คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 644/2546
#50274
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาไต่สวนนั้นเท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วว่าจำเลยไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งจำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายใน 7 วันนับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพียงอย่างเดียว และขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยต่อไปหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 721,645.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องในวันนัดไต่สวนครั้งแรก ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าตัวจำเลยซึ่งจะต้องเข้าเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี ต่อมาในวันนัดไต่สวนครั้งที่สอง ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่าตัวจำเลยซึ่งจะต้องเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัด ศาลชั้นต้นเห็นว่าหากป่วยจริงอาการของจำเลยก็ไม่รุนแรงถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดีจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจน ไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ใน 7 วัน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การขอเลื่อนคดีของจำเลยมีลักษณะเป็นการประวิงคดีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจน ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้วพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีตามคำร้องของจำเลย และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ป่วยถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ พฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2542 จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวในวันที่ 14 ธันวาคม 2542เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัดไต่สวน จำเลยยื่นคำร้องว่าตัวจำเลยซึ่งจะมาเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีและนัดไต่สวนใหม่ในวันที่ 10 มีนาคม 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดไต่สวนครั้งที่สองจำเลยยื่นคำร้องพร้อมแนบใบรับรองแพทย์มาด้วยว่า ตัวจำเลยซึ่งจะมาเบิกความเป็นพยานป่วยเป็นไข้หวัด ขอเลื่อนการไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งความว่านัดที่แล้วจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ป่วยเป็นไข้หวัดนัดนี้อ้างว่าป่วยด้วยเหตุเดียวกันอีกโดยแพทย์เห็นว่า ควรพักผ่อน 1 วัน เชื่อว่าหากป่วยจริงอาการของจำเลยก็ไม่รุนแรงถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจน ไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้ยกคำร้องเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาไต่สวน เท่ากับได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยแล้วว่า จำเลยไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ซึ่งจำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้ายแต่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพียงอย่างเดียว และขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพื่อทำการไต่สวนพยานหลักฐานจำเลยต่อไปหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลาให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลด้วยมีกำหนด 7 วัน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและไม่ได้แสดงเหตุผลที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะกำหนดระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอีก ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปิยะวิศว์หรือปิยะ ชวลิตเสนีย์หรือสมรศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2546
#49843
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารนั้นต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นการกระทำต่อเนื่องโดยเจตนาเดียวกันเพื่อให้เจ้าพนักงานปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในคดีอาญา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือรับรองการเป็นข้าราชการครู อันเป็นเอกสารราชการปลอมขึ้นทั้งสองฉบับว่า นายบรรเทา เกตุแก้ว อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านคลองแครับรองว่า จำเลยรับราชการครูในตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนบ้านคลองแค สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร มีอัตราเงินเดือน 16,800 บาท จริง ต่อมาจำเลยอ้าง ใช้ และแสดงหนังสือรับรองดังกล่าวอันเป็นเอกสารราชการที่จำเลยทำปลอมขึ้นแก่ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย ลิ้มประเสริฐกุล พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีที่นายภักดี ปฏิยัตต์โยธิน เป็นผู้ต้องหาในข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฉ้อโกง เพื่อขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาดังกล่าว การปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวเป็นประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายบรรเทา ผู้อื่น และประชาชน และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกขวัญชัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เนื่องจากความจริงจำเลยพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทางราชการไปแล้วและจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารที่นำมาอ้างมิได้เป็นเอกสารราชการฉบับที่แท้จริงแต่อย่างใดซึ่งอาจทำให้ร้อยตำรวจเอกขวัญชัยและนายบรรเทาเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 137, 265 และ 268 กับริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 265 และ 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 4 เดือน ฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปีรวมจำคุก 4 ปี 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี2 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยใช้เอกสารราชการปลอมและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เป็นการกระทำต่อเนื่องโดยเจตนาเดียวกันเพื่อให้เจ้าพนักงานปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในคดีอาญาจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 137 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางจิรา สุดล้ำเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2546
#51011
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกับ ย. ทำทีขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วม โดยหลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถแล้วบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ตามไปเก็บจาก ย. เมื่อบุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จำเลยทั้งสามกับ ย. ก็พากันนำรถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านทันที จำเลยทั้งสามกับย. มีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจะซื้อผ้ามาแต่ต้นด้วยการวางแผนการเป็นขั้นตอนและไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าเลย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 มิใช่ลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามมาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามกับพวกที่ยังหลบหนีร่วมกันลักเอาผ้าสปันสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวน 84 ม้วน ราคารวม 119,430บาท ของนายประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้รถยนต์ปิกอัพ เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 118,430 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก, 83 ให้จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์รวม118,430 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามและนางยุพา ไชยสวัสดิ์ ได้มาที่ร้านขายผ้าของโจทก์ร่วมพูดขอซื้อผ้าและขนผ้าของโจทก์ร่วมขึ้นรถยนต์ปิกอัพไปจำนวน 84 ม้วนราคารวม 119,430 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางพรสุดาศักดิราชไพจิตร ภริยาของโจทก์ร่วมเบิกความว่า นางยุพามาที่ร้านของโจทก์ร่วมพร้อมกับจำเลยทั้งสาม โดยนางยุพาบอกว่าได้รับคำแนะนำจากนางสายสวาทจะซื้อผ้าไปตัดเสื้อผ้าขาย นางยุพาเป็นผู้ลงทุน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายขายและฝ่ายการผลิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนางยุพาเลือกผ้าได้ 84 ม้วน จำเลยที่ 3 จึงได้ไปถอยรถยนต์ปิกอัพเข้ามาในร้าน และช่วยกันขนผ้าขึ้นรถ โดยขณะนั้นนางพรสุดาได้ตรวจเช็กผ้าส่วนโจทก์ร่วมขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ในการซื้อขายผ้าจำเลยทั้งสามบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ไปเก็บจากนางยุพา ขณะขนผ้าขึ้นรถนางพรสุดากำลังเขียนใบส่งของชั่วคราวว่าจำเลยทั้งสามจะจ่ายเงินให้ 20,000 บาท และได้ส่งใบส่งของชั่วคราว และเครื่องคิดเลขให้นางยุพาตรวจสอบ ปรากฏว่าขณะนั้นบุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ นางพรสุดาจึงเข้าไปดูแลบุตรประมาณ 5 นาที ก็มีเพื่อนบ้านมาบอกว่าคนที่มาซื้อผ้าขับรถออกไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนางพรสุดาเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและมีเหตุผลเชื่อมโยงกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เหตุที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพามาซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมนั้นน่าจะเป็นการใช้อุบายซึ่งเกิดจากการวางแผนการกันมาก่อน เพราะปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามและนางยุพารู้จักกันมาก่อนจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสามอยู่หมู่บ้านเดียวกัน จำเลยทั้งสามมาด้วยกัน โดยอ้างว่านางยุพาชวนจำเลยที่ 1 มาซื้อผ้าตัดเสื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 พานางยุพาไปเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 แต่รถยนต์ของจำเลยที่ 2 เสีย จำเลยที่ 2จึงแนะนำให้ไปเช่ารถยนต์ของจำเลยที่ 3 ในราคา 700 บาท จำเลยที่ 3 จึงติดต่อขอเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ กันขัด นายประพันธ์ตกลงให้เช่า จึงให้จำเลยที่ 3 ขับรถมา จำเลยที่ 2 มาด้วยเพราะจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ในเมืองไม่ถนัด จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์มาตามถนนหลวงจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์ไปบ้านของโจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยทั้งสามเบิกความถึงเรื่องการติดต่อเช่ารถยนต์เป็นพิรุธ จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางยุพาติดต่อขอเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 3 ในราคา 700 บาท แล้วจำเลยที่ 3 จึงติดต่อนายประพันธ์ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า นางยุพามาติดต่อขอเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 ในราคา 700 บาท จำเลยที่ 2 จึงไปติดต่อจำเลยที่ 3 ให้ไปสอบถามนายประพันธ์จำเลยที่ 3จึงไปติดต่อเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางยุพามาพบจำเลยที่ 3 ให้ไปติดต่อขอเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ในราคา 700 บาท ส่วนนายประพันธ์พยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่าจำเลยที่ 3 มาขอเช่ารถยนต์เป็นเงิน 500 บาท ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการเช่ารถยนต์กันจริง รถยนต์คันดังกล่าวนายประพันธ์ก็มิได้เป็นผู้ขับกลับปล่อยให้จำเลยที่ 3 ขับมา และเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงมิได้ขับรถมาแต่แรก ทั้ง ๆ ที่ขับรถเก่งกว่าจำเลยที่ 3 จึงล้วนแต่เป็นข้อพิรุธทั้งสิ้น ประกอบกับในขณะที่เจรจาตกลงซื้อขายผ้า ขนผ้าขึ้นรถ จำเลยทั้งสามก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลานางยุพาบอกว่านางยุพาเป็นผู้ลงทุน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายขายและฝ่ายการผลิตทำนองเป็นหุ้นส่วนกัน ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าไม่เป็นความจริง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธจำเลยทั้งสามมากับนางยุพาซึ่งอ้างว่ามาซื้อผ้า แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้เจรจาตกลงซื้อผ้ากับโจทก์ร่วมเป็นกิจจะลักษณะแต่ต้น จำเลยทั้งสามอ้างว่านางยุพาขอซื้อผ้าเป็นเงินเชื่อโดยโจทก์ร่วมขอให้นางยุพาชำระค่าผ้าเป็นเงินสดแต่นางยุพาขอต่อรองชำระราคาครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน 1 เดือน เนื่องจากราคาผ้าประมาณ 100,000 บาท แต่นางยุพามีเงินสดเพียง 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 30,000 บาท จะชำระในวันที่ 8 เดือนเดียวกัน ภริยาของโจทก์ร่วมจึงเขียนลงในใบส่งของชั่วคราวว่าได้ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ส่วนอีก 30,000 บาท ภริยาของโจทก์ร่วมจะให้โอนเข้าบัญชีเงินฝากโดยแจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากไว้ตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.1 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อถึงร้านของโจทก์ร่วม นางยุพาบอกขอซื้อด้วยเงินเชื่อ โจทก์ร่วมตกลง เมื่อขนผ้าขึ้นรถแล้วนางยุพาแจ้งว่าจะชำระเงินบางส่วนจำนวน 20,000 บาท ที่เหลือจะโอนเงินเข้าบัญชีให้นั้น เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เพราะนางยุพากับโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักหรือติดต่อค้าขายผ้ากันมาก่อนเลย ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมจะให้นางยุพาซื้อผ้ารวมราคาจำนวน119,430 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากด้วยเงินเชื่อ โดยการชำระราคาเพียง 20,000 บาท ที่เหลืออีก 99,430 บาท ยอมให้ผ่อนชำระอันเป็นเรื่องผิดปกติของการค้าขายทั่วไป ทั้งโจทก์ร่วมก็เบิกความยืนยันว่า การค้าขายผ้าจะขายเป็นเงินสด หรือให้ชำระเป็นเช็ค ไม่มีการให้เครดิตซึ่งถ้าโจทก์ร่วมรู้มาก่อนว่านางยุพาจะชำระเงินให้ 20,000 บาท โจทก์ร่วมก็คงไม่ยินยอมแน่นอน โจทก์ร่วมและนางพรสุดาภริยาของโจทก์ร่วมเบิกความถึงเหตุที่เขียนว่าจ่ายเงินสด 20,000 บาท และชื่อภริยาของโจทก์ร่วมตลอดจนเลขบัญชีของภริยาโจทก์ร่วมในเอกสารหมาย ล.1 นั้นว่าเพราะนางยุพาบอกว่าจะจ่ายเงินสดให้ก่อน20,000 บาท เมื่อนำผ้าขึ้นรถยนต์เสร็จแล้ว และเหตุที่ระบุเลขบัญชีของภริยาโจทก์ร่วมด้านหลังเอกสารหมาย ล.1 ก็เนื่องจากนางยุพาบอกว่าในการซื้อขายผ้าคราวต่อไป จะโอนเงินเข้าบัญชีของภริยาโจทก์ร่วมก่อนแล้วจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาเลือกผ้าที่ร้านซึ่งมีเหตุผลให้รับฟังได้ การที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพานำรถบรรทุกผ้าออกไปทั้งที่ยังมิได้ชำระเงินค่าผ้าและได้นำผ้าไปขายแก่นางสายสวาททันทีที่จังหวัดลำพูนโดยนางสายสวาทพยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่านางยุพานำผ้ามาขาย ขอกำไรแค่หลาละ 1 บาท และได้แสดงเอกสารหมาย ล.1 ให้ดู พยานปากนี้เบิกความทำนองว่า ก่อนนางยุพานำผ้ามาขาย ไม่เคยมีการติดต่อกันมาก่อน แต่กลับปรากฏจากคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.3 ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกนำผ้าดังกล่าวไปขายให้นางสายสวาทในราคาเพียง 60,000 บาท ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกับนางยุพาได้ขายผ้าในราคาถูกมากอย่างรีบร้อนอันเป็นพิรุธ และนางยุพามิได้ซื้อผ้าเพื่อมาตัดเสื้อดังคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่าวันเกิดเหตุนางยุพาชวนจำเลยที่ 1 ไปซื้อผ้าเพราะนางยุพารู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้ามีความรู้เกี่ยวกับผ้าและสี นอกจากนี้หากโจทก์ร่วมขายผ้าเป็นเงินเชื่อก็ไม่มีเหตุอันใดที่โจทก์ร่วมจะไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.3 และภาพถ่ายหมาย จ.5 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เหตุที่ให้การรับสารภาพเพราะถูกผู้เสียหายเกลี้ยกล่อม และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านข้อความไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งร้อยตำรวจโทวีรยุทธ สายจิตธรรม พนักงานสอบสวนก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1มาก่อน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนก็บันทึกไว้เช่นนั้น จึงบ่งบอกได้ว่าพนักงานสอบสวนกระทำการตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพามาด้วยกัน ขณะที่นางยุพาติดต่อขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมจำเลยทั้งสามก็อยู่ด้วย และช่วยกันขนผ้าขึ้นรถ การที่จำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุกผ้าออกไปและเอาผ้าไปขายด้วยกันเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่การที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพาใช้อุบายทำทีไปติดต่อขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมทั้งที่จำเลยทั้งสามและนางยุพามิได้เตรียมเงินมาให้พร้อมจำเลยทั้งสามกับนางยุพาหลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถที่เตรียมมาแล้วจึงบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ตามไปเก็บจากนางยุพา แต่บุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จำเลยทั้งสามกับนางยุพาก็พากันนำรถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านของโจทก์ร่วมทันที โดยยังมิได้ชำระเงินค่าผ้าให้แก่โจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามกับนางยุพาร่วมกันมีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสามกับนางยุพาจะซื้อผ้าจริงมาแต่ต้น ด้วยการวางแผนการณ์เป็นขั้นตอน และไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าให้แก่โจทก์ร่วมเลยและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้น จำเลยทั้งสามกับนางยุพาได้ผ้าไปจากโจทก์ร่วมผู้ถูกหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวก จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มิใช่ลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสามมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร
จำเลย — นาง จิตรา แซ่เตีย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2546
#48295
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาตารางกรมธรรม์ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ทั้งจำเลยก็ได้ต่อสู้ในคำให้การไว้ว่าโจทก์มิได้รับประกันภัยรถยนต์ แสดงว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของสำเนาตารางกรมธรรม์แล้ว จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร จากนายสมใจ บุญโสภา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 81 - 1087 นครราชสีมาไป ในทางการที่จ้างหรือวานใช้ของจำเลยที่ 2 ชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายและผู้โดยสารในรถยนต์คันดังกล่าวถึงแก่ความตายและบาดเจ็บหลายคน โจทก์นำรถที่รับประกันภัยดังกล่าวซ่อมแซมเป็นเงิน250,000 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถคันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเงิน 185,732 บาท รวมเป็นเงิน 435,732 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์รับช่วงสิทธิถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน10,447 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์จำนวน446,179 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 435,732 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนตามฟ้อง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์จำนวน405,732 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าโจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร หรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน ในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีนายสมชาย น้อยถึงผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นทนายความมีหน้าที่รวบรวมเอกสารดำเนินคดี โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร จากนายสมใจ บุญโสภา ตามสำเนาตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4 และเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่าเอกสารหมายจ.4 เป็นเพียงสำเนาเอกสาร ส่วนต้นฉบับไม่ได้อ้างส่งศาลและไม่ได้ส่งต้นฉบับและสำเนาให้แก่จำเลย เห็นว่า นายสมชายเป็นทนายความมีหน้าที่เพียงรวบรวมเอกสารดำเนินคดีไม่ปรากฏว่านายสมชายได้รู้เห็นในการที่โจทก์รับประกันรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร และทำกรมธรรม์ประกันภัยตามสำเนาตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 บัญญัติว่าการอ้างเอกสารเป็นพยานนั้น ให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่

(1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่า สำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วจึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้

(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นศาลจะอนุญาตให้สำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

(3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตของรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีเสียก่อน อนึ่ง นอกจากศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น สำเนาเอกสารหรือข้อความที่คัดจากเอกสารเหล่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีหัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้รับรองถูกต้องแล้วให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง สำเนาตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง เพราะไม่ต้องด้วยกรณีข้อยกเว้นดังกล่าวซึ่งจำเลยทั้งสองได้ต่อสู้ในคำให้การไว้โดยแจ้งชัดว่า โจทก์มิได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร มิใช่จำเลยทั้งสองรับรองว่ามีการประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าว ทั้งการที่นายสมชายเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า เอกสารหมาย จ.4 เป็นเพียงสำเนาหมาย จ.4 แล้ว เมื่อโจทก์มีเพียงนายสมชายที่มิได้รู้เห็นในการที่โจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร เบิกความประกอบสำเนาตารางกรมธรรม์เอกสารหมายจ.4 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2 ฝ - 6238 กรุงเทพมหานคร คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาอื่น ๆอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท รัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย เลาะ แมนเมธี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2546
#110331
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 93 บัญญัติว่า "การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้น ให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่ (1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว?" จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยแจ้งชัดว่า โจทก์มิได้รับประกันภัยรถยนต์คันพิพาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารแล้ว เมื่อไม่ต้องด้วยกรณีข้อยกเว้นดังกล่าว สำเนาเอกสารจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเลาะ แมนเมธี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอารมญ์ จำปานิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2546
#110894
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่จำเลยตกลงจะปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ ลงในที่ดินของโจทก์ โดยให้โจทก์และจำเลยได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ตามสัญญา ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งนอกเหนือจากที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 3 ซึ่งมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา ต้องใช้เบี้ยปรับแก่โจทก์ตามสัญญา เป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยผิดสัญญา ไม่ใช่ฟ้องเรื่องจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับฐานผิดสัญญาก่อสร้างอาคารเป็นเงิน ๒๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจะสิ้นสุดคดีแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างตลอดจนสิ่งของที่ใช้และเหลือใช้ออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า คำฟ้องของโจทก์แสดงว่าจำเลยละเมิดสัญญาทำให้ให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์รู้ถึงเหตุแห่งการละเมิดตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คำฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระค่าปรับเป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๙) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายเครื่องมือและอุปกรณ์การก่อสร้างตลอดจนสิ่งของที่ใช้และเหลือใช้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์ว่าความเองในศาลชั้นต้น จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ส่วนในศาลอุทธรณ์แม้โจทก์จะขอถอนทนายความแต่เป็นการขอถอนภายหลังจากที่ทนายความได้ดำเนินกระบวนพิจารณาให้โจทก์แล้ว จึงกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีพ้น ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คำฟ้องโจทก์เป็นอันขาดอายุความ เห็นว่า ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในสัญญามัดจำปลูกสร้างอาคาร สัญญาปลูกสร้างอาคารยกสิทธิฉบับเขียนด้วยลายมือ และสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิฉบับตัวพิมพ์ เป็นสัญญาที่จำเลยตกลงจะปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ ตามข้อสัญญาลงในที่ดินของโจทก์ โดยให้โจทก์และจำเลยได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ตามสัญญา ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ซึ่งมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา ต้องใช้เบี้ยปรับแก่โจทก์ตามสัญญา เป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยผิดสัญญา ไม่ใช่ฟ้องเรื่องจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ คำฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ?

พิพากษายืน โจทก์แก้ฎีกาเอง จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสาน ขุนทองแก้ว
จำเลย — นายเทียม วังกังวาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย นิลทองคำ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2546
#110839
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องข้อหาตามมาตรา 371 กับความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ตามมาตรา 337 เป็นกรณีต่างกรรมกัน มิใช่เป็นเรื่องกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับพิจารณาความผิดตามมาตรา 337 จึงไม่มีเหตุที่จะต้องรับพิจารณาความผิดตามมาตรา 371 ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และยุติไปแล้ว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 371 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337, 371, 83, 91 ขอให้จำเลย คืนเงินสด 1,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 337, 371, 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะจำเลยกระทำผิดอายุ 14 ปีเศษ เห็นว่า ยังเด็กไม่สมควรพิพากษาลงโทษ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 74 (1) (2) และมาตรา 56 จึงให้ว่ากล่าวตักเตือน แล้วมอบจำเลยให้ผู้ปกครองรับไปปกครองดูแลและอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดเงื่อนไข คุมความประพฤติ?

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าสำหรับข้อหาความผิดฐานพาอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับ ไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาความผิดฐานนี้กับความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ผู้อื่น เป็นกรณีต่างกรรมกันโดยมิใช่เป็นเรื่องกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับพิจารณาความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้อื่นจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะต้องรับพิจารณาความผิดฐานพาอาวุธมีดปลายแหลมติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และยุติไปแล้ว การที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับวินิจฉัยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ดังกล่าวและพิพากษาลงโทษจำเลยจึงไม่ชอบคดีในชั้นฎีกาคงมีปัญหาเฉพาะในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาเที่ยง ขณะผู้เสียหายกำลังล้างมืออยู่ที่อ่างล้างหน้า ในห้องน้ำหญิงของ นักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ โรงเรียนส. มีนักเรียนชายรุ่นพี่สองคนแต่งกายชุดนักเรียน เข้ามาหาผู้เสียหาย ขณะนั้นไม่มีบุคคลอื่น แล้วเด็กชายส. ใช้มีดปลายแหลมจี้ที่เอวด้านขวาของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยพูดขู่ว่าให้หาเงินจำนวน 1,000 บาท มาให้ภายใน 2 วัน ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย และให้ไปบอกเพื่อนที่ชอบฟ้องคุณครูหรือไปบอกคุณครูว่าเงินของผู้เสียหายสูญหายโดยให้บอกว่าเป็นธนบัตรฉบับละ 500 บาท จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท หลายฉบับ ผู้เสียหายตกใจกลัว เมื่อจำเลยพูดเสร็จผู้เสียหายจึงวิ่งหนีไป ผู้เสียหายไม่ได้บอกให้ใครทราบเพราะกลัวว่าจำเลยจะฆ่า ต่อมาผู้เสียหายได้หยิบเอาเงิน 1,000 บาท ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะในห้องของพี่ชายผู้เสียหายไป โดยตั้งใจว่าจะนำไปให้จำเลยและเด็กชาย ส. เมื่อเดินผ่านสนามบาสเกตบอลพบจำเลย จำเลยได้เข้ามาพูดกับผู้เสียหายและส่งธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 1 ฉบับ ให้แก่ผู้เสียหายและบอกให้ไปบอกเพื่อนว่าพบธนบัตรที่ ข้างถังขยะ ส่วนเงิน 1,000 บาท ผู้เสียหายยังไม่ได้ให้จำเลย ต่อมาเวลายังไม่ถึงเที่ยงวันขณะที่ ผู้เสียหายอยู่ในห้องเรียนเพียงคนเดียว จำเลยกับเด็กชาย ส. ได้มาหาและถามว่าได้นำเงินจำนวน 1,000 บาท มาให้หรือไม่ผู้เสียหายจึงส่งเงินให้จำเลยไป 1,000 บาท จำเลยยังทวงเงิน 100 บาท ที่ให้ผู้เสียหายในตอนเช้า ผู้เสียหายจึงส่งให้ไป จากนั้น ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องให้มารดาทราบ ต่อมามารดาได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความ เจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายและมารดาไปที่ โรงเรียนผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้ชี้ตัวจำเลยและนาย ส. ว่าเป็นคนที่ขู่กรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานคือ ผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่เบิกความถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ซึ่งมีข้อพิรุธขัดต่อเหตุผลหลายประการ เช่นที่ ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยบอกผู้เสียหายให้ไปบอกเพื่อนที่ชอบฟ้องคุณครูหรือไปบอกคุณครูว่าเงินของผู้เสียหายสูญหายไป ย่อมจะทำให้คุณครูสอบถามเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวและ พฤติการณ์ต่าง ๆ ด้วย จึงเป็นการผิดปกติวิสัยของคนร้ายเป็นอย่างมาก ทั้งจำนวนเงินที่แจ้งว่าสูญหายไปก็มีจำนวน มากกว่าที่พูดขู่กรรโชกให้ผู้เสียหายนำมาให้เพียง 1,000 บาท นอกจากนี้ในวันที่ผู้เสียหายนำเงิน 1,000 บาท ไปโรงเรียน และตอนเช้าพบกับจำเลย แทนที่จำเลยจะถามเอาเงินที่บอกให้ผู้เสียหายนำมาให้ 1,000 บาท แต่จำเลยกลับนำเงินให้ผู้เสียหายอีก 100 บาท แล้วไม่ได้พูดถึงเรื่องเงิน 1,000 บาท จนกระทั่งตอนประมาณเที่ยงวันจำเลยจึงได้มาหาผู้เสียหายและสอบถามถึงเรื่องเงิน 1,000 บาท ที่ขู่กรรโชกให้ผู้เสียหายนำมาให้ ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของคนร้ายและขัดต่อเหตุผลเป็นอย่างมาก คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นพิรุธหลายประการว่า คนร้ายที่มีความรู้สึกนึกคิด โดยปกติทั่วไปแล้ว ย่อมไม่กระทำพฤติการณ์ที่ผิดปกติและขัดต่อเหตุผลดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ซึ่งจำเลยมี อายุประมาณ 14 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และไม่ปราฏว่าจำเลยมีสภาพจิตใจหรือความประพฤติผิดปกติ แต่อย่างใดไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะกระทำเรื่องที่มีพฤติการณ์ผิดปกติและขัดกับเหตุผลเช่นนี้ ส่วนผู้เสียหายซึ่ง ขณะเกิดเหตุมีอายุประมาณ 9 ปี ยังเป็นเด็ก ความรู้สึกนึกคิดย่อมไม่รอบคอบสมบูรณ์อย่างแน่นอนหากจะปั้นแต่ง สร้างเรื่องขึ้นมาก็อาจจะไม่สมเหตุสมผล ดังเช่นพฤติการณ์ในการกระทำความผิดคดีนี้ ทั้งยังได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาว อ. ครูประจำชั้นเรียนผู้เสียหาย ที่ผู้แทนโจทก์อ้างเป็นพยานว่า ผู้เสียหายมีความประพฤติชอบโกหกเป็นประจำ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อพิรุธหลายประการของคำเบิกความของผู้เสียหายที่เป็นประจักษ์พยานโจทก์เพียงปากเดียว ทั้งคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่าพบธนบัตรที่ผู้เสียหายอ้างว่ามอบให้จำเลยไป และจำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมา พยานโจทก์จึงยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าได้มีการกระทำความผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 371 ม. 83 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — เด็กชายสยาม มาลาเวช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเย — นายนครินทร์ พรสี่ภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2546
#49461
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ มาตรา 19 ผู้ติดยาเสพติดที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะต้องเป็นเพียงผู้ต้องหา มิใช่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว

ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่กฎหมายเดิมมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท เห็นได้ว่า โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิม โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม ดังนั้น โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมจึงเป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนขนส่งจังหวัดหนองคายให้เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกชนิดที่ 4 เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันและรถพ่วงอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิวรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูกความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 91 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทำนองว่า จำเลยประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 19 ผู้เสพยาเสพติดที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะต้องเป็นเพียงผู้ต้องหา มิใช่ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปโดยขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแต่ตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับนั้นตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม ดังนั้น กรณีโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่ยังคงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และได้ลงโทษในอัตราขั้นต่ำแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 2 (2) ม. 2 (3) ม. 216
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย บัวพันธ์ วันทองสุข
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2546
#50272
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ ว. เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยกรอกข้อความในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและจำเลยนำแบบคำขอดังกล่าวเสนอ ส. พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ ง. และ ก. เป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนแม้จะกระทำในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกันแต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิษณุ สังขพันธ์ปลัดอำเภอกุมภวาปี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยกรอกข้อความในแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) ว่า นายสง่า จันทรังสี เป็นญาติของจำเลยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของจำเลยและเคยทำบัตรประจำตัวประชาชนมาแล้ว แต่บัตรชำรุด ขอมีบัตรใหม่อันเป็นความเท็จความจริงแล้วนายสง่ามิได้เป็นญาติของจำเลย ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของจำเลย และไม่เคยผ่านการทำบัตรประจำตัวประชาชนแต่อย่างใด หลังจากนั้นจำเลยได้นำแบบ บ.ป.1 ดังกล่าวเสนอนายสุเทพ ชัยวัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุเทพชัยวัฒน์ นายวิษณุ สังขพันธ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิษณุปลัดอำเภอกุมภวาปี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยกรอกข้อความในแบบคำขอมีบัตรมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) ว่า นางสาวกัลยานี แซ่จึงเป็นญาติของจำเลยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของจำเลย และเคยทำบัตรประจำตัวประชาชนมาแล้ว แต่บัตรชำรุดขอมีบัตรใหม่ อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วนางสาวกัลยานีมิได้เป็นญาติของจำเลย ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของจำเลยและไม่เคยผ่านการทำบัตรประจำตัวประชาชนแต่อย่างใด หลังจากนั้นจำเลยได้นำแบบ บ.ป.1 ดังกล่าวเสนอนายสุเทพ ชัยวัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุเทพ ชัยวัฒน์ นายวิษณุ สังขพันธ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม จำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิษณุ สังขพันธ์ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และจำเลยนำแบบคำขอดังกล่าวเสนอนายสุเทพ ชัยวัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นเอกสารราชการให้แก่นายสง่า จันทรังสี และนางสาวกัลยานี แซ่จึง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิษณุ นายสุเทพซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน เป็นการกระทำผิด โดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกันสถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นาย เรืองวิทย์ โพธิญาณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2546
#50683
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ ว. เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและเสนอ ส. พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ ง. และ ก. โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ว. และ ส. ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชนเป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก กระทงละ 6 เดือนรวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิษณุ สังขพันธ์ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และจำเลยนำแบบคำขอดังกล่าวเสนอนายสุเทพ ชัยวัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ นายสง่า จันทรังสี และนางสาวกัลยานี แซ่จึง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิษณุ นายสุเทพซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน เป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกันสถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อมาว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยมีลักษณะร้ายแรง มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศ ตามรูปคดีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91 ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นาย เรืองวิทย์ โพธิญาณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2546
#110885
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคล 2 คน ให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗ เรียงกระทงลงโทษ จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และจำเลยนำแบบคำขอดังกล่าวเสนอพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ ส. และ ก. โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน เป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นายเรืองวิทย์ โพธิญาณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสิริลักษณ์ เสียงไพรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ นนทสูติ
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2546
#50270
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ให้การว่าจำเลยที่ 3มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยจำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในอีกคดีหนึ่ง โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ซึ่งจำนองไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 3,600,000 บาท โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญา 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดในวันที่ 22 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์หรือนางสาววิไลโกวพัฒนกิจ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2169 สูงขึ้นมาก จำเลยที่ 1 เสียดายจึงขอยกเลิกสัญญากับโจทก์หลายครั้ง โดยจะจ่ายค่าตอบแทนให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมจำเลยที่ 1 โดยทุจริตและทำการฉ้อฉลโจทก์ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายแสร้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรี โดยไม่ให้โจทก์ทราบว่านายผดุงศักดิ์ เทพพัตรา ก่อนจะถึงแก่กรรมได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 แล้วมอบให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน จำเลยที่ 1ยื่นคำให้การสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน พร้อมกับยื่นบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม2524 ว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 และได้แสดงเจตนาลวง ฉ้อฉลโจทก์ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลจังหวัดสระบุรี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและได้รับความเสียหาย โจทก์ทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2535 ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรีและคำพิพากษาคดีดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงดี ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก็ไม่อาจนำมาบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ การดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดสระบุรีและการประนีประนอมยอมความเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 3 ส่วนใน7 ส่วน ซึ่งยังไม่ได้มีการแบ่งแยกกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปทำสัญญาจะขายให้โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 31มีนาคม 2535 ระหว่างจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ขณะคดีอยู่ในกำหนดเวลายื่นฎีกา นางมุ้ยเอ็ง แซ่เบ๊ ถึงแก่กรรมนายจรูญ เทพพัตรายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2531โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระราคาที่ยังค้างชำระจำนวน 2,600,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสระบุรี ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว วันที่ 31 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 3 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 4 จำนวน 1 ส่วน ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524จำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี วันที่ 4 พฤษภาคม2535 จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่าจำเลยที่ 3 ที่ 2 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้นจำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งแปลงไปขายให้แก่โจทก์โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวไม่ได้ ศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5689/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ในคดีนั้นโจทก์ให้การว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาคดีดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วนตามคำพิพากษาฎีกาที่2884/2541 โจทก์เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ประกอบมาตรา 247"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สวัสดิ์ พัฒนาไพศาล
จำเลย — นางสาว ทิพวรรณ เทพพัตรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2546
#50271
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน การที่จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ โดยพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีที่จำเลยทั้งสี่ฟ้องร้องกันโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246,247และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจำนองไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 3,600,000 บาท โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญา 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดในวันที่ 22 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1ปฏิบัติตามสัญญา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์หรือนางสาววิไล โกวพัฒนกิจ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2169 สูงขึ้นมาก จำเลยที่ 1 เสียดายจึงขอยกเลิกสัญญากับโจทก์หลายครั้งโดยจะจ่ายค่าตอบแทนให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมจำเลยที่ 1 โดยทุจริตและทำการฉ้อฉลโจทก์ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายแสร้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรี โดยไม่ให้โจทก์ทราบว่านายผดุงศักดิ์ เทพพัตราก่อนจะถึงแก่กรรมได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 แล้วมอบให้จำเลยที่ 1ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน พร้อมกับยื่นบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 ว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 และได้แสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลจังหวัดสระบุรีตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและได้รับความเสียหาย โจทก์ทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2535 ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรีและคำพิพากษาคดีดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงดี ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นจึงตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก็ไม่อาจนำมาบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ การดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดสระบุรีและการประนีประนอมยอมความเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 3 ส่วนใน 7ส่วน ซึ่งยังไม่ได้มีการแบ่งแยกกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปทำสัญญาจะขายให้โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 31มีนาคม 2535 ระหว่างจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ขณะคดีอยู่ในกำหนดเวลายื่นฎีกา นางมุ้ยเอ็ง แซ่เบ๊ ถึงแก่กรรม นายจรูญเทพพัตรา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า นายจรูญเป็นบุตรของนางมุ้ยเอ็งและเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายผดุงศักดิ์ เทพพัตราจึงอนุญาตให้นายจรูญเข้าเป็นคู่ความแทน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2531 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระราคาที่ยังค้างชำระจำนวน 2,600,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสระบุรีขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว วันที่ 31 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 3 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 จำนวน1 ส่วน ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 จำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี วันที่ 4 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่าจำเลยที่ 3 ที่ 2 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1ในที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งแปลงไปขายให้แก่โจทก์โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวไม่ได้ ศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม2530 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5689/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ในคดีนั้นโจทก์ให้การว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 โจทก์เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 1361
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 145 ม. 245 (1) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สวัสดิ์ พัฒนาไพศาล
จำเลย — นางสาว ทิพวรรณ เทพพัตรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิภาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2546
#110869
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยทั้งสองฝ่ายรับว่า ที่ดินพิพาทมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของร่วมด้วย ศาลได้พิพากษาตามยอมไปแล้ว จำเลยที่ 3 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปขายให้โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจึงปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้โจทก์ โดยที่จำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนสัญญา ดังกล่าวไม่ผูกพันกรรมสิทธิ์ ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ขอเพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ ในระหว่างพิจารณาของคดี ดังกล่าว โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมเพื่อให้ศาลพิพากษาตามยอมว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้เสียเปรียบและเสียหาย และศาลฎีกาได้พิจารณาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วนพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สิทธิของจำเลยที่ 3 โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวจึงผูกพันตามคำพิพากษานั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงที่ว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๐/๒๕๓๕ ของศาลจังหวัดสระบุรี และคำพิพากษาคดีดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๕ ระหว่างจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๐/๒๕๓๕ ของศาลจังหวัดสระบุรี ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๕๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้น ซึ่งให้จำเลยทั้งสี่ใช้แทนโจทก์ ๓,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๑ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๐ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ไถ่ถอนจำนองที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของ ศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดสระบุรีขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๑ ว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยที่ ๒ จำนวน ๓ ส่วน จำเลยที่ ๓ จำนวน ๓ ส่วน จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ จำนวน ๑ ส่วน ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๑ จะไปดำเนินการจดทะเบียนให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๐/๒๕๓๕ ของศาลจังหวัดสระบุรี หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ ฟ้องจำเลยที่ ๑ และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความ ยินยอมจากจำเลยที่ ๓ และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ ในคดีนั้นโจทก์ให้การว่าจำเลยที่ ๓ มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ ๓ เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทน จำเลยที่ ๓ จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียวระหว่างพิจารณาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓ เป็น เจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ๓ ใน ๗ ส่วน จำเลยที่ ๑ นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ ๓ ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ ๓ และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ฉบับลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ ๓ จำนวน ๓ ใน ๗ ส่วน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๘๕/๒๕๔๑ เมื่อโจทก์เป็นคู่ความในคดี ดังกล่าว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๐/๒๕๓๕ ของศาลจังหวัดสระบุรี โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้าง ข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็น ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗ คดีจึงไม่ จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์และฎีกาศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ ๑ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 138 ม. 145 ม. 146 (6) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ พัฒนาไพศาล
จำเลย — นางสาวทิพวรรณ เทพพัตรา ที่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวันชัย ธีราทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2546
#110868
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีเนื้อที่มากกว่า 25 ตารางวา และทั้งสามด้านของที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนไม่มีด้านใดยาวน้อยกว่า 5 วา จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นอีก ๔๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ ๙๒ ตารางวาจากโจทก์ในราคาตารางวาละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท หากไม่สามารถทำได้ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๗,๖๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๗๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๔,๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า? โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๒๕๘๗ และ ๔๒๕๘๘ ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร? อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน? ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๒๘๕๗ ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ ๙๒ ตารางวา? เมื่อที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีเนื้อที่มากกว่า ๒๕ ตารางวา และทั้งสามด้านของที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนไม่มีด้านใดยาว น้อยกว่า ๕ วา กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 20 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนิษฐา เริงพิทยา
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เตชะกำธร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2546
#49460
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดเหตุในการร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 3 กรณี คือ (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายหรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์ (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ เหตุในการขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องเป็นการอ้างว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันมรดก แต่ปรากฏว่าที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น ผู้ตายได้โอนให้บุคคลอื่นไปแล้วในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเงินฝากในบัญชี ผู้มีอำนาจในการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นการดำเนินการโดยชอบตามเงื่อนไขในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากที่ทำไว้กับธนาคารจึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันมรดกของผู้ตายเพราะไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ กฎหมายมิได้กำหนดเหตุให้ตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อสืบหาทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อนำมาจัดการแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสายใจ สุโขธนัง ผู้ตายซึ่งมีทรัพย์มรดก คือบัญชีเงินฝากของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) และที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ตำบลแหลมออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้ร้องเคยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารและสำนักงานที่ดินเพื่อรับโอนมรดกมาแบ่งปันระหว่างทายาทแต่มีเหตุขัดข้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยมิได้รับความยินยอมจากทายาทของผู้ตาย ทั้งผู้ร้องไม่เหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ประกอบกับผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกที่จะจัดการ เพราะบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผู้ร้องอ้างนั้นผู้มีอำนาจเบิกเงินในบัญชีได้ปิดบัญชีไปนานแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ตำบลแหลมออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายได้โอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรบางคนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งนายยิ่งยศ สุโขธนัง ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางสายใจ สุโขธนัง ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายกับนายสุน สุโขธนัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 8 คน ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.2บัญชีเงินฝากเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านแหลม ถูกปิดไปก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นไปแล้วเช่นเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายบัญชีเงินฝากเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านแหลม ซึ่งผู้ตายเป็นเจ้าของบัญชีมีเงินฝากอยู่ 157,446.68 บาท อันเป็นมรดกของผู้ตายและอาจมีทรัพย์มรดกอื่นอีกที่ผู้ร้องต้องติดตามรวบรวมเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยผู้ร้องไม่จำต้องระบุไว้ในคำร้องขอจัดการมรดกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดเหตุในการร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก 3 กรณี คือ (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์ (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก หรือ (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ เมื่อเหตุที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นกรณีที่ 2 คือ มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางไต่สวนว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ผู้ตายได้โอนให้บุคคลอื่นไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเงินฝากในบัญชีเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด(มหาชน) นั้น ผู้มีอำนาจในการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก อันเป็นการดำเนินการโดยชอบตามเงื่อนไขในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย ร.4 ที่ทำไว้กับธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดกของผู้ตายเพราะไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ กฎหมายมิได้กำหนดเหตุให้ตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อสืบหาทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อนำมาจัดการแต่อย่างใด ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ยิ่งยศ สุโขธนัง
ผู้คัดค้าน — นาง ลำใย เพิ่มพิศาล
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2546
#50269
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายได้โอนที่ดินให้บุคคลอื่นไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนเงินฝากของผู้ตายในธนาคาร ผู้มีอำนาจในการถอนเงินได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดกของผู้ตายเพราะไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ กฎหมายมิได้กำหนดเหตุให้ตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อสืบหาทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อนำมาจัดการผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนางสาวใจ สุโขธนัง ผู้ตายกับนายสุนสุโขธนัง ผู้ตายมีบุตร 8 คน คือ นางสายหยุด เพียรธรรม นางสายยงค์ แย้มนิล ผู้ร้องนางลำใย เพิ่มพิศาล นายบุญยืน สุโขธนัง นางสาวราภรณ์ สุโขธนัง นายทองสุข สุโขธนัง และนายอุดม สุโขธนัง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยเหตุชราภาพ มีทรัพย์มรดก คือ บัญชีเงินฝากเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านแหลม และที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้ร้องเคยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารและสำนักงานที่ดินเพื่อรับโอนมรดกมาแบ่งปันระหว่างทายาทแต่มีเหตุขัดข้อง จึงมายื่นคำร้องโดยได้รับความยินยอมจากทายาทแล้ว ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยมิได้รับความยินยอมจากทายาทของผู้ตาย ทั้งผู้ร้องไม่เหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ประกอบกับผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกที่จะจัดการ เพราะบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผู้ร้องอ้างนั้นผู้มีอำนาจเบิกเงินในบัญชีได้ปิดบัญชีไปนานแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ผู้ตายได้โอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรบางคนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายยิ่งยศ สุโขธนัง ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางสายใจสุโขธนัง ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายกับนายสุน สุโขธนัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม8 คน ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.2 บัญชีเงินฝากเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน)สาขาบ้านแหลมถูกปิดไปก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นไปแล้วเช่นเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายบัญชีเงินฝากเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด(มหาชน) สาขาบ้านแหลม ซึ่งผู้ตายเป็นเจ้าของบัญชีมีเงินฝากอยู่ 157,446.68 บาทอันเป็นมรดกของผู้ตายและอาจมีทรัพย์มรดกอื่นอีกที่ผู้ร้องติดตามรวบรวมเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยผู้ร้องไม่จำต้องระบุไว้ในคำร้องขอจัดการมรดกนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดเหตุในการร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก 3 กรณี คือ (1) เมื่อเจ้ามรดกตายทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์ (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก หรือ (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ เมื่อเหตุที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นกรณีที่ 2 คือมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางไต่สวนว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ผู้ตายได้โอนให้บุคคลอื่นไป ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเงินฝากในบัญชีเลขที่ 410-1-02139-3 ของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) นั้น ผู้มีอำนาจในการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก อันเป็นการดำเนินการโดยชอบตามเงื่อนไขในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย ร.4 ที่ทำไว้กับธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดกของผู้ตายเพราะไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ กฎหมายมิได้กำหนดเหตุให้ตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อสืบหาทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อนำมาจัดการแต่อย่างใด ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ยิ่งยศ สุโขธนัง
ผู้คัดค้าน — นาง ลำใย เพิ่มพิศาล
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2546
#110858
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเหตุที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ตัวผู้จัดการมรดกเป็นกรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 (2) แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินนั้น ผู้ตายโอนให้บุคคลอื่นไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเงินฝากธนาคาร ผู้มีอำนาจในการถอนได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ตัวผู้จัดการมรดก จึงไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ และกฎหมายมิได้กำหนดเหตุให้ตัวผู้จัดการมรดกเพื่อสืบหาทรัพย์มรดกของผู้ตาย เพื่อนำมาจัดการแต่อย่างใด ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกที่จะจัดการ เพราะบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผู้ร้องอ้างนั้นผู้มีอำนาจเบิกเงินในบัญชีได้ปิดบัญชีไปนานแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ตำบลแหลมออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายได้โอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรบางคนในขณะที่ยังมีชีวิติอยู่ ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย บัญชีเงินฝากของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านแหลม ถูกปิดไปก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นไปแล้วเช่นเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายบัญชีเงินฝากของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านแหลม ซึ่งผู้ตายเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากอยู่ 157,446.68 บาท อันเป็นมรดกของผู้ตายและอาจมีทรัพย์มรดกอื่นอีกที่ผู้ร้องต้องติดตามรวบรวมเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยผู้ร้องไม่จำต้องระบุไว้ในคำร้องขอจัดการมรดกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดเหตุในการร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก 3 กรณี คือ (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์ (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก หรือ (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ เมื่อเหตุที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นกรณีที่ 2 คือ มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางไต่สวนว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2749 ผู้ตายได้โอนให้บุคคลอื่นไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเงินฝากในบัญชีของธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) นั้น ผู้มีอำนาจในการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ปิดบัญชีไปก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก อันเป็นการดำเนินการโดยชอบตามเงื่อนไขในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากที่ทำไว้กับธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดกของผู้ตายเพราะไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ กฎหมายมิได้กำหนดเหตุให้ ตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อสืบหาทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อนำมาจัดการแต่อย่างใด ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องจะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายยิ่งยศ สุโขธนัง
ผู้คัดค้าน — นางลำใย เพิ่มพิศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2546
#110884
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ว่า "รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำเนาให้โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำส่งใน 5 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และมีข้อความประทับไว้ด้วยว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 9 เมษายน 2544 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" และทนายจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2544 ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานศาลนำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่โจทก์ไม่ได้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลา 15 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246

จำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อกำหนดและวันนัดดังกล่าวไว้ ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 3 ย่อมไม่ทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการ ต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ กับให้ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ต่อมาพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ไม่ได้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่แถลงอย่างใดภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๔ ว่า "รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ สำเนาให้โจทก์โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำส่งใน ๕ วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน ๑๕ วันนับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และมีข้อความประทับไว้ด้วยว่า "ให้ทราบคำสั่งในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" และทนายจำเลยที่ ๒ ได้ลงลายมือชื่อไว้ข้างล่างข้อความดังกล่าวแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ โดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ ต่อมาวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เจ้าพนักงานศาลนำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่โจทก์ไม่ได้ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลา ๑๕ วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ตามฟ้อง จึงเชื่อว่าสามารถส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้นั้นรับฟังไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ และมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้น ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อกำหนดและวันนัดดังกล่าวไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผล การส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๓ ทราบ จำเลยที่ ๓ ย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๓ มิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ ๓ ทิ้งฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ ๓ ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ ๓ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งผลการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ให้จำเลยที่ ๓ ทราบ แล้วดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอ็ง แซ่ลี้
จำเลย — นายณรงค์ พลเพ็ชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 592/2546
#47819
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ คดีของโจทก์ไม่มีข้อยุ่งยาก หากจำเลยหาทนายความและยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดอายุอุทธรณ์ก็อยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ แต่จำเลยเพิ่งแต่ทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยเพิ่งแต่งทนายความเพื่อว่าความในชั้นอุทธรณ์ ทนายจำเลยไม่อาจเรียกฟ้องอุทธรณ์ได้ทัน จึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปสามสิบวัน ซึ่งข้ออ้างและเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 และเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2545 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือนครั้นถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่า เพิ่งแต่งตั้งทนายจำเลยในวันดังกล่าวซึ่งครบกำหนดอุทธรณ์ แต่ทนายจำเลยต้องใช้เวลาในการเรียงอุทธรณ์ระยะหนึ่ง ไม่อาจเรียงอุทธรณ์ทัน ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ และยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง และจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ คดีของจำเลยไม่มีข้อยุ่งยาก หากจำเลยหาทนายความและยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดอายุอุทธรณ์ก็อยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ แต่จำเลยเพิ่งแต่งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างในคำร้องว่าจำเลยเพิ่งแต่งทนายความเพื่อว่าความในชั้นอุทธรณ์ ทนายจำเลยไม่อาจเรียงฟ้องอุทธรณ์ได้ทัน จึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปสามสิบวัน ข้ออ้างและเหตุผลตามคำร้องไม่ใช่กรณีมีพฤติการณ์พิเศษ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นาย มนัส หยิบยก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ