คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1925/2546
#50777
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 และ 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการคำนวณภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมา ดังนั้น ทรัพย์สินที่บริษัทจำเลยใช้ในปี 2539 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2540 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินภาษีของโจทก์ทำแบบแจ้งรายการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2540 ให้แก่จำเลยซึ่งได้รับทราบแล้ว หากไม่พอใจจำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำโต้แย้งคัดค้านการประเมินหรือขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ตามมาตรา 25 ได้ และหากยังไม่พอใจในการชี้ขาดการประเมินก็อาจนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้แต่ต้องกระทำภายใน 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จำเลยจะต้องชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระเสียก่อนตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตาม จำเลยย่อมไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านหรือยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2540 ของโจทก์ไม่ชอบจำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 43(4) เนื่องจากจำเลยมิได้นำเงินมาชำระภายใน 4 เดือน นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 43565ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1,611 ไร่ 96 ตารางวา และเป็นเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเลขที่ 29 หมู่ที่ 7 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วยอาคารสโมสรเป็นตึก 3 ชั้น ชั้นที่ 1 พื้นที่2,982 ตารางเมตร ชั้นที่ 2 พื้นที่ 1,104 ตารางเมตร ชั้นที่ 3 พื้นที่ 814 ตารางเมตรรวม 4,900 ตารางเมตร เพื่อเป็นที่ติดต่อสอบถาม จำหน่ายบัตร จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์การเล่นกอล์ฟ มีล็อกเกอร์เก็บของและห้องน้ำสำหรับผู้มาใช้บริการมีพื้นที่ลาดคอนกรีต 10,000 ตารางเมตร ถนนลาดยาง 140,000 ตารางเมตร ลานจอดรถ 8,000 ตารางเมตร พื้นที่สนามกอล์ฟซึ่งเป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ อีก 551,060 ตารางเมตร โดยจำเลยปรับสภาพพื้นดินผิดจากธรรมชาติ คือ ขุดหลุม ขุดบ่อ ทำเนินดินปรับแต่งเป็นพิเศษ วางท่อสำหรับรดน้ำต้นไม้ปลูกหญ้าเพื่อการตีกอล์ฟ สร้างถนน สร้างสะพานทำทางเดินเพื่อให้เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานมี 4 โซน 36 หลุม มีซุ้มคอนกรีตสำหรับเป็นที่พักของผู้เล่นกอล์ฟเป็นระยะ ๆ มีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการตลอดจนมีอาคารเก็บพัสดุอุปกรณ์การบำรุงรักษาสนาม สนามกอล์ฟมิได้แยกออกจากบริเวณอาคารสโมสรซึ่งตามปกติจะใช้ไปด้วยกันกับอาคารสโมสรและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ โดยผู้ใช้บริการต้องเสียค่าบริการที่อาคารสโมสรก่อนลงเล่นกอล์ฟ มีลานจอดรถและลานคอนกรีตต่อเนื่องกับตัวอาคารสโมสรสำหรับเป็นที่จอดรถยนต์ของผู้มาใช้บริการมีถนนลาดยางสำหรับรถไฟฟ้าที่ให้บริการแก่ผู้เล่นกอล์ฟภายในสนาม จำเลยใช้ประโยชน์จากสนามเป็นสถานที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปเล่นกอล์ฟโดยเสียค่าตอบแทน จำเลยจึงต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินปี 2540 ขณะนั้นเป็นเวลาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีทำหน้าที่จัดเก็บภาษีให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีเป็นเงินทั้งสิ้น 9,639,400 บาท คำนวณภาษีอัตราร้อยละ 12.5 ของค่ารายปีเป็นเงิน 1,204,925 บาท มีการแจ้งให้ตัวแทนจำเลยทราบ จำเลยรับทราบการประเมินโดยชอบวันที่ 4 ธันวาคม 2540 แต่มิได้ยื่นอุทธรณ์หรือโต้แย้งการประเมินหรือขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2541 โจทก์รับมอบงานจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากส่วนอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จึงดำเนินการเรียกภาษีที่ค้างชำระจากจำเลยครบ 30 วัน จำเลยไม่นำเงินมาชำระนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ต้องชำระเป็นเงิน 120,492.50บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายแก่โจทก์จำนวน 1,325,417.50 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง แต่พื้นที่สนามกอล์ฟมิใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์ประธานมิใช่ส่วนประกอบ และสนามกอล์ฟจัดอยู่ในมาตรา 6(2)แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ซึ่งได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2475 มาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการคิดค่ารายปีเพื่อจัดเก็บภาษีตามมาตรา 16 มาใช้บังคับแก่สนามกอล์ฟได้คงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 6 และมาตรา 7ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนอำเภอลำลูกกาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเก็บภาษียังไม่เคยประเมินภาษีไปยังจำเลย จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ตามมาตรา 25 และ 26 ได้โจทก์ไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีเพราะขณะความรับผิดภาษีเกิดขึ้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีจัดเก็บ โจทก์บรรยายฟ้องเคลือบคลุมมิได้อ้างอำนาจกฎหมายใดที่ทำให้โจทก์เกิดสิทธิหน้าที่ในการจัดเก็บ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า จำเลยได้รับแจ้งการประเมินให้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2540 แล้ว แต่มิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินหรือยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จึงไม่มีสิทธิโต้แย้งว่าการประเมินไม่ชอบหรือไม่ โจทก์มีนางอุษาง้าวหิรัญพัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินภาษีจำเลยเบิกความว่าปี 2540 พยานทำงานอยู่ที่ส่วนอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จำเลยมิได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 พยานจึงทำแบบแจ้งรายการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ให้แก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 24ถึง 26 และแจ้งรายการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2540ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 36 ซึ่งนายวิชัย ธิมา ได้รับใบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 35 ส่วนจำเลยมีนายวิชัย ธิมา กรรมการบริษัทจำเลยเบิกความว่า โจทก์มิได้แจ้งการประเมินแก่จำเลย พยานลงชื่อในต้นขั้วใบแจ้งรายการประเมิน เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 24 ด้านหลัง เพราะเข้าใจว่ารับใบแจ้งรายการประเมินภาษีปี 2539 ดังปรากฏตามข้อความในใบแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 2 ว่าเป็นภาษีโรงเรือนปี 2539 พยานรับเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 วันที่ 4 ธันวาคม2540 ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2540 จำเลยทำหนังสือถึงนายอำเภอลำลูกกาขอให้สั่งเจ้าพนักงานประเมินภาษีจำเลยตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเห็นว่าสนามกอล์ฟของศูนย์การฝึกการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 แต่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 18 วันที่ 16 ธันวาคม 2540 นายอำเภอลำลูกกามีหนังสือหารือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีว่าจำเลยจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายใด ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 16 และ 17 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีโดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนั้นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2539 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2540 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลยภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2540 คดีนี้นางอุษาพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินภาษีได้ทำแบบแจ้งรายการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ให้แก่จำเลย ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 24 ถึง 26และแจ้งรายการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 36 ซึ่งนายวิชัยกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้รับใบแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 35 ใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าวเป็นการแจ้งรายการประเมินภาษีประจำปีภาษี 2540 สำหรับทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในปี 2539 มิใช่เป็นการแจ้งรายการประเมินภาษีปี 2539 ดังที่จำเลยเข้าใจ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 โดยชอบแล้วหากจำเลยไม่พอใจการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำโต้แย้งคัดค้านการประเมินหรือขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และหากจำเลยยังไม่พอใจการชี้ขาดการประเมิน ก็อาจนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้แต่ต้องกระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จำเลยจะต้องชำระค่าภาษีทั้งสิ้น ซึ่งถึงกำหนดต้องชำระเสียก่อนตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามจำเลยย่อมไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านหรือยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 ของโจทก์ไม่ชอบ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 เป็นเงิน 1,204,925 บาท แก่โจทก์พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 43(4) เนื่องจากจำเลยไม่นำเงินมาชำระภายในสี่เดือนนับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เป็นเงินค่าภาษีเพิ่ม 120,492.50 บาท รวมเป็นเงิน1,325,417.50 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นในข้ออื่นต่อไป เพราะมิได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายเป็นเงิน 1,325,417.50 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19 ม. 25 ม. 31 ม. 39 ม. 43 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร
จำเลย — บริษัท ลำลูกการีสอร์ท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2546
#49890
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสองได้กำหนดข้อตกลงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษโดยให้เป็นผลต่อเมื่อมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่ลูกหนี้ที่ 1 เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว ทั้งในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องงดเว้นไม่กระทำการให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182,183 และ 184ลูกหนี้ที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว ทั้งมูลหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 ได้ก่อขึ้นแก่เจ้าหนี้ทั้งสองนั้นเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดย่อมถือได้ว่าสิทธิของเจ้าหนี้ทั้งสองตามข้อตกลงย่อมมีอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เพียงแต่เจ้าหนี้ทั้งสองจะเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความดังกล่าวได้ต่อเมื่อลูกหนี้ที่ 1 ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว แต่เนื่องจากขณะที่เจ้าหนี้ทั้งสองขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ยังไม่มีการถอนคำขอรับชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีดังกล่าว และไม่แน่ว่าจะมีการขอถอนคำขอรับชำระหนี้นั้นหรือไม่ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษนั้นได้ทันที แต่ถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นหนี้มีเงื่อนไขและเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความเพียงจำนวน 2,500,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ระบุในสัญญาจ้างว่าความจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

เจ้าหนี้ทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 5,847,766 บาท จากกองทรัพย์สินของนางปริม ธนะโชติ ลูกหนี้ที่ 1 รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ลูกหนี้ที่ 1 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองว่าหนี้คงเหลือประมาณ 1,000,000 บาท เศษ เท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรให้เจ้าหนี้ทั้งสองได้รับชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นเงิน3,322,411.20 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ทั้งสองว่า เจ้าหนี้ทั้งสองมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสอง ตามเอกสารหมาย จ.9 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ข้อ 1 ที่ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 3.2 แห่งสัญญาจ้างว่าความลงวันที่ 14 ตุลาคม 2540และให้ใช้ข้อความว่า "ผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีระหว่าง นางปริมธนะโชติ โจทก์ นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จำเลย และคดีสาขาที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว โดยหากมีการถอนคำขอรับชำระหนี้คดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี จะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,500,000บาท การถอนคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้างเป็นหนังสือจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย" แทนนั้น ข้อตกลงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสองดังกล่าวจะเป็นผลต่อเมื่อมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว ทั้งในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องงดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182, 183 และ 184 ลูกหนี้ที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าวทั้งปรากฏว่ามูลหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 ได้ก่อขึ้นแก่เจ้าหนี้ทั้งสองดังกล่าวนั้นเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าสิทธิของเจ้าหนี้ทั้งสองตามข้อตกลงย่อมมีอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เพียงแต่เจ้าหนี้ทั้งสองจะเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความดังกล่าวได้ต่อเมื่อลูกหนี้ที่ 1 ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว แต่เนื่องจากขณะที่เจ้าหนี้ทั้งสองขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ยังไม่มีการถอนคำขอรับชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีดังกล่าว และไม่แน่ว่าจะมีการขอถอนคำขอรับชำระหนี้นั้นหรือไม่ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ที่ 1จ่ายค่าตอบแทนพิเศษนั้นได้ทันที แต่ถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นหนี้มีเงื่อนไขและเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีเพียงจำนวน 2,500,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ระบุในสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมายจ.9 ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าวของเจ้าหนี้ทั้งสอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากลูกหนี้ที่ 1 ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่าง นางปริม ธนะโชติ โจทก์นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จำเลย ก็ให้เจ้าหนี้ทั้งสองได้รับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีดังกล่าวเป็นเงิน 2,500,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(8) เดิม ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182 ม. 183 ม. 184
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 130 เดิ (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยศวีร์ สุขุมาลจันทร์
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — บริษัท กฎหมายศรีสหมิตร จำกัด กับพวก
จำเลย — นาง ปริม ธนะโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2546
#50776
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสองที่ว่าหากมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,500,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นผลต่อเมื่อมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ จึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 ทั้งมูลหนี้เกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด ถือได้ว่าสิทธิของเจ้าหนี้ทั้งสองมีอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แต่เนื่องจากขณะที่เจ้าหนี้ทั้งสองขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ยังไม่มีการถอนคำขอรับชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 และไม่แน่ว่าจะมีการขอถอนคำขอรับชำระหนี้นั้นหรือไม่ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษนั้นได้ทันที แต่ถือได้ว่าเป็นหนี้มีเงื่อนไขและเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

เจ้าหนี้ทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 5,847,766 บาทจากกองทรัพย์สินของนางปริม ธนะโชติ ลูกหนี้ที่ 1 รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ลูกหนี้ที่ 1 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองว่า หนี้คงเหลือประมาณ 1,000,000 บาทเศษ เท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรให้เจ้าหนี้ทั้งสองได้รับชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นเงิน3,322,411.20 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ทั้งสองว่า เจ้าหนี้ทั้งสองมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสอง ตามเอกสารหมาย จ.9 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ข้อที่ 1 ที่ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 3.2 แห่งสัญญาจ้างว่าความลงวันที่ 14 ตุลาคม 2540 และให้ใช้ข้อความว่า "ผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่าง นางปริม ธนะโชติ โจทก์ นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จำเลยและคดีสาขาที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว โดยหากมีการถอนขอรับชำระหนี้คดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีจะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,500,000 บาท... การถอนคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้างเป็นหนังสือจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย" แทนนั้นข้อตกลงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสองดังกล่าวจะเป็นผลต่อเมื่อมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว ทั้งในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องงดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182, 183และ 184 ลูกหนี้ที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าวทั้งปรากฏว่ามูลหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1ได้ก่อขึ้นแก่เจ้าหนี้ทั้งสองดังกล่าวนั้นเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าสิทธิของเจ้าหนี้ทั้งสองตามข้อตกลงย่อมมีอยู่แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เพียงแต่เจ้าหนี้ทั้งสองจะเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความดังกล่าวได้ต่อเมื่อลูกหนี้ที่ 1 ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีแล้วแต่เนื่องจากขณะที่เจ้าหนี้ทั้งสองขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ยังไม่มีการถอนคำขอรับชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีดังกล่าว และไม่แน่ว่าจะมีการขอถอนคำขอรับชำระหนี้นั้นหรือไม่เจ้าหนี้ทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษนั้นได้ทันทีแต่ถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นหนี้มีเงื่อนไขและเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีเพียงจำนวน 2,500,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ระบุในสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าว ของเจ้าหนี้ทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากลูกหนี้ที่ 1 ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.15/2539 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างนางปริม ธนะโชติโจทก์ นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จำเลย ก็ให้เจ้าหนี้ทั้งสองได้รับชำระหนี้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการว่าความคดีดังกล่าวเป็นเงิน 2,500,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(8) เดิมส่วนที่ขอเกินมาให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 130
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยศวีร์ สุขุมาลจันทร์
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — บริษัท กฎหมายศรีสหมิตร จำกัด กับพวก
จำเลย — นาง ปริม ธนะโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1920/2546
#49479
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาเอกสารที่ผู้ส่งเอกสารส่งให้แก่โจทก์โดยวิธีโทรสาร เมื่อจำเลยถูกโจทก์อ้างมาเป็นพยานหลักฐานยันตน จำเลยมิได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นแล้วเสร็จ และไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านต่อศาลในภายหลัง จึงต้องห้ามมิให้จำเลยคัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารหรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้วินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าวซึ่งถือได้ว่าศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้ โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93(2) แล้ว จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

จำเลยมิได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารผู้รับตราส่งหรือ ช. ผู้ซื้อสินค้า การส่งมอบสินค้าแก่บุคคลอื่นโดยมิได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบโดยชอบทำให้ผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อไม่ได้รับสินค้า เป็นเหตุให้ผู้ขายหรือผู้ส่งสินค้าเสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้าจากผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อ จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ส่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไปแล้วตามกรมธรรม์ประกันภัยย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยได้ตามอำนาจแห่งกฎหมายโดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยได้ทราบถึงการประกันภัยหรือไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไป

สินค้าที่ขนส่งเป็นเพียงพรมซึ่งเป็นสิ่งของธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินทองตรา ธนบัตร ธนาคารบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตรใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า และอัญมณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 620 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา (ที่ถูกประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย) และจดทะเบียนสาขาในประเทศไทยประกอบกิจการรับขนทางอากาศ โดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 โจทก์รับประกันภัยสินค้าพิพาทประเภทพรมที่ทำด้วยมือ จำนวน 3 มัด (BALE) รวม 6 ชิ้นหรือผืน หนัก 100 กิโลกรัม ของบริษัทเฮริเทช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งจะขนส่งจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ประเทศไทย ไปยังท่าอากาศยานเมืองไมอามีประเทศสหรัฐอเมริกามีสาระสำคัญในสัญญาประกันภัยว่า หากสินค้าที่เอาประกันวินาศภัยไม่ถึงมือผู้รับตราส่ง เสียหายหรือสูญหายอย่างหนึ่งอย่างใดในระหว่างขนส่งโจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่เสียหายจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่เอาประกันภัยคือจำนวน 49,500 ดอลล่าร์สหรัฐ เท่ากับ 1,782,990 บาท ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าพิพาทเพื่อส่งให้แก่ผู้รับตราส่งชื่อนายแซม ดาวิเดียน ณท่าอากาศยานเมืองไมอามี จำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งทางอากาศชนิดแอร์ บิลให้ไว้แก่ผู้ส่งสินค้า วันที่ 7 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าพิพาทอีกทอดหนึ่งหรือร่วมรับขนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งทางอากาศชนิดแอร์เวย์บิล ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อสินค้าพิพาทถึงปลายทางจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่นายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส ผู้ไม่มีสิทธิ โดยต้นฉบับเอกสารทางการค้าทุกฉบับยังอยู่ที่ธนาคารซิตี้แบงก์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้สินค้าไม่ถึงมือผู้รับผู้เอาประกันภัยได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,782,990 บาทจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ผู้เอาประกันภัยจึงได้ทวงถามโจทก์ โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,782,990 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงผิดนัดชำระหนี้ ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน1,782,990 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 75,105.60 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 1,858,095.60บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,858,095.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,782,990 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า บริษัทเฮริเทช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ขนส่งทางอากาศโดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจในฐานะตัวแทนและกระทำการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ออกแอร์บิลให้แก่ผู้ส่งสินค้าไว้เพื่อเป็นหลักฐานการรับสินค้าเท่านั้น จำเลยที่ 1มิได้คิดค่าบำเหน็จเป็นค่าระวางพาหนะสินค้าพิพาทมิได้สูญหายแต่อย่างใด โดยถูกส่งไปยังปลายทางในสภาพที่ถูกต้องครบถ้วน และมีผู้มารับสินค้าไปจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรปลายทาง ผู้ส่งสินค้ามิได้รับชำระค่าสินค้าจากผู้รับสินค้าปลายทาง ผู้ส่งสินค้าหรือผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องจากโจทก์ โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปโดยไม่ตรวจสอบถึงความเสียหายอันเกิดจากผู้เอาประกันภัยอย่างละเอียด ความเสียหายมิได้อยู่ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ สินค้าพรมพิพาทมีราคาไม่เกินผืนละ 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์บริษัทเฮริเทช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยและนายแซม ดาวิเดียน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2541ผู้เอาประกันภัยได้ขายสินค้าพรมให้แก่นายแซม ดาวิเดียน โดยผู้ขายจะต้องส่งมอบสินค้าไปให้ผู้ซื้อที่เมืองไมอามี มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้ว จะชำระสินค้าให้ผู้เอาประกันภัยผ่านธนาคารซิตี้แบงก์ มีเงื่อนไขในการชำระเงินแบบ D/P AT SIGHT ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งทางอากาศชนิดแอร์บิลให้ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยและราคาสินค้า ต่อมาเมื่อสินค้าพิพาทถึงท่าอากาศยานไมอามี สินค้าพิพาทได้ถูกนำไปเก็บรักษาที่กรมศุลกากรสหรัฐอเมริกา เพื่อรอให้ผู้ซื้อมารับสินค้าไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์แล้ว นายแซม ดาวิเดียน ผู้ซื้อได้ชำระภาษีสินค้านำเข้าแล้วรับสินค้าไปแล้ว สินค้าไม่ได้ส่งให้นายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส โจทก์อ้างว่าได้สอบสวนแล้วพบว่ามีการลักทรัพย์พรมที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์จึงได้จ่ายเงินจำนวน 1,782,990 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้รับช่วงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้ ราคาพรมดังกล่าวสูงกว่าความเป็นจริงซึ่งมีไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2ชำระเงินจำนวน 1,782,990 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 75,105.60 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,782,990 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่8 ธันวาคม 252) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าบริษัทเฮริเทช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าพรมโดยทางอากาศจากท่าอากาศยานกรุงเทพประเทศไทย ไปยังท่าอากาศยานเมืองไมอามี ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบให้แก่ธนาคารซิตี้แบงก์ ผู้รับตราส่ง มีนายแซม ดาวิเดียน เป็นผู้ที่ต้องแจ้งให้ทราบ บริษัทดังกล่าวได้เอาประกันภัยสินค้าที่ขนส่งไว้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากสินค้าไม่ถึงมือผู้รับตราส่งเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกินจำนวน 49,500 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับจำนวน 1,782,990 บาท เมื่อสินค้าไปถึงท่าอากาศยานปลายทาง สายการบินไฟน์แอร์ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่นายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,782,990 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตามที่ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องและรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยที่ 2 และได้รับใบตราส่งทางอากาศชนิดแอร์บิล เอกสารหมาย จ.5 มา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ตกลงรับจ้างขนส่งสินค้ารายนี้แล้วจำเลยที่ 2 ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าอากาศยานปลายทาง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการรับจ้างขนส่งสินค้ารายนี้ จำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งอันถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งของให้แก่ผู้ส่งตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.4 โดยระบุไว้ในใบตราส่งว่าผู้รับตราส่งคือธนาคารซิตี้แบงก์ มีนายแซม ดาวิเดียน เป็นผู้ที่ต้องแจ้งให้ทราบ ทั้งตามคำให้การของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้นายแซมดาวิเดียน ซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้รับปลายทาง ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานผู้ขนส่งจึงมีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่นายแซม ดาวิเดียน ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าอากาศยานเมืองไมอามี ซึ่งเป็นท่าอากาศยานปลายทาง โดยรับการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศซึ่งธนาคารซิตี้แบงก์ผู้รับตราส่งได้สลักหลังให้แต่กลับปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 2ได้ขนส่งสินค้าไปถึงท่าอากาศยานเมืองไมอามีแล้ว สายการบินไฟน์แอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ท่าอากาศยานเมืองไมอามีได้ปล่อยสินค้าให้แก่นายแซมมวลดาวิไดแอนท์ส ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.10 พร้อมสำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของนายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส เอกสารหมาย จ.11 ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับนี้เป็นเอกสารที่สายการบินไฟน์แอร์แจ้งและส่งไปให้ผู้ส่งทราบ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่านายแซม ดาวิเดียน (SAM DAVIDIAN) กับนายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส (SAMUELDAVIDYANTS) เป็นบุคคลเดียวกันนั้น เห็นได้ว่า ทั้งชื่อและนามสกุลของบุคคลทั้งสองแตกต่างกัน ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบแสดงว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันแต่ประการใด นอกจากนั้น ในการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มาขอรับสินค้ายังเป็นการส่งมอบโดยมิได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศ โดยเอกสารการรับสินค้ารวมทั้งใบตราส่งทางอากาศยังคงอยู่ที่ธนาคารซิตี้แบงก์ ตามสำเนาหนังสือของธนาคารดังกล่าวเอกสารหมาย จ.9 ข้อที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย จ.7 และจ.9 ถึง จ.11 เป็นสำเนาเอกสาร มิใช่ต้นฉบับเอกสารที่แท้จริง จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่าเอกสารหมาย จ.7 เป็นสำเนาใบตราส่งซึ่งมีข้อความถูกต้องตรงกับสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย ล.4 ที่จำเลยที่ 2 อ้างส่งทุกประการ ส่วนเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11แม้จะเป็นสำเนาเอกสารแต่ก็เป็นเอกสารที่ผู้ส่งเอกสารได้ส่งให้แก่โจทก์โดยวิธีโทรสารซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าในการส่งโดยวิธีนี้ตามปกติผู้ส่งจะนำต้นฉบับเอกสารไปลงในเครื่องโทรสารแล้วส่งโดยวิธีโทรสารไปยังเครื่องโทรสารของผู้รับ และผู้ส่งเป็นผู้เก็บต้นฉบับไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกโจทก์อ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานยันตน จำเลยที่ 2 ก็มิได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นแล้วเสร็จ และไม่ได้ยืนคำร้องขออนุญาตคัดค้านต่อศาลในภายหลังโดยจำเลยที่ 2 เพียงแต่โต้แย้งคัดค้านไว้ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของนายเอกลักษณ์ อนรรฑมณีกุลพยานจำเลยที่ 2 กับยื่นคำแถลงคัดค้านไว้ภายหลังการสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารหรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ได้วินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าวซึ่งถือได้ว่าศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) แล้ว สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารซิตี้แบงก์ผู้รับตราส่งหรือนายแซม ดาวิเดียน ผู้ซื้อสินค้าซึ่งได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศที่ได้รับการสลักหลังให้ การส่งมอบสินค้าแก่บุคคลอื่นโดยมิได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบโดยชอบ ทำให้ผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อไม่ได้รับสินค้า เป็นเหตุให้ผู้ขายหรือผู้ส่งสินค้าเสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้าจากผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ส่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไปแล้วตามกรมธรรม์ประกันภัย ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยที่ 2 ได้ตามอำนาจแห่งกฎหมายโดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงการประกันภัยดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไป ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกิน 10,000 บาท หรือเกินพรมผืนละ 10,000 บาท เพราะพรมเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 นั้น เห็นว่าสินค้าที่ขนส่งเป็นเพียงพรม ซึ่งเป็นสิ่งของธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินทองตรา ธนบัตร ธนาคารบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า และอัญมณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ผู้ส่งจะไม่ได้แจ้งราคาสินค้าให้จำเลยที่ 2 ทราบก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 620
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ทรานส์ แอร์ คาร์โก้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1920/2546
#110896
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 2 ตกลงรับจ้างขนส่งสินค้า จำเลยที่ 2 ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าอากาศยานปลายทาง จำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งอันถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งของให้แก่ผู้ส่งตามใบตราส่ง โดยระบุในใบตราส่งว่าผู้รับตราส่งคือธนาคารซิตี้แบงก์ มี ซ. เป็นผู้ที่จะต้องแจ้งให้ทราบ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ ซ. ที่ท่าอากาศยานเมืองไมอามีซึ่งเป็นท่าอากาศยานปลายทาง โดยการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งซึ่งธนาคารซิตี้แบงก์ได้สลักหลังให้ เมื่อสินค้าถึงท่าอากาศยานเมืองไมอามี ตัวแทนของจำเลยที่ 2 กลับปล่อยสินค้าให้แก่บุคคลอื่นโดยมิได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศ ถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบสินค้าโดยชอบ

เอกสารที่โจทก์อ้างแม้จะเป็นสำเนาเอกสาร แต่ก็เป็นเอกสารที่ผู้ส่งได้ส่งให้แก่โจทก์โดยวิธีโทรสารซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ตามปกติผู้ส่งจะนำต้นฉบับเอกสารไปลงในเครื่องโทรสารแล้วส่งโดยวิธีโทรสารไปยังเครื่องโทรสารของผู้รับ และผู้ส่งเป็นผู้เก็บต้นฉบับไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกโจทก์อ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานยันตนก็มิได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นแล้วเสร็จ และไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านต่อศาลในภายหลัง จำเลยที่ 2 เพียงแต่โต้แย้งคัดค้านไว้ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของพยานจำเลยที่ 2 กับยื่นคำแถลงคัดค้านไว้ภายหลังการสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารหรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้วินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าว ถือได้ว่าศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) แล้ว สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

สินค้าที่ขนส่งเป็นเพียงพรม ซึ่งเป็นสิ่งของธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินทองตรา ธนบัตร ธนาคารบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า และอัญมณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 620 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๘๕๘,๐๙๕.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑,๗๘๒,๙๙๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑,๗๘๒,๙๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๗๕,๑๐๕.๖๐ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๑,๗๘๒,๙๙๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ ๒ จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทเฮริเทช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ขนส่งสินค้าพรมจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ประเทศไทย ไปยังท่าอากาศยานเมืองไมอามี ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งมอบแก่ธนาคารซิตี้แบงก์ ผู้รับตราส่ง มีนายแซม ดาวิเดียน เป็นผู้ที่ต้องแจ้งให้ทราบ บริษัทดังกล่าวได้เอาประกันภัยสินค้าที่ขนส่งไว้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากสินค้าไม่ถึงมือผู้รับตราส่ง เสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายที่แท้จริง เมื่อสินค้าไปถึงท่าอากาศยานปลายทาง สายการบินไฟน์แอร์ตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่นายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องและรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยที่ ๒ และได้รับใบตราส่งทางอากาศชนิดแอร์ บิล (AIR BILL)

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้ตกลงรับจ้างขนส่งสินค้ารายนี้แล้ว จำเลยที่ ๒ ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าอากาศยานปลายทาง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการรับจ้างขนส่งสินค้ารายนี้ จำเลยที่ ๒ ได้ออกใบตราส่งอันถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งของให้แก่ผู้ส่งตามใบตราส่ง เอกสารหมาย จ. ๗ หรือ ล. ๔ โดยระบุไว้ในใบตราส่งว่าผู้รับตราส่งคือธนาคารซิตี้แบงก์ มีนายแซม ดาวิเดียน เป็นผู้ที่ต้องแจ้งให้ทราบ ทั้งตามคำให้การของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่นายแซม ดาวิเดียน ซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้รับปลายทาง ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ขนส่งจึงมีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่นายแซม ดาวิเดียน ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าอากาศยานเมืองไมอามีซึ่งเป็นท่าอากาศยานปลายทาง โดยรับการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศซึ่งธนาคารซิตี้แบงก์ผู้รับตราส่งได้สลักหลังให้ แต่กลับปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ ๒ ได้ขนส่งสินค้าไปถึงท่าอากาศยานเมืองไมอามีแล้ว สายการบินไฟน์แอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ที่ท่าอากาศยานเมืองไมอามีได้ปล่อยสินค้าให้แก่นายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑๐ พร้อมสำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของนายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส เอกสารหมาย จ. ๑๑ ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับนี้เป็นเอกสารที่สายการบินไฟน์แอร์แจ้งและส่งไปให้ผู้ส่งทราบ ที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์อ้างว่า นายแซม ดาวิเดียน (SAM DAVIDIAN) กับนายแซมมวล ดาวิไดแอนท์ส (SAMUEL DAVIDYANTS) เป็นบุคคลคนเดียวกันนั้น เห็นได้ว่า ทั้งชื่อและนามสกุลของบุคคลทั้งสองแตกต่างกัน ทั้งจำเลยที่ ๒ ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบแสดงว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันแต่ประการใด นอกจากนั้น ในการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มาขอรับสินค้ายังเป็นการส่งมอบโดยมิได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศ โดยเอกสารการรับสินค้ารวมทั้งใบตราส่งทางอากาศยังคงอยู่ที่ธนาคารซิตี้แบงก์ ตามสำเนาหนังสือของธนาคารดังกล่าวเอกสารหมาย จ. ๙ ข้อที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย จ. ๗ และ จ. ๙ ถึง จ. ๑๑ เป็นสำเนาเอกสาร มิใช่ต้นฉบับเอกสารที่แท้จริง จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ. ๗ เป็นสำเนาใบตราส่งซึ่งมีข้อความถูกต้องตรงกับสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย ล. ๔ ที่จำเลยที่ ๒ อ้างส่งทุกประการ ส่วนเอกสารหมาย จ. ๙ ถึง จ. ๑๑ แม้จะเป็นสำเนาเอกสาร แต่ก็เป็นเอกสารที่ผู้ส่งเอกสารได้ส่งให้แก่โจทก์โดยวิธีโทรสาร ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าในการส่งโดยวิธีนี้ตามปกติผู้ส่งจะนำต้นฉบับเอกสารไปลงในเครื่องโทรสารแล้วส่งโดยวิธีโทรสารไปยังเครื่องโทรสารของผู้รับ และผู้ส่งเป็นผู้เก็บต้นฉบับไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ ๒ ถูกโจทก์อ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานยันตน จำเลยที่ ๒ ก็มิได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นแล้วเสร็จ และไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านต่อศาลในภายหลังโดยจำเลยที่ ๒ เพียงแต่โต้แย้งคัดค้านไว้ในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของพยานจำเลยที่ ๒ กับยื่นคำแถลงคัดค้านไว้ภายหลังการสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารหรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๕ ทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้วินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าวซึ่งถือได้ว่าศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) แล้ว สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ มิได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ธนาคารซิตี้แบงก์ ผู้รับตราส่ง หรือนายแซม ดาวิเดียน ผู้ซื้อสินค้าซึ่งได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศที่ได้รับการสลักหลังให้ การส่งมอบสินค้าแก่บุคคลอื่นโดยมิได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทางอากาศ ถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบโดยชอบ ทำให้ผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อไม่ได้รับสินค้า เป็นเหตุให้ผู้ขายหรือผู้ส่งสินค้าเสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้าจากผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ส่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไปแล้วตามกรมธรรม์ประกันภัย ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยที่ ๒ ได้ตามอำนาจแห่งกฎหมายโดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๒ ได้ทราบถึงการประกันภัยดังที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไป

ส่วนที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือเกินพรมผืนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะพรมเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๐ นั้น เห็นว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นเพียงพรม ซึ่งเป็นสิ่งของธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ถือไม่ได้ว่าเป็นของมีค่าอย่างอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินทองตรา ธนบัตร ธนาคารบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า และอัญมณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๐ วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ผู้ส่งจะไม่ได้แจ้งราคาสินค้าให้จำเลยที่ ๒ ทราบก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นจากความรับผิด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 610 ม. 615 ม. 620 ม. 623
ป.วิ.พ. ม. 93 (2) ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททรานส์ แอร์ คาร์โก้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1913/2546
#50826
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 นั้น ผู้กระทำต้องสมคบกันเพื่อกระทำความผิด โดยร่วมคบคิดกันหรือแสดงออกซึ่งความตกลงจะทำความผิดร่วมกัน เช่น ประชุมหรือหารือวางแผนที่จะกระทำความผิด และตามมาตรา 212บัญญัติให้เอาความผิดแก่ผู้จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่ซ่องโจร ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงองค์ประกอบของความผิดฐานเป็นซ่องโจรให้เห็นเด่นชัดว่าจะต้องมีการคบคิดประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อกระทำความผิด ซึ่งมีสภาพเป็นการกระทำระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่า มีการคบคิดกันจะกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฉ้อโกง

ผู้เสียหายสมัครใจที่นำเงินมาเพื่อร่วมกับจำเลยทั้งสองและ ว. เล่นการพนันกำถั่วเพื่อโกง ท. ตามที่บุคคลทั้งสามชักชวนผู้เสียหาย เพราะ ว. ได้แสดงการโกงพนันกำถั่วให้ผู้เสียหายดู ตลอดจนจำเลยที่ 2 ก็สอนวิธีการโกงพนันกำถั่วให้ผู้เสียหายดูจนผู้เสียหายแน่ใจว่าสามารถเล่นพนันกำถั่วโกง ท. ได้ ทั้งผู้เสียหายก็อยู่ในห้องเกิดเหตุตลอดเวลาที่เล่นการพนันกัน การที่ผู้เสียหายนำเงินมามอบให้จำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันกำถั่วเพื่อโกง ท. จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจเข้าร่วมเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานนำคดีขึ้นว่ากล่าวในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2540 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 25มกราคม 2540 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 3 คน ที่หลบหนีสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ นายสุธาพรหมแก้ว ผู้เสียหาย และระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2540 เวลากลางวันถึงวันที่ 25มกราคม 2540 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบังกะโลเปิดใหม่ที่บริเวณหาดในทอน ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ทำทีว่าจะซื้อเฟอร์นิเจอร์จากผู้เสียหายหลายรายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000,000 บาท ต่อมาพวกของจำเลยทั้งสองอีกคนหนึ่งไปพบผู้เสียหายพร้อมจำเลยที่ 1 และอ้างว่าเป็นผู้จัดการบังกะโลเปิดใหม่ดังกล่าวมาดูสินค้า ตกลงจะซื้อและนัดวันชำระเงินมัดจำที่โรงแรมคราวน์ในยาง ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 กับพวกตามนัด ก็ได้พบกับจำเลยที่ 2 ที่ห้องพัก จำเลยทั้งสองกับพวกอีกคนหนึ่งออกอุบายขอยืมเงินจากผู้เสียหาย 3,000,000 บาท เพื่อจะเล่นการพนันกำถั่วกับพวกของจำเลยทั้งสองอีกคนหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นเศรษฐี โดยจะใช้วิธีโกง และมีพวกของจำเลยทั้งสองคนหนึ่งแสดงตัวเป็นผู้จัดการโรงแรมคราวน์ในยางรับประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสองกับพวกจนผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินสด 3,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกเจตนาทุจริตหลอกลวงเอาเงินของผู้เสียหาย พวกของจำเลยทั้งสองไม่มีคนใดเป็นเศรษฐี จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้จัดการ(ที่ถูกผู้ช่วยผู้จัดการ) บังกะโลเปิดใหม่ที่หาดในทอน และจำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีเจตนาจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายเป็นเงิน 3,000,000 บาทเศษ เหตุเกิดที่ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาและตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เกี่ยวพันกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1196/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 210, 341, 342 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,000,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1196/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 วรรคแรก, 341 ประกอบมาตรา 342(1), (ที่ถูก 342(1), ประกอบมาตรา 341),83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น จำคุกคนละ2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,000,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขอให้นับโทษต่อ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองต้องโทษจำคุกในคดีดังกล่าวหรือไม่จึงให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้เสียหายมีอาชีพค้าขายเฟอร์นิเจอร์ เปิดร้านใช้ชื่อว่านิวโคกกลอยเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่ ตำบลโคกกลอยอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 และนายวีระชัยพาผู้เสียหายไปพบกับนายทรงวุฒิ ทองรัตนะหรือทองรัตน์หรือทองรักษ์ ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของบังกะโลที่หาดในทอน ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อทำสัญญาซื้อขายเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 3,000,000 บาท ภายในห้องพักเกิดเหตุโรงแรมคราวน์ในยาง โดยจำเลยที่ 1 ได้มาติดต่อกับผู้เสียหายขอซื้อเฟอร์นิเจอร์ก่อนวันเกิดเหตุแล้ว 1 วัน ผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่นายวีระชัยเพื่อเล่นการพนันกำถั่วกับนายทรงวุฒิ ในที่สุดนายทรงวุฒิเป็นผู้ชนะการพนัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น สำหรับความผิดฐานซ่องโจรนั้น โจทก์มีผู้เสียหายและร้อยตำรวจเอกเศียร แก้วทอง พนักงานสอบสวนมาเบิกความเพียงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกรวม 5 คน ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 จะเป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจรนั้น ผู้กระทำต้องสมคบกันเพื่อกระทำความผิด กล่าวคือ ร่วมคบคิดกันหรือการแสดงออกซึ่งความตกลงจะทำความผิดร่วมกันเช่น ประชุมหรือหารือวางแผนที่จะกระทำความผิด ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติของมาตรา 212 ที่บัญญัติให้เอาความผิดแก่ผู้จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่ซ่องโจร ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นถึงองค์ประกอบของความผิดฐานเป็นซ่องโจรให้เห็นเด่นชัดว่าจะต้องมีการคบคิดประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อกระทำความผิด ซึ่งมีสภาพเป็นการกระทำระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ไม่ปรากฏว่ามีการคบคิดกันว่าจะกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานซ่องโจร ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงนั้น โจทก์นำสืบโดยมีผู้เสียหายมาเบิกความได้ความว่า หลังจากผู้เสียหายได้พูดคุยกับนายทรงวุฒิเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ที่จะซื้อขายกันแล้ว นายทรงวุฒิทะเลาะกับจำเลยทั้งสองและนายวีระชัยเรื่องที่บุคคลทั้งสามไปบริการภริยาน้อยนายทรงวุฒิเกินหน้าเกินตา นายทรงวุฒิยังต่อว่านายวีระชัยที่บริการแขกที่บ้านเกินหน้าเกินตา จากนั้นนายทรงวุฒิได้นำเงินจำนวน8,000,000 บาท ที่เก็บไว้ในกระเป๋าให้ผู้เสียหายดูและบอกว่าจะเอาไปเล่นการพนันกับคนที่มีระดับในจังหวัดภูเก็ต โดยคืนที่ผ่านมาได้เสียพนันจำนวน 5,000,000 บาท นายวีระชัยพูดห้ามมิให้นายทรงวุฒิไปเล่นการพนันอีก นายทรงวุฒิด่าว่านายวีระชัยและจะไล่นายวีระชัยออกจากงาน นายทรงวุฒิหิ้วกระเป๋าเงินออกจากห้องพักเกิดเหตุไปนายวีระชัยบอกผู้เสียหายว่า ถ้านายทรงวุฒิไปเล่นการพนันก็คงต้องเสียพนันอีกเพราะเป็นคนโง่หากเป็นเช่นนั้นก็ให้วางแผนโกงนายทรงวุฒิเสียเลย จากนั้นนายวีระชัยก็แสดงวิธีการโกงพนันกำถั่วให้ผู้เสียหายดู และจำเลยที่ 2 ก็สอนวิธีการโกงพนันกำถั่วให้ผู้เสียหายทำดูว่าจะให้ออกหมายเลขอะไร จำเลยทั้งสองกับนายวีระชัยตกลงจะร่วมกันโกงนายทรงวุฒิจึงขอยืมเงินผู้เสียหาย 3,000,000 บาท เพื่อนำไปเล่นพนันกับนายทรงวุฒิ ซึ่งในขณะที่นายทรงวุฒิด่าว่านายวีระชัย ผู้เสียหายรู้สึกว่าบุคคลทั้งสองทะเลาะกันจริง ผู้เสียหายสงสารเห็นใจนายวีระชัยจึงยอมให้นายวีระชัยยืมเงิน 3,000,000 บาท เพื่อเล่นการพนันกับนายทรงวุฒิ โดยนายทรงวุฒิกับนายวีระชัยได้ตกลงว่าจะเล่นการพนันกันหลังจากผู้เสียหายมอบเงินให้นายวีระชัยแล้ว นายวีระชัยบอกว่าชนะพนันแน่ จะคืนเงิน3,000,000 บาท ในภายหลัง เห็นว่า ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักกับนายวีระชัยและจำเลยทั้งสองมาก่อน โดยผู้เสียหายเพิ่งจะเห็นนายวีระชัยในวันเกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายกลับยินยอมให้นายวีระชัยยืมเงินจำนวนถึง 3,000,000 บาท นับว่ามากโดยมิได้มีหลักประกันใด ๆ ในการกู้ยืมและมิได้ทำหนังสือการกู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐาน ทั้งมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์จากการกู้ยืมซึ่งผู้เสียหายจะพึงได้รับอันเป็นกรณีผิดวิสัยของปุถุชนอย่างยิ่ง ที่ผู้เสียหายอ้างว่า ให้นายวีระชัยกู้ยืมเงินเพราะสงสารเห็นใจนายวีระชัยที่โดนนายทรงวุฒิด่าว่านั้น ก็ขาดเหตุผลที่จะรับฟัง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อผู้เสียหาย นายทรงวุฒิและนายวีระชัยมีความสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างผู้เสียหายก็เพิ่งจะรู้จักนายวีระชัยในวันเกิดเหตุนั้นเอง ไม่เคยมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อนอันจะทำให้ผู้เสียหายเกิดความเห็นใจ นายวีระชัยเช่นนั้น กรณีกลับน่าเชื่อว่าผู้เสียหายสมัครใจที่นำเงิน 3,000,000 บาท มาเพื่อร่วมกับจำเลยทั้งสองและนายวีระชัยเล่นพนันกำถั่วเพื่อโกงนายทรงวุฒิตามที่บุคคลทั้งสามชักชวนผู้เสียหายดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบนั่นเองเพราะนายวีระชัยได้แสดงการโกงพนันกำถั่วให้ผู้เสียหายดูตลอดจนจำเลยที่ 2 ก็สอนวิธีการโกงพนันกำถั่วให้ผู้เสียหายทำดูว่าจะให้ออกหมายเลขอะไรจนผู้เสียหายแน่ใจว่าสามารถเล่นพนันกำถั่วโกงนายทรงวุฒิได้ทั้งผู้เสียหายก็อยู่ในห้องพักเกิดเหตุตลอดเวลาที่เล่นพนันกัน การที่ผู้เสียหายนำเงินจำนวน 3,000,000 บาท มามอบให้จำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันกำถั่วเพื่อโกงนายทรงวุฒิจึงเชื่อได้ว่า ผู้เสียหายสมัครใจเข้าร่วมเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานนำคดีขึ้นว่ากล่าวในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 210 ม. 212 ม. 341 ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ธีระหรือระ ถาวร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1911/2546
#50321
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้สั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับเหมา ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสาม และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2483 มาตรา 72 ตรี วรรคสาม ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้เช่นนั้นต่อเมื่อศาลพิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโดยมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2541 เวลากลางวันจำเลยก่นสร้างแผ้วถางเข้ายึดถือหรือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติบริเวณสวนป่าไชยาบ้านห้วยไม้แห้ง หมู่ที่4 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรณ์ธานี ซึ่งเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นเนื้อที่ 20 ไร่ ทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,364,884.40 บาทโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมมีดพร้า1 เล่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนที่เกิดเหตุ คืนของกลางให้เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พนักงานรักษาป่าสำนักงานสวนป่าอำเภอไชยา และเจ้าพนักงานตำรวจตระเวนชายแดนที่ 417 ร่วมกันจับกุมจำเลยขณะที่จำเลยใส่ปุ๋ยต้นยางพาราในที่เกิดเหตุโดยจำเลยรับจ้างบุคคลอื่นพร้อมกับยึดมีดพร้าเป็นของกลางสวนยางพาราที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ อยู่ในท้องที่บ้านห้วยไม้แห้งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าท่าชนะเขต ป่าสงวนแห่งชาติ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติเพื่อผู้อื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายวิชาญไชยถาวร และนายรังสรรค์ มหานิล พนักงานรักษาป่า สำนักงานสวนป่าอำเภอไชยาพยานโจทก์ได้ความเพียงว่า พยานทั้งสองได้ร่วมกันจับกุมจำเลยขณะที่จำเลยใส่ปุ๋ยต้นยางพาราในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยถือมีดพร้า 1 เล่ม ของกลางต้นยางพาราดังกล่าวมีอายุประมาณ 3 ถึง 4 เดือน แต่นายวิชาญ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพยานไม่ทราบว่าต้นยางพาราที่ปลูกในที่เกิดเหตุเป็นของผู้ใด จำเลยให้การที่หน่วยป้องกันรักษาป่าอำเภอไชยาว่า รับจ้างใส่ปุ๋ยในที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจจับกุมเอกสารหมาย จ.4 จัดทำขึ้นที่หน่วยป้องกันรักษาป่า อำเภอไชยา ไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ และนายรังสรรค์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ร่องรอยการถางป่ามีมานานประมาณ 3 ถึง 4 เดือน พยานไม่ทราบว่าผู้ใดเข้าไปถางป่า ซึ่งร้อยตำรวจโทบุญฤทธิ์ เขียดแก้ว พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การว่ารับจ้างจากนางแดงใส่ปุ๋ยต้นยางพาราค่าจ้างต้นละ 2 บาท มีทั้งหมด 500ต้น เพิ่งใส่ปุ๋ยได้ 300 ต้น ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 ดังนี้เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า หลังจากจำเลยรับจ้างใส่ปุ๋ยแล้วจำเลยได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุแทนผู้ว่าจ้างด้วยหรือไม่ ทั้งตามที่นายวิชาญและนายรังสรรค์เบิกความอ้างว่าขณะจับกุมจำเลยรับว่าบุกรุกแผ้วถางยึดถือครอบครองที่เกิดเหตุนั้น ก็ปรากฏว่าตามบันทึกการตรวจจับกุมเอกสารหมาย จ.4 กลับไม่มีข้อความดังกล่าวระบุไว้เลยและในชั้นสอบสวนกับชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้าไปใส่ปุ๋ยหรือดูแลรักษาต้นยาพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้หรือไม่ และทำมานานเท่าใดอันจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้เข้าครอบครองพื้นที่เกิดเหตุไว้เพื่อผู้อื่น ดังนั้นจำเลยอาจจะรับจ้างใส่ปุ๋ย เมื่อใส่เสร็จแล้ว จำเลยก็หมดภาระหน้าที่โดยมิได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุด้วยก็เป็นได้ คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุเพื่อผู้อื่นตามความหมายของมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484หรือมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่งที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้สั่งให้จำเลย คนงานผู้รับเหมา ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุนั้น เห็นว่า คำขอส่วนนี้เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสาม และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2483 มาตรา 72 ตรี วรรคสามซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้เช่นนั้นต่อเมื่อศาลพิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวเมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุด้วย ส่วนมีดพร้าของกลางให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
จำเลย — นาย วิชัยหรือบุญชู ชูเพชรหรือพิมพ์สุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1911/2546
#50775
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนกับชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ และไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยเข้าไปใส่ปุ๋ยหรือดูแลรักษาต้นยางพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้หรือไม่และทำมานานเท่าใด กรณีอาจเป็นเรื่องที่จำเลยอาจจะรับจ้างใส่ปุ๋ยเมื่อใส่เสร็จแล้วจำเลยก็หมดภาระหน้าที่ โดยมิได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุด้วยก็เป็นได้คดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุเพื่อผู้อื่นตามความหมายของมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ

คำขอท้ายฟ้องขอให้สั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสาม และพระราชบัญญัติป่าไม้ฯมาตรา 72 ตรี วรรคสาม ซึ่งศาลจะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยก่นสร้าง แผ้วถาง เข้ายึดถือหรือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติบริเวณสวนป่าไชยา ซึ่งเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติคิดเป็นเนื้อที่ 20 ไร่ ทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,364,884.40 บาท โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมมีดพร้า 1 เล่ม เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนที่เกิดเหตุ คืนของกลางให้เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติเพื่อผู้อื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายวิชาญ ไชยถาวร และนายรังสรรค์ มหานิล พนักงานรักษาป่า สำนักงานสวนป่าอำเภอไชยาพยานโจทก์ได้ความเพียงว่า พยานทั้งสองได้ร่วมกันจับกุมจำเลยขณะที่จำเลยใส่ปุ๋ยต้นยางพาราในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยถือมีดพร้า 1 เล่ม ของกลาง ต้นยางพาราดังกล่าวมีอายุประมาณ3 ถึง 4 เดือน แต่นายวิชาญเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าต้นยางพาราที่ปลูกในที่เกิดเหตุเป็นของผู้ใด จำเลยให้การที่หน่วยป้องกันรักษาป่าอำเภอไชยาว่า รับจ้างใส่ปุ๋ยในที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจจับกุมเอกสารหมาย จ.4 จัดทำขึ้นที่หน่วยป้องกันรักษาป่า อำเภอไชยา ไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุและนายรังสรรค์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ร่องรอยการถางป่ามีมานานประมาณ 3 ถึง 4 เดือน พยานไม่ทราบว่าผู้ใดเข้าไปถางป่า ซึ่งร้อยตำรวจโทบุญฤทธิ์เขียดแก้ว พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การว่ารับจ้างจากนางแดงใส่ปุ๋ยต้นยางพาราค่าจ้างต้นละ 2 บาท มีทั้งหมด 500 ต้น เพิ่งใส่ปุ๋ยได้300 ต้น ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 ดังนี้เห็นว่าจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า หลังจากจำเลยรับจ้างใส่ปุ๋ยแล้วจำเลยได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุแทนผู้ว่าจ้างด้วยหรือไม่ ทั้งตามที่นายวิชาญและนายรังสรรค์เบิกความอ้างว่าขณะจับกุมจำเลยรับว่าบุกรุกแผ้วถางยึดถือครอบครองที่เกิดเหตุนั้นก็ปรากฏว่าตามบันทึกการตรวจจับกุมเอกสารหมาย จ.4 กลับไม่มีข้อความดังกล่าวระบุไว้เลย และในชั้นสอบสวนกับชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้าไปใส่ปุ๋ยหรือดูแลรักษาต้นยางพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้หรือไม่และทำมานานเท่าใด อันจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้เข้าครอบครองพื้นที่เกิดเหตุไว้เพื่อผู้อื่น ดังนั้น จำเลยอาจจะรับจ้างใส่ปุ๋ยเมื่อใส่เสร็จแล้วจำเลยก็หมดภาระหน้าที่โดยมิได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุด้วยก็เป็นได้คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุเพื่อผู้อื่นตามความหมายของมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 หรือมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้สั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุนั้น เห็นว่าคำขอส่วนนี้เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31วรรคสาม และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 72 ตรี วรรคสาม ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้เช่นนั้นต่อเมื่อศาลพิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้วศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุด้วย ส่วนมีดพร้าของกลางให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 54
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ ม. 14 ม. 31 ม. 72 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
จำเลย — นาย วิชัยหรือบุญชู ชูเพชรหรือพิมพ์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1911/2546
#110835
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับจ้างบุคคลอื่นใส่ปุ๋ยต้นยางพาราที่ปลูกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเพื่อผู้อื่นด้วย ถือไม่ได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสวนยางพาราพื้นที่เกิดเหตุโดยยึดถือเอาไว้เพื่อผู้อื่น ตามความหมายของมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 หรือ มาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิด กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 72 ตรี วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ มาตรา 31 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่จะสั่งให้จำเลย คนงานผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตามที่โจทก์ขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๕, ๕๔, ๕๕, ๗๒ ตรี, ๗๔ ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๙, ๑๔, ๓๑, ๓๕ ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็น กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก ๑ ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจาก เขตป่าสงวนที่เกิดเหตุ คืนของกลางให้เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติเพื่อผู้อื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายวิชาญ ไชยถาวร และนายรังสรรค์ มหานิล พนักงานรักษาป่า สำนักงานสวนป่าอำเภอไชยาพยานโจทก์ได้ความเพียงว่า พยานทั้งสองได้ร่วมกันจับกุมจำเลยขณะที่จำเลยใส่ปุ๋ยต้นยางพาราในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยถือมีดพร้า ๑ เล่ม ของกลาง ต้นยางพาราดังกล่าวมีอายุประมาณ ๓ ถึง ๔ เดือน แต่นายวิชาญเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าต้นยางพาราที่ปลูกในที่เกิดเหตุเป็นของผู้ใด จำเลยให้การที่หน่วยป้องกันรักษาป่าอำเภอไชยาว่า รับจ้างใส่ปุ๋ยในที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจจับกุม จัดทำขึ้นที่หน่วยป้องกันรักษาป่าอำเภอไชยา ไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ และนายรังสรรค์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ร่องรอยการถางป่ามีมานานประมาณ ๓ ถึง ๔ เดือน พยานไม่ทราบว่าผู้ใดเข้าไปถางป่า ซึ่งร้อยตำรวจโทบุญฤทธิ์ เขียดแก้ว พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การว่ารับจ้างจากนายแดงใส่ปุ๋ยต้นยางพาราค่าจ้างต้นละ ๒ บาท มีทั้งหมด ๕๐๐ ต้น เพิ่งใส่ปุ๋ยได้ ๓๐๐ ต้น ตามบันทึกคำให้การ ดังนี้เห็นว่าจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า หลังจากจำเลยรับจ้างใส่ปุ๋ยแล้วจำเลยได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุแทนผู้ว่าจ้างด้วยหรือไม่ ทั้งตามที่นายวิชาญและ นายรังสรรค์เบิกความอ้างว่าขณะจับกุมจำเลยรับว่าบุกรุกแผ้วถางยึดถือครอบครองที่เกิดเหตุนั้น ก็ปรากฏว่าตามบันทึกการตรวจจับกุม กลับไม่มีข้อความดังกล่าวระบุไว้เลย และในชั้นสอบสวนกับชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การปฏิเสธมา โดยตลอด ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้าไปใส่ปุ๋ยหรือดูแลรักษาต้นยางพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้หรือไม่และทำมานานเท่าใด อันจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้เข้าครอบครองพื้นที่เกิดเหตุไว้เพื่อ ผู้อื่น ดังนั้นจำเลยอาจจะรับจ้างใส่ปุ๋ย เมื่อใส่เสร็จแล้ว จำเลยก็หมดภาระหน้าที่โดยมิได้ครอบครองพื้นที่เกิดเหตุด้วย ก็เป็นได้ คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสวนยางพาราที่เกิดเหตุเพื่อผู้อื่นตามความหมายของมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ หรือมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่งที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้สั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจาก เขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุนั้น เห็นว่า คำขอส่วนนี้เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๓๑ วรรคสาม และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๗๒ ตรี วรรคสาม ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้เช่นนั้นต่อเมื่อศาลพิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวแล้ว ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจาก เขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุด้วย ส่วนมีดพร้าของกลางให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี วรรคสาม
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
จำเลย — นายวิชัยหรือบุญชู ชูเพชรหรือพิมพ์สุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1909/2546
#111008
เปิดฉบับเต็ม

เช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้อันเกิดแต่การที่จำเลยทั้งสองขายลดเช็คทั้งยี่สิบเจ็ดฉบับให้แก่โจทก์ แล้วเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินไม่ได้ แม้จะปรากฏว่าเช็คทั้งยี่สิบเจ็ดฉบับนั้นโจทก์ได้คิดส่วนลดหรือดอกเบี้ยล่วงหน้าคิดเป็นอัตราร้อยละ 21.9 ต่อปี ก็ตาม กรณีก็มิได้มีกฎหมายห้ามไว้เหมือนเช่นการให้กู้ยืมเงิน จึงถือไม่ได้ว่าเช็คตามฟ้องมีดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย การออกเช็คตามฟ้องของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น โดยในวันที่เช็คถึงกำหนด เงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 มีไม่พอจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ ทั้งนี้โดยก่อนที่จำเลยทั้งสองจะออกเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้นำเช็ค ๒๗ ฉบับ จำนวนเงินรวม ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปทำสัญญาขายลดให้แก่โจทก์ โดยในการขายลดเช็คดังกล่าวโจทก์คิดส่วนลดหรือดอกเบี้ยล่วงหน้าหักออกจากต้นเงินที่จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสอง ในอัตรา ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๖ บาทต่อวัน หรือในอัตราร้อยละ ๒๑.๙ ต่อปี แต่เมื่อเช็คทั้ง ๒๗ ฉบับดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์ได้เรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ต่อมาในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ จำเลยทั้งสองก็ได้ออกเช็คตามฟ้องซึ่งมีจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินตามเช็คทั้ง ๒๗ ฉบับดังกล่าว เพื่อชำระหนี้ตามเช็คทั้ง ๒๗ ฉบับ แล้วทำสัญญาขายลดให้แก่โจทก์อีก ครั้นเช็คตามฟ้องนี้เมื่อถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยในวันดังกล่าวเงินในบัญชีของจำเลยที่ ๑ มีไม่พอจ่าย เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้ดังกล่าวแสดงว่าเช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้อันเกิดแต่การที่จำเลยทั้งสองขายลดเช็คทั้ง ๒๗ ฉบับให้แก่โจทก์ แล้วเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินไม่ได้ แม้จะปรากฏว่าเช็คทั้ง ๒๗ ฉบับนั้นโจทก์ได้คิดส่วนลดหรือดอกเบี้ยล่วงหน้าคิดเป็นอัตราร้อยละ ๒๑.๙ ต่อปี ก็ตาม กรณีก็มิได้มีกฎหมายห้ามไว้เหมือนเช่นการกู้ยืมเงิน จึงถือไม่ได้ว่าเช็คตามฟ้องมีดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย และฟังไม่ได้ว่าเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ การออกเช็คตามฟ้องของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น โดยในวันที่เช็คถึงกำหนด เงินในบัญชีของจำเลยที่ ๑ มีไม่พอจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ เดือน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ พานิชชีวะ
จำเลย — บริษัทอนันต์ชัย - แบตเตอรี่ โอเบ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางยิ่งลักษณ์ สุขวิสิฏฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546
#50320
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานก.พ. มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรม แต่ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้นจึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงานก.พ. ซึ่งโจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มนอกเวลาราชการ โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมในหนังสือดังกล่าวจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มิใช่สำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14

แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 15(1) ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1)

หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150 หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำบางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือขึ้นโดยมิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอาจารย์สังกัดจำเลยที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียน แสดงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์

ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา โดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แต่จำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว

การคัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะต้องเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนแต่การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญและมีปริมาณงานเป็นจำนวนมาก จึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร

หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาด 8 หน้ายก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 33

หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือในราคาเล่มละ 165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 32 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทวรรณกรรม คือหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา"ตั้งแต่ปี 2526 และโจทก์ได้มอบให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือสำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2527 โดยอนุญาตได้ใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมของสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ต่อมาโจทก์ได้เพิ่มเติมเนื้อหาการติดตามผลการฝึกอบรมขึ้นอีกเป็นหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และได้อนุญาตให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่และใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมเมื่อเดือนเมษายน 2531 ต่อมาในปี 2535 โจทก์ได้มอบหมายได้สวัสดิการสำนักงาน ก.พ.จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" โดยได้รับค่าลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยได้คัดลอก ทำซ้ำ และหรือดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์ในระหว่างหน้า 3 ถึงหน้า 48 จำนวน 30 หน้า โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหากำไร อันเป็นการร่วมละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งด้วยวาจาและโดยลายลักษณ์อักษร แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้คุณค่าในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ในหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" สูญเสียไปสาธารณชนอาจเกิดความสับสนถึงความเป็นผู้สร้างสรรค์งานที่แท้จริงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองคัดลอกงานของโจทก์ในอัตราร้อยละ 40จากรายได้ในการจำหน่ายหนังสือของจำเลยทั้งหมดเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายในชื่อเสียง การขาดซึ่งกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 700,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 800,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองประกาศคำพิพากษาโดยย่อและขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐและมติชนเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ตามคำฟ้องนั้นจัดพิมพ์โดยสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ซึ่งเผยแพร่แก่ข้าราชการผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่จัดโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนในหลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการที่ผ่านการฝึกอบรมนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาไปขยายผลโดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหน่วยงานที่ตนสังกัดโจทก์เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงาน ก.พ. ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม หนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่มเป็นการ เอางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมารวบรวมไว้เพื่อใช้ในกิจการของสำนักงานก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การรวบรวมขึ้นดังกล่าวเป็นการทำตามคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดอยู่และไม่มีการตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่ม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการจัดพิมพ์ตำรา คำสอน ผลงานวิจัย เอกสารประกอบการศึกษาและหนังสืออื่น ๆ ในระดับอุดมศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการและสังคม และส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากหนังสือและสิ่งตีพิมพ์ด้วยการเผยแพร่ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยให้บริการรับทำต้นฉบับ ตำรา และสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการให้แก่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 โดยไม่มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นตำราและเอกสารประกอบการสอนของจำเลยที่ 1 การจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ในเชิงวิชาการและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย และกระจายโอกาสให้นักศึกษาในสถาบันต่าง ๆ มีไว้ใช้ประกอบการเรียนการสอน หนังสือดังกล่าวเป็นการรวบรวมวิชาการจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้โดยมีการแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการตรวจสอบคุณภาพทางวิชาการและประเมินคุณภาพของตำรา หากมีการกล่าวอ้างถึงผลงานของผู้ใดก็มีการกล่าวอ้างระบุถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ด้วย ข้อความที่ปรากฏในหนังสือที่โจทก์กล่าวอ้างจำเลยที่ 1 ก็ได้ระบุถึงความเป็นเจ้าของข้อความนั้นของโจทก์ไว้ทุกแห่งเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อการศึกษาและวิจัย ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร จึงมิใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง เนื่องจากหนังสือทั้งสองเล่มตามคำฟ้องของโจทก์นั้นเป็นการรวบรวมเอามาจากตำราของชาวต่างประเทศและผู้คิดค้นชาวไทย ซึ่งได้คิดค้นและวางรูปแบบไว้อยู่แล้ว โจทก์เพียงแต่รวบรวมมาจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองมิใช่การกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าทั้งยังช่วยเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของโจทก์ให้คนทั่วไปรู้จักมากขึ้นอีกด้วย หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็คงไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองเล่มเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์เป็นผู้มีสิทธิ์ในงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองจัดจำหน่ายหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อแสวงหากำไรและเป็นการแข่งขันกับโจทก์ จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากรายได้หรือผลกำไรในงานที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อเดิมว่า "ปาน" ปรากฏตามหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวเอกสารหมาย จ.1 โจทก์รับราชการอยู่ที่ฝ่ายวิจัยและประเมินผลสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมายจ.14 และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.20 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 7 สังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 เมื่อประมาณปี 2538 ปรากฏตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย ล.2 และโครงการจัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอกสารหมาย ล.9 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เอกสารหมาย จ.30 ขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 และจัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หรือไม่ โจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ขึ้นด้วยความริเริ่มของโจทก์เมื่อปี 2526 และปี 2530 ตามลำดับ ต่อมาสำนักงาน ก.พ. ได้พิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยเมื่อเดือนมกราคม 2527 และเดือนเมษายน 2531 ตามลำดับ โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เขียน นางสาวสินี เจริญพจน์ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน หนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นเกิดจากความริเริ่มจัดทำขึ้นด้วยความสมัครใจของโจทก์เอง มิใช่เพราะได้รับคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของพยานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์ในขณะนั้น และเป็นการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการซึ่งโจทก์มิได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนทางอื่นจากทางราชการ นายพันธุ์เรือง พันธุ์หงส์ รับราชการอยู่ในสำนักงาน ก.พ. โดยเป็นผู้จัดการสวัสดิการ สำนักงาน ก.พ. เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานได้ออกหนังสือรับรองผลงานหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ที่สวัสดิการสำนักงาน ก.พ. ได้จัดพิมพ์ขึ้น4 ครั้ง เมื่อปี 2535, 2538, 2540 และ 2542 และหนังสือ "คู่มือนักฝึกอบรมมืออาชีพ :การจัดดำเนินการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิผล" ได้จัดพิมพ์ขึ้น 2 ครั้ง เมื่อปี 2539 และ2542 ว่าเป็นผลงานเขียนของโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าของผลงานดังกล่าวข้างต้นโจทก์จึงได้รับค่าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์หนังสือทุกครั้ง เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" นั้น โจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ นอกจากนั้นนางสาวสีนีผู้บังคับบัญชาของโจทก์ยังยืนยันว่า โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวนอกเวลาราชการ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เขียนหนังสือตามเอกสารหมาย จ.14 โดยอาศัยเอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง "การประเมินผลการฝึกอบรม" ของ Dr.David R.Moers ตามเอกสารหมาย จ.7 และคัดลอกมาจากหนังสืออื่น ๆ ด้วย โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในหนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นนั้น เห็นว่า ในการเขียนหนังสือของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หาใช่สำนักงานก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 1ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ตามเอกสารหมาย จ.30 โดยรวบรวมจากทฤษฎี แนวความคิด และประสบการณ์ของผู้รู้หลายท่านและของจำเลยที่ 1 จากการเป็นอาจารย์สอนนิสิตระดับปริญญาตรีและปริญญาโทรวมทั้งจากความรู้ในเอกสาร "เทคนิคการประเมินและติดตามผล" ซึ่งจัดทำโดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1จึงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มของโจทก์ เห็นว่า แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น กล่าวโดยเฉพาะก็คือ หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15(1) หากจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เมื่อพิจารณาหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.30 แล้ว จะเห็นได้ว่า ในหัวข้อความหมายของการประเมินผล ขั้นตอนในการประเมินผลการฝึกอบรมรูปแบบของรายงานแนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์โครงการฝึกอบรม การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมินผล และการวางแผนประเมินผล มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.14 และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.17 ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดพิมพ์ ส่วนจำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวออกเผยแพร่โดยผ่านการตรวจตามระเบียบของทางราชการแล้ว เป็นการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ ไม่ได้แสวงหากำไร และไม่ได้จำหน่ายในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นแหล่งผลิต จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าหนังสือดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาการกระทำเพื่อหากำไรนั้น ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ในการเผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชน เพราะตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียนตามเอกสารหมาย จ.46 แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานราชการ จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2โดยมีคณะกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์พิจารณาในขั้นต้น และมีบรรณาธิการตรวจคุณภาพ ในการจัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงย่อมจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนการจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระยะต่อมานั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เองว่า หลังจากโจทก์ร้องเรียนการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 แล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือ 2 เล่มที่โจทก์เขียน อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงาน ก.พ. ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงขอให้มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามเอกสารหมาย จ.47 อันเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่ามหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 หารืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามเอกสารหมาย ล.13 ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีหนังสือลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ตอบข้อหารือว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ หรือในการจ้างหรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของหน่วยงานของรัฐ ลิขสิทธิ์ย่อมตกเป็นของหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14ตามเอกสารหมาย ล.14 ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ตามเอกสารหมาย จ.46 แจ้งผลการพิจารณาการร้องเรียนให้โจทก์ทราบว่า มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเห็นว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการเรียบเรียงหนังสือเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน ไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือหากำไรเป็นการส่วนตัวจึงยังไม่สมควรดำเนินการทางวินัย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมา และจำเลยที่ 1 จะกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในหนังสือ 2 เล่มของโจทก์ดังกล่าวหรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่มีเหตุผลอันควรโต้แย้งและแต่ละฝ่ายอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงก็ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาข้อยุติของปัญหานี้อย่างเต็มที่แล้ว หาได้นิ่งเฉยต่อปัญหาดังกล่าวไม่ ทั้งมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้จัดจำหน่ายหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"โดยเปิดเผย หาได้ปิดบังซ่อนเร้นแต่ประการใดไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้าอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ (2) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการวิจัยและใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนโดยไม่ได้แสวงหากำไร ทั้งมีการอ้างอิงที่มาของข้อความไว้แล้ว จึงเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เห็นว่า ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้น ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษาโดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ตามแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดตามเอกสารหมาย จ.46 ก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนการคัดลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอน ตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้นแม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตามแต่ปรากฏว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมากจึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอกหรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร สำหรับปัญหาการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น ได้ความว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาดกว้างประมาณ 10 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้วครึ่งอันจัดอยู่ในหนังสือประเภทขนาด 8 หน้า ยก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1ดังที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์ และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มในกรณีเช่นนี้ ผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ประการแรกของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนปัญหาหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สองประการหลังนั้นปรากฏว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 พิมพ์เมื่อปี 2540 จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 พิมพ์เพื่อปี 2541 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือ "แพร่พิทยา" ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ด้วย ในราคาเล่มละ165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้าทั้งภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีนี้แล้ว หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เอกสารหมาย จ.30ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ในร้ายขายหนังสือแพร่พิทยา โดยจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้ระงับการจำหน่ายหนังสือที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่งมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) และมาตรา 33 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ นั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของจำเลยที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 6 ม. 14 ม. 15 ม. 27 ม. 31 ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญหรือปาน สวัสดิ์สาลี
จำเลย — นาย พัฒนา สุขประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546
#50774
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือพิพาททั้งสองเล่มนั้น โจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรมของหน่วยงานราชการ ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้นจึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ อีกทั้งโจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวนอกเวลาราชการ จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง

ในการเขียนหนังสือของโจทก์ โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียน และได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือพิพาททั้งสองเล่มนั้น หาใช่หน่วยราชการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯมาตรา 14 ไม่

แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิดทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นกล่าวคือหากนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ของบุคคลอื่นไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน ก็จะต้องสร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของตนเองมิใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำ หรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 15(1) หากกระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1)แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าหนังสือของจำเลยมีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของโจทก์ทั้งสองเล่มในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150 หน้า โดยข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อยและบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำซ้ำ และดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยกระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และได้เผยแพร่งานดังกล่าวทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานราชการที่จำเลยสังกัด แม้ตั้งราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับต้นทุน ไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็เป็นการกระทำเพื่อหากำไร โดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์

การที่หน่วยงานราชการที่จำเลยสังกัด จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบภายในของหน่วยงานดังกล่าวตามขั้นตอน จึงย่อมจะเป็นเหตุให้ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือที่เขียนขึ้นละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ และต่อมาได้หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเห็นว่าหนังสือของจำเลยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์และจำเลยจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมา และจำเลยจะทำละเมิดลิขสิทธิ์ในหนังสือสองเล่มของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่มีเหตุผลของแต่ละฝ่ายที่หน่วยงานราชการที่จำเลยสังกัดก็ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาข้อยุติอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งได้จัดจำหน่ายหนังสือของจำเลยโดยเปิดเผย จึงฟังไม่ได้ว่าหน่วยงานราชการที่จำเลยสังกัดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือที่จำเลยเขียนขึ้นโดยการละเมิดลิขสิทธิ์ในวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้าอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯมาตรา 31(1) และ (2)

ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกรณีที่อ้างว่าเป็นการวิจัยและใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนโดยไม่ได้แสวงหากำไร โดยมีการอ้างอิงที่มาของข้อความไว้แล้วนั้นประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการคือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรเมื่อปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว ส่วนข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33นั้น แม้จะปรากฏว่าจำเลยคัด ลอก หรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์ประมาณ 30 หน้าจากทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตาม แต่ปรากฏว่าล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมาก จึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร ส่วนการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น หนังสือของจำเลยดังกล่าวเป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายกซึ่งจำเลยสามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อนำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลย การที่จำเลยเพียงแต่อ้างอิงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงท้ายเล่ม ผู้อ่านย่อมไม่สามารถทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยคัดลอกมา จึงยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 33 ประการแรก ทั้งภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยก็มิได้ดำเนินการให้ระงับการจำหน่ายหนังสือที่จำเลยทำขึ้น จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ และกระทบถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ด้วย

จำเลยให้การว่าการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าว จำเลยมิได้แสวงหากำไรทางการค้าแต่กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของหน่วยราชการที่จำเลยสังกัด ในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทวรรณกรรม คือ หนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ต่อมาโจทก์ได้เพิ่มเติมเนื้อหาการติดตามผลการฝึกอบรมขึ้นอีกเป็นหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และได้อนุญาตให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนสำนักงาน ก.พ.จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่และใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรม ต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้สวัสดิการสำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์และจำหน่ายโดยได้รับค่าลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1เป็นผู้เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยได้คัดลอกทำซ้ำ และหรือดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวน 30 หน้า โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหากำไร อันเป็นการร่วมละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งด้วยวาจาและโดยลายลักษณ์อักษร แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้คุณค่าในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ในหนังสือดังกล่าวสูญเสียไปสาธารณชนอาจเกิดความสับสนถึงความเป็นผู้สร้างสรรค์งานที่แท้จริงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองประกาศคำพิพากษาโดยย่อและขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐและมติชนเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงาน ก.พ. ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม หนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่มเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมารวบรวมไว้ตามคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดอยู่และไม่มีการตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่ม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นตำราและเอกสารประกอบการสอนของจำเลยที่ 1 การจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า หนังสือดังกล่าวเป็นการรวบรวมวิชาการจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้ โดยมีการแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากมีการกล่าวอ้างถึงผลงานของผู้ใดก็มีการกล่าวอ้างระบุถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ด้วย จำเลยที่ 1 ก็ได้ระบุถึงความเป็นเจ้าของข้อความนั้นของโจทก์ไว้ทุกแห่งเช่นกัน ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า "หนังสือทั้งสองเล่มเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองจัดจำหน่ายหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อแสวงหากำไรและเป็นการแข่งขันกับโจทก์ จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากรายได้หรือผลกำไรในงานที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (วันที่ 22 มิถุนายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อเดิมว่า "ปาน" โจทก์รับราชการอยู่ที่ฝ่ายวิจัยและประเมินผล สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนสำนักงาน ก.พ.โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผล การฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 7 สังกัดมหาวิทยาลัย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 เมื่อประมาณปี 2538 ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2539 และโครงการจัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 และจัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หรือไม่โจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ"คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ"คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ขึ้นด้วยความริเริ่มของโจทก์เมื่อปี 2526 และปี 2530 ตามลำดับ ต่อมาสำนักงาน ก.พ. ได้พิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยเมื่อเดือนมกราคม 2527 และเดือนเมษายน 2531 ตามลำดับ โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เขียน นางสาวสินี เจริญพจน์ ข้าราชการบำนาญอดีตผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน หนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นเกิดจากความริเริ่มจัดทำขึ้นด้วยความสมัครใจของโจทก์เอง มิใช่เพราะได้รับคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของพยานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์ในขณะนั้น และเป็นการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการซึ่งโจทก์มิได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนทางอื่นจากทางราชการ นายพันธุ์เรือง พันธุ์หงส์ รับราชการอยู่ในสำนักงาน ก.พ. โดยเป็นผู้จัดการสวัสดิการ สำนักงาน ก.พ. เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานได้ออกหนังสือรับรองผลงานหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ที่สวัสดิการสำนักงาน ก.พ. ได้จัดพิมพ์ขึ้น 4ครั้ง เมื่อปี 2535, 2538, 2540 และ 2542 และหนังสือ "คู่มือนักฝึกอบรมมืออาชีพ :การจัดดำเนินการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิผล" ได้จัดพิมพ์ขึ้น 2 ครั้ง เมื่อปี 2539 และ2542 ว่าเป็นผลงานเขียนของโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าของผลงานดังกล่าวข้างต้นโจทก์จึงได้รับค่าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์หนังสือทุกครั้ง เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" นั้น โจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรม ไม่มีหน้าที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ นอกจากนั้นนางสาวสินีผู้บังคับบัญชาของโจทก์ยังยืนยันว่า โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวนอกเวลาราชการ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เขียนหนังสือโดยอาศัยเอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง "การประเมินผลการฝึกอบรม"ของ Dr. David R. Moers และคัดลอกมาจากหนังสืออื่น ๆ ด้วย โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในหนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นนั้น เห็นว่า ในการเขียนหนังสือของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรงจึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หาใช่สำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 1ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยรวบรวมจากทฤษฎี แนวความคิด และประสบการณ์ของผู้รู้หลายท่านและของจำเลยที่ 1 จากการเป็นอาจารย์สอนนิสิตระดับปริญญาตรีและปริญญาโท รวมทั้งจากความรู้ในเอกสาร"เทคนิคการประเมินและติดตามผล" ซึ่งจัดทำโดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มของโจทก์ เห็นว่า แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสองบุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น กล่าวโดยเฉพาะก็คือ หากจำเลยที่ 1นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15(1) หากจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1)แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เมื่อพิจารณาหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 แล้ว จะเห็นได้ว่า ในหัวข้อความหมายของการประเมินผล ขั้นตอนในการประเมินผลการฝึกอบรม รูปแบบของรายงานแนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์โครงการฝึกอบรม การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมินผล และการวางแผนประเมินผล มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา"และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150 หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดพิมพ์ ส่วนจำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวออกเผยแพร่โดยผ่านการตรวจตามระเบียบของทางราชการแล้ว เป็นการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ ไม่ได้แสวงหากำไรและไม่ได้จำหน่ายในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นแหล่งผลิต จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าหนังสือดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่า การจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยส่วนปัญหาการกระทำเพื่อหากำไรนั้น ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าในการเผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2ไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชนเพราะตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียน แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตามเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานราชการ จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 โดยมีคณะกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์พิจารณาในขั้นต้นและมีบรรณาธิการตรวจคุณภาพ ในการจัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงย่อมจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนการจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระยะต่อมานั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เองว่า หลังจากโจทก์ร้องเรียนการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 แล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือ 2 เล่มที่โจทก์เขียน อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงาน ก.พ.ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงขอให้มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาอันเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่ามหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 หารืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีหนังสือลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2542ตอบข้อหารือว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ หรือในการจ้างหรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของหน่วยงานของรัฐ ลิขสิทธิ์ย่อมตกเป็นของหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14 ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 แจ้งผลการพิจารณาการร้องเรียนให้โจทก์ทราบว่า มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเห็นว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1เป็นการเรียบเรียงหนังสือเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน ไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือหากำไรเป็นการส่วนตัว จึงยังไม่สมควรดำเนินการทางวินัยจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมา และจำเลยที่ 1 จะกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในหนังสือ 2เล่มของโจทก์ดังกล่าวหรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่มีเหตุผลอันควรโต้แย้งและแต่ละฝ่ายอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงก็ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาข้อยุติของปัญหานี้อย่างเต็มที่แล้ว หาได้นิ่งเฉยต่อปัญหาดังกล่าวไม่ ทั้งมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้จัดจำหน่ายหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยเปิดเผย หาได้ปิดบังซ่อนเร้นแต่ประการใดไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้าอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ (2)อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการวิจัยและใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนโดยไม่ได้แสวงหากำไร ทั้งมีการอ้างอิงที่มาของข้อความไว้แล้ว จึงเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เห็นว่า ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสองและมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษาโดยไม่ได้หากำไร ซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32วรรคสอง (1) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าวแม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนการคัดลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตาม แต่ปรากฏว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมากจึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควรสำหรับปัญหาการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น ได้ความว่า หนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาดกว้างประมาณ 10 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้วครึ่ง อันจัดอยู่ในหนังสือประเภทขนาด 8หน้ายก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มในกรณีเช่นนี้ ผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ประการแรกของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนปัญหาหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สองประการหลังนั้น ปรากฏว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 พิมพ์เมื่อปี 2540 จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 พิมพ์เมื่อปี 2541 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือ "แพร่พิทยา" ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ด้วย ในราคาเล่มละ 165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า ทั้งภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีนี้แล้ว หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ในร้านขายหนังสือแพร่พิทยา โดยจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้ระงับการจำหน่ายหนังสือที่จำเลยที่ 1จัดทำขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่ายจึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภค ซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควรการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง มาตรา 32 วรรคสอง(1) และ(7) และมาตรา 33 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ในข้อนี้นั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของจำเลยที่ 2

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาค่าเสียหายว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายนั้นเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ออกจำหน่าย 2 ครั้งรวมจำนวน 1,500 เล่ม อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายอยู่ในตัว ส่วนจำนวนค่าเสียหายนั้นเมื่อพิจารณาความเสียหายอันเกิดจากการสูญเสียโอกาสที่โจทก์จะได้รับผลกำไรจากการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนออกจำหน่ายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์มานั้น นับว่าเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้นั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของจำเลยที่ 2เช่นเดียวกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 6 ม. 14 ม. 15 ม. 27 ม. 30 ม. 31 ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญหรือปาน สวัสดิ์สาลี
จำเลย — นาย พัฒนา สุขประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546
#110887
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับราชการอยู่ที่ฝ่ายวิจัยและประเมินผล สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรม ไม่มีหน้าที่จัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม และสำนักงาน ก.พ. ก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวนอกเวลาราชการ การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง และในการเขียนหนังสือคู่มือทั้งสองเล่มของโจทก์ โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่ม หาใช่สำนักงาน ก.พ. ไม่

แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 (1) หากจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27 (1) แห่ง พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน

หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ในหัวข้อความหมายของการประเมินผล ขั้นตอนในการประเมินผลการฝึกอบรม รูปแบบของรายงาน แนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์โครงการฝึกอบรม การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมินผล และการวางแผนประเมินผล มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150 หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

แม้ในการเผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มุ่งแสวงหาผลกำไรแบบธุรกิจเอกชน เพราะตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียน แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้กำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์

มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานราชการ จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 โดยมีคณะกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์พิจารณาในขั้นต้น และมีบรรณาธิการตรวจคุณภาพ ในการจัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงย่อมจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนการจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระยะต่อมานั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) และ (2)

ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง ถึงมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้จำเลยที่ 1 จะเขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันการศึกษาโดยไม่ได้หากำไร ซึ่งเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อหากำไร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว

การคัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควร และมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะคัด ลอก หรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันอาจถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตาม แต่ปรากฏว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมาก จึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร

หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรม จัดอยู่ในหนังสือประเภทขนาด 8 หน้ายก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มในกรณีเช่นนี้ ผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ประการแรกของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองประกาศคำพิพากษาโดยย่อและขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐและมติชนเป็นเวลา ๓ วัน ติดต่อกัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองเล่มเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองจัดจำหน่ายหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อแสวงหากำไร และเป็นการแข่งขันกับโจทก์ จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากรายได้หรือผลกำไรในงานที่จำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" นั้น โจทก์รับราชการอยู่ที่ฝ่ายวิจัยและประเมินผล สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรม ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวนอกเวลาราชการ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เขียนหนังสือโดยอาศัยเอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง "การประเมินผลการฝึกอบรม" ของ Dr.David R.Moers และคัดลอกมาจากหนังสืออื่น ๆ ด้วย โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในหนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นนั้น เห็นว่า ในการเขียนหนังสือของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หาใช่สำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๔ ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖ วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น กล่าวโดยเฉพาะก็คือ หากจำเลยที่ ๑ นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ ๑ จะต้องสร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ ๑ เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๕ (๑) หากจำเลยที่ ๑ กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา ๒๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เมื่อพิจารณาหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ. ๓๐ แล้ว จะเห็นได้ว่า ในหัวข้อความหมายของการประเมินผล ขั้นตอนในการประเมินผลการฝึกอบรม รูปแบบของรายงาน แนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์โครงการฝึกอบรม การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมินผล และการวางแผนการประเมินผล มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ ๓๐ หน้า จากจำนวนประมาณ ๑๕๐ หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ ๑ กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในการเผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชน เพราะตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ ๑ ก็ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียนตามเอกสารหมาย จ. ๔๖ แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนมหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานราชการ จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ โดยมีคณะกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์พิจารณาในขั้นต้น และมีบรรณาธิการตรวจคุณภาพ ในการจัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ ๑ ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงย่อมจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนการจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระยะต่อมานั้น หลังจากโจทก์ร้องเรียนการกระทำของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ แล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือ ๒ เล่มที่โจทก์เขียน อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงาน ก.พ. ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงขอให้มหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีหนังสือตอบข้อหารือว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ หรือในการจ้าง หรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของหน่วยงานของรัฐ ลิขสิทธิ์ย่อมตกเป็นของหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๔ ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับมหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ ก็ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาการร้องเรียนให้โจทก์ทราบว่า มหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ ได้หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เห็นว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นการเรียบเรียงหนังสือเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน ไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือหากำไรเป็นส่วนตัว จึงยังไม่สมควรดำเนินการทางวินัย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมา และจำเลยที่ ๑ จะกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในหนังสือ ๒ เล่มของโจทก์ดังกล่าวหรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่มีเหตุผลอันควรโต้แย้งและแต่ละฝ่ายอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ มหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาข้อยุติของปัญหานี้อย่างเต็มที่แล้ว หาได้นิ่งเฉยต่อปัญหาดังกล่าวไม่ ทั้งมหาวิทยาลัยจำเลยที่ ๒ ก็ได้จัดจำหน่ายหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยเปิดเผย หาได้ปิดบังซ่อนเร้นแต่ประการใดไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๒ รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" จำเลยที่ ๑ เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจัดจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้า อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (๑) และ (๒) อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาประการต่อมาที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่นั้น ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๓ ประการ คือ (๑) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา ๓๒ วรรคสอง และมาตรา ๓๓ บัญญัติไว้ (๒) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (๓) การกระทำนั้น ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้จำเลยที่ ๑ เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ ๑ ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษาโดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง (๑) และ (๗) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ ๑ ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนการคัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอน ตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ จะคัด ลอก หรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ ๓๐ หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ ๑๕๐ หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตาม แต่ปรากฏว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมากจึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร

สำหรับปัญหาการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น ได้ความว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ ๑ เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาดกว้างประมาณ ๑๐ นิ้วครึ่ง ยาว ๗ นิ้ว อันจัดอยู่ในหนังสือประเภทขนาด ๘ หน้ายก ซึ่งจำเลยที่ ๑ สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ ๑ นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ ๑ ดังที่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม ๒๖ รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่ม ในกรณีเช่นนี้ ผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ ๑ คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เข้าหลักเกณฑ์ประการแรกของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ส่วนปัญหาหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สองประการหลังนั้น ปรากฏว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" มีการจัดพิมพ์จำหน่ายที่ร้านขายหนังสือด้วย โดยจำเลยที่ ๑ ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ ๓๐ หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ ๑๕๐ หน้า ทั้งภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ ก็มิได้ดำเนินการให้ระงับการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ ๑ จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของของจำเลยที่ ๑ เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๒ วรรคสอง (๑) และ (๗) และมาตรา ๓๓ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 14 ม. 15 ม. 27 ม. 31 ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญหรือปาน สวัสดิ์สาลี
จำเลย — นายพัฒนา สุขประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1907/2546
#50825
เปิดฉบับเต็ม

คดีแรกโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้พักงานโจทก์และขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในขณะที่โจทก์ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นครั้งที่สองโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งโดยมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการที่ถูกจำเลยเลิกจ้างและเรียกร้องในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ ก็เป็นการเรียกร้องที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ครั้งแรก แม้คดีทั้งสองจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับมูลคดีที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อนทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นมูลคดีที่มิได้เกิดขึ้นในคราวเดียวกันและประเด็นข้อพิพาทก็แตกต่างกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเกี่ยวกับเงินทดรองโดยโจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ได้ยืมเงินทดรองจากจำเลยแล้วนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่มีเจตนาจะส่งคืนเงินทดรองดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และการค้างชำระเงินทดรองดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงการที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ค้างชำระเงินทดรองดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119

โจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลย ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินทดรองดังกล่าว และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์ก็เพิกเฉยไม่คืนเงินทดรองดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้ง ๆ ที่จำเลยก็ได้จ่ายเงินค่าเสียหายในระหว่างที่มีคำสั่งพักงานโจทก์ให้แก่โจทก์ไปแล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการที่โจทก์ไม่คืนเงินทดรองให้แก่จำเลยดังกล่าวก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องเงินทดรองอันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 287,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและจ่ายค่าเสียหาย1,464,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 246,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,060 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (17 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ 5953 - 5954/2539 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ 5953 - 5954/2539 จะมีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 82/2538 ที่ให้พนักงานโจทก์และขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทั้งนี้เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในขณะที่โจทก์ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 21/2541 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ส่วนฟ้องโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 5953 - 5954/2539 นั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 ในคดีดังกล่าวจะฟ้องจำเลยโดยมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการที่ถูกจำเลยเลิกจ้างและเรียกร้องในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นการเรียกร้องที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ครั้งแรกเมื่อวันที่1 กันยายน 2538 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 109/2538 ฉะนั้น มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับมูลคดีที่โจทก์ฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ 5953 - 5954/2539 ของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นมูลคดีที่มิได้เกิดขึ้นในคราวเดียวกันและประเด็นข้อพิพาทก็แตกต่างกันอีกด้วย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ สำหรับค่าชดเชยนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของจำเลยเกี่ยวกับเงินทดรองโดยโจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยเป็นเงิน 62,260 บาท ตามที่ศาลแรงงานกลางได้พิพากษาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 9201/2539 ก็ตาม แต่การที่โจทก์เพียงแต่ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ยืมเงินทดรองจากจำเลยแล้วนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่มีเจตนาจะส่งคืนเงินทดรองดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และกรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และการค้างชำระเงินทดรองดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ค้างชำระเงินทดรองดังกล่าวไม่เป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยเป็นเงิน 62,260 บาท อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเรื่องเงินทดรอง จำเลยทวงถามแล้วโจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงต้องฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินทดรองดังกล่าว และแม้ว่าศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินทดรองดังกล่าวแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ก็ยังคงเพิกเฉยไม่คืนเงินทดรองดังกล่าวให้แก่จำเลย ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็ได้จ่ายเงินค่าเสียหายในระหว่างที่มีคำสั่งพักงานโจทก์ให้แก่โจทก์ไปแล้ว และแม้จำเลยจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานและมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกันก็เป็นเพียงวิธีการที่จำเลยจำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5953 - 5954/2539 ของศาลแรงงานกลาง ที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อนเท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการที่โจทก์ไม่คืนเงินทดรองให้แก่จำเลยดังกล่าวก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องเงินทดรอง อันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ฉะนั้นจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพันธ์ สุวรรณวัฒนะ
จำเลย — ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1907/2546
#51014
เปิดฉบับเต็ม

คดีแรกโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้พักงานโจทก์และขอให้จ่ายค่าจ้างซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในขณะที่โจทก์ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นครั้งที่สองโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งโดยมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการที่ถูกจำเลยเลิกจ้างและเรียกร้องในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ ก็เป็นการเรียกร้องที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ครั้งแรกแม้คดีทั้งสองจะถึงที่สุดแล้ว แต่ทั้งสองคดีมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในคราวเดียวกันและประเด็นข้อพิพาทก็แตกต่างกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเกี่ยวกับเงินทดรองโดยโจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยแต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ได้ยืมเงินทดรองจากจำเลยแล้วนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่มีเจตนาจะส่งคืน จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและการค้าชำระเงินทดรองยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

โจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลย ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินทดรองและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์ก็เพิกเฉยไม่คืนเงินทดรองให้แก่จำเลยทั้ง ๆ ที่จำเลยได้จ่ายเงินค่าเสียหายในระหว่างที่มีคำสั่งพักงานโจทก์ให้แก่โจทก์ไปแล้ว และแม้จำเลยจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานและมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกันก็เป็นเพียงวิธีการที่จำเลยจำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อนเท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการที่โจทก์ไม่คืนเงินทดรองให้แก่จำเลยก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องเงินทดรองอันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2537 ตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,060 บาท เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2538 จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ และต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2538จำเลยมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้างโดยให้นับอายุการทำงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยถูกเลิกจ้าง ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2541 จำเลยมีคำสั่งที่ 20/2541 เรื่องยกเลิกคำสั่งและรับพนักงานกลับเข้าทำงานรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และในวันเดียวกันจำเลยมีคำสั่งที่ 21/2541 เรื่องเลิกจ้างพนักงานเลิกจ้างโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชยและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 246,360 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,060 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 1,464,180 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน287,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและจ่ายค่าเสียหาย 1,464,180บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่โจทก์จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีคำสั่งพักงานโจทก์ตามคำสั่งที่ 82/2538 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2538 และสอบสวนทางวินัย ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าโจทก์ทำผิดจริงจำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานตามคำสั่งที่ 109/2538 ลงวันที่ 1 กันยายน 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและให้รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ระหว่างคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินทดรองที่โจทก์ยืมจำเลยไปในระหว่างปฏิบัติหน้าที่คืนจากโจทก์ ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์คืนเงินทดรองแก่จำเลย จำเลยทวงถามหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ยินยอมชำระหนี้ต่อมาในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่งที่ 82/2538 และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้างโดยให้นับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยถูกเลิกจ้าง คำขออื่นให้ยกวันที่ 25 มีนาคม 2541 จำเลยจึงมีคำสั่งที่ 20/2541 ให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานแต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับเรื่องเงินทดรองโดยไม่นำเงินที่เหลือมาคืนภายใน 7 วัน นับแต่วันยืม หรือนำหลักฐานการจ่ายเงินมาหักทอนบัญชี เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย จงใจทุจริตต่อหน้าที่ หากให้ปฏิบัติงานต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตามคำสั่งที่ 21/2541หลังจากโจทก์ทราบคำสั่งที่ 20/2541 และคำสั่งที่ 21/2541 ของจำเลยแล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 18747/2541 ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 82/2538 และให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน2538 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นเงิน 1,368,666 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 ให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ และจำเลยได้ชำระเงินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว การที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เนื่องจากโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน พฤติการณ์ตามฟ้องในคดีนี้ทั้งหมดตั้งแต่คำสั่งที่ 20/2541 และคำสั่งที่ 21/2541 มีผลใช้บังคับและโจทก์ทราบคำสั่งแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องมาให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกันแต่มาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำ นอกจากนี้โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วโดยคดีดังกล่าวโจทก์ขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้างโดยให้นับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยถูกเลิกจ้าง คำขออื่นให้ยก เท่ากับศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องในประเด็นดังกล่าวที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ทั้งหมดซึ่งเป็นประเด็นเดียวกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากจำเลยได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามกฎหมายหลายครั้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 246,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,060 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (17 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำแถลงของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2537 ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,060บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2538 จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ ตามคำสั่งที่ 82/2538 เอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตามคำสั่งที่ 109/2538 เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยข้อหาเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4621/2539 ตามเอกสารหมาย จ.3 ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 ตามเอกสารหมาย จ.4 คดีถึงที่สุดโดยศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง โดยให้นับอายุการทำงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยถูกเลิกจ้าง ครั้นวันที่ 25 มีนาคม2541 จำเลยมีคำสั่งที่ 20/2541 ให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเอกสารหมาย จ.6 ในวันเดียวกันได้มีคำสั่งที่ 21/2541 ให้เลิกจ้างโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.7 โจทก์เคยทวงถามให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างถูกสั่งพักงาน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อเรียกค่าจ้างระหว่างถูกสั่งพักงานเป็นคดีหมายเลขดำที่ 18747/2541ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 ตามเอกสารหมาย จ.8 และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามเอกสารหมาย จ.9 นอกจากนี้จำเลยเคยฟ้องโจทก์ข้อหาผิดสัญญากู้ยืมเงินทดรองต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4790/2539 ตามเอกสารหมาย จ.10 ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9201/2539 ให้โจทก์คืนเงินทดรองให้แก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.11 คดีถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์ จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.12

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 จะมีโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542 เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 82/2538 ที่ให้พักงานโจทก์และขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน2538 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทั้งนี้เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในขณะที่โจทก์ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 21/2541 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมส่วนฟ้องโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 นั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1ในคดีดังกล่าวจะฟ้องจำเลยโดยมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการที่ถูกจำเลยเลิกจ้างและเรียกร้องในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นการเรียกร้องที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 109/2538 ฉะนั้น มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับมูลคดีที่โจทก์ฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 16148/2542และคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 ของศาลแรงงานกลางจึงเป็นมูลคดีที่มิได้เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน และประเด็นข้อพิพาทก็แตกต่างกันอีกด้วย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่สำหรับค่าชดเชยนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเกี่ยวกับเงินทดรองโดยโจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยเป็นเงิน 62,260 บาท ตามที่ศาลแรงงานกลางได้พิพากษาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 9201/2539 ก็ตาม แต่การที่โจทก์เพียงแต่ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ยืมเงินทดรองจากจำเลยแล้วนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่มีเจตนาจะส่งคืนเงินทดรองดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ และกรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และการค้าชำระเงินทดรองดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ค้างชำระเงินทดรองดังกล่าวไม่เป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลส่วนเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ค้างชำระเงินทดรองแก่จำเลยเป็นเงิน 62,260 บาทอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเรื่องเงินทดรอง จำเลยทวงถามแล้วโจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงต้องฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินทดรองดังกล่าว และแม้ว่าศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินทดรองดังกล่าวแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ก็ยังคงเพิกเฉยไม่คืนเงินทดรองดังกล่าวให้แก่จำเลย ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็ได้จ่ายเงินค่าเสียหายในระหว่างที่มีคำสั่งพักงานโจทก์ให้แก่โจทก์ไปแล้ว และแม้จำเลยจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานและมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกันก็เป็นเพียงวิธีการที่จำเลยจำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5953-5954/2539 ของศาลแรงงานกลาง ที่ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อนเท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการที่โจทก์ไม่คืนเงินทดรองให้แก่จำเลยดังกล่าวก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในเรื่องเงินทดรอง อันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ฉะนั้นจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพันธ์ สุวรรณวัฒนะ
จำเลย — ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2546
#50772
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำบันไดวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายเปิดประตูออกมา จำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหายและกระทำอนาจารปลุกปล้ำผู้เสียหายที่บริเวณสนามหญ้าข้างหน้าบ้านพักผู้เสียหาย แม้สนามหญ้ากับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักแต่ก็อยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขและกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ มีอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียน และกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 20 จำนวน 1 นัด โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าบ้านพักอันเป็นเคหสถานซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของนางสาวกัลยา สามารถ ผู้เสียหาย แล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำกดผู้เสียหายให้นอนลง แล้วนอนทับกอดจูบและลูบคลำร่างกาย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 378, 362, 364, 365, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 362 ประกอบด้วยมาตรา 365(3), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานกระทำอนาจาร คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและข้อนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษสำหรับความผิดทั้งสองดังกล่าวให้กึ่งหนึ่งฐานกระทำอนาจาร คงจำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนคงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไม่สมควรพิพากษาลงโทษได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 74(1)ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ในความผิดฐานกระทำอนาจารจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืน แล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาบุกรุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณโรงเรียนคลองตาหมื่น ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมดื่มสุราและรับประทานอาหารกับนายวิเชียร อุ่นชัย ที่บ้านพักครูในบริเวณโรงเรียนดังกล่าวใกล้กับบ้านพักนางสาวกัลยา สามารถ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นครูอยู่ในโรงเรียนเดียวกันกับนายวิเชียร จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แยกตัวไปที่บ้านพักของผู้เสียหาย...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนหรือไม่นั้น เห็นว่า คำว่า "เคหสถาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(4) บัญญัติความหมายของคำว่าเคหสถานไว้ว่า"...ให้หมายความรวมถึงบริเวณที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม"เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำบันไดเหล็กแบบพับขาไปกางตั้งวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูออกมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหายและกระทำอนาจารกอดจูบปลุกปล้ำผู้เสียหายที่บริเวณสนามหญ้าข้างหน้าบ้านพักผู้เสียหายตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดหลังสวน) แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสนามหญ้านั้นอยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขและกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ข้อหานี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 1บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นการกระทำต่อเนื่องกันยังไม่ขาดตอนเจตนาของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อกระทำอนาจารเท่านั้น จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278 มาตรา 365(1)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 278 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 1 (4) ม. 278 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย ชลิต สุขนิล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2546
#50773
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้เสียหายไม่ได้กล่าวหาและเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ตั้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อหานี้หลังจากเกิดเหตุแล้วหลายเดือน แต่ไม่ได้สอบปากคำผู้เสียหายหรือตรวจยึดได้อาวุธปืนของกลางแต่อย่างใดคงมีเพียงกระสุนปืนที่ผู้เสียหายนำมามอบให้หลังเกิดเหตุแล้วหลายวัน ซึ่งตามบัญชีของกลางกลับระบุว่ากระสุนปืนดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำมามอบให้ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุอันแตกต่างจากที่ผู้เสียหายเบิกความไว้ ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสองมีและพาอาวุธปืนมายังที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ที่ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเมื่อเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213ประกอบด้วยมาตรา 225

จำเลยที่ 1 นำบันไดเหล็กแบบพับขาไปกางตั้งวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูออกมา จำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหายและกระทำอนาจารปลุกปล้ำผู้เสียหายที่บริเวณสนามหญ้าข้างหน้าบ้านพักผู้เสียหาย แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายอันเป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ มีอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียน และกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 20 จำนวน 1 นัด โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถาน ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของนางสาว ก. ผู้เสียหาย แล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำกดผู้เสียหายให้นอนลง แล้วนอนทับกอดจูบและลูบคลำร่างกาย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดกระสุนปืนลูกซองดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 278, 362, 364, 365, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 362 ประกอบด้วยมาตรา 365(3), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานกระทำอนาจาร คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและข้อนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้กึ่งหนึ่งฐานกระทำอนาจาร คงจำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไม่สมควรพิพากษาลงโทษ ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 74(1)ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ในความผิดฐานกระทำอนาจารจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือนสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 16 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาบุกรุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณโรงเรียนคลองตาหมื่น ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมดื่มสุราและรับประทานอาหารกับนายวิเชียร อุ่นชัย ที่บ้านพักครูในบริเวณโรงเรียนดังกล่าวใกล้กับบ้านพักนางสาว ก. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นครูอยู่ในโรงเรียนเดียวกันกับนายวิเชียร จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แยกตัวไปที่บ้านพักของผู้เสียหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เดินมาที่บ้านพักของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้ปีนบันไดเหล็กพับขาขึ้นมาเรียกผู้เสียหายที่หน้าต่างบ้านพัก ผู้เสียหายบอกให้จำเลยที่ 1 ลงมาข้างล่าง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงมาผู้เสียหายรู้สึกกลัวจึงลงมาเปิดประตูบ้านแล้วเดินออกมาตรงหน้าประตูบ้านพร้อมกับสอบถามจำเลยที่ 1 ว่า เหตุใดจึงมาปีนบ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 บอกว่านายวิเชียรท้าว่าจำเลยที่ 1 ไม่กล้าปีนบ้านผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกจำเลยที่ 1 ว่า หากตนมีอาวุธปืนจะยิงจำเลยที่ 1 ที่มาปีนบ้านตนจำเลยที่ 1 ก็บอกว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเรียกจำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนมาให้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไปนำอาวุธปืนมามอบให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ถอดกระสุนปืน 1 นัดออกจากลำกล้องส่งให้ผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้ามากอดผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายขัดขืนจำเลยที่ 1 จึงอุ้มพาไปกอดจูบปลุกปล้ำที่สนามวอลเลย์บอลภายในโรงเรียนเห็นว่า ในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว โดยที่คำเบิกความของผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองยันกันอยู่ จึงต้องอาศัยพยานแวดล้อมมาฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหาย ซึ่งจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจพิทยา พลอยแหวน ผู้จับกุมจำเลยที่ 1 และพันตำรวจโทโกมล มหิตพงษ์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2537ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกจำเลยที่ 1 บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและกระทำอนาจาร พันตำรวจโทโกมลจึงให้จ่าสิบตำรวจพิทยาไปเชิญตัวจำเลยที่ 1 มาที่สถานีตำรวจโดยพันตำรวจโทโกมลแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามบันทึกการจับหรือค้นเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.5 (ศาลจังหวัดหลังสวน) จะเห็นได้ว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้เสียหายไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ตั้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสอง โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อหานี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 หลังจากเกิดเหตุแล้วหลายเดือน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายหรือตรวจยึดได้อาวุธปืนของกลางแต่อย่างใดคงมีเพียงกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 20 ที่ผู้เสียหายนำมามอบให้พนักงานสอบสวนหลังจากเกิดเหตุแล้วหลายวัน ซึ่งตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลจังหวัดชลบุรี)กลับระบุว่า กระสุนปืนของกลางดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้นำมามอบให้ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุซึ่งแตกต่างไปจากที่ผู้เสียหายเบิกความไว้ ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสองมีและพาอาวุธปืนมายังที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อน่าสงสัยเช่นนี้ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลฎีกายกฟ้องในการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจารหรือไม่ ฟังว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนหรือไม่นั้น เห็นว่า คำว่า "เคหสถาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(4) บัญญัติความหมายของคำว่าเคหสถานไว้ว่า"...ให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม"เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำบันไดเหล็กแบบพับขาไปกางตั้งวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูบ้านออกมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหายและกระทำอนาจารกอดจูบปลุกปล้ำผู้เสียหายที่บริเวณสนามหญ้าข้างหน้าบ้านพักผู้เสียหายตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดหลังสวน)แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสนามหญ้านั้นอยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ข้อหานี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นการกระทำต่อเนื่องกันยังไม่ขาดตอน เจตนาของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อกระทำอนาจารเท่านั้น จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278มาตรา 365(1)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 278 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (4) ม. 90 ม. 278 ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225 ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย ชลิต สุขนิล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2546
#50319
เปิดฉบับเต็ม

การปลอมเอกสารไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงก็เป็นเอกสารปลอมได้ จำเลยที่ 2 กับพวกหลอกลวง ต. ว่า จำเลยที่ 2 คือ ย. เจ้าของรถยนต์บรรทุกมีความประสงค์จะขายรถยนต์คันดังกล่าว ต. ตกลงรับซื้อไว้และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กัน โดยพวกของจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ย. ในช่องผู้ขายในสัญญาดังกล่าว มอบให้ ต. ยึดถือไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจาก ต. และไม่ให้ ต. ใช้สัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน ทำให้ ต. ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 กับพวก จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยที่ 2 กับพวกได้มอบหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นให้ ต. ยึดถือไว้ จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย

ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยจำเลยที่ 2กับพวกเป็นผู้ปลอมเอกสารเอง ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวและความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,264, 265, 268, 341, 342(1) ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่สมุดบัญชีเงินฝากและใบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของกลางคืนให้เจ้าของ และให้นับโทษจำเลยทั้งสามในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยทั้งสามในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5411/2541 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 12,500 บาท คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ และศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268, 342(1), 83, 91 ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม 2 กระทงกระทงละ 3 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นจำคุก 3 ปี เรียงกระทงลงโทษรวมจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้นับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5411/2541 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินจำนวน 12,500 บาท คืนผู้เสียหายทั้งสอง ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่สมุดบัญชีเงินฝากและใบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวก เป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามที่โจทก์ฟ้องด้วยหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ ฉบับลงวันที่26 สิงหาคม 2541 ระหว่างนายยืนยง คงสักบัน ผู้ขาย กับนางเตือนใจ คูหาเหมรัตน์ผู้ซื้อ โดยจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลเดียวกับนายยืนยง ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ภ - 7874 นครราชสีมาและตกลงขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นางเตือนใจ ซึ่งความจริงแล้ว จำเลยที่ 2 กับนายยืนยงเป็นบุคคลคนละคนกัน เห็นว่าการปลอมเอกสารไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงก็เป็นเอกสารปลอมได้ จำเลยที่ 2 กับพวกหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ 2 คือนายยืนยงเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันนั้น โดยพวกของจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อนายยืนยง คงสักบัน ในช่องผู้ขายในสัญญาดังกล่าวมอบให้นางเตือนใจยึดถือไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากนางเตือนใจ และไม่ให้นางเตือนใจใช้สัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน ทำให้นางเตือนใจได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 กับพวก จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยที่ 2 กับพวกได้มอบหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นให้นางเตือนใจยึดถือไว้ จำเลยที่ 2 กับพวก จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นโดยความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้ปลอมเอกสารเองต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ได้แก่ ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะข้อหาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง รวมทั้งปรับบทลงโทษในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการเสียให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการ และมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารเองจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง รม 2 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี และมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิกับร่วมกันใช้เอกสารสิทธิดังกล่าว และความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 และ 342(1) ความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิกับร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้ปลอมเอกสารเอง ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 และมาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268 ม. 342
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย สุเทพหรือย้ง แซ่กังหรือกุลดิลกเลิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2546
#50317
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัยข้อตกลงดังกล่าวนั้นเอง แต่สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ ส่วนสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นหนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนเท่านั้นหาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดิน

ข้อเท็จจริงที่ว่าจะมีการนำโฉนดที่ดินที่มอบให้ผู้ร้องยึดถือไปจำนองเป็นประกันการกู้เงินตามหนังสือสัญญากู้นั้นด้วย เป็นข้ออ้างว่าผู้ร้องมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยโฉนดที่ดิน ซึ่งจะทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงตามกฎหมาย ที่จะสนับสนุนว่าผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วง ผู้ร้องต้องอ้างมาในคำร้องด้วย จะนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องหาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นเพียงรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่กล่าวมาในคำร้องของผู้ร้องแม้จะเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยก็ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดิน 1877 และส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1877 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องขอให้หมายเรียกให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 1877 เพื่อบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 1877 มอบให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมเงินผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้กู้ยืมให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งเรียกพยานเอกสารและให้ผู้ร้องยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของผู้ร้องไม่ใช่สิทธิยึดหน่วงตามกฎหมาย ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาทหรือไม่ เห็นว่าผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินก็โดยจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายคำร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัยข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวนั้นเอง แต่สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ ส่วนสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น หนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนเท่านั้น หาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาท ที่ผู้ร้องฎีกาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าจำเลยจะนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนจำนอง จำเลยจึงได้มอบโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องยึดถือไว้ก่อน เป็นเพียงรายละเอียดที่ทำให้เห็นถึงการได้มาซึ่งสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินตามคำร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ร้องสามารถจะให้การในชั้นไต่สวนคำร้องได้ ทั้งรายละเอียดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่มขึ้นมาว่าจะมีการนำโฉนดที่ดินที่มอบให้ผู้ร้องยึดถือไปจำนองเป็นประกันการกู้เงินตามหนังสือสัญญากู้นั้นด้วย อันเป็นข้ออ้างว่าผู้ร้องมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงตามกฎหมายข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้ออ้างที่สนับสนุนว่าผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วง ผู้ร้องต้องอ้างมาในคำร้องด้วย จะนำสืบในไต่สวนคำร้องหาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นเพียงรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่กล่าวมาในคำร้องของผู้ร้องแม้จะเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยก็ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว และผู้ที่ร้องฎีกาอีกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3483/2535 นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้คืน จำเลยให้การว่าโจทก์มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยนำไปจำนองค้ำประกันหนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่ามอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ไปจำนองค้ำประกันหนี้นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่อ้างมาในคำให้การ เป็นประเด็นในคดี และรับฟังได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากจำเลยในคดีดังกล่าวได้ ต่างกับคดีนี้ที่ข้อเท็จจริงว่าจำเลยมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องนำไปจำนองมิได้อ้างมาในคำร้อง ไม่เป็นประเด็นในคดีเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นและรับฟังไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุบิน เมืองโคตร
ผู้ร้อง — นาย ศักดา สุกฤตานนท์
จำเลย — นาง แววตา บางทราย
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2546
#50318
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินเพราะจำเลยมอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืน แต่เป็นเพียงบุคคลสิทธิที่บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ กรณีมิใช่สิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 เพราะหนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระคืนเท่านั้นหาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวได้

การที่ผู้ร้องอ้างว่า จำเลยนำโฉนดที่ดินมาจำนองเป็นประกันเงินกู้แต่ยังมิได้จดทะเบียนจำนอง โดยจำเลยมอบโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องยึดถือไว้ก่อนเพื่อให้เห็นว่าตนมีสิทธิยึดหน่วงในโฉนดที่ดินนั้น ผู้ร้องต้องอ้างมาในคำร้องด้วย จะนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องหาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นเพียงรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่กล่าวมาในคำร้องของผู้ร้อง และแม้จะเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยแต่เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1877 ตำบลหว้านใหญ่ กิ่งอำเภอหว้านใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอหว้านใหญ่)จังหวัดมุกดาหาร และส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1877 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องขอให้หมายเรียกให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 1877 เพื่อบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 1877 มอบให้ผู้ร้องยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมเงินผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้กู้ยืมให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งเรียกพยานเอกสารและให้ผู้ร้องยึดหน่วงโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของผู้ร้องไม่ใช่สิทธิยึดหน่วงตามกฎหมาย ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินก็โดยจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายคำร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัยข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวนั้นเอง แต่สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ ส่วนสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น หนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนเท่านั้นหาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาท ที่ผู้ร้องฎีกาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าจำเลยจะนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนจำนอง จำเลยจึงได้มอบโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องยึดถือไว้ก่อนเป็นเพียงรายละเอียดที่ทำให้เห็นถึงการได้มาซึ่งสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินตามคำร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ร้องสามารถจะให้การในชั้นไต่สวนคำร้องได้ ทั้งรายละเอียดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่มขึ้นมาว่าจะมีการนำโฉนดที่ดินที่มอบให้ผู้ร้องยึดถือไปจำนองเป็นประกันการกู้เงินตามหนังสือสัญญากู้นั้นด้วย อันเป็นข้ออ้างว่าผู้ร้องมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วง ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้ออ้างที่สนับสนุนว่าผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วง ผู้ร้องต้องอ้างมาในคำร้องด้วย จะนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องหาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นเพียงรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่กล่าวมาในคำร้องของผู้ร้องแม้จะเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยก็ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว และที่ผู้ร้องฎีกาอีกว่าผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3483/2535 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้คืนจำเลยให้การว่าโจทก์มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยนำไปจำนองค้ำประกันหนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่ามอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ไปจำนองค้ำประกันหนี้นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่อ้างมาในคำให้การ เป็นประเด็นในคดีและรับฟังได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากจำเลยในคดีดังกล่าวได้ต่างกับคดีนี้ที่ข้อเท็จจริงว่าจำเลยมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องนำไปจำนองนั้นมิได้อ้างมาในคำร้อง ไม่เป็นประเด็นในคดี เป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นและรับฟังไม่ได้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 653 ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุบิน เมืองโคตร
ผู้ร้อง — นาย ศักดา สุกฤตานนท์
จำเลย — นาง แววตา บางทราย
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ