะสายลับเป็นผู้บอก ดังนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย แม้จะพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนอยู่ในกระเป๋าที่วางอยู่หน้าตักจำเลยก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับธนบัตรดังกล่าวไว้เนื่องจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังที่สายลับอ้าง เพราะสายลับอาจมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่จำเลยด้วยเหตุอื่นก็ได้ ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมยังยึดได้อุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพเมทแอมเฟตามีนในห้องพักที่เกิดเหตุ เมื่อตรวจปัสสาวะจำเลยก็มีสีม่วง จำเลยจึงอาจมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพดังที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง คงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 12 เม็ด จึงมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปโดยการรอการลงโทษให้จำเลย แต่ให้ลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อควบคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8, 19 และ 26 ยกเลิกความในมาตรา 15, 67 และ 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิม มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมแต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้น มาตรา 91 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 91 ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 7,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ และห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 67 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นางสาวมัลลิกาหรือแหม่ม ปาทาน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2547
#411153
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติของมาตรา 100/2 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยดังกล่าวแต่ประการใด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ แต่ศาลชั้นต้นคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวมิได้กำหนดโทษปรับด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 718/2543 ของศาลชั้นต้น และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 401/2546 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคสาม), 102 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 401/2546 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 718/2543 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ใช้บทบัญญัติของมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เพื่อลดโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยอ้างว่า หลังถูกจับกุมจำเลยได้ให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งนำไปสู่ตัวการผู้จำหน่ายรายใหญ่ที่แท้จริงนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าว ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยดังกล่าวแต่ประการใด ไม่อาจถือได้ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน จึงไม่มีเหตุที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ แต่ศาลชั้นต้นคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวมิได้กำหนดโทษปรับด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 ม. 100/1 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางบัวผัดหรือผัด บุญยะสมภพ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3747/2547
#113161
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้านตามบัญชีเงินฝากรวม 2 บัญชี โดยผู้คัดค้านรับฝากเงินไว้ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เงินฝากดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตั้งแต่มีการฝากเงิน ลูกหนี้ผู้ฝากเงินมีสิทธิที่จะถอนเงินฝากไปได้และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบตามจำนวนที่ขอถอน ถึงเห็นกรณีที่ผู้คัดค้านกับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้คัดค้านจึงใช้สิทธินำเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวของลูกหนี้มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 ภายหลังที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแต่ก็เป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าว ซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในแผนตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทรามคำแหงแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ทำแผนคนใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้รายที่ 153 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไว้จำนวน 3,060,884,459.47 บาท และลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ แต่ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ เนื่องจากผู้คัดค้านยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้โดยมิได้หักกลบลบหนี้เสียก่อนและลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การหักกลบลบหนี้ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องทางการเงินของลูกหนี้และการปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการในอนาคต ทั้งเงินฝากตามบัญชีดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระคืนแก่ลูกหนี้ ขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระคืนแก่ลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านคืนเงินฝากทั้งสองบัญชีของลูกหนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันกับที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ลูกหนี้สำหรับการฝากเงินนับแต่วันที่หักเงินไปจนกว่าจะส่งมอบคืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้านตามบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวโดยผู้คัดค้านรับฝากเงินไว้ก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เงินฝากดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตั้งแต่มีการฝากเงิน ลูกหนี้ผู้ฝากเงินมีสิทธิที่จะถอนเงินฝากไปได้และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบตามจำนวนที่ขอถอน จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ส่วนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ร้องแก้อุทธรณ์ว่า หนี้ที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับชำระหนี้ได้ถูกกำหนดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว จึงมิใช่หนี้ที่จะถึงกำหนดชำระอีกต่อไป สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้เจ้าหนี้หักกลบลบหนี้ได้นั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 บัญญัติให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ลูกหนี้จึงไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขดังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ร้องอ้าง ดังนี้ ผู้คัดค้านจึงใช้สิทธินำเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวของลูกหนี้มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านได้ แม้ผู้คัดค้านแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่อลูกหนี้ภายหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแต่ก็เป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าว ซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในแผนตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/33 ม. 90/60 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทมหาราช แพลนเนอร์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3747/2547
#411984
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/33 ให้สิทธิเจ้าหนี้หักกลบลบหนี้ได้ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านรับฝากเงินไว้ก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เงินฝากดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตั้งแต่มีการฝากเงิน ลูกหนี้ผู้ฝากเงินมีสิทธิที่จะถอนเงินฝากไปได้ และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบตามจำนวนที่ขอถอน จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้หนี้ที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับชำระหนี้จะถูกกำหนดให้ได้รับชำระตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาตามแผนฟื้นฟูกิจการ ก็ยังอาจหักกลบลบหนี้ได้เนื่องจากการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ มาตรา 90/27 บัญญัติให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้หรือมีเงื่อนไขก็ตาม และแม้ผู้คัดค้านแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่อลูกหนี้ภายหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแต่เป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในแผนตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทรามคำแหงแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ทำแผนคนใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้รายที่ 153 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไว้จำนวน 3,060,884,459.47 บาท และลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้มีบัญชีเงินฝากกับผู้คัดค้าน 2 รายการ จำนวน 411,980.33 บาท และ 6,523.43 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 ผู้คัดค้านแจ้งแก่ผู้ร้องว่าได้นำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ตามแผน แต่ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้เนื่องจากผู้คัดค้านยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้โดยมิได้หักกลบลบหนี้เสียก่อนและลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การหักกลบลบหนี้ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องทางการเงินของลูกหนี้และการปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการในอนาคต ทั้งเงินฝากตามบัญชีดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระคืนแก่ลูกหนี้ ขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระคืนแก่ลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้ฝากเงินทั้งสองจำนวนกับผู้คัดค้านก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้คัดค้านมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และตามแผนให้สิทธิเจ้าหนี้ในการยึดถือเงินฝากดังกล่าวและสามารถหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าธรรมเนียมและหนี้ทรัสต์รีซีทได้ ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 ไม่ได้กำหนดว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องกระทำก่อนยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านคืนเงินฝากทั้งสองบัญชีของลูกหนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันกับที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ลูกหนี้สำหรับการฝากเงินนับแต่วันที่หักเงินไปจนกว่าจะส่งมอบคืน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิต/ทรัสต์รีซีท, ค้ำประกัน และเบิกเงินเกินบัญชีโดยเป็นเจ้าหนี้รายที่ 153 จำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้ 3,060,884,459.47 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้จำนวน 3,059,853,604.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2544 ลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้าน 2 บัญชี ตั้งแต่ปี 2538 และปี 2542 คือ บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 038-06336-1 และบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศเลขที่ 099-92-00885 มียอดเงิน ณ วันที่ 24 กันยายน 2544 จำนวน 411,980.33 บาท และ 6,523.43 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ลูกหนี้มอบสมุดบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านเป็นประกันหนี้และยอมให้ผู้คัดค้านเบิกถอนเงินจากทั้งสองบัญชีดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ได้ ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2544 ผู้คัดค้านใช้สิทธิหักกลบลบหนี้โดยนำเงินฝากจากทั้งสองบัญชีดังกล่าวมาชำระหนี้ของลูกหนี้บางส่วน ซึ่งขณะนั้นศาลล้มละลายกลางยังไม่มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเนื่องจากมีเจ้าหนี้บางรายร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้านตามบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าว โดยผู้คัดค้านรับฝากเงินไว้ก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เงินฝากดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตั้งแต่มีการฝากเงิน ลูกหนี้ผู้ฝากเงินมีสิทธิที่จะถอนเงินฝากไปได้และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบตามจำนวนที่ขอถอน จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ส่วนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ร้องแก้อุทธรณ์ว่า หนี้ที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับชำระหนี้ได้ถูกกำหนดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว จึงมิใช่หนี้ที่จะถึงกำหนดชำระอีกต่อไป สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้เจ้าหนี้หักกลบลบหนี้ได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 บัญญัติให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่นไขก็ตาม ลูกหนี้จึงไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขดังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ร้องอ้าง ดังนี้ ผู้คัดค้านจึงใช้สิทธินำเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวของลูกหนี้มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านได้ แม้ผู้คัดค้านแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่อลูกหนี้ภายหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ แต่ก็เป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในแผนตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าการหักกลบลบหนี้กระทำไม่ได้ภายหลังจากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/33 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทมหาราช แพลนเนอร์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2547
#411548
เปิดฉบับเต็ม

แม้โทษที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง กับโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง มีอัตราโทษเท่ากัน แต่ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง มีบทบัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย อันเป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของจำเลย และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้ โดยไม่จำต้องมีคำขอของโจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้องแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง และไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่เสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถ ย่อมไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้เช่นในภาวะปกติ จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะการที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปตามถนนสาธารณะจึงถือว่าเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวนั้น ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ วรรคสอง ด้วย และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ด้วยนั้น เป็นการมิชอบ นอกจากนี้แม้โทษที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง กับโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง มีอัตราโทษเท่ากัน แต่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง มีบทบัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย อันเป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของจำเลย และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้ โดยไม่จำต้องมีคำขอของโจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้องแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง และไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ (ใบอนุญาตขับรถ) ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 102 (3 ทวิ) ม. 127 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 127 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายวิษณุ จิตรมั่น
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2547
#112906
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากร เข้าด้วยแล้ว กฎหมายมิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ของกลางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันรับไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรมีราคา 7,000 บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 2,737 บาท เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของราคาของดังกล่าวจำนวน 490 บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและอากรขาเข้า รวมเป็นเงิน 9,247 บาท โทษปรับสี่เท่าเป็นจำนวน 36,988 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสาม ในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน 38,948 บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

จำเลยทั้งสามถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นเงิน 18,494 บาท หากจำเลย ไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน จึงกักขังจำเลยได้คนละ 30 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๕๘, ๘๐, ๘๓, ๙๑, ๓๓๕ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลางที่เหลือ จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย และนำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ คดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? อนึ่งสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ นั้น มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเท่านั้น มิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษี ตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันรับเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และ โซ่ยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ดังกล่าวราคา ๗,๐๐๐ บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒,๗๓๗ บาท ดังนั้น เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ จำนวน ๔๙๐ บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและค่าอากรขาเข้ารวมเป็นเงิน ๙,๒๔๗ บาท คำนวณโทษปรับสี่เท่าเป็นเงิน ๓๖,๙๘๘ บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน ๓๘,๙๔๘ บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นจึงเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ นอกจากนี้เมื่อจำเลยทั้งสามต้องถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ดังนั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขัง แทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยทั้งสามตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นั้นไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้ชัดแจ้ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรปรับจำเลยทั้งสามรวม ๓๖,๙๘๘ บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยทั้งสามรวม ๑๘,๔๙๔ บาท หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับเฉพาะในความผิดฐานนี้ให้กักขังจำเลยไว้คนละ ๓๐ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสุนทร ไชยเดช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3718/2547
#410988
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 2 กับ ส. ไปเที่ยวที่อำเภอนางรองแต่กลับพาไปที่อำเภอโนนดินแดงนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า วันเกิดเหตุจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปเที่ยวที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงไปและได้ชวน ส. ไปเป็นเพื่อนด้วยได้ไปเที่ยวที่เขื่อนลำนางรองจนถึงเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยชวนไปเที่ยวต่อที่บ้านเพื่อนจำเลยหลังจากนั้นก็ชวนกลับ แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่กล้ากลับบ้านเนื่องจากเป็นเวลาค่ำมืดแล้วกลัวบิดามารดาดุด่าเฆี่ยนตี ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยผู้เสียหายที่ 2 และ ส. ได้ไปเที่ยวเขื่อนลำนางรองด้วยกันแล้วผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมกลับบ้าน ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนหลังวันเกิดเหตุเพียง 3 วัน จึงเชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริง ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยมิได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ไปเที่ยวแต่ประการใด หากแต่เป็นความยินยอมพร้อมใจที่จะไปเที่ยวกับจำเลยและ ส. ตามประสาวัยรุ่น แม้ต่อมาจะปรากฏว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ก็เป็นเรื่องเกิดเหตุภายหลังโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยวางแผนมาแต่แรก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก

ความผิดฐานพรากเด็กมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาที่มีต่อเด็กมิให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครอง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายที่ 2 และ ส. จะเพียงชวนกันไปเที่ยวอันเป็นการที่ผู้เสียหายที่ 2 เต็มใจไปกับจำเลยเองดังวินิจฉัยข้างต้น แต่ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 และ ท. ผู้เป็นบิดามารดา ที่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมกลับบ้านทั้ง ๆ ที่จำเลยชวนกลับแล้วนั้น จำเลยก็หามีสิทธิที่จะพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากความปกครองของผู้เสียหายที่ 1 และ ท. ไม่ ทั้งยังปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ก็มีลักษณะเป็นการหลบซ่อนเพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ตามไปพบผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นข้อพิรุธในการกระทำของจำเลย จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ตลอดมาแล้วจำเลยยังได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีกด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยมิได้มีความรักใครกันทางชู้สาวมาก่อน และจำเลยก็ไม่มีเจตนาจะแต่งงานอยู่กินหรือเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 แต่อย่างใด ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 284, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิบัติ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 6 ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวม 14 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ยกฟ้องในข้อหาพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของนาย ป. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง ท. ซึ่งเป็นบิดามารดา ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ไป และจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 17 ถึง 18 นาฬิกา จำเลยชวนผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาวสำราญ สุขต้อง ไปเที่ยวที่อำเภอนางรอง แต่กลับพาไปที่อำเภอโนนดินแดง จำเลยพาไปเที่ยวที่เขื่อนลำนางรอง ไปถึงเขื่อนเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จากนั้นจำเลยพาไปที่บ้านญาติจำเลยที่บ้านทรัพย์สมบูรณ์ อำเภอโนนดินแดง แล้วพาต่อไปที่บ้านญาติของจำเลยที่บ้านหนองหมี ผู้เสียหายที่ 2 ขอร้องให้จำเลยพากลับบ้านแต่จำเลยไม่ยอมพากลับ จากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่กระท่อมตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และ จ.4 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านญาติคนเดิมที่บ้านหนองหมี ครั้นเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยใช้กำลังกอดปล้ำและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยพานายน้อยกับนางบุญนาคซึ่งเป็นบิดามารดาจำเลยมาพบ และบอกว่าจะพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อำเภอครบุรี ส่วนนางสาวสำราญจะกลับบ้าน ผู้เสียหายที่ 2 จะกลับบ้านด้วย แต่นางบุญนาคไม่ยอม จากนั้นนายน้อยกับนางบุญนาคพาผู้เสียหายที่ 2 ไปอยู่ที่บ้านหนองแคทราย อำเภอครบุรี ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ตามมาที่บ้านของนางบุญนาค เมื่อได้ยินเสียงเรียกของนายแตกที่มากับผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ก็ขานรับและวิ่งออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่าที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 2 กับนางสาวสำราญไปเที่ยวที่อำเภอนางรองแต่กลับพาไปที่อำเภอโนนดินแดงนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 ว่าวันเกิดเหตุจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปเที่ยวที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้เสียหายที่ 2 ตกลงไปและได้ชวนนางสาวสำราญไปเป็นเพื่อนด้วยได้ไปเที่ยวที่เขื่อนลำนางรองจนถึงเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยชวนไปเที่ยวต่อที่บ้านเพื่อนจำเลยหลังจากนั้นก็ชวนกลับแต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่กล้ากลับบ้านเนื่องจากเป็นเวลาค่ำมืดแล้วกลัวบิดามารดาดุด่าเฆี่ยนตี ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลย ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวสำราญได้ไปเที่ยวเขื่อนลำนางรองด้วยกัน แล้วผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมกลับบ้าน ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนหลังวันเกิดเหตุเพียง 3 วัน จึงเชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริง ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยมิได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ไปเที่ยวแต่ประการใด หากแต่เป็นความยินยอมพร้อมใจที่จะไปเที่ยวกับจำเลยและนางสาวสำราญตามประสาวัยรุ่น แม้ต่อมาจะปรากฏว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ก็เป็นเรื่องเกิดเหตุภายหลังโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยวางแผนมาแต่แรก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาที่มีต่อเด็กมิให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครอง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวสำราญจะเพียงชวนกันไปเที่ยวอันเป็นการที่ผู้เสียหายที่ 2 เต็มใจไปกับจำเลยเองดังวินิจฉัยข้างต้น แต่ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 และนางทันผู้เป็นบิดามารดา ที่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมกลับบ้านทั้ง ๆ ที่จำเลยชวนกลับแล้วนั้น จำเลยก็หามีสิทธิที่จะพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากความปกครองของผู้เสียหายที่ 1 และนางทันไม่ ทั้งยังปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ก็มีลักษณะเป็นการหลบซ่อนเพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ตามไปพบผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นข้อพิรุธในการกระทำของจำเลย จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ตลอดมา แล้วจำเลยยังได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีกด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยมิได้มีความรักใคร่กันทางชู้สาวมาก่อนและจำเลยก็ไม่มีเจตนาจะแต่งงานอยู่กินหรือเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 แต่อย่างใด ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 284 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายมานิตย์ เสาเคหา
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3717/2547
#411546
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่จำเลยทั้งหกลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ในคอลัมน์ยุทธจักรแปดแฉก ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น เป็นข้อความทั่วๆ ไปที่วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวบุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ควรเป็นบุคคลที่อุทิศตนเพื่อทางราชการ โดยไม่มีข้อความใดที่ทำให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์เข้าใจว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่ใช้เวลาราชการไปสะสางเรื่องส่วนตัวตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นตัวโจทก์ การที่โจทก์นำบทความที่จำเลยที่ 6 เขียนไว้ในคอลัมน์อื่นก่อนหน้านี้มารวมเข้ากับข้อความในคอลัมน์ดังกล่าวว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ก็เป็นเพียงความเข้าใจของโจทก์เองเท่านั้นหาใช่เป็นความเข้าใจของบุคคลทั่วไปไม่ เมื่อโจทก์ยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นสำคัญทั้งๆ ที่บุคคลทั่วไปมิได้มีการรับรู้หรือเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความดังกล่าวว่าเป็นตัวโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สั่งคดีอาญาของกองบังคับการตำรวจเศรษฐกิจและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทข่าวสด จำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการและร่วมดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการพิมพ์จำหน่ายหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และโฆษณา จำเลยที่ 6 เป็นผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ในคอลัมน์ยุทธจักรแปดแฉก ใช้นามปากกาว่า "พิทักษ์ 001" จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 6 ในฐานะส่วนตัว ภายใต้การใช้ จ้างวาน และยุยงส่งเสริมของจำเลยทั้งหกได้ใส่ความโจทก์ด้วยข้อความเป็นเท็จต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาณโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ในหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" ประจำวันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2543 ในคอลัมน์ "ยุทธจักรแปดแฉก" มีข้อความว่า "รองบัญญัติรับงานเมื่อไหร่คงต้องถามไถ่กันเรื่องแต่งตั้ง 3 รอง ผบ.ตร. ที่เสธ.หนั่นพยายามจะทำเป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อนตกเก้าอี้ จะเดินหน้าแต่งตั้งหรือชะลอออกไปก่อน แต่ที่แน่ๆ หากมีการทำโผ 3 พล.ต.อ.ใหม่ คงไม่มีประเภทใช้เวลาราชการไปสะสางเรื่องส่วนตัวเช้าจรดเย็นแล้วจะได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่เป็นโต เพราะยุคบัญญัติคงไม่มี "ที่ปรึกษา" อำนาจล้นฟ้าเต็มแผ่นดินมาล้วงโผตำรวจ เป็นแน่" จากบทความดังกล่าวจำเลยทั้งหกมีเจตนาให้ผู้อ่าน และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เข้าใจว่าโจทก์ไม่เหมาะสมที่จะได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ถ้อยคำที่ระบุว่า "ประเภทใช้เวลาราชการไปสะสางเรื่องส่วนตัวเช้าจรดเย็น" หมายความถึง บุคคลที่ไม่ทำงานในหน้าที่แต่ใช้เวลาราชการไปทำงานส่วนตัว อันเป็นการใส่ความโจทก์ แม้ข้อเขียนข้างต้นจะมิได้ระบุชื่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 6 ก็ประสงค์และเจตนาให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 6 เคยเขียนบทความทำนองเดียวกันนี้มาโดยตลอด โดยในช่วงเวลาที่จำเลยทั้งหกเสนอบทความดังกล่าวนั้นอยู่ใกล้วาระที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจจะพิจารณาแต่งตั้งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะจะได้รับการพิจารณาเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 326, 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48, 49 ให้จำเลยทั้งหกประกาศโฆษณาคำพิพากษาของศาลฉบับเต็ม ในหนังสือพิมพ์รายวัน ข่าวสด มติชน ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ แนวหน้า ไทยโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยจำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งหกประกอบอาชีพเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าคดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2543 ซึ่งจำเลยที่ 6 เขียนลงในคอลัมน์ยุทธจักรแปดแฉกตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม จนทำให้ผู้นั้นต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันแน่นอน หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรงการใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนการใส่ความที่เป็นถ้อยคำหรือข้อความอันจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็มิใช่จะพิจารณาหรือวัดจากความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความเป็นสำคัญแต่อย่างใด เพราะอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลจะมีที่มาจากความเห็นแก่ตนเองของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ดังนั้น การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่วๆ ไป เป็นเกณฑ์ที่จะให้รับฟังว่าเป็นหมิ่นประมาทตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 หรือไม่ ข้อความที่จำเลยทั้งหกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2543 ตามเอกสารหมาย จ.16 ที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ความว่า "รองบัญญัติรับงานเมื่อไหร่ คงต้องถามไถ่กันเรื่องแต่ตั้ง 3 รอง ผบ.ตร. ที่เสธ.หนั่นพยายามจะทำเป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อนตกเก้าอี้ จะเดินหน้าแต่งตั้งหรือชะลอออกไปก่อน แต่ที่แน่ๆ หากมีการทำโผ 3 พล.ต.อ.ใหม่ คงไม่มีประเภทใช้เวลาราชการไปสะสางเรื่องส่วนตัวเช้าจรดเย็น แล้วจะได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่เป็นโต เพราะยุคบัญญัติคงไม่มี "ที่ปรึกษา" อำนาจล้นฟ้าเต็มแผ่นดินมาล้วงโผตำรวจเป็นแน่" นั้น ก็เป็นข้อความทั่วไปๆ ไปที่วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวบุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าควรเป็นบุคคลที่อุทิศตนเพื่อทางราชการ โดยไม่มีข้อความใดที่ทำให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวันในคอลัมน์ยุทธจักรแปดแฉกเข้าใจว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่ใช้เวลาราชการไปสะสางเรื่องส่วนตัวตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นตัวโจทก์ เนื่องจากข้าราชการที่ประพฤติปฏิบัติตัวเช่นนั้น มิใช่มีเฉพาะข้าราชการตำรวจ แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่มิได้อุทิศตนให้แก่ทางราชการ การที่โจทก์นำบทความที่จำเลยที่ 6 เขียนไว้ในคอลัมน์อื่นของหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวันก่อนหน้านี้ ตามเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.25 มารวมเข้ากับข้อความในคอลัมน์ยุทธจักรแปดแฉกที่จำเลยทั้งหกลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับวันที่ 9 เมษายน 2543 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ก็เป็นเพียงความเข้าใจของโจทก์เองเท่านั้น หาใช่เป็นความเข้าใจของบุคคลทั่วไปไม่ เมื่อโจทก์ยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นสำคัญ ทั้งๆ ที่บุคคลทั่วไปมิได้มีการรับรู้หรือเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความดังกล่าวว่าเป็นตัวโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3693/2547
#112998
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพิพาทจากโจทก์และยังค้างชำระราคาเครื่องจักรพิพาทแก่โจทก์จริงตามฟ้อง แต่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า เครื่องจักรพิพาทที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยมีความบกพร่องไม่สามารถห่อเทียนไขด้วยฟิล์มหดได้ดีเหมือนกับห่อด้วยแรงงานคนตามที่ตกลงซื้อขายกัน จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์หรือมีหน้าที่นำสืบก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรห่อสินค้าด้วยฟิล์มหดความเร็วสูงจากโจทก์ โจทก์ได้ส่งมอบเครื่องจักรแก่จำเลยและติดตั้งรวมทั้งทดลองเดินเครื่องเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมชำระเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๑๓๑,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยตกลงซื้อเครื่องจักรพิพาทจากโจทก์ โดยจำเลยได้แจ้งและอธิบายการห่อเทียนไขด้วยแรงงานคนว่า เมื่อห่อเทียนไขด้วยฟิล์มและผ่านถ้ำความร้อน ฟิล์มจะหดตัวแนบพอดีกับเทียนไขให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทขายเครื่องจักรหีบห่อแจ้งว่าเครื่องจักรพิพาทสามารถห่อฟิล์มและทำให้ฟิล์มหดตัวได้เช่นเดียวกับการใช้แรงงานคน จำเลยจึงตกลงซื้อเครื่องจักรพิพาทจากโจทก์ แต่เมื่อติดตั้งและทดลองเดินเครื่องแล้ว ปรากฏว่าเครื่องจักรพิพาทไม่สามารถทำงานได้ตามที่ตกลงกัน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงขอฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยชำระไปแล้วจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ เยน คิดเป็นเงินไทยจำนวน ๑,๒๕๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยชำระเงินจนถึงวันฟ้องแย้ง คิดเป็นค่าดอกเบี้ยจำนวน ๓๔๑,๙๑๗ บาท และค่าเสียหายที่จำเลยต้องเสียประโยชน์จากการไม่ได้ใช้เครื่องจักรพิพาทเป็นเงินอีกจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ใช้เงินจำนวน ๓,๐๙๑,๙๑๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ขายเฉพาะเครื่องจักรห่อสินค้าให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของจำเลย ส่วนถ้ำความร้อนและฟิล์มเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องจัดหาเอง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๑๓๑,๒๕๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพิพาทจากโจทก์และยังค้างชำระราคาเครื่องจักรพิพาทแก่โจทก์จริงตามฟ้อง แต่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า เครื่องจักรพิพาทที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยมีความบกพร่อง ไม่สามารถห่อเทียนไขด้วยฟิล์มหดได้ดีเหมือนกับห่อด้วยแรงงานคนตามที่ตกลงซื้อขายกัน จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์หรือมีหน้าที่นำสืบก่อน ตามรูปเรื่องที่คู่ความนำสืบมาคงฟังได้แต่เพียงว่าโจทก์ได้ส่งมอบเครื่องจักรพิพาทซึ่งมีประสิทธิภาพตามที่คู่สัญญาระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเครื่องจักรให้แก่จำเลย และจำเลยได้รับมอบเครื่องจักรพิพาทซึ่งอยู่ในสภาพใช้การได้เรียบร้อยตามที่ระบุในใบรับบริการแล้ว แต่ฟังไม่ได้ว่าขณะทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ได้ตกลงขายเครื่องจักรห่อเทียนไขด้วยฟิล์มหดต้องมีประสิทธิภาพดีถึงขนาดเทียบเท่ากับห่อด้วยแรงงานคนแก่จำเลยตามที่จำเลยอ้าง ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ขายครบถ้วนแล้ว จำเลยในฐานะผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาเครื่องจักรส่วนที่เหลือแก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงราคาเครื่องจักรดังกล่าวไว้ได้

อนึ่ง กรณีตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตตามข้อ ๔ ของตาราง ๑ ค่าขึ้นศาลท้าย ป.วิ.พ. แต่โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตสำหรับคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์มาด้วย และศาลล่างทั้งสองยังมิได้ส่งคืนให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่โจทก์

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ ๑๐๐ บาท แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบทเตอร์แพค จำกัด
จำเลย — บริษัทสหศรีอุตสาหกรรม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอมรรัตน์ กริยาผล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2547
#112925
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ ขอให้จำเลยชำระราคา จำเลยฟ้องแย้งว่าก่อนหน้านั้นจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่โจทก์ส่งมาจำหน่ายให้แก่จำเลยและตกลงให้ค่าตรวจสอบคุณภาพสินค้าแก่จำเลยเป็นรายชิ้น เมื่อคิดหักกลบลบหนี้กันแล้วโจทก์ ยังคงเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่ ขอให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลย ดังนี้หนี้ทั้งสองรายที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างเกิดจากการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ เมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงินและทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถึงกำหนดชำระแล้ว หากฟังได้ว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยจริง จำเลยย่อมใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้เนื่องจากหนี้นั้นมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน จึงถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๕๗,๔๗๒.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน ๒,๔๐๒,๓๑๕.๙๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าตรวจสอบคุณภาพสินค้าจำนวน ๓๕,๓๑๒.๘๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น หนี้ทั้งสองรายที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ อันเป็นหนี้เงินและทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถึงกำหนดชำระแล้ว ดังนี้ หากฟังได้ว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยจริง จำเลยย่อมอาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากหนี้นั้นมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน จึงถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีซีชั่น วาวล์ ประเทศสิงคโปร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทพรีซีชั่น นอม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2547
#411185
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ทั้งสองรายที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างเกิดจากการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์อันเป็นหนี้เงินและทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถึงกำหนดชำระแล้ว ซึ่งหากโจทก์เป็นหนี้จำเลยจริงจำเลยย่อมอาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากหนี้นั้นมีวัตถุประสงค์แห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสาม

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2543 จำเลยได้สั่งซื้อชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์เครื่องอุปโภคจากโจทก์หลายรายการ เมื่อครบกำหนดชำระราคาสินค้าแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,757,472.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 2,402,315.95 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ระหว่างปี 2536 ถึง 2538 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยโจทก์ตกลงว่าจำเลยมีสิทธิได้รับส่วนลดราคาสินค้าจากปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อและให้จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่โจทก์ส่งมาจำหน่ายให้แก่จำเลย เมื่อคิดหักกลบลบหนี้กันแล้วโจทก์ยังคงเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 35,312.80 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำให้การส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าระหว่างปี 2536 ถึง 2538 ขณะที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาสินค้าที่ซื้อภายในปี 2543 ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น เห็นว่า หนี้ทั้งสองรายที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์อันเป็นหนี้เงินและทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถึงกำหนดชำระแล้ว ดังนี้ หากฟังได้ว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยจริง จำเลยย่อมอาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากหนี้นั้นมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน จึงถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีซีชั่น วาวล์ ประเทศสิงคโปร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทพรีซีชั่น นอม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684/2547
#411650
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลักคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ที่ส่งผ่านสายสัญญาโทรศัพท์ จากสายสัญญาณและตู้โทรศัพท์สาธารณะ 7,192 หน่วย มีมูลค่าราคารวม 7,192 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นผลเสียต่อกิจการที่เป็นประโยชน์ในทางสาธารณะ เกิดผลกระทบต่อระบบการสื่อสารในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงลำพังแต่การที่จำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ยังไม่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 334, 335 ริบของกลางและให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์สัญญาณโทรศัพท์ที่ยังไม่ได้คืนนั้น 7,192 บาท แก่เจ้าของด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย เป็นเงิน 7,192 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่า จำเลยลักคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ที่ส่งผ่านสายสัญญาณโทรศัพท์ จากสายสัญญาณและตู้โทรศัพท์สาธารณะ 7,192 หน่วย มีมูลค่าราคารวม 7,192 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นผลเสียต่อกิจการที่เป็นประโยชน์ในทางสาธารณะ เกิดผลกระทบต่อระบบการสื่อสารในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังแต่การที่จำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม ปรากฏหลักฐานตามเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวแก้เป็นอย่างอื่นว่าจำเลยได้ชดใช้เงินจำนวน 7,192 บาท อันเป็นราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว นับว่ามีการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีอันเป็นที่สุด จึงเห็นสมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำเลย จำคุก 1 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยจำคุกไว้มีกำหนด 6 เดือน ยกคำขอที่ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายสุทธิศักดิ์ ยืนยาว
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3675/2547
#411180
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายที่จะทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1705 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่ามีกรณีใดบ้างที่เป็นโมฆะ แต่มิได้บัญญัติให้พินัยกรรมที่ไม่ลงลายมือชื่อผู้เขียน (หรือผู้พิมพ์) ในกรณีที่ผู้เขียนมิใช่ผู้ทำพินัยกรรม กล่าวคือทำไม่ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1671 ตกเป็นโมฆะ ฉะนั้นเมื่อขณะทำพินัยกรรมในคดีนี้มีพยานในพินัยกรรมทั้งสี่คนอยู่พร้อมกันและผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยาน 2 คน พินัยกรรมดังกล่าวจึงถูกต้องตามแบบที่ ป.พ.พ. มาตรา 1656 กำหนดไว้ และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางบัวศรี จันทร์เจริญ ซึ่งถึงแก่ความตายด้วยโรคชราที่บ้านเลขที่ 31 ถนนยุทธภัณฑ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ขณะมีชีวิตมีที่ดินหลายแปลงและทรัพย์สินอื่นหลายรายการ ผู้ร้องได้ติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอโอนที่ดินมาแบ่งปันระหว่างทายาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่จัดการให้ ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวศรี จันทร์เจริญ

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้มีคำสั่งเพิกถอนพินัยกรรม และยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางอรทัย แก้วปัญญาหรือบุญญาจันทร์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางบัวศรี จันทร์เจริญ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางบัวศรี จันทร์เจริญ ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2541 ก่อนตายนางบัวศรีได้ทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.24 ไว้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.24 ไม่ปรากฏผู้เขียนหรือผู้พิมพ์และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1671 พินัยกรรมดังกล่าวสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมที่ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่จะทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่ามีกรณีใดบ้างที่เป็นโมฆะ แต่ไม่ได้บัญญัติให้พินัยกรรมที่ทำไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1671 เป็นโมฆะ พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ ประกอบกับคดีนี้ผู้ร้องได้นำนายพีระพงษ์ วรรณพินิจ และนางสาวประไพ อินทรีย์ มาเบิกความยืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมพยานในพินัยกรรมทั้งสี่คนอยู่พร้อมกันและผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายพีระพงษ์และนางสาวประไพ พินัยกรรมดังกล่าวจึงถูกต้องตามแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 กำหนดไว้ และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1671
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอรทัย แก้วปัญญา หรือบุญญาจันทร์
ผู้คัดค้าน — ร้อยตำรวจตรีสวัสดิ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2547
#112956
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลา 30 วัน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ใน ป.รัษฎากร ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร มาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ดังนั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอขยายระยะเวลามีพฤติการณ์พิเศษ ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องจำเลยออกไปได้

โจทก์สามารถเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1220 เมื่อมีมติพิเศษให้เพิ่มทุนแล้ว โจทก์ยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่จะต้องไปยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อเพิ่มทุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1228 ดังนั้น จึงต้องถือว่าวันที่ซึ่งนายทะเบียนรับจดทะเบียนเป็นวันที่โจทก์เพิ่มทุนและรับชำระเต็มมูลค่าหุ้น

โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยมิได้หักค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินงานและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินไม่ชอบ ไม่นำค่าใช้จ่ายมารวมเป็นต้นทุนขายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหลักฐานรายจ่ายในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่างมิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารนั้น จึงเชื่อได้ว่าเอกสารดังกล่าวแสดงรายจ่ายอันแท้จริงของโจทก์ เมื่อจำเลยไม่นำค่าใช้จ่ายตามรายการดังกล่าวไปหักให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ การประเมินภาษีเงินได้และคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๑/๑๐๑๗/๒/๑๐๐๒๔๖ และ ต.๑/๑๐๑๗/๒/๑๐๐๒๔๗ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๘ และหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.๐๘๐๗/๑๗๙๐ ลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ของเจ้าพนักงานประเมิน และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๑/๒๕๔๒/สภ.๑ (กม.๒), ๒/๒๕๔๒/สภ.๑ (กม.๒) และ ๓/๒๕๔๒/สภ.๑ (กม.๒) ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๓๘ ของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินภาษีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง ๒ ฉบับ ให้ทุเลาการบังคับคดีขณะดำเนินคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดและให้โจทก์จัดทำบัญชีงบดุลใหม่ตามเกณฑ์สิทธิ โดยให้โจทก์มีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นคือ ค่าโฆษณา ค่าออกแบบอาคาร ค่าธรรมเนียมเงินกู้และจำนอง ค่าดอกเบี้ย ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๒ และปี ๒๕๓๓ มาหักเป็นค่าใช้จ่ายและให้จำเลยคำนวณภาษีเอาแก่โจทก์ โดยถือคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.๓๕/๒๕๓๖ เป็นเกณฑ์พิจารณา โดยไม่คิดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ และปี ๒๕๓๕ เสียใหม่

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๑/๑๐๑๗/๒/๑๐๐๒๔๖ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๘ และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๑/๒๕๔๒ สภ.๑ (กม.๒) ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๓๘ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นว่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๒ ให้โจทก์ชำระค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน ๗๓,๕๐๐.๑๓ บาท พร้อมเบี้ยปรับ ๑ เท่า ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๒๒ และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสีย และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๑/๑๐๑๗/๒/๑๐๐๒๔๗ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๘ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๒/๒๕๔๒ สภ.๑ (กม.๒) ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๓๘ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์จะต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๓๐ (๒) ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นฟ้องภายในวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๒ แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอขยายระยะเวลาฟ้องคดี ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องออกไปมีกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๒ โจทก์จึงมีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้จนถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามที่ศาลอนุญาต แต่ปรากฏว่าวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตรงกับวันเสาร์หยุดราชการ และวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตรงกับวันอาทิตย์หยุดราชการเช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจที่จะฟ้องในวันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันเปิดทำการได้ ที่จำเลยอ้างว่าศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจที่จะขยายเวลาตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๓๐ (๒) นั้น เห็นว่า ระยะเวลา ๓๐ วัน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๓๐ (๒)เป็นระยะเวลาเกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ใน ป. รัษฎากร ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ดังนั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอขยายระยะเวลามีพฤติการณ์พิเศษ ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องจำเลยออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อที่สองว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ๒๕๓๒ และปี ๒๕๓๓ ของเจ้าพนักงานประเมินเลขที่ ต.๑/๑๐๑๗/๒/๑๐๐๒๔๖ และ ต.๑/๑๐๑๗/๒/๑๐๐๒๔๗ และคำวินิจฉัย อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ๑/๒๕๔๒ สภ.๑ (กม.๒) และ ๒/๒๕๔๒ สภ.๑ (กม.๒) ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์สามารถเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๒๐ เมื่อมีมติพิเศษให้เพิ่มทุนแล้ว โจทก์ยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่จะต้องมีหน้าที่ไปยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อเพิ่มทุนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๒๘ ด้วย เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้ ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายบังคับให้โจทก์ต้องไปจดทะเบียนเสียก่อนจึงต้องถือว่าวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๒ ซึ่งเป็นวันที่นายทะเบียน รับจดทะเบียนเป็นวันที่โจทก์เพิ่มทุนและรับชำระเต็มมูลค่าหุ้น หาใช่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๒ ดังที่จำเลยอ้างไม่ สำหรับกรณีการคำนวณดอกเบี้ยรับถือเป็นรายได้นั้น ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โจทก์จึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยต่อไปว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิฉัยให้หักค่าใช้จ่ายในบัญชีต้นทุนขายเพื่อการคำนวณกำไรสุทธิ โดยให้หักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้โครงการ ค่าตรวจแบบอาคาร ค่าจดทะเบียนจำนอง ค่าโฆษณาและค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ในปี ๒๕๓๒ และปี ๒๕๓๓ ถูกต้องหรือไม่ ปัญหานี้เดิมโจทก์บันทึกรายได้รายจ่ายโดยใช้เกณฑ์เงินสด มิได้ใช้เกณฑ์สิทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ วรรคสอง แต่นางสาวพรพิศ เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษี ๖ ของจำเลยได้ตรวจสอบภาษีแล้วทำการปรับปรุงรายได้รายจ่ายใหม่โดยใช้เกณฑ์สิทธิ ซึ่งโจทก์ยินยอมให้ใช้เกณฑ์สิทธิได้ตามที่จำเลยต้องการ ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าในชั้นตรวจสอบโจทก์ไม่ได้ส่งหลักฐานค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการ ค่าจดทะเบียนจำนองที่ดิน ค่าโฆษณา ค่าใบอนุญาตตรวจสอบแบบอาคารและค่าโสหุ้ยต่าง ๆ รวม ๕ รายการ มาแสดง เจ้าพนักงานของจำเลย จึงไม่สามารถคำนวณต้นทุนขายได้จึงต้องคำนวณจากประมาณการนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรวม ๕ รายการ เพื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว แม้ไม่ได้โต้แย้งในเรื่องของต้นทุนขายว่าการคำนวณต้นทุนขายของเจ้าพนักงานประเมิน ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร จำเลยก็ยังมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์ส่งมานั้นสามารถนำมาคำนวณเป็นรายจ่ายในบัญชีต้นทุนขายได้หรือไม่อย่างไรเสียก่อนตามหลักเกณฑ์สิทธิตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรและคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.๑/๒๕๒๘ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า นางสาววาสนา เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภาษี ๖ ของจำเลยได้ทำรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มารวมเป็นต้นทุนขายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ หาใช่ว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนขายตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์จำเลยไม่ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหลักฐานรายจ่ายทั้งห้ารายการในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่างก็มิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น จึงเชื่อได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถึงรายจ่ายอันแท้จริงของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๒ และปี ๒๕๓๓ เมื่อจำเลยได้นำค่าใช้จ่ายทั้งห้ารายการไปหักให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การประเมินภาษีเงินได้และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยยอมให้หักค่าใช้จ่ายทั้งห้ารายการเพื่อคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1220 ม. 1228
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ป.รัษฎากร ม. 30 (2) ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฉัตรดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชชวราห์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2547
#411263
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้าน ท. ซึ่งเป็นของ ส. จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จะปรากฏต่อมาว่าร้าน ท. ไม่ใช่เป็นของ ส. แต่เป็นของ ต. แต่ ต. ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นประเด็นที่ว่าร้าน ท. เป็นของ ต. หรือ ส. จึงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินร้านเท้งพานิชของนายสุชัย พรวณิช ผู้เสียหาย ได้เก็บเงินค่าผ้าจากลูกค้ารวมเป็นเงิน 5,938,720 บาท ของผู้เสียหายไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวของผู้เสียหายเป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,938,720 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,938,720 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้ได้มีการร้องทุกข์โดยชอบแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่าตามฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้านเท้งพานิชของนายสุชัย พรวณิช ผู้เสียหาย แต่ตามหลักฐานที่จำเลยตรวจพบภายหลังปรากฏว่าร้านเท้งพานิชเป็นของนายตี๋ แซ่ฉั่ว ฉะนั้น การที่นายสุชัยซึ่งไม่ใช่เจ้าของร้านเท้งพานิชไปร้องทุกข์ นายสุชัยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย การร้องทุกข์ของนายสุชัยจึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิด เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้านเท้งพานิชซึ่งเป็นของนายสุชัย พรวณิช จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จะปรากฏต่อมาว่าร้านเท้งพานิชไม่ใช่เป็นของนายสุชัยแต่เป็นของนายตี๋ แซ่ฉั่ว แต่ก็ปรากฏตามคำร้องขอคัดถ่ายสำเนาเอกสารของนายตี๋ลงวันที่ 24 เมษายน 2545 ว่านายตี๋ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นประเด็นที่ว่า ร้านเท้งพานิชเป็นของนายตี๋หรือนายสุชัยจึงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า สมควรลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซึ่งอาศัยความไว้วางใจของผู้เสียหายกลับฉวยโอกาสนี้ยักยอกเงินของผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก การชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวน 70,000 บาท เป็นเพียงจำนวนเล็กน้อย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายแล้ว การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนและมีภาระจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนทรัพย์ ประสพสันต์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ นนทสูติ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2547
#411178
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 79 เม็ด น้ำหนัก 6.93 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.66 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.46 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อคดีนี้จึงมิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่จำต้องเสนอรายงานการตรวจพิสูจน์แนบมาท้ายฟ้อง

ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้คำฟ้องไม่ปรากฏน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่าย ฟ้องของโจทก์ก็ครบองค์ประกอบความผิดแล้วเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงสามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 14 ปี และปรับ 800,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 7 ปี และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 14 ปี และปรับ 700,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 7 ปี และปรับ 350,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปริมาณของยาเสพติดให้โทษเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เมื่อโจทก์ไม่มีรายงานการตรวจพิสูจน์แนบมาท้ายฟ้อง ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์เท่าใด เป็นฟ้องที่ไม่มีองค์ประกอบความผิดเมทแอมเฟตามีนนั้นอาจไม่ได้รับการตรวจพิสูจน์และไม่ใช่สิ่งของผิดกฎหมายก็เป็นได้ ไม่ชอบที่ศาลจะรับฟังลงโทษจำเลย ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องชัดเจนว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 79 เม็ด น้ำหนัก 6.93 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.66 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.46 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และคดีนี้มิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่จำต้องเสนอรายงานการตรวจพิสูจน์แนบมาท้ายฟ้อง และโดยเฉพาะความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้ไม่ปรากฏน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงสามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำเลยจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้นั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปเพียงว่า สมควรลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งมีพิษภัยร้ายแรงการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนับเป็นต้นเหตุในการทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษ และยังเป็นการเพิ่มจำนวนประชากรที่ติดยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวอีกด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายมีจำนวนถึง 50 เม็ด น้ำหนัก 4.46 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกและลงโทษปรับจำเลยมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายพรปวีณ์ สินส่ง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2547
#113009
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ที่ดินของจำเลยถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา และ จำเลยไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนกับโจทก์ในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา โดยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ ถูกเวนดังกล่าวทั้งหมดแล้ว และจำเลยได้ส่งมอบที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวาซึ่งอยู่ในเขตเวนคืนให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว แม้โจทก์ใช้เนื้อที่ดินที่เวนคืนมาไม่หมดคงใช้ประโยชน์เพียง 28 ตารางวาก็ตาม ก็มิใช่เป็นกรณีที่เกิดจากการรังวัดคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขายกัน ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 42 ตารางวาย่อมตกเป็นของโจทก์โดยสมบูรณ์แล้วตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และไม่มีกฎหมายใดให้สิทธิหรือให้อำนาจโจทก์คืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตาม วัตถุประสงค์ของการเวนคืนให้แก่เจ้าของเดิม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 14 ตารางวา ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 581,782.61 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 562,257.64 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลย คืนเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 14 ตารางวา ได้หรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินค่าทดแทนและจำนวนเงินค่าทดแทน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 8153 ของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเป็น เนื้อที่ 42 ตารางวา จำเลยกับโจทก์จึงได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา เป็นเงิน 1,617,000 บาท ซึ่งมีเงื่อนไขให้โจทก์แบ่งจ่ายเงินเป็น 2 งวด งวดที่ 1 จ่ายให้ร้อยละ 75 จะจ่ายให้เมื่อผู้ขายได้นำโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอย่างอื่นไปยื่นขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว งวดที่ 2 จ่ายส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 25 ให้ในวันที่ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ขายได้รื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งหมดแล้ว ซึ่งเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาถูกต้องครบถ้วน และโจทก์ได้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินกับได้ชำระเงิน ค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นให้จำเลยรับไป ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา ให้จำเลยรับไปก่อน แต่ที่ดินของจำเลยที่ถูกเวนคืนจริงหลังทำการรังวัดมีเนื้อที่เพียง 28 ตารางวา จำเลยจึงรับเงิน ค่าทดแทนที่ดินเกินไป 14 ตารางวา ซึ่งตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า ถ้ามีการคลาดเคลื่อนในจำนวนเนื้อที่ดิน ที่ซื้อขายตามความเป็นจริงที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว นั้น เห็นว่า ตามประกาศของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ที่ดินของจำเลยถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา และจำเลยไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนกับโจทก์ในจำนวนเนื้อที่ 42 ตารางวา โดยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวทั้งหมดแล้ว และจำเลยได้ส่งมอบที่ดิน ที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวาซึ่งอยู่ในเขตเวนคืนให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว แม้โจทก์ใช้เนื้อที่ดิน ที่เวนคืนมาไม่หมดคงใช้ประโยชน์เพียง 28 ตารางวาก็ตาม ก็มิใช่เป็นกรณีที่เกิดจากรังวัดคลาดเคลื่อนในจำนวน เนื้อที่ดินที่ซื้อขายกัน ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 42 ตารางวา ย่อมตกเป็นของโจทก์โดยสมบูรณ์แล้ว ตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และไม่มีกฎหมายใดให้สิทธิหรือให้อำนาจโจทก์คืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่เจ้าของเดิม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 14 ตารางวาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 9 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อธิบดีกรมโยธาธิการ กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ศักดิ์ อินทรรัสมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายกุลธร วิไลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เตชะกำธร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา