คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6968/2545
#49429
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจอดรถในทางเดินรถโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 56 วรรคสอง,152 เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,390 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4) และ 157ต้องเป็นผู้ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และตามมาตรา 78 และ 160 ต้องเป็นผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจะเป็นความผิดดังกล่าวได้ต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดหรือหยุดรถไม่ เมื่อจำเลยจอดรถในทางเดินรถ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4),78,157 และ 160 วรรคหนึ่งปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในความผิดดังกล่าวทั้งสองข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง,215,225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อด้วยความประมาทโดยจอดรถล้ำเข้ามาในเส้นทางเดินรถ อันมีลักษณะกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายเพื่อแสดงให้รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาพบเห็น เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งมีนายสงค์คำจันทร์ เป็นผู้ควบคุม ขับมาพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่จำเลยจอดล้ำอยู่บนถนนที่เกิดเหตุและเป็นเหตุให้นายอำนวย ยางงาม กับนายนิสิต วิเทียนเทียบ ซึ่งโดยสารมากับรถยนต์บรรทุกหกล้อคันดังกล่าวถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายตามลำดับกับรถยนต์บรรทุกหกล้อได้รับความเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุดังกล่าวจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 5, 43(4), 56, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 56 วรรคสอง, 78, 152, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานจอดรถอยู่ในทางเดินรถกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณปรับ 1,000 บาท ฐานขับรถแล้วหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก4 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 อีกมาตราหนึ่ง ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย ให้จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษฐานไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน และฐานจอดรถกีดขวางการจราจรและไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณ ปรับ 1,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 1 ปี 2 เดือน ปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-5184 ประจวบคีรีขันธ์ ไปตามถนนเพชรเกษม จากอำเภอทับสะแกมุ่งหน้าไปอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งมีสภาพเป็นทางลงเนินและมืด เครื่องยนต์รถขัดข้องทำให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่อาจแล่นต่อไปได้ ต่อมานายประสงค์ คำจันทร์ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 81-0892 ราชบุรี แล่นมาในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกหกล้อได้พุ่งชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวในขณะที่รถยนต์บรรทุกสิบล้อจอดเพราะเครื่องยนต์ขัดข้องอยู่เป็นเหตุให้ผู้ที่โดยสารมากับรถยนต์บรรทุกหกล้อได้แก่นายอำนวย ยางงาม ถึงแก่ความตาย และนายนิสิต วิเทียนเทียบ ได้รับอันตรายแก่กาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าขณะเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยขับจอดอยู่ระหว่างเส้นแบ่งที่พักรถกับไหล่ถนน ไม่ได้จอดคร่อมเส้นแบ่งช่องทางเดินรถซึ่งเป็นเส้นประ และเมื่อจำเลยจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล้ว เครื่องยนต์รถขัดข้อง ระบบไฟฟ้าเสีย ทำให้ไม่อาจให้สัญญาณไฟได้ แต่จำเลยก็ได้พยายามหากิ่งไม้และทางมะพร้าวมาไว้บนถนนเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีรถจอดอยู่ เหตุรถชนกันดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทและผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายแสน กรุงษาสี ซึ่งอาศัยมากับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเบิกความว่า นายแสนอาศัยโดยสารรถยนต์บรรทุกสิบล้อมาเพื่อเดินทางไปจังหวัดนครปฐม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุสภาพถนนเป็นเนินลาดลง ไฟหน้ารถยนต์บรรทุกสิบล้อดับจำเลยจะจอดรถเข้าข้างทางแต่เครื่องยนต์รถดับด้วย จำเลยจึงจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อบริเวณช่องเส้นประของถนนด้านซ้ายมือโดยในชั้นสอบสวนนายแสนก็ได้ให้การว่าเมื่อรถยนต์บรรทุกสิบล้อระบบไฟในรถดับลงจำเลยพยายามบังคับรถให้ชิดขอบถนนเพื่อจะจอด แต่ไม่สามารถเข้าชิดขอบถนนได้เนื่องจากมีรถเทลเลอร์จอดอยู่ก่อน จึงจอดคร่อมเส้นแบ่งช่องทางเดินรถซึ่งเป็นเส้นประซึ่งตรงกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ว่าจำเลยนำรถจอดข้างทางไม่ได้ เพราะมีรถเทลเลอร์จอดชิดขอบทางด้านซ้ายของถนนจำเลยจึงจอดคร่อมช่องทางเดินรถซึ่งเป็นเส้นประ และเมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุกับภาพถ่าย เห็นได้ว่า ถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถทางตรง 2 ช่องทาง มีเครื่องหมายลูกศรสีขาว และถัดจากช่องเดินรถช่องขวามือเป็นช่องทางสำหรับกลับรถยนต์ ส่วนด้านซ้ายมือของช่องเดินรถช่องที่ 1 จะเป็นช่องทางสำหรับจอดรถหรือพักรถ ถัดจากช่องนี้ไปจะเป็นไหล่ถนนส่วนที่เป็นเส้นประก็คือเส้นที่กั้นระหว่างช่องทางสำหรับจอดรถหรือพักรถกับช่องเดินรถช่องที่ 1 สำหรับรอยห้ามล้อของรถยนต์บรรทุกหกล้อตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จะอยู่ในช่องเดินรถช่องที่ 1 ซ้ายมือ ห่างจากบริเวณที่พบเศษกระจกตกประมาณ 10 เมตร เศษกระจกกระจายตามพื้นส่วนใหญ่ และมีกระสอบปลาป่นตกจากรถยนต์บรรทุกสิบล้ออีก4 กระสอบอยู่ห่างจากบริเวณที่เศษกระจกตกประมาณ 3 เมตร อยู่ในช่องเดินรถช่องที่ 1ซ้ายมือเช่นกัน ประกอบกับสภาพความเสียหายของรถยนต์บรรทุกหกล้อตามภาพถ่ายจะอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าซ้ายของรถ ส่วนรถยนต์บรรทุกสิบล้อได้รับความเสียหายเฉพาะด้านท้ายรถมุมด้านขวา แสดงว่ารถยนต์บรรทุกหกล้อพุ่งชนส่วนท้ายมุมขวาของรถยนต์บรรทุกสิบล้อเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกสิบล้อคร่อมเส้นประล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถช่องที่ 1 ด้านซ้ายมือซึ่งแม้จะเป็นกรณีจำเป็นที่จำเลยจะต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถเนื่องจากเครื่องยนต์ขัดข้อง แต่จำเลยก็ต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้แก่ เครื่องหมายทำด้วยแผ่นโลหะรูปสามเหลี่ยมด้านเท่ามีความยาวไม่ต่ำกว่าด้านละ 50 เซนติเมตร ติดด้วยแถบสะท้อนแสงพื้นสีขาว ขอบสีแดงกว้าง 5 เซนติเมตร มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ กว้าง 8 เซนติเมตร ยาว15 เซนติเมตร หัวท้ายมนอยู่บนพื้นสีขาวในแนวดิ่งพร้อมขาตั้ง โดยให้ฐานของรูปสามเหลี่ยมขนานกับพื้นไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถห่างจากรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตรหรือมิฉะนั้นต้องให้สัญญาณเป็นไฟกระพริบสีเหลืองอำพันหรือสีขาวติดอยู่หน้ารถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาและสัญญาณไฟกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันติดอยู่ท้ายรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเพื่อแสดงให้รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาพบเห็น และไม่ชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยขับจอด แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยคงอ้างแต่เพียงว่าจำเลยได้ตัดกิ่งไม้และทางมะพร้าววางไว้บนถนน ซึ่งก็ไม่ได้ความว่ากิ่งไม้และทางมะพร้าวมีจำนวนมากเพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่ขับรถยนต์แล่นมาในช่องทางเดินรถที่เกิดเหตุเห็นได้ชัดเจนในระยะทางที่สามารถหลีกเลี่ยงหรือห้ามล้อได้ทันหรือไม่ จำเลยเองก็นำสืบรับว่าสภาพอากาศในวันเวลาที่เกิดเหตุมีพายุฝนตกตลอดคืน ถนนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางลงเนินและมืดเมื่อจำเลยไม่ได้ทำเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นการยากที่ผู้ขับขี่รถยนต์ที่แล่นมาในช่องทางเดินรถช่องนี้จะขับหลบหลีกหรือห้ามล้อไม่ให้ชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่ได้ทัน เหตุรถชนกันดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 และฐานจอดรถในทางเดินรถโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง, 152 การที่จำเลยจอดรถในทางเดินรถโดยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ157 ต้องเป็นผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และมาตรา 78 และ 160 ต้องเป็นผู้ขับรถหรือขี่รถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น และไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งกรณีจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นผู้ขับขี่รถที่กำลังแล่นอยู่ หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่หรือหยุดรถไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยจอดรถในทางเดินรถ การกระทำของจำเลยไม่ได้ขับรถโดยประมาท และไม่ได้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาขึ้นมาในข้อกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในความผิดดังกล่าวทั้งสองข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยอ้างว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมีส่วนกระทำผิดด้วยและเกิดเหตุแล้วได้หลบหนีไปทันที แต่จำเลยเข้ามอบตัวนั้น เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ช่วยเหลือญาติของผู้ตายหรือผู้เสียหายเพื่อเป็นการบรรเทาผลของการกระทำความผิด อีกทั้งยังหลบหนีไปจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 และความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56, 152 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 291 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 (4) ม. 56 ม. 78 ม. 152 ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายทองคำ วงษ์คงคำหรือวงษ์ทองคำ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6967/2545
#49428
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) ระบุว่า ห้างฯ จำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์คันหนึ่งจากบริษัทโจทก์มีกำหนด 4 ปี ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าแต่มีสิทธิจะซื้อรถยนต์ที่เช่าจากโจทก์ได้ โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังโจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ดังนี้ สัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) ที่ทำต่อกันนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งอันเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งที่โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว แต่สัญญานี้หาใช่สัญญาเช่าซื้อตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ไม่ เพราะในสัญญาเช่าซื้อนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมโอนไปยังผู้เช่าซื้อทันที โดยค่าเช่าซื้อรวมไว้ทั้งค่าเช่าและค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อด้วย และผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 แต่สัญญาเช่าแบบลีสซิ่งเมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่าจนครบกำหนดการเช่าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังไม่ตกเป็นของผู้เช่าจนกว่าจะแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าจนเกิดเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสียก่อนเงินค่าเช่าก็ไม่อาจถือว่ารวมค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าไว้ด้วย และผู้เช่าไม่อาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าได้ ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) นี้มิใช่สัญญาเช่าซื้อ จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) รถยนต์จากโจทก์ 1 คัน ตกลงชำระค่าเช่า 48 เดือน เดือนละ 39,516.17 บาท ทุกวันที่ 4 ของเดือน วางเงินมัดจำการเช่า 174,000 บาท หากผิดนัดยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าและมีสิทธิบอกเลิกสัญญารวมทั้งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา วันที่ 23 มิถุนายน 2540 โจทก์ติดตามรถยนต์คืนได้และบอกเลิกสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 535,158.20 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 และ 3 เป็นลายมือชื่อปลอมทั้งตราประทับของโจทก์ในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 มิใช่ตราประทับที่ได้จดทะเบียนไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ไม่มีตราประทับของโจทก์ และนางสาวนุชนาฎ ธัญเจริญการค้า ไม่ใช่กรรมการของโจทก์ นายโสภณ ธรรมปาโล ผู้รับมอบอำนาจ จึงไม่มีอำนาจลงชื่อในสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าทรัพย์โดยสำคัญผิดว่าเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์ สัญญาเช่าเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์โดยกรรมการผู้มีอำนาจได้มอบอำนาจให้นายวินิตศักดิ์ ศรีวรรธนะ ฟ้องคดีนี้แทนเป็นการถูกต้อง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่นอี 200 สีเขียว หมายเลขเครื่อง 111940 20 035475 หมายเลขตัวถังดับเบิลยูดีบี 124019 2 ซี 253836 ไปจากโจทก์กำหนดเวลาเช่า 4 ปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2542 ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 36,931 บาทภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,585.17 บาท รวมค่าเช่าและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินที่ต้องชำระเดือนละ39,516.17 บาท และชำระเงินมัดจำรวมภาษีมูลค่าเพิ่มอีกเป็นเงิน 174,000 บาท ชำระค่าเช่างวดแรกในวันทำสัญญา งวดต่อ ๆ ไปทุกวันที่ 4 ของเดือนจนกว่าจะครบ หากผิดนัดยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าได้ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) และหนังสือค้ำประกันเอกสารหมายจ.6 และ จ.7 ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้โจทก์ 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 14 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 ตลอดมา ในวันที่ 23 มิถุนายน2540 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าคืนให้โจทก์ต่อมาวันที่ 28สิงหาคม 2540 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งกลับเข้าครอบครองถึงจำเลยทั้งสอง ตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ตามลำดับ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) ตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นสัญญาเช่าซื้อซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) เอกสารหมาย จ.6 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1เช่ารถยนต์คันหนึ่งจากโจทก์มีกำหนดเวลา 4 ปี ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่า แต่มีสิทธิที่จะซื้อรถยนต์ที่เช่าจากโจทก์ในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ราคา 325,233.64 บาท โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังโจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก่อนกำหนดดังกล่าวไม่น้อยกว่า 60 วัน ดังนี้ สัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) รายนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งอันเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งที่โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว แต่สัญญาเช่นนี้หาใช่สัญญาเช่าซื้อตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ไม่ เพราะในสัญญาเช่าซื้อนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมโอนไปยังผู้เช่าซื้อทันทีโดยค่าเช่าซื้อรวมไว้ทั้งค่าเช่าและค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อด้วย และผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 แต่สัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง เมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่าจนครบกำหนดการเช่าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังไม่ตกเป็นของผู้เช่าจนกว่าผู้เช่าจะแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าจนเกิดเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสียก่อน เงินค่าเช่าก็ไม่อาจถือว่ารวมค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าไว้ด้วย และผู้เช่าไม่อาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าได้ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนให้แก่โจทก์แล้ว สัญญาเช่ารายนี้ก็มิได้เลิกกัน โดยโจทก์ต้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองอีกชั้นหนึ่ง เมื่อสัญญาเช่ารายนี้มิใช่สัญญาเช่าซื้อ จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ก็ใช้เป็นพยานเอกสารในคดีแพ่งได้ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งอาจมีผลกระทบถึงสิทธิของคู่ความในการอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงต่อไป จึงสมควรให้การวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นไปตามลำดับศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 454 ม. 537 ม. 572 ม. 573
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี เอ็ม ไอ ซี ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส พี ลอฟตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6965/2545
#49427
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ เป็นกรณีที่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ให้พึงกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ส่วนข้อความในบทบัญญัติดังกล่าวที่ว่า "เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย" นั้น ใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้คู่ความฝ่ายนั้นไม่อาจมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นและได้มีคำขอภายหลังเมื่อสิ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นไปแล้ว ซึ่งกรณีเช่นว่านี้การขอขยายระยะเวลานอกจากจะพึงกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษแล้วยังจะต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ยังสามารถนำเงินมาชำระได้ คำร้องดังกล่าวจึงพึงกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้นไม่อยู่ในบังคับว่าต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยไปถึงว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 มีเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 75,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 4,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องหากจำเลยที่ 2 ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งให้จำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2543

วันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลและต้องใช้ระยะเวลาติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารหรือญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ หรือนำทรัพย์สินไปขายหรือจำนำเพื่อนำเงินมาวางชำระต่อศาล ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดไว้นั้นเป็นกรณีที่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติให้พึงกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ส่วนข้อความของบทบัญญัติดังกล่าวที่ว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย" นั้นใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้คู่ความฝ่ายนั้นไม่อาจมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นและได้มีคำขอภายหลังเมื่อสิ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นไปแล้ว ในกรณีเช่นว่านี้การขอขยายระยะเวลานอกจากจะพึงกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษแล้วยังจะต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยด้วย คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาที่จำเลยที่ 2 ยังสามารถนำเงินมาวางชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว พึงกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้นไม่อยู่ในบังคับว่าต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยไปถึงว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 มีเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จึงชอบแล้ว ทั้งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่ว่า ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามกฎหมายที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัทเหมืองขุนฝาง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2545
#49137
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายห้องชุดพิพาทจำนวน 223 ห้อง ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าราคาตลาดของห้องชุดดังกล่าวในวันที่มีการโอนมีราคาเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดในวันที่โอนจึงเหมาะสมและชอบด้วยประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 65 ทวิ (4)แล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1005300/2/100405 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 และหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ค.ค.80) เลขที่ 1005300/4/104419 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชี 2534 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2542 และภาษีการค้าเดือนธันวาคม2534 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2542

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สร้างอาคารชุดจำหน่ายที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รวม 2 โครงการ โครงการที่ 1 ชื่อ อาคารชุดชมดอยคอนโดเต็ล เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2532 เป็นอาคารสูง 13 ชั้น แบ่งเป็นห้องชุด 455 ห้อง เมื่อสร้างอาคารชุดเสร็จแล้ว มีการประเมินราคาห้องชุดแต่ละห้องไว้และจดทะเบียนอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด ราคาประเมินที่กำหนดนี้เป็นราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อใช้ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ของทางราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2534 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อไปทั้งสิ้น 361 ห้อง โดยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าแล้ว ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2536 จำเลยมีหนังสือเรียกตรวจสอบโจทก์และประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1005300/2/100405 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 เป็นเงิน4,777,867 บาท และภาษีการค้าสำหรับเดือนธันวาคม 2534 ตามหนังสือแจ้งการค้าที่ 1005300/4/104419 ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 เป็นเงิน 1,697,411 บาท รวมเป็นเงิน6,475,278 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเบี้ยปรับเงินเพิ่มลงคงเรียกเก็บเป็นเงิน 4,657,409.12 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/320/2542 และลดภาษีการค้า เบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นลงคงเรียกเก็บเป็นเงิน 1,628,961.15 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/321/2542 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินเป็นราคาตลาดในการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์โดยถือว่าโจทก์ขายห้องชุดพิพาทตามฟ้องได้ในราคาดังกล่าวนั้นขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติเช่นนั้นและราคาดังกล่าวก็ไม่ใช่ราคาตลาด การจะใช้ราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)ต้องปรากฏว่าผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีไม่ได้ลงราคาหรือลงราคาไว้ไม่เหมาะสม เมื่อโจทก์ลงราคาจริงตรงกับราคาตามสัญญาที่โจทก์ขายห้องชุดให้ลูกค้าและพิสูจน์ได้จึงไม่มีเหตุต้องนำราคาตลาดมาพิจารณา ทั้งโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดจำหน่ายแก่คนทั่วไปเป็นจำนวนมากโดยมีการกำหนดราคาขายแจ้งให้แก่บุคคลทั่วไปทราบ ซึ่งราคาขายห้องชุดที่กำหนดนี้จะตรงกับราคาสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์ทำกับลูกค้าและถือเป็นราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) การที่โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามราคาประเมินของกรมที่ดินเพราะหากโต้แย้งก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้และลูกค้าก็จะไม่ยอมจ่ายเงินส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ให้โจทก์ หาใช่โจทก์ยินยอมหรือยอมรับราคาดังกล่าวไม่ นายคงวุฒิ รุ่งพรชัย กรรมการโจทก์ไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน จึงไม่ทราบว่าขณะจดทะเบียนมีการกำหนดราคาประเมินอย่างไร ต่อมาเมื่อจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากโจทก์นายคงวุฒิจึงทราบถึงการกำหนดราคาประเมินแต่ไม่อาจโต้แย้งได้เพราะล่วงเลยเวลาแล้ว เห็นว่าข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารชุดจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและในปี 2534โจทก์ขายห้องชุดให้ผู้ซื้อไปจำนวนมากถึง 361 ห้อง ตามราคาขายในสัญญาจะซื้อจะขายราคาขายดังกล่าวจึงถือเป็นราคาตลาดนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบได้ความตรงกันว่าห้องชุดที่โจทก์ขายไปและถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มในคดีนี้จำนวน 223 ห้องตามตารางเปรียบเทียบราคาขายเอกสารหมาย ล.6 หน้า 256 ถึง 269 การทำสัญญาจะซื้อจะขายได้ระบุราคาห้องชุดไว้ในสัญญา แต่ปรากฏว่ายังมีราคาขายห้องชุดที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายตามแบบ อช.16 ซึ่งโจทก์ทำกับผู้ซื้อรายเดียวกันในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อีกราคาหนึ่ง ซึ่งส่วนมากมีราคาสูงกว่าราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายและยังมีราคาประเมินของทางราชการซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินนำมาใช้สำหรับคำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนระบุไว้อีกราคาหนึ่งซึ่งสูงกว่าราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายและโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามราคาประเมินของห้องชุดที่ทางราชการกำหนดไว้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวในราคาใด และราคาห้องชุดที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งโจทก์ทำไว้กับผู้ซื้อเป็นราคาตลาดดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างและมีหน้าที่นำสืบ แต่ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้ศาลรับฟังได้ว่าราคาขายห้องชุดและราคาตลาดเป็นดังที่โจทก์อ้าง และข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ขายห้องชุดพิพาทจำนวน 223 ห้องนี้ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายตามแบบ อช.16 เป็นส่วนมาก ซึ่งโจทก์ใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ และยังต่ำกว่าประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ขายดังกล่าวด้วย โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงสาเหตุว่ามีเหตุสมควรอย่างไรจึงขายห้องชุดจำนวน 223 ห้องนี้ไปในราคาต่ำกว่าราคาประเมินของทางราชการซึ่งเป็นราคาที่โจทก์เองยอมให้ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และยอมชำระค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์เองว่ายังมีห้องชุดอีกจำนวน 138 ห้อง ของอาคารเดียวกันที่โจทก์ขายไปในปีเดียวกันได้ราคาสูงกว่าราคาประเมินของทางราชการและเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ดังนั้น การที่โจทก์ขายห้องชุดพิพาทจำนวน223 ห้อง ในราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายตามที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นการขายในราคาต่ำโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าราคาตลาดของห้องชุดดังกล่าวในวันที่มีการโอนมีราคาเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดในวันที่โอนจึงเหมาะสมและชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) แล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบแล้วส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีการค้า รวมทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่มสำหรับรายรับจากการขายห้องชุดจำนวน 9 ห้อง ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยยอมให้ถือเอาราคาขายห้องชุดตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายเป็นรายรับได้เพราะโจทก์มีหนังสือยืนยันราคาจากผู้ซื้อมายืนยันตรงกันนั้นเป็นการใช้ดุลพินิจเฉพาะกรณีเท่านั้นไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินข้างต้นไม่ชอบได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ชมดอยคอนโดเต็ล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6813 -ที่ 6814/2545
#49426
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทจำเลยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2537 แต่จากหลักฐานหนังสืออนุญาตทำการค้าที่ดินระบุว่าจำเลยเพิ่งได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยให้ค้าที่ดินได้เมื่อเดือนเมษายน 2539 ซึ่งก่อนหน้านี้จำเลยได้แจ้งไว้ในแผ่นพับใบโฆษณาว่าใบอนุญาตค้าที่ดินของจำเลยอยู่ระหว่างดำเนินการ แสดงว่าในช่วงที่จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ค้าที่ดินในโครงการดังกล่าวจำเลยไม่อาจยื่นขออนุญาตใช้น้ำบาดาลและไฟฟ้าต่อหน่วยงานรับผิดชอบได้การที่จำเลยยื่นคำร้องขอใช้ไฟฟ้าต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมื่อเดือนเมษายน 2539 และขอเจาะน้ำบาดาลโดยได้รับใบอนุญาตให้เจาะได้เมื่อเดือนมิถุนายน 2539 และได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลได้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ซึ่งล้วนแต่บ่งให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า จำเลยได้รีบขวนขวายจัดทำสาธารณูปโภคทันทีที่ได้รับใบอนุญาตให้ค้าที่ดินจากทางราชการ โดยมิได้เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่จำต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยโฆษณาเชิญชวนเสนอขายที่ดินโครงการแผ่นดินทองซึ่งตั้งอยู่ตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม โดยระบุว่าที่ดินในโครงการนั้นเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรมและจะจัดให้มีสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปาและถนนคอนกรีต เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2537โจทก์ทั้งสองต่างทำสัญญาจะซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าวคนละแปลง คือ แปลง 22 เอและ 23 เอ ตามลำดับ ในราคาแปลงละ 2,400,000 บาท โจทก์ทั้งสองต่างชำระเงินในวันทำสัญญา จากนั้นได้ผ่อนชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินคนละ 719,992 บาท แต่จนถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 3 ปี จำเลยไม่จัดสร้างสาธารณูปโภคดังกล่าวตามคำโฆษณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามสมควร จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะผูกพันตามสัญญาอีกต่อไป จึงขอบอกเลิกสัญญาโดยถือเอาคำฟ้องเป็นการบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 719,992 บาท แก่โจทก์ที่ 1และคืนเงินจำนวน 719,992 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสองต่างทำสัญญาจะซื้อที่ดินในโครงการแผ่นดินทองจากจำเลยคนละแปลงในราคาแปลงละ 2,400,000 บาท หลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองต่างชำระเงินมัดจำและผ่อนชำระรายเดือนให้จำเลยรวมคนละ 719,992 บาท ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการจัดสร้างสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปาและถนนคอนกรีตในโครงการนั้นไม่เป็นความจริง ในปี 2539 จำเลยได้ขออนุญาตก่อสร้างระบบไฟฟ้าและได้ขุดเจาะน้ำบาดาล ส่วนถนนคอนกรีตในโครงการได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วในปีดังกล่าว เหตุที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเนื่องจากโจทก์ทั้งสองต่างผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจะต้องถูกริบเงินมัดจำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการแผ่นดินทองกับจำเลยคนละ 1 แปลง ตามแผนผังเลขที่ 22 เอ และ 23 เอ แปลงละ 2 ไร่ ในราคาแปลงละ 2,400,000 บาท ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาแล้วคนละ 100,000 บาท และต้องผ่อนชำระเงินจำนวน 619,992 บาท เป็นรายเดือนเดือนละ 25,833 บาท รวม 24 เดือน ส่วนราคาที่ดินที่เหลือจำนวน 1,680,008 บาท ชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมแผนผังเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองต่างชำระเงินตามสัญญาให้จำเลยแล้วคนละ 719,992 บาท ส่วนเงินที่เหลือตามสัญญาที่จะต้องชำระให้จำเลยในวันโอนกรรมสิทธิ์คนละ 1,680,008 บาท นั้น โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้ชำระ ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์ทั้งสองแล้ว ตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.1, ล.2 และ ล.7 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปรับโอนที่ดินและไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยมิได้จัดให้มีสาธารณูปโภคตามที่โฆษณาไว้ภายในกำหนดเวลาตามสมควร จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการแผ่นดินทองระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ตลอดจนหนังสืออนุญาตทำการค้าที่ดินตามเอกสารหมาย ล.3 ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้จำเลย มิได้ระบุให้จำเลยในฐานะผู้ค้าที่ดินหรือผู้ขายที่ดินจะต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคภายในโครงการดังกล่าวก็ตาม แต่นางวราภรณ์ เตียวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการจำเลยก็มิได้ปฏิเสธว่าจำเลยมิได้โฆษณาว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคในโครงการดังกล่าวตามแผ่นพับโฆษณาและภาพถ่ายป้ายโฆษณาหมาย จ.4 โดยนางวราภรณ์ยืนยันว่า จำเลยดำเนินการจัดให้มีสาธารณูปโภคในโครงการแห่งนี้อันได้แก่ถนนคอนกรีตรวมทางเดินเท้ากว้าง 14 เมตร ผ่านที่ดินทุกแปลงมีการวางท่อน้ำแบบพีอีขนาด 4 นิ้ว และ 2 นิ้ว ผ่านด้านหน้าที่ดินกับจัดสร้างแท็งก์น้ำบาดาลตามภาพถ่ายหมาย ล.5 เพื่อจ่ายน้ำไปตามท่อน้ำเข้าสู่ที่ดินทุกแปลง อีกทั้งจัดให้มีไฟฟ้าโดยจำเลยได้ขอใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย ป.ล.1 ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มาปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าแรงสูงให้แล้ว โดยเริ่มติดตั้งตั้งแต่ปลายปี 2539 ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงแล้วเสร็จตามระเบียบของการไฟฟ้า หลังจากจำเลยชำระเงินแล้วการไฟฟ้าจะปักเสาไฟฟ้าแรงสูงและจ่ายไฟฟ้าแรงสูงให้ ส่วนไฟฟ้าแรงต่ำการไฟฟ้าจะปักเฉพาะเสาไฟฟ้าแรงต่ำเท่านั้น เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้ามาขอใช้ไฟฟ้าเป็นราย ๆ ไป จึงจะพิจารณาพาดสายและจ่ายไฟฟ้าแรงต่ำให้ เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากหากดำเนินการพาดสายไฟฟ้าไว้โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างและผู้อยู่อาศัย สายไฟฟ้าที่พาดไว้อาจถูกขโมยได้ จึงไม่มีการพาดสายไฟฟ้าแรงต่ำไว้ดังเช่นกรณีของโจทก์ทั้งสอง และตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 มกราคม 2542 ของศาลชั้นต้นที่ได้ไปเดินเผชิญสืบยังที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่โจทก์ทั้งสองร้องขอรายงานการเดินเผชิญสืบดังกล่าวระบุชัดว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีสาธารณูปโภคครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้ยังมีแท็งก์เก็บน้ำบาดาลเป็นถังสูงห่างจากที่ดินทั้งสองแปลงประมาณ400 เมตร โดยอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งผู้อาศัยอยู่ในโรงซ่อมรถแบ็กโฮที่ปลูกสร้างอยู่ใกล้ที่ดินดังกล่าวแจ้งให้ทราบว่าได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำบาดาลของโครงการแล้วศาลฎีกาพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.6 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ถ่ายรูปสภาพที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ก่อนฟ้องคดีนี้ จากภาพถ่ายดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยได้จัดการทำถนนคอนกรีตตามที่จำเลยแจ้งไว้จริงและเป็นถนนที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีแท็งก์เก็บน้ำบาดาลและเสาไฟฟ้าตรงตามที่ระบุไว้ในรายงานการเดินเผชิญสืบของฝ่ายโจทก์ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงฟังได้ว่า จำเลยได้จัดให้มีสาธารณูปโภคในโครงการแผ่นดินทองครบถ้วนพร้อมที่จะให้โจทก์ทั้งสองใช้ประโยชน์แล้ว ส่วนข้อที่ว่าสาธารณูปโภคเหล่านั้นได้จัดให้มีขึ้นภายในระยะเวลาอันสมควรแก่การใช้ประโยชน์หรือไม่นั้น เห็นว่าแม้จากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกันในข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2537 แต่จากหลักฐานหนังสืออนุญาตทำการค้าที่ดินตามเอกสารหมาย ล.3 ระบุว่า จำเลยเพิ่งได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยให้ค้าที่ดินได้เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 ซึ่งก่อนหน้านี้จำเลยได้แจ้งไว้ในแผ่นพับใบโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 หน้าสุดท้ายว่าใบอนุญาตค้าที่ดินของจำเลยอยู่ระหว่างดำเนินการ แสดงว่าในช่วงที่จำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ค้าที่ดินในโครงการดังกล่าวจำเลยไม่อาจยื่นขออนุญาตใช้น้ำบาดาลและไฟฟ้าต่อหน่วยงานรับผิดชอบได้การที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอใช้ไฟฟ้าต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานไฟฟ้าจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 29เมษายน 2539 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ป.ล.1 และขออนุญาตเจาะน้ำบาดาลโดยได้รับใบอนุญาตเจาะน้ำบาดาลเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 5 โดยได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.4 ล้วนแต่บ่งให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า จำเลยได้รีบขวนขวายจัดทำสาธารณูปโภคทันทีที่ได้รับใบอนุญาตให้ค้าที่ดินจากทางราชการโดยมิได้เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ดังข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองจำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่จำต้องคืนเงินที่รับไว้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิน เปี่ยมเชาว์ กับพวก
จำเลย — บริษัทชินพัฒนากรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6802/2545
#49136
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงและสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่ายยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ และยิงถูกร่างกายผู้เสียหายกระสุนปืนเข้าที่ปอดด้านซ้าย ช่องท้อง ถูกลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญ แม้จำเลยจะอ้างว่ากระทำไปโดยอารมณ์ชั่ววูบด้วยความหึงหวงก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นเพราะนายดาบตำรวจ อ. สามีจำเลย ได้แสดงความรักใคร่ในทำนองพลอดรักกับผู้เสียหาย ซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายดาบตำรวจอ. สามีจำเลย ย่อมทำให้จำเลยได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจอย่างรุนแรงและถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไปในขณะนั้นโดยทันทีจึงเป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ แม้จะไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับนายดาบตำรวจ อ. ทราบว่าจำเลยอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะที่บุคคลทั้งสองพลอดรักกันก็ตาม แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการข่มเหงจำเลยแล้ว ก็มีเหตุที่จำเลยจะบันดาลโทสะได้หาจำต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายกระทำโดยเจตนามุ่งที่จะข่มเหงจำเลยโดยตรงแต่ประการใดไม่

การที่จำเลยนำอาวุธปืนของกลางที่นายดาบตำรวจ อ. ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการติดตัวไปโดยมุ่งประสงค์จะนำไปมอบให้นายดาบตำรวจ อ. ใช้ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในงานกฐิน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองเพราะจำเลยมิได้เจตนาจะยึดไว้อย่างเป็นเจ้าของ ทั้งการที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปเพื่อมอบให้นายดาบตำรวจ อ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไว้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ที่จะพาอาวุธปืนของกลางไปได้ แม้จำเลยจะนำอาวุธปืนติดตัวไปที่บ้านที่เกิดเหตุก็เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน แม้ความผิดข้อหาดังกล่าวจะยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371,91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงทำร้ายผู้เสียหายจริง แต่เป็นการป้องกันสิทธิของตนเองและเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 (ที่ถูกมาตรา 371 ด้วย) และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ความผิดฐานพยายามฆ่า ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุก 6 เดือน และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานพยายามฆ่า และทางนำสืบของจำเลยเกี่ยวกับอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งในความผิดฐานพยายามฆ่าและลดให้หนึ่งในสามในความผิดฐานมีอาวุธปืนฯ และฐานพาอาวุธปืนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกฐานพยายามฆ่า 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนฯ และฐานพาอาวุธปืนฯ ฐานละ 4 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ใช้อาวุธปืนของกลางยิงนางสาวพรเพ็ญ สินศิริ ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงและสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่ายยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ และยิงถูกร่างกายผู้เสียหายกระสุนปืนเข้าที่ปอดด้านซ้าย ช่องท้องถูกลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญเช่นนี้ แม้จำเลยจะอ้างว่ากระทำไปโดยอารมณ์ชั่ววูบด้วยความหึงหวง ก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีนางสาวพรเพ็ญ สินสิริ ผู้เสียหายเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุขณะพยานนั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในบ้านในห้องครัวโดยมีนายดาบตำรวจอุเทนยาวโนภาส นายวิทยา บุญทรง และนายคำภา ทองเติม นั่งอยู่ด้วย พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด รู้สึกแน่นหน้าอกและล้มตัวซบไปที่นายคำภาและบอกนายคำภาว่าสงสัยถูกยิง ตามคำของผู้เสียหายดังกล่าวแสดงว่า ขณะถูกยิงผู้เสียหายกำลังนั่งอ่านหนังสือภายในห้องครัวโดยมีนายดาบตำรวจอุเทน นายวิทยาและนายคำภาอยู่ด้วย แต่นายดาบตำรวจอุเทนกลับเบิกความว่า ระหว่างที่พยานอยู่กับผู้เสียหายในห้องครัวเพียง2 คน พยานไม่เห็นผู้ใดจึงหยอกล้อกับผู้เสียหายและกอดผู้เสียหายไว้ ขณะเดียวกันพยานได้ยินเสียงจำเลยอยู่ด้านนอกพูดขึ้นว่า "มึงมาทำอย่างนี้หรือ นี่ปืน" พยานจึงลุกขึ้นยืนและออกวิ่งขึ้นชั้น 2 ของตัวบ้าน ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ซึ่งแตกต่างจากคำเบิกความของผู้เสียหาย ในเรื่องนี้นายวิทยาเบิกความว่า ขณะเดินเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ในตัวบ้านได้ยินเสียงดังคล้ายประทัด 2 นัด แสดงว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในห้องครัวนอกตัวบ้าน นายวิทยามิได้อยู่ในห้องครัวด้วย ส่วนนายคำภาเบิกความว่าขณะพยานนั่งผูกทุ่นเบ็ดอยู่ภายในบ้านของผู้เสียหายได้ยินเสียงคล้ายประทัดดังขึ้น1 นัด และได้ยินเสียงผู้เสียหายร้องมาจากห้องครัว ซึ่งแสดงว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนายคำภาก็มิได้อยู่ในห้องครัวเช่นกัน เห็นว่า นายวิทยาและนายคำภาไม่มีส่วนได้เสียกับผู้เสียหายและจำเลยจึงเป็นพยานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในห้องครัวนั้น ภายในห้องครัวคงมีผู้เสียหายกับนายดาบตำรวจอุเทนอยู่ด้วยกันเพียง 2 คนเท่านั้น ในส่วนที่ว่าผู้เสียหายกับนายดาบตำรวจอุเทนได้คลอเคลียจู๋จี๋แสดงความรักใคร่ต่อกันหรือไม่นั้น ผู้เสียหายเบิกความว่าตนเองนั่งอ่านหนังสือในห้องครัว ส่วนนายดาบตำรวจอุเทนเบิกความว่าได้หยอกล้อและกอดผู้เสียหายไว้ และร้อยตำรวจโทธวัชชัย จันทร์จรุง พนักงานสอบสวนเบิกความว่าจากการสอบสวนได้ความว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพราะเห็นผู้เสียหายกำลังพลอดรักอยู่กับนายดาบตำรวจอุเทน ซึ่งจำเลยก็นำสืบถึงสาเหตุที่ตนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายว่าเพราะเห็นนายดาบตำรวจอุเทนกับผู้เสียหายคลอเคลียจู๋จี๋รักใคร่กัน จึงเกิดอาการโกรธและหึงหวง เห็นว่า จำเลยทราบมาก่อนแล้วว่าผู้เสียหายกับนายดาบตำรวจอุเทนมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน ดังนั้น หากเพียงแต่จำเลยเห็นผู้เสียหายอยู่กับนายดาบตำรวจอุเทนโดยมิได้แสดงความรักใคร่ต่อกันแล้ว ก็ไม่น่าจะถึงขนาดทำให้จำเลยต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในทันทีทันใดที่พบเห็นผู้เสียหายอยู่กับนายดาบตำรวจอุเทนทั้งได้พูดขึ้นก่อนยิงว่า "มึงมาทำอย่างนี้หรือ" เช่นนี้จึงน่าเชื่อว่าเป็นเพราะนายดาบตำรวจอุเทนได้แสดงความรักใคร่ในทำนองพลอดรักกับผู้เสียหาย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากจำเลยเห็นผู้เสียหายกับนายดาบตำรวจอุเทนคลอเคลียพลอดรักกันเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกับนายดาบตำรวจอุเทนเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินกันมา 17 ปี มีบุตรด้วยกัน2 คน ชีวิตครอบครัวเป็นปกติสุขตลอดมา จนเมื่อปี 2540 จำเลยทราบว่านายดาบตำรวจอุเทนไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่บ้านเกิดเหตุสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 วัน จำเลยเคยห้ามปรามและขอร้องผู้เสียหายมิให้มายุ่งเกี่ยวกับนายดาบตำรวจอุเทนแต่ผู้เสียหายและนายดาบตำรวจอุเทนก็ยังคงคบหากันฉันชู้สาวอยู่อีก การกระทำของผู้เสียหายดังกล่าวนอกจากจะเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมแล้ว ยังเป็นการประพฤติผิดวินัยของข้าราชการ ทั้งเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของจำเลยอีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดเหตุจำเลยนำอาวุธปืนไปให้นายดาบตำรวจอุเทนที่หลงลืมติดตัวไปเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักและความห่วงใย แต่เมื่อไปถึงที่งานทอดกฐินไม่พบนายดาบตำรวจอุเทน และทราบจากนายหนูกรณ์ ภาโว ว่านายดาบตำรวจอุเทนไปอยู่ที่บ้านพักข้าราชการอำเภอจึงตามไปจนพบและเห็นนายดาบตำรวจอุเทนกับผู้เสียหายอยู่ด้วยกันในห้องครัวตามลำพังเพียง 2 คน ทั้งกำลังคลอเคลียพลอดรักกันด้วยเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจอย่างรุนแรง และถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไปในขณะนั้นโดยทันทีจึงเป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับนายดาบตำรวจอุเทนทราบว่าจำเลยอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะที่บุคคลทั้งสองพลอดรักกันก็ตาม แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการข่มเหงจำเลยแล้ว ก็มีเหตุที่จำเลยจะบันดาลโทสะได้ หาจำต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายกระทำโดยเจตนามุ่งที่จะข่มเหงจำเลยโดยตรงแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าอาวุธปืนของกลางเป็นปืนมีทะเบียนของกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนายดาบตำรวจอุเทนสามีจำเลยเบิกมาไว้ใช้ในราชการ ในวันเกิดเหตุนายดาบตำรวจอุเทนไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในงานทอดกฐินที่อำเภอน้ำยืน โดยลืมนำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปด้วย จำเลยจึงได้นำอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปเพื่อจะนำไปมอบให้นายดาบตำรวจอุเทน แต่ยังมิได้ทันได้มอบให้ก็เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นเสียก่อน เห็นว่า การที่จำเลยนำอาวุธปืนของกลางที่นายดาบตำรวจอุเทนใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการติดตัวไปโดยมุ่งประสงค์จะนำไปมอบให้นายดาบตำรวจอุเทนใช้ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในงานกฐิน เช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองเพราะจำเลยมิได้เจตนาจะยึดถือไว้อย่างเป็นเจ้าของ ทั้งการที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปเพื่อมอบให้นายดาบตำรวจอุเทนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไว้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ที่จะพาอาวุธปืนของกลางไปได้แม้จำเลยจะนำอาวุธปืนติดตัวไปที่บ้านที่เกิดเหตุก็เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนตามที่โจทก์ฟ้อง แม้ความผิดข้อหาดังกล่าวจะยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตามแต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 ลงโทษจำคุก 4 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาล มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรกและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นหญิงถึง 2 คน เมื่อคำนึงถึงอายุประวัติ ตลอดจนการศึกษาอบรม ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีมีเหตุสมควรที่จะให้โอกาสจำเลยกลับตัว โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 72 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาง ศรีสุดา ยาวโนภาสหรือยาวะโนภาส
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2545
#49135
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ แต่จะเรียกให้แบ่งในเวลาไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้การแบ่งทรัพย์สินในเวลานั้นจะทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของรวมคนอื่น การที่โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดย หจก. อ. ที่มีโจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนและได้เลิกกิจการไปแล้วเปิดดำเนินกิจการอยู่ในอาคารบนที่ดินทั้งโจทก์และจำเลยมีปัญหากันถึงขนาดจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา โจทก์จึงมิได้เข้าไปในที่ดินและอาคารพิพาทอีก แม้จะปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวจะฟังว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้

การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่งในทันทีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้บัญญัติกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินของเจ้าของรวมไว้เป็นขั้นตอนแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขโดยให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแบ่งเงินให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 7036 ตำบลท่าผา (บางพัง)อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมอาคารเลขที่ 104 ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี บนที่ดินออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 7036 ตำบลท่าผา (บางพัง) อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีอาคารเลขที่ 104 ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 7036 ตำบลท่าผา (บางพัง) อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน โจทก์มีความประสงค์จะขอแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่จำเลยไม่ยอมจึงขอให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารที่พิพาทร่วมกับจำเลยคนละครึ่งได้อย่างไร โจทก์ได้ชำระค่าที่ดินและค่าก่อสร้างเป็นเงินเท่าใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควร จึงฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์สินไม่ได้นั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ แต่จะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ดังนั้นข้อความที่ว่า ในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรนั้นจึงเป็นข้อยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าเจ้าของรวมสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทุกคน ป้องกันมิให้การแบ่งทรัพย์สินในเวลานั้นจะทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของรวมคนอื่น การที่โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 7036และอาคารเลขที่ 104 ที่พิพาทตามฟ้อง โดยที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุชามอเตอร์เซลล์ที่มีโจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนเพียงสองคนเปิดดำเนินกิจการอยู่ในอาคารดังกล่าวและห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเลิกกิจการไปแล้ว โดยนายทะเบียนจดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2541 ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ ทั้งโจทก์จำเลยมีปัญหาทะเลาะวิวาทกันถึงขนาดจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้เข้าไปในที่ดินและอาคารที่พิพาทอีก แม้ว่าจำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทก็เป็นเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่น การที่โจทก์ฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวจะฟังว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่งในทันทีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมมาตรา 1364ได้บัญญัติกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินของเจ้าของรวมไว้เป็นขั้นตอน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 7036 ตำบลท่านา (บางพัง)อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมอาคารเลขที่ 104 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งโดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประชา ถวิลวัฒนกิจ
จำเลย — นางสาว ลิชิดา ว่องเพิ่มผล
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6766/2545
#109404
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยได้นำที่ดินดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินโดยปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาท ช. สามีโจทก์เป็นผู้ซื้อ ขอให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของ ช. แบ่งที่ดินให้ แต่จำเลยไม่ยอม โจทก์จำเลยจึงขอให้กรรมการหมู่บ้านทำข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเพื่อแบ่งปันที่ดินแปลงพิพาท การทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทที่อาจมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 852

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายชื่น ก้อนคำ จำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์กับนายชื่น นายวัน ก้อนคำ ขายที่ดินให้แก่นายชื่น พร้อมกับมอบการครอบครองที่ดินให้นายชื่นเข้าทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย ต่อมานายชื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องการจะแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้จำเลยครึ่งหนึ่งในฐานะเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยจะแบ่งที่ดินให้โจทก์ ๕ ไร่ พร้อมกับทางเข้าออก และได้ปักเขตที่ดินที่จำเลยแบ่งให้โจทก์ โจทก์และบุตรเข้าทำประโยชน์ตลอดมา ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๗ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า การซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นโมฆะ เพราะนายวัน ก้อนคำ ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายชื่น ก้อนคำ และจำเลย นายวันเป็นผู้อาศัยทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแทนนายปัน พรหมเกษา ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และอยู่ในระหว่างห้ามโอนภายใน ๑๐ ปี นับแต่ปี ๒๕๑๙ ต่อมาปี ๒๕๒๑ จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นต้นมา ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยทำไปในขณะที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของ และมิได้ระบุว่าแบ่งที่ดินแปลงไหน อย่างไร จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายปันแล้ว โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๔๐๓๖๘ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๓๓ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ. ๗ ให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำวินิจฉัยและคู่ความมิได้โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปแสดงเขตที่ดินที่จำเลยตกลงแบ่งให้โจทก์เอกสารหมาย จ. ๗ จำเลยได้ตกลงแบ่งให้โจทก์ตามสัญญาข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๒ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาตามข้อตกลงดังกล่าวผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายระบุชัดเจนว่านายวันขายที่ดินทั้งสองแปลงให้นายชื่นสามีโจทก์เป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท กอร์ปกับปีที่ซื้อขายคือปี ๒๕๒๑ เป็นปีที่จำเลยเพิ่งตั้งหลักด้วยการมีครอบครัว ทั้งนายปันซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในทางทะเบียนก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าไม่ได้รับเงินค่าซื้อขายที่ดินจากจำเลย และยังเบิกความอีกว่า หากผู้มาขอให้เซ็นชื่อเพื่อไปดำเนินการโอนชื่อทางทะเบียนเป็นทายาทของนายชื่น โดยมีการแสดงสัญญาซื้อขายให้ดู ก็จะเซ็นชื่อให้ไป ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่านายชื่นคือผู้ชำระราคาที่ดินที่แท้จริง หาใช่จำเลยเป็นผู้ซื้อไม่ หลังจากนายชื่นซื้อที่ดินแล้วโจทก์จำเลยก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนในที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว นายปันได้ยอมเซ็นชื่อมอบอำนาจให้จำเลยไปจัดการออกโฉนด ซึ่งเป็นการโอนต่อให้จำเลยในฐานะทายาทผู้หนึ่งของนายชื่น การที่โจทก์ซึ่งก็เป็นทายาทผู้หนึ่งของนายชื่นและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลย ได้ขอให้กรรมการหมู่บ้านทำข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเพื่อแบ่งปันที่ดินแปลงพิพาท การทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทที่อาจมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ จำเลยจึงต้องจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญ ก้อนคำ
จำเลย — นายเอ็มบี ก้อนคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายธรรมนูญ ม่วงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6764/2545
#112623
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดโดยประมาทเป็นการกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา จึงไม่อาจมีการร่วมกันกระทำในลักษณะที่เป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 83 นั้น ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๕ , ๘๓

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๕ ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบน่าเชื่อว่าไฟที่เกิดจากกองไม้ที่จำเลยทั้งสองเผาได้ลุกลามเข้าไปทางกอไผ่แล้วลุกไหม้สวนยางพาราของโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งอยู่ติดกัน แม้จำเลยทั้งสองเผากองไม้ในที่ดินของบิดาจำเลยที่ ๑ แต่ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงหน้าแล้งและติดกับที่ดินของบิดาจำเลยที่ ๑ มีสวนยางพาราของผู้อื่นอยู่ด้วย จำเลยทั้งสองควรจะใช้ความระมัดระวังป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไหม้ทรัพย์สินของผู้อื่น แต่จำเลยทั้งสองหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง?

อนึ่ง การกระทำความผิดโดยประมาทเป็นการกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา จึงไม่อาจมีการร่วมกันกระทำในลักษณะที่เป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๕ ประกอบมาตรา ๘๓ และศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน นั้นไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาแต่ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๕ จำคุกคนละ ๒ ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๘,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองคนละ ๒ ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม ๖ ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด ๒๐ ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นายทวี ศรีเรือง กับพวก
จำเลย — นายกุศลหรือนุช จันทร์เกื้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวขวัญชนก สุขโข
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2545
#110289
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีสินค้าของกลางประเภทกระเป๋าใส่เครื่องกีฬารวมจำนวน 285 ใบ ที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าของ ผู้เสียหายทั้งสองไว้เพื่อจำหน่ายและเสนอจำหน่ายในคราวเดียวกัน แม้สินค้าของกลางจะมีเครื่องหมายการค้าทั้งปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสอง แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาในผลของการกระทำเป็น อย่างเดียวกันคือ มุ่งแสวงหากำไรจากการจำหน่ายสินค้าของกลางดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔, ๑๐๘, ๑๐๙, ๑๑๐, ๑๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๖ เดือน และปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี และริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกันมิใช่เป็นกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เครื่องหมายการค้า " " (โอคลีย์) จำนวน ๑๘๐ ใบ และ " " (ไนกี้) จำนวน ๑๕ ใบ อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสองโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสอง และจำเลยได้มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากระเป๋าใส่เครื่องกีฬา จำนวน ๙๐ ใบ ที่มีเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า " " เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้า " " (ไนกี้) ที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๒ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ ๒ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ ๒ แม้สินค้าของกลางจะมีเครื่องหมายการค้าทั้งปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ ๒ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาในผลของการกระทำเป็นอย่างเดียวกันคือ มุ่งที่จะแสวงหากำไรจากการจำหน่ายสินค้าของกลางจำนวนนั้นเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิจารณาถึงสภาพความผิดของจำเลยรวมทั้งจำนวนสินค้าของกลางที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายแล้ว เห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปํญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยก่อนลดโทษจำคุก ๑ ปี และปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท มานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลย และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยมิได้แยกปรับบทมาตราเป็นฐานความผิดแต่ละฐานให้ชัดเจน รวมทั้งมิได้ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ มาด้วยนั้น ยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ บทหนึ่ง และมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๙ อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑ เดือน ๑๕ วัน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 100 (1) ม. 108 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพันศักดิ์ เลิศวิเศษ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6747/2545
#49134
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและเห็นว่าฟ้องแย้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มภายใน 3 วัน หากไม่เสียให้ถือว่าทิ้งฟ้องแย้ง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 จึงไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิจะยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้อีก การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นจึงไม่ชอบและถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 แม้จำเลยจะได้โต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์แล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้นัดสืบพยานจำเลยต่อไปนั้น ย่อมอาจมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกไปด้วย กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย อันเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่ต้องปฏิบัติ เมื่อจำเลยอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบและถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์ใช้ชื่อธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน)โจทก์รวมกิจการกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) หนี้และทรัพย์สินตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวจึงตกแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินในวงเงิน 15,000,000 บาท แก่ผู้ให้กู้ ตกลงว่าในการรับเงินกู้จำเลยที่ 1 จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระเป็นรายเดือนทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนทั้งยอมให้ผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่จำต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หากผู้ให้กู้ไม่ได้รับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ตกลงชดใช้เงินจำนวนที่กู้ไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของผู้ให้กู้จนกว่าจะชำระเสร็จ หากค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่า 1 ปี ยอมให้คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นได้มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและนำที่ดินโฉนดเลขที่ 4145 ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันในวงเงิน 23,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จำเลยที่ 1 รับเงินกู้และออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 11 กันยายน 2540 แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน)จำนวนเงิน 13,500,000 บาท กำหนดใช้เงินในวันที่ 9 ตุลาคม 2540 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี และดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 35 ต่อปี เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวถึงกำหนด จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและได้ชำระดอกเบี้ยบางส่วนคิดถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 คงค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 8,876.69 บาท บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน17,517,082.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดแบบทบต้นทุก ๆ ปี อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ

จำเลยทั้งสองต่างให้การทำนองเดียวกันโดยจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ประมาณ 5,000,000 บาท จำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องได้รวมดอกเบี้ยทบต้น ข้อตกลงให้ผู้ให้กู้สามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าเป็นโมฆะ อัตราดอกเบี้ยที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดอย่างมากเป็นต้นเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 300,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ความยินยอมในการที่โจทก์รับโอนกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ข้อตกลงตามสัญญาจำนองเรื่องดอกเบี้ยผิดกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลที่ทรัพย์จำนองตั้งอยู่ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ปลดจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200 บาท อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ในสัญญาจำนองภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติถือว่าทิ้งฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ให้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง และมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 แล้วสืบพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 เวลา 13 นาฬิกา เมื่อโจทก์สืบพยานหมดแล้ว ทนายจำเลยทั้งสองแถลงขอเลื่อนคดี อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งจะนำมาเบิกความติดธุระ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 26 เดือนเดียวกันเวลา 13 นาฬิกาตามที่ได้นัดไว้เดิม ถึงวันนัด ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยทั้งสองติดธุระ ไม่สามารถมาศาลได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ 8 ธันวาคม 2542 เวลา 13 นาฬิกา ตามที่ได้นัดไว้เดิมโดยกำชับจำเลยทั้งสองให้เตรียมพยานมาสืบให้พร้อม อย่าขอเลื่อนคดีอีก หากนัดหน้ามีพยานมาเพียงใดถือว่าติดใจสืบพยานเพียงนั้น หากไม่มีพยานมาศาลถือว่าไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป ถึงวันนัด ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก อ้างว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งจะนำมาเบิกความเป็นพยานติดธุระเดินทางไปต่างประเทศ ทนายโจทก์ไม่คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้ว มีพฤติการณ์จงใจประวิงคดี กรณีไม่มีเหตุสมควรให้เลื่อนคดีอีกให้ยกคำร้อง งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง แล้วนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,500,369.84บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 13,500,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2542) และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,017,082.17 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4145 ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสอง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 2 ขอให้บังคับโจทก์ปลดทรัพย์จำนองแก่จำเลยที่ 2 เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การที่จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลฟ้องแย้ง 200 บาท จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและเห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200 บาท จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ในสัญญาจำนองภายใน 15 วัน โดยให้มีหมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ทราบ ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้รับหมายแจ้งคำสั่งจึงให้ผู้รับมอบฉันทะของทนายจำเลยที่ 2 ที่มาศาลทราบคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลภายใน 3 วัน หากไม่เสียให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ทิ้งฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 11 สิงหาคม 2542 โดยลงชื่อจะมาทราบคำสั่งในวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(1) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้อีก การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ได้ และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อหลังที่ว่า กรณีมีเหตุสมควรตามกฎหมายที่จะให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีโดยให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสองนำพยานเข้าสืบก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสอง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 แม้จำเลยทั้งสองจะได้โต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์แล้วก็ตามแต่การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วอนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและให้นัดสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปนั้น ย่อมอาจมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกไปด้วย การอุทธรณ์คำสั่งเช่นว่านี้ จึงต้องอยู่ภายในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย อันเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นการอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยเสียเพียงค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเสีย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบและถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 กับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และยกฎีกาของจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 กับจำเลยทั้งสอง ตามลำดับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 229 ม. 234 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ธรรมวิทย์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6734/2545
#49133
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ทำการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจนมีการตกลงซื้อขายกันแล้วจำเลยจึงเข้าไปเอาเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาส่งให้ผู้ล่อซื้อในประเทศไทย และถูกจับขณะมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนทั้งจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯมาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15,65 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายนั้น ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 15 วรรคสาม(2),65 วรรคสอง และกฎหมายเดิมมาตรา 15 วรรคหนึ่ง,65วรรคสอง ต่างมีองค์ประกอบความผิด และมีระวางโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียวจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ และแม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 66 วรรคสอง จะแตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 66 วรรคหนึ่ง โดยโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าแต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งกฎหมายเดิมมีระวางโทษเช่นเดียวกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ กรณียังคงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมเพียงบทเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนที่หลบหนีร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 400 เม็ด น้ำหนักรวม38.448 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8.462 กรัม เพื่อจำหน่ายและจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวกเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จากนั้นจำเลยกับพวกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน396 เม็ด น้ำหนักรวม 38.086 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8.386 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 16,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกมีไว้เป็นความผิดจำนวน400 เม็ด และเรือหางยาวพร้อมเครื่องยนต์เรือ 1 ลำ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 33, 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และเรือหางยาวพร้อมเครื่องยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ดไว้ในครอบครอง แต่ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบกับคำให้การและทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบกับมาตรา 52(2) ฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จำคุก 30 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมลงโทษจำคุก 35 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และเรือหางยาว พร้อมเครื่องยนต์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่จำเลยรับสารภาพและโจทก์นำสืบว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง คดีมีปัญหาว่า จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวเพื่อจำหน่ายและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสัญญา แสงทอง เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดในการจับกุมมาเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยกับนายหมั่นราษฎรซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพฤติการณ์นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาจำหน่ายยังประเทศไทย จึงวางแผนให้พลตำรวจนวพนธ์ ฝุ่นเงิน ไปล่อซื้อกับสายลับในที่สุดมีการตกลงซื้อขายกันจำนวน 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวม 2,000 เม็ด ในราคาถุงละ 8,000บาท กำหนดส่งมอบในวันรุ่งขึ้นอันเป็นวันเกิดเหตุเวลา 12 นาฬิกา ที่บริเวณป่าละเมาะห้วยบางทรายซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขง ร้อยตำรวจเอกสัญญาจึงวางแผนจับกุมโดยมอบเงินให้พลตำรวจนวพนธ์ จำนวน 80,000 บาท และให้สิบตำรวจเอกสุทธิศักดิ์ สอนสะอาดกับสิบตำรวจโทนิรัน ทะวะระ ใช้กล้องส่องทางไกลไปซุ่มดูอยู่ปากห้วยบางทรายห่างจากจุดนัดส่งมอบของประมาณ 50 เมตร และมีสิบตำรวจโทสมนึก กุหลาบโชติ ไปซุ่มดูห่างจุดซื้อขายประมาณ 20 เมตร ที่เหลือนอกนั้นให้อยู่รายรอบบริเวณป่าละเมาะครั้นถึงเวลานัดสิบตำรวจเอกสุทธิศักดิ์แจ้งมาทางวิทยุว่าเห็นชาย 2 คนนั่งเรือหางยาวมาจากฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าเป็นจำเลยกับนายหมั่น แต่เมื่อใกล้จุดนัดพบทั้งสองคนกลับขับเรือข้ามกลับไปยังฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 30 นาที จึงเห็นจำเลยผู้เดียวขับเรือจากฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวขึ้นมายังจุดนัดพบเพียงลำพังและหลังจากที่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุงให้พลตำรวจนวพนธ์แล้วปรากฏว่าจำเลยไหวตัวทันสามารถกระโดดหนีลงน้ำห้วยบางทราย แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ในลำห้วยโดยมีพลตำรวจนวพนธ์มาเบิกความสนับสนุนว่า หลังรับมอบเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 ถุง จากจำเลย ขณะกำลังตรวจนับถุงที่สอง จำเลยไหวตัวเพราะพวกที่ซุ่มดูเหยียบกิ่งไม้ และมีสิบตำรวจเอกสุทธิศักดิ์กับสิบตำรวจโทนิรันที่เฝ้าดูโดยใช้กล้องส่องทางไกลยืนยันว่าเห็นตั้งแต่จำเลยนั่งเรือมากับนายหมั่นเพื่อดูลาดเลาก่อนที่จำเลยจะขับเรือจากฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกลับมายังฝั่งประเทศไทยตามลำพังโดยเห็นนายหมั่นมอบถุงสีฟ้าซึ่งมีลักษณะตรงกับถุงที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนที่จับได้ให้จำเลยด้วย เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจมีการสืบทราบและวางแผนจับกุมมาก่อน พยานโจทก์ทุกปากเบิกความสอดคล้องต้องกันถึงการเห็นจำเลยขับเรือมาที่จุดนัดพบรวม 2 ครั้ง โดยพยานทุกปากเบิกความเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของจำเลยตรงกันอย่างไม่มีพิรุธ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.4จากจุดที่สิบตำรวจเอกสุทธิศักดิ์ใช้กล้องส่องทางไกลมองไปยังฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอยู่ใกล้ริมแม่น้ำโขงซึ่งไม่ปรากฏว่ามีอะไรบ้าง ทั้งเป็นเวลากลางวัน ความสามารถในการมองเห็นย่อมมีสูง ข้อสำคัญคือเจ้าพนักงานตำรวจยังยึดเรือหางยาวได้ 1 ลำ ซึ่งจำเลยก็นำสืบเจือสมว่ามีเรือมาเกี่ยวข้องด้วย ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจเดียวกันและทำงานในชุดเดียวกัน มีประสบการณ์ในการเบิกความ จึงมีโอกาสซักซ้อมคำเบิกความให้ตรงกันทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักไม่เพียงพอ เห็นว่า หากไม่เป็นความจริงแล้วย่อมยากที่พยานโจทก์จะเบิกความสอดคล้องต้องกันหลายปาก คำเบิกความจึงสมเหตุผลและหาเป็นพิรุธไม่ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นเพียงขั้นพยายามเพราะยังไม่มีการชำระเงินหรือไม่ เห็นว่าพลตำรวจนวพนธ์ผู้ล่อซื้อยืนยันว่ารับมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุงจากจำเลยก่อนที่จำเลยจะไหวตัวทันถือว่าเป็นความผิดฐานจำหน่ายสำเร็จแล้ว แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ส่วนที่สิบตำรวจโทนิรันเบิกความว่าขณะจะมีการจ่ายเงิน เมื่อจำเลยสังเกตเห็นพวกที่ซุ่มดูจึงแย่งเมทแอมเฟตามีนบางส่วนกระโดดลงริมห้วย ก็แสดงว่าจำเลยได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่พลตำรวจนวพนธ์ผู้ล่อซื้อแล้วหาใช่ยังไม่ได้ส่งมอบไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการล่อซื้อจนมีการตกลงซื้อขายกันแล้วในวันนัด จำเลยจึงข้ามไปนำเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาส่งให้ผู้ล่อซื้อในประเทศไทย และถูกจับขณะมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนทั้งจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นการกระทำความผิดสองกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 65และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่ในความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายนั้นทั้งตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 15 วรรคสาม(2), 65 วรรคสอง และกฎหมายเดิมมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง ต่างมีองค์ประกอบความผิดและมีระวางโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับและแม้ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 8.462 กรัมไม่เกิน 20 กรัม ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 66 วรรคสอง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกจึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยในความผิดฐานนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งกฎหมายเดิมมีระวางโทษเช่นเดียวกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ กรณียังคงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมเพียงบทเดียว"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่)ความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบคำให้การและทางนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงจำคุก30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 65 วรรคสอง ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 15 วรรคสาม(2) ม. 65 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นาย ทรงศักดิ์ ทวีโคตร
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6728/2545
#49132
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยการมอบหมายไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 798 แต่จำเลยรับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องแสดงว่าโจทก์ยอมรับการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายความแล้ว เป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายความ ทนายความจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823

ก. เป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารโจทก์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีลูกหนี้ที่ผิดนัดค้างชำระหนี้ รวมทั้งติดตามเรียกร้องหนี้สินค้างชำระ เบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสารเกี่ยวกับหนี้สินจำเลยว่ามีอยู่และถูกต้องแท้จริง เป็นการเบิกความถึงสิ่งที่พยานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรู้เห็นและทราบข้อความในเรื่องที่เบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของก. จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน644,043.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 553,882.41 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้เป็นเงิน 916,045.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 733,108.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และ 137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 644,043.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 553,882.41 บาท และชำระหนี้เงินกู้916,045.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 733,108.69 บาท โดยให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองยอดนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และ137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน (สินเชื่อที่อยู่อาศัย) จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 137436 และโฉนดเลขที่ 137437 ตำบลพุดซา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกันหนี้ทั้งสองสัญญา ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ตามหนังสือให้ชำระหนี้และบังคับจำนองจำเลยได้รับแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยที่การมอบหมายนั้นไม่ได้ทำเป็นหนังสือซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 แต่เมื่อจำเลยรับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วไม่ชำระหนี้โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้นแสดงว่าโจทก์ยอมรับการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายความนั้นแล้ว เป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายความ ทนายความผู้นั้นจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ที่จำเลยอ้างว่านายไกร สัตถาผล ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่อาจให้สัตยาบันได้นั้น ข้อวินิจฉัยเรื่องการให้สัตยาบันเป็นเรื่องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับผู้รับมอบอำนาจช่วง การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเรื่องการส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยไม่ได้ยกเรื่องการไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังภูมิลำเนาจำเลยตามที่แจ้งต่อธนาคารโจทก์เป็นข้อต่อสู้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนายไกร สัตถาผล ซึ่งไม่ได้เป็นผู้จัดทำหรือมีส่วนรู้เห็นขณะทำพยานเอกสารต่าง ๆ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2) นั้น เห็นว่า นายไกร สัตถาผล เป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาถนนจอมพล มีหน้าที่ควบคุมดูแลบัญชีลูกหนี้ที่ผิดนัดค้างชำระหนี้ รวมทั้งติดตามเรียกร้องหนี้สินค้างชำระ เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสารเกี่ยวกับหนี้สินรายจำเลยว่ามีอยู่และถูกต้องแท้จริง เป็นการเบิกความถึงสิ่งที่พยานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรู้เห็นและทราบข้อความในเรื่องที่เบิกความเป็นพยาน การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนายไกรจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 95(2) ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 95 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ธนพล นภพรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
มานะ ศุภวิริยกุล
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6683/2545
#49131
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) สิทธิของโจทก์ในการเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่ค้างชำระจึงมีอายุความ 2 ปี

ตามสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน ค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระในเดือนพฤษภาคม2538 ต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระเมื่อวันที่ 28มกราคม 2542 เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการห้องเย็นและผลิตอาหารกระป๋องของจำเลยที่ 1 ที่ถนนท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาโดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน ต่อมาในปี 2538 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่ากระแสไฟฟ้าเดือนพฤษภาคม มิถุนายนและกรกฎาคม เดือนละ 14,112 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42,336 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 64,063บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 42,336 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อประมาณกลางปี 2538 จำเลยที่ 1 หยุดประกอบกิจการจึงไม่ได้ใช้กระแสไฟฟ้าและได้แจ้งบอกเลิกการซื้อขายกระแสไฟฟ้ากับโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ค้างชำระค่ากระแสไฟฟ้า จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์มีฐานะเป็นพ่อค้าประกอบอาชีพในการจัดหาให้ได้มา และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ดังนั้น โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 เรียกค่ากระแสไฟฟ้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2538 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 14,112 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี หรือไม่ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ โดยตกลงชำระค่ากระแสไฟฟ้าเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาจำเลยที่ 1 ค้างชำระไฟฟ้าขั้นต่ำประจำเดือนพฤษภาคม 2538เป็นเงิน 14,112 บาท เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ พ.ศ. 2503มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการไฟฟ้าขึ้นเรียกว่า "การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (2) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือโจทก์ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าและดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (ก) สิทธิเรียกร้องค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจึงมีกำหนด 2 ปี หาใช่มีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ตามสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุก ๆ เดือนดังนั้น ค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระในเดือนพฤษภาคม 2538 ต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่ค้างชำระเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1) ม. 680
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัท เอ.เค โคลด์ สทอเร็จ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6671/2545
#49425
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว โจทก์กับจำเลยไปอยู่กินกันที่บ้านมารดาโจทก์ ต่อมามารดาและพี่สาวโจทก์มีเรื่องทะเลาะกับจำเลย จำเลยกับบุตรจึงต้องออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นซึ่งโจทก์ก็ตามไปอยู่ด้วย กรณีจึงมิใช่เรื่องที่จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ส่วนการที่โจทก์ไปอยู่กับจำเลยได้ประมาณ 3 เดือน แล้วกลับออกมาอยู่กับมารดาโจทก์โดยอ้างว่ามีเรื่องทะเลาะกับจำเลยและจำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าบ้านนั้นก็เป็นเรื่องระหองระแหงกันระหว่างสามีภริยาซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาแต่โจทก์กลับละทิ้งจำเลยและบุตรกลับมาอยู่บ้านมารดาโจทก์โดยไม่สนใจนำพาจำเลยแม้ต่อมาจำเลยจะย้ายบ้านมาอยู่ข้างบ้านมารดาโจทก์ห่างออกไปเพียง 5 ถึง 6 ห้องเพื่อต้องการให้โจทก์มาอยู่กินด้วย แต่โจทก์ก็ไม่มา เมื่อจำเลยต้องย้ายที่อยู่ใหม่ห่างประมาณ 3 ป้ายรถประจำทาง แต่โจทก์ก็ไม่เคยมาหาหรือชักชวนจำเลยกับบุตรให้กลับไปอยู่ด้วยกัน อันเป็นการผิดปกติวิสัยของสามีที่จะพึงมีต่อภริยาแสดงให้เห็นว่าโจทก์สิ้นความรักความผูกพันต่อจำเลยแล้ว พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นฝ่ายละทิ้งร้างจำเลย มิใช่จำเลยละทิ้งร้างโจทก์

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ของบิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ หากไม่อุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษา บุตรผู้เยาว์ย่อมฟ้องเรียกเอาค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ตามมาตรา 1598/38 และสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นก็จะสละมิได้ตามมาตรา 1598/41 ฉะนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นมารดาผู้เยาว์ไม่ยอมรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากโจทก์ผู้เป็นบิดาที่เสนอให้ ย่อมไม่ทำให้สิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 (ที่ถูก 19) สิงหาคม 2526 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงนพรัตน์ สิทธิโชคกุลชัย อายุ 14 ปี เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2528 จำเลยได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลานาน 10 ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้ประพฤติตัวตามที่โจทก์อ้างแต่ครอบครัวโจทก์ยุยงให้โจทก์ละทิ้งจำเลยไป และโจทก์ได้ละทิ้งจำเลยและบุตรผู้เยาว์เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพราะโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น และต้องการทำการสมรสกับหญิงอื่น ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลยที่ศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องไป โจทก์ละทิ้งจำเลยและบุตรไป ปล่อยให้จำเลยเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตั้งแต่อายุ 2 ปีเศษโดยที่โจทก์ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู ขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ให้แก่จำเลยในอัตราเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 600,000 บาท และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ให้แก่จำเลยต่อไปในอัตราเดียวกันจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายละทิ้งโจทก์ไปและมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของภริยาจำเลยจึงต้องรับภาระเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำนวน 300,000 บาท แก่จำเลยและให้โจทก์ชำระในอัตราเดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 5 มกราคม 2541) จนกว่านางสาวนพรัตน์ สิทธิโชคกุลชัย ผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนางสาวนพรัตน์ สิทธิโชคกุลชัย ผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว โจทก์จำเลยได้อยู่กินเป็นสามีภริยากันที่บ้านมารดาโจทก์โดยโจทก์ใช้เป็นร้านซ่อมไดนาโม โจทก์จำเลยอาศัยอยู่ที่บ้านมารดาโจทก์ได้ประมาณ 2 ปี จำเลยมีเรื่องทะเลาะกับมารดาโจทก์และพี่สาวโจทก์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2528 จำเลยจึงพาบุตรออกจากบ้านมารดาโจทก์ไปเช่าบ้านอยู่ที่ถนนเพชรเกษม ซอย 28 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครโจทก์ตามไปพักกับจำเลยที่บ้านดังกล่าวได้ประมาณ 3 เดือน ก็มีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกันเป็นประจำ โจทก์จึงกลับมาอยู่ที่บ้านมารดาโจทก์ ระหว่างที่จำเลยพักอยู่ที่บ้านถนนเพชรเกษม ซอย 28 โจทก์เคยให้นางอนงค์ ไตรธรรม นำเงินไปให้จำเลยแต่จำเลยไม่ยอมรับ ต่อมาจำเลยได้ย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่ข้างบ้านมารดาโจทก์ห่างออกไปประมาณ5 ถึง 6 ห้อง หลังจากนั้นจำเลยได้ย้ายไปพักอยู่ที่ถนนเจริญนคร 14 ห่างจากบ้านโจทก์ประมาณ 3 ป้ายรถประจำทาง พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการละทิ้งร้างโจทก์ เห็นว่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว โจทก์กับจำเลยได้อยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านมารดาโจทก์ ซึ่งโจทก์ใช้เป็นร้านซ่อมไดนาโมด้วยที่บ้านดังกล่าวมีมารดาโจทก์และพี่สาวโจทก์อาศัยอยู่ด้วย จำเลยเป็นบุตรสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้านมารดาโจทก์เชื่อว่าจำเลยได้พยายามปรับตัวให้เข้ากับญาติพี่น้องทางฝ่ายโจทก์ในฐานะเป็นผู้เข้ามาอยู่ใหม่ แต่มารดาโจทก์และพี่สาวโจทก์กับจำเลยก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้จำเลยกับบุตรต้องออกไปอาศัยอยู่ที่บ้านถนนเพชรเกษม ซอย 28 โจทก์ได้ตามไปพักอาศัยอยู่ด้วยเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน แต่ต่อมาโจทก์ได้กลับไปอยู่ที่บ้านมารดาโจทก์อีก โดยไม่ยอมกลับไปอยู่อาศัยกับจำเลยอีก ฉะนั้น การที่จำเลยย้ายออกจากบ้านมารดาโจทก์ไปอยู่ที่บ้านที่ถนนเพชรเกษม ซอย 28 น่าจะเป็นเพราะจำเลยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับมารดาโจทก์และพี่สาวโจทก์จนจำเลยไม่อาจทนสภาพเช่นนั้นได้ต่อไปต้องพาบุตรไปหาที่อยู่ใหม่ แต่โจทก์ก็ยังคงตามไปอยู่กับจำเลยและบุตร กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ แต่เป็นการที่จำเลยต้องออกจากบ้านมารดาโจทก์ เพราะมีสาเหตุกับมารดาโจทก์และพี่สาวโจทก์นั่นเอง ส่วนการที่โจทก์อยู่กับจำเลยได้ประมาณ 3 เดือน โจทก์ก็กลับออกมาอยู่ที่บ้านมารดาโจทก์โดยโจทก์อ้างว่ามีเรื่องทะเลาะกับจำเลยและจำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าบ้านซึ่งก็เป็นเรื่องระหองระแหงกันระหว่างสามีภริยา ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่โจทก์กลับละทิ้งจำเลยและบุตรกลับมาอยู่บ้านมารดาโจทก์โดยไม่สนใจนำพาจำเลย ต่อมาจำเลยเองกลับย้ายมาเช่าบ้านพักอาศัยอยู่ข้างบ้านมารดาโจทก์ห่างออกไปประมาณ 5 ถึง 6 ห้อง ซึ่งจำเลยก็เบิกความว่าเพื่อต้องการให้โจทก์มาอยู่กินด้วย แต่โจทก์ก็ไม่มาแสดงว่าจำเลยยังหวังว่าโจทก์จะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิม หลังจากบ้านที่จำเลยอยู่อาศัยหมดสัญญาเช่า จำเลยก็ย้ายที่อยู่ใหม่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากบ้านมารดาโจทก์ประมาณ 3 ป้ายรถประจำทาง แม้จำเลยกับบุตรจะมาอยู่อาศัยใกล้บ้านพักมารดาโจทก์ แต่โจทก์ก็ไม่เคยมาหาจำเลยหรือชักชวนจำเลยกับบุตรไปอยู่ที่บ้านมารดาโจทก์ดังเดิมหรือหาที่อยู่ใหม่ อันเป็นการผิดปกติวิสัยของสามีที่จะพึงมีต่อภริยาแสดงว่าโจทก์สิ้นความรักความผูกพันต่อจำเลยแล้วพฤติการณ์ของโจทก์เป็นฝ่ายละทิ้งร้างจำเลย มิใช่จำเลยเป็นฝ่ายละทิ้งร้างโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์จะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หรือไม่ เพียงใด โจทก์อ้างว่าการที่จำเลยไม่ยอมรับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จากโจทก์ถือว่าจำเลยสละสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แล้วเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ของบิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์หากบิดามารดาไม่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ บุตรผู้เยาว์ย่อมฟ้องเรียกเอาค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นได้ตามมาตรา 1598/38 และสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นจะสละมิได้ตามมาตรา 1598/41 การที่จำเลยซึ่งเป็นมารดาบุตรผู้เยาว์ไม่ยอมรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากโจทก์ซึ่งเป็นบิดาที่ได้เสนอให้ ย่อมไม่ทำให้สิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เสียไป โจทก์กล่าวในฎีกาว่าโจทก์ยินดีที่จะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเดือนละ 2,000 บาท ได้ความว่านับแต่จำเลยกับบุตรผู้เยาว์ออกมาจากบ้านมารดาโจทก์เมื่อปี 2528 จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์ตลอดมา ขณะฟ้องคดีบุตรผู้เยาว์อายุ 14 ปี จำเลยยังเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ตลอดมาดังเดิม จำเลยเป็นผู้ให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์โดยในชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำเลยให้บุตรผู้เยาว์เข้าเรียนที่โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ค่าเล่าเรียนปีละประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศึกษานารีซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาล โจทก์ไม่เคยช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูตลอดมาเป็นเวลา 12 ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนประมาณ 240,000 บาท นอกจากจำเลยจะต้องรับภาระค่าศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์แล้ว จำเลยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่นอกเหนือจากค่าศึกษาเล่าเรียนอีกด้วย ซึ่งโจทก์ไม่เคยส่งเสียค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าศึกษาเล่าเรียนให้แก่บุตรผู้เยาว์เลย จะมีบ้างก็เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ภาระดังกล่าวตกแก่จำเลยแต่เพียงผู้เดียว เงินจำนวน 60,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าฝากไว้ให้บุตรผู้เยาว์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยหรือบุตรผู้เยาว์มีสิทธิถอนเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ จำเลยให้การศึกษาและอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์คนเดียวตลอดมาจนผู้เยาว์เติบใหญ่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรผู้เยาว์ 300,000 บาทนั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนนั้น โจทก์ยินดีจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรผู้เยาว์เดือนละ 2,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ แม้โจทก์จะอ้างว่ามีรายได้เดือนละ 7,000 บาท แต่หากนำมาใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าศึกษาเล่าเรียนแก่บุตรผู้เยาว์เดือนละ 2,500 บาท ก็ไม่เป็นภาระแก่โจทก์มากนักที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เดือนละ 2,500 บาท นับว่าเป็นจำนวนใกล้เคียงกับความประสงค์และความสามารถของโจทก์ผู้ให้แล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4) ม. 1564 ม. 1598/38 ม. 1598/41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกชัยหรือวีระ สิทธิโชคกุลชัย
จำเลย — นางวันทนา สิทธิโชคกุลชัย
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6664/2545
#49130
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทำหนังสือประกันไว้ต่อศาลชั้นต้นเพื่อค้ำประกันการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์แต่จำเลยไม่ชำระและจำเลยฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์บางส่วน และยังคงให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ เช่นนี้ ผู้ร้องจึงยังต้องรับผิดตามเนื้อความในหนังสือประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามหนังสือประกันดังกล่าวจะสิ้นไปต่อเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ หรือในระหว่างฎีกาได้มีการทำหนังสือประกันขึ้นใหม่ หรือเมื่อโจทก์มิได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและไม่แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยและผู้ร้องภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271

ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการอายัดที่ดินที่ผู้ร้องนำมาวางเป็นหลักประกันและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจคืนโฉนดที่ดินที่นำมาวางเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ร้องไปทั้งที่ผู้ร้องยังคงต้องรับผิดตามเนื้อความในหนังสือประกันอยู่ ซึ่งต่อมาภายหลังเมื่อเห็นว่าเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและสอบถามโจทก์ จำเลยกับผู้ร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง จึงเป็นการสั่งตามอำนาจที่ศาลชั้นต้นมีอยู่ตามมาตราดังกล่าวหาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพใช้การได้ดีคืนโจทก์ ถ้าไม่ส่งคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 256,690 บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 26,400 บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 3,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ไม่เกิน 6 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าถ้าจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือคนหนึ่งคนใดหาประกันสำหรับจำนวนเงินค่าเสียหายที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 283,090 บาท กับค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้องผู้ร้องได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 17973 ตำบลบ้านกุ่ม (คลองกระแซง) อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 46 ตารางวา มาวางเป็นหลักประกัน ฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงรับไว้เป็นหลักประกันและอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ไว้ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์โดยยึดโฉนดที่ดิน แจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีและให้ผู้ร้องทำหนังสือประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน26,400 บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 3,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลฎีกามีคำสั่งในคำร้องขอทุเลาการบังคับว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้ และต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 18,356 บาท และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์อีกต่อไปเดือนละ 2,294.50 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับโฉนดที่ดินซึ่งได้วางเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับในชั้นอุทธรณ์คืนโดยอ้างว่าผู้ร้องไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโฉนดที่ดินคืนไปจากศาลแล้ว แต่ศาลยังมิได้แจ้งถอนการอายัดที่ดินดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งแจ้งถอนการอายัดที่ดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยทั้งสอง การวางหลักทรัพย์ค้ำประกันการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นของผู้ร้องย่อมต้องมีภาระผูกพันเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งโจทก์สามารถบังคับเอาแก่หลักประกันดังกล่าวได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาว่า หนังสือประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นเพื่อค้ำประกันการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมมีผลบังคับใช้เฉพาะในชั้นอุทธรณ์นั้น ปรากฏตามเนื้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นว่า ข้าพเจ้าขอเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแทนจำเลยทั้งสองในศาลชั้นต้นจนครบถ้วนเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้แพ้คดีและจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนหากข้าพเจ้าไม่ชำระหนี้แทน ขอให้ศาลบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่ข้าพเจ้านำมาวางไว้เป็นหลักประกันได้ทันที ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ และจำเลยทั้งสองฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกบางส่วน และยังคงให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ เช่นนี้ ผู้ร้องจึงยังต้องรับผิดตามเนื้อความในหนังสือประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามหนังสือประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ หรือในระหว่างฎีกาได้มีการทำหนังสือประกันขึ้นใหม่ หรือเมื่อโจทก์มิได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและไม่แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยและผู้ร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมและสอบถามโจทก์กับผู้ร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนการอายัดที่ดินที่ผู้ร้องนำมาวางไว้เป็นหลักประกันทั้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องแล้วจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าการคืนโฉนดที่ดินที่ผู้ร้องนำมาวางเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ร้องไปทั้งที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้วางหลักประกันยังต้องรับผิดตามเนื้อความในหนังสือประกันอยู่ เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและสอบถามโจทก์จำเลยทั้งสองกับผู้ร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น จึงเป็นการสั่งตามอำนาจที่ศาลชั้นต้นมีอยู่ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 144 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นาง อเนกนุช ยะโสธร
จำเลย — นาย คมกริช ยะโสธร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661/2545
#110293
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง ส. อายุ 12 ปีเศษ ไปเสียจากบิดาและผู้ปกครองของผู้เยาว์ โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 317 หากศาลฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจะมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคท้าย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ระบุว่า อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องและไม่ต้องการทนาย โจทก์และจำเลยไม่ขอสืบพยาน ศาลเห็นสมควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะข้อเท็จจริงก่อนมีคำพิพากษา จึงเลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน 2544 โดยโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคท้าย ตามคำฟ้องโดยไม่มีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยก่อนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคท้าย จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง ส. ผู้เยาว์ อายุ ๑๒ ปีเศษ ไปเสียจากบิดาและผู้ปกครองของผู้เยาว์โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนั้นหากศาลฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคท้าย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๔๐,๐๐๐ บาท และเป็นคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ ระบุไว้ว่า อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยขอให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์และไม่ต้องการทนาย โจทก์และจำเลยไม่ขอสืบพยาน ศาลเห็นสมควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะข้อเท็จจริงก่อนมีคำพิพากษา จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๔ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคท้าย ตามคำฟ้องโดยไม่มีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยก่อนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการไม่ชอบ สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคท้าย
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวิวัฒน์หรือกุ้ง ล้อมเศรษฐี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางกฤษณา รัตนาสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6647/2545
#110316
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อรายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ไม่ใช่รายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านจัดหาพัสดุเคมีภัณฑ์และตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารที่โจทก์ทำกับบริษัทผู้รับจ้าง รายจ่าย ดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดจ่ายขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่ รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์ในประเทศไทยโดยเฉพาะตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (14)? โจทก์จึงไม่อาจนำรายจ่ายดังกล่าวมาคิดคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้

การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ มิใช่จัดเก็บจากจำนวนกำไรสุทธิ หากเป็นรายจ่ายที่แท้จริงของกิจการที่กิจการจ่ายออกไปจากประเทศไทย แม้จะเป็นรายจ่ายที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) ไม่ให้ถือเป็น รายจ่าย จำเลยก็ไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากจำนวนเงินดังกล่าวเพราะมิใช่จำนวนเงินกำไรที่แท้จริงของกิจการที่ได้มี การจำหน่ายออกไปจากประเทศไทย เมื่อสาขาของโจทก์ในประเทศไทยส่งเงินที่อ้างว่าเป็นส่วนเฉลี่ยรายจ่าย ซึ่งเป็น รายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริงให้แก่บริษัทผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทตั้งอยู่ใน ต่างประเทศ โดยโจทก์ให้บริษัทผู้รับจ้างเรียกเก็บหนี้จากผู้ว่าจ้างโจทก์ให้โจทก์ แล้วผู้ว่าจ้างโจทก์จะจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวไปยังบริษัทผู้รับจ้าง ดังนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้ตาม ประมวลรัษฎากรมาตรา 70 ทวิ อีกส่วนหนึ่งด้วย

เมื่อไม่ปรากฏว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยมีพฤติการณ์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรที่แท้จริงออกไปจากประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ใน ต่างประเทศ แม้เป็นกรณีมิใช่หนี้สูญที่แท้จริงหรือมิใช่หนี้สูญที่ได้ตัดจ่ายจากบัญชีของโจทก์จริง หรือโจทก์จำหน่ายหนี้สูญโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 181(พ.ศ. 2532) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่สามารถนำหนี้สูญจำนวนดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ แม้จะเป็นผลให้โจทก์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวก็ตาม แต่จะนำมาถือว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยหาได้ไม่

ภาระภาษีการค้าและภาระภาษีอากรแสตมป์ที่เกิดขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนจนกว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นที่ยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน หรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยประเมินภาษีการค้าและอากรแสตมป์โจทก์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และโจทก์ชำระภาษีดังกล่าวในวันที่ 15 มีนาคม 2538 โดยมิได้อุทธรณ์การประเมิน รายจ่ายค่าภาษีการค้าและอากรแสตมป์ที่พิพาทจึงยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตรวจสอบ รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ถูกตรวจสอบภาษีอากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ต.๗/๑๐๘๐/๒/๑๐๐๓๖๐ ถึง ๑๐๐๓๖๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.๑(อธ.๑)/๒๗๓ ถึง ๒๗๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มให้โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้ง ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๗/๑๐๘๐/๒/๑๐๐๓๖๑ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.๑(อธ.๑)/๒๗๔/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ โดยให้นำรายจ่ายภาษีการค้าจำนวน ๒,๓๐๔,๓๑๓.๙๒ บาท และค่าอากรแสตมป์จำนวน ๑๘๑,๘๗๓.๔๑ บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๓ แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๗/๑๐๘๐/๒/๑๐๐๓๖๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.๑(อธ.๑)/๒๗๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ โดยให้นำ รายจ่ายภาษีการค้าจำนวน ๓,๐๖๐,๖๕๗.๒๐ บาท และค่าอากรแสตมป์จำนวน ๑๒๙,๖๔๖.๒๒ บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๔ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๗/๑๐๘๐/๒/๑๐๐๓๖๐, ต.๗/๑๐๘๐/๒/๑๐๐๓๖๓ และ ต.๗/๑๐๘๐/๒/๑๐๐๓๖๒ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.๑(อธ.๑)/๒๗๓/๒๕๔๒ ที่ สภ.๑(อธ.๑)/๒๗๖/๒๕๔๒ และ ที่ สภ.๑(อธ.๑)/๒๗๕/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ตามลำดับ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓๐,๐๐๐ บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ตามข้อหาที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่ต้องนำสืบตามภาระการพิสูจน์ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทผู้รับจ้างได้ทำการงานให้บริการอะไรอย่างไร เมื่อใด แก่โจทก์ ไม่มีรายละเอียดพอให้เห็นว่าบริษัทผู้รับจ้างมีการดำเนินการตามสัญญาการให้บริการให้แก่โจทก์อย่างไร ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นรายจ่ายตามสัญญาบริการ จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง โดยไม่ใช่รายจ่ายที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ส่วนรายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบริษัทผู้รับจ้างดังกล่าวให้บริการแก่โจทก์ด้านการบริหารการตลาด บริหารบุคลากร บริหารการเงินและเงินทุนตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารอย่างไร เมื่อไร ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าบริษัทผู้รับจ้างได้ส่งเงินมาให้โจทก์ตามที่โจทก์แจ้งไปว่าโจทก์ต้องการเงินมาใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในการดำเนินการและเงินเดือนพนักงาน กรณีเป็นการผิดวิสัยและขัดแย้งกับการให้บริการตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารที่ได้มีการตกลงทำสัญญากันไว้ในข้อ ๑ ที่ว่าให้คำแนะนำในเรื่อง ควบคุมและการเก็บรักษาบัญชีเงินเดือนและบันทึกประวัติพนักงานเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่ารายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นรายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหาร จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดจ่ายขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อ กิจการของโจทก์ในประเทศไทยโดยเฉพาะเช่นเดียวกับสัญญาการให้บริการดังวินิจฉัยข้างต้น ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจ นำรายจ่ายตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้จ่ายตามสัญญาการให้บริการ และสัญญาการให้บริการด้านการบริหารดังกล่าวมาคิดคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๓ และวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๔ ที่มีการตรวจสอบภาษีได้ คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกา ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๓ และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๔ โจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จำนวน ๑๗,๒๘๑,๔๕๑.๒๓ บาท และจำนวน ๑๑,๙๙๘,๗๗๒.๘๕ บาท ตามลำดับหรือไม่ และการที่โจทก์จำหน่ายหนี้สูญจำนวน ๑,๔๔๕,๘๘๕.๐๓ บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๔ เป็นการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๐ ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำเลยออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ มิใช่จัดเก็บจากจำนวนกำไรสุทธิ กล่าวคือ หากเป็นรายจ่ายที่แท้จริงของกิจการที่กิจการจ่ายออกไปจากประเทศไทย แม้จะเป็นรายจ่ายที่ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ(๑) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย จำเลยก็ไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากจำนวนเงินดังกล่าวเพราะมิใช่จำนวนเงินกำไรที่แท้จริงของกิจการที่ได้มีการจำหน่ายออกไปจากประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารายจ่ายตามสัญญาการให้บริการและรายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริง เมื่อสาขาของโจทก์ในประเทศไทยส่งเงินที่อ้างว่าเป็นส่วนเฉลี่ยรายจ่าย ซึ่งเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริงให้แก่บริษัทผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศตั้งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยโจทก์ให้บริษัทผู้รับจ้างดังกล่าวเรียกเก็บหนี้จากผู้ว่าจ้างโจทก์ให้โจทก์ โดยเรียกเก็บทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วผู้ว่าจ้างโจทก์จะจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวไปยังบริษัทผู้รับจ้าง ดังนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจำหน่ายเงินกำไรจำนวน ๑๗,๒๘๑,๔๕๑.๒๓ บาท และจำนวน ๑๑,๙๙๘,๗๗๒.๘๕ บาท ออกไปจากประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ต่างประเทศ โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๐ ทวิ อีกส่วนหนึ่งด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับกรณีที่โจทก์จำหน่ายหนี้สูญจำนวน ๑,๔๔๕,๘๘๕.๐๓ บาท เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานทางบัญชีมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้บันทึกจำนวนหนี้ดังกล่าวเป็นรายได้แล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถได้รับชำระหนี้จากบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงตัดหนี้ดังกล่าวจากบัญชีของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าหนี้จำนวน ๑,๔๔๕,๘๘๕.๐๓ บาท มิใช่หนี้สูญที่แท้จริงหรือมิใช่หนี้สูญที่ได้ตัดจ่ายจากบัญชีของโจทก์จริง สำหรับกรณีที่โจทก์จำหน่ายหนี้สูญโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ (๙) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๘๑ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่สามารถนำหนี้สูญจำนวนดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ แม้จะเป็นผลให้โจทก์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวก็ตาม แต่จะนำมาถือว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามอุทธรณ์ของจำเลยหาได้ไม่เพราะข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยมีพฤติการณ์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรที่แท้จริงออกไปจากประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า เฉพาะภาษีการค้าและอากรแสตมป์ไม่รวม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระตามที่ถูกประเมินเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๘ เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาใดจำเลยอุทธรณ์ว่า รายจ่ายเฉพาะค่าภาษีการค้าและอากรแสตมป์ดังกล่าวเป็นรายจ่าย ที่โจทก์จ่ายในปี ๒๕๓๘ มิใช่เป็นรายจ่ายของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการตรวจสอบ รายจ่ายดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๙) ไม่สามารถนำมาคิดคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการตรวจสอบได้ เห็นว่า การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากฐานกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๕ ตรี การคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ? และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น กรณีภาษีการค้าและอากรแสตมป์ภาระภาษีเกิดขึ้นเมื่อเกิดความรับผิดในการเสียภาษี แต่ภาระภาษีการค้าและภาระภาษีอากรแสตมป์ที่พิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ภาระภาษีการค้าและภาระภาษีอากรแสตมป์ในกรณีนี้จึงยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนจนกว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นที่ยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน หรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยประเมินภาษีการค้าและอากรแสตมป์โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และโจทก์ชำระภาษีดังกล่าวในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๘ ตามเอกสารหมาย จ.๒ แผ่นที่ ๑๗๗ ถึง ๑๘๒ โดยมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าว ดังนั้น รายจ่ายค่าภาษีการค้าและอากรแสตมป์ที่พิพาทในคดีนี้จึงยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนในรอบระยะเวลา บัญชีที่ตรวจสอบ รายจ่ายดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ถูกตรวจสอบภาษีอากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี กำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลภาษีอากรกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ตรี (14 ม. 70 ทวิ
กฎกระทรวง ฉบับที่ 181 (พ.ศ.2532) ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บี เจ เซอร์วิสอินเตอร์เนชั่นแนลอิงค์ สาขาประเทศไทย
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6642/2545
#49129
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกที่บริษัทจำเลยที่ 1 มีถึงพนักงานทุกคนให้ละเว้นการออกเงินกู้ด้วยดอกเบี้ยสูงจะมิใช่ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับทำงาน แต่บันทึกดังกล่าวมีสภาพเป็นคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์นำเงินมาให้เพื่อนพนักงานซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้ากู้ยืมและเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1แต่มิใช่เป็นกรณีที่ร้ายแรง เพราะมิได้ทำให้มีผลกระทบต่อกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เสียหายอย่างชัดแจ้ง เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการตักเตือนเป็นหนังสือและโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ แต่การที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยชอบ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์ที่มีบทบาทในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจำเลยที่ 1 อันเป็นการบรรยายว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโดยฝ่าฝืนมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯอันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่า การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ด้วย ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาการกระทำอันไม่เป็นธรรม แต่โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องในข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมได้

แม้โจทก์จะขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดถึงกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมศาลจึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 เสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2526 จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งเสมียนพิมพ์ดีด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ11,400 บาท ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างที่ห้ามพนักงานออกเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงซึ่งข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความจริง แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ที่จะลดจำนวนพนักงานและโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่มีบทบาทในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจำเลยที่ 1 ทำให้ผู้บริหารของจำเลยที่ 1ไม่พอใจหาทางกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอเรียกค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าโจทก์เกษียณอายุรวมเป็นเงิน 2,724,600 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน1 เดือน เป็นเงิน 11,400 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 114,000 บาท กับเงินโบนัสในปีที่โจทก์ถูกเลิกจ้างอีก 11,400 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่จ่ายเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์แก่โจทก์จำนวน 30,449.82 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 114,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,400 บาท ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,724,600บาท เงินโบนัส 11,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินสะสม (ที่ถูกเป็นเงินสมทบ) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 30,449.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันแก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะต้องการกลั่นแกล้งโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และมีบทบาทในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1) และ (2) ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วัน นับแต่วันแจ้งเลิกจ้าง เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าววินิจฉัยเสียก่อนแต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ออกเงินให้พนักงานของจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูง ซึ่งเป็นการกระทำผิดพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์ทำให้พนักงานของจำเลยที่ 1 มีภาระหนักในการต้องหาเงินชำระหนี้และต้องคอยหลบหน้าหนีเจ้าหนี้ทำให้เป็นที่เสียหายแก่การทำงานโดยรวม จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้พนักงานทุกวันที่ 15 และทุกวันสิ้นเดือน ดังนั้นหากจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้องจ่ายให้เพียง 15 วัน เป็นเงิน5,700 บาท เท่านั้น โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างอันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบส่วนของนายจ้างแก่โจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผู้มีหน้าที่คือธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในการจ่ายเงินโบนัสว่าจะต้องดูผลประกอบการและงบดุลของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่จะอนุมัติจ่ายหรือไม่ก็ได้ ซึ่งในปี 2541 ไม่มีการจ่ายเงินโบนัส โจทก์มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1จนถึงวันสิ้นปี 2541 อันเป็นเวลาพิจารณาจ่ายเงินโบนัส โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โจทก์จึงไม่ต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้วินิจฉัยก่อนฟ้องคดีต่อศาล โจทก์มีอำนาจฟ้องโจทก์นำเงินมาให้เพื่อนพนักงานกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ถึง 8 ต่อเดือน เป็นการหาประโยชน์จากการให้กู้ยืมซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1พนักงานผู้กู้ยืมทำหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อพนักงานเหล่านั้นต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงย่อมได้รับความเดือดร้อนและวิตกกังวลในการหาเงินมาชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การจ่ายเงินโบนัสเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ที่จะจ่ายหรือไม่ก็ได้ตามผลประกอบการและโจทก์ออกจากงานเพราะมีความผิดก่อนกำหนดจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เป็นกรณีร้ายแรงจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสะสม (ที่ถูกเป็นเงินสมทบ) จากจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินโบนัสพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีและจำเลยที่ 2ต้องคืนเงินสะสม (ที่ถูกเป็นเงินสมทบ) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เสมียนพนักงานแผนกเครดิต เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 มีบันทึกถึงพนักงานตามเอกสารหมาย ล.1 ให้ละเว้นการเล่นหวยใต้ดินและออกเงินกู้ด้วยดอกเบี้ยสูง หลังจากจำเลยที่ 1 มีคำสั่งห้ามดังกล่าวโจทก์นำเงินมาให้เพื่อนพนักงานในแผนกเครดิตซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้ากู้ยืมและเรียกดอกเบี้ยในอัตราระหว่างร้อยละ 5 ถึง 8 ต่อเดือนต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ห้ามพนักงานออกเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยอันสูง ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เห็นว่า แม้ตามบันทึกเอกสารหมาย ล.1ที่จำเลยที่ 1 ให้พนักงานทุกคนของจำเลยที่ 1 ละเว้นการออกเงินกู้ด้วยดอกเบี้ยสูงจะมิใช่เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็ตาม แต่บันทึกดังกล่าวมีสภาพเป็นคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์นำเงินมาให้เพื่อนพนักงานในแผนกเครดิตซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้ากู้ยืมและเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย แต่มิใช่เป็นกรณีที่ร้ายแรงเพราะแม้การที่พนักงานที่กู้ยืมเงินจากโจทก์จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงแก่โจทก์อาจนำความเดือดร้อนมาสู่พนักงานผู้นั้นบ้างก็ตามแต่ไม่ใช่อัตราที่สูงเกินไป ทั้งก็ไม่ได้ทำให้มีผลกระทบต่อกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เสียหายอย่างชัดแจ้ง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ได้ตักเตือนเป็นหนังสือและโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2526 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,400 บาทโจทก์ซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวันเป็นเงิน 114,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118(5) และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ถูกปลดออกจากงานเนื่องจากสาเหตุอื่นนอกจากที่ระบุในข้อ 5.4.4 โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์สุทธิที่เกิดจากเงินสมทบนั้นตามข้อ 7.3.2 และ 7.2แห่งข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.11 ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเป็นยุติว่าเงินสะสมของโจทก์ เงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินดังกล่าวณ วันที่ 25 ธันวาคม 2541 มีจำนวน 60,925.76 บาท จำเลยที่ 2 เบิกจ่ายให้โจทก์แล้ว30,475.94 บาท ที่เหลือยังไม่จ่ายให้ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 30,449.82 บาท แก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของจำเลยที่ 1 อันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยชอบการเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ออกจากงานโดยไม่มีความผิด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสนั้น เห็นว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสมิใช่เพราะเหตุว่าโจทก์มีความผิดเพียงประการเดียวเท่านั้น ศาลแรงงานกลางยังฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าการจ่ายเงินโบนัสเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ที่จะจ่ายหรือไม่ก็ได้ตามผลประกอบการและโจทก์ออกจากงานก่อนกำหนดจ่ายเงินโบนัสอีกด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์เพียงว่าโจทก์ออกจากงานโดยไม่มีความผิดเพียงประการเดียว แม้จะเป็นดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไปอุทธรณ์ในส่วนนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ที่จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์โจทก์มีบทบาทในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1) และ (2) โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนจึงจะมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย นั้นเห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่มีบทบาทในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยฝ่าฝืนมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาด้วยว่าการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ดังนี้แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาการกระทำอันไม่เป็นธรรม แต่โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ในข้อหาว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมได้ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนี้แม้โจทก์จะขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 เสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 114,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 พฤศจิกายน 2543) จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน30,449.82 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 27 พฤศจิกายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 52
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กรัณฑ์ แซ่จึง
จำเลย — บริษัท โพสต์พับลิชซิ่ง จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6634/2545
#47409
เปิดฉบับเต็ม

หาดทรายชายทะเลซึ่งชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะเปลี่ยนแปลงสภาพโดยธรรมชาติโดยทะเลตื้นเขินขึ้น แต่ก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) ตราบใดที่ทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสองที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ไม่โจทก์มิใช่ผู้ยึดถือที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ครบกำหนดแล้วไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์แต่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าแล้วที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่เสียหายตามที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าที่ดินในบริเวณหมายเลข 1 และ 2 ในแผนที่พิพาทเป็นที่ดินที่งอกจากที่ดินของโจทก์ แต่เป็นที่ดินซึ่งเดิมเป็นหาดทรายชายทะเล ได้ความจากคำเบิกความของนายโหยบ หวันมะ และนายนพดลดีโหมด พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ว่า ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดยใช้ตากกุ้งและตากปลาอันเป็นการใช้ทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยโจทก์ไม่เคยทำประโยชน์ โจทก์เพิ่งล้อมรั้วสังกะสีเมื่อประมาณ 5 ถึง6 เดือน มาเท่านั้น ฉะนั้น ที่ดินพิพาทแม้จะเปลี่ยนแปลงสภาพโดยธรรมชาติโดยทะเลตื้นเขินขึ้นแต่ก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เช่นนี้ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ตราบใดที่ทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ ซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและโจทก์มิใช่ผู้ยึดถือที่ดินพิพาท เช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1308
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมซ้วน เชาวลิต
จำเลย — นาง สะริมะ ลังกาบำ
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา