คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 974/2546
#50286
เปิดฉบับเต็ม

ธ. ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้ตามกำหนด ถ้าผิดนัดยินยอมชดใช้เงิน 120,000 บาท การที่ ธ. ไม่ส่งตัวผู้ต้องหาในวันที่ 17 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่กำหนด จึงเป็นการผิดนัดตามสัญญาประกันอันจะต้องเสียค่าปรับนับแต่วันนั้น แต่จำเลยจะผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ก็ต่อเมื่อโจทก์กำหนดค่าปรับและแจ้งให้ ธ. ทราบแล้วไม่ชำระตามมาตรา 204 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ ธ. นำเงินมาชำระในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 เมื่อ ธ. ไม่ชำระจึงเป็นการผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 120,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน จำเลยที่ 1เป็นภริยาพันโทธวัชชัย จงสมชัย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรพันโทธวัชชัย เมื่อวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2542 พันโทธวัชชัยทำสัญญาประกันตัวนางสาวสายพิณ อักษรวงศ์ ผู้ต้องหาต่อโจทก์โดยตกลงว่าหากผิดสัญญาไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาได้ตามกำหนดนัด ยินยอมชดใช้เงินจำนวน 120,000 บาท เป็นค่าปรับฐานผิดสัญญาและเพื่อเป็นหลักประกันพันโทธวัชชัยใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนเองเป็นหลักฐานประกันตัวผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาต้องเสียค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไม่ชำระค่าปรับให้แก่โจทก์จนถึงวันชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 228 วัน เป็นเงิน 23,620.20 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องชำระให้แก่โจทก์ 143,620.20 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1มิถุนายน 2543 พันโทธวัชชัยถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกของพันโทธวัชชัย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 143,620.20บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ความว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542พันโทธวัชชัย จงสมชัย ทำสัญญาประกันตัวนางสาวสายพิณ อักษรวงศ์ ผู้ต้องหาคดีอาญาต่อโจทก์ โดยตกลงว่าหากผิดสัญญายอมใช้เงิน 120,000 บาท และใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนเองเป็นหลักฐานในการประกันตัวผู้ต้องหาตามเอกสารหมาย จ.7ถึง จ.9 ต่อมาพันโทธวัชชัยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ในวันที่ 17 เมษายน2542 ตามนัดโจทก์มีหนังสือทวงถามให้พันโทธวัชชัยนำเงินจำนวน 120,000 บาทมาชำระในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.11 แต่พันโทธวัชชัยเพิกเฉยครั้นวันที่ 1 มิถุนายน 2543 พันโทธวัชชัยถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจวาย ตามมรณบัตรเอกสารหมาย จ.12 จำเลยที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของพันโทธวัชชัย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรพันโทธวัชชัย ตามหนังสือและสำเนาคำสั่งศาลจังหวัดสระบุรีสำเนาทะเบียนสมรส และสำเนาทะเบียนราษฎร เอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.20 และ จ.2ถึง จ.5 จำเลยทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้รับมรดกของพันโทธวัชชัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 120,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2542 อันเป็นวันที่พันโทธวัชชัยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.9 พันโทธวัชชัยตกลงกับโจทก์ว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนด ถ้าผิดนัดยินยอมชดใช้เงิน 120,000 บาท การที่พันโทธวัชชัยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาในวันที่ 17 เมษายน 2542 พันตำรวจโทธวัชชัยจึงเป็นการผิดนัดตามสัญญาประกันอันจะต้องเสียค่าปรับนับแต่วันนั้น แต่จำเลยจะผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ก็ต่อเมื่อโจทก์กำหนดค่าปรับและแจ้งให้พันตำรวจโทธวัชชัยทราบแล้วไม่ชำระตามมาตรา 204 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้พันโทธวัชชัยนำเงิน 120,000 บาท มาชำระในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.11 แต่พันโทธวัชชัยเพิกเฉย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้กำหนดค่าปรับอันเป็นหนี้เงินและแจ้งให้พันตำรวจโทธวัชชัยทราบแล้วไม่ชำระ เมื่อพันโทธวัชชัยไม่ชำระเงินค่าปรับซึ่งเป็นหนี้เงินแล้ว จึงเป็นการผิดนัดก็ต้องรับผิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 120,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2542 อันเป็นวันที่พันโทธวัชชัยผิดนัดไม่นำเงินค่าปรับมาชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน21,895.89 บาท และดอกเบี้ยที่โจทก์ขอจากค่าปรับตามสัญญาประกันในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงิน 120,000 บาท นั้นหาใช่เป็นเบี้ยปรับซ้ำซ้อนกับค่าปรับดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยก่อนฟ้องจำนวนเงิน21,895.89 บาท แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน
จำเลย — นาง วิสัย จงสมชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 974/2546
#110870
เปิดฉบับเต็ม

ธ. ทำสัญญาขอปล่อยชั่วคราว ส. ผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนกับโจทก์ ในวงเงิน 120,000 บาท เมื่อถึงกำหนด นัดส่งตัว ส. ในวันที่ 17 เมษายน 2542 ธ. ไม่นำตัว ส. มาส่งโจทก์จึงเป็นการผิดนัดตามสัญญาประกันอันจะต้องเสียค่าปรับนับแต่วันนั้น แต่จำเลยจะผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ก็ต่อเมื่อโจทก์กำหนดค่าปรับและแจ้งให้ ธ. ทราบแล้วไม่ชำระ ตามมาตรา 204 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ ธ. นำเงิน 120,000 บาท มาชำระในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ธ. เพิกเฉย ธ. จึงต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 143,620.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 120,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2542 อันเป็นวันที่ ธ. ผิดนัดไม่ส่งตัว ส. ผู้ต้องหาแก่โจทก์ หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา ธ. ตกลงกับโจทก์ว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนด ถ้าผิดนัดยินยอมชดใช้เงิน 120,000 บาท การที่ ธ. ไม่ส่งตัวผู้ต้องหาในวันที่ 17 เมษายน 2542 จึงเป็นการผิดนัดตามสัญญาประกันอันจะต้องเสียค่าปรับนับแต่วันนั้น แต่จำเลยจะผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ก็ต่อเมื่อโจทก์กำหนดค่าปรับและแจ้งให้ ธ. ทราบแล้วไม่ชำระตามมาตรา 204 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ ธ. นำเงิน 120,000 บาท มาชำระในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 แต่ ธ. เพิกเฉย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้กำหนด ค่าปรับอันเป็นหนี้เงินและแจ้งให้ ธ. ทราบแล้วไม่ชำระ เมื่อ ธ. ไม่ชำระเงินค่าปรับซึ่งเป็นหนี้เงินแล้ว จึงเป็นการผิดนัดก็ต้องรับผิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 120,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2542 อันเป็นวันที่ ธ. ผิดนัดไม่นำเงินค่าปรับมาชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 21,895.89 บาท และดอกเบี้ยที่โจทก์ขอจากค่าปรับตามสัญญาประกันในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 120,000 บาท นั้นหาใช่เบี้ยปรับซ้ำซ้อนกับค่าปรับดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยก่อนฟ้องจำนวนเงิน 21,895.89 บาท แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน
จำเลย — นางวิลัย จงสมชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุภาพร รจนากิจ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 953/2546
#51045
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ใบเบิกปลอมเป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของกรมตำรวจโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป เป็นฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ละเมิด และมูลหนี้ละเมิดนั้นเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ใบเบิกเป็นเพียงเอกสารราชการ มิใช่เอกสารสิทธิโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบ มาตรา 265 คือ จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี ซึ่งมีกำหนดอายุความทางอาญาเพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(3) มิใช่ 20 ปี จึงไม่เป็นกรณีที่กำหนดอายุความอาญายาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง

เหตุละเมิดเกิดจากสายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายไปหากไม่สูญหายย่อมไม่มีเหตุละเมิดต่อโจทก์ที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องร้อง ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมหมายถึงวันที่ทรัพย์สูญหาย มิใช่วันที่มีการทำใบเบิกปลอมหรือวันที่ตรวจพบว่ามีการสูญหาย เพราะอาจมีการสูญหายก่อนหน้านั้นนานเพียงใดก็ได้

การที่สายสูบน้ำดับเพลิง 736 เส้น ของกรมตำรวจโจทก์ไปอยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงต่าง ๆ ต้องถือว่าสายสูบน้ำดับเพลิงจำนวนนี้มิได้สูญหาย เนื่องจากสถานีตำรวจดับเพลิงเหล่านั้นคือหน่วยงานในสังกัดของโจทก์เท่ากับว่าสายสูบน้ำดับเพลิงยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์นั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า กองบังคับการตำรวจดับเพลิงเป็นส่วนราชการของโจทก์ เป็นหน่วยงานระดับกองซึ่งมีพัสดุไว้จ่าย มีผู้บังคับการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 เป็นข้าราชการตำรวจสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบในการลงบัญชีหรือทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุ เก็บรักษาพัสดุให้ครบถ้วนถูกต้องตรงตามบัญชีหรือทะเบียน รวมทั้งเบิกจ่ายพัสดุตามใบเบิกแล้วลงบัญชีหรือทะเบียนทุกครั้งที่มีการจ่ายและเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ระหว่างวันที่ 25พฤศจิกายน 2520 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2530 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 1กองบังคับการตำรวจดับเพลิงติดต่อกัน เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ระหว่างปี 2519 ถึงปี 2532 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจดับเพลิงติดต่อกัน มีฐานะเป็นหัวหน้าหน่วยงานซึ่งมีพัสดุไว้จ่าย จึงมีหน้าที่ตรวจสอบการรับจ่ายและตรวจนับพัสดุคงเหลือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2524 ถึงวันที่29 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ (1) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2525 โจทก์ซื้อสายสูบน้ำดับเพลิงยี่ห้อเจท สีแดง 1,000 เส้น ซึ่งได้รับมอบสิ่งของจากผู้ขายและส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่บันทึกการรับในบัญชีคุมสิ่งของหลวงตามหน้าที่เป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 1,000 เส้น ราคาเส้นละ2,160 บาท เป็นเงินค่าเสียหาย 2,160,000 บาท (2) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันควบคุมและลงบัญชีรับ-จ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย.48 ก.2 เล่ม 2 โดยได้ลงรายการในบัญชีในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2526 ว่ามีสายสูบน้ำดับเพลิงคงเหลือ 1,789 เส้นซึ่งยกยอดไป พ.ศ. 2527 แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันลงบัญชีสายสูบน้ำดับเพลิงในบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย.48 ก.2 เล่ม 4 ว่า พ.ศ. 2527 ยอดยกมาจาก ก.2 เล่ม 2 เพียง1,039 เส้น ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 750 เส้น ราคาเส้นละ 2,068 บาท เป็นเงิน 1,551,000 บาท (3) เมื่อระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน2527 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันใช้เอกสารปลอมเป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงในบัญชีคุมสิ่งของหลวงรวม 7 ครั้ง ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 186 เส้น ราคาเส้นละ 1,974 บาทเป็นเงิน 367,164 บาท (4) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันใช้ใบเบิกที่ 30/2527 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2527 ซึ่งแผนกช่างเครื่องดับเพลิงขอเบิกสายสูบลมยาง 1 เส้น แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไป 1 เส้น เป็นเงิน 1,974 บาท (5) ตามบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย. 48 ก.2 เล่ม 4 ในวันที่ 29 เมษายน 2529 มีสายสูบน้ำดับเพลิงคงเหลือ 55 เส้น แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีของให้ตรวจนับ สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์จึงสูญหายไป 55 เส้น ราคาเส้นละ 1,974 บาท เป็นเงิน 108,570 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายไปทั้งสิ้น 1,992 เส้นเป็นเงินค่าเสียหาย 4,188,708 บาท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมและไม่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ให้รัดกุมเป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไปตามข้อ (1)(2)(4) และ (5) รวม 1,806 เส้น เป็นเงิน 3,821,544 บาท จึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการรับ-จ่ายพัสดุและตรวจสอบพัสดุคงเหลือว่ามีอยู่ตรงตามบัญชีหรือไม่เป็นประจำทุกปีงบประมาณแต่ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่โดยเคร่งครัดเป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองบังคับการตำรวจดับเพลิงสูญหายและขาดบัญชีไปตามข้อ (1)(2)(4) และ (5) รวม 1,806 เส้น เป็นเงิน3,821,544 บาท จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อ (1)(2)(4) และ (5) เมื่อวันที่ 30มกราคม 2538 และ ข้อ (3) เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 4,188,708 บาท แก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ร่วมรับผิดไม่เกิน3,821,544 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องรับผิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อสายสูบน้ำดับเพลิงตามฟ้องและไม่มีหน้าที่บันทึกการรับในบัญชีคุมสิ่งของหลวง ไม่เคยร่วมในการควบคุม และทำบัญชีรับ-จ่ายสายสูบน้ำดับเพลิง ไม่เคยร่วมใช้เอกสารปลอม สายสูบน้ำดับเพลิง1,000 เส้น ตามฟ้องข้อ (1) ไม่ได้สูญหาย โจทก์ได้ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 สิงหาคม 2527 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2539เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี นอกจากนี้เหตุละเมิดตามฟ้องเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า เอกสารที่โจทก์อ้างว่าเป็นเอกสารปลอมนั้น ความจริงเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ไปตามคำสั่งอย่างถูกต้อง โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินอายุความตามที่กฎหมายกำหนด คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า เหตุละเมิดตามฟ้องโจทก์ข้อ (1)(4) และ (5) เกิดเมื่อจำเลยที่ 4 ได้พ้นจากตำแหน่งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจดับเพลิงแล้ว ส่วนเหตุละเมิดตามฟ้องโจทก์ข้อ (2) โจทก์มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเกิดในขณะที่จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจดับเพลิงหรือไม่ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะเอาผิดจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุไม่มีหน้าที่ในการตรวจนับพัสดุคงเหลือ จึงไม่ต้องรับผิดในจำนวนพัสดุที่ขาดบัญชี โจทก์ไม่ได้คิดหักค่าเสื่อมราคาในสายสูบน้ำดับเพลิง และโจทก์รู้ถึงความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2534 แต่ได้ปล่อยปละละเลยมิได้ฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้ตัวผู้กระทำผิด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า เหตุละเมิดตามฟ้องได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายจำเลยที่ 5 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในเหตุละเมิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ให้การว่า นับแต่วันทำละเมิดตามฟ้องจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีและโจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิดก่อนฟ้องเกินกว่า 1 ปี แล้วฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความจำเลยที่ 6 มิได้ร่วมด้วยในการทำละเมิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 7 พ้นจากตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจดับเพลิงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2525 ก่อนมีการละเมิดตามฟ้องข้อ (1)(2)(4) และ (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2539 ซึ่งเกินกว่า 10 ปี นับแต่จำเลยที่ 7 พ้นจากตำแหน่ง คดีโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยที่ 7 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ให้การว่า สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์มิได้สูญหายแต่กระจายอยู่ตามสถานีดับเพลิงของโจทก์ มูลละเมิดตามฟ้องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2535 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2539 เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 9 ให้การว่า โจทก์อ้างว่าทราบเหตุละเมิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 ไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจที่จะนำคดีมาฟ้องศาลเพราะทรัพย์สินตามฟ้องโจทก์สูญหายเกินกว่า10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 9 ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ ไม่เคยประมาทเลินเล่อ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 2,598,948 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่ากองบังคับการตำรวจดับเพลิงเป็นหน่วยงานของโจทก์ซึ่งมีพัสดุไว้จ่าย มีผู้บังคับการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน จำเลยที 1 ถึงที่ 3 เป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุมีหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบในการลงบัญชีหรือทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุ เก็บรักษาพัสดุให้ครบถ้วนถูกต้องตรงตามบัญชีหรือทะเบียน เบิกจ่ายพัสดุตามใบเบิกแล้วลงบัญชีหรือทะเบียนไว้ทุกครั้งที่มีการจ่ายและเก็บไว้เป็นหลักฐาน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง ระหว่างเวลาเกิดเหตุในช่วงระยะเวลาตามคำสั่งของโจทก์ เอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.21 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 จำเลยที่ 7ถึงที่ 9 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง ระหว่างเวลาเกิดเหตุในช่วงระยะเวลาตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยและคำสั่งกรมตำรวจ เอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.24 มีฐานะเป็นหัวหน้าหน่วยงานซึ่งมีพัสดุไว้จ่าย ทำหน้าที่ตรวจสอบการรับจ่ายและตรวจนับพัสดุคงเหลือให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2524 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2529 จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไปตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง แต่สำหรับสายสูบน้ำดับเพลิงยี่ห้อเจท สีแดง 1,000 เส้น ที่โจทก์ซื้อเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2525 และส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว ตามรายงานการตรวจรับเอกสารหมาย จ.4 โดยไม่มีการลงรายการรับในบัญชีคุมสิ่งของหลวง เอกสารหมาย จ.5 นั้นปรากฏว่ามีการตรวจพบสายสูบน้ำดับเพลิงจำนวนนี้บางส่วนอยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงต่าง ๆ 736 เส้น คงสูญหายไป 264 เส้น

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1และที่ 3 ถึงที่ 9 ขาดอายุความแล้วหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่จำต้องกล่าวในคำฟ้องว่าเป็นคำฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้เอกสารปลอมอันเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 แล้ว ซึ่งมีอายุความ 20 ปี นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้กล่าวไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้เอกสารใบเบิกปลอมเป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงทำให้สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายและขาดบัญชีไปฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ละเมิด และมูลหนี้ละเมิดนั้นเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา แต่อย่างไรก็ตามสำหรับความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 นั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและตามที่โจทก์นำสืบคงได้ความว่า ใบเบิกปลอมที่ถูกใช้เป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์เป็นเพียงเอกสารราชการมิใช่เอกสารสิทธิ โทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ประกอบมาตรา 265 คือ จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000บาท ถึง 10,000 บาท ซึ่งมีกำหนดอายุความทางอาญาเพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) มิใช่ 20 ปี ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา และไม่เป็นกรณีที่กำหนดอายุความอาญายาวกว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448วรรคสอง และตามฎีกาของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 คนใดเป็นความผิดทางอาญาฐานอื่นอีก จึงไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยถึงที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 ให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความเพราะฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด ไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในประเด็นเรื่องอายุความนี้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้วปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2539 แต่การทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 5 มกราคม2529 เฉพาะรายการที่ (3) ครั้งที่ 6 และ 7 และรายการที่ (5) ตามคำฟ้องเท่านั้น รายการอื่น ๆ นอกจากนี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 มกราคม 2529 ทั้งสิ้น สำหรับรายการที่เกิดเหตุก่อนวันที่ 5 มกราคม 2529 นี้ โจทก์จึงฟ้องเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด และขาดอายุความแล้วส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 5 มกราคม 2529 คือ รายการที่ (3) ครั้งที่ 6 ได้แก่ ใบเบิกปลอมลงวันที่ 29 มกราคม 2529 แสดงว่าสถานีดับเพลิงพระโขนงเบิกสายสูบน้ำดับเพลิง 30 เส้น ครั้งที่ 7 ได้แก่ ใบเบิกปลอมลงวันที่ 21 มีนาคม 2529 แสดงว่าสถานีดับเพลิงคลองเตยเบิกสายสูบน้ำดับเพลิง 31 เส้น และรายการที่ (5) ตามบัญชีคุมสิ่งของหลวง ย.48 ก.2 เล่ม 4 แสดงว่าในวันที่ 29เมษายน 2529 มีสายสูบน้ำดับเพลิงคงเหลือ 55 เส้น แต่ไม่มีของให้ตรวจนับ ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องเกิดจากการที่สายสูบน้ำดับเพลิงของโจทก์สูญหายไปหากสายสูบน้ำดับเพลิงไม่สูญหายย่อมไม่มีเหตุละเมิดต่อโจทก์ที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องร้อง ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมหมายถึงวันที่ทรัพย์ดังกล่าวสูญหายมิใช่วันที่มีการทำใบเบิกปลอมหรือวันที่ตรวจพบว่ามีการสูญหาย เพราะอาจมีการสูญหายก่อนหน้านั้นนานเพียงใดก็ได้ แต่พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาทั้งหมดไม่ปรากฏเลยว่าสายสูบน้ำดับเพลิงสำหรับ 3 รายการดังกล่าวสูญหายไปเมื่อใด หรือประมาณวันเดือนปีใดที่ไม่ก่อนวันที่ 5 มกราคม 2529 ดังนี้ แสดงว่าโจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าคดีไม่ขาดอายุความและต้องฟังว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดทั้งหมด คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 จึงขาดอายุความแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความเพราะโจทก์มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและศาลอุทธรณ์สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 จะอายุความ 10 ปี ขึ้นต่อสู้นั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ซื้อสายสูบน้ำดับเพลิง 1,000 เส้น แต่เจ้าหน้าที่พัสดุไม่ได้ลงรายการรับในบัญชีคุมสิ่งของหลวงเอกสารหมาย จ.5 ทำให้สายสูบน้ำดับเพลิง 1,000 เส้น ดังกล่าวสูญหายและขาดบัญชีไป การตรวจพบสายสูบน้ำดับเพลิง736 เส้นอยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงต่าง ๆ เป็นการตรวจพบทรัพย์สินบางส่วนที่สูญหายไปอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น มิได้หมายความว่าทรัพย์ได้สูญหายนั้น เห็นว่า การที่สายสูบน้ำดับเพลิง 736 เส้นของโจทก์ไปอยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงต่าง ๆ ย่อมต้องถือว่าสายสูบน้ำดับเพลิงจำนวนนี้มิได้สูญหาย เนื่องจากสถานีตำรวจดับเพลิงเหล่านั้นคือ หน่วยงานในสังกัดของโจทก์ทั้งสิ้น เมื่อสายสูบน้ำดับเพลิงจำนวนนี้อยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงก็เท่ากับว่ายังอยู่ในความครอบครองของโจทก์นั่นเอง ไม่อาจถือว่าสูญหายไปตามที่โจทก์ฎีกาต้องถือว่าสูญหายไปเพียง 264 เส้น ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมตำรวจ
จำเลย — พันตำรวจโท ไพศาลหรือพิศาลศักดิ์ บุพศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 951/2546
#50685
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยที่ 2 รับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นแล้ว และไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งถือว่าคู่ความรับกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ จำเลยที่ 2จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน

จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ไว้ในคำให้การ จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นจึงไม่ชอบถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 229,723.69 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 213,779.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 213,779.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกิน 15,944.36 บาท และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงินจำนวนเดียวกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ และร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... โจทก์ได้บรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ว่า ตามสัญญาประกันภัยในส่วนการคุ้มครองรับผิดต่อบุคคลภายนอกจำเลยที่ 2 จะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งผู้เอาประกันภัยเอง... จำเลยที่ 1 ได้ขับขี่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน8 ฎ - 0738 กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความยินยอมจากนางสาวเกศราภรณ์ บัวภาผู้เอาประกันภัย... จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 8 ฎ - 0738 กรุงเทพมหานคร คันที่จำเลยที่ 1 ได้ขับขี่โดยได้รับความยินยอมจากนางสาวเกศราภรณ์ บัวภา ผู้เอาประกันภัยขณะทำละเมิดทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเองและในขณะเกิดเหตุคดีอยู่ในระหว่างอายุ สัญญาประกันภัย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การสรุปได้เพียงว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มีส่วนประมาทในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย และค่าเสียหายไม่เกิน 60,400 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งในข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตามสัญญาประกันภัยในส่วนการคุ้มครองรับผิดต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง และจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวขณะทำละเมิดโดยได้รับความยินยอมจากนางสาวเกศราภรณ์ ผู้เอาประกันภัย จึงมีฐานะเสมือนผู้เอาประกันภัยเอง แม้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะตกโจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่า จำเลยที่ 2 รับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นแล้วและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งถือว่าคู่ความรับกันแล้ว ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84(1) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยไม่มีข้อความให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาดังกล่าว จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อเมื่อนางสาวเกศราภรณ์ ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ยืมรถยนต์ของนางเกศราภรณ์ ไปขับโดยมิได้ขับรถไปในฐานะตัวแทนตัวการ ลูกจ้าง ผู้ใช้ จ้างหรือวานของนางสาวเกศราภรณ์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้ศาลชั้นต้นจะได้วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นจึงไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 นั้นผิดพลาดไป ที่ถูกคือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2540 และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้แก้ข้อผิดพลาดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 213,779.33 บาท นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย สอ บัวภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 950/2546
#262361
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในอันที่จะถูกปรับลด หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตลอดจนวิธีการในการชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขแผนโดยการแปลงหนี้เป็นทุนโดยออกหุ้นใหม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ก็หาใช่กรณีที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนตามที่เรียกร้องไม่ สิทธิในการอุทธรณ์คัดค้านของเจ้าหนี้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วจึงยังมีอยู่ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

ที่มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า (1)? (2)? (3)?" หมายความว่า เมื่อแผนมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา 90/58 (1) ถึง (3) ถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ให้ศาลมีดุลพินิจที่จะให้ความเห็นชอบด้วยแผนได้ หาได้หมายความว่าถ้าแผนมีลักษณะครบถ้วนดังกล่าวแล้ว ศาลจะต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนทุกกรณีไป

การที่มาตรา 90/42 บัญญัติว่า ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย ไม่ได้หมายความเพียงว่า ให้ศาลพิจารณาดูรูปแบบว่ามีรายการแต่ละรายการหรือไม่ แต่ย่อมรวมถึงการพิจารณาว่ามีรายละเอียดของรายการดังกล่าวพอสมควรและถูกต้องหรือไม่ด้วย การที่แผนมิได้นำสิทธิเรียกร้องจำนวนมากมาระบุไว้ในแผน แผนมิได้ระบุกำหนดเวลาในการชำระหนี้ไว้ทั้งผู้บริหารแผนไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้บริหารแผนและค่าตอบแทนของผู้บริหารแผนนั้นสูงเกินสมควร ถือว่าแผนมีรายการไม่ครบถ้วน

การที่แผนกำหนดให้ลูกหนี้ไปพัฒนาที่ดินของเจ้าหนี้รายหนึ่งโดยไม่ได้กำหนดว่าลูกหนี้จะได้รับประโยชน์อย่างไร เมื่อลูกหนี้เข้าไปพัฒนาแล้วย่อมทำให้สิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดิน เจ้าหนี้รายดังกล่าวจึงได้รับประโยชน์มากกว่าเจ้าหนี้อื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน เป็นการขัดต่อมาตรา 90/58 (2) ประกอบมาตรา 90/42 ตรี

ในการพิจารณาว่า เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ จะต้องนำรายละเอียดต่าง ๆ แห่งสินทรัพย์ หนี้สิน ตลอดจนภาระผูกพันต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณา คำว่า สินทรัพย์ นั้นย่อมรวมทั้งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องด้วย เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องอยู่จำนวนมาก แผนจะต้องนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจัดบริหารเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้

การที่ลูกหนี้ได้ขายเงินลงทุน (หุ้น) ไปในราคาต่ำมากก่อนที่จะทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ ผู้ทำแผนซึ่งมีกรรมการเป็นบุคคลเดียวกับบริษัทลูกหนี้มิได้เสนอแผนฟื้นฟูกิจการในแนวทางเดียวกับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ทั้งผู้ทำแผนมิได้ยืนยันความถูกต้องของรายการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กลับกำหนดไว้ในแผนว่าผู้ทำแผนไม่ขอรับผิดในความสูญเสียหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฉ้อฉล พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัท เอ็น พี เค แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ (๒) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๖

เจ้าหนี้รายที่ ๒๗๒ ที่ ๒๗๓ ที่ ๒๙๗ และที่ ๒๙๘ ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและพิจารณาพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไป

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า การที่เจ้าหนี้ได้ลงมติยอมรับแผนดังกล่าว ถือว่าเป็นการยอมรับข้อกำหนดและรายละเอียดตามแผนโดยชอบแล้ว เจ้าหนี้ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยกเหตุในข้อกำหนดและรายละเอียดตามแผนซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับขึ้นคัดค้านแผนในชั้นนี้ได้อีก คงมีประเด็นคัดค้านเพียงว่าแผนไม่เป็นไปตามมาตรา ๙๐/๕๘ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ หรือไม่ เท่านั้น เมื่อแผนได้จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องเป็นไปตามมาตรา ๙๐/๕๘ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่จัดทำโดยผู้ทำแผนขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผน

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้รายที่ ๒๗๒ ที่ ๒๗๓ ที่ ๒๙๗ และที่ ๒๙๘ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าหนี้รายที่ ๒๗๒ และที่ ๒๗๓ ยื่นคำร้องว่า เจ้าหนี้ไม่ติดใจอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผนอีกต่อไป ขอถอนอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ ๒๗๒ และที่ ๒๗๓ ถอนอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแถลงของผู้บริหารแผนเป็นประการแรกว่า การที่ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการแก้ไขแผน มีการแปลงหนี้เป็นทุนโดยออกหุ้นใหม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิม ซึ่งเจ้าหนี้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้อีกต่อไปหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในอันที่จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตลอดจนวิธีการในการชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคหนึ่ง คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง และแม้ต่อมาผู้บริหารแผนจะเสนอขอแก้ไขแผนด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนโดยออกหุ้นใหม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ก็หาเป็นกรณีที่ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามมูลหนี้ที่ตนเรียกร้องไม่ สิทธิในการอุทธรณ์คัดค้านของเจ้าหนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงยังมีอยู่ ศาลฎีกาต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

ประการที่สอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ทำแผนว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนของศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ นั้น ศาลมีอำนาจนำข้อเท็จจริงหรือหลักกฎหมายอื่นนอกเหนือจากพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ (๑) ถึง (๓) มาประกอบการพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนตามมาตรา ๙๐/๔๖ แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการการกำหนดให้ศาลเข้ามาใช้ดุลพินิจเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อย และให้แผนฟื้นฟูกิจการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผน ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนได้ด้วย ที่มาตรา ๙๐/๕๘ บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า (๑)? (๒)? (๓)?" ก็หมายความเพียงว่า เมื่อแผนมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา ๙๐/๕๘ (๑) ถึง (๓) แล้ว ถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้ หาได้หมายความว่า ถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะตามมาตรา ๙๐/๕๘ (๑) ถึง (๓) แล้ว ศาลจะต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนในทุกกรณีไป

ประการที่สาม แผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาว่าแผนมีรายการครบถ้วนหรือไม่ เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ บัญญัติว่า ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย? ไม่ได้หมายความเพียงว่าให้ศาลพิจารณาดูรูปแบบว่ามีรายการแต่ละรายการหรือไม่ แต่ย่อมรวมถึงการพิจารณาว่ามีรายละเอียดของรายการดังกล่าวพอสมควรและถูกต้องหรือไม่ด้วย การที่แผนมิได้นำสิทธิเรียกร้องจำนวน ๘,๓๒๙,๘๑๙,๕๓๒ บาท มาระบุไว้ในแผน ถือว่าแผนกล่าวถึงรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ไม่ครบถ้วน และที่แผนกำหนดการชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้โดยให้เงื่อนไขในการชำระเงินให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บริหารแผน ถือว่าแผนนั้นมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มดังกล่าวไว้ ทั้งวิธีการดำเนินการฟื้นฟูกิจการในการเข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินยังไม่มีการชัดเจนแน่นอน ถือว่าแผนขาดรายการเกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูกิจการอันเป็นสาระสำคัญ ส่วนที่ว่าผู้บริหารแผนมีคุณสมบัติเหมาะสมและค่าตอบแทนในการบริหารแผนสูงเกินสมควรหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๖ บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของการฟื้นฟูกิจการ รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน และการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนก็ได้" เมื่อขณะที่ยื่นคำร้องขอไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ศาลจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหารแผนตามความเหมาะสมในการบริหารกิจการแต่ละราย ทั้งนี้โดยนำประสบการณ์ ผลงานในอดีต ตลอดจนพฤติการณ์อื่นมาประกอบการพิจารณา แม้ว่าผู้บริหารแผนในคดีนี้จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากลูกหนี้ก็ตาม แต่ก็ปรากฏในแผนฟื้นฟูกิจการว่าบุคคลที่เป็นกรรมการของผู้บริหารแผนก็คือกรรมการของลูกหนี้นั่นเอง ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้เป็นกรรมการของลูกหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ให้บริษัทย่อยกู้ยืมเงินจำนวนมากและในปีเดียวกันก็มีการนำเงินให้กู้ยืมดังกล่าวไปตั้งเป็นตัวหักค่าเผื่อการด้อยค่า ปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวทางที่จะเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวคืน ทั้งผู้บริหารแผนซึ่งเป็นผู้ทำแผนนั้นก็มิได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นประจักษ์ว่ามีความสามารถหรือประสบการณ์ที่จะประสบความสำเร็จเช่นไร นอกจากนี้ปริมาณงานที่ผู้บริหารแผนจะต้องดำเนินการยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนเพราะแผนได้กำหนดที่จะนำรายได้จากการดำเนินการพัฒนาโครงการเดอะ แนเชอรัล โฮม รังสิต แต่ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) และในแผนก็มิได้เสนอให้เห็นถึงข้อตกลงดังกล่าว ทั้งในแผนฟื้นฟูกิจการหน้า ๒๑ ระบุเพียงว่าจะเข้าไปเจรจากับเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าวโดยจะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนมาเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินการดังกล่าว เช่นนี้ จึงเห็นว่าผู้บริหารแผนไม่มีคุณสมบัติสมควรเป็นผู้บริหารแผนของลูกหนี้และค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ก็แสดงไม่ได้ว่าเหมาะสมกับปริมาณการงานที่ทำและประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะได้รับ แผนฟื้นฟูกิจการจึงมีรายการไม่ครบถ้วน

ปัญหาว่า แผนกำหนดให้มีการชำระหนี้เป็นการให้เปรียบแก่เจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในแผนหรือไม่ เห็นว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปพัฒนาโครงการเดอะ แนเชอรัล โฮม รังสิต ซึ่งเป็นที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) และในแผนกำหนดว่ากรณีที่ลูกค้ารายใดประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการดังกล่าว จะมีการนำเงินที่ลูกค้าชำระมาแล้วเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขายตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จะมีการทำสัญญากันในภายหลัง ตามแผนไม่ได้กำหนดไว้ว่าลูกหนี้จะได้รับประโยชน์จากการเข้าไปพัฒนาที่ดินอย่างไร แต่ปรากฏว่าเมื่อลูกหนี้เข้าไปพัฒนาที่ดินนั้นแล้ว ย่อมทำให้สิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดิน และที่ดินนั้นมีราคาเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าว เช่นนี้ ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ จึงทำให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ ๒ ถึงที่ ๗ ได้รับชำระหนี้หรือผลประโยชน์มากกว่าเจ้าหนี้อื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ (๒) ประกอบมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี

ปัญหาว่า เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องนำรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันที่ลูกหนี้มีอยู่มาประกอบการพิจารณา ส่วนคำว่า สินทรัพย์นั้น หมายถึง ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการและกิจการจะต้องได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรนั้นในอนาคต สินทรัพย์จึงย่อมรวมทั้งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่ลูกหนี้มีอยู่ เมื่อลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้กู้ยืมและการจ่ายเงินค่าก่อสร้างล่วงหน้าอยู่ จะต้องนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจัดบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้

ปัญหาว่า แผนได้จัดทำและเสนอโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้ความปรากฏว่า ลูกหนี้ได้ขายหุ้นสามัญในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม เป็นจำนวนหุ้นทั้งสิ้น ๒๕๓,๕๒๙,๙๓๔ หุ้น เป็นเงินลงทุนจำนวนประมาณ ๓,๗๕๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปในราคาเพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ก่อนที่จะทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ กรณีมีเหตุน่าสงสัยเนื่องจากได้ขายเงินลงทุนดังกล่าวไปในราคาที่ต่ำมาก และมีผลให้ลูกหนี้ต้องขาดทุนเป็นจำนวนถึง ๓,๗๕๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท จะต้องได้รับการตรวจสอบจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องในราคาที่แท้จริงของเงินลงทุน (หุ้น) ดังกล่าว นอกจากนี้ คดีนี้ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการอ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้หากสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้อันทำให้ภาระหนี้สินต่อรายได้อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม และจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมโดยการเพิ่มทุนหรือใช้วิธีการอื่นที่เหมาะสมแล้วนำเงินมาพัฒนาโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ปรากฏว่าในแผนฟื้นฟูกิจการนั้นบริษัทผู้ทำแผนซึ่งมีกรรมการเป็นบุคคลเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้ ได้เสนอแผนโดยการนำเงินลงทุนไปพัฒนาโครงการในที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน มิได้เป็นไปในแนวทางที่ขอฟื้นฟูกิจการ ทั้งในการเสนอแผน ในแผนฟื้นฟูกิจการระบุว่า "ผู้ทำแผนไม่ได้ตรวจสอบงบการเงิน ณ วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ หรือข้อมูลที่ผู้บริหารให้แก่ผู้ทำแผนหรือแก่ศาล ผู้ทำแผนไม่ได้ทำการตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องของรายการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องหรือตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สิน? ในทุกกรณีผู้ทำแผนจะไม่ขอรับผิดชอบในความสูญเสีย หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฉ้อฉล การทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือจงใจผิดสัญญาโดยเจตนาในส่วนของแนเชอรัลพาร์ค กรรมการ ลูกจ้าง หรือตัวแทนของแนเชอรัลพาร์ค?" ทั้งที่กรรมการของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนก็เป็นกรรมการของลูกหนี้ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริต ทั้งมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้สินโดยซ่อนเงื่อนผลประโยชน์ที่ลูกหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องจะได้รับจากการนั้น

เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมีรายการไม่ครบถ้วน มีการกำหนดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้โดยไม่เท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งเมื่อดำเนินการตามแผนแล้วเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย อีกทั้งพฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงว่ามีการจัดทำแผนโดยไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ วรรคสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทแนเชอรัลพาร์ค จำกัด (มหาชน)
272 — กองทุนเปิดเสถียรทรัพย์ปันผล เจ้าหนี้รายที่
273 — กองทุนเปิดออมสินพูนทวีตราสารหนี้ เจ้าหนี้รายที่
297 — บริษัทเงินทุนมหาสมุทร จำกัด เจ้าหนี้รายที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2546
#49474
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสนอขอยกเลิกข้อกำหนดเดิมในสัญญา โดยเสนอขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ ทำให้สัญญาในส่วนที่จะทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ยังไม่เกิด เพราะคู่สัญญายังไม่สามารถหาข้อยุติและยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับเรื่องการยืดเวลาการก่อสร้าง และนับแต่วันที่จำเลยขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างงานเฉพาะในส่วนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง โจทก์ผู้รับจ้างต้องหยุดทำการก่อสร้าง เนื่องจากต้องรอดูผลจากจำเลยว่าจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงหรือไม่ งานในงวดที่ 4 และงวดสุดท้ายจึงไม่จำต้องผูกพันตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดิม การที่จำเลยใช้สิทธิปรับโจทก์ตามเงื่อนเวลาในสัญญาฉบับเดิมจึงไม่ถูกต้อง โจทก์มีเหตุผลในการส่งมอบงานล่าช้าซึ่งมิใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์มิได้ผิดสัญญาจำเลยจึงไม่มีสิทธิปรับและหักเงินค่าจ้างโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารห้องสมุดแบบพิเศษจำนวน1 หลัง ให้จำเลย โดยจำเลยสัญญาว่าจะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ 5 งวด งวดที่ 1 ถึงที่ 4จ่ายภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2535 และงวดสุดท้ายจ่ายภายในวันที่ 26 มีนาคม 2536โจทก์ดำเนินการก่อสร้างอาคารห้องสมุดแบบพิเศษดังกล่าวโดยส่งมอบงานให้จำเลยตรวจรับและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แล้ว 3 งวด ต่อมาจำเลยขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ โดยขอเปลี่ยนฝาผนังทึบส่วนมุมทั้งสี่ด้านเป็นกระจกใสกรอบอะลูมิเนียม และเปลี่ยนวัสดุปูผิวพื้นพร้อมบัวเชิงผนัง โจทก์เห็นว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปและรายการใหม่ ทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นและใช้เวลายาวนานกว่ากำหนดที่ตกลงกัน จึงขอขยายเวลาการก่อสร้างออกไปจากที่กำหนดไว้เดิมอีก 200 วัน โดยไม่คิดเงินเพิ่ม ระหว่างเจรจาทำความตกลงกับจำเลยเรื่องเวลาในการก่อสร้างใหม่และยังไม่ได้ลงนามในสัญญาส่วนที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เรียบร้อย โจทก์ได้หยุดก่อสร้างเพื่อรอการอนุมัติเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการจากจำเลย จำเลยอนุมัติให้ขยายเวลาได้ 49 วัน โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยยืนยันขอขยายเวลาก่อสร้าง 200 วัน จึงจะสามารถทำงานได้จำเลยกลับมีหนังสือเร่งรัดให้โจทก์ก่อสร้างอาคารตามแบบรูปรายการที่แก้ไขใหม่ให้เสร็จโจทก์จึงได้เร่งทำการก่อสร้างจนแล้วเสร็จและให้จำเลยเข้าครอบครองใช้อาคาร ในวันที่27 กันยายน 2536 โจทก์ได้ลงนามสัญญาบันทึกต่อท้ายสัญญาจ้างในส่วนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่กับจำเลยและได้ส่งมอบงานในงวดที่ 4 กับงวดสุดท้ายให้จำเลยตรวจรับไว้ แต่จำเลยคิดค่าปรับโจทก์ อ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้าโดยนำค่าปรับหักจากเงินค่าจ้าง โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาการส่งมอบงานล่าช้าเกิดจากความผิดของจำเลยฝ่ายเดียวจำเลยไม่มีสิทธิปรับและหักค่าจ้างโจทก์ จึงต้องชำระค่าจ้างที่หักไว้คืนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,102,183 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,056,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงฝาผนังทึบส่วนมุมทั้งสี่ด้านเป็นกระจกใสกรอบอะลูมิเนียม และเปลี่ยนวัสดุปูผิวพื้นจากปูกระเบื้องยางมาเป็นผิวพื้นหินขัดเบอร์ 2-3 พร้อมบัวเชิงผนังนั้น ไม่ได้เพิ่มปริมาณงานและเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารแต่อย่างใด โจทก์สามารถทำงานต่อเนื่องกันได้ไม่จำเป็นต้องหยุดงาน ยิ่งเป็นความสะดวกและใช้เวลาทำงานน้อยกว่าเดิม ทั้งจำเลยยังอนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างแก่โจทก์ถึง 49 วัน โจทก์กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปไม่เร่งทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างจึงเป็นความผิดของโจทก์เอง การที่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้า จำเลยจึงมีสิทธิปรับโจทก์ตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 703,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2536 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และคืนเงินจำนวน 9,900 บาท ให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่หักไว้จำนวน1,056,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวน 1,038,000บาท นับจากวันที่ 29 กันยายน 2536 และคิดจากเงินจำนวน 18,000 บาท นับจากวันที่ 6 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารห้องสมุดแบบพิเศษโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ระหว่างโจทก์และจำเลยกำหนดให้โจทก์ทำงานเป็น5 งวด งวดสุดท้ายกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 มีนาคม 2536 โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยแล้ว 3 งวด ระหว่างการทำงานงวดที่ 4 ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้าง 3 รายการ โจทก์ยอมเปลี่ยนแปลงรายการตามเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเสนอเรื่องให้จำเลยทราบเพื่อขออนุมัติเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนของระเบียบราชการ จำเลยอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงรายการก่อสร้าง 2 รายการโดยไม่ต้องขยายเวลาก่อสร้างและไม่ต้องคิดเงินเพิ่มตามหนังสือของจำเลยเอกสารหมาย ล.4 แต่โจทก์ขอขยายเวลาก่อสร้างออกไป 200 วัน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงให้โยธาธิการจังหวัดตรวจสอบโยธาธิการจังหวัดทำความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงรายการดังกล่าวทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้น ควรขยายเวลาเพิ่มขึ้น 90 วันผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชรายงานให้จำเลยทราบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2536จำเลยอนุมัติให้ขยายเวลาได้ 49 วัน โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 4 ให้จำเลยเมื่อวันที่ 27กันยายน 2536 และส่งมอบงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว จำเลยจึงปรับโจทก์เพราะส่งมอบงานล่าช้าวันละ6,000 บาท เป็นเวลา 173 วัน สำหรับการส่งมอบงานงวดที่ 4 และปรับเป็นเวลา 3 วันสำหรับงานงวดสุดท้ายโดยหักจากค่าจ้างแต่ละงวด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิปรับและหักเงินค่าจ้างโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาจ้างข้อ 19 ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานจากแบบรูปและรายการรายละเอียดตามสัญญาได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องเลิกสัญญานี้ การเพิ่มเติมหรือลดงานจะต้องคิดและตกลงราคากันใหม่และถ้าต้องเพิ่มหรือลดงานหรือยึดเวลาออกไปอีกจะได้ตกลงกัน ณ บัดนั้น" เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าการที่จำเลยขอเปลี่ยนแบบรูปการก่อสร้างไม่ต้องคิดเงินเพิ่มและไม่ต้องขยายเวลาการก่อสร้าง ย่อมมีผลบังคับได้เป็นข้อสัญญาที่เกิดขึ้นใหม่ของคู่สัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะยังมิได้มีการทำเป็นหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเดิมก็ตามก็ถือว่าเป็นสัญญาตามกฎหมายแล้ว เพราะสัญญาจ้างทำขอนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดว่าจะต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใดนั้นเห็นว่าในการเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่นั้นเป็นความประสงค์ของจำเลยในฐานะผู้ว่าจ้าง ซึ่งโจทก์ในฐานะเป็นผู้รับจ้างก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงรายการตามแบบที่แก้ไขใหม่ แต่เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนแปลงแบบรูปแล้วทำให้ปริมาณงานเพิ่มมากขึ้นจากเดิม โจทก์จึงจำเป็นต้องขอขยายเวลาการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างข้อ 19 และขั้นตอนในการขอแก้ไขจนกว่าจะได้รับอนุมัติจากจำเลยทำให้ระยะเวลาการทำงานต้องหยุดรอและเสียเปล่าโดยมิใช่ความผิดของโจทก์ซึ่งนับระยะเวลาตั้งแต่ขอเปลี่ยนแปลงจนถึงวันที่จำเลยอนุมัติรวม 61 วัน โจทก์ไม่อาจทำการก่อสร้างในส่วนงานที่ขอเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การที่โจทก์หยุดรอไม่ก่อสร้างในส่วนงานดังกล่าวจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ เมื่อฝ่ายจำเลยเป็นผู้เสนอขอยกเลิกข้อกำหนดเดิมในสัญญา โดยเสนอขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ทำให้สัญญาในส่วนที่จะทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ยังไม่เกิดเพราะคู่สัญญายังไม่สามารถหาข้อยุติและยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับเรื่องการยืดเวลาการก่อสร้าง แต่ยังคงอยู่ระหว่างพิจารณาของโจทก์และจำเลยนับแต่วันที่จำเลยขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างงานเฉพาะในส่วนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง โจทก์ต้องหยุดทำการก่อสร้าง อีกทั้งโจทก์กับจำเลยก็ยังมิได้ลงนามในสัญญาส่วนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด โดยจำเลยเป็นฝ่ายขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ งานในงวดที่ 4 และงวดสุดท้ายจึงไม่จำต้องผูกพันตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง เมื่อโจทก์มิได้ผิดสัญญาจำเลยจึงไม่มีสิทธินำสัญญาข้อดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิปรับและหักเงินค่าจ้างโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิปรับและหักเงินค่าจ้างโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 205 ม. 381 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดุสิตการโยธา
จำเลย — กรมสามัญศึกษา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546
#49473
เปิดฉบับเต็ม

การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ว. นำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบ และ ว. ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่ว. นำไปขายให้จำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะซื้อและจดทะเบียนการซื้อขายโดยสุจริตก็หามีสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เพราะผู้ซื้อต้องรับไปเพียงสิทธิของผู้ขายเท่านั้นเมื่อ ว. ผู้ขายไม่มีสิทธิ จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทด้วย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เพียงให้เป็นข้อสันนิษฐานไว้เท่านั้น อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้นจึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้

คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ แต่มีข้อความต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย ข้อความดังกล่าวย่อมชัดแจ้งว่า เป็นเพียงการพิมพ์ผิดเท่านั้น ที่ถูกโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่พิมพ์ผิดเป็นจำเลยที่ 2 โจทก์หาได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจึงไม่เกินคำขอ

โฉนดที่ดินออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินมิได้บังคับแก่ผู้ที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 46 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาหลายสิบปีแล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2537 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าทำนาในที่ดินพิพาท อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 โจทก์จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์เสียหายไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ไปดำเนินการเอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ1,000 บาท นับแต่ปี 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้มีชื่อซึ่งได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1078 หากมีการบุกรุกผู้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นผู้บุกรุกเข้าแย่งการครอบครองเกิน 1 ปีแล้วฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปี 2539 ถือว่าได้มาโดยสุจริต และได้เข้าครอบครองนับแต่นั้นมา ต่อมาได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไปเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินการออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่สวนไม่สามารถทำนาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 101 ของโจทก์ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1078 ให้แก่โจทก์ แต่เนื้อที่ไม่ครบ ส่วนที่ขาดคือที่ดินพิพาทโดยทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายวาน แพงมาก เลขที่ 1078 เช่นเดียวกับของโจทก์ นายวานไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินที่นายวานครอบครองและขายให้แก่จำเลยทั้งสอง คือส่วนที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยทั้งสองไม่เคยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 งาน 46 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ1,000 บาท นับแต่ปี 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 งาน 46 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 101 ซึ่งเป็นของโจทก์มีเนื้อที่รวม 2 ไร่ ตามเอกสารหมาย จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าพยานโจทก์ทุกปาก เว้นแต่เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อปี 2541 นั้นถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของนายวาน แพงมาก เป็นการออกโดยไม่ถูกต้องเป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนหรือนอกเหนือจากสำนวนนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวอาศัยพยานหลักฐานตามที่ปรากฏอยู่ในสำนวน ส่วนจะเชื่อพยานฝ่ายใดย่อมเป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาใช่การวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่าที่มีการนำสืบพยานบุคคลว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ออกโดยไม่ถูกต้องเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่าการที่จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ นายวานนำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบ และนายวานไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นายวานจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่นายวานนำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะซื้อและจดทะเบียนการซื้อขายโดยสุจริต จำเลยทั้งสองก็หามีสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เพราะผู้ซื้อต้องรับไปเพียงสิทธิของผู้ขายเท่านั้น เมื่อนายวานผู้ขายไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองผู้ซื้อจึงย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่ที่ดินพิพาททางราชการได้ออกโฉนดแล้วตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ซึ่งตามโฉนดจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา กฎหมายเพียงให้เป็นข้อสันนิษฐานไว้เท่านั้นว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ดังนั้นจึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงเกินคำขอนั้น เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย จากข้อความดังกล่าวย่อมชัดแจ้งว่า เป็นเพียงการพิมพ์ผิดเท่านั้น ที่ถูกโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่พิมพ์ผิดเป็นจำเลยที่ 2 โจทก์หาได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบ คือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อคดีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมิได้เป็นคู่ความ ศาลมิอาจพิพากษาให้มีผลบังคับถึงบุคคลภายนอกคดีได้ คงพิพากษาได้เพียงให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเท่านั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 17457ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินมิได้บังคับบุคคลภายนอกดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เข้าใจ แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีนี้เท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวาหรือสวาด ทิบำรุง
จำเลย — นางพอน คำศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546
#49851
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานโจทก์ทุกปาก เว้นแต่เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อปี 2521 นั้นถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของ ว. เป็นการออกโดยไม่ถูกต้องเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานตามที่ปรากฏอยู่ในสำนวนส่วนจะเชื่อพยานฝ่ายใดย่อมเป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหาใช่การวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่

การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ว. นำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบ และ ว. ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทว. จึงมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ ว. นำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยทั้งสองแม้จำเลยทั้งสองจะซื้อและจดทะเบียนการซื้อขายโดยสุจริต จำเลยทั้งสองก็หามีสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เพราะผู้ซื้อต้องรับไปเพียงสิทธิของผู้ขายเท่านั้น เมื่อ ว. ผู้ขายไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองผู้ซื้อจึงย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทด้วย

กฎหมายเพียงให้เป็นข้อสันนิษฐานไว้เท่านั้นว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้

แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย จากข้อความดังกล่าวย่อมชัดแจ้งแล้วว่าเป็นเพียงการพิมพ์ผิดเท่านั้น ที่ถูกโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่พิมพ์ผิดเป็นจำเลยที่ 2 โจทก์หาได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงไม่เกินคำขอ

เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอให้เพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินมิได้บังคับบุคคลภายนอก แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 46 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาหลายสิบปีแล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2537 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าทำนาในที่ดินพิพาท อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 โจทก์จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินอำเภอขุขันธ์ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เสียหายไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ไปดำเนินการเอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 1,000 บาท นับแต่ปี 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของผู้มีชื่อซึ่งได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1078 หากมีการบุกรุกผู้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นผู้บุกรุกเข้าแย่งการครอบครองเกิน 1 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปี 2539 ถือว่าได้มาโดยสุจริตและได้เข้าครอบครองนับแต่นั้นมา ต่อมาได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไปเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่สวนไม่สามารถทำนาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 101 ของโจทก์ ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1078 ให้แก่โจทก์ แต่เนื้อที่ไม่ครบ ส่วนที่ขาดคือที่ดินพิพาทโดยทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายวาน แพงมาก เลขที่ 1078 เช่นเดียวกับของโจทก์ นายวานไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทที่ดินที่นายวานครอบครองและขายให้แก่จำเลยทั้งสองคือส่วนที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยทั้งสองไม่เคยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาท เนื้อที่ 3 งาน 46 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 1,000 บาท นับแต่ปี 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 งาน 46 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 101 ซึ่งเป็นของโจทก์มีเนื้อที่รวม 2 ไร่ ตามเอกสารหมาย จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าพยานโจทก์ทุกปาก เว้นแต่เจ้าพนักงานที่ดิน เบิกความว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อปี 2521 นั้นถูกต้องการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของนายวาน แพงมาก เป็นการออกโดยไม่ถูกต้องเป็นการวินิจฉัยผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนหรือนอกเหนือจากสำนวนนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวอาศัยพยานหลักฐานตามที่ปรากฏอยู่ในสำนวน ส่วนจะเชื่อพยานฝ่ายใดย่อมเป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานหาใช่การวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า ที่มีการนำสืบพยานบุคคลว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 17457ออกโดยไม่ถูกต้องเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นายวานนำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบและนายวานไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นายวานจึงมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่นายวานนำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะซื้อและจดทะเบียนการซื้อขายโดยสุจริต จำเลยทั้งสองก็หามีสิทธิในที่ดินพิพาทไม่เพราะผู้ซื้อต้องรับไปเพียงสิทธิของผู้ขายเท่านั้น เมื่อนายวานผู้ขายไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองผู้ซื้อจึงย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่ที่ดินพิพาททางราชการได้ออกโฉนดแล้วตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17457 ซึ่งตามโฉนดจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เห็นว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา กฎหมายเพียงให้เป็นข้อสันนิษฐานไว้เท่านั้นว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ดังนั้นจึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงเกินคำขอนั้นเห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย จากข้อความดังกล่าวย่อมชัดแจ้งว่าเป็นเพียงการพิมพ์ผิดเท่านั้น ที่ถูกโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่พิมพ์ผิดเป็นจำเลยที่ 2 โจทก์หาได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบ คือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อคดีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมิได้เป็นคู่ความศาลมิอาจพิพากษาให้มีผลบังคับถึงบุคคลภายนอกคดีได้ คงพิพากษาได้เพียงให้จำเลยที่ 1ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเท่านั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 17547ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินมิได้บังคับบุคคลภายนอกดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เข้าใจ แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีนี้เท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สวาทหรือสวาด ทิบำรุง
จำเลย — นาง พอน คำศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546
#110895
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทจะมีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของจำเลยก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใดและการออกโฉนดที่ดินพิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในโฉนดที่ดินพิพาท จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกโดยชอบหรือไม่ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ คำพิพากษาที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท มิใช่เป็นการบังคับผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีนี้เท่านั้น ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๕๗ ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ไปดำเนินการเอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของผู้มีชื่อซึ่งได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๗๘ จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือว่าได้มาโดยสุจริต และได้เข้าครอบครองนับแต่นั้นมา ต่อมาได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ไปเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๐๑ ของโจทก์ ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๗๘ ให้แก่โจทก์ แต่เนื้อที่ไม่ครบ ส่วนที่ขาดคือที่ดินพิพาทโดยทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ในส่วนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายวาน แพงมาก เลขที่ ๑๐๗๘ เช่นเดียวกับของโจทก์ นายวานไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินที่นายวานครอบครองและขายให้แก่จำเลยทั้งสอง คือส่วนที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยทั้งสองไม่เคยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๕๗ ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๕๗ ตำบลห้วยใต้ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๖๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๐๑ ซึ่งเป็นของโจทก์มีเนื้อที่รวม ๒ ไร่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่มีการนำสืบพยานบุคคลว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๕๗ ออกโดยไม่ถูกต้องเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ เห็นว่า การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่ที่ดินพิพาททางราชการได้ออกโฉนดแล้วตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๕๗ ซึ่งตามโฉนดจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้นจำเลยที่ ๑ จึงต้องเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา กฎหมายเพียงให้เป็นข้อสันนิษฐานไว้เท่านั้นว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ดังนั้น จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ ๒ ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงเกินคำขอนั้น เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ ด้วย จากข้อความดังกล่าวย่อมชัดแจ้งว่า เป็นเพียงการพิมพ์ผิดเท่านั้น ที่ถูกโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่พิมพ์ผิดเป็นจำเลยที่ ๒ โจทก์หาได้ประสงค์ให้จำเลยที่ ๒ โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบ คือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อคดีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมิได้เป็นคู่ความ ศาลมิอาจพิพากษาให้มีผลบังคับถึงบุคคลภายนอกคดีได้ คงพิพากษาได้เพียงให้จำเลยที่ ๑ ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเท่านั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๕๔๗ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอน ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินมิได้บังคับบุคคลภายนอกดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เข้าใจ แต่เป็นการบังคับเฉพาะคู่ความในคดีนี้เท่านั้นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวาทหรือสวาด ทิบำรุง
จำเลย — นางพอน คำศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวทัศนีย์ อังสนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2546
#110350
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่วไปซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถทำข้อตกลงดังกล่าวได้ และค่าปรับก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หากสูงเกินส่วนศาลก็ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน 5 เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ผู้เป็นนายจ้าง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ

แม้สัญญาค้ำประกันหมาย จ. 5 จะระบุว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหมาย จ. 3 เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างหมาย จ. 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน 5 เท่าของค่าเสียหายแก่โจทก์ เพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหมาย จ. 5 แล้ว โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าปรับจำนวน 5 เท่า แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของโจทก์ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท ที่ลูกค้าชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าปรับอีก ๕ เท่าเป็นเงิน ๔๘๖,๔๕๐ บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๕๘๓,๗๔๐ บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมจะต้องร่วมชำระเงินจำนวนดังกล่าวด้วย แต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๘๓,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การที่สัญญาจ้างแรงงานระบุว่า หากผู้รับจ้างผิดสัญญาจะต้องถูกปรับ ๕ เท่า ของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน ๑๔๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๔) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้ให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทนพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ประการแรกว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างที่ว่าหากลูกจ้างกระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกทรัพย์หรือลักทรัพย์ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๕ เท่าของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่นายจ้างนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างนั้น เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถจะทำข้อตกลงดังกล่าวได้และค่าปรับนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน ๕ เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ต่อไปว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ความว่า จำเลยที่ ๒ เพียงแต่ทำสัญญาค้ำประกันในการทำงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ลงชื่อในหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันข้อ ๑ และข้อ ๓ จะได้ระบุไว้ว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานข้อ ๖ เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างซึ่งจำเลยที่ ๑ ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๕ เท่าของราคาทรัพย์หรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เอกสารดังกล่าวเพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันแล้วถึง ๒ ปีเศษ โดยจำเลยที่ ๒ มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงที่จำเลยที่ ๑ ยินยอมชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์นั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดของจำเลยที่ ๑ นอกเหนือจากสัญญาจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ฉะนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เฉพาะค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เท่านั้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททวียนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นางสุพิศศรา อารีราษฎร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2546
#49850
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์แต่โจทก์ได้แย่งการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ทั้งในการพิพากษาคดีศาลจะต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ซึ่งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่กลับขอให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองการทำประโยชน์เป็นชื่อของโจทก์ จึงไม่มีกรณีจะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ) เลขที่ 1374/696 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์เมื่อประมาณปี 2529โจทก์แย่งการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวโดยปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกพืชผลทางการเกษตร ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงได้สิทธิครอบครอง ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2538 จำเลยเข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์โดยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน โจทก์คัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ แต่จำเลยยังดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินต่อไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 1374/696 ตำบลปราณบุรี (ที่ถูกตำบลเขาน้อย) อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองการทำประโยชน์เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์เข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1374/696 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดเพื่อออกโฉนด ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1374/696 จากชื่อของจำเลยเป็นชื่อของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาดังนั้น เพียงแต่การที่จำเลยนำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ข้ออ้างในการที่จำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด ทั้งในการพิพากษาคดีศาลจะต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ซึ่งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลขจัดข้อที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิคือมิได้ขอให้ห้ามมิให้จำเลยออกโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่มีกรณีที่จะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยิ้น กมลยิ่งเสถียร
จำเลย — นายวิรัช มินศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2546
#50285
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนั้นเพียงแต่จำเลยนำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทข้ออ้างในการที่จำเลยแย่งสิทธิครอบครองจึงยังไม่เกิด ทั้งคำขอท้ายฟ้อง มิได้ขอให้ศาลขจัดข้อที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ คือมิได้ขอให้ห้ามมิให้จำเลยออกโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองโดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่1374/696 เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ เมื่อประมาณปี 2529 โจทก์แย่งการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าว โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกพืชผลทางการเกษตร ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2538 จำเลยเข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์โดยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน โจทก์คัดค้านว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ แต่จำเลยยังดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินต่อไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1374/696 ตำบลปราณบุรี (ที่ถูกตำบลเขาน้อย)อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองการทำประโยชน์เป็นชื่อของโจทก์หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์เข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1374/692 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนด ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1374/696จากชื่อของจำเลยเป็นชื่อของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนั้นเพียงแต่การที่จำเลยนำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ข้ออ้างในการที่จำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด ทั้งในการพิพากษาคดีศาลจะต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ซึ่งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลขจัดข้อที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิคือมิได้ขอให้ห้ามมิให้จำเลยออกโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่มีกรณีที่จะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยิ้น กมลยิ่งเสถียร
จำเลย — นาย วิเชียร มินศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2546
#110840
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยรบกวนการครอบครองโดยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดออกโฉนด ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจากชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์ดังกล่าว โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น เพียงแต่การที่จำเลยนำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครอง ข้ออ้างในการที่จำเลยแย่งการครอบที่ดินพิพาทยังไม่เกิด ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลขจัดข้อที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ คือมิได้ขอให้ห้ามมิให้จำเลยออกโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยไม่ได้เข้าไปแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1374/696 เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองการทำประโยชน์ เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์เข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิของ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1374/696 ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดเพื่อออกโฉนด ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1374/696 จากชื่อของจำเลยเป็นชื่อของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนั้น เพียงแต่การที่จำเลยนำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยไม่ได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ข้ออ้างในการที่จำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิด ทั้งในการพิพากษาคดีศาลจะต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ซึ่งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลขจัดข้อที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ คือมิได้ขอให้ห้ามมิให้จำเลยออกโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปแย่งการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่มีกรณีที่จะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยิ้น กมลยิ่งเสถียร
จำเลย — นายวิรัช มินศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวศิน ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2546
#48300
เปิดฉบับเต็ม

ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับตัวอย่างลายมือชื่อในสมุดเงินฝากและคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยชัดแจ้งเพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป พนักงานของธนาคารจำเลยที่ 1 จะไม่จ่ายเงินให้ แต่ที่จ่ายให้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ในสำนักงานของจำเลยที่ 1 ด้วยกัน จึงเชื่อใจอนุโลมและยืดหยุ่นจ่ายให้ไปโดยมิได้ใส่ใจให้ความสำคัญแก่ลายมือชื่อผู้ถอนเงินว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ใบถอนเงินลงชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเองแต่ไม่มีตัวโจทก์มา พนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ยังจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแทน พฤติการณ์ชี้ชัดว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์

โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 เพราะเชื่อใจจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของโจทก์และเป็นผู้จัดการให้โจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 1 แม้ในปกหน้าด้านในจะมีข้อความให้ผู้ฝากเงินเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเงินฝากเอง ก็เป็นเพียงคำแนะนำมิใช่ข้อตกลงในการฝากเงินทั้งโจทก์ไม่ได้รับสมุดเงินฝากและไม่เห็นคำแนะนำหรือคำเตือนดังกล่าว เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับและเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้แทนตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 2ถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ด้วยจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยที่ 2เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1สาขาสี่แยกสนามจันทร์ โดยโจทก์ได้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บัญชีเลขที่ 719-1-19074-4 รวมเงินฝากในบัญชี 479,000 บาท จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ตรวจสอบลายมือชื่อในการถอนเงินให้รอบคอบ โดยปล่อยให้จำเลยที่ 2 ถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ยินยอมและไม่ทราบเรื่อง โจทก์มาทราบภายหลังว่าเงินในบัญชีของโจทก์เหลือเพียง 2,099.01 บาท ซึ่งจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในบัญชีของโจทก์หายไปเป็นเงินจำนวน 482,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 482,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เป็นลูกค้าเงินฝากของจำเลยที่ 1 โดยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ บัญชีเลขที่ 719-1-19074-4 และนำเงินเข้าฝากจำนวนหนึ่ง โจทก์ได้รับสมุดเงินฝากออมทรัพย์ไปจากจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์นำเงินเข้าฝากและถอนเงินออกจากบัญชีออมทรัพย์หลายครั้ง ซึ่งการถอนเงินแต่ละครั้งจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ทุกประการ โดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 482,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 476,900.99 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2ชำระเงินแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดจำนวน 241,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ5 ต่อปี ของต้นเงิน 238,450.49 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำหน้าที่รักษาความสะอาดและบริการลูกค้า โดยโจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นหลานโจทก์และเป็นผู้ติดต่อจัดการให้โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าวต่อมาจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินแล้วนำมาถอนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์21 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 482,500 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งหรือเต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในตัวอย่างลายมือชื่อในสมุดเงินฝากและคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยชัดแจ้ง เพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป พนักงานของจำเลยที่ 1 ก็จะไม่จ่ายเงินให้หากลายมือชื่อไม่เหมือนกัน แต่ที่จ่ายให้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ในสำนักงานของจำเลยที่ 1สาขาสนามจันทร์ด้วยกัน จึงเชื่อใจอนุโลมและยืดหยุ่นจ่ายให้ไป โดยมิได้ใส่ใจให้ความสำคัญแก่ลายมือชื่อผู้ถอนเงินว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ใบถอนเงินลงชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเองแต่ไม่มีตัวโจทก์มาพนักงานของโจทก์ก็ยังจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแทน พฤติการณ์ชี้ชัดว่าพนักงานของจำเลยที่ 1ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 หากพนักงานของจำเลยที่ 1ใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารแล้ว ก็ย่อมจะทราบได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอม และจำเลยที่ 2 ก็จะไม่สามารถถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ ส่วนที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 นั้นเห็นได้ว่าโจทก์ทำไปโดยสุจริต เพราะเชื่อใจจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของโจทก์และเป็นผู้จัดการให้โจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ ประกอบกับโจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถถอนเงินฝากได้ คงมีแต่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวที่มีอำนาจถอนเงินฝากได้ แม้ในปกหน้าด้านในจะมีข้อความให้ผู้ฝากเงินเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเงินฝากเองก็ตามก็เป็นเพียงคำแนะนำมิใช่ข้อตกลงในการฝากเงิน ทั้งโจทก์เองก็ไม่ได้รับสมุดเงินฝากและไม่เห็นคำแนะนำหรือคำเตือนดังกล่าว เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับและเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้แทนตั้งแต่แรก ส่วนในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากนั้นก็ไม่ได้มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าผู้ฝากหรือโจทก์จะต้องเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้เอง คงมีแต่คำแนะนำว่าควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวน 8,252.50 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 432 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำ เพ็ชรทอง
จำเลย — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2546
#49472
เปิดฉบับเต็ม

ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในตัวอย่างลายมือชื่อในสมุดเงินฝากและคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยชัดแจ้ง เพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป พนักงานของจำเลยที่ 1 ก็จะไม่จ่ายเงินให้หากลายมือชื่อไม่เหมือนกัน แต่ที่จ่ายให้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ในสำนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาสนามจันทร์ด้วยกัน จึงเชื่อใจอนุโลมและยืดหยุ่นจ่ายให้ไป โดยมิได้ใส่ใจให้ความสำคัญแก่ลายมือชื่อผู้ถอนเงินว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ใบถอนเงินลงชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเอง แต่ไม่มีตัวโจทก์มาพนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ยังจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแทน พฤติการณ์ชี้ชัดว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2หากพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารแล้ว ก็ย่อมจะทราบได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอม และจำเลยที่ 2 ก็จะไม่สามารถถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้

แม้ในปกหน้าด้านในของสมุดเงินฝาก จะมีข้อความให้ผู้ฝากเงินเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเงินฝากเองก็ตาม ก็เป็นเพียงคำแนะนำมิใช่ข้อตกลงในการฝากเงิน ส่วนในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากนั้นก็ไม่ได้มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าผู้ฝากหรือโจทก์จะต้องเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้เอง คงมีแต่คำแนะนำว่าควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2ถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ โดยโจทก์ได้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ตรวจสอบลายมือชื่อในการถอนเงินให้รอบคอบ โดยปล่อยให้จำเลยที่ 2 ถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ยินยอมและไม่ทราบเรื่อง โจทก์ทวงถามจากจำเลยทั้งสองให้ชำระเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 482,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เป็นลูกค้าเงินฝากของจำเลยที่ 1 โดยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ และนำเงินเข้าฝากจำนวนหนึ่ง โจทก์ได้รับสมุดเงินฝากออมทรัพย์ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์นำเงินเข้าฝากและถอนเงินออกจากบัญชีออมทรัพย์หลายครั้ง ซึ่งการถอนเงินแต่ละครั้ง จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ทุกประการ โดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 482,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 476,900.99 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2ชำระเงินแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดจำนวน 241,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ5 ต่อปี ของต้นเงิน 238,450.49 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำหน้าที่รักษาความสะอาดและบริการลูกค้า โดยโจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นหลานโจทก์และเป็นผู้ติดต่อจัดการให้โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าวต่อมาจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินแล้วนำมาถอนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ 21 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 482,500 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งหรือเต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเห็นว่า ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในตัวอย่างลายมือชื่อในสมุดเงินฝากและคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยชัดแจ้ง เพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป พนักงานของจำเลยที่ 1 ก็จะไม่จ่ายเงินให้หากลายมือชื่อไม่เหมือนกัน แต่ที่จ่ายให้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ในสำนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาสนามจันทร์ด้วยกัน จึงเชื่อใจอนุโลมและยืดหยุ่นจ่ายให้ไป โดยมิได้ใส่ใจให้ความสำคัญแก่ลายมือชื่อผู้ถอนเงินว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ใบถอนเงินลงชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเองแต่ไม่มีตัวโจทก์มา พนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ยังจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแทน พฤติการณ์ชี้ชัดว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 หากพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารแล้ว ก็ย่อมจะทราบได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอมและจำเลยที่ 2 ก็จะไม่สามารถถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ ส่วนที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 นั้น เห็นได้ว่าโจทก์ทำไปโดยสุจริต เพราะเชื่อใจจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของโจทก์และเป็นผู้จัดการให้โจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 1 สาขาสี่แยกสนามจันทร์ประกอบกับโจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถถอนเงินฝากได้ คงมีแต่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวที่มีอำนาจถอนเงินฝากได้ แม้ในปกหน้าด้านในจะมีข้อความให้ผู้ฝากเงินเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเงินฝากเองก็ตาม ก็เป็นเพียงคำแนะนำมิใช่ข้อตกลงในการฝากเงินทั้งโจทก์เองก็ไม่ได้รับสมุดเงินฝากและไม่เห็นคำแนะนำหรือคำเตือนดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับและเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้แทนตั้งแต่แรก ส่วนในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากนั้นก็ไม่ได้มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าผู้ฝากหรือโจทก์จะต้องเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้เอง คงมีแต่คำแนะนำว่าควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2ถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2รับผิดต่อโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 442 ม. 651 ม. 657 ม. 665
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำ เพ็ชรทอง
จำเลย — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2546
#110349
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 โดยฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินแล้วนำมาถอนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าว 21 ครั้ง การที่พนักงานของจำเลยที่ 1 จ่ายเงินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ด้วยกันโดยมิได้ใส่ใจให้ความสำคัญแก่ลายมือชื่อผู้ถอนเงินว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในตัวอย่างลายมือชื่อที่ให้ไว้โดยชัดแจ้ง และในกรณีที่ใบถอนเงินลงชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเองแต่ไม่มีตัวโจทก์มา พนักงานของจำเลยที่ 1 ก็ยังจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแทน พฤติการณ์ชี้ชัดว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 หากพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารแล้วก็ย่อมจะทราบได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอม ส่วนที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ทำไปโดยสุจริตเพราะเชื่อใจจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลาน การที่จำเลยที่ 2 ถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 2 การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๔๘๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่ามิได้ประมาทเลินเล่อ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๔๘๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๔๗๖,๙๐๐.๙๙ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ชำระเงินแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ รับผิดจำนวน ๒๔๑,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๓๘,๔๕๐.๔๙ บาท นับแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ ๑ สาขาสี่แยกสนามจันทร์ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำหน้าที่รักษาความสะอาดและบริการลูกค้า โดยโจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหลานโจทก์และเป็นผู้ติดต่อจัดการให้โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินแล้วนำมาถอนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์จากจำเลยที่ ๑ สาขาสี่แยกสนามจันทร์ ๒๑ ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน ๔๘๒,๕๐๐ บาท คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งหรือเต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับลายมือชื่อโจทก์ในตัวอย่างลายมือชื่อในสมุดเงินฝากและคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยชัดแจ้ง เพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป พนักงานของจำเลยที่ ๑ ก็จะไม่จ่ายเงินให้หากลายมือชื่อไม่เหมือนกัน แต่ที่จ่ายให้เพราะจำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ในสำนักงานของจำเลยที่ ๑ สาขาสนามจันทร์ด้วยกัน จึงเชื่อใจอนุโลมและยืดหยุ่นจ่ายให้ไป โดยมิได้ใส่ใจให้ความสำคัญแก่ลายมือชื่อผู้ถอนเงินว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ใบถอนเงินลงชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเองแต่ไม่มีตัวโจทก์มา พนักงานของโจทก์ก็ยังจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๒ ไปแทน พฤติการณ์ชี้ชัดว่าพนักงานของจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ ๒ หากพนักงานของจำเลยที่ ๑ ใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารแล้ว ก็ย่อมจะทราบได้ว่าลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินเป็นลายมือชื่อปลอม และจำเลยที่ ๒ ก็จะไม่สามารถถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ ส่วนที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นได้ว่าโจทก์ทำไปโดยสุจริตเพราะเชื่อใจจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหลานของโจทก์และเป็นผู้จัดการให้โจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ สาขาสี่แยกสนามจันทร์ ประกอบกับโจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ไม่สามารถถอนเงินฝากได้ คงมีแต่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวที่มีอำนาจถอนเงินฝากได้ แม้ในปกหน้าด้านในจะมีข้อความให้ผู้ฝากเงินเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเงินฝากเองก็ตาม ก็เป็นเพียงคำแนะนำมิใช่ข้อตกลงในการฝากเงิน ทั้งโจทก์เองก็ไม่ได้รับสมุดเงินฝากและไม่เห็นคำแนะนำหรือคำเตือนดังกล่าว เนื่องจากจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับและเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้แทนตั้งแต่แรก ส่วนในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากนั้นก็ไม่ได้มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าผู้ฝากหรือโจทก์จะต้องเก็บรักษาสมุดเงินฝากไว้เอง คงมีแต่คำแนะนำว่าควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปได้ จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์ฝากสมุดเงินฝากไว้กับจำเลยที่ ๒ การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ ด้วย จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ชั้นฎีกาเพียง ๒๔๑,๒๕๐ บาท มิใช่ ๕๗๑,๔๔๔.๗๖ บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ๖,๐๓๒.๕๐ บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา ๘,๒๕๒.๕๐ บาท เห็นสมควรคืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวน ๘,๒๕๒.๕๐ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442 ม. 659
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำ เพ็ชรทอง
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2546
#49471
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ม. ถึง 250 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท จึงมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ได้ มิได้ยากจนจริงจึงยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่ โดยจะนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยมิใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ม. อีกต่อไป กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องในกรณีนี้ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นชอบตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ และการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งในกรณีนี้ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ต้องคืนเงิน 200 บาท แก่จำเลย

เมื่อหนังสือรับรองของบริษัทและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท ม. ซึ่งไม่มีชื่อจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นที่จำเลยนำมาเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมนั้นนายทะเบียนออกให้ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย กรณีจึงเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยสามารถนำเข้าสืบได้ในชั้นไต่สวนคำร้องอยู่แล้ว แต่จำเลยไม่นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาศาล ส่อเจตนาหน่วงเหนี่ยวคดีให้ล่าช้า อันมีลักษณะประวิงคดี พฤติการณ์จึงไม่สมควรอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงเพิ่มเติมอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,233,386.77 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 959,067.27 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 8 ธันวาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทมวกเหล็กสยาม จำกัดจำนวน 250 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท จำเลยยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จำเลยไม่ได้ยากจนจริง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและสั่งให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ขอใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามวรรคห้าอีกไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ อ้างว่าจำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นจึงรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยแล้วฟังว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทมวกเหล็กสยาม จำกัดจำนวน 250 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท จึงยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้จำเลยไม่ได้ยากจนจริงและให้ยกคำร้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว กลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน แต่ตามคำร้องที่ขอให้ศาลไต่สวนพยานหลักฐานใหม่ไม่ปรากฏว่าเหตุที่จำเลยอ้างตามคำร้องเป็นเหตุอื่นนอกเหนือไปจากที่เคยอ้างไว้เดิมซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไปแล้ว ตามพฤติการณ์ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่า จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ของจำเลยจึงชอบแล้วให้ยกคำร้อง หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลให้จำเลยทั้งหมด

จำเลยยื่นคำร้องฎีกาคำสั่งที่ไม่รับฎีกา อ้างว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่เป็นที่สุด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29มิถุนายน 2544 ต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่ โดยจำเลยจะนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า จำเลยมิใช่ผู้ถือหุ้นบริษัทมวกเหล็กสยาม จำกัด จำนวน 250 หุ้น อีกต่อไป กรณีดังนี้เป็นเรื่องที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดว่าให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3เห็นชอบตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป อนึ่ง การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งกรณีนี้ ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จึงให้คืนเงินค่าขึ้นศาล 200 บาท แก่จำเลย

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย จำเลยอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอเสียทีเดียว โดยไม่พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่นั้นไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าพยานหลักฐานที่จำเลยขอยื่นเพิ่มเติมนั้นจำเลยอ้างตัวจำเลยเอง หนังสือรับรองของบริษัทมวกเหล็กสยาม จำกัด และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทมวกเหล็กสยาม จำกัด รวม 3 อันดับ เป็นพยานและส่งเอกสารดังกล่าวซึ่งนายทะเบียนรับรองต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้อ้างเหตุอื่นนอกเหนือไปจากที่เคยอ้างไว้เดิม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวว่ามีเหตุสมควรให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมหรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับรองของบริษัทและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวซึ่งไม่มีชื่อจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น นายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 พยานหลักฐานที่จำเลยจะนำมาแสดงเพิ่มเติมจึงเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยสามารถนำเข้าสืบได้ในชั้นไต่สวนคำร้องอยู่แล้ว แต่จำเลยไม่นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาศาล ส่อเจตนาหน่วงเหนี่ยวคดีให้ล่าช้า อันมีลักษณะประวิงคดี พฤติการณ์จึงไม่สมควรอนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงเพิ่มเติม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ถ้าจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำพิพากษา อนึ่ง การฎีกาคำสั่งกรณีนี้ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จึงให้คืนเงินค่าขึ้นศาล 200 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญพัฒนา
จำเลย — นาย ดิฏฐพร ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2546
#50283
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลระบุให้โจทก์ใช้ที่ดินที่เช่าเป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมของโจทก์ ดังนั้นการที่จำเลยติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าทำให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินได้โดยสะดวกเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดิน แม้โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดินจากเทศบาลแต่การเช่าที่ดินก็เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 แม้ว่าจำเลยติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินจากเทศบาลก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวของจำเลยซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2530 โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 เนื้อที่87.5 ตารางวา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลเมืองโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีกำหนด 20 ปีจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของตึกแถว 2 ห้อง เลขที่ 70 และเลขที่ 72 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 เมื่อปี 2535 ถึงปี 2536 จำเลยทั้งสามต่อเติมหลังคาตึกแถวดังกล่าวยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธาราม มีความยาว 8 เมตร กว้าง 3 เมตร อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าไม่ได้เต็มเนื้อที่ ผู้ใช้บริการโรงแรมที่มีรถบรรทุกหกล้อขึ้นไป ไม่สามารถนำรถเข้ามาจอดได้เพราะติดหลังคาตึกแถวของจำเลยทั้งสาม ผู้มาพักโรงแรมจึงลดลงทำให้โจทก์ขาดรายได้เดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนหลังคากันสาดที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนหลังคาออกไป

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่15888 พร้อมตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 จากนางกุหลาบ แซ่ตั้ง ภริยาโจทก์ ตั้งแต่ปี 2527 และติดตั้งหลังคาด้านหลังของตึกแถวใช้ประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2527 ก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม ไม่ได้ต่อเติมในปี 2535 ถึงปี 2536โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ผู้ใช้บริการโรงแรมของโจทก์ไม่สามารถนำรถบรรทุกหกล้อเข้ามาจอดได้ เนื่องจากติดโครงเหล็กประตูของตลาดสดเทศบาลซึ่งอยู่ต่ำกว่าหลังคาตึกแถวของจำเลยทั้งสาม จึงไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี ให้ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2531 โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 87.5 ตารางวา จากเทศบาลเมืองโพธาราม มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2531 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี และตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 โดยจำเลยทั้งสามได้ติดตั้งหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าไว้ โจทก์ต้องการใช้ที่ดินที่เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามบริเวณด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามเป็นที่จอดรถของผู้มาพักโรงแรมของโจทก์ จึงขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนกันสาดดังกล่าวออกไป แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลเมืองโพธารามตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 3 ระบุให้โจทก์ใช้ที่ดินที่เช่าดังกล่าวเป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมแสนสุขโฮเต็ลของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าใช้ในกิจการโรงแรมของโจทก์เช่นนี้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้โดยสะดวก เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดินดังกล่าว แม้โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธารามแต่การเช่าที่ดินดังกล่าวก็เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม ย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 ทั้งนี้ แม้ว่าจำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเทศบาลเมืองโพธารามก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไป โดยฟ้องจำเลยทั้งสามให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ของจำเลยทั้งสามซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิกร อมรฤทธิกุล
จำเลย — นาย เอกพงศ์ ธนะโพธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2546
#50284
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธารามเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของตึกแถวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินข้างเคียงได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่า โจทก์ไม่สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้โดยสะดวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดิน แม้โจทก์จะเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน แต่การเช่าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 แม้ว่าจำเลยทั้งสามจะติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสามให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกจากตึกแถวซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่โจทก์เช่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมหลังคาตึกแถวดังกล่าวยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธาราม ที่โจทก์เช่า มีความยาว 8 เมตร กว้าง 3 เมตร อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าไม่ได้เต็มเนื้อที่ทำให้โจทก์ขาดรายได้เดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนหลังคากันสาดที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธารามจังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนหลังคาออกไป

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาด้านหลังของตึกแถวใช้ประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2527 ก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทราบว่าถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2536โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี ให้ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อปี 2531 โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 87.5 ตารางวา จากเทศบาลเมืองโพธาราม มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2531 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี และตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสามได้ติดตั้งหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าไว้ โจทก์ต้องการใช้ที่ดินที่เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามบริเวณด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามเป็นที่จอดรถของผู้มาพักโรงแรมของโจทก์ จึงขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนกันสาดดังกล่าวออกไป แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลเมืองโพธาราม ข้อ 3 ระบุให้โจทก์ใช้ที่ดินที่เช่าดังกล่าวเป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมแสนสุขโฮเต็ลของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าใช้ในกิจการโรงแรมของโจทก์เช่นนี้ทำให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้โดยสะดวก เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดินดังกล่าวแม้โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม แต่การเช่าที่ดินดังกล่าวก็เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 ทั้งนี้ แม้ว่าจำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเทศบาลเมืองโพธารามก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสามให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ของจำเลยทั้งสามซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิกร อมรฤทธิกุล
จำเลย — นาย เอกพงศ์ ธนะโพธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2546
#49470
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนแม้จะยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันอาจถูกเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ ก็ตาม แต่การที่จำเลยใช้ให้คนนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันที่ดินพิพาทแล้วจุดไฟเผาต้นไม้ต่าง ๆ ที่โจทก์ปลูกไว้จนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากแม้จะอ้างว่ากระทำไปโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาว่าจ้างก็ตาม พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและทรัพย์สินของโจทก์บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส.2)เล่มที่ 2 หน้า 104 สารบบเล่ม 626 ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานีเนื้อที่ 30 ไร่ และที่ดินอื่นอีก 100 ไร่ รวมเนื้อที่ 130 ไร่ โจทก์ทำประโยชน์ด้วยการปลูกพืชไร่ประเภทต้นมะม่วง ต้นยูคาลิปตัส และไม้ยืนต้นอื่น ๆ จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทั้งสองจ้างบุคคลอื่นนำรถแทรกเตอร์และรถไถบุกรุกเข้าไปไถดันดินในที่ดินแปลงดังกล่าวทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 40 ไร่เศษและจุดไฟเผาเป็นเหตุให้ต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกได้รับความเสียหาย แล้วจำเลยทั้งสองปลูกอาคารและสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินพร้อมทั้งครอบครองที่ดินโจทก์ทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 205,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพาบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีก

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จังหวัดอุทัยธานีจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อุทัยธานีในที่ดินพิพาท ต้นไม้ในที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ความเสียหายไม่เกิน 1,000 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการได้ทำสัญญาก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อุทัยธานีในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 130 ไร่ เป็นที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เล่มที่ 2 หน้า 104สารบบเล่ม 626 ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 30 ไร่ใบจองนี้นายอำเภอสว่างอารมณ์แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ว่า ออกทับที่สาธารณประโยชน์ (หน้าเขาป่ารวก) ให้นำใบจองไปคืนเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอสว่างอารมณ์เพื่อดำเนินการเพิกถอนต่อไป โจทก์ทำบันทึกถ้อยคำคัดค้านการเพิกถอนใบจองดังกล่าว และได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 107/2539 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 บัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดีในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า ยังไม่ได้ข้อยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นเห็นว่า ในคดีเดิมแม้ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันอาจถูกเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้ให้คนนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เป็นเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แล้วจุดไฟเผาต้นไม้ต่าง ๆ ทำให้ต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ประมาณ 10 เดือน ถูกไฟเผาไหม้ได้รับความเสียหายจำนวน 16,000 ต้นราคาต้นละ 10 บาท คิดเป็นค่าเสียหาย 160,000 บาท และต้นไม้อื่น ๆ เสียหายอีกนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่ากระทำไปโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย ล.1ก็ตาม แต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและทรัพย์สินของโจทก์บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ให้ปรากฏ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์มีภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบจึงต้องถือว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองมิได้ยกเหตุผลมาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่งในชั้นนี้จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายจำนวน 172,000 บาทคิดเป็นค่าขึ้นศาล 4,300 บาท จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 205,000บาท เป็นเงิน 5,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาเป็นเงิน 825 บาท แก่จำเลยทั้งสอง"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 825 บาท แก่จำเลยทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมจิตร์ จุฑารัตน์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงศ์เจริญค้าไม้ 1991 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ