คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2546
#49842
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเกิดตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คคือวันที่ 8 มีนาคม 2543 เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งมีกำหนดให้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และ 96 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 5 กันยายน 2543 โดยมิได้ร้องทุกข์ไว้ จึงขาดอายุความ

ประมวลกฎหมายอาญาภาค 1 ลักษณะ 1 หมวด 9 บัญญัติเรื่องอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะแล้ว มิได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์อันจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ แม้โจทก์จะได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงดุสิตภายในกำหนดอายุความ แต่คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงดุสิตและศาลแขวงดุสิตได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลแขวงพระนครใต้อีกเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม จำนวน 2 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวนเงินฉบับละ 750,000 บาท และ 15,212,988 บาทตามลำดับมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองออกเช็คโดยมีเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรักกรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 โจทก์ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องและส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม ไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ อายุความร้องทุกข์จึงสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวาด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เชค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ยกฟ้อง และมีคำสั่งใหม่ให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งที่ยกฟ้องให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันที่ 29 พฤษภาคม 2543โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดุสิตในคดีหมายเลขดำที่ 3738/2543 และขอแก้ไขคำฟ้องโดยเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่ 404/9 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานครมาเป็นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม เลขที่ 491/1-2 อาคารสีลมพลาซ่าแขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และขอให้โอนคดีไปศาลแขวงพระนครใต้ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า อนุญาตตามที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้อง ส่วนที่โจทก์ขอโอนคดีนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจทำได้ จึงให้ยกคำร้องส่วนนี้และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องและมีคำสั่งใหม่ ไม่รับคำฟ้อง ให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์ไปจำหน่ายคดีจากสารบบความ ซึ่งต่อมาในวันที่ กันยายน 2543 โจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครใต้เป็นคดีนี้ ศาลแขวงพระนครใต้มีคำสั่งในคำฟ้องว่า"พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความกันได้ แต่โจทก์มิได้ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลนี้ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้ฟ้องคดีต่อศาลอื่นไว้ก่อนแล้วภายในกำหนดอายุความ ก็มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลอื่นดังกล่าวแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความให้ยกฟ้อง หมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์และทนายโจทก์ทราบ ไม่มีรับผู้โดยชอบให้ปิด" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเกิดตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คพิพาทคือวันที่ 8 มีนาคม 2543 เมื่อคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งมีกำหนดให้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และ 96 ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 5 กันยายน2543 โดยมิได้ร้องทุกข์จำเลยไว้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อศาลแขวงดุสิตก่อนแล้วจึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาภาค 1 ลักษณะ 1หมวด 9 ได้ บัญญัติเรื่องอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะแล้ว หาได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์อันจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับไม่ แม้โจทก์จะได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ต่อศาลแขวงดุสิตภายในกำหนดอายุความ แต่คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงดุสิตได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องศาลแขวงพระนครใต้อีกเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์กราฟิก้า พริ้นท์ แอนด์ แพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เทคนิคสแกน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ นรนุตกุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2546
#50268
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 ลักษณะ 1 หมวด 9 ได้บัญญัติเรื่องอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะแล้ว หาได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์อันจะนำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับไม่ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดุสิตภายในกำหนดอายุความ แต่เมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงดุสิตซึ่งศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องศาลแขวงพระนครใต้อีกเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาสีลม จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวนเงินฉบับละ 750,000 บาท และ 15,212,988 บาท ตามลำดับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองออกเช็คโดยมีเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม2543 โจทก์ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องและส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม ไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความอายุความร้องทุกข์จึงสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่ 29พฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ยกฟ้อง และมีคำสั่งใหม่ให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งที่ยกฟ้องให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันที่ 29 พฤษภาคม 2543 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดุสิตในคดีหมายเลขดำที่ 3738/2543 และขอแก้ไขคำฟ้องโดยเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่ 404/9 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร มาเป็นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม เลขที่ 491/1-2 อาคารสีลมพลาซ่า แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และขอให้โอนคดีไปศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า อนุญาตตามที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องส่วนที่โจทก์ขอโอนคดีนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจทำได้ จึงให้ยกคำร้องส่วนนี้ และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้อง และมีคำสั่งใหม่ ไม่รับคำฟ้อง ให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์ไป จำหน่ายคดีจากสารบบความ ซึ่งต่อมาในวันที่ 5 กันยายน 2543 โจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครใต้เป็นคดีนี้ ศาลแขวงพระนครใต้มีคำสั่งในคำฟ้องว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความกันได้ แต่โจทก์มิได้ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลนี้ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้ฟ้องคดีต่อศาลอื่นไว้ก่อนแล้วภายในกำหนดอายุความ ก็มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลอื่นดังกล่าวแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความให้ยกฟ้อง หมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์และทนายโจทก์ทราบ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเกิดตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คพิพาทคือวันที่ 8 มีนาคม 2543 เมื่อคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งมีกำหนดให้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และ 96 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 5 กันยายน2543 โดยมิได้ร้องทุกข์จำเลยไว้ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อศาลแขวงดุสิตก่อนแล้วจึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 ลักษณะ 1 หมวด 9 ได้บัญญัติเรื่องอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะแล้ว หาได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์อันจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับไม่ แม้โจทก์จะได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ต่อศาลแขวงดุสิตภายในกำหนดอายุความ แต่คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงดุสิตได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องศาลแขวงพระนครใต้อีกเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์กราฟิก้า พริ้นท์ แอนด์ แพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เทคนิคสแกน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ นรนุตกุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2546
#49459
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 1 ถุง และจำเลยที่ 2 ผลิตกัญชาโดยการแบ่งจากถุงใหญ่จำนวน 1 ถุง ดังกล่าว บรรจุถุงพลาสติกถุงเล็ก จำนวน 56 ถุง ซึ่งเป็นกัญชาส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกัญชาจำนวนเดียวกัน เพียงแต่จำเลยที่ 2 แบ่งบรรจุเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ขณะกระทำความผิด ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานผลิตกัญชามีอัตราโทษเท่ากัน แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาในส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมีจำนวนกัญชาไม่ถึงสิบกิโลกรัมนั้นมีการแก้ไขกฎหมาย ทำให้โทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายเดิม ถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด สำหรับความผิดฐานผลิตกัญชานั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานผลิตกัญชา ดังนั้น คงใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่จำเลยเฉพาะความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีกัญชาแห้ง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 1 ถุง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตกัญชาซึ่งจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองดังกล่าวโดยนำมาแบ่งบรรจุถุงพลาสติกจำนวน 56 ถุง เพื่อความสะดวกในการจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 75, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 32, 33 และริบกัญชาของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ กับเครื่องชั่ง 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 75 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 (ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย) จำคุก 2 ปี และปรับ 45,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี และปรับ 45,000 บาท ฐานผลิตกัญชา จำคุก 2 ปี และปรับ 45,000บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 90,000 บาท คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก2 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคมตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 2 ยังผลิตกัญชาอีกด้วยนั้น นับเป็นต้นเหตุในการทำให้ยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดสู่ประชาชนอันเป็นการทำให้มีผู้ตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษเพิ่มมากขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงถือว่าเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและผลิตกัญชานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 1,495.35 กรัม และจำเลยที่ 2 ผลิตกัญชาโดยการแบ่งจากถุงใหญ่จำนวน 1 ถุง ดังกล่าว บรรจุถุงพลาสติกถุงเล็กจำนวน 56 ถุง น้ำหนักรวม 295.35 กรัม ซึ่งเป็นกัญชาส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นกัญชาจำนวนเดียวกันเพียงแต่จำเลยที่ 2 แบ่งบรรจุเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งในขณะกระทำความผิด ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานผลิตกัญชามีอัตราโทษเท่ากัน แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาในส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมีจำนวนกัญชาไม่ถึงสิบกิโลกรัมนั้นได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 23 ให้เพิ่มความเป็นมาตรา 76/1 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่ง มาตรา 76/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 วรรคหนึ่ง โดยมีจำนวนยาเสพติดให้โทษไม่ถึงสิบกิโลกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 76 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทจะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำเท่ากัน แต่โทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายเดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และสำหรับความผิดฐานผลิตกัญชาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 22 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยตามกฎหมายเดิมมาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ส่วนกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกเท่ากันแต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่และกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานผลิตกัญชา ดังนั้น คงใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง(เดิม), 76/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 56 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 76/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย สมหมายหรือเปลี่ยน ป้านสำราญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 564/2546
#50267
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31และ 70 เท่ากับโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 70 วรรคสองอยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุวรรคของบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามวรรคในมาตรานั้น ๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยนำออกให้เช่าซึ่งม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปที่มีผู้ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31,70 ซึ่งความผิดดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบความผิดว่า ผู้กระทำผิดจะต้องเป็นผู้ทำซ้ำซึ่งม้วนวิดีโอเทปของกลางด้วยหรือไม่ อีกทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยเป็นผู้ทำซ้ำซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามมาตรา 27(1),69 ซึ่งเป็นความผิดคนละอย่างกันมาด้วย ดังนั้นโจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ทำซ้ำซึ่งม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปของกลางซึ่งเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดดังที่โจทก์ฟ้องศาลก็ลงโทษจำเลยตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้เสียหายจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศไทย และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์งานประเภทภาพยนตร์เรื่อง "บางระจัน" และได้มีการโฆษณางานดังกล่าวครั้งแรกที่ประเทศไทย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) จำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์เรื่อง "บางระจัน" ของผู้เสียหาย โดยการนำม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปที่บันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมจำนวน 7 ม้วนออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยรู้อยู่แล้วว่าม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย

(ข) จำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวิดีโอเทปภาพยนตร์ซึ่งบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์ อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้านโฮมวิดีโอ เลขที่ 1251/3-4 ถนนจันทร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทรกรุงเทพมหานคร และได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายวิดีโอเทปดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาต

เหตุทั้งหมดเกิดที่แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยนำออกให้เช่า เสนอให้เช่าดังกล่าวข้างต้นจำนวน 7 ม้วน และเอกสารสมุดบันทึกการให้เช่าที่จำเลยใช้ในการกระทำผิดจำนวน 2 แผ่น เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเอกสารสมุดบันทึกของกลาง ให้ม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกมาตรา 31(1)),70 วรรคสอง และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 (ที่ถูกมาตรา 6 วรรคหนึ่ง), 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 56,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ5,000 บาท รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 61,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 30,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แต่มิให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี ให้ม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบ (เอกสารสมุดบันทึก) ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 34 กำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยไม่เกิน 5,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 39 ที่จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างโดยจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดและมาทำงานรับจ้างอยู่ที่ร้านโฮมวิดีโอที่เกิดเหตุในกรุงเทพมหานคร จำเลยมิได้เป็นเจ้าของร้านโฮมวิดีโอหรือเป็นผู้ประกอบกิจการร้านโฮมวิดีโอ กับจำเลยขาดคุณสมบัติที่จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์นั้น เป็นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรับฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังมาจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาท้ายอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า ที่จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาล (สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ (ก)) นั้น เป็นการรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง เท่านั้น เพราะโจทก์มิได้ระบุมาในคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 70 วรรคสอง แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งเท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยตามมาตรา 70 วรรคสอง จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ตรงกับคำขอท้ายฟ้องเห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาในข้อ (ก) ว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 และ 70 เท่ากับว่าโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 70 วรรคสองอยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุวรรคของบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามวรรคในมาตรานั้น ๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลย จำเลยจะมาอุทธรณ์โต้เถียงว่า เมื่อโจทก์มิได้ระบุวรรคในมาตรา 70มาให้ชัดเจนเท่ากับว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นการรับสารภาพตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง หาได้ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 70 วรรคสอง มานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาในทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามคำฟ้อง เนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าม้วนภาพยนตร์วิดีโอของกลางเป็นงานที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างในร้านโฮมวิดีโอที่เกิดเหตุ เมื่อถูกจับกุมและฟ้องร้องต่อศาล จำเลยไม่มีค่าใช้จ่ายมาต่อสู้คดี จึงต้องจำยอมรับสารภาพนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาจำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องต่อหน้าศาล จึงต้องฟังว่า จำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ และคดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะมาอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาอีกว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการนำม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรวมจำนวน 7 ม้วน (ออกให้เช่าและเสนอให้เช่า) นั้น คำฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ทำซ้ำ ฉะนั้น ม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปรวมจำนวน 7 ม้วน ของกลาง จึงไม่ใช่จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำ จำเลยจึงไม่มีความผิด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยนำออกให้เช่าและเสนอให้เช่าซึ่งม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31, 70ซึ่งความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบความผิดว่า ผู้กระทำความผิดจะต้องเป็นผู้ทำซ้ำซึ่งม้วนวิดีโอเทปของกลางด้วยไม่ อีกทั้งคดีนี้โจทก์ก็ไม่มีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยเป็นผู้ทำซ้ำซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามมาตรา 27(1), 69 ซึ่งเป็นความผิดคนละอย่างกันมาด้วย ดังนั้น คดีนี้โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำซึ่งม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่าวันเวลากระทำความผิดที่โจทก์ระบุมาในคำฟ้องว่า วันที่ 9 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ขัดกับข้อความถัดไปที่ระบุว่า "ได้มีผู้ทำซ้ำ" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการทำซ้ำก่อนวันที่ 9 เมษายน 2544 วันเวลาที่กระทำความผิดที่โจทก์กล่าวในฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้นจึงถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายซึ่งอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษปรับจำเลยสำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าในสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า โดยนำออกให้เช่าและเสนอให้เช่าซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามฟ้องข้อ (ก) นั้น กฎหมายได้กำหนดโทษผู้กระทำความผิดในส่วนของโทษปรับให้ปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 400,000 บาท แม้คดีนี้จำเลยจะให้การรับสารภาพแต่ในชั้นอุทธรณ์จำเลยกลับอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมามากมายหลายประการซึ่งไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยหาได้สำนึกในความผิดไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยในส่วนของโทษปรับ ให้ปรับ 56,000 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราโทษปรับขั้นต่ำเล็กน้อย นับว่าเหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกมีม้วนภาพยนตร์วิดีโอเทปที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไว้เพื่อเสนอให้เช่า จำนวนเพียง 7 ม้วนเท่านั้น เป็นพฤติการณ์ที่ไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า นอกจากลงโทษปรับจำเลยแล้วยังลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือนอีกสถานหนึ่งนั้นนับว่าหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยโดยให้งดลงโทษจำคุกจำเลยเสีย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำคุกจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 176 ม. 158 (6)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวกิ่งกาญจน์ กลิ่นกลัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2546
#49841
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่ จ. โดยให้ จ. ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญา การที่ จ. ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ทั้งจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจให้แก่ จ. ไปดำเนินการโอนที่ดินก่อนศาลชั้นต้น มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงเป็นการที่ จ. ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนแล้ว คงเหลือแต่เฉพาะหน้าที่ของจำเลยที่ต้องดำเนินการโอนที่ดินให้แก่ จ. ถือว่าเป็นสิทธิตามคำพิพากษาที่ จ. จะรับไปเพียงฝ่ายเดียว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ใด ๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือตามคำพิพากษาดังกล่าวอีก กรณีมิใช่สิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่พึงได้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิดังกล่าว เช่นนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการที่จะจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 22 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านไม่คัดค้านคำร้องขอให้ถอนการยึดในคดีแพ่งและมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้ดำเนินการโอนที่ดินให้แก่ จ. ตามสิทธิที่ จ. มีอยู่ตามคำพิพากษาของศาลจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว และกรณีดังกล่าวนี้ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 145(1) ถึง (5) จึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2543 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนผู้ร้องฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ผู้ร้องได้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 151301 กับที่ดินแปลงอื่น ๆ อีก15 แปลง ของจำเลยและได้มีประกาศขายทอดตลาดตลอดมาแต่ยังขายไม่ได้ ต่อมานางจำรัส มณีโชติ เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 151301 ดังกล่าวให้นางจำรัสตามสัญญาจะซื้อจะขายศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษา ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่นางจำรัส แต่ยังโอนไม่ได้เนื่องจากถูกผู้ร้องยึดไว้ นางจำรัสยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีขอให้เพิกถอนการยึดที่ดิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดนนทบุรีว่าไม่ติดใจคัดค้านนางจำรัสที่ร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือ ที่ ยธ 0410/4617 ถึง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่นางจำรัส เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี จึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเป็นของนางจำรัส การกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำให้ผู้ร้องเสียหาย เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 110, 145 และ 146 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่คัดค้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว และเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้กลับเข้ามาในกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้สอบสวนเกี่ยวกับที่ดินโฉนดดังกล่าวถึงสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยกับนางจำรัสแล้ว ปรากฏว่านางจำรัสได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย และได้วางเงินมัดจำกับเข้าครอบครองปรับปรุงที่ดินดังกล่าวแล้วสร้างเป็นโรงเรียนอนุบาลดำเนินกิจการตลอดมา โดยได้มีการแจ้งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อนางจำรัสฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวตามสัญญาแล้วโดยให้นางจำรัสชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ นางจำรัสจึงชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยโดยนายภาคย์ อิสระภาคย์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยเป็นผู้รับในวันที่17 ธันวาคม 2542 และนายภาคย์ได้มอบโฉนดที่ดินดังกล่าวกับหนังสือมอบอำนาจให้นางจำรัสไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว นางจำรัสจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300ทั้งจำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับอีก มีแต่เพียงหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาคือการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้นางจำรัส ไม่มีกรณีที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122หรือไม่ การที่ผู้คัดค้านไม่คัดค้านคำร้องของนางจำรัสต่อศาลจังหวัดนนทบุรีและให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่นางจำรัสนั้นจึงชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กลับคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ใช้ดุลพินิจไม่คัดค้านตามคำแถลง ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4117/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี กับเพิกถอนหนังสือของผู้คัดค้านที่ ยธ 0410/4617 ซึ่งมีไปถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีให้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางจำรัส มณีโชติและให้ผู้คัดค้านดำเนินการรวบรวมทรัพย์ที่ดินแปลงดังกล่าวนำมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายนี้ต่อไปตามสิทธิที่เจ้าหนี้เหล่านั้นพึงมี

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ไม่แถลงคัดค้านคำร้องของนางจำรัส มณีโชติ โจทก์ในคดีแพ่ง และการที่ผู้คัดค้านมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ให้โอนที่ดินให้แก่นางจำรัส มณีโชติ นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงส่วนนี้รับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2530 นางจำรัส มณีโชติ ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 151301 จังหวัดนนทบุรี กับในราคา 675,000 บาท โดยได้ผ่อนชำระเงินตามสัญญาแล้วจำนวน 300,000 บาท หลังจากนั้นได้แจ้งให้จำเลยผู้จะขายโอนที่ดินให้ตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย นางจำรัสจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดนนทบุรีต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 4117/2540 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นางจำรัส มณีโชติ และจำเลย โดยนายภาคย์ อิสระภาคย์ กรรมการผู้จัดการได้มอบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจให้นางจำรัสรับไปดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม2542 โดยนางจำรัสได้ชำระเงินส่วนที่ขาดตามคำพิพากษาให้จำเลยครบถ้วนแล้วนางจำรัสได้นำโฉนดที่ดินไปดำเนินการโอน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากผู้ร้องได้ยึดที่ดินดังกล่าวไว้ ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 นางจำรัสยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนผู้คัดค้านสอบสวนแล้วจึงมีคำสั่งให้ดำเนินการตามที่นางจำรัสร้องขอ วันที่ 4 ธันวาคม2543 ผู้คัดค้านได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีให้โอนที่ดินให้แก่นางจำรัส มณีโชติ และเจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 6ธันวาคม 2543 เห็นว่า เมื่อศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่นางจำรัสโดยให้นางจำรัสชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญา การที่นางจำรัสได้ชำระเงินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ทั้งจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจให้แก่นางจำรัสไปดำเนินการโอนที่ดินก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงเป็นการที่นางจำรัสในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนแล้ว คงเหลือแต่เฉพาะหน้าที่ของจำเลยที่ต้องดำเนินการโอนที่ดินให้แก่นางจำรัส ถือว่าเป็นสิทธิตามคำพิพากษาที่นางจำรัสจะรับไปเพียงฝ่ายเดียว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ใด ๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือตามคำพิพากษาดังกล่าวอีก กรณีมิใช่สิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่พึงได้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิดังกล่าว เช่นนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการที่จะจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22การที่ผู้คัดค้านไม่คัดค้านคำร้องขอให้ถอนการยึดในคดีแพ่งและมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้ดำเนินการโอนที่ดินให้แก่นางจำรัสตามสิทธิที่นางจำรัสมีอยู่ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว และกรณีดังกล่าวนี้ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 145(1) ถึง (5) จึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้แต่อย่างใด ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท วัชรชัยการเคหะ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2546
#49840
เปิดฉบับเต็ม

น. เป็นผู้ซื้อที่ดิน และต่อมา น. ตกลงยินยอมให้ ม. และ ว. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับค่าตอบแทน ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรฯ น. จึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) และเป็นเงินได้ในปีนั้น ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามี น. และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของ น. ก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมรสกับนางนพวรรณ เศรษฐสมภพ เมื่อวันที่ 3 เมษายน2529 และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 ต่อมาเมื่อปี 2543 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อโจทก์สำหรับเงินได้ของปี 2533 โดยอ้างว่าโจทก์มิได้นำเงินได้ที่นางนพวรรณได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหรือหากำไรไปยื่นแบบรายการภาษี เป็นการยื่นแบบรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ต้องเสียภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากระหว่างวันที่ 3 เมษายน 2529 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 โจทก์และนางนพวรรณเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2532 นางนพวรรณได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 จากนางมาลัย ชูเพชร์ นาวาตรีวิโรจน์ ชูเพชร์ นาวาอากาศตรีกำพลชูเพชร์ นายอนันต์ ชูเพชร์ และพันจ่าอากาศเอกสถาพร ชูเพชร์ ในราคา 4,200,000บาท และซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 125917 จากนางสาววรรณี เลศะวณิช ในราคา 2,100,000บาท และได้ครอบครองที่ดินทั้งสองโฉนดตลอดมาโดยไม่ปรากฏว่าถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ใด ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณได้ทำนิติกรรมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โดยนางนพวรรณได้รับค่าตอบแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,738,750 บาท เมื่อโจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางนพวรรณและอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี 2533 เงินได้พึงประเมินของนางนพวรรณดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษี การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 1 ว่า นางนพวรรณมีเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917หรือไม่ ได้ความจากโจทก์ นางสรินญา (นางนพวรรณ) และนายวิชา พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อปลายปี 2528 นางนพวรรณได้จองซื้อที่ดินไว้ 2 แปลง แปลงที่ 1เนื้อที่ 1 ไร่ แปลงที่ 2 เนื้อที่ 2 ไร่ จากกลุ่มนายหน้าโดยนางนพวรรณผ่อนชำระค่าซื้อที่ดินให้แก่กลุ่มนายหน้าจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2532 กลุ่มนายหน้าให้นางนพวรรณรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงไว้ทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่ 4 ไร่เศษ เหตุที่นางนพวรรณยอมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเนื่องจากกลุ่มนายหน้าบอกว่าลูกค้ามีปัญหานางนพวรรณเห็นว่าตนไม่เสียหายแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2533 กลุ่มนายหน้าได้ทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันว่านางนพวรรณได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ซึ่งนางนพวรรณก็ได้ลงนามไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ครั้นวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณจึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถือแทนไว้คืนแก่นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาโดยมีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7เห็นว่า นางนพวรรณกับกลุ่มนายหน้า นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อนย่อมไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นแต่ประการใดที่เจ้าของที่ดินหรือกลุ่มนายหน้าจะยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวทั้ง ๆ ที่ยังอ้างว่านายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ผู้ซื้ออีก 3 คน ยังมีปัญหาเรื่องการเงินคือยังชำระเงินค่าซื้อที่ดินไม่ครบตามที่ตกลงกัน ซึ่งนายวิชาพยานโจทก์เบิกความว่า พยานจะต้องจ่ายเงินงวดสุดท้ายอีกประมาณสี่ล้านถึงห้าล้านบาท แต่ยังไม่มีเงินพอขอผัดผ่อนไปชำระต้นปี 2533 ดังนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินหรือนายหน้าเห็นแล้วว่านายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาชำระราคาไม่ครบถ้วน จึงไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายเพราะถ้าหากจดทะเบียนโอนขายแก่นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาไปแล้ว อาจมีปัญหาไม่ได้รับชำระราคาครบถ้วน เมื่อกลุ่มนายหน้าเกรงว่าจะไม่ได้รับชำระราคาจากนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่กลุ่มนายหน้าจะรับโอนกรรมสิทธิไว้เสียเอง มิใช่เสี่ยงให้เจ้าของที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยของกลุ่มนายหน้าที่จะกระทำการให้ตนเองเสียเปรียบ และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่นางนพวรรณทำบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนในวันที่ 17 เมษายน 2533 โดยให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วนใน 1,797 ส่วน ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7ก็ปรากฏว่านางนพวรรณเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2533 นางนพวรรณ นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ในราคา118,602,000 บาท ก็ปรากฏว่านางนพวรรณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับมอบอำนาจจากนายชาตรีนายมณเฑียร และนายวิชาให้เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนโอนขาย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 8 จากพฤติการณ์การกระทำของนางนพวรรณดังกล่าวจะเห็นได้ว่านางนพวรรณเป็นผู้ดำเนินการและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินทั้งสองแปลงมาตั้งแต่แรกจนกระทั่งขายให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ดังนั้น การที่ผู้ขายจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917 ทั้งสองแปลงแก่นางนพวรรณในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดว่านางนพวรรณเป็นผู้ซื้อ หาใช่ว่านางนพวรรณเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บางส่วนแทนนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ดังที่โจทก์อ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางนพวรรณเป็นผู้ซื้อที่ดินในวันที่ 12 ธันวาคม 2532 ต่อมาวันที่ 17 เมษายน2533 นางนพวรรณได้ตกลงยินยอมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวนคนละ 449.25 ส่วน ราคาตารางวาละ 5,000 บาท ในจำนวน1,797 ส่วน นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาให้ค่าตอบแทนแก่นางนพวรรณเป็นจำนวนเงิน 6,738,750 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 7 ครั้นวันที่ 24 ตุลาคม 2533 นางนพวรรณ นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาได้ขายที่ดินดังกล่าวทั้งหมดแก่บริษัทการบินไทย จำกัด ในราคาสูงถึง 118,602,000 บาทฉะนั้น การที่นางนพวรรณจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วนใน 1,797 ส่วน โดยได้รับค่าตอบแทนจำนวน 6,738,750 บาท ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว นางนพวรรณจึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นเงินได้ในปี 2533 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามีนางนพวรรณและอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของนางนพวรรณก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยมีอำนาจออกหมายเรียกและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปยังโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 โดยไม่ได้นำเงินได้จำนวน 6,738,750 บาท ของนางนพวรรณที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวมาแสดงไว้ในแบบรายการภาษี ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นตามมาตรา 57 ตรีแห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่ยื่นรายการภาษีตามแบบให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนได้ภายใน 2 ปีได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร นางสาวกิ่งกาญจน์คุณสุทธิ์ พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ของจำเลยเบิกความว่า ได้มีการขออนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกจากอธิบดีตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 122ซึ่งอธิบดีได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองบริหารงานตรวจภาษีอากรเป็นผู้อนุมัติ ตามคำสั่งกรมสรรพากร เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 114 และผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีก็ได้อนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกได้ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 118 ในวันที่ 26มกราคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินได้ส่งหมายเรียกตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 120ส่งให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับหมายเรียกดังกล่าวแล้วตามไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย ล.2แผ่นที่ 116 ส่วนโจทก์เบิกความว่า ได้รับหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2538 โดยมิได้นำสืบว่าอธิบดีมิได้อนุมัติให้ออกหมายเรียกแต่ประการใด ฉะนั้น เมื่อจำเลยมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบ ส่วนโจทก์มิได้นำสืบปฏิเสธในส่วนนี้ ทำให้พยานจำเลยมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติอธิบดีออกหมายเรียกโจทก์ซึ่งอธิบดีก็ได้อนุมัติแล้วเจ้าพนักงานจึงออกหมายเรียกโจทก์เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 จึงยังไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2534 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ยื่นรายกาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ฉะนั้น การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงเป็นการออกหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วเห็นว่านางนพวรรณภริยาโจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินจำนวน 6,738,750 บาท ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรแต่โจทก์มิได้นำเงินได้ส่วนนี้ของนางนพวรรณมายื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องทั้งไม่ปรากฏว่ามีการประเมินเรียกเก็บภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์หรือนางนพวรรณมาก่อน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2533 จากโจทก์ในส่วนที่นางนพวรรณมีเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวได้ ไม่ถือว่าเป็นการประเมินภาษีซ้ำซ้อน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ 572/2537 จำเลยจะขยายเวลาการออกหมายเรียกได้จะต้องเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี แต่โจทก์ไม่เคยมีพฤติการณ์ดังกล่าวโดยปรากฏหลักฐาน ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร แล้วว่าโจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอีกทั้งจำเลยได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกโจทก์จาก 2 ปี เป็น 5 ปีภายหลังจากครบระยะเวลา 2 ปีแล้ว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์อ้างในคำฟ้องแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีย้อนหลังไปเกินกว่า 2 ปีโดยมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีเท่านั้น โดยโจทก์มิได้อ้างเหตุตามข้ออุทธรณ์ดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง ปัญหาที่โจทก์ยกขึ้นอุทธรณ์ว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีก็ดี มีการขยายเวลาหลังครบ 2 ปีก็ดี เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 39 ม. 40 ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมชัย เศรษฐสมภพ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2546
#50743
เปิดฉบับเต็ม

น. เป็นผู้ซื้อที่ดินมาคนเดียว ต่อมา น. ตกลงให้ ช. ม. และ ว. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับค่าตอบแทน ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร น. จึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามี น. และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของ น. ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับนางนพวรรณ เศรษฐสมภพ เมื่อวันที่ 3เมษายน 2529 และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 ต่อมาเมื่อปี 2543เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อโจทก์สำหรับเงินได้ของปี 2533 โดยอ้างว่าโจทก์มิได้นำเงินได้ที่นางนพวรรณได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหรือหากำไรไปยื่นแบบรายการภาษี ซึ่งเงินได้ดังกล่าวนางนพวรรณได้มาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917 ตำบลบางเขน (ดอนเมือง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2533 จึงเป็นการยื่นแบบรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง ปรากฏตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(ภ.ง.ด.12) เลขที่ 100437/1/100813 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 สำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2533 กำหนดให้โจทก์ต้องเสียภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น251,800 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12)เลขที่ 1004371/1/100814 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 กำหนดให้โจทก์ต้องเสียภาษีเบี้ยปรับเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 65,625 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเลขที่ 1004371/1/100813 ลงจำนวน 62,950 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น188,950 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(00.3)/137/2543 ลงวันที่ 28 สิงหาคม2543 และให้ลดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเลขที่ 1004371/1/100814 ลงจำนวน 10,937.50 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 54,687.50 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.3)/138/2543 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเมื่อประมาณปี 2528 นางนพวรรณได้จองซื้อที่ดินจำนวน1 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1500, 1501, 1502, 1503, 1686 และ 125917 ตำบลตลาดบางเขน (ดอนเมือง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร จากกลุ่มนายหน้าผู้ค้าที่ดินกลุ่มหนึ่งก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ต่อมาในวันที่ 12ธันวาคม 2532 นางนพวรรณจึงได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากกลุ่มผู้ค้าที่ดินดังกล่าวจำนวน 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917 เฉพาะส่วนที่นายชาตรีนายมณเฑียร และนายวิชาได้จองซื้อจากกลุ่มผู้ค้าที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่บุคคลทั้งสามโดยไม่มีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด และเนื่องจากมิใช่เป็นการขายที่ดินนางนพวรรณจึงไม่มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องนำมายื่นแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย เจ้าพนักงานประเมินจำเลยได้มีหมายเรียกลงวันที่ 26 มกราคม 2538 ไปถึงโจทก์ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี หลังจากที่โจทก์จดทะเบียนหย่ากับนางนพวรรณและได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีทั้ง 2 ฉบับ ไปถึงโจทก์หลังจากที่ได้จดทะเบียนหย่าแล้วเป็นเวลาถึง 6 ปีเศษ จำเลยจึงไม่มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปี 2533 จากโจทก์อีกต่อไป และเป็นการประเมินภาษีย้อนหลังไปเกินกว่า 2 ปี โดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือเป็นการประเมินภาษีย้อนหลังเกินกว่า 5 ปี ตามประมวลรัษฎากรทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบรายการภาษีโดยแยกยื่นและแยกคำนวณภาษีกับนางนพวรรณ จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางนพวรรณ และการประเมินภาษีของจำเลยเป็นการซ้ำซ้อนกับการประเมินภาษีสำหรับปี 2533 ของนางนพวรรณ เป็นการประเมินภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเลขที่ 1004371/1/100813 และ 1004371/1/10814 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.(อธ.3)/137/2543และ สภ.1(อธ.3)/138/2543

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับนางนพวรรณ เศรษฐสมภพ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2529 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2532 นางนพวรรณได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 เนื้อที่ 2 ไร่ 98 ตารางวา โฉนดเลขที่ 125917 เนื้อที่2 ไร่ 99 ตารางวา โดยจดทะเบียนประเภทการขายทั้งสองโฉนด ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 ถึงที่ 6 (ล.2 แผ่นที่ 69 ถึง 74) ในวันที่ 17 เมษายน 2543 นางนพวรรณจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสองโฉนดให้นายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชา เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วนใน 1797 ส่วน และต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2533 ทั้งนายชาตรี นายมณเฑียร นายวิชา และนางนพวรรณได้จดทะเบียนประเภทการขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย ล.2 (แผ่นที่ 69 ถึง 74) ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 โจทก์ได้จดทะเบียนหย่ากับนางนพวรรณ แล้วนางนพวรรณเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นนางสริญาอุลปาธรณ์ ครั้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติออกหมายเรียกโจทก์จากอธิบดีกรมสรรพากรและได้รับอนุมัติแล้ว จึงออกหมายเรียกโจทก์เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 114, 118, 120 และ 122 ในวันที่ 15 มกราคม 2543 เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีโจทก์ตามเอกสารหมายล.2 แผ่นที่ 10 และ 11 โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 ให้เก็บภาษีโจทก์รวม 243,537.50บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 และ 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 1 ว่า นางนพวรรณมีเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917หรือไม่ ได้ความจากโจทก์ นางสรินญา(นางนพวรรณ) และนายวิชาพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อปลายปี 2528 นางนพวรรณได้จองซื้อที่ดินไว้ 2 แปลง แปลงที่ 1 เนื้อที่ 1 ไร่ แปลงที่ 2 เนื้อที่ 2 ไร่ จากกลุ่มนายหน้าโดยนางนพวรรณผ่อนชำระค่าซื้อที่ดินให้แก่กลุ่มนายหน้าจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2532กลุ่มนายหน้าให้นางนพวรรณรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงไว้ทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่4 ไร่เศษ เหตุที่นางนพวรรณยอมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเนื่องจากกลุ่มนายหน้าบอกว่าลูกค้ามีปัญหา นางนพวรรณเห็นว่าตนไม่เห็นเสียหายแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 5 เมษายน2533 กลุ่มนายหน้าได้ทำหนังสือฉบับหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันว่านางนพวรรณได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนนายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชา ซึ่งนางนพวรรณก็ได้ลงนามไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ครั้นวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณจึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถือแทนไว้คืนแก่นายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชาโดยมีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 เห็นว่านางนพวรรณกับกลุ่มนายหน้า นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อนย่อมไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นแต่ประการใดที่เจ้าของที่ดินหรือกลุ่มนายหน้าจะยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ทั้ง ๆ ที่ยังอ้างว่านายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชา ผู้ซื้ออีก 3 คน ยังมีปัญหาเรื่องการเงินคือยังชำระเงินค่าซื้อที่ดินไม่ครบตามที่ตกลงกัน ซึ่งนายวิชาพยานโจทก์เบิกความว่าพยานจะต้องจ่ายเงินงวดสุดท้ายอีกประมาณสี่ล้านถึงห้าล้านบาทแต่ยังไม่มีเงินพอขอผัดผ่อนไปชำระต้นปี 2533 ดังนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินหรือนายหน้าเห็นแล้วว่านายชาตรีนายมณเฑียร และนายวิชาชำระราคาไม่ครบถ้วนจึงไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายเพราะถ้าหากจดทะเบียนโอนขายแก่นายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชาไปแล้วอาจมีปัญหาไม่ได้รับชำระราคาครบถ้วน เมื่อกลุ่มนายหน้าเกรงว่าจะไม่ได้รับชำระราคาจากนายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชาเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่กลุ่มนายหน้าจะรับโอนกรรมสิทธิ์ไว้เสียเอง มิใช่เสี่ยงให้เจ้าของที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยของกลุ่มนายหน้าที่จะกระทำการให้ตนเองเสียเปรียบและเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่นางนพวรรณทำบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนในวันที่ 17 เมษายน 2533โดยให้นายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชา ถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วนใน 1,797 ส่วนตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 ก็ปรากฏว่านางนพวรรณเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2533 นางนพวรรณ นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ในราคา 118,602,000 บาท ก็ปรากฏว่านางนพวรรณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับมอบอำนาจจากนายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชาให้เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 8จากพฤติการณ์การกระทำของนางนพวรรณดังกล่าวจะเห็นได้ว่านางนพวรรณเป็นผู้ดำเนินการและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินทั้งสองแปลงมาตั้งแต่แรกจนกระทั่งขายให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ดังนั้น การที่ผู้ขายจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502และ 125917 ทั้งสองแปลงแก่นางนพวรรณในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดว่านางนพวรรณเป็นผู้ซื้อ หาใช่ว่านางนพวรรณเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บางส่วนแทนนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ดังที่โจทก์อ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางนพวรรณเป็นผู้ซื้อที่ดินไว้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2532 ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2533นางนพวรรณได้ตกลงยินยอมให้นายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวนคนละ 449.25 ส่วน ราคาตารางวาละ 5,000 บาท ในจำนวน1,797 ส่วน นายชาตรี นายมณเฑียร และนายวิชาให้ค่าตอบแทนแก่นางนพวรรณเป็นจำนวนเงิน 6,738,750 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 7 ครั้นวันที่ 24 ตุลาคม 2533 นางนพวรรณ นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาได้ขายที่ดินดังกล่าวทั้งหมดแก่บริษัทการบินไทย จำกัด ในราคาสูงถึง118,602,000 บาท ฉะนั้น การที่นางนพวรรณจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้นายชาตรีนายมณเฑียร และนายวิชา เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วน ใน 1,797 ส่วนโดยได้รับค่าตอบแทนจำนวน 6,738,750 บาท ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว นางนพวรรณจึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นเงินได้ในปี 2533ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามีนางนพวรรณและอยู่กันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของนางนพวรรณก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 39 ม. 40 ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมชัย เศรษฐสมภพ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2546
#49458
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความมีรายละเอียดขณะถูกจำเลยกระทำชำเราค่อนข้างชัดเจนเกินกว่าที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นเด็กจะสามารถแต่งเรื่องขึ้นเองหรือแม้แต่การเสี้ยมสอนโดยเฉพาะที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างการถูกร่วมเพศทางทวารหนักจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูโจทก์ร่วมทั้งสองมานานหลายปีถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ หากไม่เป็นความจริงโจทก์ร่วมทั้งสองคงไม่กล้าสร้างเรื่องมาใส่ร้ายจำเลย ทั้ง ส. ศ. และ พ. ชาวบ้านหมู่เดียวกับจำเลยซึ่งไม่มีสาเหตุกับจำเลยมาก่อนก็ยืนยันถึงพฤติกรรมจำเลยว่าเคยแอบเห็นจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ทางทวารหนัก แม้จะระบุเวลาคลาดเคลื่อนจากที่โจทก์ร่วมที่ 2 ระบุ ประมาณ 2 เดือน ก็มิใช่ข้อพิรุธเพราะโจทก์ร่วมที่ 2 ถูกจำเลยกระทำชำเรากว่า 10 ครั้งการที่จำเลยอ้างว่าช่วงเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเป็นเวลากลางวันทั้งสิ้นนั้น ก็หาเป็นเรื่องผิดปกติไม่เพราะจำเลยมีภริยาอยู่จึงต้องอาศัยโอกาส ทั้งสถานที่ที่โจทก์ร่วมทั้งสองถูกกระทำมักจะเป็นที่ลับตา เช่น ในป่า หรือเถียงนา ส่วนที่โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เรียกร้องขอความเป็นธรรมมาแต่แรกก็เป็นเพราะต้องพักอาศัยอยู่กับจำเลย ประกอบกับโจทก์ร่วมทั้งสองยังเป็นเด็กและถูกข่มขู่ด้วย ดังนั้น จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักเชื่อว่าจำเลยกระทำผิดฐานกระทำชำเราและพยายามกระทำชำเราโจทก์ร่วมทั้งสองจริง

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ระวางโทษจำคุกอย่างสูงถึง 20 ปี การกระทำความผิดของจำเลยทุกกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงจึงเกิน 10 ปี ทั้งความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อโจทก์ร่วมสองคนต่างวันเวลาและสถานที่ถือว่าต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งแม้จะเป็นความผิดอย่างเดียวกันแต่ก็ไม่เกี่ยวพันกันกรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) จึงนำโทษที่จำเลยได้รับจริงทุกกระทงมารวมแล้วเกิน 20 ปี ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ท. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 11 ปีเศษซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี และมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้าย จนทำให้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนจำเลยสำเร็จความใคร่รวม 5 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมและจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ม. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน13 ปี และมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายจนทำให้ผู้เสียหายที่ 2อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนจำเลยสำเร็จความใคร่รวม 2 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง ท. และเด็กหญิง ม. ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ7 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 49 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นตั้งผู้แทนเฉพาะคดีให้โจทก์ร่วมทั้งสอง และให้ผู้แทนเฉพาะคดีตั้งนายเสถียร ภูติโสทนายโจทก์ร่วมทั้งสองคนเดิมเสียใหม่เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสี่ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6, 15 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วตั้งนาง จ. น้าโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้แทนเฉพาะคดีโจทก์ร่วมทั้งสอง และนาง จ. แต่งนายเสถียรเป็นทนายโจทก์ร่วมทั้งสองใหม่แล้ว

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี รวม 6 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 7 ปี และมีความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน รวมเป็นจำคุก 46 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพี่น้องกัน เมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมทั้งสองได้ไปพักอาศัยอยู่กับครอบครัวของนาง ค. ซึ่งเป็นพี่สาวของบิดาโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยเป็นสามีของนาง ค. ช่วงเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 มีอายุ 11 ปีเศษ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 มีอายุ 10 ปีเศษ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีตัวโจทก์ร่วมทั้งสองมาเบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า โจทก์ร่วมทั้งสองถูกจำเลยกระทำชำเรากว่า 10 ครั้ง แต่เท่าที่โจทก์ร่วมที่ 1 จำได้ครั้งแรกคือเมื่อเดือนเมษายน 2538 ที่ริมหนองน้ำ ครั้งที่สองเมื่อเดือนพฤษภาคม 2538 ที่ในป่าโดยถูกนาง ค. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยบังคับให้ไปตัดฟืนกับจำเลย ครั้งที่สามเมื่อเดือนมิถุนายน 2538 ขณะตามจำเลยไปตัดไม้ไผ่เพื่อทำตอกมัดข้าว ครั้งที่สี่เมื่อเดือนมกราคม 2539 นาง ค. สั่งให้ตามจำเลยไปตัดไม้มาทำหลักล้อมรั้ว และครั้งที่ห้าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยเรียกให้ขึ้นไปบนบ้านและกระชากเข้าไปกระทำชำเรายังที่นอนของจำเลย ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 เท่าที่จำได้มี 2 ครั้งครั้งแรกคือ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2539 เวลากลางวัน ขณะไปเกี่ยวข้าวกับจำเลยที่ทุ่งนา จำเลยได้เรียกโจทก์ร่วมที่ 2 ขึ้นไปกระทำชำเราบนเถียงนา แต่ไม่สำเร็จไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปได้ จึงเปลี่ยนเป็นร่วมเพศทางทวารหนักและที่จำได้อีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม 2540 เวลากลางวัน ขณะไปดักหนูกับจำเลยที่ทุ่งนาจำเลยกระทำชำเราสำเร็จ ครั้นวันที่ 24 สิงหาคม 2540 นาง ค. ตีและขับไล่โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไปพักอยู่ที่บ้านเดิมของบิดามารดาซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 20 เมตรในคืนนั้นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยมาดับไฟที่บ้านดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองกลัวว่าจำเลยจะมากระทำชำเรา จึงพากันหนีไปขออาศัยที่บ้านนาง ฉ. ซึ่งเป็นน้าของโจทก์ร่วมทั้งสองก่อนที่จะเล่าให้นาง ฉ. ฟังเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราในวันรุ่งขึ้นโดยมีนาย ส. นาย ศ. และ นาย พ. ซึ่งเป็นราษฎรในหมู่บ้านเดียวกับจำเลยมาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2540 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ขณะทั้งสามคนพากันไปตกเบ็ดที่ริมห้วยด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ได้เห็นจำเลยกำลังกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ทางด้านหลัง และมีร้อยตำรวจโทกมลรัตน์ พาน้อย พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่าชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่าพยายามกระทำชำเรา ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยและนาง ค. ภริยาจำเลยซึ่งเป็นป้าของโจทก์ร่วมทั้งสองมานำสืบต่อสู้ว่า รับโจทก์ร่วมทั้งสองมาพักอาศัยอยู่ด้วยเมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 มีอายุเพียง 3 ปี หลังจากที่บิดามารดาโจทก์ร่วมทั้งสองถูกคนร้ายฆ่าตายพร้อมกัน โดยแลกกับการได้ทำนาในที่ดินของบิดามารดาโจทก์ร่วม ทั้งสองให้ความรักและการศึกษาแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเสมือนบุตรก่อนเกิดเหตุคดีนี้นาง ฉ. ต้องการให้โจทก์ร่วมทั้งสองไปอยู่ด้วย แต่นาง ค. ไม่ยินยอม นอกจากนี้ยังมีปัญหาขัดแย้งกันด้วยเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต่างแย่งกันที่จะจัดทำบุญอุทิศกุศลให้บิดามารดาของโจทก์ร่วมทั้งสอง เหตุที่จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะกลัวถูกทำร้ายและพนักงานสอบสวนหลอกว่าโทษน้อย หากต่อสู้คดีก็ไม่มีทางชนะเนื่องจากโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเด็ก โดยมีนาง พ. ย่าของโจทก์ร่วมทั้งสอง และนาง ร. เพื่อนบ้าน และนาย บ.ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 มาเบิกความสนับสนุนสรุปว่าจำเลยเป็นคนดี โจทก์ร่วมทั้งสองมีความร่าเริง ไม่มีท่าทีของคนที่ถูกข่มขืน เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความมีรายละเอียดขณะถูกจำเลยกระทำชำเราค่อนข้างชัดแจ้งเกินกว่าที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นเด็กจะสามารถแต่งเรื่องขึ้นได้เองหรือแม้แต่การเสี้ยมสอน โดยเฉพาะที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างการถูกร่วมเพศทางทวารหนัก จำเลยและนาง ค. เลี้ยงดูโจทก์ร่วมทั้งสองนานหลายปี ถือเป็นผู้มีพระคุณ หากไม่เป็นความจริงโจทก์ร่วมทั้งสองคนไม่กล้าที่จะสร้างเรื่องมาใส่ร้ายจำเลย ข้อขัดแย้งระหว่างนาง ฉ. กับครอบครัวจำเลยตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ ไม่ว่าในเรื่องที่นาง ฉ. ประสงค์จะรับโจทก์ร่วมทั้งสองไปเลี้ยงดู หรือเรื่องที่อ้างว่าแย่งกันจัดทำบุญอุทิศกุศลให้บิดามารดาโจทก์ร่วมทั้งสอง ถึงหากจะเป็นจริง ก็เป็นเรื่องการไม่พอใจกันธรรมดา ทั้งไม่ใช่เรื่องที่จะถึงกับทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองที่เป็นเด็กกล้าสร้างเรื่องขึ้นมาปรักปรำจำเลย และก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงอีกด้วย เพราะหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่ได้พักอยู่กับนาง ฉ. หากแต่อยู่กับนาง จ. ผู้แทนเฉพาะคดีของโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่สำคัญคือโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีนาย ส. นาย ศ. และนาย พ. ซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่เดียวกับจำเลย และไม่ปรากฏมีสาเหตุใดกับจำเลยมายืนยันถึงพฤติกรรมของจำเลยว่า เคยแอบเห็นจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ทางทวารหนัก แม้จะระบุเป็นเดือนมีนาคม 2540 ซึ่งต่างจากที่โจทก์ร่วมที่ 2 ว่าเป็นเดือนมกราคม 2540 ก็ไม่ใช่ข้อที่จะเป็นพิรุธ เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความแล้วว่าความจริงถูกจำเลยกระทำชำเรากว่า 10 ครั้ง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองแสดงว่าเหตุเกิดกลางวันทั้งสิ้นจึงเป็นเรื่องที่ผิดปรกติเพราะอาจมีผู้รู้เห็นโดยง่ายก็หาใช่เป็นการผิดปรกติไม่ เพราะจำเลยมีภริยาอยู่แล้ว จึงต้องอาศัยโอกาส โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความเป็นเหตุผลว่า สถานที่ที่ถูกกระทำมักจะเป็นที่ลับตา คือที่ในป่าบ้าง ที่ในเถียงนาบ้าง ส่วนที่ว่าเหตุใดโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เรียกร้องขอความเป็นธรรมมาแต่แรก ก็น่าจะเป็นเพราะโจทก์ร่วมทั้งสองพักอาศัยอยู่กับจำเลย ประกอบกับเป็นเด็กและถูกขู่ สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเท่าที่นำสืบมีน้ำหนักเชื่อว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานกระทำชำเราและฐานพยายามกระทำชำเราอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาจริง

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า ความผิดของจำเลยต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ที่จะลงโทษจำคุกทุกกระทงรวมกันต้องไม่เกิน 20 ปี หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 277 วรรคสอง ระวางโทษจำคุกอย่างสูงถึง 20 ปี การกระทำความผิดของจำเลยทุกกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงจึงเกิน 10 ปี ทั้งความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อโจทก์ร่วมสองคนโดยกระทำต่างวันเวลาและสถานที่ถือว่าต่างกรรมต่างวาระที่แม้จะกระทำความผิดอย่างเดียวกันแต่ก็ไม่เกี่ยวพันกัน กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) และไม่อาจนำโทษจำคุกที่จำเลยต้องรับจริงทุกกระทงมารวมแล้วไม่เกิน20 ปี ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า โทษจำคุกแต่ละกระทงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้ เป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามกฎหมายแล้ว จึงลดโทษจำคุกลงอีกไม่ได้ ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 277 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — เด็กหญิง ท. กับพวก โดยนาง จ. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย นิวัฒน์ คัสโส
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 549/2546
#50266
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและโรงเรือนมีข้อตกลงให้จำเลยผู้จะขายต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเรียบร้อยภายใน 6 เดือน และโจทก์ผู้จะซื้อต้องชำระเงินค่างวดที่ค้าง 6 งวด ภายในระยะเวลาเดียวกัน หากฝ่ายใดผิดเงื่อนไขให้ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต่อมาจำเลยก่อสร้างบ้านให้โจทก์เสร็จไม่ทันภายในกำหนดดังกล่าวส่วนโจทก์ชำระเงินทั้ง 6 งวด ให้จำเลยแล้วจำเลยจึงผิดสัญญาและโจทก์ย่อมบอกเลิกสัญญาได้

พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ถือเอากรณีที่จำเลยสร้างบ้านไม่เสร็จตามข้อตกลงเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญา แสดงว่าโจทก์ประสงค์รับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายต่อไป เพียงแต่ขอให้จำเลยแก้ไขส่วนที่ชำรุดบกพร่องในการก่อสร้างบ้านที่เห็นประจักษ์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้จะซื้อบ้านอยู่อาศัย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องดำเนินการให้โจทก์ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อจำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ของตนให้ครบถ้วน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกให้โจทก์มารับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน ทั้งภายหลังจำเลยกลับนำบ้านและที่ดินดังกล่าวไปขายแก่บุคคลอื่นอีกจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ จำเลยจึงต้องคืนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพร้อมบ้านแบบสราญชลจากจำเลยในราคา2,578,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยบางส่วนจำนวน 515,600 บาท บ้านที่จำเลยก่อสร้างชำรุดบกพร่องหลายแห่ง โจทก์ขอให้จำเลยแก้ไข แต่จำเลยเพิกเฉยและจำเลยโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้บุคคลอื่นแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน584,877.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 515,600 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยก่อสร้างบ้านได้เรียบร้อยตามสัญญาทุกประการ โจทก์ได้มาดูการก่อสร้างตลอด เมื่อจำเลยทำการก่อสร้างบ้านเสร็จ ได้นัดหมายให้โจทก์มาตรวจรับมอบบ้านและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน และให้ชำระราคาส่วนที่เหลือหลายครั้ง ทุกครั้งโจทก์จะมีหนังสือแจ้งแก่จำเลยว่า บ้านที่สร้างยังไม่เรียบร้อยแต่โจทก์ไม่ได้ระบุว่าไม่เรียบร้อยในส่วนใด ในที่สุดจำเลยให้โอกาสโจทก์เป็นครั้งสุดท้ายจึงมีหนังสือกำหนดให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน หากโจทก์ผิดนัดจำเลยขอเลิกสัญญาตามหนังสือดังกล่าวด้วย เมื่อถึงกำหนดโจทก์ผิดนัด จำเลยถือว่าสัญญาเลิกกัน จึงริบเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 515,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2537โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและโรงเรือนแบบสราญชลจากจำเลยในราคาทั้งสิ้น2,578,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาเป็นจำนวนเงิน110,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระงวดละ 27,040 บาท รวม 15 งวด ชำระทุกวันที่ 26ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 26 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไป เงินส่วนที่เหลืออีก 2,062,400 บาท ชำระเป็นงวดสุดท้ายภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2538 หรือภายใน 7 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งนัดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้วโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยเพียง 9 งวด เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างบ้าน โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและโจทก์ยังได้ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงกันได้โดยทำบันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและโรงเรือนฉบับลงวันที่ 26 กันยายน 2537 โดยมีข้อตกลงสรุปได้ว่า จำเลยจะสร้างบ้านรวมทั้งติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า ประปา ระบบน้ำทิ้งท่อระบายน้ำให้เสร็จเรียบร้อยภายใน 6 เดือน นับจากวันที่คู่สัญญาลงนามในบันทึกฉบับนี้ และโจทก์ก็จะต้องชำระเงินงวดที่ค้างชำระอยู่6 งวด ภายในระยะเวลาดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งโจทก์ชำระเงินทั้ง 6 งวด ให้แก่จำเลยแล้วตามข้อตกลง รวมเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยทั้งสิ้น 515,600 บาท ส่วนจำเลยไม่อาจก่อสร้างบ้านให้เสร็จทันภายในเวลาที่กำหนดไว้ ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้ขายบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 515,600 บาท แก่โจทก์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางปนัดดา อัศวศรีวรกุล ภริยาโจทก์เบิกความประกอบเอกสาร สรุปได้ว่า หลังจากจำเลยสร้างบ้านเสร็จจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวในวันที่ 18 มกราคม 2540 แต่โจทก์ไปตรวจการก่อสร้างบ้านแล้วเห็นว่ายังไม่เรียบร้อยจึงไม่ไปรับโอน จากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์อีกหลายครั้งเมื่อโจทก์ไปตรวจดูสภาพบ้านดังกล่าวก็พบว่างานไม้และงานปูนยังไม่เรียบร้อยหลายรายการจึงแจ้งจำเลยว่าบ้านยังไม่เรียบร้อย ให้จำเลยแก้ไขซ่อมแซมบ้านให้เรียบร้อยเสียก่อนจึงจะไปรับโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจำเลยไม่ได้แจ้งผลการแก้ไขเพียงแต่มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์ไปตรวจสภาพบ้านอีกครั้งก็ยังไม่เรียบร้อยเช่นเดิม โจทก์ก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าไม่สามารถรับโอนได้เนื่องจากการแก้ไขยังไม่เรียบร้อย ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2540 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอทราบความคืบหน้าการแก้ไข แต่จำเลยไม่ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาอีกเลย จนกระทั่งประมาณเดือนตุลาคม 2540 โจทก์ไปตรวจสภาพบ้านอีกครั้งจึงพบว่ามีผู้เข้าไปอยู่อาศัยในบ้านโดยจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าวให้ผู้อื่นแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 เห็นว่า ตามบันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาจะซื้อขายที่ดินและโรงเรือน มีข้อตกลงให้จำเลยฐานะผู้จะขายต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเรียบร้อยภายในเวลา 6 เดือน นับจากวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 และโจทก์ในฐานะผู้จะซื้อต้องชำระเงินงวดที่ค้างอยู่ 6 งวดภายในระยะเวลาดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกันโดยหากฝ่ายใดผิดเงื่อนไขให้ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งนายสุพจน์ ศิริอาภานนท์ และนายคำรณ สีมามหรรณพ กรรมการจำเลยยอมรับว่า จำเลยก่อสร้างบ้านให้โจทก์ไม่เสร็จทันภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวส่วนโจทก์ได้นำเงินค่างวดทั้งหกงวดมาชำระให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งโจทก์จะอาศัยเหตุดังกล่าวบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยก็ย่อมกระทำได้อยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่โจทก์จะนำข้ออ้างจากการที่จำเลยก่อสร้างบ้านชำรุดบกพร่องและไม่ซ่อมแซมแก้ไขให้โจทก์มาเป็นการต่อรองเพื่อหาเหตุบิดพลิ้วไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยดังข้อฎีกาของจำเลย พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ถือเอากรณีที่จำเลยปลูกสร้างบ้านให้โจทก์ไม่แล้วเสร็จตามข้อตกลงเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญากับจำเลยเช่นนี้แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวต่อไป เพียงแต่ขอให้จำเลยแก้ไขส่วนที่ชำรุดบกพร่องที่เห็นประจักษ์อยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ประสงค์จะซื้อบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง ย่อมจะต้องการบ้านที่ปลูกสร้างตามแบบมาตรฐาน โดยไม่มีส่วนใดของตัวบ้านชำรุดบกพร่องจนต้องมาแก้ไขหลังจากเข้ามาอยู่อาศัยแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องดำเนินการให้ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยดังกล่าว นายคำรณพยานจำเลยก็เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่าในทางปฏิบัติเมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วฝ่ายจำเลยจะต้องส่งหนังสือให้โจทก์ตรวจรับมอบบ้านก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์และจำเลยจะต้องพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย จากทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้ก่อสร้างบ้านในสภาพเรียบร้อยโดยไม่มีความชำรุดบกพร่องที่จะต้องแก้ไขแต่อย่างใด หนังสือที่จำเลยส่งไปยังโจทก์ ก็ไม่ได้ให้โจทก์มาตรวจรับมอบบ้านที่จำเลยแก้ไขให้แล้ว คงมีเพียงกำหนดให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ของตนให้ครบถ้วนจำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกให้โจทก์มารับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามสัญญานอกจากนี้จำเลยยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนให้ครบถ้วนแล้ว โดยกลับนำบ้านและที่ดินดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลอื่นอีกเช่นนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินค่างวดที่โจทก์ผ่อนชำระแก่จำเลยไว้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369, 387 และ 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วันชัยหรืออภิวิชญ์ อัศวศรีวรกุล
จำเลย — บริษัท สุขสวัสดิ์ อินเตอร์ เฮ้าส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 548/2546
#49839
เปิดฉบับเต็ม

การได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 9 ไม่ได้บัญญัติให้โอนกันได้ และไม่มีบทกฎหมายหรือกฎกระทรวงฉบับใดกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตโอนสิทธิหรืออำนาจตลอดจนวิธีดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเป็นการหาประโยชน์ในที่ดินของรัฐให้แก่บุคคลอื่นได้ การอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐในกรณีดังกล่าวกำหนดขึ้นเพื่ออนุญาตให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น การที่ผู้ได้รับอนุญาตโอนสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 9 อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้เนื่องจากตามเงื่อนไขการอนุญาตให้ระเบิดและย่อยหินระบุให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องดำเนินการด้วยตนเอง จะให้ผู้อื่นดำเนินการหรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นไม่ได้ หากผู้รับโอนเข้าไปทำประโยชน์หรือใช้ที่ดินของรัฐโดยระเบิดและย่อยหินเองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 อาจมีความผิดตามมาตรา 108 ทวิ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาซื้อขายหินกับโจทก์ในสภาพสังหาริมทรัพย์ แต่ให้โจทก์เป็นผู้ระเบิดและย่อยหินเองได้นั้น เป็นการทำสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิตามใบอนุญาตระเบิดหินและย่อยหิน ในเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่แท้จริงจะโอนสิทธิตามใบอนุญาตระเบิดและย่อยหินแก่กัน สัญญาดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะ ทั้งกรณีหาใช่การให้สัมปทานตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 12 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535 โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินในสภาพสังหาริมทรัพย์ในบริเวณที่ดินตั้งอยู่เขามะขามเฒ่า หมู่ที่ 3ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รับสัมปทานอนุญาตให้ทำการระเบิดและย่อยหินจากทางราชการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 โดยโจทก์ต้องเป็นผู้เข้าไปทำการระเบิดและย่อยหินเอง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการอนุญาตระเบิดและย่อยหินท้ายสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินค่าซื้อหินบางส่วนให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางละมุงรวม 2 ฉบับ จำนวนเงิน 6,000,000 บาท และ 24,000,000 บาท และได้มอบโฉนดเลขที่ 14 ตำบลบางมูล อำเภอบางปลา เมืองนครชัยศรี เพื่อเป็นประกันค่าซื้อหินแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพื้นที่พบว่ามีถ้ำ พระพุทธรูป สำนักสงฆ์ และพระภิกษุประจำอยู่และได้รับการทักท้วงว่าผู้ได้รับอนุญาตต้องทำการระเบิดหินเองโจทก์จึงไม่นำเงินเข้าบัญชีของผู้สั่งจ่ายเช็ค และได้สอบถามไปยังกรมที่ดินและจังหวัดสระบุรี ได้รับแจ้งว่าผู้ได้รับอนุญาตระเบิดและย่อยหินต้องดำเนินการเองจะโอนสิทธิให้ผู้อื่นไม่ได้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเช็คทั้งสองฉบับและโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายหินในสภาพสังหาริมทรัพย์ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2535 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางละมุง จำนวน 2 ฉบับคือเช็คเลขที่ 7992838 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2535 จำนวนเงิน 6,000,000 บาท และเช็คเลขที่ 6434267 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2536 จำนวนเงิน 24,000,000 บาท และโฉนดเลขที่ 14 ตำบลบางมูล อำเภอบางปลา เมืองนครชัยศรี แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาซื้อขายหินระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์โดยโจทก์กับพระเทพกิตติปัญญาคุณหรือกิตติวุฑโฒ ภิกขุ ร่วมกันซื้อในลักษณะสังหาริมทรัพย์จากจำเลยทั้งสอง แต่พระเทพกิตติปัญญาคุณเป็นพระภิกษุไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายได้ จึงมอบให้โจทก์ผู้เดียวทำสัญญากับจำเลยทั้งสอง โจทก์ทราบเงื่อนไขของการที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตระเบิดและย่อยหินเป็นอย่างดีจึงได้ทำสัญญาซื้อขายหินกับจำเลยทั้งสอง ทั้งโจทก์ได้ตรวจสอบพื้นที่และทำหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ส่วนเงื่อนไขการอนุญาตระเบิดและย่อยหินที่กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องดำเนินการเองนั้นจะให้ผู้อื่นดำเนินการหรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดหนึ่งจากทั้งหมด 26 ข้อ มิได้หมายความว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะถูกเพิกถอนการอนุญาต การห้ามโอนสิทธิให้ผู้อื่นกฎหมายไม่ได้กำหนดห้ามเด็ดขาด การที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อ มีหรือใช้วัตถุระเบิดไม่ทำให้สัญญาซื้อขายหินไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังต้องผูกพันตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเช็คทั้งสองฉบับกับโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายหินในสภาพสังหาริมทรัพย์ ฉบับลงวันที่14 สิงหาคม 2535 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางละมุง ฉบับเลขที่ 7992838 ลงวันที่21 สิงหาคม 2535 จำนวนเงิน 6,000,000 บาท และฉบับเลขที่ 6434267 ลงวันที่14 สิงหาคม 2536 จำนวนเงิน 24,000,000 บาท และโฉนดเลขที่ 14 ตำบลบางมูลอำเภอบางปลา เมืองนครชัยศรี ที่รับไว้คืนให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535โจทก์ทำสัญญาซื้อหินจากจำเลยทั้งสองในสภาพสังหาริมทรัพย์ในราคา 30,000,000บาท โดยมีข้อตกลงและรายละเอียดตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ระเบิดและย่อยหินในที่ดินของรัฐตามใบอนุญาตหมาย จ.2 และ จ.3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.1 มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเพราะการได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 สามารถโอนกันได้ เพราะตามประมวลกฎหมายที่ดินมีการขอใช้ที่ดินของรัฐสองกรณี คือกรณีที่อธิบดีกรมที่ดินอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และกรณีที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยให้สัมปทานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 12การได้มาซึ่งสัมปทานตามมาตรา 12 สามารถโอนกันได้ การได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินตามมาตรา 9 ก็ย่อมโอนกันได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 มาตรา 9 เองไม่ได้บัญญัติให้โอนกันได้ และไม่มีบทกฎหมายหรือกฎกระทรวงฉบับใดกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวนั้นโอนสิทธิหรืออำนาจตลอดจนวิธีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อเป็นการหาประโยชน์ในที่ดินของรัฐนั้นให้แก่บุคคลอื่นได้ เพราะหลักการในการอนุญาตตามคำขอใช้ที่ดินของรัฐในกรณีดังกล่าวนี้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่ออนุญาตให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตโดยเฉพาะตัวเท่านั้นการที่ผู้ที่ได้รับอนุญาตโอนสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 จำเลยทั้งสองผู้โอนอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้เนื่องจากตามเงื่อนไขการอนุญาตให้ระเบิดและย่อยหินข้อ 3 ระบุว่าผู้ได้รับอนุญาตต้องดำเนินการด้วยตนเอง จะให้ผู้อื่นดำเนินการหรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นไม่ได้ และหากโจทก์ผู้รับโอนเข้าไปทำประโยชน์หรือใช้ที่ดินของรัฐโดยระเบิดและย่อยหินเองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 โจทก์อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 กับโจทก์โดยให้โจทก์เป็นผู้ระเบิดและย่อยหินเองได้นั้น สัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและข้อกำหนดห้ามโอนสิทธิตามใบอนุญาตระเบิดและย่อยหิน โดยโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่แท้จริงที่จะโอนสิทธิตามใบอนุญาตระเบิดและย่อยหินแก่กัน จึงเป็นวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะกรณีของจำเลยทั้งสองแตกต่างกับการให้สัมปทานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 12 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 453
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 12 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สมนึก เจริญสถาพร
จำเลย — นางสาว นิ่มนวล ดุลยไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 542/2546
#48294
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่าจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2538 เป็นเรื่องพิมพ์ตัวเลข พ.ศ. ของระเบียบดังกล่าวผิดพลาดโดยพลั้งเผลอ เมื่อโจทก์ขอแก้ไขให้ถูกต้อง และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้แก้ไขแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโจทก์กล่าวอ้างระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางฯ ฉบับ พ.ศ. 2535 ไม่เคลือบคลุม

ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า SONY และโซนี่ของโจทก์เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันทั่วไป จำเลยที่ 1 ก็รู้ การที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนคำว่าบริษัทโซนี่อิมเป็กซ์ จำกัด เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 โดยใช้คำภาษาอังกฤษว่า SONYIMPEXCO.,LTD. โดยไม่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากความมีชื่อเสียงแพร่หลายของคำว่า SONY หรือโซนี่ โดยไม่สุจริต ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของโจทก์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ผู้เป็นเจ้าของชื่อนิติบุคคลคำว่า SONY และโซนี่จึงมีสิทธิเรียกให้ระงับความเสียหาย และขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้ใช้ชื่อดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 421 และมีสิทธิขัดขวางจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SONY หรือโซนี่ ของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 47

ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเป็นชื่อบริษัทเพราะอาจก่อให้เกิดการสำคัญผิดเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลักษณะ วัตถุที่ประสงค์ ฐานะของกิจการหรือโดยประการอื่นตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2535 ข้อ 21(5) จำเลยที่ 9 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท จึงชอบที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1ด้วยเหตุผลดังกล่าวแต่เมื่อรับจดทะเบียนไว้แล้ว ก็ต้องเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนนั้นเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า"SONY" และ"โซนี่" ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าและบริการอื่นอีกหลายประเภทรวมทั้งใช้เป็นชื่อนิติบุคคลของโจทก์ด้วย โจทก์ได้โฆษณาเผยแพร่จนมีชื่อเสียงแพร่หลายในหมู่สาธารณชนหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทย และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการในประเทศไทยแล้ว เมื่อระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้ร่วมกันใช้ชื่อดังกล่าวในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 โดยใช้ชื่อบริษัทและดวงตราบริษัทว่า "โซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด" และจำเลยที่ 9 ในฐานะนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 1ถึงที่ 8 รู้อยู่แล้วว่าชื่อดังกล่าวเป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนโดยฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2535 ทำให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ที่ผูกพันอยู่กับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวลดคุณค่าลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 โดยไม่ให้ใช้คำว่า"SONY" และ "โซนี่" หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับคำดังกล่าวภายในเวลาที่ศาลกำหนด มิฉะนั้นให้จำเลยที่ 9 ดำเนินการถอดถอนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 9 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 9 ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ ยื่นขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ รวมทั้งชื่อหรือเครื่องหมายอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่ากับกิจการค้า สินค้า หรือบริการใด ๆ ทั้งสิ้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 9 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 9 เป็นข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคแรก จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 9 กระทำละเมิดโจทก์โดยการรับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม2537 แต่กลับอ้างเหตุแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 9 ให้ต้องรับผิดเนื่องจากมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2538 โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ประดิษฐ์คำว่า "SONY" และ "โซนี่" จำเลยที่ 1ถึงที่ 8 กระทำการโดยสุจริตในการใช้ชื่อดังกล่าว ไม่ทำให้สาธารณชนหลงเชื่อว่าสินค้าหรือบริการของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์ ชื่อทางการค้ายังไม่มีกฎหมายไทยให้ความคุ้มครอง ทั้งการใช้ชื่อดังกล่าวก็ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด เนื่องจากลักษณะธุรกิจของบริษัทจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้นมีความแตกต่างกัน โจทก์จึงไม่เสียหาย จำเลยที่ 9 ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1019 โดยชอบแล้วทั้งไม่มีกฎหมายใดห้ามรับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลที่ซ้ำกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการไว้โดยตรง การรับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายตั้งแต่ก่อนฟ้องจึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2ถึงที่ 8 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ และให้จำเลยที่ 9จัดการให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ ให้จำเลยที่ 2ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้เงินเดือนละ 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะเปลี่ยนแปลงชื่อของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลดังกล่าวรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนายสุรมิตร เฉิดรัศมี และนางอุไร เฉิดรัศมี ทายาทของจำเลยที่ 7 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ โดยมิให้ใช้คำว่า "SONY" และ "โซนี่" หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" และ "โซนี่" ของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยที่ 9 เพิกถอนชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสีย ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9ทั้งในชั้นศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 ว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ปัญหานี้จำเลยที่ 9 อุทธรณ์ว่า เดิมคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2538 แล้วขอแก้ไขคำฟ้องจาก พ.ศ. 2538 เป็น พ.ศ. 2535 ทำให้ไม่แน่ชัดว่าโจทก์กล่าวอ้างระเบียบฉบับใดนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่าจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2538 เป็นเรื่องพิมพ์ตัวเลข พ.ศ. ของระเบียบดังกล่าวผิดพลาดโดยพลั้งเผลอ เมื่อโจทก์ขอแก้ไขให้ถูกต้องตรงกับความจริง และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้แก้ไขแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโจทก์กล่าวอ้างระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางฯ ฉบับ พ.ศ. 2535 และเป็นคำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้วไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับหรือไม่โจทก์มีหนังสือถ้อยแถลงของนายโทโมกิ มาบาชิ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายเครื่องหมายการค้าและแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้ประดิษฐ์คำว่า SONY มาใช้กับสินค้าของโจทก์ตั้งแต่ปี 2498 และใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อทางการค้านับแต่นั้นเป็นต้นมา ครั้นถึงปี 2501 โจทก์ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น โซนี่ คาบูชิกิ ไกชา หรือ SONY CORPORATION นายบุญมา เตชะวณิช ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับถ้อยแถลงของนายโทโมกิ มาบาชิและยืนยันว่าโจทก์ได้ใช้ชื่อคำว่า SONY เป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากับสินค้าตลอดจนการบริการต่าง ๆ ในธุรกิจของโจทก์ในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย นางสาวนพวรรณ โชติภาวัต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ของบริษัทโซนี่ไทย จำกัด และนายวิรัช ศรีเอนกราช ทนายความซึ่งมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการรักษาสิทธิพยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า สินค้ายี่ห้อSONY มีจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2499 และโจทก์มีบริษัทอยู่ในเครือหลายบริษัทซึ่งก็ใช้คำว่า SONY เป็นคำขึ้นต้นทุกบริษัท นอกจากนี้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SONY (โซนี่) ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2506 ตามเอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า โซนี่ (ภาษาไทย) เมื่อปี 2514 ตามเอกสารหมายจ.28 จำเลยที่ 9 ไม่ได้นำสืบถึงความแพร่หลายของชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยเฉพาะคำว่า SONY และโซนี่ ให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า SONY และโซนี่ ของโจทก์เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันทั่วไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ก็น่าจะรู้ถึงความมีชื่อเสียงแพร่หลายของคำว่า SONY และโซนี่ ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์เช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ขอจดทะเบียนคำว่าบริษัทโซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 โดยใช้คำภาษาอังกฤษว่า SONYIMPEX CO., LTD. โดยมีทุนจดทะเบียนเพียง 2,000,000 บาท โดยไม่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากความมีชื่อเสียงแพร่หลายของคำว่า SONY หรือ โซนี่ ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริต ชื่อบริษัท จำเลยที่ 1 ย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของโจทก์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์หากจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจการค้าไปในทางที่เสื่อมเสีย ก็ย่อมกระทบกระเทือนถึงชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ และทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ เนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 มาใช้ชื่อเช่นเดียวกับโจทก์โจทก์ผู้เป็นเจ้าของชื่อนิติบุคคลคำว่า SONY และโซนี่ จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ระงับความเสียหาย และขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ใช้ชื่อดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 421 และมีสิทธิขัดขวางจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า SONY หรือโซนี่ ของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 47 นอกจากจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ถึงที่ 8 จะใช้ชื่อโดยไม่สุจริตแล้ว ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ยังต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนและบริษัทด้วยเพราะคำว่า SONY และโซนี่ เป็นชื่อที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดการสำคัญผิดเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ ลักษณะวัตถุที่ประสงค์ ฐานะของกิจการหรือโดยประการอื่นตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. 2535 ข้อ 21(5) จำเลยที่ 9 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท จึงชอบที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุผลดังกล่าว แต่เมื่อรับจดทะเบียนไว้แล้วก็ต้องเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนนั้นเสีย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 9 เพิกถอนชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 421
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซนี่ คาบูชิกิ ไกชา
จำเลย — บริษัท โซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 541/2546
#48713
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ขับรถยนต์กระบะ ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์รับประกันวินาศภัยและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ ทำให้สินค้าของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ต่อจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากใคร ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2541 เวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา นายชูศักดิ์ ใจหาญ ลูกจ้างของโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 6864 นครราชสีมา ของโจทก์ บรรทุกสินค้าเครื่องดื่ม จำนวน 2,700 ถาด แล่นมาตามถนนเจนจบทิศ มุ่งหน้าไปทางกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ เพื่อส่งสินค้าที่จังหวัดร้อยเอ็ดโดยนายชูศักดิ์ขับรถในช่องเดินรถของตนด้วยความระมัดระวังเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นเวลาเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมาด้วยความประมาท จำเลยที่ 1 หักพวงมาลัยกลับทำให้รถแล่นไปทางขวาไปในช่องเดินรถของรถยนต์ของโจทก์ เป็นเหตุให้ด้านข้างรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับด้านข้างรถยนต์บรรทุกอย่างแรง นายชูศักดิ์ได้หักหลบเพื่อไม่ให้เกิดการชนกัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกเสียหลักตกลงข้างทางพลิกตะแคงได้รับความเสียหายเป็นเงิน 236,250 บาท หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 และได้เปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม จึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 253,726 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 236,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนภ - 9438 นครปฐม ไว้จากใคร อันจะพอให้จำเลยที่ 3 เข้าใจข้อหาได้เพียงพอ และหลงข้อต่อสู้ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่บรรยายค่าเสียหายกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ขัดกันไม่ชัดแจ้ง ทำให้จำเลยที่ 3 ไม่อาจเข้าใจได้ว่าต้องรับผิดเป็นจำนวนเท่าใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 6864 นครราชสีมา วันเกิดเหตุ นายชูศักดิ์ ใจหาญ ลูกจ้างของโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกสินค้าเครื่องดื่มยี่ห้อเอ็ม - 150 ของโจทก์ไปตามถนนเจนจบทิศ เพื่อนำสินค้าไปส่งที่จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างทางรถยนต์ของโจทก์ได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ซึ่งจำเลยที่ 1 ขับแล่นสวนทางมา ทำให้สินค้าของโจทก์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา และถูกเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 400 บาท ตามสำเนาบันทึกการเปรียบเทียบ สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าปรับและสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.8จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 98 - 005682/3 เอกสารหมาย จ.11 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาประกันภัย และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทตามฟ้องปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง จำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์รับประกันวินาศภัยและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ในขณะเกิดเหตุคดีนี้และยังอยู่ในระยะเวลาตามสัญญาประกันภัย กรมธรรม์เลขที่ 98 - 005682/3 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2541 นายชูศักดิ์ใจหาญ ลูกจ้างของโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 6864 นครราชสีมาของโจทก์บรรทุกสินค้าเครื่องดื่ม ยี่ห้อเอ็ม - 150 ของโจทก์ไปส่งที่จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างทางจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ด้วยความประมาทแล้วเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าว ทำให้สินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 236,250 บาท จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ - 9438 นครปฐม ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 253,726 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องดังกล่าวได้โดยแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ต่อจำเลยที่ 3 แล้ว กล่าวคือ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรถยนต์ กรมธรรม์เลขที่ 98 - 005682/3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็มิได้ให้การปฏิเสธถึงความมีอยู่ของกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวของจำเลยที่ 3 และตามกรมธรรม์ดังกล่าวนั้นเองมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 3 สามารถทราบข้อเท็จจริงได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ว่าเป็นใคร จำเลยที่ 3 ย่อมต้องเข้าใจข้อหาได้เป็นอย่างดี หากมีเหตุทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 3 ก็สามารถต่อสู้คดีได้โดยไม่ยาก กรณีนี้โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากใครดังที่จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้ ฟ้องโจทก์นอกจากจะแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาดังกล่าว ยังได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและข้อบังคับครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย นิด เวชกามา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2546
#47818
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทที่จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคาร ก. และจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์จำนวนหนึ่ง ต่อมาธนาคาร ก. ทวงให้จำเลยชำระหนี้จำนอง จำเลยจึงตกลงทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ แล้วโจทก์นำไปจำนองธนาคาร ท. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์เมื่อชำระครบถ้วนแล้วโจทก์จะโอนที่ดินและบ้านพิพาทคืนจำเลย ดังนั้น สัญญาขายบ้านและที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาที่แท้จริง แต่มีเงื่อนไขในการโอนกลับคืนอันถือเป็นข้อตกลงที่บังคับได้ การซื้อขายบ้านและที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่การแสดงเจตนาลวง แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์ และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11048 ตำบลแม่ต๋ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยในราคา 850,000 บาท แต่จำเลยและบริวารยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทต่อมาโจทก์ต้องการใช้สอยทำประโยชน์ในบ้านและที่ดินพิพาท จึงได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากหากโจทก์นำบ้านและที่ดินพิพาทไปให้บุคคลอื่นเช่า จะได้ค่าเช่าในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 166 ถนนพหลโยธิน ตำบลแม่ต๋ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา และออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11048 ตำบลแม่ต๋ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 40,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้บอกให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์นำไปกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา โดยจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระเงินคืนแก่ธนาคารดังกล่าว หากจำเลยชำระเงินครบถ้วน โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์คืนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงกว่าความเป็นจริง ค่าเช่าบ้านและที่ดินดังกล่าวหากจะนำไปให้บุคคลอื่นเช่า คงได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากบ้านเลขที่ 166 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11048 ตำบลแม่ต๋ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินดังกล่าว

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่าเดิมจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทที่จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา และจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมจากโจทก์จำนวนหนึ่ง ต่อมาธนาคารดังกล่าวทวงให้จำเลยชำระหนี้จำนอง จำเลยจึงตกลงทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ แล้วโจทก์นำไปจำนองแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา เป็นเงิน 800,000 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงของโจทก์กับจำเลยหรือไม่ ฝ่ายจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน มีตัวจำเลยและภริยาจำเลยมาเบิกความว่าเหตุที่ต้องทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์แนะนำเนื่องจากจำเลยถูกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา ทวงให้ชำระหนี้จำนองและเพื่อให้โจทก์นำไปเป็นหลักประกันการกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยาโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์ เมื่อผ่อนครบแล้วโจทก์ก็จะโอนที่ดินและบ้านพิพาทคืนแก่จำเลย หลังจากนั้นจำเลยผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์ได้เพียง 9 งวดตามใบรับชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.13 ซึ่งเป็นหลักฐานเพียงบางส่วน แล้วไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้อีก ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวมาเบิกความว่า รู้จักจำเลยและภริยาจำเลยมานานประมาณ 10 ปี จำเลยและภริยาจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เป็นประจำ เมื่อถึงต้นปี 2539 จำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์รวม 800,000 บาทเมื่อโจทก์ไปทวงหนี้จากจำเลย จำเลยอ้างว่าไม่มีเงินชำระ เนื่องจากจำเลยยังเป็นหนี้จำนองแก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา และธนาคารกำลังจะยึดที่ดินและบ้านพิพาทวันที่ 11 กันยายน 2539 จำเลยจึงตกลงทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ในราคา 1,800,000 บาท เมื่อหักชำระหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 800,000 บาท แล้วโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยอีกจำนวน 1,000,000 บาท โดยโจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา ได้ในวงเงิน 800,000 บาท กับเงินส่วนตัวอีก 200,000 บาท เหตุที่ใบรับชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยอยู่กับจำเลยเพราะจำเลยยืมไปโดยอ้างว่าเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา เพื่อซื้อที่ดินและบ้านพิพาทคืนจากโจทก์ เห็นว่า โจทก์ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินซึ่งย่อมมุ่งต่อผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ย โจทก์จำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539แต่เพิ่งให้ทนายความทำหนังสือขับไล่จำเลยลงวันที่ 6 ตุลาคม 2540 ระยะเวลาห่างกันเกือบปี หากโจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ยังคงอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทเรื่อยมาดูจะขัดต่ออาชีพให้กู้ยืมเงินของโจทก์ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากที่โจทก์เป็นผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา แต่ใบรับชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยกลับอยู่ที่จำเลย ยิ่งทำให้ข้อนำสืบของจำเลยที่อ้างว่ามีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์ เมื่อชำระครบถ้วนแล้วโจทก์ จะโอนที่ดินและบ้านพิพาทคืนจำเลยมีน้ำหนักในการรับฟัง ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยยืมใบรับชำระหนี้ดังกล่าวเพื่อนำไปใช้ประกอบการกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา ไม่มีเหตุผลเพราะไม่มีความจำเป็นที่จำต้องกระทำเช่นนั้น กรณีจึงน่าเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าว อย่างไรก็ดี การที่โจทก์นำที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองแก่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาพะเยา เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนตามสัญญา ส่วนจำเลยหาต้องรับผิดชอบใด ๆ ต่อธนาคารตามกฎหมายไม่ ดังนี้ย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์จริง แต่มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารแทนโจทก์จนครบถ้วนแล้วโจทก์จะโอนที่ดินและบ้านพิพาทคืนจำเลย ดังนั้น สัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทำขึ้นโดยมีเจตนาที่แท้จริง แต่มีเงื่อนไขในการโอนกลับคืน อันถือเป็นข้อตกลงที่บังคับได้การซื้อขายบ้านและที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่ได้ผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์ และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 369 ม. 453 ม. 456 ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อนงค์ พรหมพัง
จำเลย — นาย ขจรศักดิ์ ธุระ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 522/2546
#47817
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่จำเลยกับผู้เสียหายโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายกลับไปบ้านพักจำเลยกลัวว่าผู้เสียหายจะไปนำอาวุธปืนมายิงตน จำเลยจึงกลับไปนำเอาอาวุธปืนที่บ้านตน เมื่อกลับมาที่บ้านผู้ตาย จำเลยเห็นบริเวณเอวของผู้เสียหายมีสิ่งของซึ่งเชื่อว่ามีอาวุธปืนพกอยู่ จำเลยจึงยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อคำนึงถึงระยะทางและระยะเวลาตลอดทั้งสภาพของตัวจำเลยที่อยู่ในอาการมึนเมา ประกอบกับจำเลยมีอารมณ์โกรธที่ไก่ของจำเลยหลายตัวตายเพราะกินข้าวคลุกยาเบื่อซึ่งจำเลยเชื่อว่าผู้เสียหายเป็นผู้ใช้ข้าวคลุกยาเบื่อให้ไก่ของจำเลยกิน ทำให้จำเลยมีความเครียดและสับสน ทั้งต้องมาโต้เถียงกับผู้เสียหายอย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอีก ด้วยสภาวะการณ์เช่นนี้จำเลยไม่สามารถที่จะคิดใคร่ครวญหรือวางแผนในการฆ่าผู้เสียหาย เพราะการยิงผู้อื่นในลักษณะที่มีผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยอยู่ล้อมรอบย่อมเป็นข้อชี้ชัดว่าจำเลยมิได้คิดทำการให้รอบคอบเพื่อมิให้ตนต้องมีความผิดได้รับโทษโดยง่าย เชื่อได้ว่าจำเลยมิได้คิดไตร่ตรองไว้ก่อนแต่อย่างใด ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่เมื่อจำเลยยิงผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนยาวประจุปากชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของเจ้าพนักงาน 1 กระบอก และลูกปืนประจุปากพร้อมเม็ดตะกั่ว 1 นัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายสุรัตน์ สิทธิช่วย และนายวิชัย จันทร์พิมล ผู้ตาย 1 นัด โดยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย และถูกนายสุรัตน์ที่บริเวณใบหูขวาและขมับขวา เป็นเหตุให้นายสุรัตน์ได้รับอันตรายแก่กาย เจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนยาวประจุปากเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 371, 33, 60, 80, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 80 มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 60 และมาตรา 371พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตคงจำคุก 3 เดือน รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายวิชัย จันทร์พิมล ผู้ตายและนายสุรัตน์สิทธิช่วย ผู้เสียหาย จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและถูกผู้เสียหายที่ใบหูขวาและขมับขวา เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีสมควรลดโทษให้แก่จำเลยเหลือเป็นโทษจำคุก50 ปี หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามกันว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน เห็นว่าปรากฏจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมายจ.5 ว่า หลังจากที่จำเลยกับผู้เสียหายโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายกลับไปบ้านพัก จำเลยกลัวว่าผู้เสียหายจะไปนำอาวุธปืนมายิงตน จำเลยจึงกลับไปนำเอาอาวุธปืนที่บ้านตนเมื่อกลับมาที่บ้านผู้ตาย จำเลยเห็นบริเวณเอวของผู้เสียหายมีสิ่งของ จำเลยเชื่อว่ามีอาวุธพกอยู่จำเลยจึงยิงผู้เสียหาย เมื่อคำนึงถึงระยะทางและระยะเวลาตลอดทั้งสภาพของตัวจำเลยซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาสุรา ประกอบกับจำเลยมีอารมณ์โกรธที่ไก่ของจำเลยหลายตัวตายเพราะกินข้าวคลุกยาเบื่อ โดยจำเลยเชื่อว่าผู้เสียหายใช้ข้าวคลุกยาเบื่อให้ไก่ของจำเลยกิน ทำให้จำเลยมีความเครียดและสับสน ทั้งต้องมาโต้เถียงกับผู้เสียหายซึ่งจำเลยปักใจเชื่อว่าเป็นผู้ทำให้ไก่ของตนตายและโต้เถียงกันรุนแรง ด้วยสภาวการณ์เช่นนี้จำเลยไม่สามารถที่จะคิดใคร่ครวญหรือวางแผนในการฆ่าผู้เสียหายเพราะการยิงผู้อื่นในลักษณะที่มีผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยอยู่ล้อมรอบย่อมเป็นข้อชี้ชัดว่าจำเลยไม่ได้คิดทำการให้รอบคอบเพื่อมิให้ตนต้องมีความผิดได้รับโทษโดยง่ายรูปการณ์เช่นนี้น่าเชื่อว่าจำเลยมิได้คิดไตร่ตรองไว้ก่อนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงไม่ชอบ แม้จำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก50 ปี นั้นเห็นว่า โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยหนักเกินไป จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานมีและพาอาวุธปืนฯ แล้ว คงจำคุก 10 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 60 ม. 80 ม. 90 ม. 288 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย กระจายหรือเทพ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2546
#49838
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็ค โดย ศ. เป็นผู้เขียนข้อความในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนแทนเนื่องจากจำเลยอ้างว่าลายมือไม่สวยเมื่อ ศ. เขียนรายการในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนให้ต่อหน้าจำเลยถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมและ ภ. ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2539 จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาย่อยท่าอากาศยานกรุงเทพ ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2539 วันที่ 10กรกฎาคม 2539 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาทรวม 3 ฉบับ ให้แก่นายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร จำนวน 2 ฉบับ ให้แก่นายภาคภูมิ ปิตยานนท์จำนวน 1 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยได้ยักยอกเอาเงินของบุคคลทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายไป อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนดผู้เสียหายทั้งสองต่างนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับแรก และฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 และวันที่ 10 กรกฎาคม 2539และปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2539 การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4(1)(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร ผู้เสียหายคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็ครวม 3 ฉบับและได้มอบเช็คจำวน 2 ฉบับ ให้แก่นายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร ส่วนเช็คอีก 1 ฉบับ มอบให้แก่นายภาคภูมิ ปิตยานนท์ เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยได้ยักยอกเอาเงินของบุคคลทั้งสองไปขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 เมื่อนายศักดิ์ชัย ผู้เสียหายคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจึงหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามเช็คเพียงสองฉบับ ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหายเท่านั้น ไม่หมายความรวมถึงเช็คอีก1 ฉบับ ซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คงมีโจทก์ร่วมฎีกาแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นข้อหาความผิดสำหรับเช็ค 1 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจึงยุติคดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมแต่เพียงว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมและนางสาวศิริวรรณ ทองไกรแสน เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539นางสาวศิริวรรณกับโจทก์ร่วมและนายภาคภูมิ ปิตยานนท์ ผู้เสียหายตามเช็คฉบับที่ 3 ร่วมกันทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีจำเลยเป็นผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยโจทก์ร่วมได้นำเงิน 300,000 บาท นายภาคภูมินำเงิน 100,000 บาท มอบให้นางสาวศิริวรรณเพื่อเข้าร่วมลงทุนรับซื้อและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตามใบรับเงินร่วมหุ้นเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้มารับเงินจากนางสาวศิริวรรณไปจำนวน 150,000 บาท เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศที่สนามบินดอนเมืองตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2539จำเลยให้คนมารับเงินจากนางสาวศิริวรรณเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเงินตราอีก 20,000 บาทและวันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จำเลยให้นายไพโรจน์ จึงสกุล มารับเงินจากนางสาวศิริวรรณอีก 20,000 บาท ต่อมาต้นเดือนมิถุนายน 2539 นางสาวศิริวรรณ ให้พนักงานบริษัทนำเงินจำนวน 200,000 บาท ไปให้จำเลยที่สนามบินดอนเมืองตามที่จำเลยบอก แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้นำเงิน 200,000 บาท ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยอ้างว่าที่สนามบินดอนเมืองขณะนั้นมีคนมาก ไม่สะดวกต่อการแลก นางสาวศิริวรรณจึงให้พนักงานของบริษัททวงเงินคืน แต่จำเลยไม่คืนให้โดยบอกว่า นายบุญเรือง ศรีสังข์ เจ้านายเก่าของนางสาวศิริวรรณจะขอยืมเงินดังกล่าวไปใช้ก่อน 3 วัน แล้วจะคืนให้ เมื่อครบ 3 วันแล้วจำเลยไม่นำเงินมาคืนให้ นางสาวศิริวรรณจึงโทรศัพท์ไปสอบถามได้ความจากนายบุญเรืองว่า ยืมเงินไปเพียง 90,000 บาท และนำเงินที่ยืมไป 90,000 บาท มาคืนนางสาวศิริวรรณ ส่วนเงินอีก 110,000 บาท จำเลยรับเอาไว้เอง จำเลยได้นำเงินที่โจทก์ร่วมและนายภาคภูมิฝากไว้เพื่อให้จำเลยนำไปแลกเงินตราต่างประเทศเพื่อหากำไรเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2539 ได้มีการนัดหมายเจรจากันที่ห้องอาหารสามมุก ถนนวิภาวดีรังสิตจำเลยรับว่าได้นำเงินที่เอาไป 300,000 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวจริง จำเลยรับว่าจะคืนเงินโดยชำระให้เป็นเช็ค 3 ฉบับ จำเลยบอกให้นางสาวศิริวรรณ เขียนข้อความรายการในเช็ค โดยบอกว่าลายมือจำเลยไม่สวยแล้วจำเลยลงชื่อสั่งจ่าย เช็คทั้ง3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 100,000 บาท ตามเช็ค เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 แล้วมอบให้โจทก์ร่วม 2 ฉบับ คือเช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 และมอบให้นางสาวศิริวรรณเพื่อนำไปให้นายภาคภูมิ 1 ฉบับ คือเช็คเอกสารหมาย จ.3 เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนดโจทก์ร่วมและนายภาคภูมิได้นำเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารผู้จ่ายเงินตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย โจทก์ร่วมและนายภาคภูมิติดต่อทวงถามให้จำเลยใช้เงินตามเช็คแล้ว จำเลยบ่ายเบี่ยงจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า นางสาวศิริวรรณ กับจำเลยได้ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด เอสแอนด์ที ฮอลิเดย์ ขึ้นโดยจำเลยดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ มีการแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างจำเลยกับนางสาวศิริวรรณทุกสัปดาห์ ในการนำเงินไปแลกที่ท่าอากาศยานนั้น จำเลยได้นำเช็คค้ำประกันเงินที่นำออกมาจากห้างเอสแอนด์ที ไว้ให้กับนางสาวศิริวรรณด้วยเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 เป็นเช็คค้ำประกันดังกล่าว จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายอย่างเดียว ยังไม่ได้กรอกข้อความในเช็ค เงินที่พนักงานของนางสาวศิริวรรณนำมาให้จำเลยที่ท่าอากาศยานกรุงเทพนั้น นายบุญเรืองได้ขอยืมไปจากจำเลยและนายบุญเรืองได้ส่งมอบคืนให้นางสาวศิริวรรณแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมมีนางสาวศิริวรรณเบิกความประกอบใบรับเงินร่วมหุ้นเอกสารหมาย จ.1 ว่า โจทก์ร่วมและนายภาคภูมินำเงินให้นางสาวศิริวรรณรวม 400,000 บาท เพื่อเข้าร่วมลงทุนรับซื้อและแลกเงินตราต่างประเทศ จำเลยได้รับเงินจากนางสาวศิริวรรณรวมเป็นเงิน 300,000 บาท แล้วนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ต่อมาได้มีการเจรจากันจำเลยยอมรับจะชดใช้คืนให้โดยสั่งจ่ายเช็ค3 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ให้โจทก์ร่วม 2 ฉบับ และนายภาคภูมิ 1 ฉบับซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าได้รับเงินจากนางสาวศิริวรรณตามบันทึกเอกสารหมาย จ.11 และรับว่าพนักงานของนางสาวศิริวรรณได้นำเงินมาให้จำเลยที่ท่าอากาศยานจริง แต่นายบุญเรืองได้ขอยืมเงินไปจากจำเลย ซึ่งเจือสมกับคำพยานโจทก์ร่วม ที่จำเลยอ้างว่าจำเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้นั้นก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะจำไม่ได้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใดข้อที่จำเลยอ้างว่าให้นายบุญเรืองยืมไปทั้งหมด และนายบุญเรืองใช้ให้นางสาวศิริวรรณแล้ว จึงไม่มีน้ำหนัก พยานโจทก์ร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า จำเลยรับเงินจากนางสาวศิริวรรณเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวน 300,000 บาท ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าเงินจำนวน 300,000 บาท เป็นการร่วมลงทุนกับจำเลยแต่ขาดทุนนั้น ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ จึงฟังได้ว่าจำเลยนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงได้มีการเจรจากันและจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหาย 3 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยลงชื่อในเช็คทั้ง 3 ฉบับ มอบให้นางสาวศิริวรรณเพื่อเป็นประกันในการรับเงินจากนางสาวศิริวรรณไปแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยจำเลยลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายแต่ไม่ได้กรอกข้อความในเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ให้นางสาวศิริวรรณที่ร้านอาหารสามมุกนั้นก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะสั่งจ่ายเช็คโดยมิได้เขียนข้อความมอบให้คนอื่นไว้ เพราะผู้รับเช็คอาจจะไปเขียนข้อความระบุจำนวนเงินเท่าใดก็ได้ ทั้งหากยังไม่ได้เขียนข้อความจำนวนเงินในเช็คมอบให้เป็นประกันแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะลงชื่อมอบเช็คให้ถึง 3 ฉบับ เพราะมอบให้ฉบับเดียวก็เป็นการเพียงพอแล้ว ทั้งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าสั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึงจ.4 ที่ร้านอาหารสามมุกเมื่อเดือนมิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยได้รับเงินจากนางสาวศิริวรรณหลายวันแล้ว หากเป็นการออกเช็คค้ำประกันการรับเงินก็ควรจะออกเช็คมอบให้แต่ละครั้งที่รับเงินไป นอกจากนี้เมื่อจำเลยทราบว่ามีการนำเช็คฉบับแรกไปเรียกเก็บเงินจำเลยก็มิได้แจ้งอายัดเช็คอีก 2 ฉบับ ต่อธนาคาร ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่สมเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งจำเลยก็เบิกความว่าในวันที่จำเลยลงชื่อในเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 มอบให้นางสาวศิริวรรณที่ร้านอาหารสามมุกนั้นโจทก์ร่วมก็อยู่ด้วย ซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ร่วมว่า ในวันดังกล่าวจำเลยรับว่านำเงินที่ได้รับจากนางสาวศิริวรรณไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และจำเลยจะชดใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมและนายภาคภูมิจึงลงชื่อสั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 โดยนางสาวศิริวรรณเป็นผู้เขียนข้อความในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนแทนเนื่องจากจำเลยอ้างว่าลายมือไม่สวน เมื่อนางสาวศิริวรรณเขียนรายการในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนให้ต่อหน้าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 เพื่อชำระเงินที่โจทก์ร่วมและนายภาคภูมิมาลงทุนกับนางสาวศิริวรรณแล้วจำเลยยักยอกไปมอบให้โจทก์ร่วมและนายภาคภูมิ จึงถือว่าจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.2 หรือ จ.4 เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อเช็คตามเอกสารหมาย จ.3 ยุติไปแล้วดังที่วินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 สำหรับ เช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2กระทง จำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร
จำเลย — นาย สมชาย คุ่ยต่วน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2546
#110882
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็ครวม 3 ฉบับ และได้มอบเช็คสองฉบับ ให้แก่ ศ. ส่วนเช็คอีกฉบับ มอบให้แก่ พ. เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยได้ยักยอกเงินของผู้เสียหายทั้งสองไป ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เมื่อ ศ. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามเช็คเพียงสองฉบับ ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ไม่หมายความรวมถึงเช็คอีกหนึ่งฉบับซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกาแต่เพียงฝ่ายเดียวคดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมเฉพาะสองฉบับที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา (1) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าเมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามเช็คเพียงสองฉบับซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหายเท่านั้น ไม่หมายความรวมถึงเช็คอีก 1 ฉบับ ซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกาคงมีโจทก์ร่วมฎีกาแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นข้อหาความผิดสำหรับเช็ค 1 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจึงยุติ คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมแต่เพียงว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อ ศ. เขียนรายการในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนให้ต่อหน้าจำเลยจึงถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4เพื่อชำระเงินที่โจทก์ร่วมและ ภ. นำมาลงทุนกับ ศ. แล้วจำเลยยักยอกไปมอบให้โจทก์ร่วมและ ภ. จึงถือว่าจำเลยได้ สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อเช็คตามเอกสารหมาย จ.3 ยุติไปแล้วดังที่วินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 สำหรับเช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร
จำเลย — นายสมชาย คุ่ยต่วน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2546
#47816
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้นเมื่อ ช. ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ส. และเด็กชาย ว. บุตรของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะจากจำเลยผู้ทำละเมิดแก่ผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์กับนายชัยกมล จำปา อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร 2 คน คือ เด็กชายสุริยาจำปา และเด็กชายวัฒนา จำปา นายชัยกมลได้รับรองบุตรทั้ง 2 คนแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 เวลาประมาณ 10 นาฬิกาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ลจ 137 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาตามถนนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าไปทางต่างระดับฉิมพลี ซึ่งตัดกับถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ในช่องเดินรถที่ 1นับจากทางด้านซ้ายมือของจำเลยที่ 1 เมื่อมาถึงสะพานข้ามคลองบางระมาด ซึ่งลักษณะสะพานมีความโค้งสูง ไม่สามารถมองเห็นบุคคลที่อยู่ปลายสะพานอีกด้านหนึ่งได้ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ลงจากสะพานดังกล่าวด้วยความเร็วและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมาชนกับรถสามล้อเครื่อง (ซาเล้ง) ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนที่นายชัยกมลขับอยู่ด้านหน้ารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ในช่องเดินรถเดียวกันเป็นเหตุให้นายชัยกมลถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะเด็กชายสุริยาเป็นเงิน 216,000 บาท และเด็กชายวัฒนาเป็นเงิน504,000 บาท กับดอกเบี้ย 8,136.98 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 728,136.98 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 720,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเด็กชายสุริยา จำปา และเด็กชายวัฒนา จำปา มิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายชัยกมล จำปา ผู้ตาย จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ลจ 137 กรุงเทพมหานคร จริง แต่เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของผู้ตายซึ่งขับรถสามล้อเครื่องออกจากซอยข้างถนนอย่างกะทันหันตัดหน้ารถยนต์จำเลยที่ 1 ในระยะกระชั้นชิด ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินไป เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทายาทของผู้ตายเป็นเงิน 130,000 บาท และมีข้อตกลงกันว่าจะไม่เรียกร้องสิ่งอื่นใดกับจำเลยที่ 1 อีก ซึ่งโจทก์ก็ทราบข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังจากพยานหลักฐานในสำนวนฟังได้ว่า โจทก์กับนายชัยกมล จำปา อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร2 คน คือ เด็กชายสุริยา จำปา และเด็กชายวัฒนา จำปา นายชัยกมลไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าเด็กชายสุริยาและเด็กชายวัฒนาเป็นบุตร เพียงแต่รับรองว่าเป็นบุตรโดยให้ใช้นามสกุลของตนและไปแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน ตามสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย จ.1จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ลจ 137 กรุงเทพมหานคร ชนกับรถสามล้อเครื่องของนายชัยกมลที่บริเวณสะพานข้ามคลองบางระมาด ถนนกาญจนาภิเษก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้นายชัยกมลถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายสุริยาและเด็กชายวัฒนาจึงฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 เท่านั้น เมื่อนายชัยกมลผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายสุริยาและเด็กชายวัฒนาบุตรของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายสุริยาและเด็กชายวัฒนาจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเท่านั้นส่วนการพิจารณาพิพากษาคดีต่าง ๆ ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1564 ม. 1627
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จำปี โกษาจันทร์ ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ส. และเด็กชาย ว
จำเลย — นาย วิวัฒน์ แบนจาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2546
#49457
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียน และอ้างมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ อันเป็นบทห้ามการกระทำความผิดมาด้วย แม้จะไม่ได้อ้างบทลงโทษมา ศาลย่อมลงโทษตามมาตรา 151ได้ ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ มาตรา 151 ดังกล่าวเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1เข้าสู่ร่างกาย และหลังจากที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแล้วจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 6599 ศรีสะเกษ ไปตามถนนสายวาริน - กันทรลักษ์อันเป็นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียน เหตุเกิดตำบลสำโรง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 93, 102(3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 64

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิวรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 93(ที่ถูก มาตรา 93 วรรคหนึ่ง), 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา 42 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 42 วรรคหนึ่ง), 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 500 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีนหรือไม่เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปตามถนนสาธารณะ อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงแก่ผู้อื่นที่สัญจรไปมาบนถนนสายเดียวกันได้ทุกขณะเนื่องจากฤทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยเสพเข้าสู่ร่างกายย่อมมีผลต่อการควบคุมการขับขี่ยานพาหนะของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานดังกล่าวนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาจำเลยขับรถยนต์บรรทุกโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียน และอ้างมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 อันเป็นบทห้ามการกระทำความผิดมาด้วยแม้โจทก์จะไม่ได้อ้างบทลงโทษมา ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 ดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ และสำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 วรรคหนึ่งซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยว่า ในความผิดฐานดังกล่าวการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น จึงเป็นการมิชอบด้วยเช่นกัน ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษความผิดฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีน โดยระบุว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดก็ไม่ถูกต้อง เพราะที่ถูกพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่มีอัตราโทษเท่ากันจึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 91 ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับขั้นต่ำนั้นตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม ดังนั้น กรณีโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคหนึ่งและวรรคสองพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสองพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคสองและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 93 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ทองดี แก้วมณี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2546
#49837
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวดังกล่าวกับ อ. ในระหว่างอายุสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาท แต่มิได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้เห็นยินยอมเชิดให้ อ. เป็นผู้ทำสัญญาเช่าแทน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ก็ไม่เคยมอบอำนาจให้ อ. ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ให้การตั้งประเด็นเรื่องตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 821 ไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสืบว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมเชิดให้ อ. ทำสัญญาเช่าแทนตนได้ ฉะนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงชอบที่จะโอนขายทรัพย์สินดังกล่าวได้ ในเมื่อโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าตึกแถว 2 ชั้น จำนวน 1 คูหา เลขที่ 1272 แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 101712 และ 102847 ตำบลถนนนครชัยศรี (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 ซึ่งอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้ขายตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าว โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในราคา 1,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกับโจทก์ที่ต้องให้โอกาสโจทก์ซื้อตึกแถวและที่ดินพิพาทก่อนบุคคลอื่นและโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าอยู่ได้ทราบก่อน ถือเป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 101712 และ 102847 ตำบลถนนนครชัยศรี (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพร้อมที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ในราคา 1,500,000 บาท โดยรับเงินจากโจทก์หรือโดยโจทก์วางเงินต่อศาล หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า นายอิทธิพล จารุพฤฒิพงศ์ เป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์มิใช่จำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยทั้งสามไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่มีสัญญาท้ายฟ้องฉบับแรก โดยไม่รับค่าตอบแทนหากเป็นไปตามความประสงค์ของมารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้ระบุในฟ้องว่าจำเลยคนไหนเป็นคู่สัญญาซึ่งทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าเดิมที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทที่โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าจากนายอิทธิพลหรือธนเดช จารุพฤฒิพงศ์ เป็นของจำเลยที่ 1 ในระหว่างอายุสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีปัญหาต้องฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินและตึกแถวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่า นายอิทธิพล จารุพฤฒิพงศ์ เป็นผู้ให้เช่าตึกแถวพิพาท และตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทในขณะนั้นได้รู้เห็นยินยอมเชิดให้นายอิทธิพลเป็นผู้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทแทนตนเองซึ่งสอดคล้องเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่าไม่เคยมอบอำนาจให้นายอิทธิพลไปทำสัญญาเช่าและไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อน ในเมื่อคดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ให้การตั้งประเด็นในเรื่องตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ไว้โจทก์จึงไม่สามารถจะนำสืบได้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้เจ้าของที่ดินและตึกแถวพิพาทได้รู้เห็นยินยอมเชิดให้นายอิทธิพลทำสัญญาเช่าแทนตน ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทชอบที่จะจำหน่ายโอนขายทรัพย์สินดังกล่าวของตนได้ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 537 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิโรจน์ ตันตยานุพนธ์
จำเลย — นาง เพิ่มศิริ วงศ์ปรากรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2546
#50742
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพร้อมตึกแถวเป็นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและตึกแถวกับอ. ในระหว่างอายุสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินและตึกแถวให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและตึกแถว แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้เห็นยินยอมเชิดให้ อ. เป็นผู้ทำสัญญาเช่าแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เคยมอบอำนาจให้ อ. ทำสัญญาเช่ากับโจทก์และโจทก์ไม่ได้ให้การตั้งประเด็นเรื่องตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ไว้ โจทก์จึงไม่สามารถนำสืบว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมเชิดให้ อ. ทำสัญญาเช่าแทนตน ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวชอบที่จะขายทรัพย์สินดังกล่าวได้เมื่อโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินและตึกแถวให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าตึกแถว 2 ชั้น จำนวน 1 คูหาซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 101712 และ 102847 ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 ซึ่งอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้ขายตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าว โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในราคา 1,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกับโจทก์ที่ต้องให้โอกาสโจทก์ซื้อตึกแถวและที่ดินพิพาทก่อนบุคคลอื่นและโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าอยู่ได้ทราบก่อน ถือเป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 101712 และ 102847 ตำบลถนนนครชัยศรี(สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 6กรกฎาคม 2536 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพร้อมที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ในราคา 1,500,000 บาท โดยรับเงินจากโจทก์หรือโดยโจทก์วางเงินต่อศาล หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า นายอิทธิพล จารุพฤฒิพงศ์ เป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์มิใช่จำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยทั้งสามไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3ตั้งแต่มีสัญญาท้ายฟ้องฉบับแรก โดยไม่รับค่าตอบแทนหากเป็นไปตามความประสงค์ของมารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าเดิมที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทที่โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าจากนายอิทธิพลหรือธนเดช จารุพฤฒิพงศ์ เป็นของจำเลยที่ 1 ในระหว่างอายุสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินและตึกแถวระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่า นายอิทธิพล จารุพฤฒิพงศ์ เป็นผู้ให้เช่าตึกแถวพิพาท และตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทในขณะนั้นได้รู้เห็นยินยอมเชิดให้นายอิทธิพลเป็นผู้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทแทนตนเองซึ่งสอดคล้องเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่าไม่เคยมอบอำนาจให้นายอิทธิพลไปทำสัญญาเช่า และไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อน ในเมื่อคดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ให้การตั้งประเด็นในเรื่องตัวแทนเชิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 821 ไว้ โจทก์จึงไม่สามารถจะนำสืบได้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของที่ดินและตึกแถวพิพาทได้รู้เห็นยินยอมเชิดให้นายอิทธิพลทำสัญญาเช่าแทนตน ฉะนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทชอบที่จะจำหน่ายโอนขายทรัพย์สินดังกล่าวของตนได้ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิโรจน์ ตันตยานุพนธ์
จำเลย — นาง เพิ่มศิริ วงศ์ปรากรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา