คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1272/2547
#410825
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยตกลงยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้ จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายในรูปดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ล่วงหน้า อันถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจที่จะให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยขอให้โจทก์แจ้งผู้ขายผ่านธนาคารตัวแทนต่างประเทศว่า เมื่อผู้ขายส่งสินค้าลงเรือแล้วให้ผู้ขายเก็บเงินค่าสินค้าจากตัวแทนตามกำหนดระยะเวลาในเลตเตอร์ออฟเครดิต และจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้เงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่โจทก์ดำเนินการแทนไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยโจทก์ (ขณะทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตอัตราร้อยละ 18 ต่อปี) นับแต่วันที่สินค้ามาถึงประเทศไทยจนถึงวันชำระเสร็จ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในต้นเงิน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ พร้อมออกตั๋วแลกเงินสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ภายใน 360 วัน นับแต่วันที่ลงในตั๋วแลกเงินซึ่งตรงกับที่กำหนดในใบตราส่งสินค้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ลงนามรับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 9 ฉบับ และรับเอกสารจากโจทก์ไปออกสินค้าก่อน เมื่อครบกำหนดชำระเงินแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงจ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 และเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ 1 รับรอง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์เป็นต้นเงินตามตั๋วแลกเงินในเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบกำหนด พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราสูงสุดนับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 195,537,959.64 บาท ดอกเบี้ย 122,379,401.86 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 317,917,361.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 317,917,361.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 195,537,959.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ทำสัญญากับโจทก์จริง โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบเพราะในเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดแจ้ง โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันผิดนัด หากโจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบก่อนเพราะตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 บัญญัติว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้นเป็นผู้กำหนด ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระจึงเป็นโมฆะ ฟ้องเคลือบคลุม และทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 วางเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คุ้มมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์แล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 317,917,361.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 195,537,959.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราต่างๆ ตามฟ้องได้เพียงใด โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ข้อ 7 ทั้งเก้าฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยโจทก์ มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยอย่างแจ้งชัด การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขึ้นฝ่ายเดียว โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบเมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามฟ้อง โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์อาจคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดแล้วตามเอกสารหมาย จ.18 (แผ่นที่ 1) โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ ส่วนการประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกค้าและดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่เรียกจากลูกค้านั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 เอกสารหมาย จ.18 (แผ่นที่ 2) ข้อ 4 กำหนดว่า ให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศและให้ธนาคารพาณิชย์ปิดประกาศดังกล่าวในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของตนเองทุกแห่ง โดยมิได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งถึงอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าทราบเป็นรายบุคคล ดังนั้น การที่โจทก์มิได้แจ้งอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามทราบจึงไม่มีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ทั้งเก้าฉบับเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 มีข้อตกลงข้อ 7 ความว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ยินยอมชำระเงินเมื่อมีการยื่นตั๋วแลกเงินของผู้รับประโยชน์ในแต่ละจำนวนตามตั๋วแลกเงินภายใต้เอกสารเครดิตนี้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารท่าน (โจทก์) นับจากวันที่ออกตั๋วแลกเงินถึงวันชำระเงิน รวมตลอดทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้ายินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยธนาคารท่าน นับจากวันที่สินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครโดยทางเรือหรือทางเครื่องบินถึงวันที่ชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวนั้น" ซึ่งมีความหมายว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ออกไว้ภายใต้คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงิน แต่ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้ และโจทก์ได้นำสืบโดยอ้างส่งประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 รวม 13 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 5 ถึงที่ 17 ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดสูงสุดตรงกันกับช่วงเวลาที่โจทก์คิดคำนวณมาตามการ์ดบัญชีแสดงภาระหนี้ตามตั๋วแลกเงินของจำเลยที่ 1 ทั้งสิบสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.17 คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งเก้าฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 จึงระบุอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดอย่างแจ้งชัดแล้ว อย่างไรก็ตามโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ต้องถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 เอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 2 ถึงที่ 4 โดยประกาศดังกล่าวข้อ 3 (4) ให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี บวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขปรากฏว่าคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ทั้งเก้าฉบับนั้น จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ออกภายใต้คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ หากไม่ชำระก็เป็นการผิดนัดชำระหนี้และต้องชำระดอกเบี้ย ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ตกลงยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามประกาศของโจทก์ในกรณีเช่นนี้จึงเป็นภาระชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายในรูปดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ล่วงหน้าอันถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจที่จะให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยประเภทต่างๆ ตามประกาศของโจทก์เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่มีผลใช้บังคับในช่วงเวลาต่างๆ ตามเอกสารหมาย จ.18 แล้ว ปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดซึ่งคิดตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกด้วยส่วนต่างสูงสุดตามประกาศของโจทก์นั้นสูงกว่าทั้งอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีและลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี แสดงว่าโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดไว้สูง โดยคำนึงถึงลักษณะของลูกค้าเช่นนี้ว่ามีความเสี่ยงที่โจทก์อาจได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนมากกว่าลูกค้าชั้นดี แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทำใจทก์เสียหายมากหรือมีเหตุผลอย่างไรที่ควรเรียกดอกเบี้ยผิดนัดให้สูงมากถึงอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศไว้สำหรับลูกค้าผิดนัดตามพฤติการณ์เช่นนี้ เห็นว่า การกำหนดเบี้ยปรับในรูปดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดในคดีนี้เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน การคิดดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.19 ในระหว่างขอเลื่อนกำหนดชำระเงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.25 ต่อปี เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามที่ขอเลื่อนแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดเช่นเดียวกับตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.30 ที่คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดนับแต่วันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วแลกเงิน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เบี้ยปรับลดลงเหลือเพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วย 1 ส่วน 10 (ร้อยละ 10) ของส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดสูงสุดตามประกาศของโจทก์ นับแต่วันครบกำหนดชำระตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับในอัตราที่ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ก็ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.30 ตามจำนวนเงินที่ได้จากการเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทตามการ์ดบัญชีแสดงภาระหนี้เอกสารหมาย จ.17 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับ สำหรับดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.19 นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.25 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2540 และดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.30 นับแต่วันครบกำหนดชำระเงินแต่ละฉบับ ให้คิดตามประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของโจทก์ ในอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วย 1 ส่วน 10 ของผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดสูงสุด ตามที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าวของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาทั้งที่ประกาศไว้แล้วก่อนวันฟ้องและที่ประกาศหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินร้อยละ 14 ต่อปี และจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 122,379,401.86 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกคอนกรีตอัดแรง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กำพล ภู่สุดแสวง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2547
#55081
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้อง เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไปหาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริงจึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตำรวจโท ท. กับพวก เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวเบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามร่วมกันให้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจโททักษิณ ภาพสวัสดิ์ กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อจูงใจให้ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกช่วยเบิกความต่อศาลจังหวัดสตูล ในคดีที่นายนิพิธ ทองนุ่น ถูกร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ โดยให้ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกให้การต่อศาลให้เป็นประโยชน์แก่นายนิพิธและจำเลยทั้งสามรับว่าจะให้เงินอีกจำนวน 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจโททักษิณหลังจากได้เบิกความต่อศาลแล้ว ซึ่งเป็นการจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 83 และ 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือนริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งสามร่วมกันให้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจโททักษิร ภาคสวัสดิ์ กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อจูงใจให้ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกเบิกความต่อศาลจังหวัดสตูล ในคดีที่นายนิพิธ ทองนุ่น ถูกร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกจับกุม ในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยให้ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกให้การต่อศาลให้เป็นประโยชน์แก่นายนิพิธ และจำเลยทั้งสามรับว่าจะให้เงินอีก 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจโททักษิณ หลังจากที่เบิกความต่อศาลแล้ว ซึ่งเป็นการจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริงจึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยทั้งสามจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตำรวจทักษิณกับพวก เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวเบิกความผิดไปจากความจริง จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144ส่วนของกลางนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิด จึงต้องคืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุในส่วนในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสาม คืนของกลางแก่เจ้าของ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย พัสกรหรือประดับ ทองนุ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2547
#410820
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำความผิดมีหน้าต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริงจึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยทั้งสามจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่เจ้าพนักตำรวจเพื่อจูงใจให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144

ส่วนของกลางนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิด จึงต้องคืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 83 และ 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันให้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจโททักษิณ ภาคสวัสดิ์ กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อจูงใจให้ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกเบิกความต่อศาลจังหวัดสตูล ในคดีที่นายนิพิธ ทองนุ่น ถูกร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ โดยให้ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวกให้การต่อศาลให้เป็นประโยชน์แก่นายนิพิธ และจำเลยทั้งสามรับว่าจะให้เงินอีก 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจโททักษิณหลังจากที่เบิกความต่อศาลแล้ว ซึ่งเป็นการจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริงจึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยทั้งสามจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตำรวจโททักษิณกับพวก เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานดังกล่าวเบิกความผิดไปจากความจริง จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ส่วนของกลางนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิด จึงต้องคืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุในส่วนในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสาม คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพัสกรหรือประดับ ทองนุ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1261/2547
#55080
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่ได้การที่จำเลยฎีกาในข้อนี้ขึ้นมาจึงต้องห้ามด้วยเช่นเดียวกัน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และเรื่องอายุความเมื่อไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ศาลจะอ้างเอาอายุความเป็นมูลยกฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2538 จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์1,200,000 บาท ตกลงชำระหนี้เป็นเช็คฉบับละ 100,000 บาท ในวันทำสัญญา 8 ฉบับส่วนเงินที่ค้างชำระอีก 400,000 บาท จะนำเช็คมามอบให้โจทก์ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม2538 แต่จำเลยไม่นำเช็คที่เหลือมามอบให้โจทก์ตามสัญญา และเมื่อเช็คทั้ง 8 ฉบับ ถึงกำหนดเรียกเก็บเงินธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน 2 ฉบับ จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์600,000 บาท โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 671,876.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน2538 และ 20 มกราคม 2539 ตามลำดับ และของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยรวมคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 71,876.71 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2539 และของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยลงลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญาชำระหนี้เงินกู้ด้วยเช็คเอกสารหมาย จ.2 และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็ค8 ฉบับ ๆ ละ 100,000 บาท ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาท 2 ฉบับ เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ให้แก่โจทก์ โจทก์นำเช็คทั้ง 8 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คได้ 6 ฉบับ ส่วนเช็คพิพาท 2 ฉบับ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 และวันที่ 22 มกราคม 2539 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่...

เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลย เชื่อว่าจำเลยกู้เงิน1,200,000 บาท ไปจากโจทก์และยังค้างชำระ 400,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเรื่องจำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้นเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2)จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ และที่จำเลยฎีกาในข้อนี้ขึ้นมา จึงต้องห้ามด้วยเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นั้นเห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่และในเรื่องอายุความเมื่อไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความเป็นมูลยกฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 197 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชัย ลีลาสถาพรกูร
จำเลย — นาย อรุณ ภู่สัจจพงษ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1261/2547
#112833
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และในเรื่องอายุความเมื่อไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความเป็นมูลยกฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยในข้อนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๖๗๑,๘๗๖.๗๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้น ๖๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินตามเช็ค ๒ ฉบับ ฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ และ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ ตามลำดับ ของต้นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยรวมคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๗๑,๘๗๖.๗๑ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ และของต้นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๑ ปี นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และในเรื่องอายุความเมื่อไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความเป็นมูลยกฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ป.พ.พ. ม. 193/29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัย ลีลาสถาพรกูร
จำเลย — นายอรุณ ภู่สัจจพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวชื่นอารี มาลีศรีประเสริ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1258/2547
#410819
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกรอกวันที่ย้ายเข้าลงในทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนำทะเบียนบ้านฉบับเจ้าของบ้านที่จำเลยกระทำดังกล่าวไปใช้สมัครรับเลือกตั้งจนได้รับการเลือกตั้งทั้งๆ ที่ขาดคุณสมบัติ ถือได้ว่าจำเลยช่วยส่งเสริมให้การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยของประเทศเป็นไปโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม อันเป็นการบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ล่ามประจำอำเภอปะนาเระ มีหน้าที่ด้านทะเบียนราษฎร์เกี่ยวกับการแจ้งย้ายเข้าและย้ายออกของประชาชน ซึ่งตามวันเวลาดังกล่าวนายอิสมาแอ แวสาเต๊ะ ยื่นหลักฐานขอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าน้ำ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี จำเลยกรอกข้อความลงในทะเบียนบ้านฉบับอำเภอและฉบับเจ้าของบ้านไม่ตรงกัน กล่าวคือ จำเลยกรอกวันที่ย้ายเข้าลงในทะเบียนบ้านฉบับอำเภอเป็นวันที่ 6 มกราคม 2540 และกรอกวันที่ย้ายเข้าลงในทะเบียนบ้านฉบับเจ้าของบ้านเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2539 ซึ่งความจริงแล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องกรอกวันที่ย้ายเข้าให้ถูกต้องตรงกันในทะเบียนบ้านทั้งสองฉบับเป็นวันที่ 31 มกราคม 2540 อันเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ และเป็นการช่วยเหลือนายอิสมาแอให้มีภูมิลำเนาและมีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ในบ้านเลขที่ 115 ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ และนายอิสมาแอได้นำทะเบียนบ้านนั้นไปใช้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำจะได้รับการเลือกตั้งทั้งๆ ที่ขาดคุณสมบัติอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่อำเภอปะนาเระ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ และผู้หนึ่งผู้ใด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำการเพื่อให้ผู้อื่นมีรายการอย่างใดอย่างหนึ่งในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ จำคุก 1 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าการลงวันที่ในทะเบียนบ้านไม่ถูกต้องหัวหน้าฝ่ายทะเบียนราษฎรคงไม่อนุมัติ เป็นทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว และเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นฎีกาที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ของศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกรอกวันที่ย้ายเข้าลงในทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จนั้น เป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนำทะเบียนบ้านฉบับเจ้าของบ้านที่จำเลยกระทำดังกล่าวไปใช้สมัครรับเลือกตั้งจนได้รับการเลือกตั้งทั้งๆ ที่ขาดคุณสมบัติ ถือได้ว่าจำเลยช่วยส่งเสริมให้การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยของประเทศเป็นไปโดยไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมอันเป็นการบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายเจะอารง กาเดร์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2547
#112917
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมกับชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และบริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ที่ขายรถให้จำเลยที่ 1 ได้มายึดรถคันดังกล่าวคืนไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบริษัทไทยล้านนา ยนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองที่ขายรถให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นยกคำร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมแล้วพิจารณาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี การที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งที่ผู้ร้องมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแทนผู้ร้องทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๘๑,๗๐๖.๐๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจริงแต่เป็นนิติกรรมอำพราง สัญญาเช่าซื้อจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ นั้น บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และ บริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ยึดรถคืนไปตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ หากโจทก์เป็นเจ้าของก็ต้องติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากบริษัทดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๐) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้กำหนดให้ไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามคำร้อง ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ หรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๒) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองจึงถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๕) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ร้องทั้งสองย่อมสามารถอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแทนผู้ร้องทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ และราคารถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ ชำระราคาแทนนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้มิใช่เป็นฎีกาที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ดังนั้น ฎีกาจำเลยที่ ๑ ในประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (5) ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนกร คีรีพิทักษ์ กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2547
#272076
เปิดฉบับเต็ม

กรรมการของโจทก์เคยเป็นกรรมการของบริษัท ร. ซึ่งได้กระทำการเป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศ โจทก์จึงอยู่ในข่ายที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจออกใบอนุญาตส่งข้าวออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ ที่จำเลยที่ 1 ไม่ออกใบอนุญาตให้โจทก์ส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักร จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

คำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ที่มีคำสั่งระงับการออกใบอนุญาตให้ส่งสินค้า (ข้าว) ออกไปนอกราชอาณาจักรแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์มีกรรมการของตนเป็นกรรมการของบริษัท ร. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการใด ๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศ โจทก์จึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้ส่งออกข้าวไปนอกราชอาณาจักร ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือที่ พณ 0303/3444 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 และให้โจทก์ได้รับใบอนุญาตส่งข้าวออกตามปกติต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 74,740,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นรายปี ปีละ 5,000,000 บาท นับแต่ปีที่ฟ้องคดีจนกว่าจะครบกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งระงับการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 2 ได้แจ้งแก่โจทก์ ตามหนังสือที่ พณ 0303/3444 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 และให้จำเลยทั้งสองรับพิจารณาคำขออนุญาตส่งข้าวออกให้แก่โจทก์ในโอกาสต่อไปตามปกติ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 150,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ระงับใบอนุญาตให้ส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้กระทำการใดๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศตามความหมายของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มิได้หมายถึงแต่บุคคลที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดแล้วว่า เป็นผู้กระทำการใดๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้ว บุคคลซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศแต่มิได้ถูกฟ้องร้องต่อศาล ก็ยังคงมีคุณสมบัติเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ตลอดไป กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 จะไร้ผลบังคับโดยสิ้นเชิง ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจพิจารณาได้ว่า การกระทำของบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ดังกล่าวเป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศประกอบกับโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยเลือกปฏิบัติหรือไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าเป็นคำสั่งการวินิจฉัยโดยชอบ และเมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล กรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นต้องเป็นผู้ซึ่งไม่เคยเป็นกรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลที่เคยกระทำการใดๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศมาก่อน ดังนั้น แม้โจทก์และกรรมการโจทก์จะไม่เคยกระทำการใดๆ ที่เป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อกรรมการของโจทก์เคยเป็นกรรมการในบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด ซึ่งได้กระทำการเป็นผลเสียหายแก่การค้าระหว่างประเทศ การวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์อยู่ในข่ายที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจออกใบอนุญาตส่งข้าวออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยโดยไม่ชอบสำหรับข้อที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2540 ขัดต่อกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) และมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ก็ดี กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ข้อ 3 ไม่ใช่บทลงโทษแต่เป็นเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตก็ดี โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนประเด็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นคู่กรณีในคดีแพ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะออกคำสั่งทางปกครองพิพาทไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิใช่คู่กรณีในคดีแพ่งกับโจทก์ หากแต่เป็นคู่กรณีกับบริษัทโรงสีไฟชัยประสิทธิ์ จำกัด กรณีจึงไม่มีเหตุต้องห้ามตามมาตรา 13 (1) ดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองออกคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.17 โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองจงใจกระทำให้โจทก์เสียหาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นค่าเสียหายของโจทก์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522
พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ม. 7 วรรคสอง ม. 25
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคสาม ม. 38 ม. 41
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีสะเกษเกษตรพัฒนา จำกัด
จำเลย — กรมการค้าต่างประเทศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ โกวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2547
#411062
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ว่า จำเลยกระทำความผิดไปเพราะขาดความยั้งคิด เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ว่า จำเลยกระทำความผิดไปเพราะขาดความยั้งคิด ซึ่งจำเลยอ้างในฎีกาว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาให้เกิดผลรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้อาวุธมีดปังตอขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 7 นิ้ว กว้างประมาณ 3 นิ้ว ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย มีบาดแผลฉีกขาด ลึกถึงกระดูกสะบักและมีการแตกของกระดูกสะบัก จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรองการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงเหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยแล้ว แต่ภายหลังกระทำความผิดจำเลยรู้สึกสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ จึงสมควรกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายนภดล ทองชมภู
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1239/2547
#112832
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณา พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/63 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้วจะเห็นได้ว่าในการขอแก้ไขแผนหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วนั้น หากมีเหตุอันสมควรและมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ศาลใช้เป็นเหตุในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริหารแผนซึ่งเป็นบุคคลที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบจะต้องปฏิบัติและดำเนินการตามแผนให้สำเร็จลุล่วงไปเพียงผู้เดียวมีอำนาจที่จะเสนอขอแก้ไขแผนนั้นได้ โดยยื่นข้อเสนอนั้นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แล้วให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณา หากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวนั้นตามมาตรา 90/46 แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องรายงานศาลเพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่

การที่แผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินกำหนดว่าคณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการตกลงเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญหรือแก้ไขเอกสารปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบอำนาจของคณะกรรมการเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/55 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/67 เห็นได้ว่า คณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการเสนอแนะและสอดส่องให้ผู้บริหารแผนดำเนินการปฏิบัติไปตามแผนแทนเจ้าหนี้ทั้งหลายเท่านั้น หาได้มีอำนาจในการที่จะเสนอขอแก้ไขแผนด้วยตนเองไม่ ตามที่แผนกำหนดให้คณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการตกลงเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญหรือแก้ไขเอกสารปรับโครงสร้างหนี้ ฯลฯ ก็หมายความเพียงว่า เมื่อเข้าเงื่อนไขในการขอแก้ไขแผนแล้ว คณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการเสนอเรื่องดังกล่าวให้ผู้บริหารแผนดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/63 ได้ แต่ขณะเดียวกัน เมื่ออำนาจในการเสนอขอแก้ไขแผนนั้นเป็นอำนาจของผู้บริหารแผนโดยตรง ผู้บริหารแผนเองก็ย่อมมีอำนาจในการที่จะเสนอขอแก้ไขแผนตามที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นกัน และเมื่อผู้บริหารได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว การประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผน การลงมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/63

เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขแผนให้เกิดความชัดเจนสามารถปฏิบัติได้และสอดคล้องกับความประสงค์ของเจ้าหนี้ ทั้งเจ้าหนี้เกือบทั้งหมดซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขแผนได้ยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนนั้นแล้ว ชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน ไม่มีเจ้าหนี้คัดค้าน ข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/58 กรณีจึงสมควรเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนจำนวน 2 ฉบับ ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผน ขอให้ศาลนัดพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวหรือไม่

ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้บริหารแผนไม่มีสิทธิขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการ

ผู้บริหารแผนยื่นคำชี้แจง ขอให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า คำร้องขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนดังกล่าวชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 ประกอบกับมาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) โดยอนุโลมแล้ว

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วจะมีการขอแก้ไขแผนได้หรือไม่ อย่างไร เห็นว่า ตามคำขอของผู้บริหารแผนที่ขอแก้ไขแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงิน อันถือได้ว่าแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการ คำขอของผู้บริหารแผนจึงเป็นคำขอเพื่อแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้วจะเห็นได้ว่าในการขอแก้ไขแผนหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วนั้น หากมีเหตุอันสมควรและมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ รวมตลอดทั้งพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ศาลได้ใช้เป็นเหตุในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริหารแผนซึ่งเป็นบุคคลที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบจะต้องปฏิบัติและดำเนินการตามแผนให้สำเร็จลุล่วงไปเพียงผู้เดียวมีอำนาจที่จะเสนอขอแก้ไขแผนนั้นได้ โดยยื่นข้อเสนอนั้นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แล้วให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณา หากที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนตามมาตรา 90/46 แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องรายงานศาลเพื่อให้พิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวนั้นหรือไม่ การที่แผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินกำหนดว่าคณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการตกลงเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ หรือแก้ไขเอกสารปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับอำนาจของคณะกรรมการเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/55 วรรคหนึ่ง และในมาตรา 90/67 เห็นได้ว่าคณะกรรมการเจ้าหนี้นั้นมีอำนาจในการเสนอแนะและสอดส่องให้ผู้บริหารแผนดำเนินการปฏิบัติไปตามแผนแทนเจ้าหนี้ทั้งหลายเท่านั้น หาได้มีอำนาจในการที่จะเสนอขอแก้ไขแผนด้วยตนเองไม่ เช่นนี้ ตามที่แผนกำหนดไว้ให้คณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการตกลงเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ หรือแก้ไขเอกสารปรับโครงสร้างหนี้ และมีสิทธิสละสิทธิในเรื่องดังกล่าว ก็หมายความเพียงว่า เมื่อเข้าเงื่อนไขในการขอแก้ไขแผนแล้ว คณะกรรมการเจ้าหนี้มีอำนาจในการเสนอเรื่องดังกล่าวให้ผู้บริหารแผนดำเนินการต่อไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 ได้ แต่ขณะเดียวกันเมื่ออำนาจในการเสนอขอแก้ไขแผนนั้นเป็นอำนาจของผู้บริหารแผนโดยตรง ผู้บริหารแผนเองก็ย่อมมีอำนาจในการที่จะเสนอขอแก้ไขแผนตามที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นกัน และเมื่อผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว การประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผน การลงมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ จะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/63 เช่นนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าในการประชุมเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงิน มีเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินส่วนน้อย 2 ราย ลงมติไม่ยอมรับให้มีการดำเนินการขอแก้ไขแผนในสาระสำคัญ เจ้าหนี้ที่เข้าร่วมแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินทั้งหมดย่อมต้องผูกมัดในการลงมติในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารไปด้วย ผลจึงเป็นว่า ในการประชุมเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินฝ่ายข้างมากต้องมีมติไม่ยอมรับให้มีการแก้ไขแผนอันเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญทั้งสองฉบับ เนื่องจากถูกผูกมัดตามมติของเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินฝ่ายข้างน้อย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ศาลสมควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนหรือไม่ เห็นว่า? กรณีมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขแผนให้เกิดความชัดเจน สามารถปฏิบัติได้ และสอดคล้องกับความประสงค์ของเจ้าหนี้ผู้ทรงสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำข้อเสนอขอแก้ไขแผนเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหนี้ ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนฉบับที่ 1 ร้อยละ 96.98 และฉบับที่ 2 ร้อยละ 97.22 กรณีจึงแสดงว่าเจ้าหนี้เกือบทั้งหมดซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขแผนนั้นได้ยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว ดังนี้ เมื่อข้อเสนอขอแก้ไขแผนเป็นเพียงการแก้ไขข้อกำหนดในแผนที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานอันจะขัดขวางมิให้แผนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ประกอบกับการเลื่อนระยะเวลาในการขายทรัพย์สินที่มิใช่สินทรัพย์หลักออกไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเจ้าหนี้เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้เกือบทั้งหมดได้ยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผน ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวปรากฏว่าไม่มีเจ้าหนี้ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินใดคัดค้านเลย ทั้งเมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 กรณีจึงสมควรเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าว

พิพากษากลับ มีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนทั้งสองฉบับ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/55 ม. 90/63
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2547
#112831
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือประมงของกลางที่ถูกศาลสั่งริบในความผิดฐานลักลอบซื้อขายน้ำมันหลีกเลี่ยงภาษีได้ความว่า ก่อนนำเรือพิพาทออกให้เช่าผู้ร้องจัดทำถังน้ำมันจำนวนมากถึง 20 ถัง บรรทุกอยู่บริเวณหน้าเครื่องบรรจุน้ำมันได้ถึง 40,000 ลิตร ซึ่งโดยปกติเรือประมงทั่วไปจะมีถังน้ำมันที่ห้องเครื่องห้องละ 1 ถัง มีปริมาตรไม่เกิน 10,000 ลิตร นอกจากนี้เรือดังกล่าวยังมีเครื่องสูบถ่ายน้ำมันที่สามารถถ่ายน้ำมันออกไปสู่เรือลำอื่นได้ แสดงจุดประสงค์หรือเจตนาของผู้ร้องว่าจะใช้เรือดังกล่าวสำหรับบรรทุกน้ำมันเพื่อถ่ายให้เรือลำอื่นด้วย พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอคืนเรือของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ จำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๖ ทวิ , ๒๐ ทวิ , ๒๕ ตรี พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๒๘๒ พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๑ , ๒๒ , ๒๓ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๒๒ , ๓๙ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ จำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยที่ ๔ ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑ , ๑๘ วรรคสอง , ๖๒ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ ริบของกลางทั้งหมด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนเรือของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์เรือของกลางและรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือประมงของกลางที่ถูกศาลมีคำสั่งริบในคดีนี้ มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ กับพวกหรือไม่ สำหรับเรือประมงของกลางผู้ร้องไม่เคยดัดแปลงระวางเรือให้บรรทุกน้ำมันแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจเอกมานพ มีแสง ผู้จับกุมจำเลยทั้งสี่ว่าเรือของกลางมีการนำถังน้ำมันบรรทุกไว้ถึง ๒๐ ถัง อยู่บริเวณหน้าเครื่อง บรรจุน้ำมันได้ถึง ๔๐,๐๐๐ ลิตร นอกจากจะมีถังน้ำมันแล้วยังมีเครื่องสูบน้ำมันซึ่งใช้สูบออกไปนอกเรืออีกด้วย ซึ่งสภาพของเรือนี้ ผู้ร้องก็นำสืบรับว่าเรือของผู้ร้องมีสภาพดังกล่าว แต่เหตุที่ต้องนำถังน้ำมันบรรทุกไว้มากเพื่อต้องการทำการประมงอยู่ในทะเลได้เป็นเวลานานและสภาพของเรือก็เป็นไปก่อนที่ผู้ร้องจะนำออกให้เช่าแล้วมิได้มีการดัดแปลงเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดทำถังน้ำมันดังกล่าวไว้แล้ว นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกมานพเบิกความยืนยันว่า โดยปกติเรือประมงทั่ว ๆ ไปจะมีถังน้ำมันที่ห้องเครื่อง ห้องละ ๑ ถัง มีปริมาณน้ำมันไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ลิตร เท่านั้น อีกทั้งปรากฏว่าในเรือลำนี้มีเครื่องสูบน้ำมันที่สามารถถ่ายน้ำมันออกไปสู่เรือลำอื่นได้ แสดงจุดประสงค์หรือเจตนาของผู้ดัดแปลงว่าจะใช้เรือดังกล่าวสำหรับบรรทุกน้ำมันเพื่อถ่ายให้เรือลำอื่นด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการดัดแปลงดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้ร้องก่อนที่จะมีการให้เช่า เช่นนี้ พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอคืนเรือของกลางได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายอุทัย ภาคเจริญ
จำเลย — นายอนุภาศ พัชรจุฑานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญรอด ตันประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2547
#410818
เปิดฉบับเต็ม

ขณะมีชีวิตอยู่ ห. เพียงแต่มีความประสงค์จะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการยกให้จริง ดังนั้น ห. ถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทจึงย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ ห. ตกได้แก่บรรดาทายาทของ ห. ซึ่งรวมถึงโจทก์และจำเลยด้วย การที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาภายหลังจากที่ ห. ถึงแก่กรรมแล้วจึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของ ห. คนอื่นๆ ด้วย จำเลยเพิ่งจะมาเปลี่ยนเจตนาครอบครองเพื่อตนก็เมื่อจำเลยไปยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็เพราะว่าในการที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นนอกจากจำเลยจะมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วจำเลยยังขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องแย้งของจำเลยด้วย ดังนั้น ในการอุทธรณ์จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งคำฟ้องโจทก์และคำฟ้องแย้งของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 38 หมู่ที่ 4 ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นทรัพย์มรดกของนางหมิก กับให้จำเลยถอนคำขอฉบับที่ 5455/2538 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กองมรดกของนางหมิกจำนวน 240,000 บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาให้โจทก์ถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 38 หมู่ที่ 4 (หมู่ที่ 7) ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางหมิก แซ่เตียว ให้แบ่งที่ดินพิพาทแก่ทายาทออกเป็น 5 ส่วนเท่าๆ กัน ให้โจทก์ในฐานะส่วนตัวและจำเลยได้รับคนละ 1 ส่วน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กองมรดกของนางหมิก 59,178 บาท พร้อมกับค่าเสียหายรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 ธันวาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาท ให้โจทก์จัดการมรดก เก็บผลมะพร้าวไปขายนำมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่ให้จำเลยสามารถนำส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทหักออกจากจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชำระดังกล่าวได้ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองเลขที่ 38 หมู่ที่ 4 (หมู่ที่ 7) ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนางหมิก ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 59,178 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 ธันวาคม 2537) เป็นต้นไปจนกว่าส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยให้เสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา 20,000 บาท ค่าธรรมเนียมนอกจากนี้ยกเว้นให้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทคือที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 38 หมู่ที่ 4 ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีชื่อนางหมิก แซ่เตียว เป็นผู้แจ้งการครอบครอง ขณะที่นางหมิกยังมีชีวิตอยู่ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท แต่นางหมิกถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน ภายหลังนางหมิกถึงแก่กรรม จำเลยได้ไปยื่นคำขอรังวัดซ้ำใบไต่สวนเพื่อให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียว โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลทราบเรื่องได้ไปยื่นคำคัดค้านไว้และได้มาฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่าในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ไว้ด้วย และจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเช่นนั้นไม่ชอบไม่ถูกต้องประการใด เมื่อเป็นเช่นนี้อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ให้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อ้างตนเองและมีนายไชยวุฒิ วรรณุรักษ์ เป็นพยานเบิกความ ได้ความว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ฝ่ายโจทก์ได้ตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่มีอยู่ที่สำนักงานที่ดินต่างๆ แล้วไม่ปรากฏหลักฐานว่านางหมิกได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด เพียงแต่ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 แต่นางหมิกได้ถึงแก่กรรมไปก่อนจึงยังไม่มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่นางหมิก ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลมานำสืบว่า นางหมิกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวแค่ผู้เดียวมาโดยตลอดตั้งแต่นางหมิกยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีทายาทของนางหมิกคนใดโต้แย้งคัดค้าน และการที่นางหมิกไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทนั้นก็เพื่อจะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยให้ถูกต้องต่อไป ทั้งนี้เพราะเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งนางหมิกว่าที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) นั้น ไม่สามารถทำการโอนให้แก่กันได้ เห็นว่า ตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.7 นั้น มีข้อความแสดงว่าการขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวก็เพื่อนางหมิกจะได้ถือหลักฐานกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย นอกจากนี้เมื่อพิจารณาคำขอรังวัดซ้ำในใบไต่สวนเอกสารหมาย จ.12 ที่จำเลยยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ปรากฏว่าจำเลยอ้างว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากนางหมิก ทั้งตามบันทึกถ้อยคำที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำขึ้นตามเอกสารหมาย จ.18 ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าก่อนนางหมิกถึงแก่กรรม นางหมิกมีความประสงค์จะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ที่จำเลยมาดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินก็เพื่อจะโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการนำสืบของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าขณะมีชีวิตอยู่นั้น นางหมิกเพียงแต่มีความประสงค์จะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการยกให้จริง ดังนั้น เมื่อนางหมิกถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทจึงย่อมเป็นทรัพย์มรดกของนางหมิกตกได้แก่บรรดาทายาทของนางหมิกซึ่งรวมถึงโจทก์และจำเลยด้วย การที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาภายหลังจากที่นางหมิกถึงแก่กรรมแล้วจึงถือเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของนางหมิกคนอื่นๆ ด้วยจำเลยเพิ่งจะมาเปลี่ยนเจตนาครอบครองเพื่อตนก็เมื่อจำเลยไปยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียวเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จึงมีอำนาจฟ้องข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายนั้น ข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเบิกความลอยๆ ว่า ผลมะพร้าวที่เก็บได้จากที่ดินพิพาทขายได้เดือนละ 20,000 บาท แต่โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เห็นว่าสามารถขายผลมะพร้าวดังกล่าวได้จำนวนเงินแต่ละเดือนเท่านั้นจริง ทางฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นชัดเจนว่าผลมะพร้าวที่เก็บได้จากที่ดินพิพาทสามารถขายได้จำนวนเงินเดือนละเท่าใดแน่แต่เมื่อจำเลยได้ให้การว่าเคยเก็บผลมะพร้าวในที่ดินพิพาทนำไปขายได้เดือนละ 4,000 บาท ถึง 5,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็เพราะว่าในการที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น นอกจากจำเลยจะมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วจำเลยยังขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องแย้งของจำเลยด้วย ดังนั้น ในการอุทธรณ์จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งคำฟ้องโจทก์และคำฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1599 ม. 1748
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายกังเคี้ยง แซ่เตียว ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นางหมิก แซ่เตียว
จำเลย — นายเหียะ เจริญผล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2547
#411042
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีอาการป่วยทางจิตคล้ายเป็นโรคจิตเภทโดยมีอาการระแวง จึงไปรับการรักษาที่คลินิกรวม 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจำเลยบอกแพทย์ที่รักษาว่าหายแล้ว ขอเลิกกินยา แสดงว่าอาการของจำเลยต้องดีขึ้น สามารถพูดจารู้เรื่องแล้ว ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน จำเลยเคยนำอาวุธปืนของกลางออกไปใช้แล้วนำกลับไปคืนที่บ้าน ม. ในวันเกิดเหตุจำเลยงัดกุญแจประตูห้องนอน ม. แล้วนำอาวุธปืนของกลางออกไป โดยก่อนไปยังขอเงินภริยาจำเลยเพื่อเติมน้ำมันแล้วขับรถยนต์ออกไป หลังเกิดเหตุมีการใช้อาวุธปืนยิง ป. ผู้ตาย จำเลยยังสามารถขับรถยนต์หลบหนีกลับบ้านได้ ในชั้นสอบสวนจำเลยพูดจารู้เรื่องสามารถพูดโต้ตอบได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดในขณะยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้างตาม ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ส่งตัวจำเลยไปคุมตัวไว้เพื่อทำการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชของแก่น จนกว่าแพทย์ผู้ตรวจรักษาเห็นว่าหายป่วยและสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว จึงให้เพิกถอนคำสั่งและให้จำเลยพ้นจากการคุมตัวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 48

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งป่วยเป็นโรคจิตมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (เรมิงตัน) ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก มีหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นของทางราชการมอบให้นายพาย เสนา บิดาจำเลยไว้ใช้ในราชการ กับกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายปราโมทย์ ดวงจันทร์ทิพย์ ผู้ตาย จำนวน 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยกระทำไปในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะโรคจิตหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์สุชาติ พหลภาคย์ ผู้ตรวจรักษาซึ่งเป็นพยานจำเลยว่าจำเลยมีอาการป่วยทางจิตเป็นโรคคล้ายจิตเภทโดยมีอาการระแวง จึงไปรับการรักษาที่คลินิกของพยานรวม 4 ครั้ง ในวันที่ 30 สิงหาคม 2540, วันที่ 13 กันยายน 2540, วันที่ 11 ตุลาคม 2540 และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2540 ตามลำดับ เฉพาะในครั้งที่ 4 จำเลยบอกพยานว่าหายแล้ว ขอเลิกกินยา แสดงว่าอาการของจำเลยต้องดีขึ้นสามารถพูดจารู้เรื่องแล้ว ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน จำเลยเคยนำอาวุธปืนของกลางออกไปใช้แล้วนำกลับไปคืนที่บ้านนายมาบ วันเกิดเหตุจำเลยก็งัดกุญแจประตูห้องนอนนายมาบแล้วนำอาวุธปืนของกลางออกไป โดยก่อนไปยังขอเงินเติมน้ำมันรถจากนางวันเพ็ญภริยาจำเลยแล้วขับรถยนต์ออกไป หลังเกิดเหตุจำเลยยังสามารถขับรถยนต์หลบหนีกลับบ้านได้ ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวุฒิ ศรีวิลัย พนักงานสอบสวนว่าชั้นสอบสวนจำเลยพูดจารู้เรื่องสามารถพูดโต้ตอบได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำไปโดยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือสามารถบังคับตนเองได้บ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายพรพิทักษ์หรือแจ๊ค เสนา
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2547
#410991
เปิดฉบับเต็ม

อายุความเช็คต้องนับแต่วันที่ลงในเช็คไม่ใช่นับแต่วันมอบเช็คให้ เมื่อขณะที่โจทก์รับมอบเช็ค เช็คยังไม่ลงวันที่ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริตชอบที่จะลงวันที่ออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คได้ตาม ป.พ.พ. มารตรา 910 ประกอบมาตรา 989 เมื่อนับจากวันที่ซึ่งปรากฏในเช็คถึงวันฟ้องไม่เกินหนึ่งปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คจำนวน 60,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ ไม่ลงวันที่ มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินยืม ภายหลังโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินยืมแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงลงวันที่ในเช็คพิพาทนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารเช็คปฏิเสธการจ่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าหนี้ตามเช็คพิพาทระงับเพราะเหตุชำระหนี้แล้วหรือไม่ จำเลยที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 มอบเงินให้จำเลยที่ 2 นำไปชำระครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระอีกสิบกว่าครั้ง และชำระด้วยเช็ค 16 ฉบับ จำนวนเงิน 60,000 บาทเศษ รวมเงินที่ชำระกว่า 60,000 บาท เห็นว่า ข้ออ้างว่าชำระด้วยเงินสดสิบกว่าครั้ง แต่ละครั้งเป็นเงินเท่าใด รวมแล้วเป็นเงินเท่าใดก็ว่าจำไม่ได้ ทั้งไม่ได้ทำหลักฐานไว้เลย ส่วนเช็ค 16 ฉบับ แม้จะถูกเรียกเก็บเข้าบัญชีนายพงษ์ชัยก็ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเช็คสั่งจ่ายค่าอะไร เช็คพิพาทยังอยู่กับโจทก์ไม่ถูกเวนคืน ทั้งไม่ได้ทำหลักฐานว่าชำระหนี้หมดแล้ว จึงรับฟังไม่ได้ว่า มูลหนี้ตามเช็คระงับแล้วด้วยการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ฎีกาอีกประการว่ากู้เงินและออกเช็คกลางปี 2538 โจทก์เพิ่งลงวันที่ 7 สิงหาคม 2541 แล้วนำไปเรียกเก็บจึงเกินกำหนดหนึ่งปีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า อายุความต้องนับแต่วันที่ลงในเช็คไม่ได้นับแต่วันมอบเช็คให้ ก่อนหน้านั้นไม่มีวันที่ออกเช็คโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริตชอบที่จะลงวันที่ออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงเช็คพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 ดังนั้น นับจากวันที่ซึ่งปรากฏในเช็คถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2541) ไม่เกินหนึ่งปี คดีไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 967 และมาตรา 989 ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 910 ม. 989 ม. 1002
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสกล ลิ้มวิวัฒน์กุล
จำเลย — นายสมชาย แซ่ซึง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1213/2547
#410986
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน แม้การที่โจทก์มีคำสั่งให้ปิดสถานีวิทยุเป็นการชั่วคราวจนกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแล้วเสร็จจะเป็นคำสั่งโดยชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยินยอมให้มีการอกอากาศหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการประพฤติผิดข้อกำหนดในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นไปแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิอันใดที่จะให้หยุดการส่งกระจายเสียงออกอากาศหรือปิดสถานีวิทยุต่อไปได้อีก เพราะเงื่อนไขอันเป็นข้ออ้างในการใช้สิทธิดังกล่าวได้สิ้นสุดไปแล้ว การที่โจทก์ยังคงปิดสถานีวิทยุต่อไปจนกระทั่งถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจใช้สถานีวิทยุที่เช่าทำการกระจายเสียงออกอากาศได้อีก ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระค่าเช่าเวลาและค่าเช่าอาคารสถานที่ตั้งสถานีวิทยุจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ชำระหนี้ดังกล่าวเสียได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,411,300.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 900,000 บาท และ 180,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 13,966 บาท 200,000 บาท 430,000 บาท 100,000 บาท และ 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2536 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและค่าเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 63,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2537 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2531 จำเลยที่ 1 โดยนางอุบล บุญญชโลธร กรรมการได้ทำสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาทางสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. จังหวัดยโสธร ระบบเอฟเอ็ม ความถี่ 92.50 เมกะเฮิรตซ์ กับโจทก์ กำหนดเวลา 6 ปี อัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าตอบแทนเป็นเงิน 3,110,000 บาท และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท หลังจากเปิดสถานีวิทยุแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เข้าดำเนินการกระจายเสียงออกอากาศตลอดมา จนช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติผิดสัญญาโดยให้นางอุบลและนางสาวบุญเกื้อ บุญญชโลธร ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธรกับพวกจัดรายการวิทยุในลักษณะหาเสียงให้แก่ตนเอง โจทก์ได้มีหนังสือเตือนแล้วแต่จำเลยที่ 1 นางอุบลและพวกยังเพิกเฉย วันที่ 12 มีนาคม 2535 โจทก์จึงมีคำสั่งปิดสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. จังหวัดยโสธรเป็นการชั่วคราว โดยให้เจ้าหน้าที่ถอดอุปกรณ์เครื่องส่งที่เรียกว่า เอฟ.เอ็ม.เอกซิเตอร์ ออก ทำให้สถานีวิทยุดังกล่าวไม่อาจทำการกระจายเสียงออกอากาศได้อีกต่อไป หลังจากวันที่ 22 มีนาคม 2535 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์มิได้ทำการเปิดสถานีวิทยุและนำอุปกรณ์เครื่องส่งไปติดตั้งตามเดิม ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจเข้าทำการกระจายเสียงออกอากาศได้ วันที่ 30 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์ พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหาย ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2536 โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงิน 13,966 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันได้แก่ ค่าเช่าเวลา ค่าเช่าอาคารสถานที่ตั้งสถานีวิทยุ ค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานีวิทยุ และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงแก่โจทก์ ตามสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาหรือไม่เพียงใด สำหรับค่าเช่าเวลาและค่าเช่าอาคารสถานที่ตั้งสถานีวิทยุที่โจทก์เรียกมานับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 ถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญานั้น เห็นว่า สัญญาเช่าเวลาจัดรายกายและโฆษณาเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ต่างฝ่ายต่างมีหนี้หรือหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน แม้การที่โจทก์มีคำสั่งให้ปิดสถานีวิทยุเป็นการชั่วคราวจนกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2535 จะเป็นคำสั่งโดยชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยินยอมให้มีการออกอากาศหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธรอันเป็นการประพฤติผิดข้อกำหนดในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นไปแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิอันใดที่จะให้หยุดการส่งกระจายเสียงออกอากาศหรือปิดสถานีวิทยุต่อไปได้อีก เพราะเงื่อนไขอันเป็นข้ออ้างในการใช้สิทธิดังกล่าวได้สิ้นสุดไปแล้ว การที่โจทก์ยังคงปิดสถานีวิทยุต่อไปจนกระทั่งถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจใช้สถานีวิทยุที่เช่าทำการกระจายเสียงออกอากาศได้อีก ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระค่าเช่าเวลาและค่าเช่าอาคารสถานที่ตั้งสถานีวิทยุจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ชำระหนี้ดังกล่าวเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369

สำหรับค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานีวิทยุที่จำเลยที่ 1 เช่า ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้จ่ายให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาหมายเลข 5 ข้อ 3 นั้น เห็นว่า นอกจากทางนำสืบของโจทก์จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ย้ายสถานีวิทยุดังกล่าวไปยังสถานีแห่งใหม่เมื่อใดแล้วยังได้ความจากคำเบิกความของนายจตุรภุช หงส์ทองคำ พยานโจทก์ว่า โจทก์ย้ายสถานีวิทยุที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าไปจัดตั้งสถานีวิทยุแห่งใหม่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด มิได้ย้ายไปรวมอยู่กับสถานีโทรทัศน์ของโจทก์ซึ่งจะได้จัดสร้างขึ้นในจังหวัดเดียวกันคือจังหวัดยโสธร ตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาหมายเลข 5 ข้อ 3 ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 จะต้องออกค่าใช้จ่ายในกรณีที่ผู้ให้เช่าย้ายสถานีวิทยุตามสัญญานี้ไปรวมอยู่กับสถานีโทรทัศน์โจทก์ ซึ่งจะจัดสร้างขึ้นในจังหวัดยโสธร กรณีจึงไม่อาจแปลข้อความในเอกสารท้ายสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาหมายเลข 5 ข้อ 3 ขยายไปว่าให้หมายถึงย้ายไปรวมกับสถานีโทรทัศน์ของโจทก์ที่จังหวัดใกล้เคียงด้วย ดังที่โจทก์ฎีกา จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้แก่โจทก์

สำหรับค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์จากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ทำให้โจทก์ถูกหนังสือพิมพ์โจมตีและถูกตำหนิจากสำนักงานองค์กรกลางการเลือกตั้งว่าไม่วางตัวเป็นกลาง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์คิดค่าเสียหายส่วนนี้จากความนิยมของผู้ฟังและจำนวนโฆษณาในแต่ละวันที่โจทก์ได้รับซึ่งลดน้อยไปจากเดิมเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าความนิยมของผู้ฟังและจำนวนโฆษณาในแต่ละวันที่โจทก์ได้รับก่อนจำเลยที่ 1 ผิดสัญญามีเพียงใด และหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแล้วความยินยอมของผู้ฟังและจำนวนโฆษณาลดน้อยไปจากเดิมหรือไม่เพียงใด จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และเป็นการคาดคะเนตามความรู้สึกของโจทก์เองเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เป็นเงิน 50,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

สำหรับฎีกาประการสุดท้ายที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ หาใช่รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 63,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มิใช่อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทอุบลศรีการเคหะ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สบโชค สุขารมณ์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2547
#410817
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า เจ้าของรถ คือ ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ตามมาตรา 7 ผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายนั้นต้องเป็นเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ใช้รถยนต์คันเกิดเหตุหรือมีรถยนต์คันเกิดเหตุไว้เพื่อใช้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีอำนาจเรียกเงินที่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ได้ช่วยค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยคือจากเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่มิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองรถยนต์ดังกล่าวโดยเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 นายวิเชาว์ พรมพันธ์ ขับรถยนต์ดังกล่าวไปแล้วประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งออกนอกเส้นทางเป็นเหตุให้นายวิเชาว์กับนางบัง สืบสุนทร เสียชีวิต และนางสาวสำรอง อุทัยดา กับนางบุญเสริฐ จุลโนนยาง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมานายสุรชัย สืบสุนทร ทายาทของนางบัง นางสาวสำรอง และนายทูร เทวะสิงห์ ผู้รับมอบอำนาจจากนางบุญเสริฐได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันภัยจังหวัดมหาสารคามขอรับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และไม่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย โจทก์จึงนำเงินกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งสามคนละ 10,000 บาท รวม 30,000 บาท โจทก์มีคำสั่งแจ้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนพร้อมด้วยเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 เป็นเงิน 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 36,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,197 บาท รวมเป็นเงิน 38,197 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 38,197 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ แต่จำเลยที่ 2 กับนายดุสิต ผโลปกรณ์ เป็นผู้ครอบครอง จำเลยที่ 2 ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ไปเสียจากการติดตามของจำเลยที่ 1 และขายต่อกันไป ภาระในการจัดให้มีการประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาเช่าซื้อ และนายดุสิตผู้ครอบครอง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ผู้ครอบครองคือ นายดุสิต ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,197 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่าขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก-6153 ขอนแก่น และได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อต่อไป คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 8 เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันกับบริษัท" และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เจ้าของรถ หมายความว่า ผู้ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ..." จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถคันเกิดเหตุ จึงเป็นเจ้าของรถตามความหมายมาตรา 4 แต่ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายว่า ผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายนั้นต้องเป็นเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ใช้รถยนต์คันเกิดเหตุหรือมีรถยนต์คันเกิดเหตุไว้เพื่อใช้ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 7 นี้ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ที่โจทก์ฎีกาว่า การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะทำให้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีผลใช้บังคับได้ไม่เต็มที่และไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประสบภัยจากรถอย่างแท้จริง อันเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้แจ้งชัดแล้วว่า เจ้าของรถ คือ ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถหรือผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อหากเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องการให้ทั้งผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถและผู้มีสิทธิครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายแล้ว มาตรา 7 น่าจะบัญญัติเพียงว่าเจ้าของรถต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายเท่านั้น แต่ตามมาตรา 7 บัญญัติว่าเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหาย แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าเฉพาะเจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้เท่านั้นที่ต้องมีหน้าที่จัดให้มีการประกันความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 มีคำขอท้ายคำแก้ฎีกาขอให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องแก้ไข"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทะเบียนจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — บริษัทอาร์เฮงวัฒนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2547
#410816
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกร้องสิทธิตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตโดยมีหนังสือรับสภาพหนี้ระบุว่า หากผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งหรือกรณีใดกรณีหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันที่ไม่ตรงกำหนดในหนังสือรับสภาพหนี้ เหตุที่ให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงได้สิ้นสุดในวันดังกล่าวหาใช่สิ้นสุดในวันครบกำหนดตามหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินสองปีนับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตเป็นเงินจำนวน 455,937.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 294,559.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายสมโภชน์ อินทรานุกูล และนายไพฑูรย์ กิจสำเร็จ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับโจทก์จริงแต่ไม่เคยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและไม่เคยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ แต่หากจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ไม่เป็นความจริง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากจำเลยไม่ได้ติดต่อกับโจทก์มาเป็นระยะเวลา 5 ปี ก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.14 จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ ณ วันที่ 30 เมษายน 2539 เป็นเงิน 305,052.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นภายหลังตกลงผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 6,000 บาท ภายในวันที่ 17 ของทุกเดือน และจะชำระหนี้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2543 ดังนั้น อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2543 มิใช่เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ครั้งสุดท้ายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.14 ระบุว่า หากผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นงวดใดงวดหนึ่งหรือกรณีใดกรณีหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้ธนาคารดำเนินคดีบังคับชำระหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดได้ทันที ข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ซึ่งไม่ตรงกำหนดในหนังสือรับสภาพหนี้ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดในวันดังกล่าว หาใช่สิ้นสุดในวันครบกำหนดตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เกินสองปีนับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยสัญญาประนีประนอมยอมความมีอายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องสิทธิตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตไม่ได้ฟ้องเรียกร้องสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้อง จึงเป็นเรื่องนอกคำฟ้องและเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดย
บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
โจทก์ — เป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวิทยากรหรือนายธนพณ ศศานนท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1189/2547
#411040
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 624/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทฮั่วหลง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทฮั่วหลง จำกัด
จำเลย — นางสาวอมรรัตน์ วงศ์คำภู
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171 -ที่ 1172/2547
#410881
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินแปลงพิพาทจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่น เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยังไม่ได้ตกลงแบ่งกันเป็นส่วนสัดว่าที่ดินส่วนไหนเป็นของใครให้เป็นที่แน่นอน จึงต้องถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วน การที่จำเลยปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วย ถือว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของรวมคนอื่นอยู่ จำเลยไม่อาจอ้างว่าเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ ดังนั้น ถึงแม้จำเลยจะครอบครองที่พิพาทนานเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า จำเลย

สำนวนแรกโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยและนายสถิตย์ ราชเทวี โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสถิตย์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 1 งาน 17 ตารางวาเศษ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 6 คน คือ นางคลาย ราชเทวี จำเลย นายสถิตย์ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2520 จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือของที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยประมาณ 19 ตารางวา นางคลายเสียชีวิตในปี 2527 ต่อมาประมาณ 3 ปี จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยแล้วปลูกใหม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ที่ 1 ประมาณ 40 ตารางวา ปี 2535 จำเลยขยายบ้านล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปัจจุบันจำเลยใช้เนื้อที่ปลูกบ้านประมาณ 60 ตารางวา และครอบครองเนื้อที่หน้าบ้านอีกประมาณ 30 ตารางวา โดยจำเลยสัญญาว่าเมื่อโจทก์ทั้งสี่ต้องการจำเลยยินยอมรื้อถอนบ้านเพื่อปลูกสร้างตึกแล้วแบ่งกันอยู่ระหว่างพี่น้อง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่แจ้งความประสงค์ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยกลับแสดงเจตนายึดถือที่ดินเป็นของตนเอง อ้างว่ามารดายกให้ ขอให้พิพากษาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และกำหนดค่ารื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ถ้าจำเลยไม่ทำการรื้อถอนภายใน 30 วัน โจทก์สามารถทำการรื้อถอนเองได้

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและนางคลายร่วมกันหักร้างถางพงและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนปี 2498 ต่อมาปี 2516 ถึง 2517 นางคลายนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินใส่ชื่อนางคลาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 นายสถิตย์และจำเลยรวม 6 คน จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยและตามที่บิดามารดายกให้รวมทั้งที่จำเลยแย่งการครอบครองจากเจ้าของที่ดินทุกคนที่มีชื่อในโฉนด ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 90 ตารางวา โดยได้ปลูกบ้านอยู่มาตั้งแต่ปี 2520 ติดต่อกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยความสงบเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสี่รวมกับของนางคลายก็อยู่เป็นส่วนสัดแน่นอน มีบ้านของนายคลายปลูกอยู่เนื้อที่ประมาณ 27 ตารางวา เท่านั้น จำเลยไม่เคยรับปากว่าจะรื้อถอนบ้านเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไม่มีที่อยู่ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเนื้อที่ 90 ตารางวาเศษ ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยภายในเวลาที่ศาลกำหนด หากโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้ง ยืนยันตามฟ้องเดิม

สำนวนหลังจำเลยยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เฉพาะส่วนที่จำเลยปลูกบ้านรวมทั้งบริเวณรอบบ้านรวมเนื้อที่ 72.7 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้ง อ้างเหตุขอให้ยกคำร้องขอของจำเลยและพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ ยกฟ้องแย้งของจำเลย ยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย กับยกฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทมีราคาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายสถิตย์ ราชเทวี โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยเป็นบุตรนางคลาย ราชเทวี โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสถิต ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2281 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 1 งาน 17.9 ตารางวา เดิมเป็นของนางคลายใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดยปลูกบ้านอยู่ทางทิศใต้ของที่ดิน นายสถิตและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 อาศัยอยู่กับนางคลาย ปี 2516 นางคลายขอออกโฉนดที่ดินพิพาทใส่ชื่อนางคลาย นายสถิตย์ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันโดยไม่ได้ระบุส่วนสัดการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และไม่ได้ระบุว่าที่ดินของแต่ละคนอยู่ตรงส่วนใด ต่อมาจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทและครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลรวมเป็นเนื้อที่ 72.7 ตารางวา โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ดินแปลงพิพาทจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่น เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยังไม่ได้ตกลงแบ่งกันเป็นส่วนสัดว่าที่ดินส่วนไหนเป็นของใครให้เป็นที่แน่นอน จึงต้องถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วน การที่จำเลยปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วยถือว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของรวมคนอื่นอยู่ จำเลยหาอ้างว่าเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ได้ไม่ ดังนั้น ถึงแม้จำเลยจะครอบครองที่พิพาทนานเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความ เพราะจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มานานเกิน 10 ปี โดยที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่กับฝ่ายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด และอยู่ตำแหน่งใดเท่านั้น คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความ ฎีกาของจำเลยจึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลออง ราชเทวี กับพวก
จำเลย — นางจรินทร์ จันทร์เนตร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171/2547
#55079
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทร่วมกับผู้อื่น เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยังไม่ได้ตกลงแบ่งกันเป็นส่วนสัดว่าที่ดินส่วนไหนเป็นของใครให้เป็นที่แน่นอน จึงต้องถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วน การที่จำเลยปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วยถือว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของรวมคนอื่นอยู่ จำเลยหาอ้างว่าเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ได้ไม่ ถึงแม้จำเลยจะครอบครองที่พิพาทนานเกิน 10 ปีแล้วก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่กับฝ่ายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด และอยู่ตำแหน่งใดเท่านั้น คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มานานเกิน 10 ปีจึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับและเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า จำเลย

สำนวนแรกโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยและนายสถิตย์ ราชเทวี โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสถิตย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 เนื้อที่ 1 งาน 17 ตารางวาเศษ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 6 คน คือนางคลาย ราชเทวี จำเลย นายสถิตย์ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2520 จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือของที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยประมาณ19 ตารางวา นางคลายเสียชีวิตในปี 2527 ต่อมาประมาณ 3 ปี จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยแล้วปลูกใหม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ที่ 1 ประมาณ 40 ตารางวา ปี 2535 จำเลยขยายบ้านล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปัจจุบันจำเลยใช้เนื้อที่ปลูกบ้านประมาณ60 ตารางวาและครอบครองเนื้อที่หน้าบ้านอีกประมาณ 30 ตารางวา โดยจำเลยสัญญาว่าเมื่อโจทก์ทั้งสี่ต้องการจำเลยยินยอมรื้อถอนบ้านเพื่อปลูกสร้างตึกแล้วแบ่งกันอยู่ระหว่างพี่น้อง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่แจ้งความประสงค์ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินจำเลยกลับแสดงเจตนายึดถือที่ดินเป็นของตนเอง อ้างว่ามารดายกให้ขอให้พิพากษาว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และกำหนดค่ารื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ถ้าจำเลยไม่ทำการรื้อถอนภายใน 30 วัน โจทก์สามารถทำการรื้อถอนเองได้

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและนางคลายร่วมกันหักร้างถางพงและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนปี 2498 ต่อมาปี 2516 ถึง 2517 นางคลายนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินใส่ชื่อนางคลาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 นายสถิตย์ และจำเลยรวม6 คน จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยและตามที่บิดามารดายกให้รวมทั้งที่จำเลยแย่งการครอบครองจากเจ้าของที่ดินทุกคนที่มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 90 ตารางวา โดยได้ปลูกบ้านอยู่ตั้งแต่ปี 2520 ติดต่อกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสี่รวมกับของนางคลายก็อยู่เป็นส่วนสัดแน่นอน มีบ้านของนางคลายปลูกอยู่เนื้อที่ประมาณ 27 ตารางวา เท่านั้น จำเลยไม่เคยรับปากว่าจะรื้อถอนบ้านเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไม่มีที่อยู่ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2281ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเนื้อที่ 90ตารางวาเศษ ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยภายในเวลาที่ศาลกำหนด หากโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้ง ยืนยันตามฟ้องเดิม

สำนวนหลังจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281 เฉพาะส่วนที่จำเลยปลูกบ้านรวมทั้งบริเวณรอบบ้านรวมเนื้อที่ 72.7 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าและฟ้องแย้ง อ้างเหตุทำนองเดียวกับคำฟ้องสำนวนแรกขอให้ยกคำร้องขอของจำเลย และพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ ยกฟ้องแย้งของจำเลยยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย กับยกฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทมีราคาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่านายสถิตย์ ราชเทวี โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยเป็นบุตรนางคลาย ราชเทวี โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสถิตย์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2281 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรีจังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 1 งาน 17.9 ตารางวา เดิมเป็นของนางคลายใช้เป็นที่อยู่อาศัยโดยปลูกบ้านอยู่ทางทิศใต้ของที่ดิน นายสถิตย์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 อาศัยอยู่กับนางคลาย ปี 2516 นางคลายขอออกโฉนดที่ดินพิพาทใส่ชื่อนางคลาย นายสถิตย์ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันโดยไม่ได้ระบุส่วนสัดการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่ได้ระบุว่าที่ดินของแต่ละคนอยู่ตรงส่วนใด ต่อมาจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทและครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลรวมเป็นเนื้อที่ 72.7 ตารางวา โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ดินแปลงพิพาทจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่น เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยังไม่ได้ตกลงแบ่งกันเป็นส่วนสัดว่าที่ดินส่วนไหนเป็นของใครให้เป็นที่แน่นอน จึงต้องถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกันทุกส่วน การที่จำเลยปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วยถือว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทแทนเจ้าของรวมคนอื่นอยู่ จำเลยหาอ้างว่าเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ได้ไม่ ดังนั้น ถึงแม้จำเลยจะครอบครองที่พิพาทนานเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะจำเลยปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มานานเกิน 10 ปี โดยที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านนั้นเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่กับฝ่ายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด และอยู่ตำแหน่งใดเท่านั้น คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความ ฎีกาของจำเลยจึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ลออง ราชเทวี กับพวก
จำเลย — นาง จรินทร์ จันทร์เนตร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา