คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2547
#411565
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับแรกของโจทก์ร่วม เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยอ้างเหตุว่ากำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่าเหตุการณ์ตามคำร้องดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาที่ในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องรับไว้วินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุทิน เจียมจิตศิริพงษ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ครบกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ร่วมจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ต่อมาในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับแรก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่า กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โดยให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2542 และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งรองอัยการสูงสุดรักษาราชการแทนอัยการสูงสุดได้รับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 โจทก์ร่วมได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 อันเป็นระยะเวลาภายในกำหนดที่ขอขยาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะสั่งให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนด โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้น เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่า เหตุการณ์ตามคำร้องของโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องรับไว้วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 390
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ทวิ ม. 193 ตรี
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายสุทิน เจียมจิตศิริพงษ์
จำเลย — นายบุญชอบ พันธุ์เพ็ง
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2547
#411270
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 ปี แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขทั้งบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่เป็นการแก้ไขบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อ 2.2 กับข้อ 2.8 ว่า หากจ่าสิบตำรวจ ส. เห็นเหตุการณ์ขณะที่สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด จากจำเลยจริง เหตุใดจึงไม่แสดงตัวและเข้าจับกุมเอง เป็นการผิดวิสัยของเจ้าหน้าที่ทั่วไป จึงไม่ควรแก่การเชื่อถือ และข้อ 2.5 ว่า พยานโจทก์เบิกความธนบัตรจริงจำนวน 2,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อได้คืนให้แก่เจ้าของไปแล้วจะเป็นจริงตามคำเบิกความนี้หรือไม่ ไม่มีผู้ใดทราบ การรับฟังพยานบุคคลควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่กฎหมายระบุให้ศาลรับฟังเฉพาะต้นฉบับเท่านั้น จึงยังมีเหตุที่น่าระแวงสงสัยนั้น เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สายลับโดยจำเลยไปนำมาจากในบ้าน ซึ่งร้อยตำรวจเอก ช. กับพวกซุ่มดูพฤติการณ์ดังกล่าวอยู่ จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในบ้านอันเป็นเคหสถาน เมื่อร้อยตำรวจเอก ช. ได้แสดงตัวโดยแสดงบัตรเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดฯ แก่จำเลยแล้ว ร้อยตำรวจเอก ช. จึงมีอำนาจเข้าไปในบ้านจำเลยเพื่อตรวจค้น รวมทั้งมีอำนาจจับกุมจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดฯ มาตรา 14 โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับของศาล

เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสอบสวนต่างก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตน ไม่มีเหตุผลใดที่กลั่นแกล้งจำเลยอันเป็นการเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนี้ เชื่อว่าจำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไปโดยไม่ได้ถูกขู่ดังจำเลยฎีกา ข้ออ้างของจำเลยเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งเป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การจับกุมและสอบสวนจำเลยชอบแล้ว

เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกพันด้วยเทปถูกซุกซ่อนในเพดานห้องนอนจำเลย อันเป็นที่มิดชิดยากแก่การค้นพบ ยากแก่การที่บุคคลอื่นจะนำมาซุกซ่อนไว้โดยจำเลยไม่รู้เห็น หากบุตรจำเลยไม่ชี้บอก ร้อยตำรวจเอก ช. อาจตรวจหาไม่พบเพราะเพดานห้องนอนจำเลยสูง การเก็บและตรวจพบทำได้ยาก เมื่อฟังประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ในทันทีแล้ว กรณีจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ดจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการกระทรวงสาธารณสุข และคืนธนบัตรจำนวน 2,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการกระทรวงสาธารณสุข (ที่ถูก ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง) และให้คืนธนบัตรจำนวน 2,000 บาท ที่ใช่ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 ปี แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขทั้งบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่เป็นการแก้ไขบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อ 2.2 กับข้อ 2.8 ว่า หากจ่าสิบตำรวจสุรศักดิ์ ชาญขุนทด เห็นเหตุการณ์ขณะที่สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด จากจำเลยจริงเหตุใดจึงไม่แสดงตัวและเข้าจับกุมเอง เป็นการผิดวิสัยของเจ้าหน้าที่ทั่วไป จึงไม่ควรแก่การเชื่อถือ และข้อ 2.5 ว่า พยานโจทก์เบิกความธนบัตรจริงจำนวน 2,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อได้คืนให้แก่เจ้าของไปแล้วจะเป็นจริงตามคำเบิกความนี้หรือไม่ ไม่มีผู้ใดทราบการรับฟังพยานบุคคลควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่กฎหมายระบุให้ศาลรับฟังเฉพาะต้นฉบับเท่านั้น จึงยังมีเหตุที่น่าระแวงสงสัยนั้น เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในสามข้อนี้มาด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในสามข้อนี้ให้ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฎีกาของจำเลยในข้อ 2.1 ว่า ในวันเกิดเหตุมีการวางแผนจับกุมจำเลยจะฟังว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าหาได้ไม่ และในข้อ 2.6 ที่ว่าการที่ร้อยตำรวจเอกชูศักดิ์เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 แม้จะได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานแล้วก็ตาม เมื่อไม่มีหมายค้นของศาลมาแสดงแก่จำเลยก็เป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สายลับโดยจำเลยไปนำมาจากในบ้านซึ่งร้อยตำรวจเอกชูศักดิ์กับพวกซุ่มดูพฤติการณ์ดังกล่าวอยู่ จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในบ้านอันเป็นเคหสถาน เมื่อร้อยตำรวจเอกชูศักดิ์ได้แสดงตัวโดยแสดงบัตรเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามเอกสารหมาย จ.5 แก่จำเลยแล้ว ร้อยตำรวจเอกชูศักดิ์จึงมีอำนาจเข้าไปในบ้านจำเลยเพื่อตรวจค้นรวมทั้งมีอำนาจจับกุมจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับของศาล

จำเลยฎีกาในข้อ 3 ความว่า คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะจำเลยถูกขู่ว่าหากไม่รับจะจับกุมสามีจำเลยด้วย การจับกุมและสอบสวนจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสอบสวนต่างก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตน ไม่มีเหตุผลใดที่กลั่นแกล้งจำเลย อันเป็นการเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนี้ เชื่อว่าจำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไปโดยไม่ได้ถูกขู่ดังจำเลยฎีกา ข้ออ้างของจำเลยเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งเป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การจับกุมและสอบสวนจำเลยชอบแล้ว

จำเลยฎีกาในข้อ 4 ว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ที่พบในเพดานห้องนอนจำเลยนั้นนางสะอาด วรรณภา พี่สาวจำเลยนำมาฝากไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จะฟังว่าเป็นของจำเลยไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกพันด้วยเทปถูกซุกซ่อนในเพดานห้อนนอนจำเลย อันเป็นที่มิดชิดยากแก่การค้นพบ ยากแก่การที่บุคคลอื่นจะนำมาซุกซ่อนไว้โดยจำเลยไม่รู้เห็น หากบุตรจำเลยไม่ชี้บอก ร้อยตำรวจเอกชูศักดิ์อาจตรวจหาไม่พบเพราะเพดานห้องนอนจำเลยสูง การเก็บและการตรวจพบทำได้ยาก เมื่อฟังประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ในทันทีแล้ว กรณีจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ดจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 227
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นางนงลักษณ์ วรรณภา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3866/2547
#112870
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องให้โดยเสน่หา และขอให้ถอนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณากลับได้ความว่าโจทก์ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรยืมเอกสาร น.ส.3 ก. พิพาทไปใช้ในการจำนอง เมื่อชำระหนี้จำนองแล้วให้โอน น.ส.3 ก. นั้นคืนแก่โจทก์ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องให้โดยเสน่หาตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 521 โจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาท โจทก์จะอ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณแล้วมาขอถอนการให้ไม่ได้ ได้แต่จะฟ้องเรียกคืนทรัพย์ด้วยเหตุอื่นที่ตรงกับข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องถอนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ ศาลฎีกาย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยโอน น.ส.3 ก. ของที่ดินแปลงพิพาทคืนแก่โจทก์เพราะเหตุอื่นได้เนื่องจากเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง

ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องถึงมูลเหตุที่โจทก์ยกที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยว่าเป็นการยกให้ที่มีเงื่อนไขเพื่อให้จำเลยนำไปใช้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยกับสามีที่กู้ยืมจากธนาคารและนำสืบถึงเงื่อนไขดังกล่าว ก็เพื่อให้เห็นถึงมูลเหตุแห่งการที่โจทก์ยกที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลย มิใช่เป็นการเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญายกให้ที่ดินแต่อย่างใด

การจะพิจารณาพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องโจทก์ได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ให้จำเลยยืมเอกสาร น.ส.3 ก. ของที่ดินแปลงพิพาทไปใช้จำนอง โดยไม่มีเจตนายกที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย กรณีไม่ใช่การให้โดยเสน่หาที่จะขอถอนเพราะเหตุประพฤติเนรคุณ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3.ก) เลขที่ 3001 ตำบลช่างปี่ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวทองคำ หล่อแหลม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในกำหนดอายุความ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องให้โดยเสน่หาและขอให้ถอนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณากลับได้ความว่า โจทก์ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรยืมเอกสาร น.ส. 3 ก. ของที่ดินแปลงพิพาทไปใช้ในการจำนอง เมื่อชำระหนี้จำนองแล้วให้โอน น.ส. 3 ก. นั้นคืนแก่โจทก์ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องให้โดยเสน่หา ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 521 โจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาท โจทก์จะอ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณแล้วมาขอถอนการให้ไม่ได้ ได้แต่จะฟ้องเรียกคืนทรัพย์ด้วยเหตุอื่นที่ตรงกับข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ ตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องถอนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ ศาลฎีกาย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยโอน น.ส 3 ก. พิพาทคืนแก่โจทก์เพราะเหตุอื่นได้เนื่องจากเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง

จำเลยฎีกาว่า โจทก์กล่าวอ้างนำสืบเพิ่มเติมว่ามีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำนองเป็นการหักล้างเปลี่ยนแปลงเอกสารสัญญายกให้ที่โดยเสน่หานั้น เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องถึงมูลเหตุที่โจทก์ยกที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยว่า เป็นการยกให้ที่มีเงื่อนไขเพื่อให้จำเลยนำไปใช้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยกับสามีที่กู้ยืมจากธนาคารและได้นำสืบถึงเงื่อนไขดังกล่าว ก็เพื่อให้เห็นถึงมูลเหตุแห่งการที่โจทก์ยกที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลย กรณีมิใช่เป็นการเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญายกให้ที่ดินแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกันว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาขึ้นมาวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การจะพิจารณาพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ให้จำเลยยืมเอกสาร น.ส. 3 ก. ของที่ดินแปลงพิพาทไปใช้ในการจำนองโดยไม่มีเจตนายกที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย กรณีจึงไม่ใช่การให้โดยเสน่หาที่จะขอถอนเพราะเหตุประพฤติเนรคุณ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นปัญหา ข้อกฎหมายได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 521
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสือนหรือเสียม หล่อแหลม
จำเลย — นางเอ็ม อุดมดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายจุมพล ชูวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3861/2547
#112912
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ต. มีสิทธิป้องกันมิให้หญิงอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน แต่ขณะจำเลยพบโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมกำลังนอนหลับอยู่กับ ต. เท่านั้น มิได้กำลังร่วมประเวณีกัน พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อันจำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของจำเลยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่โจทก์ร่วมเข้าไปนอนหลับอยู่กับ ต. สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่เตียงนอนในฟาร์มเลี้ยงไก่ของ ต. เช่นนี้นับได้ว่าเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยพบเห็นโดยบังเอิญมิได้คาดคิดมาก่อนและไม่สามารถอดกลั้นโทสะไว้ได้ ใช้มีดฟันศีรษะโจทก์ร่วมไปในทันทีทันใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72 หาใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใช้มีดขนาดกว้าง ๒ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว เป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหาย ถูกบริเวณศีรษะ ๒ ครั้ง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน เจ้าพนักงานยึดอาวุธมีดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๗๒ ลงโทษจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท คำให้การจำเลยและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ต. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยไปพบโจทก์ร่วมนอนหลับอยู่กับ ต. ที่เตียงนอนบริเวณฟาร์มเลี้ยงไก่ของ ต. จำเลยใช้มีดขนาดกว้าง ๒ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว ที่นำติดตัวไปฟันโจทก์ร่วม ๑ ครั้ง ที่บริเวณศีรษะได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ป.อ. มาตรา ๖๘ บัญญัติว่า ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ต. จะมีสิทธิป้องกันมิให้หญิงอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตนก็ตาม แต่ขณะจำเลยพบโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมกำลังนอนหลับอยู่กับ ต. เท่านั้น มิได้กำลังร่วมประเวณีกัน พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อันจำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของจำเลยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่โจทก์ร่วมเข้าไปนอนหลับอยู่กับ ต. สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่เตียงนอนในฟาร์มเลี้ยงไก่ของสามีจำเลยเช่นนี้นับได้ว่าเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยพบเห็นโดยบังเอิญมิได้คาดคิดมาก่อนและไม่สามารถอดกลั้นโทสะไว้ได้ ใช้มีดฟันศีรษะโจทก์ร่วมไปในทันทีทันใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๒ หาใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
โจทก์ร่วม — นางสาวรุ่งรวี ก้อนพร
จำเลย — นางราตรี แจ้งใบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2547
#113004
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้คือจำเลยนั้นเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 194/34 (1) ตอนท้าย ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวมีความหมายกว้างกว่าการซื้อมาเพื่อขายต่อไปแต่อย่างเดียว เพราะยังครอบคลุมถึงกรณีที่ลูกหนี้อาจต้องมีการกระทำใดเช่น การดัดแปลงสินค้าก่อนนำไปจำหน่ายอีกชั้นหนึ่ง อันเป็นลักษณะของการประกอบอาชีพ จึงย่อมต้องมิใช่การซื้อ มาเพื่อบริโภคเอง อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมมีกำหนด 5 ปี มิใช่ 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าที่ค้างอยู่จำนวน 241,761.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,552.03 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 200,552.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,209.32 บาท ตามที่โจทก์ขอมา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง อายุความตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงให้ขยายเป็นมีกำหนด 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวจึงมี ลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้คือจำเลยนั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ 5 ปีตามมาตรา 193/33 (5) หาใช่ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่าในคดีนี้เป็นการซื้อมาเพื่อขายไปอีกต่อหนึ่งโดยมิได้มีการกระทำใดเช่นการดัดแปลงสินค้า จึงไม่ใช่กรณีเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ เพราะมิเช่นนั้นควรบัญญัติเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (5) ตอนท้ายในกรณีผู้ขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบหรือสลากที่คล้ายคลึงกันเรียกเอาค่าขายสลากว่า เว้นแต่เป็นการขายเพื่อการขายต่อนั้น เห็นว่า ถ้อยคำตอนท้ายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ดังกล่าวมีความหมายกว้างกว่าการซื้อมาเพื่อขายต่อไปแต่อย่างเดียว เพราะยังครอบคลุมถึงกรณีที่ลูกหนี้อาจต้องมีการกระทำใด เช่น การดัดแปลงสินค้าก่อนนำไปจำหน่ายอีกชั้นหนึ่งอันเป็นลักษณะของการประกอบอาชีพ จึงย่อมต้องมิใช่การซื้อมาเพื่อบริโภคเอง กฎหมายจึงบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำต่างกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสือเฉิง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายเอกรัฐ กะการดี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2547
#411264
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบการหัตถกรรม ผู้ประกอบการศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือที่จะเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง อายุความตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงให้ขยายเป็นมีกำหนด 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าของจำเลยอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้คือจำเลยนั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 241,761.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,552.03 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 200,552.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,209.32 บาท ตามที่โจทก์ขอมา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นควรหยิบยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยในประการที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยชำระค่าซื้อสินค้าเหล็กลวดในงวดตามฟ้องซึ่งปรากฏอยู่ในรายการลำดับที่ 23 ตามเอกสารหมาย จ.4 ให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ในประการนี้จำเลยฎีกาอ้างว่าชำระแล้วเป็นเงินสดตามที่ได้จดแจ้งไว้ในเอกสารใบวางบิลหมาย ล.1 ฝ่ายโจทก์นำสืบว่ายังไม่ได้รับชำระเพราะไม่ปรากฏการชำระ ซึ่งตามทางปฏิบัติจะต้องชำระเป็นเช็คดังเช่นรายการอื่น ๆ ทั้งหมดกว่าร้อยรายการในเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า แม้เอกสารหมาย จ.4 จะมิใช่หลักฐานแห่งมูลหนี้ หากเป็นเอกสารที่ฝ่ายบัญชีของโจทก์จัดทำขึ้นเพื่อสรุปรายการติดต่อสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์จำเลยตลอดทุกรายการโดยมิได้ให้จำเลยรับรองก่อนหน้าที่จะฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความตอบคำถามค้านของผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่รับว่ามีการติดต่อซื้อสินค้าจากโจทก์ประมาณ 100 ครั้ง และนางสาวสุรีพร กมลสุธีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์เช่นกันว่า ในการสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าจากโจทก์มีเช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และของธนาคารนครธนจำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โดยมิได้ระบุธนาคารอื่นนอกจากนี้ ซึ่งข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาตรงกับรายการที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 จึงมีเหตุน่าเชื่อว่าเอกสารหมาย จ.4 จัดทำขึ้นตรงตามที่เป็นจริง และการชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าแก่โจทก์จะสั่งจ่ายเป็นเช็คทุกครั้งตามเหตุผลที่ว่าเพื่อป้องกันพนักงานของโจทก์ยักยอกหรือการสูญหาย กอปรกับนายวิชัยผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความตอบคำซักถามตรงกับที่พยานโจทก์นำสืบว่า ในการเรียกให้ชำระหนี้ โจทก์จะนำต้นฉบับใบวางบิลไปวางให้จำเลยในฐานะผู้ซื้อตรวจสอบเมื่อเห็นว่าถูกต้อง จำเลยจะลงชื่อในต้นฉบับใบวางบิลแล้วส่งคืนแก่โจทก์เพื่อนำมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยอีกครั้งภายใน 60 วัน ตามที่โจทก์ให้เครดิต ในใบวางบิลจึงมีข้อความให้ระบุวันที่นัดชำระ แต่ตามใบวางบิลเอกสารหมาย ล.1 ไม่ปรากฏระบุวันที่นัดชำระ ทั้งข้อความที่เขียนระบุมีการชำระแล้วก็ได้ความว่า นางสาวสุรีพรกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยเป็นผู้ลงไว้แทนที่จะเป็นพนักงานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงไม่น่าจะเป็นดังเช่นที่จำเลยอ้าง น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์จึงน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฎีกาของจำเลยในประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาในประการต่อไปมีว่า หนี้ของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง อายุความตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงให้ขยายเป็นมีกำหนด 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้คือจำเลยนั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) หาใช่ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่าในคดีนี้เป็นการซื้อมาเพื่อขายไปอีกต่อหนึ่งโดยมิได้มีการกระทำใด เช่น การดัดแปลงสินค้า จึงไม่ใช่กรณีเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ เพราะมิเช่นนั้นควรบัญญัติเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (5) ตอนท้าย ในกรณีผู้ขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบ หรือสลากที่คล้ายคลึงกันเรียกเอาค่าขายสลากว่า เว้นแต่เป็นการขายเพื่อการขายต่อนั้น เห็นว่า ถ้อยคำตอนท้ายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ดังกล่าวมีความหมายกว้างกว่าการซื้อมาเพื่อขายต่อไปแต่อย่างเดียว เพราะยังครอบคลุมถึงกรณีที่ลูกหนี้อาจต้องมีการกระทำใด เช่น การดัดแปลงสินค้าก่อนไปจำหน่ายอีกชั้นหนึ่งอันเป็นลักษณะของการประกอบอาชีพ จึงย่อมต้องมิใช่การซื้อมาเพื่อบริโภคเอง กฎหมายจึงบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสือเฉิง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3838/2547
#112910
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของจำเลย แต่โจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ปัจจุบันจำเลยได้เข้าอยู่และใช้อาคารพาณิชย์ดังกล่าวแล้ว กรณีไม่ได้เป็นเรื่องจำเลยรับมอบอาคารพาณิชย์ทั้งที่ชำรุดบกพร่อง อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามมาตรา 598 แห่ง ป.พ.พ. สิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 การที่จำเลยยอมเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างแล้ว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้แล้ว โดยจำเลยไม่สงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับในเวลาที่จำเลยยอมรับชำระหนี้ จำเลยจึงเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๙๕๕,๖๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าปรับอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบงาน คือวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงินจำนวน ๒๕๓,๑๒๕ บาท และค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมต่อเติมอาคารพาณิชย์อีกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายจำนวน ๓๕๓,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘๕๕,๑๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๒,๕๑๕ บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยร่วมทุนกันก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินของจำเลย ๔ ห้อง ส่วนโจทก์ออกทุนเป็นค่าวัสดุและออกแรงเป็นผู้ก่อสร้างกับค่าดำเนินการ เมื่อสร้างเสร็จจะนำออกขายแล้วนำกำไรที่ได้มาแบ่งกัน ต่อมาจำเลยเปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับโจทก์โดยร่วมทุนกับโจทก์เพียง ๒ ห้อง ส่วนอีก ๒ ห้อง จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด โจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับให้จำเลยในอัตราร้อยละ ๓ ต่อวันจากจำนวนค่ารับเหมาก่อสร้าง ต่อมาวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยได้ขายอาคารพาณิชย์จำนวน ๒ ห้อง ที่ก่อสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๓๙ และ ๙๘๓๘ ให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งทั้งสองห้องดังกล่าวเป็นห้องที่โจทก์และจำเลยร่วมกันลงทุน มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับได้หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด หลังจากนั้นประมาณ ๔ เดือนเศษ จำเลยได้เรียกโจทก์มาเจรจาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเกษตรสมบูรณ์แล้วโจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่แล้วเสร็จ และปัจจุบันจำเลยได้เข้าอยู่และใช้อาคารที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างเป็นร้านค้าอะไหล่รถยนต์และอู่ซ่อมรถยนต์ จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๙๗ และ ๕๙๘ เพราะการก่อสร้างชำรุดบกพร่อง จำเลยไม่ยอมรับงานและไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์นั้น ถือว่าจำเลยอิดเอื้อนเป็นการสงวนสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่เสร็จภายในกำหนดไม่ได้เป็นเรื่องจำเลยรับมอบอาคารพาณิชย์ทั้งที่ชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ให้โจทก์รับผิดในความชำรุดบกพร่องที่จำเลยต้องว่าจ้างนายมุ้ยก่อสร้างซ่อมแซมเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๑ การที่จำเลยยอมเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างแล้วถือได้ว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้แล้ว โดยจำเลยไม่ได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับในเวลาที่จำเลยยอมรับชำระหนี้ แต่เพิ่งมาเรียกเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยจึงเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จากโจทก์ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของจำเลยในส่วนคำฟ้องโจทก์ทั้งหมดให้จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ๖,๐๐๐ บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 วรรคสาม ม. 598
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย คันธโกวิท
จำเลย — นายธวัชชัย แซ่ตู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นางสาวศิริรัตน์ สีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2547
#411069
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้เพื่อให้ผู้ต้องหาที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่บทบัญญัติของกฎหมายนี้เป็นกรณีที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว ดังนั้น ไม่ว่ากระบวนการตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ จะเป็นคุณแก่จำเลยเพียงใด บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ กับพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักมีอัตราโทษเท่ากันจึงลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษเพียงบทเดียว จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งได้มีการกำหนดโทษแตกต่างจากกฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 และจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 จึงมิใช่กรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด อันจะต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ และที่จำเลยฎีกาขอให้ใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 บังคับแก่จำเลย เห็นว่า ตามบทบัญญัติของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความว่า ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีความในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ต้องหาที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่บทบัญญัติของกฎหมายเป็นกรณีที่กำหนดให้มีการดำเนินการก่อนฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้วดังเช่นที่กล่างอ้างในฎีกาไม่ ด้วยเหตุนี้เองไม่ว่ากระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะเป็นคุณแก่จำเลยเพียงใด บทบัญญัติของกฎหมายก็ไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า บุคคลที่เสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถจึงถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้การกระทำของจำเลยยังมิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน แต่การลงโทษบางครั้งยังจำต้องกระทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในอันที่จะเป็นการปกป้องประชาชนทั่วไปให้พ้นจากภยันตรายบนท้องถนนที่มักเกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ที่เสพเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายจรูญ ปานฟัก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2547
#411210
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ ให้สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บจากสมาชิกภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน กรณีจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์แจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยทราบในแต่ละงวดที่เรียกเก็บและถือว่าหนี้ถึงกำหนดตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด โจทก์ก็อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่จำเลยผิดนัด แต่เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 พ้นกำหนด 2 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามมูลหนี้บัตรเครดิตรวม 66,706.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 30,321.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้วรับว่า จำเลยได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ตามบัตรเครดิต 2 ประเภท คือ บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพและบัตรวีซ่าธนาคารกรุงเทพ จำเลยนำบัตรเครดิต 2 ประเภท ไปชำระค่าสินค้าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 และวันที่ 1 มีนาคม 2539 โจทก์ส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายไปให้จำเลยชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 25 เมษายน 2539 และวันที่ 25 มีนาคม 2539 ตามลำดับ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน โดยนำเงินไปชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 ศาลฎีกาเห็นว่า การให้บริการบัตรเครดิตเป็นวัตถุประสงค์ของธนาคารโจทก์ การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ ให้แก่สมาชิกและการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บจากสมาชิกภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนกรณีจึงถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หาได้มีอายุความ 10 ปี ตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ โจทก์แจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยทราบในแต่ละงวดที่เรียกเก็บและให้ถือว่าหนี้ถึงกำหนดตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ กรณีเช่นนี้เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด โจทก์ก็อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่จำเลยผิดนัด แต่เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 พ้นกำหนด 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวหรือนางสมพร อ้นอำพลหรือฮวบดี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2547
#113303
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 500 บาท แทนโจทก์ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้จำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาในปัญหาอื่น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 42,902.79 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 27 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,163.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2543 เป็นเงินจำนวน 16,100 บาท หลังจากนั้นก็มิได้ชำระอีก โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 อันพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 28,163.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีนี้แม้ว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2543 ก็ตาม แต่ขณะนั้นโจทก์ยังมิได้แจ้งให้จำเลยงดใช้บัตรเครดิตหรือบอกเลิกสัญญาการใช้บัตรเครดิต โดยโจทก์เพิ่งออกบัตรเครดิตให้จำเลยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าหลังจากจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว จำเลยยังนำบัตรเครดิตไปใช้อีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ก็ได้ชำระเงินแทนจำเลยไป โจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีเรียกเก็บเงินไปยังจำเลย ให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2543 ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกได้ตั้งแต่วันครบกำหนดดังกล่าว มิใช่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายดังที่จำเลยอ้าง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 500 บาทแทนโจทก์นั้นต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 600 บาทแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเดชาหรือฐานะพัฒน์ ศักดิ์ประทีปกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิทูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2547
#411207
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ให้บริการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ ให้สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังเป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีนี้แม้จำเลยจะชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2543 ก็ตาม แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้แจ้งให้จำเลยงดใช้บัตรเครดิตหรือบอกเลิกสัญญาการใช้บัตรเครดิต ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าหลังจากจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายแล้วจำเลยยังนำบัตรเครดิตไปใช้อีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ชำระเงินแทนจำเลยไป โจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีเรียกเก็บเงินไปยังจำเลย ให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2543 ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันครบกำหนดดังกล่าว ไม่ใช่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามมูลหนี้บัตรเครดิตจำนวน 42,902.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 27 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,163.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 28,163.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทบัตรเครดิต โดยโจทก์ออกบัตรเครดิตให้จำเลยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 หลังจากนั้นจำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และถอนเงินสดหลายครั้ง โจทก์ชำระเงินแทนจำเลยไปทุกครั้ง แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งให้ทราบ โดยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2543 จำนวน 16,100 บาท หลังจากนั้นจำเลยก็ยังนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2543 และวันที่ 5 พฤศจิกายน 2543 ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่สมาชิกโดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่างๆ ให้แก่สมาชิก และการที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อน รวมทั้งการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าทดรองที่ได้ออกไปก่อน กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) คดีนี้แม้ว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2543 ก็ตาม แต่ขณะนั้นโจทก์ยังมิได้แจ้งให้จำเลยงดใช้บัตรเครดิตหรือบอกเลิกสัญญาการใช้บัตรเครดิต โดยโจทก์เพิ่งออกบัตรเครดิตให้จำเลยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าหลังจากจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว จำเลยยังนำบัตรเครดิตไปใช้อีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ก็ได้ชำระเงินแทนจำเลยไป โจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีเรียกเก็บเงินไปยังจำเลย ให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2543 ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกได้ตั้งแต่วันครบกำหนดดังกล่าว มิใช่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายดังที่จำเลยอ้าง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 500 บาท แทนโจทก์นั้นต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 600 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเดชาหรือฐานะพัฒน์ ศักดิ์ประทีปกร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3819/2547
#411603
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินส่วนที่เป็นสินสมรสอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยมีเพียงตึกแถว 2 หลัง การจะให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ซึ่งมีบ้านพักอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยอยู่อีก 1 หลังย่อมเป็นการไม่ชอบ เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวม แต่หากจะให้ขายทอดตลาดเฉพาะตึกแถว 2 หลัง ที่เป็นสินสมรสแล้วนำเงินมาแบ่งกันก็คาดหมายได้ว่าจะไม่มีผู้ซื้อ หรือถึงจะขายได้ก็จะได้ราคาที่ไม่เหมาะสม เพราะผู้ซื้อไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงเห็นควรแบ่งทรัพย์โดยให้ตึกแถว 2 หลังที่เป็นสินสมรส เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน และนำค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นถือเป็นสินสมรสอันจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 5,335,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสาม ในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าบุตรทั้งสามจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้ง 3 คนแต่เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม เดือนละ 6,000 บาท (ที่ถูกแต่ละคน เดือนละ 2,000 บาท) นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสามจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ (ที่ถูกแต่ละคนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ) ให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5104 ตำบลลาดกระบัง (คลองประเวศบุรีรมย์) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 3 งาน 43 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ 1 ส่วน ส่วนจำเลยได้รับ 3 ส่วน ให้โจทก์และจำเลยชดใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ธนาคารคนละกึ่งหนึ่ง สำหรับรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 9 ษ-1960 กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันผ่อนชำระราคาจนครบถ้วนแล้วจดทะเบียนโอนเป็นชื่อโจทก์และจำเลย จากนั้นให้ดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม โดยจำเลยสามารถไปเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ณ ภูมิลำเนาของโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสามได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ให้จำเลยจ่ายเงินสินสมรสให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท โดยโจทก์ไม่ต้องร่วมชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่ธนาคารผู้ให้กู้ ยกคำขอที่ให้ขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเมื่อปี 2533 และมีบุตรด้วยกัน 3 คน หลังโจทก์ฟ้องหย่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า จำเลยมิได้อุทธรณ์ในประการนี้ ประเด็นเรื่องหย่าเป็นอันถึงที่สุด คงมีปัญหาเฉพาะเรื่องการแบ่งสินสมรสตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าสมควรให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5104 ตำบลลาดกระบัง (คลองประเวศบุรีรมย์) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 งาน 43 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วนหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5104 ดังกล่าว รวมทั้งบ้านเลขที่ 169 ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ยกเว้นตึกแถว 2 ชั้น จำนวน 2 หลัง ซึ่งปลูกเป็นห้องเช่ารวม 16 ห้อง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนที่เป็นสินสมรสอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมมีเพียงตึกแถว 2 หลัง การจะให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดซึ่งมีบ้านพักอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยอยู่อีก 1 หลัง ย่อมเป็นการไม่ชอบ เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยมิใช่กรรมสิทธิ์รวม แต่หากจะให้ขายทอดตลาดเฉพาะตึกแถว 2 หลังที่เป็นสินสมรสแล้วนำเงินมาแบ่งกันก็คาดหมายได้ว่าจะไม่มีผู้ซื้อหรือถึงขายได้ก็จะได้ราคาที่ไม่เหมาะสม เพราะผู้ซื้อไม่มีสิทธิในที่ดิน ศาลฎีกาย่อมเห็นควรให้แบ่งทรัพย์โดยให้ตึกแถว 2 หลังที่เป็นสินสมรสตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน และนำค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นถือเป็นสินสมรสอันจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน ทั้งนี้ ตามนัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ประกอบมาตรา 1364 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบว่า โจทก์จำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มาเพื่อปลูกสร้างตึกแถว 2 หลังดังกล่าวเป็นเงิน 1,700,000 บาท ดังนั้น ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างห้องเช่าจึงเท่ากับ 1,700,000 บาท นอกจากนี้ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งว่ายังมีหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่ธนาคารอยู่จำนวน 1,500,000 บาท จึงต้องนำเงิน 1,500,000 บาท มาหักออกจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเสียก่อน เหลือเท่าใด จึงเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ซึ่งเท่ากับคนละ 100,000 บาท ...ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสินสมรสให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท โดยโจทก์ไม่ต้องร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่ธนาคารผู้ให้กู้ ยกคำขอที่ให้ขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1310 ม. 1364 ม. 1533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบล ดอนสนธิ์
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ ดอนสนธิ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
อมร วีรวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3816/2547
#411187
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนแก๊ปยาว ซึ่งได้ความว่าจำเลยมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการยิงสัตว์เล็กๆ ที่มารบกวนกัดกินพืชไร่ของจำเลยและชาวบ้าน จำเลยไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ในการก่อเหตุใดๆ ตามพฤติการณ์จึงไม่ร้ายแรงมากนัก ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ทั้งการลงโทษจำคุกระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า แม้จะปรากฏว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกแต่คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงยังไม่ถึงที่สุด คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวอาจถูกศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผลสุดท้ายจำเลยอาจไม่ต้องรับโทษถึงจำคุก กรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกามีอำนาจรอการลงโทษจำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 757/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2590 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 757/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนแก๊ปยาว ซึ่งได้ความจากฎีกาของจำเลยที่โจทก์มิได้คัดค้านว่าจำเลยมีไว้ใช้ประโยชน์ในการยิงสัตว์เล็กๆ ที่มารบกวนกัดกินพืชไร่ของจำเลยและชาวบ้าน จำเลยไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ในการก่อเหตุใดๆ ตามพฤติการณ์จึงไม่ร้ายแรงมากนัก ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ทั้งการลงโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า นอกจากนี้แม้จะปรากฏว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกแต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงยังไม่ถึงที่สุดคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวอาจถูกศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผลสุดท้ายจำเลยอาจไม่ต้องรับโทษถึงจำคุก กรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนศาลฎีกาจึงมีอำนาจรอการลงโทษจำเลยในคดีนี้ได้ ส่วนโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 15,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายประมูล แก้วดวงศรี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2547
#113336
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างฟ้องเรียกให้นายจ้างชำระค่าจ้าง ลูกจ้างต้องบรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่าค่าจ้างจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นค่าจ้างประเภทใด เพื่อที่นายจ้างจะได้ให้การต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างจำนวนดังกล่าวลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริงและนายจ้างยังมิได้ชำระหรือไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าคอมมิชชั่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากผลงานขายของลูกทีมโดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ลูกทีมดังกล่าวมีใครบ้าง และแต่ละคนมีผลงานขายเท่าใด พอที่จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ได้ ฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงเคลือบคลุม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้เป็นนายหน้าติดต่อให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดกับธนาคารตามโครงการดีบีเอสไทยทนุ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นโครงการดังกล่าว จึงเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางฟังไว้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เลิกจ้างโจทก์ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาเลิกจ้างโจทก์แต่เป็นเรื่องที่โจทก์สมัครใจลาออกเอง จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นจำนวน 1,246,249 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันด้วย ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นจำนวน 1,311,655.53 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วันด้วย และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 278,100 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในการที่ลูกจ้างจะเรียกให้นายจ้างชำระค่าจ้างนั้น ลูกจ้างต้องบรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่า ค่าจ้างจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นค่าจ้างประเภทใด เพื่อที่นายจ้างจะได้ให้การต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างจำนวนดังกล่าวลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริงและนายจ้างยังมิได้ชำระหรือไม่ แต่ในฟ้องข้อ 5.1 ที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท และในฟ้องข้อ 5.2 ที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 2 จำนวนเดียวกัน โจทก์บรรยายเพียงว่าเงินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญา โดยมิได้ระบุว่าลูกทีมดังกล่าวมีใครบ้างและแต่ละคนมีผลงานขายเท่าใด พอที่จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ส่วนนี้เคลือบคลุมนั้นชอบแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับฟ้องข้อ 5.3 ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นโครงการดีบีเอสไทยทนุ จำนวน 196,494 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มนั้น ในข้อนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้เป็นนายหน้าติดต่อให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายและติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดกับธนาคาร จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ค้างชำระค่าคอมมิชชั่นให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางฟังไว้ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 และหลังจากนั้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้เลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 35 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไกรวุฒิ ชีวะสวัสดิ์
จำเลย — บริษัทการ์ดฟอร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3808/2547
#265582
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต่างมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้ลูกจ้าง ที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธินำคำร้องกล่าวหานายจ้างไปยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 เพื่อให้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหาย หรือปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ในกรณีที่การเลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 41 (4) และมาตรา 125 ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงาน ตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 123 และมาตรา 124 ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้างจะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อน ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อลูกจ้างเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าลูกจ้างสละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๑๗๔/๒๕๔๓ โดยให้จำเลย รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันกลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกัน และเป็นกฎหมายคนละฉบับ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์จะให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธินำคำร้องกล่าวหานายจ้างไปยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา ๑๒๔ เพื่อให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหาย หรือปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๑ (๔) และมาตรา ๑๒๕ ส่วน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา ๑๒๓ และมาตรา ๑๒๔ ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้าง จะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุ แห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะกรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าจะเป็นการซ้ำซ้อนกันไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ และเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ ๑๗๔/๒๕๔๓ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้มีคำสั่ง ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีกโดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ก็ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไปครบถ้วน อันเป็นการเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งในส่วนที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องบังคับจำเลยตามคำสั่งของ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ บุญมี
จำเลย — บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด
583 — ป.พ.พ. มาตรา
125 — พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) มาตรา 121, 124,
118 — พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3808/2547
#411066
เปิดฉบับเต็ม

แม้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเยียวยาแก่ลูกจ้างไว้แตกต่างกัน และเป็นกฎหมายคนละฉบับแต่ก็เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์จะให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องได้ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้างจะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนกันไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว

โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างจึงยื่นคำร้องทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไปครบถ้วนแล้ว อันเป็นการเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งในส่วนให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่สิทธิฟ้องร้องบังคับจำเลยตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 174/2543 โดยให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม และให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่ห้วหน้าแผนกเครื่องดื่มหรือผู้ประสานงานแผนกเครื่องดื่ม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 16,000 บาท ก่อนเกิดเหตุโจทก์ทำคำร้องเพื่อให้จำเลยประกาศให้มีการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง จำเลยได้โยกย้ายตำแหน่งหน้าที่โจทก์ไปเป็นผู้ประสานงานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าโจทก์ถูกจำเลยกลั่นแกล้งโยกย้ายหน้าที่ด้วยความไม่เป็นธรรมเนื่องจากโจทก์เตรียมทำคำร้องเพื่อให้จำเลยประกาศให้มีการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางให้บังคับจำเลยประกาศให้มีการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้างและยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าถูกจำเลยกลั่นแกล้งจนไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุโจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และยื่นฟ้องต่อศาล วันที่ 7 มีนาคม 2543 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์มีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจซึ่งอาจก่อความเสียหายให้แก่กิจการของจำเลย และฝ่าฝืนข้อบังคับในการทำงานกรณีร้ายแรง วันที่ 15 มีนาคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุทำคำร้องแจ้งต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานให้มีการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแรงงานกลาง อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีคำสั่งที่ 174/2543 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2543 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน โดยให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 10 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง จำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต แต่โจทก์มิได้มีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ไม่ใช่กรณีร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแต่ต้องจ่ายค่าชดเชย มีคำสั่งที่ 2/2544 ลงวันที่ 22 มกราคม 2544 ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 97,800 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี วันที่ 12 มีนาคม 2544 จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน และวันที่ 18 เมษายน 2544 จำเลยได้ยื่นคำร้องของถอนฟ้องคดีที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความ ส่วนคดีทีจำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด และโจทก์ได้รับเงินค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไปครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การถอนฟ้องคดีที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่ทำให้คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ถูกเพิกถอน คำสั่งดังกล่าวยังมีอยู่แต่การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์และศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งทำให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ได้รับเอาค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยไปจากจำเลยครบถ้วน แสดงว่าโจทก์เลือกที่จะรับค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้างแทนการกลับเข้าทำงานกับจำเลย คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ในส่วนที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จึงสิ้นผลใช้บังคับโดยปริยายแต่ไม่กระทบถึงคำสั่งในส่วนที่ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายในระหว่างที่ยังมิได้รับโจทก์กลับเข้าทำงาน เพราะค่าเสียหายดังกล่าวกับค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างเป็นเงินคนละส่วนกัน โจทก์จึงยังมีสิทธิได้รับค่าเสียหาย คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เมื่อจำเลยไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานจึงไม่มีระยะเวลาสิ้นสุดของการจ่ายค่าเสียหายตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์ เป็นเงิน 200,000 บาท โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 174/2543 ซึ่งสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานหรือไม่ เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือไม่ หรือนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 หรือไม่นั้น แม้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวคือพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกัน และเป็นกฎหมายคนละฉบับ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์จะให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธินำคำร้องกล่าวหานายจ้างไปยื่นต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 เพื่อให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยและออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหาย หรือปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 41 (4) และมาตรา 125 ส่วนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 123 และมาตรา 124 ในกรณีที่การเลิกจ้างนั้นเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่ลูกจ้างจะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะกรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าจะเป็นการซ้ำซ้อนกันไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ลูกจ้างจะต้องเลือกรับเอาประโยชน์ตามคำสั่งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ถูกจำเลยเลกจ้างเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 และเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 174/2543 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีกโดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันว่าโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดและเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ก็ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานไปครบถ้วนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2544 อันเป็นการเลือกเข้าถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งในส่วนที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หรือให้จ่ายค่าเสียหาย นับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องบังคับจำเลยตามคำสั่งของกรมแรงงานสัมพันธ์ได้อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จำเลยในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 123 ม. 124
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4) ม. 121 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ บุญมี
จำเลย — บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3802/2547
#113012
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้ส่งอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดและให้ยกอุทธรณ์ จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์แก่โจทก์และถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๑๘๔/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์นำเช็คของบุคคลอื่นมาฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ปรากฏเนื้อหาแห่งคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ล่วงเลยกำหนดเวลา ๑๕ วัน โดยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง และพิจารณามีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ทั้งจำเลยมิได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงชอบแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๓๒ การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้ส่งอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดและให้ยกอุทธรณ์ จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ สุวัฒนพิมพ์
จำเลย — นายสุรพงษ์ สินอัมพรพรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3802/2547
#411186
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้ส่งอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดและให้ยกอุทธรณ์ จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์แก่โจทก์และถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 15184/2540 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์โจทก์นำเช็คของบุคคลอื่นมาฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ปรากฏเนื้อหาแห่งคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2544 ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 โดยระบุให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 7 ธันวาคม 2543 หากไม่มาถือว่าทราบคำสั่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์วันที่ 8 มกราคม 2544 ล่วงเลยกำหนดเวลา 15 วัน โดยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 แต่ไม่มีสำนวนลงมาที่งานอุทธรณ์-ฎีกา เพื่อลงคำสั่งของศาลให้คู่ความทราบตามกำหนดที่อ้างในตราประทับให้มารับทราบคำสั่งในวันที่ 7 ธันวาคม 2543 โดยคำสั่งลงมาให้จำเลยทราบจริงในวันที่ 25 ธันวาคม 2543 ล่วงเลยกำหนดที่ศาลมีคำสั่งให้มารับทราบ จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย ศาลต้องนับเวลาจากวันที่ได้รับทราบคำสั่งจริงๆ จึงถือว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2544 เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2544 และพิจารณามีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 ของจำเลย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ทั้งจำเลยมิได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 คงอ้างแต่เพียงว่าจำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 ดังนั้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 จึงยังไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงชอบแล้ว ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้ส่งอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดและให้ยกอุทธรณ์จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ได้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ สุวัฒนพิมพ์
จำเลย — นายสุรพงษ์ สินอัมพรพรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2547
#112957
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คซึ่งระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน และเป็นเช็คมีข้อความระหว่างเส้นขีดคร่อมว่า A/C PAYEE ONLY ไปเข้าบัญชีบริษัท ภ. เป็นการกระทำตามคำสั่งของจำเลยร่วมซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัท ภ. เจ้าหนี้โจทก์ การกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำในขอบอำนาจของกรรมการโจทก์ มีผลผูกพันโจทก์ นอกจากนี้โจทก์และบริษัท ภ. ต่างก็มีกรรมการชุดเดียวกันรวม 5 คน หากกรรมการอื่นอีก 4 คน เห็นว่าจำเลยร่วมนำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีบริษัท ภ. เป็นการไม่ถูกต้อง ก็ย่อมสามารถใช้สิทธิในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ภ. สั่งให้โอนเงินตามเช็คพิพาทคืนให้แก่โจทก์ได้อยู่แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗,๓๕๓,๔๙๗.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๗,๐๘๒,๗๙๘.๖๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ก่อนที่จำเลยที่ ๓ ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ จากสารบบความ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสุริยะ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์? โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสันธนา ทายาทของจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารออมสิน สาขาภูเก็ต เช็คเลขที่ ๐๔๗๗๘๕๓ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๗,๐๘๒,๗๙๘.๖๙ บาท เป็นเช็คระบุชื่อโจทก์โดยขีดคร่อมเช็คและประทับข้อความภาษาอังกฤษว่า A/C PAYEE ONLY หมายถึง ให้จ่ายเข้าบัญชีผู้มีชื่อ คือโจทก์เท่านั้น จำเลยร่วมซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทโจทก์สลักหลังเช็คพิพาทนำเข้าบัญชีบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด โดยธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาภูเก็ตมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการดำเนินการให้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้เช็คพิพาทจะมีข้อความระหว่างเส้นขีดคร่อมว่า A/C PAYEE ONLY ที่ด้านหน้า ซึ่งมีความหมายว่าต้องนำเช็คเข้าบัญชีของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเท่านั้นหรือเป็นทำนองห้ามเปลี่ยนมือหรือเปลี่ยนมือไม่ได้ก็ตาม การที่จำเลยร่วม ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์และของบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ตามหนังสือรับรอง นำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด เพื่อเป็นการหักลบกลบหนี้กัน โดยจำเลยร่วมทำหนังสือรับรองไว้ว่า หากการกระทำดังกล่าวทำให้ธนาคารจำเลยที่ ๑ เสียหาย จำเลยร่วมในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์และบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด ยินดีรับผิดชอบชดใช้ให้แก่ธนาคารจำเลยที่ ๑ ในนามของบริษัทดังกล่าว ดังนั้น ที่ธนาคารจำเลยที่ ๑ นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด จึงเป็นการกระทำตามคำสั่งของจำเลยร่วมซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ให้แก่ บริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด เจ้าหนี้โจทก์ การกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำในขอบอำนาจของกรรมการโจทก์ มีผลผูกพันโจทก์ นอกจากนี้โจทก์และบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด ต่างก็มีกรรมการชุดเดียวกันรวม ๕ คน หากกรรมการอื่นอีก ๔ คน เห็นว่าจำเลยร่วมนำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด เป็นการไม่ถูกต้องก็ย่อมสามารถใช้สิทธิในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัดสั่งให้บริษัทภูเก็ตทองสิน จำกัด โอนเงินตามเช็คพิพาทคืนให้แก่โจทก์ได้อยู่แล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 994 ม. 995 ม. 1000
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหการอุตสาหกรรมและสวนยาง จำกัด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลยร่วม — นายสุริยะ อุปัติศฤงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3767/2547
#113011
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าตึกแถวมีข้อกำหนดว่า ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดล่วงละเมิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งข้อใด ผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเข้ายึดครอบครองสถานที่เช่าได้ และมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 560 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่าของโจทก์ ให้ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์มิได้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๕๖๐ วรรคสอง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวท้ายหนังสือสัญญาเช่ามีข้อกำหนดว่า ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดล่วงละเมิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งข้อใด ผู้เช่ายอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเข้ายึดครอบครองสถานที่เช่าได้ และมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที ซึ่งข้อกำหนดของสัญญาเช่าดังกล่าวถือว่าไม่เป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๑ ย่อมใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าได้ทันทีโดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๕๖๐ วรรคสอง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 560
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยเกียรติ ณ ป้อมเพชร
จำเลย — นางกรรณิการ์ โชติแสงมณีกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา