คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2547
#112879
เปิดฉบับเต็ม

การจะวินิจฉัยถึงความหมายของเครื่องปรับอากาศนั้น ต้องวินิจฉัยตามคำนิยามในกฎหมาย เมื่อไม่มีบัญญัติในกฎหมายจึงจะถือเอาความหมายตามพจนานุกรม

พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ได้กำหนดสินค้าเครื่องปรับอากาศไว้ในตอนที่ 3 เครื่องไฟฟ้า ประเภทที่ 03.01 ว่า เครื่องปรับอากาศที่ประกอบด้วยพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์และมีส่วนที่ใช้สำหรับเปลี่ยนอุณหภูมิ ไม่ว่าจะมีส่วนที่ใช้ควบคุมความชื้นด้วยหรือไม่ก็ตาม และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามหลักเกณฑ์ในประกาศกระทรวงการคลัง ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตได้ตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิตเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศไว้ โดยกำหนดให้แผนคอยล์ยูนิต (ส่วนที่อยู่ในอาคาร) ซึ่งประกอบด้วยแผงส่งลมเย็นและพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์ และคอนเดนซิ่งยูนิต (ส่วนที่อยู่นอกอาคาร) ซึ่งประกอบด้วยแผงระบายความร้อน พัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์ และคอมเพรสเซอร์ เป็นเครื่องปรับอากาศตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภท 03.01 แฟนคอยล์ยูนิตและคอนเดนซิ่งยูนิตแต่ละส่วนจึงเป็นเครื่องปรับอากาศโดยมิต้องประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อโจทก์จำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศซึ่งประกอบด้วยโครงแฟนคอยล์ มอเตอร์โบลว์ โครงคอนเดนซิ่ง และคอมเพรสเซอร์จึงเป็นการจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ

โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับจ้างติดตั้ง และรับประกอบเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นทุกชนิด การที่โจทก์แยกขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศครบชุดซึ่งสามารถประกอบเป็นเครื่องปรับอากาศที่ครบชุดบริบูรณ์ได้ให้แก่ลูกค้ารายเดียวกันภายในเดือนเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งหมายของโจทก์ที่จะขายเครื่องปรับอากาศครบชุดบริบูรณ์ ทั้งโจทก์ก็มีเครื่องปรับอากาศที่ประกอบครบชุดบริบูรณ์แล้วอยู่ในสถานประกอบการของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าเครื่องปรับอากาศ อันเป็นการผลิตสินค้าและสถานประกอบการของโจทก์ก็เป็นสถานที่ผลิตสินค้า ถือเป็นโรงอุตสาหกรรม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม เมื่อโจทก์จำหน่ายเครื่องปรับอากาศหรือนำสินค้าเครื่องปรับอากาศออกจากโรงอุตสาหกรรม ย่อมมีความรับผิดต้องเสียภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 7 , 10 (1) (ก) และ 10 (1) วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 , 4 และ 5 ตามลำดับ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

โจทก์ขายสินค้าเครื่องปรับอากาศไปโดยเสียภาษีสรรพสามิตยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตมีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียภาษีสรรพสามิตให้ถูกต้องได้ การประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ได้คัดค้านการประเมินของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ขอทุเลาการชำระภาษี การคัดค้านและการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการชำระภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 97 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจอายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อชำระภาษีสรรพสามิตที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยของจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ พร้อมทั้งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก เลขที่ ๐๔๔ - ๓ - ๐๓๖๔๘ - ๒ จำนวนเงิน ๓๗๗,๒๔๒.๓๔ บาท ตามหนังสือลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้จำหน่ายสินค้าเครื่องปรับอากาศหรือเป็นเพียงจำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ ซึ่งการจะวินิจฉัยถึงความหมายของเครื่องปรับอากาศนั้น ต้องวินิจฉัยตามคำนิยามในกฎหมาย เมื่อไม่มีบัญญัติในกฎหมายจึงจะถือความหมายตามพจนานุกรม พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้กำหนดสินค้าเครื่องปรับอากาศไว้ในตอนที่ ๓ เครื่องไฟฟ้า ประเภทที่ ๐๓.๐๑ ว่า เครื่องปรับอากาศที่ประกอบด้วยพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์และมีส่วนที่ใช้สำหรับเปลี่ยนอุณหภูมิ ไม่ว่าจะมีส่วนที่ใช้ควบคุมความชื้นด้วยหรือไม่ก็ตาม และมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามหลักเกณฑ์ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๘ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตได้ตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศไว้ตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ ๔๑/๒๕๓๕ เรื่อง คำวินิจฉัยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ ลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ โดยกำหนดให้แฟนคอยล์ยูนิต (ส่วนที่อยู่ในอาคาร) ซึ่งประกอบด้วยแผงส่งลมเย็น (Evaporator) และพัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์ และคอนเดนซิ่งยูนิต (ส่วนที่อยู่นอกอาคาร) ซึ่งประกอบด้วยแผงระบายความร้อน (Condenser) พัดลมซึ่งขับด้วยมอเตอร์ และคอมเพรสเซอร์ (Compressor) เป็นเครื่องปรับอากาศตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภท ๐๓.๐๑ ดังนั้น แฟนคอยล์ยูนิตและคอนเดนซิ่งยูนิตแต่ละส่วนจึงเป็นเครื่องปรับอากาศโดยมิต้องประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อโจทก์จำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศซึ่งประกอบด้วยโครงแฟนคอยล์ มอเตอร์โบลว์ โครงคอนเดนซิ่ง และคอมเพรสเซอร์จึงเป็นการจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สองที่ว่า โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับจ้างติดตั้ง และรับประกอบเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นทุกชนิดตามหนังสือรับรองแผ่นที่ ๒๙๔ ถึงที่ ๒๙๘ ข้อ ๒๓ การที่โจทก์แยกขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศครบชุดซึ่งสามารถประกอบเป็นเครื่องปรับอากาศที่ครบชุดบริบูรณ์ได้ให้แก่ลูกค้ารายเดียวกันภายในเดือนเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งหมายของโจทก์ที่จะขายเครื่องปรับอากาศครบชุดบริบูรณ์ ทั้งโจทก์ก็มีเครื่องปรับอากาศที่ประกอบครบชุดบริบูรณ์แล้วอยู่ในสถานประกอบการของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าเครื่องปรับอากาศอันเป็นการผลิตสินค้าและสถานประกอบการของโจทก์ก็เป็นสถานที่ผลิตสินค้า ถือเป็นโรงอุตสาหกรรม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม เมื่อโจทก์จำหน่ายเครื่องปรับอากาศหรือนำสินค้าเครื่องปรับอากาศออกจากโรงอุตสาหกรรม ย่อมมีความรับผิดต้องเสียภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๐ (๑) (ก) และ ๑๐ (๑) วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ , ๔ และ ๕ ตามลำดับ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการประเมิน และคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้อายัดทรัพย์สินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขายสินค้าเครื่องปรับอากาศไปโดยเสียภาษีสรรพสามิตยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตมีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียภาษีสรรพสามิตให้ถูกต้องได้ ดังนั้น การประเมินของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ได้คัดค้านการประเมินของจำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้ขอทุเลาการชำระภาษี การคัดค้านและการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการชำระภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๙๗ จำเลยที่ ๑ จึงมีอำนาจอายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อชำระภาษีสรรพสามิตที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ ๑ ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการประเมินและคำสั่งอายัดของจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 7 ม. 10 ม. 97 ม. 141 ม. 5
พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ที่ 03.01
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศักดิ์ศรีอีควิปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2547
#410984
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 232 บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึง จำเลยในคดีเดียวกัน แต่ น. มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 232

เมื่อมีการปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วต่อมาปลอมตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประทับลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นนั้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางดังกล่าวไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับ ต่างรายกัน จึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูกมาตรา 264 วรรคแรก), 265, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารธรรมดาไม่ใช่ปลอมเอกสารราชการเพราะเป็นหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น ฉบับเลขที่ เอ็มพี 1527958 และฉบับเลขที่ เอ็มพี 1100158 ตามฟ้องที่มีการปลอม เป็นหนังสือเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่นทำขึ้นประเทศไทยหรือเจ้าพนักงานไทยมิได้เป็นผู้จัดทำ จึงมิใช่เอกสารราชการตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นั้น พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมหนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่นแล้วปลอมตราประทับเข้าและออกในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในการปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่นอันเป็นการปลอมเอกสารราชการ และศาลชั้นต้นก็มิได้ลงโทษในข้อหาดังกล่าว คงลงโทษในข้อหาปลอมเอกสารธรรมดาเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยในปัญหานี้ ปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ที่ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เพราะนางนรารัตน์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการในการกระทำเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้ เป็นมูลคดีเดียวกันตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7325/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน แต่นางนรารัตน์มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยจำเลยร่วมกับพวกปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น 2 ฉบับ แล้วปลอมตราประทับขาเข้าและขาออกของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว การปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วปลอมตราประทับของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วเพราะโดยสภาพของการกระทำ การกระทำของจำเลยย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับต่างรายกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมรวม 2 กระทง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเพียงกรรมเดียว จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 2 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 91 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2547
#410907
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบ จำเลยไม่คัดค้านและลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยจะมาโต้แย้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในชั้นฎีกาไม่ได้ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติระบุว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครนายกให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในคดีของศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนด 2 ปี ตามที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองสำนวน จำเลยกระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีทั้งสองสำนวนก่อนเข้ากับโทษคดีนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองสำนวนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก กรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎฆมายบังคับให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา 335 (7) วรรคแรก) ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่คัดค้านและลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ดังนี้ จำเลยจะมาโต้แย้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในชั้นฎีกาไม่ได้ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ นั้น มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงเจ็ดปีหกเดือน และปรับตั้งแต่สามพันบาทถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยตามอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยต่ำกว่านี้ได้อีกและการที่จำเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด พาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุมนับเป็นการกระทำความผิดที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวโดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นและความสงบสุขของสังคมส่วนรวม โดยเฉพาะได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าก่อนคดีนี้จำเลยมีประวัติกระทำความผิดมาแล้ว 2 ครั้ง ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2543 ของศาลจังหวัดนครนายก ซึ่งพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 894/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยยังได้กระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกภายในเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมิได้เข็ดหลาบ และมิได้เกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับตามกฎหมาย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และเมื่อความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครนายกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2543 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 894/2544 ของศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนด 2 ปี ตามที่รอการลงโทษไว้ในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกดังที่กล่าวมาแล้ว แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีทั้งสองสำนวนก่อนเข้ากับโทษคดีนี้ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2543 ของศาลจังหวัดนครนายก และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 894/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก กรณีนี้มิใช่การเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบังคับให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2543 ของศาลจังหวัดนครนายก และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 894/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 58 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางสาวเหว่า สาฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2547
#112815
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีทั้งรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1 (8) (จ) จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากเห็นว่าโจทก์ต้องชำระภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะที่ประเมินว่าโจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้าที่ขาดหายไปจากบัญชีคุมสินค้านั้นมิใช่เป็นการขายสินค้า โดยจำเลยจะนำนิยามคำว่า ขาย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (จ) ซึ่งใช้บังคับในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้กับภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าโจทก์มีการขายสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าว ต้องนำรายได้จากการขายสินค้ามาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีทั้งรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1 (8) (จ) จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 20 ม. 65 ม. 77/1 (8) (จ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีพีซี/อายิ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2547
#410795
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 20 มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1 (8) (จ) จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากเห็นว่าโจทก์ต้องชำระภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2541 เจ้าพนักงานของจำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2538 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 แผ่นที่ 334 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 เจ้าพนักงานของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลผลการตรวจสอบพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2538 โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไป 1,563,973.73 บาท กำไรจากการขายทรัพย์สินแสดงไว้ขาดไป 4,671.90 บาท รายได้ดอกเบี้ยรับแสดงไว้ขาดไป 331,804.12 บาท มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) (6 ทวิ) 204,391.58 บาท รายจ่ายค่าเสื่อมราคารถยนต์หักให้เพิ่มเติม 7,273 บาท เมื่อปรับปรุงแล้วโจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมเป็นเงิน 629,270.50 บาท เบี้ยปรับซึ่งลดให้คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นเงิน 314,635.25 บาท และเงินเพิ่ม 509,709.11 บาท ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไป 3,647,268.21 บาท กำไรจากการขายทรัพย์สินแสดงไว้ขาดไป 69,967 บาท รายได้ดอกเบี้ยรับแสดงไว้ขาดไป 405,291.71 บาท รายได้เงินชดเชยภาษีแสดงไว้ขาดไป 114,652.72 บาท มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) 294,264.68 บาท รายจ่ายค่าเสื่อมราคารถยนต์หักให้เพิ่มเติม 19,722.36 บาท เมื่อปรับปรุงแล้วโจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมเป็นเงิน 1,353,498.59 บาท เบี้ยปรับซึ่งลดให้คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นเงิน 676,749.30 บาท และเงินเพิ่ม 852,704.11 บาท โจทก์ได้ชำระภาษีทุกประเภทตามการประเมินให้แก่จำเลยแล้ว เว้นแต่ภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะกรณีที่ประเมินว่าสินค้าที่ขาดไปจากบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีถือเป็นการขายและถือว่าโจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปจำนวน 1,548,579.41 บาท และจำนวน 3,640,246.84 บาท ตามลำดับ โดยโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะประเด็นดังกล่าวตามคำอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะที่ประเมินว่าโจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้าที่ขาดหายไปจากบัญชีคุมสินค้านั้นมิใช่เป็นการขายสินค้า โดยจำเลยจะนำนิยามคำว่า ขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (จ) ซึ่งใช้บังคับในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้กับภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าโจทก์มีการขายสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวต้องนำรายได้จากการขายสินค้ามาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีทั้งรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1 (8) (จ) จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีเจตนาทุจริตและไม่จงใจหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นความบกพร่องของโจทก์ในการจัดทำบัญชีคุมสินค้า ที่เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เหมาะสมแก่กรณีแล้ว ไม่มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้อีก ส่วนเงินเพิ่มนั้นประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ได้กำหนดไว้แน่นอนโดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดเก็บหรือลดลงได้ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณางดหรือลดลงได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 20 ม. 77/1 (8) (จ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีพีซี/อายิ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128 -ที่ 1129/2547
#55078
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวจัดให้มีการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ เมื่อมีลูกค้าจะลงท่องเที่ยวเรือสำราญจำเลยจะแจ้งโจทก์ทราบโจทก์มีสิทธิที่จะให้บริการหรือปฏิเสธที่จะไม่ให้บริการแก่ลูกค้าได้หากโจทก์รับให้บริการแก่ลูกค้าบนเรือสำราญจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน เมื่อเรือสำราญต้องเข้าฝั่งโจทก์จะหมดหน้าที่เป็นคราวไปการจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่ใช่การจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่เป็นการจ้างทำของตามมาตรา 587โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมทำงาน เพราะเมื่อมีลูกค้าลงเรือสำราญจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าถือเป็นวันทำงานปกติ เป็นการกำหนดวันทำงานในรอบสัปดาห์ไม่ใช่เป็นงานที่หมดหน้าที่เป็นคราว ๆ ไปและไม่ได้มุ่งถึงความสำเร็จของงาน อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ทำงานให้จำเลยโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ถือได้ว่าโจทก์ทำงานให้จำเลยเพื่อรับค่าจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นการจ้างแรงงาน เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่างไปจากศาลแรงงานกลาง เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับ มีหน้าที่คอยบริการแนะนำลูกค้าและแลกเงินตราต่างประเทศ ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างวันละ400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน และจำเลยได้ตกลงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่โจทก์ที่ 1 สัปดาห์ละ 3,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 สัปดาห์ละ 2,500 บาท สรุปแล้วโจทก์ที่ 1 ได้รับค่าจ้างจากจำเลยเป็นเงินเดือนเดือนละ 18,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างจากจำเลยเป็นเงินเดือน เดือนละ 14,800 บาท ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2544 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ทั้งสองรู้เห็นเรื่องนายชาญวิทย์ วิทยอำนวยคุณ ประพฤติผิดศีลธรรมกับพนักงานในบริษัทบางคน ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวนั้นโจทก์ทั้งสองไม่ได้รู้เห็นหรือสนับสนุนถึงการกระทำดังกล่าวด้วย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและการเลิกจ้างดังกล่าวไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 18,000 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 54,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน เป็นเงิน 1,800 บาท ค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,512,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 14,800 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 44,400 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 12 วันเป็นเงิน 4,800 บาทค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,243,200 บาท แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้รับจ้างนำทัวร์ที่จำเลยจัดมาหาเพื่อนำเที่ยวเป็นครั้งคราวเท่านั้น จำเลยจะจ้างโจทก์ทั้งสองตามความเหมาะสมของทัวร์ต่างประเทศที่จำเลยจัดหามาและโจทก์ทั้งสองได้จัดทำสัญญาจ้างบริการไว้กับจำเลย โจทก์ทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าตนเป็นเพียงผู้นำเที่ยวเป็นครั้งคราวเท่านั้น จำเลยไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโจทก์ทั้งสองไม่ได้เข้ามาทำงานให้แก่จำเลยทุกวัน โจทก์ทั้งสองจะมาทำงานให้แก่จำเลยเมื่อจำเลยติดต่อไปและแม้จำเลยจะติดต่อให้โจทก์ทั้งสองมาบริการนำเที่ยวให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่มาทำงานให้แก่จำเลยได้ จำเลยไม่มีอำนาจลงโทษและไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด คดีที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้องไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการจ้างแรงงานจึงไม่ใช่คดีแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายตามที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเป็นการเลื่อนลอยและไม่มีสิทธิที่จะได้รับขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลแรงงานกลางส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว จัดให้มีการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ เมื่อมีลูกค้าจะลงท่องเที่ยวเรือสำราญจำเลยจะแจ้งโจทก์ทั้งสองทราบ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะให้บริการหรือปฏิเสธที่จะไม่ลงเรือสำราญเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ หากโจทก์ทั้งสองรับให้บริการแก่ลูกค้าบนเรือสำราญจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวันเมื่อเรือสำราญต้องเข้าฝั่งโจทก์ทั้งสองจะหมดหน้าที่เป็นคราวไป ในการทำงานโจทก์ทั้งสองและจำเลยจัดทำสัญญาจ้างบริการไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 การจ้างงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญคือการให้บริการแก่ลูกค้าของจำเลยบนเรือสำราญเป็นครั้งคราวไป ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ใช่การจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่เป็นการจ้างทำของตามมาตรา 587 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลยโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวันถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้างความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงเป็นการจ้างแรงงาน อีกทั้งที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมทำงานนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อมีลูกค้าลงเรือสำราญจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าถือเป็นวันทำงานปกติเป็นการกำหนดวันทำงานในรอบสัปดาห์ไม่ใช่เป็นงานที่หมดหน้าที่เป็นคราว ๆ ไป และไม่ได้มุ่งถึงความสำเร็จของงานนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่างไปจากศาลแรงงานกลางว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานตามที่จำเลยแจ้ง และการทำงานไม่ใช่จ้างเป็นคราว ๆ ไป เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุนัยนันท์ มาหะศักดิ์
จำเลย — บริษัท เอ็ม จี เอ็ม แทรเวล เอ เจนซี่ จำกัดฯ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1121/2547
#112867
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุในฐานะพนักงานของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยได้พูดแนะนำ พ. เจ้าของรถคู่กรณีให้เรียกร้องค่าเสียเวลาหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าโดยสารรถแท็กซี่ระหว่างซ่อมรถจำนวน 2,500 บาท จากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งและขอส่วนแบ่งจำนวน 500 บาท ซึ่งแม้จะกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ แต่โจทก์กระทำในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุซึ่งเป็นงานที่ทำให้แก่จำเลย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยอาศัยโอกาสในการทำงานกับจำเลย ทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือและย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงทางทำมาหาได้ของจำเลยโดยตรง จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามมาตรา 67 และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน ๘๙,๘๗๓.๔๗ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๕,๐๔๖.๗๙ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน ๗๔,๘๒๖.๖๘ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุในฐานะพนักงานของบริษัทประกันภัยจำเลยพูดแนะนำนายพงษ์ธรรมเจ้าของรถคู่กรณีให้เรียกร้องค่าเสียเวลาหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าโดยสารรถแท็กซี่ระหว่างซ่อมรถจำนวน ๒,๕๐๐ บาท จากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง และขอส่วนแบ่งจำนวน ๕๐๐ บาท นั้น แม้จะเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เพราะโจทก์มีหน้าที่ประเมินความเสียหายเฉพาะรถยนต์คู่กรณีเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่ประเมินค่าเสียเวลาหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าโดยสารรถแท็กซี่ด้วยก็ตาม แต่โจทก์กระทำการดังกล่าวในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุ อันเป็นงานที่ทำให้แก่จำเลย จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยอาศัยโอกาสในการทำงานกับจำเลย ทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือและร้องเรียนขอให้ลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงทางทำมาหาได้ของจำเลยโดยตรง จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีที่ร้ายแรง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา ๑๗ วรรคท้าย ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามมาตรา ๖๗ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีไม่ร้ายแรงและพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคท้าย ม. 67 ม. 119 (4)
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทธินัย รุ่งเสถียร
จำเลย — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2547
#112830
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำปลอมขึ้นซึ่งธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้กับธนบัตรซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริการออกใช้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดผลแตกต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๒๔๐ , ๒๔๔ , ๒๔๖ , ๒๔๗ ริบของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ลำดับที่ ๑ ถึงที่ ๑๕ และที่ ๑๘ และตามบัญชีของกลางคดีอาญา ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๒ ลำดับที่ ๑ ถึงที่ ๕

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ , ๒๔๔ , ๒๔๖ , ๒๔๗ (ที่ถูกมาตรา ๒๔๗ ประกอบมาตรา ๒๔๐ , ๒๔๔ และ ๒๔๖) , ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทตามมาตรา ๘๓)

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒ เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการตรวจค้นร้านติ๋มมอเตอร์ของนายดุสิต จันทนพ และร้านรุ่งจรัสการยางซึ่งอยู่ติดกับร้านติ๋มมอเตอร์ พบนายดุสิต จันทนพ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นภริยานายดุสิตเจ้าของร้านติ๋มมอเตอร์ค้นตัวนายดุสิตพบธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้ปลอม ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๒๐ ฉบับ ในกระเป๋ากางเกงของนายดุสิต และพบจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านรุ่งจรัสการยางพบเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องมือและวัตถุสำหรับปลอมธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกใช้ในห้องนอนของบ้านหลังดังกล่าว พบธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้ปลอม ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๗๒ ฉบับ ธนบัตรซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกใช้พิมพ์เฉพาะด้านหน้า ๘ แผ่น แผ่นละ ๓ ฉบับ ฝังดินอยู่หลังร้านรุ่งจรัสการยาง ธนบัตรดังกล่าวมีไว้เพื่อนำออกใช้ จึงจับกุมจำเลยทั้งสามกับพวกพร้อมของกลางดังกล่าวแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอมอันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม ร่วมกันทำเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมเงินตรา จำเลยทั้งสามกับพวกให้การรับสารภาพ ต่อมาวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๒ ได้ทำการตรวจค้นร้านรุ่งจรัสการยางอีกครั้ง พบธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้ปลอมและธนบัตรซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริการออกใช้ ธนบัตรปลอมดังกล่าวมีไว้เพื่อนำออกใช้ ทั้งหมดฝังดินอยู่หลังร้านรุ่งจรัสการยาง มีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ทำปลอมขึ้นซึ่งธนบัตรที่ซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้กับธนบัตรที่ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกใช้เป็นการกระทำที่มีเจตนาให้เกิดผลแตกต่างกันจึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 240 ม. 247 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายจรัสหรือจำรัส จันทนพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายบุญเกียรติ ฤาชัยสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2547
#410808
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วนในเจ็ดส่วน คิดเป็นเงินรวม 204,000 บาท เท่ากับคนละ 50,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่หรือทายาทอื่น ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2540 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนลงชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4100 ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา คนละหนึ่งในเจ็ดส่วน แล้วจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์จากกันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละหนึ่งในเจ็ดส่วนของราคาที่ดิน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยต่างเป็นบุตรของนายอินทร์และนางชา ยิ้มนอก โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คน นางชามารดาถึงแก่ความตายเมื่อปี 2517 ส่วนนายอินทร์บิดาถึงแก่ความตายในปี 2526 ก่อนถึงแก่ความตาย นายอินทร์มิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายอินทร์มีทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่ทายาททั้ง 7 คน เป็นที่ดิน 3 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11/2498 เอกสารหมาย จ.3 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 15 เอกสารหมาย จ.4 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4100 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 4 และจำเลยต่างยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2533 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2533 จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.5 ส่วนที่โจทก์ที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั้งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.6 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่มีเพียงว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วนในเจ็ดส่วน คิดเป็นเงินรวม 204,000 บาท เท่ากับคนละ 50,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกตามฟ้องแต่ผู้เดียวนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่และทายาทอื่น ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่หรือทายาทอื่น ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2540 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปิ่น สีมานอก กับพวก
จำเลย — นางปาน ขันนอก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1103/2547
#55077
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 24 วรรคท้ายและมาตรา 109 มุ่งประสงค์ที่จะให้การพิจารณาคดีครอบครัวที่ต้องมีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วย ก็แต่เฉพาะคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีเท่านั้น เมื่อขณะฟ้องบุตรทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้วจึงเป็นคดีครอบครัวที่ไม่มีเป็นผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่จำต้องมีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามคู่ความก่อนการพิจารณาคดีว่าประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วยหรือไม่จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ พ.ศ. 2504 มีบุตรด้วยกัน3 คน ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2521 จึงจดทะเบียนสมรสกัน ระหว่างเป็นสามีภริยาจำเลยไม่ทำมาหากินได้แต่เที่ยวเตร่ โจทก์ตักเตือนจำเลยไม่เชื่อฟัง จึงทะเลาะกันบ่อยครั้งบางครั้งมีการทำร้ายร่างกายโจทก์ โจทก์ประกอบอาชีพแต่เพียงผู้เดียวและนำเงินไปซื้อที่ดิน 4 แปลง แต่ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินทั้งหมดรวมทั้งเงินฝากธนาคารออมสินและธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อ พ.ศ. 2542 โจทก์ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ต้องผ่าตัด ระหว่างนั้นจำเลยพานางนิตยาไม่ทราบชื่อสกุลเข้ามาอยู่ในบ้านที่โจทก์อยู่กินกับจำเลยอย่างเปิดเผยเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง โจทก์ไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไป ปัจจุบันบุตรทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้ว ขอให้พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเสื่อมเสียเกียรติยศและชื่อเสียงเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนสินสมรสในส่วนที่เป็นของโจทก์จำนวน 715,800 บาท กับคืนสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือน้ำหนักรวม9 บาท คิดเป็นเงิน 45,000 บาท ที่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์

จำเลยให้การว่า ระหว่างที่โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกัน โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายผักในตลาดเทศบาล ส่วนจำเลยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยจึงใช้เงินส่วนตัวซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15173 และ 15174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคาประมาณ 1,000,000 บาท กับที่ดินมีโฉนดอีก 2 แปลง ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดจำเลยได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนสมรสมีราคารวมไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนโจทก์นั้นมีทรัพย์สินที่ได้มาหลังจดทะเบียนสมรสคือที่ดินมีโฉนด 2 แปลง รวมราคาประมาณ 280,000 บาท เงินสดในธนาคารรวมประมาณ 1,000,000บาท เครื่องประดับราคาประมาณ 300,000 บาท จำเลยได้ร่วมดูแลอุปการะเลี้ยงดูบุตรมิได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่โจทก์ฝ่ายเดียว เมื่อ พ.ศ. 2542 ระหว่างที่โจทก์ป่วย จำเลยได้แบ่งบ้านที่จำเลยอยู่ให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อบรรเทารายจ่ายในบ้าน โจทก์จึงเข้าใจผิดว่าจำเลยมีภริยาใหม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจำนวน 200,000 บาท ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสมีราคาเป็นเงิน 1,780,000 บาท ครึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 890,000 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องแบ่งให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้แบ่งสินสมรสคือ รถยนต์กระบะ 1 คัน ตู้เย็น 1 ตู้ โทรทัศน์ 1 เครื่อง หม้อหุงข้าวและกาต้มน้ำ 2 ใบ ตู้เฟอร์นิเจอร์ รถจักรยานยนต์ 2 คัน และแบ่งกรรมสิทธิ์รวมคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 15173 และ 15174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตำบลวัดไทรย์ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 15731 ตำบลนครสวรรค์ตก(ท่าทอง) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 46142 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้โจทก์จำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่งถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะเสียหายมากนักให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าการพิจารณาไม่ชอบเกี่ยวกับเรื่ององค์คณะ และพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้คัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีครอบครัวแต่ไม่มีปัญหาเรื่องบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์มาเข้าเกี่ยวข้องเพราะบุตรของโจทก์และจำเลยทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ได้สอบถามคู่ความว่า ประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะเป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 24 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวใดจะต้องมีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะหรือไม่ให้เป็นไปตามมาตรา 109 ซึ่งมาตรา 109 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีครอบครัวใดที่ศาลจะพิจารณาพิพากษา เป็นคดีที่ผู้เยาว์ไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ให้ศาลสอบถามคู่ความว่าประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วยหรือไม่ ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วยให้ผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคนเป็นองค์คณะพิจารณาคดีได้ และวรรคสองบัญญัติว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลที่ไม่มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่าคดีนั้นเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียให้ศาลกำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบตามมาตรา 24 เป็นองค์คณะ แต่ทั้งนี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินไปแล้ว แสดงว่าบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะให้การพิจารณาคดีครอบครัวที่ต้องมีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วยนั้น ก็แต่เฉพาะคดีครอบครัวที่มีบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีเท่านั้นสำหรับคดีนี้ปรากฏว่าขณะฟ้องบุตรทุกคนบรรลุนิติภาวะแล้วจึงเป็นคดีครอบครัวที่ไม่มีบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่จำต้องมีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามคู่ความก่อนการพิจารณาคดีครอบครัวที่ไม่มีบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องว่า ประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วยหรือไม่จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 24 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาคร ชัยพิสิษฐ์เจริญ
จำเลย — นายสิ่งดี ชัยพิสิษฐ์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
อำนวย เต้พันธ์
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2547
#411075
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอ้างว่ากำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะมีเอกสารจำนวนมากนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าครบระยะเวลายื่นฎีกาวันที่ 29 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำแถลงขอให้เร่งรัดการคัดถ่ายสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ศาลมีคำสั่งในคำแถลงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยรับเอกสารที่ขอถ่ายสำเนาได้ตามขอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลได้ถ่ายเอกสารแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2544 ดังนั้น หากจำเลยขวนขวายที่จะดำเนินการจำเลยย่อมมีเวลาอีกกว่า 20 วัน เพียงพอที่จะเรียบเรียงราวในการยื่นฎีกาได้ ทั้งคดีนี้ก็มิได้มีถ้อยคำสำนวนมากมายหรือยุ่งยากซับซ้อนจนไม่อาจรวบรวมหรือทำคำฟ้องฎีกามายื่นได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 867,730.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 3 วัน ครั้นครบกำหนดแล้วจำเลยมิได้ชำระค่าขึ้นศาลดังกล่าวศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเพิ่งทราบเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 ว่า ศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินไปวางศาลจำนวน 200 บาท จำเลยจึงขอวางเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยยื่นคำร้องอุธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทแล้ว จำเลยจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินดังกล่าวมาวาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544

ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยอ้างเหตุว่า จำเลยกำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเอกสารมีจำนวนมาก จึงขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่า การขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อพฤติการณ์พิเศษ การที่จำเลยอ้างว่ากำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเอกสารมีจำนวนมากนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า คดีนี้ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 29 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำแถลงขอให้เร่งรัดการคัดถ่ายสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยรับเอกสารที่ขอถ่ายสำเนาได้ตามคำขอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลได้ถ่ายสำเนาเอกสารแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2544 ดังนั้น หากจำเลยขวนขวายที่จะดำเนินการจำเลยย่อมมีเวลาอีกกว่า 20 วัน เพียงพอที่จะเรียบเรียงเรื่องราวในการยื่นฎีกาได้ทั้งคดีนี้ก็มิได้มีถ้อยคำสำนวนมากมายหรือยุ่งยากซับซ้อนจนไม่อาจรวบรวมหรือทำคำฟ้องฎีกามายื่นได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลุยส์ ตี.เลียวโนเวนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทสเปซ เฟรม อินดัสเทรียล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097 -ที่ 1098/2547
#55057
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์วางเงินประกัน 15,887.50 บาท เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ว่า หากโจทก์แพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ยินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วแต่ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้คืน โจทก์จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ โจทก์ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์มีสิทธิขอรับเงินคืนไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องจากคดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เป็นโจทก์ที่ 1 นายพอน วงศ์เป็นสุข เป็นโจทก์ที่ 2 นายทวีปธรรมทวีวโรดม เป็นโจทก์ที่ 3 เรียกนายอำนวย สุนทร เป็นจำเลยที่ 1 บริษัทขนส่งบางละมุงจำกัด เป็นจำเลยที่ 2 บริษัทคอมเมอร์เชียลยูเนียนประกันภัย จำกัด เป็นจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำนวนคดีแรก และสำหรับสำนวนคดีหลังให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เฉพาะสำนวนคดีแรก ส่วนสำนวนคดีหลังมีทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและวางเงิน11,937.50 บาท เป็นประกันสำหรับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ ส่วนคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์อนุญาตโดยให้วางประกันโจทก์ที่ 1 ขอใช้เงินที่วางไว้แล้ว11,937.50 บาท และที่วางเพิ่มอีก 3,950 บาท รวม 15,887.50 บาท เป็นประกันในการทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2536 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุดต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1วางเงินจำนวน 22,366.88 บาท ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ขอรับเงินที่วางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์จำนวน 15,887.50 บาท คืน

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำแถลงแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อพ้นกำหนด5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ยกคำแถลง

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย "เห็นว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 วางเป็นหลักประกันจำนวน 15,887.50บาท เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษายินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนเงิน 15,887.50 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอำนวย สุนทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097 -ที่ 1098/2547
#112846
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 วางเงิน 15,887.50 บาท ต่อศาล เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลไว้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษายินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาวางเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าว หาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวน 15,887.50 บาท ดังกล่าวคืนไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เฉพาะสำนวนคดีแรก ส่วนสำนวนคดีหลังมีทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและวางเงิน ๑๑,๙๓๗.๕๐ บาท เป็นประกันสำหรับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ ส่วนคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตโดยให้วางประกัน โจทก์ที่ ๑ ขอใช้เงินที่วางไว้แล้ว ๑๑,๙๓๗.๕๐ บาท และที่วางเพิ่มอีก ๓,๙๕๐ บาท รวม ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท เป็นประกันในการทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๑ วางเงินจำนวน ๒๒,๓๖๖.๘๘ บาท ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว

โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ขอรับเงินที่วางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์จำนวน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท คืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "โจทก์ที่ ๑ ขอรับเงินคืนเมื่อพ้นกำหนด ๕ ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ยกคำแถลง"

โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เงินที่โจทก์ที่ ๑ วางเป็นหลักประกันจำนวน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๔ ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ยินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ ๑ แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ ๑ ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ ๑ จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ ๑ นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ ๑ ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๓ โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปได้

พิพากษากลับ ให้คืนเงิน ๑๕,๘๘๗.๕๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก
จำเลย — นายอำนวย สุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1097 -ที่ 1098/2547
#410981
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์ที่ 1 วางเป็นหลักประกันเพื่อขอทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2538 ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ยินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนได้ตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่วางประกันจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องจากคดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำนวนคดีแรก และสำหรับสำนวนคดีหลังให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เฉพาะสำนวนคดีแรก ส่วนสำนวนคดีหลังมีทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและวางเงิน 11,937.50 บาท เป็นประกันสำหรับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ส่วนคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต โดยให้วางประกัน โจทก์ที่ 1 ขอใช้เงินที่วางไว้แล้ว 11,937.50 บาท และที่วางเพิ่มอีก 3,950 บาท รวม 15,887.50 บาท เป็นประกันในการทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2536 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 วางเงินจำนวน 22,366.88 บาท ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่วางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์จำนวน 15,887.50 บาท คืน

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำแถลงแล้วมีคำสั่งว่า "โจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ยกคำแถลง"

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เงินที่โจทก์ที่ 1 วางเป็นหลักประกันจำนวน 15,887.50 บาท เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์โดยทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2534 ว่า หากโจทก์ทั้งสามแพ้คดีและไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ยินยอมให้บังคับเอากับเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดี และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังไม่มีสิทธิขอรับเงินที่วางไว้ดังกล่าวคืน โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิร้องขอคืนได้ต่อเมื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวนใหม่มาวางชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องขอรับเงินที่วางเป็นหลักประกันคืนตั้งแต่วันดังกล่าว หาใช่นับวันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ โจทก์ที่ 1 ขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง เงินนั้นไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์จึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนเงิน 15,887.50 บาท แก่โจทก์ที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอำนวย สุนทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1080/2547
#410905
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งยิงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกในระยะห่างเพียง 1.5 เมตร โดยปกติกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวงทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ กลับปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถลอก และไม่พบบาดแผลที่บริเวณอื่นของร่างกาย แพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลาในการรักษา 5 ถึง 7 วัน และผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่ากระสุนปืนไม่ทะลุร่างกายและไม่ทะลุเสื้อ แสดงให้เห็นว่า กระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของผู้เสียหาย อาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายจึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 371 พระราชบัญญัตอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมูบ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัตอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีนางจำเนียร ฤทธิพลัด ผู้เสียหาย เด็กหญิงสุปราณี ฤทธิพลัด น้องผู้เสียหาย และเด็กชายสัญชัย ปานแก้ว หลานผู้เสียหาย เป็นประจักษ์พยาน ผู้เสียหายเบิกความว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยได้ 1 ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน 1 คน ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกลับมาอยู่ที่บ้านของตน ส่วนบุตรอยู่กับจำเลยที่บ้านจำเลย ในวันเกิดเหตุจำเลยมาตามผู้เสียหายที่บ้านเกิดเหตุ ขณะนั้นผู้เสียหาย เด็กหญิงสุปราณีและเด็กชายสัญชัยซึ่งนั่งดูโทรทัศน์อยู่ด้วยกันเบิกความยืนยันว่า จำเลยเรียกผู้เสียหายออกไปคุยนอกบ้าน ผู้เสียหายเพียงแต่เปิดหน้าต่างพูดกับจำเลยในระยะห่าง 1.5 เมตร จำเลยบอกให้ผู้เสียหายกลับไปดูแลบุตร ผู้เสียหายรับว่าจะไปและบอกให้จำเลยกลับไปก่อน แต่จำเลยยังไม่กลับ ผู้เสียหายเห็นจำเลยมีอาวุธปืนสั้นจึงเดินถอยหลัง 2 ก้าว จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่หน้าอก แล้วจำเลยหลบหนีไป เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันมองเห็นกันได้ชัดเจน ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างยืนยันในข้อสาระสำคัญตรงกันว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้เสียหาย 1 นัด ส่วนที่ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นเพียงข้อปลีกย่อยไม่ถึงกับทำให้รูปคดีของโจทก์มีพิรุธ ในวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายได้แจ้งความต่อร้อยตำรวจโทราชู หนูนิล พนักงานสอบสวนว่าถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้รับสารภาพว่าใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงผู้เสียหายตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.9 ทั้งจำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพขณะจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงผู้เสียหายในระยะห่าง 1.5 เมตร ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัย ที่จำเลยนำสืบว่าวันเกิดเหตุจำเลยไปหาผู้เสียหายที่บ้านเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายก็ดี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจขู่บังคับและทำร้ายร่างกายก็ดี ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงผู้เสียหายจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งยิงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกในระยะห่างเพียง 1.5 เมตร โดยปกติกระสุนปืนจะกระจายออกเป็นวงทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ กลับปรากฏจากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 ว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลเป็นรอยซ้ำขนาด 1 คูณ 1 เซนติเมตร ที่เต้านมด้านซ้าย กดเจ็บแต่ไม่มีบาดแผลถลอก และไม่พบบาดแผลที่บริเวณอื่นของร่างกาย แพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลาในการรักษา 5 ถึง 7 วัน และผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า กระสุนปืนไม่ทะลุร่างกายและไม่ทะลุเสื้อแสดงให้เห็นว่า กระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำอันตรายทะลุเสื้อและผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของผู้เสียหาย อาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายจึงไม่มีความร้ายแรงพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคหนึ่ง เท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 กระทงละ 4 เดือนแล้ว เป็นโทษจำคุก 3 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายพิเชต ชุมนุมวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1075/2547
#112827
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและสั่งคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ โดยแจ้งคำสั่งไม่รับคำฟ้องให้แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลภาษีอากรกลางในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โดยบรรยายความว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์และสั่งคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ โจทก์จึงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน เป็นที่แจ้งชัดว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 แล้ว ประกอบกับโจทก์ได้รับเงินค่าขึ้นศาลคืนจากศาลในวันเดียวกันนั้น แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 คือภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2544 โดยต้องนำค่าขึ้นศาลที่รับคืนไปแล้วกลับมาชำระให้ครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 29

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 19 ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อกรณีไม่มีความจำเป็นจะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งนั้น แม้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์มาภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำสั่งให้ส่งคำฟ้องโจทก์ไปยังศาลภาษีอากรกลางเพื่อมีคำสั่ง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรรายเดียว โจทก์ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเท่านั้น โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๓ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งหมด จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ แจ้งศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อให้โจทก์ทราบ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๑๙ กำหนดให้โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ของศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งนั้นหรือวันที่โจทก์ได้ทราบคำสั่งนั้น แต่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายระยะเวลาดังกล่าวได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลภาษีอากรกลางในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ โดยบรรยายความว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์และสั่งคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ โจทก์จึงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน เป็นที่แจ้งชัดว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว ประกอบกับโจทก์ได้รับเงินค่าขึ้นศาลคืนจากศาลภาษีอากรกลางในวันเดียวกันนั้น อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันดังกล่าว คือภายในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๔ โดยต้องนำค่าขึ้นศาลที่รับคืนไปแล้วกลับมาชำระให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ด้วย สำหรับอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ ตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ นั้น ต้องปรากฏว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในบทมาตราดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๕ ล่วงพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์นาน ๑๔ วัน โดยอ้างเหตุว่า โจทก์เพิ่งทราบคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์ โดยศาลจังหวัดร้อยเอ็ดส่งหมายแจ้งคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ของศาลภาษีอากรกลางให้แก่โจทก์ด้วยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ กรณีถือว่าครบกำหนดโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๕ ขัดกับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายไว้ในคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงรับฟังไม่ได้? กรณีไม่มีความจำเป็นจะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ ตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งนั้น โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เกินกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ อันเป็นวันที่โจทก์ทราบคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ของศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 19 ม. 24 ม. 29 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอิดล้งโพนทอง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1069/2547
#410902
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากตำบลเพนียดเพื่อนำไปจำหน่ายที่ตำบลชัยนารายณ์ ระหว่างเดินทางนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่าย จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 13.09 กรัม ไม่เกิน 20 กรัม ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ กฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท ดังนั้น โทษจำคุกขั้นต่ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิม แม้จะมีโทษจำคุกขั้นสูงให้จำคุกตลอดชีวิตเท่ากัน กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 22 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ยกเว้นเงินสดของกลางจำนวน 330 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 เป็นจำคุก 30 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับระหว่างนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 760 เม็ด ไปจำหน่ายยังอีกตำบลหนึ่ง น่าจะเป็นความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ควรระวางโทษเพียงสองในสามของความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องมาจากตำบลเพนียดเพื่อนำไปจำหน่ายที่ตำบลชัยนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ระหว่างเดินทางนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อนการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และสภาพแห่งความผิดแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยถึง 20 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษให้นั้นหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติความว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 13.09 กรัม ไม่เกิน 20 กรัม ต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท จะเห็นได้ว่าโทษจำคุกขั้นต่ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิม แม้จะมีโทษจำคุกขั้นสูงให้จำคุกตลอดชีวิตเท่ากันก็ตาม กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไข โดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้คืนเงินสดของกลางจำนวน 330 บาท แก่เจ้าของนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษตามมาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 22 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน คืนเงินสดของกลางจำนวน 330 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสมปอง ผ่านสำแดง
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2547
#55076
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ปริมาณที่กำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม แต่ไม่เกินยี่สิบกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 66 วรรคสอง มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งตามมาตรา 100/1 กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทั้งโทษปรับเป็นโทษชนิดหนึ่ง ดังนั้น การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตามมาตรา 97 จึงต้องเพิ่มโทษทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 จำนวน 100 เม็ด น้ำหนัก 9.400 กรัม คำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.260 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เหตุเกิดที่ตำบลจอมบึงอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2543 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2543 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม2543 จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 สั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนถึง 100 เม็ด น้ำหนัก9.40 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 2.260 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะหากสามารถแพร่ระบาดออกไปได้ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมและเศรษฐกิจของชาติ ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุก 8 ปี และปรับจำเลย ก่อนเพิ่มและลดโทษให้นั้น เป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โทษสำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม แต่ไม่เกินยี่สิบกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งตามมาตรา 100/1 กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สิน เพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทั้งโทษปรับเป็นโทษชนิดหนึ่ง ดังนั้น การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตามมาตรา 97 จึงต้องเพิ่มโทษทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำคุกแก่จำเลยเพียงอย่างเดียวโดยไม่เพิ่มโทษโดยปรับด้วย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจเพิ่มโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยให้สูงกว่าโทษปรับที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97 ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย สมโภชน์หรือเบียร์ บุตรน้ำเพชร
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2547
#112760
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด ฯ ที่มีโทษจำคุกและปรับนั้น มาตรา 100/1 กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตามมาตรา 97 ซึ่งให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง จึงต้องเพิ่มโทษทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำคุกเพียงอย่างเดียวโดยไม่เพิ่มโทษปรับด้วยจึงไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาปัญหานี้จึงเพิ่มโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยไม่ได้เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๑๐๐ เม็ด น้ำหนัก ๙.๔๐๐ กรัม คำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๒.๒๖๐ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก มีกำหนด ๑๒ เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๖/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๙๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ สั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒)) , ๖๖ วรรคสอง จำคุก ๘ ปี และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ โดยให้กักขังเกินกว่า ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ?โทษสำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ปริมาณที่กำหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม แต่ไม่เกินยี่สิบกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา ๖๖ วรรคสอง มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งตามมาตรา ๑๐๐/๑ กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สิน เพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทั้งโทษปรับเป็นโทษชนิดหนึ่ง ดังนั้น การเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยตามมาตรา ๙๗ จึงต้องเพิ่มโทษทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำคุกแก่จำเลยเพียงอย่างเดียวโดยไม่เพิ่มโทษปรับด้วย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจเพิ่มโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยให้สูงกว่าโทษปรับที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 66 วรรคสอง ม. 97 ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายสมโภชน์หรือเบียร์ บุตรน้ำเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2547
#411039
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ขอให้ลงโทษประหารชีวิต เป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเนื่องจากจำนนต่อพยานหลักฐาน ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธโดยสำนึกผิดในการกระทำของตน จึงไม่มีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โดยลดโทษให้หนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นการแก้เฉพาะโทษ กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ขอให้ลงโทษประหารชีวิตเป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 15 ม. 66 ม. 67 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายเจ่อ แซ่ม้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ