คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1050/2546
#110978
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 6 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดแต่การค้ำประกันให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย มาตรา 9 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์? เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โจทก์ย่อมสามารถโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และผู้ร้องได้มอบหมายให้โจทก์ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ ตามบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งประกาศใช้โดยชอบแล้ว การโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องหาใช่การซื้อขายความกันดังที่จำเลยทั้งสองอ้างไม่ กรณีจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๑๓,๐๘๕.๔๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๔๖,๐๖๖.๗๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระหนี้ ๑,๐๘๗.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๐๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า การโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๐๖ และมีลักษณะเป็นการซื้อขายความกันขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามนโยบายรัฐบาลซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖ บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดแต่การค้ำประกันให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย มาตรา ๙ บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกขึ้นต่อสู้ตามมาตรา ๓๐๘ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์? เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โจทก์ย่อมสามารถโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ และผู้ร้องได้มอบหมายให้โจทก์ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖ และมาตรา ๙ โจทก์และผู้ร้องปฏิบัติตามพระราชกำหนดดังกล่าวซึ่งประกาศใช้โดยชอบแล้ว การโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องหาใช่การซื้อขายความกันดังที่จำเลยทั้งสองอ้างไม่ กรณีจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 306
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นางสมพร สุทธิพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย พงษ์พาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2546
#49476
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยคดี เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ และเมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยให้การต่อสู้ย่อมเท่ากับคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบเนื่องจากเสนอเข้ามาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจประเด็นต่าง ๆ ตามคำฟ้องที่ไม่ชอบย่อมเป็นอันตกไปทั้งสิ้น ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้อีก

จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียงชั้นศาลละ 200 บาทเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มีนายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร เป็นผู้จัดการ และได้มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา ฟ้องคดีนี้แทน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดของโจทก์ 2 ห้อง คือห้องชุดเลขที่ 432/5 ชั้น 34 (34 เอ) และเลขที่ 432/82ชั้น 15 (15 บี) มีอัตราส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง 11,760 ส่วน และ 10,696ส่วนใน 1,134,609 ส่วน ตามลำดับ จำเลยในฐานะเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนร่วมตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับแต่วันที่โจทก์เริ่มดำเนินการตลอดมาทุกเดือน โดยห้องชุดทั้งสองห้องมีค่าใช้จ่ายตามส่วนแห่งประโยชน์ห้องละ 3,000 บาทและตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางสำหรับห้องชุดเลขที่ 432/5 เป็นเงิน 2,674 บาท จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 คิดเป็นเงิน 418,104 บาท โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระคิดเป็นเงิน 96,686.64 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 514,790.64 บาท แก่โจทก์พร้อมทั้งค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงิน 418,104 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดนัดชำระหนี้และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใดเป็นการไม่ชอบ เพราะมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีให้ครบถ้วนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ และเมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และประเด็นข้อนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ เท่ากับคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบเนื่องจากเสนอเข้ามาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจ ประเด็นต่าง ๆ ตามคำฟ้องที่ไม่ชอบย่อมเป็นอันตกไปทั้งสิ้น ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นอันเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียงชั้นศาลละ 200 บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินกว่าชั้นศาลละ 200 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด บางกอก ริเวอร์ พาร์ค
จำเลย — นาง อภิญญา เนติวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2546
#50291
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ และได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยให้การต่อสู้และประเด็นข้อนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์เท่ากับคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบเนื่องจากเสนอเข้ามาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจ ประเด็นต่าง ๆ ตามคำฟ้องที่ไม่ชอบย่อมเป็นอันตกไปทั้งสิ้นไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้อีก

จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นอันเป็นการไม่ถูกต้องเพราะประเด็นตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดีจำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียงชั้นละ 200 บาท เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มีนายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร เป็นผู้จัดการ และได้มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา ฟ้องคดีนี้แทน จำเลยในฐานะเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนร่วมตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับแต่วันที่โจทก์เริ่มดำเนินการตลอดมาทุกเดือน จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 514,790.64 บาท แก่โจทก์ พร้อมทั้งค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงิน 418,104 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า นายสมบูรณ์ผู้จัดการของโจทก์ต้องดำเนินคดีด้วยตนเองภายใต้มติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วม ไม่สามารถมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ฟ้องคดีแทนได้เพราะขัดต่อข้อบังคับของโจทก์และพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้ชำระเงินล่วงหน้าและค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือน ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 แก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายสมบูรณ์ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ต้องฟ้องคดีด้วยตนเอง ไม่อาจมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ฟ้องคดีแทนได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดนัดชำระหนี้และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นการไม่ชอบเพราะมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีให้ครบถ้วนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ และเมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงสำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และประเด็นข้อนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ เท่ากับคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบเนื่องจากเสนอเข้ามาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจ ประเด็นต่าง ๆ ตามคำฟ้องที่ไม่ชอบย่อมเป็นอันตกไปทั้งสิ้นไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นอันเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียงชั้นศาลละ 200 บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินกว่าชั้นศาลละ 200 บาทแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดบางกอก ริเวอร์ พาร์ค
จำเลย — นาง อภิญญา เนติวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2546
#110938
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยไม่วินิจฉัยประเด็นขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยอุทธรณ์และฎีกาขอให้วินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นด้วย โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นอันเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ชั้นศาลละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มีนายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร เป็นผู้จัดการ และได้มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา ฟ้องคดีนี้แทน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดของโจทก์ ๒ ห้อง จำเลยในฐานะเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนร่วมตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับแต่วันที่โจทก์เริ่มดำเนินการตลอดมาทุกเดือน จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๘ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ คิดเป็นเงิน ๔๑๘,๑๐๔ บาท โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระ คิดเป็นเงิน ๙๖,๖๘๖.๖๔ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๕๑๔,๗๙๐.๖๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมทั้งค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับในอัตราร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน ของต้นเงิน ๔๑๘,๔๐๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า นายสมบูรณ์ผู้จัดการของโจทก์ต้องดำเนินคดีด้วยตนเองภายใต้มติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วม ไม่สามารถมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ฟ้องคดีแทนได้เพราะขัดต่อข้อบังคับของโจทก์และพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้ชำระเงินล่วงหน้าและค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๘ แก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายตามฟ้องเพราะโจทก์เรียกเก็บในอัตราที่มิได้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์หรือมติของที่ประชุมใหญ่ที่มีการแก้ไขข้อบังคับและนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว โจทก์มิได้กำหนดกองทุน จำนวนเงินในกองทุน หลักเกณฑ์ วัน เวลา การชำระเงิน และระยะเวลาการชำระเงินของเจ้าของร่วมตามข้อบังคับของโจทก์ในหมวดที่ ๗ การเก็บค่าใช้จ่ายตามฟ้องจึงไม่ชอบ จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายและค่าปรับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า นายสมบูรณ์ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ต้องฟ้องคดีด้วยตนเอง ไม่อาจมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ฟ้องคดีแทนได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดนัดชำระหนี้และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นการไม่ชอบเพราะมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีให้ครบถ้วนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรที่จะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้ และเมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และประเด็นข้อนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ เท่ากับคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบเนื่องจากเสนอเข้ามาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจ ประเด็นต่าง ๆ ตามคำฟ้องที่ไม่ชอบย่อมเป็นอันตกไปทั้งสิ้น ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นอันเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นตามอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียงชั้นศาลละ ๒๐๐ บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินกว่าชั้นศาลละ ๒๐๐ บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246 ม. 247 ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด บางกอก ริเวอร์ พาร์ค
จำเลย — นางอภิญญา เนติวิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีรพล จันทวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2546
#49855
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 7 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้พยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ แม้โจทก์จะระบุในคำขอท้ายฟ้องว่าตั๋วโดยสารเครื่องบินของกลาง โจทก์จะดำเนินการขอริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 30 ต่อไป ก็หามีความหมายเป็นการขอให้ลงโทษตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเป็นยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 จำนวน 62 ก้อน น้ำหนักรวม 772.760 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 565.892 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยพยายามส่งเฮโรอีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย แต่เจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวและจับกุมจำเลยได้ก่อนออกเดินทาง จำเลยจึงไม่สามารถส่งเฮโรอีนดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 ริบเฮโรอีนของกลาง ส่วนตั๋วโดยสารเครื่องบินของกลาง โจทก์จะดำเนินการขอริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 30 ต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง และมาตรา 12 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) กึ่งหนึ่ง คงจำคุก50 ปี ริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 71 ประกอบด้วยมาตรา 53 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะจำเลยจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรด้วยเครื่องบินโดยสารไปประเทศอินโดนีเซีย เจ้าพนักงานศุลกากรประจำท่าอากาศยานกรุงเทพทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยซึ่งกลืนเฮโรอีนของกลางจำนวน62 ก้อน น้ำหนักรวม 772.760 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 565.892 กรัม ไว้ในห้อง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 เป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโทษผู้พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับบทลงโทษจำเลยจึงเป็นผลร้ายทำให้จำเลยต้องรับโทษในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เฮโรอีนเป็นยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก็ดี โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องว่าตั๋วโดยสารเครื่องบินของกลางโจทก์จะดำเนินการริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ต่อไปก็ดี หาได้มีความหมายเป็นการขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวดังนั้น จึงนำบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15มาตรา 65 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่สำหรับคดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำเลยคงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การที่ศาลชั้นต้นนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2504 มาตรา 7 มาปรับบทลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยไม่ชอบดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 7 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย คาคอนโด จูเนียร์ เอดดี้ คริส
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2546
#49854
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9วรรคสอง บัญญัติถึงกรณีมีปัญหาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย โดยให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานเป็นประเด็นมาแต่เริ่มแรก ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาคดีต่อไปแล้ววินิจฉัยเองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นโดยไม่ส่งปัญหาไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน381,464.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 373,333.44บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน373,333.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 กุมภาพันธ์2541) มิให้คิดเกินกว่า 8,131.51 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลนี้โดยไม่ส่งปัญหาเรื่องอำนาจศาลไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางเป็นประเด็นข้อพิพาทมาตั้งแต่ต้น กรณีจึงมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นซึ่งรับฟ้องคดีนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยเสียเองการที่ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาคดีต่อไป แล้ววินิจฉัยเสียเองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นโดยไม่ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการชำระหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่แล้วให้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ออยล์ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — นาย สายชล พุ่มพวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2546
#50290
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงิน โดยจำเลยนำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ทั้งไม่เคยนำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์ และไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์ คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงปฏิเสธลอย ๆ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยหากจำเลยสืบพยานก็ต้องห้ามมิให้รับฟังเพราะคำให้การของจำเลยไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ในวงเงิน 4,000,000 บาท ยอมให้โจทก์หักส่วนลดในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี และหากโจทก์ไม่สามารถรับเงินตามตั๋วเงิน ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ตั๋วเงินแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ ต่อมาจำเลยได้นำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวนเงิน 4,000,000 บาทมาขายลดให้แก่โจทก์ และได้รับเงินตามเช็คโดยโจทก์หักส่วนลดไว้ตามสัญญาแล้ว ครั้นเช็คถึงกำหนด โจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,750,684.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี จำเลยไม่เคยทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์และไม่เคยนำเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไปขายให้แก่โจทก์ ทั้งไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 750,684.93 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินเอกสารหมาย จ.6 โดยจำเลยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 4,000,000 บาท มาขายลดให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดตามสัญญา จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ทั้งไม่เคยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามฟ้องมาขายลดให้แก่โจทก์ และไม่เคยได้รับเงินจำนวน 4,000,000 บาท คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าลายมือชื่อจำเลยในสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินและลายมือชื่อในเช็คตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย หากจำเลยสืบพยานก็ต้องห้ามมิให้รับฟัง เพราะคำให้การของจำเลยไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สรรวุฒิ หอธนสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2546
#110873
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าไม่เคยทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ทั้งไม่เคยนำเช็คตามฟ้องมาขายลดให้แก่โจทก์ และไม่เคยรับเงินจากโจทก์คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงปฏิเสธลอยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าลายมือชื่อจำเลยในสัญญาขายลดตั๋วเงินและลายมือชื่อในเช็คตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าชื่อว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยหากจำเลยสืบพยานก็ต้องห้ามมิให้รับฟัง เพราะคำให้การของจำเลยไม่มีรายละเอียดแข่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,750,684.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 750,684.93 บาท ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงิน โดยจำเลยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 4,000,000 บาท มาขายลดให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดตามสัญญาจำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ทั้งไม่เคยนำเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามฟ้องมา ขายลดให้แก่โจทก์ และไม่เคยได้รับเงินจำนวน 4,000,000 บาท คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงปฏิเสธลอยไม่ได้ให้ รายละเอียดว่าลายมือชื่อจำเลยในสัญญาขายลดตั๋วเงินและลายมือชื่อในเช็คตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อ ของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย หากจำเลยสืบพยานก็ต้องห้ามมิให้รับฟัง เพราะคำให้การของจำเลยไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง พยานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ และต่อมาผิดสัญญาจริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอพีเอพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสรรวุฒิ หอธนสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประพาฬ อนมาน
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2546
#50289
เปิดฉบับเต็ม

การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. จัดจำหน่ายที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งมีสภาพติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลง ขึ้นไปโดยมีทางเท้าและถนนผ่านตึกหน้าโครงการ เป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ ถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดิน ดังนั้นทางเท้าและถนนซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินจึงต้องตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลง ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 โจทก์ซื้อที่ดินจากผู้ที่รับโอนที่ดินมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ภารจำยอมจึงตกติดไปยังโจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทางภารจำยอมที่ตกแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้

ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางเท้าตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย จำเลยมีสิทธิที่จะใช้ทางเท้าและกันสาดปูนซึ่งมีสภาพติดกับตึกแถวมาแต่แรกโดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่วัสดุผ้าใบกันฝนที่จำเลยนำมาติดตั้งไว้หน้าตึกแถว เป็นการกระทำขึ้นภายหลัง จำเลยไม่มีสิทธิกระทำให้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินซึ่งเป็นภารยทรัพย์ เพราะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ จำเลยจึงต้องรื้อออกไป แม้จะมีการติดตั้งผ้าใบกันฝนที่ตึกแถวของจำเลย แต่โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4858, 14375, 88964และ 88965 เนื้อที่ 8 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันสามารถออกสู่ทางสาธารณะได้2 ทาง คือ ซอยเฉยพ่วงทางทิศเหนือ และถนนพหลโยธินทางทิศตะวันตก โจทก์ซื้อที่ดินทั้งหมดมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2527 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 พร้อมตึกแถวเลขที่ 1064/19 แขวงลาดยาวเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินและตึกแถวของจำเลยกับที่ดินและตึกแถวของบุคคลอื่นอีกประมาณ 100 คูหา จำเลยกับเจ้าของตึกแถวแต่ละคูหาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะพื้นที่ที่เป็นตึกแถวเท่านั้น เนื่องจากตึกแถวบนที่ดินแต่ละแปลงปลูกสร้างเต็มพื้นที่ ส่วนที่ดินหน้าตึกแถวทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยหรือบริวารได้ปลูกสร้างและวางวัสดุสิ่งของรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ของโจทก์โดยเทปูนต่อจากตัวตึกแถวเป็นชั้นยกพื้นจากแนวที่ดินที่ใช้เป็นถนนด้านหน้าตึกแถว ต่อเติมตึกแถวและกันสาดปูนและกันสาดผ้าใบยื่นเข้ามาในแนวเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายวัสดุที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ประสงค์จะก่อสร้างตึกสูง 36 ชั้น จำนวน 2 หลัง บนที่ดินของโจทก์ทั้ง 4 แปลง และได้ยื่นขอรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะบริเวณแนวเขตที่ดินของโจทก์กับจำเลยไม่อาจรังวัดและหาหลักเขตได้เนื่องจากมีการเทปูนและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทับ ทั้งจำเลยยังคัดค้านการรังวัดและการชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ ประกอบกับเจ้าของที่ดินและตึกแถวคนอื่นก็ไม่ให้ความร่วมมืออีกด้วยทำให้โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างตึกของโจทก์ดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะได้ขออนุญาตปลูกสร้างตึกของโจทก์ต่อทางราชการตั้งแต่ปี 2532 เมื่อได้รับอนุญาตแล้วโจทก์ก็ไม่สามารถก่อสร้างได้เพราะเหตุดังกล่าวข้างต้นโจทก์ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างต่อทางราชการต่อมาทุกปี โครงการก่อสร้างตึกสูงของโจทก์มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท หากก่อสร้างได้ตามกฎหมายจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจำนวนมาก โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวมาจากนายสมชาย ศักดานุภาพ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 ตามสภาพที่เหมือนในปัจจุบัน โดยจำเลยไม่เคยก่อสร้างเพิ่มเติมส่วนของตึกแถวใด ๆ นอกจากซื้อกันสาดมาติดไว้ที่หน้าตึกแถวส่วนการเทปูนต่อจากตัวตึกแถวเป็นชั้นยกพื้นจากแนวที่ดินเพื่อใช้เป็นถนนด้านหน้านั้นนายสมชายเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากซื้อที่ดินและตึกแถวมาแล้วจำเลยได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินหน้าตึกแถวซึ่งต่อจากตัวตึกแถวมาถึงถนนด้านหน้ายาว 4.10 เมตร กว้าง 4 เมตร โดยใช้เป็นที่วางของขายและเป็นที่จอดรถยนต์อันเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว เมื่อนับรวมกับระยะเวลาที่นายสมชายครอบครองก่อนขายให้จำเลยอีก 6 ปีแล้ว เป็นเวลาถึง 16 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 มาโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่แล้วว่าบริเวณหน้าตึกแถวที่อยู่บริเวณเดียวกับจำเลยนั้น เจ้าของตึกแถวได้ครอบครองและใช้ประโยชน์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณที่ครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย อย่างไรก็ตาม หากฟังว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ก็เสียหายไม่เกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4898(ที่ถูกคือ 4858) แขวงลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) เขตบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครเฉพาะส่วนหน้าตึกแถวเลขที่ 1604/19 (ที่ถูกคือ 1064/19) แขวงลาดยาว เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร ของจำเลยวัดจากตัวตึกแถวออกไปถึงท่อระบายน้ำยาว 4.10 เมตร กว้าง 4 เมตร (ตามความกว้างของตึกแถว) เนื้อที่ประมาณ 4 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ และให้โจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ก่อสร้างต่อเติมกันสาดปูนและทางเท้าภายหลังจากที่จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวมาจากนายสมชาย ศักดานุภาพ แล้ว โจทก์ซื้อที่ดินของโจทก์ตามฟ้องทั้งสี่แปลง มาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนต่อกรมที่ดินอย่างถูกต้อง จำเลยมิได้แสดงหลักฐานให้เห็นว่าจำเลยทำการค้า อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ ตั้งแต่โจทก์ได้รับโอนที่ดินของโจทก์มาโจทก์ก็ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เรื่อยมา การที่จำเลยกล่าวอ้างว่าครอบครองและใช้สอยสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำโดยสงบและเปิดเผย จึงไม่เป็นความจริง หากจะฟังว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่รุกล้ำโดยการครอบครองปรปักษ์จริง ก็ไม่สามารถใช้ยันต่อโจทก์ได้ เพราะจำเลยได้มาซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมเมื่อสิทธิของจำเลยดังกล่าวยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการ จำกัด มาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแพ่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2526 เห็นได้ว่าการครอบครองของจำเลยขาดตอนลงหลายครั้งแล้ว มิอาจนับระยะเวลาครอบครองมาตั้งแต่ปี 2523 ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เคลือบคลุม การที่จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่เป็นละเมิด จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินพิพาทโดยอายุความพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินพิพาทเป็นเรื่องนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิรบกวนการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 3,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท (ออกจากที่ดินพิพาท) ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 3,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4858, 14375, 88964 และ 88965ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยรับโอนมาจากบริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2527 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.10 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 88964 และ 88965 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 แต่ระหว่างปี 2519 ถึง 2520 มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 เป็นแปลงย่อยจำนวนกว่า 150 แปลง และก่อสร้างตึกแถวจำนวนกว่า 100 คูหา โดยตึกแถวทั้งหมดก่อสร้างเรียงกันทางด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของที่ดิน และตึกแถวบางคูหาทางทิศตะวันตกนี้ได้ก่อสร้างคร่อมเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 14375 ที่ดินโฉนดเลขที่ 88964 และ 88965 คือบริเวณที่โจทก์จะก่อสร้างตึกสูงส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 และ 14375 คือบริเวณที่จะก่อสร้างเป็นถนน ทางเท้าและท่อระบายน้ำ ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลง มีแนวเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกันมีเนื้อที่รวม 8 ไร่เศษ สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ 2 ทาง คือ ซอยเฉยพ่วงทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 และถนนพหลโยธินทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 14375 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 พร้อมตึกแถวเลขที่ 1064/19 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยซื้อมาจากนายสมชาย ศักดานุภาพ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.3 และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.11และ ล.2 ที่ดินของโฉนดเลขที่ 4858 ส่วนที่อยู่ด้านทิศเหนือ มีลักษณะยาวคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยวโดยด้านยาวอยู่ติดกับซอยเฉยพ่วงผ่านหน้าที่ดินและตึกแถวของจำเลยและของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในแถวเดียวกันอีกกว่า 10 คูหา ไปจนถึงถนนพหลโยธิน ที่ดินของโจทก์ส่วนนี้มีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 4 เมตร ที่ดินพิพาทคดีนี้คือที่ดินส่วนที่เป็นทางเท้าที่อยู่หน้าตึกแถวของจำเลยกว้าง 4 เมตร (ตามความกว้างของตึกแถว) และยาว 4.10 เมตร (วัดจากตัวตึกแถวถึงซอยเฉยพ่วง) ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.13 และอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ของโจทก์ โดยจำเลยได้ติดตั้งผ้าใบกันฝนที่หน้าตึกแถวของจำเลยเหนือที่ดินพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.15 และ ล.1 ด้วย หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์ได้ฟ้องเจ้าของที่ดินและตึกแถวคนอื่นอีก 64 คดี แต่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมไปแล้วรวม 24 คดี ซึ่งสรุปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยในแต่ละคดีตกลงจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำและเก็บวัสดุออกจากที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยในแต่ละคดีปรับปรุงตึกแถวและกันสาดได้ และโจทก์จะทำถนนกว้างประมาณ 8 เมตร ทำทางเท้ากว้างประมาณ 1 เมตร และทำท่อระบายน้ำใต้ทางเท้าตลอดแนวด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้โจทก์จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ตกลงกับจำเลยทุกรายที่โจทก์ฟ้องรวม 64 คดี ได้แล้ว โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าตอบแทนจากจำเลยในแต่ละคดีดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมรวม 24 คดี เอกสารหมาย จ.6 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างตึกสูง 36 ชั้น จำนวน 2 หลัง ในที่ดินของโจทก์จากกรุงเทพมหานครแล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยเพียงว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด...

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เดิมเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยและปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวเป็นจำนวนกว่า100 แปลง และต่อมาได้ขายที่ดินโฉนดดังกล่าวที่แบ่งแยกรวม 158 โฉนด ให้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ซึ่งต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ที่เหลือจากการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและที่ดินโฉนดเลขที่ 88964 และ 88965 ซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ให้แก่บริษัทวาเต็ดแลนด์ จำกัด และได้มีการขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการ จำกัดต่อมาโจทก์ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากบริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม2527 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.7 จ.9 และ จ.10ได้ความจากคำเบิกความของนายสมชาย ศักดานุภาพ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 พร้อมตึกแถว เลขที่ 1064/19 ให้แก่จำเลย พยานได้ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น เมื่อปี 2523 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.2 และพยานไม่เคยต่อเติมตึกแถวที่ซื้อมา สภาพตึกแถวตลอดแนวตามภาพถ่ายหมาย ล.1 นั้น มีสภาพเหมือนกับขณะที่พยานซื้อมา เมื่อพิจารณาประกอบกับสำเนาแปลนที่ตั้งอาคารพาณิชย์ในโครงการ เอส. เอ. แลนด์ เอกสารหมาย จ.13 กับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 21232/2539 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.3 แล้วเชื่อได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่นได้ก่อสร้างตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ลงบนที่ดินแปลงย่อยที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 รวม 121 คูหา ตั้งแต่เลขที่ 1064/1 ถึง 1064/121 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตึกแถวเลขที่ 1064/5 ถึง 1064/33 มีลักษณะเรียงติดต่อกัน แสดงว่าสร้างในคราวเดียวกัน การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น จัดจำหน่ายที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งมีสภาพติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป โดยมีทางเท้าและถนนผ่านตึกหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ จึงถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดิน ดังนั้นทางเท้าและถนนซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 จึงต้องตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 ของจำเลยด้วยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 จากผู้ที่รับโอนที่ดินมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ภารจำยอมจึงตกติดไปยังโจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทางภารจำยอมที่ตกแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและไม่มีอำนาจห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลย จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินพิพาทโดยอายุความตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกาด้วยหรือไม่และฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องอยู่ในประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยหรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อคดีฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางเท้าตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยโดยผลแห่งกฎหมายแล้วเช่นนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์จะประกอบการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหาได้ไม่ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 ส่วนจำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์เช่นกัน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 ดังนั้นจำเลยจึงมีสิทธิที่จะใช้ทางเท้าบนที่ดินพิพาทและกันสาดปูนซึ่งมีสภาพติดกับตึกแถวมาแต่แรกโดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่วัสดุผ้าใบกันฝนที่จำเลยนำมาติดตั้งไว้หน้าตึกแถวนั้น เป็นการกระทำขึ้นภายหลัง จำเลยไม่มีสิทธิกระทำให้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินซึ่งเป็นภารยทรัพย์ เพราะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ จำเลยจึงต้องรื้อออกไป แม้จะมีการติดตั้งผ้าใบกันฝนที่ตึกแถวของจำเลยแต่ก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภารจำยอม เพียงแต่โจทก์ต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน และต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 กล่าวคือโจทก์ไม่อาจนำที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินและตึกแถวของจำเลยไปใช้ประโยชน์ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนวัสดุผ้าใบกันฝนหน้าตึกแถวของจำเลยออกไปจากตึกแถวของจำเลย และห้ามจำเลยปลูกสร้างหรือติดตั้งวัสดุสิ่งใดรุกล้ำที่ดินของโจทก์อีก คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1388 ม. 1390
ประกาศของคณะปฏิวัติ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.เอ.แลนด์ จำกัด
จำเลย — นางสาว ทัศนีย์ รวิวรกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2546
#50967
เปิดฉบับเต็ม

ตึกแถวของจำเลยอยู่บนที่ดินแปลงย่อยที่จัดจำหน่ายรวม 121 คูหา แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ซึ่งมีทางเท้าและถนนผ่านตึกหน้าโครงการเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดินทางเท้าและถนนซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ต้องตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ภารจำยอมตกติดไปยังโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและไม่มีอำนาจห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับทางเท้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคสอง

โจทก์เจ้าของภารยทรัพย์ต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนกับต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387และมาตรา 1390 โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ ส่วนจำเลยเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ทางเท้าบนที่ดินพิพาทและกันสาดปูนซึ่งมีสภาพติดกับตึกแถวมาแต่แรก แต่ไม่มีสิทธินำวัสดุผ้าใบกันฝนมาติดตั้งไว้หน้าตึกแถวในภายหลัง เพราะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ตามมาตรา 1388

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4858, 14375, 88964 และ 88965 ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินและตึกแถวของจำเลยกับที่ดินและตึกแถวของบุคคลอื่นอีกประมาณ 100 คูหา จำเลยกับเจ้าของตึกแถวแต่ละคูหาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะพื้นที่ที่เป็นตึกแถวเท่านั้น เนื่องจากตึกแถวบนที่ดินแต่ละแปลงปลูกสร้างเต็มพื้นที่ ส่วนที่ดินหน้าตึกแถวทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำเลยหรือบริวารได้ปลูกสร้างและวางวัสดุสิ่งของรุกล้ำที่ดินที่ใช้เป็นถนนด้านหน้าตึกแถว โจทก์ประสงค์จะก่อสร้างตึกสูง 36 ชั้นแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะบริเวณแนวเขตที่ดินของโจทก์กับจำเลยไม่อาจรังวัดและหาหลักเขตได้เนื่องจากมีการเทปูนและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทับ ทั้งจำเลยยังคัดค้านการรังวัด ทำให้โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างตึกของโจทก์ดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยก่อสร้างเพิ่มเติมส่วนของตึกแถวใด ๆนอกจากซื้อกันสาดมาติดไว้ที่หน้าตึกแถว จำเลยได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินหน้าตึกแถวซึ่งต่อจากตัวตึกแถวมาถึงถนนด้านหน้ายาว 4.10 เมตร กว้าง 4 เมตร โดยใช้เป็นที่วางของขายและเป็นที่จอดรถยนต์อันเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 มาโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่แล้วว่าบริเวณหน้าตึกแถวที่อยู่บริเวณเดียวกับจำเลยนั้น เจ้าของตึกแถวได้ครอบครองและใช้ประโยชน์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์เสียหายไม่เกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4898(ที่ถูกคือ 4858) เฉพาะส่วนหน้าตึกแถวเลขที่ 1604/19 (ที่ถูกคือ 1064/19) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยวัดจากตัวตึกแถวออกไปถึงท่อระบายน้ำยาว 4.10 เมตร กว้าง 4 เมตร (ตามความกว้างของตึกแถว) เนื้อที่ประมาณ 4ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ และให้โจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้แสดงหลักฐานให้เห็นว่าจำเลยทำการค้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ ตั้งแต่โจทก์ได้รับโอนที่ดินของโจทก์มาโจทก์ก็ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เรื่อยมา จำเลยได้มาซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรม เมื่อสิทธิของจำเลยดังกล่าวยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการจำกัด มาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแพ่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2526เห็นได้ว่าการครอบครองของจำเลยขาดตอนลงหลายครั้งแล้ว ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เคลือบคลุมการที่จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่เป็นละเมิด จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินพิพาทโดยอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้สิทธิภารจำยอมเหนือที่ดินพิพาทเป็นเรื่องนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะครอบครองที่ดินพิพาท และไม่มีสิทธิรบกวนการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ3,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท (ออกจากที่ดินพิพาท) ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4858, 14375, 88964 และ88965 โดยรับโอนมาจากบริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2527ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.10 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 88964 และ88965 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 แต่ระหว่างปี 2519 ถึง 2520มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 เป็นแปลงย่อยจำนวนกว่า 150 แปลง และก่อสร้างตึกแถวจำนวนกว่า 100 คูหา โดยตึกแถวทั้งหมดก่อสร้างเรียงกันทางด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของที่ดินและตึกแถวบางคูหาทางทิศตะวันตกนี้ได้ก่อสร้างคร่อมเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 14375 ที่ดินโฉนดเลขที่ 88964 และ 55965 คือบริเวณที่โจทก์จะก่อสร้างตึกสูง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 และ 14375 คือบริเวณที่จะก่อสร้างเป็นถนน ทางเท้า และท่อระบายน้ำ ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลงมีแนวเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกันมีเนื้อที่รวม 8 ไร่เศษ สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ 2 ทาง คือ ซอยเฉยพ่วงทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 และถนนพหลโยธินทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 14375 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 ซึ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 พร้อมตึกแถวเลขที่ 1064/19 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยซื้อมาจากนายสมชาย ศักดานุภาพ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.3 และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.11 และล.2 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 4858 ส่วนที่อยู่ด้านทิศเหนือมีลักษณะยาวคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยวโดยด้านยาวอยู่ติดกับซอยเฉยพ่วงผ่านหน้าที่ดินและตึกแถวของจำเลยและของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในแถวเดียวกันอีกกว่า 10 คูหา ไปจนถึงพหลโยธิน ที่ดินของโจทก์ส่วนนี้มีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 4 เมตร ที่ดินพิพาทคดีนี้คือที่ดินส่วนที่เป็นทางเท้าที่อยู่หน้าตึกแถวของจำเลยกว้าง 4 เมตร (ตามความกว้างของตึกแถว) และยาว 4.10เมตร (วัดจากตัวตึกแถวถึงซอยเฉยพ่วง) ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.13 และอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ของโจทก์ โดยจำเลยได้ติดตั้งผ้าใบกันฝนที่หน้าตึกแถวของจำเลยเหนือที่ดินพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ.15 และ ล.1 ด้วย หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์ได้ฟ้องเจ้าของที่ดินและตึกแถวคนอื่นอีก 64 คดี แต่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมไปแล้วรวม 24 คดี ซึ่งสรุปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยในแต่ละคดีตกลงจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำและเก็บวัสดุออกจากที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยในแต่ละคดีปรับปรุงตึกแถวและกันสาดได้ และโจทก์จะทำถนนกว้างประมาณ 8 เมตร ทำทางเท้ากว้างประมาณ 1 เมตร และทำท่อระบายน้ำใต้ทางเท้าตลอดแนวด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้โจทก์จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ตกลงกับจำเลยทุกรายที่โจทก์ฟ้องรวม 64 คดีได้แล้ว โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าตอบแทนจากจำเลยในแต่ละคดีดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมรวม 24 คดี เอกสารหมาย จ.6 คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างตึกสูง 36 ชั้น จำนวน 2 หลัง ในที่ดินของโจทก์จากกรุงเทพมหานครแล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยเพียงว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด... เห็นว่า เดิมเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยและปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวเป็นจำนวนกว่า 100 แปลง และต่อมาได้ขายที่ดินโฉนดดังกล่าวที่แบ่งแยกรวม 158 โฉนด ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ซึ่งต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ที่เหลือจากการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและที่ดินโฉนดเลขที่ 88964 และ 88965 ซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ให้แก่บริษัทวาเต็ดแลนด์ จำกัด และได้มีการขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทอาเซี่ยนพัฒนาการ จำกัด ต่อมาโจทก์ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากบริษัทอาเซี่ยน พัฒนาการ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2527 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.7 จ.9 และ จ.10 ได้ความจากคำเบิกความของนายสมชาย ศักดานุภาพ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 พร้อมตึกแถวเลขที่ 1064/19 ให้แก่จำเลยว่า พยานได้ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวมาจากห้างหุ้นส่วน จำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น เมื่อปี 2523 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย ล.2 และพยานไม่เคยต่อเติมตึกแถวที่ซื้อมา สภาพตึกแถวตลอดแนวตามภาพถ่ายหมาย ล.1 นั้น มีสภาพเหมือนกับขณะที่พยานซื้อมา เมื่อพิจารณาประกอบกับสำเนาแปลนที่ตั้งอาคารพาณิชย์ในโครงการ เอส. เอ. แลนด์ เอกสารหมาย จ.13 กับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 21232/2539 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.3 แล้ว เชื่อได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ได้ก่อสร้างตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินแปลงย่อยที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 รวม 121 คูหา ตั้งแต่เลขที่ 1064/1 ถึง1064/121 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตึกแถวเลขที่ 1064/5 ถึง 1064/33 มีลักษณะเรียงติดต่อกัน แสดงว่าสร้างในคราวเดียวกัน การที่ห้างหุ้นส่วน จำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่นจัดจำหน่ายที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งมีสภาพติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10แปลงขึ้นไป โดยมีทางเท้าและถนนผ่านตึกหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ จึงถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น ทางเท้าและถนนซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 จึงต้องตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 ของจำเลยด้วยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 จากผู้ที่รับโอนที่ดินมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอน. เอส. คอนสตรัคชั่น ภารจำยอม จึงตกติดไปยังโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทางภารจำยอมที่ตกแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและไม่มีอำนาจห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลย จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินพิพาทโดยอายุความตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกาด้วยหรือไม่และฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องอยู่ในประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยหรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อคดีฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางเท้าตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยโดยผลแห่งกฎหมายแล้วเช่นนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์จะประกอบการใด ๆอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหาได้ไม่ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 ส่วนจำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์เช่นกัน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิที่จะใช้ทางเท้าบนที่ดินพิพาทและกันสาดปูนซึ่งมีสภาพติดกับตึกแถวมาแต่แรกโดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่วัสดุผ้าใบกันฝนที่จำเลยนำมาติดตั้งไว้หน้าตึกแถวนั้น เป็นการกระทำขึ้นภายหลัง จำเลยไม่มีสิทธิกระทำให้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินซึ่งเป็นภารยทรัพย์ เพราะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ จำเลยจึงต้องรื้อออกไป แม้จะมีการติดตั้งผ้าใบกันฝนที่ตึกแถวของจำเลย แต่ก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภารจำยอมเพียงแต่โจทก์ต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน และต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 กล่าวคือโจทก์ไม่อาจนำที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินและตึกแถวของจำเลยไปใช้ประโยชน์ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนวัสดุผ้าใบกันฝนหน้าตึกแถวของจำเลยออกไปจากตึกแถวของจำเลย และห้ามจำเลยปลูกสร้างหรือติดตั้งวัสดุสิ่งใดรุกล้ำที่ดินของโจทก์อีก คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1387 ม. 1388 ม. 1390
ป.วิ.พ. ม. 247 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.เอ.แลนด์ จำกัด
จำเลย — นางสาว ทัศนีย์ รวิวรกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2546
#110841
เปิดฉบับเต็ม

ล. ก่อสร้างตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ลงบนที่ดินแปลงย่อยซึ่งแบ่งจากที่ดินแปลงใหญ่รวม 121 คูหา เรียงติดต่อกัน การที่ อ. จัดจำหน่ายที่ดินพร้อมตึกแถวตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป โดยมีทางเท้าและถนนผ่านหน้าตึก โครงการ ชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะจึงถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น ทางเท้าที่ดินพิพาทของโจทก์ ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยโดยผลของกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ปัญหานี้ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะ มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์?

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการ ครอบครองปรปักษ์ และให้โจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายหากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เคลือบคลุม การที่จำเลย ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่เป็นละเมิด จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิในที่ดินพิพาทในการครอบครองปรปักษ์ แต่ได้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินพิพาทโดยอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินพิพาทเป็นเรื่องนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะครอบครองที่ดินพิพาท และไม่มีสิทธิรบกวนการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุต่าง ๆ ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท (ออกจากที่ดินพิพาท) ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า เดิมเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยและปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวเป็นจำนวนกว่า 100 แปลง และต่อมาได้ขายที่ดินโฉนดดังกล่าวที่แบ่งแยกรวม 158 โฉนด ให้แก่ห้างหุ้นส่วน อ. ซึ่งได้ทำการก่อสร้างตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินแปลงย่อยที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 รวม 121 คูหา ตั้งแต่เลขที่ 1064/1 ถึง 1064/121 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตึกแถวเลขที่ 1064/5 ถึง 1064/33 มีลักษณะเรียงติดกัน แสดงว่าสร้างในคราวเดียวกัน การที่ห้างหุ้นส่วน อ. จัดจำหน่ายที่ดินพร้อมตึกแถวซึ่งมีสภาพติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลง ขึ้นไป โดยมีทางเท้าและถนนผ่านตึกหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ จึงถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดิน ดังนั้นทางเท้าและถนนซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 จึงต้องตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรร ทุกแปลงรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 88949 ของจำเลยด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4858 จากผู้ที่รับโอนที่ดินมาจากห้างหุ้นส่วน อ. ภาระจำยอมจึงตกติดไปยังโจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทางภาระจำยอมที่ตกแก่ที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและ ไม่มีอำนาจห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลย จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เมื่อคดีฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางเท้าตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยโดยผลแห่งกฎหมายแล้วเช่นนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์จะประกอบการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหาได้ไม่ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 ส่วนจำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ก็ไม่มีสิทธิทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ ซึ่งทำให้เกิด ภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์เช่นกัน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1388 ?โจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมเพียงแต่โจทก์ต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน และ ต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 กล่าวคือโจทก์ไม่อาจนำที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินและตึกแถวของจำเลยไปใช้ประโยชน์ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกได้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนวัสดุผ้าใบกันฝนหน้าตึกแถวของจำเลยออกไปจากตึกแถวของจำเลย และห้ามจำเลยปลูกสร้างหรือติดตั้งวัสดุสิ่งใดรุกล้ำที่ดินของโจทก์อีก คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ม. 1 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส. เอ แลนด์ จำกัด
จำเลย — นางสาวทัศนีย์ รวิวรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2546
#49853
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ให้แก่ ส. ตัวแทนของจำเลยแล้ว จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอัน ส. ตัวแทนได้ทำไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นตัวการแล้วตามกฎหมาย แม้ ส. จะยังไม่ได้ส่งมอบเงินค่ารถจักรยานยนต์ให้แก่จำเลยก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยซึ่งเป็นตัวการจะไปว่ากล่าวไล่เบี้ยเอาจาก ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของตนโจทก์จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องจัดส่งเอกสารให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้นำไปใช้ประกอบในการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดสัญญา ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สั่งซื้อรถจักรยานยนต์ จำนวน 52 คัน จากจำเลย เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ ผ่านนายสมศักดิ์ จินาพงษ์ ตัวแทนของจำเลยซึ่งจำเลยและนายสมศักดิ์ได้ร่วมกันส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่โจทก์สั่งซื้อทั้งหมดให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและโจทก์ได้ส่งมอบเงินค่ารถจักรยานยนต์ทั้งหมดไปชำระให้แก่จำเลยโดยจัดส่งชำระให้แก่นายสมศักดิ์ตัวแทนของจำเลย จำเลยได้รับเงินค่ารถจักรยานยนต์จากโจทก์แล้ว จำเลยในฐานะผู้ขายจะต้องส่งมอบรถจักรยานยนต์พร้อมเอกสารสำคัญประจำรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์ และดำเนินการตามที่จำเป็นเพื่อจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทุกคันที่โจทก์ได้สั่งซื้อให้เรียบร้อยตามแบบพิธีการของกฎหมายในการควบคุมการใช้รถ เพื่อให้โจทก์สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์รถจักรยานยนต์ได้ตามกฎหมาย มีรายการเอกสารสำคัญที่จำเลยจะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อใช้ประกอบในการจดทะเบียน คือ เอกสารเรื่องแจ้งการจำหน่ายรถจักรยานยนต์พร้อมใบกำกับภาษีสำหรับรายการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ อยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการส่งมอบเอกสารให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย คิดค่าเสียหายเป็นเงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 156,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ และส่งมอบเอกสารสำคัญประกอบในการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 156,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์สั่งซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลย จำนวน52 คัน ราคารวมเป็นเงิน 1,827,922 บาท จำเลยได้รับใบสั่งซื้อรถจักรยานยนต์จากนายสมศักดิ์ จินาพงษ์ ซึ่งในทางการค้าแล้วนายสมศักดิ์จะได้ส่วนแบ่งการซื้อขายจากโจทก์และจำเลย และนายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อจำเลยได้รับใบสั่งซื้อจากนายสมศักดิ์ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน จำเลยก็ได้ส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์พร้อมใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน โจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระราคารถจักรยานยนต์ที่สั่งซื้อในการชำระราคารถจักรยานยนต์มีข้อตกลงว่าโจทก์จะส่งเงินมาให้ตามที่อยู่ของจำเลย เมื่อชำระเงินแต่ละงวดครบถ้วน จำเลยก็จะส่งมอบเอกสารเพื่อนำใบคู่มือไปโอนทางทะเบียนต่อไป แต่โจทก์ไม่ชำระราคารถจักรยานยนต์ให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จะต้องโอนทางทะเบียนให้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่โจทก์ชำระราคารถจักรยานยนต์ให้แก่นายสมศักดิ์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลย และราคารถจักรยานยนต์ที่ชำระให้แก่นายสมศักดิ์นั้นก็สูงกว่าราคารถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ที่โจทก์ได้ซื้อจากจำเลย จำเลยบอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เนื่องจากยังไม่ได้รับเงินค่ารถจักรยานยนต์จากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 1,827,922 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระแก่จำเลยเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ได้ติดต่อสั่งซื้อรถจักรยานยนต์จากนายสมศักดิ์จินาพงษ์ ตัวแทนของจำเลยโดยสุจริต และได้ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 52 คันให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่ต้องชำระเงินจำนวน 1,827,922บาท ให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง นายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์หรือมีส่วนได้รับส่วนแบ่งจากโจทก์ในการซื้อขายรถจักรยานยนต์ จำเลยในฐานะตัวการจะต้องไปว่ากล่าวเรียกร้องเอาจากนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ จำนวน52 คัน ให้แก่โจทก์ หรือจัดการให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทั้งหมดให้เรียบร้อยและให้จำเลยส่งมอบเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทั้งหมดแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 52,000 บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยจำนวน 52 คัน เป็นเงิน 1,827,922 บาทโดยจำเลยส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์ซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยตามฟ้องโดยมีนายสมศักดิ์จินาพงษ์ เป็นตัวแทนของจำเลยหรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวโจทก์มีนายชัยวัฒน์เตียวเจริญชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์สั่งซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน52 คัน ตามฟ้องจากจำเลยโดยสั่งซื้อผ่านนายสมศักดิ์ตัวแทนของจำเลย ในการชำระราคารถจักรยานยนต์ดังกล่าว โจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสมศักดิ์ ตามใบนำฝากเงินบัญชีออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.17 และ จ.18 และได้รับใบเสร็จรับเงินจากจำเลยแล้ว ตามใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.70 นอกจากพยานโจทก์ดังกล่าวโจทก์ยังมีพันตำรวจโทวรพัฒน์ พูนผล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุตรดิตถ์มาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2537 นางฟองจันทร์ไกรสรไขศรี หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยไปร้องทุกข์ต่อพยานว่า นายสมศักดิ์ยักยอกหรือฉ้อโกงรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป 125 คัน รวมเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาท พยานได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นได้ความว่า นายสมศักดิ์เป็นคนกลางหรือเป็นตัวแทนของจำเลยในการซื้อขายรถจักรยานยนต์ โดยผู้ที่จะสั่งซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยจะสั่งซื้อผ่านนายสมศักดิ์แล้วนายสมศักดิ์จะแจ้งให้จำเลยออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อ หากไม่มีการชำระเงินค่ารถจักรยานยนต์ จำเลยจะทวงถามจากนายสมศักดิ์เท่านั้น ซึ่งนางฟองจันทร์หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าได้ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่นายสมศักดิ์ว่ายักยอกรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปจริงตามสำเนาคำร้องทุกข์ และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.71 และ จ.72 เมื่อพิเคราะห์ข้อความในเอกสารดังกล่าวได้ความว่า นางฟองจันทร์ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทวรพัฒน์ พนักงานสอบสวนว่า นายสมศักดิ์ได้รับรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2537 เป็นต้นมารวม 125 คัน แล้วไม่นำเงินค่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาชำระให้แก่จำเลย นายสมศักดิ์มีเจตนาทุจริตยักยอกหรือฉ้อโกงจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทวรพัฒน์ ทำให้เห็นได้ว่าหากนายสมศักดิ์ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยในการซื้อขายรถจักรยานยนต์แล้วนางฟองจันทร์หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยคงไม่ต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายสมศักดิ์ นอกจากนั้นยังได้ความจากนางโสภา สุขใส พยานจำเลยเบิกความรับว่า พยานเป็นผู้เขียนชื่อโจทก์ว่าเป็นผู้ซื้อใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.70 ตามที่นายสมศักดิ์บอกให้เขียนเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีน้ำหนักรับฟังน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายสมศักดิ์ จินาพงษ์ เป็นตัวแทนของจำเลยในการซื้อขายรถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ตามฟ้องให้แก่โจทก์ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่านายสมศักดิ์เป็นตัวแทนของจำเลยในการซื้อขายรถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ตามฟ้องให้แก่โจทก์ และจำเลยก็ยอมรับว่าโจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสมศักดิ์แล้วตามใบนำฝากเงินบัญชีออมทรัพย์เอกสารหมาย จ.17 จ.18 และได้รับใบเสร็จรับเงินจากจำเลยแล้ว ตามใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.70 จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ให้แก่นายสมศักดิ์ตัวแทนของจำเลยแล้ว จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันนายสมศักดิ์ตัวแทนได้ทำไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 820 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 52 คัน ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นตัวการแล้วตามกฎหมาย แม้นายสมศักดิ์จะยังไม่ได้ส่งมอบเงินค่ารถจักรยานยนต์ให้แก่จำเลย ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยซึ่งเป็นตัวการจะไปว่ากล่าวไล่เบี้ยเอาจากนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของตน โจทก์จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้องแย้งของจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงมีหน้าที่จัดส่งเอกสารให้แก่โจทก์เพื่อโจทก์จะได้นำไปใช้ประกอบในการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ตามฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดสัญญา ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 486 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วรรณเทพยนต์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างนำชัยมอเตอร์แอนด์ออดิโอ
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2546
#50288
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้ลูกจ้างทำงานวันละ 3 กะ แต่ในทางปฏิบัติให้ทำงานวันละ 2 กะเป็นส่วนใหญ่โดยให้ทำกะละ 12 ชั่วโมง จำนวน 8 ชั่วโมงแรกเป็นการทำงานปกติ พัก 1 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมงเป็นการทำงานล่วงเวลา การที่โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยร่วมกับพวกซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานวันละ 3 กะ แม้จะเป็นสิทธิของโจทก์จะสั่งได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่ก็เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อบีบคั้นไม่ให้ทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ยื่นข้อเรียกร้องหรือเป็นตัวแทนเจรจาอันถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1) การที่จำเลยได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้โจทก์เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานสำหรับจำเลยร่วมกับพวกเป็นเวลาการทำงานตามเดิมและวินิจฉัยว่าการสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะพิจารณาสั่งให้ทำหรือไม่ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 และไม่มีกฎหมายรองรับให้จำเลยออกคำสั่งบังคับให้โจทก์สั่งให้จำเลยร่วมกับพวกทำงานล่วงเวลาได้จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 นางสาววิไลพร วงศ์แก้วกับพวกรวม 4 คน และวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 นางพเยาว์ ทับแสง กับพวกรวม 31 คน ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าโจทก์กลั่นแกล้งเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานและไม่ให้ทำงานล่วงเวลาจนไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ เพราะเหตุผู้กล่าวหาทั้ง 35 คน ลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้อง โดยผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นผู้แทนเจรจาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จำเลยทั้งสิบสองวินิจฉัยชี้ขาดแล้วโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งข้อ 2 ของจำเลยทั้งสิบสองที่ให้โจทก์เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานของผู้กล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 35 เป็นเวลาทำงานตามเดิม ที่โจทก์มีคำสั่งที่ 009/2543 และคำสั่งที่ 010/2543 ให้พนักงานทำงาน 3 กะ เพื่อการผลิตให้เพียงพอกับคำสั่งซื้อของลูกค้าโดยให้เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2543 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพราะการทำงาน 3 กะเป็นคุณแก่ลูกจ้าง ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 87-121/2544 ของจำเลยทั้งสิบสองข้อ 2 ในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 15 ที่ 19 ถึงที่ 35

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 87-121/2544ของจำเลยทั้งสิบสองชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ผู้กล่าวหาทั้ง 35 คนได้ร่วมกับพนักงานอื่นรวม 181 คน ลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2543 ต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ระหว่างเจรจาข้อเรียกร้องโจทก์ได้ให้พนักงานที่ร่วมลงลายมือชื่อถอนชื่อออกจากข้อเรียกร้อง โดยจะเพิ่มสวัสดิการให้ พนักงานจึงได้ถอนชื่อออกจากข้อเรียกร้องไป 127 คน โจทก์กับพนักงานที่ยื่นข้อเรียกร้องและไม่ยอมถอนชื่อได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้พนักงาน 47 คน ซึ่งได้ร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องทำงาน 3 กะ ส่วนผู้ที่ไม่ร่วมลงลายมือชื่อและผู้ถอนชื่อออกจากข้อเรียกร้องไม่ต้องทำงาน 3 กะ จำเลยทั้งสิบสองเห็นว่าโจทก์เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเฉพาะกลุ่มพนักงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยลูกจ้างไม่ยินยอม แม้ข้อบังคับการทำงานของโจทก์จะกำหนดเวลาทำงานเป็น 3 กะแต่ทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างทำงาน 2 กะตลอดมา โจทก์เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานเพื่อกลั่นแกล้งลูกจ้างที่ร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสิบสองชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาผู้กล่าวหา 31 คน ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการหลักคือ ทอผ้ายืด เสื้อผ้าและสิ่งทออื่น ๆ เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกจำหน่ายยังต่างประเทศโดยจดทะเบียนและดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2516 เรื่อยมาจำเลยร่วมทั้ง 31 คน เป็นลูกจ้างของโจทก์อยู่แผนกต่าง ๆ กัน เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2543 ลูกจ้างของโจทก์กลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์เพื่อขอเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์และสภาพการจ้างให้ดีขึ้น มีข้อเรียกร้อง 10 ข้อ โดยมีผู้แทนเจรจา 5 คน และที่ปรึกษา2 คน มีผู้ร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้อง 181 คน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 ต่อมามีลูกจ้างถอนชื่อออกจากการยื่นข้อเรียกร้องลงเหลือ 54 คน และในที่สุดเหลือ 35 คน จนถึงวันที่ 13 กันยายน 2543 โจทก์และตัวแทนฝ่ายลูกจ้างได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นตามเอกสารหมาย ล.6 ก่อนที่จะทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2543 กรรมการผู้จัดการโจทก์ได้ออกหนังสือขอบคุณแก่ลูกจ้างที่ถอนชื่อจากข้อเรียกร้องตามเอกสารหมาย ล.4 ล.5 และ ล.7 หลังจากทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ล.6 แล้ว รุ่งขึ้นวันที่ 14 กันยายน 2543 โจทก์ได้ออกคำสั่งที่ 009/2543 และ 010/2543 ให้ลูกจ้าง 47 คน ต้องทำงาน 3 กะ ตามคำสั่งในสำนวนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หน้า 128-131 ลูกจ้างที่ต้องทำงาน 3 กะ ดังกล่าวเป็นลูกจ้างที่ร่วมยื่นข้อเรียกร้อง จำเลยร่วม 31 คน อยู่ในกลุ่มลูกจ้างที่ต้องทำงาน 3 กะทั้งสิ้น ส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องและผู้ที่ได้ร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องแต่ได้ถอนชื่อจากข้อเรียกร้องไปก่อนยังคงทำงาน 2 กะ ตามเดิม ก่อนที่จะทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2543 เอกสารหมาย ล.6 โจทก์กับสหภาพแรงงานไทยสิ่งทอได้มีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างลงวันที่ 10 กันยายน 2541 ใช้บังคับอยู่ปรากฏในสำนวนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หน้า 132-134 โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ใช้บังคับอยู่ปรากฏในสำนวนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หน้า 137-143 จำเลยร่วมทั้ง 31 คน กับพวกอีก 4 คน รวม 35 คน ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาว่าโจทก์ได้กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อจำเลยร่วมกับพวกโดยฝ่าฝืนมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้รับคำร้อง ฟังคำชี้แจงบันทึกปากคำและรับเอกสารทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดโดยจำเลยทั้งสิบสองปรากฏตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 87-121/2544 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ หมวด 3 ข้อ 1 โจทก์มีสิทธิกำหนดให้ลูกจ้างทำงาน 3 กะได้ แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2541และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2543 เพียงตกลงและเปลี่ยนแปลงตามอัตราสวัสดิการค่าเข้ากะไว้เท่านั้น มิได้ตกลงว่าโจทก์จะต้องให้ลูกจ้างทำงาน 3 กะ ในทางปฏิบัติที่ผ่าน ๆ มาโจทก์ให้ลูกจ้างทำงาน 2 กะเป็นส่วนใหญ่ การทำงาน 2 กะ จะทำกะละ 12 ชั่วโมง โดย 8 ชั่วโมง เป็นการทำงานปกติ พัก 1 ชั่วโมงส่วนอีก 3 ชั่วโมง เป็นการทำงานล่วงเวลา ถ้าทำงาน 3 กะ จะทำงานกะละ 8 ชั่วโมง ไม่มีโอกาสทำงานล่วงเวลาและไม่สะดวกแก่ลูกจ้างที่เข้างานกะกลางคืน การทำงาน2 กะ จะมีรายได้มากกว่าทำงาน 3 กะ ข้อนี้ทางนางสาวธนพร ใบเตย พยานโจทก์ยอมรับทางปฏิบัติที่ผ่าน ๆ มา การทำงาน 3 กะ หรือ 2 กะ นั้น ลูกจ้างทุกคนก็ทำเหมือน ๆ กันไม่ได้แบ่งแยก ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการยื่นข้อเรียกร้องเมื่อเดือนกันยายน 2543 นั้น มีลูกจ้างร่วมลงลายมือชื่อ 181 คน ต่อมาก็มีลูกจ้างถอนชื่อจากข้อเรียกร้องไปกว่าร้อยคนจนเหลือ54 คน และ 35 คน ตามลำดับ พยานฝ่ายจำเลยยืนยันว่าเหตุที่ลูกจ้างยอมถอนชื่อจากข้อเรียกร้องนั้นเนื่องจากโจทก์ให้หัวหน้างานไปเกลี้ยกล่อมให้ลูกจ้างถอนชื่อจากข้อเรียกร้อง โดยจะให้ประโยชน์แก่ผู้ถอนชื่อจากข้อเรียกร้องในลักษณะแทรกแซงการดำเนินการและการใช้สิทธิยื่นข้อเรียกร้องหลังจากที่ลูกจ้างถอนชื่อจากข้อเรียกร้องแล้ว โจทก์ก็มีหนังสือขอบคุณที่ลูกจ้างให้ความร่วมมือในการถอนชื่อจากข้อเรียกร้องตามเอกสารหมาย ล.4 ล.5 และ ล.7 การที่โจทก์ให้จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดคนกับพวก ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องต้องทำงาน 3 กะ ต่างไปจากลูกจ้างที่ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้องและผู้ที่ถอนชื่อจากข้อเรียกร้องตามที่โจทก์เกลี้ยกล่อมโดยให้ทำงาน 2 กะซึ่งเป็นคุณกว่านั้น โจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งให้จำเลยร่วมกับพวกดังกล่าวได้รับผลตอบแทนการทำงานและสิทธิประโยชน์ที่ต่ำกว่าเพื่อนร่วมงาน เป็นการสร้างความแตกแยก จงใจเลือกปฏิบัติเพื่อบีบคั้นจำเลยร่วมกับพวกอันเป็นผลให้จำเลยร่วมกับพวกไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างดังกล่าวยื่นข้อเรียกร้องหรือเป็นตัวแทนเจรจา เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 87-121/2544 ของจำเลยทั้งสิบสองชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1) หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 87-121/2544 ข้อ 2 ของจำเลยทั้งสิบสองหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวด 3 ข้อ 1 กำหนดให้ลูกจ้างทำงานวันละ 3 กะ กะละ 8 ชั่วโมง ต่อมาได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2541 และฉบับลงวันที่ 13 กันยายน2543 ตกลงให้เปลี่ยนแปลงอัตราสวัสดิการค่าเข้ากะ แต่มิได้ตกลงเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานจาก 3 กะเป็น 2 กะ ในทางปฏิบัติที่ผ่าน ๆ มาโจทก์ให้ลูกจ้างทำงาน 2 กะ เป็นส่วนใหญ่ การทำงาน 2 กะ จะทำกะละ 12 ชั่วโมง โดยจำนวน 8 ชั่วโมงแรกเป็นการทำงานปกติ พัก 1 ชั่วโมง ส่วนอีก 3 ชั่วโมง เป็นการทำงานล่วงเวลา เมื่อเดือนกันยายน2543 มีลูกจ้างร่วมลงลายมือชื่อยื่นข้อเรียกร้อง 181 คน ต่อมามีลูกจ้างถอนชื่อจากข้อเรียกร้องไปกว่าหนึ่งร้อยคนจนเหลือ 54 คน และ 35 คน ตามลำดับ หลังจากที่ลูกจ้างถอนชื่อจากข้อเรียกร้องแล้ว โจทก์มีหนังสือขอบคุณที่ลูกจ้างให้ความร่วมมือในการถอนชื่อจากข้อเรียกร้องตามเอกสารหมาย ล.4 ล.5 และ ล.7 เห็นว่า แม้โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ให้ลูกจ้างทำงานวันละ 3 กะก็ตามแต่ในทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างทำงานวันละ 2 กะเป็นส่วนใหญ่โดยให้ทำกะละ 12 ชั่วโมง จำนวน 8 ชั่วโมงแรกเป็นการทำงานปกติ พัก 1 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมงเป็นการทำงานล่วงเวลาดังนั้นการที่โจทก์มีคำสั่งที่ 009/2543 และที่ 010/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน2543 ให้จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานวันละ 3 กะซึ่งโจทก์สั่งในวันรุ่งขึ้นหลังจากโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2543 นั้น แม้จะเป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจะสั่งได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อบีบคั้นจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกให้ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะเหตุที่จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกยื่นข้อเรียกร้องหรือเป็นตัวแทนเจรจาอันถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 121(1) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 87-121/2544 ข้อ 2 ให้โจทก์เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานสำหรับจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกเป็นเวลาการทำงานตามเดิม คือ ให้ทำงานวันละ 2 กะ กะแรกตั้งแต่เวลา 8 ถึง16.30 นาฬิกา และกะที่สองเวลา 20 ถึง 4.30 นาฬิกา ส่วนคำร้องขอของจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกให้โจทก์มอบหมายงานให้ทำงานล่วงเวลาเช่นเดียวกับพนักงานอื่น ๆนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้วินิจฉัยในคำสั่งที่ 87-121/2544 ดังกล่าวแล้วว่า การสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลานั้นเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะพิจารณาสั่งให้ทำหรือไม่ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และไม่มีกฎหมายรองรับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ออกคำสั่งบังคับให้โจทก์สั่งให้จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกทำงานล่วงเวลาได้ คำสั่งที่ 87-121/2544 ข้อ 2 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 24
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟาร์อีสท์การทออุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นาย ประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2546
#110862
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้ลูกจ้างทำงานวันละ 3 กะก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างทำงานวันละ 2 กะเป็นส่วนใหญ่ โดยให้ทำกะละ 12 ชั่วโมง จำนวน 8 ชั่วโมงแรกเป็นการทำงานปกติ พัก 1 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมง เป็นการทำงานล่วงเวลา ดังนั้น การที่โจทก์มีคำสั่งให้ จำเลยร่วมกับพวก ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานวันละ 3 กะ ซึ่งโจทก์สั่งในวันรุ่งขึ้นหลังจากโจทก์และจำเลยร่วมกับพวกทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น แม้จะเป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจะสั่งได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อบีบคั้นจำเลยร่วมกับพวกให้ไม่สามารถทนทำงานอยู่ ต่อไปได้ เพราะเหตุที่จำเลยร่วมกับพวกยื่นข้อเรียกร้องหรือเป็นตัวแทนเจรจา อันถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1)

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้วินิจฉัยในคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า การสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลานั้นเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะพิจารณาสั่งให้ทำหรือไม่ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และไม่มีกฎหมายรองรับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ออกคำสั่งบังคับให้โจทก์สั่งให้จำเลยร่วมกับพวกทำงานล่วงเวลาได้ คำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ว. กับพวกรวม ๔ คน และวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ พ. กับพวกรวม ๓๑ คน ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าโจทก์กลั่นแกล้งเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานและไม่ให้ทำงานล่วงเวลาจนไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๑๒๑ แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ จำเลยทั้งสิบสองวินิจฉัยชี้ขาด ให้โจทก์เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานกลับมาเป็นเวลาทำงานตามเดิม ซึ่งโจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๘๗ - ๑๒๑/๒๕๔๔ ของจำเลยทั้งสิบสอง

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๘๗ - ๑๒๑/๒๕๔๔ ของจำเลยทั้งสิบสอง ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาผู้กล่าวหา ๓๑ คน ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ (๑) หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๘๗ - ๑๒๑/๒๕๔๔ ของจำเลยทั้งสิบสองหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้ลูกจ้างทำงานวันละ ๓ กะก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติโจทก์ให้ลูกจ้างทำงานวันละ ๒ กะเป็นส่วนใหญ่ โดยให้ทำกะละ ๑๒ ชั่วโมง จำนวน ๘ ชั่วโมงแรกเป็นการทำงานปกติ พัก ๑ ชั่วโมง อีก ๓ ชั่วโมงเป็นการทำงานล่วงเวลา ดังนั้นการที่โจทก์มีคำสั่งลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ ให้จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานวันละ ๓ กะ ซึ่งโจทก์สั่งในวันรุ่งขึ้นหลังจากโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ นั้น แม้จะเป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจะสั่งได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อบีบคั้นจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกให้ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะเหตุที่จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวก ยื่นข้อเรียกร้องหรือ เป็นตัวแทนเจรจา อันถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ (๑) จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๘๗ - ๑๒๑/๒๕๔๔ ให้โจทก์เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานสำหรับจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกเป็นเวลาการทำงานตามเดิม คือ ให้ทำงานวันละ ๒ กะ กะแรกตั้งแต่เวลา ๘ ถึง ๑๖.๓๐ นาฬิกา และกะที่สองเวลา ๒๐ ถึง ๔.๓๐ นาฬิกา ส่วนคำร้องขอของจำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกให้โจทก์ มอบหมายงานให้ทำงานล่วงเวลาเช่นเดียวกับพนักงานอื่น ๆ นั้น จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ได้วินิจฉัยในคำสั่งที่ ๘๗ - ๑๒๑/๒๕๔๔ ดังกล่าวแล้วว่า การสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลานั้นเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะพิจารณาสั่งให้ทำหรือ ไม่ก็ได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๒๔ แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และไม่มีกฎหมายรองรับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ออกคำสั่งบังคับให้โจทก์สั่งให้จำเลยร่วมทั้งสามสิบเอ็ดกับพวกทำงานล่วงเวลาได้ คำสั่งที่ ๘๗ - ๑๒๑/๒๕๔๔ ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟาร์อีสท์การทออุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
จำเลยร่วม — นางสาววิไลพร วงศ์แก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2546
#50287
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่ง ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 103,104 และ 118 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงเอาสินค้าและเรียกเก็บเงินมัดจำจากลูกค้าตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ซึ่งโจทก์ได้คืนสินค้าและเงินดังกล่าวให้แก่ลูกค้าแล้ว เบียดบังยักยอกเอาเงินค่าสินค้าที่เรียกเก็บจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ แอบอ้างลูกค้ารับสินค้าไปเอง และค้างชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าสินค้า รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 208,396.08 บาท โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ไปแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 208,396.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ต้องห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีหรือไม่ เห็นว่า หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยมีสาระสำคัญว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อหนี้สินขึ้นแก่โจทก์หรือกระทำการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายนั้นทั้งหมดภายในวงเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการไม่ชอบ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างการทำงาน จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 103 ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธรณีพิพัฒน์ จำกัด
จำเลย — นาย สมชาย รามัญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2546
#50686
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์มีจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103,104 และ 118 แม้มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าเขตการขาย จำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ได้หลอกลวงเอาสินค้าและเรียกเก็บเงินมัดจำจากลูกค้าตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้คืนสินค้าและเงินดังกล่าวให้แก่ลูกค้าแล้วคิดเป็นเงิน53,809.30 บาท เบียดบังยักยอกเอาเงินค่าสินค้าที่เรียกเก็บจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์เป็นเงิน 23,199 บาท แอบอ้างลูกค้ารับสินค้าไปเองเป็นเงิน 29,274.03 บาทและค้างชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าสินค้าเป็นเงิน 102,113.75 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 208,396.08 บาท โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 ไปแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวนดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 208,396.08 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ต้องห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีหรือไม่ เห็นว่า หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 2ตกลงเข้าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยมีสาระสำคัญว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อหนี้สินขึ้นแก่โจทก์หรือกระทำการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายนั้นทั้งหมดภายในวงเงิน 200,000 บาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสองเท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103,104 และ 118 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการไม่ชอบ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างการทำงานจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวน 200,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธรณีพิพัฒน์ จำกัด
จำเลย — นาย สมชาย รามัญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 985/2546
#49852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้แขนล็อกคอผู้เสียหายด้านหลังแล้วลากผู้เสียหายไปที่คูน้ำข้างถนนกดตัวผู้เสียหายลงไปในน้ำจนมิดศีรษะทำให้ผู้เสียหายหมดสติ ซึ่งจากการตรวจร่างกายผู้เสียหาย ปรากฏว่าปอดอักเสบเนื่องจากสำลักน้ำ โดยแพทย์ให้ความเห็นว่าคนที่สำลักน้ำหายใจเอาอากาศเข้าไปไม่ได้ หากไม่ได้หายใจภายใน 5 นาที จะถึงแก่ความตาย ถ้าถูกกดน้ำหายใจไม่ออกไม่ถึง 5 นาที จะมีผลต่อปอดและขาดโลหิตไปหล่อเลี้ยงสมองทำให้ไม่รู้สึกตัว และทำให้ถุงลมเสียสมรรถภาพในการแลกเปลี่ยนอากาศ ซึ่งกรณีของผู้เสียหายมีผลทางสมองเล็กน้อย แต่ปอดนั้นสูญเสียสมรรถภาพของถุงลมไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น การที่จำเลยกดหน้าผู้เสียหายลงไปในคูน้ำเป็นเวลานานจำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายเพียงแต่หมดสติไปชั่วขณะไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

การที่จำเลยจับผู้เสียหายกดน้ำจนหมดสติ อันเป็นการกระทำผิดฐานพยายามฆ่าสำเร็จขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ของจำเลย ซึ่ง ก. ได้ตามมาพูดขอตัวผู้เสียหายเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาล แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ จึงเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย ซึ่งมีเจตนาต่างหากอีกกรรมหนึ่ง หลังจากผู้เสียหายรู้สึกตัวแล้วเปิดประตูรถยนต์ที่จำเลยกำลังขับทิ้งตัวลงบนถนนเพื่อหลบหนี จำเลยจอดรถวิ่งไล่ตามแล้วกระชากผมผู้เสียหายลากเข้าไปที่พงหญ้าแล้วกระชากเสื้อผู้เสียหายหลุดออก เห็นสร้อยคอพร้อมพระเลี่ยมทองจึงกระชากมาเป็นของตน อันเป็นการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์อีกกรรมหนึ่ง ต่อจากนั้นจำเลยดึงกางเกงของผู้เสียหายหลุดออกผู้เสียหายบอกจำเลยว่าเป็นโรคเอดส์ จำเลยมีอาการลังเล ผู้เสียหายจึงลุกขึ้นวิ่งหนีไปอันเป็นการกระทำฐานอนาจารผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง เมื่อการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวกระทำด้วยเจตนาต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้จะกระทำต่อเนื่องกันแต่ได้กระทำความผิดแต่ละฐานหลังจากกระทำความผิดฐานหนึ่งเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้แขนของจำเลยรัดคอนางสาวจารุวรรณ สุวรรณภัฏผู้เสียหาย ทางด้านหลังจนผู้เสียหายตกลงไปในคูน้ำข้างทาง จำเลยกดตัวผู้เสียหายลงน้ำใช้กำปั้นของจำเลยชกต่อยที่หน้าของผู้เสียหายหลายครั้ง และใช้มือของจำเลยกดศีรษะของผู้เสียหายให้จมลงไปในน้ำเป็นเวลานาน ของเหลวเข้าไปปิดกั้นเนื้อเยื่อถุงลม ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนได้จนผู้เสียหายหมดสติ ทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายให้ตายเพื่อความสะดวกในการที่จะชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายเพียงแต่หมดสติไปชั่วขณะ ผู้เสียหายจึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย แต่ได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน แล้วจำเลยลักเอาสร้อยคอนาค 1 เส้น และพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต และโดยใช้กำลังประทุษร้ายดังกล่าวข้างต้นเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้นและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยหน่วงเหนี่ยวและกระทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยจำเลยอุ้มร่างของผู้เสียหายซึ่งยังคงหมดสติอยู่ขึ้นรถยนต์กระบะที่จำเลยขับมาจากจุดเกิดเหตุถนนบางบอน 3 ไป จนถึงถนนพุทธมณฑลสาย 2 ขณะที่จำเลยอุ้มร่างของผู้เสียหายไปนั้น มีเพื่อนของผู้เสียหายพบเห็นการกระทำของจำเลยและขับรถจักรยานยนต์ติดตามขอตัวผู้เสียหายคืน แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย อายุ 17 ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ใช้กำลังกายดึงเสื้อ กางเกง และกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออกจนหมดเหลือเพียงแต่เสื้อชั้นในเพียงตัวเดียวแล้วจับผู้เสียหายให้นอนหงาย ทั้งนี้โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 80, 90, 91, 278, 289(6), 310, 339 ริบเสื้อที่จำเลยสวมใส่ในวันเกิดเหตุของกลาง คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน 3,100 บาท แก่ผู้เสียหาย และคืนเสื้อ กางเกง กางเกงชั้นใน และรองเท้าที่ผู้เสียหายสวมใส่ในวันเกิดเหตุของกลางแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 80 มาตรา 278, 310 วรรคหนึ่ง, 339 วรรคสอง การกระทำของจำเลยมีความผิด 4 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ลงโทษฐานพายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80จำคุก 10 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี ฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปี และฐานชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อสืบผู้เสียหายพยานโจทก์ไปหนึ่งปากแล้ว ในการนำสืบพยานโจทก์ปากต่อมา จำเลยก็ยังคงซักค้านพยานโจทก์ปกติเช่นเดียวกับคดีให้การปฏิเสธซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุก 16 ปี 6 เดือน ริบเสื้อที่จำเลยสวมใส่ในวันเกิดเหตุ คืนเสื้อ กางเกง กางเกงในรองเท้า กับให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 3,100 บาท แก่ผู้เสียหายคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเสื้อของจำเลยของกลางแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์ขณะที่จำเลยกดผู้เสียหายจมน้ำว่า จำเลยเข้ามาใช้แขนล็อกคอผู้เสียหายทางด้านหลังแล้วลากผู้เสียหายลงไปที่คูน้ำข้างถนน และกดหัวผู้เสียหายลงไปในน้ำ ผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้ จำเลยต่อยปากผู้เสียหายแล้วกดตัวผู้เสียหายลงไปในน้ำจนมิดศีรษะจนผู้เสียหายหมดสติและนายแพทย์มโนชญ์ สุวรรณศรี ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วปรากฏว่าปอดอักเสบเนื่องจากสำลักน้ำ โดยคนที่สำลักน้ำหายใจเอาอากาศเข้าไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้หายใจภายใน 5 นาทีจะถึงแก่ความตาย ถ้าถูกกดน้ำหายไม่ออกไม่ถึง 5 นาที จะมีผลต่อปอดและขาดโลหิตไปหล่อเลี้ยงสมองทำให้ไม่รู้สึกตัว และทำให้ถุงลมเสียสมรรถภาพในการแลกเปลี่ยนอากาศ โดยผู้เสียหายนั้นมีผลทางสมองเล็กน้อย แต่ปอดนั้นสูญเสียสมรรถภาพของถุงลมไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ต้องรักษาด้วยการใช้เครื่องหายใจประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายกับนายแพทย์มโนชญ์ประกอบรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องแล้ว เห็นว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายจนสลบ มีอาการปอดอักเสบทั้งสองข้าง มีปฏิกิริยาของของเหลวปิดกั้นเยื่อถุงลม ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกดหน้าของผู้เสียหายจมน้ำจนหมดสติ มิใช่ผู้เสียหายตกลงไปในคูน้ำข้างถนนแล้วร้องตะโกนให้คนช่วย จำเลยจึงใช้มืออุดปากผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ร้องแล้วอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยดังที่จำเลยนำสืบ การที่จำเลยกดหน้าของผู้เสียหายลงไปในคูน้ำเป็นเวลานานนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายเพียงแต่หมดสติไปชั่วขณะ ไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองว่า การกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะกระทำต่อเนื่องกัน แต่ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติได้ความว่า จำเลยจับผู้เสียหายกดน้ำจนหมดสติ อันเป็นการกระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายสำเร็จขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลย นายโกสินธุ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมาพูดขอผู้เสียหายคืนเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาลเอง จำเลยก็ไม่ยอมคืออันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่างหากอีกกรรมหนึ่ง หลังจากผู้เสียหายรู้สึกตัวแล้วเปิดประตูรถยนต์กระบะที่จำเลยขับทิ้งตัวลงที่ถนนแล้วลุกขึ้นวิ่งหนี จำเลยจอดรถวิ่งไล่ตามทันผู้เสียหาย แล้วกระชากผมของผู้เสียหายลากเข้าไปที่พงหญ้าข้างทางกดตัวผู้เสียหายลงกับพื้นพร้อมทั้งกระชากเสื้อของผู้เสียหายหลุดออก เห็นสร้อยคอนาคพร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ จึงกระชากเอามาเป็นของตน อันเป็นการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์อีกกรรมหนึ่ง ต่อจากนั้นจำเลยดึงกางเกงขาสั้นพร้อมกางเกงชั้นในของผู้เสียหายหลุดออก ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าผู้เสียหายเป็นโรคเอดส์ จำเลยมีอาการลังเล แล้วผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปในพงหญ้าอันเป็นการกระทำผิดฐานอนาจารผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวกระทำด้วยเจตนาต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้จะกระทำต่อเนื่องกันแต่ได้กระทำความผิดแต่ละฐานหลังจากกระทำความผิดฐานหนึ่งเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า กรณีสมควรลดโทษให้จำเลยเพียงใดนั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธในชั้นศาลแล้วถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพตลอดข้อหาแล้วนำสืบทำนองปฏิเสธในข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่คำให้การรับสารภาพและการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอย่างมาก สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้ จำเลยเพียงหนึ่งในสี่นั้นน้อยไป ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษให้จำเลยทุกฐานความผิดลงหนึ่งในสาม คงจำคุก14 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 91 ม. 278 ม. 288 ม. 310 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจตพล กุลแพร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 985/2546
#50966
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้แขนล็อกคอผู้เสียหายแล้วลากไปที่คูน้ำข้างถนนกดตัวผู้เสียหายลงไปในน้ำจนมิดศีรษะหมดสติและปอดอักเสบเนื่องจากสำลักน้ำ ทำให้ปอดสูญเสียสมรรถภาพของถุงลมไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผล จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

จำเลยจับผู้เสียหายกดน้ำจนหมดสติ เป็นการกระทำผิดฐานพยายามฆ่าสำเร็จขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ของจำเลย เมื่อ ก. ตามมาพูดขอตัวผู้เสียหายเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาลจำเลยไม่ยอมคืนให้ จึงเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย ซึ่งมีเจตนาต่างหากอีกกรรมหนึ่ง หลังจากผู้เสียหายรู้สึกตัวแล้วเปิดประตู รถยนต์ที่จำเลยขับทิ้งตัวลงบนถนนหลบหนี จำเลยจอดรถวิ่งไล่ตามแล้วกระชากผมผู้เสียหายลากเข้าไปที่พงหญ้าแล้วกระชากเสื้อผู้เสียหายหลุดออก เห็นสร้อยคอพร้อมพระเลี่ยมทองจึงกระชากมาเป็นของตนอันเป็นการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์อีกกรรมหนึ่งต่อจากนั้นจำเลยดึงกางเกงของผู้เสียหายหลุดออกอันเป็นการกระทำผิดฐานอนาจารผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง เมื่อการกระทำผิดของจำเลยกระทำด้วยเจตนาต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกันแม้จะกระทำต่อเนื่องกันแต่ได้กระทำความผิดแต่ละฐานหลังจากกระทำความผิดฐานหนึ่งเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยใช้แขนของจำเลยรัดคอนางสาวจารุวรณ สุวรรภัฎ ผู้เสียหาย ทางด้านหลังจนผู้เสียหายตกลงไปในคูน้ำข้างทางจำเลยกดตัวผู้เสียหายลงน้ำ ใช้กำปั้นของจำเลยชกต่อยที่หน้าของผู้เสียหายหลายครั้งและใช้มือของจำเลยกดศีรษะของผู้เสียหายให้จมลงไปในน้ำเป็นเวลานาน ของเหลวเข้าไปปิดกั้นเนื้อเยื่อถุงลมทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนได้จนผู้เสียหายหมดสติทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายให้ตายเพื่อความสะดวกในการที่จะชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายเพียงแต่หมดสติไปชั่วขณะ ผู้เสียหายจึงไม่ตายสมดังเจตนาของจำเลย แต่ได้รับอันตรายสาหัส ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน แล้วจำเลยลักเอาสร้อยคอนาค 1 เส้น และพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต และโดยใช้กำลังประทุษร้ายดังกล่าวข้างต้นเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้นและเพื่อให้พ้นจากการจับกุมภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยหน่วงเหนี่ยวและกระทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยจำเลยอุ้มร่างของผู้เสียหายซึ่งยังคงหมดสติอยู่ขึ้นรถยนต์กระบะที่จำเลยขับมาจากจุดเกิดเหตุ ถนนบางบอน 3 ไปจนถึงพุทธมณฑลสาย 2 ขณะที่จำเลยอุ้มร่างของผู้เสียหายไปนั้น มีเพื่อนของผู้เสียหายพบเห็นการกระทำของจำเลย และขับรถจักรยานยนต์ติดตามขอตัวผู้เสียหายคืน แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย อายุ 17 ปีเศษโดยใช้กำลังประทุษร้ายใช้กำลังกายดึงเสื้อ กางเกง และกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออกจนหมด เหลือเพียงแต่เสื้อชั้นในเพียงตัวเดียว แล้วจับผู้เสียหายให้นอนหงาย ทั้งนี้โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 90, 91, 278, 289(6), 310, 339ริบเสื้อที่จำเลยสวมใส่ในวันเกิดเหตุของกลาง คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน 3,100 บาท แก่ผู้เสียหาย และคืนเสื้อ กางเกง กางเกงชั้นใน และรองเท้าที่ผู้เสียหายสวมใส่ในวันเกิดเหตุของกลางแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 80 มาตรา 278, 310 วรรคหนึ่ง, 339 วรรคสอง การกระทำของจำเลยมีความผิด 4 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 1 ปี ฐานกระทำอนาจารจำคุก 1 ปี และฐานชิงทรัพย์จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบผู้เสียหายพยานโจทก์ไปหนึ่งปากแล้ว ในการนำสืบพยานโจทก์ปากต่อมาจำเลยก็ยังคงซักค้านพยานโจทก์ปกติเช่นเดียวกับคดีให้การปฏิเสธ ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นสมควรลดโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุก16 ปี 6 เดือน ริบเสื้อที่จำเลยสวมใส่ในวันเกิดเหตุ คืนเสื้อ กางเกง กางเกงใน รองเท้ากับให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 3,100 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเสื้อของจำเลยของกลางแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์ขณะที่จำเลยกดผู้เสียหายจมน้ำว่า จำเลยเข้ามาใช้แขนล็อกคอผู้เสียหายทางด้านหลังแล้วลากผู้เสียหายลงไปที่คูน้ำข้างถนน และกดหัวผู้เสียหายลงไปในน้ำผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้ จำเลยต่อยปากผู้เสียหาย แล้วกดตัวผู้เสียหายลงไปในน้ำจนมิดศีรษะจนผู้เสียหายหมดสติ และนายแพทย์มโนชญ์ สุวรรณศรี ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วปรากฏว่า ปอดอักเสบ เนื่องจากสำลักน้ำ โดยคนที่สำลักน้ำหายใจเอาอากาศเข้าไปไม่ได้ถ้าไม่ได้หายใจภายใน 5 นาทีจะถึงแก่ความตาย ถ้าถูกกดน้ำหายใจไม่ออกไม่ถึง 5 นาทีจะมีผลต่อปิดและขาดโลหิตไปหล่อเลี้ยงสมองทำให้ไม่รู้สึกตัว และทำให้ถุงลมเสียสมรรถภาพในการแลกเปลี่ยนอากาศ โดยผู้เสียหายนั้นมีผลทางสมองเล็กน้อย แต่ปอดนั้นสูญเสียสมรรถภาพของถุงลม ไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ต้องรักษาด้วยการใช้เครื่องหายใจประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายกับนายแพทย์มโนชญ์ประกอบรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายจนสลบ มีอากรปอดอักเสบทั้งสองข้าง มีปฏิกิริยาของของเหลวปิดกั้นเยื่อถุงลม ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกดหน้าของของผู้เสียหายจมน้ำจนหมดสติ มิใช่ผู้เสียหายตกลงไปในคูน้ำข้างถนนแล้วร้องตะโกนให้คนช่วย จำเลยจึงใช้มืออุดปากผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ร้องแล้วอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยดังที่จำเลยนำสืบ การที่จำเลยกดหน้าของผู้เสียหายลงไปในคูน้ำเป็นเวลานานนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายเพียงแต่หมดสติไปชั่วขณะไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะกระทำต่อเนื่องกัน แต่ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติได้ความว่า จำเลยจับผู้เสียหายกดน้ำจนหมดสติอันเป็นการกระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายสำเร็จขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลย นายโกสินธุ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมาพูดขอผู้เสียหายคืนเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาลเอง จำเลยก็ไม่ยอมคืนอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่างหากอีกกรรมหนึ่ง หลังจากผู้เสียหายรู้สึกตัวแล้วเปิดประตูรถยนต์กระบะที่จำเลยขับ ทิ้งตัวลงที่ถนนแล้วลุกขึ้นวิ่งหนี จำเลยจอดรถวิ่งไล่ตามมาทันผู้เสียหาย แล้วกระชากผมของผู้เสียหายลากเข้าไปที่พงหญ้าข้างทาง กดตัวผู้เสียหายลงกับพื้นพร้อมทั้งกระชากเสื้อของผู้เสียหายหลุดออก เห็นสร้อยคอนากพร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ จึงกระชากเอามาเป็นของตน อันเป็นการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์อีกกรรมหนึ่ง ต่อจากนั้นจำเลยดึงกางเกงขาสั้นพร้อมกางเกงชั้นในของผู้เสียหายหลุดออก ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าผู้เสียหายเป็นโรคเอดส์ จำเลยมีอาการลังเลแล้วผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปในพงหญ้า อันเป็นการกระทำผิดฐานอนาจารผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวกระทำด้วยเจตนาต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้จะกระทำต่อเนื่องกันแต่ได้กระทำความผิดแต่ละฐานหลังจากกระทำความผิดฐานหนึ่งเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษให้จำเลยทุกฐานความผิดลงหนึ่งในสาม คงจำคุก14 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจตพล กุลแพร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 984/2546
#48714
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเดินทางมาที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อฟังการพิจารณาคดี โดยเก็บอาวุธปืนไว้ในรถยนต์ จำเลยกับผู้ตายมีเรื่องขึ้นโรงศาลหลายครั้งหลายหน แต่จำเลยไม่ได้ตระเตรียมหรือไตร่ตรองไว้ก่อนว่าจะมาดักฆ่าผู้ตายที่บริเวณที่เกิดเหตุในที่ชุมนุมชนกลางใจเมืองในกรุงเทพมหานคร ยังไม่พอฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) คงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยเจตนาตามมาตรา 288 มิได้เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบมาตรา 185 วรรคสอง มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2542 เวลากลางวันจำเลยมีอาวุธปืนพกชนิดรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานจำนวน 1 กระบอก และมีเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกัน จำนวนหลายนัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยได้พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมืองตามถนนราชินี ข้างศาลอาญากรุงเทพใต้ อันเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง นางการะเกด สมิตามร และเด็กชายการุณย์ สมิตามร โดยยิงทีละนัดสลับกันหลายนัดกระสุนปืนถูกบริเวณร่างกายหลายแห่งโดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำโดยทรมาน และโดยทารุณโหดร้าย เป็นเหตุให้นางการะเกด และเด็กชายการุณถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(5), 371, 32, 33, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และสั่งริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนเศษตะกั่วชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนและซองพกใน 1 ซอง ของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4118/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ปฏิเสธข้อหาพาอาวุธปืน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนวางโทษประหารชีวิต ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วางโทษจำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไป ในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดวางโทษจำคุก 1 ปี เมื่อวางโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนถึงประหารชีวิตแล้ว จึงไม่นำโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นมารวมอีก คงประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน เศษตะกั่วชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนและซองพกใน1 ซอง ของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและอุกอาจในที่สาธารณะโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและไม่ละเว้นแม้กระทั่งเด็ก ถึงแม้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน และให้การรับในชั้นพิจารณาว่าได้ฆ่าผู้ตายทั้งสองก็ตาม ก็เป็นเพราะจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุที่ลดโทษให้ นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4118/2539 หมายเลขแดงที่ 11653/2543ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีนายสมบัติ อ่อนศรี ซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างกับนางสุภาพร อุทาจิต ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายน้ำอยู่บริเวณริมคลองหลอดใกล้เคียงกับศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความตรงกันในสาระสำคัญว่า ในวันเกิดเหตุนายสมบัติได้ขับรถจักรยานยนต์ข้ามสะพานเจริญศรีแล้วเลี้ยวซ้ายย้อนศรไปตามถนนราชินีได้ประมาณ 30 เมตร ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด มาจากทางด้านซ้ายมือ จึงหยุดรถจักรยานยนต์และมองไปทางด้านซ้ายมือในระยะห่างประมาณ 3 ถึง 4 เมตร เห็นผู้ตายทั้งสองและจำเลยอยู่ที่ข้างรถยนต์กระบะสีเขียวป้ายแดงที่จอดอยู่จำเลยถืออาวุธปืน ส่วนนางการะเกดผู้ตายล้มลงไป จากนั้นจำเลยหันกลับเดินอ้อมท้ายรถยนต์กระบะไปยิงเด็กชายการุณย์ล้มคว่ำลงไปแล้วย้อนกลับไปยิงนางการะเกดอีก 1 นัด และกลับไปคร่อมเด็กชายการุณย์จ่อยิงที่ศีรษะอีก 1 นัดหลังจากนั้นจำเลยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออาวุธปืนและเดินไปทางสะพานเจริญศรีเมื่อเกิดเหตุแล้วมีเจ้าพนักงานตำรวจนำคนเจ็บทั้งสองส่งโรงพยาบาล ประมาณ 10 นาทีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามมายังที่เกิดเหตุสอบถามว่าผู้ใดเห็นเหตุการณ์ พยานโจทก์ทั้งสองตอบว่าเห็นเหตุการณ์จึงนำตัวไปสอบปากคำไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดเวลากลางวัน ประจักษ์พยานโจทก์ต่างเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุราว 3 ถึง 4 เมตร และ 7 เมตรตามลำดับ ย่อมเห็นและจำจำเลยได้ แม่นยำไม่ผิดตัว เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมตัวจำเลยได้และให้พยานทั้งสองไปชี้ตัวก็ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง ส่วนจำเลยนำสืบหักล้างว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อฟังการพิจารณาคดี แต่ยังไม่ได้เข้าไปในห้องพิจารณา เพราะศาลติดพิจารณาคดีอื่นอยู่ จำเลยจึงนั่งรออยู่ข้างนอก หลังจากเสร็จการพิจารณาคดีแล้วทนายจำเลยออกมาพบจำเลยแล้วพูดว่า "มันแสบจริง ๆ นางการะเกดทำหลักฐานเท็จ" หลังจากนั้นจำเลยพร้อมนายพิพัฒน์ เลาหะธีระพงษ์ บุตรเขยจำเลยและนายสมศักดิ์ อาวรณ์คุม พากันเดินออกจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ทางประตูด้านศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อจะไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าย่านบ้านหม้อ เมื่อเดินมาถึงที่เกิดเหตุพบนางการะเกดและเด็กชายการุณย์จำเลยเดินตรงไปถามนางการะเกดว่า "คุณไม่มีความสัตย์เลย คุณโกงผมมาตลอดคุณจะใช้เงินคืนผมสองล้าน คุณยังมาทำหลักฐานเท็จว่าเป็นการพนันเสียอีก"นางการะเกดพูดโต้ตอบจำเลยว่า "ไอ้เจ๊กหน้าโง่ ก็คุณอยากโง่เอง เมียมึงยังมีชู้รู้หรือเปล่าต่อให้โคตรพ่อโคตรแม่มึงมาทวงกูก็ไม่ให้" ส่วนเด็กชายการุณย์พูดกับนางการะเกดว่า"ไปกันเถอะอย่าไปพูดกับไอ้เจ๊กหน้าโง่" ทำให้จำเลยรู้สึกโมโหสุดขีดที่ถูกสบประมาทจึงวิ่งไปเอาอาวุธปืนที่รถยนต์จำเลยแล้วกลับมายิงผู้ตายทั้งสอง ทั้งนายพิพัฒน์และนายสมศักดิ์พยานจำเลยมาเบิกความสนับสนุนความดังกล่าว จากพยานหลักฐานโจทก์จำเลยที่นำสืบตามพฤติการณ์แห่งคดี ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมตัวจำเลยได้ในวันรุ่งขึ้นและสอบสวนคำให้การจำเลยไว้ในวันเดียวกัน ตามบันทึกคำให้การจำเลยเอกสารหมาย จ.28 เจ้าพนักงานตำรวจได้สอบสวนจำเลย 2 ครั้ง โดยจำเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง หากในวันเกิดเหตุมีการโต้เถียงด่ากันจนเป็นเหตุให้จำเลยเกิดโทสะโมโหสุดขีดที่จะทนได้ ถึงขนาดต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จำเลยก็ชอบที่จะยกขึ้นให้การถึงสาเหตุดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนให้ปรากฏไว้ แต่หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ จึงเป็นข้อที่น่าตำหนิพยานจำเลยที่นำสืบมา และไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยถูกนางการะเกดผู้ตายและสามีโกงจำเลยแล้วยังโต้เถียงด่าว่าจำเลยก่อนเกิดเหตุ และเด็กชายการุณย์ผู้ตายยังพูดจาจ้วงจาบเสียดสีจำเลยอีกพฤติการณ์แห่งคดียังไม่พอให้รับฟังว่า จำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 อย่างไรก็ตามในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การจำเลยเอกสารหมาย จ.28 พนักงานสอบสวนได้สอบสวน จำเลยไว้ว่าได้เตรียมอาวุธปืนของกลางมาจากบ้านหรือไม่ จำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า ไม่ได้ตระเตรียมอาวุธปืนมาจากบ้าน แต่อาวุธปืนพกของกลางจำเลยซุกซ่อนเก็บอยู่ในช่องเก็บของหน้ารถยนต์ตลอดเวลาเป็นอาวุธปืนพกติดอยู่ประจำในรถยนต์ เมื่อประมวลข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเดินทางมาที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อฟังการพิจารณาคดี จำเลยคงไม่พกพาอาวุธปืนเข้าไป เชื่อว่าอาวุธปืนของกลางเก็บไว้ในรถยนต์จริง จำเลยกับผู้ตายมีเรื่องขึ้นโรงศาลหลายครั้งหลายหน และไม่มีพฤติการณ์บ่งบอกชี้ชัดว่าจำเลยได้ตระเตรียมหรือไตร่ตรองไว้ก่อนว่าจะมาดักฆ่าผู้ตายที่บริเวณที่เกิดเหตุในที่ชุมนุมชนกลางใจเมืองในกรุงเทพมหานครเช่นนี้ ข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์นำสืบมาแสดงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยโมโหสุดขีดจึงก่อเหตุร้ายในคดีนี้ขึ้น ยังไม่พอฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ศาลจะนำคำให้การในชั้นสอบสวนบางส่วนมาฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย จนเป็นเหตุให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นนั้นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาในระบบกล่าวหา เพราะโจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความโดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งศาลก็จะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงของโจทก์และจำเลย อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง คดีนี้คงรับฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่าจำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 มิได้เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษากันมา และศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 185 วรรคสอง มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 และไม่เป็นบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 อนึ่งที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดที่มีลักษณะอุกอาจในที่สาธารณะต่อผู้ตายทั้งสองไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง แม้จำเลยจะรับสารภาพก็ถือว่าจำนนต่อพยานหลักฐานในเบื้องต้นแม้จะไม่มีคำรับสารภาพของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์สามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ จึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา เพราะเมื่อจำเลยถูกจับกุมได้ก็ให้การถึงสาเหตุที่ก่อเหตุร้ายในคดีนี้ขึ้น ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนตลอดมา ฎีกาจำเลยที่ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 วางโทษประหารชีวิต คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) เป็นจำคุกตลอดชีวิตเมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมารวมได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ก้าน วิโรจน์อัมพร
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2546
#49475
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพบค่ำ รถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟแล้ว แสดงว่าถนนมืดรถจักรยานยนต์ที่ ส. ขับไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยวก็ใช้การไม่ได้ ทั้งก่อนขับรถมีการดื่มสุรามาบ้างแล้ว จุดที่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับเป็นทางลงเนินอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย เชื่อได้ว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะลงเนินแล้ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับในช่องเดินรถของตนในระยะกระชั้นชิด ทำให้ไม่สามารถบังคับรถยนต์ให้หยุดได้ทันท่วงทีการที่รถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ ส. และโจทก์ร่วม ที่นั่งซ้อนท้ายมาได้รับอันตรายสาหัส จึงมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาท จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่แล่นสวนทางมา ทำให้นายสัมฤทธิ์ โอดศรี ผู้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว เด็กชายวารินทร์ โอดศรี ผู้นั่งซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส นายยอด ป้อมปัญญาผู้นั่งซ้อนท้ายอีกคนหนึ่งได้รับอัตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กชายวารินทร์ โอดศรี ผู้เสียหายโดยนายจำรัส โอดศรีบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43(4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี และปรับ 6,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2539เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยได้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ - 1281เชียงใหม่ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ไม่มีหมายเลขทะเบียนที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 48หมู่ที่ 4 ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้นายสัมฤทธิ์คนขับรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมคนซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส และนายยอดป้อมปัญญา คนซ้อนท้ายอีกคนหนึ่งได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเวลาเกิดเหตุโจทก์ร่วมเห็นรถยนต์จำเลยขับสวนทางแซงรถยนต์คันหน้าล้ำเข้ามาในช่องเดินรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่จำเลยขับรถยนต์ลงจากเนินเส้นทางถนนเชียงใหม่ - ฮอด เห็นรถจักรยานยนต์วิ่งตัดหน้าจากข้างถนนฝั่งซ้ายมือไปทางด้านขวามือของถนนห่างประมาณ 5 เมตร จำเลยหักรถหลบไปทางขวามือแต่ไม่พ้นเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกัน เห็นว่า หากรถยนต์จำเลยขับแซงรถยนต์คันอื่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถจักรยานยนต์ตามคำของโจทก์ร่วมแล้ว ความเสียหายของรถทั้งสองคันน่าจะอยู่ที่ส่วนหน้า แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทประพันธ์ไผ่วงษ์ รองสารวัตรกองวิทยาการตำรวจเชียงใหม่ ผู้ตรวจสอบร่องรอยอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ความว่า รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในลักษณะด้านซ้ายของรถยนต์กระบะชนกับรถจักรยานยนต์ที่ตัวถังด้านขวา และได้ถ่ายรูปคู่กรณีไว้จำนวน 9 ภาพ จากภาพถ่ายดังกล่าวด้านขวาของรถจักรยานยนต์ถูกกระแทกอย่างแรงจนตัวถังยุบ สีเคลือบหลุดฝาครอบกันลมแตก ด้านซ้ายมีรอยครูดที่ฝาครอบกันลม แฮนด์บิดงอไปทางขวา แท่งเหล็กที่ปลายเบาะมีดินติด แสดงว่ารถจักรยานยนต์ล้มไปทางซ้าย ส่วนรถยนต์กระบะความเสียหายปรากฏอยู่ที่ส่วนหน้าด้านซ้ายและขวา สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงขัดกับคำของโจทก์ร่วม นายยอด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่ง เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุนายสัมฤทธิ์ โอดศรี โจทก์ร่วม และพยานแวะดื่มสุรากันก่อนกลับบ้านเมื่อนายสัมฤทธิ์ขับรถจักรยานยนต์ห่างจากร้านสุราประมาณ 500 เมตร บนถนนเชียงใหม่ - จอมทอง มุ่งหน้าไปทางอำเภอจอมทอง พยานกับพวกตัดสินใจไปเยี่ยมเพื่อนที่ดอยหล่อซึ่งต้องย้อนกลับ นายสัมฤทธิ์จึงชะลอรถเพื่อเลี้ยวรถกลับ ขณะรถจักรยานยนต์อยู่ในช่องเดินรถห่างจากจุดกึ่งกลางถนนประมาณ 1 ศอก พยานเห็นรถยนต์กระบะในช่องทางรถสวนขับแซงรถยนต์คันอื่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ที่พยานซ้อนท้าย ร้อยตำรวจเอกรัฐการ สุรงคบพิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่าจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุเชื่อว่าจุดเฉี่ยวชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย เนื่องจากมีรอยยางรถจักรยานยนต์ในลักษณะครึ่งวงกลมบริเวณกึ่งกลางถนน และมีรอยครูดจากรอยยางรถจักรยานยนต์มาถึงจุดที่รถจักรยานยนต์ล้มอยู่ รอยยางล้อรถจักรยานยนต์ลักษณะครึ่งวงกลมปรากฏในแผนที่สังเขป ในช่องเดินรถจำเลย ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จุดที่รถจักรยานยนต์ล้มหลังเฉี่ยวชนอยู่ที่ขอบทางฝั่งช่องเดินรถจำเลย และมีรอยเลือดปรากฏอยู่กลางช่องเดินรถฝั่งจำเลย จากพยานหลักฐานดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่านายสัมฤทธิ์ได้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับรถในช่องเดินรถจำเลยขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 18 นาฬิกาเศษ จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมได้ความว่า ขณะนั้นรถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟหน้า เนื่องจากเป็นเวลาค่ำ แต่ตามสภาพรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตามรายงานการตรวจสภาพและร่องรอยการเฉี่ยวชนและภาพถ่ายประกอบไม่ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์มีไฟส่องหน้า หากอุบัติเหตุทำให้ไฟหน้าแตกก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่ารถดังกล่าวเคยมีไฟหน้ามาก่อน ร้อยตำรวจโทประพันธ์เบิกความว่าพยานตรวจรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยละเอียด พบว่าไฟดวงใหญ่ด้านหน้าของรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไม่มีส่วนไฟเลี้ยวมีแต่ใช้การไม่ได้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพลบค่ำ รถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟแล้ว แสดงว่าถนนมืด รถจักรยานยนต์ที่นายสัมฤทธิ์ขับไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยวก็ใช้การไม่ได้ ทั้งก่อนขับรถมีการดื่มสุรามาบ้างแล้ว จุดที่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับเป็นทางลงเนินอยู่ในช่องเดินรถจำเลยเชื่อว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะลงเนินแล้ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับในช่องเดินรถจำเลยในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถบังคับรถยนต์กระบะให้หยุดได้ทันท่วงที การที่รถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์จึงมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — เด็กชาย วารินทร์ โอดศรี ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ บรรจง กันทะอุโมงค์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ