คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 70/2565
#682201
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โดยบรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 แต่ตามคำร้องขอฝากขังคดีหมายเลขดำที่ ฝ.210/2562 ระบุพฤติการณ์แห่งคดีว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ช. พนักงานรักษาความปลอดภัยของผู้เสียหายตรวจค้นรถคันที่จำเลยเป็นผู้ขับพบสิ่งผิดปกติ จึงใช้กล้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพวัตถุต้องสงสัย ทั้งฟ้องข้อ 2 บรรยายว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จำเลยได้รับการปล่อยตัวไป จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 มิใช่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าคำร้องขอฝากขังถือเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง และถือว่าฟ้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาโดยผิดหลง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 4 ปี และปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 แต่ตามคำร้องขอฝากขังคดีหมายเลขดำที่ ฝ.210/2562 ระบุพฤติการณ์แห่งคดีว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 นายโชคชัย พนักงานรักษาความปลอดภัยของผู้เสียหายตรวจค้นรถซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ขับ พบสิ่งผิดปกติจึงใช้กล้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพวัตถุที่ต้องสงสัย ทั้งฟ้องข้อ 2. บรรยายว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จำเลยได้รับการปล่อยตัวไป จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 มิใช่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งคำร้องขอฝากขังดังกล่าวพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของฟ้องถือว่าฟ้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาโดยผิดหลง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว

ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยเตรียมการนำรถยนต์ไปจอดใกล้กับห้องเก็บเครื่องจักรที่เก็บหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้าตีเกลียวเส้นด้าย หลังจากเลิกงานจำเลยเข้าไปยกหม้อแปลงดังกล่าวน้ำหนักตัวละประมาณ 10 กิโลกรัม มาเก็บไว้ในรถทีละตัว รวม 10 ตัว แล้วจำเลยนำผ้ามาวางคลุมปิดหม้อแปลงเพื่อป้องกันมิให้พนักงานรักษาความปลอดภัยพบเห็น ขณะที่จำเลยขับรถออกประตูบริษัทผู้เสียหายพนักงานรักษาความปลอดภัยขอตรวจค้นพบหม้อแปลงดังกล่าว จำเลยอ้างว่าซื้อมาจากร้านของเก่า เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสที่ผู้เสียหายไว้วางใจกระทำการโดยวางแผนปิดบังอำพรางเพื่อลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปในเวลากลางคืน ทั้งยังใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดอีกด้วย เป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้ผู้เสียหายได้ทรัพย์ของกลางคืนไปแล้ว และไม่ประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย แต่ต้องการดำเนินคดีแก่จำเลยเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่พนักงานคนอื่น การที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยแล้ว จึงเห็นควรไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติของจำเลย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ก่อนลดโทษ เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายธนศักดิ์ ใจหาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
ประสาร กีรานนท์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 70/2565
#694881
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงินส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้น ก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 69/2565
#688090
เปิดฉบับเต็ม

การใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา ๖๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในคดีที่มีการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการสั่งยึดหรืออายัดบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสามที่ต้องสงสัยว่าเป็นทรัพย์สินของนาย บ. ที่ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา ๖๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเรียกค่าเสียหายจากการใช้อำนาจดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องขอให้ตรวจสอบและเรียกค่าเสียหายจากใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่การบังคับคดีตามผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง ว. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 15 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2565
#691954
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ และธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ความว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนพร้อมขาย โครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะที่ ๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยมีกำหนดเวลา ๓ ปี ระหว่างสัญญาจำเลยที่ ๑ค้างชำระค่าเช่า และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภายใน ๓๐ วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้ถือหนังสือดังกล่าวแทนการบอกเลิกสัญญา และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่ค้างชำระ และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากอาคารที่เช่าตามฟ้อง ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาแต่โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์จึงมีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี โดยสัญญามีข้อกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ผู้เช่านำทรัพย์สินออกให้ผู้เช่าช่วงเช่าได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินอัตราที่โจทก์ผู้ให้เช่ากำหนด อันเป็นข้อตกลงที่จำกัดเสรีภาพของเอกชนคู่สัญญาในการกำหนดราคาค่าเช่าได้โดยเสรี ซึ่งแตกต่างจากสัญญาเช่าระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการจัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาถูกและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เช่าช่วงให้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีมาตรฐานและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาพิพาทจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2565
#694891
เปิดฉบับเต็ม

แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างในหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติเดียวกันแต่เนื่องจากมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่ว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้เช่นใดก็ตาม เว้นแต่รัฐวิสาหกิจที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ บภบ. ๘๒/๒๕๖๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างมีหน้าที่ในการขับรถไฟได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย คำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจึงเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้าง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 8
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2565
#700183
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง จำเลย จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุว่า จำเลยกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตบุกรุกที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันออก กว้าง 6 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเพื่อเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะ สายพิมาย - หินดาด โดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์รับรู้และทราบมาโดยตลอดว่าจำเลยได้ทำการก่อสร้างถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้กระทำละเมิด ขอให้ยกฟ้อง การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ของจำเลย ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิมาย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2565
#700182
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ บริษัท ฐ. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ล. ที่ 1 นาย ก. ที่ 2 นาย ป. ที่ 3 จำเลยตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงมีปัญหาว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามมาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่ลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้นักศึกษาครุศาสตร์เข้าพักในขณะเข้ารับการศึกษากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่จำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยที่ 1 อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดลำปาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — บริษัท ฐ. จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏ ล. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2565
#694911
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ร. ที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน จำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญาค้ำประกันการเช่าเหมาของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ตามสัญญาเช่าเหมา หลังสัญญาสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญาเช่า ขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาท โดยให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนในสภาพเรียบร้อยปราศจากการชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ บัญญัติให้โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่งและการจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย และให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี โดยสัญญามีข้อกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ผู้เช่านำทรัพย์สินออกให้ผู้เช่าช่วงเช่าได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินอัตราที่โจทก์ผู้ให้เช่ากำหนด อันเป็นข้อตกลงที่จำกัดเสรีภาพของเอกชนคู่สัญญาในการกำหนดราคาค่าเช่าได้โดยเสรี ซึ่งแตกต่างจากสัญญาเช่าระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการจัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาถูกและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เช่าช่วงให้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีมาตรฐานและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาพิพาทจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับการค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาเช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน สัญญาประธานซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2565
#688121
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ อดีตลูกจ้างองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ยื่นฟ้ององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๑ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๒ รองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๓ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ ๔ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ ว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งที่ ๘๗/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ในสถานให้ออก ตามที่จำเลยที่ ๔ มีมติ ชี้มูลความผิดทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ มีมติให้ยกโทษแก่โจทก์โดยเห็นว่าโจทก์มิได้มีความผิดตามที่จำเลยที่ ๔ ชี้มูล จำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งที่ ๒๐๓/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ ให้ยกโทษแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๔ มีหนังสือแจ้งว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ให้จำเลยที่ ๑ พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้ถูกต้องเหมาะสมต่อไป จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ จึงเสนอความเห็นว่า ควรดำเนินการตามหนังสือของจำเลยที่ ๔ จากนั้นจำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งที่ ๑๖๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๐๓/๒๕๖๓ ที่ให้ยกโทษทางวินัยแก่โจทก์ เป็นให้ยืนโทษทางวินัยโจทก์ในสถานให้ออก ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการออกคำสั่งซ้ำไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยข้อบังคับขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ว่าด้วยการปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๖๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับค่าจ้างและ เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๑ ที่ ๑๖๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ กับให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าจ้างและค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า แม้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนโจทก์ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดจำเลยที่ ๑ และฟ้องคดีนี้โดยโจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๑๖๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ให้ยืนโทษทางวินัยในสถาน ให้ออกตามคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ ๘๗/๒๕๖๓ กับขอให้จำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งลงโทษให้โจทก์ออกจากงานร่วมกันจ่ายค่าจ้างและค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่ง ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในขณะมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานนั้น อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างกับนายจ้างโดยสภาพการจ้างงานเป็นไปตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๙๙ และข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ว่าด้วย การปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานรัฐวิสาหกิจและรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นนายจ้าง ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้โจทก์ออกจากงานโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเรียกค่าจ้างกับค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากงานดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตาม มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค 3
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2565
#701474
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ โจทก์ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำเลย ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป อัตราเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 15,184 บาท จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างและให้โจทก์หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยมิได้กระทำความผิด และไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าในเวลาอันควร เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำเลย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการศึกษาด้านธุรการ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปของวิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร ซึ่งเป็นวิทยาเขตของจำเลย โดยมีข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความ ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดระบบการบริหารงานบุคลากรภาครัฐอันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนออกจากการบริหารงานบุคคลภาคเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุผลภารกิจของหน่วยงานทางปกครองในเรื่องการบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ.2540
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2541
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค ๓
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2565
#688122
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำเลย ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ปฏิบัติงานที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร สาขาย่อยของจำเลย ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการศึกษาด้านธุรการและการเงิน ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยค้างชำระค่าจ้างกับไม่ต่อสัญญาจ้างและให้โจทก์หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยมิได้กระทำความผิด ทั้งมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าในเวลาอันควรและไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่โจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างชำระ ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการจ้าง สัญญาจ้างจึงสิ้นสุดลง โดยจำเลยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปในหน่วยงานของจำเลย เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำเลย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา วิจัยส่งเสริม และให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ รวมทั้ง การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปของวิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร ซึ่งเป็นวิทยาเขตของจำเลย โดยมีข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๑ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดระบบ การบริหารงานบุคลากรภาครัฐอันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนออกจากการบริหารงานบุคคลภาคเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุผลภารกิจของหน่วยงานทางปกครองในเรื่องการบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาท ในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ.2540
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ พ.ศ. 2541
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค 3
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางสาว ห.
จำเลย — มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 60/2565
#684703
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด"

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3299/2564 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 8567/2564 ในคดีที่มีข้อเท็จจริงสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้ร้องและกิจการร่วมค้า อ. ตกลงทำสัญญาจ้างดำเนินโครงการออกแบบก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ต่อมาผู้ร้องแจ้งให้กิจการร่วมค้าฯ ยุติการก่อสร้าง เนื่องจากสัญญาตกเป็นโมฆะ บริษัทในกิจการร่วมค้าทั้งหกบริษัท ผู้เรียกร้อง จึงยื่นเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 2/2554 ให้ผู้ร้องชำระค่าจ้างและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เรียกร้อง ต่อมาผู้ร้องและบริษัทในกิจการร่วมค้าทั้งหกบริษัทได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลปกครองและศาลยุติธรรม

เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด หมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 เป็นคำพิพากษาในคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำชี้ขาดใหม่ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.487-488/2557 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น โดยให้ผู้ร้องชำระเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.139-140/2565 จึงเป็นเพียงคำสั่งยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งมีผลให้ผู้ร้องต้องปฏิบัติตามคำบังคับในคดีเดิม และเป็นเพียงคดีสาขาของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.487-488/2557 ที่มีประเด็นในคดีเพียงว่า กรณีตามคำร้องเข้าเงื่อนไขที่ศาลปกครองจะพิจารณาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 หรือไม่ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.139-140/2565 จึงมิใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชี้ขาดข้อพิพาทในประเด็นแห่งคดีที่จะขัดหรือแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3299/2564 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 8567/2564 ทั้งไม่ปรากฏว่าคู่ความในคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลมีเหตุขัดข้องที่ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นได้ อันจะแสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน คณะกรรมการฯ จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้ร้องเห็นว่าคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดหมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 ไม่นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 รวมถึงพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเสนอมาประกอบกาวินิจฉัยคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด หมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 เป็นคำพิพากษาที่สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.487-488/2557 จึงเป็นอำนาจของศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นจะพิจารณาวินิจฉัย คณะกรรมการฯ ไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในเขตอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายของศาลปกครองสูงสุดได้ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการฯ จะรับไว้วินิจฉัยได้ จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — กรมควบคุมมลพิษ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2565
#691055
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชนยื่นฟ้องผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๓ ที่ ๑ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงาที่ ๒ กองทัพเรือ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดนำรถเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินเป็นทางรถยนต์ และปักแผ่นป้ายขนาดใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน รื้อถอนป้ายที่ปักไว้ออกจากที่ดินพิพาท ปรับถนนให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าเตรียมการสงวนป่าคลองทุ่งมะพร้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์เพื่อจัดสร้างฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายการติดตั้งป้ายเตือนห้ามขึ้นเกาะ และการนำเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินกระทำในที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ ขอให้ยกฟ้องเห็นว่า แม้ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๓ ที่ ๑ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา ที่ ๒ กองทัพเรือ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดนำรถเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินเป็นทางรถยนต์ และปักแผ่นป้ายขนาดใหญ่ห้ามมิให้ผู้ใดขึ้นเกาะในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่าได้นำเครื่องจักรกลเข้าไถปรับและปักป้ายห้ามขึ้นเกาะในที่ดินที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์ การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ดินของรัฐที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์ซึ่งหากวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำเครื่องจักรกลเข้าไถปรับและปักป้ายห้ามขึ้นเกาะในที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์แล้ว จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นาย ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 3 ที่ 1
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา ที่ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2565
#691957
เปิดฉบับเต็ม

3923030661479500คดีที่ เอกชนยื่นฟ้องผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๓ ที่ ๑ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา ที่ ๒ กองทัพเรือ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดนำรถเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินเป็นทางรถยนต์ และปักแผ่นป้ายขนาดใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน รื้อถอนป้ายที่ปักไว้ออกจากที่ดินพิพาท ปรับถนนให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าเตรียมการสงวนป่าคลองทุ่งมะพร้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์เพื่อจัดสร้างฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือ การออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย การติดตั้งป้ายเตือนห้ามขึ้นเกาะ และการนำเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินกระทำในที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๓ ที่ ๑ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา ที่ ๒ กองทัพเรือ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดนำรถเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินเป็นทางรถยนต์ และปักแผ่นป้ายขนาดใหญ่ห้ามมิให้ผู้ใดขึ้นเกาะในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ได้นำเครื่องจักรกลเข้าไถปรับและปักป้ายห้ามขึ้นเกาะในที่ดินที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์ การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ดินของรัฐที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำเครื่องจักรกลเข้าไถปรับและปักป้ายห้ามขึ้นเกาะในที่ดินพิพาท ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์แล้ว จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — นาย ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 3 ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2565
#684462
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าโท อ. จำเลย ต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ เป็นคดีอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖)พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และให้ไต่สวนร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานสอบสวนในคดีนี้ ร้อยตำรวจเอก ป. มีความเห็นว่าคดีนี้เกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่ายและสรุปสำนวนการสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย และส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ ดำเนินคดี กับเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายเนื่องจากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป และได้แยกสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีเนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิดจากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดก็เฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา ๑๔ (๑) และ (๒) หรือกรณีตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดด้วยกันกับพลเรือนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา ๑๔ (๑) แม้ระหว่างพิจารณาคดีจะปรากฏเพิ่มเติมว่าผู้ตายซึ่งเป็นพลเรือนขับรถโดยมีส่วนประมาทด้วยก็ตาม แต่เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีเนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย กรณีจึงมิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา ๑๔ (๒) ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ดังนั้น คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา ๑๓ และ ๑๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 25
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 25
จำเลย — จ่าโท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 57/2565
#684153
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยทั้งสองมี 2 ข้อ โดยข้อ 2.1 ระบุว่าปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนข้อ 2.2 ระบุว่าปัญหาข้อกฎหมายเมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีส่วนอาญาเพียงว่าผู้พิพากษาศาลดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยทั้งสอง จึงมีคำสั่งไม่รับ โดยไม่ได้สั่งฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2.2 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นสั่งรับฎีกาข้อ 2.2 และถึงแม้จะมีความบกพร่องเกี่ยวกับการสอบคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นสอบสวนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็เพียงมีผลต่อน้ำหนักในการรับฟังคำให้การดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลเท่านั้น หาได้ทำให้การสอบสวนเสียไปไม่ ส่วนข้อที่ว่าพนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 ถึงมาตรา 134/4 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในชั้นที่พนักงานสอบสวนถามคำให้การของผู้ต้องหา แต่ในวันที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกานั้นยังอยู่ในระหว่างรับคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหาหรือสอบถามคำให้การของจำเลยทั้งสอง กรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358, 359, 362, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายบรรจง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของผลสับปะรดที่ถูกทำลายเป็นเงิน 177,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,325 บาท รวมเป็นเงิน 185,925 บาท และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 (4) (ที่ถูก มาตรา 359 (4) (เดิม), ประกอบมาตรา 358 (เดิม)), 365 (2) (ที่ถูก มาตรา 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (เดิม) จำคุกคนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน (ที่ถูก ร่วมกันชำระเงิน) 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 5,000 บาท แทนโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเดิมชื่อ "จง" โจทก์ร่วมและนางช้องเป็นสามีภริยากัน โจทก์ร่วมเป็นเกษตรกรเป็นผู้ครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 เนื้อที่ดินทั้งหมด 161 ไร่ และทำไร่สัปปะรดบนที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ขณะเกิดเหตุนายฤทธิเดช และนายพีระ เป็นผู้ดูแลไร่สัปปะรดดังกล่าวให้โจทก์ร่วม นายบุญเด่นหรือดำ มีไร่สัปปะรดตั้งอยู่ใกล้กับไร่สัปปะรดของโจทก์ร่วมดังกล่าว และจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของนายบุญเด่น ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายฤทธิเดชและนายพีระเห็นคนร้ายหกคนร่วมกันใช้มีดฟันทำลายผลสัปปะรดในไร่ของโจทก์ร่วมดังกล่าวได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นโจทก์ร่วมพร้อมนายฤทธิเดชและนายพีระไปแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกปกรณ์เกียรติ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบ้านหนองพลับ โดยนายฤทธิเดชและนายพีระแจ้งว่าจำคนร้ายได้สองคน คนหนึ่งเป็นคนขับรถไถของนายบุญเด่น ร้อยตำรวจเอกปกรณ์เกียรติติดต่อให้นายบุญเด่นพาลูกน้องที่ทำงานในไร่มาที่สถานีตำรวจ ครั้งแรกมีลูกน้องเป็นหญิงและชายจำนวนหนึ่งมา แต่นายฤทธิเดชและนายพีระแจ้งว่าไม่ใช่คนร้าย ร้อยตำรวจเอกปกรณ์เกียรติจึงให้นายบุญเด่นพาลูกน้องคนอื่นมาให้หมด ครั้งหลังมีลูกน้องซึ่งรวมจำเลยทั้งสองมาอีกจำนวนหนึ่ง นายฤทธิเดชและนายพีระยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย ร้อยตำรวจเอกปกรณ์เกียรติตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของจำเลยทั้งสอง แล้วให้นายฤทธิเดชและนายพีระลงลายมือชื่อยืนยันภาพถ่ายทะเบียนราษฎร์ของจำเลยทั้งสาม แล้วโจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จากนั้นเกิดการโต้เถียงกันระหว่างฝ่ายโจทก์ร่วมกับฝ่ายจำเลยทั้งสอง ร้อยตำรวจเอกปกรณ์เกียรติจึงให้จำเลยทั้งสองกลับไปก่อน ร้อยตำรวจเอกปกรณ์เกียรติรวบรวมพยานหลักฐานโดยสอบคำให้การโจทก์ร่วม นายฤทธิเดช นายพีระ ร้อยตำรวจโทวีระพันธ์ ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพ ทำบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย ร่วมกับพิสูจน์หลักฐานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตรวจสถานที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยจำเลยทั้งสองฎีกามาทั้งในส่วนอาญาและส่วนแพ่ง โดยส่วนอาญานั้น เมื่อพิจารณาฎีกาของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า มี 2 ข้อ โดยข้อ 2.1 ระบุว่าปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนข้อ 2.2 ระบุว่าปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินคนละ 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 และมาตรา 221 แต่เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีนี้ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีส่วนอาญาเพียงว่า จำเลยทั้งสองยื่นขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้รับรองฎีกาในส่วนคดีอาญาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 นั้น ผู้พิพากษาศาลดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยทั้งสอง จึงมีคำสั่งไม่รับ โดยไม่ได้สั่งฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2.2 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นสั่งรับฎีกาข้อ 2.2 และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน คงมีปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้จะมีความบกพร่องเกี่ยวกับการสอบคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นสอบสวนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็เพียงมีผลต่อน้ำหนักในการรับฟังคำให้การดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลเท่านั้น หาได้ทำให้การสอบสวนเสียไปไม่ ส่วนข้อที่ว่าพนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 ถึงมาตรา 134/4 นั้น เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในชั้นที่พนักงานสอบสวนถามคำให้การของผู้ต้องหา แต่ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาว่ายังอยู่ในระหว่างรับคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหาหรือสอบถามคำให้การของจำเลยทั้งสอง กรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ดังนั้น คดีส่วนอาญาจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งสัปปะรดอันเป็นพืชหรือพืชผลกสิกรของโจทก์ร่วม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปในคดีเฉพาะส่วนแพ่งตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีส่วนอาญายุติดังกล่าวข้างต้นและโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ในมูลอันเป็นความผิดอาญาดังกล่าว ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกและร่วมกันใช้มีดฟันผลสัปปะรดทำให้ผลสัปปะรดของโจทก์ร่วมเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มาตรา 206 และมาตรา 224 ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ร่วมว่า ผลสัปปะรดที่ถูกฟันเสียหายคิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ โจทก์ร่วมปลูกสัปปะรดไร่ละ 6,000 หน่อ สัปปะรดมีอายุประมาณ 5 เดือนเศษ ซึ่งจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 1 สัปดาห์ มีน้ำหนักลูกละประมาณ 2 กิโลกรัม จำนวน 12,000 ลูก คิดเป็นค่าเสียหายโดยคำนวณจากราคาซื้อขายขณะนั้นลูกละ 6.50 บาท เป็นเงิน 156,000 บาท โดยราคาหลังเกิดเหตุกิโลกรัมละ 7.40 บาท อีกทั้งยังมีร้อยตำรวจเอกหญิงชัลรัชต์ พิสูจน์หลักฐานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาเป็นพยานเบิกความว่า พยานไปตรวจที่เกิดเหตุและทำรายงาน ซึ่งเมื่อพิจารณารายงานดังกล่าวระบุเพียงว่า เนื้อที่ซึ่งปลูกต้นสัปปะรดเสียหายประมาณ 2 ไร่ และทรัพย์สิน (สัปปะรด) ที่ถูกทำลายประมาณ 2 ไร่ ความเสียหายประมาณ 126,000 บาท เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกหญิงชัลรัชต์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน อีกทั้งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อประโยชน์ของโจทก์ร่วม เชื่อว่าเบิกความไปตามจริง ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า กำลังคน 1 คน ใช้เวลาฟันผลสัปปะรดขนาดเนื้อที่ 2 ไร่ ต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 วัน หากใช้กำลังคนประมาณ 6 คน จะใช้เวลาประมาณ 1 วันเศษ ราคาผลสัปปะรดช่วงเวลาเกิดเหตุน่าจะราคาผลละ 5 บาท เนื้อที่ 1 ไร่ สามารถปลูกต้นสัปปะรดได้ประมาณ 7,000 ต้น นั้น ก็เป็นการนำสืบลอย ๆ พยานหลักฐานของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผลสัปปะรดถูกฟันเสียหายเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายว่าแค่ไหนเพียงใดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด แม้จะได้ความจากโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ที่เกิดเหตุมีทั้งผลสัปปะรดลูกเล็ก ลูกใหญ่ และที่เน่าเสียไปบ้าง และผลสัปปะรดไม่ได้ถูกฟันทุกลูกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาภาพถ่ายตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุเกี่ยวกับทรัพย์แล้วเห็นว่า ผลสัปปะรดเมื่อถูกฟันแล้วไม่สามารถนำไปทำประโยชน์ได้ และพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ร่วม และการที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปฟันผลสัปปะรดของโจทก์ร่วมในเวลากลางวัน นับว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ หากไม่มีผู้พบเหตุการณ์กระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกก็คงจะสร้างความเสียหายแก่โจทก์ร่วมมากกว่านี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 120,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมกับความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมขอเรียกดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้ตามขอนั้น ปรากฏว่ามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ส่วนนี้ โดยกำหนดดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยน โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/2 ม. 134/3 ม. 134/4 ม. 219 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
โจทก์ร่วม — นาย บ.
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายพรเลิศ ศักดิ์สงวนมนูญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แก้ว เวศอุไร
พิชัยวัฒน์ อุตะเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 57/2565
#684702
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นางสาว ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. โจทก์ที่ ๑ นางสาว ศ. โจทก์ที่ ๒ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร จำเลย ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ช. โจทก์ที่ ๒ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. ได้รับความเสียหายกรณีจำเลยได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนาย ช. โดยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึงโจทก์ที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ชำระภาษีอากรค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยเรียกชำระจากกองมรดกของผู้ตาย แต่หนังสือดังกล่าวระบุข้อมูลหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ที่ ๑ อันเป็นข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญผิดพลาด เป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน ทำให้หนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์ที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งดังกล่าว และมีมติให้จำหน่ายคำอุทธรณ์ออกจากทะเบียน แต่ต่อมาจำเลยกลับมีคำสั่งตามมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากรให้ยึดและอายัดทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องของนาย ช. หลายรายการ และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฉบับใหม่ โดยวิธีปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ที่ ๒ โดยไม่ได้ออกคำสั่งแจ้งถอนการยึดอายัดตามคำสั่งเดิมให้ถูกต้องตามระเบียบเสียก่อน แต่โจทก์ที่ ๑ ไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว และเมื่อครบกำหนดชำระเงินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับใหม่ จำเลยจึงมีคำสั่งถอนการอายัดเพื่อถอนคำสั่งอายัดฉบับเดิม พร้อมทั้งมีคำสั่งยึดและอายัดฉบับใหม่ซึ่งเป็นการยึดและอายัดทรัพย์สินของนาย ช. และโจทก์ที่ ๒ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินทุกรายการและปล่อยทรัพย์ที่ยึด ให้จำเลยคืนทรัพย์สินของนาย ช. ที่ได้ยึดหรืออายัดไว้คืนแก่กองมรดกของนาย ช. และให้คืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ ๒ ครึ่งหนึ่ง ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในส่วนที่ดินซึ่งขอให้มีการแบ่งแยกก่อนทำการยึดทรัพย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากจำเลยมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ซึ่งเป็นมาตรการบังคับทางปกครองแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร เมื่อโจทก์ทั้งสองโต้แย้งว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีคำขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินและปล่อยทรัพย์ที่ยึด และคืนทรัพย์สินของนาย ช. แก่กองมรดกของนาย ช. และในส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ ๒ ในฐานะเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งมาตรา ๖๓/๑๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึดหรือการอายัดทรัพย์สิน โดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมทั้งบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด ให้เสนอต่อศาลภาษีอากรซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับทางปกครองนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.รัษฎากร
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลภาษีอากรกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ศ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 56/2565
#686978
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าระบุว่า ในกรณีสัญญาสิ้นสุดไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ผู้เช่าจะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารแล้วส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพเรียบร้อยที่ผู้ให้เช่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง หากพ้นกำหนดนี้แล้วผู้เช่าต้องชดใช้ค่าปรับแก่ผู้ให้เช่าในอัตราวันละ 667 บาท สัญญาข้อนี้เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าหากจำเลยผิดข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวันจากจำเลยได้ เป็นการตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดตามข้อตกลงดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดค่าปรับโดยเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนโดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้วลดค่าปรับรายวันเหลือวันละ 450 บาท และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย นับว่าเหมาะสมแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า อันเป็นการไม่ชําระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชําระค่าปรับรายวัน ตามสัญญาเช่าข้อ 17 ในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายและโจทก์มีสิทธิพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสอง การที่จำเลยไม่ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนแก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายในส่วนที่ต้องดำเนินการให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าพร้อมกับส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และการที่จำเลยยังคงอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไปหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วโดยไม่มีสิทธิ ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากทรัพย์สินของโจทก์อีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าปรับรายวันตามสัญญาเช่าข้อ 16

เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอาคารของโจทก์ได้ แม้อาคารของโจทก์มีสภาพผุกร่อนของคอนกรีต อันส่งผลให้อาคารมีสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัยดังที่จำเลยฎีกา แต่ก็ยังสามารถใช้อยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์อื่นได้ โดยจำเลยเองก็ยังประสงค์จะขอให้โจทก์ต่อสัญญาเช่าให้อีก โจทก์จึงอาจนําอาคารของโจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าได้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชําระค่าเสียหายคิดเสมือนค่าเช่ารายเดือนในอัตราเดือนละ 2,000 บาท ต่อคูหาเท่ากับอัตราค่าเช่าตามสัญญาตามที่โจทก์ขอ และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย นับว่าเหมาะสมแล้ว

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าบํารุงรายปีเนื่องจากจำเลยอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไปหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วโดยไม่มีสิทธิ โดยโจทก์นําอัตราค่าบํารุงรายปีที่จำเลยต้องชําระตามสัญญาเช่ามาเป็นเกณฑ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้ เท่ากับโจทก์เรียกค่าเสียหายโดยอาศัยข้อสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่ามีการบอกเลิกสัญญาทำให้สัญญาสิ้นสุดแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชําระค่าบํารุงรายปีตามข้อสัญญาได้อีก คงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยผิดสัญญาเท่านั้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. เดิม และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่ง ป.พ.พ. และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชําระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระหนี้แก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันผิดสัญญาถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,446,081.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,415,614.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระค่าปรับตามสัญญาจากการที่ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่านับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลงในอัตราวันละ 667 บาท ต่อคูหา รวมเป็นเงิน 2,001 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ ชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถนำทรัพย์สินออกให้เช่าคิดเป็นค่าเสียหายรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท ต่อคูหา รวมเป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ ชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถนำทรัพย์สินออกให้เช่าคิดเป็นค่าบำรุงรายปี ปีละ 140,000 บาท ต่อคูหา รวมเป็นเงินปีละ 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์กับชำระค่าเสียหายจากค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินรายปีในอัตราปีละ 23,811.30 บาท ต่อคูหา รวมเป็นเงินปีละ 71,433.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ปี 2561 (ปีภาษี 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 838,289.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,589.40 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,475,991.06 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 763,641.06 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์บริเวณวงเวียนสวนมะลิจำนวน 3 คูหา เลขที่ 220, 222 และ 224 ซอยเฉลิมเขตร์ 1 แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2560 โดยจำเลยตกลงชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท ต่อคูหาและค่าบำรุงกรุงเทพมหานคร เป็นเงินปีละ 140,000 บาท ต่อคูหา ก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 7 เมษายน 2560 แจ้งจำเลยว่าสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารที่เช่าพบการผุกร่อนของคอนกรีตจนถึงชั้นเหล็กเสริมคอนกรีตในส่วนของโครงสร้างพื้นและคานอันเกิดจากการขาดการบำรุงรักษาและอายุการใช้งานและพบการดัดแปลงอาคารอันส่งผลให้อาคารมีสภาพหรือมีการใช้ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินหรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัยจึงขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารแล้วส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง หากพ้นกำหนดจำเลยต้องชดใช้ค่าปรับวันละ 667 บาท ต่อคูหา ตามสัญญาเช่าข้อ 16 ต่อมาจำเลยและผู้เช่ารายอื่นมีหนังสือลงวันที่ 28 เมษายน 2560 ขอให้โจทก์พิจารณาต่อสัญญาเช่าให้แก่จำเลยและผู้เช่ารายอื่น โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 แจ้งไม่ต่ออายุสัญญาเช่ากับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกหลายครั้ง หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบอาคารที่เช่าแก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวัน ค่าเสียหายเสมือนค่าเช่ารายเดือนและค่าบำรุงรายปีให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันเพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเต็มจำนวนที่โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,000 บาทต่อเดือน ต่อคูหาแล้ว โจทก์ไม่อาจเรียกค่าปรับตามสัญญาได้อีก ค่าปรับรายวันจึงเป็นค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5277/2540 สำหรับค่าเสียหายเสมือนค่าเช่ารายเดือน โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าสามารถนำอาคารที่พิพาทออกให้เช่าในราคาดังกล่าว และทรัพย์มีสภาพไม่อาจให้เช่าได้เนื่องจากโครงสร้างพื้นและคานเกิดจากขาดบำรุงรักษา ส่งผลให้อาคารมีสภาพเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกายหรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัยได้ ส่วนค่าบำรุงรายปี จำเลยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้ว นั้น เห็นว่า สำหรับค่าปรับรายวัน เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธวันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง และให้การว่าจำเลยส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์แล้ว ซึ่งตามสัญญาเช่า ข้อ 16 ระบุว่า ในกรณีสัญญาสิ้นสุดไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ผู้เช่าจะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารแล้วส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพเรียบร้อยที่ผู้ให้เช่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ภายใน 30 วันนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง หากพ้นกำหนดนี้แล้วผู้เช่าต้องชดใช้ค่าปรับแก่ผู้ให้เช่าในอัตราวันละ 667 บาท... สัญญาข้อนี้เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ล่วงหน้าหากจำเลยผิดข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวยินยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวันจากจำเลยได้ เป็นการตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยผิดสัญญาจำเลยจึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดค่าปรับโดยเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนโดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้วลดค่าปรับรายวันเหลือวันละ 450 บาท และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายเสมือนค่าเช่ารายเดือนให้แก่โจทก์ตามฟ้องแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวันอีกนั้น จะเห็นได้ว่า เมื่อจำเลยมิได้ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า อันเป็นการไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าปรับรายวัน ตามสัญญาเช่าข้อ 16 ในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายและโจทก์มีสิทธิพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง การที่จำเลยไม่ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโจทก์ย่อมได้รับความเสียหายในส่วนที่ต้องดำเนินการให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าพร้อมกับส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และการที่จำเลยยังคงอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไปหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วโดยไม่มีสิทธิ ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากทรัพย์สินของโจทก์อีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าปรับรายวันตามสัญญาเช่าข้อ 16 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5277/2540 ที่จำเลยอ้างมีข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเช่าและค่าเสียหายแตกต่างจากคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงวินิจฉัยได้ สำหรับค่าเสียหายคิดเสมือนค่าเช่ารายเดือน นั้น เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอาคารของโจทก์ได้ แม้อาคารของโจทก์มีสภาพผุกร่อนของคอนกรีต อันส่งผลให้อาคารมีสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัยดังที่จำเลยฎีกา แต่ก็ยังสามารถใช้อยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์อื่นได้ โดยจำเลยเองก็ยังประสงค์จะขอให้โจทก์ต่อสัญญาเช่าให้อีก โจทก์จึงอาจนำอาคารของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าได้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายคิดเสมือนค่าเช่ารายเดือน ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท ต่อคูหา เท่ากับอัตราค่าเช่าตามสัญญาตามที่โจทก์ขอ และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าบำรุงรายปี นั้น จะเห็นได้ว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายค่าบำรุงรายปีเนื่องจากจำเลยอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไปหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วโดยไม่มีสิทธิ โดยโจทก์นำอัตราค่าบำรุงรายปีที่จำเลยต้องชำระตามสัญญาเช่ามาเป็นเกณฑ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้ เท่ากับโจทก์เรียกค่าเสียหายโดยอาศัยข้อสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่ามีการบอกเลิกสัญญาทำให้สัญญาสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระค่าบำรุงรายปีตามข้อสัญญาได้อีกคงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยผิดสัญญาเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็น ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ( 5 ) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันผิดสัญญาถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 818,949.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,599.99 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปแต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยรับผิดค่าบำรุงรายปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 ม. 380 วรรคสอง ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอาภาพร ประไพตระกูล
- นายคมกฤช เทียนทัด
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 56/2565
#684701
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท อ. จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย ว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างทางรถไฟระหว่างสถานีหัวตะเข้เข้าย่านบรรทุกสินค้าที่ลาดกระบัง (ICD) กรุงเทพมหานคร และโจทก์กับจำเลยตกลงทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาดังกล่าว โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๗ ถึงงวดที่ ๑๐ และงานเพิ่มเติมให้จำเลยตรวจรับแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์ แก่กิจการรถไฟ และมีอำนาจที่จะกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมถึงสร้าง ซื้อ จ้าง รับจ้าง จัดหา จำหน่าย แลกเปลี่ยน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืมและดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการรถไฟ รับขนส่งคนโดยสาร สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟตามมาตรา ๖ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญา ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และเมื่อพิจารณาสัญญาและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาพิพาทดังกล่าว จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างทางรถไฟระหว่างสถานีหัวตะเข้เข้าย่านบรรทุกสินค้าที่ลาดกระบัง (ICD) กรุงเทพมหานคร รวมถึงปรับปรุงอาณัติสัญญาณ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทกิจการร่วมค้า อ. จำกัด
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2565
#691943
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ บริษัท ซ. จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ผู้คัดค้าน (เทศบาลเมือง) ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เป็นการยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมาตรา ๔๒ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให?มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให?คู?พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร?องต?อศาลที่มีเขตอำนาจ..." และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า "ให?ศาลทรัพย์?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางหรือศาลทรัพย์?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่คู?พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต?ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าสัญญาจ้างซึ่งเป็นข้อพิพาทตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง ซึ่งจะส่งผลถึงการวินิจฉัยเขตอำนาจศาลในคดีนี้ โดยสัญญาจ้างพิพาทเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างนายกเทศมนตรี กระทำการแทนเทศบาล ผู้ว่าจ้าง กับ บริษัท ซ. จำกัด ผู้รับจ้าง ได้ความจากคำคัดค้านของผู้คัดค้านว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาหนึ่งของโครงการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ริเริ่มขึ้นในปี ๒๕๕๐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองแบบยั่งยืน อันเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นและประชาชนดำเนินการร่วมกันโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ตอนเหนือ) ประกอบด้วยเขตอำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นคณะกรรมการภาคีความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตอนเหนือ อันเป็นการดำเนินการตามแนวทางการจัดทำบริการสาธารณะร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยมีเทศบาลเมือง ผู้คัดค้าน ดำเนินการบริหารศูนย์โครงการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นโครงการนำร่องร่วมกับกระทรวงพลังงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร โดยมุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืน ทั้งด้านการอนุรักษ์พลังงาน สิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิต รวมถึงส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเมื่อพิจารณาวัตถุแห่งสัญญา เป็นการจ้างให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเอกชนดำเนินการคัดแยกขยะมูลฝอยเพื่อนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่ต้องทำของผู้คัดค้าน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๐ (๓) ประกอบ ๕๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะของสัญญาเป็นการมอบหมายให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะในการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้คัดค้าน จึงเป็นสัญญาที่ให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้นการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครองจึงต้องเสนอต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น ตามมาตรา ๙ ประกอบมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ผู้ร้อง — บริษัท ซ. จำกัด
ผู้คัดค้าน — เทศบาลเมืองหัวหิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ