คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 698/2546
#49847
เปิดฉบับเต็ม

แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในอันที่จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ อีกทั้งเมื่อได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจจะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วเช่นนี้การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการยังคงมีผลให้ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการโดยชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนต่อไป คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/70 ซึ่งเป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จึงไม่ทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ที่มีอยู่แล้วต้องเสียไป

การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใด อย่างไร ย่อมเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว เช่นนี้เมื่อผู้บริหารแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้บริหารแผนจึงต้องชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจนกว่าจะครบถ้วน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผน ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่ทำนองเดียวกับแผนฟื้นฟูกิจการและได้กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในอนาคตเท่านั้น หาได้ก่อให้เกิดหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายมีอยู่ต่อกันตามแผนแต่อย่างใดไม่ และเหตุที่แผนกำหนดให้จัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพราะเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นชอบด้วยแผนเห็นว่า จะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดที่จะได้เกิดความมั่นใจในภาระผูกพันของลูกหนี้ที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว เช่นนี้ ข้อกำหนดเรื่องการจัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงมิใช่สาระสำคัญของแผนเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนที่แผนกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนั้น เงื่อนไขดังกล่าวจึงขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ย่อมตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน แต่เมื่อได้ความว่ามีการปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้ว จนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงถือได้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแผนมิได้ถือเอาเงื่อนไขบังคับก่อนดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ แม้ว่าข้อกำหนดในแผนจะตกไปบางส่วนแต่ข้อกำหนดในแผนส่วนที่เหลือก็ใช้บังคับได้ เมื่อเนื้อหาของแผนที่คงเหลืออยู่ยังคงมีสาระสำคัญเพียงพอในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง

เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และกรณีมติยอมรับแผนเป็นมติพิเศษตามมาตรา 90/46(2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นไปตามลำดับที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 130 บัญญัติไว้แล้ว ทั้งเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ประกอบกับการเห็นชอบด้วยแผนจะทำให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินกิจการต่อไปได้ อันเป็นประโยชน์แก่พนักงานของลูกหนี้ เจ้าหนี้ผู้ถือหุ้น ตลอดจนประชาชนทั่วไป และเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยส่วนรวม อีกทั้งเป็นการรักษาองค์กรทางธุรกิจไว้ด้วยคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสยามไทร์คอร์ด แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน

เจ้าหนี้รายที่ 21 ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อเสนอการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมิได้เป็นไปตามสัดส่วนเฉลี่ยของเจ้าหนี้แต่ละรายที่เท่าเทียมกัน ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21เสียเปรียบโดยไม่เป็นธรรม เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 10ได้รับชำระหนี้จำนวน 1,050,364,284.45 บาท และอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้จำนวน 589,823,494.65 บาท แต่ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดจำนวน 823,066,175.54 บาท โดยได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจำนวน 600,000,000 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจำนวน223,066,175.54 บาท หนี้ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 227,298,108.91 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างกาล (ดอกเบี้ยถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการถึงวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ) อีกร้อยละ 50 ให้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ในขณะที่ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันเพียง174,906,764.25 บาท เท่านั้น หนี้ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 414,916,730.40 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างกาลอีกร้อยละ 50 ให้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ส่วนเจ้าหนี้การค้าคือเจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอจำนวน 2,990,822.59ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ต้องปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้เลย นอกจากนั้นการที่แผนกำหนดจำนวนหนี้มีประกันให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 จำนวน 600,000,000 บาท ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ทำแผนใช้ราคาประเมินหลักประกันของบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด ที่ประเมินเมื่อวันที่ 19ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 629,511,500 บาท แต่บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทประเมินภายนอกที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(คณะกรรมการ ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย และเมื่อเปรียบเทียบกับการประเมินหลักประกันของบริษัทกรุงเทพประเมินราคา จำกัด กับบริษัทประเมินทรัพย์สินและกฎหมาย จำกัด ที่ประเมินเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 และ 14 พฤษภาคม 2542 เป็นเงินเพียง 484,439,000 บาท และ 483,438,848 บาท ตามลำดับ เท่านั้น ซึ่งมีราคาประเมินใกล้เคียงกัน และบริษัททั้งสองแม้จะเป็นบริษัทประเมินภายนอกแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ทั้งลูกหนี้เป็นผู้ให้ทำการประเมินเอง ราคาประเมินจึงเหมาะสมกว่าการที่ผู้ทำแผนใช้ราคาประเมินของบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด ทำให้จำนวนหนี้ที่มีประกันสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันถึง 145,072,500 บาท เจ้าหนี้รายที่ 10จึงควรได้รับการคุ้มครองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเทียบเท่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิใช่เท่าราคามูลจำนองซึ่งสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจำนวนหนี้ส่วนต่างที่เกินจากมูลค่าของทรัพย์สิน อันเป็นหลักประกันจึงต้องจัดอยู่ในกลุ่มหนี้ไม่มีประกันเหมือนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 19 และที่ 21 ยิ่งไปกว่านั้นการจัดลำดับการชำระเงินจากกระแสเงินสดตามแผนฟื้นฟูกิจการก็ไม่ชอบ เพราะกำหนดให้เจ้าหนี้การค้าคือเจ้าหนี้รายที่ 19 ได้รับชำระหนี้ในลำดับที่ 4 เงินต้นและดอกเบี้ยของเจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระในลำดับที่ 5 ในขณะที่เจ้าหนี้รายที่ 21 กลับได้รับชำระในลำดับที่ 6 ถัดจากเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการเป็นมติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ซึ่งมาตรา 90/58(2) บังคับให้ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายเว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 10 ที่ 19 และที่ 21 ล้วนอยู่ในลำดับเดียวกันตามมาตรา 130(7) ซึ่งหากมีเงินไม่พอชำระเต็มจำนวนก็ให้เจ้าหนี้ในลำดับนั้นได้รับเฉลี่ยตามส่วน เจ้าหนี้ทุกรายจึงต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การที่แผนระบุให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันและเจ้าหนี้รายที่ 19 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้าได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21 ทั้งยังระบุสัดส่วนของเงินสดที่จะได้รับชำระแตกต่างจากสัดส่วนของจำนวนหนี้ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้ภายหลังเจ้าหนี้รายอื่นและในสัดส่วนต่ำกว่าที่ควรจะได้ตามกฎหมายข้อเสนอการชำระหนี้ตามแผนจึงไม่เป็นธรรม การที่เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่กับเจ้าหนี้รายที่ 19 ลงมติยอมรับแผนซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนมากกว่าประโยชน์ที่เจ้าหนี้ควรจะได้รับตามกฎหมาย มีผลกระทบต่อเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีเสียงข้างน้อยในที่ประชุม เจ้าหนี้เสียประโยชน์ มติที่ได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายส่วนระยะเวลาสำเร็จตามแผน ตามแผนให้ถือว่าแผนสำเร็จโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ผลบังคับใช้ได้เกิดขึ้นแล้วและลูกหนี้ได้ชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้ทางการเงินตามที่ระบุไว้ในแผนเป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผนโดยไม่มีเหตุผิดนัดเกิดขึ้นนั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 มาตรา 90/63 กำหนดให้ระยะเวลาดำเนินการตามแผนไม่เกิน 5 ปี ทั้งยังสามารถขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามแผนได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปีด้วย ประกอบกับได้มีการขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามแผนในหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลานานถึง 20 ปี และสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงกับการบริหารกิจการในช่วงระยะเวลา 1 ปี ยังไม่อาจบ่งชี้ว่ากิจการสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ประสบปัญหาสภาพคล่องหรือในภาวะไม่สามารถชำระหนี้ได้ แผนจึงควรกำหนดระยะเวลาสำเร็จตามแผนเท่ากับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้คือ 5 ปี ส่วนความสำเร็จของแผนควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายกล่าวคือ ผู้บริหารแผนจะบริหารแผนสำเร็จหรือไม่ต้องเป็นไปตามความจริง หากบริหารแผนไม่สำเร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ลูกหนี้อาจถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงไม่อาจกำหนดความสำเร็จของแผนได้ ส่วนที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผน ทั้งยังกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงชื่อในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเงื่อนไขข้อกำหนดที่จะผูกพันลูกหนี้และเจ้าหนี้จะต้องเป็นข้อกำหนดที่อยู่ในแผนเท่านั้น การบังคับให้เจ้าหนี้แต่ละรายไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หากเจ้าหนี้บางรายไม่ยอมทำก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำได้โดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เสียเปรียบและไม่ยอมรับแผน นอกจากนั้นการที่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 7 กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 21 จะต้องไม่ดำเนินการทางกฎหมาย หรือยื่นคำฟ้องต่อศาลหรือเรียกร้องใด ๆ จากบรรดาผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันนั้นขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 90/60 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483แสดงให้เห็นว่าผู้ทำแผนซึ่งมีกรรมการของผู้ทำแผนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ต่อเจ้าหนี้รายที่ 21 มีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากแผนฟื้นฟูกิจการป้องกันตนเองไม่ให้ถูกดำเนินคดีจึงเป็นแผนที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ผู้ทำแผนได้ว่าจ้างบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอริ่ง จำกัด (Deloitte and Touch Tohmatsu Co.,Ltd.) ตามที่เจ้าหนี้รายที่ 21 ร้องขอให้ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ เป็นผู้จัดทำประมาณการเงินสดที่ธุรกิจของลูกหนี้จะสามารถก่อให้เกิดรายได้เพื่อนำมาชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายผู้ทำแผนได้นำประมาณการในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มาจัดกลุ่มหนี้เพื่อชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยสำหรับเจ้าหนี้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้าได้จัดกลุ่มดังต่อไปนี้ หนี้กลุ่มที่ 1เจ้าหนี้มีประกันที่มียอดหนี้เกินกว่าร้อยละ 15 ของยอดหนี้ทั้งหมด ได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 10ซึ่งจะได้รับชำระหนี้มีประกันคืนจำนวน 600,000,000 บาท หนี้กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกันในยอดหนี้เงินต้นคงค้างได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 10 และเจ้าหนี้รายที่ 21 จะได้รับชำระคืนตามสัดส่วนยอดหนี้คงค้างของเจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่ม ในยอดเงินที่จัดสรรเพื่อชำระหนี้คืน หนี้กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้การค้าที่ไม่มีหลักประกัน ได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 19 จะได้รับชำระคืนในอัตราร้อยละ 29.65 ของยอดหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อำนวยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ลูกหนี้ ได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 จะได้รับชำระคืนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนตามที่เจ้าหนี้รายที่ 10 อนุมัติให้แก่ลูกหนี้ เนื่องจากหนี้เงินทุนหมุนเวียนเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผน และ/หรือผู้บริหารแผนได้ก่อขึ้นหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว และเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75และได้รับชำระหนี้เต็มตามยอดหนี้คงค้าง หนี้กลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้ไม่มีประกันสำหรับมูลหนี้ค่าอากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 และที่ 21 โดยจะได้รับชำระคืนเต็มจำนวนหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ หนี้กลุ่มที่ 7 เจ้าหนี้ไม่มีประกันในส่วนหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยค้างชำระและดอกเบี้ยระหว่างกาลได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 และที่ 21 โดยจะได้รับชำระคืนตามสัดส่วนยอดหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่มสำหรับยอดเงินที่จัดสรรเพื่อชำระหนี้คืนหนี้กลุ่มที่ 9 เจ้าหนี้ผู้ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 จะได้รับชำระก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้รายที่ 10 ได้ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามเงื่อนไขที่ปรากฏในหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันในแต่ละกลุ่มจะได้รับชำระหนี้คืนในอัตราที่เท่ากัน เมื่อคำนวณและเปรียบเทียบจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ละรายได้รับชำระตามแผนฟื้นฟูกิจการกับจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับชำระคืนในอัตราร้อยละ 29.65 ของยอดหนี้ จากตารางแสดงยอดหนี้ที่ได้รับชำระคืน เจ้าหนี้รายที่ 19จะได้รับชำระหนี้คืนในอัตราร้อยละ 29.65 ของยอดหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ ส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือให้ได้รับการปลดหนี้ การปลดหนี้เจ้าหนี้ไม่มีประกันตามที่กำหนดในแผนเป็นการปลดตามลักษณะหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละราย โดยมิได้คำนึงถึงจำนวนยอดหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายจะปลดให้ จากตารางแสดงยอดหนี้ที่ได้รับชำระคืนจะเห็นได้ว่าหนี้ที่ไม่มีประกันของเจ้าหนี้แต่ละรายจะได้รับชำระคืนในอัตราที่เท่ากันคือร้อยละ 29.65ยกเว้นหนี้เงินทุนหมุนเวียนและหนี้ค่าธรรมเนียมซึ่งจะได้รับชำระเต็มตามยอดหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้รายที่ 21 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมก็จะได้รับชำระเต็มตามยอดหนี้ที่ขอรับชำระเช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายอื่น เจ้าหนี้รายที่ 10 มีจำนวนหนี้สูงถึง 1,045,719,284.45 บาท และเป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งมีวงเงินจำนองถึง766,000,000 บาท หากเจ้าหนี้รายที่ 10 เลือกจะบังคับจำนองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 10 ย่อมได้รับชำระก่อน และหากทรัพย์จำนองมีมูลค่าไม่ถึงวงเงินแล้ว บรรดาเจ้าหนี้อื่นย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวเลยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เกิดขึ้นได้เพราะเจ้าหนี้รายที่ 10 ยอมลดหนี้จำนองลงถึง166,000,000 บาท ซึ่งหากเจ้าหนี้รายที่ 10 เลือกบังคับจำนองทันทีไม่ยอมลดหนี้ของตนลง ทรัพย์จำนองที่ขายได้ในขณะนี้โดยถือราคาบังคับขายต่ำสุดที่ 483,438,848บาท ตามราคาที่เจ้าหนี้รายที่ 21 อ้าง เจ้าหนี้รายที่ 10 ย่อมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวในปี 2543 หรือ 2544 โดยไม่ต้องรอไปอีก 10 ปี ข้างหน้าเจ้าหนี้รายที่ 10 ย่อมนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหาประโยชน์ตามธุรกิจของตนย่อมจะได้รับเงินมากกว่าที่จะรอรับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการอย่างแน่นอน และเจ้าหนี้รายที่ 10 ก็ยืนยันว่าหากการฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จตามแผนแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 10 จะเลือกใช้สิทธิบังคับจำนองบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด เป็นบริษัทประเมินที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไม่ได้กำหนดว่าการประเมินราคาทรัพย์สินต้องกระทำโดยบริษัทประเมินราคาที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก.ล.ต. หรือหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ ดังนั้น การที่เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ตามแผนจึงชอบทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้นจะต้องพิจารณาถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีตามกฎหมายหรือตามสัญญาด้วย และกรณีของลูกหนี้เห็นได้ว่าเงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจหรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้จะต้องนำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ที่มีบุริมสิทธิก่อนเพื่อให้เป็นไปตามลำดับของสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้แต่ละรายที่มีเหนือทรัพย์ของลูกหนี้ ในกรณีของเจ้าหนี้รายที่ 19 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้าเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายเส้นด้ายไทร์คอร์ด เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าของลูกหนี้ ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นเจ้าหนี้ที่มีบุริมสิทธิเหนือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์คือเส้นด้ายไทร์คอร์ดที่ลูกหนี้ซื้อมาจากเจ้าหนี้รายที่ 19 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 259(5) และ 270 ดังนั้น เมื่อมีการนำทรัพย์ของลูกหนี้คือเส้นด้ายไทร์คอร์ดออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้เจ้าหนี้รายที่ 19 จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายเส้นด้ายไทร์คอร์ดเท่ากับมูลค่าสินค้าที่ลูกหนี้ซื้อมาจากเจ้าหนี้รายที่ 19 ประการสำคัญเจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นคู่ค้ารายใหญ่แต่เพียงรายเดียวที่เป็นผู้สนับสนุนกิจการของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบเส้นด้ายไทร์คอร์ดให้แก่ลูกหนี้ใช้ผลิตสินค้า ดังนั้น การจัดลำดับการชำระหนี้จึงต้องพิจารณาตามสภาพแห่งธุรกิจและความจำเป็นของลูกหนี้ประกอบกับโอกาสที่จะฟื้นฟูกิจการต่อไปได้ซึ่งหากมิให้เจ้าหนี้ทางการค้าได้รับชำระตามที่จัดไว้ การฟื้นฟูกิจการจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนที่ให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21เพราะเจ้าหนี้รายที่ 10 เป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน นอกจากนั้นในส่วนของหนี้เงินทุนหมุนเวียนผู้ทำแผนและ/หรือผู้บริหารแผนได้ก่อขึ้น เจ้าหนี้เงินทุนหมุนเวียนจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21 เพราะหนี้คงค้างของเจ้าหนี้รายที่ 21 เป็นหนี้เงินกู้ระยะยาวไม่มีหลักประกันโดยเจ้าหนี้รายที่ 21 ได้หยุดให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้ ซึ่งหากเจ้าหนี้รายที่ 21 ให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายที่ 10 ในส่วนหนี้ไม่มีประกันเจ้าหนี้รายที่ 21ก็จะได้รับชำระคืนในลำดับเดียวกับเจ้าหนี้รายที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75(3) จึงเห็นได้ว่ามิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้รายที่ 21 แต่อย่างใด ลำดับการชำระหนี้ก่อนหลังจึงมิได้ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 และมิได้ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 เสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดกลุ่มเจ้าหนี้และการชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้น ลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดทันที การชำระหนี้เป็นการกำหนดตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เกี่ยวกับระยะเวลาดำเนินการตามแผน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(9) บัญญัติว่า "ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี" หมายความว่าการดำเนินการตามแผนใช้เวลาไม่เกิน 5 ปี มิได้บังคับว่าต้องดำเนินการเป็นเวลาถึง 5 ปี เหตุที่ผู้ทำแผนกำหนดระยะเวลาสำเร็จตามแผนไว้เพียง 1 ปี ก็เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดเพราะลูกหนี้เป็นผู้ผลิตผ้าใบสำหรับยางรถยนต์ 1 ใน 3 ราย ของประเทศไทย ซึ่งโดยสภาพขอธุรกิจต้องแข่งขันกับผู้อื่นทั้งในและต่างประเทศรวมตลอดถึงความเชื่อถือความมั่นคงของลูกหนี้ เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจของลูกหนี้ หากลูกหนี้ต้องอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการนานเท่าไร ลูกหนี้ไม่อาจทำธุรกิจแข่งขันกับผู้อื่นได้เพราะลูกค้าอาจไม่เชื่อถือ คู่ค้าที่เป็นผู้ส่งวัตถุดิบก็อาจไม่ยอมค้าขายด้วยหรือหากจะค้าขายก็จะอยู่ในเงื่อนไขหรือราคาที่เสียเปรียบกว่ากรณีปกติทั่วไป ซึ่งคู่ค้ารายใหญ่คือเจ้าหนี้รายที่ 19 ได้มีหนังสือถึงผู้ทำแผนกำหนดเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้รายที่ 19 ยังคงให้การสนับสนุน และส่งวัตถุดิบเส้นด้ายไทร์คอร์ดให้แก่ลูกหนี้ แต่ลูกหนี้จะต้องอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการเพียง 1 ปี อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ตระหนักว่า หากลูกหนี้ไม่อาจค้าขายหรือทำธุรกิจต่อไปได้ การจะอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการถึง 5 ปี ก็ไม่ได้ช่วยให้ฐานะหรือการประกอบกิจการของลูกหนี้ดีขึ้น การให้ลูกหนี้อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการเพียง 1 ปี กลับเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ไม่จำต้องรอให้ครบ 5 ปี เนื่องจากภายในระยะเวลา 1 ปี เจ้าหนี้ย่อมสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า การประกอบกิจการของลูกหนี้จะไปรอดหรือไม่ หากไม่รอดการยืดเวลาออกไปเกินกว่า 1 ปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะลูกหนี้ไม่สามารถหารายได้หรือทำธุรกิจต่อไปได้ย่อมไม่มีเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ นอกจากนั้นตามแผนมีมาตรการแสดงถึงการที่ลูกหนี้จะสามารถประกอบกิจการต่อไปได้เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้อย่างชัดแจ้งคือ เงื่อนไขแห่งความสำเร็จของแผนตามข้อ 11.5 กำหนดไว้ว่า ลูกหนี้จะต้องไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดด้วย และในบทที่ 14 ของแผนว่าด้วยแนวทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องอันเป็นรายการที่แผนต้องกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(5) แผนก็ได้กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องไว้ถึง 2 ประการ คือลูกหนี้จะได้รับเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจากเจ้าหนี้เงินทุนหมุนเวียนและลูกหนี้จะทำการกันสำรองเงินสดไว้ในบัญชีจำนวน 10,000,000 บาท นอกจากนี้เจ้าหนี้จะได้รับรายงานการตรวจสอบกระแสเงินสดของลูกหนี้จนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เสร็จสิ้นตามข้อ 15 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ทราบถึงการดำเนินงานของลูกหนี้โดยตลอดแม้ว่าลูกหนี้จะออกจากการฟื้นฟูกิจการภายหลัง 1 ปี แล้วก็ตาม ทั้งเจ้าหนี้รายที่ 21 ก็มิได้ให้การสนับสนุนในเรื่องเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้ ความเสียหายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่ลูกหนี้ดำเนินการตามแผนก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 เสียหายหรือมีภาระเพิ่มมากกว่าเดิมแต่อย่างใด ในทางกลับกันเจ้าหนี้หรือคู่ค้าที่ให้สินเชื่อและค้าขายกับลูกหนี้ภายหลังเมื่อครบ 1 ปี กลับจะต้องเป็นผู้รับเสี่ยงภัยเอง แต่บุคคลเหล่านั้นกลับให้การสนับสนุนให้ลูกหนี้ออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้เร็วที่สุด เพราะได้เล็งเห็นความจำเป็นในสภาพธุรกิจของลูกหนี้ดังกล่าวมาข้างต้น ที่แผนฟื้นฟูกิจการบทที่ 6 ข้อ 6.2 กำหนดว่าลูกหนี้จะต้องชำระหนี้คืนเจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ นับจากวันที่มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปและหลังจากวันที่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีผลใช้บังคับโดยวันที่มีผลใช้บังคับจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเงื่อนไขดังระบุไว้ในบทที่ 9 ได้เกิดขึ้นครบถ้วนแล้ว โดยบทที่ 9 หาได้ระบุเงื่อนไขการลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น ลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องชำระหนี้แต่ละกลุ่มให้แก่เจ้าหนี้ตามที่ระบุไว้ในแผนข้อ 6.2 โดยไม่คำนึงว่าจะมีการลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือไม่ นอกจากนั้นบทที่ 8 ข้อ 8.6 ว่าด้วยวิธีการสำหรับปฏิบัติตามแผนไม่ได้กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพียงแต่กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลงนามในเอกสารการดำเนินการตามแผน ได้แก่ สัญญาหลักประกัน (สัญญาจำนอง) และสัญญาให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคเท่านั้น ดังนั้น หากเจ้าหนี้รายที่ 21 ไม่เห็นความจำเป็นของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก็ไม่จำต้องลงนามในสัญญาดังกล่าว ลูกหนี้ก็ยังมีหน้าที่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 21 ตามที่ระบุไว้ในแผนเช่นเดิม ส่วนเงื่อนไขบังคับก่อนในข้อ 3 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นเพียงเงื่อนไขว่าข้อกำหนดใด ๆ ที่อยู่ในสัญญาจะไม่ใช้บังคับจนกว่าจะได้มีการลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เท่านั้น และในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะมีข้อกำหนดว่าด้วยการชำระหนี้แต่ละกลุ่มเช่นเดียวกับข้อ 6.2 ของแผน ในกรณีที่เจ้าหนี้รายที่ 21 ไม่ลงนามในสัญญาดังกล่าว และถึงแม้ว่าข้อกำหนดว่าด้วยการชำระหนี้แต่ละกลุ่มที่ระบุไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะไม่ใช้บังคับ ลูกหนี้ก็ยังคงต้องผูกพันการชำระหนี้ในแต่ละกลุ่มตามแผนเพราะตามแผนมีข้อความเหมือนกับการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวทุกประการ เหตุที่ต้องจัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพราะตามเจตนารมณ์ตามแผนซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เห็นชอบด้วย ต้องการให้จัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน เพื่อให้เจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องเกิดความมั่นใจในภาระผูกพันของลูกหนี้ในอันที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว เนื่องจากการชำระหนี้ตามแผนได้กำหนดระยะเวลาไว้นานถึง 20 ปี นอกจากนี้ยังระบุถึงรายละเอียดการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของลูกหนี้ภายหลังจากศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว เพื่อมิให้เกิดปัญหาว่าลูกหนี้จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ตามสัญญาสินเชื่อเดิมที่เคยทำไว้กับเจ้าหนี้หรือไม่ ดังนั้นข้อ 7 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง เพราะมิได้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และไม่ว่าเจ้าหนี้จะลงนามหรือไม่ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้หาได้เสียสิทธิเรียกร้องที่มีต่อผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด เพราะเมื่อลูกหนี้ผิดนัดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือผู้ค้ำประกันตกเป็นบุคคลล้มละลายตามข้อ 7 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ค้ำประกันได้ทันที นอกจากนั้นข้อ 3 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังกำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องลงนามในเอกสารยืนยันการค้ำประกันตามแบบที่ปรากฏในเอกสารแนบท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้อันเป็นหลักฐานแห่งภาระค้ำประกัน ซึ่งมีข้อความเป็นใจความสำคัญว่าผู้ค้ำประกันยังคงผูกพันตนในอันที่จะชำระหนี้ของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเดิมทุกประการ ขอให้ยกคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 21 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้บริหารแผนยื่นคำแถลงว่า ผู้บริหารแผนได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วน และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 แล้วเมื่อวันที่ 31มกราคม 2545 กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ต่อไป ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแถลงของผู้บริหารแผนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นประการแรกว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/70 แล้ว ศาลฎีกาจำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ที่คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอีกหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/60 นั้น แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในอันที่จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ อีกทั้งเมื่อได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มาตรา 90/75 บัญญัติว่า"คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง ซึ่งอาจจะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." เช่นนี้การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็มีผลให้ลูกหนี้คงรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนต่อไป เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวนดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หาทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งมีอยู่แล้วต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้แล้วไม่ได้ถอนอุทธรณ์ศาลฎีกา จึงต้องพิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป ส่วนการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 ก็เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั่นเองเช่นนี้หากว่าศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยปริยาย

ประการที่สอง การจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเจ้าหนี้รายที่ 21 อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งแผนจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 1จำนวน 600,000,000 บาท นั้น เจ้าหนี้รายที่ 10 มีสิทธิได้รับความคุ้มครองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิใช่เท่าราคามูลจำนองซึ่งสูงกว่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจำนวนมาก และราคาประเมินที่ผู้ทำแผนใช้กำหนดราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ บัญญัติว่า "การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42(3)(ข) ให้จัดดังต่อไปนี้

(1) เจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ให้จัดเป็นรายละกลุ่ม

(2) เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดกลุ่มไว้ใน (1) ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม

(3) เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

(4) เจ้าหนี้ตามมาตรา 130 ทวิ ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม"

และมาตรา 6 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ" เช่นนี้ เมื่อจำนวนหนี้สูงกว่าราคาทรัพย์หลักประกันการเป็นเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ย่อมมีอยู่เฉพาะในมูลค่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันดังนั้น การที่เจ้าหนี้มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันตามบทบัญญัติดังกล่าวเพียงเท่าราคาทรัพย์อันเป็นหลักประกันส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ธรรมดา คดีนี้มีปัญหาว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเป็นจำนวนเงิน600,000,000 บาท เป็นมูลค่าที่สมควรหรือไม่ ในการพิจารณามูลค่าราคาหลักประกัน ศาลจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนองราคาซื้อขายทรัพย์หลักประกันในท้องตลาดตลอดจนวิธีการจัดการทรัพย์หล
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 90/42 ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 90/59 ม. 90/70 ม. 90/75 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ลูกหนี้ — บริษัท สยามไทร์คอร์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2546
#110333
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 นั้น แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในอันที่จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ อีกทั้งเมื่อได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้วก็มีผล ให้ลูกหนี้คงต้องรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/75 คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการ ฟื้นฟูกิจการตาม มาตรา 90/70 แต่เมื่อเจ้าหนี้ที่ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไม่ได้ถอนอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ต้องพิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

ตามมาตรา 90/42 ทวิ ประกอบมาตรา 6 เมื่อจำนวนหนี้สูงกว่าราคาทรัพย์หลักประกันจำนวนหนี้ที่มีประกันของเจ้าหนี้มีประกัน ย่อมมีอยู่เฉพาะในมูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ส่วนหนี้จำนวนที่เหลือย่อมมีฐานะเป็น เจ้าหนี้ธรรมดา ในการพิจารณามูลค่าราคาหลักประกัน ศาลจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนอง ราคาซื้อขายทรัพย์ หลักประกันในท้องตลาดตลอดจนวิธีการในการจัดการทรัพย์หลักประกันในการฟื้นฟูกิจการ

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 (9) บัญญัติว่า "ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี" หมายความว่า ระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนที่การบริหารแผนจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติและความคุ้มครองของ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ และภายใต้การควบคุมกำกับของศาลเพื่อให้ลูกหนี้มีฐานะพ้นจากภาวะวิกฤติทางการเงินเข้าสู่สภาพที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งผู้ทำแผนสามารถกำหนดได้ตามความเหมาะสมแต่ทั้งนี้ระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่เกิน 5 ปี

การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใด อย่างไร ย่อมเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว เช่นนี้เมื่อผู้บริหารแผนซึ่งมีหน้าที่ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ผู้บริหารแผนจึงต้องชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนฟื้นฟูกิจการนั้น จนกว่าจะครบถ้วน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจาก ข้อกำหนดในแผนก็ดี เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วก็ดี ข้อกำหนดดังกล่าวขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดนี้จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

แม้ข้อกำหนดบางส่วนในแผนตกเป็นโมฆะ หากข้อกำหนดดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญของแผน หรือบุคคล ที่เกี่ยวข้องมิได้ถือเอาข้อกำหนดดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ เมื่อข้อกำหนดในแผนที่เหลืออยู่ยังใช้บังคับได้ และ แผนฟื้นฟูกิจการที่ใช้บังคับได้ยังมีสาระสำคัญเพียงพอในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัท ส. เป็นผู้ทำแผนที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ ที่มีการแก้ไขแล้ว ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 21 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลสั่งมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจง ขอให้ยกคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 21 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้บริหารแผนยื่นคำแถลงว่า ผู้บริหารแผนได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วน และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 แล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์เจ้าหนี้รายที่ 21 ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 นั้น แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในอันที่จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ อีกทั้งเมื่อได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้รับชำระหนี้ไว้แล้ว?" เช่นนี้การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็มีผลให้ลูกหนี้คงรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนต่อไป เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวนดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หาทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งมีอยู่แล้วต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้แล้วไม่ได้ถอนอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป ส่วนการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 ก็เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั่นเอง เช่นนี้หากว่าศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยปริยาย

ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ และมาตรา 6 เมื่อจำนวนหนี้สูงกว่าราคาทรัพย์หลักประกันการเป็นเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่นย่อมมีอยู่เฉพาะในมูลค่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ดังนั้น การที่เจ้าหนี้มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันตามบทบัญญัติดังกล่าวเพียงเท่าราคาทรัพย์อันเป็นหลักประกันจำนวนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ธรรมดา คดีนี้มีปัญหาว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเป็นจำนวน 600,000,000 บาท เป็นมูลค่าที่สมควรหรือไม่ ในการพิจารณามูลค่าราคา หลักประกัน ศาลจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนอง ราคาซื้อขายทรัพย์หลักประกันในท้องตลาดตลอดจนวิธีการในการจัดการทรัพย์หลักประกันดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการประกอบกัน ทรัพย์จำนองในคดีนี้เป็นที่ดินและเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีความจำเป็นในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ในการจำนอง ลูกหนี้จำนองทรัพย์ดังกล่าวประกันหนี้ไว้ในวงเงิน 766,000,000 บาท บริษัท ม. ได้ประเมินราคาทรัพย์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 เป็นจำนวนเงิน 629,511,500 บาท ประกอบกับในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ยังคงใช้ทรัพย์ดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจที่ผู้ทำแผนตีราคาทรัพย์หลักประกันเป็นเงิน 600,000,000 บาท ซึ่งเจ้าหนี้รายที่ 10 พอใจในราคาดังกล่าว ถือว่าเป็นราคาที่สมควรและเป็นธรรมแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ที่ว่า ทรัพย์หลักประกันมีจำนวนต่ำกว่าราคาดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น การจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนประเด็นที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดความสำเร็จของแผนไว้ในระยะเวลาเพียง 1 ปี เหมาะสมหรือไม่นั้น เห็นว่า พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 (9) บัญญัติว่า "ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี" หมายความว่าระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนที่การบริหารแผนจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติและความคุ้มครองของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 และภายใต้การควบคุมกำกับของศาลเพื่อให้ลูกหนี้มีฐานะพ้นจากภาวะวิกฤติทางการเงินเข้าสู่สภาพที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งผู้ทำแผนสามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการได้ตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่เกิน 5 ปี ความมั่นคง ความเชื่อมั่นตลอดจนเครดิตของลูกหนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำการค้า หากลูกหนี้ต้องอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการนานเท่าไร ลูกหนี้ก็ไม่อาจไปทำธุรกิจแข่งขันกับผู้อื่นได้ เพราะผู้ที่เป็นลูกค้าก็จะไม่เชื่อถือ ส่วนคู่ค้าซึ่งเป็นผู้ส่งวัตถุดิบย่อมไม่เต็มใจที่จะค้าขายด้วยหากจะค้าขายก็จะอยู่ในเงื่อนไขหรือราคาที่ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบกว่ากรณีปกติ กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนลูกหนี้จึงเหมาะสมกับสภาพกิจการและความจำเป็นทางธุรกิจของลูกหนี้แล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ฟังไม่ขึ้น พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทั้งนี้ตามมาตรา 90/27" ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใด อย่างไร ย่อมเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว เช่นนี้เมื่อผู้บริหารแผนซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ผู้บริหารแผนจึงต้องชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจนกว่าจะครบถ้วน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่เมื่อมีการปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้ว จนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงถือได้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแผนมิได้ถือเอาเงื่อนไขบังคับก่อนดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ ตามที่ได้วินิจฉัยมาในข้อนี้แม้ว่าข้อกำหนดในแผนจะตกไปบางส่วน แต่ข้อกำหนดในแผนส่วนที่เหลือก็ใช้บังคับได้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของแผนที่คงเหลืออยู่ เห็นว่า แผนยังคงมีสาระสำคัญเพียงพอในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 90/42 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/58 ม. 90/59 ม. 90/60 ม. 90/70 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทสยามไทร์คอร์ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2546
#48298
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลเกี่ยวกับการฟ้องคดีอย่างคนอนาถา เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ขอไม่มีผลถึงคู่ความอื่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้บัญญัติให้คู่ความอื่นที่มิได้ยื่นคำขอพิจารณาคดีอย่างคนอนาถามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์บางส่วนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7928 แทนโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 7928ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้แก่โจทก์ และยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน โดยให้เสียค่าขึ้นศาล 45,900 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมแต่เฉพาะบางส่วนได้หรือไม่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสุดท้ายบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำขอเสียทีเดียว ถ้าเป็นการขอฟ้องหรือต่อสู้คดีในชั้นศาลชั้นต้นผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ถ้าเป็นการขอฟ้องหรือต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีโดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด" เห็นว่า คำสั่งศาลเกี่ยวกับการฟ้องคดีอย่างคนอนาถานั้น เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ขอไม่มีผลถึงคู่ความอื่น หากขอฟ้องคดีหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาคำสั่งนั้นเป็นที่สุด หากศาลชั้นต้นยกคำขอหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ส่วนคู่ความอื่นที่มิได้ยื่นคำขอพิจารณาคดีอย่างคนอนาถานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์บางส่วนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สอกุ่ย แซ่อึ๋ง
จำเลย — นาง เพ็ญจันทร์ พ่วงบุตรหรือรักชื่อ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2546
#110342
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลเกี่ยวกับการขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ขอ ไม่มีผลถึงคู่ความอื่น หากขอฟ้องคดีหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้น แล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำสั่งนั้นเป็นที่สุด หากศาลชั้นต้นยกคำขอหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้บางส่วน ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ส่วนคู่ความอื่นมิได้ยื่นคำขอพิจารณาคดีอย่างคนอนาถานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ และยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน โดยให้เสียค่าขึ้นศาล ๔๕,๙๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมแต่เฉพาะบางส่วนได้หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสุดท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนหรือมีคำสั่งให้ยกคำขอเสียทีเดียว ถ้าเป็นการขอฟ้องหรือต่อสู้คดีในชั้นศาลชั้นต้น ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ถ้าเป็นการขอฟ้องหรือต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีโดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด" เห็นว่า คำสั่งศาลเกี่ยวกับการขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถานั้น เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ขอ ไม่มีผลถึงคู่ความอื่น หากขอฟ้องคดีหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้นแล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา คำสั่งนั้นเป็นที่สุด หากศาลชั้นต้นยกคำขอหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง ส่วนคู่ความอื่นที่มิได้ยื่นคำขอพิจารณาคดีอย่างคนอนาถานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์บางส่วนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสอกุ่ย แซ่อึ๋ง
จำเลย — นางเพ็ญจันทร์ พ่วงบุตรหรือรักชื่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางวันเพ็ญ กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2546
#49846
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยให้การว่ากู้เงินจากโจทก์จริงแต่รับเงินไม่ถึงจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาบางส่วนไม่สมบูรณ์ ศาลจำต้องใช้สัญญากู้ยืมเงินมาเป็นพยานหลักฐานในคดี การรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวโจทก์ต้องปิดอากรแสตมป์บนสัญญากู้ยืมเงินให้ถูกต้องบริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เมื่อสัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์เพียง20 บาท ซึ่งตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ ต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน30 บาท สัญญากู้ยืมเงินจึงปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงฟ้องร้องให้บังคับจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้จำนวน 136,610.96บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 จำนวน 10,000 บาท แต่โจทก์ที่ 2ให้ระบุในสัญญากู้ยืมกว่า 60,000 บาท จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 2 ครบถ้วนแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 4 มกราคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองไว้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ทั้งสองไปจำนวน 60,000 บาท หรือไม่เห็นว่า ในเรื่องการกู้ยืมเงิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1เมื่อจำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองไว้จริง แต่ปฏิเสธว่าได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสองเพียง 10,000 บาท จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าหนี้ตามสัญญาบางส่วนไม่สมบูรณ์เนื่องจากโจทก์ทั้งสองจะนำเงินจำนวนที่เกินมาไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในกรณีที่มีการผิดสัญญาจนต้องฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล ศาลจึงจำเป็นต้องใช้สัญญากู้ยืมเงินมาเป็นพยานหลักฐานในคดี การจะรับฟังพยานเอกสารสนับสนุนข้ออ้าง โจทก์ทั้งสองจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 คือต้องปิดอากรแสตมป์บนสัญญากู้ยืมเงินให้บริบูรณ์เสียก่อน มิฉะนั้นจะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ เมื่อสัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์เพียง 20 บาท ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท ถือว่าสัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องร้องให้บังคับจำเลยไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ละมูล หล้ามเหศักดิ์ กับพวก
จำเลย — นาง มาลี พุ่มสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2546
#50277
เปิดฉบับเต็ม

การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมาตรา 87(2) บัญญัติวางหลักเบื้องต้นของกฎหมายไว้ ก็เพื่อให้คู่ความแต่ละฝ่ายมีโอกาสทราบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างพยานหลักฐานใดบ้าง ป้องกันไม่ให้เกิดการจู่โจมทางพยาน จึงเป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมการที่จำเลยมิได้ปฏิบัติเช่นนั้นและศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคหนึ่ง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอก็ตาม สำหรับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง จึงจะตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคสอง ดังนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสองจึงไม่เกี่ยวกับกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจ เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการแก้ไขข้อผิดหลงของจำเลยทั้งสามขอให้ศาลรับบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสุดท้าย หรือขอให้ศาลสืบพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ตามมาตรา 87(2) ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองจำนวน 532,636.44 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงิน 484,697.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 22 มิถุนายน 2541 จำเลยทั้งสามไม่มาศาลศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณากับพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวหลังจากนั้นมีการเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 วันที่ 15กันยายน 2541 และนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โดยในวันที่ 7กันยายน 2541 ทนายจำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า การสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสามเป็นการสั่งโดยผิดหลงจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับบัญชีระบุพยานนั้น และสั่งใหม่เป็นไม่รับบัญชีระบุพยานดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสามแถลงไม่ติดใจสืบพยาน แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 484,697.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กันยายน 2540) ต้องไม่เกิน 47,938.61บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5154 ตำบลบ้านใต้อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541มาตรา 7 ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์อันเป็นวันเริ่มต้นสืบพยานครั้งแรกในคดีนี้วันที่ 22 มิถุนายน 2541 จำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานและศาลมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานดังกล่าววันที่ 7 กันยายน 2541ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นสั่งว่า การสั่งรับบัญชีระบุพยานจำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นการสั่งโดยผิดหลง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับบัญชีระบุพยานเป็นไม่รับบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสาม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า คำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และมาตรา 87(2) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างพยานหลักฐานดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 การที่กฎหมายบัญญัติวางหลักเบื้องต้นไว้เช่นนี้ ก็เพื่อให้คู่ความแต่ละฝ่ายมีโอกาสทราบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างพยานหลักฐานใดบ้าง ป้องกันไม่ให้เกิดการจู่โจมทางพยานจึงเป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม การที่จำเลยมิได้ปฏิบัติเช่นนั้นและศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจของศาลเองสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามมาตรา 27วรรคหนึ่ง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอก็ตาม สำหรับกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง จึงจะตกอยู่ในบังคับมาตรา 27 วรรคสอง ว่าจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่เกินแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ดังนั้น มาตรา 27 วรรคสอง ไม่เกี่ยวกับกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจของศาลเองดังเช่นคดีนี้ เมื่อจำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 88 วรรคหนึ่งทั้งจำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการแก้ไขข้อผิดหลงของจำเลยทั้งสามขอให้ศาลรับบัญชีระบุพยานตามมาตรา 88 วรรคสุดท้าย หรือขอให้ศาลสืบพยานหลักฐานจำเลยทั้งสามโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 88 วรรคหนึ่งตามมาตรา 87(2) การเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 87 ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย สนธิพร ถนอมทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2546
#49845
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ตัวแทนกระทำกิจการใดโดยเฉพาะเจาะจง ทั้งการฟ้องคดีก็มิได้ระบุตัวบุคคลผู้เป็นลูกหนี้หรือบุคคลที่จะถูกฟ้องว่าเป็นบุคคลใด ย่อมมีผลเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกระทำการมากกว่าครั้งเดียว โจทก์จึงใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวฟ้องลูกหนี้ของโจทก์ได้ทุกคดีโดยไม่มีจำกัดจำนวนคดีและตัวบุคคล แม้โจทก์จะเคยใช้หนังสือมอบอำนาจฟ้องจำเลยมาแล้ว โจทก์ก็มีอำนาจใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับเดิมมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงินรวม1,500,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และมีการจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ หลังจากนั้นมีการสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีเรื่อยมา ระยะหลังจำเลยเบิกเงินจากบัญชีจำนวนมากแต่นำเงินเข้าหักทอนบัญชีจำนวนน้อย โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนอง โจทก์คำนวณหนี้คิดเพียงวันที่ 12 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันเลิกบัญชีเดินสะพัด จำเลยเป็นหนี้โจทก์1,877,571.48 บาท ตามบันทึกการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ถือว่าฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแหล่งข้อหาพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ส่วนขั้นตอนของการคำนวณดอกเบี้ยแต่ละเดือนและยอดสรุปของหนี้แต่ละเดือนเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

แม้ในคดีแรกโจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนองศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่ายอดหนี้สำหรับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีคำนวณไม่ถูกต้องจึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีในส่วนนี้มาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ และต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีที่สองในมูลหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีรายเดียวกันอีก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฟ้องโดยคำนวณดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ศาลกำหนดไว้ โจทก์ฟ้องและนำสืบในประเด็นเดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งคดีทั้งสองดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าได้มีคำพิพากษาชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งคดีนี้โจทก์ได้คำนวณดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในคดีก่อนแล้ว จึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้วในคดีเดิม ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยในวงเงิน300,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่อัตราดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่มีประกาศกำหนด หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์คำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินในบัญชีเดินสะพัดของจำเลยเป็นคราว ๆ ไป และยอมให้ดอกเบี้ยนั้นกลายเป็นต้นเงินที่จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราเท่ากันและมีกำหนดชำระอย่างเดียวกันจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นต่อมาจำเลยขอเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกจำนวน 1,200,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนวน 1,500,000 บาท จำเลยนำที่ดินเลขที่ 1413 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน หลังจากวันทำสัญญาจำเลยสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าหักทอนบัญชี แต่ระยะหลังบัญชีเดินสะพัดของจำเลยแสดงยอดเป็นลูกหนี้โจทก์เรื่อยมา ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ศาลพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีในส่วนนี้มายื่นฟ้องใหม่ โจทก์ได้คำนวณหนี้ของจำเลยใหม่ตามหลักเกณฑ์ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 2,198,173.24บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,877,571.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1413, 1879 และ 1884 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทุกแปลง รวมตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับมูลหนี้เดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้นจนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงนำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยอีก โดยใช้หนังสือมอบอำนาจฉบับเดิม จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องอย่างรวบรัด โดยนับแต่วันกู้เบิกเงินเกินบัญชีจนถึงวันฟ้องซึ่งในแต่ละช่วงจะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน จำเลยไม่มีทางทราบได้ว่ารวมแล้วมียอดหนี้แต่ละเดือนจำนวนเท่าใด ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม นอกจากนี้ฟ้องโจทก์ยังเป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน2,198,173.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,877,571.48บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินน.ส. 3 ก. เลขที่ 1413, 1879 และ 1884 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์เคยใช้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ฟ้องจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 577/2540 ของศาลชั้นต้นมาแล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้ฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่าเดิมนายโอฬาร ไชยประวัติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายยิ่งศักดิ์ตันตินุชวงศ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจเป็นตัวแทนโจทก์ในการบอกกล่าวให้ชำระหนี้ ทวงถามทรัพย์สิน บอกกล่าวให้ไถ่ถอนจำนอง ฟ้องคดีแพ่ง คดีล้มละลายตั้งทนายความและผู้รับมอบอำนาจช่วงเพื่อดำเนินการแทนตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายทั้งหมดหรือบางส่วนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ต่อมานายยิ่งศักดิ์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายยุทธนา รักษีกาญจน์ส่อง ให้มีอำนาจเรียกร้องทวงถามรับชำระหนี้ แจ้งความร้องทุกข์ฟ้องคดีแพ่ง บังคับจำนองหรือจำนำ ต่อสู้คดีในศาลฟ้องคดีล้มละลาย ฯลฯ และผู้รับมอบอำนาจช่วงมีอำนาจตั้งทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงได้อีกช่วงหนึ่งด้วยดังปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ตัวแทนกระทำกิจการใดโดยเฉพาะเจาะจงทั้งการฟ้องคดีก็มิได้ระบุตัวบุคคลผู้เป็นลูกหนี้หรือบุคคลที่จะถูกฟ้องว่าเป็นบุคคลใด เมื่อโจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์ 30 บาท ถูกต้องตามที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7(ข) ท้ายประมวลรัษฎากรแล้ว ย่อมมีผลเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกระทำการมากกว่าครั้งเดียว โจทก์จึงใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวฟ้องลูกหนี้ของโจทก์ได้ทุกคดีโดยไม่มีจำกัดจำนวนคดีและตัวบุคคลดังนั้น แม้โจทก์จะเคยใช้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 577/2540 ของศาลชั้นต้น มาแล้ว โจทก์ก็มีอำนาจให้หนังสือมอบอำนาจฉบับเดิมมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีกฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ไม่มีรายละเอียดของการคำนวณดอกเบี้ยแต่ละเดือน และไม่มียอดสรุปว่าแต่ละเดือนจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนเท่าใด จำเลยย่อมไม่อาจทราบยอดหนี้ของแต่ละเดือนได้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า หลังจากที่จำเลยขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์แล้ว จำเลยได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ได้วงเงินรวม 1,500,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และมีการจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ หลังจากนั้นมีการสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีเรื่อยมา ระยะหลังจำเลยเบิกเงินจากบัญชีจำนวนมาก แต่นำเงินเข้าหักทอนบัญชีจำนวนน้อย โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนอง โจทก์คำนวณหนี้คิดเพียงวันที่ 12 เมษายน 2539ซึ่งเป็นวันเลิกบัญชีเดินสะพัด จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 1,877,571.48 บาท ตามบันทึกการคำนวณดอกเบี้ยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 15 เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ถือว่าฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ส่วนขั้นตอนของการคำนวณดอกเบี้ยแต่ละเดือนและยอดสรุปของหนี้แต่ละเดือนเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2539 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 557/2540 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2539 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยในมูลหนี้เงินกู้ กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่ายอดหนี้สำหรับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ถูกต้อง และศาลไม่มีหน้าที่ต้องคำนวณยอดหนี้ที่ถูกต้องให้โจทก์ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องคำนวณยอดหนี้มาให้ถูกต้อง จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีในส่วนนี้มาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยในมูลหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีรายเดียวกันอีกตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 557/2540 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฟ้องโดยคำนวณดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ศาลกำหนดไว้ โจทก์ฟ้องและนำสืบในประเด็นเดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2539 ศาลยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 557/2540 ศาลยกฟ้องโดยอ้างว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำยังถือไม่ได้ว่าได้มีคำพิพากษาชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งโจทก์ได้คำนวณดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 630/2539 แล้ว จึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้วในคดีเดิม ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือฟ้องซ้ำ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ส่งสำเนาแผ่นบัญชีเดินสะพัดและแผ่นบัญชีหนี้เกินกำหนดชำระ ตามบัญชีพยานโจทก์ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 อันดับที่ 17ต่อมาคือเอกสารหมาย จ.15 ให้แก่จำเลย จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดมีจำนวนหลายฉบับ โจทก์ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 ต่อศาลว่า เอกสารดังกล่าวซึ่งรวมถึงเอกสารอันดับที่ 16 และ 18 มีลักษณะเป็นชุดซึ่งคู่ความทราบดีอยู่แล้วถึงความมีอยู่จริง และมีจำนวนมาก หากคัดสำเนาจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้า โจทก์จึงของดส่งสำเนาเอกสารให้แก่คู่ความ โดยขอส่งเอกสารต่อศาลเพื่อให้คู่ความตรวจดูภายในเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า อนุญาตเอกสารแยกเก็บ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตจากศาลไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารที่เป็นชุดให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว โจทก์ย่อมสามารถนำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน และศาลมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งปรากฏว่านับแต่วันที่โจทก์ส่งเอกสารต่อศาลวันที่ 11 พฤศจิกายน2541 จนถึงวันสืบพยานโจทก์ วันที่ 25 มีนาคม 2542 เป็นเวลา 4 เดือนเศษ จำเลยย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะตรวจสอบเอกสารของโจทก์ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน การที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลย จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบหรือเสียโอกาสในทางคดีแต่อย่างใด การที่ศาลรับฟังเอกสารดังกล่าว ประกอบกับพยานบุคคลและพยานเอกสารอื่นฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801 ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 90 ม. 144 ม. 148 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุนทร ครุประทีป
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2546
#47820
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากธนาคารจำเลยฐานละเมิด ซึ่งมีสาเหตุมาจากประเด็นข้อโต้เถียงว่าโจทก์ชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองด้วย แต่ศาลมีคำพิพากษายกคำขอที่ให้จดทะเบียนถอนจำนองเนื่องจากโจทก์ยังมีภาระดอกเบี้ยค้างชำระ จึงฟ้องบังคับให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองไม่ได้ และแม้ว่าศาลในคดีก่อนจะวินิจฉัยว่าโจทก์ชำระหนี้ตามที่จำเลยทวงถาม ซึ่งย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยได้รับชำระดอกเบี้ยครบถ้วนแล้วแต่ศาลก็ได้กล่าวต่อไปว่า การที่จำเลยเพิ่งจัดทำบัญชีคู่ขนานขึ้นมาเองในภายหลังโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีความถูกต้องเพียงใด หาอาจนำขึ้นมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดของจำเลยไม่ อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ชำระหนี้ที่เหลือในส่วนดอกเบี้ยครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงการชี้ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่แจ้งหนี้ส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยอ้างว่าคิดผิดให้โจทก์ทราบ หาได้วินิจฉัยว่าโจทก์ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วแต่อย่างใดไม่ ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็วินิจฉัยในประเด็นเดียวกันว่าโจทก์ยังมีดอกเบี้ยค้างชำระแก่จำเลยอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้เพราะฎีกาไม่แจ้งชัดดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างว่าโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยยังไม่ครบถ้วน และเมื่อปรากฏว่าหลังจากมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วโจทก์ไม่เคยชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยอีก ประเด็นที่ว่าโจทก์ชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้วหรือไม่จึงเป็นประเด็นเดียวกับในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยโดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลย โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 11719 ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำนองเป็นประกันไว้เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2525 ในวงเงิน300,000 บาท ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2536 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินไปชำระหนี้ โดยยอดหนี้ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2536 เป็นเงิน 554,604.88 บาท โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ อ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าดอกเบี้ยจำเลยอยู่อีก 900,000 บาทเศษ เนื่องจากโจทก์ขายที่ดินแปลงที่จำนองไว้กับจำเลยให้แก่นายจุมพล ทวีไชยภาคย์ เมื่อจำเลยไม่ให้ไถ่ถอนจำนองเป็นเหตุให้โจทก์ถูกผู้ซื้อปรับเป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายและให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2076/2538 หมายเลขแดงที่ 1226/2539 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท ศาลมิได้พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง เพราะโจทก์มิได้ฎีกาโดยชัดแจ้งจึงไม่วินิจฉัยให้ แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโจทก์สามารถนำที่ดินออกขายชำระหนี้ ซึ่งโจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทุกเดือน จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11719 ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน500,000 บาท และใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง

จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานละเมิดและไถ่ถอนจำนอง จนศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระเงิน500,000 บาท แก่โจทก์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีเดิมมิได้บังคับให้จำเลยต้องไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ ประเด็นเรื่องไถ่ถอนจำนองโจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกา จึงถือได้ว่ารับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า นอกจากคดีนี้คู่ความยังพิพาทเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2076/2538 หมายเลขแดงที่ 1226/2539 คดีถึงที่สุดแล้วหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่เคยชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนซึ่งมีคู่ความเดียวกันตามคดีหมายเลขดำที่ 2076/2538หมายเลขแดงที่ 1226/2539 หรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิด และศาลฎีกาในคดีก่อนก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วน ส่วนที่ไม่วินิจฉัยเรื่องการขอจดทะเบียนถอนจำนองที่ดินเพราะศาลฎีกาอ้างว่าฎีกาโจทก์ไม่ชัดแจ้ง ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เป็นประเด็นข้อ 3 ว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้ไถ่ถอนจำนองได้หรือไม่ เมื่อโจทก์มาฟ้องขอให้จดทะเบียนไถ่ถอนการจำนอง คดีย่อมมีประเด็นเดียวกันและเมื่อศาลฎีกาในคดีก่อนไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ ประเด็นดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติการชำระหนี้จำนอง เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติห้ามคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ในคดีก่อนแม้โจทก์จะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิด แต่ก็มีสาเหตุมาจากประเด็นข้อโต้เถียงกันว่าโจทก์ชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ โจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองอีกด้วย เมื่อคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จดทะเบียนถอนการจำนองที่ดินโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีภาระดอกเบี้ยค้างชำระ จึงฟ้องบังคับให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองไม่ได้และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นเดียวกันนี้เช่นกันว่า โจทก์ยังมีดอกเบี้ยค้างชำระอีกจำนวนหนึ่งและศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ โดยอ้างว่าฎีกาโจทก์ไม่แจ้งชัด จึงต้องถือว่าประเด็นดังกล่าวในคดีก่อนฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างว่า โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยยังไม่ครบถ้วน เมื่อคดีนี้มีข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลชั้นต้นได้สอบถามโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์ไม่เคยชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยอีก ประเด็นที่ว่าโจทก์ชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้วหรือไม่จึงเป็นประเด็นเดียวกับในคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนที่โจทก์ฎีกาอ้างในประการต่อไปว่า ที่ตอบศาลชั้นต้นดังกล่าวเพราะโจทก์ได้ชำระหนี้แก่จำเลยครบถ้วนตามที่ศาลฎีกาในคดีก่อนได้วินิจฉัยไว้แล้วนั้น เห็นว่า ในคดีก่อนศาลฎีกาเพียงวินิจฉัยว่าโจทก์ชำระหนี้ตามที่จำเลยทวงถามย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยได้รับชำระดอกเบี้ยครบถ้วนแล้ว แต่ศาลฎีกาก็ได้กล่าวต่อไปว่า การที่จำเลยเพิ่งมาจัดทำบัญชีคู่ขนาน (คือดอกเบี้ยจากบัญชีที่ถูกพักไว้) ขึ้นมาเองในภายหลังโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีความถูกต้องเพียงใด หาอาจนำขึ้นมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดของจำเลยไม่ แสดงว่าคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในเรื่องว่า โจทก์ชำระหนี้ที่เหลือในส่วนดอกเบี้ยครบถ้วนหรือไม่เป็นเพียงการชี้ถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่แจ้งหนี้ส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยอ้างว่าคิดผิดให้โจทก์ทราบ หาได้วินิจฉัยว่าโจทก์ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิศิษฐ์ ลาภชุ่มศรี โดยนาง อัมรา ลาภชุ่มศรี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678/2546
#49844
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 จัตวา(3) ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ผู้ร้องที่ 1 เป็นจำเลยและลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับคดีให้ขับไล่และต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลแม้จะอ้างว่ายื่นเข้ามาในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. สามีซึ่งถึงแก่กรรมที่ได้ร่วมกันครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท แต่เมื่อผู้ร้องที่ 1 เป็นจำเลยในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่และมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่ ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของจำเลย (คนเดียวกับผู้ร้องที่ 1) จึงเป็นบริวารของจำเลย กรณีไม่อาจอ้างฐานะอื่นเพื่อแสดงอำนาจพิเศษให้หลุดพ้นจากการถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุด โดยให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 89/1หมู่ที่ 15 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14607 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นบุคคลภายนอกคดีและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14607 โดยการครอบครองปกปักษ์ด้วยการเป็นผู้รับมรดกรับช่วงสิทธิในที่ดินจากนายอัครเดช แซ่จึง สามีของผู้ร้องที่ 1 กับเป็นบิดาของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วและได้ครอบครองสืบสิทธิรวมเป็นเวลา 11 ปีเศษผู้ร้องทั้งสามมิใช่บริวารของจำเลย จึงไม่ต้องถูกบังคับคดี ขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสามอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของนายอัครเดช และมิได้ร่วมกันครอบครองที่ดินต่อเนื่องกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งสามเป็นบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามแสดงอำนาจพิเศษว่าได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทโดยมิใช่บริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา(3) บัญญัติว่า "...ให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล..." ดังนั้นผู้ที่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับคดีให้ขับไล่และต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล แม้ผู้ร้องที่ 1จะอ้างว่ายื่นคำร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีในฐานะภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอัครเดช แซ่จึง สามีซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว โดยผู้ร้องที่ 1 กับนายอัครเดชสามีได้ร่วมกันครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทนั้น แต่โดยที่ผู้ร้องที่ 1 เป็นจำเลยในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่และมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ไม่อาจกล่าวอ้างฐานะอื่นเพื่อแสดงอำนาจพิเศษให้หลุดพ้นจากการถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ส่วนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ได้ความว่า เป็นบุตรของจำเลย เคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 89/1 ในที่ดินพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิในฐานะเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยในชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ต่อมาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ย้ายไปศึกษาเล่าเรียนที่จังหวัดชลบุรีและได้แจ้งย้ายเข้าบ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อปี 2536 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ร.2 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 มิได้ครอบครองปรปักษ์บ้านและที่ดินพิพาทแต่อย่างใด คงอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิที่เป็นบุตรของจำเลย หามีอำนาจพิเศษไม่ ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นบริวารของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วิไลพร ราชาธรรมกุล
ผู้ร้อง — นาง เสาวนีย์ แซ่จึง กับพวก
จำเลย — นาง เสาวนีย์ แซ่จึง
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678/2546
#50744
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 จัตวา (3) ได้ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับคดีให้ขับไล่จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล แม้จะอ้างว่ายื่นเข้ามาในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. สามีซึ่งถึงแก่กรรมที่ได้ร่วมกันครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นบริวารลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุด โดยให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 15 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14607 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นบุคคลภายนอกคดีและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14607 โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยการเป็นผู้รับมรดกรับช่วงสิทธิในที่ดินจากนายอัครเดช แซ่จึง สามีของผู้ร้องที่ 1 กับเป็นบิดาของผู้ร้องที่ 2และที่ 3 ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วและได้ครอบครองสืบสิทธิ รวมเป็นเวลา 11 ปีเศษ ผู้ร้องทั้งสามมิใช่บริวารของจำเลย จึงไม่ต้องถูกบังคับคดีขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสามอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของนายอัครเดช และมิได้ร่วมกันครอบครองที่ดินต่อเนื่องกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งสามเป็นบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามแสดงอำนาจพิเศษว่าได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทโดยมิใช่บริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) บัญญัติว่า "...ให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล..." ดังนั้น ผู้ที่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับคดีให้ขับไล่และต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล แม้ผู้ร้องที่ 1 จะอ้างว่ายื่นคำร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีในฐานะภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอัครเดช แซ่จึง สามีซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว โดยผู้ร้องที่ 1 กับนายอัครเดชสามีมิได้ร่วมกันครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทนั้น แต่โดยที่ผู้ร้องที่ 1 เป็นจำเลยในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่และมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ไม่อาจกล่าวอ้างฐานะอื่นเพื่อแสดงอำนาจพิเศษให้หลุดพ้นจากการถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ส่วนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ได้ความว่าเป็นบุตรของจำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 89/1 ในที่ดินพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิในฐานะเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยในชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ต่อมาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ย้ายไปศึกษาเล่าเรียนที่จังหวัดชลบุรีและได้แจ้งย้ายเข้าบ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อ 2536 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ร.2 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 มิได้ครอบครองปรปักษ์บ้านและที่ดินพิพาทแต่อย่างใด คงอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิที่เป็นบุตรของจำเลย หามีอำนาจพิเศษไม่ ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นบริวารของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วิไลพร ราชาธรรมกุล
ผู้ร้อง — นาง เสาวนีย์ แซ่จึง กับพวก
จำเลย — นาง เสาวนีย์ แซ่จึง
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2546
#48297
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสามขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยตามส่วนมิใช่เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากแต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1364 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน จำเลยไม่ยอมแบ่งแยกและการแบ่งแยกไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามฟ้อง

ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 ทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามนำยึดไม่ใช่ของจำเลย ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68ที่โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วนนั้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลย ผู้ร้องทั้งห้ามิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดไต่สวน และพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินพิพาทและพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 2 ไร่ 47 ตารางวา หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน ต่อมาการแบ่งแยกที่ดินพิพาทไม่อาจทำได้โจทก์ทั้งสามจึงยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำยึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่าผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องขอทั้งห้าชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยตามส่วน การยึดทรัพย์ในกรณีนี้มิใช่เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากแต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1364 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 และคดีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำเลียง อินโต กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาว เกษร เล็กแก้วมณี กับพวก
จำเลย — นาง ส้มกลิ่น เล็กแก้วมณี
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2546
#49464
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามกับจำเลยมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินพิพาทและให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยตามส่วน ซึ่งต่อมาการแบ่งแยกที่ดินไม่อาจทำได้ โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยตามส่วนดังกล่าว ซึ่งการยึดทรัพย์กรณีนี้มิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวชจังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 2 ไร่ 47 ตารางวา หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน จำเลยไม่ยอมแบ่งแยกไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน

ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 ทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามนำยึดไม่ใช่ของจำเลย ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 ที่โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วนนั้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลย ผู้ร้องทั้งห้ามิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดไต่สวน และพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินพิพาทและพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 2 ไร่ 47 ตารางวา หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน ต่อมาการแบ่งแยกที่ดินพิพาทไม่อาจทำได้ โจทก์ทั้งสามจึงยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำยึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องขอทั้งห้าชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยตามส่วน การยึดทรัพย์ในกรณีนี้มิใช่เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากแต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 และคดีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำเลียง อินโต กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาว เกษร เล็กแก้วมณี กับพวก
จำเลย — นาง ส้มกลิ่น เล็กแก้วมณี
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2546
#110332
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ ดังกล่าวร่วมกัน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม เนื้อที่ 2 ไร่ 47 ตารางวา หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินแบ่งกันตามส่วนจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกและการแบ่งแยกไม่อาจกระทำได้ โจทก์ทั้งสามจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินแบ่งกันตามส่วน การยึดทรัพย์ในกรณีนี้มิใช่เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากแต่เป็น การร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยผู้เป็นเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง ฉะนั้น ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 2 ไร่ 47 ตารางวา หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสามตามส่วน จำเลยไม่ยอมแบ่งแยกและการแบ่งแยกไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวข้างต้น เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน

ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ทั้งสามให้การว่า ผู้ร้องทั้งห้ามิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดไต่สวนและพิพากษายกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามและ จำเลยตามส่วนการยึดทรัพย์ในกรณีนี้มิใช่เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหากแต่เป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 และคดีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำเลียง อินโต ที่ 1 กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาวเกษร เล็กแก้วมณี
จำเลย — นางส้มกลิ่น เล็กแก้วมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางแววมณี ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2546
#49463
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน 2 แปลง โดยตกลงแบ่งการครอบครองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจำเลยได้ส่วนแบ่งทางด้านทิศตะวันตก ส่วนผู้ร้องได้ส่วนแบ่งด้านทิศตะวันออกคนละครึ่ง อันเป็นข้อตกลงภายในระหว่างกันเองว่ามีการแบ่งแยกการครอบครองอย่างไรเท่านั้น หาได้มีการแบ่งแยกกันครอบครองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ เมื่อจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองต่อโจทก์ ผู้ร้องก็ทราบและให้ความยินยอมเป็นหนังสือ ทั้งเมื่อมีการจดทะเบียนจำนองนอกจากผู้ร้องจะไม่ให้ปากคำใด ๆ แล้ว ยังไม่ส่งมอบเอกสารการแบ่งแยกการครอบครองที่ผู้ร้องกับจำเลยทำต่อกันแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทราบ ซึ่งนับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ร้องอย่างมาก ฉะนั้น การที่จะให้โจทก์เรียกเอกสารประกอบอื่นใดที่อาจมาบั่นทอนกรรมสิทธิ์ของหลักประกันนั้นย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์พึงกระทำ เว้นแต่ผู้ร้องจะเสาะหามาแสดงเอง กรณีต้องถือว่าผู้ร้องและจำเลยได้ร่วมกันครอบครองที่ดินทุกส่วนทั้งสองแปลงอันโจทก์มีสิทธิยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้กันส่วนของตนในที่ดินทั้งสองแปลงออกก่อนขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยจะผ่อนชำระ หากผิดนัดยอมให้บังคับคดีได้ทันทีด้วยการยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3972 และ 4065 ตำบลปึกเตียน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้อง และที่ดินแปลงอื่น ๆ ของจำเลยอีก 11 แปลง ขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3972 และ 4065 ที่โจทก์นำยึดมานั้น ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โดยผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงแบ่งที่ดินคนละส่วนเท่ากัน ส่วนของผู้ร้องอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ส่วนของจำเลยอยู่ทางด้านทิศตะวันตกทั้งสองแปลง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาด ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องและให้ขายทอดตลาดเฉพาะส่วนของจำเลยเท่านั้น

โจทก์และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องและจำเลยยังมิได้แบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงครอบครองกันเป็นส่วนสัด ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอกันส่วนที่ดิน จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิขอกันเงินส่วนของตนจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3972 และ 4065 ตำบลปึกเตียน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนของตนในที่ดินทั้งสองแปลงก่อนขายทอดตลาดได้หรือไม่ โดยผู้ร้องกับจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า ได้ร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาจากนายชัย เทียนฟัก ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2532 และตกลงแบ่งการครอบครองกันว่าจำเลยได้ส่วนแบ่งด้านทิศตะวันตก ส่วนของผู้ร้องได้ส่วนแบ่งด้านทิศตะวันออกคนละครึ่ง ต่อมาได้มีการตกลงการครอบครองกันเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้ยังได้ความจากการตอบคำถามค้านของทนายโจทก์อีกว่า ในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองต่อโจทก์ ผู้ร้องก็ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือด้วย และก็มิได้แจ้งต่อโจทก์ผู้รับจำนองว่าผู้ร้องกับจำเลยได้แบ่งแยกกันครอบครองที่ดินพิพาทนี้เป็นส่วนสัดแน่นอนอย่างไร และมิได้ส่งมอบบันทึกการตกลงการครอบครองแก่เจ้าพนักงานที่ดินเมื่อตอนจดทะเบียนจำนองอีกด้วย ดังนี้เห็นว่า ผู้ร้องเพียงแต่มีข้อตกลงภายในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยว่ามีการแบ่งแยกการครอบครองกันอย่างไรเท่านั้น หาได้มีการแบ่งแยกกันครอบครองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองต่อโจทก์ผู้ร้องก็ทราบและยังได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสืออีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการจดทะเบียนจำนอง นอกจากผู้ร้องจะไม่ให้ปากคำใด ๆ แล้วยังไม่ได้ส่งมอบบันทึกการตกลงการครอบครองแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทราบอีกซึ่งนับว่าเป็นความเลินเล่อของผู้ร้องอย่างมาก การที่จะให้โจทก์ผู้รับจำนองต้องเรียกเอกสารประกอบอื่นใดที่อาจจะมาบั่นทอนกรรมสิทธิ์ของหลักประกันนั้นย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์จะพึงกระทำ เว้นแต่ผู้ร้องจะเสาะหามาแสดงเอง ดังนั้น จึงต้องถือว่าผู้ร้องและจำเลยได้ร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาททุกส่วนทั้งสองแปลงอันโจทก์มีสิทธิยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ทั้งแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 509 ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง อัจฉริยา อนุรุทธิกร
จำเลย — นาย บุญรักษ์ วงศ์พันธุเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2546
#50275
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์มีภารจำยอมเกี่ยวกับทางเดินในที่ดินของจำเลยถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างเปล่าไม่มีการหาผลประโยชน์บนที่ดิน ความจำเป็นที่จะต้องเดินผ่านทางภารจำยอมไปสู่ที่ดินของโจทก์จึงไม่มีตามไปด้วย เมื่อโจทก์มิได้ใช้ทางภารจำยอม 10 ปี แล้ว ภารจำยอมจึงสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางเลิศลักษณ์โชติกเสถียร กับพวก และมีทางภารจำยอมเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 ของโจทก์และที่ดินโฉนดเลขที่ 15269 ของนายอรุชาหรือเริงฤทธิ์ พรพิบูลย์ กับพวก ออกสู่ทางสาธารณะ คือถนนสุขุมวิท 62 ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2520 โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่15268 ด้านทิศเหนือติดลำรางสาธารณะซึ่งถูกทางภารจำยอมตัดขาดออกจากที่ดินส่วนใหญ่ จำนวน 38 ตารางวา ไปออกโฉนดใหม่ คือโฉนดเลขที่ 225609 โดยรวมทางภารจำยอมไว้ด้วย โจทก์ปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงนี้โดยกั้นแนวเขตแยกทางภารจำยอมไว้ต่างหาก ต่อมาจำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2534 จำเลยปลูกสร้างเสาโครงเหล็กขึ้นเต็มพื้นที่ทางภารจำยอม ทำหลังคามุงกระเบื้อง ก่อกำแพงปูนปิดกันเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 ด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ทำประตูเหล็กใส่กุญแจ เป็นเหตุให้นางเลิศลักษณ์กับพวกไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมเข้าออกได้นางเลิศลักษณ์กับพวกจึงฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างพิจารณาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 จากนางเลิศลักษณ์ นางเลิศลักษณ์จึงถอนฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ 15420/2534 หมายเลขแดงที่ 13070/2536 ของศาลแพ่ง โจทก์ประสงค์จะสร้างบ้านพักอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินที่ซื้อมา และมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอม แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมเข้าออกถนนสุขุมวิท 62 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาโครงเหล็กหลังคามุงกระเบื้อง และทำที่ดินให้มีสภาพเป็นทางภารจำยอมตามเดิม หากจำเลยขัดขืนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนแทน โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำนวน 500,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ25,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหมดสิ้น

จำเลยให้การว่า เจ้าของเดิมของสามยทรัพย์และโจทก์ไม่เคยใช้ทางภารจำยอมดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2520 เกินกว่า 10 ปี ทางภารจำยอมจึงสิ้นไป โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิในทางภารจำยอมได้อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาโครงเหล็กหลังคามุงกระเบื้องออกจากทางภารจำยอมด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่จำเลยและโจทก์นำสืบรับกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2500 ได้มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ตำบลบางจากอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ได้สิทธิภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และ 15269 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามเครื่องหมายระบายสีแดงในแผนผังเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2532 จำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 อันมีสิทธิภารจำยอมติดอยู่จากโจทก์ และในปี 2534 จำเลยได้ก่อสร้างอาคารโครงเหล็กหลังคามุงกระเบื้องและกำแพงปิดกั้นบริเวณทางภารจำยอมด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งขณะนั้นมีนางเลิศลักษณ์ โชติกเสถียร เป็นเจ้าของ นางเลิศลักษณ์จึงไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมได้และได้ยื่นฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางภารจำยอมออกไป คดีอยู่ระหว่างพิจารณาต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 จากนางเลิศลักษณ์ นางเลิศลักษณ์จึงถอนฟ้องคดีไปจากศาลดังปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13070/2536 ของศาลแพ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 เป็นที่ว่างเปล่ามีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเต็ม เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 และไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมได้จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าภารจำยอมสิ้นไปเพราะไม่ได้ใช้สิบปีหรือไม่ จำเลยนำสืบโดยมีตัวจำเลยหรือนายอรุชาหรือเริงฤทธิ์ พรพิบูลย์ ซึ่งเป็นหลานของทั้งโจทก์และจำเลยและเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15269 อันมีทางภารจำยอมตั้งอยู่เบิกความได้ความสอดคล้องต้องกันว่าเดิมที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 15267 เป็นของนางอมรา วรรณพฤกษ์ ต่อมาได้ยกให้นางเลิศลักษณ์ บุคคลทั้งสองไม่เคยเข้ามาอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ใด ๆ บนที่ดินแปลงนี้ จึงไม่เคยใช้ทางภารจำยอมดังกล่าวเป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว ที่ดินแปลงนี้จึงเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีหญ้าและต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นไปทั่วดังปรากฏสภาพที่แท้จริงตามภาพถ่ายหมาย ล.1 ถึง ล.6 ส่วนโจทก์มีตัวโจทก์ นางทองดี โททอง ผู้เคยเช่าบ้านของโจทก์ที่ปลูกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และนายสวน ญานุกูล ผู้เคยซ่อมแซมหลังคาบ้านของโจทก์มาเบิกความได้ความว่า เจ้าของเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 รวมทั้งโจทก์ได้ใช้ทางภารจำยอมตลอดมา เมื่อนางทองดีเช่าบ้านของโจทก์และนายสวนมาทำการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ก็ใช้ทางภารจำยอมเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 ตลอดมา พยานหลักฐานของจำเลยและโจทก์ได้ความดังนี้ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งมีสิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับทางเดินบางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และ 15269 ถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการหาผลประโยชน์ใด ๆ บนที่ดินนี้เลยดังที่โจทก์เองก็ได้เบิกความยืนยันว่า เมื่อตอนที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งเป็นสามยทรัพย์นี้ยังเป็นของนางอมราซึ่งเคยเป็นเจ้าของก่อนที่จะตกแก่นางเลิศลักษณ์ก็ไม่เคยทำประโยชน์บนที่ดินนี้เลยจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2538 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ซื้อที่ดินแปลงนี้มาแล้วสภาพที่ดินยังเป็นที่ว่างเปล่าอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าความจำเป็นที่จะต้องเดินทางผ่านทางภารจำยอมพิพาทไปสู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 จึงไม่มีตามไปด้วย ยิ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย ล.1 ถึง ล.6 ที่จำเลยอ้างส่งศาลโดยอ้างว่าเป็นภาพถ่ายสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ประกอบด้วยซึ่งฝ่ายโจทก์ก็มิได้นำสืบหักล้างเพื่อให้เห็นเป็นอย่างอื่น ตามภาพถ่ายหมาย ล.1 ถึง ล.6 เป็นภาพสภาพที่ดินสามยทรัพย์ซึ่งมีต้นหญ้าเถาวัลย์และต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เต็มทั่วบริเวณพื้นที่ ไม่มีสภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เห็นเลยจากการพิจารณาสภาพต้นไม้ที่เจริญเติบโตในที่ดินก็เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่อันบ่งบอกถึงอายุได้ว่ามีอายุหลายปีและบ่งบอกต่อไปอีกว่าไม่มีบุคคลใดเข้ามาใช้ประโยชน์ในบริเวณนั้นเป็นเวลานานมากแล้วอีกด้วย จากการพิจารณาแผนผังตามเอกสารหมาย จ.4 จะเห็นได้ว่าแนวทางภารจำยอมพิพาทที่จะออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 จะเป็นทางอ้อมและเป็นระยะทางไกลไม่สะดวกเหมือนเดินทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของเองและที่ดินแปลงนี้มีสภาพเป็นถนนส่วนบุคคลอันญาติพี่น้องของโจทก์ใช้ออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 ตลอดมาโจทก์เองก็ยืนยันว่าญาติของโจทก์ใช้ทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท62 โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 เสมอมา แม้นางอมราซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ก่อนที่จะตกแก่นางเลิศลักษณ์ เมื่อประสงค์จะเข้ามาดูที่ดินของตนเองก็ใช้เส้นทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์และเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์คนก่อนเดิมที่ไม่เคยใช้ทางภารจำยอมมาเกินสิบปีแล้วจึงน่าเชื่อ พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ไม่อาจรับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยได้ จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าภารจำยอมได้สิ้นไปแล้วเพราะมิได้ใช้สิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(4) เพราะเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และจำเลยไม่จำต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนในประเด็นว่าภารจำยอมสิ้นไปแล้วหรือไม่ไม่เห็นพ้องด้วย ต้องพิพากษาว่า "ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมด้วย นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น" การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาดังกล่าวถือว่าทางพิพาทยังมีสภาพเป็นภารจำยอมอยู่นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าภารจำยอมได้สิ้นผลไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากภารจำยอมด้วย จึงชอบแล้วเพราะการที่วินิจฉัยว่าภารจำยอมได้สิ้นไปแล้วก็ย่อมมีผลเป็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมตามที่กล่าวหาได้ศาลอุทธรณ์จึงต้องยกคำขอส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นฤมล สุวรรณกร
จำเลย — นาง นวลจันทร์ พรพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2546
#50276
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งมีสิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับทางเดินบางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และ 15269 ถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการหาผลประโยชน์ใด ๆ บนที่ดิน ความจำเป็นที่จะต้องเดินผ่านทางภารจำยอมพิพาทไปสู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 จึงไม่มีตามไปด้วย เมื่อทางภารจำยอมไม่เคยใช้มาเกิน 10 ปี แล้วภารจำยอมจึงสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอม เป็นการแก้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้วว่าภารจำยอมได้สิ้นผลไปแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ดังกล่าวจึงชอบแล้ว เพราะการวินิจฉัยดังกล่าวย่อมมีผลว่าโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมที่กล่าวหาได้ศาลอุทธรณ์จึงต้องยกคำขอในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาโครงเหล็กหลังคามุงกระเบื้องและทำที่ดินให้มีสภาพเป็นทางภารจำยอมตามเดิม หากจำเลยขัดขืนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนแทน โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน500,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหมดสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาโครงเหล็กหลังคามุงกระเบื้องออกจากทางภารจำยอมด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2520ได้มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ได้สิทธิภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 225609และ 15269 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามเครื่องหมายระบายสีแดงในแผนผัง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2532 จำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 225609อันมีสิทธิภารจำยอมติดอยู่จากโจทก์ และในปี 2534 จำเลยได้ก่อสร้างอาคารโครงเหล็กหลังคามุงกระเบื้องและกำแพงปิดกั้นบริเวณทางภารจำยอมด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งขณะนั้นมีนางเลิศลักษณ์ โชติกเสถียร เป็นเจ้าของ นางเลิศลักษณ์จึงไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมได้และได้ยื่นฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางภารจำยอมออกไป คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 จากนางเลิศลักษณ์ นางเลิศลักษณ์จึงถอนฟ้องคดีไปจากศาลดังปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13070/2546 ของศาลแพ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 เป็นที่ว่างเปล่ามีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเต็ม เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15267และไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมได้จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าภารจำยอมสิ้นไปเพราะไม่ได้ใช้สิบปีหรือไม่ จำเลยนำสืบโดยมีตัวจำเลยและนายอรุชาหรือเริงฤทธิ์ พรพิบูลย์ ซึ่งเป็นหลานของทั้งโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่15269 อันมีภารจำยอมตั้งอยู่เบิกความ ได้ความสอดคล้องต้องกันว่าเดิมที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 15267 เป็นของนางอมรา วรรณพฤกษ์ ต่อมาได้ยกให้นางเลิศลักษณ์ บุคคลทั้งสองไม่เคยเข้ามาอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ใด ๆ บนที่ดินแปลงนี้จึงไม่เคยใช้ทางภารจำยอมดังกล่าวเป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว ที่ดินแปลงนี้จึงเป็นที่ดินว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีหญ้าและต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นไปทั่ว ส่วนโจทก์มีตัวโจทก์นางทองดี โททอง ผู้เคยเช่าบ้านของโจทก์ที่ปลูกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และนายสวนญานุกูล ผู้เคยซ่อมแซมหลังคาบ้านของโจทก์มาเบิกความได้ความว่าเจ้าของเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 รวมทั้งโจทก์ได้ใช้ทางภารจำยอมตลอดมา เมื่อนางทองดีเช่าบ้านของโจทก์และนายสวนมาทำการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ก็ใช้ทางภารจำยอมเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 ตลอดมา พยานหลักฐานของจำเลยและโจทก์ได้ความดังนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งมีสิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับทางเดินบางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 225609 และ 15269 ถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างเปล่าไม่มีการหาผลประโยชน์ใด ๆ บนที่ดินนี้เลยดังที่โจทก์เองก็ได้เบิกความยืนยันว่า เมื่อตอนที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ซึ่งเป็นสามยทรัพย์นี้ยังเป็นของนางอมราซึ่งเคยเป็นเจ้าของก่อนที่จะตกแก่นางเลิศลักษณ์ก็ไม่เคยทำประโยชน์บนที่ดินนี้เลยจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2538 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ซื้อที่ดินแปลงนี้มาแล้ว สภาพที่ดินยังเป็นที่ว่างเปล่าอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าความจำเป็นที่จะต้องเดินทางผ่านทางภารจำยอมพิพาทไปสู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15267จึงไม่มีตามไปด้วย ยิ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายที่จำเลยอ้างส่งศาลโดยอ้างว่าเป็นภาพถ่ายสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ประกอบด้วยซึ่งฝ่ายโจทก์ก็มิได้นำสืบหักล้างเพื่อให้เห็นเป็นอย่างอื่น ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพสภาพที่ดินสามยทรัพย์ซึ่งมีต้นหญ้าเถาวัลย์และต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เต็มทั่วบริเวณพื้นที่ ไม่มีสภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เห็นเลยจากการพิจารณาสภาพต้นไม้ที่เจริญเติบโตในที่ดินก็เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่อันบ่งบอกถึงอายุได้ว่ามีอายุหลายปีและบ่งบอกต่อไปอีกว่าไม่มีบุคคลใดเข้ามาใช้ประโยชน์ในบริเวณนั้นเป็นเวลานานมาแล้วอีกด้วย จากการพิจารณาแผนผัง จะเห็นได้ว่าแนวทางภารจำยอมพิพาทที่จะออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 จะเป็นทางอ้อมและเป็นระยะทางไกลไม่สะดวกเหมือนเดินทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของเองและที่ดินแปลงนี้มีสภาพเป็นถนนส่วนบุคคลอันญาติพี่น้องของโจทก์ใช้ออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 ตลอดมาโจทก์เองก็ยืนยันว่าญาติของโจทก์ใช้ทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 62 โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 เสมอมา แม้นางอมราซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15267 ก่อนที่จะตกแก่นางเลิศลักษณ์ เมื่อประสงค์จะเข้ามาดูที่ดินของตนเองก็ใช้เส้นทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15268 ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์และเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์คนก่อน เดิมที่ไม่เคยใช้ทางภารจำยอมมาเกินสิบปีแล้วจึงน่าเชื่อ พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ไม่อาจรับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยได้ จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าภารจำยอมได้สิ้นไปแล้วเพราะมิได้ใช้สิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(4) เพราะเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และจำเลยไม่จำต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนในประเด็นว่าภารจำยอมสิ้นไปแล้วหรือไม่ไม่เห็นพ้องด้วย ต้องพิพากษาแก้ว่า "ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมด้วย นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น" การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาดังกล่าวถือว่าทางพิพาทยังมีสภาพเป็นภารจำยอมอยู่นั้น เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าภารจำยอมได้สิ้นผลไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากภารจำยอมด้วย จึงชอบแล้ว เพราะการที่วินิจฉัยว่าภารจำยอมได้สิ้นไปแล้วก็ย่อมมีผลเป็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภารจำยอมตามที่กล่าวหาได้ ศาลอุทธรณ์จึงต้องยกคำขอส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ป.วิ.พ. ม. 242 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นฤมล สุวรรณกร
จำเลย — นาง นวลจันทร์ พรพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2546
#48296
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อนทำสัญญาซื้อขายจากจำเลย แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายโดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขาย การครอบครองของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานจากจำเลยในราคา 20,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 การซื้อขายครั้งนี้เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยสละการครอบครองและโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย เจตนายึดถือเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยห้ามโจทก์และบริวารไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และนำความแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยไปทำการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทางทะเบียนหากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำค่าที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำมาจ่ายให้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดโจทก์ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงริบมัดจำ จำเลยไม่เคยสละสิทธิครอบครองและไม่เคยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ โดยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3404 เลขที่ดิน 74 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยตกลงขายที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้โจทก์ในราคา 20,000 บาท ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเงินในวันที่ 10 มิถุนายน 2540และโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทำสัญญาซื้อขาย เมื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายแล้วจำเลยก็ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญาซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ได้ชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โดยไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ เพียงแต่อ้างว่ามีพยานบุคคลรู้เห็น แต่โจทก์มิได้นำพยานบุคคลที่รู้เห็นมานำสืบ ส่วนจำเลยอ้างตนเองนางสุนา ยุระตาและนายสวัสดิ์ วงศ์เจริญ เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยังไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนดตามสัญญา หลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วโจทก์จึงมาขอชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแต่จำเลยไม่ยินยอมเห็นว่า พยานจำเลยโดยเฉพาะนายสวัสดิ์เป็นผู้ใหญ่บ้านในตำบลซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่เบิกความได้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานโจทก์เบิกความลอย ๆ และโจทก์ไม่ได้นำพยานที่รู้เห็นการชำระเงินค่าที่ดินมาเบิกความ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือน้อยกว่าพยานจำเลย รูปคดีน่าเชื่อว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินที่ค้างอยู่โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้โจทก์จะเคยครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3404 อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อน แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท โดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์นั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เทอม ศรีบัว
จำเลย — นาง ทองมี เชยชมศรี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2546
#110304
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเคยครอบครองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 3404 อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อนทำสัญญาซื้อขาย และเมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้วจำเลยก็ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ตามสัญญา จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาจะสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์ดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร และขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๓๔๐๔ เลขที่ดิน ๗๔ ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธ์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑,๕๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า?

ปัญหาที่ว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นั้น แม้โจทก์จะเคยครอบครองที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๓๔๐๔ อันเป็นที่ดินพิพาทมาก่อน แต่เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยก็กลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ ๒๕๔๑ เป็นต้นมา แสดงว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การครอบครองของโจทก์ดังกล่าว เป็นการครอบครองแทนจำเลย จำเลยจึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์นั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ทุกข้อ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๖๐๐ บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1377 ม. 1378 ม. 1379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทอม ศรีบัว
จำเลย — นางทองมี เชยชมศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธ์ — นายสุดสาคร เวชยชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ นนทสูติ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2546
#49462
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องมีอยู่ 2 ประเด็น คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้บังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษารวมกันไปทั้งหมด เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 309 วรรคสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินในราคาต่ำเกินสมควร เป็นการกระทำไม่สุจริตตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 309 ทวิวรรคสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยให้เฉพาะประเด็นที่สอง โดยรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ฉะนั้น การที่ผู้ร้องฎีกาว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 309 วรรคสอง จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินจำนวน 5 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้อ้างเหตุเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอื่น และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์จำนองโดยวิธีขายรวม กับขอให้เลื่อนการขายทอดตลาดไปก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อ้างเหตุการบังคับคดีไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 309วรรคสอง อีกทั้งขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าราคาแท้จริง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะอุทธรณ์ว่า การบังคับคดีไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยให้เฉพาะอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินได้ราคาต่ำกว่าราคาแท้จริง จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต อันเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสองหรือไม่ และพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เลื่อนการขายทอดตลาดและไม่ขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษารวมกันไป เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคแรก ประกอบมาตรา 309 วรรคสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องอุทธรณ์ 2 ข้อ คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ตามคำพิพากษารวมกันไป เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 309 วรรคสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15828 ตำบลตาหลวง (คลองตาหลวง) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ในราคาต่ำเกินสมควร เป็นการกระทำไม่สุจริตตามมาตรา 296วรรคสอง ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยให้เฉพาะอุทธรณ์ข้อสองและฟังว่าข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง และเป็นที่สุดตามที่บัญญัติในวรรคสี่แห่งมาตรานี้ ฉะนั้น ฎีกาของผู้ร้องที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 309 วรรคสอง ตามที่ยกขึ้นอ้างในฎีกา จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 509
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 296 ม. 309 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงศักดิ์ พินิจศักดิ์กุล
ผู้ร้อง — นางสาว พจวรรณ สิริรัตน์
จำเลย — นาง อารีย์ เล็กเครือสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 644/2546
#50273
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาไต่สวนเท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วว่าจำเลยไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ซึ่งจำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย แต่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดโดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพียงอย่างเดียว และขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยต่อไปหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 721,645.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้อง ในวันนัดไต่สวนครั้งแรกทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าตัวจำเลยซึ่งจะต้องเข้าเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี ต่อมาในวันนัดไต่สวนครั้งที่สอง ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก โดยอ้างว่าตัวจำเลยซึ่งจะต้องเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัด ศาลชั้นต้นเห็นว่า หากป่วยจริงอาการของจำเลยก็ไม่รุนแรงถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดีจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจน ไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ใน 7 วัน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การขอเลื่อนคดีของจำเลยมีลักษณะเป็นการประวิงคดีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจน ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้วพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีตามคำร้องของจำเลย และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าป่วยถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ พฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่าเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2542 จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวในวันที่ 14 ธันวาคม 2542 เวลา13.30 นาฬิกา ในวันนัดไต่สวน จำเลยยื่นคำร้องว่า ตัวจำเลยซึ่งจะมาเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ขอเลื่อนการไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี และนัดไต่สวนใหม่ในวันที่ 10 มีนาคม 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดไต่สวนครั้งที่สองจำเลยยื่นคำร้องพร้อมแนบใบรับรองแพทย์มาด้วยว่า ตัวจำเลยซึ่งจะมาเบิกความเป็นพยานไข้หวัด ขอเลื่อนการไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นัดที่แล้วจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ป่วยเป็นไข้หวัด นัดนี้อ้างว่าป่วยด้วยเหตุเดียวกันอีก โดยแพทย์เห็นว่าควรพักผ่อน 1 วัน เชื่อว่าหากป่วยจริงอาการของจำเลยก็ไม่รุนแรงถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้องและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจน ไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ให้ยกคำร้อง เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาไต่สวนเท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยแล้วว่าจำเลยไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งโจทก์จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย แต่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพียงอย่างเดียว และขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานจำเลยต่อไปหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปิยะวิศว์หรือปิยะ ชวลิตเสนีย์หรือสมรศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา