คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 5/2565
#681147
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ ๑ นาง ก. ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ด้วยวิธีการสอบคัดเลือกและด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการสรรหา โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาจ้างคราวละ ๔ ปี ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ สังกัดสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ กับพวกได้ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยการออกคำสั่งสำนักงานจัดการทรัพย์สินโอนย้ายโจทก์จากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไปปฏิบัติงานเฉพาะภาระงานที่ผู้จัดการมอบหมาย ซึ่งลักษณะงานแตกต่างจากที่โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่งานและย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม คำสั่งเปลี่ยนแปลงหน้าที่โจทก์จึงไม่เป็นธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อตกลงโดยที่จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจ และกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการใช้ให้นาย ภ. ออกคำสั่งให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีถูกร้องเรียนว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลในครอบครัวในการประกอบกิจการร้านค้าที่ตลาดนัด ศูนย์อาหารและศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต จากนั้นได้ออกคำสั่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๒ ที่โอนย้ายโจทก์จากตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ ให้ปฏิบัติงานเฉพาะภาระงานที่ผู้จัดการมอบหมาย และให้โจทก์กลับคืนตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ในขณะเกิดเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษาและเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๑ มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ รับราชการในหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต จำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ระเบียบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๖ กำหนดให้สำนักงานจัดการทรัพย์สินมีฐานะเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ที่มิใช่ส่วนราชการ ทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ตามระเบียบนี้ โดยข้อ ๗ กำหนดให้สำนักงานเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ศูนย์รังสิต ที่เป็นอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ภายหลังการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ ๑๓ ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือทรัพย์สินอื่นที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย และข้อ ๑๐ กำหนดว่า ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน สำนักงานอาจหาประโยชน์โดยการให้เช่า ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง ให้อาศัยหรือให้สิทธิอย่างอื่นในทำนองเดียวกัน โดยมีค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนด สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับเอกชน มิได้มีหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่รองผู้จัดการฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จึงไม่ใช่สัญญาที่จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันจะถือได้ว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2531
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2565
#681146
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาง ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลไม้งาม ที่ ๑ นายอำเภอเมืองตาก ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เทศบาลตำบลไม้งามได้ยื่นคำขอรังวัดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ (หนองกระทุ่มสาธารณประโยชน์) ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำสั่งแก้ไขเนื้อที่ในหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตามแนวเขตที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หนองกระทุ่มตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ มีการรังวัดแนวเขตที่ดินและมีการรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงทุกด้าน การดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้อง ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดตากที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ เรื่อง แก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ แล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่พิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๓๓๑๔/๒๕๑๓ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดตาก ที่ ๔๖๘/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รบกวนการครอบครองที่ดินตามแนวเขตที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๓๖ เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตาก
ผู้ฟ้องคดี — นาง ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรี ตำบลไม้งาม กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2565
#683486
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้ หากแต่กำหนดเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 การดำเนินกระบวนพิจารณาของผู้ร้องทั้งสองเป็นไปตามความจำเป็นโดยสุจริต พฤติการณ์แห่งคดีถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 สั่งให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องให้ก่อนที่จะสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในคดีไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่หากศาลชั้นต้นซึ่งได้พิจารณาในชั้นตรวจรับคำร้องเห็นว่าคำร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ก็ต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้นเสีย มิใช่สั่งรับคำร้องขอไว้ก่อน อันทำให้เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาเช่นว่านี้ให้แล้ว จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดและคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 92/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 134/2561

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างปรับปรุงสระว่ายน้ำบ้านสระสวน กับผู้คัดค้าน รวม 2 โครงการ มีข้อตกลงว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อเรียกร้องหนี้ค่าจ้างและเงินประกันผลงาน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 186,803.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นและคำเสนอข้อพิพาทให้ยก ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขและเพิ่มเติมคำชี้ขาดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมในคำชี้ขาด โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้แก้คำชี้ขาดเดิมเป็นให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 504,551.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ยื่นคำเสนอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับประเด็นอื่นตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองได้ยุติและถึงที่สุดแล้ว ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้วินิจฉัยใหม่ ทั้งนี้ นอกจากที่แก้ไขคำชี้ขาดนี้ ให้เป็นไปตามคำชี้ขาดเดิม และให้ถือคำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1729/2562 แต่ภายหลังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าวโดยระบุเหตุผลว่าจะนำไปว่ากล่าวในชั้นของศาลปกครองศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลปกครองกลางแล้ว ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยวินิจฉัยว่าศาลปกครองกลางมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองจึงมายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีอำนาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง กำหนดให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขหรือตีความคำชี้ขาด หรือชี้ขาดเพิ่มเติม นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขหรือตีความคำชี้ขาดหรือทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีนี้ได้ หากแต่กำหนดเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ขยายได้ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 คดีนี้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดเดิม ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1729/2562 อันเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง แล้ว การที่ภายหลังผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ผู้ร้องทั้งสองระบุในคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านต่างสมัครใจที่จะนำข้อพิพาทในคดีนี้ไปว่ากล่าวในชั้นของศาลปกครองกลาง จึงประสงค์จะขอถอนคำร้องขอคดีนี้เพื่อนำไปยื่นต่อศาลปกครองกลาง โดยผู้คัดค้านลงชื่อรับทราบและไม่คัดค้านคำร้องดังกล่าว ประกอบกับคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองอ้างในอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องทั้งสองมุ่งหมายที่จะนำคดีไปดำเนินการที่ศาลปกครองกลางให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้พิพากษาอาวุโสผู้ไกล่เกลี่ยที่ศาลชั้นต้น สอดคล้องกับที่ผู้ร้องทั้งสองระบุในคำร้องต่อศาลปกครองกลางว่าผู้ร้องทั้งสองได้ขอถอนคำร้องในคดีของศาลชั้นต้นเพื่อนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองกลางตามคำแนะนำของผู้พิพากษาผู้ประนอมในชั้นไกล่เกลี่ย เมื่อผู้คัดค้านมิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองถอนคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเพื่อประสงค์จะดำเนินคดีต่อศาลปกครองกลาง แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยวินิจฉัยว่าศาลปกครองกลางมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองจึงมายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 ภายหลังศาลปกครองสูงสุดอ่านคำสั่งเพียง 1 เดือน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองยังประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองอยู่ต่อเนื่องตลอดมา และจำเป็นต้องทำคำร้องขอยื่นใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาภายในเวลาพอสมควร อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามความจำเป็นโดยสุจริต พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาทั้งหมดถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 สั่งให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำร้องให้จนถึงวันที่ยื่นคำร้อง คือวันที่ 30 กันยายน 2563 เสียก่อนที่จะสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในคดีนี้ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่หากศาลชั้นต้นซึ่งได้พิจารณาในชั้นตรวจรับคำร้องเห็นว่าคำร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลา 90 วัน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ก็ต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้นเสีย มิใช่สั่งรับคำร้องขอไว้ก่อน อันทำให้เข้าใจได้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาเช่นว่านี้ให้แล้ว จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยให้ขยายระยะเวลาให้ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง แล้ว จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ของผู้ร้องทั้งสองไว้ไต่สวนแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท พ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสิรพัชร์ สินมา
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 3/2565
#681145
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ พันโท อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ที่ ๑ เทศบาลตำบลบางปู ที่ ๒ กรมธนารักษ์ ที่ ๓ สหกรณ์เคหสถานคลองใหม่ร่วมใจพัฒนา จำกัด ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๗๐ ได้รับความเสียหายจากการที่กรมธนารักษ์โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้สหกรณ์เคหสถานคลองใหม่ร่วมใจพัฒนา จำกัด เช่าที่ราชพัสดุก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ปรับสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิม หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยซื้อที่ดินดังกล่าว กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายกรณีมีผู้ขอซื้อที่ดินแต่ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถขายที่ดินดังกล่าวได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้ครอบครองดูแล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงในที่ราชพัสดุ สิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ก่อสร้างอยู่ในแนวเขตชลประทานไม่ได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ต้องคืนที่ดินพิพาทและปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดีและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยการซื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดี และค่าเสียหายอื่น ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า เจ้าของเดิมยอมให้ประชาชนใช้ถนนดังกล่าวโดยไม่เคยหวงกันอันเป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เทศบาลตำบลบางปู ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ (๑๘) ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เช่าเพื่อปลูกบ้านพักอาศัยนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ราชพัสดุ และที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ฟ้องคดี — พันโท อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2/2565
#690876
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทไม่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา โดยมิได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการวินิจฉัยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยตามที่กำหนดประเด็นข้อพิพาท เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีก คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลจริยธรรมอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำ ป.วิ.พ. ว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้ได้โดยอนุโลมตามมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสาม คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว เพราะหากเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยได้ อันเป็นอำนาจทั่วไป อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 หมายเลขแดงที่ 142/2561 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. แล้ว และผู้ร้องได้โอนสิทธิเรียกร้องไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ก่อนที่ผู้ร้องจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีใช้สิทธิแทนผู้ร้องแล้ว กรณีก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเรียกร้องประเด็นอื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป กับให้คณะอนุญาโตตุลาการในคดีดังกล่าวทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดให้ครบถ้วน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ศาลชั้นต้นจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 (1)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัท น. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจวางท่อน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ส่วนผู้คัดค้านจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ก่อสร้าง วางท่อ ซื้อ ขาย ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 บริษัท น. กับผู้คัดค้านตกลงทำสัญญา "ONSHORE PIPELINE SYSTEM FOR THIRD TRANSMISSION PIPELINE PROJECT CONTRACT NO. PTT/GAS/3/21/47" หรือโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะที่สาม ระบบท่อส่งบนฝั่ง สัญญาเลขที่ พีทีที/จีเอเอส/3/21/47 โดยผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการก่อสร้างและวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นทางที่สามของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกของผู้คัดค้าน เพื่อใช้เป็นท่อรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย เริ่มตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดระยองจากสถานีชายฝั่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติของผู้คัดค้านในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และส่งผ่านท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมเป็นระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวกันอีก 4 ครั้ง วันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัท น. เด็ดขาด ในคดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลางคดีหมายเลขแดงที่ ล.6677/2553 ผู้ร้องแต่ผู้เดียวจึงมีอำนาจจัดการ เก็บรวบรวม ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัท น. ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 วันที่ 8 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าว่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหายอื่น ๆ แก่ผู้ร้อง อันได้แก่ ค่าว่าจ้างตามสัญญาเดิมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ค่าว่าจ้างตามหนังสือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ค่าว่าจ้างตามคำขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มเติม ดอกเบี้ย การสูญเสียโอกาสเนื่องจากการชำระเงินล่าช้า การเสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้าเนื่องจากการชำระเงินล่าช้า และค่าเสียหายเพิ่มเติมเนื่องจากการชำระเงินล่าช้าอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการและบริหารงาน ค่าวิชาชีพ กับค่าธรรมเนียมธนาคารสำหรับการคงไว้ซึ่งหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา รวมเป็นเงินจำนวน 6,576,076,914.12 บาท และ 42,574,820.14 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ ชำระค่าธรรมเนียมธนาคารในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี สำหรับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ร้องสองฉบับ นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาคืนจากผู้คัดค้าน ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอนุญาโตตุลาการ ค่าวิชาชีพสำหรับอนุญาโตตุลาการ ค่าทนายความ และค่าวิชาชีพอื่น ๆ อันเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการนี้แทนผู้ร้อง คืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาทุกฉบับที่เกี่ยวกับสัญญาโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะที่สามซึ่งออกให้โดยธนาคาร ท. ให้แก่ผู้ร้อง ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินทั้งหมดที่ต้องชำระข้างต้น สถาบันอนุญาโตตุลาการรับเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 วันที่ 17 มีนาคม 2554 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้เงินค่าปรับ เงินตามสิทธิการเรียกเงินคืน เงินตามสิทธิที่เกิดจากคำสั่งเปลี่ยนแปลงงานหมายเลข 034 และค่าว่าจ้างสำหรับการควบคุมงานก่อสร้างของที่ปรึกษาโครงการ พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 149,959,771.78 บาท และ 5,029,131.18 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 112,250,621.46 บาท และ 3,722,596.72 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันยื่นข้อเรียกร้องแย้งไปจนกว่าผู้ร้องจะชำระเงินแก่ผู้คัดค้านจนครบถ้วน ให้ผู้ร้องชำระค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกี่ยวเนื่องกับการอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนี้เป็นอย่างสูงแทนผู้คัดค้านด้วย หากคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าจ้างหรือค่าเสียหายใด ๆ ตามข้อพิพาทนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านขอให้คณะอนุญาโตตุลาการนำเงินจำนวนที่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านตามคำคัดค้านนี้ไปหักกลบกับค่าว่าจ้างหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการเสียก่อน คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้

1. ผู้ร้องมีอำนาจเรียกร้องหรือไม่ และเสนอข้อพิพาทโดยสุจริตหรือไม่

2. คำเสนอข้อพิพาทเคลือบคลุมหรือไม่

3. ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่

4. ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามข้อเรียกร้องของผู้ร้องหรือไม่ เพียงใด

5. ผู้ร้องจะต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใด

6. ข้อเรียกร้องขาดอายุความหรือไม่

7. ผู้ร้องจะต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใด

8. ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกร้องแย้งสำหรับค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาโครงการหรือไม่ เพียงใด

9. ข้อเรียกร้องแย้งเรื่องความชำรุดบกพร่องและที่ปรึกษาโครงการขาดอายุความหรือไม่

10. ข้อเรียกร้องแย้งในส่วนค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาโครงการของผู้คัดค้านเคลือบคลุมหรือไม่

วันที่ 21 มกราคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัท น. ลูกหนี้ล้มละลาย วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำร้องของผู้ร้องและยกคำร้องแย้งของผู้คัดค้าน โดยวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นข้อ 1 ว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีถือว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนข้อกำหนดสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อเรียกร้องของตนได้ ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยสุจริตหรือไม่นั้น ยังไม่พอฟังว่าการกำหนดค่าเสียหายจำนวนมากอย่างผิดปกตินั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เสียไป ปัญหาว่าผู้ร้องโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. หรือไม่นั้น คณะอนุญาโตตุลาการฟังข้อเท็จจริงว่าการโอนสิทธิเรียกร้องสมบูรณ์แล้ว ที่ผู้ร้องอ้างว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงสัญญาประกันหนี้อย่างหนึ่งนั้น ข้ออ้างดังกล่าวไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ เมื่อสิทธิเรียกร้องโอนไปยังผู้รับโอนก่อนแล้ว ผู้รับโอนย่อมเข้าสู่ฐานะเจ้าหนี้แทนที่ผู้โอน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีหรือใช้สิทธิแทน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเรียกร้องประเด็นอื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป ส่วนปัญหาตามประเด็นข้อ 7 ว่าผู้ร้องจะต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องเด็ดขาดแล้ว การบังคับชำระหนี้จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายล้มละลาย ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยื่นคำร้องแย้งเพื่อบังคับให้ผู้ร้องชำระหนี้ในคดีนี้ได้ ตามสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 142/2561 วันที่ 25 ธันวาคม 2561 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติม และวันที่ 8 มกราคม 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือการพิมพ์ที่ผิดพลาด วันที่ 18 มกราคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้ว เห็นว่า มีข้อผิดหลงเล็กน้อยเนื่องจากมีการพิมพ์ผิดพลาดจึงมีคำสั่งให้แก้ไขคำชี้ขาด

กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาท ตามมาตรา 16 ..." พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทไม่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาระหว่างบริษัท น. กับธนาคาร ท. ที่ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างกัน ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 โดยเจตนาที่แท้จริงและประเพณีปฏิบัติระหว่างคู่สัญญาดังกล่าวหาใช่การโอนสิทธิเรียกร้องแต่เป็นเพียงการมอบอำนาจให้รับเงินแทนหรือเป็นเพียงการให้หลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อประโยชน์ในการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจของธนาคาร ท. เท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดคดีนี้กับข้อเท็จจริงในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 38/2553 หมายเลขแดงที่ 27/2557 ก็เป็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความรายเดียวกัน คือ บริษัท น. กับผู้คัดค้าน และเป็นการว่าจ้างก่อสร้างและวางท่อก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกับในคดีนี้ เพียงแต่แตกต่างกันในเรื่องของสถานที่ก่อสร้างเท่านั้น โดยคดีดังกล่าวมีประเด็นเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. เช่นเดียวกัน แต่คณะอนุญาโตตุลาการในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัท น. กับธนาคาร ท. เป็นเพียงหลักประกันที่บริษัท น. วางไว้เพื่อประกันการชำระหนี้แก่ธนาคารเท่านั้น ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าการพิจารณาสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560 - 5563/2562 ผลคำวินิจฉัยของทั้งสองคดีจึงแตกต่างกันทั้งที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกัน การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้โดยมิได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงจึงเป็นการวินิจฉัยฝ่าฝืนต่อบทกฎหมาย นอกจากนี้ สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังตกเป็นโมฆะเนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือก่อนการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ขัดต่อสัญญาโครงการพิพาทซึ่งผู้คัดค้านได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องค่าว่าจ้างตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับเนื่องจากผู้คัดค้านไม่เคยลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอม คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวแม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำกันระหว่างบริษัท น. กับธนาคาร ท. นั้น แท้จริงแล้วคู่สัญญาดังกล่าวมิได้มีเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างกัน แต่เป็นเพียงการมอบอำนาจให้รับเงินแทนหรือเป็นเพียงการให้หลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อประโยชน์ในการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจของธนาคาร ท. หรือเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกเป็นโมฆะ อันเป็นการโต้แย้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดในคดีนี้ขัดกับข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 27/2557 และคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560 - 5563/2562 นั้น ได้ความว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างบริษัท น. กับผู้คัดค้าน และคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนั้น คือ สัญญาโครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติไทรน้อย – โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ มีระยะทางในการวางท่อก๊าซตามสัญญาประมาณ 66.5 กิโลเมตร ซึ่งตกลงทำสัญญากันวันที่ 9 มีนาคม 2548 ส่วนสัญญาว่าจ้างในคดีนี้ คือ สัญญาโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติระยะที่สาม เริ่มตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดระยองจากสถานีชายฝั่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติของผู้คัดค้านในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และส่งผ่านท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งตกลงทำสัญญากันวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 กรณีจึงเห็นได้ว่า สัญญาพิพาทในคดีที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างกับคดีนี้เป็นสัญญาคนละฉบับกัน ตกลงทำสัญญาและดำเนินการต่างช่วงเวลากัน ทั้งสถานที่และระยะทางในการปฏิบัติตามสัญญาก็แตกต่างกัน แม้สัญญาพิพาทในคดีดังกล่าวจะมีคู่สัญญาเดียวกันและมีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไปยังธนาคาร ท. เช่นเดียวกับในคดีนี้ แต่ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคู่สัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงการนำสืบพยานหลักฐานของคู่พิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการของแต่ละคดีย่อมมีความแตกต่างกัน การที่คณะอนุญาโตตุลาการในคดีที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างรับฟังพยานหลักฐานที่คู่พิพาทในคดีดังกล่าวนำสืบแล้วนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในคดีมีผลอย่างไรย่อมไม่มีผลผูกพันคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ให้ต้องวินิจฉัยไปในทางเดียวกัน คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับในคดีนี้ เมื่อตามคำชี้ขาดในคดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่าการโอนสิทธิเรียกร้องสมบูรณ์แล้ว ส่วนข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงสัญญาประกันหนี้อย่างหนึ่งนั้นไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ศาลย่อมไม่อาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวนี้ซ้ำได้อีก ข้ออ้างตามอุทธรณ์ดังกล่าวข้อผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยตามที่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ครบทุกประเด็นเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยปราศจากขอบเขต ไร้หลักเกณฑ์ ขัดต่อประมวลจริยธรรมอนุญาโตตุลาการ ข้อบังคับของสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีกเป็นการรับฟังพยานหลักฐาน ชั่งน้ำหนัก และใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตามกรอบอำนาจที่มี ยังถือไม่ได้ว่ากระบวนการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทตกลงกันไว้นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลจริยธรรมอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันหรือพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้ได้โดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง และวรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ได้ความว่า บริษัท น. ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างพิพาทไปยังธนาคาร ท. แล้วตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดภายหลังในปี 2553 ผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้คัดค้านโดยใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวของบริษัท น. ได้ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะประเด็นที่เหลือไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัยนั้นเป็นการวินิจฉัยที่ใช้ดุลพินิจปกติและเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว เนื่องจากคณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่เห็นสมควร รวมทั้งมีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงและอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลมได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 นั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว เพราะในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น หากเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยในประเด็นปัญหาดังกล่าวได้ อันเป็นอำนาจทั่วไป เหตุที่ผู้ร้องยกขึ้นอุทธรณ์จึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการและโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อดังกล่าวของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 วรรคสอง ม. 25 วรรคสาม ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท น.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำพล ใจแผ้ว
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 2/2565
#681144
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติบทนิยามคำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ ที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๒ กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) วิจัยและพัฒนางานก่อสร้างบูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน... จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่า จำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งรวมถึงการบำรุงรักษาที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่มีอยู่ หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแล มิได้ตรวจ ตัดหรือแต่งกิ่งต้นไม้ในเขตทางหลวงให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัยต่อผู้ใช้ทางหลวง เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนตกและลมกรรโชกพัดต้นไม้ขนาดใหญ่ริมทางหลวงล้มทับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ขับถึงแก่ความตายและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเดชอุดม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6248/2564
#692685
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 และประกาศขายทอดตลาดครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม 2561 โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ซึ่งตามมาตรา 288 (เดิม) ให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอก่อนการขายทอดตลาด แต่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ มีผลให้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ให้ยื่นคำร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่ที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แม้มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 จะบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความบัญญัติต่อไปว่า และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่เริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจนถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 การยื่นคำร้องขัดทรัพย์นับแต่นั้นจึงต้องดำเนินการตามความในมาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยื่นคำร้องภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก คดีนี้เมื่อมีการยึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ใช้บังคับเช่นนี้ การที่จะให้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ก็ไม่มีกฎหมายระบุให้เป็นเช่นนั้น กรณีถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดครั้งแรกจึงเป็นการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์คดีถึงที่สุด แล้วจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 63514 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2526 ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 วันที่ 17 กันยายน 2545 ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 63514 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน วันที่ 7 มีนาคม 2546 ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าโดยมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน คือ ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รถยนต์และออกไปอยู่อาศัยที่อื่น วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แล้ว วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 4 นัด โดยนัดที่ 1 ในวันที่ 31 มกราคม 2561 และวันที่ 24 มกราคม 2561 ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์คดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งต่อผู้ร้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างไว้แล้ว อันเป็นการยึดทรัพย์สินก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 จะใช้บังคับในวันที่ 5 กันยายน 2560 ซึ่งแม้มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความบัญญัติต่อไปว่า และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่เริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจนถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2560 การยื่นคำร้องขัดทรัพย์นับแต่นั้นจึงต้องดำเนินการตามความในมาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยื่นคำร้องภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก คดีนี้เมื่อมีการยึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับเช่นนี้ การที่จะให้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันยึดทรัพย์สินนั้นโดยที่กฎหมายยังไม่ใช้บังคับจึงไม่อาจเป็นไปได้ และจะให้เริ่มนับเวลา 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ ก็ไม่มีกฎหมายระบุให้เป็นเช่นนั้น กรณีจึงถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ช้ากว่า 7 วัน ก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดครั้งแรก จึงเป็นการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอและขณะเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้าง ศาลยังมิได้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม แต่ได้ความตามคำร้องขอว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ใฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้ ส่วนผู้ร้องจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไม่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้าง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288 (เดิม) ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายกรด จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6234/2564
#683066
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 50, 54 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 17, 45 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 4 นิยามศัพท์ "การศึกษาภาคบังคับ" "สถานศึกษา" "เด็ก" แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 เป็นบทบังคับให้ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยมีหน้าที่เข้ารับการศึกษาภาคบังคับ และเป็นหน้าที่ของรัฐจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยตามที่กฎหมายบัญญัติ เริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำเลยที่ 1 เปิดสอนการศึกษาภาคบังคับจึงเป็นสถานศึกษาตามนิยามศัพท์แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับฯ โดยไม่คำนึงว่าเป็นโรงเรียนเอกชนหรือรัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จัดการศึกษาภาคบังคับให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แม้มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ และมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับฯ ยังไม่ได้แก้ไขกำหนดอายุของเด็กก่อนวัยเรียนให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่จำนวนชั้นปีที่ต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งสองฉบับสอดคล้องกับอายุเด็กซึ่งเริ่มตั้งแต่อายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก แสดงว่าการศึกษาภาคบังคับไม่ว่าเป็นการจัดการศึกษาโดยรัฐหรือเอกชนต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะให้ออกกลางคันหรือจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่ได้ ซึ่งมูลเหตุที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหารของโรงเรียนแสดงเจตนาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพการเป็นนักเรียนมีผลเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยปราศจากอำนาจตามตราสารจัดตั้งนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่จะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง การกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการทางการศึกษาจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริโภค ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนจึงเป็นผู้แทนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427 จำเลยที่ 4 ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำทะเบียนนักเรียนกับปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามตราสารจัดตั้งของโรงเรียนตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ มาตรา 39 (4) (6) แต่กลับทำผิดหน้าที่จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 432

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 6,976,485 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นสองเท่าของทุนทรัพย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสามด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 677,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามแต่ละคน และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยในส่วนที่โจทก์ทั้งสามได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสี่นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสัญชาติไทย เป็นบุตรโจทก์ที่ 3 เกิดกับนายคอสติกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนในระบบประเภทนานาชาติ เปิดสอนชั้นเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ และมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2557 โจทก์ที่ 3 นำโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจำเลยที่ 1 ต่อมาในปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 3 ชำระเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่โจทก์ที่ 3 เห็นว่าหนังสือดังกล่าวไม่มีรายละเอียดของเงินที่เรียกเก็บ โจทก์ที่ 3 จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชี้แจงรายละเอียด นอกจากนี้ โจทก์ที่ 3 ยังได้ร้องเรียนเรื่องการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของจำเลยที่ 1 ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลสถานศึกษาในเขตพื้นที่ จำเลยที่ 1 จึงเชิญให้โจทก์ที่ 3 ไปพบกับผู้บริหารโรงเรียนจำเลยที่ 1 เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว 2 ครั้ง แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ไปพบ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ส่งไปถึงโจทก์ที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงนามในฐานะกรรมการบริหารโรงเรียนจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ที่ 3 และสามีโจทก์ที่ 3 พิจารณาย้ายโรงเรียนให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จนกระทั่งวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 ได้มีประกาศเรื่อง อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2560 ถึง 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2558 ถึง 2559 ปรากฏว่าอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บในชั้นเรียนต่าง ๆ สูงกว่าประจำปีการศึกษา 2558 ถึง 2559 ร้อยละ 14 ถึง 29 ต่อมาโจทก์ที่ 3 จึงให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนจำเลยที่ 1 และไปสมัครศึกษาต่อที่โรงเรียนอื่น แล้วโจทก์ทั้งสามจึงมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ว่าร่วมกันกระทำละเมิดและขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นแรกว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 50 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้...(4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ... มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ...พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 17 บัญญัติว่า ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ... มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชนในด้านการศึกษา... พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 มาตรา 4 นิยามศัพท์ "การศึกษาภาคบังคับ" หมายความว่า การศึกษาชั้นปีที่หนึ่งถึงชั้นปีที่เก้าของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ "สถานศึกษา" หมายความว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษาภาคบังคับ "เด็ก" หมายความว่า เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทบังคับให้ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยมีหน้าที่ต้องเข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ขณะเดียวกันยังเป็นหน้าที่ของรัฐจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบประเภทนานาชาติ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 เปิดสอนชั้นเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งรวมถึงการจัดการศึกษาภาคบังคับตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ชั้นอนุบาล 1 ถึง 3 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย จึงเป็น "สถานศึกษา" ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนเอกชนหรือของรัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จัดการศึกษาภาคบังคับให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ต้องจัดการศึกษาภาคบังคับตามหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีอำนาจในการกำกับดูแล การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ รวมทั้งการควบคุมการกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นหากโรงเรียนในระบบแสวงหากำไรเกินควร ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 13 และมาตรา 33 นอกจากนี้ แม้ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 จะยังมิได้แก้ไขกำหนดอายุของเด็กก่อนวัยเรียน คือ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบจำนวนชั้นปีที่เด็กต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งสองฉบับจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะสอดคล้องกับอายุเด็กซึ่งเริ่มตั้งแต่อายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก แสดงให้เห็นว่าการศึกษาภาคบังคับไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาโดยรัฐหรือเอกชนต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง จะให้เด็กออกกลางคันหรือดำเนินการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนเพื่อให้เด็กพ้นสภาพจากโรงเรียนที่เรียนอยู่โดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะเด็กไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสในการศึกษาภาคบังคับเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันก่อนที่เด็กจะมีวุฒิภาวะในการเลือกตัดสินใจที่จะศึกษาต่อในภาคการศึกษาที่มิใช่ภาคบังคับหรือประกอบอาชีพตามความถนัดของตนเองต่อไปส่วนการบริหารจัดการการศึกษาประการอื่น นอกเหนือจากการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โรงเรียนเอกชนย่อมมีอำนาจดำเนินการให้บริการทางการศึกษาได้โดยอิสระภายในขอบเขตของกฎหมายและข้อสัญญาระหว่างบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กกับโรงเรียนเอกชนนั้น หาใช่กระทำได้ตามอำเภอใจดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาแต่อย่างใดไม่ สำหรับมูลเหตุที่โจทก์ที่ 1 และ ที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าในปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 3 ชำระเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่โจทก์ที่ 3 เห็นว่า หนังสือดังกล่าวไม่มีรายละเอียดของเงินที่เรียกเก็บ โจทก์ที่ 3 จึงขอให้จำเลยที่ 1 ชี้แจงรายละเอียดโดยมีการโต้ตอบระหว่างกัน เมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่ได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13 มีนาคม 2560 โจทก์ที่ 3 จึงมีหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ตขอสำเนาประกาศ เรื่อง อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 เชิญให้โจทก์ที่ 3 ไปพบกับผู้บริหารโรงเรียน เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว 2 ครั้ง แต่โจทก์ที่ 3 ไม่ไปพบ จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ส่งไปยังโจทก์ที่ 3 เห็นได้ชัดว่า ก่อนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 มิใช่เกิดจากการกระทำความผิดใด ๆ ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่เกิดจากการที่โจทก์ที่ 3 ต้องการทราบรายละเอียดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ที่เรียกเก็บ อันเป็นสิทธิของโจทก์ที่ 3 ที่จะได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าวตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 32 วรรคท้าย เพราะมิฉะนั้นโจทก์ที่ 3 ย่อมไม่อาจทราบได้อย่างแจ้งชัดว่าค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นครอบคลุมรายการใดบ้าง โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในระหว่างปีการศึกษา เมื่อพิจารณาข้อความในตอนต้นกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 มีคำเชิญให้โจทก์ที่ 3 เข้าร่วมประชุมสำคัญที่โรงเรียน แต่โจทก์ที่ 3 ไม่มาและเนื้อความตอนท้ายของหนังสือระบุว่า ขอให้โจทก์ที่ 3 พิจารณาย้ายโรงเรียนแก่บุตรโจทก์ที่ 3 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ข้อความดังกล่าวมีความชัดเจนไม่จำต้องแปลความแต่อย่างใดเลยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ศึกษาต่อที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 ต่อไปดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมา ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การออกหนังสือเป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโดยมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อกดดันให้โจทก์ที่ 3 เข้ามาเจรจาปรับความเข้าใจกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อันเป็นมาตรการสุดท้ายที่มีความเหมาะสม มิได้ต้องการให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนนั้น ในวันดังกล่าว โจทก์ที่ 3 ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังจำเลยที่ 4 ขอทราบสาเหตุว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดอย่างไรอันเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียน ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 4 ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในนามคณะกรรมการบริหารโรงเรียนโต้ตอบกลับมายังโจทก์ที่ 3 มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...การให้นักเรียนสิ้นสภาพการเป็นนักเรียนของโรงเรียนนั้น ไม่ได้มาจากเหตุที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือผลการเรียนของตัวนักเรียนแต่อย่างใด ในทางกลับกันนักเรียนทั้งสองคนนี้นั้นเป็นนักเรียนที่ดีของโรงเรียนและทางโรงเรียนก็มีความยินดีที่จะออกหนังสือรับรองผลการเรียนของนักเรียนทั้งสองในช่วงที่ศึกษาที่โรงเรียนจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ปกครอง..." ข้อความดังกล่าวนี้ยิ่งเป็นการย้ำชัดให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่มีความประสงค์ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพการเป็นนักเรียนของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ทั้งที่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสี่ ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาอีกว่าโรงเรียนจำเลยที่ 1 ยังมีที่ว่างในชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 10 อย่างละ 1 ที่ สำหรับโจทก์ที่ 2 และที่ 1 เนื่องจากทางโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ปกครองนักเรียนในวันที่ 17 และวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ตามลำดับว่า เด็กนักเรียนในความปกครองไม่อาจมาเรียนได้ พร้อมคำแปล นั้น เห็นว่า เมื่อมีการประกาศรายชื่อนักเรียนประจำปีการศึกษา 2560 พร้อมคำแปลปรากฏว่าในชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 10 ซึ่งมีนักเรียนห้องเรียนละ 24 คน อย่างละ 2 ห้อง ไม่มีชื่อของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์ที่ 3 จะไม่รีบเร่งขวนขวายหาที่เรียนให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใหม่ เพราะโรงเรียนจะเปิดภาคเรียนในปีการศึกษาใหม่ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 การที่ไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เมื่อมีการประกาศรายชื่อนักเรียน และจำเลยที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหารของโรงเรียนแสดงเจตนาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 สิ้นสภาพจากการเป็นนักเรียนของโรงเรียนจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียน ซึ่งตามตราสารจัดตั้งนิติบุคคลโรงเรียนจำเลยที่ 1 ข้อ 27 กำหนดเหตุที่จะจำหน่ายนักเรียนเพียง 4 กรณี คือ 1.เมื่อจบหลักสูตร 2.เมื่อลาออก 3.เมื่อตาย และ 4.เมื่อขาดเรียนเกิน 1 ปีการศึกษาขึ้นไป กรณีดังกล่าวจึงเป็นการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนโดยปราศจากอำนาจ ทั้งยังเป็นการกระทำที่ผิดต่อหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย อันมีผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่จะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง จะให้ออกจากโรงเรียนกลางคันเสียมิได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจให้บริการทางการศึกษา จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้บริโภค ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน อยู่ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 24 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427 ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำทะเบียนนักเรียน กับปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามตราสารจัดตั้งของโรงเรียนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 39 (4) (6) แต่กลับกระทำผิดต่อหน้าที่เสียเอง จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 432 ฎีกาอื่นของจำเลยทั้งสี่ในประเด็นพิพาทข้อนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นสุดท้ายมีว่าจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเพียงใด สำหรับค่าเสียหายในส่วนค่าเล่าเรียน อันเป็นค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งโจทก์ที่ 3 ชำระให้แก่โรงเรียนแห่งใหม่ นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน น. ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบที่จังหวัดภูเก็ตเช่นกัน โจทก์ที่ 3 ต้องเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาในส่วนของโจทก์ที่ 1 รวม 3 ภาคเรียน เป็นเงินปีละ 198,937.50 บาท และโจทก์ที่ 2 รวม 3 ภาคเรียน เป็นเงินปีละ 198,937.50 บาท หากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังคงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาในชั้นปีเดียวกัน เป็นเงินปีละ 400,000 บาท และ 350,000 บาท ตามลำดับโจทก์ที่ 3 มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นปกติอยู่แล้วและไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมการศึกษาในโรงเรียนใหม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนการที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย้ายไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2561 ที่โรงเรียน ภ. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นความสมัครใจย้ายโรงเรียนของโจทก์ทั้งสามเอง เป็นความเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 3 รวมกันมาเป็นเงิน 677,000 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องเสียโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 นั้น รายละเอียดเกี่ยวกับกิจการของจำเลยที่ 1 แนบท้ายใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ระบุเป็นการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ของประเทศอังกฤษ จำเลยที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านยอมรับว่า มาตรฐานของหลักสูตรจะใช้ข้อสอบที่ส่งมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บางชั้นปีต้องส่งข้อสอบกลับไปตรวจที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้น นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็จะมีโอกาสเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์หากได้รับการตอบรับ แต่นักเรียนที่ออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 หากไปศึกษาในหลักสูตรภาษาไทย อาจมีปัญหาหากขาดความสันทัดจัดเจนในการใช้ภาษาไทย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องออกจากโรงเรียนของจำเลยที่ 1 กลางคันย่อมต้องเสียเวลาในการปรับตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อศึกษาในหลักสูตรอื่นทำให้ขาดความต่อเนื่องทางการศึกษา และอาจเสียโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 200,000 บาท เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระหนี้เสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ละคน อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้ยกฟ้องในส่วนความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสี่นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยทั้งสี่ในชั้นอุทธรณ์ และระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสี่ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427 ม. 432 ม. 1167
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 50 ม. 54
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ม. 17 ม. 45
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24 ม. 39 (4) ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย จ. โดยนางสาว พ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกมลชนก กฐินะสมิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6233/2564
#682864
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับการเงิน รับฝากเงิน และให้บริการการใช้หรือโอนเงินทาง xxx application online ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ จึงเป็นผู้รับฝากซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะ จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม ปรากฏว่า ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นจำนวน 3 บัญชี รวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท การโอนเงินที่เป็นการโอนจำนวนย่อยหลายครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกันในเวลากลางคืน จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกัน ย่อมเป็นพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะต้องทราบถึงวิธีการดังกล่าวและย่อมสังเกตได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติและอาจเป็นการกระทำของมิจฉาชีพผู้ประกอบอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวด้วย การที่จำเลยแจ้งเตือนให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการต่าง ๆ ระมัดระวังอีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพหรือที่เรียกว่า Phishing Email มาตลอด โดยมีข้อความแจ้งเตือนว่า "แจ้งเตือน กรุณาอย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมจากมิจฉาชีพ xxx ไม่มีนโยบายในการส่งอีเมลใด ๆ เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูล ชื่อผู้ใช้งาน Password หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยเด็ดขาด" และ "แจ้งเตือนโปรดระวังอีเมลแอบอ้าง (Phishing Email) ว่าเป็นอีเมลจากธนาคารหลอกลวงให้คลิกเพื่อไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อความปลอดภัยกรุณาพิมพ์ www.xxx.com" ตามเว็บไซต์ของจำเลยในการเข้าระบบ ลูกค้าต้องใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ลูกค้าสมัครไว้กับธนาคารเข้าสู่ระบบและต้องใส่รหัสโอทีพี (OTP หรือ One Time Password) ที่ระบบธนาคารส่งให้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมอีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีของตนได้ มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายแก่การทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่ใช้บริการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อให้ส่งมอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เพื่อนำไปใช้กระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบซึ่งเป็นข้อควรระวังในด้านของลูกค้า แต่มาตรฐานของจำเลยในการป้องกันการโอนเงินที่เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบดังกล่าวควรจะมีอยู่อย่างไร จำเลยควรจะป้องกันหรือระงับยับยั้งการโอนเงินที่มีความผิดปกติดังกล่าวเมื่อมีการโอนเงินผ่านไปแล้วกี่ครั้ง และเหตุใดพนักงานของจำเลยเพิ่งจะโทรศัพท์แจ้งเตือนไปยังโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินดังกล่าวครั้งที่ 12 และโอนเงินไปรวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท แล้ว ซึ่งมาตรการในการป้องกันความเสียหายที่เหมาะสมหรือสมควรดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ในส่วนนี้ แต่จำเลยกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันหากเกิดการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบในส่วนนี้เลยและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีมาตรการในการป้องกันความเสียหายในส่วนนี้อย่างเพียงพอ แม้ในการโอนเงินจำเลยได้มีข้อความแจ้งเตือนไปยังโจทก์ทุกครั้งที่ทำการโอนเงินรวม 12 ครั้ง และพนักงานของจำเลยได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินครั้งที่ 12 แล้ว มาตรการดังกล่าวถือว่าไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโอนเงินหรือการทำรายการหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ได้ความว่าโจทก์มิใช่รายแรกที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้และมีอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงและวิธีการโอนเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวเช่นเดียวกับคดีนี้มาก่อนทั้งเหตุเกิดซ้ำ ๆ กับลูกค้าจำนวนมาก จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะและในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการตรวจสอบหรือทราบถึงความผิดปกติในการทำรายการต่าง ๆ ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและหามาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดในคดีนี้อีก หาใช่ว่าหากมีการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วบุคคลดังกล่าวจะสามารถดำเนินการธุรกรรมอย่างใดก็ได้โดยจำเลยไม่มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการ ค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ได้รับอีเมลที่ไม่ได้มาจากจำเลยและมีข้อความเชื่อมโยงหรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ธนาคารจำเลย และโจทก์กรอกชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ในเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้มีคนร้ายทราบถึงชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ และนำไปใช้สมัคร xxx App ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโจทก์ยังได้กรอกหมายเลขโอทีพี (OTP หรือ One Time password) ในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถสมัครใช้บริการ xxx App ได้สำเร็จและเกิดการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีอื่น โจทก์เป็นผู้ใช้บริการธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตก่อนเกิดเหตุเป็นเวลากว่า 10 ปี ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์โจทก์ก็ได้ทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง โจทก์ย่อมมีความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดังกล่าวและย่อมทราบถึงคำเตือนของจำเลยตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของจำเลย โจทก์จึงควรมีความระมัดระวังในการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมดังกล่าวมากกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย พฤติกรรมของโจทก์และจำเลยจึงถือว่ามีส่วนทำให้เกิดความเสียหายในคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันและเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 550,000 บาท เมื่อค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเป็นหนี้เงินหากชำระล่าช้าย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งค่าเสียหายของหนี้เงินตามปกติย่อมคิดกันในรูปของดอกเบี้ย จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง โดยควรให้ในอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,181,723 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,100,119 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาว่า โจทก์เป็นลูกค้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลย สาขาโรงพยาบาลราชวิถี ต่อมาโจทก์สมัครใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต และใช้บริการต่อเนื่องมา โดยโจทก์ต้องมีชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (password) สำหรับทำรายการผ่านระบบ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับอีเมลอ่านได้ว่าจาก ถึง kancwc1eo@k-hv8we.th มีข้อความถึงคุณ ดูได้ผ่าน Internet Banking และเข้าถึงข่าวสารทาง https://www.xxxx.com/login.asp หากมีคำถามติดต่อหมายเลข 0 2777 7776 โจทก์กรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ลงไปและมีข้อความให้โจทก์กรอกหมายเลขรหัสประเภทรหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) และมีหมายเลข OTP เข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ โจทก์จึงกรอกหมายเลข OTP ไป กลับมีการแสดงโฆษณาบริการต่าง ๆ โจทก์จึงปิดหน้าเพจ ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นรวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท โดยเป็นการโอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นที่ธนาคารจำเลย ยกเว้นครั้งที่ 7 และครั้งที่ 8 เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นที่ธนาคาร ธ. โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 โอน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 500,000 บาท และวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 โอน 8 ครั้ง รวมเป็นเงิน 599,999 บาท ซึ่งการทำธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวเกิดจากการกระทำของกลุ่มมิจฉาชีพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินที่ถูกโอนทางอิเล็กทรอนิกส์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ รวม 12 ครั้ง พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวกับการเงิน รับฝากเงิน และให้บริการการใช้หรือโอนเงินทาง application online ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ จำเลยจึงเป็นผู้รับฝากซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะ จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม ปรากฏว่า ระหว่างเวลา 23.41 นาฬิกา ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงเวลา 2.01 นาฬิกา ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์บัญชีถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของผู้อื่นจำนวน 3 บัญชี อันได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา บัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา หรือนางสาวนพรัตน์ และบัญชีเงินฝากธนาคาร ธ. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา รวม 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท พฤติกรรมการโอนเงินที่เป็นการโอนจำนวนย่อยหลายครั้งติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกันและเป็นการโอนเงินในเวลากลางคืน จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกัน ย่อมต้องถือว่าเป็นพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะย่อมต้องทราบถึงวิธีการดังกล่าวและย่อมสังเกตได้ว่าพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติและอาจเป็นการกระทำของมิจฉาชีพผู้ประกอบอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยจึงควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวด้วย จำเลยเพียงแต่นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมีการแจ้งเตือนให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการต่าง ๆ ระมัดระวังอีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพหรือที่เรียกว่า Phishing Email มาตลอด โดยมีข้อความแจ้งเตือนว่า "แจ้งเตือน กรุณาอย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมจากมิจฉาชีพ ไม่มีนโยบายในการส่งอีเมลใด ๆ เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูล ชื่อผู้ใช้งาน Password หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยเด็ดขาด" และ "แจ้งเตือนโปรดระวังอีเมลแอบอ้าง (Phishing Email) ว่าเป็นอีเมลจากธนาคารหลอกลวงให้คลิกเพื่อไปยังเว็บไซต์ ปลอมเพื่อความปลอดภัยกรุณาพิมพ์ www.xxxx.com" ตามเว็บไซต์ของจำเลย ในการเข้าระบบ ลูกค้าต้องใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ลูกค้าสมัครไว้กับธนาคารเข้าสู่ระบบและต้องใส่รหัสโอทีพี (OTP หรือ One Time Password) ที่ระบบธนาคารส่งให้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมอีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีของตนได้ และในการขอใช้ xxx App จะต้องมีการขอหมายเลขโอทีพี หรือ OTP ส่งไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ โดยมีข้อความว่า "Register xxx App with within 5 minutes" อันเป็นการแจ้งให้ทราบว่ากำลังมีการสมัครใช้งาน xxx App มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการในการป้องกันความเสียหายแก่การทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่ใช้บริการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อให้ส่งมอบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เพื่อนำไปใช้กระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบซึ่งเป็นข้อควรระวังในด้านของลูกค้า แต่จำเลยกลับไม่ได้นำสืบถึงการป้องกันที่เหมาะสมในส่วนของจำเลยว่ามีอยู่อย่างไรหากเกิดการกระทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบดังที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า มาตรฐานในการป้องกันการโอนเงินที่เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบดังกล่าวควรจะมีอยู่อย่างไร จำเลยควรจะป้องกันหรือระงับยับยั้งการโอนเงินที่มีความผิดปกติดังกล่าวเมื่อมีการโอนเงินผ่านไปแล้วกี่ครั้ง และเหตุใดพนักงานของจำเลยเพิ่งจะโทรศัพท์แจ้งเตือนไปยังโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินดังกล่าวครั้งที่ 12 และโอนเงินไปรวมเป็นเงิน 1,099,999 บาท แล้ว ซึ่งมาตรการในการป้องกันความเสียหายที่เหมาะสมหรือสมควรดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ในส่วนนี้ แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของนายภิญโญ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมสืบสวนการทุจริตทางเทคโนโลยีของจำเลย เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องเฝ้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และไม่มีหน้าที่ต้องประจำอยู่ ณ สาขาธนาคาร กลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีมาตรการในการป้องกันหากเกิดการโอนเงินหรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบในส่วนนี้เลย จำเลยอ้างแต่เพียงว่า ระบบธนาคารทางอินเทอร์เน็ต ของจำเลยเป็นระบบให้ความสะดวกแก่ลูกค้าที่สามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยมีมาตรการในการป้องกันความเสียหายในส่วนนี้อย่างเพียงพอย่อมไม่ถูกต้อง แม้จะปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ในการโอนเงินจำเลยได้มีข้อความแจ้งเตือนไปยังโจทก์ทุกครั้งที่ทำการโอนเงินรวม 12 ครั้ง และพนักงานของจำเลยได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์หลังจากที่มีการโอนเงินครั้งที่ 12 แล้ว มาตรการดังกล่าวถือว่าไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโอนเงินหรือการทำรายการหรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ชอบ แม้จำเลยจะนำสืบว่า โจทก์เคยเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวหลายครั้งและบางครั้งมีจำนวนสูงถึง 7,000,000 บาท ดังนั้น การโอนเงินครั้งละ 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท จึงเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติวิสัย แต่ตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ ก็ไม่เคยปรากฏว่าโจทก์ได้มีการเบิกถอนเงินหรือโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากอื่น จำนวนครั้งละ 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ในระยะเวลาใกล้เคียงกันหลาย ๆ ครั้งจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นโดยเป็นบัญชีเดียวกันหรือชื่อบัญชีเดียวกันดังที่เกิดขึ้นในคดีนี้ นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายภิญโญด้วยว่า โจทก์มิใช่รายแรกที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ และมีอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ นอกจากนี้นายภิญโญยังได้ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ด้วยว่า มีลูกค้าถูกหลอก 6 รายและมีการทำรายการหลายราย แต่โอนเงินไม่สำเร็จ ลูกค้าบางรายไม่ติดใจดำเนินคดีและอีกหลายรายอยู่ระหว่างการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงและวิธีการโอนเงินโดยไม่ชอบดังกล่าวเช่นเดียวกับคดีนี้มาก่อนทั้งเหตุเกิดซ้ำ ๆ กับลูกค้าจำนวนมาก จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะและในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการตรวจสอบหรือทราบถึงความผิดปกติในการทำรายการต่าง ๆ ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและหามาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดในคดีนี้อีก หาใช่เป็นดังที่จำเลยนำสืบกล่าวอ้างว่าหากมีการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วบุคคลดังกล่าวจะสามารถดำเนินการธุรกรรมอย่างใดก็ได้โดยจำเลยไม่มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการ ค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นแล้ว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับอีเมลที่ไม่ได้มาจากจำเลยและมีข้อความเชื่อมโยงหรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ธนาคารจำเลย และโจทก์ได้กรอกชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ลงไปในเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้มีคนร้ายทราบถึงชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (Password) ของโจทก์ และนำไปใช้สมัคร xxx App ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโจทก์ยังได้กรอกหมายเลขโอทีพี (OTP หรือ One Time password) ในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเหตุให้คนร้ายสามารถสมัครใช้บริการ xxx App ได้สำเร็จและเกิดการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีอื่นอันไม่ชอบในคดีนี้ ทั้งที่หมายเลขโอทีพีดังกล่าวมีข้อความว่า เป็นการลงทะเบียนเพื่อสมัครใช้ xxx App โจทก์เป็นผู้ใช้บริการธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต มาตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2549 ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้เป็นเวลากว่า 10 ปี ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ โจทก์ก็ได้ทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง โจทก์ย่อมมีความเข้าใจในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดังกล่าวและย่อมทราบถึงคำเตือนของจำเลยตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของจำเลย โจทก์จึงควรมีความระมัดระวังในการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมดังกล่าวมากกว่าที่ปรากฏในคดีนี้ พฤติกรรมจึงถือว่าโจทก์มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายด้วย พฤติกรรมของโจทก์และจำเลยจึงถือว่ามีส่วนทำให้เกิดความเสียหายในคดีนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันและเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 550,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยผิดนัดโดยนับแต่วันเกิดเหตุมาด้วยนั้น เนื่องจากคดีนี้ตั้งแต่เกิดเหตุโจทก์และจำเลยยังมีข้อโต้แย้งต่อกันเพราะต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งขาดความระมัดระวังในการดำเนินกิจการของตนเอง ทั้งค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชอบแก่โจทก์อันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาซึ่งไม่อาจถือว่าจำเลยผิดนัดก่อนหน้านั้นได้ อย่างไรก็ตามเมื่อค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดเป็นหนี้เงินหากชำระล่าช้าย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งค่าเสียหายของหนี้เงินตามปกติย่อมคิดกันในรูปของดอกเบี้ย จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 222 วรรคหนึ่ง ส่วนจะให้ในอัตราเท่าใดนั้นเห็นว่า ควรให้ในอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยในฐานะผู้รับฝากเงินไม่มีส่วนผิด จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินที่โอนไปจากบัญชีของโจทก์และพิพากษายกฟ้อง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจำเลยสามารถอายัดเงินจำนวน 51,000 บาท จากบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวกาญจนา แม้จะปรากฏว่าเป็นเงินที่โอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยไม่ชอบ แต่เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยรับฝากไว้ในอารักขาของตนจึงอยู่ในความครอบครองของจำเลย และเนื่องจากคู่ความไม่ได้มีการฟ้องเกี่ยวกับเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำพิพากษาให้มีผลไปถึงบุคคลภายนอกคดีได้ และเป็นหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่จะไปไล่เบี้ยเอาจากผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต่อไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้เงิน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่คู่ความฟังเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 วรรคหนึ่ง ม. 223 ม. 224 ม. 659
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — ธนาคาร ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2564
#681806
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันตอนแรกกำหนดวงเงินค้ำประกันแน่นอนเป็นเงิน 45,000,000 บาท แต่ตอนต่อมากลับระบุให้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยไม่จำกัดความรับผิด อันเป็นการขัดแย้งกันไม่แน่ชัดว่าเป็นการค้ำประกันโดยจำกัดความรับผิดหรือไม่ กรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้บริโภคคู่กรณีฝ่ายที่จะต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 แปลความได้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินไม่เกิน 45,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 84,096,734.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 49,841,139.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระให้ยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งแปดและหรือทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 39/9 ชั้นที่ 1 ห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111, 39/112, 39/113, 39/114 ห้องชุดเลขที่ 43/110 และห้องชุดเลขที่ 49/59 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2538 พร้อมส่วนควบตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 752 ถึง 758, 760, 1261, 102495, 127144 พร้อมส่วนควบ และยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ตามใบหุ้นเลขที่ 06050100001033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001032 จำนวน 10,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ

ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 7 สละคำให้การในข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 4 และข้อที่ 9 ถึงข้อที่ 10

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 23,146,817.15 บาท สัญญากู้ยืมเงิน 2,195,253.37 บาท และสัญญาสินเชื่อตั๋วเงิน 24,822,526.79 บาท รวมเป็นเงิน 50,164,597.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 49,841,139.02 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 4,500,000 บาท และจำเลยที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของจำนวนวงเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 383,084.42 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และเงิน 23,250,000 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าวด้วย โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงให้หักชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ห้องชุดเลขที่ 39/9, 39/110, 39/111, 39/112, 39/113, 39/114, 43/110 และเลขที่ 49/59 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2538 พร้อมส่วนควบซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 752 ถึง 758, 760, 1261, 102495 และ 127144 พร้อมส่วนควบ และยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 06050100001033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001032 จำนวน 10,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และ ที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 22,878,438.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นตามอัตราที่โจทก์คิดแก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 3 สิงหาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2552 จำนวน 143,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 ธันวาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท และวันที่ 16 มิถุนายน 2553 จำนวน 338,084.42 บาท หักชำระหนี้ด้วย โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงหักชำระต้นเงินและให้นำเงินที่เบิกถอนรวมเข้าเป็นยอดหนี้ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยในวันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 332,930.88 บาท วันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 312,122.70 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 จำนวน 312,614.35 บาท และวันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 332,930.88 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 2,195,253.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 2,194,321.87 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อตั๋วเงิน 24,822,526.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 24,500,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 43/110 พร้อมส่วนควบ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/112 ร่วมกับห้องชุดของจำเลยที่ 3 เลขที่ 39/110, 39/111 และ 39/114 และห้องชุดของจำเลยที่ 4 เลขที่ 39/113 ในวงเงิน 8,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวและส่วนควบขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111 และ 39/114 ร่วมกับห้องชุดเลขที่ 39/112 และ 39/113 ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับในวงเงิน 8,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวพร้อมด้วยส่วนควบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/9 ในวงเงิน 4,500,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 6 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวพร้อมด้วยส่วนควบขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ และให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ในหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระให้นำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 0605010000-742 จำนวน 10,000,000 หุ้น และเลขที่ 0605010000-743 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำพิพากษาศาลขั้นต้นที่ให้ยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 0605010000-1033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ของจำเลยที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 8 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 3,500,000 บาท โดยใช้บัญชีกระแสรายวันดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัดต่อกัน ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 เพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก 20,000,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 23,500,000 บาท และทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. วันที่ 11 มกราคม 2549 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 8,000,000 บาท วันที่ 13 มกราคม 2549 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111, 39/114 เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 8,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/112 เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ดังกล่าว และจำเลยที่ 4 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/113 เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ดังกล่าว วันที่ 25 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินกับธนาคาร ท. วงเงิน 4,500,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 43/110 เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,500,000 บาท และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 49/59 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ดังกล่าว และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 39/9 ตามจำนวนเงิน เงื่อนไข และสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ดังกล่าว วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 45,000,000 บาท วันที่ 4 ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินกับธนาคาร ท. วงเงิน 15,000,000 บาท โดยวันดังกล่าวจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นของบริษัท ด. จำนวน 10,000,000 หุ้น จำนวนเงิน 10,000,000 บาท แก่ธนาคาร ท. และวันที่ 11 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาสินเชื่อตั๋วเงินกับธนาคาร ท. วงเงิน 5,000,000 บาท โดยวันดังกล่าวจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นของบริษัท ด. จำนวน 5,000,000 หุ้น จำนวนเงิน 5,000,000 บาท แก่ธนาคาร ท.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในส่วนการบังคับทรัพย์จำนองและจำนำถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาให้บังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 ของจำเลยที่ 3 อันเป็นการทำคำพิพากษาตกหล่น และพิพากษาให้บังคับจำนำหุ้นระบุเลขที่ใบหุ้นไม่ถูกต้องตรงความจริง นั้น เห็นว่า ในส่วนของการบังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 ของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ในคำพิพากษาหน้า 32 ว่า "...และจำเลยที่ 3 จำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 49/59 ในวงเงินเดิม 4,500,000 บาท จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 8,000,000 บาท และร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันในวงเงิน 4,500,000 บาท กับต้องรับผิดตามสัญญาจำนองห้องชุดดังกล่าว..." อันเป็นการวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามสัญญาจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 แล้ว แต่ในส่วนพิพากษาศาลอุทธรณ์กลับมิได้ระบุเรื่องการบังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 49/59 ไว้ ไม่สอดคล้องตรงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้องครบถ้วน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการบังคับจำนำหุ้นนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิมที่จำเลยที่ 6 นำมาจำนำไว้แก่ธนาคาร ท. เป็นหุ้นของบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 0605010000-742 และเลขที่ 0605010000-743 ต่อมามีการเปลี่ยนใบหุ้นใหม่เป็นใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 และเลขที่ 06050100001032 ดังนี้ ใบหุ้นเดิมเป็นอันยกเลิกเพิกถอนไปโดยปริยายไม่อาจใช้เป็นหลักฐานแสดงการถือหุ้นได้อีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาให้บังคับจำนำหุ้นของบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ตามใบหุ้นเลขที่เดิม น่าเชื่อว่าเกิดจากความผิดหลงอันถือเป็นกรณีคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องได้ กรณีมีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยแก้ไขเลขที่ใบหุ้นเป็นเลขที่ 06050100001031 และเลขที่ 06050100001032 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 7 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ท. ทุกลักษณะหนี้ ทั้งหนี้ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะมีขึ้นในภายหน้า จำเลยที่ 7 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และหากจำเลยที่ 7 ไม่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ศาลต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 7 นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ในปัญหาแรกตามสัญญาค้ำประกันข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 7 ค้ำประกันการชำระหนี้ในหนี้ทุกประเภท ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีอยู่ก่อนวันทำสัญญา ในวันทำสัญญาหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้าของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 45,000,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระด้วย โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่จำกัดความรับผิด เห็นว่า ข้อสัญญาตอนแรกกำหนดวงเงินค้ำประกันแน่นอนเป็นเงิน 45,000,000 บาท แต่ตอนต่อมากลับระบุให้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยไม่จำกัดความรับผิด อันเป็นการขัดแย้งกันไม่แน่ชัดว่าเป็นการค้ำประกันโดยจำกัดความรับผิดหรือไม่ กรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้บริโภคคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 แปลความได้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดรวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินไม่เกิน 45,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม กรณีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดในลักษณะเป็นเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป จำเลยที่ 7 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้ที่ค้างชำระตามวงเงินค้ำประกัน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราและนับแต่วันเวลาเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันดังที่โจทก์ฎีกา ปัญหาประการที่สอง กรณีที่จำเลยที่ 7 ไม่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ศาลต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 7 นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่ากระบวนการในชั้นบังคับคดีเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งภายหลังศาลมีคำพิพากษาและจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โดยให้อำนาจแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับตามคำพิพากษาและคำสั่ง ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุผลตามคำพิพากษาโดยคำพิพากษาไม่ต้องกล่าวถึงวิธีการบังคับคดีแต่ละกรณีไว้ด้วย คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 7 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอันเป็นความรับผิดในมูลหนี้สามัญและเป็นหนี้เงิน ดังนี้ แม้ไม่ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาให้อำนาจโจทก์ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 7 กรณีจำเลยที่ 7 ไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานำออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ห้องชุดเลขที่ 49/59 ร่วมกับห้องชุดเลขที่ 39/9 ของจำเลยที่ 6 ในวงเงิน 4,500,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ไม่ชำระหนี้ให้ยึดห้องชุดดังกล่าวพร้อมด้วยส่วนควบขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ ให้จำเลยที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำตราสารใบหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ในหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระให้นำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 060650100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น และเลขที่ 0605010000132 จำนวน 10,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริน เหมนาค
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2564
#684175
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างว่าความซึ่งโจทก์ตั้งเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นจะมีผลบังคับต่อเมื่อจำเลยที่ 1 บังคับคดีลูกหนี้ในคดีของศาลจังหวัดธัญบุรีได้เงินมา โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวได้ติดตามยึดทรัพย์ของลูกหนี้และอยู่ระหว่างการขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงิน ตราบใดที่โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ยังบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ย่อมยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างว่าความได้ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องจึงยังไม่เริ่มนับ เช่นนี้แม้จะได้ความว่าลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานที่โจทก์ทำและพึงใช้ค่าจ้างว่าความในวันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ใช่การกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบงาน แต่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนโดยไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ถึงผลงานดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงจำนวนหนี้และกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 พึงใช้ค่าการงานที่ทำให้ และเมื่อโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ย่อมต้องถือว่าเป็นเวลาแรกที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไปครบถ้วน เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 จึงไม่เกินกว่า 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (16) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 297,571.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 235,118 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 208,571.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าทนายความให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความรับกันในศาลว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพทนายความ เมื่อปี 2552 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องร้องเรียกค่าสินค้าจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. กับพวกรวม 4 คน โดยตกลงค่าจ้างว่าความอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ได้รับจากลูกหนี้ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 โจทก์ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าสินค้าจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1663/2552 และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,731,738.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ชั้นบังคับคดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ไปครบถ้วนแล้ว เป็นเงิน 2,350,000 บาท โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคิดเป็นค่าจ้างว่าความตามที่ตกลงกับโจทก์ 235,118 บาท และคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองได้รับเงินจากลูกหนี้จนถึงวันฟ้อง คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นดอกเบี้ย 62,453.22 บาท โดยคู่ความรับกันถึงยอดหนี้ค่าจ้างว่าความที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระแก่โจทก์ 208,571.22 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดและคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า แม้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ แต่โจทก์ยังไม่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ เพราะโจทก์ไม่รู้ถึงเหตุการณ์ที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้อันจะทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบงานแก่จำเลยที่ 1 เพราะงานที่โจทก์รับจ้างยังไม่แล้วเสร็จ อายุความยังไม่เริ่มนับ โจทก์พยายามติดตามยึดทรัพย์ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ ในการเจรจากับลูกหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยแจ้งผลการเจรจาให้โจทก์ทราบและแจ้งว่า ยังไม่ได้รับชำระหนี้ จนกระทั่งกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 โจทก์ทราบจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่าได้ชำระหนี้หมดแล้ว จึงทวงถามตามหนังสือทวงถามลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 เอกสารแนบท้ายฎีกา และเมื่อตรวจสำนวนคดีดังกล่าวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ถอนการยึดและถอนการบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ... กรณีจึงต้องพิจารณาถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเรื่องนี้ว่า โจทก์สามารถบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เมื่อใด ค่าจ้างว่าความซึ่งโจทก์ตั้งเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นจะมีผลบังคับต่อเมื่อจำเลยที่ 1 บังคับคดีลูกหนี้ในคดีของศาลจังหวัดธัญบุรีได้เงินมา โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้านตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2561 ว่าโจทก์ในฐานะทนายความได้ติดตามยึดทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีดังกล่าวและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด อันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงินเช่นนี้ แม้จะได้ความว่าลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานที่โจทก์ทำและพึงใช้ค่าจ้างว่าความในวันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นมาปรับแก่คดี เพราะไม่ใช่การกระทำของโจทก์ที่ส่งมอบงานเช่นนั้น แต่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 เองกรณีนี้เป็นเรื่องที่ยังมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ค่าจ้างว่าความจะเกิดขึ้นเมื่อโจทก์บังคับคดีลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการฟ้องเรียกค่าจ้างว่าความจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เพราะตราบใดที่โจทก์ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ยังบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ย่อมยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างว่าความได้ อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องจึงยังไม่เริ่มนับ การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนโดยไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ถึงผลงานดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงจำนวนหนี้และกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 พึงใช้เป็นค่าการงานที่ทำให้และเมื่อโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ย่อมต้องถือว่าเป็นเวลาแรกที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้หาใช่นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไม่ เพราะไม่ใช่เวลาที่โจทก์เกิดสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างว่าความและจะถือว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่บังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนไม่ได้เพราะหากยังไม่มีจำนวนหนี้ที่แน่นอนและไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ อายุความยังไม่เริ่มนับ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกหนี้ของตนไปครบถ้วน คือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 จึงไม่เกินกว่าสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดของค่าจ้างว่าความจำนวน 208,571.22 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลย 1 ชำระเงิน 208,571.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุกทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (16) ม. 602 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายธวัช พงศ์สุธางค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6176/2564
#687031
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหกสิบบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกสิบเป็นสมาชิกสโมสรกอล์ฟของจําเลย จําเลยดูแลรักษาและบริหารสนามกอล์ฟตลอดจนบริการอื่น ๆ ไม่ดี แต่จําเลยเพิ่มค่าบํารุงสนามรายปีโดยพลการ ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบขายสิทธิการเป็นสมาชิกต่อได้ยากและราคาไม่ดี นอกจากนี้ยังตัดสิทธิสมาชิกตลอดชีพ คงเหลือ 30 ปี กับเพิ่มค่าโอนสิทธิให้ทายาทซึ่งเดิมไม่มีและเรียกเก็บค่ารักษาสิทธิปีละ 2,400 บาท มีกำหนด 3 ปีจากสมาชิกที่ขอระงับสิทธิชั่วคราวซึ่งเดิมไม่ได้เรียกเก็บและบังคับหากสมาชิกใดไม่จ่ายค่าบํารุงรายปีตามราคาที่จําเลยต้องการ จําเลยจะไม่ออกตั๋วให้สมาชิกใช้สนามกอล์ฟและเล่นกอล์ฟ เป็นการกล่าวอ้างว่าจําเลยในฐานผู้ให้บริการขึ้นค่าบํารุงรายปี เพิ่มค่าโอนสิทธิ หรือออกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่กระทบสิทธิของโจทก์ทั้งหกสิบโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบเดือดร้อนจําต้องยอมจ่ายคําบํารุงโดยไม่สมัครใจ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าการกระทำของจําเลยเป็นการกระทำผิดสัญญา นับว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งหกสิบแล้ว โจทก์ทั้งหกสิบจึงมีอำนาจฟ้อง

การที่โจทก์ทั้งหกสิบยอมรับว่าจําเลยสามารถเปลี่ยนแปลงค่าบำรุงรักษาสนามรายปี ค่าธรรมเนียมการโอนสมาชิก หรือกำหนดข้อบังคับได้ตามความเหมาะสมเพียงแต่โจทก์ทั้งหกสิบอ้างว่า จําเลยเรียกเก็บในอัตราที่ไม่เหมาะสมและเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งหกสิบซึ่งเป็นผู้บริโภคอันไม่เป็นธรรม และจําเลยไม่บำรุงรักษาสนามกอล์ฟให้มีความเหมาะสมดังที่โฆษณาไว้เท่านั้น โจทก์ทั้งหกสิบได้สิทธิการเป็นสมาชิกจากจําเลยก่อนมี พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ใช้บังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 12 บัญญัติว่าไม่ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงไม่อาจนําพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกําหนดตามสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งหกสิบกับจําเลยได้

เมื่อพิจารณาจากค่าบํารุงสนามรายปี ค่าโอนสมาชิก ค่ารักษาสิทธิของสมาชิกของสนามกอล์ฟของจําเลย เปรียบเทียบกับสนามกอล์ฟอื่นที่อยู่ในย่านเดียวกันและมีมาตรฐานสนามระดับเดียวกัน เห็นได้ว่ามีอัตราที่ใกล้เคียงกันโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบำรุงรักษาสนามรายปีของจําเลยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายปี 2549 ค่าโอนสิทธิสมาชิกเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2546 และค่ารักษาสิทธิเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายในปี 2553 และโจทก์ทั้งหกสิบชําระเงินในอัตราที่จําเลยเรียกเก็บตลอดมา อันแสดงว่าจําเลยได้เปลี่ยนแปลงอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สอดคล้องกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของสนามอื่นในระดับมาตรฐานสนามเดียวกัน การที่จําเลยเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงเป็นการกระทำโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกสิบฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยลดค่าบำรุงสนามรายปีลงเหลือ 10,000 บาท ต่อคนต่อปี ตั้งแต่ปี 2561 และแสดงจำนวนสมาชิกและเงินค่าบำรุงสนามกอล์ฟที่เก็บได้ในแต่ละปีโดยมีผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองให้สมาชิกทราบ ให้ลดค่าโอนสิทธิสมาชิกคงเหลือ 20,000 บาท ตามเดิมตั้งแต่ปี 2561 และห้ามเรียกเก็บค่าโอนสิทธิให้กับทายาท ให้คงสิทธิตลอดชีพแก่สมาชิกเดิมและผู้รับโอนสิทธิสมาชิกตลอดชีพไว้ ห้ามเรียกเก็บค่ารักษาสิทธิ ห้ามปิดสนามเพื่อให้บุคคลภายนอกจัดแข่งขันโดยไม่แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน และให้ปิดประกาศแสดงรายรับ-รายจ่ายในการใช้สนามให้สมาชิกทราบปีละ 2 ครั้ง ณ ที่ทำการของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเก็บค่าบำรุงสนามรายปีในอัตราคนละ 10,000 บาท เก็บค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิสมาชิกในอัตรารายละ 20,000 บาท และเก็บค่ารักษาสิทธิจากสมาชิกที่ขอระงับการใช้สิทธิในอัตราร้อยละ 10 ของค่าบำรุงรายปี โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการฟื้นฟูและบำรุงรักษาสนามกอล์ฟให้อยู่ในสภาพดีตรงตามเอกสารประชาสัมพันธ์หมาย จ.2 ส่วนข้อกำหนดอายุสมาชิกให้คงตามที่กำหนดไว้ในใบสมัครสมาชิกหรือหนังสือโอนสิทธิแล้วแต่กรณี ห้ามจำเลยปิดสนามกอล์ฟเพื่อจัดการแข่งขันเว้นแต่จะได้แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอบังคับในส่วนที่ขอให้จำเลยคงเรียกเก็บค่าบำรุงสนามรายปีในอัตราคนละ 10,000 บาท ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิสมาชิกในอัตรารายละ 20,000 บาท และงดเรียกเก็บค่ารักษาสิทธิจากสมาชิกที่ขอระงับการใช้สิทธิชั่วคราวเสียด้วย นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกสิบฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการให้บริการสนามกอล์ฟ ล. โจทก์ทั้งหกสิบเป็นสมาชิกสโมสรกอล์ฟของจำเลย ใบสมัครสมาชิกและบันทึกข้อตกลงการโอนสิทธิมีข้อตกลงกรณีสมัครสมาชิก ข้อ 2.1 ระบุว่า ในกรณีการโอนสมาชิกนี้ให้แก่บุคคลอื่นโดยวิธีการโอนสิทธิซึ่งไม่ว่าด้วยประการใดก็ตามจะมีผลต่อเมื่อบริษัทได้ตกลงเห็นชอบด้วยเป็นลายลักษณ์อักษร ในการพิจารณารับผู้รับโอนเป็นสมาชิกใหม่แทน พร้อมทั้งบริษัทได้รับเงินประกันและรับชำระเงินค่าธรรมเนียมการโอนครบถ้วน ข้อ 5 ระบุว่า สมาชิกยินยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ และธรรมเนียมประเพณีดังกล่าวที่มีอยู่ในขณะนี้ และที่จะพึงมีต่อไปภายหน้าทุกประการ ส่วนกรณีรับโอนสิทธิมีข้อตกลงข้อ 8 ระบุว่า ผู้รับโอนตกลงที่จะชำระค่าบำรุงรักษาสนามกอล์ฟรายปีให้แก่บริษัทตามอัตราที่บริษัทกำหนดตลอดไป เดิมจำเลยประกาศข้อกำหนดสิทธิประโยชน์ของสมาชิกกำหนดให้สมาชิกภาพมีระยะเวลาตลอดชีพ ข้อ 2.4 ระบุว่า ข้อตกลงในการโอนสมาชิกว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากจำเลยและยอมรับสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบใหม่ และต้องดำเนินการดังนี้... (2) จำเลยได้รับเงินประกันการเป็นสมาชิกจากสมาชิกจากสามัญคนใหม่และได้รับค่าธรรมเนียมการโอนกรณีสมาชิกแบบบุคคลธรรมดา 20,000 บาท สมาชิกแบบนิติบุคคล 50,000 บาท มีตกลงในข้อ 2.4 (4) คลับสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงิน และวิธีการชำระเงินประกันการเป็นสมาชิกและค่าธรรมเนียมการโอนได้ตามความเหมาะสม ข้อ 4 กำหนดค่าบำรุงสำหรับสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาปีละ 6,000 บาท สมาชิกแบบนิติบุคคล 18,000 บาท มีหมายเหตุว่า จำเลยสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงอัตรา และวิธีการชำระค่าบำรุงได้ตามความเหมาะสม สมาชิกภาพของสโมสรกอล์ฟจำเลยมีที่มา 3 ทาง คือ ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการของบริษัท ล. แล้วได้แถมสิทธิการเป็นสมาชิกสโมสรกอล์ฟของจำเลย หรือซื้อบัตรสมาชิกซึ่งโจทก์ที่ 3 และที่ 28 ได้ชำระเงินค่าบัตรสมาชิกเป็นเงิน 400,000 บาท หรือสมัครโดยซื้อบัตรสมาชิกจากจำเลยโดยตรงหรือรับโอนสิทธิความเป็นสมาชิกภาพจากสมาชิกเดิมด้วยวิธีการซื้อขายหรือโอนให้สิทธิให้แก่ทายาทโดยต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย วันที่ 26 ตุลาคม 2536 จำเลยแจ้งค่าบำรุงสมาชิกรายปีประจำปี 2537 ปรับเพิ่มค่าบำรุงสำหรับสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาปีละ 10,000 บาท วันที่ 17 พฤศจิกายน 2536 จำเลยแจ้งค่าบำรุงสมาชิกรายปีประจำปี 2537 ปรับเพิ่มค่าบำรุงสำหรับสมาชิกธรรมดาปีละ 10,000 บาท สมาชิกนิติบุคคล (จำนวน 3 คน คนละ 10,000 บาท) ปีละ 30,000 บาท โดยอ้างว่ารายได้จากค่ากรีนฟีไม่เพียงพอต่อการบำรุงรักษาสนามกอล์ฟ และกำหนดให้สมาชิกที่ไม่สามารถใช้บริการ Non-Active Member สามารถนำบัตรสมาชิกมาคืนโดยไม่ต้องชำระค่าบำรุงรายปี หากต้องการใช้บริการสนามกอล์ฟสามารถทำได้โดยชำระค่ากรีนฟีในอัตราเดียวกับบุคคลภายนอกจนกว่าจะขอรับบัตรสมาชิกใหม่ วันที่ 27 มกราคม 2547 จำเลยแจ้งปรับค่าบำรุงรายปีสำหรับสมาชิกบุคคลธรรมดาเพิ่มเป็น 18,000 บาท และวันที่ 1 มกราคม 2549 จำเลยแจ้งปรับค่าบำรุงสำหรับสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาปี 2549 เพิ่มเป็น 24,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2553 จำเลยมีหนังสือแจ้งระเบียบการแจ้งระงับการใช้สิทธิสมาชิกกอล์ฟ โดยกำหนดให้สมาชิกที่ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไปต้องทำหนังสือแจ้งระงับสิทธิพร้อมคืนบัตรสมาชิก และต้องชำระค่ารักษาสิทธิ ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ในอัตราร้อยละ 10 ของค่าบำรุงสมาชิกรายปีซึ่งเท่ากับปีละ 2,400 บาท และปีที่ 4 เป็นต้นไปจะต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาในอัตราปกติ วันที่ 15 กันยายน 2546 จำเลยเปลี่ยนแปลงค่าโอนสมาชิกจาก 20,000 บาท เป็น 90,000 บาท สำหรับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ห้ามจำเลยปิดสนามกอล์ฟเพื่อจัดการแข่งขันเว้นแต่จะแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน นั้น จำเลยไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งหกสิบได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งหกสิบมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหกสิบบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกสิบเป็นสมาชิกสโมสรกอล์ฟของจำเลย จำเลยดูแลรักษาและบริหารสนามกอล์ฟตลอดจนบริการอื่น ๆ ไม่ดี แต่จำเลยเพิ่มค่าบำรุงสนามรายปีจาก 6,000 บาท เป็นเงิน 10,000 บาท และ 24,000 บาท เพิ่มค่าโอนสิทธิสมาชิกจาก 20,000 บาท เป็น 90,000 บาท โดยพลการ ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบขายสิทธิการเป็นสมาชิกต่อได้ยากและได้ราคาไม่ดี นอกจากนี้ยังตัดสิทธิผู้รับโอนสิทธิสมาชิกตลอดชีพ คงเหลือ 30 ปี กับเพิ่มค่าโอนสิทธิให้ทายาทซึ่งเดิมไม่มีด้วย และเรียกเก็บค่ารักษาสิทธิปีละ 2,400 บาท มีกำหนดสามปี จากสมาชิกที่ขอระงับสิทธิชั่วคราวซึ่งเดิมไม่ได้เรียกเก็บ และบีบบังคับหากสมาชิกใดไม่จ่ายค่าบำรุงรายปีตามราคาที่จำเลยต้องการ จำเลยก็จะไม่ออกตั๋วให้สมาชิกใช้สนามกอล์ฟและเล่นกอล์ฟ ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบต้องยอมจ่ายค่าบำรุงรายปีโดยไม่สมัครใจ ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกสิบดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยในฐานะผู้ให้บริการขึ้นค่าบำรุงรายปี เพิ่มค่าโอนสิทธิ หรือออกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่กระทบสิทธิของโจทก์ทั้งหกสิบที่เป็นสมาชิกโดยไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับการบริหารงานของจำเลยที่ปล่อยให้สนามกอล์ฟมีสภาพไม่ดี แต่ขึ้นค่าบำรุงสนาม ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบเดือดร้อนจำต้องยอมจ่ายค่าบำรุงรายปีโดยไม่สมัครใจ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดสัญญา นับว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งหกสิบแล้ว โจทก์ทั้งหกสิบจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งหกสิบไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งหกสิบฟังขึ้น

ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยปรับลดค่าบำรุงสนามรายปีจาก 24,000 บาท ลงเหลือ 10,000 บาท ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิสมาชิกจาก 90,000 บาท ลงเหลือ 20,000 บาท ค่ารักษาสิทธิสมาชิกที่ไม่ได้ใช้สนามกอล์ฟจาก 3 ปี ปีละ 2,400 บาท จากนั้นเก็บเต็มปีละ 24,000 บาท เป็นร้อยละ 10 ต่อปี ตลอดไปตั้งแต่ปี 2562 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ชอบหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า ตามใบสมัครสมาชิกและบันทึกข้อตกลงการโอนสิทธิ กรณีสมัครสมาชิกมีข้อตกลงในกรณีการโอนสมาชิกนี้ให้แก่บุคคลอื่นจะมีผลต่อเมื่อจำเลยได้ตกลงเห็นชอบด้วยเป็นลายลักษณ์อักษร ในการพิจารณารับผู้รับโอนเป็นสมาชิกใหม่แทน พร้อมทั้งจำเลยได้รับเงินประกัน และรับชำระเงินค่าธรรมเนียมการโอนครบถ้วน และข้อตกลงว่าสมาชิกยินยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ และธรรมเนียมประเพณีดังกล่าวที่มีอยู่ในขณะนี้และที่จะพึงมีต่อไปภายหน้าทุกประการ ส่วนกรณีรับโอนสิทธิมีข้อตกลงว่า ผู้รับโอนตกลงที่จะชำระค่าบำรุงรักษาสนามกอล์ฟรายปีให้แก่บริษัทตามอัตราที่บริษัทกำหนดตลอดไป จำเลยประกาศข้อกำหนดสิทธิประโยชน์ของสมาชิกกำหนดให้สมาชิกภาพมีระยะเวลาตลอดชีพ ข้อ 2.4 ระบุว่า ข้อตกลงในการโอนสมาชิกว่าต้องได้รับความชอบจากจำเลยและยอมรับสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบใหม่ และต้องดำเนินการดังนี้... (2) จำเลยได้รับเงินประกันการเป็นสมาชิกจากสมาชิกจากสามัญคนใหม่และได้รับค่าธรรมเนียมการโอนกรณีสมาชิกแบบบุคคลธรรมดา 20,000 บาท สมาชิกแบบนิติบุคคล 50,000 บาท และข้อ 2.4 (4) คลับสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงิน และวิธีการชำระเงินประกันการเป็นสมาชิกและค่าธรรมเนียมการโอนได้ตามความเหมาะสม ข้อ 4 กำหนดค่าบำรุงสำหรับสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาปีละ 6,000 บาท สมาชิกแบบนิติบุคคล 18,000 บาท มีหมายเหตุว่า จำเลยสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงอัตรา และวิธีการชำระค่าบำรุงได้ตามความเหมาะสม ดังนี้ โจทก์ทั้งหกสิบกับจำเลยมีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินค่าบำรุงสนาม ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิสมาชิก และสามารถออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาสิทธิสมาชิกได้ตามความเหมาะสม ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2536 จำเลยแจ้งค่าบำรุงสมาชิกรายปีประจำปี 2537 จนกระทั่งครั้งสุดท้าย วันที่ 1 มกราคม 2549 จำเลยแจ้งปรับค่าบำรุงสำหรับสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาปี 2549 เพิ่มเป็น 24,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2553 จำเลยมีหนังสือแจ้งระเบียบการแจ้งระงับการใช้สิทธิสมาชิกกอล์ฟ โดยกำหนดให้สมาชิกที่ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไปต้องทำหนังสือแจ้งระงับสิทธิพร้อมคืนบัตรสมาชิก และต้องชำระค่ารักษาสิทธิ ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ในอัตราร้อยละ 10 ของค่าบำรุงสมาชิกรายปีซึ่งเท่ากับปีละ 2,400 บาท และปีที่ 4 เป็นต้นไปจะต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกแบบบุคคลธรรมดาในอัตราปกติ และเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 จำเลยได้เปลี่ยนแปลงค่าโอนสมาชิกจาก 20,000 บาท เป็น 90,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งหกสิบก็ยินยอมชำระอัตราที่จำเลยเรียกเก็บตลอดมา แสดงว่าโจทก์ทั้งหกสิบยอมรับว่าจำเลยสามารถเปลี่ยนแปลงค่าบำรุงรักษาสนามรายปี ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิสมาชิก หรือกำหนดข้อบังคับได้ตามความเหมาะสม เพียงแต่โจทก์ทั้งหกสิบอ้างว่า จำเลยเรียกเก็บในอัตราดังกล่าวไม่เหมาะสม และเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งหกสิบซึ่งเป็นผู้บริโภคอันไม่เป็นธรรม และจำเลยไม่บำรุงรักษาสนามกอล์ฟให้มีความเหมาะสมดังที่โฆษณาไว้เท่านั้น โจทก์ทั้งหกสิบได้สิทธิการเป็นสมาชิกจากจำเลยโดยมีรายละเอียดข้อตกลงมาตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2537 ก่อนมีพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 12 บัญญัติไว้ว่าไม่ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อกำหนดตามสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งหกสิบกับจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นนำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้จึงไม่ถูกต้อง ส่วนกรณีของจำเลยจะต้องด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 หรือไม่ นั้น ตามมาตรา 12 บัญญัติขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจในการใช้สิทธิ และในการชำระหนี้ให้สูงกว่าที่บุคคลทั่วไปมีดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้เดิม โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติไม่ด้อยไปกว่ามาตรฐานทางการค้าที่ผู้ประกอบธุรกิจในกิจการทำนองเดียวกันปฏิบัติต่อผู้บริโภค ทั้งต้องมีจริยธรรมในการประกอบกิจการภายใต้ระบบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความรับผิดชอบ ดำเนินกิจการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจเลือกวิธีการ ใช้สิทธิหรือชำระหนี้ในเกณฑ์ที่ด้อยกว่าระดับมาตรฐานความสุจริตดังกล่าว ย่อมถือว่าผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริต ซึ่งศาลไม่อาจบังคับให้ผู้บริโภคต้องชำระค่าบำรุงรักษาสนามหรือค่าธรรมเนียมต่างแก่ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใช้สิทธิไม่สุจริตได้แม้มีข้อสัญญาบังคับผูกพันลูกหนี้ทำนองเปิดช่องไว้ให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำได้ก็ตาม เนื่องจากเป็นการไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค บทบัญญัตินี้สามารถใช้บังคับได้แม้เป็นนิติกรรมหรือสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้บังคับหากกรณีต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้แม้โจทก์ทั้งหกสิบฟ้องและนำสืบว่า จำเลยบริหารสนามกอล์ฟมีความชำรุดทรุดโทรมก็ตาม แต่นายบันฑูร ที่ปรึกษาของสมาคมสนามกอล์ฟไทย พยานจำเลยเบิกความว่า การจัดการแข่งขันกอล์ฟ สนามกอล์ฟต้องมีสภาพที่ดี บริการที่ดี หรือค่าบริการถูก พยานไปเล่นกอล์ฟที่สนามของจำเลย ถือว่าสภาพสนามดี เป็นสนามกอล์ฟ 18 หลุมของจำเลย มีพื้นที่ 450 ไร่ จึงไม่สามารถบำรุงรักษาสภาพสนามสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ การดูภาพถ่ายบางภาพเช่นภาพที่ 1 ไม่สามารถประเมินได้ว่าสนามมีคุณภาพดีหรือไม่ดี และสนามกอล์ฟอื่นก็อาจจะมีบางพื้นที่มีสภาพตามที่ปรากฏตามภาพถ่าย สำหรับภาพถ่ายด้านบนทางขวามือที่เห็นจุดสีขาวนั้นเป็นภาพถ่ายร่องรอยของการที่หน้าเหล็กกัดดินขณะกระทบลูกกอล์ฟที่เรียกว่าไดวอท ซึ่งเป็นสภาพปกติย่อมเกิดขึ้นได้ ซึ่งแคดดี้ต้องนำทรายมากลบอันเป็นการบำรุงรักษาสนามกอล์ฟตามปกติ และภาพถ่ายแผ่นที่ 5 ด้านล่างซ้ายมือมีลักษณะเป็นหญ้ายาวเนื่องจากสนามกอล์ฟทำไว้เพื่อลงโทษนักกอล์ฟที่ตีลูกหลุดออกจาก Fairway ภาพถ่ายแผ่นที่ 13 สภาพเหมือนเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการซ่อมบำรุง หากนักกอล์ฟตีลูกเข้าไปอยู่บริเวณดังกล่าวก็สามารถนำลูกกลับมาวางใน Fairway ได้ ไม่เสียคะแนน ส่วนภาพถ่ายแผ่นที่ 2 สะพานในภาพไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสนามกอล์ฟ ที่ปรากฏน้ำขังอยู่ในหลุมทรายนั้น หากถ่ายรูปหลังจากฝนตกย่อมมีน้ำขังเพราะยังระบายไม่ทัน และตามภาพถ่ายที่มีสุนัขอยู่ในสนามก็เป็นสภาพปกติ ภาพถ่ายแผ่นที่ 4 เป็นภาพของการโรยทรายในบริเวณที่หญ้าตายเพื่อให้หญ้าขึ้นใหม่ พยานจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดน่าเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริง ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบหนังสือกอล์ฟเฟอร์สแควร์ที่ระบุว่าสนามกอล์ฟของจำเลยมีสภาพสนามที่ดีมีมาตรฐานระดับสากล และตามภาพถ่ายซึ่งเป็นภาพถ่ายสนามกอล์ฟของจำเลยก็มีสภาพปกติ ดังนี้ สภาพสนามกอล์ฟของจำเลยจึงไม่ได้แสดงว่าจำเลยบริหารสนามกอล์ฟไม่ดีทำให้สภาพชำรุดทรุดโทรมดังที่โจทก์ทั้งหกสิบกล่าวอ้าง ตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ก็รับว่า จำเลยนำสนามกอล์ฟเปิดการแข่งขันหลายครั้งต่อปี อันเป็นการแสดงว่าสนามกอล์ฟของจำเลยมีสภาพปกติจนเป็นเหตุทำให้บุคคลทั่วไปสนใจใช้เป็นสนามเพื่อการแข่งขัน ส่วนที่โจทก์ทั้งหกสิบอ้างว่า จำเลยเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสนามรายปี ค่าธรรมเนียมการโอนสมาชิก ค่ารักษาสิทธิสมาชิกที่ไม่ได้ใช้สนามกอล์ฟ เป็นการเรียกเก็บที่ไม่ธรรมแก่โจทก์ทั้งหกสิบ และเป็นการออกข้อบังคับที่ไม่ชอบ นั้น เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยมีสิทธิเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินค่าบำรุงสนามรายปี ค่าธรรมเนียมการโอนสมาชิก และกำหนดข้อบังคับการเก็บค่ารักษาสิทธิสมาชิกที่ไม่ได้ใช้สนามกอล์ฟได้ตามความเหมาะสม และตามคำเบิกความของนางปราณี พยานจำเลยว่า ราคาค่าเล่นกอล์ฟ ค่าบำรุงรักษา สนามกอล์ฟ ค่ารักษาสิทธิเป็นสมาชิก ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิสมาชิก กฎ ระเบียบและข้อบังคับของสนามกอล์ฟของจำเลยนั้น มีมาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับสนามกอล์ฟ ธ. สนาม ก. สนาม ซ. สนาม พ. และ สนาม อ. ที่อยู่ในย่านใกล้เคียงกัน และมีมาตรฐานสนามระดับเดียวกัน ก็มีราคาใกล้เคียงกัน และตามข้อมูลอัตราการจัดเก็บค่าโอนสมาชิก ค่าบำรุงรายปี ค่ารักษาสิทธิสนามอื่น ๆ ปรากฏว่า สนาม ธ. มีขนาด 18 หลุม มีการเรียกเก็บค่าบำรุงสนามรายปี 75,000 บาทสำหรับสมาชิกใหม่ที่รับโอน ส่วนสมาชิกเดิมปีละ 18,000 บาท ค่าโอนสิทธิสมาชิก 20,000 บาท โอนให้แก่บุคคลในครอบครัว 1,000 บาท ค่ารักษาสิทธิสมาชิก 1,200 บาทมีกำหนด 1 ปี สนาม ก. มีขนาด 18 หลุม มีการเรียกเก็บค่าบำรุงสนามรายปี 25,680 บาท ค่าโอนสิทธิสมาชิกให้แก่บุคคลอื่น 42,800 บาท โอนสิทธิสมาชิกแก่บุคคลในครอบครัว 10,700 บาท ค่ารักษาสิทธิสมาชิก 6,420 บาท มีกำหนด 1 ปี สนาม ซ. มีขนาด 18 หลุม เก็บค่าบำรุงสนามรายปี 24,000 บาท ค่าโอนสิทธิสมาชิกให้แก่บุคคลอื่น 70,000 บาท โอนสิทธิสมาชิกแก่บุคคลในครอบครัว 35,000 บาท ค่ารักษาสิทธิสมาชิกปีที่ 1 จำนวน 4,800 บาท ปีที่ 2 จำนวน 12,000 บาท ปีที่ 3 จำนวน 19,200 บาท สนาม พ. มีขนาด 27 หลุม เก็บค่าบำรุงสนามรายปี 29,425 บาท ค่าโอนสิทธิสมาชิกให้แก่บุคคลอื่นและบุคคลในครอบครัว 64,200 บาท ค่ารักษาสิทธิสมาชิกไม่มี มีระยะเวลา 1 ปี และสนาม อ. มีขนาด 18 หลุม เก็บค่าบำรุงสนามรายปี 30,000 บาท ค่าโอนสิทธิสมาชิกให้แก่บุคคลอื่นและบุคคลในครอบครัว 90,000 บาท ค่ารักษาสิทธิสมาชิกไม่มี ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเมื่อพิจารณาจากค่าบำรุงสนามรายปี ค่าโอนสิทธิของสมาชิก ค่ารักษาสิทธิของสมาชิกของสนามกอล์ฟของจำเลยเปรียบเทียบกับสนามกอล์ฟอื่นดังกล่าวแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามีอัตราที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบำรุงรักษาสนามรายปีของจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายในปี 2549 ค่าโอนสิทธิสมาชิกเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2546 และค่ารักษาสิทธิสมาชิกเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2553 และโจทก์ทั้งหกสิบได้ชำระค่าเงินในอัตราที่จำเลยเรียกเก็บตลอดมา อันเป็นการแสดงว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สอดคล้องกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของสนามกอล์ฟอื่นที่มีระดับมาตรฐานระดับเดียวกัน การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงเป็นการกระทำโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 แล้ว ที่ศาลชั้นต้นนำบทบัญญัติดังกล่าวมาบังคับใช้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 12
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6156/2564
#682202
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/2 (3) ไม่ได้บัญญัติห้ามเจ้าของร่วมในอาคารชุดมอบอำนาจให้ผู้อื่นหรือเจ้าของร่วมคนอื่นกระทำการแทนตนเอง อีกทั้งข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ม. ก็ไม่มีข้อกำหนดห้ามเช่นเดียวกัน การที่เจ้าของร่วมในคดีนี้มอบอำนาจให้ผู้คัดค้านไปดำเนินการแทนเกี่ยวกับการทำหนังสือขอให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจัดประชุมใหญ่วิสามัญ และการตั้งตัวแทนเพื่อการออกหนังสือนัดประชุมภายหลังจากที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ดำเนินการให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามคำขอของเจ้าของร่วมซึ่งมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของคะแนนเสียงทั้งหมด โดยการดำเนินการดังกล่าวมิใช่เป็นการเฉพาะตัวในกิจการที่สำคัญที่เจ้าของร่วมจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง เจ้าของร่วมจึงมีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการแทนตนเองได้ บทบัญญัติมาตรา 1173 แห่ง ป.พ.พ. ไม่อาจนำมาบังคับใช้กับกรณีในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2561

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของห้องชุดของอาคารชุด ไซมิส โดยเป็นคณะกรรมการรักษาการของนิติบุคคลอาคารชุด ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของห้องชุดรวม 24 ห้อง ของอาคารชุด วันที่ 24 ตุลาคม 2561 ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าของร่วมและตัวแทนเจ้าของร่วมมีหนังสือขอให้คณะกรรมการรักษาการนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินการเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งที่ 2/2561 โดยผู้คัดค้านได้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจของเจ้าของห้องชุดไปพร้อมด้วย แต่นายวสวัตติ์ ผู้แทนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแจ้งว่าต้องตรวจสอบต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจก่อน วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 นิติบุคคลอาคารชุด มีหนังสือตอบปฏิเสธการขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 เจ้าของร่วมอาคารชุด บางส่วน มีหนังสือแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นตัวแทนออกหนังสือนัดประชุมและกำหนดนัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2561 ในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 เมื่อถึงวันประชุมผู้ร้องทั้งสองเข้าร่วมประชุมและลงมติด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า การประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2561 เป็นการประชุมโดยชอบหรือไม่ และผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาอ้างว่าเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุด ไม่ได้ลงลายมือชื่อขอให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดเปิดประชุมใหญ่วิสามัญด้วยตนเอง และหนังสือมอบอำนาจของเจ้าของร่วมที่ผู้คัดค้านอ้างส่งไม่ใช่ต้นฉบับเอกสาร การทำหนังสือแจ้งขอเปิดประชุมและนัดประชุมเจ้าของร่วมต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า มีเจ้าของร่วมที่มอบอำนาจคนใดคัดค้านว่าตนเองไม่ได้มอบอำนาจให้แก่ผู้คัดค้าน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/2 (3) ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามเจ้าของร่วมในอาคารชุดมอบอำนาจให้ผู้อื่นหรือเจ้าของร่วมคนอื่นกระทำการแทนตนเอง อีกทั้งข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ก็ไม่มีข้อกำหนดห้ามเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ตามความเป็นจริงแล้วเจ้าของห้องชุดซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดแต่ละแห่งมีเป็นจำนวนมากและอาจมิได้พักอาศัยอยู่ในอาคารชุดทั้งหมด การที่จะบังคับให้เจ้าของร่วมทุกคนต้องดำเนินการด้วยตนเองเกี่ยวกับการประชุมใหญ่วิสามัญย่อมเป็นการยุ่งยาก การที่เจ้าของร่วมในคดีนี้มอบอำนาจให้ผู้คัดค้านไปดำเนินการแทนเกี่ยวกับการทำหนังสือขอให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจัดประชุมใหญ่วิสามัญ และการตั้งตัวแทนเพื่อการออกหนังสือนัดประชุม ภายหลังจากที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ดำเนินการให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามคำขอของเจ้าของร่วมซึ่งมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของคะแนนเสียงทั้งหมด โดยการดำเนินการดังกล่าวมิใช่เป็นการเฉพาะตัวในกิจการที่สำคัญที่เจ้าของร่วมจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง เจ้าของร่วมจึงมีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการแทนตนเองได้ บทบัญญัติมาตรา 1173 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่อาจนำมาบังคับใช้กับกรณีในคดีนี้ได้ ส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ได้นำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจแนบไปพร้อมกับหนังสือที่ขอให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อให้คณะกรรมการทำการตรวจสอบนั้น เห็นว่า กรณีไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายบังคับให้ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าของร่วมที่เป็นผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ปฏิเสธว่าไม่ได้มีการมอบอำนาจให้ผู้คัดค้านไปกระทำการตามที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจในการให้ดำเนินการให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ รวมถึงการตั้งตัวแทนในการทำหนังสือนัดประชุมและแจ้งวัดนัดประชุมใหญ่วิสามัญ การดำเนินการดังกล่าวของผู้คัดค้านจึงเป็นไปโดยชอบ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/2 (3) อีกทั้งผู้ร้องทั้งสองยังได้เข้าร่วมประชุม และลงมติในการประชุมดังกล่าวในฐานะเจ้าของร่วมด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2561 ในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 เป็นการประชุมโดยชอบ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1173
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 42/2 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนรพัทธ์ นามวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6139 -ที่ 6142/2564
#682383
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งตกลงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดชำระค่าสาธารณูปโภคในช่วงเวลาก่อนมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 (1) (2) หรือ (3) เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 43 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เฉพาะข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 สำหรับความรับผิดค่าบริการสาธารณะ เป็นคนละส่วนกับความรับผิดค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงอาจมีการกำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดชอบในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ แต่เนื่องจากมีข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ว่าโจทก์จะหักค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าใช้บริการสาธารณะตามส่วนเฉลี่ยของที่ดินแต่ละแปลงนับจากวันที่สาธารณูปโภคในแต่ละเฟสเสร็จสมบูรณ์จนถึงวันที่จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเสร็จเรียบร้อย เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่ดำเนินการจัดทำสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และถูกต้องตามแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินได้ตามกำหนดจนไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนสาธารณูปโภคไปจัดการและดูแลรักษาต่อไปได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับผิดค่าบริการสาธารณะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 5

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 164,316 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 312,336 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 237,756 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระเงิน 153,516 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,400 บาท 288,420 บาท 213,840 บาท และ 129,600 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ชำระเงิน 102,960 บาท และ 106,920 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ตุลาคม 2559) ต้องไม่เกินคนละ 23,916 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ในสำนวนแรกและสำนวนที่สี่ให้ยก)

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 400 บาท แก่จำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทุกสำนวนนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการ ณ. กรุงเทพมหานคร โดยระบุเกี่ยวกับการจัดให้มีบริการสาธารณะ ในข้อ 5 ว่า "โจทก์จัดให้มีบริการสาธารณะดังนี้ 5.1 จัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโครงการตลอด 24 ชั่วโมง 5.2 จัดให้มีกระแสไฟฟ้าสำหรับถนน ป้อมยาม และปั๊มน้ำส่วนกลาง 5.3 จัดให้มีพนักงานรักษาความสะอาดพื้นที่โครงการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน และ 5.4 จัดให้มีน้ำประปาที่ใช้ทำความสะอาดใช้อุปโภคบริโภคของคนงานและพนักงานรักษาความปลอดภัย" และระบุให้โจทก์เรียกเก็บค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะในข้อ 10 ว่า "โจทก์จะจัดเก็บเงินเพื่อใช้ในการบริการจัดการและบำรุงรักษาบริการสาธารณะในโครงการจากผู้ซื้อที่ดินในอัตราตารางวาละ 20 บาท ต่อเดือน จัดเก็บล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันโอนที่ดินและจะเป็นผู้ดูแลบริการสาธารณะเป็นเวลา 1 ปี ค่าบริการที่เหลือจากการใช้จ่ายจะคืนให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเมื่อครบกำหนดเวลาโจทก์รับผิดชอบ" เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2550 วันที่ 28 สิงหาคม 2550 วันที่ 17 สิงหาคม 2550 และวันที่ 20 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการ ณ. กับโจทก์ มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ชำระค่ากองทุนส่วนกลางชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคนละ 30,000 บาท ค่าสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะต่อเดือนคิดจากเนื้อที่ดิน ตารางวาละ 20 บาท (เศษของตารางวาคิดเป็น 1 ตารางวา) จัดเก็บล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 74,880 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,320 บาท จำเลยที่ 4 เป็นเงิน 95,040 บาท และจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 77,760 บาท กับมีบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่าโจทก์จะหักค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าใช้บริการสาธารณะตามส่วนเฉลี่ยของที่ดินแต่ละแปลงนับจากวันที่สาธารณูปโภคในแต่ละเฟสเสร็จสมบูรณ์จนถึงวันที่จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเสร็จเรียบร้อย หลังจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค้างชำระค่าสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ค้างชำระตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนมิถุนายน 2557 เป็นเวลา 45 เดือน เดือนละ 3,120 บาท รวมเป็นเงิน 140,400 บาท จำเลยที่ 2 ค้างชำระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนมิถุนายน 2557 เป็นเวลา 69 เดือน เดือนละ 4,180 บาท รวมเป็นเงิน 288,420 บาท จำเลยที่ 4 ค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงเดือนมิถุนายน 2557 เป็นเวลา 45 เดือน เดือนละ 3,960 บาท รวมเป็นเงิน 213,840 บาท และจำเลยที่ 5 ค้างชำระตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ถึงเดือนมิถุนายน 2557 เป็นเวลา 40 เดือน เดือนละ 3,240 บาท รวมเป็นเงิน 129,600 บาท แต่โจทก์ไม่สามารถจัดทำสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และถูกต้องตามแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร อาทิเช่น การจัดทำถนนในโครงการ การจัดทำท่อระบายน้ำและบ่อพักการระบายน้ำระบบไฟฟ้าใต้ดินและระบบไฟฟ้าสาธารณะและอื่น ๆ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่นคัดค้านการรับโอนสาธารณูปโภค จึงไม่สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสำหรับโครงการ ณ. ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ในส่วนค่าสาธารณูปโภคจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 โจทก์ยังไม่พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค และมาตรา 43 โจทก์จึงต้องรับผิดค่าสาธารณูปโภค นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" วรรคสองบัญญัติว่า "ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นและยังอยู่ในความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาของผู้จัดสรรที่ดินตามวรรคหนึ่งกับคณะกรรมการ....." และมาตรา 44 บัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์" เมื่อปรากฏว่าภายหลังครบกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ต้องรับผิดชอบบำรุงรักษาสาธารณูปโภคโครงการ ณ. แล้ว ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังมิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา โดยโจทก์มิได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และโจทก์มิได้จดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 (1) (2) และ (3) โจทก์จึงยังไม่พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคในโครงการ ณ. ให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันปัญหาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 4 และโจทก์กับจำเลยที่ 5 ซึ่งใช้แบบฟอร์มเดียวกัน ในข้อ 9 ตอนท้ายที่ระบุว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ยินยอมออกส่วนเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการ ดูแล บำรุงรักษาสาธารณูปโภค และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในข้อ 8 ตอนท้ายที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมออกส่วนเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายและค่าดูแลบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะนั้น มีผลบังคับกันได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 (1) (2) หรือ (3) ประการหนึ่งประการใด ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินต้องรับผิดชอบบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป โดยเฉพาะบทบัญญัติมาตรา 43 วรรคสอง กำหนดหน้าที่ให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นและยังอยู่ในความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาของผู้จัดสรรที่ดิน สอดรับกับบทบัญญัติมาตรา 49 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่กำหนดให้เริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเมื่อเริ่มตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลอื่นตามมาตรา 44 (1) หรือเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครตามมาตรา 44 (2) แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายในเรื่องการจัดสรรที่ดินอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 (1) (2) หรือ (3) ให้เป็นภาระความรับผิดชอบของโจทก์โดยลำพัง ทั้งนี้เพื่อให้โจทก์เร่งรัดให้มีการจัดทำสาธารณูปโภคให้เสร็จสิ้นโดยเร็วตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครพร้อมที่จะดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนสาธารณูปโภคไปจัดการและดูแลรักษา เพื่อปลดเปลื้องภาระหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคของโจทก์เป็นลำดับถัดไป อันเป็นการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรให้ได้รับประโยชน์จากการใช้สาธารณูปโภคโดยเร็ว ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง โจทก์จะเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ ข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ดังกล่าวซึ่งตกลงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต้องรับผิดชำระค่าสาธารณูปโภคในช่วงเวลาก่อนมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 (1) (2) หรือ (3) นั้น จึงเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เฉพาะข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย สำหรับความรับผิดค่าบริการสาธารณะ เห็นว่า ตามสำเนาใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน กำหนดให้โจทก์จัดให้มีบริการสาธารณะไว้ในข้อ 5 ได้แก่ 5.1 จัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโครงการตลอด 24 ชั่วโมง 5.2 จัดให้มีกระแสไฟฟ้าสำหรับถนนป้อมยาม และปั๊มน้ำส่วนกลาง 5.3 จัดให้มีพนักงานรักษาความสะอาดพื้นที่โครงการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน และ 5.4 จัดให้มีน้ำประปาที่ใช้ทำความสะอาดใช้อุปโภคบริโภคของคนงานและพนักงานรักษาความปลอดภัย จึงเป็นคนละส่วนกับความรับผิดค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 ซึ่งได้แก่ ถนน สวน สนามเด็กเล่น ดังนี้ จึงอาจมีการกำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดชอบในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ ซึ่งได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ในข้อ 10 ระบุให้โจทก์เรียกจัดเก็บเงินเพื่อใช้ในการบริการจัดการและบำรุงรักษาบริการสาธารณะในโครงการจากผู้ซื้อที่ดินได้ในอัตราตารางวาละ 20 บาท ต่อเดือน จัดเก็บล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันโอนที่ดินและจะเป็นผู้ดูแลบริการสาธารณะเป็นเวลา 1 ปี ค่าบริการที่เหลือจากการใช้จ่ายจะคืนให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเมื่อครบกำหนดเวลาโจทก์รับผิดชอบ แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ว่าโจทก์จะหักค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าใช้บริการสาธารณะตามส่วนเฉลี่ยของที่ดินแต่ละแปลงนับจากวันที่สาธารณูปโภคในแต่ละเฟสเสร็จสมบูรณ์จนถึงวันที่จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเสร็จเรียบร้อย เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่ดำเนินการจัดทำสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และถูกต้องตามแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินได้ตามกำหนดจนไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนสาธารณูปโภคไปจัดการและดูแลรักษาต่อไปได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับผิดค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคหรือในลักษณะค่าบริการสาธารณะได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ต้องรับผิดตามฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายณัทกร ธรรมาวุฒิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6138/2564
#680503
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โดยอ้างเหตุว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคาเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งปัน คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามคำร้องก็ตาม แต่ผู้ร้องจะร้องขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึด ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดไว้เป็นคดีนี้อีก แม้ผู้ร้องจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องเป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินพิพาท แต่ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้กล่าวอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึด แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งกันนั่นเอง เหตุที่ผู้ร้องอ้างในคดีนี้จึงยังคงอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 290,000 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี กำหนดชำระงวดแรกวันที่ 30 ตุลาคม 2556 หากจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ และยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62698 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอขัดทรัพย์นี้เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.ข.3/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเดียวกัน เมื่อคดีก่อนมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว จึงห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน ให้ยกคำร้องขอขัดทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อโจทก์ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม และวันที่ 6 ธันวาคม 2556 กับวันที่ 19 มกราคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24879 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62698 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามลำดับ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 20 สิงหาคม 2561 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขัดทรัพย์อ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 62698 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งกัน และวันที่ 21 สิงหาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามคำร้องก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องใส่ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โดยผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดิน และจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนผู้ร้อง ก็เป็นเรื่องผู้ร้องซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยที่ 1 ตัวแทนทำการออกนอกหน้าเป็นตัวการ ผู้ร้องจึงไม่อาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยที่ 1 และขวนขวายได้สิทธิมาก่อนที่จะรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 ดังนั้น ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 อันมีต่อโจทก์ (ที่ถูก ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด) หาได้ไม่ ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1002/2561 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โดยอ้างเหตุว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งกัน คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามคำร้องก็ตาม แต่ผู้ร้องจะร้องขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึด ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดไว้เป็นคดีนี้อีก แม้ผู้ร้องจะอ้างเหตุว่า ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1002/2561 ของศาลชั้นต้น ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้กล่าวอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการอ้างเหตุอย่างเดียวกันอีกว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึด แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมาแบ่งกันนั่นเอง เหตุที่ผู้ร้องอ้างในคดีนี้จึงยังคงอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ในคดีก่อนเป็นเรื่องตัวการตัวแทน ส่วนในคดีนี้เป็นเรื่องเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืน นั้น คดีก่อนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อไม่อาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยที่ 1 และขวนขวายได้สิทธิมาก่อนที่จะรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของผู้ร้องได้ นั้น เป็นการพิจารณาและวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วยการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ชำระราคา เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคาร และคดีนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดไว้ตามคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว นั้น คำฟ้องและคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเป็นการอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยอาศัยเหตุเดียวกับที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอคดีก่อนเช่นกัน การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์คดีนี้จึงเป็นการอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ไม่ใช่ไม่เป็นเรื่องเดียวกับคดีก่อนดังที่ผู้ร้องฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ศ.
ผู้ร้อง — นาย ช.
จำเลย — นาง อ. กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายกิตติกร เนียมสอน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6129/2564
#680727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 - 00351 - 80702 ในเดือนมกราคม 2551 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าหรือจำเลยนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 14,381,511 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 5,399,497 บาท ที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 14,381,511 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 5,399,497 บาท ที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสองฉบับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าที่ขาด 3,838,160 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าเป็นเงิน 3,838,160 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาด 940,722 บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 940,722 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2802-00351 80090 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 จำเลยนำเข้าสินค้ารถยนต์โดยสารจำนวน 202 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์โดยสารรุ่นต่าง ๆ รวม 16 รุ่น ยี่ห้อ G. จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือ จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 43 ฉบับ รวมทั้งใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งนำเข้าเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2550 และวันที่ 4 มกราคม 2551 ในคดีนี้ด้วย คือ ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2802 - 00351 - 80090 สำแดงชนิดของว่า "G." 10M NEW BUS XML6106 ENGINE MODEL 6CTL280-28820 CC รถยนต์โดยสารขนาด 42 ที่นั่ง เครื่องยนต์NGV เกียร์ธรรมดา นำเข้าวันที่ 10 ธันวาคม 2550 จำนวน 9 คัน ราคาของ USD 180,000 ราคาเป็นเงินไทย 6,114,042 บาท และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 - 00351 - 80702 สำแดงชนิดของว่า "G." SLK6111UE6NA BUS BODY (BUS CKD) ENGINE MODEL SHANGHAI DIESEL T6114ZLQ3B 8268 CC CHASSIS MODEL FZ611OU6N ส่วนประกอบครบชุดสมบูรณ์ของรถยนต์โดยสารขนาด 37 ที่นั่ง เครื่องยนต์NGV นำเข้าวันที่ 4 มกราคม 2551 จำนวน 10 คัน ราคาของ USD 210,000 ราคาเป็นเงินไทย 7,095,501 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เห็นว่าราคาซื้อขายของที่นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 43 ฉบับ ซึ่งรวมทั้งใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 2 ฉบับ ในคดีนี้มีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ได้เป็นราคาที่ได้ชำระจริงหรือที่ต้องชำระสำหรับของที่นำเข้าเมื่อได้มีการขายเพื่อส่งออกมายังราชอาณาจักร เป็นเหตุให้ภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระขาดไป เมื่อนำเงินวางประกันมาหักชำระได้บางส่วนแล้วยังมีรายการจำนวนเงินภาษีอากรส่วนที่ขาด คือ ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2802-00351-80090 อากรขาเข้าขาด 1,561,337 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มขาด 383,771 บาท ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-00351-80702 อากรขาเข้าขาด 3,838,160 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มขาด 940,722 บาท รวมอากรขาเข้าขาดทั้งสิ้น 5,399,497 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มขาดทั้งสิ้น 1,324,493 บาท จึงออกแบบแจ้งการประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 2 ฉบับ ไปยังจำเลยพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินและเอกสารดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์การประเมินในส่วนอากรขาเข้า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกคำอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2802-00351-80090 โจทก์ทั้งสองไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 - 00351 - 80702 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 จัตวา ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิได้จำกัดให้เรียกเก็บเงินเพิ่มได้ไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม จำเลยจึงต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 - 00351 - 80702 จำนวน 3,838,160 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ธันวาคม 2560) จำนวน 4,490,648 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บังคับใช้กับการเรียกเก็บเงินเพิ่มในคดีนี้ เป็นการใช้กฎหมายบังคับย้อนหลังจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 - 00351 - 80702 ในเดือนมกราคม 2551 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าหรือจำเลยนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ.." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 คงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าตามการประเมินโดยไม่คิดทบต้นในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน ก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6128/2564
#684734
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 มิได้บัญญัติบังคับให้นําค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง กฎหมายเพียงแต่ให้นํามาเป็นหลักในการคํานวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง และสําหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ให้ความหมายว่า คือ จํานวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทําให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จํานวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดําเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคํานึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทําเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคํานวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจที่จะแก้ไขกําหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชําระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร

จําเลยประกาศกําหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นเวลานานสิบกว่าปี ลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทําเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ทั้งประกาศดังกล่าวไม่ได้มีการจําแนกประเภททรัพย์สินตามประเภทกิจการ โดยในส่วนของพื้นที่ต่อเนื่อง เช่น ถนนคอนกรีต กําหนดค่าเช่า 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ลาดยางแอสฟัลต์ กําหนดค่าเช่า 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สนามหญ้า ลานดิน กําหนดค่าเช่า 1 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นการกําหนดเป็นการทั่วไปไม่มีการจําแนกแยกประเภทดังเช่นบัญชีกําหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรประจําปีภาษี 2560 ที่แบ่งแยกตามประเภทของกิจการและลักษณะการใช้ประโยชน์ โดยบัญชีกําหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลาง ประจําปีภาษี 2560 ได้แยกประเภททรัพย์สินสําหรับกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์และลานจอดรถขนส่งสินค้าออกมาโดยเฉพาะในรหัส 13 และในรายการที่ 13.9 คือ ลานใช้ประกอบการ ได้แก่ ลานคอนกรีต ค่าเช่า 8 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ลานแอสฟัลต์ ค่าเช่า 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ลานหินคลุก ค่าเช่า 25 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และลานดิน ค่าเช่า 30 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์และลานจอดรถขนส่งสินค้าย่อมใช้ลานดังกล่าวในการประกอบกิจการโดยตรง แตกต่างจากทรัพย์สินประเภทอื่นที่ลานคอนกรีต ลานแอสฟัลต์ หรือลานดินเป็นเพียงพื้นที่ต่อเนื่องหรือลานใช้ประโยชน์ ประกอบกับตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งที่ 1/2559 และรายงานการประชุมปรึกษาหารือผู้ประกอบกิจการลานใช้ประโยชน์ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งที่ /1 2559 ปรากฏว่า ปัจจุบันมีการประกอบกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์จํานวนมากกว่าเดิม ผู้ประกอบการลานตู้คอนเทนเนอร์หรือลานจอดรถขนส่งสินค้าเช่าที่ดินทําลานตู้คอนเทนเนอร์อยู่ข้างบ้านเรือนประชาชนจํานวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังได้ความจากคําเบิกความของ พ. ว่าการประกอบกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์ต้องใช้รถบรรทุกในการขนส่งตู้สินค้าก่อให้เกิดปัญหาด้านสาธารณสุขต่อประชาชน เกิดเสียงดัง ฝุ่นละออง ปัญหาด้านการจราจรที่มีรถบรรทุกขนส่งตู้สินค้าบนผิวจราจรจํานวนมาก ทําให้พื้นผิวจราจรได้รับผลกระทบอย่างหนักจนชํารุด จําเลยต้องจัดสรรงบประมาณในการบํารุงรักษา ซ่อมแซมพื้นผิวการจราจร และจัดเจ้าหน้าที่ทําความสะอาดพื้นผิวจราจร เห็นได้ว่าเป็นกิจการที่ใช้ทรัพย์สินก่อให้เกิดมลภาวะแก่ชุมชน ซึ่งการกําหนดค่ารายปีนั้น จะต้องคํานึงที่บริการสาธารณะที่ทรัพย์สินได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ในการกําหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางของลานตู้คอนเทนเนอร์ของจําเลยได้เทียบเคียงกับเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ซึ่งมีผู้ประกอบการลานตู้คอนเทนเนอร์จํานวนมากเช่นเดียวกับจําเลยมีการกําหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางของลานหินคลุกประจําปีภาษี 2560 ในอัตรา 30 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทั้งที่เขตพื้นที่ของเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อยู่ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังมากกว่าเขตพื้นที่ของจําเลยกลับมีราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางสูงกว่าเขตพื้นที่ของจําเลย พยานหลักฐานจําเลยที่นําสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จําเลยกําหนดค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนของลานแอสฟัลต์และลานหินคลุกโดยคํานึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทําเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสามแล้ว

ส่วนที่จําเลยประกาศลดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางสําหรับลานตู้คอนเทนเนอร์และลานจอดรถขนส่งสินค้านั้น เป็นการลดชั่วคราวสําหรับปีภาษี 2561 ถึง 2563 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งที่ 1/2560 ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ มิได้เป็นเพราะการกําหนดค่ารายปีของปีภาษี 2560 ไม่ชอบแต่อย่างใด การประเมินและคําชี้ขาดของจําเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ใบแจ้งคำชี้ขาด ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยคืนเงินภาษี 793,954.53 บาท และเงินเพิ่ม 39,697.73 บาท รวมเป็นเงิน 833,652.26 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายใน 3 เดือน ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งการประเมินตามมาตรา 24 เล่มที่ 1 เลขที่ 43 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2560 และคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 27 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 โดยให้กำหนดค่ารายปีสำหรับปีภาษี 2560 จำนวน 588,683.76 บาท เป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 73,585.47 บาท และให้จำเลยคืนเงิน 833,652.26 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนด 3 เดือน ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2560 สำหรับทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ดำเนินกิจการลานตู้คอน-เทนเนอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลของจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่า เป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ดำเนินกิจการเอง จึงกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโดยใช้หลักเกณฑ์ตามประกาศเทศบาลนครแหลมฉบัง เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ประจำปีภาษี 2560 สำหรับประเภททรัพย์สินลานตู้คอนเทนเนอร์, ลานจอดรถขนส่งสินค้าแบ่งเป็นพื้นที่สำนักงาน 18 ตารางเมตร ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางตารางเมตรละ 25 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 5,400 บาท พื้นที่ห้องน้ำ 8 ตารางเมตร ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางตารางเมตรละ 10 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 960 บาท พื้นที่ห้องเก็บของ 40 ตารางเมตร ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางตารางเมตรละ 12 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 5,760 บาท พื้นที่ลานแอสฟัลต์ 2,000 ตารางเมตร ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลาง ตารางเมตรละ 10 บาท ต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 240,000 บาท และพื้นที่ลานหินคลุก 22,294 ตารางเมตร ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลาง ตารางเมตรละ 25 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 6,688,200 บาท รวมเป็นค่ารายปี 6,940,320 บาท ค่าภาษี 867,540 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ว่าค่ารายปี-ค่าภาษีพอใจให้เป็น 150,000 บาท นายกเทศมนตรีของจำเลยมีคำชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 โดยเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 867,540 บาท เงินเพิ่ม 43,377 บาท สำหรับพื้นที่ลานหินคลุกที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าการมิได้ใช้ประโยชน์เกิดขึ้นในปี 2560 มิได้เกิดขึ้นในปี 2559 ที่จำเลยมิได้หักออกจากค่ารายปีในปีภาษี 2560 ชอบแล้ว โจทก์ไม่ได้ขออนุญาตฎีกา จำนวนพื้นที่ลานหินคลุกจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนของลานแอสฟัลต์และลานหินคลุกของโจทก์ ตามใบแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และจำเลยต้องคืนเงินภาษีให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์ โดยใช้ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางประจำปีภาษี 2560 ที่จำเลยกำหนดขึ้นใหม่เป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่ารายปีโดยไม่นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษี ทั้งไม่คำนึงถึงดัชนีราคาผู้บริโภคของทางราชการรวมถึงภาวะเศรษฐกิจและภาระภาษีทำให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากปีภาษี 2559 ถึงร้อยละ 686.54 และเป็นการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางโดยไม่คำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 และมาตรา 18 นั้น โจทก์มีนางสาวนันท์ชญาน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำเอาเพียงค่าเช่ามาตรฐานกลางมาเป็นเกณฑ์ในการประเมินภาษีโจทก์ โดยมิได้นำค่ารายปีของปีภาษี 2559 มาเป็นหลักในการคำนวณทำให้ค่ารายปีและค่าภาษีเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 686.54 ไม่ได้คำนึงถึงลักษณะทรัพย์สิน ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งไม่คำนึงภาวะทางเศรษฐกิจและดัชนีราคาผู้บริโภค ไม่ได้แบ่งพื้นที่ลานตู้คอนเทนเนอร์ตามทำเลที่ตั้ง โจทก์ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเช่นเดิมมิได้รับบริการอย่างอื่นเพิ่มเติม ส่วนจำเลยมีนางสาวพรรณภา และนายสามารถ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เดิมในปี 2546 จำเลยประกาศใช้กำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรของทรัพย์สินภายในเขตเทศบาลของจำเลยเป็นแนวทางในการกำหนดค่ารายปีในกรณีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินใช้ดำเนินกิจการเอง ต่อมาปี 2557 ในเขตเทศบาลของจำเลยมีผู้ประกอบกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์เป็นจำนวนมากก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขต่อประชาชนในพื้นที่ เช่น เกิดเสียงดัง ฝุ่นละออง ปัญหาด้านการจราจรที่มีการใช้รถบรรทุกขนส่งตู้สินค้าบนผิวจราจรจำนวนมาก ลานดินและลานหินคลุกสร้างปัญหามลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ในการประกอบกิจการมีการใช้รถยนต์บรรทุกขนส่งตู้ หากฝนตกลานดิน ลานหินคลุกจะก่อให้เกิดเศษสิ่งสกปรกบนผิวการจราจร ก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขต่อประชาชนในพื้นที่ ประกอบกับราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น ราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางที่จำเลยประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2546 ไม่มีการปรับเพิ่ม จำเลยจึงประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินค่ารายปี โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานเพื่อร่วมกันกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรใหม่ และนำราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางของเทศบาลในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาและเชิญผู้ประกอบการลานตู้คอนเทนเนอร์เข้าร่วมประชุมเพื่อฟังความคิดเห็น และจำเลยออกประกาศกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางประจำปีภาษี 2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง กฎหมายเพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง และสำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จำเลยประกาศกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นเวลานานสิบกว่าปี ลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ทั้งประกาศดังกล่าวไม่ได้มีการจำแนกประเภททรัพย์สินตามประเภทกิจการ โดยในส่วนของพื้นที่ต่อเนื่อง เช่น ถนนคอนกรีต กำหนดค่าเช่า 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ลาดยางแอสฟัลต์กำหนดค่าเช่า 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สนามหญ้า ลานดิน กำหนดค่าเช่า 1 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นการกำหนดเป็นการทั่วไปไม่มีการจำแนกแยกประเภทดังเช่นบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรประจำปีภาษี 2560 ที่แบ่งแยกตามประเภทของกิจการและลักษณะการใช้ประโยชน์ โดยบัญชีกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลาง ประจำปีภาษี 2560 ได้แยกประเภททรัพย์สินสำหรับกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์และลานจอดรถขนส่งสินค้าออกมาโดยเฉพาะในรหัส 13 และในรายการที่ 13.9 คือ ลานใช้ประกอบการ ได้แก่ ลานคอนกรีต ค่าเช่า 8 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ลานแอสฟัสต์ ค่าเช่า 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ลานหินคลุกค่าเช่า 25 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และลานดิน ค่าเช่า 30 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนซึ่งกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์และลานจอดรถขนส่งสินค้าย่อมใช้ลานดังกล่าวในการประกอบกิจการโดยตรง แตกต่างจากทรัพย์สินประเภทอื่นที่ลานคอนกรีต ลานแอสฟัสต์หรือลานดินเป็นเพียงพื้นที่ต่อเนื่องหรือลานใช้ประโยชน์ ประกอบกับตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งที่ 1/2559 และรายงานการประชุมปรึกษาหารือผู้ประกอบกิจการลานใช้ประโยชน์ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งที่ 1/2559 ปรากฏว่า ปัจจุบันมีการประกอบกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากกว่าเดิม ผู้ประกอบการลานตู้คอน-เทนเนอร์หรือลานจอดรถขนส่งสินค้าเช่าที่ดินทำลานตู้คอนเทนเนอร์อยู่ข้างบ้านเรือนประชาชนจำนวนมากก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพรรณภา ว่าการประกอบกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์ต้องใช้รถบรรทุกในการขนส่งตู้สินค้าก่อให้เกิดปัญหาด้านสาธารณสุขต่อประชาชนเกิดเสียงดัง ฝุ่นละออง ปัญหาด้านการจราจรที่มีรถบรรทุกขนส่งตู้สินค้าบนผิวจราจรจำนวนมาก ทำให้พื้นผิวจราจรได้รับผลกระทบอย่างหนักจนชำรุด จำเลยต้องจัดสรรงบประมาณในการบำรุงรักษา ซ่อมแซมพื้นผิวการจราจร และจัดเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดพื้นผิวจราจร เห็นได้ว่าเป็นกิจการที่ใช้ทรัพย์สินก่อให้เกิดมลภาวะแก่ชุมชน ซึ่งการกำหนดค่ารายปีนั้น จะต้องคำนึงที่บริการสาธารณะที่ทรัพย์สินได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ในการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางของลานตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยได้เทียบเคียงกับเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ซึ่งมีผู้ประกอบการลานตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากเช่นเดียวกับจำเลยมีการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางของลานหินคลุกประจำปีภาษี 2560 ในอัตรา 30 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ตามประกาศเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เรื่อง กำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลาง เฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ทั้งที่เขตพื้นที่ของเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์อยู่ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังมากกว่าเขตพื้นที่ของจำเลยกลับมีราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางสูงกว่าเขตพื้นที่ของจำเลย พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนของลานแอสฟัลต์และลานหินคลุกโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสามแล้ว ส่วนที่จำเลยประกาศลดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางสำหรับลานตู้คอนเทนเนอร์และลานจอดรถขนส่งสินค้านั้นเป็นการลดชั่วคราวสำหรับปีภาษี 2561 ถึง 2563 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีเทศบาลนครแหลมฉบัง ครั้งที่ 1/2560 ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ มิได้เป็นเพราะการกำหนดค่ารายปีของปีภาษี 2560 ไม่ชอบแต่อย่างใด การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — เทศบาลนครแหลมฉบัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วรงค์พร จิระภาค
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6108/2564
#682376
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการขอส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนและไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ แต่เมื่อการติดตั้งฟิล์มกรองแสงเป็นของแถมที่จำเลยที่ 2 เสนอให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดไว้ด้วยความประณีตเรียบร้อยใช้การได้ดีเหมาะสมแก่รถยนต์พิพาท แต่จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบควบคุมคุณภาพการติดตั้งจนเกิดความเสียหาย แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้รับผิดในจำนวนค่าเสียหายนี้มาให้ครบถ้วนถูกต้อง และวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นตามฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายตามความเหมาะสม แม้จะเกินกว่าที่ปรากฏในคำขอบังคับของโจทก์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 โดยให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดในสัญญาซื้อรถยนต์ให้โจทก์ใหม่ทุกบานเพื่อให้สอดคล้องกับกระจกบานอื่น และตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้าให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการลอกฟิล์มเก่าออก อันเป็นความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาทในระหว่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้อีกด้วย เมื่อความเสียหายเกิดจากการติดฟิล์มกรองแสงซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายหลัง เป็นความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามข้อตกลงไม่ได้เกิดจากความบกพร่องในการผลิตรถยนต์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,466,469.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,399,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินวันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมารับมอบรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ 750 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันและรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการรถยนต์ที่ประกอบและนำเข้าจากประเทศในทวีปยุโรปมาจำหน่ายในประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560 โจทก์จองซื้อรถยนต์ยี่ห้อ บ. แบบซีดาน สีขาว ซึ่งเป็นรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศโดยวางมัดจำแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดส่งมอบกันในวันที่ 25 เมษายน 2560 เมื่อถึงกำหนดโจทก์ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังไม่สามารถส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์เนื่องจากต้องรอติดตั้งฟิล์มกรองแสงก่อนและเลื่อนการส่งมอบไปภายในเดือนเมษายน 2560 ครั้นวันที่ 29 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ตรวจพบรอยเส้นสีขาวที่กระจกหลังของรถยนต์พิพาท โจทก์จึงไปพบตัวแทนจำเลยที่ 2 บริษัท อ. ผู้รับจ้างติดฟิล์มกรองแสงให้แก่จำเลยที่ 2 เสนอที่จะติดตั้งฟิล์มกรองแสงให้โจทก์ใหม่ แต่โจทก์ประสงค์จะขอเปลี่ยนรถยนต์หรือเลิกสัญญาและคืนรถยนต์พิพาทแก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า รถยนต์พิพาทมิได้มีความชำรุดบกพร่อง รอยเส้นสีขาวเป็นรอยกาวที่เกิดจากการลอกฟิล์มกรองแสงที่ติดตั้งเดิมออก แล้วนำฟิล์มกรองแสงแผ่นเดิมมาติดตั้งใหม่ รอยกาวดังกล่าวจึงเป็นเสมือนรอยจำลองมาจากเส้นลวดไล่ฝ้าที่ติดตั้งมากับรถยนต์พิพาทแต่เดิมและเส้นลวดวงจรระบบไล่ฝ้าไม่ขาด จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่ารถยนต์พิพาท 4,399,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มิได้ส่งมอบรถยนต์ที่มีความชำรุดบกพร่องให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการขอส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 2 และไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่ารถยนต์พิพาท 4,399,000 บาท แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการติดตั้งฟิล์มกรองแสงอันเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเลยที่ 2 เสนอเป็นของแถมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ก็ต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดไว้ด้วยความประณีตเรียบร้อยสามารถใช้การได้ดีเหมาะสมแก่รถยนต์พิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นรถยนต์ใหม่ แต่จำเลยที่ 2 มิได้ติดตามตรวจสอบควบคุมคุณภาพในระหว่างการติดตั้งฟิล์มกรองแสงจนเกิดความเสียหายดังกล่าว แม้โจทก์มิได้มีคำขอให้รับผิดในจำนวนค่าเสียหายนี้มาให้ครบถ้วนถูกต้อง และวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นตามฟ้อง แต่ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายตามความเหมาะสมแม้จะเกินกว่าที่ปรากฏในคำขอบังคับของโจทก์ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ซึ่งความเสียหายในส่วนการติดตั้งฟิล์มกรองแสง สมควรบังคับให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดในสัญญาซื้อรถยนต์ให้โจทก์ใหม่ แต่เนื่องจากนับแต่วันส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ คือ วันที่ 29 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ศาลฎีการับฎีกาคดีนี้มาเป็นเวลาประมาณ 3 ปีเศษ หากติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่เฉพาะกระจกบานหลัง สีฟิล์มกรองแสงอาจไม่สอดคล้องกับกระจกบานอื่น สมควรให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ใหม่ทุกบาน และตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้ากระจกทุกบานให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการลอกฟิล์มเก่าออก อันเป็นความเสียหายที่จำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดในผลนั้น และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาทในระหว่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่วันละ 4,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด สมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการรถยนต์ที่ประกอบและนำเข้าจากประเทศในทวีปยุโรปมาจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากการติดตั้งฟิล์มกรองแสงซึ่งเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มาติดตั้งภายหลัง อันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามข้อตกลง มิใช่ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องในการผลิตรถยนต์เพื่อขายของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการติดฟิล์มกรองแสงและตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้าให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีภายในเวลาที่กำหนดนั้นเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ใหม่ทุกบาน และทำการตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้ากระจกทุกบานให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้การได้ดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาทในระหว่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่วันละ 4,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวโกมลลดา ไกรสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2564
#682382
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงมูลหนี้เดียว คำขออื่นให้ยกนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคล หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีก่อนไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อส่วนบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 303,406.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,867.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.985/2554 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้บัตรเครดิตแก่โจทก์ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล อันเป็นมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ระหว่างบริษัท บ. โจทก์ นาย ณ. จำเลย ในส่วนที่ฟ้องขอให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญากู้ประเภทสินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1059/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 3 มูลหนี้ ได้แก่ มูลหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคล ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามมูลหนี้บัตรเครดิตเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคลแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้ และสินเชื่อบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ที่วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้บัตรเครดิตและต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงมูลหนี้เดียว คำขออื่นให้ยกนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อบุคคล หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์จนคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้สินเชื่อพร้อมใช้และสินเชื่อส่วนบุคคลมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1059/2554 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นางสาวปาลิดา ลิ้มศิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6104/2564
#683322
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ แม้พอจับใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เนื่องจากผิดสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่การโอนทรัพย์ไปให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 นั้น จะต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และผู้กระทำก็ต้องรู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุเช่นนั้น คงบรรยายเพียงว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยคาดหมายว่าโจทก์อาจฟ้องร้องบังคับคดีเท่านั้น คำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้อง เอกสารท้ายอุทธรณ์และเอกสารท้ายฎีกามาพิจารณาประกอบกับคำฟ้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ แม้พอจับใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เนื่องจากผิดสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่การโอนทรัพย์ไปให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 นั้น จะต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และผู้กระทำก็ต้องรู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้เพิกถอนการทำสัญญาขายฝากที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ยังมีหนี้และผูกพันต้องชำระให้แก่โจทก์ และโจทก์สามารถใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้ แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด โดยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า ท้ายทะเบียนหย่ากลับไม่ได้ทำบันทึกทรัพย์สินระหว่างสมรส ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 จำเลยทั้งสองเพื่อไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ ร่วมกันทำบันทึกการแบ่งสินสมรส แล้วจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว เพื่อไม่ให้โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมด โจทก์ทราบการกระทำของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 เนื่องจากมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำร้องเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมมอบอำนาจให้ทำการอายัดเพื่อฟ้องคดีนั้น คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ และจำเลยทั้งสองรู้ว่าโจทก์ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ เนื่องจากการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์สามารถใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้ เป็นเพียงการบรรยายว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปทั้งที่คาดหมายว่าโจทก์อาจฟ้องร้องบังคับคดีเท่านั้น ส่วนวันที่ที่โจทก์ระบุว่าทำการอายัดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเพื่อฟ้องคดีก็เป็นภายหลังการจดทะเบียนแบ่งทรัพย์สินในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญเกียรติ ฤาชัยสา
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา