คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491/2546
#49836
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาในข้อกฎหมายที่ว่า หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่ครบตามประมวลรัษฎากรฯ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง แม้จะมีข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าเมื่อสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งสิ้นสุดลงแล้ว ก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่า ถ้าผู้เช่าไม่ใช้สิทธิก็ต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ให้เช่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่ได้ตกเป็นของผู้เช่าทันทีจึงแตกต่างจากสัญญาเช่าซื้อในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ซึ่งหากผู้เช่าชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งจึงเป็นสัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรฯ มิได้กำหนดไว้ว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่ารถยนต์แบบลิสซิ่งจากโจทก์ในราคา 801,600 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์จึงติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพที่ชำรุด นำออกประมูลขายได้เงินเพียง 272,800 บาททำให้ขาดราคา 291,200 บาท และขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินเป็นเวลา 7 เดือนเศษ คิดเป็นเงิน 116,900 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน408,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่คู่สัญญา และหนังสือมอบอำนาจปลอม ทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 มุ่งหมายผูกพันในลักษณะเช่าซื้อ แต่สัญญาพิพาทไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากได้รับชำระหนี้คุ้มทุนแล้วประกอบกับคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 นี้มีลักษณะใกล้เคียงกับบทกฎหมายเรื่องเช่าซื้อ และเมื่อปรากฏว่าสัญญาพิพาทดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ จึงไม่อาจนำมาใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดี พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 179,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อกฎหมายซึ่งข้อกฎหมายที่ว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบตามประมวลรัษฎากรจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ดังที่จำเลยที่ 3 แถลงปิดคดีนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาเช่าทรัพย์หรือเป็นสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาที่ผู้ให้เช่าให้ผู้เช่าทรัพย์สินในราคาที่คู่สัญญาตกลงกัน แต่ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่าและไม่ปรากฏว่าค่าเช่าที่ชำระให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า แม้จะมีข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าเมื่อสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งสิ้นสุดลงแล้ว ก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่า หากผู้เช่าประสงค์จะซื้อในอนาคตโดยเสนอราคาจะขายไว้ล่วงหน้าในราคา 63,000 บาท ซึ่งถ้าผู้เช่าไม่ใช้สิทธิก็ต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ให้เช่า จึงเป็นการให้สิทธิผู้เช่าก่อนบุคคลอื่นในการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่ได้ตกเป็นของผู้เช่าทันที จึงแตกต่างจากสัญญาเช่าซื้อในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ที่ว่า "อันว่าเช่าซื้อนั้นคือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าหากผู้เช่าชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าสัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากรมิได้กำหนดไว้ว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยส่วนฎีกาอื่น ๆ ของจำเลยที่ 3 เช่น หากจำเลยที่ 1 ไม่ซื้อทรัพย์สินที่เช่าและโจทก์นำออกขายให้ผู้อื่นได้ราคาต่ำกว่า 63,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องชดใช้ส่วนที่ขาดนั้นแก่โจทก์ก็เป็นเรื่องที่คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ ไม่มีผลให้สัญญาเช่าทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.5 กลับเป็นสัญญาเช่าซื้อ ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 454 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.เอ็ม.ทีลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.แอล เทเลคอมมูนิเคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2546
#49834
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาซื้อขายขอเรียกเงินคืนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยตามข้อสัญญาพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงจำเลยก่อนบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เท่ากับประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายโดยอ้างว่าโจทก์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงจำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญา อันเป็นการฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาโดยอ้างเหตุขึ้นใหม่ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2536 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยในโครงการคอนโดมิเนียมทรงอิสระ อาคารเลขที่ 608 ชั้น 4 ห้องชุดเลขที่ ดี เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางเมตร ราคา 880,000 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2538 โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้จำเลยเป็นค่าจอง 5,000 บาทชำระในวันทำสัญญา 83,800 บาท และผ่อนชำระเงินดาวน์ 12 งวด เป็นเงิน 110,000บาท รวมเป็นเงิน 199,800 บาท จำเลยก่อสร้างคอนโดมิเนียมไม่แล้วเสร็จ โดยหยุดก่อสร้างตั้งแต่กลางปี 2537 โจทก์ทั้งสองเร่งรัดให้จำเลยดำเนินการต่อไป โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปแต่ละครั้งจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 93,744.17 บาท รวมเป็นเงิน 293,544.17บาท ขอบังคับจำเลยให้ชำระเงิน 293,544.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงิน 199,800 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3111/2540 หมายเลขแดงที่ 24268/2540 โดยกล่าวหาว่าจำเลยผิดสัญญา ไม่ดำเนินการก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้แล้วเสร็จตามที่ตกลงกัน และให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง อันเป็นคำฟ้องที่มีเนื้อหาและประเด็นอย่างเดียวกับคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 293,544.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 199,800 บาท นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาซื้อขาย เรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยไม่น้อยกว่า 3 เดือน ตามข้อสัญญา พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองตามคดีหมายเลขดำที่ 3111/2540 หมายเลขแดงที่ 24268/2540 ของศาลชั้นต้นจำเลยอุทธรณ์ประการหนึ่งว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดให้จำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เท่ากับประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 3 เดือน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดให้จำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 อันเป็นการฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาโดยอ้างเหตุขึ้นใหม่ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลล่างทั้งพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก พาอินทร์ กับพวก
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2546
#49835
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องบริษัทจำเลยว่าผิดสัญญาซื้อขายและเรียกเงินคืนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ต้องส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือถึงจำเลยไม่น้อยกว่า 3 เดือนตามสัญญา แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารให้จำเลยทราบก่อนเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวจึงยังไม่มีการวินิจฉัยให้เป็นที่สุด ภายหลังเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 3 เดือน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่าผิดสัญญาซื้อขาย โดยอ้างว่าโจทก์ได้บอกกล่าวถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารให้จำเลยทราบก่อนเลิกสัญญาแล้ว กรณีถือได้ว่าเป็นการฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาโดยอ้างเหตุขึ้นใหม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยในโครงการคอนโดมิเนียมทรงอิสระ อาคารเลขที่ 608 ชั้น 4 ห้องชุดเลขที่ ดี เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางเมตร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ราคา 880,000 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2538 โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้จำเลยเป็นค่าจอง 5,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา 83,800 บาท และผ่อนชำระเงินดาวน์ 12 งวด เป็นเงิน 110,000 บาทรวมเป็นเงิน 199,800 บาท จำเลยก่อสร้างคอนโดมิเนียมไม่แล้วเสร็จ โดยหยุดก่อสร้างตั้งแต่กลางปี 2537 โจทก์ทั้งสองเร่งรัดให้จำเลยดำเนินการต่อไป โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ให้จำเลยคืนเงินแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปแต่ละครั้งจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 93,744.17 บาท รวมเป็นเงิน 293,544.17 บาท ขอบังคับจำเลยให้ชำระเงิน 293,544.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน199,800 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3111/2540 หมายเลขแดงที่ 24268/2540 โดยกล่าวหาว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ดำเนินการก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้แล้วเสร็จตามที่ตกลงกัน และให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง อันเป็นคำฟ้องที่มีเนื้อหาและประเด็นอย่างเดียวกับคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำ จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่โจทก์ทั้งสองอ้าง จำเลยเริ่มดำเนินการในพื้นที่โครงการทั้งหมดตามขั้นตอนจนใกล้จะเสร็จสิ้น แต่โครงการดังกล่าวเป็นอาคารสูงมีเนื้อที่จำนวนมากการก่อสร้างในพื้นทีเกิดปัญหาขัดข้องในส่วนของผู้รับเหมาและระเบียบข้อบังคับของทางราชการเป็นเหตุนอกเหนือการควบคุมของจำเลย บริษัท บี เค เค เจนเนอรัล คอนแทรคเตอร์ จำกัด ทีจำเลยว่าจ้างให้ทำการก่อสร้างไม่ก่อสร้างให้แล้วเสร็จ แต่โครงการจัดทำไปแล้วเป็นส่วนใหญ่หาใช่เป็นเรื่องไม่ดำเนินการแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยมีหน้าที่ต้องชำระค่างวดให้จำเลย 23 งวด งวดละ 9,250 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2536 รวมเป็นเงิน 212,750 บาท แต่โจทก์ทั้งสองชำระให้จำเลยเพียง 12 งวด รวมเป็นเงิน 111,000 บาท คงค้างชำระอีก 11 งวด รวมเป็นเงิน101,750 บาท โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารระหว่างการก่อสร้าง จำเลยไม่เคยตกลงว่าจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2538 วันดังกล่าวเป็นเพียงวันประมาณการว่าจะแล้วเสร็จเท่านั้น ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ทราบขณะทำสัญญา เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยยังคงก่อสร้างต่อไป โจทก์ทั้งสองมิได้เร่งรัดแต่อย่างใด ขณะเดียวกันโจทก์ทั้งสองเพิกเฉยไม่ผ่อนชำระค่างวดจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะยกเอาเหตุนี้ฟ้องจำเลยไม่ได้ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะจำเลยมิได้ผิดนัดอีกทั้งไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ได้ชำระแล้วคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 293,544.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 199,800 บาท นับจากวันฟ้อง (วันที่ 17 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาซื้อขาย เรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยไม่น้อยกว่า 3 เดือนตามข้อสัญญา พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง ตามคดีหมายเลขดำที่ 3111/2540 หมายเลขแดงที่ 24268/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ประการหนึ่งว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดให้จำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่เท่ากับประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 3 เดือน แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์ทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดให้จำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 อันเป็นการฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาโดยอ้างเหตุขึ้นใหม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก พาอินทร์ กับพวก
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2546
#110856
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาซื้อขาย เรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยไม่น้อยกว่า 3 เดือน ตามข้อสัญญา พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวจำเลยก่อนบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เท่ากับประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด ทั้งเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 3 เดือน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายโดยอ้างว่าโจทก์ได้บอกกล่าวจำเลยก่อนบอกเลิกสัญญาแล้ว อันเป็นการฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญา โดยอ้างเหตุขึ้นใหม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับจำเลยให้ชำระเงิน 293,544.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 199,800 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 293,544.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 199,800 บาท นับจากวันฟ้อง (วันที่ 17 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 14,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาซื้อขาย เรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวถึงจำเลยไม่น้อยกว่า 3 เดือน ตามข้อสัญญาพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง ตามคดีหมายเลขดำที่ 3111/2540 หมายเลขแดง ที่ 24268/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ประการหนึ่งว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดให้จำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เท่ากับประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด และเมื่อ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 3 เดือน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองได้ บอกกล่าวเป็นหนังสือถึงข้อที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดให้จำเลยทราบก่อนบอกเลิกสัญญาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 อันเป็นการฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาโดยอ้างเหตุขึ้นใหม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก พาอินทร์ กับพวก
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2546
#48712
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12 และมาตรา 13 กำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อนและเมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งหนึ่ง จะถือวันที่การออกใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

การที่มีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535เท่านั้น มิใช่ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องเป็นผู้สอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานที่ตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนนั้น ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดว่าได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้ว

โจทก์ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน การตั้งโรงงานตลอดจนการประกอบกิจการโรงงานทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2535 มาตรา 12 จำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจเข้าไปตรวจสภาพโรงงาน สถานที่ สภาพเครื่องจักร ตลอดจนตรวจยึดสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปในที่ดินของโจทก์และยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดฐานบุกรุก

การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานเนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ 100 คนมาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์จำเลยทั้งสามจึงมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายมิให้ลุกลามไปแม้การที่จะระงับการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์นั้น จำเลยทั้งสามได้สั่งให้อุดท่อพีวีซี ตลอดจนสั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุ ก็ด้วยประสงค์จะยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินโดยต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่ การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น มิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งนายอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองอำเภอบ้านม่วง จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1259, 1262, 1171, 1174 ถึง 1177 ตำบลดงเหนืออำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร เพื่อใช้ประกอบกิจการทำนาเกลือสินเธาว์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกอีกจำนวนหนึ่งไม่ทราบชื่อเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และร่วมกันนำดินลูกรังไปอัดบ่อน้ำเกลือ 4 บ่อ จนไม่สามารถนำน้ำเกลือจากบ่อไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ และร่วมกันนำเครื่องจักร เครื่องมือในการประกอบกิจการทำนาเกลือสินเธาว์ไป 11 รายการ ราคาประมาณ 500,000 บาท ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถประกอบกิจการทำนาเกลือสินเธาว์ได้ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ทั้งสอง และทำให้โจทก์ทั้งสองต้องไร้ประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ได้ตามปกติ อีกทั้งจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่า ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่กระทำเช่นนั้นได้ แต่ได้ร่วมกันสมคบและสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้น จึงถือว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365, 362, 358, 157, 83, 84, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองมีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานออกใบอนุญาตประกอบกิจการตั้งโรงงานตามคำขอของโจทก์ทั้งสองผู้ประสงค์จะประกอบกิจการในวันที่ 3 ธันวาคม 2542 ก็ย่อมหมายถึงเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองเริ่มต้นประกอบกิจการโรงงานได้โดยชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาต... ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาต... การยื่นคำขอรับใบอนุญาตและขั้นตอนการพิจารณาและระยะเวลาในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง..." และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 ถ้าประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการโรงงานในส่วนหนึ่งส่วนใดต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มประกอบกิจการ..." จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน และเมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งหนึ่งก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองจะถือเอาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการลงวันที่ 3 ธันวาคม 2542 ของนายสมคะเนย์ ขันชะรุ หัวหน้าฝ่ายโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ได้ เพราะจากการนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันที่ 13 ธันวาคม 2542 ตามใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์ที่ 2 ไปรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันเดียวกันเมื่อเป็นเช่นนี้วันที่ 3 ธันวาคม 2542 จึงไม่ใช่วันเริ่มต้นที่โจทก์ทั้งสองสามารถตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานตามที่ขออนุญาตไว้ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ที่จะต้องตรวจสอบว่าโรงงานซึ่งตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จะมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 214/2536 แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 แต่ก็ใช่ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องเป็นผู้สอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานที่ตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนนั้น ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ ดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในฎีกาแต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดว่า ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้ว ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตต้องแสดงใบอนุญาตไว้ ณ ที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายในโรงงานของตน" เป็นเหตุผลสนับสนุนความข้อนี้อยู่ ดังนั้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน การตั้งโรงงานตลอดจนการประกอบกิจการโรงงานทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสองจึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจเข้าไปตรวจสภาพโรงงานสถานที่ สภาพเครื่องจักร ตลอดจนตรวจยึดสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อการประกอบกิจการโรงงานของโจทก์ทั้งสองกระทำโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ดังกล่าวแล้ว กรณีจึงถือว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่เข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 และยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดฐานบุกรุกหาได้ไม่ ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งสามไม่จำเป็นต้องทำลายท่อ พี วี ซี ที่วางอยู่บนพื้นดิน และนำเศษดิน เศษหิน ใส่ลงไปในท่อ พี วี ซี 4 ท่อ จนเสียหายใช้การไม่ได้ซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น เห็นว่า เหตุแห่งการที่จำเลยทั้งสามเข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานครั้งนี้เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ100 คน มาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสองตามบันทึกเหตุร้ายสำคัญในเขตตำบลดงเหนือเอกสารหมาย ล.9 ซึ่งมีนายดาบตำรวจพิศาล ศิริบูรณ์ พยานโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป แม้การที่จะระงับการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์นั้น จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้อุดท่อ พี วี ซี ตลอดจนสั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุ ก็ด้วยประสงค์จะยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินโดยต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 358 ม. 362
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ม. 12 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช.จรัส ซี ซอลท์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นาย กานต์ ลอยมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2546
#49456
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติโรงงานฯ มาตรา 12 และ 13 กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต โดยห้ามมิให้ตั้งโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาตและหากได้รับใบอนุญาตแล้วถ้าประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการโรงงานส่วนหนึ่งส่วนใดต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนเริ่มประกอบกิจการ ดังนั้นวันที่ออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานจึงมิใช่วันเริ่มประกอบกิจการดังกล่าว

แม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงานฯ ก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หาใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องสอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานที่ตั้งในเขตท้องที่ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนนั้นได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ 1 ว่าได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้ว

เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน การตั้งโรงงานตลอดจนการประกอบกิจการโรงงานทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงานฯ มาตรา 12 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจเข้าไปตรวจสภาพโรงงานสถานที่ สภาพเครื่องจักร ตลอดจนตรวจยึดสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในการประกอบกิจการของโจทก์ได้ หาเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและบุกรุกไม่

เหตุแห่งการที่จำเลยทั้งสามเข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโจทก์ เนื่องจากรับแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ 100 คน มาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำนาเกลือของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามสั่งให้อุดท่อ พีวีซี และให้รื้อถอนเครื่องจักรในที่เกิดเหตุก็ด้วยเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป ทั้งเป็นการรื้อถอนตามอำนาจหน้าที่ซึ่งย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้างอันเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายจึงมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีกจำนวนหนึ่งไม่ทราบชื่อเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และร่วมกันนำดินลูกรังไปอัดบ่อน้ำเกลือ 4 บ่อ จนไม่สามารถนำน้ำเกลือจากบ่อใช้ประโยชน์ต่อไปได้ และร่วมกันนำเครื่องจักร เครื่องมือในการประกอบกิจการทำนาเกลือสินเธาว์ไป 11 รายการ ราคาประมาณ 500,000 บาท ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถประกอบกิจการทำนาเกลือสินเธาว์ได้ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ทั้งสอง และทำให้โจทก์ทั้งสองต้องไร้ประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ได้ตามปกติ อีกทั้งจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ที่กระทำเช่นนั้นได้ แต่ได้ร่วมกันสมคบและสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้นจึงถือว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ เหตุเกิดที่ตำบลดงเหนือ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365, 362, 358, 157, 83, 84, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองมีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานออกใบอนุญาตประกอบกิจการตั้งโรงงานตามคำขอของโจทก์ทั้งสองผู้ประสงค์จะประกอบกิจการในวันที่ 3 ธันวาคม 2542 ก็ย่อมหมายถึงเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองเริ่มต้นประกอบกิจการโรงงานได้โดยชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12บัญญัติว่า "ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต... ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาต... การยื่นคำขอรับใบอนุญาตและขั้นตอนการพิจารณาและระยะเวลาในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง..." และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 ถ้าประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการโรงงานในส่วนหนึ่งส่วนใดต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มประกอบกิจการ..." จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน และเมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ทราบอีกครั้งหนึ่งก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองจะถือเอาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการลงวันที่ 3 ธันวาคม 2542 ของนายสมคะเนย์ขันชะรุ หัวหน้าฝ่ายโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร เป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ได้ เพราะจากการนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันที่ 13 ธันวาคม 2542 และโจทก์ที่ 2 ไปรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้วันที่ 3 ธันวาคม 2542 จึงไม่ใช่วันเริ่มต้นที่โจทก์ทั้งสองสามารถตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานตามที่ขออนุญาตไว้ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535ที่จะต้องตรวจสอบว่า โรงงานซึ่งตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จะมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 214/2536 แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 แต่ก็ใช่ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องเป็นผู้สอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานที่ตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนนั้น ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ ดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในฎีกา แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดว่า ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตต้องแสดงใบอนุญาตไว้ ณ ที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายในโรงงานของตน" เป็นเหตุผลสนับสนุนความข้อนี้อยู่ ดังนั้น ในวันที่ 8 ธันวาคม2542 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานการตั้งโรงงานตลอดจนการประกอบกิจการโรงงานทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสองจึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจเข้าไปตรวจสภาพโรงงานสถานที่ สภาพเครื่องจักร ตลอดจนตรวจยึดสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้องเมื่อการประกอบกิจการโรงงานของโจทก์ทั้งสองกระทำโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2535 ดังกล่าวแล้ว กรณีจึงถือว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่เข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 และยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดฐานบุกรุกหาได้ไม่ ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งสามไม่จำเป็นต้องทำลายท่อ พี วี ซี ที่วางอยู่บนพื้นดิน และนำเศษดิน เศษหิน ใส่ลงไปในท่อพี วี ซี 4 ท่อ จนเสียหายใช้การไม่ได้ซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น เห็นว่า เหตุแห่งการที่จำเลยทั้งสามเข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานครั้งนี้เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ100 คน มาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสองตามบันทึกเหตุร้ายสำคัญในเขตตำบลดงเหนือ ซึ่งมีนายดาบตำรวจพิศาล ศิริบูรณ์ พยานโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป แม้การที่จะระงับการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์นั้น จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้อุดท่อ พี วี ซีตลอดจนสั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุ ก็ด้วยประสงค์จะยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินโดยต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่ การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 157 ม. 358 ม. 362
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 ม. 12 ม. 13 ม. 23
คำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 214/2536
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช. จรัส ซี ซอลท์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นาย กานต์ ลอยมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2546
#110325
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน เมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งหนึ่งตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ มาตรา 12 และ 13 ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะถือเอาวันที่หัวหน้าฝ่ายโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้ เป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่

แม้จะมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องสอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานของโจทก์ทั้งสองได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดว่าได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ มาตรา 23

เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 เข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานโดยมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป แม้จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรกับอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุและทำให้อุปกรณ์เสียหาย ก็ด้วยประสงค์จะระงับการประกอบกิจการและยึดเครื่องจักรกับอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินซึ่งต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่ การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ก็เป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ , ๓๖๒ , ๓๕๘ , ๑๕๗

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า "ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ ๓ ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต? ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาต? การยื่นคำขอรับใบอนุญาตและขั้นตอนการพิจารณาและระยะเวลาในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง?" และมาตรา ๑๓ บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๒ ถ้าประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการโรงงานในส่วนหนึ่งส่วนใด ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มประกอบกิจการ?" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ ๓ ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน และเมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งหนึ่งก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองจะถือเอาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ของหัวหน้าฝ่ายโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครเป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ได้ เพราะจากการนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่า โจทก์ที่ ๑ ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ตามใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และโจทก์ที่ ๒ ไปรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ จึงไม่ใช่วันเริ่มต้นที่โจทก์ทั้งสองสามารถตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานและประกอบกิจการโรงงานตามที่ขออนุญาตไว้ได้

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่จะต้องตรวจสอบว่าโรงงานซึ่งตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จะมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ ๒๑๔/๒๕๓๖ แต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ก็ใช่ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่จะต้องเป็นผู้สอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานที่ตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนนั้นได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ ๑ ให้ปรากฏชัดว่า ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้ว ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๓ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตต้องแสดงใบอนุญาตไว้ ณ ที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายในโรงงานของตน" เป็นเหตุผลสนับสนุนความข้อนี้อยู่ ดังนั้น ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน การตั้งโรงงานตลอดจนการประกอบกิจการโรงงานทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสองจึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๒ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง รวมทั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ และปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ย่อมมีอำนาจเข้าไปตรวจสภาพโรงงาน สถานที่ สภาพเครื่องจักร ตลอดจนตรวจยึดสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อการประกอบกิจการโรงงานของโจทก์ทั้งสองกระทำโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังกล่าวแล้ว กรณีจึงถือว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่เข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ ๑ และยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ที่ ๑ เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดฐานบุกรุกหาได้ไม่

ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งสามไม่จำเป็นต้องทำลายท่อ พี วี ซี ที่วางอยู่บนพื้นดินและนำเศษดิน เศษหิน ใส่ลงไปท่อ พี วี ซี ๔ ท่อ ซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จนเสียหายใช้การไม่ได้นั้น เห็นว่า เหตุแห่งการที่จำเลยทั้งสามเข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานครั้งนี้ เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ ๑๐๐ คน มาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสอง ตามบันทึกเหตุร้ายสำคัญในเขตตำบลดงเหนือ พยานโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ท้ายบัญชีดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป แม้การที่จะระงับการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์นั้น จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้อุดท่อ พี วี ซี ตลอดจนสั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุ ก็ด้วยประสงค์จะยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินโดยต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่ การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 358 ม. 364 ม. 365
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ม. 12 ม. 13 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช. จรัส ซี ซอลท์ จำกัด กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายกานต์ ลอยมา กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายเฉลิมธันว์ สุขะปุณณพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2546
#49455
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าบริษัทอ. ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่าบริษัท อ. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย

ตามสัญญาจัดการทางเทคนิคระหว่างโจทก์กับบริษัท อ. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ผู้จัดการโรงงานกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท อ. มีหน้าที่ให้คำแนะนำฝึกฝนเจ้าหน้าที่คนไทยในการดำเนินการของโรงงานและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของโจทก์โดยบริษัท อ. ได้รับเงินค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 0.85 บาท จากยอดรายรับจากการขายของโจทก์ทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการประกอบกิจการของโจทก์เอง บุคลากรดังกล่าวทำงานโดยอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าที่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4)(ก)การที่บริษัทอ. มีบุคลากรมาทำงานในประเทศไทยจึงมิได้เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินในประเทศไทย ถือไม่ได้ว่าบริษัทอ. ประกอบกิจการขายสินค้าให้แก่โจทก์ในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ เมื่อโจทก์ผู้ซื้อสินค้าชำระดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ก) ให้แก่บริษัทอ. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย บริษัท อ. จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไว้ตามมาตรา 70

ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลียเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ใช้บังคับแก่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลีย เท่านั้น บริษัท อ. เป็นนิติบุคคลมีถิ่นที่อยู่ในเมืองฮ่องกง แม้จะเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ด. ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ก็เป็นคนละนิติบุคคลกัน จะถือว่าบริษัท อ. มีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลียหาได้ไม่ จึงไม่อาจนำความตกลงฉบับดังกล่าวมาบังคับได้ บริษัทอ.จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายนมข้นหวาน นมข้นจืด ตรามะลิ ตราปีกนก และผลิตภัณฑ์นมอื่น ๆ จำเลยที่ 1เป็นกรมในรัฐบาลมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทออสแดรี่ ลอมอเต็ด หรือออสไดรี่ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่เมืองฮ่องกงและเป็นบริษัทในเครือของบริษัทออสเตรเลียนแดรี่ คอร์ปอเรชั่น จดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย ในการชำระราคาค่าสินค้าแต่ละครั้งโจทก์จะชำระโดยการส่งเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ไปยังต่างประเทศ โดยมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลแจ้งว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรเนื่องจากในปี 2540 โจทก์ได้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยจำนวน 47,439,704 บาท และประเมินภาษีให้โจทก์ต้องรับผิดจำนวน 7,115,955.60 บาท กับเงินเพิ่มที่คำนวณถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2542จำนวน 3,063,426.13 บาท รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 10,179,381.73 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของจำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังนี้ แม้การจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายมีดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร รวมอยู่ด้วย แต่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากผู้ขายมีลูกจ้างหรือผู้กระทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยจึงถือว่าผู้ขายประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรโดยผู้ขายและโจทก์ได้ทำสัญญาจัดการทางเทคนิค ในสัญญาดังกล่าวผู้ขายสัญญาว่าจะส่งบุคลากรต่างประเทศเข้ามาทำงานกับโจทก์จำนวน 3 คน โดยผู้ขายจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่บุคลากรดังกล่าว ซึ่งผู้ขายได้จ่ายเงินค่าจ้างจากประเทศออสเตรเลียให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวโจทก์จะรับผิดชอบเพียงแต่ค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น และผู้ขายจะเป็นผู้จัดหาและแนะนำวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตในโรงงานของโจทก์อีกด้วย โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระราคาค่าวัตถุดิบหรือสินค้าตามคำแนะนำนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่าผู้ขายได้ให้บริการแก่โจทก์ผ่านทางลูกจ้างของผู้ขาย ผู้ขายจึงเป็นนิติบุคคลต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ศภญ (อธ.7)/49/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยให้เหตุผลในคำวินิจฉัยว่าโจทก์จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวตามเหตุผลที่ปรากฏในคำอุทธรณ์ นอกจากนี้ผู้ขายซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ลูกจ้างหรือผู้กระทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อดังกล่าวได้รับเงินค่าจ้างจากบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด และได้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย แม้ลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จะทำงานอยู่ที่โรงงานของโจทก์ แต่ก็ไม่ได้เป็นพนักงานของโจทก์ และเนื่องจากบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย โดยมีตัวแทนอยู่ในประเทศที่มีแหล่งเงินได้คือประเทศไทยจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ข้อ 11 เรื่องดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ต้องชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ที่ถูก ภาษีส่วนท้องถิ่น) รวมจำนวน 11,460,253.73 บาท ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจัดการทางเทคนิคกับบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ดให้เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ หาแหล่งวัตถุดิบนมผงและมันเนยให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 0.85 บาท จากยอดรายรับจากการขายของโจทก์ทั้งหมด โจทก์ได้บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมในการให้คำแนะนำปรึกษาและหักภาษีณ ที่จ่ายของค่าธรรมเนียมแล้ว ในการนี้ได้มีพนักงานชาวออสเตรเลียเข้ามาทำงานตามสัญญาจำนวน 3 คน ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าเช่าบ้าน และประโยชน์อื่น ๆ ที่จ่ายในประเทศไทย สำหรับเงินเดือนส่วนหนึ่งได้รับจากบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด เป็นเงินเหรียญออสเตรเลียที่จ่ายในประเทศไทย และจ่ายที่ออสเตรเลีย ส่วนภาษีเงินได้ที่จ่ายในประเทศไทย คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว การที่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ให้ความช่วยเหลือแก่โจทก์โดยจัดบุคคลเข้ามาให้คำแนะนำในการดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตนมและอาหารนมในโรงงานของโจทก์ รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อหาแหล่งวัตถุดิบนมผงและเนยให้โจทก์ เป็นไปตามสัญญาที่ทำขึ้นมิได้เป็นการประกอบกิจการของบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ดในประเทศไทย แต่เป็นการช่วยเหลือแก่โจทก์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง กรณีจึงไม่อาจถือว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ได้นำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งซื้อมาจากบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด โดยโจทก์ชำระดอกเบี้ยจากการชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ จึงต้องรับผิดและชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะได้รับยกเว้นตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ข้อ 11 นั้น ข้อนี้โจทก์มิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แม้ความตกลงดังกล่าวข้อ 11 ตามที่โจทก์อ้างก็ปรากฏว่าโจทก์ต้องเสียภาษีตามข้อ 11 วรรคสอง (ข) และเป็นภาษีในอัตราร้อยละ 25 ของดอกเบี้ยมากกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จดทะเบียนที่เมืองฮ่องกง ไม่มีสนธิสัญญากับประเทศไทยแต่อย่างใด ดังนี้โจทก์จะนำสิทธิตามความตกลงดังกล่าวมาใช้ย่อมไม่ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จดทะเบียนที่เมืองฮ่องกงและเป็นบริษัทในเครือของบริษัทในเครือของบริษัทออสเตรเลียแดรี่คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย โจทก์กับบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ได้ทำสัญญาจัดการทางเทคนิค มีข้อสัญญาว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จะจ้างบุคลากรต่างประเทศเข้ามาทำงานกับโจทก์ โดยโจทก์จะรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 105 ถึง 114 ในปี 2540 บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จ้างบุคลากรต่างประเทศมาทำงานกับโจทก์จำนวน 3 คน และโจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทออสแดรี่ลิมิเต็ด แล้วชำระราคาโดยมีดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร รวมอยู่ด้วยจำนวน 47,439,704 บาท โจทก์ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินได้จำนวนนี้ไว้ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ศภญ 1002071/2/000001 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน7,115,955.60 บาท กับเงินเพิ่มจำนวน 3,063,426.13 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ศภญ (อธ.7)/49/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า การที่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จ้างบุคลากรต่างประเทศมาทำงานกับโจทก์ ถือว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหานี้ว่าบุคคลที่เข้ามาทำงานให้บริษัทต่างประเทศในการประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทน ผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการประเภทใดประเภทหนึ่งก็เข้าข่ายตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร การที่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด มีลูกจ้างเข้ามาทำงานในโรงงานของโจทก์ตามสัญญาจัดการทางเทคนิคเป็นผู้จัดหาและแนะนำวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตให้โจทก์ โดยได้รับเงินและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาจากบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ดบริษัทดังกล่าวมีรายได้และผลกำไรจากการทำสัญญากับโจทก์ ต้องถือว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ประกอบกิจการในประเทศไทยนั้น เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย แต่ตามสัญญาจัดการทางเทคนิคเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 105ถึง 114 บุคลากรดังกล่าว คือผู้จัดการโรงงานกับเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคมีหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในข้อ 4 กล่าวคือให้คำแนะนำฝึกฝนเจ้าหน้าที่คนไทยในการดำเนินการของโรงงานและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของโจทก์ และบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ได้รับเงินค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 0.85 บาท จากยอดรายรับจากการขายของโจทก์ทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่โจทก์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ได้ความเพียงว่าบุคลากรดังกล่าวทำงานโดยอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญของบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อสินค้าผ่านบุคลากรดังกล่าวแต่อย่างใด บุคลากรดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าที่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร การที่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด มีบุคลากรดังกล่าวมาทำงานในประเทศไทย จึงมิได้เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ในประเทศไทย ถือไม่ได้ว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ประกอบกิจการขายสินค้าให้แก่โจทก์ในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ผู้ซื้อสินค้าชำระดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฏากร ให้แก่บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยให้โจทก์ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ดได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้หรือไม่โจทก์อุทธรณ์ปัญหานี้ว่า บริษัทออสเตรเลียนแดรี่ คอร์ปอเรชั่น เป็นบริษัทแม่ของบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด การส่งลูกจ้างเข้ามาทำงานก็มาจากประเทศออสเตรเลีย และอยู่ในการบังคับบัญชาของบริษัทออสเตรเลียนแดรี่ คอร์ปอเรชั่น จึงสามารถใช้บทบังคับตามข้อ 11 วรรคสี่ โดยต้องพิจารณาว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทตามกฎหมายภาษีอากรของแต่ละรัฐด้วยหรือไม่ มิใช่ดูเพียงว่าจดทะเบียนที่ใด ซึ่งกรณีนี้สามารถที่จะใช้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ได้นั้น เห็นว่า ความตกลงฉบับดังกล่าวใช้บังคับแก่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลีย เท่านั้นบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด เป็นนิติบุคคลมีถิ่นที่อยู่ในเมืองฮ่องกง แม้จะเป็นบริษัทในเครือของบริษัทออสเตรเลียนแดรี่ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ก็เป็นคนละนิติบุคคลกัน จะถือว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด มีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลียหาได้ไม่จึงไม่อาจนำความตกลงฉบับดังกล่าวมาบังคับได้ บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ดจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 70 ม. 76 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2546
#110867
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะถือว่าบริษัทต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทยมาตรา 76 ทวิ แห่ง ป. รัษฎากร ต้องปรากฏว่าบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย

การที่บริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศมีลูกจ้างเข้ามาทำงานในโรงงานของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่ประเทศไทยตามสัญญาจัดการทางเทคนิค โดยให้คำแนะนำฝึกฝนเจ้าหน้าที่คนไทยในการดำเนินการของโรงงานและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของโจทก์ และบริษัท อ. ได้รับเงินค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 0.85 บาท จากยอดรายรับจากการขายของโจทก์ทั้งหมดมีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่โจทก์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง บุคคลดังกล่าวทำงานโดยอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญของบริษัท อ. โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อสินค้าผ่านบุคลากรดังกล่าว บุคลากรดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าที่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่ง ป. รัษฎากร ในประเทศไทย ถือไม่ได้ว่าบริษัท อ. ประกอบกิจการขายสินค้าให้แก่โจทก์ในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่ง ป. รัษฎากร

การที่โจทก์ผู้ซื้อสินค้าชำระดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่ง ป. รัษฎากร ให้แก่บริษัท อ. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ก) แห่ง ป. รัษฎากร ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย บริษัท อ. จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยให้โจทก์ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่ง ป. รัษฎากร

ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้นั้น ใช้บังคับแก่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลียเท่านั้น บริษัท อ. ที่มีถิ่นที่อยู่ในเมืองฮ่องกง แม้จะเป็นบริษัทในเครือของบริษัทต่างประเทศอีก แห่งหนึ่งซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ก็เป็นคนละนิติบุคคล จะถือว่าบริษัท อ. มีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลียหาได้ไม่ จึงไม่อาจนำความตกลงฉบับดังกล่าวมาบังคับได้ บริษัท อ. จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ต้องชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ที่ถูก ภาษีส่วนท้องถิ่น) รวมจำนวน 11,460,253.73 บาท ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจัดการทางเทคนิคกับบริษัท อ. ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ หาแหล่งวัตถุดิบนมผงและมันเนยให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียม ในอัตราร้อยละ 0.85 บาทจากยอดรายรับจาก การขายของโจทก์ทั้งหมด การที่บริษัท อ. ให้ความช่วยเหลือแก่โจทก์ โดยจัดบุคคลเข้ามาให้คำแนะนำในการดำเนินการเกี่ยวกับการผลิต ดำเนินการจัดซื้อ หาแหล่งวัตถุดิบให้โจทก์ เป็นไปตามสัญญาที่ทำขึ้น มิได้เป็นการประกอบกิจการของบริษัท อ. ในประเทศไทย แต่เป็นการช่วยเหลือแก่โจทก์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง กรณีจึงไม่อาจถือว่าบริษัท อ. ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ได้นำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งซื้อมาจากบริษัท อ. โดยโจทก์ชำระดอกเบี้ยจากการชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าว อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ จึงต้องรับผิดและชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะได้รับ ยกเว้นตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ นั้น บริษัท อ. จดทะเบียนที่เมืองฮ่องกง ไม่มีสนธิสัญญากับประเทศไทยแต่อย่างใด ดังนี้โจทก์จะนำสิทธิตามความตกลงดังกล่าวมาใช้ย่อมไม่ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อ. จดทะเบียนที่เมืองฮ่องกงและเป็นบริษัทในเครือของบริษัทออสเตรเลียนแดรี่คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจดทะเบียนในประเทศออสเตรเลีย โจทก์กับบริษัท อ. ได้ทำสัญญาจัดการทางเทคนิค มีข้อสัญญาว่าบริษัท อ. จะจ้างบุคลากรต่างประเทศเข้ามาทำงานกับโจทก์ โดยโจทก์จะรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในปี 2540 บริษัท อ. จ้างบุคลากรต่างประเทศมาทำงานกับโจทก์จำนวน 3 คน และโจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อ. แล้วชำระราคาโดยมีดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร รวมอยู่ด้วย โจทก์ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินได้จำนวนหนี้ไว้ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้โจทก์ชำระภาษีกับเงินเพิ่มโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า การที่บริษัท อ. จ้างบุคลากรต่างประเทศมาทำงานกับโจทก์ ถือว่าบริษัท อ. ประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าบริษัท อ. ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่า บริษัท อ. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือ ผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย แต่ตามสัญญาจัดการทางเทคนิค บุคลากรดังกล่าวคือผู้จัดการโรงงานกับเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคมีหน้าที่ให้คำแนะนำฝึกฝน เจ้าหน้าที่คนไทยในการดำเนินการของโรงงานและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของโจทก์ และบริษัท อ. ได้รับเงิน ค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 0.85 บาท จากยอดรายรับจากการขายของโจทก์ทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่โจทก์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ได้ความเพียงว่า บุคลากรดังกล่าวทำงานโดยอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญของบริษัท อ. ไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อสินค้าผ่านบุคลากรดังกล่าวแต่อย่างใด บุคลากรดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าที่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร การที่บริษัท อ. มีบุคลากรดังกล่าวมาทำงานในประเทศไทยจึงมิได้เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ในประเทศไทยถือไม่ได้ว่าบริษัท อ. ประกอบกิจการขายสินค้าให้แก่โจทก์ในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ผู้ซื้อสินค้าชำระดอกเบี้ยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัท อ. ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย บริษัท อ. จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยให้โจทก์ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า บริษัท อ. ได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศออสเตรเลีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้หรือไม่ เห็นว่า ความตกลงฉบับดังกล่าวใช้บังคับแก่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลีย เท่านั้น บริษัท อ. เป็น นิติบุคคลมีถิ่นที่อยู่ในเมืองฮ่องกง แม้จะเป็นบริษัทในเครือของบริษัทออสเตรเลียนแดรี่ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ก็เป็นคนละนิติบุคคลกัน จะถือว่าบริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด มีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลียหาได้ไม่ จึงไม่อาจนำความตกลงฉบับดังกล่าวมาบังคับได้ บริษัทออสแดรี่ ลิมิเต็ด จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ที่เป็น ดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482/2546
#48711
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้รับประเมินให้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ไม่พอใจในการประเมินได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำชี้ขาดและแจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าโจทก์ไม่พอใจจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โดยต้องฟ้องศาลภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด กำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้รับประเมินฟ้องต่อศาลคือศาลภาษีอากรกลาง มิใช่อายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 จึงนำบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับไม่ได้ แม้คดีจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 270 ถึง 272 ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2539 หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้โอนกรรมสิทธิ์อาคารและที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงเป็นเจ้าของอาคารและที่ดินจนถึงปัจจุบัน จำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เมื่อต้นปี 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้โจทก์ทั้งสามทราบ วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทั้งสามได้ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่จำเลยแล้ว แต่เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสามจึงได้ขอให้จำเลยพิจารณาการประเมินใหม่เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2543 จำเลยได้แจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสามทราบสำหรับปีภาษี 2542 โจทก์ที่ 3 ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้โจทก์ที่ 3 ทราบเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 โจทก์ที่ 3 ได้นำเงินภาษีไปชำระแก่จำเลยแล้ว แต่เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 3 จึงได้ขอให้จำเลยพิจารณาการประเมินใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2543 จำเลยได้แจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ที่ 3 ทราบ โจทก์ทั้งสามเห็นว่าคำชี้ขาดของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นหนังสือลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 ขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาโจทก์ทั้งสามได้รับหนังสือจากศาลปกครองกลางแจ้งว่าไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาเนื่องจากคดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์ทั้งสามเห็นว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยขัดต่อมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายต้องชำระภาษีโรงเรือนเกินไป 22,325 บาท คดีของโจทก์ทั้งสามยังไม่ขาดอายุความเพราะโจทก์ทั้งสามได้มีหนังสือร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 ต่อมาสำนักงานศาลปกครองได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยโจทก์ทั้งสามได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2544 จึงมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 รวม 9 ฉบับ และลงวันที่17 พฤษภาคม 2542 รวม 1 ฉบับ และเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เล่ม 22 เลขที่ 85 ลงวันที่ 7 เมษายน 2543 และเล่มที่ 22 เลขที่ 86 ลงวันที่ 7 เมษายน 2542 (ที่ถูกควรเป็น พ.ศ. 2543) ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 22,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า เดิมโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนเลขที่ 270 ถึง 272 ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์โรงเรือนและที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 3 เมื่อต้นปี 2541 โจทก์ทั้งสามได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินภาษีและส่งใบแจ้งรายการประเมินให้โจทก์ทั้งสามแล้ววันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทั้งสามชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินแล้วได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 โจทก์ทั้งสามได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 สำหรับคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ดังกล่าวทั้งหมด วันที่ 1 พฤษภาคม 2543 โจทก์ทั้งสามยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 104 ถึง 107 วันที่ 24 เมษายน 2544 สำนักงานศาลปกครองมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสามทราบว่าศาลปกครองชั้นต้นได้รับโอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสามจากคณะกรรมการกฤษฎีกา วันที่ 6 มิถุนายน 2544 โจทก์ทั้งสามได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งศาลปกครองกลางลงวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์ทั้งสามจึงมาฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์แล้วจึงเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับฟ้องคดี ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(5) โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพราะถ้าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะไม่รับเรื่องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาตามพระราชกฤษฎีกา (ที่ถูกพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา) พ.ศ. 2522 มาตรา 20(3) อีกทั้งขณะนั้นศาลปกครองยังไม่เปิดดำเนินการ จึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์ทั้งสามจะฟ้องต่อศาลปกครอง แต่เมื่อศาลปกครองกลางได้จัดตั้งขึ้นแล้วก็ได้มีการโอนเรื่องที่โจทก์ทั้งสามร้องทุกข์ไปเป็นคดีของศาลปกครองกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 103 แม้ต่อศาลปกครองกลางจะวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองโจทก์ทั้งสามก็ยังมีสิทธิฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางซึ่งเป็นศาลยุติธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 106 และคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสามที่ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ถือเป็นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17วรรคสอง โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้ แม้จะพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับประเมินให้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่พอใจในการประเมินนั้นจึงได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพ-มหานครมีคำชี้ขาดและแจ้งไปยังโจทก์ทั้งสามเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าโจทก์ทั้งสามไม่พอใจในคำชี้ขาดและแจ้งไปยังโจทก์ทั้งสามเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าโจทก์ทั้งสามไม่พอใจในคำชี้ขาดจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 คือนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โดยต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด กำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้รับประเมินฟ้องต่อศาลและศาลในกรณีนี้คือศาลภาษีอากรกลางกำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่อายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 จึงนำบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในอุทธรณ์มาใช้บังคับไม่ได้ แม้คดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสามอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดำเกิง โอภาเฉลิมพันธุ์ กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482/2546
#110824
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาที่ให้ผู้รับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินฟ้องคดีต่อศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โดยต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 นั้น เป็นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้รับประเมินฟ้องต่อศาลและศาลในกรณีนี้คือศาลภาษีอากรกลาง กำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่อายุความฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 6 จึงนำบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับไม่ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และได้มีการโอนเรื่องที่โจทก์ทั้งสามร้องทุกข์ไปเป็นคดีของศาลปกครองกลาง แล้วต่อมาศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองก็ตาม โจทก์ทั้งสามย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน ๒๒,๓๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า? ฟ้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์ทั้งสามได้รับแจ้งคำชี้ขาดตาม มาตรา ๓๐ แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๓ หากผู้รับประเมินคือ โจทก์ทั้งสามไม่พอใจในคำชี้ขาด จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องก็ได้ แต่ต้องกระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา ๓๑ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ซึ่งพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่โจทก์ทั้งสามได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด คดีของโจทก์ทั้งสามไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสองแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์แล้วจึงเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีย่อมทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๕) โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพราะถ้าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะไม่รับเรื่องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณา ตามพระราชกฤษฎีกา (ที่ถูก พ.ร.บ. คณะกรรมการกฤษฎีกา) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๐ (๓) อีกทั้งขณะนั้นศาลปกครองยัง ไม่เปิดดำเนินการ จึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์ทั้งสามจะฟ้องต่อศาลปกครอง แต่เมื่อศาลปกครองกลางได้จัดตั้งขึ้นแล้วก็ได้มีการโอนเรื่องที่โจทก์ทั้งสามร้องทุกข์ไปเป็นคดีของศาลปกครองกลางตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๓ แม้ต่อมาศาลปกครองกลางจะวินิจฉัยว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของ ศาลปกครอง โจทก์ทั้งสามก็ยังมีสิทธิฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางซึ่งเป็นศาลยุติธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ และคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสามที่ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัย ร้องทุกข์ถือเป็นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองกลางถึงที่สุด ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางได้ แม้จะพ้นกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันรับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา ๓๑ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับประเมินให้เสียภาษี โรงเรือนและที่ดิน เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่พอใจในการประเมินนั้นจึงได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำชี้ขาดและแจ้งไปยังโจทก์ทั้งสามเป็น ลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าโจทก์ทั้งสามไม่พอใจในคำชี้ขาดจะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๓๑ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ นำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โดยต้องฟ้องภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด กำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้รับประเมินฟ้องต่อศาลและศาลในกรณีนี้คือศาลภาษีอากรกลาง กำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่อายุความฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. บรรพ ๑ ลักษณะ ๖ จึงนำบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในอุทธรณ์มาใช้บังคับไม่ได้ แม้คดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องคดีภายในเวลาที่ กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสามอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 193/14 วรรคสอง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำเกิง โอภาเฉลิมพันธ์ กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2546
#49454
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินโจทก์ทั้งสี่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2534 มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2535 เพื่อสร้างทางพิเศษ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและนำไปวางโดยฝากธนาคารออมสินให้แก่โจทก์ทั้งสี่แล้ว ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนับแต่วันที่วางเงิน แม้ภายหลังต่อมาจะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2538 ออกใช้บังคับ และคณะรัฐมนตรีมีมติปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ อันเป็นเหตุให้เนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนลดน้อยลงก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินที่ไม่อยู่ในแนวเขตทางพิเศษใหม่ดังกล่าวซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยสมบูรณ์แล้วกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่เจ้าของที่ดินเดิมอีก และไม่มีกฎหมายใดให้สิทธิหรืออำนาจจำเลยคืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสี่ และเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จ่ายไปคืนจากโจทก์ทั้งสี่หรือขอหักลบกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 293 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 165 ตารางวา เพิ่มขึ้นอีกเป็นเงิน 6,600,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวให้เป็นไปตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดี อ้างเหตุว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 165 ตารางวา แต่ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา จำเลยได้ปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ถูกเวนคืนเพียง 42 ตารางวา ดังนั้น จำเลยจึงควรจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามความเป็นจริงคือ 42 ตารางวาซึ่งเงินค่าทดแทนที่ดินจะลดน้อยลงตามส่วน ดังนั้น เงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ได้รับไปก่อนแล้วมากกว่าที่จะได้รับตามความเป็นจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี หากได้ความว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน จำนวนเงินค่าทดแทนเปลี่ยนแปลงไป จำเลยต้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ที่ถูกเวนคืนลดลงเป็นถูกเวนคืนเนื้อที่ 42 ตารางวา เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงแนวเขตทางพิเศษใหม่ ย่อมทำให้การคำนวณเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงลดลงตามส่วนที่ดินที่ถูกเวนคืนลดลงด้วย ซึ่งเมื่อหักลบกันแล้วโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจากจำเลยครบถ้วนแล้ว อันเป็นเหตุให้งดการบังคับคดีได้ และการไต่สวนคำร้องของจำเลยก็เพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลฎีกาชอบที่สั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อให้การบังคับคดีถูกต้องนั้น เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่โฉนดเลขที่3007 เลขที่ดิน 183 ตำบลถนนพญาไท (ประแจจีน) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานครบางส่วนเนื้อที่ 165 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตดุสิต เขตราชเทวี เขตปทุมวัน เขตห้วยขวางเขตบางกะปิ เขตคลองเตย เขตประเวศ เขตบางคอแหลม และเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2534 ซึ่งออกตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โดยมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2535 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการนี้เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วนตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง ตามสำเนาประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเอกสารหมาย ล.2 และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่แล้ว และจำเลยได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยฝากธนาคารออมสินไว้แล้วมีหนังสือแจ้งการวางเงินค่าทดแทน ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2536 ให้โจทก์ทั้งสี่ทราบตามเอกสารหมาย จ.6 วันที่วางเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสี่อย่างช้าที่สุดคือวันเดียวกันกับวันที่ลงในหนังสือแจ้งการวางเงินค่าทดแทนตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งตามมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 13 วรรคสองและวรรคท้าย ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3007 เนื้อที่ 165 ตารางวา นับแต่วันที่วางเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3007 เนื้อที่ 165 ตารางวา จึงตกเป็นของจำเลยอย่างช้าที่สุดตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2536 แม้ต่อมาภายหลังจะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตดุสิต เขตราชเทวีเขตปทุมวัน เขตบางกะปิ และเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2538 ออกใช้บังคับและคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการจัดทำแผนผังแนวเขตทางพิเศษใหม่ภายในระยะเวลาที่พระราชกฤษฎีกานี้ยังมีผลใช้บังคับ เป็นเหตุให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3007 อยู่ในแนวเขตทางพิเศษที่เปลี่ยนแปลงใหม่นี้เพียง 42 ตารางวา เนื้อที่ที่อยู่ในแนวเขตทางพิเศษลดลงจากเดิม 123 ตารางวา ตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินเนื้อที่ 123 ตารางวาที่ไม่ได้อยู่ในแนวเขตทางพิเศษใหม่ดังกล่าว ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยสมบูรณ์แล้ว กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมอีก และไม่มีกฎหมายใดที่ให้สิทธิหรืออำนาจจำเลยคืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม และเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จ่ายไปคืนจากโจทก์ทั้งสี่หรือขอหักลบกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยโดยไม่ได้ไต่สวนคำร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 293
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 6 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรวัฒน์หรือภูมิวัฒน์ ธรรมสโรช กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กำพล ภู่สุดแสวง
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2546
#110388
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่ 165 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ซึ่งจำเลยได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยฝากธนาคารออมสินไว้และแจ้งให้โจทก์ทั้งสี่ทราบแล้ว กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 13 วรรคสองและวรรคท้าย ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่ 165 ตารางวา เป็นของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่วางเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว แม้ภายหลังจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 อีกฉบับ และคณะรัฐมนตรี มีมติให้ปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ เป็นเหตุให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในแนวเขตทางพิเศษที่เปลี่ยนแปลงใหม่นี้เพียง 42 ตารางวา ลดลงจากเดิม 123 ตารางวา ตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินเนื้อที่ 123 ตารางวา ที่ไม่ได้อยู่ในแนวเขตทางพิเศษใหม่ดังกล่าว ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยสมบูรณ์แล้ว กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมอีก และไม่มีกฎหมายใดที่ให้สิทธิหรืออำนาจจำเลยคืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม และเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จ่ายไปคืนจากโจทก์ทั้งสี่ หรือขอหักลบกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑๖๕ ตารางวา เพิ่มขึ้นอีกเป็นเงิน ๖,๖๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๖ อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๖ อัตราร้อยละ ๗ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๗ อัตราร้อยละ ๖.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๓๗ และอัตราร้อยละ ๗ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวให้เป็นไปตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดี อ้างเหตุว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑๖๕ ตารางวา แต่ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา จำเลยได้ปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ถูกเวนคืนเพียง ๔๒ ตารางวา ดังนั้น จำเลยจึงควรจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามความเป็นจริงคือ ๔๒ ตารางวา ซึ่งเงินค่าทดแทนที่ดินจะลดน้อยลงตามส่วน ดังนั้น เงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ได้รับไปก่อนแล้วมากกว่าที่จะได้รับตามความเป็นจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี หากได้ความว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน จำนวนเงินค่าทดแทนเปลี่ยนแปลงไป จำเลยต้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ"

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 293
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรวัฒน์หรือภูมิวัฒน์ ธรรมสโรช กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า — บางโคล่ และสายพญาไท
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 475/2546
#47815
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยและที่ดินของบุคคลอื่นปิดล้อมอยู่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะร่วมกับจำเลยตั้งแต่ปี 2521 จนกระทั่งปี 2536 จำเลยก็ยินยอมให้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางใหม่ตามที่โจทก์ขอ แต่พอถึงปี 2541 จำเลยนำท่อนเหล็กไปปิดกั้นทางดังกล่าวมิให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะแต่ก็ยังยินยอมให้โจทก์ใช้เส้นทางเดิมอยู่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม ได้กำหนดวิธีทำทางผ่านที่ต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้จะผ่าน และให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิเรียกให้โจทก์ย้ายทางใหม่กลับไปใช้เส้นทางเดิมได้ เพราะการที่จำเลยยอมให้โจทก์ทำทางใหม่ซึ่งเป็นทางพิพาทใช้เป็นทางสัญจรไปมานั้นเป็นอัธยาศัยที่จำเลยมีต่อโจทก์ มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายลดลงทั้งเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยเนื่องจากมีบุคคลภายนอกเข้ามาในที่ดินและอาจเป็นช่องทางให้คนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ของจำเลยได้ ส่วนการที่โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทางใหม่ ถมดิน รื้อและปลูกสร้างเล้าหมูให้จำเลยใหม่ รวมทั้งขุดถอนกอไผ่นั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นค่าทดแทนที่โจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่านใช้ให้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสี่ แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6487 ตำบลเมืองเก่าอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมบ้าน 1 หลัง ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินจำเลยและที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ขอใช้ที่ดินจำเลยเป็นทางเข้าออกตั้งแต่ปี 2521 ซึ่งเป็นทางกว้าง 4 เมตร ยาว 25 เมตร ต่อมาโจทก์ขอย้ายทางเข้าออกดังกล่าวไปใช้เส้นทางใหม่ในที่ดินของจำเลย ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีความกว้างและความยาวเท่าเดิม ซึ่งในการย้ายเส้นทางโจทก์ใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยด้วยการถมดินปลูกสร้างเล้าหมู และขุดถอนกอไผ่ รวมเป็นเงิน32,200 บาท ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2541 จำเลยนำท่อนเหล็กมาปิดกั้นทางเดินดังกล่าว โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์และบริวารใช้ทางดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่สามารถนำรถยนต์เข้าออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็นด้านทิศเหนือมุมทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินจำเลยกว้าง 4 เมตร ยาว 25 เมตร และให้จำเลยรื้อถอนเหล็กที่ปิดกั้นออกจากทาง และห้ามมิให้จำเลยปิดกั้นหรือขัดขวางมิให้โจทก์และบริวารใช้ทางดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ปิดกั้นมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาทจริง แต่จำเลยได้เปิดทางให้โจทก์ออกสู่ทางสาธารณะได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งโจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกร่วมกับจำเลยมาแต่เดิม แต่โจทก์เพิ่งมาเปลี่ยนใช้ทางพิพาทเมื่อปี 2536 เหตุที่จำเลยต้องปิดทางพิพาทนั้น เนื่องจากโจทก์ใช้ทางโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลย ปล่อยปละละเลยให้บุคคลภายนอกเข้ามากลับรถยนต์ในที่ดินของจำเลยทำให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายและเป็นช่องทางให้คนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ของจำเลยได้โดยง่าย ทำให้จำเลยไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโจทก์มิได้ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยเพื่อการใช้ทางแต่อย่างใด โจทก์ถมดิน ปลูกสร้างเล้าหมู และขุดถอนกอไผ่เพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง โจทก์ต้องใช้ทางจำเป็นที่จำเลยเปิดให้อีกทางหนึ่งและต้องชดใช้ค่าทดแทนให้จำเลยปีละ 6,000 บาท ทุกปี ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ใช้ทางจำเป็นที่จำเลยเปิดให้อีกทางหนึ่งและใช้ค่าทดแทนปีละ 6,000 บาท ทุกปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์เลิกใช้ทางจำเป็นดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิเรียกให้โจทก์ย้ายทางพิพาทไปใช้เส้นทางที่จำเลยเปิดให้ตามแผนที่พิพาทหรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์มีที่ดินจำเลยและที่ดินของบุคคลอื่นปิดล้อมอยู่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะร่วมกับจำเลย ตั้งแต่ปี 2521 ตามเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.1 จนกระทั่งเดือนเมษายน 2536 จำเลยยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนไปใช้ทางใหม่ ตามเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทดังกล่าว ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2541จำเลยนำท่อนเหล็กปิดกั้นทางดังกล่าวมิให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้เส้นทางเดิมตามเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.1 นั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิเรียกให้โจทก์ย้ายทางพิพาทไปใช้ทางเส้นทางเดิมตามแนวเส้นสีแดงได้ ทั้งนี้เพราะการที่จำเลยยอมให้โจทก์ทำทางพิพาทใช้เป็นทางสัญจรไปมาเป็นอัธยาศัยไมตรีที่จำเลยมีต่อโจทก์ทั้งป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยและมิได้ทำให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายลดลง ส่วนกรณีโจทก์ฎีกาอ้างว่าเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทาง ขุดกอไผ่ ถมดิน รื้อเล้าหมูของจำเลยและปลูกสร้างให้ใหม่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นค่าทดแทนที่โจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่านใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสี่ ดังนั้น เมื่อจำเลยปิดกั้นทางพิพาทในเส้นสีเขียวที่ติดทางสาธารณะแล้วให้โจทก์ไปใช้ทางเข้าออกตามเส้นทางเดิมในเส้นสีแดงจึงมีสิทธิที่จะทำได้โดยชอบศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรรณี รัตนอดิศักดิ์
จำเลย — นาย เลี่ยม แก้วคุณ
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2546
#47814
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่มาตรา 246 ของลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลมคำฟ้องอุทธรณ์จึงเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3)กรณีต้องนำเรื่องการถอนฟ้องตามมาตรา 175 มาใช้บังคับกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม โดยมาตรา 175(1) บังคับเพียงว่า ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดหากมีก่อน แม้จะมีการคัดค้านการขอถอนคำฟ้องก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ ทั้งการขอถอนคำฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดี ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยขอถอนอุทธรณ์ ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบด้วยมาตรา 175 ส่วนการที่โจทก์อ้างว่าจะทำให้ตนเสียเปรียบเพราะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในกำหนดอายุความนั้น ก็มิใช่เงื่อนไขที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานละเมิด ให้รับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์นำเอามูลหนี้ซึ่งได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันมีผลให้มูลหนี้ระงับสิ้นไปแล้วมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง และขอสงวนสิทธิในการฟ้องคดีใหม่ไว้

ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้านว่า ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแล้ว ซึ่งจำเลยทั้งสองมีทางที่จะชนะคดี จึงขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทราบว่าคำฟ้องของโจทก์บกพร่องซึ่งหากดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โจทก์จะต้องแพ้คดีอย่างแน่นอนจึงขอถอนฟ้องเพื่อนำคดีมาฟ้องใหม่ให้สมบูรณ์ ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มีความเห็นพ้องด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทุกประการ ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป โดยโจทก์ยินยอมที่จะเสียค่าฤชาธรรมเนียมตามระเบียบ

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองอ้างว่าเพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาและยุ่งยากในการพิจารณาคดีของศาล

โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้วยื่นคำร้องคัดค้านการขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองอ้างว่า ที่โจทก์ขอถอนคำฟ้องเพราะโจทก์ต้องการยื่นคำฟ้องใหม่ภายในอายุความ การยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริต กล่าวคือ หากมีการถอนอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่สามารถที่จะยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ ทำให้โจทก์เสียหาย ไม่ควรอนุญาตขอให้ยกคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองถอนอุทธรณ์ จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองถอนอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่ตามมาตรา 246 ของลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม คำฟ้องอุทธรณ์ก็เป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) ดังนั้น จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการถอนคำฟ้องตามมาตรา 175 มาใช้บังคับเกี่ยวกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม ซึ่งการถอนคำฟ้องในคดีแพ่งนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175(1) บังคับเพียงว่า ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อนแม้จะมีการคัดค้านการขอถอนคำฟ้องก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และการขอถอนคำฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดี ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 และจำเลยทั้งสองขอถอนอุทธรณ์ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบด้วยมาตรา 175 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองถอนอุทธรณ์ได้จึงชอบด้วยวิธีพิจารณาแล้ว ข้อที่โจทก์อ้างว่า จะทำให้ตนเสียเปรียบเพราะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถที่จะยื่นฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความมิใช่เงื่อนไขที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองถอนอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 175 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไกวัลย์ ปิยมโนธร
จำเลย — นาย ประเสริฐ วัฒนาไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2546
#49833
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นมาหาจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอท่าขี้เหล็กประเทศสหภาพพม่า หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 นัดจำเลยที่ 1 มารับของที่ตึกแถวเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามที่จำเลยที่ 1ต้องการ โดยผ่านทางจำเลยที่ 2 ผู้ติดต่อซื้อ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการแบ่งหน้าที่กันทำ ต้องตามคำนิยามคำว่า "นำเข้า"ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ แล้ว ซึ่งการนำหรือสั่งเข้ามานี้ผู้กระทำผิดมิได้มีเฉพาะตัวจำเลยที่ 3 เพราะความผิดฐานนี้มิได้อาศัยสภาพจิตใจหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของบุคคล หรือแนวเขตแดนเป็นสำคัญ มิฉะนั้นแล้ว ผู้ที่ร่วมกันไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากต่างประเทศ แล้วให้ผู้อื่นถือเข้ามาในประเทศโดยผู้ร่วมกระทำผิดนั้นมารอรับเมทแอมเฟตามีนในประเทศจะไม่มีความผิดไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 5,000 เม็ด หนัก 449.730 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 65,885 กรัม และจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เงินสดจำนวน 16,260บาท ที่ใช้ในการติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ตะกร้าพลาสติก 1 ใบที่ใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 66วรรคหนึ่ง), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,65 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คำรับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,000 เม็ดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 65.885 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอซื้อจากจำเลยที่ 2 และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ให้จำเลยที่ 3 ไปซื้อมาจากประเทศสหภาพพม่าแล้วนำเข้ามายังประเทศไทยเพื่อจำหน่าย คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเฉลิม พันตำรวจตรีชยันต์ ปัญญาเครือ พันตำรวจตรีศักดิ์ชัย พวงสมบัติ นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์พัฒนปฏิธาน และจ่าสิบตำรวจบัญญัติ เตมีศักดิ์ เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1ถึง จ.5 และ ป.จ.1 ถึง ป.จ.5 (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ว่า วันที่ 7 มิถุนายน 2540 ตอนเช้าสายลับนัดจ่าสิบตำรวจบัญญัติไปพบที่หน้าธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย โดยแจ้งว่าจะมีผู้หญิงผิวขาวขนเมทแอมเฟตามีนจากฝั่งประเทศสหภาพพม่ามาส่งที่ตึกแถวเลขที่183 ชั้นสองห้อง 3 เอ บริเวณบ้านเกาะทราย จ่าสิบตำรวจบัญญัติจึงรายงานให้พันตำรวจตรีชยันต์วางแผนจับกุม โดยขอกำลังจากพันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์มาร่วม โดยสั่งให้นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ไปเฝ้าอยู่บริเวณท่าเรือบ้านเกาะทราย ครั้นเวลา 12.40 นาฬิกาจำเลยที่ 3 หิ้วตะกร้าพลาสติกใส่ผักข้ามเรือมาจากประเทศสหภาพพม่า แล้วเดินเข้ามาที่ตึกแถวดังกล่าว ต่อมาพันตำรวจตรีชยันต์ไปเคาะประตูเรียก โดยมีพันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์กับพวกตามมาสมทบ จำเลยที่ 3 ออกมาเปิดประตู พันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์กับพวกจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น พบกะปิวางอยู่กลางห้อง มือของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เปื้อนกะปิ นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ค้นกะปิพบห่อกระดาษพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาล 3 ห่อ เมื่อแกะออกตรวจสอบสองห่อแรกพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้า ห่อละ 10 ถุง ห่อที่สามมีถุงพลาสติกสีฟ้า 5 ถุง แต่ละถุงมีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ 200 เม็ด รวมเป็นเมทแอมเฟตามีน 5,000 เม็ด จึงควบคุมจำเลยทั้งสามพร้อมของกลางส่งพันตำรวจตรีศักดิ์ชัยดำเนินคดี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า ได้ร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเบิกความเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสามหรือมีสาเหตุโกรธเคือง อันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม พยานโจทก์ทุกปากเบิกความได้สอดคล้องต้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธเหตุที่ได้จับกุมจำเลยทั้งสามก็เพราะจ่าสิบตำรวจบัญญัติได้รับแจ้งจากสายลับจึงได้รายงานให้พันตำรวจตรีชยันต์ทราบและวางแผนจับกุมโดยได้ให้นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ไปเฝ้าอยู่บริเวณท่าเรือบ้านเกาะทราย เมื่อจำเลยที่ 3 ถือตะกร้าพลาสติกใส่ผักข้ามเรือเดินเข้าไปยังตึกแถวดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสามทันทีนับว่าเป็นเหตุการณ์กระชั้นชิดต่อเนื่องกันกับที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนจากประเทศสหภาพพม่าเข้ามาในประเทศไทย เหตุที่ไม่ตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 3 ตั้งแต่แรก ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีชยันต์ว่าเพราะต้องการจับกุมผู้อื่นที่ร่วมกระทำความผิดด้วย แม้ในตะกร้าพลาสติกนั้นจะไม่รู้ว่าบรรจุอะไรแต่ก็ได้ความว่าขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นนั้น จำเลยทั้งสามนั่งอยู่รวมกันกลางห้องโดยมีผักวางอยู่และมีถุงกะปิอยู่ด้วย 1 ถุง โดยมือของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เปื้อนกะปิซึ่งในถุงกะปิดังกล่าวมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หยิบผักและถุงกะปิดังกล่าวออกมา ซึ่งผักและถุงกะปิวางอยู่พร้อมตะกร้าพลาสติกเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 ต้องนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาโดยซุกซ่อนใส่ไว้ในตะกร้าพลาสติกโดยเอาผักวางทับไว้เพื่อมิให้เห็นเป็นพิรุธ นอกจากนี้ก็ตรวจค้นพบธนบัตรเป็นเงิน 16,260 บาทในกระเป๋าหนังสีดำที่กระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า ได้เตรียมเงินดังกล่าวมาซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปซื้อมาจากประเทศสหภาพพม่า จำเลยที่ 2 จึงติดต่อให้จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้ามาในประเทศ ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสามมีรายละเอียดตรงกัน ทั้งจำเลยทั้งสามได้ให้การรับสารภาพในวันที่ถูกจับกุมนั้นเอง อีกทั้งได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้ที่เกิดเหตุให้ทำบันทึกและถ่ายรูปประกอบคำรับสารภาพจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ คำให้การของจำเลยที่ 1จึงใช้ยันจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ขึ้นมาหาจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2เป็นจำนวนมาก โดยให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอท่าขี้เหล็กประเทศสหภาพพม่าในเช้าวันเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 2 นัดแนะให้จำเลยที่ 1 มารับที่ตึกแถวที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามที่จำเลยที่ 1ต้องการซื้อ โดยให้จำเลยที่ 2 ไปติดต่อซื้อมาให้ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการแบ่งหน้าที่กันทำต้องตามคำนิยามของคำว่า"นำเข้า" ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งหมายความว่านำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ซึ่งการนำหรือสั่งเข้ามานั้นผู้กระทำความผิดมิได้มีเฉพาะตัวจำเลยที่ 3 ผู้ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น ความผิดฐานนี้มิได้อาศัยสภาพจิตใจหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของบุคคล หรือแนวเขตแดนเป็นสาระสำคัญอันผู้กระทำผิดอาจแบ่งงานกันกระทำความผิดได้ มิฉะนั้นผู้ที่ร่วมกันไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากต่างประเทศแล้วให้ผู้หญิงถือเข้ามาในประเทศโดยผู้ร่วมกระทำความผิดนั้นมารอรับเมทแอมเฟตามีนในประเทศจะไม่มีความผิดไปด้วย เมื่อเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 65.885 กรัม อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานเด็ดขาด (ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป) ซึ่งถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) มาตรา 8 และมาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 65 และ 66แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่คดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1ตลอดชีวิตนั้นชอบและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 15 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย สำรวณหรือลอง จีนเทียน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2546
#50682
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อยู่จังหวัดเชียงใหม่ไปหาจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อที่อำเภอท่าขี้เหล็กประเทศสหภาพพม่า และนัดจำเลยที่ 1 มารับที่ตึกแถว จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการ โดยให้จำเลยที่ 2 ติดต่อซื้อ จึงเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการแบ่งหน้าที่กันทำต้องตามคำนิยามของคำว่า "นำเข้า" ในมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แล้ว ซึ่งการนำหรือสั่งเข้ามาผู้กระทำผิดมิได้มีเฉพาะตัวจำเลยที่ 3 ผู้ที่นำเข้าเท่านั้น เพราะความผิดฐานนี้ไม่ได้อาศัยสภาพจิตใจหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของบุคคล หรือแนวเขตแดนเป็นสาระสำคัญจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อจำหน่ายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 5,000 เม็ด หนัก 449.730 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 65.885 กรัม และจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าว เงินสดจำนวน 16,260บาท ที่ใช้ในการติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ตะกร้าพลาสติก 1 ใบ ที่ใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 66วรรคหนึ่ง), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,65 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คำรับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,000 เม็ดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 65.885 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอซื้อจากจำเลยที่ 2 และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2ได้ให้จำเลยที่ 3 ไปซื้อมาจากประเทศสหภาพพม่าแล้วนำเข้ามายังประเทศไทยเพื่อจำหน่าย คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเฉลิม พันตำรวจตรีชยันต์ ปัญญาเครือ พันตำรวจตรีศักดิ์ชัย พวงสมบัติ นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ พัฒนปฏิธานและจ่าสิบตำรวจบัญญัติ เตมีศักดิ์ เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 และ ป.จ.1 ถึง ป.จ.5 (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ว่า วันที่ 7 มิถุนายน 2540 ตอนเช้า สายลับนัดจ่าสิบตำรวจบัญญัติไปพบที่หน้าธนาคารออมสิน สาขาแม่สาย โดยแจ้งว่าจะมีผู้หญิงผิวขาวขนเมทแอมเฟตามีนจากฝั่งประเทศสหภาพพม่ามาส่งที่ตึกแถวเลขที่ 183ชั้นสองห้อง 3 เอ บริเวณบ้านเกาะทราย จ่าสิบตำรวจบัญญัติจึงรายงานให้พันตำรวจตรีชยันต์วางแผนจับกุมโดยขอกำลังจากพันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์มาร่วม โดยสั่งให้นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ไปเฝ้าอยู่บริเวณท่าเรือบ้านเกาะทรายครั้นเวลา 12.40 นาฬิกา จำเลยที่ 3หิ้วตะกร้าพลาสติกใส่ผักข้ามเรือมาจากประเทศสหภาพพม่า แล้วเดินเข้ามาที่ตึกแถวดังกล่าว ต่อมาพันตำรวจตรีชยันต์ไปเคาะประตูเรียกโดยมีพันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์กับพวกตามมาสมทบ จำเลยที่ 3 ออกมาเปิดประตู พันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์กับพวกจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น พบกะปิวางอยู่กลางห้อง มือของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เปื้อนกะปิ นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ค้นกะปิพบห่อกระดาษพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาล 3 ห่อเมื่อแกะออกตรวจสอบสองห่อแรก พบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าห่อละ10 ถุง ห่อที่สามมีถุงพลาสติกสีฟ้า 5 ถุง แต่ละถุงมีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ 200 เม็ดรวมเป็นเมทแอมเฟตามีน 5,000 เม็ด จึงควบคุมจำเลยทั้งสามพร้อมของกลางส่งพันตำรวจตรีศักดิ์ชัยดำเนินคดี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า ได้ร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่าพยานโจทก์ทุกปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเบิกความเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ทั้งไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสามหรือมีสาเหตุโกรธเคือง อันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม พยานโจทก์ทุกปากเบิกความได้สอดคล้องต้องกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ เหตุที่ได้จับกุมจำเลยทั้งสามก็เพราะจ่าสิบตำรวจบัญญัติได้รับแจ้งจากสายลับ จึงได้รายงานให้พันตำรวจตรีชยันต์ทราบและได้วางแผนจับกุมโดยได้ให้นายดาบตำรวจสัมฤทธิ์ไปเฝ้าอยู่บริเวณท่าเรือบ้านเกาะทรายเมื่อจำเลยที่ 3 ถือตะกร้าพลาสติกใส่ผักข้ามเรือเดินเข้าไปยังตึกแถวดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสามทันที นับว่าเป็นเหตุการณ์กระชั้นชิดต่อเนื่องกันกับที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนจากประเทศสหภาพพม่าเข้ามาในประเทศไทยเหตุที่ไม่ตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 3 ตั้งแต่แรก ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีชยันต์ว่าเพราะต้องการจับกุมผู้อื่นที่ร่วมกระทำความผิดด้วย แม้ในตะกร้าพลาสติกนั้นจะไม่รู้ว่าบรรจุอะไร แต่ก็ได้ความว่าขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นนั้น จำเลยทั้งสามนั่งอยู่รวมกันกลางห้องโดยมีผักวางอยู่และมีถุงกะปิอยู่ด้วย 1 ถุง โดยมือของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เปื้อนกะปิซึ่งในถุงกะปิดังกล่าวมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หยิบผักและถุงกะปิดังกล่าวออกมา ซึ่งผักและถุงกะปิวางอยู่พร้อมตะกร้าพลาสติก เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 ต้องนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาโดยซุกซ่อนใส่ไว้ในตะกร้าพลาสติกโดยเอาผักวางทับไว้เพื่อมิให้เห็นเป็นพิรุธ นอกจากนี้ก็ตรวจค้นพบธนบัตรเป็นเงิน 16,260 บาท ในกระเป๋าหนังสีดำที่กระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า ได้เตรียมเงินดังกล่าวมาซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปซื้อมาจากประเทศสหภาพพม่า จำเลยที่ 2 จึงติดต่อให้จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้ามาในประเทศ ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสามมีรายละเอียดตรงกันทั้งจำเลยทั้งสามได้ให้การรับสารภาพในวันที่ถูกจับกุมนั้นเอง อีกทั้งได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้ที่เกิดเหตุให้ทำบันทึกและถ่ายรูปประกอบคำรับสารภาพ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ คำให้การของจำเลยที่ 1 จึงใช้ยันจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ขึ้นมาหาจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนมาก โดยให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอท่าขี้เหล็กประเทศสหภาพพม่า ในเช้าวันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 นัดแนะให้จำเลยที่ 1 มารับที่ตึกแถวเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามที่จำเลยที่ 1 ต้องการซื้อ โดยให้จำเลยที่ 2 ติดต่อซื้อมาให้ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการแบ่งหน้าที่กันทำต้องตามคำนิยามของคำว่า "นำเข้า" ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งหมายความว่านำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ซึ่งการนำหรือสั่งเข้ามานั้นผู้กระทำผิดมิได้มีเฉพาะตัวจำเลยที่ 3 ผู้ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้นความผิดฐานนี้มิได้อาศัยสภาพจิตใจหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของบุคคล หรือแนวเขตแดนเป็นสาระสำคัญ อันผู้กระทำผิดมิอาจแบ่งงานกันกระทำความผิดได้ มิฉะนั้นแล้วผู้ที่ร่วมกันไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากต่างประเทศ แล้วให้ผู้หญิงถือเข้ามาในประเทศโดยผู้ร่วมกระทำผิดนั้นมารอรับเมทแอมเฟตามีนในประเทศจะไม่มีความผิดไปด้วย เมื่อเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 65.885 กรัม อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานเด็ดขาด (ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไป) ซึ่งถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)มาตรา 8 และมาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 65 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่คดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักตามฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย สำรวณหรือลอง จีนเทียน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2546
#48293
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าโจทก์ครอบครองมาตั้งแต่ปี 2502 ต่อมาจำเลยไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยแจ้งความเท็จว่าเป็นฝ่ายครอบครองโดยซื้อมาจาก ต. เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลย การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาท คำฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินซึ่งเป็นของรัฐโดยมิชอบ ศาลพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ครอบครองที่ดินเมื่อปี 2502 หลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วโจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ดังนั้นประเด็นแห่งคดีที่ศาลได้วินิจฉัยจึงมีเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ลักษณะ 3 ว่าด้วยการครอบครอง ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2502 จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องจำเลยให้การว่า ต. เป็นเจ้าของเดิม ได้ขายให้ ว. แล้ว ว. ได้นำไปออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ต่อมา ส. บิดาจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจาก ว. แล้วเข้าครอบครองเรื่อยมาจนยกให้แก่จำเลยเข้าทำประโยชน์ตลอดมาเกินกว่า 1 ปีแล้วโจทก์ขาดสิทธิติดตามเอาคืนขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลย คำให้การดังกล่าวจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยจำเลยครอบครองมาแต่ต้น หาได้ยอมรับว่าโจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของไม่ คดีจึงไม่มีประเด็นในเรื่องแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของบุคคลอื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ 26 ไร่เศษโจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2502 เป็นต้นมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2533 จำเลยทั้งสามนำบริวารบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของ โจทก์ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปพร้อมแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินพบว่าเมื่อปี2519 นายวิสัน ทับทิมทอง ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทโดยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 548 ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2521 นายวิสัน สมคบกับพันโทสริน แจ่มแสงรัตน์ ฉ้อฉลโจทก์ด้วยการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้พันโทสรินทั้ง ๆ ที่ไม่มีการซื้อขายกันจริง และในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 พันโทสรินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสามโดยไม่สุจริต โจทก์จึงฟ้องนายวิสันและจำเลยทั้งสามขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18/2534 (คดีหมายเลขแดงที่ 402/2535) ของศาลชั้นต้น ต่อมาเดือนมกราคม 2539 จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้ของโจทก์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 548 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น เดิมนายเต้ง บุญชำนาญ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อมีการใช้ประมวลกฎหมายที่ดินนายเต้งได้แจ้งการครอบครองไว้ตาม ส.ค.1 เลขที่ 11 แล้วขายที่ดินพิพาทให้นายวิสันทับทิมทอง ต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้นายวิสัน เป็นการอนุญาตให้นายวิสันครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินหลังจากนายวิสันนำที่ดินพิพาทไปจำนองและไถ่จำนองแล้วจึงขายที่ดินพิพาทให้พันโทสริน แจ่มแสงรัตน์ บิดาจำเลยทั้งสามเมื่อปี 2521 พันโทสรินซื้อที่ดินไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหลังจากนั้นพันโทสรินครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาจนกระทั่งปี2533 จึงยกให้จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจนถึงปัจจุบันโจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 พันโทสรินเข้าครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี2521 และจำเลยทั้งสามครอบครองต่อมาจนถึงปัจจุบันโดยสุจริต สงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกิน 1 ปีแล้ว โจทก์จึงขาดสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทภายใน1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามแย่งการครอบครอง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและเป็นการรบกวนการครอบครองทรัพย์โดยปกติสุขของจำเลยทั้งสามทำให้จำเลยทั้งสามเสียหายไม่สามารถขายที่ดินนำเงินไปฝากธนาคาร ขาดประโยชน์ที่จะได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากไม่ต่ำกว่าวันละ 1,480 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาห้ามโจทก์กับบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสามวันละ 1,400 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะเลิกรบกวนการครอบครองของจำเลยทั้งสาม

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 548 ตำบลกลางดง (พญาเย็น) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลกลางดง (พญาเย็น) อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา และอยู่ในบริเวณที่ดินจัดสรรขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกแต่ไม่ใช่ที่ดินที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกนำมาจัดสรร นายวิสัน ทับทิมทอง หัวหน้าหน่วยนิคมเกษตรกรรม ทหารผ่านศึกมวกเหล็กนำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในนามของตนในปี 2519 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.13 ครั้นเมื่อปี 2521 นายวิสันจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่พันโทสริน แจ่มแสงรัตน์ หัวหน้ากองนิคมเกษตรกรรมฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และในปี 2533 พันโทสรินจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทยกให้โดยเสน่หาแก่จำเลยทั้งสามผู้เป็นบุตร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีบุคคลเป็นเจ้าของ โจทก์ น้องชายโจทก์และบิดาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2502 ต่อมามีบุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาในที่ดินพิพาทโจทก์จึงตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินอำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมาจึงทราบว่าจำเลยที่ 1 (นายวิสัน) ไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอปากช่องว่าเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายเต้ง บุญชำนาญ เมื่อ 15 ปีมาแล้วและครอบครองทำประโยชน์ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินขายให้พันโทสริน ซึ่งพันโทสรินก็ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อน เมื่อพันโทสรินซื้อที่ดินพิพาทก็ไม่ได้โต้แย้งการครอบครองที่ดินของโจทก์และโจทก์ก็ไม่ทราบว่ามีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อปี2533 พันโทสรินจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ก็ทราบดีว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทเป็นไปโดยมิชอบและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท จากคำฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1และศาลฎีกาพิพากษาในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพราะโจทก์ครอบครองที่ดินเมื่อปี 2502 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ดังนั้นประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาได้วินิจฉัยจึงมีเพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทหรือไม่ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้นและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ลักษณะ 3 ว่าด้วยการครอบครองประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อต่อไปมีว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ในปัญหานี้โจทก์และจำเลยทั้งสามแถลงรับกันว่า ให้นำคำเบิกความพยานบุคคลและพยานเอกสารทั้งสองฝ่ายที่นำสืบในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้นมาเป็นพยานในคดีนี้ฝ่ายโจทก์มีโจทก์และนายลั่นทม ปานรุ่ง เบิกความว่า โจทก์พร้อมด้วยนายกรุดบิดาโจทก์และนายลั่นทมน้องชายโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าตั้งแต่ปี 2502 โดยปลูกพืชจำพวกข้าวโพด น้อยหน่า และถั่วต่าง ๆ บริเวณที่ดินพิพาทตอนกลางเป็นโขดหินทำกินไม่ได้ ครั้นเมื่อปี 2533 พันโทสรินบิดาจำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามไปหานายลั่นทมและบอกว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปแสดงนายลั่นทมก็โต้แย้งว่านายกรุดและนายลั่นทมครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2502 จากนั้นนายลั่นทมให้ทนายความไปตรวจสอบพบว่าในปี 2519 นายวิสันนำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม2533 มีผู้นำรถไถไปไถดินในที่ดินพิพาท และเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 มีผู้นำเสาหินประมาณ 20 ต้น ไปปักในที่ดินพิพาทเป็นแนวรั้ว โจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น อันเป็นการนำสืบให้เห็นว่าโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์และหวงแหนที่ดินพิพาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายพา ยามแย้มผู้ใหญ่บ้านท้องที่ นายทองขาว ขวัญเถื่อน นายไสว ขวัญเถื่อน นายศิริ ภาคพร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ นายเหลือบและนางเยื้อน ขวัญเนตร ซึ่งพยานดังกล่าวล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับจัดสรรที่ดินจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและที่ดินที่ได้รับจัดสรรก็อยู่ใกล้ ๆ ที่ดินพิพาท โดยเฉพาะที่ดินของนายเหลือบและนางเยื้อนสองสามีภริยาได้รับที่ดินที่จัดสรรอยู่ติดกับที่ดินพิพาททางทิศใต้ต่างเบิกความสนับสนุนได้อย่างสอดคล้องต้องกันว่า นายกรุดและโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกพืชจำพวกพริก แตง ข้าวโพดและองุ่น แต่ภายหลังมีการปลูกน้อยหน่าและมะขามเทศบางโอกาสพยานดังกล่าวจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปช่วยกันทำไร่ในที่ดินพิพาทของโจทก์และโจทก์ก็จะมาช่วยทำไร่ในที่ดินของพยานดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นการลงแขก พยานดังกล่าวซึ่งเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ไม่เคยเห็นนายวิสัน พันโทสริน และจำเลยทั้งสามครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท คำเบิกความของพยานดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังได้ ฝ่ายจำเลยทั้งสาม มีจำเลยที่ 1 นายฉลอง ปิติไหว นายสุนัย คำเฉลิมนายเทพ แก่นแก้ว เจ้าของที่ดินข้างเคียงอยู่ติดกับที่ดินพิพาทด้านทิศเหนือ นายสำรวยสุมาลกันต์ นายเหมือน น้อยศิลา และพันโทสริน แจ่มแสงรัตน์ เป็นพยานนำสืบในปัญหานี้ว่า เดิมที่ดินพิพาท นายเต้งเป็นผู้ทำประโยชน์ ต่อมานายเต้งขายให้แก่นายวิสัน นายวิสันเป็นผู้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินและนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก หลังจากไถ่ถอนจำนองแล้วนายวิสันขายที่ดินพิพาทให้แก่พันโทสริน เมื่อพันโทสรินซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วมอบให้นายวิสันดูแลทำประโยชน์โดยปลูกพืชในที่ดิน พันโทสรินไปดูแลที่ดินพิพาทอยู่เสมอและนำต้นไม้ใหญ่ไปปลูกและต่อมาพันโทสรินก็ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบุตร แต่พยานจำเลยทั้งสามบางปากคือ นายฉลองและนายเทพเจ้าของที่ดินข้างเคียงอยู่ติดกับที่ดินพิพาททางทิศเหนือเบิกความว่า ไม่เคยเห็นพันโทสรินและจำเลยทั้งสามเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนายสุนัยเบิกความว่า ไม่เคยเห็นนายวิสัน เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่เคยเห็นลูกจ้างนายวิสันเข้าทำประโยชน์ปีละครั้ง ทำอยู่ 2 ปี ก็ปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่า นอกจากนี้นายเทพเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่าตอนแรกไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเต้ง มาทราบว่าเป็นของนายเต้งเมื่อตอนออกไปรังวัดสอบเขตโดยนายวิสันเป็นผู้บอก และเพิ่งรู้จักจำเลยทั้งสามเมื่อปี 2533 โดยพันโทสรินให้ไปชี้แนวเขตที่ดินพิพาทว่าอยู่ตรงไหนแสดงว่า พันโทสรินและจำเลยทั้งสามก็ไม่ทราบแนวเขตที่ดินพิพาทจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าพันโทสรินและจำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แม้จำเลยทั้งสามจะมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.13 ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้นมานำสืบ แต่ปรากฏจากคำเบิกความของนางเยื้อนภริยานายเหลือบซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงติดกับที่ดินพิพาททางทิศใต้ว่า นางเยื้อนอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ เมื่อนางเยื้อนจดทะเบียนสมรสกับนายเหลือก็ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนตามสำเนาทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.8ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น และเมื่อทำหนังสือยินยอมให้นายเหลือบไปจดทะเบียนจำนองนางเยื้อนก็ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ ตามหนังสือให้ความยินยอมเอกสารหมาย จ.9 ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น จึงน่าเชื่อว่านางเยื้อนเขียนหนังสือไม่ได้ แต่เมื่อตอนนายวิสันไปยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทกลับมีลายมือชื่อนางเยื้อนเป็นผู้รับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น จึงส่อพิรุธว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทอาจเป็นไปโดยไม่ชอบ ส่วนใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่เอกสารหมาย ล.3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 402/2535 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นผู้เสียภาษีที่ดินมาโดยตลอดนั้น การเสียภาษีดังกล่าวเป็นเพียงการเสียภาษีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่มีชื่อจำเลยทั้งสามอยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้น ไม่อาจใช้ยืนยันว่าเข้าครอบครองจริง เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2502 นายวิสัน ทับทิมทองยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบแล้วสมคบฉ้อฉลโอนขายที่ดินให้แก่พันโทสริน แจ่มแสงรัตน์ โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง ต่อมาพันโทสรินจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสามโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสามให้การว่านายเต้ง บุญชำนาญ เป็นเจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทโดยมีส.ค.1 ได้ขายให้แก่นายวิสัน แล้วนายวิสันได้นำไปออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ ต่อมาพันโทสรินบิดาจำเลยทั้งสามได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายวิสัน แล้วเข้าครอบครองเรื่อยมาจนยกให้แก่จำเลยทั้งสามเข้าทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว โจทก์ขาดสิทธิติดตามเอาคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสาม คำให้การดังกล่าวจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามครอบครองมาแต่ต้น หาได้ยอมรับว่าโจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของไม่ คดีจึงไม่มีประเด็นในเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของบุคคลอื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทบางส่วนเพียง 5 ถึง 8 ไร่ ส่วนตรงกลางไม่สามารถทำประโยชน์ได้ เป็นโขดหินนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จำลอง ปานรุ่ง
จำเลย — นาง แจ่มแสง บุญหิรัญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2546
#110303
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ในคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพราะโจทก์ครอบครองที่ดินหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์ไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประเด็นแห่งคดีที่ศาลวินิจฉัยจึงมีเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในคดีก่อนและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ลักษณะ 3 ว่าด้วยการครอบครอง ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๔๘ ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๐๒/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาห้ามโจทก์กับบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสาม และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสามวันละ ๑,๔๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะเลิกรบกวนการครอบครองของจำเลยทั้งสาม

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๔๘ ตำบลกลางดง (พญาเย็น) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๐๒/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๐๒/๒๕๓๔ ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่มีบุคคลเป็นเจ้าของ โจทก์ น้องชายโจทก์และบิดาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ต่อมามีบุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาในที่ดินพิพาท โจทก์จึงตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จึงทราบว่าจำเลยที่ ๑ (นายวิสัน) ไปยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยจำเลยที่ ๑ แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอปากช่องว่าเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายเต้ง บุญชำนาญ เมื่อ ๑๕ ปีมาแล้วและครอบครองทำประโยชน์ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ โอนที่ดินขายให้พันโทสริน ซึ่งพันโทสรินก็ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อน เมื่อพันโทสรินซื้อที่ดินพิพาทก็ไม่ได้โต้แย้งการครอบครองที่ดินของโจทก์และโจทก์ก็ไม่ทราบว่ามีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๓ พันโทสรินจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ก็ทราบดีว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) สำหรับที่ดินพิพาทเป็นไปโดยมิชอบและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) สำหรับที่ดินพิพาท จากคำฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และศาลฎีกาพิพากษาในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพราะโจทก์ครอบครองที่ดินเมื่อปี ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ ดังนั้นประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และศาลฎีกาได้วินิจฉัยจึงมีเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๐๒/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้นและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ลักษณะ ๓ ว่าด้วยการครอบครอง ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๐๒/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม?

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำลอง ปานรุ่ง
จำเลย — นางแจ่มแสง บุญหิรัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินทาน สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2546
#50680
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง จำเลยนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ไปใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ได้รับจากการกระทำของจำเลยได้ แม้โจทก์จะเป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งน้ำยาเคมีที่ใช้รักษาเบาะรถยนต์และเครื่องหนังภายใต้เครื่องหมายการค้า WAXY (แว็กซี่) ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของโจทก์นั้นก่อนประดิษฐ์หรือผลิตโจทก์ทำการค้นคว้าทดลองจนได้ผลเป็นที่พอใจ และได้รักษาคุณภาพสินค้าตลอดมาทั้งต้องลงทุนโฆษณามาก จึงมีประชาชนใช้กันอย่างแพร่หลายและไว้วางใจในเรื่องคุณภาพว่าดีสม่ำเสมอ นอกจากนี้โจทก์ได้โฆษณาคำว่า WAXY ควบคู่ไปกับการแจ้งบอกว่าเป็นสินค้าที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยโรงงานของโจทก์จนประชาชนทราบดี และโจทก์ก็ยังได้ส่งสินค้าของโจทก์ออกจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศหลายประเทศ เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2541 ปรากฏว่ายอดขายสินค้าของโจทก์ลดลง โจทก์ได้สืบหาสาเหตุจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแอบอ้างเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งน้ำยาเคมีใช้รักษาเบาะรถยนต์และเครื่องหนังที่มีตราเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXYอันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยน้ำยาเคมีใช้รักษาเบาะรถยนต์และเครื่องหนังที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า WAXY ปลอมติดอยู่จำนวน 1,422 ขวด ซึ่งสินค้าดังกล่าวมิได้ผลิตขึ้นจากโรงงานของโจทก์ จำเลยทั้งสองได้หลอกลวงขายสินค้าให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ที่ผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้า WAXY โดยจำเลยทั้งสองอาศัยความแพร่หลายของชื่อเสียงในทางการค้าของโจทก์เป็นทางการค้าของจำเลยทั้งสองการกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ประชาชนเกิดความสับสนหลงผิดในสินค้าและยังปรากฏอีกว่าสินค้าปลอมนั้นมีคุณภาพไม่ดีเท่ากับสินค้าของโจทก์ เป็นผลทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า WAXYเป็นเหตุให้การค้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย ยอดขายลดลง โจทก์ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์มีคุณภาพดีอย่างไร ตลอดจนมีการจัดรายการชิงรางวัลเพื่อเพิ่มยอดขาย โดยโจทก์เสียหายไม่น้อยกว่า 10,000,000บาท แต่โจทก์ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นเงินเพียง 5,000,000บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สินค้าตามคำฟ้องซึ่งจำเลยทั้งสองขายอยู่นั้นเป็นสินค้าอันแท้จริง เพียงแต่จำเลยทั้งสองมิได้ซื้อมาจากโจทก์ เนื่องจากโจทก์ตั้งราคาไว้สูงกว่าผู้ขายรายอื่น โจทก์จึงกลั่นแกล้งแจ้งให้พนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสอง ซึ่งขณะนี้(ขณะยื่นคำให้การ) คดีอาญายังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยและได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่าWAXY อ่านว่าแว็กซี่ ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าน้ำยารักษาเบาะรถยนต์และเครื่องหนังต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2537 และโจทก์ได้จำหน่ายน้ำยาเคมีเคลือบและรักษาเบาะหนังรถยนต์ภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY มานานกว่า 20 ปี แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าตรวจค้นร้านสินอะไหล่และอาคารเก็บสินค้าของจำเลยที่ 2 พบสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า WAXY ปลอม จำนวน 1,422 ขวด เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายและต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ปลอม อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ให้จำคุกคนละ 1 ปีและปรับคนละ 100,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง โจทก์จึงมิใช่เจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า โจทก์จะเป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง จำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXYไปใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันกับของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ได้รับจากการกระทำของจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามแว็กซี่แสตนดาร์ด จำกัด
จำเลย — นาย ขจรศักดิ์ ทรัพย์ศิริสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา