คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2546
#50747
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มีข้อโต้แย้งกับทางราชการเป็นคดีฟ้องร้องกันอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันอาจถูกเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การที่จำเลยใช้ให้คนนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันที่ดินพิพาทแล้วจุดไฟเผาต้นไม้ต่าง ๆ ที่โจทก์ปลูกไว้เสียหาย แม้จะอ้างว่ากระทำไปโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ของหน่วยราชการ แต่ก็เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและทรัพย์สินของโจทก์โดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เล่มที่ 2 หน้า 104 สารบบเล่ม 626 เนื้อที่ 30 ไร่ และที่ดินอื่นอีก 100 ไร่ รวมเนื้อที่ 130 ไร่ โดยซื้อมาจากนายแถม เชื้อเกษกิจ เมื่อ 20 ปี มาแล้ว โจทก์ทำประโยชน์ด้วยการปลูกพืชไร่ประเภทต้นมะม่วง ต้นยูคาลิปตัสและไม้ยืนต้นอื่น ๆ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทั้งสองจ้างบุคคลอื่นนำรถแทรกเตอร์และรถไถบุกรุกเขาไปไถดันดินในที่ดินแปลงดังกล่าวทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 40 ไร่เศษและจุดไฟเผาเป็นเหตุให้ต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกได้รับความเสียหาย 16,000 ต้นราคาต้นละ 10 บาท เป็นเงิน 160,000 บาท ต้นมะม่วง 15 ต้น ราคาต้นละ 3,000 บาทเป็นเงิน 45,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 205,000 บาท แล้วจำเลยทั้งสองปลูกอาคารและสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินพร้อมทั้งครอบครองที่ดินโจทก์ทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 205,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพาบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีก

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จังหวัดอุทัยธานีจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อุทัยธานีในที่ดินพิพาท ต้นไม้ในที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 825 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการได้ทำสัญญาก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อุทัยธานีในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 130 ไร่ เป็นที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เล่มที่ 2 หน้า 104สารบบเล่ม 626 ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 30 ไร่ ใบจองนี้นายอำเภอสว่างอารมณ์แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ว่า ออกทับที่สาธารณประโยชน์ (หน้าเขาป่ารวก) ให้นำใบจองไปคืนเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอสว่างอารมณ์เพื่อดำเนินการเพิกถอนต่อไป โจทก์ทำบันทึกถ้อยคำคัดค้านการเพิกถอนใบจองดังกล่าว และได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่107/2539 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 บัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดีในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า ยังไม่ได้ข้อยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณประโยชน์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ในคดีเดิมแม้ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันอาจถูกเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้คนนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เป็นเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แล้วจุดไฟเผาต้นไม้ต่าง ๆ ทำให้ต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ประมาณ 10 เดือน ถูกไฟเผาไหม้ได้รับความเสียหายจำนวน 16,000 ต้น ราคาต้นละ10 บาท คิดเป็นค่าเสียหาย 160,000 บาท และต้นไม้อื่น ๆ เสียหายอีกนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่ากระทำไปโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย ล.1 ก็ตามแต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและทรัพย์สินของโจทก์บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น...

อนึ่งในชั้นนี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายจำนวน 172,000 บาทคิดเป็นค่าขึ้นศาล 4,300 บาท จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์205,000 บาท เป็นเงิน 5,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาเป็นเงิน 825 บาทแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 825 บาท แก่จำเลยทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมจิตร์ จุฑารัตน์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงศ์เจริญค้าไม้ 1991 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 873/2546
#49849
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญาในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ได้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลังฯ ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใดส่วนที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฯซึ่งมีข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่เรียกจากลูกค้าและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขและจะเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศไม่ได้นั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีของธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงโจทก์ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ฯ การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้เงินข้อ 1 โดยมิได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยนี้ก่อน จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้

โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยได้ต่อเมื่อโจทก์ได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อนแล้วเท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 744,322.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 634,540.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3 ปี ต่อครั้งเป็นเงินครั้งละ 3,734 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 304,400 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ และจดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกันตามสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง แล้วผิดนัดชำระหนี้โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีหรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารฯ สัญญาข้อนี้เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในระหว่างสัญญาโดยอนุวัตตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องการกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ธนาคารโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด ส่วนที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งมีข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่เรียกจากลูกค้า และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขและจะเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศไม่ได้นั้นใช้บังคับเฉพาะกรณีของธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงโจทก์ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ จึงเป็นเพียงระเบียบบริหารงานของโจทก์ที่ประกาศให้ลูกค้าทราบเพื่อประโยชน์ในการติดต่อกับธนาคารเท่านั้น ไม่มีผลบังคับเหมือนเช่นกรณีธนาคารพาณิชย์ที่เมื่อประกาศแล้ว มีผลเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวแล้ว ดังนั้น แม้ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยจะปรากฏว่าโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งโดยคิดอัตราต่ำกว่าที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินก็เป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาและการที่โจทก์กลับไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อสัญญาหลังจากจำเลยผิดนัดแล้วก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยอีกต่อไปมิใช่การประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกจากลูกค้าตามที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยวางข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติ เพราะโจทก์ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19ต่อปี ตามสัญญากู้เงินข้อ 1 โดยมิได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยนี้ก่อน จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าตกเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาประการต่อไปที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยประกันภัยโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ตกลงให้โจทก์เอาประกันภัยโดยจำเลยมีหน้าที่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้น เห็นว่า ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 5 ระบุไว้ว่า ...ถ้าผู้จำนองไม่จัดการเอาประกันอัคคีภัยและผู้รับจำนองได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยเองผู้จำนองยินยอมนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้รับจำนองได้จ่ายไปมาชำระจนครบถ้วนภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ผู้รับจำนองได้แจ้งให้ทราบ ถ้าผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย ผู้จำนองยินยอมให้ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับยอดเงินที่ค้างชำระและยินยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว... ตามข้อสัญญาดังกล่าวพึงเห็นได้ว่า โจทก์จะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อนแล้วเท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอส่วนนี้ชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 744,322.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 634,540.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 653 ม. 880
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ประชากร พัฒนะกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2546
#50282
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของและได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงเรียน ม. ซึ่งไม่มีเลขที่ แต่โรงเรียนม. กับบ้านเลขที่ 788 ตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัท ด. ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 788 มีจำเลยเป็นกรรมการคนหนึ่ง และเจ้าพนักงานศาลเคยไปส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลย ซึ่งระบุเลขที่ 788 ก็จะนำส่งที่โรงเรียน ม. น่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ 788คือสถานที่ตั้งของโรงเรียน ม. ซึ่งเป็นที่ทำงานของจำเลยมาเป็นเวลา 12 ปี จนถึงปัจจุบันจำเลยพักอาศัยอยู่ในโรงเรียนนั้น ถือว่าโรงเรียน ม. เป็นถิ่นอันจำเลยมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ สถานที่ดังกล่าวจึงเป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของจำเลย การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ภูมิลำเนาดังกล่าวจึงเป็นการส่งโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารและที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 788 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรี ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ เนื่องจากเจ้าพนักงานได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและคำบังคับให้จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 788 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรี ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาของจำเลย จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 198 ถนนราชวิถี แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำเลยเพิ่งมาทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดหมายแจ้งประกาศขับไล่ให้ทราบที่โรงเรียนอนุบาลมารีย์ปักธงชัย ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเป็นเจ้าของและได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงเรียนมารีย์ปักธงชัย โรงเรียนดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่หรือครูซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยอยู่เป็นประจำทุกวันจำเลยไปทำงานที่โรงเรียนดังกล่าวทุกวัน การปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจึงเป็นการปิด ณ ที่ทำงานของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ โดยให้จำเลยยื่นคำให้การแก้คดี แล้วพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยส่งที่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัยเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าบ้านเลขที่ 788 หมู่ที่ 10 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรี ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่อยู่ของนางลัดดาวัลย์ ไชยดิษฐ์ เป็นคนละแห่งกันกับโรงเรียนมารีย์ปักธงชัย แต่โจทก์อ้างว่าโรงเรียนมารีย์ปักธงชัยตั้งอยู่บ้านเลขที่ 788 หมู่ที่ 10 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรีตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำเลยมีตัวจำเลยและนางลัดดาวัลย์ไชยดิษฐ์ เบิกความว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 198 ถนนราชวิถี แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร บ้านเลขที่ 788 หมู่ที่ 10 ถนนนครราชสีมา -กบินทร์บุรี ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา มีชื่อนางลัดดาวัลย์ ไชยดิษฐ์ อยู่ในทะเบียนบ้านและอยู่คนละแห่งกับโรงเรียนมารีย์ปักธงชัย ซึ่งไม่มีเลขที่ส่วนโจทก์มีนายสวัสดิ์ เอิบกิ่ง พนักงานไปรษณีย์อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาเบิกความว่า เป็นผู้นำจ่ายไปรษณีย์ตอบรับตามเอกสารหมาย จ.8 ที่ระบุชื่อจำเลยไปส่งที่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัยผู้ลงลายมือชื่อรับเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของโรงเรียนและหากจดหมายถึงบุคคลอื่นโดยระบุที่อยู่เลขที่ 788 หมู่ที่ 10 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรีตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ก็จะนำส่งที่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัยและเจ้าหน้าที่ธุรการเป็นผู้รับไว้ และนายสนอง ด้วงมุขพะเนาว์ เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนครราชสีมาเบิกความว่า เป็นผู้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องส่งให้จำเลย ณ บ้านเลขที่ 788 ดังกล่าวเป็นโรงเรียนมารีย์ปักธงชัย วันที่ไปส่งพบเจ้าหน้าที่สอบถามได้รับแจ้งว่าจำเลยไม่อยู่ พยานเคยส่งหมายศาลให้จำเลยหลายครั้งโดยส่งที่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัยเห็นว่า แม้จำเลยจะนำสืบว่าโรงเรียนมารีย์ปักธงชัยไม่มีเลขที่ แต่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัยกับบ้านเลขที่ 788 ดังกล่าวต่างก็อยู่บนที่ดินของบริษัทดิษฐวัลย์ จำกัด สำนักงานตั้งอยู่บ้านเลขที่ 788 ดังกล่าว และจำเลยก็เป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทดิษฐวัลย์ จำกัด ประกอบกับพนักงานไปรษณีย์ซึ่งเคยส่งไปรษณีย์ตอบรับให้จำเลย และเจ้าพนักงานศาลเคยไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยซึ่งระบุเลขที่ 788 หมู่ที่ 10 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรี ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ก็จะนำส่งที่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัย พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักกว่าพยานจำเลย น่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ 788 หมู่ที่ 10 ถนนนครราชสีมา - กบินทร์บุรี ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา คือสถานที่ตั้งของโรงเรียนมารีย์ปักธงชัยซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของจำเลยมาเป็นเวลา 12 ปี จนถึงปัจจุบันจำเลยพักอาศัยอยู่ในโรงเรียนนั้น จึงถือว่าโรงเรียนมารีย์ปักธงชัยเป็นถิ่นอันจำเลยมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ สถานที่ดังกล่าวจึงเป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของจำเลย การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ภูมิลำเนาดังกล่าวจึงเป็นการส่งโดยชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยที่โรงเรียนมารีย์ปักธงชัยโดยระบุว่าเป็นบ้านเลขที่ 788 เป็นการไม่ชอบนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37
ป.วิ.พ. ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อภิรักษ์ วิชินโรจน์จรัล
จำเลย — นาย คมทวน มุ่งสมหมาย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 834/2546
#49469
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 18 มีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส.3 ก. ของโจทก์เนื่องจากเป็นการออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่าน.ส.3 ก. เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์คืนมา คำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่า น.ส.3 ก. เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาด้วยก็ตาม แต่การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 ก็ต้องได้ความว่าหนองน้ำในที่ดินตาม น.ส.3 ก. ของโจทก์ไม่ใช่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ ดังนั้นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคำขออันเป็นประธานถือได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ตั้งอยู่บ้านหนองจาน หมู่ที่ 9ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 23 ไร่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 ร่วมกันชักนำราษฎรบ้านหนองจาน หมู่ที่ 9 แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่ามีหนองน้ำสาธารณประโยชน์อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 16 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ จำเลยที่ 17 เป็นนายอำเภอ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดรอบคอบวันที่ 15 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 18 มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์ อ้างว่าออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดนครราชสีมา ที่ 914/2536 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 โดยให้จำเลยที่ 18แจ้งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยที่ 18 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันใช้ค่าเสียหายในปี 2536 แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท และในปีต่อไปปีละ20,000 บาท จนกว่าโจทก์จะได้เข้าทำประโยชน์ในบริเวณที่พิพาท

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 14 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ให้การรับว่าการกระทำของจำเลยมิได้เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 16, 17 และ 18 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวงจังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 23 ไร่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 ร่วมกันร้องเรียนว่า มีหนองน้ำสาธารณประโยชน์อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 16 และที่ 17 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอและนายอำเภอปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียด ต่อมาจำเลยที่ 18 ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์อ้างว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์และมีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 18 มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์เนื่องจากเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์คำสั่งของจำเลยที่ 18 มีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 อีกต่อไป ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์คืนมาคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 181 เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาด้วยก็ตาม แต่การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 ก็ต้องได้ความว่าหนองน้ำในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ ไม่ใช่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ ดังนั้น คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคำขออันเป็นประธาน ถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในปี 2536 เป็นเงิน 20,000 บาท และปีต่อ ๆ ไป ปีละ 20,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 ยังไม่สิ้นสุดปี 2536 ดังนั้น ค่าเสียหายของปี 2536 จึงคำนวณตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2536 เป็นเวลา 260 วัน เป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องเท่ากับ 14,246.57 บาท ส่วนค่าเสียหายปีต่อ ๆ ไป ปีละ 20,000 บาท เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันฟ้องไม่อาจนำมาคำนวณเป็นจำนวนทุนทรัพย์คดีนี้ได้จำนวนทุนทรัพย์คดีนี้จึงมีราคาเท่ากับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์ รวมกับค่าเสียหายจำนวน 14,246.57 บาท ดังกล่าว แต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ปรากฏว่าศาลทั้งสองสั่งให้คู่ความตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินดังกล่าวของโจทก์แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามตามเอกสารหมาย ล.1 มีหลักฐานที่โจทก์เคยยื่นคำขอให้นายอำเภอชุมพวงรับรองราคาประเมินของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 และนายอำเภอชุมพวงได้ตีราคาประเมินเพื่อใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไว้เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2534 ในราคาไร่ละ 2,800 บาท คำนวณเป็นราคาที่ดินของโจทก์ในขณะนั้นได้ 64,400 บาท โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 ราคาประเมินของที่ดินดังกล่าวในระยะเวลาที่ล่วงเลยมาประมาณ 2 ปี สภาพที่ตั้งของที่พิพาทไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางเพิ่มขึ้นมากเกินปกติ หากที่ดินดังกล่าวจะมีราคาเพิ่มขึ้น เชื่อได้ว่าจะไม่เพิ่มขึ้นกว่าปี 2534 เกินกว่า 2 เท่าแน่นอน นั้นคือ ราคาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 181 ขณะยื่นฟ้องมีราคาไม่เกิน 128,800 บาท รวมกับค่าเสียหาย 14,246.57 บาทรวมเป็นเงิน 143,046.57 บาท ไม่เกินสองแสนบาท

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทดังที่วินิจฉัยข้างต้น ต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์มิได้ออกทับที่สาธารณประโยชน์เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย หอง ทบนอก
จำเลย — นาย ค่ำ ละอองเอก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 834/2546
#50746
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจังหวัดนครราชสีมาจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมีผลทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์คืนมาคำขอในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาด้วย แต่การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 ก็ต้องได้ความว่าหนองน้ำในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ ไม่ใช่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ ดังนั้น คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคำขออันเป็นประธาน ถือได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินและค่าเสียหายรวมกันไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

ค่าเสียหายปีต่อ ๆ ไปนับแต่วันฟ้องปีละ 20,000 บาท เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันฟ้องไม่อาจนำมาคำนวณเป็นจำนวนทุนทรัพย์ได้

ศาลอุทธรณ์ฟังว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์มิได้ออกทับที่สาธารณประโยชน์เป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 เนื้อที่ 23 ไร่ โดยโจทก์ซื้อมาจากนายสี ศิริสมบัติเมื่อประมาณ 30 ปี มาแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2535 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 ร่วมกันชักนำราษฎรบ้าหนองจาน หมู่ที่ 9 แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่ามีหนองน้ำสาธารณประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 16 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ จำเลยที่ 17 เป็นนายอำเภอ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดรอบคอบ วันที่ 15 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 18 มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์อ้างว่าออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์ความจริงบริเวณที่อ้างว่าเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์นั้น เป็นหนองน้ำส่วนบุคคลในที่นาของโจทก์ซึ่งมีมาตั้งแต่มีการจับจองทำประโยชน์โดยนายสี ศิริสมบัติ การกระทำของจำเลยทั้งสิบแปดเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเข้าทำหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ตามปกติทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันพึงมีพึงได้คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสิบแปดต้องร่วมกันรับผิดชดใช้แก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดนครราชสีมาที่ 914/2536 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 โดยให้จำเลยที่ 18 แจ้งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันพิพากษาหากจำเลยที่ 18 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายและให้จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันใช้ค่าเสียหายในปี 2546แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท และในปีต่อไปปีละ 20,000 บาท จนกว่าโจทก์จะได้เข้าทำประโยชน์ในบริเวณที่พิพาท

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 14 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ให้การรับว่าได้เข้าชื่อกับราษฎรหมู่บ้านหนองจานร้องเรียนว่า โจทก์บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ต่อมาจังหวัดนครราชสีมาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์

จำเลยที่ 17 ให้การว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของโจทก์ออกเกินเนื้อที่ ส่วนที่ออกเกินออกทับลำห้วยน้อยและหนองแดง อันเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงไม่ชอบผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาจึงมีอำนาจเพิกถอน หนองน้ำในที่นาโจทก์เป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 16 และที่ 18 ให้การว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาที่ 914/2546 ที่สั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์มีผลทำให้โจทก์ได้หรือเสียสิทธิในที่ดินจึงถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องไม่เกิน 50,000 บาท อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครราชสีมา การที่โจทก์ฟ้องที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาจึงไม่ถูกต้องหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 มีการออกเกินกว่าเนื้อที่ตามที่ปรากฏในหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 107 ที่ใช้เป็นหลักฐานในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเนื้อที่ส่วนที่เกินได้ออกทับลำห้วยน้อยและหนองแดงสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาจึงมีอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 ที่จะสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 16 ที่ 17 และที่ 18 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย หนองน้ำที่โจทก์อ้างว่าเป็นหนองน้ำส่วนบุคคลอยู่ในที่นาของโจทก์นั้นเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครอง จึงไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ตำบลช่องแมว อำเภอชุมพวงจังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 23 ไร่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 ร่วมกันร้องเรียนว่า มีหนองน้ำสาธารณประโยชน์อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 16 และที่ 17 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอและนายอำเภอปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียด ต่อมาจำเลยที่ 18 ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181ของโจทก์ อ้างว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 18 มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์เนื่องจากเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ คำสั่งของจำเลยที่ 18 มีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181อีกต่อไป ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 และพิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์คืนมา คำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 เป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาด้วยก็ตาม แต่การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 18 ก็ต้องได้ความว่าหนองน้ำในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ ไม่ใช่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ ดังนั้น คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคำขออันเป็นประธานถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำบังคับให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในปี 2536 เป็นเงิน 20,000 บาท และปีต่อ ๆ ไป ปีละ 20,000 บาท แต่ปรากฏว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 ยังไม่สิ้นสุดปี 2536 ดังนั้นค่าเสียหายของปี 2536 จึงคำนวณตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2536 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2536 เป็นเวลา 260 วัน เป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องเท่ากับ 14,246.57 บาท ส่วนค่าเสียหายปีต่อ ๆ ไปปีละ 20,000 บาทเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันฟ้องไม่อาจนำมาคำนวณเป็นจำนวนทุนทรัพย์คดีนี้ได้จำนวนทุนทรัพย์คดีนี้จึงมีราคาเท่ากับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 181 ของโจทก์ รวมกับค่าเสียหายจำนวน 14,246.57 บาท ดังกล่าว แต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ปรากฏว่าศาลทั้งสองสั่งให้คู่ความตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินดังกล่าวของโจทก์แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามเอกสารหมาย ล.1มีหลักฐานที่โจทก์เคยยื่นคำขอให้นายอำเภอชุมพวงรับรองราคาประเมินที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 และนายอำเภอชุมพวงได้ตีราคาประเมินเพื่อใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไว้ เมื่อวันที่ 13พฤศจิกายน 2534 ในราคาไร่ละ 2,800 บาท คำนวณเป็นราคาที่ดินของโจทก์ในขณะนั้นได้ 64,400 บาท โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 ราคาประเมินของที่ดินดังกล่าวในระยะเวลาที่ล่วงเลยมาประมาณ 2 ปี สภาพที่ตั้งของที่พิพาทไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางเพิ่มขึ้นมากเกินปกติหากที่ดินดังกล่าวจะมีราคาเพิ่มขึ้น เชื่อได้ว่าจะไม่เพิ่มขึ้นกว่าปี 2534 เกินกว่า 2 เท่าแน่นอน นั้นคือ ราคาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ขณะยื่นฟ้องมีราคาไม่เกิน 128,800 บาท รวมกับค่าเสียหาย 14,246.57 บาท รวมเป็นเงิน 143,046.57 บาทไม่เกินสองแสนบาท

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่181 ของโจทก์ออกทับที่ดินสาธารณประโยชน์พิพากษายืนให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทดังที่วินิจฉัยข้างต้น ต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 181 ของโจทก์มิได้ออกทับที่สาธารณประโยชน์เป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย หอง ทบนอก
จำเลย — นาย ค่ำ ละอองเอก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2546
#47822
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเช็คของกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาแล้วนำเช็คปลอมดังกล่าวไปฉ้อโกงธนาคารผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับเงินไปถึง1,485,628.18 บาท นั้น ลักษณะความผิดเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อความเชื่อถือระหว่างธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงินและของประชาชนผู้สุจริตทั่วไปในการใช้เช็คนับเป็นการกระทำที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่นและสังคมส่วนรวม กรณีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้

ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าบัตร เอ.ที.เอ็ม. เป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33 แต่อย่างใด จึงไม่อาจริบบัตรดังกล่าวได้ ต้องคืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันปลอมเช็คของกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตั๋วเงินอันเป็นเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่แท้จริงของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา โดยจำเลยแก้ไขเช็คโดยเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่สั่งจ่ายให้แก่นางโซเลต้า พี. เกอร์ซอน จากจำนวน 28.13 เหรียญสหรัฐอเมริกา เป็นจำนวน35,928.13 เหรียญสหรัฐอเมริกา และแก้ไขวันสั่งจ่ายในเช็คดังกล่าวจากวันที่ 29กรกฎาคม 2540 (07-29-97) เป็นวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 (07-29-98) โดยกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา และนางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน ผู้ทรงเช็คมิได้รู้เห็นยินยอม ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นเอกสารดังกล่าวหลงเชื่อว่า เช็คฉบับดังกล่าวเป็นตั๋วเงินที่กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา สั่งจ่ายเงินตามจำนวนและวันที่แก้ไขให้แก่นางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา นางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน ผู้อื่นและประชาชน และเมื่อวันที่ 17สิงหาคม 2541 เวลากลางวันภายหลังจากที่จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเช็คดังกล่าวแล้วจำเลยใช้เช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมนั้นโดยทุจริต โดยจำเลยฉ้อโกงธนาคารศรีนคร จำกัดสาขานานาเหนือ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน เป็นผู้มีชื่อในฐานะผู้รับเงินตามเช็ค และเช็คดังกล่าวลงวันที่สั่งจ่ายในวันที่ 29กรกฎาคม 2541 (07-29-98) กับสั่งจ่ายเงินจำนวน 35,928.13 เหรียญสหรัฐอเมริกาให้แก่นางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน โดยปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยมิได้ชื่อนางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน โดยจำเลยมีชื่อนามสกุลที่แท้จริงว่า นางสาวนอรา คาสติลโลคาลลวง และเช็คดังกล่าวลงวันที่สั่งจ่ายที่ถูกต้องในวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 (07-29-97) และสั่งจ่ายเงินจำนวนที่ถูกต้องเป็นเงินจำนวน 28.13 เหรียญสหรัฐอเมริกา โดยจำเลยยื่นแสดงเช็คดังกล่าวต่อพนักงานของธนาคารผู้เสียหาย เพื่อให้ธนาคารผู้เสียหายเรียกเก็บเงินตามเช็คไปยังธนาคารอเมริกันเอ็กซ์เพรสนิวยอร์ค จำกัด และธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ตามขั้นตอนและวิธีการของธนาคารแทนผู้ทรงเช็ค และโดยการหลอกลวงและปกปิดข้อความจริงดังกล่าวเป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหายหลงเชื่อรับดำเนินการเรียกเก็บเงินตามเช็คและมอบเงินให้แก่จำเลยรับไป จำนวน 1,485,628.18 บาท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารผู้เสียหาย ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ธนาคารอเมริกันเอ็กซ์เพรสนิวยอร์ค จำกัด นางโซเลต้า พี.เกอร์ซอน ผู้อื่นและประชาชน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยบัตรบริการเงินด่วน (บัตรเอทีเอ็ม) ของธนาคารผู้เสียหายจำนวน1 ฉบับ และต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้รับเช็คปลอมดังกล่าวจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จึงยึดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 266, 268, 341 และ 342 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266(4), 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266(4) และ 342(1) )เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนัก ฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม เมื่อจำเลยเป็นทั้งผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม จึงให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ตั๋วเงินปลอมเพียงกระทงเดียวตามมาตรา 266(4) (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ มาตรา 266(4)), 268วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266(4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเช็คของกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา แล้วนำเช็คปลอมดังกล่าวไปใช้ฉ้อโกงธนาคารผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้มอบเงินให้แก่จำเลยรับไปจำนวนถึง 1,485,628.18 บาท นั้น ลักษณะของความผิดเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและกระทบต่อความเชื่อถือระหว่างธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงินและของประชาชนผู้สุจริตโดยทั่วไปในการใช้เช็คเป็นพยานหลักฐานนับเป็นการกระทำที่มุ่งแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่นและสังคมส่วนรวม ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

อนึ่งนอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางซึ่งมีบัตรบริการเงินด่วน(บัตรเอทีเอ็ม) ของธนาคารผู้เสียหายรวมอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าบัตรดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 แต่อย่างใดจึงไม่อาจริบบัตรนั้นได้ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ไม่ริบบัตรบริการเงินด่วน (บัตรเอทีเอ็ม)ของกลาง โดยให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 56 ม. 266 (4) ม. 268 ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวนอรา คาสติลโล คาลลวงหรือนางโซเลต้า พี.เกอร์ซอนหรือ
จำเลย — นางเปอร์ปิตู โออัคติปา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2546
#50281
เปิดฉบับเต็ม

การทำงานของโจทก์ที่ล่าช้าในการส่งรายการฐานะการเงินให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) และปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กลต. กำหนด เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับนั้นเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกที่เพิ่งดำเนินการ ต่อมาโจทก์ก็ไม่เคยทำผิดพลาดอีก ข้อผิดพลาดเช่นนี้บริษัทหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็เคยถูกเตือนหรือถูกปรับเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่าอีกทั้งส่วนงานอื่นของจำเลยก็เคยถูก กลต. มีมติให้เปรียบเทียบปรับเช่นกัน การกระทำผิดพลาดของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกรรมการผู้จัดการ ต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสียหายเสียชื่อเสียง ขาดรายได้ประจำและต้องตกงานซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้โจทก์ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถหางานใหม่ได้โดยได้รับค่าตอบแทนเท่ากับที่เคยได้รับจากจำเลยและเป็นการเสียโอกาสที่จะหางานกับบริษัทจำเลยตามอายุงานที่เหลือ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 7,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการผ่านงานแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบส่วนบัญชีบริษัท ส่วนการเงิน ส่วนธุรการและการพนักงาน และตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติกองทุน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบส่วนบัญชีกองทุน ซึ่งต้องทำรายงานทางบัญชีการเงินต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ก่อนที่จำเลยจะว่าจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวนั้น โจทก์ได้แจ้งแสดงคุณสมบัติว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาเป็นลูกจ้างของจำเลยจนทำให้หลงเชื่อ จึงได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งดังกล่าวและระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยอยู่นั้น โจทก์ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบให้สมกับที่ได้เคยแจ้งและแสดงคุณสมบัติให้จำเลยทราบก่อนที่จำเลยจะรับเข้าทำงาน หากแต่โจทก์ทำงานในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยหลายครั้งหลายหนกล่าวคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เคยมีหนังสือแจ้งว่าจำเลยส่งรายงานฐานะการเงินและรายงานรายได้และค่าใช้จ่ายประจำเดือนธันวาคม 2540 ล่าช้าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และให้จำเลยไปรับการเปรียบเทียบปรับ นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เคยมีหนังสือแจ้งว่าจำเลยไม่ได้ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์และจำเลยไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดกรณีประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมูลค่าหน่วยลงทุน ราคาขายและราคาซื้อคืนหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์รายวันผิดพลาดไม่เกินกว่า 1 สตางค์ต่อหน่วยลงทุน และได้กำชับให้จำเลยระมัดระวังและควบคุมดูแลการจัดการลงทุนให้เป็นไปตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังและทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งโจทก์ยังไม่สามารถควบคุมดูแลงานภายในส่วนที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบตลอดจนไม่สามารถควบคุมดูแลและอบรมพนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ให้ทำงานในหน้าที่และเข้าใจในงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพจนก่อให้เกิดความเสียหายในส่วนงานที่โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าว รวมถึงไม่สามารถประสานงานระหว่างองค์กรของบริษัทจำเลยอยู่เป็นประจำซึ่งจำเลยได้มีการว่ากล่าวตักเตือนโจทก์หลายครั้งหลายหนแต่โจทก์ก็ไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น จนในที่สุดจำเลยจึงมีมติเลิกจ้างโจทก์พร้อมกับได้จ่ายเงินชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 647,472.20 บาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นธรรมแล้ว ทั้งศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้เนื่องจากการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ออกจากงานเป็นสิทธิของจำเลยที่จะกระทำได้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 อีกทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานโดยไม่ได้ยื่นคำเรียกร้องสิทธิตามฟ้องของโจทก์ต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยออกใบสำคัญรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รายงานการกระทำของนางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. เกี่ยวกับข้อสงสัยของผู้บริหารจำเลยในการแต่งตั้งบุคคลต่าง ๆ เข้ามาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือทำหน้าที่บริหารว่าอาจจะขัดต่อกฎหมาย อันถือได้ว่าโจทก์ได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้ององค์กรของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนด้วยการระดมเงินทุนจากประชาชนมีมูลค่าสูงถึง 45,000,000,000 บาท จึงเป็นสิ่งที่โจทก์ชอบที่จะกระทำได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งที่โจทก์มิได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 โดยตำหนิคำเบิกความของพยานโจทก์อ้างว่าศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์เป็นคุณต่อโจทก์ วินิจฉัยพยานหลักฐานขัดต่อพยานเอกสารในสำนวน และหยิบยกพยานหลักฐานเพียงบางส่วนมาวินิจฉัย เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่สามารถควบคุมดูแลและอบรมพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ให้ทำงานในหน้าที่และเข้าใจในงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงไม่สามารถประสานงานระหว่างองค์กรของบริษัทจำเลยอยู่เป็นประจำ และที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.3 ว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รายงานการกระทำของนางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยนั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งมีพิรุธ เนื่องจากโจทก์ไม่รายงานทันทีที่เกิดข้อสงสัย ข้อเท็จจริงตามรายงานของโจทก์ไม่เป็นความจริง โจทก์กลั่นแกล้งใส่ร้ายนางโชติกาอันเป็นการทำผิดจรรยาบรรณของโจทก์ และ กลต. ก็ได้วินิจฉัยว่านางโชติกาไม่ได้กระทำผิด ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนและไม่หยิบยกข้อเท็จจริงทั้งหมดขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นล้วนเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมป้องกันมิให้บริษัทหลักทรัพย์และผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ประพฤติปฏิบัติสิ่งที่ไม่ชอบไม่ถูกต้อง อันจะเป็นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อมุ่งหมายให้เกิดความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีแก่ประชาชน ซึ่งหากมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงดังนั้น การทำงานของโจทก์ที่เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับตามเอกสารหมาย ล.5, ล.6 และ ล. จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงด้วย และเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนที่ว่าโจทก์เคยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ใน กลต. และการที่จำเลยถูกปรับหลายครั้งหลายหนเนื่องมาจากการทำงานของโจทก์จึงต้องถือว่าโจทก์จงใจที่จะทำให้จำเลยต้องได้รับความเสียหายซึ่งเมื่อพิจารณาจากระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ว่า หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจงใจทำให้บริษัทจำเลยได้รับความเสียหายจำเลยมีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้ทันที การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้วนั้น เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าการทำงานของโจทก์ที่ล่าช้าในการส่งรายการฐานะการเงินให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดกรณีประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มูลค่าหน่วยลงทุนราคาขายและราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุนในหนังสือพิมพ์รายวันผิดพลาดไม่เกินกว่า 1 สตางค์ต่อหน่วยลงทุน เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกเปรียบเทียบปรับตามเอกสารหมาย ล.5, ล.6 และ ล.8 นั้น เป็นเรื่องไม่ร้ายแรง ซึ่งการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกที่เพิ่งดำเนินการ ต่อมาโจทก์ก็ไม่เคยทำผิดพลาดอีก ข้อผิดพลาดเช่นนี้บริษัทหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็เคยถูกเตือนหรือถูกปรับเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่าตามเอกสารหมาย จ.14 อีกทั้งส่วนงานอื่นของจำเลยก็เคยถูก กลต. มีมติให้เปรียบเทียบปรับเช่นกันตามเอกสารหมาย จ.15 เห็นว่า การกระทำผิดพลาดของโจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ส่วนการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น เมื่อการกระทำผิดพลาดของโจทก์เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติและเป็นการกระทำผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีแรกของการดำเนินการ อีกทั้งข้อผิดพลาดดังกล่าวก็ทำความเสียหายแก่จำเลยไม่มากนัก จึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในกรณีร้ายแรง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดำรงพันธุ์ มนุญพร
จำเลย — บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทหารไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2546
#50280
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์แล้วได้เลี้ยงดูด้วยตนเองตลอดมา ต่อมาโจทก์ไม่อาจทนอยู่กับจำเลยที่บ้านจำเลยได้ ต้องกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ โจทก์ก็นำบุตรผู้เยาว์ไปเลี้ยงดูด้วย แม้บิดาจำเลยไปหลอกนำบุตรผู้เยาว์กลับมาที่บ้านจำเลย โจทก์เพียรพยายามขอพบบุตรผู้เยาว์ แต่ถูกกีดกันไม่ให้พบ โจทก์ยังคงห่วงใยและมีความรักบุตรผู้เยาว์แม้ถูกฝ่ายจำเลยพรากไป ทั้งโจทก์มีรายได้สามารถอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของจำเลย ส่วนจำเลยเมื่อบิดาจำเลยนำบุตรผู้เยาว์กลับมา จำเลยและบิดามารดาจำเลยไม่อาจเลี้ยงดูได้เพราะต้องไปทำงานทุกคน ต้องให้ญาติฝ่ายบิดาจำเลยเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ตลอดมาจนถึงวัยเรียน และจำเลยมีรายได้น้อย ยังต้องพึ่งพาบิดามารดาจำเลยอยู่ ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรภริยาได้ โจทก์จึงสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร1 คน คือ เด็กชาย อ. อายุ 6 เดือน ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยชอบเที่ยวเตร่และดื่มสุราเป็นอาจิณ เมื่อเมาสุราแล้วจะดุด่าและทำร้ายร่างกายโจทก์ ไม่รับผิดชอบในครอบครัวต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงจะหย่าขาดจากกัน แต่จำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยยินดีหย่าขาดจากโจทก์แต่โจทก์ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เพราะโจทก์ไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้พอจะเลี้ยงดูบุตรให้มีความสุขได้ ส่วนจำเลยมีอาชีพและรายได้เพียงพอ และเพื่อความสุขของบุตรที่จะมีทั้งบิดามารดา จึงสมควรให้จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรและให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะหย่าขาดจากกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่ผู้เดียว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับและไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน1 คน คือเด็กชาย อ. ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2541 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยตั้งแต่ปี 2540 ขณะนั้นโจทก์ยังเรียนหนังสือที่โรงเรียนกุมภวาปี ชั้นมัธยมปีที่ 5 ส่วนจำเลยทำงานแล้ว ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ร่วมหลับนอนกันจนโจทก์ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน โดยบิดามารดาโจทก์ไม่ทราบเรื่อง แต่บิดามารดาจำเลยทราบว่าโจทก์กำลังตั้งครรภ์ นางวราลักษณ์ นิยมพันธุ์ มารดาจำเลยจึงให้เงินโจทก์จำนวน 2,000 บาท เพื่อให้โจทก์ไปทำแท้ง แต่โจทก์ไม่ยอมทำแท้งจนกระทั่งโจทก์ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน บิดามารดาโจทก์จึงทราบเรื่องและประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลย ภายหลังมีการเจรจากันโดยให้โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้วโจทก์ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านจำเลยซึ่งมีบิดามารดาจำเลยอยู่ด้วย ระหว่างที่โจทก์อยู่กินกับจำเลยนั้นจำเลยให้เงินโจทก์ใช้จ่ายเพียงเดือนละ 300 บาท โดยจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่เทศบาลตำบลกุมภวาปี ได้รับเงินเดือนประมาณเดือนละ 4,100 บาทจำเลยต้องนำเงินไปใช้หนี้มารดาจำเลยเดือนละ 1,500 บาท เงินส่วนที่เหลือจำเลยนำไปใช้จ่ายเที่ยวดื่มเหล้ากับเพื่อน โจทก์มีเงินไม่พอใช้จ่ายจึงต้องขอเงินจากบิดามาดาโจทก์ประมาณเดือนละ 2,000 บาท มาเป็นค่าใช้จ่าย เมื่อโจทก์คลอดเด็กชาย อ. แล้วจำเลยยังคงเที่ยวเตร่ดื่มสุราเป็นอาจิณและกลับบ้านดึกไม่เป็นเวลา ส่วนบิดามารดาของจำเลยก็ไม่ชอบโจทก์ โดยมารดาจำเลยด่าโจทก์ว่าเป็นไปเพิ่มภาระสร้างปัญหาให้กับครอบครัวของจำเลย ประมาณปลายเดือนมีนาคม 2542 จำเลยรับเงินเดือนมาแล้วก็ไปเที่ยวเตร่โดยเมาสุรากลับมาถึงบ้านเมื่อเวลา 3 นาฬิกา แล้วขอร่วมหลับนอนกับโจทก์โจทก์ไม่ยินยอมทำให้จำเลยไม่พอใจจึงทะเลาะมีปากเสียงกัน รุ่งเช้าโจทก์จึงนำบุตรผู้เยาว์กลับไปพักอยู่กับบิดามารดาโจทก์ หลังจากนั้น 3 วัน บิดาจำเลยมาขอรับบุตรผู้เยาว์ไปนั่งรถเที่ยวแล้วไม่นำมาส่งคืนโจทก์ ทั้งยังกีดกันไม่ให้โจทก์พบกับบุตรผู้เยาว์ปัจจุบันโจทก์ทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกรได้รับเงินเดือน 5,000 บาท ส่วนบิดามารดาโจทก์มีฐานะดี และมีเรือกสวนไร่หลายแปลง โดยโจทก์สามารถเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ได้ เห็นว่าขณะที่โจทก์ตั้งครรภ์นั้นโจทก์กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ การที่โจทก์ไม่ยอมไปทำแท้งก็ดีและโจทก์ได้ลาออกจากโรงเรียนก็ดี บ่งแสดงว่าโจทก์มีความรักทารกในครรภ์ประสงค์ที่จะให้ทารกซึ่งจะคลอดออกมามีพร้อมทั้งบิดามารดาจึงยอมเสียอนาคตทางการศึกษาโดยลาออกมาอยู่กินกับจำเลย และเมื่อโจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์แล้ว ก็ได้เลี้ยงดูด้วยตนเองตลอดมาโดยมิได้ทอดทิ้ง ซึ่งน่าเชื่อว่าที่โจทก์ต้องทนอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับบิดามารดาจำเลย ทั้งที่ทราบดีว่ามารดาจำเลยไม่พอใจในตัวโจทก์ และไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่ด้วยก็เพื่อให้บุตรผู้เยาว์ได้รับความอบอุ่นและได้รับการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดจากบิดามารดาแม้ต่อมาเมื่อโจทก์ไม่อาจทนอยู่กับจำเลยได้อีกต่อไปต้องกลับไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาโจทก์ โจทก์ก็นำบุตรผู้เยาว์ไปเลี้ยงดูด้วยแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความรัก ความผูกพันห่วงหาอาทร และต้องการจะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยไม่หวังความสุขในชีวิตสมรสอีกต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวของโจทก์หาใช่เรื่องที่โจทก์นำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อให้จำเลยกลับไปอยู่กินกับโจทก์ดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ เพราะหากโจทก์มีความประสงค์เช่นนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่โจทก์จะต้องฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลย อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จากจำเลยแต่ประการใดเลย บ่งชัดว่าโจทก์สามารถอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของจำเลยนอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่า นับแต่บิดาจำเลยไปนำบุตรผู้เยาว์กลับมาที่บ้านจำเลยแล้ว โจทก์ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์เลย ซึ่งโจทก์ยังคงห่วงใยในตัวบุตรผู้เยาว์แม้จะถูกฝ่ายจำเลยพรากไป โดยเมื่อจำเลยนำบุตรผู้เยาว์ไปรับการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลโจทก์ได้ติดตามมาดูแลจนเกิดการยื้อแย่งบุตรผู้เยาว์กันขึ้น ซึ่งจำเลยใช้กำลังตบหน้าโจทก์ โจทก์จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้ไกล่เกลี่ยให้โจทก์จำเลยตกลงกัน โดยทำบันทึกข้อตกลงว่าให้โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ในระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนจำเลยดูแลในวันหยุดราชการแต่จำเลยกลับมิได้ทำตามข้อตกลง โดยไม่ยอมให้บุตรผู้เยาว์มาพบโจทก์ จากพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า แม้โจทก์ถูกกีดกันไม่ให้พบบุตรผู้เยาว์ แต่โจทก์ยังมิได้ละความพยายามแต่อย่างใดโดยเพียรพยายามมาขอพบบุตรผู้เยาว์ และยอมอะลุ้มอล่วยทุกวิถีทางเพียงเพื่อได้ดูแลบุตรผู้เยาว์เท่านั้น บ่งแสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่โจทก์มีต่อบุตรผู้เยาว์ ซึ่งต่างไปจากพฤติการณ์ของจำเลยอย่างยิ่ง โดยจำเลยรับว่า เมื่อบิดาจำเลยนำบุตรผู้เยาว์กลับมา จำเลยและบิดามารดาไม่อาจเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้เพราะต้องไปทำงานทุกคน จึงให้ญาติฝ่ายบิดาเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ตลอดมาจนถึงวัยเรียน อีกทั้งจำเลยก็ยอมรับว่าจำเลยมีรายได้น้อยยังต้องพึ่งพาบิดามารดาอยู่ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรภริยาได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยไม่มีความสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากบิดามารดาของจำเลย ดังนั้น เมื่อจำเลยเองยังไม่สามารถช่วยเหลือปกครองดูแลชีวิตของตนเองได้เช่นนี้จำเลยจะใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ได้อย่างไรที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรสุพักตร์ ประไพร
จำเลย — นายอิทธิพล นิยมพันธ์หรือนิยมพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อำนวย เต้พันธ์
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2546
#49468
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การจำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษานั้นเป็นการสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24และมาตรา 182(4)

โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดิน 7 แปลง แก่จำเลยซึ่งเป็นภริยาระหว่างสมรสนิติกรรมการให้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ได้บัญญัติถึงการบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันในช่วงเวลาดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้วดังนั้น เมื่อโจทก์ต้องการบอกล้างสัญญาการให้ที่ดินทั้งหมดต่อจำเลย กรณีต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 1469 มาใช้บังคับ หาใช่ต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 อันเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 20มกราคม 2540 ระหว่างสมรสโจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยจำนวน 7 แปลง และมอบหมายให้จำเลยเก็บรายได้อันเป็นผลจากดอกผลสินส่วนตัวของโจทก์คือ ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าอาคาร ค่าเช่าที่ดิน เป็นรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า60,000 บาท เพื่อให้นำส่งมอบให้แก่โจทก์และนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสม โจทก์ไม่ประสงค์จะยกที่ดินทั้ง 7 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่โจทก์ยกที่ดินทั้ง7 แปลง ให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16034, 16026,16027, 16028, 16029 และสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 16023 และ16024 ตำบลบางลำภูล่าง (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง)กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย และแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ดังเดิม ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่ส่งมอบคืนขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี ออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยชำระค่าออกโฉนดที่ดินใหม่ ค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมภาษีตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องกับการโอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเมื่อวันที่ 20มกราคม 2540 จำเลยยอมรับว่าระหว่างสมรสโจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้ง 7 แปลง ตามฟ้องจริง แต่ในการยกให้นั้นโจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินไว้ให้แก่โจทก์ทุกแปลง โดยจำเลยเป็นผู้เก็บรายได้อันเป็นผลประโยชน์ในที่ดินโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว จำเลยไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในกิจการอื่นและไม่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาให้ที่ดินตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16034, 16026, 16027, 16028,16029 และสัญญาให้ที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ 16023 และ 16024 ตำบลบางลำภูล่าง(บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 ฉบับดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวจากชื่อจำเลยเป็นของโจทก์ดังเดิมหากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องและคำให้การข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 ในระหว่างสมรสโจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามฟ้องรวม 7 แปลง แก่จำเลย ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลย จึงได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างสัญญาการให้ที่ดินรวม 7 แปลงดังกล่าวต่อจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยแล้ว คดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยแล้วเห็นคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยและให้รอฟังคำพิพากษานั้น เป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 182(4) จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า สัญญายกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลย 7 แปลง ตามฟ้องนั้น ในการเพิกถอนการให้จะนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 หรือมาตรา 1469 มาใช้บังคับ เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดิน 7 แปลง ตามฟ้องแก่จำเลยระหว่างสมรส นิติกรรมการให้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ได้บัญญัติถึงการบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 หมวด 4 ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามาใช้บังคับ หาใช่จะต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 535 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไป มาใช้บังคับตามที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 521 ม. 535 ม. 1469
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 182 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุขุม มากประยูร
จำเลย — นาง เพลินตา มากประยูร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2546
#50965
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยานศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 182(4)

โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยซึ่งเป็นภรรยาระหว่างสมรสซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ได้บัญญัติถึงการบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภรรยาทำไว้ต่อกันในช่วงเวลาดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ต้องการบอกล้างสัญญาการให้ที่ดินต่อจำเลย จึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 1469มาใช้บังคับ หาใช่นำบทบัญญัติมาตรา 535 อันเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยากัน ระหว่างสมรสโจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยจำนวน 7 แปลง รวมเนื้อที่ทั้งหมด235 ตารางวา เป็นราคาประเมินทั้งสิ้น 7,990,000 บาท คือที่ดินโฉนดเลขที่ 16034, 16026, 16027, 16028, 16029 และให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่16023 และ 16024 โจทก์ยังมอบหมายให้จำเลยเก็บรายได้อันเป็นผลจากดอกผลสินส่วนตัวของโจทก์คือค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าอาคาร ค่าเช่าที่ดิน เป็นรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า60,000 บาท เพื่อให้นำส่งมอบให้แก่โจทก์และนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไม่นำเงินดังกล่าวมอบแก่โจทก์ แต่กลับไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อประโยชน์สุขของจำเลยฝ่ายเดียว นอกจากนี้ยังบังคับให้โจทก์อนุญาตให้จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 16029 และ 16034 จดทะเบียนจำนองแก่บุคคลภายนอกจนโจทก์ต้องดำเนินการขายที่ดินสินส่วนตัวของโจทก์นำเงินไปชำระหนี้แทนจำเลยเป็นจำนวนหลายล้านบาท โจทก์ไม่ประสงค์จะยกที่ดินทั้ง 7 แปลง ดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่โจทก์ยกที่ดินทั้ง 7 แปลงให้แก่จำเลย พร้อมกับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16034, 16026, 16027,16028, 16029 และสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 16023 และ 16024 ตำบลบางลำภูล่าง (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย และแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ดังเดิม ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่ส่งมอบคืนขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี ออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าออกโฉนดที่ดินใหม่ ค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมภาษี ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องกับการโอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ระหว่างสมรสโจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้ง 7 แปลงตามฟ้องจริงแต่ในการยกให้นั้นโจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินไว้ให้แก่โจทก์ทุกแปลง โดยจำเลยเป็นผู้เก็บรายได้อันเป็นผลประโยชน์ในที่ดินเช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าอาคาร และค่าเช่าที่ดิน เมื่อได้รับเงินมาโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำเงินไป ใช้จ่ายในครอบครัว ถ้ามีเงินเหลือจำเลยจะนำเข้าฝากในบัญชีของโจทก์รวมทั้งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ จำเลยไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในกิจการอื่น และไม่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เมื่อโจทก์บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาจำเลยก็เอาใจใส่ตลอดมาการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16029 และ 16034 ก็เพื่อนำเงินมาปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยการก่อหนี้ของโจทก์เป็นหนี้ส่วนตัวที่โจทก์มีต่อธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) สำนักงานใหญ่ และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองสาน จำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์ต้องเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาให้ที่ดินตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16034, 16026, 16027, 16028, 16029 และสัญญาให้ที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ 16023 และ 16024 ตำบลบางลำภูล่าง(บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 ฉบับดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวจากชื่อจำเลยเป็นของโจทก์ดังเดิม หากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องและคำให้การข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 ในระหว่างสมรส โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามฟ้องรวม 7 แปลงแก่จำเลย ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยจึงได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างสัญญาการให้ที่ดินรวม 7 แปลงดังกล่าวแก่จำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยแล้ว คดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยแล้วเห็นคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยและให้รอฟังคำพิพากษานั้น เป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 182(4) จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่าสัญญายกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลย 7 แปลง ตามฟ้องนั้น ในการเพิกถอนการให้จะนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 หรือมาตรา 1469 มาใช้บังคับ เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดิน 7 แปลงตามฟ้องแก่จำเลยระหว่างสมรส นิติกรรมการให้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภรรยากัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ได้บัญญัติถึงการบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภรรยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภรรยากันไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 หมวด 4 ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยามาใช้บังคับ หาใช่จะต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 535 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับตามที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535 ม. 1469
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุขุม มากประยูร
จำเลย — นาง เพลินตา มากประยูร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 816/2546
#49467
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา คดีนี้แม้จะฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์ต้องนำสืบให้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและไม่มีใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดจำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้และพาติดตัวได้ตามกฎหมายทั้งมิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะได้เลย และกรณีก็ไม่อาจฟังว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้ตามกฎหมายด้วย เพราะในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดของอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด และก็ไม่ปรากฏในชั้นสอบสวนว่าจำเลยให้การปฏิเสธเกี่ยวกับข้อหาอาวุธปืนดังกล่าวอย่างไรจึงไม่มีข้อเท็จจริงให้รับฟังว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้และพาติดตัวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอกกระสุนปืนลูกซอง 1 นัด ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายเชาว์หรือสุเชาว์ ประยูเด็น ผู้เสียหาย 1 นัด โดยเจตนาฆ่ากระสุนปืนถูกบริเวณโหนกแก้มซ้ายและใต้ตาซ้ายกระสุนฝังใน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายได้รับการรักษาบาดแผลจากแพทย์ไว้ได้ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนและไม่เคยได้รับอนุญาตให้พาอาวุธปืนหรือไม่ แต่ก็ย่อมฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีได้ตามกฎหมายดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แม้คดีนี้จะฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และไม่มีใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะด้วย แต่คดีนี้โจทก์หาได้นำสืบเลยว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดจำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและใช้ และพาติดตัวได้ตามกฎหมาย ทั้งมิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะได้เลยและเป็นกรณีที่ไม่อาจฟังได้ว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ได้ตามกฎหมายดังฎีกาของโจทก์ เพราะในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดของอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดและไม่ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธเกี่ยวกับข้อหาอาวุธปืนดังกล่าวอย่างไร ดังนั้น จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้และพาติดตัวได้ตามกฎหมายดังฎีกาของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสองฐานความผิดดังที่โจทก์ฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 227
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย สมศักดิ์หรือเล็ก วาสิน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2546
#50279
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า โจทก์มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่จำต้องมีการรับรองให้อุทธรณ์ จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลง และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ แต่การที่จะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของศาลที่สั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฎีกาในข้อเท็จจริงประเด็นเดียวกับที่อุทธรณ์ และได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรอง แต่ไม่มีผู้ใดรับรองให้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทหรือไม่ เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้นจึงต้องถือว่าประเด็นข้อพิพาทมีอยู่ตามที่ได้กำหนดไว้ดังกล่าว และจำเลยย่อมนำสืบให้ปรากฏได้ว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้อื่นที่มิใช่โจทก์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และสามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นส่วนสัดแยกจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีแล้ว ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองบ้านเลขที่ 122/18โดยได้รับการโอนให้จากนางถมยา ยินดี แต่ก่อนที่จะได้รับการโอนให้ดังกล่าวนั้นนายประสิทธิ์ จันทรเดชา ได้มาขออาศัยแบ่งห้องในบ้านดังกล่าวเป็นที่พักอาศัย ต่อมานายประสิทธิ์ได้นำจำเลยซึ่งเป็นภริยาเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย ภายหลังจำเลยและนายประสิทธิ์ได้หย่าร้างกันและนายประสิทธิ์ได้ขนย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไป คงปล่อยให้จำเลยพักอาศัยในบ้านพิพาท โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายและออกจากบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากนำบ้านดังกล่าวให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,500บาท แต่โจทก์ขอคิดเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายออกจากห้องบ้านพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 21กรกฎาคม 2539 จนกว่าจำเลยจะขนย้ายออกจากห้องพิพาทและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทเดิมเป็นของนายทองสุข ยินดี บิดาของนายประสิทธิ์สามีของจำเลยซึ่งเช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยจากนายบุญเลิศ ศิลปเดช และนายทองสุขได้อนุญาตให้นายประสิทธิ์และครอบครัวอยู่อาศัยตลอดมา ต่อมาเมื่อนายทองสุขถึงแก่กรรม นางถมยาซึ่งเป็นภริยาได้รับกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท และยังคงอนุญาตให้นายประสิทธิ์และครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว โดยนายประสิทธิ์เป็นผู้ชำระค่าเช่าให้แก่เจ้าของที่ดิน การที่นายประสิทธิ์และจำเลยซึ่งเป็นภริยาอยู่อาศัยที่บ้านดังกล่าว จึงเป็นการอยู่ตามสัญญาเช่า

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและมีคำสั่งให้รับไว้พิจารณารวม 4 ข้อ คือ ข้อ 2.1.2ข้อ 2.1.3 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 เฉพาะในส่วนที่ได้สรุปไว้ในคำสั่งดังกล่าว สำหรับข้อ 2.1.2 ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ขอให้องค์คณะผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาถือได้ว่าโจทก์ได้รับการรับรองให้อุทธรณ์แล้ว นั้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ของโจทก์ว่า "เนื่องจากคดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่จำต้องมีการรับรองให้อุทธรณ์ ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ" และสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นเข้ามาพร้อมกับคำร้องดังกล่าวว่า"รับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้... ฯลฯ" เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า โจทก์มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่า มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่เท่านั้น การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่จำต้องมีการรับรองให้อุทธรณ์ จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การที่จะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 สำหรับคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นเดียวกับที่อุทธรณ์ และได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์รับรอง แต่ไม่มีผู้ใดรับรองให้ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้องฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ส่วนข้อ 2.1.3 ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยให้โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ที่ว่า สามีจำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยส่วนหนึ่งของบ้านพิพาท เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า "อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับการยกให้บ้านทั้งหลังมาจากนางถมยา ยินดี มารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม โดยจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บ้านพิพาททั้งหลังจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนสามีของจำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยส่วนหนึ่งของบ้านของโจทก์โดยสิทธิอาศัยและจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ไว้ด้วย โจทก์และสามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นสัดส่วนแยกจากกัน" อุทธรณ์ของโจทก์จึงน่าจะเป็นข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่าสามีของจำเลยเป็นผู้อาศัยบ้านของโจทก์อย่างไรนั้นเป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาจากทางนำสืบให้ได้ความว่า มีการเข้าไปอาศัยกันอยู่จริงหรือไม่ อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่อีก ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว สำหรับฎีกาข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ซึ่งเป็นสองข้อสุดท้ายเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ลอย ๆ ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่บ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองสุข ยินดี ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้นายประสิทธิ์และครอบครัวอยู่อาศัย ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง นายประสิทธิ์สามีจำเลยยืนยันว่าย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพิพาทตามสัญญาอาศัยที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา จำเลยอยู่ในบ้านของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของนายประสิทธิ์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัย จำเลยก็ต้องออกไปจากบ้านพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์และนายประสิทธิ์สามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นสัดส่วนแยกจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นภริยาของนายประสิทธิ์ให้ออกจากห้องพิพาทซึ่งอยู่ในบ้านของโจทก์น่าจะเป็นการวินิจฉัยไม่ตรงตามประเด็นข้อพิพาทของคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทหรือไม่เท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าประเด็นข้อพิพาทมีอยู่ตามที่ได้กำหนดไว้ดังกล่าวเมื่อจำเลยโต้เถียงว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้อื่นที่มิใช่โจทก์จำเลยย่อมนำสืบให้ปรากฏได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์และนายประสิทธิ์สามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นสัดส่วนแยกจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีไม่นอกฟ้องนอกประเด็นนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อดังกล่าวฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 183 วรรคสาม ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โสภณ ผ่องพรหมราช
จำเลย — นาง วิไลวรรณ จันทรเดชา
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2546
#50745
เปิดฉบับเต็ม

คดีโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่จำต้องมีการรับรองให้อุทธรณ์ จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่ามีการรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่การที่จะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลตามมาตรา 27 เมื่อโจทก์ได้ยื่นฎีกาในข้อเท็จจริงประเด็นเดียวกับที่อุทธรณ์ และได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรอง แต่ไม่มีผู้ใดรับรองให้ ศาลฎีกาจึงไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และสามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นส่วนสัดแยกจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองบ้านเลขที่ 122/18 โดยได้รับการโอนให้จากนางถมยา ยินดี แต่ก่อนที่จะได้รับการโอนให้ดังกล่าวนั้น นายประสิทธิ์ จันทรเดชา ได้มาขออาศัยแบ่งห้องในบ้านดังกล่าวเป็นที่พักอาศัย ต่อมานายประสิทธิ์ได้นำจำเลยซึ่งเป็นภริยาเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย ภายหลังจำเลยและนายประสิทธิ์ได้หย่าร้างกันและนายประสิทธิ์ได้ขนย้ายออกจากบ้านดังกล่าวไป คงปล่อยให้จำเลยพักอาศัยในบ้านพิพาทระหว่างที่จำเลยพักอาศัยอยู่นั้นได้กระทำการระรานโจทก์ โจทก์จึงไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไป ได้บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายและออกจากบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากนำบ้านดังกล่าวให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ4,500 บาท แต่โจทก์ขอคิดเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายออกจากห้องบ้านเลขที่ 122/18 ซอยเลิศพัฒนาเหนือ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 21กรกฎาคม 2539 จนกว่าจำเลยจะขนย้ายออกจากห้องพิพาทและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทเดิมเป็นของนายทองสุข ยินดี บิดาของนายประสิทธิ์สามีของจำเลยซึ่งเช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยจากนายบุญเลิศ ศิลปเดช และนายทองสุขได้อนุญาตให้นายประสิทธิ์และครอบครัวอยู่อาศัยตลอดมา ต่อมาเมื่อนายทองสุขถึงแก่กรรม นายถมยาซึ่งเป็นภริยาได้รับกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทและยังคงอนุญาตให้นายประสิทธิ์และครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว โดยนายประสิทธิ์เป็นผู้ชำระค่าเช่าให้แก่เจ้าของที่ดิน การที่นายประสิทธิ์และจำเลยซึ่งเป็นภริยาอยู่อาศัยที่บ้านดังกล่าว จึงเป็นการอยู่ตามสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและมีคำสั่งให้รับไว้พิจารณารวม 4 ข้อ คือ 2.1.2 ข้อ 2.1.3 ข้อ 2.2 และ ข้อ 2.3 เฉพาะในส่วนที่ได้สรุปไว้ในคำสั่งดังกล่าว สำหรับข้อ 2.1.2 ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ขอให้องค์คณะผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ถือได้ว่าโจทก์ได้รับการรับรองให้อุทธรณ์แล้ว นั้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ของโจทก์ว่า "เนื่องจากคดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่จำต้องมีการรับรองให้อุทธรณ์ ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ" และสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นเข้ามาพร้อมกับคำร้องดังกล่าวว่า"รับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้... ฯลฯ" เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า โจทก์มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่เท่านั้น การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่จำต้องมีการรับรองให้อุทธรณ์ จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การที่จะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 สำหรับคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นเดียวกับที่อุทธรณ์ และได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์รับรอง แต่ไม่มีผู้ใดรับรองให้ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้องฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ส่วนข้อ 2.1.3ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยให้โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ที่ว่า สามีจำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยส่วนหนึ่งของบ้านพิพาทเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า "อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับการยกให้บ้านทั้งหลังมาจากนางถมยา ยินดี มารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม โดยจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บ้านพิพาททั้งหลังจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนสามีของจำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยส่วนหนึ่งของบ้านของโจทก์โดยใช้สิทธิอาศัยและจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ไว้ด้วย โจทก์และสามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นสัดส่วนแยกจากกัน" อุทธรณ์ของโจทก์จึงน่าจะเป็นข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมาย และเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่าสามีของจำเลยเป็นผู้อาศัยบ้านของโจทก์อย่างไรนั้น เป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาจากทางนำสืบให้ได้ความว่า มีการเข้าไปอาศัยอยู่จริงหรือไม่ อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่อีก ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว สำหรับฎีกาข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ซึ่งเป็นสองข้อสุดท้ายเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ลอย ๆ ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่บ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองสุข ยินดี ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้นายประสิทธิ์และครอบครัวอยู่อาศัย ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง นายประสิทธิ์สามีจำเลยยืนยันว่าย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพิพาทตามสัญญาอาศัยที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา จำเลยอยู่ในบ้านของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของนายประสิทธิ์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัย จำเลยก็ต้องออกไปจากบ้านพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์และนายประสิทธิ์สามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นสัดส่วนแยกจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นภริยาของนายประสิทธิ์ให้ออกจากห้องพิพาทซึ่งอยู่ในบ้านของโจทก์ น่าจะเป็นการวินิจฉัยไม่ตรงตามประเด็นข้อพิพาทของคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทหรือไม่เท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าประเด็นข้อพิพาทมีอยู่ตามที่ได้กำหนดไว้ดังกล่าว เมื่อจำเลยโต้เถียงว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้อื่นที่มิใช่โจทก์ จำเลยย่อมนำสืบให้ปรากฏได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า โจทก์และนายประสิทธิ์สามีจำเลยต่างครอบครองและถือสิทธิในบ้านพิพาทเป็นสัดส่วนแยกจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดี ไม่นอกฟ้องนอกประเด็นนั้น จึงชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อดังกล่าวฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 183 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โสภณ ผ่องพรหมราช
จำเลย — นาง วิไลวรรณ จันทรเดชา
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2546
#50278
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัด พ. แต่โจทก์ยังไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่า ส่วนจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของ ส. มารดาจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเดิมมาก่อน แม้สัญญาเช่าระหว่าง ส. กับวัด พ. ระงับไปแล้วถือว่าจำเลยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน มิใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยลำพัง

ส่วนที่ ส. ทำสัญญาขายฝากบ้านพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทแก่ ล. ภริยาโจทก์ แม้ระบุชื่อสัญญาว่าสัญญาขายฝากเฉพาะสังหาริมทรัพย์ แต่เนื้อหาสัญญาระบุขายฝากบ้านพร้อมที่ดินพิพาท ทั้งเมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืน ล. อาศัยสัญญาขายฝากไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัด พ. ทันที และคำฟ้องโจทก์ที่ว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะประสงค์เข้าอยู่อาศัยในบ้านพิพาทเอง พฤติการณ์มีเหตุผลน่าเชื่อว่า ล. รับซื้อฝากบ้านพิพาทเพื่ออยู่อาศัย มิใช่รื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์จึงเป็นการขายฝากบ้านในลักษณะอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคู่สัญญาทำสัญญากันเองโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 491โจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเนื้อที่ 23 ตารางวา จากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 25 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่โจทก์เช่าดังกล่าวโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินและเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 25 ดังกล่าว จึงบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านหลังดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่โจทก์เช่าจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และบ้านเลขที่ 25 หากจำเลยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของจำเลยออกไป ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกไป โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและบ้านหลังดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยลำพัง เนื่องจากโจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมาจากนางละมัยหรือละมาย ป้อมประสาร ภริยาโจทก์แต่โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองบ้านพิพาทและที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเดิมนางแสงอรุณ ประดับทอง มารดาจำเลยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ต่อมานางแสงอรุณได้ขายฝากบ้านพิพาทพร้อมที่ดินพิพาทไว้กับนางละมัย อันเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่ารวมทั้งไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นางแสงอรุณถึงแก่กรรม คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 25ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากบ้านพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางสาวสุนิศา มหาคำ พี่สาวจำเลยและเป็นทายาทของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้ว่า เดิมนางแสงอรุณ ประดับทอง มารดาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารแล้วปลูกบ้านพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยโดยจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านพิพาทหลังนี้ด้วย ต่อมาปี 2532 นางแสงอรุณได้ทำสัญญาขายฝากบ้านพิพาทพร้อมที่ดินพิพาทไว้กับนางละมัยหรือละมาย ป้อมประสาร ภริยาโจทก์มีกำหนด 1 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อครบกำหนดเวลาขายฝาก นางแสงอรุณไม่ได้ไถ่ทรัพย์คืน แต่นางแสงอรุณไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารไปขายฝากได้ นางละมัยจึงอาศัยสัญญาขายฝากดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารแทนนางแสงอรุณ ต่อมานางละมัยถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางละมัยได้ไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร โดยโจทก์ยังไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งบ้านพิพาทมาก่อน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิใช้สอยที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่าดังที่โจทก์ฎีกา แต่โจทก์ก็ยังไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน ฝ่ายจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของนางแสงอรุณมารดาจำเลยมาแต่ต้น แม้สัญญาเช่าระหว่างนางแสงอรุณกับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารจะระงับไปแล้ว ถือว่าจำเลยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ออกจากที่ดินพิพาทที่โจทก์เช่าโดยลำพังได้ ตามแบบอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2494 ระหว่างนายบุญเรือง กระบวนรัตน์ โจทก์ นายจรัลถ้ำสุวรรณ จำเลย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า สัญญาขายฝากบ้านพิพาทระหว่างนางละมัยภริยาโจทก์ กับนางแสงอรุณมารดาจำเลยตกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาหนังสือสัญญาขายฝากฉบับดังกล่าวแล้ว เห็นว่า แม้จะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาขายฝากเฉพาะสังหาริมทรัพย์แต่เนื้อหาของสัญญาขายฝากกลับระบุว่านางแสงอรุณผู้ขายฝากได้ขายฝากบ้านพิพาทพร้อมที่ดิน 50 ตารางวาอันรวมถึงที่ดินพิพาทซึ่งบ้านพิพาทปลูกอยู่ด้วย ครั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์นั้นคืนนางละมัยก็อาศัยหนังสือสัญญาขายฝากดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินทันที เมื่อพิจารณาประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ข้อที่ว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย เพราะโจทก์ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัยในบ้านพิพาทเองแล้ว ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่านางละมัยภริยาโจทก์มีเจตนาจะรับซื้อฝากบ้านพิพาทไว้เพื่ออยู่อาศัย มิใช่รับซื้อฝากไว้โดยมีเจตนาจะรื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์ จึงหาใช่สัญญาขายฝากบ้านพิพาทในลักษณะสังหาริมทรัพย์ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ แต่ถือได้ว่าเป็นการขายฝากบ้านพิพาทในลักษณะอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคู่สัญญาทำสัญญากันเองโดยไม่ได้ไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 491 บ้านพิพาทจึงยังคงเป็นของนางแสงอรุณมารดาจำเลยและตกเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนางแสงอรุณในกรณีที่นางแสงอรุณถึงแก่กรรม เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 491
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีดา ป้อมประสาร
จำเลย — นาย สุรสิทธิ์ มหาคำ โดยนาง สุนิศา มหาคำ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2546
#50684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอยู่ในที่ดินของวัดโดยอาศัยสิทธิการเช่าของ ส. มารดาจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเดิมจากวัดมาแต่ต้น แม้สัญญาเช่าระหว่าง ส. กับวัด ระงับไปแล้ว อันถือได้ว่าจำเลยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดินมิใช่ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ ซึ่งไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินตามสัญญาเช่ามาก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดิน

ส. ขายฝากบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของวัดแก่ ล. ภริยาโจทก์ แม้ระบุชื่อสัญญาว่าขายฝากเฉพาะสังหาริมทรัพย์ แต่เนื้อหาสัญญาระบุขายฝากบ้านพร้อมที่ดิน ครั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืน ล. อาศัยสัญญาขายฝากไปทำสัญญาเช่าที่ดินจากวัดทันทีโดย ล. รับซื้อฝากบ้านเพื่ออยู่อาศัย มิใช่รื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์จึงถือได้ว่าเป็นการขายฝากบ้านในลักษณะอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 491 ล. ไม่ใช่เจ้าของบ้าน เมื่อ ล. ถึงแก่กรรมโจทก์ซึ่งเป็นทายาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากบ้านและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเนื้อที่ 23 ตารางวา จากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 25 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่โจทก์เช่าดังกล่าวโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินและเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 25 ดังกล่าว จึงบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านหลังดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์สามารถทำประโยชน์ในที่ดินที่เช่าและบ้านหลังดังกล่าวได้ในอัตราไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่โจทก์เช่าจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารและบ้านเลขที่ 25หมู่ที่ 6 ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี หากจำเลยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของจำเลยออกไป ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกไปโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและบ้านหลังดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารจริง แต่โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยลำพัง เนื่องจากโจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมาจากนางละมัยหรือละมาย ป้อมประสาร ภริยาโจทก์ แต่โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองบ้านพิพาทและที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมนางแสงอรุณประดับทอง มารดาจำเลยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารต่อมานางแสงอรุณได้ขายฝากบ้านพิพาทพร้อมที่ดินพิพาทไว้กับนางละมัย อันเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 25 หมู่ 6 ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากบ้านพิพาทคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยถึงแก่กรรม นางสาวสุนิศา มหาคำ พี่สาวจำเลยและเป็นทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ว่า เดิมนางแสงอรุณ ประดับทอง มารดาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารแล้วปลูกบ้านพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยโดยจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านพิพาทหลังนี้ด้วย ต่อมาปี 2532 นางแสงอรุณได้ทำสัญญาขายฝากบ้านพิพาทพร้อมที่ดินพิพาทไว้กับนางละมัยหรือละมายป้อมประสาร ภริยาโจทก์มีกำหนด 1 ปี ตามหนังสือสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.3โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อครบกำหนดเวลาขายฝากนางแสงอรุณไม่ได้ไถ่ทรัพย์คืน แต่นางแสงอรุณไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารไปขายฝากได้ นางละมัยจึงอาศัยสัญญาขายฝากดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารแทนนางแสงอรุณต่อมานางละมัยถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางละมัยได้ไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตามสำเนาสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์ยังไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งบ้านพิพาทมาก่อน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิใช้สอยที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ดังที่โจทก์ฎีกา แต่โจทก์ก็ยังไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน ฝ่ายจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของนางแสงอรุณมารดาจำเลยมาแต่ต้น แม้สัญญาเช่าระหว่างนางแสงอรุณกับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารจะระงับไปแล้ว ถือว่าจำเลยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ออกจากที่ดินพิพาทที่โจทก์เช่าโดยลำพังได้ ตามแบบอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2494ระหว่างนายบุญเรือง กระบวนรัตน์ โจทก์ นายจรัล ถ้ำสุวรรณ จำเลย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า สัญญาขายฝากบ้านพิพาทระหว่างนางละมัยภริยาโจทก์กับนางแสงอรุณมารดาจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาหนังสือสัญญาขายฝากฉบับดังกล่าวแล้ว เห็นว่า แม้จะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาขายฝากเฉพาะสังหาริมทรัพย์ แต่เนื้อหาของสัญญาขายฝากกลับระบุว่านางแสงอรุณผู้ขายฝากได้ขายฝากบ้านพิพาทพร้อมที่ดิน 50 ตารางวา อันรวมถึงที่ดินพิพาทซึ่งบ้านพิพาทปลูกอยู่ด้วย ครั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์นั้นคืน นางละมัยก็อาศัยหนังสือสัญญาขายฝากดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินทันที เมื่อพิจารณาประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ข้อที่ว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะโจทก์ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัยในบ้านพิพาทเองแล้ว ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่านางละมัยภริยาโจทก์มีเจตนาจะรับซื้อฝากบ้านพิพาทไว้เพื่ออยู่อาศัย มิใช่รับซื้อฝากไว้โดยมีเจตนาจะรื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์ หนังสือสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.3 จึงหาใช่สัญญาขายฝากบ้านพิพาทในลักษณะสังหาริมทรัพย์ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ แต่ถือได้ว่าเป็นการขายฝากบ้านพิพาทในลักษณะอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคู่สัญญาทำสัญญากันเอง โดยไม่ได้ไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 491 บ้านพิพาทจึงยังคงเป็นของนางแสงอรุณมารดาจำเลยและตกเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนางแสงอรุณถึงแก่กรรม เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ จำเลยให้ออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 491
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีดา ป้อมประสาร
จำเลย — นาย สุรสิทธิ์ มหาคำฯ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2546
#50964
เปิดฉบับเต็ม

รายชื่อสมาชิกวงแชร์ ระบุชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เป็นนายวงแชร์ แต่ในการชำระค่าแชร์ จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังโดยมิได้ปรากฏข้อความว่ากระทำการแทนนิติบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเป็นการเล่นแชร์ในฐานะส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มิใช่ในฐานะนิติบุคคลไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ มาตรา 5 แม้ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ มาตรา 6บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (4) ของมาตราดังกล่าวก็ตาม แต่มาตรา 7ก็ได้บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 ได้การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งอันเกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้เล่น บังคับกันได้ตามกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะเมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลแชร์ได้รับเช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและมีจำเลยที่ 2 นายวงแชร์เป็นผู้สลักหลังเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้ถือจึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลัง ร่วมกันชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ยจำนวน 214,115 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1ใช้ในการเล่นแชร์สองวงกับห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัย พี.เอส.ที. เทรดดิ้งซัพพลายนายวงแชร์ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทน และโจทก์ร่วมเล่นแชร์ด้วยในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกวรรณเคหะภัณฑ์ แชร์แต่ละวงดังกล่าวมีจำนวนเงินทุนกองกลางรวมกันสูงกว่า 300,000 บาท การเล่นแชร์ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับจากจำเลยที่ 2 โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1 เนื่องจากขณะที่โจทก์โอนรับเช็คพิพาทมานั้น วงแชร์ดังกล่าวล้มไปแล้วอีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ได้หักกลบลบหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับกับจำเลยที่ 2 แล้ว เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้ และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะเป็นแชร์ที่มีการคิดดอกเบี้ยกันแล้วขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม2540 และของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การเล่นแชร์ตามฟ้องต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเกิดจากการเล่นแชร์ที่มีนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์และการเล่นแชร์มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่า 300,000 บาท เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 5 และมาตรา 6 นั้น เห็นว่า แม้ตามรายชื่อสมาชิกวงแชร์เอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 จะระบุชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัย พี.เอส.ที.เทรดดิ้งซัพพลาย เป็นนายวงแชร์ และผู้ร่วมเล่นแชร์ทั้งสองวงมีทั้งชื่อนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา แต่ในการชำระค่าแชร์ทั้งสองวงนั้น จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังโดยมิได้ปรากฏข้อความว่ากระทำการแทนนิติบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับในฐานะนายวงแชร์จึงน่าเชื่อว่าการเล่นแชร์พิพาททั้งสองวงเป็นการเล่นแชร์ในฐานะส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มิใช่ในฐานะนิติบุคคลตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เล่นแชร์ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่กรณีนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ การเล่นแชร์ทั้งสองวงดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 5 ส่วนที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่า การเล่นแชร์ต้องห้ามตามกฎหมายเพราะมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่า300,000 บาท และโจทก์เล่นแชร์ในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกวรรณเคหะภัณฑ์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ในนามตนเองนั้นเห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (4) ของมาตราดังกล่าวก็ตาม แต่มาตรา 7 ก็ได้บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 ได้ และสมาชิกวงแชร์ด้วยกันก็หาได้มีบทบัญญัติห้ามเล่นแชร์แต่อย่างใดไม่ การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งอันเกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้เล่น มีผลผูกพันและบังคับกันได้ตามกฎหมาย การเล่นแชร์พิพาททั้งสองวงจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 เมื่อโจทก์เป็นผู้ประมูลแชร์ได้รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและมีจำเลยที่ 2 นายวงแชร์เป็นผู้สลักหลัง เช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเช็คสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้ถือจึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ เมื่อเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับแก่โจทก์ การสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าแชร์ดังกล่าวหาเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 898 ม. 904
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุบล เพียรพิริยะ
จำเลย — นาย ยุทธนา สุทธิกิตติบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 796/2546
#49466
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชนะคดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฐานเบิกความเท็จ ศาลก็ลงโทษผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทางอาญาเท่านั้น คำพิพากษาคดีอาญาหามีผลทำให้คำพิพากษาคดีแพ่งซึ่งถึงที่สุดไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 ฟ้องผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นคดีอาญาฐานเบิกความเท็จ จึงหาเป็นเหตุเพียงพอให้งดการบังคับคดีแพ่งไว้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 796,180 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ยึดที่ดิน น.ส.3 ก. ของจำเลยที่ 2 รวมสี่แปลงเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ไม่ได้เป็นลูกหนี้โจทก์ ทั้งได้ฟ้องผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นจำเลยคดีอาญาข้อหาความผิดฐานเบิกความเท็จ เพราะผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเท็จในคดีนี้จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 2333/2541 และขอให้ศาลชั้นต้นงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าหากคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีความผิด จำเลยที่ 2 จะเสียหาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดตามที่จำเลยที่ 2ขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ โดยให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้โจทก์ แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชนะคดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฐานเบิกความเท็จ ศาลก็ลงโทษผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทางอาญาเท่านั้น คำพิพากษาคดีอาญาหาได้มีผลทำให้คำพิพากษาคดีแพ่งซึ่งถึงที่สุดไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่ การที่จำเลยที่ 2 ฟ้องผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นคดีอาญาฐานเบิกความเท็จ จึงหาเป็นเหตุเพียงพอให้งดการบังคับคดีนี้ไว้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้านสหกรณ์ลำปาง จำกัด
จำเลย — นาย สันธาน เขมดำรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2546
#47821
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ขณะที่คนขับรถยนต์คันที่บริษัทโจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถแซงรถคันหน้าขึ้นไปแล้วกลับเข้ามาในช่องเดินรถเดิม จำเลยซึ่งขับรถอยู่ห่างจากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ทางด้านหลัง ย่อมมองเห็นตลอดเวลาและควรใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็วของรถลงเนื่องจากเป็นเวลาหลังฝนตกถนนลื่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ การที่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นกลับเข้ามาในช่องเดินรถเดิมและอยู่ห่างรถยนต์ที่จำเลยขับประมาณ2 เมตร แต่จำเลยไม่สามารถห้ามล้อหยุดรถได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายประมาทยิ่งกว่าคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายสองในสามส่วนให้แก่โจทก์ที่รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฬ - 0887กรุงเทพมหานคร จากนายวรวุฒิ อังชวาลา มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2538 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2539 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2539 เวลา 14.10 นาฬิกาจำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 7668 ชุมพร ไปตามถนนเพชรเกษมจากทางจังหวัดชุมพร โฉมหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร ตามหลังรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เมื่อถึงหมู่ที่ 5 ตำบลทรัพย์อนันต์ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่เว้นระยะห่างพอจะหยุดรถได้ทัน เมื่อคนขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยชะลอความเร็วและหยุดรถ เนื่องจากรถยนต์ด้านหน้าจอดติดอยู่ จำเลยไม่สามารถหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยพุ่งชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้อย่างแรง จนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้พุ่งชนท้ายรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหน้า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายไม่สามารถขับเคลื่อนได้ต้องเสียค่ายกและลากเป็นเงิน3,000 บาท ต่อมาโจทก์จัดการซ่อมแซมและส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายวรวุฒิเรียบร้อยแล้ว โดยเสียค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 398,566 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน416,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 401,566 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า สาเหตุที่รถยนต์ของจำเลยชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ด้วย โดยเมื่อถึงที่เกิดเหตุคนขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้หยุดรถอย่างกะทันหัน จำเลยไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ประกอบกับฝนตกถนนลื่นจึงเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยชนท้ายรถยนต์คันดังกล่าว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่ได้เกิดจากถูกรถยนต์ของจำเลยชนเท่านั้น เพราะต่อมารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ถูกรถยนต์คันอื่นชนซ้ำ ค่าเสียหายจึงสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 242,316.02 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 207,255.64 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 9 ฬ - 0887กรุงเทพมหานคร มีอายุการคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 9พฤศจิกายน 2539 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2539 จำเลยขับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียนน - 7668 ชุมพร ไปตามถนนเพชรเกษมจากทางจังหวัดชุมพรโฉมหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร ตามหลังรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ ที่แล่นไปในทิศทางเดียวกันเมื่อรถยนต์ทั้งสองคันแล่นมาถึงบริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลทรัพย์อนันต์ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำเลยขับรถด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับโจทก์ดำเนินการซ่อมรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้และจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปเมื่อวันที่ 3ตุลาคม 2539 และรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายเป็นเงิน310,883.46 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายสองในสามส่วนชอบหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า คนขับรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถแซงรถคันหน้า ขณะนั้นรถยนต์ซึ่งจำเลยขับอยู่ห่างรถยนต์คันซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ประมาณ 2 เมตร จำเลยห้ามล้อรถแล้วแต่รถไม่หยุด เนื่องจากเป็นเวลาหลังฝนตกถนนลื่น รถยนต์คันที่จำเลยขับจึงชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้นั้นเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ขณะที่รถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้แล่นแซงรถคันหน้าขึ้นไป แล้วกลับเข้ามาในช่องเดินรถเดิม จำเลยย่อมมองเห็นตลอดเวลาและควรใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็วของรถลงเนื่องจากเป็นเวลาหลังฝนตกถนนลื่นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ การที่รถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้แล่นกลับเข้ามาในช่องเดินรถเดิม และอยู่ห่างรถยนต์ซึ่งจำเลยขับประมาณ2 เมตร แต่จำเลยไม่สามารถห้ามล้อหยุดได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ซึ่งจำเลยขับชนท้ายรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดังกล่าว ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายประมาทยิ่งกว่าคนขับรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 432 ม. 438 ม. 861 ม. 877 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาง จินตนา อินทรสุภา
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 790/2546
#49465
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ระบุว่า "ผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ ไป และผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนด โดยที่ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบแต่อย่างใด" แสดงว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แม้จำเลยจะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ แม้เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ก็ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยแบบไม่ทบต้นในอัตราที่ตกลงตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เพราะถือว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้นแล้ว และไม่ทำให้สภาพของดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยอันมีอยู่แต่เดิมต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นเบี้ยปรับ แต่สิทธิของโจทก์ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยย่อมมีอยู่ก่อนถึงวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดเท่านั้น หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิคิดคำนวณดอกเบี้ยโดยอาศัยตามประกาศของโจทก์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,265,422.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,192,180.88 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1343 ตำบลหนองม่วง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลง ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379ได้หรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 2 ระบุว่า"ผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ ไป และในวันทำสัญญาดังกล่าว ผู้ให้กู้ได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ เอ็ม โอ อาร์ บวก2.5 ต่อปี... ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดโดยที่ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบแต่อย่างใด" แสดงว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แม้จำเลยจะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แม้เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงแล้วในวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกเอาหนี้ทั้งหมดจากจำเลย หมายความว่าโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราที่ตกลงตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแบบไม่ทบต้นจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นเพราะกรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้นแล้วและไม่ทำให้สภาพของดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยอันมีอยู่แต่เดิมต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นเบี้ยปรับดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตามสิทธิของโจทก์ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยย่อมมีอยู่ก่อนถึงวันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดเท่านั้น ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จะคิดคำนวณเอาจะต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ประกาศใช้ในขณะที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลง คือ ในวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2541 เท่านั้น ในอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวกร้อยละ 2.5 ต่อปี หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิคิดคำนวณดอกเบี้ยโดยอาศัยตามประกาศของโจทก์ เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ปรับเปลี่ยนเป็นคราว ๆ ซึ่งเป็นประกาศของโจทก์หลังจากที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้สิ้นสุดไปแล้วดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่าดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยหลังจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงเป็นเบี้ยปรับนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,192,180.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราตามประกาศของโจทก์เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ประกาศใช้ในช่วงวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2541 ของต้นเงินดังกล่าวบวกร้อยละ 2.5 ต่อปี (เอ็ม โอ อาร์ บวกร้อยละ2.5 ต่อปี) นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 นับจากวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ออมสิน
จำเลย — นาย ชาญชัยหรือชาญยุทธ เอื้ออิฐผลหรือเอื้ออิฐพล
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 698/2546
#48299
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 และมาตรา 90/75 การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้คงรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนต่อไป เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะให้ลูกหนี้ชำระเงินดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหาทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ซึ่งมีอยู่แล้วต้องเสียไปไม่ เมื่อเจ้าหนี้ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้แล้วไม่ได้ถอนอุทธรณ์ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ถ้าศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยปริยาย

การที่เจ้าหนี้ที่มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีจำนวนหนี้มีประกันเพียงเท่าราคาทรัพย์อันเป็นหลักประกัน ส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ธรรมดา

การพิจารณามูลค่าราคาหลักประกันศาลจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนอง ราคาซื้อขายทรัพย์หลักประกันในท้องตลาด ตลอดจนวิธีการในการจัดการทรัพย์หลักประกันดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการประกอบกัน

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(9) ที่บัญญัติว่า "ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี" หมายความว่า ระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนที่การบริหารแผนจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติและความคุ้มครองของพระราชบัญญัติล้มละลายฯ และภายใต้การควบคุมกำกับของศาลเพื่อให้ลูกหนี้มีฐานะพ้นจากภาวะวิกฤติทางการเงินเข้าสู่สภาพที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งผู้ทำแผนสามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการได้ตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่เกิน 5 ปี

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง หมายความว่า การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใดอย่างไร ย่อมเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว เมื่อผู้บริหารแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ผู้บริหารแผนจึงต้องชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจนกว่าจะครบถ้วน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผนข้อกำหนดดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่ทำนองเดียวกับแผนฟื้นฟูกิจการและได้กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในอนาคตเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายมีอยู่ต่อกันตามแผน เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นชอบด้วยแผนเห็นควรให้จัดทำขึ้นเพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดที่จะได้เกิดความมั่นใจในภาระผูกพันของลูกหนี้ที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว จึงมิใช่สาระสำคัญของแผน ส่วนที่แผนกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนั้นเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ย่อมตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อมีการปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้วจนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงถือได้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแผนมิได้ถือเอาเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ แม้ว่าข้อกำหนดในแผนจะตกไปบางส่วน แต่ข้อกำหนดในแผนส่วนที่เหลือก็ใช้บังคับได้ เมื่อแผนยังคงมีสาระสำคัญเพียงพอในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง

การที่จะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น

ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอมตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2)

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมาตรา90/42(3)(ข) ให้มีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ และมาตรา 90/42 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ ตามมาตรา 90/42 ทวิ(3)และมาตรา 90/42 ตรี ดังนั้น เจ้าหนี้ไม่มีประกันจึงสามารถจัดแบ่งเป็นหลายกลุ่มได้ เพียงแต่แผนฟื้นฟูกิจการต้องกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสยามไทร์คอร์ด แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 21 ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อเสนอการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมิได้เป็นไปตามสัดส่วนเฉลี่ยของเจ้าหนี้แต่ละรายที่เท่าเทียมกัน ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 เสียเปรียบโดยไม่เป็นธรรม เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้จำนวน 1,050,364,284.45 บาท และอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้จำนวน 589,823,494.65 บาท แต่ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดจำนวน 823,066,175.54 บาท โดยได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจำนวน 600,000,000 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจำนวน 223,066,175.54 บาท หนี้ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 227,298,108.91 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างกาล (ดอกเบี้ยถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการถึงวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ) อีกร้อยละ 50 ให้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในขณะที่ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันเพียง174,906,764.25 บาท เท่านั้น หนี้ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 414,916,730.40 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างกาลอีกร้อยละ 50 ให้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ส่วนเจ้าหนี้การค้าคือเจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอจำนวน 2,990,822.59 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ต้องปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้เลย นอกจากนั้นการที่แผนกำหนดจำนวนหนี้มีประกันให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 จำนวน 600,000,000 บาท ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ทำแผนใช้ราคาประเมินหลักประกันของบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด ที่ประเมินเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 629,511,500 บาท แต่บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทประเมินภายนอกที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย และเมื่อเปรียบเทียบกับการประเมินหลักประกันของบริษัทกรุงเทพประเมินราคา จำกัด กับบริษัทประเมินทรัพย์สินและกฎหมาย จำกัด ที่ประเมินเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 และ 14 พฤษภาคม 2542 เป็นเงินเพียง 484,438,000 บาท และ 483,438,848 บาท ตามลำดับ เท่านั้นซึ่งมีราคาประเมินใกล้เคียงกัน และบริษัททั้งสองแม้จะเป็นบริษัทประเมินภายนอกแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ทั้งลูกหนี้เป็นผู้ให้ทำการประเมินเอง ราคาประเมินจึงเหมาะสมกว่า การที่ผู้ทำแผนใช้ราคาประเมินของบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด ทำให้จำนวนหนี้ที่มีประกันสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันถึง 145,072,500 บาท เจ้าหนี้รายที่ 10 จึงควรได้รับการคุ้มครองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเทียบเท่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิใช่เท่าราคามูลจำนองซึ่งสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจำนวนหนี้ส่วนต่างที่เกินจากมูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจึงต้องจัดอยู่ในกลุ่มหนี้ไม่มีประกันเหมือนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 19 และที่ 21 ยิ่งไปกว่านั้นการจัดลำดับการชำระเงินจากกระแสเงินสดตามแผนฟื้นฟูกิจการก็ไม่ชอบเพราะกำหนดให้เจ้าหนี้การค้าคือเจ้าหนี้รายที่ 19 ได้รับชำระหนี้ในลำดับที่ 4 เงินต้นและดอกเบี้ยของเจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระในลำดับที่ 5 ในขณะที่เจ้าหนี้รายที่ 21 กลับได้ชำระในลำดับที่ 6 ถัดจากเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการเป็นมติตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ซึ่งมาตรา 90/58(2) บังคับให้ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายเว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 10 ที่ 19 และที่ 21 ล้วนอยู่ในลำดับเดียวกันตามมาตรา 130(7) ซึ่งหากมีเงินไม่พอชำระเต็มจำนวนก็ให้เจ้าหนี้ในลำดับนั้นได้รับเฉลี่ยตามส่วน เจ้าหนี้ทุกรายจึงต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การที่แผนระบุให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันและเจ้าหนี้รายที่ 19 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้าได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21 ทั้งยังระบุสัดส่วนของเงินสดที่จะได้รับชำระแตกต่างจากสัดส่วนของจำนวนหนี้ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้ภายหลังเจ้าหนี้รายอื่นและในสัดส่วนต่ำกว่าที่ควรจะได้ตามกฎหมาย ข้อเสนอการชำระหนี้ตามแผนจึงไม่เป็นธรรม การที่เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่กับเจ้าหนี้รายที่ 19 ลงมติยอมรับแผนซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนมากกว่าประโยชน์ที่เจ้าหนี้ควรจะได้รับตามกฎหมาย มีผลกระทบต่อเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีเสียงข้างน้อยในที่ประชุมเจ้าหนี้เสียประโยชน์ มติที่ได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนระยะเวลาสำเร็จตามแผน ให้ถือว่าแผนสำเร็จโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ผลบังคับใช้ได้เกิดขึ้นแล้วและลูกหนี้ได้ชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้ทางการเงินตามที่ระบุไว้ในแผนเป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผนโดยไม่มีเหตุผิดนัดเกิดขึ้นนั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 มาตรา 90/63 กำหนดให้ระยะเวลาดำเนินการตามแผนไม่เกิน 5 ปี ทั้งยังสามารถขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามแผนได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปีด้วย ประกอบกับได้มีการขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามแผนในหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลานานถึง 20 ปี และสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงกับการบริหารกิจการในช่วงระยะเวลา 1 ปี ยังไม่อาจบ่งชี้ว่ากิจการสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ประสบปัญหาสภาพคล่องหรือในภาวะไม่สามารถชำระหนี้ได้ แผนจึงควรกำหนดระยะเวลาสำเร็จตามแผนเท่ากับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้คือ 5 ปี ส่วนความสำเร็จของแผนควรปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายกล่าวคือ ผู้บริหารแผนจะบริหารแผนสำเร็จหรือไม่ต้องเป็นไปตามความจริง หากบริหารแผนไม่สำเร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ลูกหนี้อาจถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงไม่อาจกำหนดความสำเร็จของแผนได้ ส่วนที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผนทั้งยังกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงชื่อในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเงื่อนไขข้อกำหนดที่จะผูกพันลูกหนี้และเจ้าหนี้จะต้องเป็นข้อกำหนดที่อยู่ในแผนเท่านั้น การบังคับให้เจ้าหนี้แต่ละรายไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หากเจ้าหนี้บางรายไม่ยอมทำก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำได้โดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เสียเปรียบและไม่ยอมรับแผนนอกจากนั้นการที่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 7 กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 21 จะต้องไม่ดำเนินการทางกฎหมาย หรือยื่นคำฟ้องต่อศาลหรือเรียกร้องใด ๆ จากบรรดาผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันนั้นขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 90/60 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483แสดงให้เห็นว่าผู้ทำแผนซึ่งมีกรรมการของผู้ทำแผนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ต่อเจ้าหนี้รายที่ 21มีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากแผนฟื้นฟูกิจการป้องกันตนเองไม่ให้ถูกดำเนินคดีจึงเป็นแผนที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ผู้ทำแผนได้ว่าจ้างบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ คอร์ปอเรทรีสตรัคเจอริ่ง จำกัด ตามที่เจ้าหนี้รายที่ 21 ร้องขอให้ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศเป็นผู้จัดทำประมาณการเงินสดที่ธุรกิจของลูกหนี้จะสามารถก่อให้เกิดรายได้เพื่อนำมาชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ผู้ทำแผนได้นำประมาณการในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มาจัดกลุ่มหนี้เพื่อชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย โดยสำหรับเจ้าหนี้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้าได้จัดกลุ่มดังต่อไปนี้ หนี้กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกันที่มียอดหนี้เกินกว่าร้อยละ 15 ของยอดหนี้ทั้งหมดได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งจะได้รับชำระหนี้มีประกันคือจำนวน 600,000,000 บาท หนี้กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ไม่มีประกันในยอดหนี้เงินต้นคงค้างได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 10 และเจ้าหนี้รายที่ 21 จะได้รับชำระคืนตามสัดส่วนยอดหนี้คงค้างของเจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่ม ในยอดเงินที่จัดสรรเพื่อชำระหนี้คืน หนี้กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้การค้าที่ไม่มีหลักประกัน ได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 19 จะได้รับชำระคืนในอัตราร้อยละ 29.65 ของยอดหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้หนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อำนวยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ลูกหนี้ ได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 10 จะได้รับชำระคืนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนตามที่เจ้าหนี้รายที่ 10 อนุมัติให้แก่ลูกหนี้ เนื่องจากหนี้เงินทุนหมุนเวียนเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผน และ/หรือผู้บริหารแผนได้ก่อขึ้นหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว และเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 และได้รับชำระหนี้เต็มตามยอดหนี้คงค้าง หนี้กลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้ไม่มีประกันสำหรับมูลหนี้ค่าอากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 และที่ 21 โดยจะได้รับชำระคืนเต็มจำนวนหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ หนี้กลุ่มที่ 7 เจ้าหนี้ไม่มีประกันในส่วนหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยค้างชำระและดอกเบี้ยระหว่างกาลได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 และที่ 21 โดยจะได้รับชำระคืนตามสัดส่วนยอดหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่มสำหรับยอดเงินที่จัดสรรเพื่อชำระหนี้คืน หนี้กลุ่มที่ 9 เจ้าหนี้ผู้ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 จะได้รับชำระก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้รายที่ 10 ได้ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามเงื่อนไขที่ปรากฏในหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันในแต่ละกลุ่มจะได้รับชำระหนี้คืนในอัตราที่เท่ากัน เมื่อคำนวณและเปรียบเทียบจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ละรายได้รับชำระตามแผนฟื้นฟูกิจการกับจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับชำระคืนในอัตราร้อยละ29.65 ของยอดหนี้ จากตารางแสดงยอดหนี้ที่ได้รับชำระคืน เจ้าหนี้รายที่ 19 จะได้รับชำระหนี้คืนในอัตราร้อยละ 29.65 ของยอดหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ ส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือให้ได้รับการปลดหนี้ การปลดหนี้เจ้าหนี้ไม่มีประกันตามที่กำหนดในแผนเป็นการปลดตามลักษณะหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละราย โดยมิได้คำนึงถึงจำนวนยอดหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายจะปลดให้ จากตารางแสดงยอดหนี้ที่ได้รับชำระคืนจะเห็นได้ว่าหนี้ที่ไม่มีประกันของเจ้าหนี้แต่ละรายจะได้รับชำระคืนในอัตราที่เท่ากันคือร้อยละ 29.65 ยกเว้นหนี้เงินทุนหมุนเวียนและหนี้ค่าธรรมเนียมซึ่งจะได้รับชำระเต็มตามยอดหนี้ที่ยื่นขอรับชำระเจ้าหนี้รายที่ 21 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมก็จะได้รับชำระเต็มตามยอดหนี้ที่ขอรับชำระเช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายอื่น เจ้าหนี้รายที่ 10 มีจำนวนหนี้สูงถึง 1,045,719,284.45 บาท และเป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งมีวงเงินจำนองถึง 766,000,000 บาทหากเจ้าหนี้รายที่ 10 เลือกจะบังคับจำนองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแล้วเจ้าหนี้รายที่ 10ย่อมได้รับชำระก่อน และหากทรัพย์จำนองมีมูลค่าไม่ถึงวงเงินแล้ว บรรดาเจ้าหนี้อื่นย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวเลย การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เกิดขึ้นได้เพราะเจ้าหนี้รายที่ 10 ยอดลดหนี้จำนองลงถึง 166,000,000 บาท ซึ่งหากเจ้าหนี้รายที่ 10 เลือกบังคับจำนองทันทีไม่ยอมลดหนี้ของตนลงทรัพย์จำนองที่ขายได้ในขณะนี้โดยถือราคาบังคับขายต่ำสุดที่ 483,438,848 บาท ตามราคาที่เจ้าหนี้รายที่ 21 อ้างเจ้าหนี้รายที่ 10 ย่อมได้รับเงินจำนวนดังกล่าวในปี 2543 หรือ 2544 โดยไม่ต้องรอไปอีก 10 ปีข้างหน้า เจ้าหนี้รายที่ 10 ย่อมนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหาประโยชน์ตามธุรกิจของตนย่อมจะได้รับเงินมากกว่าที่จะรอรับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการอย่างแน่นอน และเจ้าหนี้รายที่ 10 ก็ยืนยันว่าหากการฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จตามแผนแล้วเจ้าหนี้รายที่ 10 จะเลือกใช้สิทธิบังคับจำนองบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด เป็นบริษัทประเมินที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไม่ได้กำหนดว่าการประเมินราคาทรัพย์สินต้องกระทำโดยบริษัทประเมินราคาที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ ดังนั้น การที่เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ตามแผนจึงชอบทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้นจะต้องพิจารณาถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีตามกฎหมายหรือตามสัญญาด้วย และกรณีของลูกหนี้เห็นได้ว่าเงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจหรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้จะต้องนำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ที่มีบุริมสิทธิก่อนเพื่อให้เป็นไปตามลำดับของสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้แต่ละรายที่มีเหนือทรัพย์ของลูกหนี้ในกรณีของเจ้าหนี้รายที่ 19 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้าเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อขายเส้นด้ายไทร์คอร์ดเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าของลูกหนี้ ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นเจ้าหนี้ที่มีบุริมสิทธิเหนือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์คือเส้นด้ายไทร์คอร์ดที่ลูกหนี้ซื้อมาจากเจ้าหนี้รายที่ 19 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 259(5) และ 270 ดังนั้น เมื่อมีการนำทรัพย์ของลูกหนี้คือเส้นด้ายไทร์คอร์ดออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้เจ้าหนี้รายที่ 19 จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายเส้นด้ายไทร์คอร์ดเท่ากับมูลค่าสินค้าที่ลูกหนี้ซื้อมาจากเจ้าหนี้รายที่ 19 ประการสำคัญเจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นคู่ค้ารายใหญ่แต่เพียงรายเดียวที่เป็นผู้สนับสนุนกิจการของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบเส้นด้ายไทร์คอร์ดให้แก่ลูกหนี้ใช้ผลิตสินค้า ดังนั้น การจัดลำดับการชำระหนี้จึงต้องพิจารณาตามสภาพแห่งธุรกิจและความจำเป็นของลูกหนี้ประกอบกับโอกาสที่จะฟื้นฟูกิจการต่อไปได้ซึ่งหากมิให้เจ้าหนี้ทางการค้าได้รับชำระตามที่จัดไว้ การฟื้นฟูกิจการจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนที่ให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21 เพราะเจ้าหนี้รายที่ 10 เป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน นอกจากนั้นในส่วนของหนี้เงินทุนหมุนเวียนผู้ทำแผนและ/หรือผู้บริหารแผนได้ก่อขึ้น เจ้าหนี้เงินทุนหมุนเวียนจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21 เพราะหนี้คงค้างของเจ้าหนี้รายที่ 21 เป็นหนี้เงินกู้ระยะยาวไม่มีหลักประกันโดยเจ้าหนี้รายที่ 21 ได้หยุดให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้ ซึ่งหากเจ้าหนี้รายที่ 21 ให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายที่ 10 ในส่วนหนี้ไม่มีประกันเจ้าหนี้รายที่ 21 ก็จะได้รับชำระคืนในลำดับเดียวกับเจ้าหนี้รายที่ 10 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75(3) จึงเห็นได้ว่ามิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้รายที่ 21 แต่อย่างใด ลำดับการชำระหนี้ก่อนหลังจึงมิได้ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130 และมิได้ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 เสียเปรียบแต่อย่างใดเพราะหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดกลุ่มเจ้าหนี้และการชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้น ลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดทันที การชำระหนี้เป็นการกำหนดตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เกี่ยวกับระยะเวลาดำเนินการตามแผน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(9) บัญญัติว่า "ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี" หมายความว่า การดำเนินการตามแผนใช้เวลาไม่เกิน 5 ปี มิได้บังคับว่าต้องดำเนินการเป็นเวลาถึง 5 ปี เหตุที่ผู้ทำแผนกำหนดระยะเวลาสำเร็จตามแผนไว้เพียง 1 ปี ก็เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดเพราะลูกหนี้เป็นผู้ผลิตผ้าใบสำหรับยางรถยนต์ 1 ใน 3 รายของประเทศไทย ซึ่งโดยสภาพของธุรกิจต้องแข่งขันกับผู้อื่นทั้งในและต่างประเทศรวมตลอดถึงความเชื่อถือ ความมั่นคงของลูกหนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจของลูกหนี้ หากลูกหนี้ต้องอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการนานเท่าไร ลูกหนี้ไม่อาจทำธุรกิจแข่งขันกับผู้อื่นได้เพราะลูกค้าอาจไม่เชื่อถือ คู่ค้าที่เป็นผู้ส่งวัตถุดิบก็อาจไม่ยอมค้าขายด้วย หรือหากจะค้าขายก็จะอยู่ในเงื่อนไขหรือราคาที่เสียเปรียบกว่ากรณีปกติทั่วไปซึ่งคู่ค้ารายใหญ่คือเจ้าหนี้รายที่ 19 ได้มีหนังสือถึงผู้ทำแผนกำหนดเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้รายที่ 19 ยังคงให้การสนับสนุน และส่งวัตถุดิบเส้นด้ายไทร์คอร์ดให้แก่ลูกหนี้ แต่ลูกหนี้จะต้องอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการเพียง 1 ปี อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ตระหนักว่า หากลูกหนี้ไม่อาจค้าขายหรือทำธุรกิจต่อไปได้ การจะอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการถึง 5 ปี ก็ไม่ได้ช่วยให้ฐานะหรือการประกอบกิจการของลูกหนี้ดีขึ้น การให้ลูกหนี้อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการเพียง 1 ปี กลับเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ไม่จำต้องรอให้ครบ 5 ปี เนื่องจากภายในระยะเวลา 1 ปี เจ้าหนี้ย่อมสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า การประกอบกิจการของลูกหนี้จะไปรอดหรือไม่ หากไม่รอดการยืดเวลาออกไปเกินกว่า 1 ปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะลูกหนี้ไม่สามารถหารายได้หรือทำธุรกิจต่อไปได้ย่อมไม่มีเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ นอกจากนั้นตามแผนมีมาตรการแสดงถึงการที่ลูกหนี้จะสามารถประกอบกิจการต่อไปได้เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้อย่างชัดแจ้งคือ เงื่อนไขแห่งความสำเร็จของแผนตามข้อ 11.5 กำหนดไว้ว่า ลูกหนี้จะต้องไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดด้วย และในบทที่ 14 ของแผนว่าด้วยแนวทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องอันเป็นรายการที่แผนต้องกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(5) แผนก็ได้กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาสภาพคล่องไว้ถึง 2 ประการ คือลูกหนี้จะได้รับเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจากเจ้าหนี้เงินทุนหมุนเวียนและลูกหนี้จะทำการกันสำรองเงินสดไว้ในบัญชีจำนวน 10,000,000 บาท นอกจากนี้เจ้าหนี้จะได้รับรายงานการตรวจสอบกระแสเงินสดของลูกหนี้จนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เสร็จสิ้นตามข้อ 15 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทำให้เจ้าหนี้ทราบถึงการดำเนินงานของลูกหนี้โดยตลอดแม้ว่าลูกหนี้จะออกจากการฟื้นฟูกิจการภายหลัง 1 ปี แล้วก็ตาม ทั้งเจ้าหนี้รายที่ 21 ก็มิได้ให้การสนับสนุนในเรื่องเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้ ความเสียหายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่ลูกหนี้ดำเนินการตามแผนก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 เสียหายหรือมีภาระเพิ่มมากกว่าเดิมแต่อย่างใด ในทางกลับกันเจ้าหนี้หรือคู่ค้าที่ให้สินเชื่อและค้าขายกับลูกหนี้ภายหลังเมื่อครบ 1 ปี กลับจะต้องเป็นผู้รับเสี่ยงภัยเองแต่บุคคลเหล่านั้นกลับให้การสนับสนุนให้ลูกหนี้ออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้เร็วที่สุดเพราะได้เล็งเห็นความจำเป็นในสภาพธุรกิจของลูกหนี้ดังกล่าวมาข้างต้น ที่แผนฟื้นฟูกิจการบทที่ 6 ข้อ 6.2 กำหนดว่าลูกหนี้จะต้องชำระหนี้คืนเจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ นับจากวันที่มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปและหลังจากวันที่สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีผลใช้บังคับ โดยวันที่มีผลใช้บังคับจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเงื่อนไขดังระบุไว้ในบทที่ 9 ได้เกิดขึ้นครบถ้วนแล้ว โดยบทที่ 9 หาได้ระบุเงื่อนไขการลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก่อนแต่อย่างใด ดังนั้นลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องชำระหนี้แต่ละกลุ่มให้แก่เจ้าหนี้ตามที่ระบุไว้ในแผนข้อ 6.2 โดยไม่คำนึงว่าจะมีการลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือไม่ นอกจากนั้นบทที่ 8 ข้อ 8.6 ว่าด้วยวิธีการสำหรับปฏิบัติตามแผนไม่ได้กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพียงแต่กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลงนามในเอกสารดำเนินการตามแผนได้แก่ สัญญาหลักประกัน (สัญญาจำนอง) และสัญญาให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคเท่านั้น ดังนั้น หากเจ้าหนี้รายที่ 21 ไม่เห็นความจำเป็นของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก็ไม่จำต้องลงนามในสัญญาดังกล่าว ลูกหนี้ก็ยังมีหน้าที่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 21 ตามที่ระบุไว้ในแผนเช่นเดิม ส่วนเงื่อนไขบังคับก่อนในข้อ 3 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นเพียงเงื่อนไขว่าข้อกำหนดใด ๆ ที่อยู่ในสัญญาจะไม่ใช้บังคับจนกว่าจะได้มีการลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เท่านั้น และในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะมีข้อกำหนดว่าด้วยการชำระหนี้แต่ละกลุ่มเช่นเดียวกับข้อ 6.2 ของแผนในกรณีที่เจ้าหนี้รายที่ 21 ไม่ลงนามในสัญญาดังกล่าว และถึงแม้ว่าข้อกำหนดว่าด้วยการชำระหนี้แต่ละกลุ่มที่ระบุไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะไม่ใช้บังคับ ลูกหนี้ก็ยังคงต้องผูกพันการชำระหนี้ในแต่ละกลุ่มตามแผนเพราะตามแผนมีข้อความเหมือนกับการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวทุกประการ เหตุที่ต้องจัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพราะตามเจตนารมณ์ตามแผนซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยต้องการให้จัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเพื่อให้เจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องเกิดความมั่นใจในภาระผูกพันของลูกหนี้ในอันที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว เนื่องจากการชำระหนี้ตามแผนได้กำหนดระยะเวลาไว้นานถึง20 ปี นอกจากนี้ยังระบุถึงรายละเอียดการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของลูกหนี้ภายหลังจากศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้วเพื่อมิให้เกิดปัญหาว่าลูกหนี้จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ตามสัญญาสินเชื่อเดิมที่เคยทำไว้กับเจ้าหนี้หรือไม่ ดังนั้น ข้อ 7 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60วรรคสอง เพราะมิได้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และไม่ว่าเจ้าหนี้จะลงนามหรือไม่ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้หาได้เสียสิทธิเรียกร้องที่มีต่อผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด เพราะเมื่อลูกหนี้ผิดนัดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือผู้ค้ำประกันตกเป็นบุคคลล้มละลายตามข้อ 7 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ค้ำประกันได้ทันที นอกจากนั้นข้อ 3 ของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังกำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องลงนามในเอกสารยืนยันการค้ำประกันตามแบบที่ปรากฏในเอกสารแนบท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้อันเป็นหลักฐานแห่งภาระค้ำประกันซึ่งมีข้อความเป็นใจความสำคัญว่าผู้ค้ำประกันยังคงผูกพันตนในอันที่จะชำระหนี้ของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเดิมทุกประการขอให้ยกคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 21 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้บริหารแผนยื่นคำแถลงว่าผู้บริหารแผนได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วน และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 แล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ต่อไป ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแถลงของผู้บริหารแผนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นประการแรกว่าการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/70 แล้ว ศาลฎีกาจำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ที่คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอีกหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 นั้น แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกพันมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในอันที่จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้อีกทั้งเมื่อได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มาตรา 90/75 บัญญัติว่า"คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจจะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." เช่นนี้การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็มีผลให้ลูกหนี้คงรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนต่อไป เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวนดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหาทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งมีอยู่แล้วต้องเสียไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 21 ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้แล้วไม่ได้ถอนอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป ส่วนการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 ก็เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั่นเอง เช่นนี้หากว่าศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยปริยาย

ประการที่สอง การจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเจ้าหนี้รายที่ 21 อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งแผนจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 1 จำนวน600,000,000 บาท นั้น เจ้าหนี้รายที่ 10 มีสิทธิได้รับความคุ้มครองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิใช่เท่าราคามูลจำนองซึ่งสูงกว่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจำนวนมาก และราคาประเมินที่ผู้ทำแผนใช้กำหนดราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ บัญญัติว่า "การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42(3)(ข) ให้จัดดังต่อไปนี้

(1) เจ้าหนี้มีประกันแต่ละรายที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ให้จัดเป็นรายละกลุ่ม

(2) เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดกลุ่มไว้ใน (1) ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม

(3) เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

(4) เจ้าหนี้ตามมาตรา 130 ทวิ ให้จัดเป็นหนึ่งกลุ่ม"

และมาตรา 6 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ" เช่นนี้ เมื่อจำนวนหนี้สูงกว่าราคาทรัพย์หลักประกันการเป็นเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ย่อมมีอยู่เฉพาะในมูลค่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ดังนั้น การที่เจ้าหนี้มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันตามบทบัญญัติดังกล่าวเพียงเท่าราคาทรัพย์อันเป็นหลักประกัน ส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ธรรมดา คดีนี้มีปัญหาว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเป็นจำนวนเงิน 600,000,000 บาท เป็นมูลค่าที่สมค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 90/42 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/42 ตรี ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 90/59 ม. 90/60 ม. 90/70 ม. 90/75 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้องขอ — เจ้าหนี้รายที่ 21
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ลูกหนี้ — บริษัทสยามไทร์คอร์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา