คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2564
#682122
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ป.อ. มาตรา 291, 300, 390 แล้วโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยระบุคำร้องว่า บ. และ ป. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจ ร. โดย น. มารดา และ น. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจ ร. จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสามในฐานะผู้สืบสันดานและภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายและเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามสามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงให้ไม่รอการลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และเมื่อคดีขึ้นมาที่ศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง บ. และเด็กชาย ป. โดยนาง น. ผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง น. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย โดยให้เรียกเด็กหญิง บ. เด็กชาย ป. และนาง น. ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์ร่วมทั้งสามมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ดาบตำรวจประเสริฐถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน กับโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยแล้วโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยระบุคำร้องว่า เด็กหญิง บ. และเด็กชาย ป. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประเสริฐ โดยนาง น. มารดา และนาง น. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประเสริฐจึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสามในฐานะผู้สืบสันดานและภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายและเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย จึงไม่ถูกต้องและเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามสามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงให้ไม่รอการลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แต่เมื่อคดีขึ้นมาที่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยได้ความว่า เหตุเกิดเนื่องจากจำเลยขับรถยนต์ไปตามถนนซึ่งมีทางเดินรถเดียวโดยมี 3 ช่องเดินรถ และมีร่องคั่นกลางกับทางเดินรถที่สวนทาง จำเลยขับรถในช่องเดินรถที่ 3 นับจากซ้ายด้วยความเร็วประมาณ 110 ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจำเลยต้องการแซงรถยนต์คันหน้า จำเลยจึงขับรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับแล้วเปลี่ยนกลับเข้าช่องเดินรถที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถยนต์ ด้านท้ายรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 2 และด้านหน้าซ้ายรถยนต์ในช่องเดินรถที่ 3 ทำให้รถยนต์ของจำเลยตกลงไปในร่องกลางถนนแล้วกระเด็นข้ามไปในทางเดินรถที่สวนมาแล้วชนกับรถยนต์กระบะซึ่งมีคนขับและผู้โดยสารรวม 9 คน กับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายเป็นผู้ที่นั่งมาในรถยนต์กระบะ ส่วนรถยนต์คันอื่นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บคงมีแต่รถยนต์ที่เสียหายซึ่งได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้ว ฝ่ายผู้เสียหายทั้งหมดในรถยนต์กระบะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมประมาณ 3,200,000 บาท ระหว่างพิจารณาจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้ผู้เสียหายจำนวน 5 ราย เป็นเงิน 200,000 บาท และระหว่างฎีกาจำเลยชำระเงินให้ทายาทของผู้เสียหายอีก 2 ราย รวมจำนวน 250,000 บาท ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการที่จำเลยพยายามชดใช้เงินแก่ฝ่ายผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้าย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 23 ปี อาศัยอยู่กับภริยา บุตรอายุ 4 ปี และมารดาของภริยา จำเลยทำงานประจำและนำรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว จำเลยไม่เคยกระทำความผิดและรับโทษจำคุกมาก่อน เหตุคดีนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตของจำเลยและทำให้จำเลยต้องขับรถด้วยความระมัดระวังต่อไปซึ่งพนักงานคุมประพฤติก็รายงานว่าหลังเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์อยู่บ้างแต่นาน ๆ ครั้ง และยังรู้สึกไม่สบายใจขณะขับรถ จำเลยจึงน่าจะสำนึกในการกระทำความผิด การลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษจึงไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและครอบครัว สมควรให้โอกาสจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วย และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 30 ม. 193 ทวิ
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง บ. โดยนาง น. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
สุวิชา นาควัชระ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6098/2564
#666494
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) จำคุก 25 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 2 ปี เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธมีดขู่บังคับขณะกระทำชำเราเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีอาวุธมีดในขณะกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์ฎีกาว่า ขณะกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยถืออาวุธมีดอยู่ในมือย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำโดยใช้อาวุธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ) จำคุกตลอดชีวิต คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)) จำคุก 25 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 2 ปี เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธมีดขู่บังคับขณะกระทำชำเราเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีอาวุธมีดในขณะกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์ฎีกาว่า ขณะกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยถืออาวุธมีดอยู่ในมือย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายณรงค์เดช นวลมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธันว์ บุณยะตุลานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2564
#687030
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีอาญาด้วยวาจา บรรยายฟ้องในส่วนของการขอเพิ่มโทษว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2772/2561 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ให้จำคุก 9 เดือน ฐานลักทรัพย์ ภายในเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษในคดีดังกล่าว จำเลยมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก ซึ่งความผิดในคดีก่อนและคดีนี้จำเลยได้กระทำในขณะที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีแล้ว และมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 และบรรยายฟ้องในส่วนขอให้นับโทษจำคุกต่อว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 1375/2562 ของศาลชั้นต้นซึ่งได้ยื่นฟ้องพร้อมกันต่อศาลชั้นต้นในวันนี้ ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีรายละเอียดเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ดีในส่วนขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษา ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ศาลชั้นต้นจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจำเลยให้การรับสารภาพตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้ข้างต้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดจริงและหมายความรวมถึงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อดังกล่าวด้วยแล้ว ทั้งความยังปรากฏต่อศาลเองด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2772/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยได้มากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงอยู่ในเงื่อนไขเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนี้ตาม ป.อ. มาตรา 92 และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกิน 6 เดือนจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 56 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่เพิ่มโทษจำเลยและรอการลงโทษจำคุกจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1375/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อหา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1375/2562 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษจึงมิอาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่เพิ่มโทษจำเลยและรอการลงโทษจำคุก และไม่นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1375/2562 ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีอาญาด้วยวาจา โดยในคำฟ้องข้อ 3. โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของการขอเพิ่มโทษว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 9 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2772/2561 ของศาลจังหวัดปทุมธานี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ภายในเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษดังกล่าว จำเลยมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก ซึ่งความผิดในคดีก่อนและคดีนี้จำเลยได้กระทำในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบแปดปีแล้วและมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และคำฟ้องข้อ 4. โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนขอให้นับโทษจำคุกต่อว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1375/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ยื่นฟ้องพร้อมกันต่อศาลชั้นต้นในวันนี้ ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีรายละเอียดเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ดีในส่วนขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ศาลชั้นต้นจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้ข้างต้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดจริงและหมายความรวมถึงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อดังกล่าวด้วยแล้ว ทั้งความยังปรากฏต่อศาลเองด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2772/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยได้มากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงอยู่ในเงื่อนไขเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเกิน 6 เดือน จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่เพิ่มโทษจำเลยและรอการลงโทษจำคุก จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว และศาลฎีกาเห็นควรงดโทษปรับและลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียวโดยให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1375/2562 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน เมื่อความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามกฎหมายเก่า มาตรา 57, 91 ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกฎหมายใหม่ มาตรา 104, 162 ที่ยังบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดเช่นเดียวกับกฎหมายเก่า ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 166 ยังให้อำนาจศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษได้อีกด้วย กฎหมายใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่คดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งแม้ตามกฎหมายใหม่มาตรา 166 ให้อำนาจศาลเปลี่ยนโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยหรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนได้ อันเท่ากับว่ามาตรา 166 บัญญัติให้ศาลยังใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือคุมความประพฤติในคดีที่ไม่อาจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ เพราะจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน แต่ในคดีนี้ก็ยังไม่สมควรใช้วิธีการตามมาตรา 166 แก่จำเลยอยู่ดี เพราะจำเลยมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซ้ำดังปรากฏในคดีที่จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน โดยให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1375/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอาวุธ อักษรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกูล
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2564
#680830
เปิดฉบับเต็ม

อันโมฆะกรรมนั้นเป็นการกระทำที่เสียเปล่า ไม่มีผลอย่างใดในทางกฎหมาย ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งผู้มีส่วนได้เสียไม่จำกัดเฉพาะคู่กรณีที่ทำนิติกรรมเท่านั้น แต่บุคคลใดที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อันเกี่ยวกับโมฆะกรรม ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 ของศาลชั้นต้น ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่เป็นโมฆะ โดยไม่จำต้องฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 870

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายสละประเด็นในคำฟ้องและคำให้การทั้งหมด โดยให้คงไว้แต่ประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และนิติกรรมการจำนองเป็นโมฆะหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 870 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 870 อันเป็นที่ดินพิพาท และมีข้อกำหนดห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2537 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้บริษัท ข. มีสิทธิเหนือพื้นดินมีกำหนด 30 ปี และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ของบริษัท ข. ที่มีต่อธนาคาร ก. วันที่ 20 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิการรับจำนองมาจากธนาคาร ก. วันที่ 16 กันยายน 2542 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท ข. วันที่ 6 กันยายน 2545 โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ ในโครงการสนามกอล์ฟ ของบริษัท ข. จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในราคา 265,680,000 บาท และโจทก์เข้าครอบครองดำเนินกิจการสนามกอล์ฟตลอดมา โดยเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น รีสอร์ท แอนด์ สปา ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่า ที่ดินภายในโครงการสนามกอล์ฟประกอบด้วยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 56 แปลง แบ่งเป็นกลุ่มที่ 1 จำนวน 36 แปลง ที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กลุ่มที่ 2 จำนวน 14 แปลง เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และกลุ่มที่ 3 จำนวน 6 แปลง จำนองเป็นประกันหนี้ของบริษัท ข. อยู่ระหว่างดำเนินคดี โจทก์เปิดให้บริการสนามกอล์ฟและเข้าไปใช้ที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ติดต่อเจรจาภายใน 30 วัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินกลุ่มที่ 2 จำนวน 14 แปลง ศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีขับไล่โดยไม่สุจริต เพราะขณะจำเลยที่ 1 เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในสนามกอล์ฟทั้งหมดไม่เคยมีตัวแทนของจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินกลุ่มที่ 2 จำนวน 14 แปลง ของจำเลยที่ 1 อยู่ในสนามกอล์ฟดังกล่าวด้วย จนโจทก์ปรับปรุงเป็นสนามกอล์ฟใหม่ คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 248/2549 ของศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) สำหรับที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยขอให้บังคับจำนอง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 บังคับจำนองได้ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในกลุ่มที่ 3 เช่นเดียวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5025 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องบังคับจำนองที่ดินดังกล่าวเช่นเดียวกับที่ดินพิพาท แต่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์เชื่อว่า ธนาคาร ก. รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5025 ร่วมรู้เห็นกับบริษัท ข. ในการซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอน โดยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำนิติกรรมในรูปแบบมีสิทธิเหนือพื้นดินและให้นายอุทัย ผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5025 ลงชื่อเป็นผู้จำนองแทนบริษัท ข. เป็นการอำพรางสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายอุทัยทำกับบริษัท ข. โดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาผูกพันในเรื่องสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนอง สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายอุทัยกับบริษัท ข. ที่ทำเป็นสัญญาสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนองจึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 155 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำนอง ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18617/2555 โจทก์นำคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำวินิจฉัยทำนองเดียวกันว่าสัญญาสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนองเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งความเป็นโมฆะกรรมของสัญญาทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายสละประเด็นในคำฟ้องและคำให้การทั้งหมดโดยให้คงไว้แต่ประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และนิติกรรมจำนองเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนี้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ในเรื่องคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองเพียงว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิอันเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟ ประกอบด้วยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 56 แปลง จำเลยที่ 1 ปกปิดข้อเท็จจริงและแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟดังกล่าวมีจำนวน 36 แปลง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายทอดตลาดที่ดินโครงการสนามกอล์ฟจำนวน 36 แปลง เมื่อโจทก์ประมูลซื้อได้ จึงเข้าครอบครองที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟดังกล่าวทั้งหมดจนถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และสิทธิครอบครองเป็นสิทธิที่ได้มาโดยข้อเท็จจริง ไม่จำต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลรับรองเพียงแต่บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน บุคคลนั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ที่ดินพิพาทจะไม่ใช่ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายทอดตลาด แต่เมื่อโจทก์ประมูลซื้อที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟได้ และเข้าครอบครองดำเนินกิจการสนามกอล์ฟตลอดมาจนถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี (เดิม) จึงเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ได้เข้ายึดถือที่ดินในโครงการสนามกอล์ฟทั้งหมดจำนวน 56 แปลง ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ยอมรับและไม่ยินยอมให้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาททั้งหมดของโครงการสนามกอล์ฟรวมทั้งที่ดินพิพาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ฟ้องเรียกคืนการครอบครองจนศาลมีคำพิพากษาขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท จึงไม่ทำให้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ได้มาจากการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนสิ้นไป จำเลยที่ 2 แม้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 870 ที่พิพาท แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ครอบครองเพราะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยทำเป็นสัญญาสิทธิเหนือพื้นดินและสัญญาจำนองที่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันโมฆะกรรมนั้นเป็นการกระทำที่เสียเปล่าไม่มีผลอย่างใดในทางกฎหมาย ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งผู้มีส่วนได้เสียไม่จำกัดเฉพาะคู่กรณีที่ทำนิติกรรมเท่านั้น แต่บุคคลใดที่จะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อันเกี่ยวกับโมฆะกรรม ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 ของศาลชั้นต้น ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่เป็นโมฆะ โดยไม่จำต้องฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเสียก่อน เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องกระทำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 ม. 1367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสมฤกษ์ สำลีอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
เรวัตร สกุลคล้อย
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6046/2564
#683487
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 52 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลพิจารณากำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมาย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 บัญญัติว่า จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ คือ ดอกเบี้ย ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้นเงินที่คงเหลือตามสัญญาจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งสอดคล้องกับสิทธิของผู้รับจำนองตามกฎหมาย ย่อมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 41754 พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง หรือมีคำสั่งให้คุ้มครองสิทธิผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยให้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จนครบถ้วนก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 41754 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง โดยให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 1,151,875.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของผู้คัดค้านที่ 2 ที่มีผลบังคับใช้แต่ละช่วงเวลา แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากมีเงินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระแก่ผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ขายทอดตลาด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 นายสุรเกียรติ กับพวก ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ว่าเดือนพฤศจิกายน 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2558 บริษัท ท. กับพวก ร่วมกันโฆษณาชักชวนประชาชนตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เข้าร่วมลงทุนในโครงการ อ. โดยมิได้ผูกขาดการลงทุนในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง เช่น ธุรกิจผลิตยาหรืออาหารเสริมซึ่งขายในประเทศและส่งออก ธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูง เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุนและเสนอผลตอบแทนให้แก่ผู้ที่สามารถชักชวนบุคคลอื่นมาลงทุนกับบริษัทดังกล่าว โดยที่รู้อยู่แล้วว่าจะนำเงินของผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายให้แก่ผู้ลงทุน ในรอบก่อนหน้านั้น และรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบกิจการโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ โดยนายเกรียงศักดิ์ และนายเกรียงไกร กับพวกได้ชักชวนให้ผู้เสียหายนำเงินเข้าร่วมลงทุน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องดังกล่าวทำการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องบริษัท ท. กับพวก ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5 และ 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินของบริษัท ท. กับพวก รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์อื่น ๆ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 41754 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้องบริษัท ท. กับพวก เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1654/2560 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3659/2561 ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าบริษัท ป. จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ส่วนฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยอื่น ๆ เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5889/2561 ของศาลจังหวัดมีนบุรี พิพากษายกฟ้องนายเกรียงศักดิ์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 719-2-31xxx-x ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 572-2-09xxx-x วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 มีการโอนเงิน 1,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของนายเกรียงศักดิ์ไปยังบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 แล้วผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากนางสุรัตนา และจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 บริษัท ท. และนายเกรียงศักดิ์กับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 และ 12 อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (3) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบริษัท ท. และนายเกรียงศักดิ์กับพวก ผู้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ดินโฉนดเลขที่ 41754 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 41754 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 41754 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 1,151,875.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของผู้คัดค้านที่ 2 ที่มีผลบังคับใช้แต่ละช่วงเวลา แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากมีเงินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของต้นเงินนับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 52 บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 ถ้าศาลทำการไต่สวนคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 50 วรรคสอง แล้วเห็นว่าฟังขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์โดยจะกำหนดเงื่อนไขด้วยก็ได้ อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลพิจารณากำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย ฯ ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้นเงินที่คงเหลือตามสัญญาจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาไปจนกว่าจะชำระเสร็จ การคุ้มครองสิทธิเรื่องดอกเบี้ยตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงสอดคล้องกับสิทธิของผู้รับจำนองตามกฎหมาย ย่อมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดโดยไม่ปรากฏเหตุผลว่ามีกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าวมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น ดังนั้น ในเรื่องนี้จึงมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ อีกทั้งการกำหนดให้ได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันขายทอดตลาดนั้น หากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเพียงพอชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมด แต่ผู้รับประโยชน์ต้องไปเรียกให้ชำระหนี้หรือฟ้องให้บังคับชำระหนี้ในดอกเบี้ยส่วนที่เหลือนับจากวันขายทอดตลาดอีก ก็ย่อมไม่ชอบด้วยเหตุผลในการที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 715
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 วรรคสอง ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาว ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สรชัย จตุรภัทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6042/2564
#681421
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส. ได้ทำการจัดสรรที่ดินโดยแบ่งแยกที่ดินเป็นที่ดินก่อสร้างอาคารชุด 24 แปลง ก่อสร้างทาวน์เฮาส์ 56 แปลง และแบ่งเป็นที่ดินก่อสร้างสโมสร สระว่ายน้ำ 1 แปลง เป็นที่ดินสร้างหอสูงเก็บน้ำประปา 1 แปลง ทั้งได้จัดให้มีสาธารณูปโภคเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อพิจารณาจากแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินแล้วปรากฏว่า สระว่ายน้ำ ถนนภายในโครงการ ที่ดินที่สร้างหอสูงเก็บน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคแก่อาคารชุดทาวน์เฮาส์ภายในโครงการจัดสรรที่ดิน ซึ่งที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุดของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่และทาวน์เฮาส์ของจำเลยทั้ง 2 หลัง อยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าวด้วย จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 ซึ่งกำหนดว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไปไม่ได้ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งหอเก็บน้ำสูง สโมสร สระว่ายน้ำและถนนจึงยังคงเป็นสาธารณูปโภค ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด อันได้แก่ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุดของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่และที่ดินที่ตั้งทาวน์เฮาส์ของจำเลย ดังนั้นโจทก์ทั้งยี่สิบสี่และจำเลยย่อมมีสิทธิในการใช้สอยสาธารณูปโภคดังกล่าวร่วมกัน

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและให้มีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามข้อบังคับและตามมติของที่ประชุมใหญ่ เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งให้มีอำนาจในการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้จากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 เกิน 6 เดือนขึ้นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 และมาตรา 36 ซึ่งตามมาตรา 18 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ โดยที่ตามมาตรา 4 บัญญัติคำนิยามของเจ้าของร่วมว่า เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดแต่ละอาคารชุด นอกจากนี้ตามข้อบังคับของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ หมวดที่ 1 ข้อ 2 กำหนดว่า เจ้าของร่วมหมายถึง เจ้าของห้องชุดในอาคารชุด และหมวดที่ 5 ข้อ 15.4 กำหนดว่าเจ้าของร่วมแต่ละรายการจะต้องออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง รวมตลอดถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับดังกล่าวซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวก็มีการกำหนดให้เฉพาะเจ้าของร่วมเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ผู้มีหน้าที่ต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 คือเจ้าของร่วม ซึ่งหมายถึงเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์โดยมิได้เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุด จึงมิใช่เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดร่วมกับโจทก์ทั้งยี่สิบสี่จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.อาคารชุดและข้อบังคับดังกล่าวและไม่ต้องรับผิดร่วมกันออกค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่แต่อย่างใด แม้ก่อนหน้านี้โจทก์ทั้งยี่สิบสี่จะได้มีการเรียกประชุมโดยมีจำเลยเข้าร่วมประชุมด้วย และยินยอมชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามมติของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ก็ตามก็ยังไม่ถือว่าเป็นข้อผูกพันที่จำเลยจะต้องยึดถือปฏิบัติตลอดไปเนื่องจากมิใช่หน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งไม่อาจถือว่าการที่จำเลยตกลงยินยอมชำระเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางก่อนหน้านั้นเป็นการตกลงทำสัญญากับโจทก์ทั้งยี่สิบสี่โดยปริยายเนื่องจากเป็นการชำระไปตามที่จำเลยเข้าใจว่ามีหน้าที่ต้องชำระ เมื่อจำเลยทราบว่าไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยย่อมมีอำนาจยกเลิกการปฏิบัติตามมติของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่โดยปฏิเสธที่จะชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อไปได้ โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ไม่มีอำนาจเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 71,397.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสี่เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5229 และ 5214 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 52/12 และเลขที่ 52/18 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามลำดับ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารชุดของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่และที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทาวน์เฮาส์ของจำเลย รวมถึงที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของถนน สระว่ายน้ำ และหอสูงเก็บน้ำประปาตั้งอยู่ในโครงการจัดสรร บ. ซึ่งบริษัท ส. เป็นผู้ขออนุญาตดำเนินการจัดสรรที่ดิน โดยที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกโจทก์ทั้งยี่สิบสี่มีมติกำหนดให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งในส่วนของเจ้าของอาคารชุดและเจ้าของทาวน์เฮาส์ในโครงการดังกล่าวโดยในส่วนของทาวน์เฮาส์กำหนดอัตราค่าส่วนกลางเดือนละ 480 บาท ต่อมามีมติให้เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป เดิมจำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่สำหรับทาวน์เฮาส์เลขที่ 52/12 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2553 ถึงเดือนกันยายน 2555 เดือนละ 480 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่อีก

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ฎีกาว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสี่เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่จัดการดูแลบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภค โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ได้เรียกประชุมสมาชิกในโครงการทั้งหมดที่เป็นเจ้าของห้องชุดและเจ้าของทาวน์เฮาส์โดยที่ประชุมมีมติเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากเจ้าของทาวน์เฮาส์ในโครงการตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการ ซึ่งเจ้าของทาวน์เฮาส์รวมทั้งจำเลยได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ตลอดมา การที่บริษัท ส. ผู้จัดสรรที่ดินระบุให้ที่ดินก่อสร้างสโมสร สระว่ายน้ำ ที่ดินที่ก่อสร้างหอสูงเก็บน้ำประปา และที่ดินที่ก่อสร้างถนนคอนกรีตเป็นทรัพย์ที่ให้ผู้อาศัยในโครงการใช้ประโยชน์ร่วมกันถือได้ว่าผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้สระว่ายน้ำ ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และที่ดินสร้างหอสูงเก็บน้ำประปาในโครงการเป็นสาธารณูปโภคแก่อาคารชุด จึงถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่โดยผลของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 แล้ว โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินส่วนกลางนั้นได้ ทั้งมีอำนาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลางจากเจ้าของร่วมได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในสาธารณูปโภคของโครงการ แม้ผู้จัดสรรที่ดินจะไม่ได้ระบุว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนกลางหรือไม่ได้แสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นทรัพย์ส่วนกลาง แต่เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่โดยผลของกฎหมาย จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสี่เข้าบำรุงรักษาดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคให้คงสภาพต่อจากผู้จัดสรร ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ผู้ดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินสาธารณูปโภคเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรมแต่อย่างใด เมื่อจำเลยรับว่าได้ใช้ถนนในโครงการเป็นทางเข้าออกตลอดมา รวมทั้งยังเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ตลอดมาจนถึงเดือนกันยายน 2555 พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยถือได้ว่าจำเลยตกลงโดยปริยายยินยอมชำระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันกับเจ้าของที่ดินและเจ้าของอาคารชุดในโครงการดังกล่าวแล้ว จึงต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์ทั้งยี่สิบสี่จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าบำรุงรักษาทรัพย์สินส่วนกลางได้ ทั้งผู้เป็นเจ้าของร่วมในทาวน์เฮาส์ก็ร่วมกันชำระค่าบริการส่วนกลางตลอดมานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากนายนพพร นักวิชาการที่ดินชำนาญการประจำสำนักงานที่ดิน พยานโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ และนายบูลย์ปิติ นักวิชาการที่ดินชำนาญการประจำสำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พยานจำเลยว่า ประมาณปี 2535 บริษัท ส. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่าบริษัท ม. ได้ทำการจัดสรรที่ดินโดยใช้ชื่อโครงการบ้านสวน ล. โดยแบ่งแยกที่ดินเป็นที่ดินก่อสร้างอาคารชุด 24 แปลง ก่อสร้างทาวน์เฮาส์ 56 แปลง และแบ่งเป็นที่ดินก่อสร้างสโมสร สระว่ายน้ำ 1 แปลง เป็นที่ดินสร้างหอสูงเก็บน้ำประปา 1 แปลง ทั้งได้จัดให้มีสาธารณูปโภคเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน แล้วปรากฏว่า สระว่ายน้ำ ถนนภายในโครงการที่ดินที่สร้างหอสูงเก็บน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคแก่อาคารชุด ทาวน์เฮาส์ ภายในโครงการจัดสรรที่ดิน ซึ่งที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุดของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ และทาวน์เฮาส์ของจำเลยทั้ง 2 หลัง อยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าวด้วยโดยต้องอยู่ภายใต้บังคับของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 ซึ่งกำหนดว่าสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งหอเก็บน้ำสูง สโมสร สระว่ายน้ำ และถนนจึงยังคงเป็นสาธารณูปโภค ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมดอันได้แก่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ และที่ดินที่ตั้งทาวน์เฮาส์ของจำเลย ดังนั้น โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารชุดและทาวน์เฮาส์ภายในโครงการดังกล่าวย่อมมีสิทธิในการใช้สอยสาธารณูปโภคดังกล่าวร่วมกัน ส่วนในปัญหาที่ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและทาวน์เฮาส์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามข้อบังคับและตามมติของที่ประชุมใหญ่ เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งให้มีอำนาจในการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้จากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 เกิน 6 เดือนขึ้นไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 และมาตรา 36 ซึ่งตามมาตรา 18 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ โดยที่ตามมาตรา 4 บัญญัติคำนิยามของเจ้าของร่วมหมายความว่า เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดแต่ละอาคารชุด นอกจากนี้ตามข้อบังคับของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ หมวดที่ 1 ข้อ 2 กำหนดว่า เจ้าของร่วมหมายถึง เจ้าของห้องชุดในอาคารชุด และหมวดที่ 5 ข้อ 15.4 กำหนดว่าเจ้าของร่วมแต่ละรายจะต้องออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง รวมตลอดถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับดังกล่าวซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวก็มีการกำหนดให้เฉพาะเจ้าของร่วมเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ ดังนั้น จึงเป็นที่เห็นได้ว่า ผู้ที่มีหน้าที่ต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 คือเจ้าของร่วมซึ่งหมายถึงเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์โดยมิได้เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุด จึงมิใช่เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดร่วมกับโจทก์ทั้งยี่สิบสี่จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติอาคารชุดและข้อบังคับดังกล่าว และไม่ต้องรับผิดร่วมกันออกค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่แต่อย่างใด แม้ก่อนหน้านี้โจทก์ทั้งยี่สิบสี่จะได้มีการเรียกประชุมโดยมีจำเลยเข้าร่วมประชุมด้วย และยินยอมชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามมติของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ก็ตาม ก็ยังไม่ถือว่าเป็นข้อผูกพันที่จำเลยจะต้องยึดถือปฏิบัติตลอดไปเนื่องจากมิใช่เป็นหน้าที่ที่จำเลยต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งไม่อาจถือว่าการที่จำเลยตกลงยินยอมชำระเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางก่อนหน้านั้นเป็นการตกลงทำสัญญากับโจทก์ทั้งยี่สิบสี่โดยปริยาย เนื่องจากเป็นการชำระไปตามที่จำเลยเข้าใจว่ามีหน้าที่จะต้องชำระ เมื่อจำเลยทราบว่าไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยย่อมมีอำนาจยกเลิกการปฏิบัติตามมติของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่โดยปฏิเสธที่จะชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อไปได้ โจทก์ทั้งยี่สิบสี่จึงไม่มีอำนาจเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ในข้ออื่น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4, 14 ม. 18 วรรคสอง ม. 33 วรรคสอง ม. 35 ม. 36
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด บ. กับพวก
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — วิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6026/2564
#687010
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมหนังสือราชการของกรมราชเลขานุการในพระองค์ขึ้น 3 ฉบับ และปลอมประกาศแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ขึ้นอีก 1 ฉบับ แล้วบันทึกภาพหนังสือราชการปลอมทั้งสี่ฉบับไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จากนั้นจัดส่งภาพหนังสือราชการปลอมทั้งสี่ฉบับโดยวิธีลง (โพ้สต์) ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายในคราวเดียวกันก็ด้วยเจตนาที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับสำนักพระราชวังซึ่งจัดดำเนินการโครงการบ้านพอเพียงในพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ตามเรื่องที่จำเลยกุขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามฟ้องนั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนเงิน 1,683,492 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาจำเลยและผู้เสียหายตกลงกันได้ โดยจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไปความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 กับความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเป็นเท็จตามฟ้องข้อ 1.5 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะความผิดดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องข้อ 1.5 เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวเองตามฟ้องข้อ 1.3 และข้อ 1.4 จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องข้อ 1.7 เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวเองตามฟ้องข้อ 1.6 จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 1,683,492 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เนื่องจากจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนตามที่ตกลงกับผู้เสียหายและเกินจำนวนเงินดังกล่าวแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยปลอมหนังสือราชการของกรมราชเลขานุการในพระองค์ตามฟ้องข้อ 1.3 และปลอมประกาศแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ตามฟ้องข้อ 1.4 แล้วนำไปใช้อ้างแสดงต่อผู้เสียหายตามฟ้องข้อ 1.5 เป็นความผิด 2 กระทง เนื่องจากเป็นเอกสารคนละประเภทกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมหนังสือราชการของกรมราชเลขานุการในพระองค์ขึ้น 3 ฉบับ และปลอมประกาศแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ขึ้นอีก 1 ฉบับ แล้ว บันทึกภาพหนังสือราชการปลอมทั้งสี่ฉบับไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จากนั้นจัดส่งภาพหนังสือราชการปลอมทั้งสี่ฉบับโดยวิธีลง (โพ้สต์) ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายในแอปพลิเคชันไลน์ชื่อ Chon Chill ในคราวเดียวกันก็ด้วยเจตนาที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับสำนักพระราชวังซึ่งจัดดำเนินการโครงการบ้านพอเพียงในพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ตามเรื่องที่จำเลยกุขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามฟ้องข้อ 1.5 นั่นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ก. หรือ ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทวีป วัฒนะศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6010/2564
#682151
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ศาลในคดีแพ่งจำต้องถือตามจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ว่า ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ตามสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำแถลง เมื่อคดีอาญาในส่วนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้จำหน่ายคดีไปโดยไม่ได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีข้อเท็จจริงอันถึงที่สุดในคดีอาญาที่ศาลในคดีนี้จำต้องถือตาม การวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีนี้ย่อมเป็นไปตามที่คู่ความนำสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงิน 2,640,237.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,740,237.25 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 119,314.50 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,740,237.25 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,407,659.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,507,659.50 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 65,646.01 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,507,659.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 คืนเงิน 2,195,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,315,369 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,815.03 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,315,369 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 คืนเงิน 1,124,093 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,224,093 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 53,299.05 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,224,093 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 5 คืนเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,531.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 247,119.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 114,487 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้คำนวณตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการประกันวินาศภัย ลูกค้าของโจทก์สามารถทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุกับโจทก์ผ่านบัตรกดเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเอทีเอ็ม) ประเภทบัตรเดบิต ธนาคาร ก. โดยมีระเบียบการจ่ายค่าสินไหมทดแทนว่าจะจ่ายให้เพียงครั้งเดียวต่ออุบัติเหตุ 1 ครั้ง ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของลูกค้าผู้เอาประกันภัย นางสาวธนภร เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินไหม มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่ผู้เอาประกันภัยทำเรื่องขอเบิกเงินค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. จำเลยที่ 2 เป็นสามีไม่จดทะเบียนสมรสของนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ส. สาขาอ่อนนุช จำเลยที่ 3 เป็นน้องเขยของนางสาวธนกรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. กับธนาคาร ท. จำเลยที่ 4 เป็นบุตรของน้าชายนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ส. สาขาบิ๊กซี พระราม 2 ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นหลานของนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ส. สาขาเซ็นทรัล พระรามที่ 2 เมื่อระหว่างปี 2555 ถึงปี 2559 นางสาวธนภรปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วยการนำเอกสารสำหรับใช้พิจารณาอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์อนุมัติจ่ายให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยไปแล้วมาทำปลอมโดยแก้ไขข้อความในส่วนวันที่เกิดอุบัติเหตุอันเป็นเท็จแล้วจัดทำชุดเอกสารประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฉบับที่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยแนบท้ายเอกสารประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนมาเวียนซ้ำ และเสนอให้โจทก์พิจารณาอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนอีก โดยนางสาวธนภรกรอกเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวเพื่อให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารนั้น ๆ โดยทุจริตเป็นเหตุให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 รวม 179 ครั้ง เป็นเงิน 2,740,237.25 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 รวม 112 ครั้ง เป็นเงิน 1,507,659.50 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 แยกเป็นบัญชีแรกรวม 79 ครั้ง เป็นเงิน 1,023,687 บาท และบัญชีหลังรวม 101 ครั้ง เป็นเงิน 1,291,691 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 รวม 98 ครั้ง เป็นเงิน 1,224,093 บาท และบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 5 รวม 15 ครั้ง เป็นเงิน 150,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2559 นางสาวธนภรยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 620,000 บาท ซึ่งโจทก์นำมาคิดหักชำระหนี้เงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยทั้งห้า สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินคนละ 100,000 บาท และจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ฎีกา ส่วนคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เนื่องจากโจทก์ไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์คือ จำเลยที่ 1 และที่ 5 รับโอนเงินจากนางสาวธนภรเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ได้ความจึงอยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 รู้หรือไม่ว่านางสาวธนภรได้เงินดังกล่าวมาโดยมิชอบ แต่โจทก์คงมีเพียงนางวิริยา ผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมและเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติข้างต้น และอาศัยความเกี่ยวพันฉันญาติระหว่างนางสาวธนภรกับจำเลยที่ 1 และที่ 5 และการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคาร ที่มีการรับโอนเงินหลายครั้งและเมื่อรับโอนมาแล้วมีการเบิกถอนหรือโอนเงินดังกล่าวไปต่อเนื่องกันตลอดมาเป็นข้อบ่งชี้พฤติการณ์ความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 และที่ 5 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยานโดยมีนางสาวธนภรเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่รู้ว่านางสาวธนภรกระทำทุจริตต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อรับโอนเงินจากหลานที่อยู่ต่างประเทศส่งมาให้เป็นค่าใช้จ่าย และจำเลยที่ 1 เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่สะดวกในการไปเบิกถอนเงิน จึงมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้นางสาวธนภรรับไปดำเนินการแทน โดยจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่านางสาวธนภรจะจัดการอย่างไรบ้าง และจำเลยที่ 5 ให้หมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารแก่นางสาวธนภรใช้โอนเงินเพราะนางสาวธนภรแจ้งว่าเป็นค่าขายประกันและค่าคอมมิชชัน ซึ่งนับว่ามีเหตุผลให้รับฟังได้ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 5 ทราบเพียงว่านางสาวธนภรทำงานเกี่ยวกับการประกันภัย โดยไม่ปรากฏว่าต่างทราบถึงตำแหน่งหน้าที่การงานตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่แท้จริงที่นางสาวธนภรจะได้รับจากโจทก์ รวมทั้งระเบียบปฏิบัติของโจทก์ด้วยแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดานางสาวธนภรเจ็บป่วยและต้องให้นางสาวธนภรดูแลจัดการเกี่ยวกับสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดวิสัย และจำเลยที่ 5 เป็นหลานที่นางสาวธนภรส่งเสียเลี้ยงดูและให้การศึกษา ไม่น่าอยู่ในวิสัยที่จะก้าวล่วงไปสอบถามที่มาของเงินที่นางสาวธนภรโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว อีกทั้งเมื่อนางสาวธนภรได้เงินดังกล่าวมาด้วยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามปกติแล้วย่อมจะต้องปกปิดเป็นความลับไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่นางสาวธนภรจะบอกจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้รู้เกี่ยวกับการกระทำของนางสาวธนภร อันอาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อนางสาวธนภรและจำเลยที่ 1 และที่ 5 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ได้รับประโยชน์เป็นเงินจากนางสาวธนภรก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 กับการให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือแก่จำเลยที่ 5 ลำพังเพียงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 กับนางสาวธนภรมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน มีส่วนได้รับประโยชน์จากนางสาวธนภร กับมีการรับโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารระหว่างกันดังกล่าว จึงไม่อาจนำมารับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 รู้ดีว่านางสาวธนภรได้เงินมาโดยทุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 กับพวกข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่ได้ให้รายละเอียด และจำเลยที่ 1 เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลและไปเบิกถอนเงินด้วยตนเองทุกเดือนนั้น ขัดกับข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่สะดวกในการไปเบิกถอนเงิน จึงมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้นางสาวธนภรรับไปดำเนินการแทน เป็นข้อพิรุธนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวอันจะนำมารับฟังเป็นข้อพิรุธของพยานหลักฐานดังที่ฎีกามา และที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวธนภรกับพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นมูลเหตุเดียวกับคดีนี้ว่า นางสาวธนภรและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีนี้มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 528/2563 เอกสารท้ายฎีกา จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ศาลในคดีแพ่งจำต้องถือตามจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ว่า ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ตามสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำแถลง เมื่อคดีอาญาในส่วนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้จำหน่ายคดีไปโดยไม่ได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีข้อเท็จจริงอันถึงที่สุดในคดีอาญาที่ศาลในคดีนี้จำต้องถือตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการรับโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 รวม 112 ครั้ง เป็นเงิน 1,507,659.50 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 แยกเป็นบัญชีแรกรวม 79 ครั้ง เป็นเงิน 1,023,687 บาท และบัญชีหลังรวม 101 ครั้ง เป็นเงิน 1,291,691 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 3 รับโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ทั้งสิ้น 2,315,378 บาท ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้แก่เงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของแต่ละคน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดเนื่องจากมีส่วนรู้เห็นกับนางสาวธนภร จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดด้วยการคืนเงินที่รับโอนทั้งหมดดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินคืนแก่นางสาวธนภรบางส่วนเป็นเรื่องระหว่างนางสาวธนภรกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกี่ยวกับโจทก์ผู้ถูกกระทำละเมิดแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์เฉพาะเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังยึดถืออยู่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินคืนเป็นเงิน 2,315,369 บาท และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 นางสาวธนภรยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 620,000 บาท โจทก์นำมาคิดหักชำระหนี้เงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท และมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,407,659.50 บาท และจำเลยที่ 3 คืนเงิน 2,195,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ถือเอาวันที่นางสาวธนภรยอมรับผิดต่อโจทก์เป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผิดนัดและเป็นฐานเวลาในการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ส่วนต้นเงินที่นำมาคิดดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามต้นเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดคืนให้โจทก์ มิใช่ต้นเงินเดิมก่อนที่จะนำเงินของนางสาวธนภรมาหักชำระหนี้ตามที่โจทก์มีคำขอ

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,407,659.50 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 2,195,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 46
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นางสาว ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศนิวันต์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร ทิมจ้อย
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2564
#681420
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ข้อ 4.7 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะบังคับชำระหนี้กับจำเลยอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จำเลยระบุในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียนให้ส่งหนังสือไปยังที่ทำงานตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร ถือว่าเป็นภูมิลำเนาที่จำเลยเลือกไว้เป็นการเฉพาะการ แต่โจทก์ส่งหนังสือไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ใช้ประกอบการยื่นใบสมัครแม้มีผู้รับแทน แต่โจทก์มิได้มีหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยหรือที่อยู่จำเลยขณะทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนหรือที่อยู่ของจำเลยขณะโจทก์มีหนังสือดังกล่าวและขณะฟ้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบการเตือนให้ชำระหนี้จากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 119,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,327.12 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 119,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,327.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายกฤษฎิ์ ฟ้องและดำเนินคดีแทน วันที่ 14 สิงหาคม 2558 จำเลยสมัครและทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อกู้ยืมเงิน โจทก์ตกลงอนุมัติวงเงินกู้สินเชื่อแบบหมุนเวียนให้และมอบบัตรกดเงินสดประกอบรหัสประจำบัตรให้จำเลยใช้เบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ จำเลยนำบัตรกดเงินสดไปเบิกถอนเงินสดและชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้ง จำเลยเบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2559 จำนวน 6,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดโดยชำระค่างวดเพียงบางส่วนไม่ตรงตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาในสัญญา ครั้งสุดท้ายชำระวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 3,090 บาท แล้วไม่ชำระอีก ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีหนี้ค้างชำระต้นเงิน 100,327.12 บาท ดอกเบี้ย 9,529.77 บาท ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน 8,259.13 บาท ค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าและหรือค่าติดตามทวงถาม 1,200 บาท โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้คืนเงินกู้ทั้งหมดไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยใช้ในการสมัคร และมีผู้รับแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การส่งคำบอกกล่าวไปยังที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แนบกับใบสมัครสินเชื่อบุคคลนอกจากที่ระบุไว้ในใบสมัครชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อหมุนเวียนในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียน ข้อ 9 ที่ระบุว่า "ผู้ให้กู้จะส่งคำบอกกล่าวตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวเป็นหนังสือโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้กู้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือที่อยู่ที่ผู้กู้ที่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด..." เป็นกรณีที่โจทก์ได้กำหนดขึ้นเพื่อปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ข้อ 4.7 ที่ว่า "เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน ให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติดังต่อไปนี้ (4) ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย" ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไป ซึ่งตามข้อ 1 ได้ระบุเหตุผลในการออกประกาศว่าเพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตลอดจนให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น ข้อกำหนดดังกล่าวจึงกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะบังคับชำระหนี้กับจำเลยอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อปรากฏว่า จำเลยได้ระบุไว้ในใบสมัคร/สัญญาสินเชื่อหมุนเวียนว่า ให้โจทก์ส่งหนังสือไปยังที่ทำงานตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร คือ สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด จึงต้องถือว่าที่ทำงานของจำเลยเป็นภูมิลำเนาที่จำเลยเลือกไว้เป็นการเฉพาะการนี้ การที่โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังที่อยู่เลขที่ 81 ซึ่งเป็นที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยใช้ประกอบการยื่นใบสมัคร แม้จะมีผู้รับแทนที่ระบุว่าเป็นหลาน แต่เมื่อโจทก์มิได้มีหนังสือไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยดังกล่าวหรือที่อยู่จำเลยขณะทำสัญญาสินเชื่อหมุนเวียน เลขที่ 338/2 ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ไปยังเลขที่ 180/19 ซึ่งเป็นที่อยู่ของจำเลยขณะโจทก์มีหนังสือเตือนให้ชำระหนี้และขณะฟ้อง ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบการเตือนให้ชำระหนี้จากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่อยู่ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยเป็นที่อยู่ที่จำเลยระบุไว้ในใบสมัครด้วยและถือว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนขอให้ชำระหนี้ไปยังจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วันแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายวรวุฒิ เลาลัคนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6008/2564
#684732
เปิดฉบับเต็ม

พิเคราะห์ตามคำฟ้องโจทก์ คำให้การจำเลย คำให้การจำเลยร่วม และคำร้องขอให้ชี้ขาดข้อกฎหมายแล้วข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 เพื่อชำระหนี้ที่บริษัท ท. ได้กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำนวน 30,000,000 บาท และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวเพื่อเป็นประกันหนี้ และโจทก์เป็นผู้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าหนี้ ส่วนจำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากบริษัท ท. แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า ก่อนฟ้องคดีนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ได้เคยฟ้องบังคับคดีตามสัญญาจำนองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 861/2540 ระหว่าง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โจทก์กับบริษัท ท. ที่ 1 พ. ที่ 2 จำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในคดีนั้นร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และโจทก์ได้เข้าเป็นคู่ความแทนที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โจทก์ในคดีดังกล่าวแล้ว แต่คดีดังกล่าวเป็นการฟ้องบังคับให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองเอาจากบริษัท ท. และ พ. จำเลยทั้งสองของคดีดังกล่าว โดยไม่ได้ฟ้องจำเลยในคดีนี้ให้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย แม้ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2551 ได้มีการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยกับบริษัท ท. ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 311/2541 ของศาลชั้นต้นและที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินได้โอนคืนกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่จำเลยไม่ใช่คู่ความในคดีดังกล่าว และไม่ใช่ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่บริษัท ท. ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คำฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องบังคับเอาจากจำเลยในฐานะผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ติดจำนองไปภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 และคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 861/2540 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ติดจำนอง สิทธิและหน้าที่ของจำเลยเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยไม่เกี่ยวกับบริษัท ท. จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว ดังนั้น คดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 หมายเลขแดงที่ 861/2540 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีประเด็นแห่งคดีที่แตกต่างกัน คดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 หมายเลขแดงที่ 861/2540 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และมาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

ส่วนที่ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวเพื่อบังคับคดีในคดีหมายเลขดำที่ ส.48/2549 ระหว่าง อ. โจทก์ กับบริษัท ภ. ที่ 1 บริษัท ท. ที่ 2 จำเลย โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต นอกจากนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้บังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ติดภาระจำนองไปด้วยในคดีหมายเลขดำที่ 1342/2549 หมายเลขแดงที่ 412/2540 (คดีหมายเลขแดงที่ ขบ.1/2550) โดยโจทก์ยื่นคำร้องเข้าไปในคดีนี้เพื่อใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนในการซื้อทรัพย์จำนอง ศาลอนุญาต ซึ่งเป็นการขอใช้สิทธิรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองและขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนในวันขายทอดตลาดและหากโจทก์ในคดีดังกล่าวสละสิทธิในการบังคับคดีแทนหรือไม่ดำเนินการในการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด โจทก์ขอดำเนินการบังคับคดีแทนเท่านั้น แต่ปรากฏว่าต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 มาเป็นชื่อของจำเลย ต่อมาโจทก์ในคดีนี้ได้ขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองในคดีของศาลชั้นต้นหมายเลขดำที่ จ.20/2558 หมายเลขแดงที่ จ.25/2559 ระหว่าง ต. โจทก์ พ. ที่ 1 ณ. ที่ 2 บริษัท ภ. ที่ 3 จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะผู้ร้องในคดีดังกล่าวนี้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น และต่อมามีการถอนการบังคับคดีและจำเลยในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 ยังไม่ได้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง ยังคงมีภาระหนี้คงค้างต้น 30,000,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระทั้งสิ้น 119,732,739.34 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 149,732,739.34 บาท ดังนั้นในคดีดังกล่าวจึงไม่มีการบังคับคดีอีกต่อไป และคำฟ้องในคดีนี้โจทก์ฟ้องให้บังคับจำนองจากจำเลยในฐานะผู้รับโอนไปซึ่งทรัพย์จำนองในส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ คดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ส.48/2549 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขดำที่ จ.20/2558 หมายเลขแดงที่ จ.25/2559 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และมาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 149,732,739.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกบริษัท ซ. ผู้รับโอนที่ดินทรัพย์จำนองจากจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ พิเคราะห์ตามคำฟ้องโจทก์ คำให้การจำเลย คำให้การจำเลยร่วม และคำร้องขอให้ชี้ขาดข้อกฎหมายแล้วข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 เพื่อชำระหนี้ที่บริษัท ท. ได้กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำนวน 30,000,000 บาท และได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวเพื่อเป็นประกันหนี้ และโจทก์เป็นผู้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เจ้าหนี้ ส่วนจำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากบริษัท ท. แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องปรากฏว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ได้เคยฟ้องบังคับคดีตามสัญญาจำนองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 หมายเลขแดงที่ 861/2540 ระหว่าง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ โจทก์ กับบริษัท ท. ที่ 1 นาย พ. ที่ 2 จำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในคดีนั้นร่วมกันชำระเงิน จำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2539) ต้องไม่เกิน 3,503,835.62 บาท หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท และโจทก์ได้เข้าเป็นคู่ความแทนที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ โจทก์ในคดีดังกล่าวแล้ว แต่คดีดังกล่าวเป็นการฟ้องบังคับให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองเอาจากบริษัท ท. และนาย พ. จำเลยทั้งสองของคดีดังกล่าว โดยไม่ได้ฟ้องจำเลยให้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย แม้จะปรากฏว่า ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2551 ได้มีการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว ระหว่างจำเลยกับบริษัท ท. ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 311/2541 ของศาลชั้นต้น และที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินได้โอนคืนกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่จำเลยไม่ใช่คู่ความในคดีดังกล่าว และไม่ใช่ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่บริษัท ท. ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คำฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องบังคับเอาจากจำเลยในฐานะผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ติดจำนองไปภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 หมายเลขแดงที่ 861/2540 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ติดจำนอง สิทธิและหน้าที่ของจำเลยเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยไม่เกี่ยวกับบริษัท ท. จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว ดังนั้น คดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 หมายเลขแดงที่ 861/2540 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีประเด็นแห่งคดีที่แตกต่างกัน คดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 338/2539 หมายเลขแดงที่ 861/2540 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนที่ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวเพื่อบังคับคดีในคดีหมายเลขดำที่ ส.48/2549 ระหว่าง นาย อ. โจทก์ กับบริษัท ภ. ที่ 1 บริษัท ท. ที่ 2 จำเลย โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต นอกจากนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้บังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ติดภาระจำนองไปด้วยในคดีหมายเลขดำที่ 1342/2549 หมายเลขแดงที่ 412/2540 (คดีหมายเลขแดงที่ ขบ.1/2550) โดยโจทก์ยื่นคำร้องเข้าไปในคดีนี้เพื่อใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนในการซื้อทรัพย์จำนอง ศาลอนุญาต ซึ่งเป็นการขอใช้สิทธิรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองและขอใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนในวันขายทอดตลาดและหากโจทก์ในคดีดังกล่าวสละสิทธิในการบังคับคดีแทนหรือไม่ดำเนินการในการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด โจทก์ขอดำเนินการบังคับคดีแทนเท่านั้น แต่ปรากฏว่า ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 มาเป็นชื่อของจำเลย ต่อมาโจทก์ในคดีนี้ได้ขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองในคดีของศาลชั้นต้นหมายเลขดำที่ จ.20/2558 หมายเลขแดงที่ จ.25/2559 ระหว่างนาย ต. โจทก์ นาย พ. ที่ 1 นางสาว ณ. ที่ 2 บริษัท ภ. ที่ 3 จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะผู้ร้องในคดีดังกล่าวนี้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น และต่อมามีการถอนการบังคับคดีและจำเลยในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47371 ยังไม่ได้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง โดยปรากฏจากคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ 12 ครั้ง ครั้งสุดท้ายได้รับชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2549 จำนวน 530,000 บาท คำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2549 มียอดเงินต้นค้างชำระ 30,000,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 51,433,835.43 บาท คำนวณถึงวันฟ้อง คือ วันที่ 31 มีนาคม 2560 มีภาระหนี้คงค้างเงินต้น 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระทั้งสิ้น 119,732,739.34 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 149,732,739.34 บาท ดังนั้นในคดีดังกล่าวจึงไม่มีการบังคับคดีอีกต่อไป และคำฟ้องในคดีนี้โจทก์ฟ้องให้บังคับจำนองจากจำเลยในฐานะผู้รับโอนไปซึ่งทรัพย์จำนองในส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ คดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ส.48/2549 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขดำที่ จ.20/2558 หมายเลขแดงที่ จ.25/2559 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ ส.48/2549 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขดำที่ จ.20/2558 หมายเลขแดงที่ จ.25/2559 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนปัญหาในประเด็นอื่นตามคำฟ้องโจทก์ คำให้การจำเลยและคำให้การจำเลยร่วม เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นโดยวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ (ที่ถูกคือ พิพากษายกฟ้อง) โดยไม่ได้สืบพยานโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมและพิจารณาพิพากษาตามประเด็นแห่งคดี จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่เสียก่อน

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ภ.
จำเลยร่วม — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอธิชัย ยงคะอักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2564
#680184
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตาม พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีการดำเนินการด้านวิจัยสาขาต่าง ๆ ซึ่งมุ่งเน้นในการให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการ การวิจัยมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า ทั้งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา มิใช่ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น หรือเงินที่ได้ออกทดรองไป จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่กำหนดอายุความ 2 ปี และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 389,455.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,814.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 270,814.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2554) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,070 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2554) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 โจทก์ทำสัญญาซื้อตู้เก็บแช่สารเคมี อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ถึง ลบ 20 องศาเซลเซียส จากจำเลยที่ 1 ราคา 139,100 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบตู้เก็บแช่สารเคมีวันที่ 26 เมษายน 2547 ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 โจทก์สรุปผลการตรวจสอบคุณภาพของตู้เก็บแช่สารเคมีว่ามีข้อบกพร่องและไม่สามารถตรวจรับได้วันที่ 8 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 รับตู้เก็บแช่สารเคมีไปปรับปรุง แต่ไม่ส่งคืนโจทก์ จากนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับหนังสือบอกเลิกสัญญาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายตู้เก็บแช่สารเคมีกับบริษัทธเนศพัฒนา จำกัด ราคา 280,000 บาท

ในข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ส่งมอบตู้เก็บแช่สารเคมีให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะประวิงการตรวจรับเป็นเวลาล่วงเลยกว่า 4 เดือน โดยไม่ชำระหนี้ต่างตอบแทน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยึดหน่วงตู้เก็บแช่สารเคมีได้นั้น เห็นว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนในการชำระหนี้ จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาประเด็นดังกล่าวของจำเลยที่ 2 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.13412/2550 ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2552 ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง เรื่อง ซื้อขาย ในมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ในคดีนี้ โดยขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ในมูลหนี้เดิมจึงเป็นฟ้องซ้ำ เห็นว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลหนี้เดียวกันต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3017/2550 หมายเลขแดงที่ 215/2552 วันที่ 22 มกราคม 2552 ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.13412/2550 และคดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเจ้าหนี้ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองไม่สมควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คำแถลงขอให้ศาลจำหน่ายคดีจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ ซึ่งมีผลตามมาตรา 136 คือ ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว โจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับหนี้สินดังกล่าวอีกได้ ประกอบกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2552 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลยังไม่ได้มีการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ประกอบการค้าที่มีกำไรลักษณะซื้อถูกขายแพง จึงมีอายุความ 2 ปี เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีการดำเนินการด้านวิจัยสาขาต่าง ๆ ซึ่งมุ่งเน้นในการให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการ การวิจัยมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า ทั้งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา มิใช่ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น หรือเงินที่ได้ออกทดรองไป จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่กำหนดอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับหนังสือดังกล่าววันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 มกราคม 2554 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดดังกล่าว และให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวันชัย อินทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5997/2564
#667233
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงและบอกปัดไม่ให้ความช่วยเหลือโจทก์ในขณะที่จำเลยสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้ โดยจำเลยกล่าวว่า "แล้วแต่พวกมึงจะไปอยู่ที่ไหนอีแก่มึงเป็นคนไม่ยุติธรรม" และอีกข้อความหนึ่งว่า "แล้วแต่พวกมึงจะพากันไปตายที่ไหน กูไม่สนใจ มึงตายกูก็จะไม่ไปเผามึง" แต่ตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยด่าโจทก์ว่า อีแก่ หรือมึงตายกูก็ไม่ไปเผามึง แม้ ส. จะเบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์ว่าไม่มีความยุติธรรมซึ่งตรงตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวด้วยความน้อยใจว่าโจทก์รักบุตรแต่ละคนไม่เท่ากัน หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29749 คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29749 คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรโจทก์กับนายเหงี่ยง เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29749 เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 71 เศษ 6 ส่วน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 โจทก์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย สำหรับเหตุถอนคืนการให้ที่โจทก์บรรยายในฟ้องทำนองว่าจำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ โดยอ้างว่า จำเลยขายที่ดินที่โจทก์และนางสุวินันท์หรือสนั่น อยู่อาศัยแก่บุคคลอื่น ทั้งที่ทราบว่าโจทก์ไม่มีที่อยู่อาศัยอื่นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัย และโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นฎีกา จึงถือว่ายุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยไม่จำต้องวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า มีเหตุเรียกถอนคืนการให้เพราะจำเลยซึ่งเป็นผู้รับหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความอันเป็นเหตุแห่งการประพฤติเนรคุณว่าจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวจริงตามฟ้อง ซึ่งโจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงและบอกปัดไม่ให้ความช่วยเหลือโจทก์ในขณะที่จำเลยสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้ โดยจำเลยกล่าวว่า "แล้วแต่พวกมึงจะไปอยู่ที่ไหนอีแก่ มึงเป็นคนไม่ยุติธรรม" และอีกข้อความหนึ่งว่า "แล้วแต่พวกมึงจะพากันไปตายที่ไหน กูไม่สนใจ มึงตายกูก็จะไม่ไปเผามึง" แต่ทางพิจารณากลับมีตัวโจทก์เบิกความเพียงว่า จำเลยด่าโจทก์ว่า "รักลูกไม่เท่ากัน แม่หมา ๆ รักลูกไม่เท่ากัน" เพียงเท่านั้น โดยมิได้มีถ้อยคำดังที่ปรากฏตามคำฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนั้น พยานโจทก์ปากนางสุวินันท์หรือสนั่น บุตรสาวโจทก์เบิกความว่า ได้ยินจำเลยด่าโจทก์ว่ารักลูกไม่เท่ากัน ด่าว่าเหมือนหมู เหมือนหมา และแม่ไม่มีความยุติธรรม ด่าโจทก์อีกหลายคำ กับนายบุญสาร บุตรเขยโจทก์ เบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์ทำนองว่ารักลูกไม่เท่ากัน มรดกทุกอย่างยกให้แก่นางสุวินันท์เพียงคนเดียว ไม่ให้ลูกคนอื่น ลำเอียง แม่หมา ๆ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยด่าโจทก์ว่า อีแก่ หรือมึงตายกูก็ไม่ไปเผามึง แม้นางสุวินันท์จะเบิกความว่า จำเลยด่าโจทก์ว่าไม่มีความยุติธรรมซึ่งตรงตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องแต่ก็เป็นเพียงการกล่าวด้วยความน้อยใจว่าโจทก์รักบุตรแต่ละคนไม่เท่ากัน หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาง ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมชาย วรรณลุ
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2564
#688320
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชำระหนี้ต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ แต่มิได้นำดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลประสงค์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือไม่ได้ว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 552/2560 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ติดใจจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) ขอถอนฟ้องจำเลยตามเช็คทั้งห้าฉบับดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในส่วนของเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2560 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 552/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้ว คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 10,384,125 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับแรกได้เพียงฉบับเดียว ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้ง โจทก์นำไปหักชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 และบางส่วนของเช็คฉบับที่ 3 ซึ่งโจทก์และจำเลยยอมรับตรงกันว่ามีหนี้ค้างชำระตามเช็คฉบับที่ 3 เป็นเงิน 6,084,125 บาท โจทก์ถอนฟ้องจำเลยตามเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 แล้ว ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,384,125 บาท และระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท คงเหลือหนี้ตามเช็คในคดีนี้เพียง 1,700,000 บาท นอกจากนี้ยังได้ความจากคำร้องของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 4 คดี คิดเป็นเงินตามเช็ครวมทั้งสิ้น 63,096,625 บาท จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ตามเช็คทั้งสี่คดีเป็นเงิน 54,584,125 บาทแล้ว จึงเหลือหนี้ที่ค้างชำระทั้งสิ้นเพียง 8,512,500 บาท เมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสี่คดีเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นับว่าจำนวนเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นสัดส่วนมากกว่าหนี้ที่คงเหลือเป็นอันมาก และต่อมาในระหว่างฎีกาจำเลยนำเงินต้นส่วนที่ต้องชำระอีก 1,700,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่มิได้นำดอกเบี้ยในหนี้เงินต้นดังกล่าวมาชำระให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2565 กรณีถือได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีเลิกกัน จากพฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยขวนขวายนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์อย่างเต็มความสามารถแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำ เห็นควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น แต่ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาดังกล่าวได้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ยกคำขอให้นับโทษต่อจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาบังคับใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 30,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นางสาวมยุรี จันทะศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5984/2564
#680829
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 จำเลยฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ว่า ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับฎีกาของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 และไม่ใช่กรณีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามกฎหมายจะฎีกาไม่ได้อันจะให้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพราะคดีไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย และคู่ความอาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ดังนี้ คดีของจำเลยจึงถึงที่สุดนับแต่สิ้นระยะเวลายื่นฎีกาโดยคู่ความไม่ได้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คือ วันที่ 26 เมษายน 2563 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 27 เมษายน 2563 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2563 จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ว่า ไม่รับฎีกาของจำเลย ระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกัน ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยและโจทก์ฟังเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 และวันที่ 6 ตุลาคม 2563 ตามลำดับ ครั้นวันที่ 7 ตุลาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจากเดิมที่ระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2563 เป็นวันที่ 26 มีนาคม 2563

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุแก้ไข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2563

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาแก้ไขวันคดีถึงที่สุดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2563 เป็นคดีถึงที่สุดวันที่ 26 มีนาคม 2563 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2563 จำเลยฎีกาพร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ว่า ไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับฎีกาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 และไม่ใช่กรณีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามกฎหมายจะฎีกาไม่ได้อันจะให้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะคดีไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย และคู่ความอาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ได้อ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ดังนี้ คดีของจำเลยจึงถึงที่สุดนับแต่สิ้นระยะเวลายื่นฎีกาโดยคู่ความไม่ได้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คือ วันที่ 26 เมษายน 2563 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลายื่นฎีกาจึงสิ้นสุดลงวันที่ 27 เมษายน 2563 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2563 จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังนั้น เห็นว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 1646/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลย 1 ปี (หนึ่งปี) นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถูกคุมขังตามคำพิพากษา โดยระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จึงไม่มีวันที่จำเลยถูกคุมขังให้หักออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเจนณรงค์ อุปเถย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
เรวัตร สกุลคล้อย
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5980/2564
#680064
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2521 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ในระหว่างจำเลยกับผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ผู้ร้องดำเนินการจัดให้มีการทำสัญญาประกันภัยเอาประกันชีวิตของจำเลยกับบริษัทประกันภัย ในลักษณะสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ชำระเบี้ยประกันปีละ 75,000 บาท มีระยะเวลา 20 ปี ระบุให้บุตร 2 คน เป็นผู้รับผลประโยชน์ โดยจำเลยเป็นคนลงนามในคำขอเอาประกันชีวิต และบริษัทประกันภัย ออกกรมธรรม์ให้ในชื่อจำเลย แสดงว่า ผู้ร้องกับจำเลยร่วมรับรู้ในการทำประกันชีวิตจำเลย สัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) มีลักษณะเป็นการประกันความเสี่ยง ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของจำเลยเพื่อความมั่นคงของครอบครัว ทั้งยังมีลักษณะเป็นการออมทรัพย์และการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ที่บริษัทตกลงจะจ่ายคืนในอนาคตด้วย ประกอบกับได้ความว่าผู้ร้องได้นำเงินรายได้ที่ทำมาหาได้ในระหว่างสมรสกับจำเลยไปชำระเบี้ยประกันก่อนมีการหย่า งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 งวดละ 75,000 บาท งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 9 และงวดที่ 11 งวดละ 54,400 บาท รวม 10 งวด เป็นเงิน 647,000 บาท สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและผู้ร้องได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และเป็นสินสมรสที่มีอยู่ขณะที่มีการหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าภายหลังมีการหย่า จำเลยกับผู้ร้องได้มีการตกลงแบ่งสินสมรสตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ จึงยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง และเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2558 บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ จำนวน 671,000 บาท เป็นสินสมรสที่จำเลยกับผู้ร้องมีส่วนคนละครึ่ง ผู้คัดค้านคงมีอำนาจจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่มีอำนาจรวบรวมเอาเงินส่วนของผู้ร้องเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย และต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้องครึ่งหนึ่ง ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 อันทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ต่อมาในวันที่ 30 มกราคม 2550 ผู้ร้องนำเงินส่วนตัวไปชำระเงินค่าเบี้ยประกันจำนวน 54,400 บาท เป็นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าชำระหนี้แทนจำเลย เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ผู้ร้องจะได้รับในฐานเป็นสินสมรสในคดีนี้ หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเป็นกรณีอื่นต่างหาก เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงินที่ชำระไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550 คืนในคดีนี้และเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยคืนมาจำนวน 671,000 บาท รวมเงินจำนวนดังกล่าวไว้ด้วย จึงต้องหักเงิน 54,400 บาท ออกจากเงินบริษัทผู้รับประกันภัยคืนมา โดยคำนวณเทียบเป็นสัดส่วนร้อยละ คงเหลือเงินสินสมรส 618,957.80 บาท และผู้ร้องมีสิทธิได้รับคืนครึ่งหนึ่งจำนวน 309,478.90 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 มีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้าน ขอให้เพิกถอนการยึดและคืนเงินครบกำหนดสัญญาประกันภัย ตามกรมธรรม์ เป็นเงิน 671,000 บาท และค่าสินไหมมรณกรรมซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับในฐานะผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประกันภัยกรมธรรม์ เป็นเงิน 117,025.50 บาท ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งผู้คัดค้านและคืนเงินตามกรมธรรม์ทั้งสองฉบับแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2521 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ระหว่างอยู่กินด้วยกันเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ได้มีการทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) กับบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด มีจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัย มีเด็กชายยิ่งยง และเด็กชายพิชิต บุตรของจำเลยกับผู้ร้องเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัย 20 ปี เริ่มสัญญาประกันภัยวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ครบกำหนดสัญญาวันที่ 26 ธันวาคม 2558 เบี้ยประกันภัยราย 12 เดือน งวดละ 75,000 บาท ระหว่างที่จำเลยกับผู้ร้องยังเป็นสามีภริยากัน มีการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน 647,000 บาท และภายหลังจำเลยกับผู้ร้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา มีการชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน 54,400 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งเงินที่บริษัทประกันภัย จ่ายให้จำเลยเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดอายุสัญญา เข้ากองทรัพย์สินของจำเลยด้วย สำหรับกรมธรรม์ ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นยุติไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า กรมธรรม์ทำในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยา เงินที่ชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ ส่วนหนึ่งเป็นเงินสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่บริษัทประกันภัย ผู้รับประกันภัยคืนเมื่อกรมธรรม์ ครบกำหนดหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างในคำร้องและคำร้องขอจึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านและในศาลล้มละลายกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ปัญหาข้อนี้ต้องห้ามอุทธรณ์เพราะเหตุมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านและในศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านโดยตรง แต่ผู้ร้องก็ได้ให้การชั้นสอบสวนแล้วว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยถึงแก่ความตายจะทำให้ผู้ร้องและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน จึงได้มีการทำคำขอเอาประกันภัยชีวิตจำเลย เป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ครอบครัว และผู้ร้องได้ชำระเบี้ยประกันภัยอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่ผู้ร้องจะหย่าขาดจากจำเลยในปี 2549 และเมื่อผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านและมีคำสั่งคืนเงินที่ยึดตามกรมธรรม์แก่ผู้ร้อง โดยคำร้องหน้าที่ 14 และ 15 กล่าวว่า กรมธรรม์ประกันชีวิตที่พิพาทมีส่วนแรกที่เกิดขึ้นในวันเริ่มต้นทำประกันเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ร้องและจำเลยนั้นยังมีชีวิตคู่ดังเช่นสามีภริยา ทั้งผู้ร้องและจำเลยได้ร่วมกันประกอบอาชีพ การจัดทำประกันขึ้นถือได้ว่าเป็นสินสมรส ซึ่งแปลได้แล้วว่าผู้ร้องได้อ้างสิทธิรับเงินคืนตามกรมธรรม์ในฐานที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ร้องด้วย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง แม้ศาลล้มละลายกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ ผู้ร้องก็มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ปัญหานี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของผู้คัดค้านและในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าเงินที่ชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ ส่วนหนึ่งเป็นเงินสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่บริษัทประกันภัย ผู้รับประกันภัยคืนเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ แต่คดีได้มีการสืบพยานมาครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างจำเลยกับผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ผู้ร้องดำเนินการจัดให้มีการทำสัญญาประกันภัยเอาประกันชีวิตของจำเลยกับบริษัทประกันภัย ในลักษณะสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยราย 12 เดือนหรือปีละ 75,000 บาท มีระยะเวลา 20 ปี ระบุให้บุตร 2 คน เป็นผู้รับประโยชน์ โดยจำเลยเป็นคนลงนามในคำขอเอาประกันภัย และบริษัทประกันภัย ออกกรมธรรม์ ให้ในชื่อจำเลย แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยร่วมรับรู้ในการทำประกันชีวิตจำเลยครั้งนี้ สัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) มีลักษณะเป็นการประกันความเสี่ยง ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของจำเลยเพื่อความมั่นคงของครอบครัว ทั้งยังมีลักษณะเป็นการออมทรัพย์และการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ที่บริษัทตกลงจะจ่ายคืนในอนาคตด้วย ประกอบกับได้ความว่าผู้ร้องได้นำเงินรายได้ที่ทำมาหาได้ในระหว่างสมรสกับจำเลยไปชำระเบี้ยประกันภัยก่อนมีการหย่า งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 งวดละ 75,000 บาท งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 9 และงวดที่ 11 งวดละ 54,400 บาท รวม 10 งวด เป็นเงิน 647,000 บาท สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและผู้ร้องได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) และเป็นสินสมรสที่มีอยู่ขณะที่มีการหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าภายหลังมีการหย่าจำเลยกับผู้ร้องได้มีการตกลงแบ่งสินสมรสตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (มีเงินปันผล) ตามกรมธรรม์ พิพาทจึงยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง และเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2558 บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายคืนจำนวน 671,000 บาท นี้เป็นสินสมรสที่จำเลยกับผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ผู้คัดค้านคงมีอำนาจจัดการและรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่มีอำนาจรวบรวมเอาเงินส่วนของผู้ร้องเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลาย และต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้อง ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 อันทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ต่อมาในวันที่ 30 มกราคม 2550 ผู้ร้องนำเงินส่วนตัวไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 54,400 บาท เป็นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าชำระหนี้แทนจำเลย เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ผู้ร้องจะได้รับในฐานเป็นสินสมรสในคดีนี้ หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวเป็นกรณีอื่นต่างหาก เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงินที่ชำระไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550 คืนในคดีนี้และเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยคืนมาจำนวน 671,000 บาท รวมเงินจำนวนดังกล่าวไว้ด้วย จึงต้องหักเงิน 54,400 บาท ออกจากเงินที่ผู้รับประกับภัยคืนมา โดยคำนวณเทียบเป็นสัดส่วนคงเหลือเงินสินสมรส 618,957.80 บาท และผู้ร้องมีสิทธิได้รับคืนครึ่งหนึ่งจำนวน 309,478.90 บาท ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และแก้คำสั่งศาลล้มละลายกลางเป็นว่า ให้ถอนการยึดและคืนเงินตามกรมธรรม์ จำนวน 309,478.90 บาท ให้แก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ร้อง — นาง จ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชัลวาลย์ สุวรรณศักดิ์
- นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5958/2564
#688314
เปิดฉบับเต็ม

ตามทางไต่สวนได้ความถึงอาการบาดเจ็บของโจทก์ว่า นอกจากการรักษาโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์กระดูกและข้อแล้ว ยังมีขั้นตอนการรักษาหลอดเลือดที่แพทย์หลอดเลือดเข้ามารักษาอาการของโจทก์ โดยนายแพทย์ ว. ตรวจพบอาการเกิดตุ่มน้ำพองใสบริเวณขาซ้ายและข้อเท้าซ้ายมีสีคล้ำเกรงจะเกิดภาวะขาดเลือด เมื่อดำเนินการฉีดสีพบว่าเส้นเลือดที่เป็นเส้นหลักในการส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงขาซ้ายไม่ปรากฏในผลการตรวจ นายแพทย์ ว. ได้ปรึกษาผู้บริหารและปรึกษาแพทย์ทางโรงพยาบาลที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่และนายแพทย์ ก. ได้แนะนำให้ทำบายพาสด่วนโดยหาทีมแพทย์ท้องถิ่นหรือส่งต่อทางเครื่องบิน แต่นายแพทย์ ว. ส่งโจทก์ไปรักษาที่กรุงเทพมหานครด้วยรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยอ้างข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ว่าใช้ระยะเวลาในการประสานงาน การรอคิวว่างของเฮลิคอปเตอร์ที่ว่าต้องรออีก 2 ถึง 3 วัน การลงจอดรับผู้ป่วยต้องลงจอดที่สถานีตำรวจท้องที่นอกบริเวณโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีรายละเอียดถึงข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายนับเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้นตามภาระการพิสูจน์ ทั้งได้ความจากโจทก์ว่าญาติของโจทก์ขอให้เคลื่อนย้ายทางเฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้บริการเรียกว่า SKY ICU จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่ว่างและไม่สามารถบินกลางคืนได้ โดยจำเลยที่ 1 มิได้ถามค้านโจทก์เพื่อหักล้างสมรรถนะของเฮลิคอปเตอร์ดังที่โจทก์เบิกความ คดีย่อมฟังได้ว่า เฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 ให้บริการรับส่งผู้ป่วยทางอาการมิได้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถบินในเวลากลางคืนได้ เมื่อคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ระบุว่า โรงพยาบาลมีบริการรับส่งผู้ป่วยทางอากาศ (Air Ambulance) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้ใช้บริการมากราย หรือเฮลิคอปเตอร์ไม่มีคิวว่างที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ในวันนั้น คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีบริการเช่นนั้นจริง นายแพทย์ ต. พยานจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า การทำบายพาสเร่งด่วนให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย เมื่อการเคลื่อนย้ายโจทก์ได้รับความยินยอมจากมารดาของโจทก์เมื่อเวลา 22 นาฬิกา และสามารถเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของวันที่ 12 กำหนดถึงโรงพยาบาลที่กรุงเทพมหานครเวลาประมาณ 15 นาฬิกา เท่ากับใช้เวลาก่อนออกเดินทาง 5 ชั่วโมง เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง จำเลยที่ 1 ย่อมตระหนักดีว่าระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายโจทก์เป็นข้อสำคัญที่ต้องดำเนินการทันท่วงที การเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลที่ต้องใช้เวลาดังกล่าวย่อมไม่สอดคล้องกับคำแนะนำและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาอาการของโจทก์ เป็นการเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายโจทก์ไปรักษาที่ไม่เหมาะสมแก่โจทก์ในสภาวการณ์เช่นนั้น คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ความพยายามตามวิธีการและมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในการรักษาและเคลื่อนย้ายโจทก์ตามสถานการณ์และอาการบาดเจ็บของโจทก์ในขณะนั้น การที่โจทก์ต้องถูกตัดขาเป็นผลสืบเนื่องมาจากการส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่ล่าช้าเนิ่นนานเกินไป อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นโรงพยาบาลผู้มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาใช้ให้เพียงพอไม่ นับเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในการดูแลรักษาโจทก์และเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 321,784,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า โจทก์เป็นคนเชื้อชาติไทยอเมริกัน สัญชาติไทย อาชีพนักกีฬาและครูผู้ฝึกสอนกีฬาแก่เยาวชน เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยประเภทกีฬาทางน้ำเวคบอร์ด สังกัดสมาคมเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสถานพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน รับรักษาคนไข้และคนป่วย โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล ก. จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 โจทก์เป็นตัวแทนนักกีฬาเวคบอร์ดของทีมประเทศไทยลงแข่งขันไอดับบลิวดับบลิวเอฟเอเชี่ยนคัพ (IWWF Asian Cup) จัดขึ้นที่ภูเก็ต วอเตอร์ ปาร์ค อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 จอดให้บริการฉุกเฉิน ระหว่างแข่งขันโจทก์ประสบอุบัติเหตุตกจากเวคบอร์ดขากระแทกพื้นน้ำมีอาการปวดบวมที่ขาข้างซ้าย รถปฐมพยาบาลนำโจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ที่ประเมินอาการบาดเจ็บของโจทก์ในเบื้องต้นพบว่าเข่าซ้ายมีการผิดรูปอย่างชัดเจน หลอดเลือดแดงไม่สามารถไหลไปยังปลายเท้าได้ สาเหตุเกิดจากการหนีบทับหรือบาดเจ็บรุนแรงของหลอดเลือดจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ ผลการตรวจพบการเคลื่อนของข้อเข่าและการบาดเจ็บของหลอดเลือดแดงขาพับด้านซ้ายทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน การรักษานอกจากผ่าตัดขาซ้ายนำลิ่มเลือดออกและซ่อมเส้นเลือดแดงที่ฉีกขาดแล้วโจทก์ยังได้รับการรักษาด้วยเครื่องออกซิเจนแรงดันสูง (HBO) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้บริเวณขาซ้าย และตรวจพบว่าบริเวณขาซ้ายเกิดภาวะความดันสูงภายในช่องกล้ามเนื้อ ครั้นวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 โจทก์มีภาวะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงขาซ้าย จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร โดยเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้บริการที่เรียกว่า SKY ICU ซึ่งเป็นของบริษัท EUROCOPTER รุ่น EC 145 ระหว่างเดินทางมารดาของโจทก์ประสงค์ให้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร แพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีรับโจทก์ไว้รักษาโดยได้ตัดขาซ้ายของโจทก์ตั้งแต่ช่วงเข่าลงไป ความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะความรับผิดของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาโจทก์ ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โจทก์ยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า (1) จำเลยที่ 1 เลือกใช้วิธีการรักษาที่ผิดพลาด ข้อที่ว่าคิวตารางบินเต็ม โดยมีคิวเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินที่จังหวัดอื่น เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้นตามภาระการพิสูจน์ การทำบายพาสคือการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดโดยแพทย์ท้องถิ่นสามารถทำได้ เพราะนายแพทย์วิรุฬ เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด และทำงานนอกเวลาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตสามารถทำงานร่วมกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตตามที่นายแพทย์ชวลิต แพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตพยานโจทก์เบิกความ หรือมิเช่นนั้นก็ส่งแพทย์จากสำนักงานใหญ่มาผ่าตัดที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 แทน จะสามารถมาได้เร็วกว่า (2) เหตุการณ์ที่ย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเกิดขึ้นภายหลังที่เกิดข้อผิดพลาดแล้วคำแนะนำการรักษาโจทก์ไม่ได้ให้ส่งด้วยรถพยาบาล และ (3) รถพยาบาลที่ใช้ส่งโจทก์เป็นรถเก่า นายแพทย์ชวลิต พยานโจทก์เบิกความถึงการเฝ้าระวังภาวะความดันสูงภายในช่องกล้ามเนื้อต้องกระทำภายใน 8 ชั่วโมง หากเกินกว่านั้นมีโอกาสสูงที่จะต้องถูกตัดขา จำเลยที่ 1 เลือกใช้วิธีส่งโจทก์ไปรักษาต่อด้วยรถพยาบาลซึ่งใช้เวลาเดินทางกว่า 11 ชั่วโมง การที่โจทก์ถูกตัดขาเป็นผลโดยตรงจากการรักษาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้แม้โจทก์จะกล่าวในฎีกาถึงการจะไปรักษาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์แต่โจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาคัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในเรื่องนี้คงปรากฏตามที่เน้นข้อความไว้ดังที่สรุปความได้เป็นฎีกาข้อ (3) อันเป็นข้อฎีกาถึงเรื่องที่จำเลยที่ 1 เลือกวิธีส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ด้วยรถพยาบาล อีกประการหนึ่งตามฟ้องโจทก์ไม่ได้อ้างว่าการทำบายพาสโดยแพทย์ท้องถิ่นสามารถทำได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ร่วมกับแพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตผ่าตัดบายพาสและไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งแพทย์จากโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานครมาร่วมรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้แต่เพียงว่าที่จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ด้วยรถพยาบาลไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์ในการเคลื่อนย้ายโจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาโจทก์หรือไม่ ตามทางไต่สวนได้ความถึงอาการบาดเจ็บของโจทก์ว่านอกจากการรักษาโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์กระดูกและข้อแล้ว ยังมีขั้นตอนการรักษาหลอดเลือดที่แพทย์หลอดเลือดเข้ามารักษาอาการของโจทก์ โดยนายแพทย์วิรุฬ ตรวจพบอาการเกิดตุ่มนํ้าพองใสบริเวณขาซ้ายและข้อเท้าซ้ายมีสีคลํ้าเกรงจะเกิดภาวะขาดเลือด เมื่อดำเนินการฉีดสีพบว่าเส้นเลือดที่เป็นเส้นหลักในการส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงขาข้างซ้ายไม่ปรากฏในผลการตรวจ ปรากฏแต่ภาพเส้นเลือดสาขาที่ยังคงหล่อเลี้ยงเลือดบริเวณขาซ้ายของโจทก์ นายแพทย์วิรุฬ ได้ปรึกษาผู้บริหารคือนายแพทย์ณรงค์ฤทธิ์ ได้ให้ปรึกษาแพทย์ทางโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ และนายแพทย์กมล แพทย์หลอดเลือดอาวุโสแนะนำให้ทำบายพาสด่วนโดยหาทีมแพทย์ท้องถิ่น หรือส่งต่อให้เลือกส่งต่อโดยทางเครื่องบินแต่นายแพทย์วิรุฬ ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ด้วยรถพยาบาลของจำเลยที่ 1 โดยอ้างข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ว่าใช้ระยะเวลาในการประสานงาน การรอคิวว่างของเฮลิคอปเตอร์ที่ว่าต้องรออีก 2 ถึง 3 วัน การลงจอดรับผู้ป่วยต้องลงจอดที่สถานีตำรวจท้องที่นอกบริเวณโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ข้อนี้แม้จะมีนายแพทย์เอกพงศ์ ที่เดินทางไปกับรถพยาบาลในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน กับนางสาวนาฎกมล เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพประจำโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุน แต่ไม่มีรายละเอียดถึงข้อจำกัดเหล่านั้น นับว่าเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นนั้นตามภาระการพิสูจน์ ได้ความจากโจทก์ว่าญาติของโจทก์ขอให้เคลื่อนย้ายทางเฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้บริการที่เรียกว่า SKY ICU ซึ่งเป็นของบริษัท EUROCOPTER รุ่น EC 145 แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่ว่างและไม่สามารถบินกลางคืนได้เพราะสภาพอากาศไม่ดีจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยรถพยาบาล เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์ชั้นสูงนำมาให้บริการแก่ผู้ป่วยที่ต้องการความเร่งด่วนในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีสมรรถนะสูง มีอุปกรณ์ทันสมัยสามารถบินกลางคืนได้ มีอุปกรณ์เตือนสภาพอากาศ ทิศทาง และความเร็วลมช่วยในการบินฝ่าสภาพอากาศเลวร้าย จำเลยที่ 1 มิได้ถามค้านโจทก์เพื่อหักล้างสมรรถนะของเฮลิคอปเตอร์ดังที่โจทก์เบิกความ คดีย่อมฟังได้ว่าเฮลิคอปเตอร์ที่จำเลยที่ 1 ให้บริการรับส่งผู้ป่วยทางอากาศว่ามิได้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถบินในเวลากลางคืนได้ นายแพทย์ต่อพล แพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราช พยานจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่าการทำบายพาสโดยปกติต้องทำโดยเร่งด่วนให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย ข้อนี้ได้ความจากนายแพทย์เอกพงศ์ ถึงการเคลื่อนย้ายโจทก์ว่าได้รับความยินยอมจากมารดาของโจทก์ เมื่อเวลา 22 นาฬิกา และสามารถเคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยรถพยาบาลเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของวันที่ 12 กำหนดถึงโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เท่ากับใช้เวลาก่อนออกเดินทาง 5 ชั่วโมง กำหนดใช้เวลาเดินทางถึงโรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร 12 ชั่วโมง นางสาวนาฎกมล กล่าวถึงคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ว่าโรงพยาบาลมีบริการรับส่งผู้ป่วยทางอากาศ (Air Ambulance) ข้อนี้ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการนี้จำนวนมากราย ชอบที่จำเลยที่ 1 จะนำหลักฐานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเฮลิคอปเตอร์มาแสดงต่อศาลได้ว่าไม่มีคิวว่างที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ในวันนั้นจริง หรือมีการล็อกลำดับการใช้บริการในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยรายอื่นไว้ก่อนแล้ว คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีบริการเช่นนั้นจริง การบอกปัดไม่ส่งโจทก์ไปรักษาต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ต้องชอบด้วยเหตุผล ในกรณีของโจทก์ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปผ่าตัดบายพาสที่โรงพยาบาล ก. ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร ตามคำแนะนำของนายแพทย์กมล แพทย์หลอดเลือดอาวุโส จำเลยที่ 1 ย่อมตระหนักดีว่าระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายโจทก์เป็นข้อสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที การเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลที่ต้องใช้เวลาดังกล่าวย่อมไม่สอดคล้องกับคำแนะนำ และไม่เป็นผลดีต่อการรักษาอาการของโจทก์เป็นการเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายโจทก์ไปรักษาที่ไม่เหมาะสมแก่โจทก์ในสภาวการณ์เช่นนั้น คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความพยายามตามวิธีการและมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในการรักษาและเคลื่อนย้ายโจทก์ตามสถานการณ์และอาการบาดเจ็บของโจทก์ในขณะนั้น ส่วนที่มารดาของโจทก์ประสงค์ให้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร อาจเป็นเหตุผลในการไว้วางใจและเชื่อถือการรักษาพยาบาล ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็เห็นว่าโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่มีความพร้อมและทีมแพทย์พยาบาลและอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์และมีประวัติการรักษาของโจทก์จากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ส่งพร้อมไปด้วย ทั้งเป็นสิทธิของผู้ป่วยในการเปลี่ยนสถานพยาบาลเช่นนี้ คดีไม่มีเหตุผลถึงขนาดที่จะชี้ว่าการที่โจทก์ต้องถูกตัดขาเป็นเพราะโจทก์ยอมรับความเสี่ยงภัยในการตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลกะทันหันในภาวะเช่นนั้น แต่เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่ล่าช้าเนิ่นนานเกินไป อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นโรงพยาบาลผู้มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้แต่หาใช้ให้เพียงพอไม่ นับเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในการดูแลรักษาโจทก์และเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ข้อนี้ความปรากฏตามฟ้องข้อ 4 ถึงค่าเสียหายที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิด คือ (1) จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีล่าช้าเป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกตัดขา ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่ารถพยาบาล 70,000 บาท เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เคลื่อนย้ายโจทก์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ แต่การเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาลย่อมมีค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเป็นผู้ชำระเมื่อใช้บริการ ค่ารักษาพยาบาลก็เช่นกันซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และ (2) ค่าเสียหายจากการทุกข์ทรมานและไม่สามารถเข้าร่วมเป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศและต่างประเทศ ขาดโอกาสสร้างชื่อเสียง สูญเสียโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้ เพราะโจทก์เป็นนักกีฬาอาชีพ เป็นผู้รับจ้างฝึกสอนเยาวชน ได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 2,000 บาท ต่อคน อย่างต่ำวันละ 3 ชั่วโมง จะมีรายได้อย่างต่ำวันละ 6,000 บาท คิดค่าเสียหาย 50,000,000 บาท เห็นว่า แม้การที่โจทก์ต้องถูกตัดขาซ้ายเนื่องมาจากการส่งโจทก์ไปรักษาที่ล่าช้าและการเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายที่ไม่สอดคล้องกับคำแนะนำการรักษาโจทก์ แต่ที่มารดาของโจทก์ประสงค์ให้ส่งโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพมหานคร นับเป็นเหตุแทรกแซงที่ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายโจทก์เนิ่นช้าออกไปกว่าเดิมซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรักษา และการตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลกะทันหันในภาวะเช่นนั้นนับว่ามีผลกระทบต่อแผนการรักษาเช่นกัน โดยได้ความว่ารถพยาบาลของจำเลยที่ 1 ไปส่งโจทก์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อเวลา 16 นาฬิกา แต่แพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีผ่าตัดโจทก์เมื่อเวลาภายหลัง 22 นาฬิกา อาการบาดเจ็บของโจทก์เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่โจทก์เข้าร่วมแข่งขันกีฬาเวคบอร์ด โจทก์อายุ 26 ปี เป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ขณะเกิดเหตุบริษัท อ. ว่าจ้างเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนและการตลาดฝ่ายอุปกรณ์ อัตราเงินเดือน เดือนละ 60,000 บาท ภายหลังเกิดอุบัติเหตุและถูกตัดขาเป็นเหตุให้บริษัทเลิกจ้างโจทก์ ได้ความจากโจทก์ตอบถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่ากีฬาที่โจทก์เล่นหรือเอ็กซ์ตรีมประเภทเวคบอร์ดนั้น เป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงสูง มีความท้าทายและอันตราย การเข้าไปเป็นนักกีฬาทีมชาติมีการแข่งขันสูง และตอบถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่าผู้ที่เล่นเวคบอร์ดส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ย 20 ถึง 30 ปี อีกประการหนึ่งที่โจทก์รับจ้างเป็นครูสอนนั้นอยู่ในงานของบริษัท อ. (บริษัทบอร์ดสกี) เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 5,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายซึ่งถือเป็นหนี้เงิน เมื่อมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัด ปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยน โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และให้ปรับดอกเบี้ยตามอัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิภัตต์ รุจิปเวสสน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5553 -ที่ 5952/2564
#681551
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจดำเนินการได้ด้วยตนเอง ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทนตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หามีผลทำให้ความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 2 และความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงหรือระงับลงในทันทีเพราะเหตุที่จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ ดังนั้น ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยในวันดังกล่าว

เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่า ภายหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เคยเข้าไปในสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 2 หรือจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และไม่ได้กระทำการใดที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 2 ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อย โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ร้อยสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 29/2561 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 และบังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ย ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 29/2561 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ร้อย

โจทก์ทั้งสี่ร้อยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจดำเนินกิจการได้ด้วยตนเอง ต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทนตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หามีผลทำให้ความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 2 และความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างสิ้นสุดหรือระงับลงในทันทีเพราะเหตุที่จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ ดังนั้น ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยในวันดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ภายหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เคยเข้าไปในสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 2 หรือจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และไม่ได้กระทำการใดที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 2 ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสี่ร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ อันเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อย โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ตามมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยในข้อนี้ฟังขึ้น ข้ออ้างอื่นของโจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยข้อต่อไปว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์ทั้งสี่ร้อยมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เพียงใด สำหรับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยเดือนละครั้งในวันที่ 30 ของทุกเดือน การที่จำเลยที่ 2 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและโจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่ได้กระทำความผิด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยเท่ากับค่าจ้างที่โจทก์แต่ละคนควรได้รับนับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ซึ่งจะเท่ากับค่าจ้างจำนวนหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และวรรคสาม ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น จึงไม่ถูกต้อง ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสี่ร้อยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกรณีดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ร้อยขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามขอ อย่างไรก็ตาม เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความผ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง โจทก์ทั้งสี่ร้อยจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย ส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ร้อยโดยโจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่มีสิทธิได้รับแก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้อยมีสิทธิได้รับเงินในแต่ละประเภท คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จึงไม่ถูกต้อง สำหรับจำนวนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย ตามที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินในแต่ละประเภทนั้น ในส่วนของการคำนวณค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (เดิม) อายุงานของโจทก์ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยต้องเริ่มนับตั้งแต่วันเข้าทำงานตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ส่วนค่าจ้างอัตราสุดท้ายให้ถือตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนการคำนวณค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง จำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีคงเหลือในปี 2560 ของโจทก์ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวให้นับถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และอัตราค่าจ้างให้ถือตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เป็นวันเลิกจ้าง ซึ่งอาจทำให้โจทก์บางคนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดเกินไปกว่าที่โจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวขอมาในคำฟ้องได้ ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57/1 วรรคสอง เห็นควรพิพากษาให้โจทก์ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วจะได้รับเงินเป็นจำนวนที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ก็ให้โจทก์ดังกล่าวนั้นมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นจำนวนเงินตามที่กฎหมายกำหนด และแม้โจทก์ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (เดิม) โดยค่าชดเชยมีสิทธิได้รับนับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีมีสิทธิได้รับเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ที่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว มีคำขอดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวมานับแต่วันฟ้อง จึงเห็นควรกำหนดให้ตามที่ขอ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ร้อยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 29/2561 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 ของจำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ทั้งสี่ร้อย และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินเท่ากับค่าจ้างจำนวนหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง โดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 เมษายน 2561) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ร้อย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามจำนวนวันที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) (เดิม) โดยการคำนวณค่าชดเชย อายุงานให้คิดจากระยะเวลาการทำงานของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับนับถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 สำหรับค่าจ้างอัตราสุดท้ายให้เป็นไปตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับ กับจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่พึงมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง โดยการคำนวณวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนให้นับถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ส่วนอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่นำมาคำนวณ จำนวนเงินที่พึงได้รับให้เป็นไปตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสี่ร้อยตามที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินในแต่ละประเภท โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการจ่ายจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ. กับพวก
จำเลย — นาง พ. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
- นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5520/2564
#687029
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 โมฆียะกรรมในนิติกรรมที่เกิดจากความบกพร่องในความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์ ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ การแสดงเจตนาเพราะสำคัญผิดถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ รวมถึงบุคคลวิกลจริต และบัญญัติให้มีสิทธิบอกล้างได้ และตามมาตรา 177 ยังบัญญัติว่าอาจให้สัตยาบันเพื่อให้เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกได้ จึงชี้ชัดว่าโมฆียะกรรมไม่ใช่บทบังคับให้นิติกรรมเสียไปเลยเป็นโมฆะกรรม แต่ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาที่แสดงเจตนาทราบเหตุแห่งโมฆียะกรรมแล้วยังคงประสงค์ที่จะให้นิติกรรมดังกล่าวนั้นมีผลบังคับหรือไม่ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่ใช่บทบัญญัติเคร่งครัดและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาจึงสามารถตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมโดยแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง ได้ กรณีที่สมาชิกผู้เอาประกันไม่เปิดเผยความจริงหรือแถลงข้อความเท็จ บริษัทจะบอกล้างสัญญาภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา ทั้งตามเอกสารหมาย ล.6 ส่วนที่ 3 ข้อกำหนดทั่วไปข้อที่ 2 ระบุว่าบริษัทจะไม่โต้แย้งหรือคัดค้านความไม่สมบูรณ์ของสัญญาประกันภัยที่มีผลบังคับมาเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ สัญญาจึงมีผลผูกพันผู้ตายกับจำเลย จำเลยไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกล้างเกินกว่าระยะเวลาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาประกันชีวิตยังคงมีผลสมบูรณ์ต่อไปตามที่จำเลยรับทำประกันและออกสัญญาประกันชีวิตให้ กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตเป็นเงิน 3,582,730 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาประกันชีวิตมีผลสมบูรณ์ ให้จำเลยชำระเงิน 3,280,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับเงินที่โจทก์ที่ 2 ได้รับต้องนำไปชำระหนี้ที่นายพรชัย ผู้ตายค้างชำระธนาคาร ย. หากมีเหลือโจทก์ที่ 2 ได้รับร้อยละ 70 และนางสาวอรพิน ได้รับร้อยละ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยในศาลชั้นต้นที่โจทก์ที่ 2 ได้รับยกเว้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ที่ 2 และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 ผู้ตายได้สมัครทำประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อกับจำเลยโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ จำเลยพิจารณาใบคำขอเอาประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อของผู้ตายแล้วได้รับทำประกันชีวิตและออกกรมธรรม์ให้กับผู้ตายเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อระยะเวลาเอาประกันภัย 15 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 ครบกำหนดวันที่ 14 มกราคม 2574 จำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพสูงสุด 3,378,000 บาท โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยหลักจะลดลงตามที่ได้แสดงไว้ในตารางจำนวนเงินเอาประกันภัย ผู้ตายได้ชำระเบี้ยประกันภัยแบบครั้งเดียวครบถ้วนแล้วเป็นเงิน 271,355 บาท ผู้รับประโยชน์หลักตามเงื่อนไขของกรมธรรม์คือธนาคาร ย. เท่ากับจำนวนหนี้ที่ผู้ตายค้างชำระ หากมีเหลือให้จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 ในอัตรารับผลประโยชน์ร้อยละ 70 และลำดับสามนางสาวอรพิน รับผลประโยชน์ร้อยละ 30 ตามสำเนาหนังสือรับรองการประกันชีวิตและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เอกสารหมาย ล.6 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจจากการสำลักอาหารลงปอด เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2560 จำเลยได้รับประวัติการรักษาพยาบาลของผู้ตายจากโรงพยาบาล ว. พบว่าผู้ตายมีประวัติป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและได้เข้ารับการรักษาโรคดังกล่าวก่อนทำประกันชีวิตกับจำเลย และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยได้แจ้งบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังโจทก์ที่ 2 และนางสาวอรพิน โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายได้แสดงข้อความโดยปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับสุขภาพซึ่งเป็นสาระสำคัญในช่วงก่อนและระหว่างการทำสัญญาประกันภัยต่อจำเลย ทำให้สัญญาประกันภัยดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ จำเลยจึงบอกล้างโมฆียะกรรมตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวพร้อมทั้งคืนเบี้ยประกันจำนวน 271,355 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตีความบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง คลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 โมฆียะกรรมในนิติกรรมที่เกิดจากความบกพร่องในความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์ ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ การแสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด ถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ รวมถึงบุคคลวิกลจริต และบัญญัติให้มีสิทธิบอกล้างได้ กับทั้งตามมาตรา 177 ยังบัญญัติว่าอาจให้สัตยาบันเพื่อให้เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกได้ จึงชี้ชัดว่าโมฆียะกรรมไม่ใช่บทบังคับให้นิติกรรมเสียไปเลยเป็นโมฆะกรรม แต่ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาที่แสดงเจตนาทราบเหตุแห่งโมฆียะกรรมแล้วยังคงประสงค์ที่จะให้นิติกรรมดังกล่าวนั้นมีผลบังคับหรือไม่ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้บังคับเคร่งครัดและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาจึงสามารถตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการบอกล้างโมฆียกรรม โดยแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง ได้ เมื่อตามสำเนาหนังสือรับรองการประกันชีวิต ข้อ 2.4.1 ระบุว่า กรณีที่สมาชิกผู้เอาประกันภัยไม่เปิดเผยความจริงหรือแถลงข้อความเท็จ บริษัทจะบอกล้างสัญญาภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา ทั้งตามเอกสารหมาย ล.6 ส่วนที่ 3 ข้อกำหนดทั่วไปข้อที่ 2 ระบุว่าบริษัทจะไม่โต้แย้งหรือคัดค้านความไม่สมบูรณ์ของสัญญาประกันภัยที่มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ สัญญาจึงมีผลผูกพันผู้ตายและจำเลย จำเลยไม่อาจใช้สิทธิบอกล้างเกินกว่าระยะเวลาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตอันเป็นหนี้เงินแก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ที่ 2 ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,280,950 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 175 ม. 177 ม. 865 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5518/2564
#682231
เปิดฉบับเต็ม

มาตรการทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มุ่งป้องปรามมิให้มีการนำทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป จึงมิใช่การดำเนินคดีแพ่งโดยทั่วไป แม้ตามมาตรา 56 และ 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จะบัญญัติให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในหมวด 6 ให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และสามารถนำมาปรับใช้ได้เท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราว ตาม ป.วิ.พ. มาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวในคดีฟอกเงินได้

แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่ จนไม่มีเหตุที่จะไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และหากต่อมาศาลในคดีฟอกเงินมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของจำเลยรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นต้นไป ห้ามมิให้ยึดหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าวเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 หากโจทก์เห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลย โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินตามมาตรา 53 ซึ่งบัญญัติถึงขั้นตอนในการดำเนินการไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญ ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีฟอกเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 213,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารส่งเงินจำนวนตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 243,537.61 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดบัญชีดังกล่าวแก่ธนาคารแล้ว แต่ธนาคารไม่ส่งเงินให้ โดยแจ้งว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวชั่วคราว ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีเกี่ยวด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ธนาคารต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐานโดยตัดวงจรการกระทำความผิด มิให้ทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อมิให้มีการนำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้องก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ จึงไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แม้มาตรา 56 และ 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะและสามารถนำมาปรับใช้ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเป็นการเฉพาะแล้ว ทั้งเป็นคำสั่งที่ออกโดยมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่ายหรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งย่อมจะมีผลบังคับอยู่ตราบใดที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินยังไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และแม้ในคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องบัญชีเงินฝากของจำเลย ก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็ตาม แต่หากเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ อาจทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่จนไม่มีเหตุที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและหากต่อมาศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินมีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดิน ก็จะมีผลเป็นว่านับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นต้นไปห้ามมิให้ยึดหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าวเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราวโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาปรับใช้กับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวในคดีฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้ คำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้จึงไม่อาจทำให้คำสั่งอายัดชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.220/2560 ของศาลแพ่งสิ้นผล แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องฎีกามีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ธนาคารจึงไม่ต้องส่งเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากต่อมาศาลชั้นต้นในคดีฟอกเงินมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยตกเป็นของแผ่นดินแล้ว แต่โจทก์เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิในเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยเป็นเจ้าของ ผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์ โจทก์ต้องไปดำเนินการในคดีฟอกเงินดังกล่าวตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินการเป็นการเฉพาะแล้วโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้สามัญไม่อาจดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้เพื่อให้มีผลถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีฟอกเงินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 53 ม. 55 ม. 56 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายชาตรี ใหม่วิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5511/2564
#682862
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 และมาตรา 1273/4 จะบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียนและห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้งต่อเมื่อศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน โดยให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย แต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องคดีได้ การที่ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนอันเป็นผลให้ถือว่าจำเลยที่ 1 คงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตาม แต่ผลของกฎหมายที่กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังจากศาลมีคำสั่งเท่านั้น หามีผลทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบแต่อย่างใด และเมื่อจำเลยทั้งห้ายกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ย่อมเป็นภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความจริงว่า ฟ้องของตนไม่ขาดอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นเงิน 15,000 บาท ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดทำการ จะไม่ทำให้คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์คงมีคำพยานของพนักงานติดตามเร่งรัดหนี้สินของโจทก์มาเบิกความ โดยไม่ปรากฏว่าพยานรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องโดยตรงในการรับชำระหนี้แต่อย่างใด แม้โจทก์จะอ้างอิงรายการคำนวณภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยค้างรับเป็นพยานประกอบคำเบิกความ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ฝ่ายเจ้าหนี้เป็นผู้จัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ทั้งยังไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารยืนยันได้ว่า รายการนำเงินเข้าบัญชี 15,000 บาท เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นการกระทำของฝ่ายจำเลยทั้งห้า ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานการนำเงินเข้าฝากมาแสดงและมิได้ติดตามพยานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดทำเอกสารหรือการรับชำระหนี้มาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงกับให้โอกาสจำเลยทั้งห้าซึ่งปฏิเสธเรื่องการชำระหนี้ได้ซักค้านหาความจริงตามกระบวนความ ลำพังคำพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ที่นำสืบมาจึงนับว่ายังมีข้อควรตำหนิและไม่พึงเชื่อถือรับฟังเป็นแน่นอนตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้คนใดได้ชำระหนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยของงวดถัดจากวันทำสัญญา คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2550 สิทธิเรียกร้องที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 20,457,863.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ธนาคารประเภทสัญญาการใช้วงเงินตั๋วเงิน ในวงเงิน 8,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และนายยิ่งยง เป็นผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารยอมรับว่า ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้วงเงินขายตั๋ว P/N ต่อ BOT เป็นต้นเงิน 4,400,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 9,643.36 บาท และหนี้วงเงินขายตั๋ว P/N ต่อ BAY เป็นต้นเงิน 3,600,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 30,760.29 บาท ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวจากธนาคารและโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังจำเลยทั้งห้า แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ภายหลังจากนั้น วันที่ 30 กันยายน 2554 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่ทะเบียน ระหว่างไต่สวนคำร้อง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ ครั้นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่ทะเบียน และให้ถือว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกจากทะเบียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1273/3 และมาตรา 1273/4 จะบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียนและห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้งต่อเมื่อศาลสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน โดยให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย แต่เมื่อในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องคดีได้ การที่ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นผลให้ถือว่าจำเลยที่ 1 คงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตามดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 แต่ผลของกฎหมายที่กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังจากศาลมีคำสั่งเท่านั้น หามีผลทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งห้ายกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความเพื่อปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ ประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ย่อมเป็นภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ความจริงว่า ฟ้องของตนไม่ขาดอายุความ หากโจทก์ไม่นำสืบหรือนำสืบไม่ได้ ย่อมต้องถือว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ในข้อนี้ แม้โจทก์จะนำสืบอ้างว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิม จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นเงิน 15,000 บาท และหากนับจากวันดังกล่าวถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการ จึงไม่ทำให้คดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งมีผลต่อการนับอายุความใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างและนำสืบมานั้น โจทก์คงมีคำพยานของนางสาวนงนุช พนักงานติดตามเร่งรัดหนี้สินของโจทก์มาเบิกความ โดยไม่ปรากฏว่านางสาวนงนุชเป็นพยานผู้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องโดยตรงในการรับชำระหนี้รายนี้แต่อย่างใด แม้โจทก์จะอ้างอิงรายการคำนวณภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยค้างรับ เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนถ้อยคำของนางสาวนงนุช และเอกสารดังกล่าวมีรายการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากสอดคล้องกับเอกสารที่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมส่งต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งเรียกพยานเอกสารฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ที่ระบุรายการเคลื่อนไหวของบัญชีอันเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 มีการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากจำนวน 15,000 บาท แต่เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารที่ฝ่ายเจ้าหนี้เป็นผู้จัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ทั้งยังไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารที่จะพิสูจน์หรือยืนยันได้ว่า รายการนำเงินเข้าบัญชี 15,000 บาท เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 เป็นการกระทำของฝ่ายจำเลยทั้งห้าผู้เป็นลูกหนี้หรือเกิดจากการชำระหนี้ของบุคคลใด ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานการนำเงินเข้าฝากมาแสดงและมิได้ติดตามพยานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดทำเอกสารหรือการรับชำระหนี้มาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงกับให้โอกาสจำเลยทั้งห้าซึ่งปฏิเสธเรื่องการชำระหนี้ได้ซักค้านหาความจริงตามกระบวนความ ลำพังคำพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงนับว่ายังมีข้อควรตำหนิและไม่พึงเชื่อถือรับฟังเป็นแน่นอนตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อธนาคารจำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้คนใดได้ชำระหนี้ตามสัญญาให้แก่ธนาคารเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยของงวดถัดจากวันทำสัญญา คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2550 และตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 5 ระบุว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เช่นนี้สิทธิเรียกร้องของธนาคารที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เมื่อโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคาร นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรวุฒิ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศุภมิตร บุญประสงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา