คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2546
#50681
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์จะเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังและจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ไปใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันกับของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้

ส่วนความเสียหายของโจทก์ แม้ยอดขายสินค้าของโจทก์จะต่ำลง และหลังจากจำเลยทั้งสองถูกจับกุมยอดขายสินค้าของโจทก์จะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็เป็นเพียงผู้รับสินค้ารายหนึ่งจากผู้ผลิตสินค้ามาจำหน่ายมิใช่ผู้ผลิตสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดขายสินค้าของโจทก์ลดลงจำนวนมาก แต่ถือเป็นความเสียหายเพียงส่วนหนึ่งที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแอบอ้างเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งน้ำยาเคมีใช้รักษาเบาะรถยนต์และเครื่องหนังที่มีตราเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่าWAXY อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นการกำหนดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ ลูกค้าซื้อสินค้ายี่ห้อ "แว๊กซี่" จากผู้ขายรายอื่นเพราะราคาถูกกว่ายอดขายที่ลดลงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง โจทก์จึงมิใช่เจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์จะเป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ไปใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกับของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ได้รับจากการกระทำของจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า ความเสียหายของโจทก์มีเพียงใด โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงในตัวสินค้า ต้องขาดรายได้ไปในปี 2541 ไม่ต่ำกว่า 20,000,000บาท ต้องเสียค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่นำพยานมาสืบหักล้าง เท่ากับยอมรับว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 5,000,000บาท ตามที่โจทก์ประสงค์จะเรียกร้องจริง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำสืบว่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายมีคุณภาพไม่เท่ากับสินค้าของโจทก์หรือไม่ อย่างไร หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็คงมีเพียงจำนวนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยทั้งสองซึ่งคิดเป็นเงินไม่เกิน 80,000 บาท เห็นว่า โจทก์มีนายกวี รัตนปรีชาเวช ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า สินค้าของจำเลยทั้งสองลักษณะของน้ำยาจะใสและเจือจางกว่าสินค้าของโจทก์ และมีนายวุฒิชัย กายเบญงามผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าสินค้าน้ำยาเคมีเคลือบหนังที่โจทก์ผลิตมีคุณภาพดี มีมาตรฐานจนได้รับรางวัลหลายรางวัล สินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นน้ำยาเคมีเคลือบเบาะหนังเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีคุณภาพเทียบเท่าสินค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างและพิสูจน์ให้เห็นว่าน้ำยาเคมีเคลือบเบาะหนังที่จำเลยทั้งสองนำมาจำหน่ายมีคุณภาพเท่ากับหรือเหนือกว่าสินค้าของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า น้ำยาเคลือบเบาะหนังที่จำเลยทั้งสองนำมาจำหน่ายโดยปลอมเครื่องหมายการค้าWAXY ของโจทก์มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพด้อยกว่าสินค้าของโจทก์ เห็นได้ชัดว่าลูกค้าซึ่งซื้อสินค้าที่มีผู้ปลอมเครื่องหมายการค้า WAXY ของโจทก์จากจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความเสียหาย เพราะได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ โดยเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าการที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า WAXY ปลอมในช่วงเดือนมกราคม 2541 จนถึงเดือนธันวาคม 2541 ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยทั้งสองได้นั้น ทำให้ยอดขายสินค้าของโจทก์ต่ำกว่าในปี 2540 ไม่น้อยกว่า 20,000,000 บาท นั้นเห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่ายอดขายสินค้าของโจทก์ในปี 2541 ต่ำกว่ายอดขายสินค้าของโจทก์ในปี 2540 ประมาณ 20,000,000 บาท และในปี 2542 หลังจากจำเลยทั้งสองถูกจับกุมแล้วยอดขายสินค้าของโจทก์ก็เพิ่มขึ้นกว่า 10,000,000บาท ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็มิใช่ผู้ผลิตสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์จำเลยทั้งสองเป็นแต่เพียงผู้รับสินค้ารายหนึ่งจากผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังมาจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้า WAXY ปลอมอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เป็นที่เห็นได้ว่าผู้ผลิตสินค้าย่อมต้องจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมดังกล่าวให้ผู้จำหน่ายรายอื่นอีกหลายรายด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จำหน่ายสินค้าซึ่งปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่เพียงรายเดียวในประเทศไทย และหากพิจารณายอดขายสินค้าของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 แล้วจะเห็นได้ว่า หลังจากจำเลยทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วยอดขายสินค้าของโจทก์ในเดือนกุมภาพันธ์ กรกฎาคม สิงหาคม และตุลาคมของปี 2542ก็ยังมีจำนวนต่ำกว่ายอดขายสินค้าของโจทก์ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้งตามอุทธรณ์ของโจทก์ก็กล่าวอ้างถึงยอดขายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 2 ได้เบิกความในคดีอาญาว่า จำเลยทั้งสองจำหน่ายสินค้าได้เพียงปีละประมาณ 800,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดขายสินค้าของโจทก์ลดลงถึงกว่า 20,000,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบ แต่ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมมีผลทำให้โจทก์จำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้น้อยลงบ้าง ซึ่งถือเป็นความเสียหายส่วนหนึ่งของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์เพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมยอดขายสินค้าของโจทก์ให้สูงขึ้นนั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติของการทำการค้าอยู่แล้วซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกปี แม้โจทก์จะนำสืบได้ว่าค่าใช้จ่ายในการโฆษณาการประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ในปี 2541 มีประมาณ 6,800,000 บาท และในปี 2542 มีประมาณ7,900,000 บาท ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากปีก่อน ๆ มากนัก แต่โจทก์ก็ได้รับประโยชน์จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจถือเป็นความเสียหายของโจทก์อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรวมจำนวน 400,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยทั้งสองแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 438
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามแว๊กซี่ แสตนดาร์ด จำกัด
จำเลย — นาย ขจรศักดิ์ ทรัพย์ศิริสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2546
#110855
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จะเป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง จำเลยทั้งสองทำเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ได้รับจากการกระทำของจำเลยทั้งสองได้

ลูกค้าซึ่งซื้อสินค้าที่มีผู้ปลอมเครื่องหมายการค้า WAXY ของโจทก์จากจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความเสียหาย เฉพาะได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพโดยเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายในส่วนนี้ เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีผลทำให้โจทก์จำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้น้อยลง ย่อมถือเป็นความเสียหายส่วนหนึ่งของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิด

ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมยอดขายสินค้าของโจทก์ให้สูงขึ้นนั้นเมื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติของการทำการค้าอยู่แล้วซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกปี ทั้งค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ในปี 2541 และในปี 2542 ก็ไม่แตกต่างจากปีก่อน ๆ มากนัก ซึ่งโจทก์ได้รับประโยชน์จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจถือเป็นความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง โจทก์จึงมิใช่เจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้น โจทก์จะเป็นผู้ผลิตสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนังหรือไม่ ไม่ใช้ข้อสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ใช้กับสินค้าน้ำยาเคลือบเบาะหนัง จำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า WAXY ไปใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันกับของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ได้รับจากการกระทำของจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

น้ำยาเคมีเคลือบเบาะหนังที่จำเลยทั้งสองนำมาจำหน่ายโดยปลอมเครื่องหมายการค้า WAXY ของโจทก์มี คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพด้อยกว่าสินค้าของโจทก์ เห็นได้ชัดว่าลูกค้าซึ่งซื้อสินค้าที่มีผู้ปลอม เครื่องหมายการค้า WAXY ของโจทก์จากจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความเสียหาย เพราะได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ โดยเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ถึงแม้ว่าการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดขายสินค้าของโจทก์ลดลงถึงกว่า ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่โจทก์นำสืบ แต่ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมมีผลทำให้โจทก์จำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้น้อยลงบ้าง ซึ่งถือเป็นความเสียหายส่วนหนึ่งของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์เพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมยอดขายสินค้าของโจทก์ให้สูงขึ้นนั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติของการทำการค้าอยู่แล้วซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายใน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกปี แม้โจทก์จะนำสืบได้ว่าค่าใช้จ่ายในการโฆษณาการประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ในปี ๒๕๔๑ มีประมาณ ๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท และในปี ๒๕๔๒ มีประมาณ ๗,๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากปีก่อน ๆ มากนัก แต่โจทก์ก็ได้รับประโยชน์จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจถือเป็นความเสียหายของโจทก์อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรวมจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์นั้น นับว่าเหมาะสมแก่ พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยทั้งสองแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 438
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามแว็กซี่แสตนดาร์ด จำกัด
จำเลย — นายขจรศักดิ์ ทรัพย์ศิริสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 449/2546
#49453
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะชั้นล่างภายในบ้านพักเป็นประจำเพราะบางครั้งก็วางไว้บนโต๊ะมิได้เก็บเข้าลิ้นชัก และ ย. ผู้เช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านโจทก์เคยเข้าออกบ้านโจทก์ ซึ่งมิใช่คนแปลกหน้า การที่ ย. สามารถลักเช็คของโจทก์ไปได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ ย. ซึ่งปลอมลายมือชื่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้น เป็นคุณเฉพาะจำเลยที่ 2 หามีผลทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายต้องหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ ทั้งนี้เพราะผู้ใดจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิตามตั๋วเงินซึ่งลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมมิได้ แม้ผู้นั้นจะมิได้ประมาทเลินเล่อก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 นายยุทธนา บูรณะพงษ์ ได้นำเช็คที่โจทก์ซื้อมาจากจำเลยที่ 1สั่งจ่ายเงินจำนวน 286,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินตามเช็ค โดยผ่านการตรวจสอบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามระเบียบและวิธีการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวไปโดยประมาทเลินเล่อ เนื่องจากเช็คฉบับดังกล่าวมีการกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้สั่งจ่ายซึ่งไม่ตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ต้องเสียเงินจำนวน 286,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 309,722 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี หรือตามที่จำเลยที่ 1 คิดหักจากบัญชีของโจทก์ จากต้นเงินจำนวน 286,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเช็คพิพาทส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในเช็คพิพาทแล้วเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์จริง จึงได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้แก่ผู้ทรงไป โจทก์เองเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อไม่เก็บรักษาเช็คพิพาทไว้ในที่มั่นคงปลอดภัยทำให้บุคคลอื่นได้เช็คพิพาทไปแล้วปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ จำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยกับโจทก์เพียงร้อยละ 12 ต่อปี เท่านั้น ดอกเบี้ยจึงไม่ถึงจำนวน 23,722.32 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 286,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 นายยุทธนา บูรณะพงษ์ ได้ลักเช็คของโจทก์นำไปกรอกวันออกเช็คคือ "7 ต.ค. 40" สั่งจ่ายเงินจำนวน 286,000บาท โดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้สั่งจ่ายนำไปเบิกเงินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเช็คฉบับดังกล่าวจากนายยุทธนาและจ่ายเงินให้ไปเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1หยิบยกบทบัญญัติแห่งกฎหมายในลักษณะ "ตั๋วเงิน" ขึ้นวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการวินิจฉัยเกินจากคำฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาทและเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีนิติสัมพันธ์ต่อกันโดยโจทก์เป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวัน การเบิกถอนเงินต้องกระทำโดยการสั่งจ่ายเช็ค จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเช็คก็ต่อเมื่อโจทก์ในฐานะผู้เคยค้ากับจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คให้เบิกเงินจากจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนตามเช็คจากบัญชีของโจทก์ให้แก่นายยุทธนาโดยลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม จึงเป็นการปฏิบัตินอกหน้าที่ของตนอันพึงมีต่อผู้เคยค้า ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 กับพวก จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดว่า มิได้จ่ายเงินโดยประมาทเลินเล่อ และโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเองในการเก็บรักษาเช็คตามฟ้อง โจทก์เป็นผู้ถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1008 ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้จึงครอบคลุมถึงความรับผิดตามบทบัญญัติเรื่องตั๋วเงิน และครอบคลุมข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัตินอกหน้าที่ตามนิติสัมพันธ์ที่มีต่อโจทก์และเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำบทบัญญัติในลักษณะตั๋วเงินมาปรับบทและวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยในกรอบแห่งประเด็นข้อพิพาทและไม่เกินคำขอ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อและพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 2 ก็ต้องหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง ผู้ใดจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิตามตั๋วเงินซึ่งลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมมิได้ แม้ผู้นั้นจะมิได้ประมาทเลินเล่อ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ก็ไม่ฎีกาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคุณเฉพาะตัวแก่จำเลยที่ 2 หามีผลให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายอยู่แล้วต้องหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ โจทก์จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์และนางปริศนา หริ่งรอด พยานโจทก์ว่า โจทก์เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะชั้นล่างซึ่งอยู่ภายในบ้านพักอาศัย และโจทก์ตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า บางครั้งโจทก์วางสมุดเช็คไว้บนโต๊ะมิได้เก็บเข้าลิ้นชักนายยุทธนาเคยเข้าออกบ้านโจทก์ ดังนี้ เมื่อสถานที่ดังกล่าวอยู่ภายในบ้านพักของโจทก์นายยุทธนาก็เป็นผู้เช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านของโจทก์ มิใช่คนแปลกหน้า ข้อเท็จจริงเช่นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายยุทธนาลักเช็คตามฟ้องไปได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เพียง 200,000 บาท โดยโจทก์มิได้ฎีกานับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจากจำนวนเงิน 200,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิหักเงินจำนวน 200,000 บาท จากบัญชีของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับแล้วว่าได้คิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวเท่าที่จำเลยที่ 1 คิดจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเหลือเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีโดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับยอดต้นเงิน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 1008
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พิม ศรีด้วง
จำเลย — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 449/2546
#50741
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวันของธนาคารจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินก็ต่อเมื่อโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คเบิกเงิน ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จ่ายเงินตามเช็คจากบัญชีของโจทก์ให้แก่ ย. โดยลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม จึงเป็นการปฏิบัตินอกหน้าที่อันพึงมีต่อผู้เคยค้า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธว่ามิได้จ่ายเงินโดยประมาทเลินเล่อ และโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเอง โจทก์เป็นผู้ถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 ประเด็นข้อพิพาทจึงครอบคลุมถึงความรับผิดตามบทบัญญัติเรื่องตั๋วเงิน และครอบคลุมข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัตินอกหน้าที่ตามนิติสัมพันธ์ที่มีต่อโจทก์และเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อฟังได้ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม การที่ศาลอุทธรณ์นำบทบัญญัติในลักษณะตั๋วเงินมาปรับบทและวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยในกรอบแห่งประเด็นข้อพิพาทและไม่เกินคำขอ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง ผู้ใดจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิตามตั๋วเงินซึ่งลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมมิได้ แม้ผู้นั้นจะมิได้ประมาทเลินเล่อ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารจำเลยที่ 1จ่ายเงินตามเช็คของโจทก์ให้แก่ ย. ซึ่งมีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงเป็นคุณเฉพาะตัวแก่จำเลยที่ 2 หามีผลให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายอยู่แล้วต้องหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่

โจทก์เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะชั้นล่างซึ่งอยู่ภายในบ้านพักอาศัย บางครั้งโจทก์วางสมุดเช็คไว้บนโต๊ะมิได้เก็บเข้าลิ้นชักเมื่อสถานที่ดังกล่าวอยู่ภายในบ้านพักของโจทก์ ย. เป็นผู้เช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านของโจทก์ก็เคยเข้าออกบ้านโจทก์ มิใช่คนแปลกหน้า จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ ย. ลักเช็คไปทำการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในเช็คได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับจ่ายเงินสดจากลูกค้า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขา และจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 128-1-00750-1 และซื้อสมุดเช็คจำนวน 1 เล่ม หมายเลข เค 2083081 ถึง เค 2083100 รวม 20 ฉบับ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม2540 นายยุทธนา บูรณะพงษ์ ได้นำเช็คที่โจทก์ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ฉบับ หมายเลข เค2083088 สั่งจ่ายเงินจำนวน 286,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินตามเช็ค โดยผ่านการตรวจสอบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามระเบียบและวิธีการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวไปโดยประมาทเลินเล่อ เนื่องจากเช็คดังกล่าวมีการกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้สั่งจ่ายซึ่งไม่ตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการตรวจสอบลายมือชื่อของลูกค้าและปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาย่อมจะมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อ แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4หาได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ต้องเสียหายจำนวน 286,000 บาท และเสียดอกเบี้ยตามอัตราที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 คิดเป็นดอกเบี้ย 23,722.32 บาท รวมเป็นเงิน 309,722 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 309,722 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี หรือตามที่จำเลยที่ 1 คิดหักจากบัญชีของโจทก์จากต้นเงินจำนวน 286,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 สาขาชัยนาท ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน โดยโจทก์ตกลงยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปิดบัญชีกระแสรายวันที่พิมพ์ไว้ท้ายคำขอเปิดบัญชี และรับว่าจะปฏิบัติตามคำเตือนที่พิมพ์อยู่ในปกสมุดเช็คและปกสมุดใบฝากเงิน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำเตือนดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคาร โจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบเองทุกประการ จำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเช็คพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในเช็คพิพาทแล้วเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์จริงจึงได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทให้แก่ผู้ทรงไป โจทก์เองเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อไม่เก็บรักษาเช็คพิพาทไว้ในที่มั่นคงปลอดภัย ทำให้บุคคลอื่นได้เช็คพิพาทไปแล้วปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 และ 223 จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 286,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 นายยุทธนา บูรณะพงษ์ ได้ลักเช็คฉบับเลขที่ เค 2083088 ของโจทก์นำไปกรอกวันออกเช็คคือ "7 ต.ค. 40" สั่งจ่ายเงินจำนวน 286,000 บาท โดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้สั่งจ่าย นำไปเบิกเงินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเช็คฉบับดังกล่าวจากนายยุทธนาและจ่ายเงินให้ไปเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกบทบัญญัติแห่งกฎหมายในลักษณะ "ตั๋วเงิน" ขึ้นวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการวินิจฉัยเกินจากคำฟ้อง นอกประเด็นข้อพิพาทและเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีนิติสัมพันธ์ต่อกันโดยโจทก์เป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวัน การเบิกเงินต้องกระทำโดยการสั่งจ่ายเช็ค จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเช็คก็ต่อเมื่อโจทก์ในฐานะผู้เคยค้ากับจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คให้เบิกเงินจากจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนตามเช็คจากบัญชีของโจทก์ให้แก่นายยุทธนา โดยลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม จึงเป็นการปฏิบัตินอกหน้าที่ของตนอันพึงมีต่อผู้เคยค้าฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 กับพวก จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดว่ามิได้จ่ายเงินโดยประมาทเลินเล่อและโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเองในการเก็บรักษาเช็คตามฟ้อง โจทก์เป็นผู้ถูกตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้จึงครอบคลุมถึงความรับผิดตามบทบัญญัติเรื่องตั๋วเงินและครอบคลุมข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและให้การว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัตินอกหน้าที่ตามนิติสัมพันธ์ที่มีต่อโจทก์และเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำบทบัญญัติในลักษณะตั๋วเงินมาปรับบทและวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยในกรอบแห่งประเด็นข้อพิพาทและไม่เกินคำขอ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 2 ก็ต้องหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง ผู้ใดจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิตามตั๋วเงินซึ่งลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมมิได้ แม้ผู้นั้นจะมิได้ประมาทเลินเล่อ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ก็ไม่ฎีกาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคุณเฉพาะตัวแก่จำเลยที่ 2 หามีผลให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายอยู่แล้วต้องหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ โจทก์จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์และนางปริศนา หริ่งรอด พยานโจทก์ว่า โจทก์เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะชั้นล่างซึ่งอยู่ภายในบ้านพักอาศัย และโจทก์ตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า บางครั้งโจทก์วางสมุดเช็คไว้บนโต๊ะมิได้เก็บเข้าลิ้นชัก นายยุทธนาเคยเข้าออกจากบ้านโจทก์ดังนี้เมื่อสถานที่ดังกล่าวอยู่ภายในบ้านพักของโจทก์นายยุทธนาก็เป็นผู้เช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านของโจทก์ มิใช่คนแปลกหน้า ข้อเท็จจริงเช่นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายยุทธนาลักเช็คตามฟ้องไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เพียง 200,000 บาท โดยโจทก์มิได้ฎีกานับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1008
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พิมพ์ ศรีด้วง
จำเลย — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชัยนาท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2546
#48710
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าไม่มีข้อความใดระบุให้จำเลยต้องนำบุตรทั้งสองมาอยู่บ้านของจำเลยที่จังหวัดสมุทรปราการคงระบุเพียงว่าให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นบิดาเท่านั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(1) การที่จำเลยยังคงให้มารดาของตนเลี้ยงดูบุตรทั้งสองต่อมาภายหลังการหย่าโดยจำเลยไปเยี่ยมเยียนพร้อมทั้งส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ตลอดมาย่อมเป็นการใช้อำนาจปกครองอันเหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการหย่า

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าต่อมาโจทก์หายจากโรคเครียดเป็นปกติ และทำงานเป็นเสมียนทนายความมีเงินเดือน ๆ ละ 12,000 บาท โจทก์ได้รับบุตรทั้งสองมาเลี้ยงดูตั้งแต่ปี 2540 จนถึงวันฟ้อง โดยให้บุตรทั้งสองศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการและจำเลยได้เคยไปเยี่ยมบุตรทั้งสองที่โรงเรียนด้วย หากจำเลยนำบุตรทั้งสองกลับไปให้มารดาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์อีกครั้ง ก็อาจเป็นการกระทบกระเทือนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของบุตรทั้งสอง ซึ่งโจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูอย่างเป็นปกติสุขตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา เมื่อคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรทั้งสองประกอบกับพฤติการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวแล้ว จึงมีเหตุสมควรเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา มาเป็นโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 โดยให้จำเลยมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามมาตรา 1584/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน คือ เด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธุ์ แก้วพนม อายุ 3 ปี ต่อมาจดทะเบียนหย่าโดยมีข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย แต่จำเลยไม่ทำหน้าที่ปกครองดูแลบุตรกลับนำไปให้มารดาจำเลยเลี้ยงที่จังหวัดนครสวรรค์ส่วนจำเลยยังคงอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ เดือนหนึ่งจะไปเยี่ยมบุตรสักครั้ง เวลาโจทก์จะไปเยี่ยมบุตรจะถูกจำเลยและมารดาจำเลยกีดกัน ต่อมาโจทก์ไปนำบุตรกลับมาเลี้ยงดูที่บ้านโจทก์จังหวัดสมุทรปราการและประสงค์จะให้เข้าโรงเรียนใกล้บ้านโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมให้ย้ายชื่อบุตรทั้งสองเข้ามาในทะเบียนบ้านของโจทก์และไม่ยอมมอบสูติบัตรให้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเข้าเรียน โจทก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำอาชีพเสมียนทนายความสามารถดูแลบุตรทั้งสองได้เป็นอย่างดี ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยที่มีต่อเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธุ์ แก้วพนม แล้วให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง จำเลยไม่ได้ประพฤติตนเสื่อมเสีย จำเลยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองด้วยดีมาตลอด จำเลยกำหนดที่อยู่ของบุตรทั้งสองให้อยู่กับมารดาจำเลยที่จังหวัดนครสวรรค์ จัดให้บุตรทั้งสองได้รับการศึกษาตามวัยอันควร และกลับไปเยี่ยมบุตรทุกวันเสาร์อาทิตย์ จำเลยไม่เคยกีดกันโจทก์ในการเยี่ยมบุตรทั้งสอง โจทก์รับบุตรทั้งสองไปเที่ยวแล้วไม่ส่งคืนจำเลย ก่อนโจทก์จำเลยจะหย่ากันโจทก์ประพฤติตนไม่รับผิดชอบครอบครัว เสพสุราเป็นประจำ นอกจากบุตรที่เกิดกับจำเลย 2 คนแล้ว โจทก์ยังมีบุตรติดสามีเก่าอีก 2 คน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่า เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรชายฝาแฝดสองคนคือเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธุ์ แก้วพนม ต่อมาโจทก์และจำเลยหย่าโดยความยินยอม โดยมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นบิดา และจำเลยให้โจทก์ไปมาหาสู่บุตรได้ตลอดเวลาดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 หลังการหย่า จำเลยนำบุตรทั้งสองไปให้มารดาจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนจำเลยยังคงพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์รับบุตรทั้งสองมาอยู่ด้วยที่จังหวัดสมุทรปราการและไม่คืนบุตรทั้งสองให้จำเลยจนกระทั่งปัจจุบัน พิเคราะห์แล้ว คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจแต่ฝ่ายเดียวตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า แต่ตามคำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ได้เคยตกลงไว้กับจำเลย จึงพออนุโลมได้ว่า โจทก์ขอให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรทั้งสองตามที่ได้ตกลงเป็นหนังสือกับโจทก์ มาเป็นให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยกระทำผิดข้อตกลงดังกล่าว ด้วยการนำบุตรทั้งสองไปให้มารดาจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์ แทนที่จำเลยจะเลี้ยงดูด้วยตนเองที่จังหวัดสมุทรปราการ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีหย่าโดยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" และมาตรา 1521 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุก และประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ" เหตุนี้กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏระหว่างโจทก์จำเลยว่า จำเลยประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป อันจะเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือไม่ สำหรับข้อที่ว่าจำเลยประพฤติตนไม่สมควรหรือไม่นั้น ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์คงอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลง โดยนำบุตรทั้งสองไปให้มารดาจำเลยเลี้ยงอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ แทนที่จำเลยจะเป็นผู้เลี้ยงดูด้วยตนเองที่จังหวัดสมุทรปราการทำให้บุตรทั้งสองขาดความอบอุ่น ซึ่งเมื่อพิเคราะห์บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ตามเอกสารหมาย จ.3 แล้วไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดระบุให้จำเลยต้องนำบุตรทั้งสองมาอยู่บ้านของจำเลยที่จังหวัดสมุทรปราการ คงระบุเพียงว่าให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นบิดาเท่านั้น เหตุนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(1) นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความรับว่าขณะอยู่กินกับจำเลยโจทก์มีอาการป่วยเพ้อ มารดาโจทก์จึงบอกจำเลยให้นำบุตรทั้งสองไปให้มารดาของจำเลยซึ่งอยู่จังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้เลี้ยงดู ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าว นางสงบ คำปาน มารดาโจทก์ได้เบิกความยืนยันว่า โจทก์เคยเป็นโรคเครียด มีอาการเพ้อเจ้อ พยานจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ดังปรากฏตามบัตรประจำตัวคนไข้เอกสารหมาย จ.6 พยานเห็นว่าไม่ควรให้บุตรทั้งสองของโจทก์เห็นสภาพของโจทก์ซึ่งเป็นมารดา จึงให้จำเลยนำบุตรทั้งสองไปฝากมารดาจำเลยเลี้ยงดู ฉะนั้น การที่จำเลยยังคงให้มารดาของตนเลี้ยงดูบุตรทั้งสองต่อมาภายหลังการหย่าโดยจำเลยไปเยี่ยมเยียนพร้อมทั้งส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ตลอดมาย่อมเป็นกรณีที่ใช้อำนาจปกครองอันเหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการหย่า หาใช่เป็นการประพฤติตนไม่สมควรแต่ประการใดไม่ อย่างไรก็ดี ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ปัจจุบันโจทก์หายเป็นปกติ และทำงานเป็นเสมียนทนายความอยู่กับพี่ชายซึ่งเป็นทนายความมีเงินเดือน ๆ ละ 12,000 บาท โจทก์ได้รับบุตรทั้งสองมาเลี้ยงดูตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน โดยให้บุตรทั้งสองศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยได้เคยไปเยี่ยมบุตรทั้งสองที่โรงเรียนด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่าได้เคยไปเยี่ยมบุตรที่โรงเรียนดังกล่าวจริง จึงเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ ทั้งจำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าโจทก์มีพฤติการณ์และสถานะไม่เหมาะสมในการเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง เหตุนี้หากจำเลยนำบุตรทั้งสองกลับไปให้มารดาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์อีกครั้ง ก็อาจเป็นการกระทบกระเทือนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของบุตรทั้งสองซึ่งโจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูอย่างเป็นปกติสุขตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรทั้งสองประกอบกับพฤติการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวแล้ว จึงเห็นสมควรเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา มาเป็นโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 โดยให้จำเลยมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนมและเด็กชายตามพันธุ์ แก้วพนม บุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยให้จำเลยมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520 ม. 1521
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง โสธรา คำปาน
จำเลย — นาย ชูเกียรติ แก้วพนม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2546
#110324
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรซึ่งตกอยู่แก่จำเลยฝ่ายเดียวตามข้อตกลงจดทะเบียนหย่า แต่ตามคำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีโจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ได้ตกลงไว้กับจำเลย ถือได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521

แม้จำเลยไม่มีพฤติการณ์ประพฤติตนไม่สมควรในการใช้อำนาจปกครองตามข้อตกลงที่จดทะเบียนแต่ปรากฎภายหลังว่ามีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตร ศาลเห็นสมควรเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจจากจำเลยมาเป็นโจทก์ได้ตาม มาตรา 1520 และ 1521

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยที่มีต่อเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธุ์ แก้วพนม แล้วให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่าคดีนี้แม้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจแต่ฝ่ายเดียวตามข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าแต่คำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ได้เคยตกลงไว้กับจำเลย จึงพออนุโลมได้ว่า โจทก์ขอให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๐ และ ๑๕๒๑ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๐ วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีหย่าโดยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" และมาตรา ๑๕๒๑ บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองตามมาตรา ๑๕๒๐ ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุก และประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ" เหตุนี้กรณีตามฟ้องของโจทก์จึงต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏระหว่างโจทก์จำเลยว่า จำเลยประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป อันจะเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือไม่ สำหรับข้อที่ว่าจำเลยประพฤติตนไม่สมควรหรือไม่นั้น ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์คงอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลง โดยนำบุตรทั้งสองไปให้มารดาจำเลยเลี้ยงอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ แทนที่จำเลยจะเป็นผู้เลี้ยงดูด้วยตนเองที่จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้บุตรทั้งสองขาดความอบอุ่น ซึ่งเมื่อพิเคราะห์บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าแล้วไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงมีข้อความใดระบุให้จำเลยต้องนำบุตรทั้งสองมาอยู่บ้านของจำเลยที่จังหวัดสมุทรปราการ คงระบุเพียงว่าให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นบิดาเท่านั้น เหตุนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๑) นอกจากนี้ขณะอยู่กินกับจำเลย โจทก์มีอาการป่วยเพ้อเป็นโรคเครียด มารดาโจทก์จึงบอกจำเลยให้นำบุตรทั้งสองไปให้มารดาของจำเลยซึ่งอยู่จังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้เลี้ยงดู ฉะนั้น การที่จำเลยยังคงให้มารดาของตนเลี้ยงดูบุตรทั้งสองต่อมาภายหลังการหย่าโดยจำเลยไปเยี่ยมพร้อมทั้งส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ตลอดมา ย่อมเป็นกรณีที่ใช้อำนาจปกครองอันเหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการหย่า หาใช่เป็นการประพฤติตนไม่สมควรแต่ประการใดไม่ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันโจทก์หายเป็นปกติ และทำงานเป็นเสมียนทนายความอยู่กับพี่ชายซึ่งเป็นทนายความมีเงินเดือน ๆ ละ ๑๒,๐๐๐ บาท โจทก์ได้รับบุตรทั้งสองมาเลี้ยงดูตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน โดยให้บุตรทั้งสองศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยได้เคยไปเยี่ยมบุตรทั้งสองที่โรงเรียนด้วย ทั้งจำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าโจทก์มีพฤติการณ์และสถานะไม่เหมาะสมในการเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง เหตุนี้หากจำเลยนำบุตรทั้งสองกลับไปให้มารดาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์อีกครั้ง ก็อาจเป็นการกระทบกระเทือนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของบุตรทั้งสอง ซึ่งโจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูอย่างเป็นปกติสุขตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมา เมื่อคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรทั้งสอง ประกอบกับพฤติการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวแล้วจึงเห็นสมควารเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา มาเป็นโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๐ และ ๑๕๒๑ โดยให้จำเลยมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๘๔/๑ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายต่อเผ่า แก้วพนม และเด็กชายตามพันธุ์ แก้วพนม บุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์โดยให้จำเลยมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520 ม. 1521
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโสธรา คำปาน
จำเลย — นายชูเกียรติ แก้วพนม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายนครินทร์ พรสี่ภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 447/2546
#50679
เปิดฉบับเต็ม

เงินค้างจ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 หมายถึงบรรดาเงินทั้งหมดที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงจะตกเป็นของแผ่นดิน ปรากฏว่าวันที่ 2 ธันวาคม 2534 จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อชำระแก่โจทก์ วันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ แต่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จึงแจ้งโจทก์ว่าพบสำนวนแล้ว ดังนั้น ระยะเวลา 1 ปีเศษ ที่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบจึงเป็นพฤติการณ์พิเศษอันมิใช่ความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยไม่เรียกเอาภายใน 5 ปี แต่อย่างใดเพราะเมื่อโจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้วก็ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันรุ่งขึ้นทันที ต้องถือว่าโจทก์ผู้มีสิทธิได้เรียกเอาคืนภายใน 5 ปีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,682 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2534 จำเลยนำเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 52,459.50 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ว่า โจทก์เคยยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ขอให้ศาลออกคำบังคับ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบเป็นเวลา 1 ปีเศษ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งโจทก์ว่าพบสำนวนแล้วจึงทราบว่าจำเลยวางเงินต่อศาลเพื่อชำระหนี้โจทก์แล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยวางไว้ทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยวางเงินต่อศาลวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าวได้ทันที แต่เนื่องจากเงินดังกล่าวค้างจ่ายอยู่ในศาลเกิน 5 ปีแล้วจึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนตามสมควรว่ามีการค้นหาสำนวนไม่พบจริงหรือไม่ และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 3พฤษภาคม 2539 แม้จะอยู่ในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ก็เป็นเพียงคำแถลงที่โจทก์ขอออกคำบังคับ มิใช่คำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือขอขยายระยะเวลาในการขอรับเงินดังกล่าว แม้เจ้าหน้าที่จะนำคำแถลงดังกล่าวเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณา ศาลก็มีคำสั่งแต่เพียงให้ยกคำแถลงของโจทก์ดังกล่าวเนื่องจากจำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ต่อศาลแล้ว ไม่จำต้องออกคำบังคับไม่อาจมีคำสั่งให้โจทก์รับเงินดังกล่าวไปได้ทันทีหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้เนื่องจากเกินคำขอ โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อขอรับเงินดังกล่าวหากยื่นคำแถลงดังกล่าวแล้วหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวหรือทำให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ก็ต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาดังกล่าวก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ จนกระทั่งหลังจากเกินกำหนดระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้แล้ว จึงหาสำนวนพบและแจ้งให้โจทก์ทราบ กรณีดังกล่าวเป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษไม่ถือว่ามีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2539 การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้หลังจากเกินกำหนด5 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าวเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลดังกล่าวเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลซึ่งผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดินโดยผลของกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวอีกต่อไป และศาลไม่มีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาในการรับเงินดังกล่าวจึงให้ยกคำแถลงของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาและโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากจำเลยยังไม่ทราบถึงคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อแจ้งแก่จำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปพร้อมทั้งวางเงินค่านำหมายในวันเดียวกันนั้นซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 ที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ แต่เจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบเนื่องจากในปี 2534 มีการย้ายสถานที่เก็บสำนวนความคดีหมายเลขแดงจากชั้นล่างของศาลชั้นต้นไปจัดเก็บไว้ที่ชั้นที่ 2 และที่ 3 โจทก์ได้ติดตามสอบถามตลอดมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์จึงยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่าบรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี ให้ตกเป็นของแผ่นดินจากบทบัญญัติดังกล่าวนั้นมุ่งหมายถึง บรรดาเงินทั้งหมดที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิอาทิเช่นโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงจะตกเป็นของแผ่นดินแต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปรากฏว่าในวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับนั้น ได้ความว่าเจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบจนกระทั่งวันที่19 มิถุนายน 2540 จึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าระยะเวลา 1ปีเศษ ซึ่งเป็นพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ อันมิใช่ความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยไม่เรียกเอาภายใน 5 ปี แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้วโจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ทันที จึงต้องถือว่า โจทก์ผู้มีสิทธิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี แล้ว ข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างกับข้อเท็จจริงในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2539 ดังที่ศาลล่างทั้งสองอ้างอิงและที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น..."

พิพากษากลับ ให้ดำเนินการจ่ายเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาตามคำแถลงลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจริยา เตโชชัยวุฒิ
จำเลย — นางกรกช อำรุง
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 447/2546
#50963
เปิดฉบับเต็ม

เงินค้างจ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 หมายถึงบรรดาเงินทั้งหมดที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงจะตกเป็นของแผ่นดิน จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 2ธันวาคม 2534 โจทก์ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 แต่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จึงแจ้งโจทก์ว่าพบสำนวนแล้ว ดังนั้น ระยะเวลา 1 ปีเศษ ที่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบจึงเป็นพฤติการณ์พิเศษอันมิใช่ความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยไม่เรียกเอาภายใน 5 ปี เพราะเมื่อโจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้วก็ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันรุ่งขึ้นทันทีต้องถือว่าโจทก์ผู้มีสิทธิได้เรียกเอาคืนภายใน 5 ปีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,682 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม2534 จำเลยนำเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 52,459.50บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ว่าโจทก์เคยยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ขอให้ศาลออกคำบังคับ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบเป็นเวลา 1 ปีเศษ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งโจทก์ว่าพบสำนวนแล้วจึงทราบว่าจำเลยวางเงินต่อศาลเพื่อชำระหนี้โจทก์แล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยวางไว้ทั้งหมด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยวางเงินต่อศาลวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าวได้ทันที แต่เนื่องจากเงินดังกล่าวค้างจ่ายอยู่ในศาลเกิน 5 ปีแล้ว จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนตามสมควรว่ามีการค้นหาสำนวนไม่พบจริงหรือไม่และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 3พฤษภาคม 2539 แม้จะอยู่ในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ก็เป็นเพียงคำแถลงที่โจทก์ขอออกคำบังคับ มิใช่คำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือขอขยายระยะเวลาในการขอรับเงินดังกล่าว แม้เจ้าหน้าที่จะนำคำแถลงดังกล่าวเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณา ศาลก็มีคำสั่งแต่เพียงให้ยกคำแถลงของโจทก์ดังกล่าวเนื่องจากจำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ต่อศาลแล้ว ไม่จำต้องออกคำบังคับไม่อาจมีคำสั่งให้โจทก์รับเงินดังกล่าวไปได้ทันทีหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้เนื่องจากเกินคำขอ โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อขอรับเงินดังกล่าว หากยื่นคำแถลงดังกล่าวแล้วหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวหรือทำให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ก็ต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาดังกล่าวก่อนสิ้นระยะเวลานั้นเว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่าเจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ จนกระทั่งหลังจากเกินกำหนดระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้แล้ว จึงหาสำนวนพบและแจ้งให้โจทก์ทราบกรณีดังกล่าวเป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษไม่ถือว่ามีเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2539 การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้หลังจากเกินกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าวเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลดังกล่าวเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลซึ่งผู้มีสิทธิมิได้เรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดินโดยผลของกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวอีกต่อไป และศาลไม่มีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาในการรับเงินดังกล่าว จึงให้ยกคำแถลงของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาและโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากจำเลยยังไม่ทราบถึงคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อแจ้งแก่จำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปพร้อมทั้งวางเงินค่านำหมายในวันเดียวกันนั้นซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 ที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ แต่เจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบเนื่องจากในปี 2534 มีการย้ายสถานที่เก็บสำนวนความคดีหมายเลขแดงจากชั้นล่างของศาลชั้นต้นไปจัดเก็บไว้ที่ชั้นที่ 2และที่ 3 โจทก์ได้ติดตามสอบถามตลอดมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ จนกระทั่งวันที่19 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว ต่อมาวันที่20 มิถุนายน 2540 โจทก์จึงยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคด ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี ให้ตกเป็นของแผ่นดินจากบทบัญญัติดังกล่าวนั้นมุ่งหมายถึง บรรดาเงินทั้งหมดที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิอาทิเช่นโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงจะตกเป็นของแผ่นดิน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปรากฏว่าในวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับนั้นได้ความว่าเจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบจนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าระยะเวลา 1 ปีเศษ ซึ่งเป็นพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบอันมิใช่ความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยไม่เรียกเอาภายใน5 ปี แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว โจทก์ก็ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ทันที จึงต้องถือว่า โจทก์ผู้มีสิทธิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี แล้ว ข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างกับข้อเท็จจริงในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2539 ดังที่ศาลล่างทั้งสองอ้างอิงและที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษากลับ ให้ดำเนินการจ่ายเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาตามคำแถลงลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ให้แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จริยา เตโชชัยวุฒิ
จำเลย — นาง กรกช อำรุง
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2546
#49452
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดิน และจำเลยที่ 2 กรมที่ดินให้เพิกถอนคำสั่งจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท โจทก์ทราบอยู่แล้วว่า ส. และธนาคาร ก. ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวมาก่อน แต่โจทก์กลับฟ้องเพียงจำเลยทั้งสองเท่านั้น มิได้ฟ้องหรือเรียก ส. และธนาคาร ก. ผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินเข้ามาเป็นคู่ความด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทจึงเป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์มิอาจฟ้องบังคับได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่สาขาสันทราย ซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 25 เมษายน2537 โจทก์ยื่นคำร้องขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 34207 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2537 โจทก์ได้นำสำเนาคำฟ้องที่เป็นหลักฐานการยื่นฟ้องส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับอายัดรับไว้แล้วแต่ในระหว่างการดำเนินคดีดังกล่าวโดยศาลยังมิได้มีคำพิพากษาและคดียังไม่ถึงที่สุดคือเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างนายสมพรกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)เป็นเงิน 250,000 บาท ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 นี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดิน และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 จึงต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยทั้งสองได้จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือให้จำเลยที่ 2 สั่งการให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34207 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เพียงแต่ยื่นสำเนาคำฟ้องคดีระหว่าง นางเอื้อมจิตแก้วอาภัย โจทก์ นายสมเพชร ขัติยะ จำเลย ต่อจำเลยที่ 1 โดยมีทนายโจทก์รับรองสำเนาเท่านั้น ไม่มีหลักฐานการยื่นฟ้องหรือรับรองสำเนาการรับฟ้องของศาลชั้นต้นหรือเจ้าหน้าที่มาแสดงต่อจำเลยที่ 1 ผู้รับอายัดและเมื่อจำเลยที่ 1 ตรวจสอบไปยังศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง โจทก์มิได้ดำเนินการใด ๆ อีก จนถึงวันที่ 13 กันยายน 257 นายสมเพชรเจ้าของที่ดินได้มายื่นคำขอจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานจึงจำหน่ายบัญชีอายัดของโจทก์โดยถือว่าคำขออายัดสิ้นสุดลงและไถ่ถอนจำนองให้แก่นายสมเพชร ในการดำเนินการดังกล่าวจำเลยและเจ้าพนักงานได้กระทำไปตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายจึงไม่ได้กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 บัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องนายสมเพชรต่อศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทรายขออายัดที่ดินตามฟ้อง และเจ้าพนักงานที่ดินได้รับอายัดไว้มีกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ขออายัด ต่อมาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นฟ้องนายสมเพชรต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับนายสมเพชรโอนที่ดินนั้นให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไปและคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องให้แก่นายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายสมเพชรได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2540โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ดังนั้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทราบอยู่แล้วว่านายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องกัน ผู้โต้แย้งสิทธิและผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องนอกจากจำเลยทั้งสองแล้วยังมีนายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่โจทก์ฟ้องเพียงจำเลยทั้งสองเท่านั้น และมิได้ฟ้องหรือเรียกนายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินเข้ามาเป็นคู่ความด้วย แต่โจทก์กลับขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์มิอาจฟ้องบังคับได้ ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 142 (5) ม. 145 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เอื้อมจิตต์ แก้วอาภัย
จำเลย — นาย เสริมเกียรติ จันทร์ศัพท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2546
#49832
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนฟ้องโจทก์ทราบอยู่แล้วว่า ส. กับธนาคารได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องกัน ผู้โต้แย้งสิทธิและผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องนอกจากจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินแล้วยังมี ส. และธนาคาร แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเท่านั้น และมิได้เรียก ส. และธนาคารเข้ามาเป็นคู่ความด้วย การที่โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินอันเป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดี จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 โจทก์มิอาจฟ้องบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่สาขาสันทราย ซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 25 เมษายน2537 โจทก์ยื่นคำร้องขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 34207 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 เนื่องจากนายสมเพชร ขัติยะ ได้จดทะเบียนหย่ากับโจทก์และได้ทำบันทึกข้อตกลงในการหย่าไว้ว่านายสมเพชรจะจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทราย รับอายัดไว้มีกำหนด 60วัน ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2537 โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายสมเพชร เจ้าของที่ดินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการดำเนินการทางศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันขออายัด วันที่ 22มิถุนายน 2537 โจทก์ได้นำสำเนาคำฟ้องที่เป็นหลักฐานการยื่นฟ้องส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับอายัดรับไว้แล้ว แต่ในระหว่างการดำเนินคดีดังกล่าวโดยศาลยังมิได้มีคำพิพากษาและคดียังไม่ถึงที่สุด คือเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างนายสมเพชรกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)เป็นเงิน 250,000 บาท ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 นี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินและจำเลยที่ 2ในฐานะผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 จึงต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยทั้งสองได้จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือให้จำเลยที่ 2 สั่งการให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34207 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การว่า หลังจากโจทก์ยื่นคำร้องขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 34207เจ้าพนักงานรับอายัดและลงบัญชีอายัดให้แก่โจทก์ตามคำขอแล้ว โจทก์ต้องดำเนินการทางศาลพร้อมกับนำหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายใน 60 วัน มิฉะนั้นถือว่าการอายัดสิ้นสุดลง ซึ่งต่อมาโจทก์เพียงแต่ยื่นสำเนาคำฟ้องคดีระหว่างนางเอื้อมจิตแก้วอาภัย โจทก์ นายสมเพชร ขัติยะ จำเลย ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยมีทนายโจทก์รับรองสำเนาเท่านั้น ไม่มีหลักฐานการยื่นฟ้องหรือรับรองสำเนาการรับฟ้องของศาลชั้นต้นหรือเจ้าหน้าที่มาแสดงต่อจำเลยที่ 1 ผู้รับอายัดและเมื่อจำเลยที่ 1 ตรวจสอบไปยังศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง หลังจากโจทก์นำสำเนาคำฟ้องดังกล่าวมายื่นต่อเจ้าพนักงานแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการใด ๆ อีกโดยเฉพาะไม่นำหลักฐานการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาไปแสดงต่อจำเลยที่ 1 หรือเจ้าพนักงานของจำเลยภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จนถึงวันที่ 13 กันยายน 2537 นายสมเพชรเจ้าของที่ดินได้มายื่นคำขอจดทะเบียนนิติกรรมไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัดเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานจึงจำหน่ายบัญชีอายัดของโจทก์โดยถือว่าคำขออายัดสิ้นสุดลงและไถ่ถอนจำนองให้แก่นายสมเพชรในการดำเนินการดังกล่าวจำเลยและเจ้าพนักงานได้กระทำไปตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายจึงไม่ได้กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2เพราะตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 บัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องนายสมเพชรต่อศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทราย ขออายัดที่ดินตามฟ้อง และเจ้าพนักงานที่ดินได้รับอายัดไว้มีกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ขออายัดต่อมาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นฟ้องนายสมเพชรต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับนายสมเพชรโอนที่ดินนั้นให้แก่โจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดสำเนาคำฟ้องและคำสั่งศาลโดยขอให้จ่าศาลรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวด้วย แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต โจทก์จึงนำสำเนาคำฟ้องที่เจ้าหน้าที่รับฟ้องของศาลประทับตรารับฟ้องและลงชื่อกำกับไว้แล้วไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทราย โดยยื่นภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ขออายัด ต่อมาในระหว่างที่คดีที่โจทก์ฟ้องนายสมเพชร ซึ่งโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป และคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องให้แก่นายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายสมเพชรได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ดังนั้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทราบอยู่แล้วว่านายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้อง ผู้โต้แย้งสิทธิและผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องนอกจากจำเลยทั้งสองแล้วยังมีนายสมเพชรและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่โจทก์ฟ้องเพียงจำเลยทั้งสองเท่านั้น และมิได้ฟ้องหรือเรียกนายสมเพชรและธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินเข้ามาเป็นคู่ความด้วย แต่โจทก์กลับขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องดังกล่าว เป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์มิอาจฟ้องบังคับได้ ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เอื้อมจิตต์ แก้วอาภัย
จำเลย — นาย เสริมเกียรติ จันทร์ศัพท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2546
#110881
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ส. ไม่ยอมโอนที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ตามข้อตกลง โจทก์จึงได้อายัดที่ดินตามฟ้องไว้และฟ้อง ส. ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง ระหว่างคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้จดทะเบียนที่ดินดังกล่าวระหว่าง ส. กับธนาคาร ก. จึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองนั้น ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทราบอยู่แล้วว่า ส. และธนาคาร ก. ได้ทำนิติกรรมจำนองเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องกัน ผู้โต้แย้งสิทธิและผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องนอกจากจำเลยทั้งสองแล้วยังมี ส. และธนาคาร ก. แต่โจทก์ฟ้องเพียงจำเลยทั้งสองเท่านั้น และมิได้ฟ้องหรือเรียก ส. และธนาคาร ก. ผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินเข้ามาเป็นคู่ความด้วย การขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดี ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าว ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือให้จำเลยที่ ๒ สั่งการให้จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๐๗ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๘ ภายใน ๗ วัน นับแต่มีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทราย ขออายัดที่ดินตามฟ้องและเจ้าพนักงานที่ดินได้รับอายัดไว้มีกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่ขออายัด ต่อมาภายในกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับ ส. โอนที่ดินนั้นให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดสำเนาคำฟ้องและคำสั่งศาลโดยขอให้จ่าศาลรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวด้วย แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต โจทก์จึงนำสำเนาคำฟ้องที่เจ้าหน้าที่รับฟ้องของศาลประทับตรารับฟ้องและลงชื่อกำกับไว้แล้วไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันทราย โดยยื่นภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่ขออายัด ต่อมาในระหว่างที่คดีที่โจทก์ฟ้อง ส. ซึ่งโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป และคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องให้แก่ ส. และธนาคาร ก. ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ส. ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องกับธนาคาร ก. เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๘ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ดังนั้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทราบอยู่แล้วว่า ส. และธนาคาร ก. ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องกัน ผู้โต้แย้งสิทธิและผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้องนอกจากจำเลยทั้งสองแล้วยังมี ส. และธนาคาร ก. แต่โจทก์ฟ้องเพียงจำเลยทั้งสองเท่านั้น และมิได้ฟ้องหรือเรียก ส. และธนาคาร ก. ผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินเข้ามาเป็นคู่ความด้วย แต่โจทก์กลับขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องดังกล่าว เป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ โจทก์มิอาจฟ้องบังคับได้ ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอื้อมจิตต์ แก้วอาภัย
จำเลย — นายเสริมเกียรติ จันทร์ศัพท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายพิทยา มูลศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 443/2546
#65860
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองพิจารณาคดีโดยรวบรัด การนำสืบไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร และนำสืบไม่สมนั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย เป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี คืนชิ้นส่วนอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้เสียหาย ข้อหาลักทรัพย์และคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่ผู้เสียหายให้ยก

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยฎีกาข้อกฎหมาย แต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่รับฎีกา

จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีรวบรัด และวินิจฉัยข้อกฎหมายผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(7) เนื่องจากโจทก์สืบไม่สมและไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญาตามมาตรา 357 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายอาญา แม้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รอการลงโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยมีสิทธิกล่าวอ้างปัญหาข้อกฎหมายในชั้นฎีกาได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ขอให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาอ้างเป็นข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีโดยรวบรัด การนำสืบไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร และนำสืบไม่สม เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย มานัส นุ่มสร้อย
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 439/2546
#49831
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและไม่ใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลย ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144,173 วรรคสอง (1) และมาตรา 148 นั้น มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อซึ่งจะอุทธรณ์ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคสองมาตรา 227 และมาตรา 228(3) แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาไม่ได้ เพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเลิกใช้ชื่อนิติบุคคลห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราช ให้จำเลยทั้งสองเปลี่ยนชื่อ จำเลยที่ 1มิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ประกอบเป็นชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และให้ลบป้ายยี่ห้อคำว่า"หลานตั้งโต๊ะกัง" ที่ปรากฏอยู่บนอาคารสำนักงานของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยในคดีนี้เป็นเรื่องสิทธิในชื่อทางการค้า ส่วนคดีที่โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1/2542 และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเป็นเรื่องสิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้กับคดีดังกล่าวจึงเป็นคนละประเภทกัน ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและไม่ใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกัน กรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144, 148 และ 173 คำฟ้องของโจทก์ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และไม่ใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1/2542 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144, 173 วรรคสอง (1) และมาตรา 148 นั้น มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อซึ่งจะอุทธรณ์ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคสอง มาตรา 227 และมาตรา 228(3) แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาไม่ได้ เพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งโต๊ะกัง กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 439/2546
#50265
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามคำร้องของจำเลยที่ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144,148 และ 173 วรรคสอง นั้น มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อซึ่งจะอุทธรณ์ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคสอง มาตรา 227และมาตรา 228(3) แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คำว่า "โต๊ะกัง" และ/หรือ "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นชื่อตัวและชื่อสกุลของนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นปู่ของโจทก์ที่ 2 และมีอาชีพเป็นช่างทองโดยประกอบกิจการค้าทองในนามตนเองมาดั้งเดิม ส่วนคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" มาจากชื่อตัวรวมกับชื่อสกุลของนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้นำคำดังกล่าวมาใช้เป็นชื่อนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 เมื่อนายโต๊ะกังถึงแก่กรรมนายเต็กกวง แซ่ตั้ง หรือนายตั้งเต็กกวงผู้เป็นบุตรได้ประกอบกิจการค้าทองสืบแทน และเมื่อปี 2463 นายเต็กกวง แซ่ตั้ง ได้เปลี่ยนชื่อสกุลจากแซ่ตั้งเป็น "ตั้งโต๊ะกัง" โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิโดยชอบธรรมแต่เพียงผู้เดียวในคำว่า "โต๊ะกัง" และ/หรือ "ตั้งโต๊ะกัง" เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2515 จำเลยที่ 2ได้นำคำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ที่ 1 ไปใช้จดทะเบียนเป็นชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราช" และได้ใช้ชื่อดังกล่าวเป็นส่วนประกอบการค้าของจำเลยทั้งสอง ทำให้สาธารณชนซึ่งพบเห็นหลงผิดคิดว่าสถานประกอบการค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสถานประกอบการค้าของโจทก์ทั้งสองหรือโจทก์ทั้งสองมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเลิกใช้ชื่อนิติบุคคลห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราชให้จำเลยทั้งสองเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "โต๊ะกัง" ประกอบเป็นชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และให้ลบป้ายยี่ห้อคำว่า "หลานตั้งโต๊ะกัง" ที่ปรากฏอยู่บนอาคารสำนักงานของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา คดีดังกล่าวพิพาทกันเรื่องพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พระราชบัญญัติชื่อบุคคล สิทธิในการใช้นาม ชื่อนิติบุคคลและละเมิดเมื่อพิจารณาคำฟ้องคดีเดิมเทียบกับคดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทเป็นอย่างเดียวกัน มีคำขอคล้ายกัน และศาลได้มีคำพิพากษาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า คำฟ้องของโจทก์ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งว่าประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยในคดีนี้เป็นเรื่องสิทธิในชื่อทางการค้า ส่วนคดีที่โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1/2542 และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเป็นเรื่องสิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้กับคดีดังกล่าวจึงเป็นคนละประเภทกัน ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและไม่ใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกัน กรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144, 148 และ 173 ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"เห็นว่า คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและไม่ใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1/2542 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องซ้ำ และฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144, 173 วรรคสอง(1) และมาตรา 148 นั้นมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ซึ่งจะอุทธรณ์ได้ทันที ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคสองมาตรา 227 และมาตรา 228(3) แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาไม่ได้ เพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งโต๊ะกัง กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2546
#47813
เปิดฉบับเต็ม

แม้แผ่นพับโฆษณาของบริษัทจำเลยจะมีข้อความและเงื่อนไขโครงการระบุว่าขายบ้านพร้อมที่ดิน แต่โจทก์จองซื้อที่ดินกับจำเลยก่อนยังไม่มีการปลูกสร้างบ้าน โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน มีการชำระเงินในวันทำสัญญาและแบ่งชำระเงินมัดจำอีก20 งวด ซึ่งเงินส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุว่า รูปแบบ แปลน วัสดุ อุปกรณ์และรายละเอียดของบ้านพักอาศัยที่ผู้จะซื้อจะปลูกสร้างบนที่ดินก็ดี ตำแหน่งของบ้านก็ดี จะต้องให้ผู้จะขายให้ความยินยอมและเห็นชอบด้วย เพื่อทัศนียภาพที่สวยงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อย และผู้จะซื้อเฉพาะที่ดินให้คำมั่นว่าจะทำสัญญาปลูกสร้างบ้านให้เรียบร้อยภายใน 12 เดือน หากผู้จะซื้อผิดเงื่อนไขผู้จะขายมีสิทธิเลิกสัญญาและคืนเงินให้ผู้จะซื้อครึ่งหนึ่งของเงินที่ชำระมาทั้งหมดซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวมิได้ห้ามโจทก์ผู้จะซื้อในการว่าจ้างผู้อื่นให้ปลูกบ้านแต่กลับให้สิทธิโจทก์ที่จะว่าจ้างผู้อื่นปลูกสร้างบ้านภายใน 12 เดือน ตามแบบบ้านที่จำเลยกำหนด ส่วนข้อสัญญาที่ระบุว่าสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยเกี่ยวพันกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งจะแยกจากกันไม่ได้นั้น ก็ใช้บังคับในกรณีที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ปลูกบ้านบนที่ดินที่ซื้อขายเท่านั้นจึงจะถือว่าแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยปลูกสร้างบ้าน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านจึงแยกจากกันทำคนละฉบับก็ได้ส่วนที่ต่อมาโจทก์จ้างจำเลยให้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินที่จะซื้อตามตารางราคาและการชำระเงินที่จำเลยมอบให้แก่โจทก์ในวันจองนั้น เอกสารดังกล่าวระบุหมายเหตุว่าราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ดังนั้นราคาในเอกสารดังกล่าวจึงเป็นราคาที่กำหนดโดยมีเงื่อนไข เพราะราคาบ้านย่อมขึ้นอยู่กับราคาวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนค่าแรงงานและสถานการณ์ขณะนั้น ซึ่งโจทก์จะได้ราคาค่าปลูกบ้านตามเอกสารดังกล่าว โจทก์จะต้องตกลงทำสัญญากับจำเลยก่อนที่จะมีการปรับราคาค่าปลูกสร้างเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงไม่อาจยกเอาการที่จำเลยปรับราคาค่าปลูกบ้านเพิ่มขึ้นมาเป็นเหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ชำระมาแล้วนั้น จึงเป็นการปฏิบัติตามสิทธิและข้อตกลงในสัญญาโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย ระหว่างอายุสัญญาโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาโดยให้จำเลยก่อสร้างบ้านบนที่ดินที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายในราคา 614,000 บาท แต่จำเลยปรับราคาเพิ่มขึ้นอันเป็นการผิดสัญญาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และขอเรียกเงินที่ชำระแล้วคืนพร้อมดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 44,185.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 40,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากตามสัญญาให้สิทธิจำเลยที่จะปรับราคาบ้านและที่ดินได้ เมื่อโจทก์มิได้ตกลงทำสัญญาจ้างปลูกสร้างบ้านกับจำเลยในวันที่จำเลยเสนอชี้ชวนโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินแก่จำเลยตามสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินค่าที่ดินที่โจทก์ผ่อนชำระทั้งหมดได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 โจทก์ได้จองที่ดินในโครงการบรุคไซด์ วัลเลย์ แปลงที่ 3 บี - 95 เนื้อที่ 90 ตารางวา ราคาตารางวาละ 4,750 บาท กับจำเลย จำเลยได้มอบตารางราคา และการชำระเงิน (เฉพาะบ้าน) เอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2540 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยในราคา 427,500 บาท ชำระราคาในวันทำสัญญา 30,000 บาท แบ่งชำระเงินมัดจำอีก 20 งวด งวดละ 3,605 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 27 กรกฎาคม 2540 และงวดต่อ ๆ ไป ทุกวันที่ 22 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ส่วนที่เหลือชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หากผิดนัดไม่ชำระค่างวดจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ชำระแล้วได้ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 โจทก์ได้ชำระค่างวดตามสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นเงิน 40,210บาท ครั้นถึงเดือนตุลาคม 2540 โจทก์ตกลงจะให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินที่จะซื้อในราคา 614,000 บาท ตามตารางราคาและการชำระเงิน (เฉพาะบ้าน) เอกสารหมายจ.6 ที่จำเลยมอบให้แก่โจทก์ในวันจองแต่จำเลยขอปรับราคาเพิ่มอีกประมาณ 70,000บาท โจทก์ไม่ยินยอมอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา จึงไม่ชำระค่างวดและบอกเลิกสัญญาส่วนจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ไม่ชำระค่างวดตามสัญญาเป็นการผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญา คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ฎีกาว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะทำสัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดิน คู่สัญญาต่างถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาปลูกสร้างบ้านเป็นข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน เมื่อข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการปลูกสร้างบ้านซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาอีกข้อยังตกลงกันไม่ได้ และยังไม่ได้ทำหนังสือตามที่ตกลงกันไว้ จึงมีผลทำให้ไม่มีสัญญาต่อกัน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่มีผลผูกพันโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิงดชำระราคาและเรียกเงินจำนวน 40,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปีคืนจากจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้แผ่นพับโฆษณาเอกสารหมาย จ.3 ของจำเลยจะมีข้อกำหนดและเงื่อนไขโครงการระบุว่าขายบ้านพร้อมที่ดิน แต่ในเวลาดังกล่าวยังไม่มีการปลูกสร้างบ้านในที่ดินและตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7ข้อ 14 ที่ระบุว่า รูปแบบ แปลน วัสดุ อุปกรณ์ และรายละเอียดของบ้านพักอาศัยที่ผู้จะซื้อจะปลูกสร้างบนที่ดินตามสัญญานี้ก็ดี ตำแหน่งของบ้านที่จะปลูกสร้างบนที่ดินก็ดีจะต้องให้ "ผู้จะขาย" ให้ความเห็นชอบและยินยอมโดยเฉพาะแบบแปลนบ้านต้องเป็นแบบแปลนที่ "ผู้จะขาย" กำหนด ทั้งนี้เพื่อทัศนียภาพที่สวยงาม และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ "ผู้จะซื้อ" ซึ่งทำสัญญาซื้อเฉพาะที่ดินจึงให้คำมั่นว่าจะทำสัญญาปลูกสร้างบ้านพักนี้ให้เรียบร้อยภายใน 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญานี้หากผู้จะซื้อผิดเงื่อนไขนี้"ผู้จะขาย" มีสิทธิเลิกสัญญาโดยคืนเงินให้ "ผู้จะซื้อ" ครึ่งหนึ่งของเงินที่ชำระมาทั้งหมดตามข้อสัญญาดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อเฉพาะที่ดิน และข้อสัญญาดังกล่าวก็มิได้ห้ามโจทก์ที่จะทำสัญญาว่าจ้างผู้อื่นให้ปลูกสร้างบ้าน แต่กลับให้สิทธิโจทก์ที่จะว่าจ้างผู้อื่นปลูกสร้างบ้านภายใน 12 เดือน ตามแบบบ้านที่จำเลยกำหนดหรือหากไม่ปลูกสร้างบ้านภายใน 12 เดือนจำเลยมีสิทธิเลิกสัญญาโดยคืนเงินให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 17 ระบุว่าสัญญาว่าจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยเกี่ยวพันกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งจะแยกออกจากกันไม่ได้นั้น ก็ใช้บังคับในกรณีที่โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินที่ซื้อขายเท่านั้น จึงจะถือว่าแยกจากกันไม่ได้จากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยปลูกสร้างบ้าน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านจึงแยกจากกันโดยทำคนละฉบับได้ ไม่ได้มีข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ตกลงจะให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินที่จะซื้อในราคา 614,000 บาท ตามตารางราคาและการชำระเงิน (เฉพาะบ้าน)เอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยมอบให้แก่โจทก์ในวันจองนั้นเอกสารดังกล่าวระบุหมายเหตุว่าราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ราคาที่กำหนดไว้จึงเป็นราคาที่กำหนดโดยมีเงื่อนไขทั้งนี้เพราะราคาบ้านย่อมขึ้นอยู่กับราคาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆตลอดจนค่าแรงงานและสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งโจทก์จะได้ราคาค่าปลูกสร้างบ้านดังกล่าว โจทก์จะต้องตกลงทำสัญญากับจำเลยก่อนที่จำเลยจะปรับราคาค่าปลูกสร้างบ้านเพิ่มขึ้น ตามตารางราคาและการชำระเงิน (เฉพาะบ้าน) เอกสารหมาย จ.11 โจทก์จะยกเอาการที่จำเลยปรับราคาค่าปลูกสร้างบ้านมาเป็นเหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงไว้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ชำระมาแล้วนั้น จึงเป็นการปฏิบัติตามสิทธิและข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 456 วรรคสอง ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จุฑามาศ วงศ์ศิวะลาส
จำเลย — บริษัท ไพรม์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2546
#47812
เปิดฉบับเต็ม

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า ก่อนทำการฆ่าผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด ผู้ร่วมกระทำผิดที่มิได้ไตร่ตรองไว้ก่อนไม่มีความผิดด้วยเพราะกฎหมายมุ่งถึงการไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นสภาพจิตใจของแต่ละคน การจะเป็นตัวการร่วมกันฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงต้องมีลักษณะเป็นการวางแผนการคบคิดกันมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่น หรือด้วยการใช้จ้างวาน หรือไปดักฆ่าผู้อื่นโดยมีพฤติการณ์ร่วมกันมาแต่ต้น แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน และเป็นญาติพี่น้องกับผู้ตาย ทั้งก่อนเกิดเหตุได้มีการดื่มสุรากันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 2มาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ร่วมไปฆ่าผู้ตายจึงเป็นการตัดสินใจในทันทีทันใดลักษณะตกกระไดพลอยโจนมากกว่า ดังนี้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เท่านั้นไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสุธินี สิตะรุโน ภริยาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือนฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี 10 เดือนคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 10 เดือน 20 วัน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 9

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 83 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตและเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนมารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)รวมทุกกระทงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับนายธนิตหรือแนบและจำเลยที่ 2 ฆ่านายชุ่ม สิตะรุโน ผู้ตาย โดยนายธนิตหรือแนบ ธรรมโชติ เป็นคนใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตาย สำหรับข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับนายธนิตหรือแนบและจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ได้ความจากพยานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า นายธนิตหรือแนบมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน โดยก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปี ผู้ตายได้สร้างบ้านหลังที่เกิดเหตุเสร็จ นายธนิตหรือแนบต้องการรับจ้างทาสีบ้านให้ผู้ตายแต่ผู้ตายกลับไปจ้างผู้อื่นทาสี ทำให้นายธนิตหรือแนบไม่พอใจ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่พอใจผู้ตายเนื่องจากจำเลยที่ 2 สมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลทำนบ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา แข่งกับนายถวิล สังฆะโร ผู้ตายสนับสนุนนายถวิลแต่นายธนิตหรือแนบสนับสนุนจำเลยที่ 2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านผู้ตายเคยพูดตำหนิว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้านขี้เมาวัน ๆ ดีแต่ดื่มสุราไม่คิดพัฒนาหมู่บ้าน นอกจากนี้เมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม 2541 นายธนิตหรือแนบได้ชกต่อยนายถาวร มณีโชติ ญาติของผู้ตาย ผู้ตาบอกว่าหากเป็นผู้ตายจะไม่ยอม ถ้ามีอาวุธปืนก็จะยิง เหตุดังกล่าวเชื่อว่ามีส่วนทำให้นายธนิตหรือแนบและจำเลยที่ 2 ไม่พอใจ เพราะนายธนิตหรือแนบเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน การกระทำของผู้ตายย่อมทำให้คนทั้งสองรู้สึกในทางที่ไม่ดีต่อผู้ตายนายชวก คงฆะ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า เหตุการณ์เรื่องทาสีบ้านทำให้นายธนิตหรือแนบเสียหน้า ประกอบกับวันเกิดเหตุได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เองว่า จำเลยที่ 1 นายธนิตหรือแนบและจำเลยที่ 2 ได้ดื่มสุราด้วยกันจนเมาสุราจึงทำให้คิดจะไปยิงผู้ตาย โจทก์ร่วมและนายณรงค์สังฆะโร เบิกความว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541 พันตำรวจตรีคณิต รัตนมณี พนักงานสอบสวนได้ให้โจทก์ร่วมและนายณรงค์พบกับจำเลยที่ 1 ในห้องทำงานซึ่งมีบุคคลอื่น ๆอยู่ด้วย นายณรงค์ถามจำเลยที่ 1 ว่าเหตุใดจึงทำกันอย่างนี้ จำเลยที่ 1 ได้ร้องไห้พร้อมกับยกมือไหว้และพูดว่าผมผิดไปแล้วที่ทำไปเพราะเมาและขัดใจเพื่อนไม่ได้ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุที่ต้องยิงผู้ตายก็ได้ความว่านายธนิตหรือแนบไม่พอใจเรื่องทาสีบ้าน ส่วนนายชูไม่พอใจเรื่องการสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว โจทก์ร่วมเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้เล่าให้ฟังอีกว่า ก่อนจะไปยิงผู้ตายนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2และนายธนิตหรือแนบได้ดื่มสุรากันที่บ้านของจำเลยที่ 2 หลังจากดื่มสุราเมาเต็มที่แล้วจำเลยที่ 2 จึงพูดว่าไปยิงผู้ตายดีกว่า พันตำรวจโทคณิต รัตนมณี พนักงานสอบสวนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความยืนยันว่า ได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 1 ปลอก ตกอยู่ที่ริมรั้วหน้าบ้านของผู้ตาย ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2541 จึงจับจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ทั้งนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การ บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำสารภาพ และภาพถ่าย หมาย จ.16 ถึง จ.18 ซึ่งบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.16มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมและนายณรงค์ฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และนายธนิตหรือแนบร่วมกันฆ่าผู้ตายเพราะมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยเพราะเมาสุราโดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายแต่อย่างใดอย่างไรก็ตาม การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนี้ หมายความว่าก่อนทำการฆ่าผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุรา หรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด ผู้ร่วมกระทำผิดที่มิได้ไตร่ตรองไว้ก่อนไม่มีความผิดด้วยเพราะกฎหมายมุ่งถึงการไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นสภาพจิตใจของแต่ละคน การจะเป็นตัวการร่วมกันฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงต้องมีลักษณะเป็นการวางแผนการคบคิดกันมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่นหรือด้วยการใช้จ้างวาน หรือไปดักฆ่าผู้อื่นโดยมีพฤติการณ์ร่วมกันมาแต่ต้น แต่สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน และเป็นญาติพี่น้องกับผู้ตาย ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และคำให้การชั้นสอบสวนว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการดื่มสุรากันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 2 และนายธนิตหรือแนบมาก่อนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมไปฆ่าผู้ตายจึงเป็นการตัดสินใจในทันทีทันใดลักษณะตกกระไดพลอยโจนมากกว่า ดังนี้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 84 ม. 288 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง สุธินี สิตะรุโน
จำเลย — นาย สมใจ สิตะรุโน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 430/2546
#47811
เปิดฉบับเต็ม

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 241 วรรคแรก จะบัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 กำหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยไม่ชักช้าจะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วยอันเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ต้องหาน้อยที่สุด แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนมิได้ทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ดังนั้น แม้จะปรากฏว่าพนักงานสอบสวนเพิ่งเริ่มสอบสวนเกี่ยวกับความผิดของจำเลยในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองในระหว่างที่จำเลยต้องโทษอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมหลังจากที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาถึง 1 ปี 3 เดือน ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุงน้ำหนักรวม 8.66 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ฐานมีเฮโรอีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ระหว่างจำเลยรับโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97, 102 ริบของกลางเพิ่มโทษและนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 102 จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง จำคุก 12 ปี นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถูกลงโทษจำคุก6 ปี 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5694/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้วันที่ 18 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างต้องโทษในคดีดังกล่าวโดยถูกขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ได้ตรวจค้นจำเลยแล้ว แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครอง และทำบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.2 วันที่ 21 ตุลาคม 2539 ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย วันที่ 11มิถุนายน 2541 ร้อยตำรวจเอกสถิตย์ สังข์ประไพ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นไปสอบสวนจำเลยที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทำบันทึกการแจ้งสิทธิต่อผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา บัญชีของกลางคดีอาญา และส่งของกลางไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ ตามเอกสารหมาย จ.10 จ.11 จ.8 และ จ.8/1 ตามลำดับวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ร้อยตำรวจเอกสถิตย์มอบสำนวนการสอบสวนให้พันตำรวจโทสถาพร บุนนาค สอบสวนต่อ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดตัวจำเลยเมื่อปี 2539 ถือว่าเริ่มมีการสอบสวนตั้งแต่นั้นมา การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายเห็นว่าโจทก์มีร้อยตำรวจเอกสถิตย์เบิกความในเรื่องนี้เพียงปากเดียวว่าเรือนจำกลางคลองเปรมส่งเรื่องให้พยานประมาณปี 2539 พยานจึงส่งเรื่องให้อายัดตัวจำเลยไว้ที่เรือนจำดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสถิตย์เบิกความลอย ๆ เพียงประโยคเดียว โดยไม่ได้ระบุให้แน่นอนว่าขออายัดตัวจำเลยเมื่อไร โจทก์ไม่มีพยานเอกสารหรือพยานบุคคลปากอื่นสนับสนุนคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสถิตย์การกระทำต่าง ๆ ในการสอบสวนปรากฏว่าเพิ่งกระทำเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จึงไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดตัวจำเลยตั้งแต่ปี 2539 อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคแรก บัญญัติว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็วต่อเนื่อง และเป็นธรรม และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 บัญญัติว่าให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใดเวลาใดแล้วแต่จะเห็นสมควรโดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย อันเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ต้องหาให้น้อยที่สุด แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำการสอบสวนโดยมิชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนเพิ่งเริ่มสอบสวนหลังจากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาเกือบ 2 ปี เป็นการที่ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคแรก จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 และ 247 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (11) ม. 130
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย โรแลนหรือโรแรล โกลด์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2546
#47810
เปิดฉบับเต็ม

คำรับของจำเลยที่ว่าตนเป็นคนลักทรัพย์ผู้เสียหายไปต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวนนั้น แม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยและสามารถใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคำรับด้วยจึงจะลงโทษจำเลยได้เพราะเป็นภาระหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นเช่นนั้นเมื่อโจทก์ไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยเป็นคนร้าย ทั้งผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือแฝงที่ปรากฏบนพื้นกระจกโต๊ะและกระจกบานเกล็ดในที่เกิดเหตุเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยแล้วพบว่าลายพิมพ์นิ้วมือแฝงมีจุดลักษณะสำคัญพิเศษของลายเส้นแตกต่างจากลายพิมพ์นิ้วมือ10 นิ้ว ของจำเลย กรณีจึงไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยงัดบานเกล็ด 5 บาน และมุ้งลวดหน้าต่างบ้านนางกัลยาพงษ์ภมร ผู้เสียหาย จนหลุดออกและเอื้อมมือลอดช่องหน้าต่าง บิดลูกบิดประตูหลังบ้านแล้วเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และจำเลยลักสร้อยคอทองคำหนัก3 บาท 1 เส้น ราคา 21,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 14,000บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท 1 เส้น ราคา 21,000 บาท แหวนทองคำสลักนามสกุลหนัก 2 สลึง 1 วง ราคา 3,500 บาท ตุ้มหูทองคำ 2 คู่ หนักคู่ละ 2 สลึง ราคา7,000 บาท และเหรียญกษาปณ์ในกระปุกออมสินจำนวน 1,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น68,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลทับปุด อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เจ้าพนักงานยึดเหรียญกษาปณ์จำนวน1,373 บาท ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลางและผู้มีชื่อพบแหวนทองคำสลักนามสกุลหนัก 2 สลึง 1 วง กับกระปุกออมสินมอบให้พนักงานสอบสวนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 63,127 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3)(8) (ที่ถูกมาตรา 335(1)(3)(8) วรรคสอง) จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 63,127 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายงัดบานเกล็ดหน้าต่างบ้านพักผู้เสียหายเข้าไปลักสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำสลักนามสกุล ตุ้มหูทองคำ และเหรียญกษาปณ์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทไพรัช พงษ์ภมรสามีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังเกิดเหตุประมาณ 3 วัน จ่าสิบตำรวจเศียรอุ่นเสียม ซึ่งเป็นญาติกับสิบตำรวจเอกนิทัศน์ เต็มพุฒิ สามีจำเลย เรียกสิบตำรวจโทไพรัชจำเลย และสามีจำเลยมาพบที่บ้านของจ่าสิบตำรวจเศียรเพื่อพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและจากการพูดคุยกันจำเลยยอมรับว่าเป็นคนลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปจริงซึ่งจ่าสิบตำรวจเศียรก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยยอมรับเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าจำเลยยอมรับดังกล่าวจริง คำรับของจำเลยต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวนถึงการกระทำความผิดของตนเอง แม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยสามารถใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์จะต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคำรับด้วย จึงจะลงโทษจำเลยได้ เพราะเป็นภาระหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นเช่นนั้น การที่โจทก์มีสิบตำรวจตรีสุรฤทธิ์ ลูกประคำ เป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุเห็นหญิงคนหนึ่งคล้ายจำเลยเดินลัดสนามหญ้ามุ่งหน้าไปยังอาคารที่เกิดเหตุ แต่จำหน้าไม่ได้ว่าเป็นจำเลยหรือไม่ ทั้ง ๆที่พยานปากนี้รู้จักครอบครัวของจำเลยมาก่อน และเห็นกันในระยะห่างเพียง 10 เมตร ย่อมแสดงว่าหญิงคนนั้นไม่ใช่จำเลย เพราะถ้าเป็นจำเลยสิบตำรวจตรีสุรฤทธิ์จะต้องจำหน้าได้อย่างแน่นอน ส่วนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นห้องพักของจำเลยพบเหรียญกษาปณ์จำนวนหนึ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้าของจำเลยร้อยตำรวจเอกกิตติพันธ์ สัญพิบูลย์ผู้ตรวจค้นเบิกความยอมรับว่าเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวใคร ๆ ก็มีได้ พยานหลักฐานของโจทก์ข้างต้นไม่ได้ทำให้คำรับของจำเลยมีน้ำหนักมั่นคงขึ้น นอกจากนี้สิบตำรวจโทไพรัชเบิกความว่า สิบตำรวจเอกนิทัศน์สามีจำเลยยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยต่อหน้าร้อยตำรวจเอกกิตติพันธ์ ก็ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกกิตติพันธ์เสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องสิบตำรวจเอกนิทัศน์ ส่วนการตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝงที่ปรากฏอยู่บนพื้นกระจกโต๊ะและกระจกบานเกล็ดในที่เกิดเหตุเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยและสิบตำรวจเอกนิทัศน์ ที่จ่าสิบตำรวจบุญโชค พงษ์อินทร์และร้อยตำรวจเอกกิตติพันธ์เบิกความว่า กองวิทยาการตำรวจสุราษฎร์ธานีและกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ไม่สามารถตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงดังกล่าวได้เพราะตัวอย่างลายพิมพ์นิ้วมือแฝงไม่ชัดเจนนั้น ก็ไม่ตรงกับความจริง เนื่องจากร้อยตำรวจเอกหญิงศิธร พรมศรี ผู้ชำนาญการพิเศษกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจได้ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าลายพิมพ์นิ้วมือแฝงมีจุกลักษณะสำคัญพิเศษของลายเส้นแตกต่างกับลายพิมพ์นิ้วมือ 10 นิ้ว ของจำเลยและสิบตำรวจเอกนิทัศน์ จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของบุคคลทั้งสอง ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารท้ายฎีกาซึ่งนายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ รองอัยการจังหวัดพังงา รับรองสำเนาถูกต้อง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์คงมีแต่คำรับของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 174 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาง ศรารัตน์หรือภา เต็มพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2546
#47809
เปิดฉบับเต็ม

ความหมายของคำว่า "ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 285 มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้นแต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชา ซึ่งผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันกวดวิชาของจำเลยมีระเบียบหรือข้อเคร่งครัดอย่างใด แสดงว่าจำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอน ดังนั้น แม้จำเลยจะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ก็มิใช่การกระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หากแต่เป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 281เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าวแต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาแล้ว พออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว จึงมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากนางสาว พ. อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากนาง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารหลังจากนั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตน ทั้งยังเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้าย กอดปล้ำใช้มือบีบคอจนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 285, 318

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ เป็นขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ระหว่างพิจารณานาง ก. และนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนาง ก. ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนางสาว พ. ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 285, 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นที่พอใจ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 17 ปีเศษ พักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 1 และกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนปริ๊นซ์รอยัลชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2542 โจทก์ร่วมที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปสมัครเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาอาร์ตแอนด์ครอว์สตูดิโอ ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของสถาบันและอาจารย์ผู้สอน โดยเรียนทุกวัน เลิกเรียนเวลา 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 จะเป็นผู้ไปส่งและรับกลับ ในระหว่างวันที่ 20 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2542 มีงานประกวดแข่งขันวาดภาพจำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าการแข่งขันวาดภาพดังกล่าวมีความสำคัญมา หากชนะจะมีโอกาสสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ จำเลยต้องการให้ลูกศิษย์ของจำเลยไปสมัครแข่งขันวาดภาพ ครั้นวันเกิดเหตุคือวันที่ 24 เมษายน 2542 โจทก์ร่วมที่ 1ไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 เรียนที่สถาบันของจำเลยตามปกติ เวลาประมาณเที่ยงวัน จำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครประกวดวาดภาพ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป ระหว่างทางจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมเดอะเกรทซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้ายชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเดิมจำเลยให้การรับสารภาพแต่ต่อมาให้การปฏิเสธในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจำนวน 100,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ในข้อหาความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจะถือว่าเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยคำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึง เฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันของจำเลยมีระเบียบหรือข้อบังคับเคร่งครัดอย่างใด แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอน ดังนั้น แม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ตามฟ้องการกระทำของจำเลยก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หากเป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้น ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544พออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องจำหน่ายคดีเฉพาะในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยโจทก์ร่วมที่ 2 นั้น ไม่เต็มใจไปด้วยและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้าย กอดปล้ำ ใช้มือบีบคอจนโจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนสำเร็จความใคร่ฟ้องของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการย่อมหมายความว่า จำเลยรับว่าได้กระทำความผิดทั้งสองกรรม ซึ่งเป็นความผิดต่างฐานกันสำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้นเห็นว่า จำเลยมีความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จึงหลอกโจทก์ร่วมที่ 2ว่าจะพาไปสมัครแข่งขันวาดภาพโดยให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไป แต่จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ไม่ยอมไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครแข่งขันวาดภาพกลับพาเข้าโรงแรมเช่นนั้น เป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา เพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีและไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อนักเรียนและสุจริตชนทั่วไป โดยเฉพาะสร้างความเสียใจแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้เป็นมารดาไปตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดโทษดังกล่าวให้เบาลงอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ชอบแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 ม. 281 ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง ก. กับพวก
จำเลย — นาย วงค์พีระ วิญญรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2546
#48292
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้นแต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย

จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์สอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาโจทก์ร่วมที่ 2 ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอน ดังนั้น แม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นเมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 285 หากเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 281

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้นแม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นพออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

จำเลยมีความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จึงหลอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครแข่งขันวาดภาพโดยให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไป แต่จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2542 เวลากลางวันจำเลยพรากนางสาวพิชามญชุ์ แสงโพธิ์ อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากนางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อนผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร หลังจากนั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตนทั้งยังเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ใช้มือบีบคอจนผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 285, 318

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ เป็นขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ระหว่างพิจารณานางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน และนางสาวพิชามญชุ์ แสงโพธิ์ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนางกรองกาญจน์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนางสาวพิชามญชุ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 285, 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นที่พอใจ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 17 ปีเศษ พักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 1 และกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนปริ๊นซ์รอยัล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2542 โจทก์ร่วมที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปสมัครเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาอาร์ตแอนด์ครอว์สตูดิโอ ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของสถาบันและอาจารย์ผู้สอน โดยเรียนทุกวัน เลิกเรียนเวลา 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 จะเป็นผู้ไปส่งและรับกลับ ในระหว่างวันที่ 20 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2542 มีงานประกวดแข่งขันวาดภาพ จำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าการแข่งขันวาดภาพดังกล่าวมีความสำคัญมากหากชนะจะมีโอกาสสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ จำเลยต้องการให้ลูกศิษย์ของจำเลยไปสมัครแข่งขันวาดภาพ ครั้นวันเกิดเหตุคือวันที่ 24 เมษายน 2542โจทก์ร่วมที่ 1 ไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 เรียนที่สถาบันของจำเลยตามปกติ เวลาประมาณเที่ยงวันจำเลยบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครประกวดวาดภาพ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป ระหว่างทางจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมเดอะเกรทซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเดิมจำเลยให้การรับสารภาพแต่ต่อมาให้การปฏิเสธ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจำนวน 100,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าในข้อหาความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจะถือว่าเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัดซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย คดีนี้ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันของจำเลยมีระเบียบหรือข้อบังคับเคร่งครัดอย่างใด แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอนดังนั้นแม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หากเป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัลไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13กรกฎาคม 2544 พออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องจำหน่ายคดีเฉพาะในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยโจทก์ร่วมที่ 2 นั้นไม่เต็มใจไปด้วยและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำใช้มือบีบคอจนโจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนสำเร็จความใคร่ฟ้องของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการย่อมหมายความว่า จำเลยรับว่าได้กระทำความผิดทั้งสองกรรมซึ่งเป็นความผิดต่างฐานกัน สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 จึงหลอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะพาไปสมัครแข่งขันวาดภาพโดยให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับไป แต่จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ไม่ยอมไปส่งโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครแข่งขันวาดภาพกลับพาเข้าโรงแรมเช่นนั้น เป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา เพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปีและไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อนักเรียนและสุจริตชนทั่วไป โดยเฉพาะสร้างความเสียใจแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้เป็นมารดาไปตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดโทษดังกล่าวให้เบาลงอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 ม. 285 ม. 318
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง กรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน กับพวก
จำเลย — นาย วงค์พีระ วิญญรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา