คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1150/2546
#50688
เปิดฉบับเต็ม

ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มีข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิต เป็นสัญญาประกันชีวิตเพราะอาศัยความมรณะเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิแทนกันได้เหมือนอย่างการประกันวินาศภัย แต่เงินส่วนที่โจทก์จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลก่อนตายและค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นการจ่ายตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ตกลงคุ้มครองหาใช่เป็นการประกันชีวิตไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์เก๋งจากนายวิรัช มหาบุษราคัม จำเลยรับประกันภัยรถยนต์บรรทุกจากนายจรินทร์ จันทรชิต อันเป็นการประกันภัยค้ำจุนรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอก นายวิรัชขับรถยนต์เก๋งโดยมีนายสมชัย มหาบุษราคัมนางสาวอรวรรณ มหาบุษราคัม นายณัฐพล นพรัตน์นั่งมาด้วย ขณะขับมาถึงถนนอ้อมค่ายวชิราวุธมีรถยนต์บรรทุกที่จำเลยรับประกันภัยแล่นสวนทางมาโดยประมาทชนรถยนต์เก๋งได้รับความเสียหายทั้งคัน นายสมชัยถึงแก่ความตาย ส่วนนายวิรัชและนางสาวอรวรรณได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ต้องใช้เงินตามสัญญาประกันภัยไปทั้งสิ้น 357,204 บาท โจทก์ทวงถามจากจำเลยแต่จำเลยเพิกเฉย รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 439,318.51 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 439,718.51 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 387,204 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปตามเงื่อนไขของสัญญาประกันชีวิตซึ่งตามกฎหมายบัญญัติไว้ไม่ให้โจทก์รับช่วงสิทธิอย่างไรก็ดี ความรับผิดของจำเลยต่อบุคคลภายนอกจำกัดไว้ไม่เกินคนละ 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 367,204 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าโคโรล่า หมายเลขทะเบียน 6 ช - 4591 กรุงเทพมหานคร จากนายวิรัช มหาบุษราคัม ผู้เอาประกัน ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 จำเลยรับประกันภัยรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ เอนพีอาร์ หมายเลขทะเบียน 80 - 7450 นครศรีธรรมราชเป็นการรับประกันภัยค้ำจุนโดยนายจรินทร์ จันทรชิต เป็นผู้เอาประกัน ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยของทั้งสองฝ่ายมีผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัยด้วยความประมาทชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายนายสมชัย มหาบุษราคัม บาดเจ็บและต่อมาถึงแก่ความตาย นายวิรัช มหาบุษราคัม นายณัฐพล นพรัตน์ และนางสาวอรวรรณ มหาบุษราคัม ได้รับบาดเจ็บ โจทก์ใช้ค่าเสียหายสำหรับรถยนต์ที่รับประกันภัย จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บและตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย จ.2 ข้อ 2.1 ซึ่งเป็นข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกเป็นสัญญาประกันชีวิตหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาข้อนี้โจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลนายสมชัย 3,204 บาท นายวิรัช 100,000 บาท นางสาวอรวรรณ 100,000 บาท เป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามข้อตกลงซึ่งผู้รับประกันภัยใช้แทนผู้เอาประกันภัย สัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิตเป็นสัญญาประกันชีวิตเพราะอาศัยความมรณะเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 ซึ่งไม่ได้ให้สิทธิผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิแทนกันได้เหมือนอย่างการประกันวินาศภัยแต่เงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย และค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บเป็นการจ่ายตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ตกลงคุ้มครองหาใช่เป็นการประกันชีวิตไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายต่อไปว่าความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 2.1 เริ่มต้นความคุ้มครองตั้งแต่ 50,001 - 100,000 บาท ต่อหนึ่งคนหรือเท่ากับคนละ 50,000 บาท อีก 50,000 บาท เป็นความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนั้น เห็นว่าตามกรมธรรม์ประกันภัยระบุความรับผิดต่อความบาดเจ็บไว้ว่า "เกิน 50,000 บาท ถึง100,000 บาท ต่อหนึ่งคน" เป็นการกำหนดความรับผิดของจำเลยไว้ในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งความเสียหายส่วนที่ไม่เกิน 50,000บาท ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีสิทธิที่จะได้รับจากจำเลยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้ว และจำเลยยังต้องรับผิดในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท ด้วย แต่ความรับผิดทั้งหมดเมื่อรวมความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้วต้องไม่เกินคนละ 100,000 บาท เมื่อโจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลนายสมชัย นายวิรัชและนางสาวอรวรรณแต่ละคนไม่เกิน 100,000 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 203,204 บาทโจทก์จึงรับช่วงสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 1436/2538 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมูลคดีเป็นเรื่องเดียวกัน ค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดในคดีทั้งสองจะซ้ำซ้อนและเกินจำนวนที่จำเลยควรต้องรับผิด ขอให้พิพากษาให้จำเลยรับผิดคดีนี้เฉพาะในความเสียหายของรถยนต์จำนวน164,000 บาท ส่วนค่าเสียหายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลให้จำเลยรับผิดในคดีของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เห็นว่า ปัญหานี้จำเลยมิได้ให้การศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยและศาลอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยให้ กรณีต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อีกทั้งมิได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เฉพาะค่ารักษาพยาบาลให้จำเลยชำระ 203,204 บาท จำเลยฎีกาว่าจำเลยต้องรับผิดในเงินจำนวนนี้เพียง 103,204 บาท ดังนั้น ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงมีเพียง 100,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 2,500 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 439,718 บาทเป็นเงิน10,992.50 บาท จึงไม่ถูกต้อง สมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท วชิระธนสินประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2546
#50687
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมตำแหน่งพนักงานพิธีการสินเชื่อทำบันทึกข้อมูลรายการขายลดเช็คอันเป็นเท็จ เป็นเพียงการใช้กลอุบายว่ามีลูกค้านำเช็คไปขายลดให้แก่โจทก์ร่วม แม้จะได้รับใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คแล้วนำไปเปิดบัญชีเงินฝากชื่อบัญชี ป. ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ธนาคารโจทก์ร่วมเพื่อพักเงินที่จะลักไว้ แต่จำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินหรือในบัญชีเงินฝากปลอมยังเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากเป็นเพียงหลักฐานควบคุมการฝากและถอนเงินของเจ้าของบัญชีเท่านั้นและการถอนเงินแต่ละครั้งจำต้องทำรายการถอนเงินในแบบพิมพ์ใบถอนเงิน ตราบใดที่ยังไม่มีการถอนเงินไปจากโจทก์ร่วม การเอาทรัพย์ไปก็ยังไม่เกิดขึ้น แม้จะเปิดบัญชีเป็นเท็จไว้ก็ยังถือไม่ได้ว่าการลักเงินสดสำเร็จแล้ว เมื่อจำเลยทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวเอาเงินสดของโจทก์ร่วมไป 4 ครั้ง คนละวันต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์4 กรรม มิใช่ 2 กรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือเมื่อวันที่ 4พฤษภาคม 2538 วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 วันที่ 23 สิงหาคม 2538 และวันที่ 4ตุลาคม 2538 เวลากลางวัน จำเลยลักเงินสดจำนวน 340,000 บาท 103,000 บาท270,000 บาท และ 194,500 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 907,500 บาท ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาจอมบึง อันเป็นสาขาหนึ่งของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไป โดยใช้กลอุบายทำหลักฐานอันเป็นเท็จว่ามีลูกค้านำเช็คมาขายลดให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาจอมบึง แล้วจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวของนายจ้างไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11), 91 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนรวมทั้งสิ้น 907,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 4 กรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนรวมทั้งสิ้น 907,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 844,500 บาทแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมสาขาจอมบึง ตำแหน่งพนักงานพิธีการสินเชื่อ มีหน้าที่รับซื้อขายลดเช็คของลูกค้าโจทก์ร่วมโดยจะต้องลงรายละเอียดข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และสมุดบันทึก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 จำเลยบันทึกรายละเอียดข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่านายประเวช ชัชวาล นำเช็คมาขายลดแก่โจทก์ร่วม 1 ฉบับ โดยไม่มีการซื้อขายลดเช็คจริง และได้นำใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีของนายประเวชซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่เปิดในวันเดียวกันนั้นจำนวน 443,041.10 บาท แล้วจำเลยทำรายการถอนเงินสดจากโจทก์ร่วมจำนวน 340,000 บาท ให้แก่จำเลยรับไปแทนนายประเวช ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม2538 จำเลยนำสมุดคู่ฝากของนายประเวชทำรายการถอนเงินสดจากโจทก์ร่วมอีก60,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2538 จำเลยบันทึกรายละเอียดข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จอีกว่านายสมัย แก่นศรี นำเช็คมาขายลดแก่โจทก์ร่วม1 ฉบับ โดยไม่มีการซื้อขายลดเช็คจริงและได้นำใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีของนายประเวชจำนวน 464,739.75 บาท ครั้นในวันที่ 23 สิงหาคม2538 จำเลยนำสมุดคู่ฝากของนายประเวชทำรายการถอนเงินสดจากโจทก์ร่วมจำนวน250,000 บาท และในวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยทำรายการขอออกแคชเชียร์เช็คและถอนเงินสดจากโจทก์ร่วมรวมจำนวน 194,500 บาท การกระทำของจำเลยดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาต้องกันว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์4 กรรม ต่างกัน คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 2 กรรม หรือไม่ในปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาว่า ลักษณะแห่งการกระทำในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดเพียง 2 กรรม เพราะเมื่อจำเลยบันทึกรายละเอียดข้อมูลรายการขายลดเช็คที่อ้างว่าเป็นของนายประเวชและของนายสมัยในเครื่องคอมพิวเตอร์จนกระทั่งได้รับใบเสร็จรับเงินการขายลดเช็คแต่ละฉบับ ถือได้ว่าการลักเงินของโจทก์ร่วมจำนวนตามใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คแต่ละฉบับเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่สำเร็จแล้ว การนำเงินจำนวนตามใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คเข้าบัญชีนายประเวชซึ่งเป็นบัญชีปลอมก็เป็นเพียงนำจำนวนเงินที่ลักสำเร็จแล้ว 2 ครั้ง ไปพักไว้ในบัญชีดังกล่าว เมื่อมีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวในภายหลังไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตามย่อมไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์อีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น...ไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์..."ความผิดฐานลักทรัพย์มีองค์ประกอบที่สำคัญข้อหนึ่งคือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินสดของโจทก์ร่วมไป 4 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2538จำนวน 340,000 บาท วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 จำนวน 103,000 บาท วันที่ 23สิงหาคม 2538 จำนวน 270,000 บาท และวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำนวน 194,500บาท ซึ่งการจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จในแต่ละครั้งก็ต่อเมื่อจำเลยเบิกเอาเงินสดของโจทก์ร่วมไปจากโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยบันทึกรายละเอียดข้อมูลรายการขายลดเช็คแต่ละฉบับในเครื่องคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ จึงเป็นเพียงการใช้กลอุบายทำหลักฐานอันเป็นเท็จว่ามีลูกค้านำเช็คแต่ละฉบับไปขายลดให้แก่โจทก์ร่วม แม้การบันทึกข้อมูลรายการขายลดเช็คแต่ละฉบับดังกล่าวจะสำเร็จจนได้รับใบเสร็จรับเงินจากการขายลดเช็คแล้วนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไปเปิดบัญชีเงินฝากชื่อบัญชีนายประเวช ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่โจทก์ร่วมนั่นเอง เพื่อพักจำนวนเงินที่จะลักไว้ก็ตามแต่จำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินหรือจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากปลอมดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากนั้นเป็นเพียงสมุดบันทึกรายการที่โจทก์ร่วมใช้เป็นหลักฐานควบคุมการฝากและถอนเงินของเจ้าของบัญชีเท่านั้น และการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวในแต่ละครั้งจำต้องทำรายการถอนเงินในแบบพิมพ์ใบถอนเงิน ฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการถอนเงินไปจากโจทก์ร่วมองค์ประกอบในความผิดฐานลักทรัพย์ในข้อเอาทรัพย์ไปจึงยังไม่เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้การที่ปรากฏจำนวนเงินในบัญชีที่แม้จะเปิดเป็นเท็จไว้ก็ยังถือไม่ได้ว่า การลักเงินสดของโจทก์ร่วมสำเร็จแล้วดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วว่าจำเลยทำรายการถอนเงินโดยอ้างเท็จว่ามีลูกค้ามาถอนแล้วเอาเงินสดของโจทก์ร่วมไป 4 ครั้ง ตามวันและจำนวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังมา จึงเป็นการลักเงินสดของโจทก์ร่วมคนละวันต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ 4 กรรม ต่างกัน มิใช่ 2 กรรม ดังที่จำเลยฎีกา"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย รักษ์ ชูชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2546
#48305
เปิดฉบับเต็ม

สายไฟฟ้าที่ถูกลักเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ กรมทางหลวงหรือกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของการสอบสวน แม้มิได้สอบสวนให้แจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายการสอบสวนก็ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับนายคมกริช เสนาบูรณ์ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันลักสายไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างโคมเสาไฟฟ้าส่องถนนแต่ละต้นยาวประมาณ 30 เมตร จำนวน 1 เส้น ราคา 6,000 บาท และสายไฟทองแดงที่ต่อระหว่างเสาไฟฟ้าไปพื้นดินเพื่อเป็นสายดินยาวเส้นละประมาณ 2เมตร จำนวน 15 เส้น รวมราคา 4,500 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 10,500 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ไฟฟ้าส่องถนนของกรมทางหลวงผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(10) วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนคำขอให้ริบคีมตัดลวด ประแจปากตายและกระเป๋าถือของกลางนั้นศาลได้สั่งให้ริบในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2543 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2541/2543 ของศาลชั้นต้น แล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้วคงลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องจริงส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกากล่าวอ้างว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนโดยแจ้งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายและทรัพย์ของกลางเป็นของผู้เสียหายจริงหรือไม่ จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า สายไฟฟ้าของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์กรมทางหลวงหรือกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญการสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ไพโรจน์ ยาดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2546
#266454
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นมารดาจำเลย ได้ยกที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยโอนที่ดินบางส่วนให้แก่ พ. โจทก์จึงไปพบจำเลยเพื่อขอให้จำเลยคืนที่ดินดังกล่าวให้แก่ ช. และ ส. ซึ่งเป็นพี่น้องของจำเลย จำเลยด่าโจทก์ว่า "อีเฒ่า มึงไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ยกที่ดินให้กูแล้วมึงยังจะให้กูแบ่งที่ดินให้คนอื่นอีก" ดังนี้ การที่จำเลยเรียกโจทก์ว่าอีเฒ่าและขึ้นมึงกูกับโจทก์ซึ่งเป็นมารดาเป็นการแสดงถึงความดูหมิ่นเหยียดหยาม และไม่ให้ความเคารพผู้ให้กำเนิด ทั้งการกล่าวว่าโจทก์ไม่มีศีลธรรม เป็นการกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนประพฤติไม่ดี ไม่ชอบ อันเป็นการลบหลู่และอกตัญญูต่อมารดาผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้เพราะจำเลยประพฤติเนรคุณได้

ที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งโจทก์มีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์ยกให้จำเลยจึงเป็นการสละเจตนาการครอบครอง การครอบครองของโจทก์ผู้ให้ย่อมสิ้นสุดลง จำเลยผู้รับย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ยังมีสิทธิเรียกที่ดินดังกล่าวคืนได้เมื่อจำเลยประพฤติเนรคุณตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าที่ดินดังกล่าวจะได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ดินมีโฉนดไปแล้วหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 40084 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 40084 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,800 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างการพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นายดวงจันทร์สามีโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4208 (ปัจจุบันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 40084) ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา แก่จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานกับมีนายชำนาญและนางสำราญเบิกความเป็นพยานโจทก์ในทำนองเดียวกันว่า เดิมโจทก์เคยให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 84 ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น แก่จำเลย นายชำนาญ และนางสำราญ โดยโจทก์ใส่ชื่อจำเลยในทะเบียนเพียงคนเดียว ภายหลังจำเลยได้โอนที่ดินบางส่วนให้แก่นายไพศาล ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2541 โจทก์นายชำนาญและนางสำราญทราบเรื่องจึงไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อขอให้จำเลยแบ่งที่ดินคืนให้แก่นายชำนาญและนางสำราญโดยไปพร้อมกับนายดวงจันทร์สามีโจทก์และนางเสงี่ยม โจทก์จึงว่ากล่าวให้จำเลยโอนที่ดินให้นายชำนาญและนางสำราญ แต่จำเลยไม่ยินยอมกลับด่าโจทก์ว่า "อีเฒ่า มึงไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ยกที่ดินให้กูแล้วมึงยังจะให้กูแบ่งที่ดินให้แก่คนอื่นอีก" จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ด่าโจทก์ เห็นว่าโจทก์มีประจักษ์พยาน 3 ปาก โดยโจทก์เป็นมารดาของจำเลย นายชำนาญและนางสำราญเป็นน้องจำเลยยืนยันว่า ได้ไปที่บ้านของจำเลยและโจทก์ขอให้จำเลยโอนที่ดินให้นายชำนาญและนางสำราญ จำเลยไม่ยินยอม และจำเลยได้พูดข้อความดังกล่าวจริง โจทก์นายชำนาญกับนางสำราญไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนแต่มีสาเหตุขัดแย้งกับนายไพศาลเท่านั้น จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย สำหรับตัวโจทก์ผู้เป็นมารดาซึ่งเลี้ยงดูจำเลยมารวมทั้งให้ความรักจำเลยมากกว่าคนอื่นโดยเห็นได้จากการให้ที่ดินในระหว่างบุตรด้วยกันแล้ว จำเลยจะได้รับการแบ่งที่ดินมากกว่าทุกคน หากจำเลยไม่ได้ว่าโจทก์ตามข้อความที่กล่าวมาแล้วโจทก์คงไม่นำมาเป็นสาเหตุฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยมีเพียงตัวจำเลยเพียงปากเดียวซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และนำสืบปฏิเสธลอย จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังมาหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้พูดข้อความดังกล่าวจริง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า คำกล่าวของจำเลยที่ว่า "อีเฒ่า มึงไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ยกที่ดินให้กูแล้วมึงยังจะให้กูแบ่งที่ดินให้แก่คนอื่นอีก" เป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกถอนคืนการให้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเรียกโจทก์ว่าอีเฒ่าและขึ้นมึงกูกับโจทก์ซึ่งเป็นมารดานั้นเป็นคำหยาบ แสดงถึงความดูหมิ่นเหยียดหยามและไม่ให้ความเคารพผู้ให้กำเนิด นอกจากนี้ยังกล่าวว่าโจทก์ไม่มีศีลธรรม เป็นการกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนประพฤติไม่ดีไม่ชอบอันเป็นการลบหลู่และอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะทรัพย์สินแห่งการให้ได้เปลี่ยนจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาเป็นโฉนดที่ดินแล้วนั้น เห็นว่า ที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งโจทก์มีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์ยกให้จำเลย จึงเป็นการสละเจตนาการครอบครอง การครอบครองของโจทก์ผู้ให้ย่อมสิ้นสุดลง จำเลยผู้รับให้ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ยังมีสิทธิเรียกที่ดินคืนได้เมื่อจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นโฉนดที่ดินไปแล้วหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2) ม. 1377 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเลี่ยม ศิริมา โดยนายดวงจันทร์ ศิริมา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางประมวล วิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2546
#49860
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษาโดยสอบถามโจทก์และจำเลย โดยต่างคนต่างแถลงตามข้ออ้างและข้อเถียงของตน มิได้แถลงรับข้อเท็จจริงอันสำคัญในประเด็นที่โต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ยุติ และข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การและคำแถลงของคู่ความยังไม่เพียงพอวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และต่างปลูกบ้านอาศัยและครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดเป็นเวลาหลายสิบปี จำเลยที่ 2 ขออาศัยโจทก์และมารดาโจทก์ปลูกบ้านเพื่อขายของในที่ดินส่วนของโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกโฉนด จำเลยที่ 2 ได้อายัดการแบ่งแยกที่ดินโดยอ้างว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงแจ้งยกเลิกการรังวัดแบ่งแยก ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือแจ้งยกเลิกการรังวัดของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่ได้รังวัดแล้วไปฝ่ายเดียวโดยถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายปีละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ และให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขายที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองให้แก่จำเลยที่ 2 สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ และที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ไม่ผูกพันตามคำพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 15/2543 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับนางแถม บุญนุกูล มารดาโจทก์ และมิได้มีการแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดจำเลยที่ 2ได้ขอซื้อที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าครอบครองปลูกบ้านอยู่อาศัยจนถึงปัจจุบัน เมื่อนางแถมถึงแก่กรรมโจทก์จึงขอรับมรดกส่วนของนางแถม ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแบ่งที่ดินให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่ แต่ในการรังวัดจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปชี้แนวเขตด้วยเนื่องจากอายุมาก เมื่อมาทราบภายหลังว่าโจทก์แบ่งแยกไม่เป็นไปตามข้อตกลงจึงแจ้งยกเลิกการรังวัด โจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นส่วนของโจทก์ ปัจจุบันจำเลยที่ 2 ได้เข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับเดิมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสองและคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบหรือไม่เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสองและนัดฟังคำพิพากษาโดยสอบถามโจทก์และจำเลยทั้งสองทีละคน โจทก์และจำเลยทั้งสองก็ได้แถลงต่อศาล โดยต่างคนต่างแถลงตามข้ออ้างและข้อเถียงของตน มิได้แถลงรับข้อเท็จจริงอันสำคัญในประเด็นที่โต้เถียง ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดหรือไม่ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยขออาศัยนางแถมและโจทก์หรือไม่และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด จึงยังไม่ยุติข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การและคำแถลงของคู่ความยังไม่เพียงพอวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ มีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมไม่ชอบไปด้วย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วยคนหนึ่งแล้วคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ทำนองว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 จะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยจำเลยที่ 2 ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งไม่ยินยอมด้วยหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือยกเลิกการรังวัดแล้วให้จดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินตามที่รังวัดไว้แล้วไม่ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนในที่ดินพิพาทหลังจากที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและหลังจากที่มีการฟ้องคดีนี้แล้ว ทั้งจำเลยที่ 2 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมก็โดยรับโอนที่ดินจากส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้รับโอนที่ดินจากส่วนของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนจึงมีสิทธิในที่ดินเท่าที่จำเลยที่ 1 ผู้โอนมีอยู่เท่านั้น หาได้ผูกพันที่ดินส่วนของโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360
ป.วิ.พ. ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรพล บุญนุกูล
จำเลย — นาย เติม ดอกไม้พุ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1121/2546
#110977
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่า ข้อตกลงการหย่ามีข้อความเป็นพินัยกรรมหรือไม่ ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ข้อตกลงการหย่าเป็นพินัยกรรมหรือไม่หรือหากจะฟังว่าเป็นพินัยกรรมอันจะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ผลของคดีที่ศาลไม่ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมก็ไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า ข้อตกลงการหย่าเป็นพินัยกรรมตัดผู้คัดค้านที่ 2 มิให้รับมรดกจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทธิ์ฎีกาต่อมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หรือตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งนางสาวศรีอรุณ กลิ่นรอด ผู้ร้องกับนางสาวสุชาดา น้อมสูงเนิน ผู้คัดค้านที่ ๑ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจพีระพล กลิ่นรอด ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า?ศาลชั้นต้นตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน โดยฟังว่าผู้ร้องเป็นทายาทของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของผู้ตาย ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยมิได้วินิจฉัยว่าหนังสือข้อตกลงการหย่าเป็นพินัยกรรมหรือไม่ เนื่องจากว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงแบบของพินัยกรรมและความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ทั้งมิได้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอันจะร้องคัดค้านหรือขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย เมื่อผู้คัดค้านที่ ๒ มิได้อุทธรณ์ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า หนังสือข้อตกลงการหย่าเป็นพินัยกรรม และพินัยกรรมมีผลเป็นการตัดผู้คัดค้านที่ ๒ มิให้รับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิเป็นผู้คัดค้านคดีนี้นั้น เห็นว่าการที่จะวินิจฉัยว่าหนังสือข้อตกลงการหย่าเป็นพินัยกรรมหรือไม่ หรือแม้หากจะเป็นพินัยกรรมอันมีลักษณะทำให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ผลของคดีที่ศาลไม่ตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกร่วมก็ไม่เปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยโดยฟังว่า บันทึกข้อตกลงการหย่าเป็นพินัยกรรมและมีผลเป็นการตัดผู้คัดค้านที่ ๒ มิให้รับมรดกของผู้ตายนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย?

อนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นมิได้สั่งว่าจะยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ ๒ หรือไม่จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแต่ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ ๒ ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล นอกจากนี้ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์ก็มิได้พิพากษาแก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายืน แต่ให้ยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๒ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวศรีอรุณ กลิ่นรอด
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุชาดา น้อมสูงเนิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรม อินทสโร
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1119/2546
#49859
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยและค่าเหล็กตัวซีรวมเป็นเงิน 204,850 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 156,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงินเพียง 48,100 บาท เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างเหมาก่อสร้างงานบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาล แล้วจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างแทนทั้งหมด ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ่อเติมอากาศ เป็นการบรรยายข้ออ้างว่ามีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามแล้ว ประกอบกับคำขอบังคับท้ายฟ้องโจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยและค่าเหล็กตัวซีด้วย ถือได้ว่าโจทก์ได้กล่าวอ้างว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีนิติสัมพันธ์กันตามกฎหมายแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นอุทธรณ์นอกฟ้องและเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างเหมาก่อสร้างงานระบบบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แล้วจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างแทนทั้งหมด ต่อมา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ่อเติมอากาศ ซึ่งเป็นบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่ในระบบบำบัดน้ำเสียในราคา 280,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระค่าจ้างโจทก์เพียง 60,000 บาทเท่านั้น โจทก์ทำงานก่อสร้างต่อไปจนแล้วเสร็จร้อยละ 90 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ยอมให้โจทก์ทำงานก่อสร้างต่อไปตามสัญญาและค้างชำระค่าจ้างอยู่จำนวน190,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการก่อสร้างต่อไปโดยนำเหล็กตัวซีของโจทก์จำนวน 9 เส้น ราคา 6,750 บาท ไปใช้รัดแบบก่อเทคอนกรีตจนหมดสิ้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยและค่าเหล็กตัวซีรวมเป็นเงิน 204,850บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 190,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยทั้งสามไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ในการว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ่อเติมอากาศตามฟ้อง โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 156,750บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างและค่าเสียหายให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยและค่าเหล็กตัวซี รวมเป็นเงิน 204,850 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 156,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันตรงกันรับฟังได้ว่างานเสร็จแล้วร้อยละ 90 ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างและค่าเสียหายให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ปรากฏว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงินเพียง 48,100 บาท เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามกฎหมาย โดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวการยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2และที่ 3 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์นอกฟ้องเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างเหมาก่อสร้างงานบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา แล้วจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างแทนทั้งหมดต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ่อเติมอากาศ เป็นการบรรยายข้ออ้างว่ามีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามแล้ว ประกอบกับคำขอบังคับท้ายฟ้องโจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยและค่าเหล็กตัวซีด้วย ถือได้ว่าโจทก์ได้กล่าวอ้างว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีนิติสัมพันธ์กันตามกฎหมายแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นอุทธรณ์นอกฟ้อง และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้วินิจฉัย เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อนในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 รับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างเหมาก่อสร้างงานบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาแล้วจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างแทนทั้งหมด ต่อมาจำเลยที่ 2และที่ 3 ตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ่อเติมอากาศซึ่งเป็นบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่ในระบบบำบัดน้ำเสียในราคา 280,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระค่าจ้างให้โจทก์60,000 บาท นอกจากนี้โจทก์นำสืบว่า ในขณะที่โจทก์ดำเนินการก่อสร้าง นายสะสมวงศ์เล็ก วิศวกรผู้ควบคุมงานของจำเลยที่ 1 มาควบคุมดูแลงานก่อสร้างทั้งหมดโดยตลอดและไม่เคยทักท้วงงานก่อสร้าง รวมทั้งให้โจทก์เข้าร่วมกำหนดแผนงานก่อสร้างด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 และชำระค่าจ้างให้จำเลยที่ 2 โดยตรง ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์และไม่รู้เห็นในการตกลงจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานหลักฐานแต่เพียงว่าวิศวกรของจำเลยที่ 1 มาควบคุมดูแลงานก่อสร้างและไม่เคยทักท้วงงานก่อสร้าง กับให้โจทก์เข้าร่วมกำหนดแผนงานก่อสร้างเท่านั้น มิได้นำสืบถึงความมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามตามข้ออ้างแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1กับโจทก์มีนิติสัมพันธ์ในการจ้างโจทก์ก่อสร้างบ่อเติมอากาศตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมีชัย โหมดเจริญ
จำเลย — บริษัทการันตี เอ็นจีเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2546
#48304
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่ใช้วางท่อระบายน้ำทิ้งเป็นที่ดินของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งโดยเจตนาจะให้ได้ภารจำยอม ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความในการใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็วินิจฉัยให้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนในโฉนดเลขที่ 9856 เนื้อที่49 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 118 ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของโจทก์ เมื่อประมาณปี 2538 จำเลยได้ทำท่อระบายน้ำจากหลังคาบ้านของจำเลยปลายท่อระบายน้ำล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ที่โจทก์ปลูกบ้านอาศัยอยู่ น้ำฝนจากหลังคาบ้านของจำเลยไหลลงสู่ท่อระบายน้ำเข้ามาในที่ดินและบ้านของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำจำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทำด้วยประการใดเพื่อให้น้ำจากหลังคาบ้านของจำเลยไหลลงสู่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้โจทก์จัดการเอง โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนท่อระบายน้ำและไม่กระทำการใดที่ทำให้น้ำจากหลังคาบ้านของจำเลยไหลลงสู่ที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 9856 มีการแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดโดยนายสืบ ระย้าย้อย น้าชายของจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงหมายเลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 60 ตารางวา นางผาด เริ่มภักดิ์ มารดาของจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงหมายเลข 2 เนื้อที่ประมาณ 93 ตารางวา ส่วนนางเปาะมารดาของโจทก์เป็นผู้ครอบครองและปลูกบ้านบนที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลือง เนื้อที่ประมาณ 49 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การ เมื่อประมาณปี 2509 ถึง 2510 ทางราชการขยายถนนเพชรเกษมเข้ามาในที่ดินที่นางเปาะครอบครองกว้างประมาณ 2 เมตร นางเปาะขออนุญาตนายสืบขยับบ้านของนางเปาะปลูกล้ำเข้ามาในที่ดินของนายสืบประมาณ 2 เมตร ต่อมานายสืบขายที่ดินที่นายสืบครอบครองให้จำเลย จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 118 บนที่ดินและตกลงเปลี่ยนที่ดินกับนางเปาะ โดยนางเปาะยกที่ดินส่วนเส้นสีเขียวเนื้อที่ประมาณ 2 ตารางวา ให้จำเลยเป็นทางเข้าออกและวางท่อระบายน้ำ จำเลยยกที่ดินส่วนเส้นสีแดงที่นางเปาะเข้ามาปลูกบ้านนั้นให้นางเปาะ เนื้อที่ 4 ตารางวา มีการทำหนังสือให้จำเลยยึดถือไว้ ตามหนังสือท้ายคำให้การหมายเลข 3 จำเลยฝังท่อระบายน้ำทั้งวางท่อประปาในที่ดินส่วนเส้นสีเขียวกับวางท่อระบายน้ำจากชายคาบ้านของจำเลยข้ามรั้วเข้ามาในที่ดินส่วนเส้นสีเขียวโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี ไม่มีผู้คัดค้านจนได้กรรมสิทธิ์ ต่อมานางผาดทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงหมายเลข 2 ให้จำเลย เมื่อนางผาดถึงแก่กรรมจำเลยได้นำที่ดินแปลงหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ไปขอออกโฉนดเลขที่ 56101 โดยไม่ได้นำที่ดินส่วนเส้นสีเขียวไปขอออกโฉนดด้วย โจทก์นำสังกะสีมาล้อมและปลูกต้นมะม่วงในที่ดิน ส่วนเส้นสีเขียวเพื่อมิให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยมีสิทธิทำท่อระบายน้ำจากหลังคาบ้านของจำเลยโดยปลายท่อลงในที่ดินส่วนเส้นสีเขียวของจำเลยไม่ได้ทำยื่นล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กล่าวอ้าง และน้ำไม่ได้ไหลเข้าที่ดินของโจทก์แต่ไหลลงสู่คลองริมถนนเพชรเกษม สาเหตุที่น้ำท่วมที่ดินของโจทก์เพราะโจทก์ถมที่ดินเขตทางหลวงปิดกั้นทางน้ำเอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายและหากเสียหายก็ไม่เกิน 10 บาท การกระทำของโจทก์ดังกล่าว ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำเลยบอกกล่าวโจทก์รื้อถอนรั้วสังกะสีกับต้นมะม่วง โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินในส่วนเส้นสีเขียวในโฉนดเลขที่ 9856 เป็นของจำเลยโดยการครอบครองและห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง กับให้โจทก์รื้อถอนรั้วสังกะสีกับต้นมะม่วง 3 ต้น ออกไปจากที่ดินของจำเลยดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินของโจทก์เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9856 นางเปาะไม่เคยขยับบ้านเข้าไปในที่ดินของนายสืบ ตามแผนที่ท้ายคำให้การภายในเส้นสีแดงที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ดินส่วนนั้นนางเปาะได้รับการยกให้และครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์ ซึ่งต่อมาได้ยกให้แก่โจทก์ นางเปาะไม่เคยแลกเปลี่ยนที่ดินกับจำเลย แต่นางเปาะยอมให้จำเลยใช้ที่ดินทางด้านทิศใต้ของที่ดินของนางเปาะเป็นทางเข้าออกบ้านของจำเลยและยอมให้จำเลยทำท่อระบายน้ำทิ้งลงสู่ครอง ซึ่งที่ดินส่วนนั้นเป็นคนละส่วนกับที่ดินของโจทก์ภายในกรอบเส้นสีเขียว เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินภายในกรอบสีเขียวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยต้องรื้อถอนท่อระบายน้ำออกไป ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำ ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยกระทำด้วยประการใดเพื่อให้น้ำไหลจากหลังคาบ้านของจำเลยลงสู่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 9856 ตำบลอ่างทองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 49 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทภายในเส้นสีแดงท้ายบันทึกลงวันที่ 2 เมษายน 2538 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 888/2538 ของศาลชั้นต้นกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนท่อระบายน้ำออกจากที่ดินของโจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินของโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองมีเนื้อที่ 49ตารางวา ตามแผนที่ที่จ่าศาลจัดทำในเส้นสีแดงท้ายรายงานของจ่าศาลฉบับลงวันที่ 17เมษายน 2538 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 888/2538 ของศาลชั้นต้น ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินของจำเลย มีบ้านเลขที่ 118หมู่ที่ 4 ตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ ปัจจุบันจำเลยขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 56101 แล้ว เดิมที่ดินของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9856เช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์ จำเลยวางท่อระบายน้ำจากหลังคาบ้านจำเลยไปตามรั้วบ้านลงในที่ดินพิพาท เพื่อให้น้ำฝนไหลลงสู่คลองริมถนนเพชรเกษม ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความในการใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่ใช้วางท่อระบายน้ำทิ้งเป็นที่ดินของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งโดยเจตนาจะให้ได้ภารจำยอม ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ขาว ระย้าย้อย
จำเลย — นาง สุภาพ พีคูบัวส์
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2546
#261307
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่ใช้วางท่อระบายน้ำทิ้งเป็นที่ดินของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการ ต่อสู้กรรมสิทธิ์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า ใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งโดยเจตนาจะให้ได้ภาระจำยอม ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนในโฉนดเลขที่ 9856 จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 118 ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของโจทก์ จำเลยได้ทำท่อระบายน้ำจากหลังคาบ้านของจำเลย ปลายท่อระบายน้ำล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ที่โจทก์ปลูกบ้านอาศัยอยู่ น้ำฝนจากหลังคาบ้านของจำเลยไหลลงสู่ ท่อระบายน้ำเข้ามาในที่ดินและบ้านของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอน ท่อระบายน้ำด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทำด้วยประการใดเพื่อให้น้ำจากหลังคาบ้านของจำเลยไหลลงสู่ที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้โจทก์จัดการเอง โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนท่อระบายน้ำและ ไม่กระทำการใดที่ทำให้น้ำจากหลังคาบ้านของจำเลยไหลลงสู่ที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 9856 มีการแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดโดย ส. น้าชายของจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงหมายเลข 1 ส่วน ป. มารดาของโจทก์เป็นผู้ครอบครองและ ปลูกบ้านบนที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลือง ตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การ เมื่อประมาณปี 2509 ถึง 2510 ทางราชการขยายถนนเพชรเกษมเข้ามาในที่ดินที่ ป. ครอบครอง ป. ขออนุญาต ส. ขยับบ้านของ ป. ปลูกล้ำเข้ามาในที่ดินของ ส. ต่อมา ส. ขายที่ดินที่ ส. ครอบครองให้จำเลย จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 118 บนที่ดินและตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกับ ป. โดย ป. ยกที่ดินส่วนเส้นสีเขียวเนื้อที่ประมาณ 2 ตารางวา ให้จำเลยเป็นทางเข้าออกและวางท่อระบายน้ำ จำเลยยกที่ดินส่วนเส้นสีแดงที่ ป. เข้ามาปลูกบ้านนั้น ให้ ป. เนื้อที่ 4 ตารางวา มีการทำหนังสือให้จำเลยยึดถือไว้ จำเลยฝังท่อระบายน้ำ ทั้งวาง ท่อประปาในที่ดินส่วนเส้นสีเขียวกับวางท่อระบายน้ำจากชายคาบ้านของจำเลยข้ามรั้วเข้ามาในที่ดินส่วนเส้นสีเขียวโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ไม่มีผู้คัดค้านจนได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินในส่วนเส้นสีเขียวในโฉนดเลขที่ 9856 เป็นของจำเลยโดยการครอบครองและห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำ และห้ามมิให้จำเลยกระทำด้วยประการใดเพื่อให้น้ำไหลจากหลังคาบ้านของจำเลยลงสู่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 9856 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนท่อระบายน้ำออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินของโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษา ถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินของจำเลย มีบ้านเลขที่ 118 ตั้งอยู่ ปัจจุบันจำเลยขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 56101 แล้ว เดิมที่ดินของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9856 เช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์ จำเลยวางท่อระบายน้ำจากหลังคาบ้านจำเลยไปตามรั้วบ้านลงในที่ดินพิพาท เพื่อให้น้ำฝนไหลลงสู่คลองริมถนนเพชรเกษม ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความในการใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินที่ใช้วางท่อระบายน้ำทิ้งเป็นที่ดินของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าใช้ที่ดินตรงที่วางท่อระบายน้ำทิ้งโดยเจตนาจะให้ได้ภาระจำยอม ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขาว ระย้าย้อย
จำเลย — นางสุภาพ พีคูบัวส์
1401 — ป.พ.พ. มาตรา
249 — ป.วิ.พ. มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2546
#48303
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเรื่องก่อน ส. ฟ้อง ต. และ ม. ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขับไล่ อ้างว่า ต. และ ม. ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินของ ส. เมื่อ ต. และ ม. ได้อ้างสิทธิความเป็นเจ้าของรวมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่การเป็นเจ้าของรวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกับ ต. และ ม. ด้วย คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขับไล่ การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ส. ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์โดยต้องการนำพยานหลักฐานที่ตรวจพบใหม่มาแสดงเพื่อให้ศาลรับฟังว่า ส. ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยานายตุ้น นิยะกิจ อยู่กินเป็นสามีภริยากันมา ตั้งแต่ปี 2492 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จำเลยที่ 1 เป็นภริยานายสำรอง ชนชนะ จำเลยที่ 2เป็นน้องนายสำรอง เมื่อปี 2523 นายสำรองได้ร่วมกับพวกเป็นโจทก์ฟ้องนายตุ้นและนายเติมหรือจงรักษ์ นิยะกิจ กับพวกเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 297/2523 หมายเลขแดงที่ 130/2538 (ที่ถูก 130/2528) ของศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 2300 เล่ม 23 ข. หน้า 50 เลขที่ดิน 106 และขับไล่ออกจากที่ดินดังกล่าว อ้างว่านายตุ้นและนายเติมออก น.ส.3 ทับที่ดินของนายสำรอง ระหว่างดำเนินคดีนายสำรองถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกของนายสำรองและจำเลยที่ 1 ได้เข้าเป็นคู่ความแทนนายสำรอง คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอน น.ส.3 เลขที่ 2300 และขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินในฐานะเป็นบริวารของนายตุ้นโดยผิดหลงเพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทนนายสำรองได้นำพยานหลักฐานเท็จไปแสดงต่อศาลว่านายสำรองได้ครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 2300 ความจริงโจทก์ นายตุ้น และนายเติมเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา หลังจากศาลฎีกาพิพากษาแล้ว ได้มีการเพิกถอนน.ส.3 เลขที่ 2300 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และโจทก์ได้ถูกรื้อถอนบ้านเรือนบังคับให้ออกจากที่ดินในฐานะบริวารของนายตุ้น โดยยังไม่มีโอกาสได้โต้แย้ง โจทก์เพิ่งจะทราบความจริงโดยตรวจพบหลักฐานใหม่ว่านายสำรองไม่เคยมีที่ดินอยู่ในบริเวณดังกล่าว โจทก์เป็นบุคคลภายนอกจึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่านายสำรอง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสำรองแทนจำเลยที่ 1 ปัจจุบันทางราชการได้เดินสำรวจที่ดินบริเวณที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 2300 เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎร โจทก์จึงไปติดต่อเจ้าพนักงานผู้เดินสำรวจขอให้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งวินิจฉัยโดยผิดหลงดังกล่าวทำให้เจ้าพนักงานไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 2300 เล่ม 23 ข. หน้า 50 เลขที่ดิน 106 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องและให้จำเลยทั้งสองไปถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาขับไล่นายตุ้น นิยะกิจ สามีโจทก์จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยานายตุ้น นิยะกิจจำเลยที่ 1 เป็นภริยานายสำรอง ชนชนะ ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสำรอง จำเลยที่ 2 เป็นน้องนายสำรองและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสำรองแทนจำเลยที่ 1 ก่อนคดีนี้นายสำรองและจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนายตุ้นและนายเติมหรือจงรักษ์ นิยะกิจ กับพวกเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 130/2528 ของศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอน น.ส.3เลขที่ 2300 เล่ม 23 ข. หน้า 50 เลขที่ดิน 106 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และขับไล่นายตุ้นกับนายเติมออกจากที่ดินตาม น.ส.3 ดังกล่าว แล้วนายสำรองได้ถึงแก่ความตายไปในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 1ได้เข้าเป็นคู่ความแทนนายสำรอง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายสำรองเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 2300 พิพากษาให้เพิกถอน น.ส.3เลขที่ 2300 และขับไล่นายตุ้น นายเติมกับบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว ที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเป็นของโจทก์และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 130/2528 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 130/2528 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 2300 ซึ่งโจทก์อ้างเป็นเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 มีชื่อนายตุ้นและนายเติมเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ นายตุ้นและนายเติมได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของร่วมกับนายตุ้นและนายเติมในที่ดินพิพาทและในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 130/2528 ของศาลชั้นต้น นายตุ้นและนายเติมซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้อ้างสิทธิความเป็นเจ้าของขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่การเป็นเจ้าของรวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนโจทก์คดีนี้ด้วย การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องโดยต้องการนำพยานหลักฐานที่ตรวจพบใหม่มาแสดงเพื่อให้ศาลรับฟังว่านายสำรองไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 130/2538ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 130/2528 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร้อย นิยะกิจ
จำเลย — นาง เนือง นาคนวล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2546
#49858
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียน ท. เป็นกรณีที่ศาลสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็น เพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง หาใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไม่ แม้ในเหตุฉุกเฉินผู้ร้องก็ไม่อาจจะก้าวล่วงไปจัดการในกิจการอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีที่จำเลยถูกฟ้องใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีระยองเฉลิมพระเกียรติและอาคารเพิ่มเติมที่ค้างชำระเป็นเงิน4,178,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,178,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุตรจำเลย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราจึงตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราแทนจำเลยไปพลางก่อน จนกระทั่งวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ผู้ร้องจึงรู้ว่าจำเลยถูกฟ้องจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่โดยให้ผู้ร้องดำเนินการแทนจำเลยผู้ไม่อยู่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราเท่านั้น หาใช่จัดการทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งโรงเรียนเทคโนโลยีระยองเฉลิมพระเกียรติด้วยไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีนี้จึงเป็นการทำการเกินกว่าหน้าที่ที่ศาลแต่งตั้ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่และมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2543 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 335/2543 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในคดีนี้แก่โจทก์คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราแทนจำเลยผู้ไม่อยู่ชั่วคราว จนกว่าจำเลยจะกลับมา และผู้ร้องได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราก็ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ร้องมีอำนาจจัดการแต่เฉพาะในกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา อันเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 48 วรรคหนึ่ง หาใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไม่ แม้ในเหตุฉุกเฉินผู้ร้องก็ไม่อาจจะก้าวล่วงไปจัดการในกิจการอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวรรณ ยืนยง
ผู้ร้อง — นางสุชีราภรณ์ สิทธิศาสตร์
จำเลย — นายชัยพร ธุวานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2546
#50292
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราแทนจำเลยผู้ไม่อยู่ชั่วคราวจนกว่าจำเลยจะกลับมา และผู้ร้องได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนดังกล่าว ผู้ร้องย่อมมีอำนาจจัดการแต่เฉพาะในกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่งหาใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามมาตรา 48 วรรคสองอันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไม่ แม้ในเหตุฉุกเฉินผู้ร้องก็ไม่อาจจะก้าวล่วงไปจัดการในกิจการอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีระยองเฉลิมพระเกียรติแทนจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีระยองเฉลิมพระเกียรติและอาคารเพิ่มเติมที่ค้างชำระเป็นเงิน4,178,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,178,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุตรจำเลย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราจึงตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราแทนจำเลยไปพลางก่อน จนกระทั่งวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ผู้ร้องจึงรู้ว่าจำเลยถูกฟ้องและโจทก์นำเจ้าพนักงานไปปิดคำบังคับที่ภูมิลำเนาจำเลยตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2543 หลังจากจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เกือบหนึ่งปีเต็มจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยเป็นหนี้ค่าจ้างก่อสร้างแก่โจทก์เพียง 2,492,397 บาท มิได้เป็นหนี้ตามจำนวนที่โจทก์กล่าวอ้าง ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ โดยให้ผู้ร้องดำเนินการแทนจำเลยผู้ไม่อยู่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราเท่านั้น หาใช่จัดการทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งโรงเรียนเทคโนโลยีระยองเฉลิมพระเกียรติด้วยไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีนี้จึงเป็นการทำการเกินกว่าหน้าที่ที่ศาลแต่งตั้ง ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เพราะไม่มีเงินชำระแก่โจทก์ จำเลยได้ตกลงขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมการก่อสร้างมากกว่าแบบที่เขียนไว้ ทำให้มีค่าก่อสร้างมากกว่าราคาตามแบบ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2543 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 335/2543 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในคดีนี้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราแทนจำเลยผู้ไม่อยู่ชั่วคราว จนกว่าจำเลยจะกลับมา และผู้ร้องได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราก็ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าผู้ร้องมีอำนาจจัดการแต่เฉพาะในกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา อันเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง หาใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไม่ แม้ในเหตุฉุกเฉินผู้ร้องก็ไม่อาจจะก้าวล่วงไปจัดการในกิจการอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 48
ป.วิ.พ. ม. 208 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวรรณ ยืนยง
ผู้ร้อง — นาง สุชีราภรณ์ สิทธิศาสตร์
จำเลย — นาย ชัยพร ธุวานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2546
#110842
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารโรงเรียนเทคโนโลยี ร. การที่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยี ฉ. แทนจำเลยผู้ไม่อยู่ชั่วคราว จนกว่าจำเลยจะกลับมา และผู้ร้องได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยี ฉ. ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่า ผู้ร้องมีอำนาจ จัดการแต่เฉพาะในกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยี ฉ. อันเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคหนึ่ง หาใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้ร้องเป็น ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับ ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไม่แม้ในเหตุฉุกเฉินผู้ร้องก็ไม่อาจจะก้าวล่วงไปจัดการในกิจการอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนเทคโนโลยี ร. ชำระเป็นเงิน ๔,๑๗๘,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔,๑๗๘,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ โดยให้ผู้ร้องดำเนินการแทนจำเลยผู้ไม่อยู่

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ ต่อมาวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๓ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๓๕/๒๕๔๓ ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในคดีนี้แก่โจทก์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการกิจการโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราแทนจำเลยผู้ไม่อยู่ชั่วคราว จนกว่าจำเลยจะกลับมา และผู้ร้องได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทราก็ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ร้องมีอำนาจจัดการแต่เฉพาะในกิจการของโรงเรียนเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา อันเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อน ตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง หาใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๘ วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไม่ แม้ในเหตุฉุกเฉินผู้ร้องก็ไม่อาจจะก้าวล่วงไปจัดการในกิจการอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่น คำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 48 ม. 54 ม. 801 ม. 802
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวรรณ ยืนยง
ผู้ร้อง — นางสุชีราภรณ์ สิทธิศาสตร์
จำเลย — นายชัยพร ธุวานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสุรฤทธิ์ ธีระศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2546
#48715
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่โจทก์กล่าวหาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,335,336 ทวิ พอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดข้อหาใดได้แล้ว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ในตอนต่อมาบรรยายว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางที่จำเลยกับพวกได้ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อกระทำความผิดก็ไม่ ทำให้คำฟ้องของโจทก์เสียไป เพราะโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้อยู่แล้ว และหากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับพวกอีกหลายคน จำเลยก็คงได้รับโทษตามความผิดที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องเท่านั้น คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ การที่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้เพิ่มเติมจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยได้ร่วมกับพวกอีกหลายคนกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ของผู้เสียหายนั้น ก็ไม่เป็นข้อสาระสำคัญที่จะให้ถือว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องอันจะทำให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยมีเจตนาเอารถยนต์นั่งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน 9 ฬ - 9520 กรุงเทพมหานคร ราคา 700,000 บาท ของนางสาวศิริพร นิลสวิท ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้ของแข็งทุบบริเวณกระจกประตูด้านหลังขวาของรถยนต์จนแตกออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อจะเปิดประตูรถและใช้เครื่องมือที่จำเลยเตรียมมาติดเครื่องยนต์และขับรถยนต์คันดังกล่าวหลบหนีไป แต่การกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลเนื่องจากขณะกระทำความผิดอยู่นั้น เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นและเข้าขัดขวางจับกุมจำเลยไว้ได้ก่อน จำเลยจึงไม่สามารถลักรถยนต์ไปได้สำเร็จ และโดยการกระทำความผิดดังกล่าวจำเลยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 3222 กรุงเทพมหานครเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมลูกกุญแจ 1 พวง จำนวน 16 ดอก ค้อน 1 ด้าม ถุงมือ 5 คู่ เครื่องมือช่าง 1 ชุดจำนวน 9 ชิ้น และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 9 ฮ - 3222 กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยกับพวกใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 335, 336 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 336 ทวิ จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบลูกกุญแจ ค้อน ถุงมือ และเครื่องมือช่างของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องข้อที่ 1 โจทก์บรรยายว่าจำเลยมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่ข้อที่ 2โจทก์กลับบรรยายว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมของกลางซึ่งจำเลยกับพวกได้ใช้และมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิด จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขัดแย้งกัน เพราะตามคำฟ้องข้อ 2 แสดงว่า ผู้กระทำผิดคดีนี้มิใช่มีจำเลยเพียงคนเดียว แต่มีพวกของจำเลยร่วมกระทำผิดด้วย คำฟ้องที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ย่อมเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ที่บัญญัติว่า "การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" นั้น ย่อมมีความหมายถึงว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดแล้ว โจทก์จะต้องบรรยายสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดนั้นให้ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าวโดยระบุเวลาและสถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควร เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาที่จะต่อสู้คดีตามฟ้องโจทก์ได้ ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายสรุปข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดที่โจทก์กล่าวหาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 335, 336 ทวิ พอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดข้อหาใดได้แล้ว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ในตอนต่อมาบรรยายว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางที่จำเลยกับพวกได้ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อกระทำความผิดดังเช่นที่จำเลยฎีกาก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์เสียไปเพราะโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้อยู่แล้ว และหากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับพวกอีกหลายคนก็ตาม จำเลยก็คงได้รับโทษตามความผิดที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องเท่านั้น คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการที่สองสรุปได้ว่าตามคำฟ้องโจทก์บรรยายเบื้องต้นว่า จำเลยกระทำผิดคดีนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ในทางพิจารณาตามทางนำสืบของโจทก์กลับได้ความว่า จำเลยกับพวกอีก 5 คน ร่วมกันกระทำผิดซึ่งเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้อง ซึ่งศาลต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองยังพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องอันเป็นเหตุที่จะให้ศาลต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นการแตกต่างในข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง โดยหากรับฟังข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาแล้วเป็นความผิดที่โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์เลย เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา192 วรรคสาม, วรรคสี่ และวรรคห้าดังนั้น สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเป็นยุติว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำการอันเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 335, 336 ทวิที่โจทก์ขอมาในฟ้อง ก็ย่อมแสดงว่าข้อเท็จจริงที่เป็นข้อสำคัญแห่งคดีเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ได้ความในทางพิจารณามิได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงกล่าวมาในฟ้อง ส่วนการที่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้เพิ่มเติมจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยได้ร่วมกับพวกอีกหลายคนกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องนั้น ก็ไม่เป็นข้อสาระสำคัญที่จะให้ถือว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องอันจะทำให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ดังที่จำเลยฎีกา เพราะถึงอย่างไรข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษก็เป็นการกระทำตามที่โจทก์กล่าวหาจำเลยดังที่บรรยายมาในฟ้องนั่นเอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย โจวผิง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546
#48302
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าว ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารให้แก่โจทก์ได้เนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใดจึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง

การส่งข้าวเปลือกให้จำเลยจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด โจทก์ก็มิได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์และกลับได้ความว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 94,9887 กิโลกรัม ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปสีเป็นข้าวสารต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 จำเลยส่งมอบข้าวสารรวม112 กระสอบ คิดเป็นน้ำหนัก 12,200 กิโลกรัม หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารส่วนที่เหลือแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 73,275 บาท จำเลยส่งข้าวสารไม่ครบ คิดเป็นเงิน222,461 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสารความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วจำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว 112 กระสอบ หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้นภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองว่าเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบ เจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ตามรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าว ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสารดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ล.1 ว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใดจึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตามบทบัญญัติมาตรา 219 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่าในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใดและทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เลยด้วย และกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 217 ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์เกษตรบ้านเขว้า
จำเลย — นาย สมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546
#49857
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวนั้น ถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง จำเลยมีหน้าที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารส่งมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลยซึ่งขณะนั้นในโรงสีไม่มีข้าวเปลือกมีแต่ข้าวสารแสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว ฉะนั้น การที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เพราะเหตุไฟไหม้ที่ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุไฟไหม้นั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง

ส่วนกรณีที่จำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยนั้น ปรากฏว่าการที่จำเลยจะต้องส่งข้าวสารคืนแก่โจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อโจทก์ยังมิได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 94,987 กิโลกรัมให้แก่จำเลยเพื่อนำไปสีเป็นข้าวสาร จำเลยส่งข้าวสารไม่ครบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 222,461 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน21,483.62 บาท รวมเป็นเงิน 243,944.62 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสาร ความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาทขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วจำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนดระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว112 กระสอบ หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน 73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22 นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบเจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร ดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วเมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการสอบสวนว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติมาตรา 219วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดชอบแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า ในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวดโดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เลยด้วยและกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 217 ม. 219 ม. 460
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด
จำเลย — นาย สมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546
#110820
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จำเลยเป็นผู้กล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกแก่จำเลย

การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสาร แล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์

ขณะไฟไหม้โรงสีมีแต่ข้าวสารที่จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว การที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารให้แก่โจทก์ได้เนื่องจากมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารเสียหายทั้งเหตุที่ไฟไหม้ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้เนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบข้าวสารจึงกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ตามมาตรา 219 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ.

ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า เมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกแล้วต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์ด้วย ทั้งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ อันจะต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 217

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,421 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสาร ความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยให้โจทก์ใช้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าวเมื่อสีข้าวเสร็จแล้ว จำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ระหว่างวันที่ 22 มกราคม ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน 73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกา ประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้นภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22 นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบ เจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร ดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการ สอบสวนว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติมาตรา 219 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดชอบแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่าในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวด โดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จแล้วตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแก่โจทก์เลยด้วย และกลับได้ ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการ ส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 217 ม. 219 ม. 369 ม. 370
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรบ้านขว้า จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายไพบูลย์ ทองน่วม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิทักษ์ คงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2546
#48301
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีความมุ่งหมายที่จะโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าผู้คัดค้านเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นผู้เดินโพยฝ่ายเจ้ามือ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างของผู้คัดค้านมอบเงินให้แก่ผู้อื่นไปล่อซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้านเป็นเพียงวิธีการแสดงหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้คัดค้านเท่านั้น มิใช่เป็นการป้ายสีหรือยัดเยียดความผิดให้แก่ผู้คัดค้าน วิธีการล่อซื้อดังกล่าวมิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งผู้เดินโพยสลากกินรวบก็คือตัวแทนของเจ้ามือรับกินรับใช้ในการขายสลากกินรวบให้แก่ผู้ซื้อสลากกินรวบนั่นเอง การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นความผิดทางอาญาแล้วโดยไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา

ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเสียก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างแล้วนายจ้างจึงจะเลิกจ้างได้ ดังนั้นเมื่อผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้างผู้คัดค้านไว้แล้ว ก็ต้องมีคำสั่งเลิกจ้างอีกครั้งหนึ่งการที่ผู้ร้องจะจ่ายหรือไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ร้องมีคำสั่งเลิกจ้างแล้ว ไม่สมควรที่ศาลแรงงานกลางจะพึงมีคำสั่งไว้ล่วงหน้าโดยยังไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นจึงต้องยกคำขอของผู้ร้องข้อนี้เสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ นายวันชัย ตัณฑสวัสดิ์ ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ สังกัดงานประเมินหลักทรัพย์ 3 และปัจจุบันผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ผู้คัดค้านได้กระทำผิดต่อกฎหมายอาญากล่าวคือ ในวันดังกล่าวเวลา 9.35 นาฬิกา ผู้คัดค้านได้ลักลอบเล่นการพนันสลากกินรวบ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย ผู้คัดค้านเป็นผู้เดินโพยฝ่ายเจ้ามือ และนายอุทัย กัณหาราเป็นผู้ร่วมเล่นฝ่ายลูกมือ ผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้เมื่อเวลาประมาณ10.30 นาฬิกา ในวันเดียวกันพร้อมของกลางเป็นธนบัตรและโพยหวย พนักงานอัยการสั่งฟ้อง ปัจจุบันคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงพระนครใต้ การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในเรื่องวินัยพนักงาน พฤติการณ์ความผิดเกิดขึ้นในเวลาทำงานและสถานที่ทำงาน เป็นความผิดอาญา ถือว่าฝ่าฝืนระเบียบกรณีร้ายแรงไม่จำเป็นต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน ผู้ร้องมีอำนาจเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและให้ถือคำร้องนี้เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าให้การเลิกจ้างมีผลเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตและผ่านงวดการจ่ายค่าจ้างไปแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งงวด

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างลักษณะเป็นกรณีร้ายแรง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ร้องได้ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจและนายอุทัย กัณหารา สร้างสถานการณ์นำโพยสลากกินรวบและเงินมาให้ผู้คัดค้านไว้ แล้วบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านพร้อมโพยสลากกินรวบและเงิน ทั้ง ๆ ที่ผู้คัดค้านไม่ได้กระทำผิด การกระทำของผู้ร้องจงใจให้ผู้คัดค้านทำผิดกฎหมายอาญา เพื่อเป็นเหตุให้ผู้ร้องไล่ผู้คัดค้านออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และเนื่องจากผู้คัดค้านเป็นคณะกรรมการลูกจ้าง กับกรรมการสหภาพแรงงานธนาคารเอเชีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝ่ายลูกจ้างเรียกร้องสิทธิที่ควรจะได้ให้แก่ฝ่ายลูกจ้าง ทำให้ผู้ร้องไม่พอใจ เพราะถูกแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายลูกจ้าง จึงรวบรวมลูกจ้างที่สามารถคุมได้สมัครเข้าเป็นกรรมการลูกจ้างแข่งขันกับคณะผู้คัดค้านโดยฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับ จึงกลั่นแกล้งผู้คัดค้านในชั้นจับกุมผู้คัดค้านให้การรับสารภาพเนื่องจากเป็นการเข้าใจผิดจากการถูกจับกุม คดียังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องไม่มีสิทธิฟ้องผู้คัดค้านและคดีผู้ร้องเป็นการฟ้องซ้ำเพราะผู้ร้องเคยฟ้องผู้คัดค้านและถอนฟ้องไปแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อที่ 2 ที่ว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ร.6 และรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ร.7 ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารที่ผู้ร้องอ้างในคดีอื่น (คดีหมายเลขดำที่ 69/2544 ของศาลแรงงานกลาง) โดยผู้ร้องมิได้นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้คัดค้านมาเบิกความเป็นพยานผู้ร้องในคดีนี้ เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสซักถามพยานปากนี้ การรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารข้างต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่จะโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าผู้คัดค้านเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นผู้เดินโพยฝ่ายเจ้ามือซึ่งปรากฏว่าในการวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ศาลแรงงานกลางเพียงแต่นำบันทึกการจับกุมผู้คัดค้านตามเอกสารหมาย ร.6 และบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งผู้ร้องอ้างส่งศาลไว้ในคดีหมายเลขดำที่ 69/2544 ของศาลแรงงานกลางมาประกอบการพิจารณาเท่านั้น ส่วนพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลแรงงานกลางนำมาวินิจฉัยและเชื่อว่าผู้คัดค้านเล่นการพนันสลากกินรวบก็คือ คำเบิกความของนายอุทัยกัณหารา นายบรรจง ภูริรักษ์พิติกร นายมีลาภ สุดลาภา รวมทั้งบันทึกเทปโทรทัศน์วงจรปิดและพยานหลักฐานอื่นของผู้ร้องด้วย ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยอาศัยแต่เฉพาะหลักฐานบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ร.6 และบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ร.7 ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าอุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 3 ของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้กระทำความผิดทางอาญาโดยเล่นการพนันสลากกินรวบหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อ 3.1ว่าผู้ร้องเป็นผู้วางแผนล่อซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้านโดยมอบเงินให้แก่นายมนตรีและนายมนตรีได้มอบเงินของผู้ร้องให้แก่นายอุทัยไปซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้านอีกต่อหนึ่งเมื่อนายอุทัยมิได้ซื้อสลากกินรวบด้วยเงินของนายอุทัยเองแต่ซื้อจากเงินของผู้ร้องที่ใช้ล่อซื้อจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเล่นการพนันสลากกินรวบนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างของผู้คัดค้านมอบเงินให้แก่ผู้อื่นไปล่อซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้านนั้นเป็นเพียงวิธีการแสงหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้คัดค้านเท่านั้น มิใช่เป็นการป้ายสีหรือยัดเยียดความผิดให้แก่ผู้คัดค้านเพราะหากผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้เดินโพยฝ่ายเจ้ามือ เมื่อนายอุทัยไปขอซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิเสธไม่ขายสลากกินรวบให้ ความผิดก็ย่อมไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ วิธีการล่อซื้อดังกล่าวมิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ฉะนั้นแม้เงินที่ใช้ซื้อสลากกินรวบจะเป็นเงินที่ใช้ในการล่อซื้อก็ตามเมื่อผู้คัดค้านรับเงินดังกล่าวไว้ในการขายสลากกินรวบ การกระทำของผู้คัดค้านก็เป็นความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบแล้ว ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อ 3.2 และ 3.3 ความว่าผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้เดินโพยไม่ต้องรับผิดอย่างเช่นเจ้ามือ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เดินโพยเป็นผู้เล่นการพนันและการกระทำของผู้คัดค้านยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้คัดค้านได้กระทำความผิดทางอาญานั้น เห็นว่า ผู้เดินโพยสลากกินรวบก็คือตัวแทนของเจ้ามือรับกินรับใช้ในการขายสลากกินรวบให้แก่ผู้ซื้อสลากกินรวบนั่นเอง โดยผู้เดินโพยจะได้ค่าตอบแทนจากการขายสลากกินรวบดังกล่าว ดังนี้ ผู้เดินโพยจึงมีความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่มีบทลงโทษทางอาญาคือโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 12 ฉะนั้นการกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงฟังได้ว่าเป็นความผิดทางอาญาแล้วโดยไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาแต่อย่างใด

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ข้อ 4 มีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านได้เล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นผู้เดินโดยฝ่ายเจ้ามือในสถานที่ทำงานของผู้ร้องและในเวลาทำงาน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.11 หมวด 8 เรื่องวินัยและโทษทางวินัย การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมทำลายความสามัคคีในระหว่างหมู่คณะ ทำให้ผลงานของลูกจ้างลดน้อยลง เนื่องจากหมกมุ่นในการเล่นการพนันและอาจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายของชื่อเสียงอีกด้วยจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในกรณีร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้นแต่ที่ผู้ร้องมีคำขอให้เลิกจ้างผู้คัดค้านโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้คัดค้านนั้นเห็นว่าตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเสียก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างแล้วนายจ้างจึงจะเลิกจ้างได้ ดังนั้นเมื่อผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้างผู้คัดค้านไว้แล้วก็ต้องมีคำสั่งเลิกจ้างอีกครั้งหนึ่ง การที่ผู้ร้องจะจ่ายหรือไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ร้องมีคำสั่งเลิกจ้างแล้ว ไม่สมควรที่จะพึงมีคำสั่งไว้ล่วงหน้าโดยยังไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น จึงชอบที่จะยกคำขอของผู้ร้องข้อนี้เสีย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของผู้ร้องในข้อที่ว่าผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นาย วันชัย ตัณฑสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2546
#110819
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างของผู้คัดค้าน มอบเงินให้ อ. ไปล่อซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้าน เป็นเพียงวิธีการแสวงหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของผู้คัดค้าน มิใช่การป้ายสียัดเยียดความผิดให้ผู้คัดค้าน เพราะหาก ผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้เดินโพยฝ่ายเจ้ามือเมื่อ อ. ไปขอซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิเสธไม่ขาย สลากกินรวบให้ ความผิดย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ วิธีการล่อซื้อดังกล่าวมิได้ฝ่าฝืนกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้เงินที่ใช้ซื้อสลากกินรวบจะเป็นเงินที่ใช้ล่อซื้อ เมื่อผู้คัดค้านรับเงินดังกล่าวไว้ในการขายสลากกินรวบ การกระทำของผู้คัดค้านก็เป็นความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบแล้ว

ผู้เดินโพยสลากกินรวบคือตัวแทนของเจ้ามือรับกินรับใช้ในการขายสลากกินรวบให้แก่ผู้ซื้อสลากกินรวบ ผู้เดินโพยจะได้ค่าตอบแทนจากการขายสลากกินรวบ ผู้เดินโพยจึงมีความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ และความผิดดังกล่าวมีบทลงโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 12 การกระทำของผู้คัดค้านจึงฟังได้ว่าเป็นความผิดทางอาญาโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาก่อน

ตามพ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างแล้วนายจ้างจึงจะเลิกจ้างได้ เมื่อผู้ร้อง(นายจ้าง)ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้างผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ ก็ต้องมีคำสั่งเลิกจ้างอีกครั้งหนึ่ง การที่ผู้ร้องจะจ่ายหรือไม่จ่ายค่าชดเชยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ร้องมีคำสั่งเลิกจ้างแล้ว ไม่สมควรจะมีคำสั่งเรื่องค่าชดเชยไว้ล่วงหน้าโดยยังไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและให้ถือคำร้องนี้ เป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ให้การเลิกจ้างมีผลเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาต และผ่านงวดการจ่ายค่าจ้างไปแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งงวด

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างลักษณะเป็นกรณีร้ายแรง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากผู้ร้องได้ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจและ อ. สร้างสถานการณ์นำโพยสลากกินรวบและเงินมาให้ผู้คัดค้านไว้ แล้วบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านพร้อมโพยสลากกินรวบและเงิน ทั้ง ๆ ที่ผู้คัดค้านไม่ได้กระทำผิด การกระทำของผู้ร้องจงใจให้ผู้คัดค้านทำผิดกฎหมายอาญา เพื่อเป็นเหตุให้ผู้ร้องไล่ผู้คัดค้านออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษา(ที่ถูกเป็นคำสั่ง) อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยไม่ต้องจ่ายค่า ชดเชยให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้กระทำความผิดทางอาญาโดยเล่นการพนัน สลากกินรวบหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเป็นผู้วางแผนล่อซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้านโดยมอบเงินให้แก่ อ. ไปซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้าน เมื่อ อ. มิได้ซื้อสลากกินรวบด้วยเงินของ อ. เอง แต่ซื้อจากเงินของผู้ร้องที่ใช้ล่อซื้อ จึงถือไม่ได้ว่า ผู้คัดค้านเล่นการพนันสลากกินรวบนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างของผู้คัดค้านมอบเงินให้แก่ผู้อื่นไปล่อซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้านนั้นเป็นเพียงวิธีการแสวงหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้คัดค้านเท่านั้น มิใช่เป็นการป้ายสีหรือยัดเยียดความผิดให้แก่ผู้คัดค้านเพราะหากผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้เดินโพย ฝ่ายเจ้ามือ เมื่อ อ. ไปขอซื้อสลากกินรวบจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ต้องปฏิเสธไม่ขายสลากกินรวบให้ ความผิดก็ย่อม ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ วิธีการล่อซื้อดังกล่าวมิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ฉะนั้น แม้เงินที่ใช้ซื้อสลากกินรวบจะเป็นเงินที่ใช้ในการล่อซื้อก็ตาม เมื่อผู้คัดค้านรับเงิน ดังกล่าวไว้ในการขายสลากกินรวบ การกระทำของผู้คัดค้านก็เป็นความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบแล้วที่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ในข้อต่อมาว่า ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้เดินโพยไม่ใช่เจ้ามือรับกินรับใช้ ซึ่งผู้เดินโพยมีแต่ได้ค่าตอบแทนจากการเดินโพยไม่ต้องรับผิดอย่างเช่นเจ้ามือ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เดินโพยเป็นผู้เล่นการพนันและการกระทำของผู้คัดค้านยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้คัดค้านได้กระทำความผิดทางอาญานั้น เห็นว่า ผู้เดินโพยสลากกินรวบก็คือ ตัวแทนของเจ้ามือรับกินรับใช้ในการขายสลากกินรวบให้แก่ผู้ซื้อสลากกินรวบนั่นเอง โดยผู้เดินโพยจะได้ค่าตอบแทนจากการขายสลากกินรวบดังกล่าว ดังนี้ ผู้เดินโพยจึงมีความผิดฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่มีบทลงโทษทางอาญา คือโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ ประกอบมาตรา ๑๒ ฉะนั้น การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงฟังได้ว่าเป็นความผิดทางอาญาแล้วโดยไม่จำต้องมี คำพิพากษาของศาลในคดีอาญาแต่อย่างใด แต่ที่ผู้ร้องมีคำขอให้เลิกจ้างผู้คัดค้านโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕๒ นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเสียก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างแล้วนายจ้างจึงจะเลิกจ้างได้ ดังนั้นเมื่อผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้างผู้คัดค้านได้แล้ว ก็ต้องมีคำสั่งเลิกจ้างอีกครั้งหนึ่ง การที่ผู้ร้อง จะจ่ายหรือไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ร้องมีคำสั่งเลิกจ้างแล้ว ไม่ควรที่จะพึงมีคำสั่งไว้ล่วงหน้าโดยยังไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น จึงชอบที่จะยกคำขอของผู้ร้องข้อนี้เสีย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของผู้ร้องในข้อที่ว่าผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 12
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นายวันชัย ตัณฑสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1050/2546
#49856
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาที่เป็นสินทรัพย์ด้วยคุณภาพของธนาคารโจทก์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โจทก์ย่อมสามารถโอนสินทรัพย์ดังกล่าวที่เป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และผู้ร้องได้มอบหมายให้โจทก์ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นอันชอบด้วยพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และมาตรา 9 โดยไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนไปยัง จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ ทั้งการโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องมิใช่การซื้อขายความจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน913,085.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 746,066.79บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระหนี้ 1,087.69บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,012 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 และมีลักษณะเป็นการซื้อขายความกันขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.1 มีวัตถุประสงค์บริหารสินทรัพย์ด้วยคุณภาพของสถาบันการเงินตามนโยบายรัฐบาลซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ตามเอกสารหมาย ร.2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 6 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดแต่การค้ำประกันให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย มาตรา 9 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกขึ้นต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้วยคุณภาพของโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โจทก์ย่อมสามารถโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และผู้ร้องได้มอบหมายให้โจทก์ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และมาตรา 9โจทก์และผู้ร้องปฏิบัติตามพระราชกำหนดดังกล่าวซึ่งประกาศใช้โดยชอบแล้ว การโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องหาใช่การซื้อขายกันดังที่จำเลยทั้งสองอ้างไม่ กรณีจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 306
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — บริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นาย สมพร สุทธิพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา