คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2547
#55056
เปิดฉบับเต็ม

การเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 มิได้บังคับว่าผู้ให้เช่าจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาเช่าซึ่งโจทก์จำเลยทำไว้ต่อกัน แม้ทรัพย์สินที่ให้เช่าจะมิใช่ของโจทก์ แต่จำเลยยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ จำเลยย่อมต้องผูกพันตามสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ทั้งจำเลยก็ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิให้เช่าที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทายาทของบ. จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาเช่าต่อโจทก์ เมื่อสัญญาเช่ากำหนดเวลาไว้ 3 ปีสัญญาย่อมระงับเมื่อสิ้นกำหนดเวลา โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3060เนื้อที่ประมาณ 2 งานเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกบ้านมีกำหนด 3 ปี ตกลงค่าเช่าปีละ 2,000 บาท ครบกำหนดในวันที่ 25 กุมภาพันธ์2542 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับค่าเช่าปีละ 2,000 บาท เมื่อนับแต่วันครบกำหนดถึงวันฟ้องเป็นเวลา1 ปี 1 เดือนเศษ โจทก์ขอคิดเพียง 2,166 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 52/1หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ตำบลหนองนางแช่ อำเภอพระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,166 บาท และค่าเสียหายในอัตราปีละ2,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจทำหนังสือสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดิน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยได้ชำระค่าเช่าจำนวนเดิมแก่โจทก์ โจทก์รับค่าเช่าโดยไม่ทักท้วง ถือว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์มิได้บอกกล่าวหรือบอกเลิกการเช่าแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อไปโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ตำบลหนองนางแช่ อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พร้อมรื้อถอนบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 1ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,166 บาทและค่าเสียหายในอัตราปีละ2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ตำบลหนองนางแช่ อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 2 งาน โดยจำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในที่ดินมีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2542 ตกลงค่าเช่าปีละ 2,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2และหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ โจทก์มีนางสาวรัชนีย์ภรณ์ทับทิมทอง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายไพศาล บุญพรม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ซึ่งที่ดินที่ให้เช่าอยู่ในเขตรับผิดชอบ และนายมุย แพงพันธ์ ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3060มีเนื้อที่ 19 ไร่ 80 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 มีชื่อนายบัว บุดดาบิดาโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นกว่า 50 คน โดยที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ซึ่งบิดาโจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของ เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา และให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยและนายเสกสรรค์แสงพร บุตรจำเลยที่ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า ขณะทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.4 นั้น จำเลยและบุตรได้สอบถามโจทก์และบุคคลที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ดินที่เช่าแล้ว ต่างยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โดยโจทก์ได้รับมรดกมาจากนายบัวบิดาโจทก์ เห็นว่าการเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 มิได้บังคับว่าผู้ให้เช่าจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าเพียงแต่ผู้ให้เช่ามีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาเช่าซึ่งโจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันแม้ทรัพย์สินที่ให้เช่าจะมิใช่ของโจทก์ แต่เมื่อจำเลยยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ จำเลยย่อมต้องผูกพันตามสัญญา เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ อีกทั้งจำเลยก็ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิให้เช่าที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทายาทของนายบัว จำเลยจึงต้องผูกพันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ต่อโจทก์ สัญญาเช่ากำหนดเวลาไว้ 3 ปี สัญญาย่อมระงับเมื่อสิ้นกำหนดเวลา โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน การที่จำเลยต่อสู้ว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินเช่าและชำระค่าเช่าแก่โจทก์5,900 บาท โจทก์ก็รับไว้โดยมิได้ทักท้วง ถือว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลานั้น หมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไปส่วนข้อสัญญาอื่นคงเป็นไปตามสัญญาเดิมรวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย หากมีการต่อสัญญากันจริงก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยจะชำระค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าตามที่ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราค่าเช่าที่จำเลยกล่าวอ้างว่าชำระแก่โจทก์ 5,900 บาท ก็แตกต่างจากอัตราค่าเช่าที่นายเสกสรรค์ แสงพร บุตรจำเลยอ้างว่าจำเลยชำระ 2,000 บาท และตนชำระแก่โจทก์ 4,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังและไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกันใหม่ตามที่จำเลยต่อสู้จำเลยจึงต้องออกไปจากที่ดินที่เช่าทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลา โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยก่อนฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชะอม บุตรพา
จำเลย — นาง ไพเราะ แสงพร
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2547
#410885
เปิดฉบับเต็ม

การเช่าอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 มิได้บังคับว่าผู้ให้เช่าจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า เพียงแต่ผู้ให้เช่ามีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาเช่าซึ่งโจทก์จำเลยทำไว้ต่อกัน แม้ทรัพย์สินที่เช่าจะมิใช่ของโจทก์ แต่เมื่อจำเลยยอมรับทำสัญญาเช่ากับโจทก์ จำเลยย่อมต้องผูกพันตามสัญญา เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

สัญญาเช่ากำหนดไว้ 3 ปี สัญญาย่อมระงับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลา โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน การที่จำเลยต่อสู้ว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าและชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์ก็รับไว้โดยมิได้ทักท้วง ถือว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลานั้น หมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนข้อสัญญาอื่นคงเป็นไปตามสัญญาเดิมรวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย หากมีการต่อสัญญาเช่ากันจริงก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยจะชำระค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าตามที่ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ข้อนำสืบของจำเลยเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังและไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่ากันใหม่ จำเลยจึงต้องออกไปจากที่ดินที่เช่าทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลา โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยก่อนฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ตำบลหนองนางแช่ อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,166 บาท และค่าเสียหายในอัตราปีละ 2,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจทำหนังสือสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดิน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยได้ชำระค่าเช่าจำนวนเดิมแก่โจทก์ โจทก์รับค่าเช่าโดยไม่ทักท้วง ถือว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์มิได้บอกกล่าวหรือบอกเลิกการเช่าแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ตำบลหนองนางแช่ อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พร้อมรื้อถอนบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,166 บาท และค่าเสียหายในอัตราปีละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2543) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ตำบลหนองนางแช่ อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 2 งาน โดยจำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในที่ดินมีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 ตกลงค่าเช่าปีละ 2,000 บาท ซึ่งกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ โจทก์มีนางสาวรัชนีย์ภรณ์ ทับทิมทอง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายไพศาล บุญพรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ซึ่งที่ดินที่ให้เช่าอยู่ในเขตรับผิดชอบ และนายมุย แพงพันธ์ ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 มีเนื้อที่ 19 ไร่ 80 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 มีชื่อนายบัว บุดดา บิดาโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นกว่า 50 คน โดยที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3060 ซึ่งบิดาโจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของ เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาและให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย ซึ่งจากทางนำสืบของโจทก์เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยและนายเสกสรรค์ แสงพร บุตรจำเลยที่ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า ขณะทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินนั้น จำเลยและบุตรได้สอบถามโจทก์และบุคคลที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ดินที่เช่าแล้ว ต่างยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โดยโจทก์ได้รับมรดกจากนายบัวบิดาโจทก์ เห็นว่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 มิได้บังคับว่าผู้ให้เช่าจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า เพียงแต่ผู้ให้เช่ามีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาเช่าซึ่งโจทก์จำเลยทำไว้ต่อกัน แม้ทรัพย์สินที่ให้เช่าจะมิใช่ของโจทก์ แต่เมื่อจำเลยยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ จำเลยย่อมต้องผูกพันตามสัญญา เมื่อจำเลยผิดสัญญาโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ อีกทั้งจำเลยก็ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิให้เช่าที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทายาทของนายบัว จำเลยจึงต้องผูกพันตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินต่อโจทก์ สัญญาเช่ากำหนดเวลาไว้ 3 ปี สัญญาย่อมระงับเมื่อสิ้นกำหนดเวลา โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน การที่จำเลยต่อสู้ว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าและชำระค่าเช่าแก่โจทก์ 5,900 บาท โจทก์ก็รับไว้โดยมิได้ทักท้วง ถือว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลานั้น หมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนข้อสัญญาอื่นคงเป็นไปตามสัญญาเดิม รวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย หากมีการต่อสัญญากันจริงก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยจะชำระค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าตามที่ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราค่าเช่าที่จำเลยกล่าวอ้างว่าชำระแก่โจทก์ 5,900 บาท ก็แตกต่างจากอัตราค่าเช่าที่นายเสกสรรค์ แสงพร บุตรจำเลยอ้างว่าจำเลยชำระ 2,000 บาท และตนชำระแก่โจทก์ 4,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง และไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกันใหม่ตามที่จำเลยต่อสู้ จำเลยจึงต้องออกไปจากที่ดินที่เช่าทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลา โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยก่อนฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 564 ม. 566
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชะอม บุตรพา
จำเลย — นางไพเราะ แสงพร
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2547
#113302
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งเก้าร่วมกันจุดประทัดโยนขว้างใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295, 297, 83

จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวันชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าก็ตาม แต่ตามฟ้องบรรยายชัดว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกร่วมกันจุดสายชนวนประทัดแล้วโยนใส่โจทก์ร่วม แรงระเบิดของประทัดทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกที่จุดประทัดดอกที่เกิดเหตุเพียงดอกเดียวเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดดอกอื่น จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ฐานพยายามทำร้ายร่ายกายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อีกต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณามิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งเก้ามิได้หลงข้อต่อสู้สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้ามีเจตนาร่วมกันในการจุดประทัดและโยนประทัดดอกที่เกิดเหตุใส่โจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพียงว่าประทัดถูกโยนมาจากกลุ่มของจำเลยเท่านั้น โดยมิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยคนใดจุดและโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมจึงเป็นกรณีที่น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งเก้าจะมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดทุกคนหรือไม่ และจะเหมารวมว่าจำเลยทุกคนมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดโดยโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังได้ว่า จำเลยทั้งเก้าได้ร่วมกันจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย เห็นว่า จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งจำเลยทั้งเก้าย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 80 ม. 83 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — นายวันชัย คำมี
จำเลย — นายสุชาติ อารีญาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายพรชัย ชินตาปัญญากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2547
#410805
เปิดฉบับเต็ม

แม้ค่าเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาและโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่มีต่อกัน เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์เพิ่งรับรถคืนจากจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่างวดถึง 8 งวด จะถือว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความเสียหายด้วยหาได้ไม่เพราะในการประกอบธุรกิจย่อมเป็นได้ที่โจทก์ประสงค์จะผ่อนปรนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของตนได้

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 470,130.84 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าต้องรับผิดในจำนวนค่าเสียหายไม่เกิน 120,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจึงมีเพียง 350,130.84 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 470,130.84 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม แต่ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเนื่องจากศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าขึ้นศาลในส่วนนี้จึงต้องคืนแก่จำเลยที่ 2 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าขาดประโยชน์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้ออกทดรองไปรวมเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 470,130.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้เช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกหมายเลขรถ YNT - 0169 หมายเลขเครื่องยนต์ 6 D 34 - 061377 ไปจากโจทก์ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน 3,350,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระราคาบางส่วนจำนวน 134,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยราคาที่เหลือจำนวน 3,216,000 จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเป็นรายงวดทุกเดือนรวม 24 งวด งวดละ 134,000 บาท เริ่มงวดแรกภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่างวดเพียง 3 งวด โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.16 และได้รับรถขุดไฮดรอลิกคันดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า ค่าเช่าซื้อจำนวน 8 งวด ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา และโจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 เอกสารหมาย จ.6 โดยศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เป็นเงิน 400,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาและโจทก์มีสิทธิเรียกได้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่มีต่อกัน เป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ประโยชน์จากรถขุดไฮดรอลิกที่เช่าซื้อเป็นเวลา 8 เดือน โดยค้างชำระค่าเช่าซื้อซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับชำระค่าเช่าซื้อ 8 งวด ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 1,072,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา อีกทั้งรถขุดไฮดรอลิกคันดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 ใช้งานไปถึง 1,618 ชั่วโมงทำงาน ส่วนการที่โจทก์เพิ่งรับรถคืนจากจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่างวดถึง 8 งวด จะถือว่าโจทก์มีส่วนร่วมในความเสียหายดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะในการประกอบธุรกิจย่อมเป็นได้ที่โจทก์ประสงค์จะผ่อนปรนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของตนเพื่อเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่จะไม่ต้องถูกบอกเลิกสัญญา ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 400,000 บาท จึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 70,130.84 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากร เพราะโจทก์มิได้รับชำระค่างวด 8 งวด จากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่างวด 8 งวด ดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีในประเด็นข้อนี้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะโจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการประกอบกิจการของโจทก์ ดังนี้ เหตุที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกาจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 470,130.84 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าต้องรับผิดในจำนวนค่าเสียหายไม่เกิน 120,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจึงมีเพียง 350,130.84 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ และจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 470,130.84 บาท จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ส่วนที่เกิน 350,130.84 บาท แก่จำเลยทั้งสาม แต่สำหรับทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเนื่องจากศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 70,130.84 บาท ค่าขึ้นศาลในส่วนนี้จึงต้องคืนแก่จำเลยที่ 2 เช่นกัน โดยต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ส่วนที่เกิน 280,000 บาท แก่จำเลยที่ 2"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์ โดยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,752.50 บาท แก่จำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ใหญ่เฮงการโยธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1021/2547
#112898
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญากู้ยืมเงินเลิกกันไปแล้วตามการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ เพราะจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระหนี้เงินกู้ยืมก็ตาม โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ 2 ซึ่งเป็นอัตราลอยตัวได้ ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่เดิมตามข้อสัญญาต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และประกาศธนาคารโจทก์ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กับยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับจากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาได้ด้วยเช่นกัน ตามข้อสัญญาและ ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสี่ แต่สำหรับค่าเสียหายส่วนที่เป็นเบี้ยปรับ อันได้แก่ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ 2 กับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ซึ่งอยู่ระหว่างร้อยละ 1.75 ถึง 3.25 ต่อปี นั้น เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีและทางได้เสียของโจทก์ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงินในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงแล้วเห็นว่าสูงเกินไป จึงสมควรกำหนดให้โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเบี้ยปรับได้อีกเพียงร้อยละ 0.50 ต่อปี เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี หรือเท่ากับดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ 2.50 ต่อปี

(วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ ๒ ต่อปี ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ ๑๘.๗๕ ต่อปี และจะผ่อนชำระต้นเงินรวมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทุกเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยได้จำนองที่ดินโฉนดตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่มีต่อโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระแก่โจทก์จนครบ หลังจากจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์แล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลย จำเลยได้รับหนังสือแล้ว จำเลยคงชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและไม่เคยรับเงินจำนวนตามฟ้องไปจากโจทก์ ทั้งไม่เคยจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่โจทก์ฟ้องทำขึ้นโดยทุจริตเพื่อฉ้อโกงเงินของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประการแรก พยานฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยยอมรับว่าขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินนั้น ก่อนลงลายมือชื่อ จำเลยได้อ่านข้อความในช่องที่ต้องลงลายมือชื่อแล้ว จำเลยทราบว่าเป็นช่องลายมือชื่อผู้กู้ ไม่ใช่ค้ำประกัน จำเลยทราบดีว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารการกู้ยืมเงิน ดังนี้ จึงเชื่อได้ว่าขณะลงลายมือชื่อในเอกสาร จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า จำเลยกำลังลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ส่วนการจดทะเบียนและทำหนังสือสัญญาจำนองรวมทั้งบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องขึ้นเงินจำนองซึ่งเป็นเอกสารราชการนั้น ผู้จำนองและผู้รับจำนองจะต้องไปทำด้วยตนเองต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมาย หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทน ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ลงลายมือชื่อรับรองความในข้อนี้ไว้ในเอกสารดังกล่าวทั้งสองฉบับว่า จำเลยไปทำนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วยตนเอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองกับโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้อง

ประการที่สอง โจทก์ได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขซึ่งสูงกว่าอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ ๒ ต่อปี เนื่องจากจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้อง อันเป็นกรณีที่โจทก์สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินได้ ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในอัตราที่สูงขึ้นได้ต่อเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จึงมีผลเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ ๒ ต่อปี ตามที่กำหนดไว้เดิม จึงถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วน แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับ ที่สูงเกินส่วนและศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญากู้ยืมจะเลิกกันแล้วโจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับจากจำเลย ซึ่งเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาได้ตามสัญญาข้อ ๑๒ และ ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ วรรคสี่ รวมทั้ง มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากจำเลยในอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ ๒ ซึ่งเป็นอัตราลอยตัวตามประกาศธนาคารโจทก์ ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามสัญญาต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง และประกาศธนาคารโจทก์ที่ออกตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดดังกล่าวข้างต้น เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีและทางได้เสียของโจทก์ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงินในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเบี้ยปรับอีกร้อยละ ๐.๕๐ ต่อปี เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ ๒ ต่อปี หรือเท่ากับดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ ๒.๕๐ ต่อปี ตามช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ตามประกาศธนาคารโจทก์ จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยลอยตัวในอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ บวกด้วยร้อยละ ๒ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๑ และนับแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยลอยตัวแก่โจทก์ในอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์ ตามช่วงระยะเวลาต่าง ๆ บวกด้วยร้อยละ ๒.๕๐ ต่อปีทุกอัตรา จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยทุกอัตราหลังวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นมาต้องไม่เกินกว่าร้อยละ ๑๔.๕๐ ต่อปี ทั้งนี้ให้นำเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน ๕,๐๐๐ บาท ที่จำเลยชำระเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๑ ค่าดอกเบี้ยจำนวน ๓,๕๐๐ บาท ที่จำเลยชำระเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ค่าดอกเบี้ยจำนวน ๓,๔๐๐ บาท ที่จำเลยชำระเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๒ มาหักออกจากค่าดอกเบี้ยดังกล่าวก่อน หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ ทองรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายนิธิ ศรีนาราง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2547
#112826
เปิดฉบับเต็ม

ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นได้

โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต่อมาจำเลยขอใช้ประโยชน์ในที่พิพาทเพื่อปลูกบ้านโดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่พิพาทจึงเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์เป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไป จำเลยจึงต้องออกจากที่ดินพิพาท

หมายเหตุ วรรคสองวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา (ครั้งที่ 1/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตั้งอยู่บนเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ในข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็มีผลเพียงให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทต่อจากมารดาจำเลยที่ ๒ ซึ่งเข้าไปอยู่ก่อน และการที่มารดาจำเลยที่ ๒ เข้าไปอยู่ ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงแสดงว่าที่ดินพิพาทแต่ต้นโจทก์ทั้งสองได้ยึดถือครอบครองตลอดมา ทั้งได้ความว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทโดยนำใบเสร็จแสดงการเสียภาษีมาแสดง โดยจำเลยทั้งสองยอมรับว่าไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่เลย แม้ว่าใบเสร็จแสดงการเสียภาษีจะไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิครอบครองก็ตามแต่ก็เป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่จะแสดงว่าผู้เสียภาษียังคงยึดถือที่ดินแปลงนั้นอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองต้องเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองในการเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทเท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ทั้งสองเป็นการครอบครองแทนโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ต่อไป จำเลยทั้งสองจึงต้องออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304 ม. 1367 ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุ้ย มีเพียร กับพวก
จำเลย — นายทินกร ปานแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสมศักดิ์ ผลส่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1014/2547
#266365
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 นั้น มีการประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2478 และถูกยกเลิกไปในวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 4 ดังนั้น หากรัฐประสงค์จะหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ใด ๆ แก่ทางราชการในช่วงระยะเวลาที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับก็จะต้องดำเนินการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามที่มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติไว้ โดยจะต้องระบุความประสงค์ที่หวงห้าม เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการหวงห้ามและที่ดินซึ่งกำหนดว่าต้องหวงห้าม แต่ก่อนหน้า พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 ใช้บังคับหาได้มีกฎหมายบังคับให้ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใดไม่

ขณะที่ ต. บิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ต. จะอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินไม่ได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินจาก ต. จึงอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายตั้ง เป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินที่มีสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม ส.ค. 1 ดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนไม่ชอบ และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทจำนวน 1 ไร่ 16.5 ตารางวา ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินพิพาททางราชการได้ลงทะเบียนไว้ว่าเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทสงวนไว้ใช้ในราชการโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2481 โจทก์ไม่มีสิทธิขอออกโฉนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินพิพาทตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ในส่วนเนื้อที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2481 เจ้าพนักงานอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ลงทะเบียนการหวงห้ามที่ดินพิพาทในสมุดลงทะเบียนลำดับที่ 15 ว่า สงวนไว้ใช้ในราชการ โดยไม่ปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่ารัฐได้หวงห้ามที่ดินพิพาทไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการ ตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 กำหนดไว้ ต่อมาปี 2482 นายตั้งได้จับจองที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา โดยได้รับใบเหยียบย่ำก่อน หลังจากนั้นนายตั้งจึงไปแจ้งการครอบครองที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2498 โดยรวมเอาที่ดินพิพาทเข้าไปอยู่ในที่ดินที่นายตั้งแจ้งการครอบครองด้วย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายตั้งได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2514 ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2540 โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค. 1 ในที่ดินส่วนที่เหลือจากการออกโฉนดไปแล้วบางส่วนซึ่งรวมที่ดินพิพาทอยู่ด้วย

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนารักษ์จังหวัดตรังได้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุซึ่งทางราชการขึ้นทะเบียนสงวนไว้ใช้ในราชการ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่า นายตั้งบิดาโจทก์ได้ที่ดินตาม ส.ค. 1 ภายหลังการขึ้นทะเบียนหวงห้ามที่ดินพิพาทของทางราชการ การได้มาและการแจ้ง ส.ค. 1 ทับที่ดินพิพาทอันเป็นที่หวงห้ามซึ่งสงวนไว้ใช้ในราชการไม่ก่อให้เกิดสิทธิใหม่แก่ผู้แจ้ง ส.ค. 1 ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งลงวันที่ 26 มกราคม 2542 ให้กันที่ดินพิพาทออกไปและให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ในส่วนที่เหลือที่ไม่มีการคัดค้าน ปรากฏตามสำเนาคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง ที่ 3/2542 เรื่อง การเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดิน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ขณะที่นายตั้งบิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 นั้น มีการประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2479 และถูกยกเลิกไปในวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 4 ดังนั้น หากรัฐประสงค์จะหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ใด ๆ แก่ทางราชการในช่วงระยะเวลาที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ก็จะต้องดำเนินการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามที่มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติไว้ โดยจะต้องระบุความประสงค์ที่หวงห้าม เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการหวงห้ามและที่ดินซึ่งกำหนดว่าต้องหวงห้าม แต่ก่อนหน้า พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 ใช้บังคับหาได้มีกฎหมายบังคับให้ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ในข้อนี้นายสุกิจ เที่ยงมนีกุล จำเลยที่ 2 อดีตธนารักษ์จังหวัดตรังเบิกความว่า ก่อนมีพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ สำหรับที่ดินในภูมิภาคนั้น สมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองซึ่งมีอำนาจสูงสุดในท้องที่นั้นมีอำนาจปิดประกาศสงวนที่ดินเพื่อไว้ใช้ในราชการในภายภาคหน้าได้ การประกาศมีผลใช้บังคับทันที พยานยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ แต่ไม่ทราบว่าเป็นที่ราชพัสดุก่อนวันลงทะเบียนในปี 2481 นานเท่าใดเนื่องจากไม่พบหลักฐานประกาศหวงห้าม ที่ดินพิพาท พยานไปค้นหาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ก็ยงไม่พบ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ฝ่ายจำเลยไม่อาจหาหลักฐานการประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทมาแสดงต่อศาลได้ก็ตาม แต่การที่เจ้าพนักงานอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เมื่อปี 2481 จะกรอกข้อความลงทะเบียนที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ทางราชการหวงห้ามในสมุดลงทะเบียนของสำนักงานที่ดินอำเภอสิเกาในวันที่ 30 ตุลาคม 2481 ได้นั้นจะต้องอาศัยหลักฐานของทางราชการเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นเป็นข้อมูลในการลงทะเบียน ดังนั้นจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่ามีประกาศของทางราชการหวงห้ามที่ดินพิพาทไว้ก่อนวันที่ 8 เมษายน 2479 อันเป็นวันที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 ใช้บังคับอยู่จริง เพราะหากเป็นการประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2479 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2481 สมุดลงทะเบียนก็จะต้องปรากฏข้อความตามพระราชบัญญัติให้ทราบได้ ทั้งตามรูปคดีก็ไม่มีเหตุจูงใจอื่นใดที่เจ้าพนักงานอำเภอสิเกาผู้ลงทะเบียนที่ดินพิพาทจะต้องกรอกข้อความในสมุดลงทะเบียนโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริงหรือทำเอกสารเท็จขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด

นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความตามเอกสารหมาย จ. 4 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล. 5 และ ล. 7 อีกว่า ในการลงทะเบียนที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานอำเภอสิเกาผู้ลงทะเบียนไม่ได้ระบุว่า กระทรวง ทบวง กรมใดหวงห้าม กำหนดเวลาหวงห้าม วันประกาศหวงห้ามและเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการหวงห้าม อันเป็นหลักการที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 กำหนดไว้ สำหรับที่ดินที่มีการหวงห้ามภายหลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานผู้ลงทะเบียนจักต้องกระทำดังที่ปรากฏในคำอธิบาย แบบการลงทะเบียนเอกสารแนบเอกสารหมาย ล. 5 ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ถ่ายสำเนาจากสมุดลงทะเบียนของสำนักงานที่ดินอำเภอสิเกาไว้เป็นพยานหลักฐานตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2543 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทที่ทางราชการได้ประกาศไปนั้นไม่มีข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นส่อให้เห็นว่าเป็นลักษณะของประกาศหวงห้ามแบบเก่าที่มีอยู่ก่อนวันที่ 8 เมษายน 2479 ส่วนเหตุที่มีการลงทะเบียนในวันที่ 30 ตุลาคม 2481 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายสุกิจซึ่งอธิบายลักษณะการลงทะเบียนตามสมุดลงทะเบียนไว้ว่า ทะเบียนที่ดินลำดับที่ 1 ถึงที่ 30 เขียนด้วยลายมือเดียวกันไม่ระบุวันประกาศหวงห้าม คล้ายกับเป็นการรวบรวมลงทะเบียนที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีอยู่เดิมทั้งหมดและต่อจากลำดับที่ 30 ลงทะเบียนเป็นลำดับที่ 1 ถึงที่ 16 ด้วยลายมือชื่อแตกต่างกับลายมือเขียนอันดับที่ 1 ถึงที่ 30 และระบุวันประกาศหวงห้ามไว้ในคำอธิบายระบบการลงทะเบียนเอกสารแนบเอกสารหมาย ล. 5 ในย่อหน้าที่ 2 มีข้อความว่า "สำหรับการหวงห้ามที่มีมาก่อนใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 ก็อนุโลมใช้ทะเบียนนี้ เพราะในกาลต่อไปอาจมีการถอนการหวงห้ามแต่ให้ใช้ทะเบียนอีกเล่มหนึ่ง เพื่อมิให้ปะปนกับการหวงห้ามที่ใช้พระราชบัญญัตินี้แล้ว" จึงสอดคล้องซึ่งมีเหตุผลให้น่ารับฟังว่าเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่นายตั้งบิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 เอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งมี ที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว นายตั้งจะอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินจากนายตั้งจึงอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ด้วยเช่นเดียวกัน คำคัดค้านของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยเปรียบเทียบของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1305
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกิจ รัตตมณี
จำเลย — กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายปัญญา ช่อมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1014/2547
#410790
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ ต. บิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ต. จะอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินจาก ต. จึงอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ด้วยเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนไม่ชอบและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทจำนวน 1 ไร่ 16.5 ตารางวา ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทตามเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 16 ตารางวา ซึ่งคู่ความรับรองความถูกต้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 3 ออกโฉนดที่ดินพิพาทตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ในส่วนเนื้อที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2481 เจ้าพนักงานอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ลงทะเบียนการหวงห้ามที่ดินพิพาทในสมุดลงทะเบียนลำดับที่ 15 ว่า สงวนไว้ในในราชการปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.5 และ ล.7 โดยไม่ปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่ารัฐได้หวงห้ามที่ดินพิพาทไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการ ตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 กำหนดไว้ ต่อมาปี 2482 นายตั้ง รัตตมณี ได้จับจองที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยได้รับใบเหยียบย่ำก่อน หลังจากนั้นนายตั้งจึงไปแจ้งการครอบครองที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2498 โดยรวมเอาที่ดินพิพาทเข้าไปอยู่ในที่ดินที่นายตั้งแจ้งการครอบครองด้วย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายตั้งได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2514 ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2540 โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค. 1 เอกสารหมาย จ.1 ในที่ดินส่วนที่เหลือจากการออกโฉนดไปแล้วบางส่วนซึ่งรวมที่ดินพิพาทอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนารักษ์จังหวัดตรังได้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุซึ่งทางราชการขึ้นทะเบียนสงวนไว้ใช้ในราชการ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่านายตั้งบิดาโจทก์ได้ที่ดินตาม ส.ค. 1 เอกสารหมาย จ.2 ภายหลังการขึ้นทะเบียนหวงห้ามที่ดินพิพาทของทางราชการ การได้มาและการแจ้ง ส.ค. 1 ทับที่ดินพิพาทอันเป็นที่หวงห้ามซึ่งสงวนไว้ใช้ในราชการไม่ก่อให้เกิดสิทธิใหม่แก่ผู้แจ้ง ส.ค. 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 เป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งลงวันที่ 26 มกราคม 2542 ให้กันที่ดินพิพาทออกไปและให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ในส่วนที่เหลือที่ไม่มีการคัดค้านปรากฏตามสำเนาคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังที่ 3/2542 เรื่อง การเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย ล.11 โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเพียงประการเดียวว่า ขณะที่นายตั้งบิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า การหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 โดยจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับที่ดินพิพาททางราชการมิได้ดำเนินการหวงห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่ดินราชพัสดุ คำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 นั้น มีการประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2479 และถูกยกเลิกไปในวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 4 ดังนั้น หากรัฐประสงค์จะหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ใด ๆ แก่ทางราชการในช่วงระยะเวลาที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับก็จะต้องดำเนินการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามที่มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ โดยจะต้องระบุความประสงค์ที่หวงห้าม เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการหวงห้าม และที่ดินซึ่งกำหนดว่าต้องหวงห้าม แต่ก่อนหน้าพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ใช้บังคับหาได้มีกฎหมายบังคับให้ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ในข้อนี้นายสุกิจ เที่ยงมณีกุล จำเลยที่ 2 อดีตธนารักษ์จังหวัดตรังเบิกความว่า ก่อนมีพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ สำหรับที่ดินในภูมิภาคนั้น สมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองซึ่งมีอำนาจสูงสุดในท้องที่นั้นมีอำนาจปิดประกาศสงวนที่ดินเพื่อไว้ใช้ในราชการในภายภาคหน้าได้ การประกาศมีผลใช้บังคับทันที พยานยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแต่ไม่ทราบว่าเป็นที่ราชพัสดุก่อนวันลงทะเบียนในปี 2481 นานเท่าใดเนื่องจากไม่พบหลักฐานประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาท พยานไปค้นหาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพมหานครก็ยังไม่พบ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ฝ่ายจำเลยไม่อาจหาหลักฐานการประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทมาแสดงต่อศาลได้ก็ตาม แต่การที่เจ้าพนักงานอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เมื่อปี 2481 จะกรอกข้อความลงทะเบียนที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ทางราชการหวงห้ามในสมุดลงทะเบียนของสำนักงานที่ดินอำเภอสิเกาในวันที่ 30 ตุลาคม 2481 ได้นั้นจะต้องอาศัยหลักฐานของทางราชการเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นเป็นข้อมูลในการลงทะเบียน ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่ามีประกาศของทางราชการหวงห้ามที่ดินพิพาทไว้ก่อน วันที่ 8 เมษายน 2497 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ใช้บังคับอยู่จริง เพราะหากเป็นการประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 8 เมษายน 2479 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2481 สมุดลงทะเบียนก็จะต้องปรากฏข้อความตามพระราชบัญญัติให้ทราบได้ ทั้งตามรูปคดีก็ไม่มีเหตุจูงใจอื่นใดที่เจ้าพนักงานอำเภอสิเกาผู้ลงทะเบียนที่ดินพิพาทจะต้องกรอกข้อความในสมุดลงทะเบียนโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริงหรือทำเอกสารเท็จขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.5 และ ล.7 อีกว่าในการลงทะเบียนที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานอำเภอสิเกาผู้ลงทะเบียนไม่ได้ระบุว่า กระทรวงทบวงกรมใดหวงห้าม กำหนดเวลาหวงห้าม วันประกาศหวงห้ามและเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการหวงห้าม อันเป็นหลักการที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 กำหนดไว้ สำหรับที่ดินที่มีการหวงห้ามภายหลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานผู้ลงทะเบียนจักต้องกระทำดังที่ปรากฏในคำอธิบายแบบการลงทะเบียนเอกสารแนบเอกสารหมาย ล.5 ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ถ่ายสำเนาจากสมุดลงทะเบียนของสำนักงานที่ดินอำเภอสิเกาไว้เป็นพยานหลักฐานตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2543 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทที่ทางราชการได้ประกาศไปนั้น ไม่มีข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นส่อให้เห็นว่าเป็นลักษณะของประกาศหวงห้ามแบบเก่าที่มีอยู่ก่อนวันที่ 8 เมษายน 2479 ส่วนเหตุที่มีการลงทะเบียนในวันที่ 30 ตุลาคม 2481 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายสุกิจซึ่งอธิบายลักษณะการลงทะเบียนตามสมุดลงทะเบียนไว้ว่า ทะเบียนที่ดินลำดับที่ 1 ถึงที่ 30 เขียนด้วยลายมือเดียวกันไม่ระบุวันประกาศหวงห้าม คล้ายกับเป็นการรวบรวมลงทะเบียนที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีอยู่เดิมทั้งหมดและต่อจากลำดับที่ 30 ลงทะเบียนเป็นลำดับที่ 1 ถึงที่ 16 ด้วยลายมือชื่อแตกต่างกับลายมือเขียนอันดับที่ 1 ถึงที่ 30 และระบุวันประกาศหวงห้ามไว้ซึ่งในคำอธิบายแบบการลงทะเบียนเอกสารแนบเอกสารหมาย ล.5 ในย่อหน้าที่ 2 มีข้อความว่า "สำหรับการหวงห้ามที่มีมาก่อนใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ก็อนุโลมใช้ทะเบียนนี้ เพราะในกาลต่อไปอาจมีการถอนการหวงห้าม แต่ให้ใช้ทะเบียนอีกเล่มหนึ่ง เพื่อมิให้ปะปนกับการหวงห้ามที่ใช้พระราชบัญญัตินี้แล้ว" จึงสอดคล้องกันมีเหตุผลให้น่ารับฟังว่าเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่นายตั้งบิดาโจทก์เข้าจับจองครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ทางราชการได้ประกาศสงวนไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วนายตั้งจะอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินจากนายตั้งจึงอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นใช้ยันต่อแผ่นดินมิได้ด้วยเช่นเดียวกัน คำคัดค้านของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยเปรียบเทียบของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1367
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกิจ รัตตมณี
จำเลย — กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กิติศักดิ์ กิตติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1004/2547
#410884
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทั้งสองไปที่ร้านอาหารของ ว. เพราะต้องการหาตัวคนที่ด่าโจทก์ร่วมที่ 2 เกี่ยวกับการขับรถ แต่ ว. และจำเลยบอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าไม่มีคนด่าให้กลับไปเสีย โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังไม่ยอมกลับ แต่พยายามหาตัวคนด่าให้ได้ พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปหาจำเลยหลังจากที่โจทก์ร่วมทั้งสองถูกด่าย่อมไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ การที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปก่อเหตุวิวาทกับจำเลยโดยเข้าใจว่าจำเลยด่าตน ทั้งที่จำเลยและ ว. บอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าจำเลยไม่ได้ด่า โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังหาเรื่องกับจำเลยอยู่อีก ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 39 ปี โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 25 ปี และโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 21 ปี จำเลยย่อมเกิดความรู้สึกโกรธที่โจทก์ร่วมทั้งสองอายุน้อยกว่ามากมาหาเรื่อง ทั้งยังผลักอกจำเลยอันเป็นการแสดงว่าจะทำร้ายจำเลยอีกด้วย การกระทำของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการข่มเหง่จำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทั้งสองในทันที จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นจำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณานายศักดิ์ชัย แซ่หว่อง ผู้เสียหายที่ 1 และนายกิตติพงษ์ เชิญขวัญศรี ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 80 และ 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท ความผิดฐานพยายามฆ่าโดยบันดาลโทสะ ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และความผิดฐานพาอาวุธปืน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับฐานพาอาวุธปืนแล้ว คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีตัวโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถยนต์กระบะแล่นผ่านร้านอาหาร มีเสียงตะโกนด่า โจทก์ร่วมที่ 2 จึงขับรถวนไปจอดด้านตรงกันข้ามกับร้านนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองลงจากรถเดินไปที่หน้าร้านนั้นแล้วสอบถามว่าใครด่า จำเลยไม่ตอบ พี่สาวจำเลยตอบว่าไม่มีใครด่า ให้โจทก์ร่วมทั้งสองกลับไปเสีย ทันใดนั้นจำเลยควักอาวุธปืนออกจากเอวแล้วยิงโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ศีรษะ 1 นัด โจทก์ร่วมที่ 1 วิ่งหนี จำเลยจึงหันมายิงโจทก์ที่ 2 ถูกที่ท้อง 1 นัด และแขนขวา 1 นัด จำเลยมีตัวจำเลย นางวิมล อังคารประเสริฐ และนางสาวอังคณา อังคารประเสริฐ เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนางวิมลกับลูกจ้างกำลังเก็บของในร้านอาหาร ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถผ่านร้านด้วยความเร็ว มีเสียงตะโกนด่าจากข้างทาง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงจอดรถแล้วเดินลงมาที่ร้านของนางวิมลเพื่อหาตัวคนด่า แต่นางวิมลบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าไม่มีใครด่า ให้กลับไปเสีย โจทก์ร่วมที่ 2 จึงขับรถออกไปแต่แล้วก็ขับวนกลับมาจอดบริเวณฝั่งตรงกันข้ามกับร้านแล้วโจทก์ร่วมทั้งสองเดินกลับมาที่ร้านนางวิมลอีก โจทก์ร่วมที่ 2 สอบถามว่าใครด่า นางวิมลและจำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าไม่มีใครด่า ให้กลับไปเสีย ขณะนั้นมีพวกของโจทก์ร่วมทั้งสองประมาณ 4 ถึง 5 คน วิ่งมาที่ร้าน โจทก์ร่วมที่ 1 เข้ามาชกจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนตบโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ศีรษะด้านซ้ายทำให้ปืนลั่น 1 นัด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงเข้าไปชกจำเลยอีก จำเลยจึงยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ถูกที่ท้อง 1 นัด และที่แขน 1 นัด เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองไปที่ร้านอาหารนางวิมล เพราะต้องการหาตัวคนที่ด่าโจทก์ร่วมที่ 2 เกี่ยวกับการขับรถ แต่นางวิมลและจำเลยบอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าไม่มีคนด่าให้กลับไปเสีย โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังไม่ยอมกลับ แต่พยายามหาตัวคนด่าให้ได้ พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปหาจำเลยหลังจากที่โจทก์ร่วมทั้งสองถูกด่า ย่อมมิใช่เหตุการณ์ปกติ เมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.3 ซึ่งจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั่นเอง เชื่อว่าจำเลยมิได้เตรียมให้การไว้ก่อนล่วงหน้า คำให้การส่วนใหญ่สอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณา น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมทั้งสองโกรธที่ถูกด่าจึงลงจากรถเพื่อเอาเรื่องแก่คนที่ด่า โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าใจว่าจำเลยด่าตน แต่เมื่อสอบถามแล้วจำเลยไม่รับว่าตนด่าโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ยอมกลับ และโจทก์ร่วมที่ 2 ผลักอกจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยเกิดโทสะจึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทั้งสอง การที่โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าไปก่อเหตุวิวาทกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเข้าใจว่าจำเลยด่าตน ทั้งที่จำเลยและนางวิมลได้บอกโจทก์ร่วมทั้งสองว่าจำเลยไม่ได้ด่า โจทก์ร่วมทั้งสองก็ยังหาเรื่องกับจำเลยอยู่อีก ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 39 ปี โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 25 ปี และโจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 21 ปี จำเลยย่อมเกิดความรู้สึกโกรธที่โจทก์ร่วมทั้งสองอายุน้อยกว่ามากมาหาเรื่องเช่นนี้ ทั้งยังผลักอกจำเลยอันเป็นการแสดงว่าจะทำร้ายจำเลยอีกด้วย การกระทำของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทั้งสองในทันทีนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นายศักดิ์ชัย แซ่หว่อง กับพวก
จำเลย — นายชัยหรือวิชัยหรือเก๊า แซ่เอี้ยว
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2547
#55055
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำโดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้นแม้จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายโดยมิได้มีเจตนาทำให้แท้งลูก เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยก็ต้องมีความผิดตามมาตรา 297(5)

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะผู้เสียหายนั่งอยู่บนแคร่จำเลยเดินเข้าไปตบผู้เสียหายจนตกจากแคร่ แล้วจิกผมให้ศีรษะผู้เสียหายกระแทกกับเสา เมื่อมีผู้เข้าห้าม จำเลยก็ถีบที่ท้องของผู้เสียหาย อันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทำร้ายนางคำสามิ่งขวัญ ผู้เสียหาย โดยจับศีรษะผู้เสียหายกระแทกเสาเรือนและใช้เท้าถีบท้องของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสแท้งลูกขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(5) จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.1 และ 2.2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยไม่มีเจตนาพิเศษประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าการทำร้ายร่างกายนั้นจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายแท้งลูกจำเลยจึงไม่ควรมีความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่าความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้น แม้จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายโดยหามีเจตนาทำให้แท้งลูกตามฎีกาก็ตาม เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย ผู้เสียหายจึงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะผู้เสียหายนั่งอยู่บนแคร่จำเลยเดินเข้าไปตบผู้เสียหายจนตกจากแคร่แล้วจิกผมให้ศีรษะผู้เสียหายกระแทกกับเสา เมื่อมีผู้เข้าห้ามจำเลยก็ถีบที่ท้องของผู้เสียหายอันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น ที่จำเลยฎีกามาว่าผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาข้อนี้ขึ้นมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางเพียร เหล่าแค
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2547
#112825
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้น แม้จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายโดยหามีเจตนาทำให้แท้งลูกก็ตาม เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๕) จำคุก ๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยไม่มีเจตนาพิเศษประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าการทำร้ายร่างกายนั้นจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายแท้งลูก จำเลยจึงไม่ควรมีความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้น แม้จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายโดยหามีเจตนาทำให้แท้งลูกตามฎีกาก็ตาม เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๕) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางเพียร เหล่าแค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิบูลย์ สุนทรวิภาต
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2547
#410784
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้น แม้จำเลยจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนาทำให้แท้งลูกก็ตาม เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยต้องมีความผิดตามมาตรา 297 (5) ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาข้อนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายนางคำสา มิ่งขวัญ ผู้เสียหาย โดยจับศีรษะผู้เสียหายกระแทกเสาเรือนและใช้เท้าถีบท้องของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสแท้งลูก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5) จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยไม่มีเจตนาพิเศษประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าการทำร้ายร่างกายนั้นจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายแท้งลูก จำเลยจึงไม่ควรมีความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เป็นเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่จำต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้น แม้จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายโดยหามีเจตนาทำให้แท้งลูกตามฎีกาก็ตาม เมื่อผลจากการทำร้ายนั้นทำให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จำเลยก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย ผู้เสียหายจึงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะผู้เสียหายนั่งอยู่บนแคร่ จำเลยเดินเข้าไปตบผู้เสียหายจนตกจากแคร่ แล้วจิกผมให้ศีรษะผู้เสียหายกระแทกกับเสา เมื่อมีผู้เข้ามาห้าม จำเลยก็ถีบที่ท้องของผู้เสียหาย อันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น ที่จำเลยฎีกามาว่าผู้เสียหายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาข้อนี้ขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 295 ม. 297 (5)
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางเพียร เหล่าแค
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 985/2547
#410801
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลักเอาเงินจำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งไว้ให้บริการแก่ประชาชนในเวลากลางคืน โดยใช้กุญแจและอุปกรณ์อื่นที่จัดเตรียมมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ และอาจก่อให้เกิดความขัดข้องในการใช้โทรศัพท์สาธารณะของประชาชนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะและมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว แต่กลับกระทำความผิดดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขของสังคมส่วนรวมจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กุญแจพิเศษไขเครื่องโทรศัทพ์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะจนเครื่องโทรศัพท์เสียหายเปิดออกเห็นกล่องชั้นในบรรจุเงินเหรียญต่างๆ อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์แล้วลักเอาเงินเหรียญชนิดต่างๆ จำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของสำนักงานบริการโทรศัทพ์จัตุรัส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยใช้รถจักรยาน 1 คัน เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การลักทรพัย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1349/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ, 33 ริบของกลางทั้งหมดนอกจากเงินเหรียญจำนวน 219 บาท นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1349/2545 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเงินเหรียญจำนวน 1,832 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (3) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลางทั้งหมดนอกจากเงินเหรียญจำนวน 219 บาท ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเงินเหรียญจำนวน 1,832 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก เพราะศาลรอการลงโทษใคดีดังกล่ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยลักเอาเงินจำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งไว้ให้บริการแก่ประชาชนในเวลากลางคืน โดยใช้กุญแจและอุปกรณ์อื่นที่จัดเตรียมมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และใช้รถจักรยานเป็นพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมอีกด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย นอกจากก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดข้องในการใช้โทรศัพท์สาธารณะของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่วุฒิภาวะและมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว แต่กลับกระทำความผิดดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขของสังคมส่วนรวม จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 335 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายสุริโยหรือโย ไชยเสน
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2547
#55054
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดสืบพยานจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่าฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้วมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการพิจารณาโดยขาดนัด จำเลยย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นเงิน 12,194,866.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5ต่อปี จากต้นเงิน 12,181,957.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาแล้ว 2 นัด ในนัดที่ 3 วันที่ 23 มกราคม 2544 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่มาศาลโดยไม่ทราบเหตุขัดข้องศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง แล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 10,659,894.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 10,334,130.29 บาท นับแต่วันที่ 1สิงหาคม 2541 ถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 36071 และ 36072 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาที่จะไม่ไปศาลเพื่อเบิกความตามนัด เพราะวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองเดินทางไปผิดศาลและไม่สามารถติดต่อกับทนายความของจำเลยทั้งสองได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลสั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสองชอบแล้วไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา แต่เป็นกรณีที่ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าฝ่ายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้วมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์กรณีดังกล่าวจึง มิใช่เป็นการพิจารณาโดยขาดนัด จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 200 ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาวอัญชลี พิทยานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2547
#410797
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา แต่เป็นกรณีที่ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าฝ่ายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้วมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการพิจารณาโดยขาดนัด จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นเงิน 12,194,866.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 12,181,957.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาแล้ว 2 นัด ในนัดที่ 3 วันที่ 23 มกราคม 2544 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่มาศาลโดยไม่ทราบเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง แล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 10,659,894.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 10,334,130.29 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 ถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 36071 และ 36072 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ขอให้พิจารณาใหม่ อ้างว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาที่จะไม่ไปศาลเพื่อเบิกความตามนัด เพราะวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองเดินทางไปผิดศาล และไม่สามารถติดต่อกับทนายความของจำเลยทั้งสองได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา แต่เป็นกรณีที่ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าฝ่ายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้วมีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการพิจารณาโดยขาดนัด จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอัญชลี พิทยานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2547
#410783
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนตามลำพัง ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิด แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ตามแต่ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเป็นราย ๆ ไป ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2 กับโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ขับรถคันเกิดเหตุมิใช่ด้วยการจ้างวานใช้สอยจากจำเลยที่ 2 เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาเช่นกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวรวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นเด็กที่นายอำนวย ปัญญาเล็ก ผู้คุมงานก่อสร้างของจำเลยที่ 2 รับเข้ามาฝึกงาน วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกโดยพลการไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด หากโจทก์เสียหายจริงก็ไม่เกินคนละ 15,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 20,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 60,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 25 กันยายน 2540) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนตามลำพัง ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิด แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ตามแต่ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเป็นราย ๆ ไป เกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสี่ในส่วนค่ารักษาพยาบาล ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 20,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 60,000 บาท ส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูนายทวี รัตนเวียงผา บุตรผู้ตายของโจทก์ที่ 1 ศาลล่างทั้งสองมิได้กำหนดให้ โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่เมื่อคิดค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามสัดส่วนที่แต่ละคนควรจะได้รับแล้วพออนุมานได้ว่าค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ 1 ถึงที่ 3 ได้รับไม่เกินคนละ 200,000 บาท และเมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลในส่วนของโจทก์ที่ 1 แล้ว ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ได้รับก็ไม่เกิน 200,000 บาท เช่นกัน ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา สำหรับจำเลยที่ 2 กับโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เข้ามาขับรถคันเกิดเหตุมิใช่ด้วยการจ้างวานใช้สอยจากจำเลยที่ 2 เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 443 ม. 444
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล รัตนเวียงผา กับพวก
จำเลย — นายทวีชัย แก้วใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 943/2547
#410796
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้แก่สิบตำรวจตรี พ. ซึ่งเป็นผู้ล่อซื้อไปทั้งหมด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเพียงบทเดียว

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้ง 3 เม็ด โดยมอบให้จำเลยที่ 1 ไว้จำหน่าย 2 เม็ด เหลือซุกซ่อนไว้ใต้ที่นอน 1 เม็ด เมื่อสิบตำรวจตรี พ. ไปล่อซื้อจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ชี้ให้ไปซื้อจากจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในครัวของร้านที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นอนของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่ามีลักษณะเหมือนกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายให้แก่สิบตำรวจตรี พ. แสดงว่าเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกกรรมหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดดังกล่าวให้แก่สิบตำรวจตรีพิชัยไปทั้งหมด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเพียงบทเดียว หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างวาระกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ แม้จะได้ความว่า จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด อยู่ใต้ที่นอนของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงลูกจ้างจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตรวจค้นได้จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกกรรมหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้ง 3 เม็ด และมอบให้จำเลยที่ 1 ไว้จำหน่าย 2 เม็ด คงเหลือซุกซ่อนไว้ใต้ที่นอน 1 เม็ด เมื่อสิบตำรวจตรีพิชัยไปล่อซื้อจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ชี้ให้ไปซื้อจากจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในครัวของร้านที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นอนของจำเลยที่ 2 เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นได้มีลักษณะเหมือนกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายให้แก่สิบตำรวจตรีพิชัย แสดงว่าเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกกรรมหนึ่งด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 4 ปี ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก4 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายสังเวียน สุขสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2547
#410794
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ในขณะที่จำเลยทั้งสามกำลังร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนในหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อน โดยบรรจุเสร็จแล้ว 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด ยังเหลือเมทแอมเฟตามีนในถุงพลาสติกอีก 120 เม็ด มีหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อนแล้วอีก 5 หลอด และยังไม่ได้ตัดอีก 36 หลอด อันเป็นการแสดงว่าจำเลยทั้งสามกำลังจะแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนที่เหลือในถุงพลาสติกลงในหลอดกาแฟที่เตรียมไว้อีกเป็นจำนวนมาก การแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการผลิตตามความหมายของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คนละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 กับลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 30 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียวจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 6 เดือน คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 22 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 2 กับที่ 3 จำคุกคนละ 16 ปี 8 เดือน รวมกับโทษจำคุกสำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งได้ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 12 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 18 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2543 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทเกรียงไกร สินภิบาล และพวกจับกุมจำเลยทั้งสามได้ที่ห้องพักหมายเลข 9 ของบังกะโลเชนเฮาส์ เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 120 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้า 1 ใบ เมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟยาวประมาณ 5 เซนติเมตร หลอดละ 10 เม็ด 3 หลอด หลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 5 เซนติเมตร 5 หลอด หลอดกาแฟยาวประมาณ 20 เซนติเมตร 36 หลอด ไฟแช็ก 1 อัน ใบมีดโกน 1 อัน และหลอดเหล็กทรงกรมที่ใช้สำหรับเสพเมทแอมเฟตามีน 1 อัน ในห้องพักดังกล่าว จึงยึดทรัพย์ดังกล่าวไว้เป็นของกลาง

จำเลยทั้งสามฎีกาข้อแรกว่า ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ไม่มีการแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ทวิ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงฟังไม่ได้ตามเอกสารดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน เห็นว่า การแจ้งสิทธิตามบทมาตราดังกล่าวนั้น กฎหมายมิได้บังคับไว้ว่าจะต้องบันทึกการแจ้งสิทธิไว้ในบันทึกการจับกุมหรือบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เจ้าพนักงานตำรวจผู้รับตัวจำเลยทั้งสามไว้ได้แจ้งสิทธิให้แก่จำเลยทั้งสามทราบหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสามมิได้ให้การถามค้านพยานโจทก์ หรือนำสืบว่าไม่มีการแจ้งสิทธิตามบทมาตราดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสาม ปัญหาว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้รับตัวจำเลยทั้งสามไว้ได้แจ้งสิทธิตามบทมาตราดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสามฎีกาข้อหลังว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามบรรจุเมทแอมเฟตามีนในหลอดกาแฟเพียง 3 หลอด เพื่อสะดวกแก่การที่จำเลยทั้งสามจะใช้เสพเอง ในข้อนี้ได้ความจากพยานโจทก์คือร้อยตำรวจโทเกรียงไกร สินภิบาล และจ่าสิบตำรวจจีระศักดิ์ อนันต์เรือง เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามว่า จ่าสิบตำรวจจีระศักดิ์แอบดูทางหน้าต่างห้องพักที่เกิดเหตุเห็นจำเลยทั้งสามกำลังช่วยกันบรรจุเมทแอมเฟตามีนลงในหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อน เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองเข้าจับกุมจำเลยทั้งสามก็พบของกลางดังกล่าวข้างต้นบริเวณเตียงนอนในห้องพักดังกล่าว ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพว่าร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน จึงทำบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีสุชัติ โสภิณ พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพว่าร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน จึงบันทึกไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 พยานโจทก์ทั้งสามปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามและไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสาม คำเบิกความดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า จำเลยทั้งสามเพียงแต่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่มิได้ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนในหลอดกาแฟ คงมีแต่เพียงคำเบิกความลอยๆ ของจำเลยทั้งสามที่ขัดกับวัตถุพยานที่เจ้าพนักงานตำรวจพบในห้องพักที่เกิดเหตุ และชั้นฎีกาจำเลยทั้งสามรับในฎีกาว่าจำเลยทั้งสามบรรจุเมทแอมเฟตามีนลงในหลอดกาแฟ 3 หลอด พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ในขณะที่จำเลยทั้งสามกำลังร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนในหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อนโดยบรรจุเสร็จแล้ว 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด ยังเหลือเมทแอมเฟตามีนในถุงพลาสติกอีก 120 เม็ด มีหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อนแล้วอีก 5 หลอด และยังไม่ได้ตัดอีก 36 หลอด อันเป็นการแสดงว่าจำเลยทั้งสามกำลังจะแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนที่เหลือในถุงพลาสติกลงในหลอดกาแฟที่เตรียมไว้อีกเป็นจำนวนมาก การแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการผลิตตามความหมายของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น แต่เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

อนึ่งในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15, 65 และ 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษฐานผลิดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแก่จำเลยทั้งสามนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่คุณบังคับแก่จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 16 ปี 8 เดือน รวมกับโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งได้ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 33 ปี 12 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 16 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายธีระศักดิ์หรือหนุ่ม วรรณมาศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2547
#55053
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 จะต้องเป็นผู้ต้องหา มิใช่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 35 เม็ด น้ำหนัก 2.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกไม่มีวรรคหนึ่ง) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาจำเลยประการที่สองที่ขอให้ใช้มาตรการในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 แก่จำเลยแทนการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะต้องเป็นเพียงผู้ต้องหา มิใช่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว กรณีของจำเลยไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้วฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายบุญนำ ไชยะ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2547
#411037
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์จำเลยที่ 2 ที่พาสิบตำรวจโท อ. และสายลับไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เจรจาและต่อรองราคากับสิบตำรวจโท อ. และสายลับด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมเจรจาด้วย เมื่อตกลงซื้อขายกันได้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้มามอบให้สิบตำรวจโท อ. และสายลับ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจตัดสินใจในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว การตัดสินใจซื้อขายและตกลงราคาขึ้นอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 500 บาท เพียงฉบับเดียวที่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับในทันทีว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ให้เป็ฯค่านายหน้าที่พาคนมาซื้อเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าเป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 หากแต่เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้กระทรวงสาธารณสุข และเงินจำนวน 29,160 บาท คืนธนบัตรจำนวน 6,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ริบเงินจำนวน 29,160 บาท และเมทแอมเฟตามีนของกลาง ให้คืนธนบัตรจำนวน 6,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) คืนเงินของกลางจำนวน 29,160 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยสิบตำรวจโทอำนาจ ป้านสุวรรณ แต่งกายนอกเครื่องแบบพร้อมกับสายลับเดินทางไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 เพราะสืบทราบมาว่าจำเลยที่ 1 จะขายเมทแอมเฟตามีนให้เฉพาะคนรู้จักเท่านั้น และต้องซื้อผ่านจำเลยที่ 2 สายลับเจรจาขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ดกับจำเลยที่ 2 ในราคาเดิม แต่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากต้องไปเจรจากับจำเลยที่ 1 เอง เมื่อจำเลยที่ 2 พาสิบตำรวจโทอำนาจและสายลับไปบ้านของจำเลยที่ 1 แล้ว สิบตำรวจโทอำนาจและสายลับเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้บริเวณหน้าบ้านมามอบให้แก่สิบตำรวจโทอำนาจและสายลับ ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 500 บาท ที่จำเลยที่ 2 และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออีก 11 ฉบับ กับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 32 เม็ด ในบ้านของจำเลยที่ 1 เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่พาสิบตำรวจโทอำนาจและสายลับไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เจรจาซื้อขายและต่อรองราคากับสิบตำรวจโทอำนาจและสายลับด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมเจรจาด้วย เมื่อตกลงซื้อขายกันได้แล้วจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้มามอบให้สิบตำรวจโทอำนาจและสายลับ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจตัดสินใจในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว การตัดสินใจซื้อขายและตกลงราคาขึ้นอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 500 บาท เพียงฉบับเดียวที่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับในทันทีว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ให้เป็นค่านายหน้าที่พาคนมาซื้อเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าเป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 หากแต่เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้ เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของำจเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางพเยาว์ สุขพรหม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ