คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2545
#49123
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกส่วนในวรรคท้ายที่บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษนั้นหมายความว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ ยังไม่อาจสมรสกัน ต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 และมีผลให้ชายผู้กระทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว ก็ย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เอง โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนถือว่าจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันพรากพาตัวเด็กหญิง อ. อายุ 14 ปีเศษผู้เสียหายไปเสียจากนาง ล. ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 จนสำเร็จความใคร่หลายครั้งโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ไม่ให้หลบหนีเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 310, 317, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 6 ปี8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง อ. ผู้เสียหาย อยู่ในความดูแลของนางละม้ายชายเกตุ ซึ่งเป็นยาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2540เวลาประมาณ 16 นาฬิกา หลังจากเลิกเรียนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายประพิศหรือฉีหริ่ง จันวนา เพื่อกลับบ้านระหว่างทางจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะแซงแล้วเรียกให้หยุด จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าคู่คนขับได้เปิดประตูรถแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นไปนั่งเบาะหลังซึ่งมีจำเลยที่ 1 กับชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว จำเลยที่ 3ขับรถไปในอำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง คืนนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกพาผู้เสียหายไปค้างคืนที่บังกะโลแห่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 พักห้องเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม รุ่งเช้าจำเลยทั้งสามกับพวกพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านนายสุทิน ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งอยู่ที่ตำบลคลองเฉลิมอำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ในตอนเย็นจำเลยทั้งสามกลับมารับผู้เสียหายไปส่งที่บ้านของนางเมาะไม่ทราบนามสกุล หลังจากนางละม้ายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว ได้ขอให้นายอุทัย อักษรเนียม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุออกตามหาผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2540 เวลา 16 นาฬิกา นายอุทัยจึงพาผู้เสียหายกลับบ้าน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายยินยอมย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แต่ในมาตรา 277 วรรคท้าย บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ มีความหมายว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ยังไม่อาจที่จะสมรสกัน หากจะสมรสกันต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448และมีผลทำให้ชายผู้กระทำความผิดในคดีอาญานั้นไม่ต้องรับโทษ แต่กรณีของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกันนั้นทั้งจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายมีอายุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ย่อมได้รับผลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคท้าย ด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

ฎีกาของจำเลยทั้งสามอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยายคือนางละม้าย ชายเกตุ ตั้งแต่ผู้เสียหายอายุ 4 เดือน เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกันนางละม้ายจึงเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามนั่งรถยนต์กระบะมาด้วยกันโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับแซงรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายแล้วเรียกให้หยุดจากนั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหน้าคู่กับคนขับได้เปิดประตูรถแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นรถไปพักค้างคืนที่บังกะโล จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ในเช้าวันรุ่งขึ้นจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายไปบ้านนายสุทิน และในตอนเย็นพาไปบ้านนางเมาะเช่นนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน ได้ตกลงว่าจะอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีภรรยามาก่อน หลังเกิดเหตุได้อยู่กินเป็นสามีภรรยาและจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้พรากเด็กเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เท่านั้น แต่ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 กลายเป็นการพรากเด็กโดยมีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 แสดงว่าบุคคลทั้งสองประสงค์อยู่กินฉันสามีภรรยา การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวให้จำคุก4 ปี และไม่รอการลงโทษนั้น หนักเกินไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงควรได้รับโทษในลักษณะเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสามให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ3 ปี และปรับ 9,000 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี และปรับ 6,000 บาท เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหายแล้ว คดีมีเหตุปราณีสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสามมีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1448
ป.อ. ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ป. จ. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6479/2545
#49421
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้มาก เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางหลวงแผ่นดิน ทั้งมีผลกระทบต่อผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาที่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายอันเกิดจากสภาพแห่งท้องถนนที่ได้รับความเสียหายทำให้ยากต่อการควบคุมให้รถแล่นไปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอาจมีผลก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่ได้ ดังนั้น รถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งใช้ในการกระทำความผิดจึงเป็นทรัพย์ที่สมควรต้องริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุก ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถยนต์บรรทุกของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวงพ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนรถยนต์ของกลางนั้นยังไม่เห็นสมควรริบ ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง โดยอธิบดีอัยการเขต 7 รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 12,900 กิโลกรัม เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางหลวงแผ่นดิน ทั้งยังมีผลกระทบต่อผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาที่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายอันเกิดจากสภาพแห่งท้องถนนที่ได้รับความเสียหายทำให้ยากต่อการควบคุมให้รถแล่นไปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอาจมีผลก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่ได้ ดังนั้น รถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งใช้ในการกระทำความผิดจึงเป็นทรัพย์ที่สมควรต้องริบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2482 ม. 61 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงราชบุรี
จำเลย — นายวิเชาร์ จิตทวี
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6474/2545
#49122
เปิดฉบับเต็ม

ภาพถ่ายสภาพแม่น้ำที่จำเลยฉุดผู้เสียหายลงไปในแม่น้ำแล้วใช้มือกดศีรษะผู้เสียหายลงไปในน้ำ จนกระทั่งผู้เสียหายหลุดมือ กระแสน้ำพัดพาผู้เสียหายไปนั้นสภาพเป็นแม่น้ำไม่กว้างและพื้นเป็นทางค่อย ๆ ลาดลงไป ไม่ลึกชัน บริเวณที่เกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าเป็นจุดใด ห่างจากฝั่งกี่เมตร แม้พนักงานสอบสวนจะบันทึกว่า ขณะเกิดเหตุน้ำในแม่น้ำมีมากลึกท่วมศีรษะของผู้เสียหาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นส่วนไหนที่ลึกท่วมศีรษะอาจเป็นบริเวณช่วงกลางแม่น้ำก็ได้ ทั้งภาพถ่ายที่อ้างถึงก็ไม่ปรากฏว่าถ่ายหลังเกิดเหตุนานประมาณเท่าใด แต่ตามภาพถ่ายเห็นได้ว่าเป็นลำน้ำที่ตื้นเขินเป็นส่วนใหญ่ประกอบกับขณะเกิดเหตุหากจำเลยยืนกดศีรษะของผู้เสียหายได้แสดงว่าระดับน้ำน่าจะมีความสูงไม่ถึงศีรษะจำเลยและผู้เสียหาย ดังนั้นจากสภาพที่เกิดเหตุขณะนั้น จำเลยไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำของจำเลยอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 92,288, 319 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพรากผู้เยาว์ แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปีข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสามเป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมแล้วคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยฉุดผู้เสียหายลงไปในแม่น้ำตรอนแล้วใช้มือกดศีรษะผู้เสียหายลงไปในน้ำ จนกระทั่งผู้เสียหายหลุดมือกระแสน้ำพัดพาผู้เสียหายไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตอันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าได้หรือไม่ เห็นว่า ตามภาพถ่ายสภาพแม่น้ำตรอนที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นแม่น้ำไม่กว้างและพื้นเป็นทางค่อย ๆ ลาดชันไป ไม่ลึกชัน บริเวณที่เกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าเป็นจุดใด ห่างจากฝั่งกี่เมตร แม้ตามเอกสารหมาย จ.2 พนักงานสอบสวนจะบันทึกว่าขณะเกิดเหตุน้ำในแม่น้ำตรอนมีมากลึกท่วมศีรษะของผู้เสียหาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นส่วนไหนที่ลึกท่วมศีรษะ อาจเป็นบริเวณช่วงกลางแม่น้ำก็ได้ ทั้งภาพถ่ายที่อ้างถึงก็ไม่ปรากฏว่าถ่ายหลังเกิดเหตุนานประมาณเท่าใด แต่ตามภาพถ่ายจะเห็นได้ว่าเป็นลำน้ำที่ตื้นเขินเป็นส่วนใหญ่ เมื่อพิจารณาประกอบกับขณะเกิดเหตุ หากจำเลยยืนกดศีรษะของผู้เสียหายได้แสดงว่าระดับน้ำน่าจะมีความสูงไม่ถึงศีรษะจำเลยและผู้เสียหายดังนั้น จากสภาพที่เกิดเหตุขณะนั้นจึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำของจำเลยอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย สมชาย หรือกุ้ย เต็งวิลัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6469/2545
#49121
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ฯ มาตรา 4 กำหนดให้ "ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้..."ซึ่งกิจการเงินทุนแต่ละประเภทมีการกำหนดวิธีหาเงินทุนไว้ตรงกันคือ "ธุรกิจหาทุนจากประชาชน" ซึ่งหมายความรวมถึงกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนด้วย ทั้งคำว่า"ประชาชน" ตามพจนานุกรม หมายถึง พลเมืองหรือสามัญชนทั่ว ๆ ไป ดังนั้น ธุรกิจเงินทุนภายใต้ข้อบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นธุรกิจที่มีการจัดหาทุนดำเนินกิจการจากประชาชนพลเมืองทั่วไปไม่มีจำกัดว่าจะเป็นใคร เมื่อปรากฏว่าบริษัทโจทก์จัดหาเงินทุนมาจากบริษัทในเครือหรือจากญาติพี่น้องเฉพาะคนเท่านั้นไม่เป็นการทั่วไป ประกอบกับโจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินหรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่นได้ ดังนั้นแม้โจทก์จะมิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โจทก์ก็มีอำนาจให้จำเลยกู้เงินได้โดยชอบ สัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,550,000 บาท แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอคิดค่าเสียหายในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระตามสัญญากู้แต่ละฉบับถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยรวม 511,008 บาท เมื่อรวมกับต้นเงินแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 4,061,008 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,061,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน3,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เงินและไม่เคยรับเงินจากโจทก์แต่โจทก์เป็นผู้จัดทำสัญญากู้ฉบับพิพาทขึ้นเอง ทั้งโจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย การให้กู้ยืมเงินของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,061,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23ธันวาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 4 ครั้ง และรับเงินกู้ไปจากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนางสาวธนวันต์ กองดอน กรรมการโจทก์ นางสาวดารณี อุดมสุข พนักงานบัญชีของโจทก์และนางศิริพรรณ อรัณยะนาค ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาถนนสาทร มาเบิกความได้ความสอดคล้องต้องกันว่า ในปี 2533 จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป3 ครั้ง และในปี 2534 กู้โจทก์ไปอีก 1 ครั้ง รวมเป็น 4 ครั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 3,550,000บาท จำเลยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว สัญญาให้กู้แต่ละฉบับมีกำหนดชำระเงินคืนภายใน 6 เดือน แต่เมื่อครบกำหนดชำระเงินกู้คืน จำเลยได้ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน และโจทก์ก็อนุญาตตามที่จำเลยขอทุกครั้ง เพียงแต่ให้จำเลยทำสัญญาให้กู้ฉบับใหม่ให้และสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระเงินกู้ฉบับใหม่ควบคู่ไปด้วย สัญญาให้กู้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการต่ออายุให้แก่จำเลยครั้งที่ 8 ส่วนจำเลยเบิกความว่าจำเลยกับนายชัยวัฒน์ จำนงค์อาษา กรรมการโจทก์เข้าหุ้นกันเพื่อซื้อขายที่ดินนำกำไรมาแบ่งกันและมีการแลกเช็คกัน ในการแลกเช็คกันนั้นนายชัยวัฒน์จะนำเอาเอกสารมาให้จำเลยลงชื่อโดยแจ้งว่าเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบในการจัดหาเงินมาให้จำเลยกู้ สำหรับใบรับเงินก็เป็นเอกสารที่นายชัยวัฒน์นำมาให้จำเลยลงชื่อในการแลกเช็คดังกล่าว ส่วนสัญญาให้กู้ก็เป็นเอกสารที่นายชัยวัฒน์นำมาให้จำเลยลงชื่อโดยอ้างเพียงว่าเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบในการเบิกเงินเท่านั้นและใช้เป็นหลักฐานในการลงบัญชีของบริษัท ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงเป็นเรื่องการแลกเช็คกันระหว่างจำเลยกับนายชัยวัฒน์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน จำเลยและนายชัยวัฒน์มีการแลกเช็คกันหลายครั้ง ทุกครั้งนายชัยวัฒน์จะคืนทั้งสัญญาให้กู้และเช็คฉบับเดิมแก่จำเลย แล้วจำเลยจะทำสัญญาให้กู้และสั่งจ่ายเช็คฉบับใหม่แก่นายชัยวัฒน์โดยมีข้อตกลงกันภายในว่าจะไม่นำสัญญาและเช็คเหล่านี้ไปฟ้องร้องกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาได้ความดังนี้ เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลมาเบิกความได้ข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันกับพยานเอกสารไม่ว่าจะเป็นสัญญาให้กู้ ใบรับเงิน สำเนาเช็คที่โจทก์ได้สั่งจ่ายเงินแก่จำเลยรวมทั้งบัญชีกระแสรายวันที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเบิกเงินไปแล้ว ทั้งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ได้รับเงินไปตามสัญญากู้แล้วจริง ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปทั้ง 4 ครั้งและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ตามฟ้องจริง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีมาโดยตลอดนั้น นอกจากจะไม่มีเหตุผลให้รับฟังแล้วยังเป็นการนำสืบนอกข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยอันศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(1)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สัญญาให้กู้ทั้ง 4 ฉบับตามฟ้องเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การให้กู้เงินของโจทก์มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจเงินทุน แต่โจทก์ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 สัญญาให้กู้พิพาททั้ง 4 ฉบับ จึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 4 บัญญัติว่า"ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้..." และมีการกำหนดกิจการเงินทุนไว้ 5 ประเภท แต่ละประเภทมีการกำหนดวิธีหาเงินทุนไว้ตรงกันคือ "กิจการหาทุนจากประชาชน" สำหรับคำว่า "จัดหาเงินทุนจากประชาชน" หมายความรวมถึงกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนด้วย และความหมายของคำว่า "ประชาชน" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คือ "พลเมืองหรือสามัญชนทั่ว ๆ ไป" ดังนี้ เมื่อนำความหมายเหล่านี้มาพิจารณาประกอบกันก็จะได้ความหมายโดยสรุปว่า ธุรกิจเงินทุนที่จะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นธุรกิจที่มีการจัดหาทุนดำเนินกิจการจากประชาชนพลเมืองโดยทั่วไปไม่มีจำกัดว่าจะเป็นใคร แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้กลับปรากฏว่าโจทก์จัดหาเงินทุนมาจากบริษัทในเครือหรือจากญาติพี่น้องเฉพาะคนเท่านั้นไม่เป็นการทั่วไป ประกอบกับโจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินหรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่นได้เช่นนี้ โจทก์จึงมีอำนาจให้จำเลยกู้เงินได้โดยชอบ หาเป็นโมฆะดังจำเลยอ้างไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แองโกล-ดัช (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นาย พ้อง ชีวานันท์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2545
#49120
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้ของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) นั้น ต้องมีข้อความแสดงเจตนาของลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้ โดยที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องและลูกหนี้ยอมรับในสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้นั้นแล้วจะชำระหนี้ให้ แต่หนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องมีเพียงข้อความระบุจำนวนเดือน วันเดือนปี ดอกเบี้ย ต้นทุนหรือต้นเงิน และคำว่ารวมและมีลายมือชื่อของจำเลยลงไว้ในตอนท้ายเท่านั้น ไม่มีข้อความระบุว่าใครเป็นหนี้อะไรแก่ผู้ใด และตกลงจะชำระหนี้ให้แก่ผู้นั้นหรือไม่อย่างไร จึงยังไม่พอฟังว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นปี 2537 จำเลยนำเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด จำนวนเงิน 200,000 บาท ลงวันที่ 20 มกราคม 2537 โดยมีนายประศักดิ์ ศรีอุทวงศ์ (ที่ถูกน่าจะเป็นศรีอุทธวงศ์) สามีจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ 200,000 บาท แล้วจำเลยกู้เงินโจทก์อีก 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 290,000 บาท ซึ่งต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 290,000 บาท และเป็นหนี้ค่าดอกเบี้ย 95,700 บาท รวมเป็นเงิน 385,700 บาท แต่หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย สำหรับหนี้ค่าดอกเบี้ยดังกล่าวโจทก์ขอเรียกเพียง 87,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 377,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 377,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาย่อยวังสมบูรณ์จำนวนเงิน 200,000 บาท ซึ่งนายประศักดิ์ ศรีอุทธวงศ์ เป็นผู้สั่งจ่ายไปแลกเงินสดจากโจทก์ มูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายประศักดิ์ จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยไม่เคยกู้เงิน 90,000 บาท จากโจทก์ และจำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์นำเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของจำเลยที่ลองลงลายมือชื่อไว้เมื่อครั้งที่จำเลยเคยกู้เงินโจทก์มากรอกข้อความ โดยจำเลยไม่รู้เห็นยินยอม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเอกสารที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเอกสารดังกล่าว มีข้อความว่า 11 เดือน - 38 เบิกเงินรวม 1 มีนาคม - 39 ดอก95,700 ต้นทุน 290,000 รวม 385,700 แล้วมีลายมือชื่อจำเลยลงไว้ 2 แห่ง คือถัดจากตัวเลข 385,700 และในตอนท้าย ไม่มีข้อความระบุว่าใครเป็นหนี้อะไรแก่ผู้ใด และตกลงจะชำระหนี้ให้แก่ผู้นั้นหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) บัญญัติว่า ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ฯลฯ การรับสภาพหนี้ในกรณีที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องมีข้อความแสดงเจตนาของลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้ โดยที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องและลูกหนี้ยอมรับในสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้แล้วจะชำระหนี้ให้ แต่ตามเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์หรือไม่ ในมูลหนี้ใดและจำเลยยอมรับว่าจะชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแก่โจทก์ การที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุจำนวนเดือน วันเดือนปี ดอกเบี้ยต้นทุนหรือต้นเงิน และคำว่ารวมเพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยในการรับสภาพต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง ดังนั้น เอกสารที่โจทก์นำมาฟ้องจึงมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมามีข้อเท็จจริงและปัญหาที่วินิจฉัยไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลี เหล่าภัทรประสิทธิ์
จำเลย — นาง กงจักร ศรีอุทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2545
#109400
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้ในกรณีที่ทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ต้องมี

ข้อความแสดงเจตนาของลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้ โดยที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องและลูกหนี้ยอมรับในสิทธิเรียกร้องของ

เจ้าหนี้นั้นแล้วจะชำระหนี้ให้ แต่เอกสารของโจทก์ไม่มีข้อความระบุว่าใครเป็นหนี้อะไร แก่ผู้ใด และตกลงจะชำระหนี้ให้แก่ผู้นั้นหรือไม่ อย่างไร มีเพียงข้อความระบุจำนวนเดือน วันเดือนปี ดอกเบี้ย ต้นทุนหรือต้นเงิน และคำว่ารวม กับ

ลายมือชื่อจำเลย ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์หรือไม่ ในมูลหนี้ใด และจำเลยยอมรับว่าจะชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแก่โจทก์ จึงไม่เป็นหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยในการรับสภาพต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้อง เอกสารของโจทก์ไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๓๗๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาย่อยวังสมบูรณ์ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งนายประศักดิ์ ศรีอุธวงศ์ เป็นผู้สั่งจ่ายไปแลกเงินสดจากโจทก์ และจำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์นำเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของจำเลยที่ลองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความโดยจำเลยไม่รู้เห็นยินยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เอกสารหมาย จ.๕ เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.๕ มีข้อความว่า ๑๑ เดือน - ๓๘ เบิกเงินรวม ๑ มีนาคม - ๓๙ ดอก ๙๕,๗๐๐ ต้นทุน ๒๙๐,๐๐๐ รวม ๓๘๕,๗๐๐ แล้วมีลายมือชื่อจำเลยลงไว้ ๒ แห่ง คือถัดจากตัวเลข ๓๘๕,๗๐๐ และในตอนท้าย ไม่มี ข้อความระบุว่าใครเป็นหนี้อะไรแก่ผู้ใด และตกลงจะชำระหนี้ให้แก่ผู้นั้นหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) บัญญัติว่า ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือ รับสภาพหนี้ให้ ฯลฯ การรับสภาพหนี้ในกรณีที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องมีข้อความแสดงเจตนาของลูกหนี้ยอมรับว่า เป็นหนี้ โดยที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องและลูกหนี้ยอมรับในสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้นั้นแล้วจะชำระหนี้ให้ แต่ ตามเอกสารหมาย จ.๕ ไม่ปรากฏว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์หรือไม่ในมูลหนี้ใด และจำเลยยอมรับว่าจะชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแก่โจทก์ การที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุจำนวนเดือน วันเดือนปี ดอกเบี้ย ต้นทุนหรือ ต้นเงิน และคำว่ารวม เพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาของจำเลยในการรับสภาพต่อโจทก์ ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง ดังนั้น เอกสารหมาย จ.๕ จึงมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช - ชูชาติ ศรีแสง - สบโชค สุขารมณ์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี เหล่าภัทรประสิทธิ์
จำเลย — นางกงจักร ศรีอุทวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายสุรพงศ์ กลั่นประชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ จันทกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2545
#48251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถกระบะจากบ้านพักของผู้เสียหายไปให้หญิงไม่ทราบชื่อทำแท้งโดยผู้เสียหายยินยอม ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ซึ่งแม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ศาลก็ลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายเพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หญิงคนหนึ่งไม่ทราบชื่อทำให้นางสาวปราณี วังพล ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 303 กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3157/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 2 มีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอมตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม2540 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 พูดขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะถูกฆ่า ต่อมาประมาณ 6 ถึง 7 วัน ผู้เสียหายได้เล่าให้นางปราณี บุตรแขก ญาติผู้เสียหายฟัง ประมาณวันที่ 17 ถึง 26 พฤษภาคม 2540 รอบประจำเดือนของผู้เสียหายไม่มาตามปกติ ผู้เสียหายเข้าใจว่าตั้งครรภ์จึงไปเล่าให้นางปราณีฟังอีก เมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2540 นางปราณีได้พาผู้เสียหายไปตรวจที่สถานีอนามัยบ้านช่องพลี เจ้าหน้าที่อนามัยยืนยันว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ กลับบ้านแล้วผู้เสียหายได้เล่าให้พี่ชายผู้เสียหายฟังพี่ชายผู้เสียหายโกรธมาก ผู้เสียหายจึงหนีไปอยู่บ้านบิดาอดีตสามีผู้เสียหาย จากนั้นนางปราณีได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย โดยทำให้ถูกต้องตามประเพณีของศาสนาอิสลาม แต่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม ครั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 เวลาประมาณ 6 นาฬิกาจำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้าน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกว่าจะมารับไปทำพิธีแต่งงานตามประเพณีของศาสนาอิสลาม ผู้เสียหายเชื่อจึงขึ้นรถกระบะไปกับจำเลยทั้งสามโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ 3 บอกให้ผู้เสียหายไปทำแท้งลูกเสียก่อนเพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ หลังจากจำเลยที่ 3 ลงจากรถที่ตลาดเหนือคลองแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พาผู้เสียหายไปบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าอยู่ที่จังหวัดตรัง ที่บ้านหลังดังกล่าวมีหญิงคนหนึ่งอายุ 40 ปีเศษเป็นคนทำแท้งโดยใช้ตะขอใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายแล้วเขย่า ๆ โดยมีหญิงวัยรุ่น 2 คน ช่วยกันจับขาของผู้เสียหายไว้ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านไว้ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความเพียงปากเดียว แต่ก็เบิกความสมเหตุผลมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายมีแผลถลอกใหม่ที่บริเวณช่องคลอดทางด้านล่างปากมดลูกเปิดแสดงว่าผู้เสียหายผ่านการทำแท้ง อาจจะเป็นไปได้ว่าผ่านการทำแท้งเพราะมีบาดแผลถลอกใหม่เกิดขึ้นที่เกิดจากมีการสอดใส่วัตถุเข้าไปในช่องคลอด เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลกระบี่ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ตามที่ร้อยตำรวจเอกสุเมธปานคงพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานโจทก์เป็นผู้นำส่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวเชื่อว่าในวันเกิดเหตุหญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก 2 คนทำให้ผู้เสียหายแท้งลูก ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบอ้างว่าเพียงแต่ร่วมกันพาผู้เสียหายซึ่งมีอาการปวดท้องไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง ตรวจร่างกายนั้นขัดต่อเหตุผลเนื่องจากจำเลยที่ 1 อ้างว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะไปทำงานขับรถไถรับจ้างตามปกติแต่กลับพาจำเลยที่ 2 ไปรับผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย เป็นพิรุธ พยานจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถกระบะจากบ้านพักของผู้เสียหายไปให้หญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก 2 คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอม ในระหว่างการทำแท้งนั้น จำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหายจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ซึ่งแม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายเพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 302
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย สุเทพหรือหลัก โสภี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2545
#49420
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถกระบะจากบ้านพักผู้เสียหายไปให้หญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก 2 คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอม ซึ่งในระหว่างการทำแท้งนั้น จำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86ซึ่งแม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 303 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 302ก็ตาม ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษจะหนักเบาต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หญิงคนหนึ่งไม่ทราบชื่อทำให้นางสาว ป.ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3157/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 303

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 2 มีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอมตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2540เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 พูดขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะถูกฆ่าต่อมาประมาณ 6 ถึง 7 วัน ผู้เสียหายได้เล่าให้นาง ร. ญาติผู้เสียหายฟัง ประมาณวันที่17 ถึง 26 พฤษภาคม 2540 รอบประจำเดือนของผู้เสียหายไม่มาตามปกติ ผู้เสียหายเข้าใจว่าตั้งครรภ์จึงไปเล่าให้นาง ร. ฟังอีก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 นาง ร.ได้พาผู้เสียหายไปตรวจที่สถานีอนามัยบ้านช่องพลี เจ้าหน้าที่อนามัยยืนยันว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ กลับบ้านแล้วผู้เสียหายได้เล่าให้พี่ชายผู้เสียหายฟัง พี่ชายผู้เสียหายโกรธมากผู้เสียหายจึงหนีไปอยู่บ้านบิดาอดีตสามีผู้เสียหาย จากนั้นนาง ร. ได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย โดยทำให้ถูกต้องตามประเพณีของศาสนาอิสลาม แต่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมครั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้าน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกว่าจะมารับไปทำพิธีแต่งงานตามประเพณีของศาสนาอิสลาม ผู้เสียหายเชื่อจึงขึ้นรถกระบะไปกับจำเลยทั้งสาม โดยมีจำเลยที่ 1เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ 3 บอกให้ผู้เสียหายไปทำแท้งลูกเสียก่อน เพราะจำเลยที่ 1ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ หลังจากจำเลยที่ 3 ลงจากรถที่ตลาดเหนือคลองแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พาผู้เสียหายไปบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าอยู่ที่จังหวัดตรัง ที่บ้านหลังดังกล่าวมีหญิงคนหนึ่งอายุ 40 ปีเศษ เป็นคนทำแท้งโดยใช้ตะขอใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายแล้วเขย่า ๆ โดยมีหญิงวัยรุ่น 2 คน ช่วยกันจับขาของผู้เสียหายไว้ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านไว้ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความเพียงปากเดียว แต่ก็เบิกความสมเหตุผลมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายมีแผลถลอกใหม่ที่บริเวณช่องคลอดทางด้านล่างปากมดลูกเปิด แสดงว่าผู้เสียหายผ่านการทำแท้ง อาจจะเป็นไปได้ว่าผ่านการทำแท้งเพราะมีบาดแผลถลอกใหม่เกิดขึ้นที่เกิดจากมีการสอดใส่วัตถุเข้าไปในช่องคลอด เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลกระบี่ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ตามที่ร้อยตำรวจเอกสุเมธ ปานคง พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานโจทก์เป็นผู้นำส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวเชื่อว่าในวันเกิดเหตุหญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก 2 คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูก ที่จำเลยที่ 1และที่ 2 นำสืบอ้างว่าเพียงแต่ร่วมกันพาผู้เสียหายซึ่งมีอาการปวดท้องไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง ตรวจร่างกายนั้นขัดต่อเหตุผลเนื่องจากจำเลยที่ 1อ้างว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะไปทำงานขับรถไถรับจ้างตามปกติ แต่กลับพาจำเลยที่ 2 ไปรับผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย เป็นพิรุธ พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถกระบะจากบ้านพักของผู้เสียหายไปให้หญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก 2 คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอมในระหว่างการทำแท้งนั้น จำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วยพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86ซึ่งแม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1และที่ 2 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 302 ม. 303
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุเทพหรือหลัก โสภี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2545
#109399
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หญิงคนหนึ่งไม่ทราบชื่อทำให้นางสาว ป. ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 83 , 84 , 303 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านและถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเรา หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่สถานีอนามัยจึงทราบว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ ต่อมาจำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้านโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถ จำเลยที่ 2 เป็นมารดาจำเลยที่ 1 แล้วพาผู้เสียหายไปหาผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อทำแท้ง ระหว่างทางจำเลยที่ 3 ลงจากรถไปก่อน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายเข้าไปทำแท้งในบ้านหลังหนึ่งโดยผู้เสียหายยินยอมให้ทำแท้งลูก ระหว่างการทำแท้งจำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามมาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เพราะการทำให้แท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๘๔ , ๓๐๓ กับขอให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๑๕๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ , ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอมตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ ข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ พูดขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะถูกฆ่า ประมาณวันที่ ๑๗ ถึง ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ รอบประจำเดือนของผู้เสียหายไม่มาตามปกติ ผู้เสียหายเข้าใจว่าตั้งครรภ์จึงไปเล่าให้นางปราณี บุตรแขก ญาติผู้เสียหายฟัง เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ นางปราณีได้พาผู้เสียหายไปตรวจที่สถานีอนามัยบ้านช่องพลี เจ้าหน้าที่อนามัยยืนยันว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ จากนั้นนางปราณีได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าจะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย โดยทำให้ถูกต้องตามประเพณีของศาสนาอิสลาม แต่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม ครั้นวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๖ นาฬิกา จำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้าน โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ บอกว่าจะมารับไปทำพิธีแต่งงานตามประเพณีของศาสนาอิสลาม ผู้เสียหายเชื่อจึงขึ้นรถกระบะไปกับจำเลยทั้งสาม โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ ๓ บอกให้ผู้เสียหายไปทำแท้งลูกก่อนเพราะจำเลยที่ ๑ ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ หลังจากจำเลยที่ ๓ ลงจากรถที่ตลาดเหนือคลองแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้พาผู้เสียหายไปบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าอยู่ที่จังหวัดตรัง ที่บ้านหลังดังกล่าวมีหญิงคนหนึ่งอายุ ๔๐ ปีเศษ เป็นคนทำแท้งโดยใช้ตะขอใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายแล้วเขย่า ๆ โดยมีหญิงวัยรุ่น ๒ คน ช่วยกันจับขาของผู้เสียหายไว้ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ ๑ นั่งขวางประตูบ้านไว้ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความเพียงปากเดียว แต่ก็เบิกความสมเหตุผล มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายมีแผลถลอกใหม่ที่บริเวณช่องคลอดทางด้านล่างปากมดลูกเปิด แสดงว่าผู้เสียหายผ่านการทำแท้ง เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลกระบี่ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว เชื่อว่าในวันเกิดเหตุหญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก ๒ คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูก ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำสืบอ้างว่าเพียงแต่ร่วมกันพาผู้เสียหายซึ่งมีอาการปวดท้องไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง ตรวจร่างกายนั้นขัดต่อเหตุผล เนื่องจากจำเลยที่ ๑ อ้างว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จะไปทำงานขับรถไถรับจ้างตามปกติ แต่กลับพาจำเลยที่ ๒ ไปรับผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย เป็นพิรุธ พยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ ซึ่งแม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 86 ม. 303 ม. 302
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุเทพหรือหลัก โสภี ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายสุกิจ เกศณรายณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6432/2545
#49119
เปิดฉบับเต็ม

แม้การยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ผู้ร้องจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลขณะยื่นคำร้องตามท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 2(3) จำนวน 20 บาท และค่าคำสั่งตามตาราง 2(7) อีกจำนวน 50 บาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นโดยเสียเฉพาะค่าคำร้อง 20 บาท ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งให้รับคำร้องและทำการไต่สวนตลอดจนมีคำสั่งชี้ขาดไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์จงใจจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนแต่อย่างใด เมื่อความปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนตามท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินกู้ยืมพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30656, 31544 ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม(นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ที่จำนองไว้ต่อโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ปรากฏว่านางสมทรง อมรสังข์ เป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดในราคา 200,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปในราคาที่ต่ำเกินไป เนื่องจากบริษัทไทยประเมินราคา จำกัด ได้ประเมินราคาไว้เมื่อ วันที่ 6 มกราคม 2536 ตารางวาละ 3,000 บาท เนื้อที่ทั้งหมด 245.5 ตารางวา เป็นเงิน 736,500 บาท นอกจากนี้ทรัพย์พิพาทตั้งอยู่ในที่มีความเจริญติดกับสนามกอล์ฟ รอยัลเจมส์ มีโครงการหมู่บ้านจัดสรรเป็นจำนวนมาก การคมนาคมสะดวกอีกทั้งที่ดินแปลงใกล้เคียงกับที่ดินของจำเลยที่ 2 นั้นเสนอขายกันในราคาตารางวาละ 5,000 บาทและขายได้ในราคาตารางวาละ 4,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปในราคา 200,000 บาท จึงได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วมีคำสั่งให้มีประกาศขายทอดตลาดใหม่ต่อไป

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ให้ราคาสูงสุด ราคาที่ดินที่ซื้อเหมาะสมตามสภาพที่ดินและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ประเมินไว้ในราคา 122,750 บาท ขอให้ยกคำร้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 30656, 31544 ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ของจำเลยที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในราคาต่ำเกินไป ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับความเสียหายซึ่งต้องตามบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นฎีกาวันที่ 21 สิงหาคม 2543 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้วคำร้องของโจทก์และฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์จึงอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้เป็นที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์จะฎีกาปัญหาข้อนี้อีกไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์มาด้วย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งยกเลิกกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลมาไม่ครบ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องโดยให้ชำระค่าธรรมเนียมศาลเสียให้ครบเป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่า แม้การยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ผู้ร้องจะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลขณะยื่นคำร้องตามท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นค่าคำร้องตามตาราง 2(3) จำนวน20 บาท และค่าคำสั่งตามตาราง 2(7) อีก จำนวน 50 บาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นโดยเสียเฉพาะค่าคำร้องจำนวน 20 บาท ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งให้รับคำร้องและทำการไต่สวนตลอดจนมีคำสั่งชี้ขาดไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์จงใจจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนแต่อย่างใด เมื่อความมาปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนตามท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้ซื้อทรัพย์
โจทก์ — นางสมทรง อมรสังข์
จำเลย — นางสาวรัชนี ลิ้มสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6431/2545
#49118
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้สายไฟที่ตัดจากสายพัดลมต่อปลั๊กไฟในบ้านจี้ไปที่บริเวณหัวไหล่และต้นแขนขวาของผู้เสียหาย แล้วจำเลยวิ่งไปสับคัตเอาท์ที่ด้านหลังบ้านโดยไม่หลบหนีไปทันทีแต่กลับมาพูดขู่ผู้เสียหาย ซึ่งหากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายก็ย่อมกระทำได้เพราะมีเวลามากพอ การที่จำเลยกลับมาพูดขู่ผู้เสียหายแทนที่จะหลบหนีไปแสดงให้เห็นว่าการไปสับคัตเอาท์ดับไฟนั้นไม่ใช่เพราะเกรงว่าผู้เสียหายจะจำหน้าได้หรือเพื่อป้องกันการติดตาม จำเลยจึงมีเจตนากระทำเพียงเพื่อให้ผู้เสียหายสลบไปและไม่อาจคาดหมายได้ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจมีผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365ประกอบด้วยมาตรา 362 แต่คดีได้ความว่าจำเลยบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนอันเป็นความผิดตามมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 แม้โจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 364 มาในคำขอท้ายฟ้องแต่โจทก์ได้บรรยายถึงการบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนมาในฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 ที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

ปลั๊กไฟพร้อมสายไฟ 1 เส้น ของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบ เป็นทรัพย์สินในบ้านเช่าที่ผู้เสียหายพักอาศัย เมื่อเจ้าของไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่ใช่ทรัพย์สินอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย งัดกลอนประตูหลังบ้านจนหลุดออกอันเป็นการทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วเข้าไปเพื่อลักทรัพย์ของผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถาน และจำเลยใช้ไฟฟ้าช็อตผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์และลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่กลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยลักทรัพย์วิทยุเทปของผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากจำเลยตกใจและรีบหลบหนีไปก่อน เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และยึดปลั๊กไฟพร้อมสายไฟ 1 เส้น เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 82, 91, 288, 289, 335, 339, 362, 365 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานบุกรุกและรับว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6) ประกอบด้วยมาตรา 80 มาตรา 339(1) วรรคสองและวรรคสามประกอบด้วยมาตรา 80 มาตรา 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบด้วยมาตรา 52(2)จำคุก 25 ปี คำให้การของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก16 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 362, 365(3) และมาตรา 339 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามชิงทรัพย์ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านเช่าที่ผู้เสียหายพักอาศัยเพื่อประสงค์เอาทรัพย์สิน แต่พอดีเห็นผู้เสียหายซึ่งเผลอนอนหลับอยู่ที่โซฟาชั้นล่างรู้สึกตัวและลืมตาขึ้นมา จำเลยจึงใช้สายไฟที่ตัดจากสายพัดลมต่อปลั๊กไฟในบ้านจี้ไปที่บริเวณหัวไหล่และต้นแขนขวาของผู้เสียหาย แล้วจำเลยหยุดทำ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยต่อไฟบ้านซึ่งมีแรงสูงถึง 220 โวลต์ช็อตผู้เสียหายจึงเป็นการประสงค์ต่อผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย และหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหาย อาจถึงแก่ความตายได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือปกปิดการกระทำผิด เมื่อผู้เสียหายไม่ตายจำเลยจึงปิดเครื่องตัดไฟให้มืดเพื่อมิให้ผู้เสียหายจำจำเลยได้หรือป้องกันการติดตาม จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพราะจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองหรือรู้จักผู้เสียหายมาก่อน ทั้งช่วงเกิดเหตุผู้เสียหายซึ่งเป็นวัยรุ่นก็อยู่ในบ้านเพียงลำพัง กอปรกับโจทก์นำสืบไม่ชัดแจ้งถึงสภาพขณะมีการใช้ไฟฟ้าช็อตผู้เสียหายว่าใช้สายไฟกี่เส้นตลอดจนสภาพพื้นที่และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเกิดเหตุว่าเป็นเช่นไร เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า หลังถูกจำเลยใช้สายไฟช็อต รู้สึกชาและปวดทั้งตัว แต่ผู้เสียหายก็ยังสามารถลุกจากท่านอนได้ ส่วนจำเลยวิ่งไปสับคัตเอาท์ที่หลังบ้านแล้วยังกลับมาขู่ผู้เสียหายว่าห้ามไปเล่าให้ใครฟังมิฉะนั้นจะถูกทำร้าย พฤติการณ์ที่จำเลยไปสับคัตเอาท์ที่ด้านหลังบ้านแล้วไม่หลบหนีไปทันทีแต่กลับมาพูดขู่ผู้เสียหายแสดงว่าหากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายก็ย่อมสามารถกระทำได้เพราะยังมีเวลามากพอ และการกลับมาพูดขู่ผู้เสียหายแทนที่จะหลบหนีไปทันทีก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการไปสับคัตเอาท์ดับไฟนั้น ไม่ใช่เพราะเกรงผู้เสียหายจะจำหน้าได้หรือเพื่อป้องกันการติดตามดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ส่วนจะเป็นเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้หรือไม่นั้น เห็นว่าในประการนี้ ได้ความจากร้อยตำรวจโทยินดี เมฆโพธิ์ ผู้จับกุมจำเลย พยานโจทก์ว่า จำเลยให้การว่าหลังใช้สายไฟช็อตผู้เสียหาย 1 ถึง 2 วินาที จำเลยตกใจปล่อยสายไฟจะวิ่งหนีจำเลยเหยียบสายไฟดังกล่าวซ้ำก่อนที่จะวิ่งไปถอดปลั๊กไฟออกทำให้เท้าจำเลยเป็นรอยไหม้ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.10 ภาพที่ 3 ที่แสดงว่าพัดลมกับสายไฟที่จำเลยใช้ช็อตผู้เสียหายอยู่เบื้องหน้าจำเลย โดยจำเลยไม่อาจขยับไปข้าหน้าเพราะติดพนักโซฟา และจำเลยมีรอยไหม้ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างตามผลการตรวจของแพทย์ เอกสารหมาย จ.5ประกอบกับจำเลยมีอายุเพียง 17 ปีเศษ และจบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่แสดงผลการเรียนค่อนข้างต่ำตามหลักฐานที่จำเลยแนบส่งท้ายคำร้องลงวันที่ 23 มิถุนายน 2543 เพื่อให้ศาลใช้พิจารณาประกอบการลงโทษแล้ว น่าเชื่อว่าที่ฝ่าเท้าจำเลยทั้งสองข้างมีรอยไหม้คงจะเกิดจากความเบาปัญญาของจำเลยที่ใช้เท้าดับไฟ โดยคิดว่าดับได้เหมือนอย่างการดับไฟที่ถูกจุดขึ้น และแพทย์หญิงสุนทรี ไกรวีระเดชาชัย ผู้ตรวจบาดแผลรอยไหม้ทั้งของจำเลยและผู้เสียหาย พยานโจทก์ให้ความเห็นว่าหากใช้กระแสไฟบ้านช็อตตามจุดอย่างที่ผู้เสียหายประสบ หากเป็นเวลานานก็อาจถึงแก่ความตายได้ และบาดแผลผู้เสียหายใช้เวลารักษาหายใน 7 วันแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยคงมีเจตนากระทำเพียงเพื่อให้ผู้เสียหายสลบไปและทั้งไม่อาจคาดหมายได้ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจมีผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยกล่าวแก้ในฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งจะต้องกระทำเป็นคำฟ้องฎีกา จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาไม่ได้ ทั้งหากวินิจฉัยให้แล้วก็หาเป็นคุณแก่จำเลยไม่

อนึ่ง เกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกนั้น โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 362 แต่คดีได้ความว่าจำเลยบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนอันเป็นความผิดตามมาตรา 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 364 แม้โจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 364 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่โจทก์ได้บรรยายถึงการบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนมาในฟ้องแล้วจึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด ชอบที่ศาลจะต้องลงโทษตามบทมาตรา 365(3)ประกอบด้วยมาตรา 364 ที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษตามมาตรา 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 มานั้นจึงไม่ถูกต้อง และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษบทหนักที่สุดฐานชิงทรัพย์โดยมิได้ระบุว่าเป็นความผิดตามวรรคสองหรือวรรคสามนั้นก็ไม่ถูกต้องชัดเจน เห็นควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องชัดเจน และสำหรับปลั๊กไฟพร้อมสายไฟ 1 เส้น ของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบนั้นปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินในบ้านเช่าที่ผู้เสียหายพักอาศัย ซึ่งไม่ได้ความว่าเจ้าของรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงมิใช่ทรัพย์สินอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบมานั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,365(3) ประกอบมาตรา 364, 339 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ไม่ริบของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 59 ม. 288 ม. 362 ม. 364 ม. 365 (3)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นาย นพดล จิตตะระ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2545
#49117
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินที่ติดต่อ เว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย ฉะนั้น การที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตร ในแนวตั้งฉากซึ่งมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ อาจทำให้ที่ดินของโจทก์ได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ จำเลยจึงต้องจัดการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลเห็นสมควรให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงสู่พื้นดินในระดับไม่เกิน 45 องศา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยนำดินมาถมในที่ดินที่ขุดไว้จนได้ระดับความลึกไม่เกิน 4 เมตร และห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 2 เมตร พร้อมกับให้จำเลยทำเขื่อนที่ขอบพื้นดินที่ขุดตลอดแนวเพื่อกันมิให้ดินพังทลาย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามมิให้จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยตามแนวเขตที่ติดกับที่ดินของโจทก์โดยมิได้เว้นระยะห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 2 เมตร หรือไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนความลึกที่ขุด

จำเลยให้การว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยเพื่อปลูกต้นไม้และป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านซึ่งอยู่ต่ำกว่าบริเวณพื้นดินที่ขุด มีความยาวประมาณ 100 เมตร ลึกประมาณ 1 ถึง 2 เมตร เพื่อปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้าน จำเลยขุดดินห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 1 ถึง 2 เมตร ซึ่งหลังจากขุดแล้วจำเลยได้ปลูกมะละกอ กล้วยและต้นไม้คลุมดินไว้ ฤดูฝนที่ผ่านมาที่ดินของโจทก์ก็ไม่พังทลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1279 ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ตามแนวเขตซึ่งติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1280 ของโจทก์ ในส่วนที่จำเลยขุดไว้จนอยู่ในระดับเดิมโดยให้มีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ 1 เมตร และห้ามมิให้จำเลยขุดดินโดยไม่เว้นระยะห่างจากแนวเขตของโจทก์ 1 เมตรหรือกว่านั้น คำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1280 ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ (เดิมอำเภอพลอยแหวน) จังหวัดจันทบุรี จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1279 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก มีแนวเขตติดต่อกันจากด้านทิศเหนือลงมาทิศใต้ โดยจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของตนด้วย 1 หลัง โจทก์ทำรั้วลวดหนามกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้ ประมาณเดือนเมษายน 2541 จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยยาวประมาณ 100 เมตร ใกล้แนวเขตที่ดินของโจทก์ จุดที่ขุดบางช่วงห่างจากแนวเขตประมาณ 30 เซนติเมตร ถึง 50 เซนติเมตร บางช่วงขุดเป็นแนวตั้งฉากลึกประมาณ 2 เมตร หลังจากขุดแล้วจำเลยปลูกต้นมะละกอและต้นกล้วยในบริเวณที่ขุด และบางจุดจำเลยได้นำดินมาถมบริเวณที่ขุดให้พื้นที่มีระดับลาดเอียง ภายหลังจากที่จำเลยขุดดินแล้วต้นทุเรียนของโจทก์ที่ปลูกใกล้แนวเขตไม่ได้รับความเสียหาย และเมื่อผ่านฤดูฝนหลังจากที่มีการขุดแล้วรั้วลวดหนามของโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องขุดดินให้ห่างแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 เมตร และต้องทำเขื่อนตลอดแนวที่ดินที่ขุดเพื่อป้องกันมิให้ดินในแนวเขตที่ดินของโจทก์พังทลายหรือไม่ สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยขุดดินให้ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 2 เมตรนั้น โจทก์อ้างในฎีกาว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยขุดมีเนื้อที่หลายงานมีสภาพเป็นสระซึ่งจะขุดในระยะ 2 เมตร จากแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยขุดดินจนสภาพพื้นดินที่ขุดเป็นสระนั้น โจทก์ไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างและนำสืบในศาลชั้นต้น ทั้งตามภาพถ่ายและตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่าจำเลยขุดดินเพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้านของจำเลยที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว ถ้าบริเวณที่ขุดมีสภาพเป็นสระเมื่อเวลาฝนตกน้ำย่อมจะท่วมบ้านจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขุดดินจนมีสภาพเป็นสระอันจะต้องเว้นระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 2 เมตร ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินพังทลายนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าเมื่อจำเลยขุดดินเสร็จและผ่านฤดูฝนไปแล้ว ที่ดิน ต้นทุเรียน และรั้วลวดหนามของโจทก์ที่ติดอยู่กับแนวเขตที่ดินของจำเลยยังไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1343 บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินติดต่อเว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย การที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตรในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ มีปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยถมที่ดินที่ติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในระดับเดิม โดยให้มีระยะห่างจากแนวเขต 1 เมตร นั้น เพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่ที่ดินของโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่าแม้ว่าจำเลยจะต้องถมที่ดินให้แนวเขตที่ขุดอยู่ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ 1 เมตร แต่ถ้าการถมหรือขุดอยู่ในแนวดิ่ง ที่ดินนั้นก็อาจพังทลายลงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินที่จำเลยขุด จึงเห็นสมควรให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลาดเอียงสู่พื้นดินไม่เกิน 45 องศาด้วย เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวแล้วน่าจะเพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อจำเลยถมดินจนอยู่ในระดับเดิมโดยมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน 1 เมตร แล้วให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน 45 องศา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุชาติ สงวนจิตร์
จำเลย — นาย อุดมศักดิ์ คงทอง
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2545
#110292
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินโจทก์และจำเลยมีแนวเขตที่ดินติดต่อกันจากทิศเหนือลงมาทิศใต้ โจทก์ทำรั้วลวดหนามกั้นแนวเขตที่ดินไว้ ต่อมาจำเลยนำรถแบ็กโฮมาขุดดินในที่ดินของจำเลยยาวประมาณ 100 เมตร ใกล้แนวเขตที่ดินของโจทก์ บางจุดห่างจากแนวเขตประมาณ 30 ถึง 50 เซนติเมตร บางจุดจำเลยขุดในแนวตั้งฉากลึก 2 เมตร โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินมาถมที่ขุดพร้อมให้สร้างเขื่อนกันดินพังทลายตลอดแนวที่ดินที่ขุด แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า เมื่อจำเลยขุดดินและผ่านฤดูฝนแล้ว ที่ดิน ต้นทุเรียนและรั้วของโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1343 บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินที่ติดต่อเว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย การที่จำเลยขุดดินลึก 2 เมตร ในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะให้จำเลยนำดินมาถมที่ดินที่ติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในระดับเดิมโดยให้มีระยะห่างจากแนวเขต 1 เมตร และเห็นว่าการสร้างเขื่อนเกินความจำเป็นซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่เพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน 45 องศาด้วยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำดินมาถมในที่ดินที่ขุดไว้พร้อมกับให้จำเลยทำเขื่อนที่ขอบพื้นดินที่ขุดตลอดแนวเพื่อกันมิให้ดินพังทลาย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยเพื่อปลูกต้นไม้และป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านซึ่งอยู่ต่ำกว่าบริเวณพื้นดินที่ขุด เพื่อปรับพื้นที่ดินให้อยู่ในระดับเดียวกับบ้าน จำเลยขุดดินห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ ๑ ถึง ๒ เมตร ซึ่งหลังจากขุดแล้วจำเลยได้ปลูกมะละกอ กล้วย และต้นไม้คลุมดินไว้ ฤดูฝนที่ผ่านมาที่ดินของโจทก์ก็ไม่พังทลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๙ ตามแนวเขตซึ่งติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๘๐ ของโจทก์ ในส่วนที่จำเลยขุดไว้จนอยู่ในระดับเดิมโดยให้มีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ ๑ เมตร และห้ามมิให้จำเลยขุดดินโดยไม่เว้นระยะห่างจากแนวเขตของโจทก์ ๑ เมตร หรือกว่านั้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดเป็นค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท ยกคำขออื่นนอกจากนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๘๐ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๙ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก มีแนวเขตติดต่อกันจากด้านทิศเหนือลงมาทิศใต้ โดยจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของตนด้วย ๑ หลัง โจทก์ทำรั้วลวดหนามกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไว้ ประมาณเดือนเมษายน ๒๕๔๑ จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร ใกล้แนวเขตที่ดินของโจทก์ จุดที่ขุดบางช่วงห่างจากแนวเขตประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ถึง ๕๐ เซนติเมตร บางช่วงขุดเป็นแนวตั้งฉากลึกประมาณ ๒ เมตร หลังจากขุดแล้วจำเลยปลูกต้นมะละกอและต้นกล้วยในบริเวณที่ขุด และบางจุดจำเลยได้นำดินมาถมบริเวณที่ขุดให้พื้นที่มีระดับลาดเอียง ภายหลังจากที่จำเลยขุดดินแล้วต้นทุเรียนของโจทก์ที่ปลูกใกล้แนวเขตไม่ได้รับความเสียหาย และเมื่อผ่านฤดูฝนหลังจากที่มีการขุดแล้วรั้วลวดหนามของโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องทำเขื่อนตลอดแนวเขตที่ดินที่ขุดเพื่อป้องกันมิให้ดินในแนวเขตที่ดินของโจทก์พังทลายหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าเมื่อจำเลยขุดดินเสร็จและผ่านฤดูฝนไปแล้ว ที่ดิน ต้นทุเรียน และรั้วลวดหนามของโจทก์ที่ติดอยู่กับแนวเขตที่ดินของจำเลยยังไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๓ บัญญัติห้ามมิให้ขุดดินจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินติดต่อ เว้นแต่จะจัดการเพียงพอเพื่อป้องกันความเสียหาย การที่จำเลยขุดดินลึก ๒ เมตร ในแนวตั้งฉากมีระยะใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์อาจได้รับความเสียหายพังทลายลงได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ มีปัญหาว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยถมที่ดินที่ติดกับแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในระดับเดิม โดยให้มีระยะห่างจากแนวเขต ๑ เมตรนั้น เพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่ที่ดินของโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าจำเลยจะต้องถมดินให้แนวเขตที่ขุดอยู่ห่างแนวเขตที่ดินโจทก์ ๑ เมตร แต่ถ้าการถมหรือขุดอยู่ในแนวดิ่ง ที่ดินนั้นก็อาจพังทลายลงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่ดินที่จำเลยขุด จึงเห็นสมควรให้จำเลยปรับระดับพื้นดินที่ต่อจากที่ดินที่จำเลยถมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลาดเอียงสู่พื้นดินไม่เกิน ๔๕ องศาด้วย เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวแล้วน่าจะเพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อจำเลยถมดินจนอยู่ในระดับเดิมโดยมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน ๑ เมตร แล้วให้จำเลยปรับระดับพื้นดินต่อจากที่ดินที่จำเลยถมให้ลาดเอียงลงสู่พื้นดินของจำเลยในระดับไม่เกิน ๔๕ องศา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1343
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ สงวนจิตร์
จำเลย — นายอุดมศักดิ์ คงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางวรนาฏ บุญนิธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6407/2545
#48250
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างระบุว่าโจทก์จะต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 แสดงว่าตั้งแต่วันดังกล่าวจำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบเพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญญาจ้างมิได้ระบุถึงเรื่องการส่งมอบพื้นที่ไว้ การที่โจทก์ทราบถึงอุปสรรคเรื่องเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปา ตลอดจนการที่มีอาคารของผู้อื่นบางส่วนกีดขวางอยู่ เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการแก้ไข หากให้โจทก์ลงมือทำงานในส่วนที่ไม่มีอุปสรรคไปก่อนก็อาจไม่ตรงตามงวดของงานตามสัญญาจ้าง และหากมีผลกระทบถึงที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โจทก์ก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่ให้โจทก์จนกระทั่งล่วงพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้แก่โจทก์นับแต่วันที่สัญญาจ้างเลิกกัน เมื่อจำเลยไม่คืน จำเลยย่อมต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคาร

จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาตามจำนวนทุนทรัพย์ 7,462,320 บาท ที่แพ้คดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 เพียงสัญญาเดียว ในส่วนสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดอีก นอกจากค่าธรรมเนียมของธนาคารปีละ 12,500 บาท นับแต่วันฟ้องอันเป็นค่าเสียหายในอนาคตเท่านั้น ดังนี้ ในประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับค่าเสียหายในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) และข้อ (4) เมื่อสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทุกข้อซึ่งเป็นกรณีที่ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่จำเลยไปทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2533 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างขยายผิวจราจรพร้อมท่อระบายน้ำ คันหินและทางเท่าบริเวณถนนพัทยาสาย 2 ตามแบบแปลนของเมืองพัทยาเลขที่ 59/2531 ลงวันที่ 5 มกราคม 2532 กำหนดระยะเวลาแล้ว เสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญา กำหนดค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โจทก์ได้เตรียมเครื่องจักรเข้าเพื่อทำการก่อสร้างพร้อมกับซื้อวัสดุก่อสร้าง เช่น ท่อระบายน้ำหิน ทราย ปูนซีเมนต์ เป็นเงิน 1,500,000 บาท แต่เมื่อโจทก์เข้าตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่จะก่อสร้างตามสัญญาเกือบทั้งหมดรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของเอกชนหลายรายซึ่งต่างไม่ยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างทางเข้าไปในที่ดินดังกล่าวทั้งยังมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางแนวเขตก่อสร้าง เช่น เสาไฟฟ้า ท่อประปา ป้ายโฆษณา รั้ว และอาคารของเอกชน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบหลายครั้งเพื่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้รื้อถอน แต่จำเลยไม่สามารถแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวและไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ที่จะก่อสร้างตามสัญญาให้โจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างได้จนกระทั่งครบกำหนดอายุสัญญา จึงถือว่า เป็นกรณีที่มีพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่โจทก์ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายและจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและต้องชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์จะได้รับกำไรจากการประกอบกิจการในอัตราร้อยละ 10ของค่าจ้าง 13,500,000 บาท เป็นเงิน 1,350,000 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงิน2,850,000 บาท และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2533 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างท่อระบายน้ำในซอยเย็นสบายตามแบบแปลนของเมืองพัทยาเลขที่ 53/2531 ลงวันที่ 15พฤศจิกายน 2531 กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญากำหนดค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โจทก์ได้ก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1และที่ 3 ซึ่งจำเลยได้ตรวจรับและจ่ายค่าจ้างสำหรับงานส่วนนี้ให้โจทก์แล้ว และก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์จำเลยได้ตกลงขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 27 วันนับแต่วันครบกำหนดสัญญาที่ตกลงไว้เดิม ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 คือ งานก่อสร้างท่อบล็อกต่อจากของเดิมได้ระยะ 295 เมตร เป็นเงิน 2,500,000 บาท งานงวดที่ 4 คือ งานก่อสร้างท่อบล็อกอีกด้านต่อจากของเดิมได้ระยะ 295 เมตร เป็นเงิน 2,300,000 บาท และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 5 คืองานก่อสร้างผิวจราจรแอสฟัลติกกว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 595 เมตร หนาเฉลี่ย0.07 เมตร เป็นเนื้อที่ 2,975 ตารางเมตร และไหล่ทางซึ่งสร้างด้วยหินคลุกบดอัดแน่นหนา 0.05 เมตร มูลค่าของงานเป็นเงิน 3,500,000 บาทคณะกรรมการตรวจการจ้างของจำเลยได้ตรวจรับงานเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 แต่จำเลยกลับมีหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534 ขอเลิกสัญญากับโจทก์ เป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,626,356บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,300,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชาเลขที่ ค.41/2533 และ ค.42/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533 คืนให้โจทก์โดยให้จำเลยรับผิดใช้ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บในอัตราฉบับละ 12,500 บาท ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวคืนให้โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้างแล้วขณะที่ยื่นหนังสือเสนอราคา และตามบันทึกของโจทก์ลงวันที่ 10 กันยายน 2533 ถือได้ว่าโจทก์ยอมเข้าเสี่ยงภัยเองและมิใช่ความผิดของจำเลย โจทก์ได้แจ้งว่าจะเข้าดำเนินการก่อสร้างภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2533 ช้ากว่ากำหนด 89 วัน แต่ก็มิได้ทำการก่อสร้างกลับอ้างว่ามีปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้าง ขอให้ร่วมกันตรวจสอบและแก้ไข จำเลยขอให้โจทก์ทำการก่อสร้างในส่วนที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรคไปก่อน เพราะส่วนที่มีปัญหาและอุปสรรคมีเพียงส่วนน้อยและแก้ไขได้ แต่โจทก์เพิกเฉยและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยจำเลยได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์ เข้าดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งสามารถก่อสร้างได้เสร็จในระยะเวลา 240 วัน สั้นกว่าระยะเวลาที่จำเลยทำสัญญากับโจทก์ในวงเงิน 13,000,000 บาท น้อยกว่าราคาค่าก่อสร้างที่โจทก์เสนอโดยได้ร่วมกับจำเลยแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ทั้งหมด โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งโจทก์เป็นผู้ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและค่าวัสดุก่อสร้าง วัสดุที่จะใช้ก่อสร้างโจทก์มีอยู่แล้ว และโจทก์เป็นฝ่ายไม่พร้อมจะทำการก่อสร้าง ยังไม่ได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ ตลอดจนมิได้จัดซื้อวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะได้ตกลงไว้ในสัญญาข้อที่ 8 ว่า "...ผู้รับจ้างยินยอมให้บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้นรวมทั้งโรงงาน สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งของต่าง ๆที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างโดยเฉพาะเพื่องานดังกล่าวในสัญญาข้อ 1 ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ว่าจ้างทั้งสิ้น..." โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายส่วนค่าเสียหายจากการขาดกำไรเป็นเงิน 1,350,000 บาท นั้น ไม่ใช่ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจริง แต่เป็นการเรียกร้องจากการคาดคะเนของโจทก์ ส่วนการก่อสร้างตามแบบแปลนของเมืองพัทยาเลขที่ 53/2531 โจทก์ทำการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 และที่ 3ให้จำเลยรับไว้และจำเลยได้จ่ายเงินให้แล้ว แต่งานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จในกำหนดเวลาของแต่ละงวด และไม่ได้ก่อสร้างตามแบบแปลนเป็นการผิดสัญญา จำเลยได้บอกเลิกสัญญาและมีสิทธิระงับไม่จ่ายเงินเพื่อจะได้หักกับเงินค่าปรับที่โจทก์จะต้องชำระให้จำเลยวันละ 13,500 บาท และด้วยเหตุที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา ทั้งสองฉบับที่โจทก์นำมาวางเป็นหลักประกันไว้ได้จนกว่าโจทก์จะพ้นความรับผิดชอบตามเงื่อนไขในสัญญารับจ้างก่อสร้างโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบในค่าธรรมเนียมของธนาคาร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,562,320 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.41/2533 และค.42/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533 คืนโจทก์ และให้จำเลยชำระเงินอัตราฉบับละ12,500 บาท ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันดังกล่าวคืนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 7,462,320 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2533 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างขยายผิวจราจรพร้อมท่อระบายน้ำคันหิน และทางเท้าถนนพัทยาสาย 2 ตามแบบแปลนของจำเลยเลขที่ 59/2531 ลงวันที่ 5 มกราคม 2532 กำหนดแล้วเสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญา ตกลงราคาค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค41/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533วงเงิน 675,000 บาท มอบไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาและโจทก์จะเริ่มลงมือก่อสร้างภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 รายละเอียดปรากฏตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.2 หลังจากทำสัญญาจ้างแล้ว โจทก์มิได้ลงมือก่อสร้างตามกำหนดเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางการก่อสร้างในพื้นที่ที่จะก่อสร้างคือ เสาไฟฟ้า 62 ต้น พร้อมหม้อแปลงไฟฟ้าและสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ กันสาดของอาคารพาณิชย์ เครื่องหมายสัญญาจราจร และท่อประปาใต้ดิน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เมื่อยังแก้ไขปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวไม่ได้จนพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยในวันที่ 18ธันวาคม 2534 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2533 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายตามแบบแปลนของจำเลยเลขที่ 53/2531 ลงวันที่15 พฤศจิกายน 2531 กำหนดแล้วเสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญาตกลงราคาค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทยจำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.42/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533 วงเงิน 675,000บาท มอบไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญารายละเอียดปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1และที่ 3 ให้จำเลยและได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยแล้ว แต่งานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5โจทก์ก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด จำเลยอนุมัติให้ขยายเวลาออกไป 27 วัน โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยแล้ว แต่ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่จำเลยขยายให้โดยโจทก์มีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 2 และที่ 4 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 และส่งมอบงานงวดที่ 5 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาและการก่อสร้างไม่ถูกต้อง จำเลยยังมิได้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ และยังมิได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 2ที่ 4 และที่ 5 ของสัญญาจ้างก่อสร้างท่อระบบน้ำซอยเย็นสบายเป็นเงิน 8,300,000บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ทราบปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่อยู่แล้ว และสามารถลงมือก่อสร้างในบริเวณที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรคได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้าง เอกสารหมายจ.2 ข้อ 5 ระบุว่าโจทก์จะต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ 25กันยายน 2533 แสดงว่าตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2533 จำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบแก่โจทก์เพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญญาจ้างเอกสารหมายจ.2 จะมิได้ระบุถึงเรื่องการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างไว้ก็ตาม แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่าพื้นที่สำหรับก่อสร้างเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือจำเลยมีสิทธิที่จะครอบครองดูแลหรือใช้ประโยชน์ จำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์ก่อน มิฉะนั้นโจทก์ย่อมไม่อาจลงมือก่อสร้างได้ การที่โจทก์ทราบถึงอุปสรรคในพื้นที่อยู่แล้วเรื่องเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปา ตลอดจนการที่มีอาคารของผู้อื่นบางส่วนกีดขวางอยู่นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการแก้ไขหากให้โจทก์ลงมือทำงานในส่วนที่ไม่มีอุปสรรคไปก่อนก็อาจไม่ตรงตามงวดของงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมายจ.2 ข้อ 4 และหากมีผลกระทบถึงที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โจทก์ก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์จนกระทั่งล่วงพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาเช่นนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า การก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ล่าช้า และยังไม่รับข้อเสนอของจำเลยที่ขยายเวลาก่อสร้างให้อีก 27 วัน โจทก์จึงต้องเสียค่าปรับเป็นรายวันแก่จำเลยสำหรับระยะเวลา 27 วัน ซึ่งคิดเป็นเงิน 364,500 บาท ขอให้หักออกจากค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นข้อที่จำเลยมิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันของธนาคารไว้ และไม่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารนั้น เห็นว่าสำหรับหนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับแรกที่โจทก์มอบให้จำเลยตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับนี้ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 เลิกกัน เมื่อจำเลยไม่คืน จำเลยย่อมต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยส่วนหนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับหลังที่โจทก์มอบให้จำเลยตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 นั้น จำเลยฎีกาว่า จำเลยควรต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมของธนาคารให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันฟ้องปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาตามจำนวนทุนทรัพย์7,462,320 บาท ที่แพ้คดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่จำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 เพียงสัญญาเดียว ในส่วนสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อีก นอกจากค่าธรรมเนียมของธนาคารปีละ 12,500บาท นับแต่วันฟ้องอันเป็นค่าเสียหายในอนาคตเท่านั้น ดังนี้ ในประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับค่าเสียหายในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) และข้อ (4) ส่วนสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทุกข้อซึ่งเป็นกรณีที่ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่จำเลยไปทั้งหมด"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 300 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กฤชทองก่อสร้างและค้าวัสดุ จำกัด
จำเลย — เมืองพัทยา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6407/2545
#49116
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ก่อสร้างขยายผิวจราจรพร้อมท่อระบายน้ำ คันหินและทางเท้า โดยระบุให้เริ่มลงมือทำงาน ณ สถานที่และวันที่กำหนดไว้ แสดงว่าตั้งแต่วันที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวจำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบแก่โจทก์เพื่อลงมือก่อสร้าง แม้ว่าในสัญญาจะมิได้ระบุเรื่องการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างไว้ แต่ก็เข้าใจได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือจำเลยมีสิทธิครอบครองดูแลหรือใช้ประโยชน์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์ก่อน มิฉะนั้นโจทก์ไม่อาจลงมือก่อสร้างได้ การที่โจทก์ทราบถึงอุปสรรคในพื้นที่เกี่ยวกับเรื่องเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปา และมีอาคารของผู้อื่นบางส่วนกีดขวางอยู่นั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการแก้ไขเพราะหากโจทก์ลงมือทำงานในส่วนที่ไม่มีอุปสรรคไปก่อนก็อาจไม่ตรงตามงวดงานในสัญญาจ้าง และหากมีผลกระทบถึงที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โจทก์ก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์จนกระทั่งล่วงพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้แก่โจทก์นับแต่วันที่สัญญาจ้างเลิกกัน เมื่อจำเลยไม่คืนก็ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2533 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างขยายผิวจราจรพร้อมท่อระบายน้ำ คันหินและทางเท้าบริเวณถนนพัทยาสาย 2 ตามแบบแปลนของเมืองพัทยาเลขที่ 49/2531 ลงวันที่ 5 มกราคม 2532 กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญา กำหนดค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โจทก์ได้มอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.41/2533ลงวันที่ 17 กันยายน 2533 วงเงิน 675,000 บาท แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา และโจทก์ได้เตรียมเครื่องจักรเข้าเพื่อทำการก่อสร้างพร้อมกับซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 1,500,000 บาท แต่เมื่อโจทก์เข้าตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่จะก่อสร้างตามสัญญาเกือบทั้งหมดรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของเอกชนหลายราย ซึ่งต่างไม่ยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างทางเข้าไปในที่ดินดังกล่าว ทั้งยังมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางแนวเขตก่อสร้าง โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบหลายครั้งเพื่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้รื้อถอนแต่จำเลยไม่สามารถแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวและไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ที่จะก่อสร้างตามสัญญาให้โจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างได้จนกระทั่งครบกำหนดอายุสัญญาจึงถือว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่โจทก์ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย และจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,626,356 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,300,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.41/2533 และ ค.42/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน2533 คืนให้โจทก์โดยให้จำเลยรับผิดใช้ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บในอัตราฉบับละ12,500 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวคืนให้โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้างแล้ว ขณะที่ยื่นหนังสือเสนอราคา และตามบันทึกของโจทก์ลงวันที่ 10 กันยายน 2533 ถือได้ว่าโจทก์ยอมเข้าเสี่ยงภัยเองและมิใช่ความผิดของจำเลย โจทก์ได้แจ้งว่าจะเข้าดำเนินการก่อสร้างภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2533 ช้ากว่ากำหนด 89 วัน แต่ก็มิได้ทำการก่อสร้างกลับอ้างว่ามีปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้าง ขอให้ร่วมกันตรวจสอบและแก้ไข จำเลยขอให้โจทก์ทำการก่อสร้างในส่วนที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรคไปก่อนเพราะส่วนที่มีปัญหาและอุปสรรคมีเพียงส่วนน้อยและแก้ไขได้ แต่โจทก์เพิกเฉยและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยจำเลยได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์เข้าดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งสามารถก่อสร้างได้เสร็จในระยะเวลา 240 วัน สั้นกว่าระยะเวลาที่จำเลยทำสัญญากับโจทก์ในวงเงิน 13,000,000 บาท น้อยกว่าราคาค่าก่อสร้างที่โจทก์เสนอ โดยได้ร่วมกับจำเลยแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ทั้งหมด โจทก์ไม่มีความจริงใจที่จะปฏิบัติตามสัญญา เป็นฝ่ายบิดพลิ้วและไม่พร้อมที่จะเข้าทำการก่อสร้างได้ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโจทก์ไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จในกำหนดเวลาของแต่ละงวด และไม่ได้ก่อสร้างตามแบบแปลนเป็นการผิดสัญญา จำเลยได้บอกเลิกสัญญาและมีสิทธิระงับไม่จ่ายเงินเพื่อจะได้หักกับเงินค่าปรับที่โจทก์จะต้องชำระให้จำเลยวันละ 13,500 บาท และด้วยเหตุที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทยจำกัด สาขาศรีราชา ทั้งสองฉบับที่โจทก์นำมาวางเป็นหลักประกันไว้ได้จนกว่าโจทก์จะพ้นความรับผิดชอบตามเงื่อนไขในสัญญารับจ้างก่อสร้าง โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบในค่าธรรมเนียมของธนาคารและโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนและค่าการงานเกิน 2 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,562,320 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.41/2533 และ ค.42/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533 คืนโจทก์ และให้จำเลยชำระเงินอัตราฉบับละ 12,500 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันดังกล่าวคืนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 7,462,320 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2533 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างขยายผิวจราจรพร้อมท่อระบายน้ำ คันหิน และทางเท้าถนนพัทยาสาย 2 ตามแบบแปลนของจำเลยเลขที่ 49/2531 ลงวันที่ 5 มกราคม 2532 กำหนดแล้วเสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญา ตกลงราคาค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.41/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533วงเงิน 675,000 บาท มอบไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา และโจทก์จะเริ่มลงมือก่อสร้างภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 รายละเอียดปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 หลังจากทำสัญญาจ้างแล้ว โจทก์มิได้ลงมือก่อสร้างตามกำหนดเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางการก่อสร้างในพื้นที่ที่จะก่อสร้างคือเสาไฟฟ้า 62 ต้น พร้อมหม้อแปลงไฟฟ้าและสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ กันสาดของอาคารพาณิชย์ เครื่องหมายสัญญาณจราจร และท่อประปาใต้ดิน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เมื่อยังแก้ไขปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวไม่ได้จนพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยในวันที่ 18 ธันวาคม 2534 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2533 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายตามแบบแปลนของจำเลยเลขที่ 53/2531 ลงวันที่15 พฤศจิกายน 2531 กำหนดแล้วเสร็จภายใน 350 วัน นับแต่วันทำสัญญาตกลงราคาค่าจ้างเป็นเงิน 13,500,000 บาท โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทยจำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.42/2533 ลงวันที่ 17 กันยายน 2533 วงเงิน 675,000 บาทมอบไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญารายละเอียดปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 และที่ 3 ให้จำเลยและได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยแล้ว แต่งานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 โจทก์ก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด จำเลยอนุมัติให้ขยายเวลาออกไป 27 วัน โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยแล้ว แต่ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่จำเลยขยายให้ โดยโจทก์มีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 2 และที่ 4 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 และส่งมอบงานงวดที่ 5 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาและการก่อสร้างไม่ถูกต้อง จำเลยยังมิได้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ และยังมิได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ของสัญญาจ้างก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายเป็นเงิน 8,300,000 บาทให้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างก่อสร้างขยายผิวจราจร ฯลฯ ถนนพัทยาสาย 2 ตามเอกสารหมาย จ.2 เพราะโจทก์ทราบปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่อยู่แล้ว และสามารถลงมือก่อสร้างในบริเวณที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรคได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 5 ระบุว่าโจทก์จะต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 แสดงว่าตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2533 จำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบแก่โจทก์เพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 จะมิได้ระบุถึงเรื่องการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างไว้ก็ตามแต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าพื้นที่สำหรับก่อสร้างเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือจำเลยมีสิทธิที่จะครอบครองดูแลหรือใช้ประโยชน์ จำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์ก่อน มิฉะนั้นโจทก์ย่อมไม่อาจลงมือก่อสร้างได้ การที่โจทก์ทราบถึงอุปสรรคในพื้นที่อยู่แล้วเรื่องเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าท่อประปา ตลอดจนการที่มีอาคารของผู้อื่นบางส่วนกีดขวางอยู่นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการแก้ไข หากให้โจทก์ลงมือทำงานในส่วนที่ไม่มีอุปสรรคไปก่อนก็อาจไม่ตรงตามงวดของงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 และหากมีผลกระทบถึงที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โจทก์ก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์จนกระทั่งล่วงพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาเช่นนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กฤชทองก่อสร้างและการค้าวัสดุ จำกัด
จำเลย — เมืองพัทยา
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6407/2545
#109414
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างข้อ 5 ระบุว่าโจทก์ต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 แสดงว่าตั้งแต่วันดังกล่าว จำเลยผู้ว่าจ้างต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบแก่โจทก์เพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญญาจ้างจะมิได้ระบุเรื่องการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าพื้นที่สำหรับก่อสร้างอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือจำเลยมีสิทธิที่จะครอบครองดูแลหรือใช้ประโยชน์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์ก่อน มิฉะนั้นโจทก์ย่อมไม่อาจลงมือก่อสร้างได้ เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์จนล่วงพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอก เลิกสัญญาได้ และจำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้โจทก์นับแต่วันที่สัญญาจ้างเลิกกันเมื่อจำเลยไม่คืน จำเลยย่อมต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคาร

จำเลยฎีกาว่า โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ล่าช้า และยังไม่รับข้อเสนอของจำเลยที่ขยายเวลาก่อสร้างให้อีก 27 วัน โจทก์จึงต้องเสียค่าปรับเป็นรายวันแก่จำเลยสำหรับระยะเวลา 27 วัน เป็นเงิน 364,500 บาท ขอให้หัก ออกจากค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นข้อที่จำเลยมิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยฎีกาว่า จำเลยควรต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมของธนาคารให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา มิใช่นับแต่วันฟ้อง ปรากฏว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย

จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาตามจำนวนทุนทรัพย์ 7,462,320 บาท ซึ่งจำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.4 ส่วนสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.2 ไม่มีค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดอีก นอกจากค่าธรรมเนียมของธนาคารปีละ 12,500 บาท นับแต่วันฟ้อง อันเป็นค่าเสียหายในอนาคต ประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล เพียง 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับค่าเสียหายในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ(2) และข้อ (4) ส่วนสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทุกข้อ ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งหมด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 300 บาท แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๓,๖๒๖,๓๕๖ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘,๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.๔๑/๒๕๓๓ และ ค.๔๒/๒๕๓๓ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ คืนให้โจทก์โดยให้จำเลยรับผิดใช้ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บในอัตราฉบับละ ๑๒,๕๐๐ บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวคืนให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗,๕๖๒,๓๒๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๖) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา เลขที่ ค.๔๑/๒๕๓๓ และ ค.๔๒/๒๕๓๓ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ คืนโจทก์ และให้จำเลยชำระเงินอัตราฉบับละ ๑๒,๕๐๐ บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหนังสือค้ำประกันดังกล่าว คืนโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความให้ ๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๗,๔๖๒,๓๒๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างขยายผิวจราจรพร้อมท่อระบายน้ำ คันหิน และทางเท้าถนนพัทยาสาย ๒ ตามแบบแปลนของจำเลย กำหนดแล้วเสร็จภายใน ๓๕๐ วัน นับแต่วันทำสัญญา ตกลงราคาค่าจ้างเป็นเงิน ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา วงเงิน ๖๗๕,๐๐๐ บาท มอบไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา และโจทก์จะเริ่มลงมือก่อสร้างภายในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๓ หลังจากทำสัญญาจ้างแล้ว โจทก์มิได้ลงมือก่อสร้างตามกำหนดเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางการก่อสร้างในพื้นที่ที่จะก่อสร้างคือเสาไฟฟ้า ๖๒ ต้น พร้อมหม้อแปลงไฟฟ้าและสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ กันสาดของอาคารพาณิชย์ เครื่องหมายสัญญาณจราจร และท่อประปาใต้ดิน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เมื่อยังแก้ไขปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวไม่ได้จนพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๔ นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายตามแบบแปลนของจำเลย กำหนดแล้วเสร็จภายใน ๓๕๐ วัน นับแต่วันทำสัญญา ตกลงราคาค่าจ้างเป็นเงิน ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีราชา วงเงิน ๖๗๕,๐๐๐ บาท มอบไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ ๑ และที่ ๓ ให้จำเลยและได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยแล้ว แต่งานงวดที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ โจทก์ก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด จำเลยอนุมัติให้ขยายเวลาออกไป ๒๗ วัน โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ แก่จำเลยแล้ว แต่ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่จำเลยขยายให้ จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาและการก่อสร้างไม่ถูกต้อง จำเลยยังมิได้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์และยังมิได้ชำระค่าจ้างงวดที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ของสัญญาจ้างก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายเป็นเงิน ๘,๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างก่อสร้างขยายผิดจราจร ฯลฯ ถนนพัทยาสาย ๒ ตามเอกสารหมาย จ.๒ เพราะโจทก์ทราบปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่อยู่แล้ว และสามารถลงมือ ก่อสร้างในบริเวณที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรคได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๒ ข้อ ๕ ระบุว่าโจทก์จะต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๓ แสดงว่าตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบแก่โจทก์เพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๒ จะมิได้ระบุถึงเรื่องการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าพื้นที่สำหรับก่อสร้างเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือจำเลยมีสิทธิที่จะครอบครองดูแลหรือใช้ประโยชน์ จำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์ก่อน มิฉะนั้นโจทก์ย่อมไม่อาจลงมือก่อสร้างได้ การที่โจทก์ทราบถึงอุปสรรคในพื้นที่อยู่แล้วเรื่องเสาไฟฟ้า ท่อประปา ตลอดจนการที่มีอาคารของผู้อื่นบางส่วนกีดขวางอยู่นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการแก้ไข หากให้โจทก์ลงมือทำงานในส่วนที่ไม่มีอุปสรรคไปก่อนก็อาจไม่ตรงตามงวดของงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๒ ข้อ ๔ และหากมีผลกระทบถึงที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่น โจทก์ก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ เมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์จนกระทั่งล่วงพ้นกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาเช่นนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า การก่อสร้างท่อระบายน้ำซอยเย็นสบายตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๔ โจทก์ส่งมอบงาน งวดที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ล่าช้า และยังไม่รับข้อเสนอของจำเลยที่ขยายเวลาก่อสร้างให้อีก ๒๗ วัน โจทก์จึงต้องเสียค่าปรับเป็นรายวันแก่จำเลยสำหรับระยะเวลา ๒๗ วัน ซึ่งคิดเป็นเงิน ๓๖๕,๕๐๐ บาท ขอให้หักออกจากค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระ แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ นั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นข้อที่จำเลยมิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันของธนาคารไว้และไม่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารนั้น เห็นว่า สำหรับหนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับแรกที่โจทก์มอบให้จำเลยตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.๒ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่ส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างให้โจทก์และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับนี้ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่สัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๒ เลิกกัน เมื่อจำเลยไม่คืน จำเลยย่อมต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ส่วนหนังสือค้ำประกันของธนาคารฉบับหลังที่โจทก์มอบให้จำเลยตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๔ นั้น จำเลยฎีกาว่า จำเลยควรต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมของธนาคารให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันฟ้อง ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาตามจำนวนทุนทรัพย์ ๗,๔๖๒,๓๒๐ บาท ที่แพ้คดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แต่จำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๔ เพียงสัญญาเดียว ในส่วนสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๒ ไม่มีค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อีก นอกจากค่าธรรมเนียมของธนาคารปีละ ๑๒,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องอันเป็นค่าเสียหายในอนาคตเท่านั้น ดังนี้ ในประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้าง ตามเอกสารหมาย จ.๒ หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับค่าเสียหายในอนาคตอีก ๑๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (๒) และข้อ (๔) ส่วนสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทุกข้อซึ่งเป็นกรณีที่ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้จำเลยทั้งหมด ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน ๓๐๐ บาท แก่จำเลยไป ทั้งหมด

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน ๓๐๐ บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 388
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกฤชทองก่อสร้างและค้าวัสดุ จำกัด
จำเลย — เมืองพัทยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบรรหาร มูลทวี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6403/2545
#49115
เปิดฉบับเต็ม

การจับ ส. ที่บ้านได้กระทำโดยมีหมายจับที่พันตำรวจเอก ร. ออกโดยชอบและหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น ส. ซึ่งยืนอยู่ด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อกกุญแจรั้วหน้าบ้าน แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อกกุญแจบ้านด้านในอีกชั้นหนึ่งและไม่ยอมเปิดประตูโดยอ้างว่าจะไปมอบตัวในวันหลัง แสดงว่า ส. ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุม การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตูบ้านที่ปิดล็อกกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้วเข้าไปจับ ส. จึงเป็นกรณีจำเป็น ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 94 วรรคสอง

ตามสำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจับกุมที่บ้าน ส. เวลา 18.02 นาฬิกา แสดงว่าลงมือตรวจค้นตั้งแต่เวลา 18.02 นาฬิกาซึ่งยังเป็นเวลากลางวัน เมื่อยังไม่เสร็จจึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไป ในเวลากลางคืนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96(1)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น เมื่อคำเบิกความของ ส. ซึ่งแม้จะยังไม่จบคำถามค้านของทนายจำเลยประกอบพยานเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างส่งศาลข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้วคดีจึงไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 วรรคสอง, 157, 175, 310, 83, 84และ 91 และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,310, 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าคดีโจทก์ทั้งสามมีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ในข้อหาความผิดว่าจำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จและฟ้องเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญานั้น ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2537 โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาและบุตรของโจทก์ที่ 1 ตามลำดับเป็นผู้รับชำระเงินแทนโจทก์ที่ 1 แต่จนกระทั่งวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าโจทก์ทั้งสามฉ้อโกงอันเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยที่ 1ชำระราคาที่ดินเสร็จสิ้นแล้วกว่า 3 ปี โจทก์ที่ 1 ก็ยัง ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะมีเหตุขัดข้องที่ดินยังติดการจำนองอยู่แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2533 ทั้งที่ดินดังกล่าวไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด โดยขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีชื่อนางสาววราภร เนตรน้อย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2533นางสาววราภรจึงได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่ว่าที่ร้อยตรีณัฐพงศ์ นายวธัญญูและโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมตลอดมาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสามย่อมมีเหตุทำให้จำเลยที่ 1เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนก็เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งข้อความไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา และการที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1387/2542 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่มีมูลความผิดฐานฟ้องเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเช่นกัน สำหรับข้อหาความผิดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยจำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ของจำเลยที่ 1 ขอออกหมายจับและทำความเห็นสมควรสั่งฟ้องโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ออกหมายจับโจทก์ทั้งสามโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสามในข้อหาฉ้อโกง และตามคำแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินการและเมื่อสอบสวนแล้วได้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนที่จะกระทำได้โดยชอบ ส่วนการออกหมายจับโจทก์ทั้งสามนั้นได้ความว่าหลังจากรับคำร้องทุกข์แล้ว จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ทั้งสามไปพบพนักงานสอบสวนเนื่องในการสอบสวนหลายครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกและมีหนังสือขอเลื่อนการไปให้ถ้อยคำตลอดมา กรณีจึงมีเหตุที่จะออกหมายจับโจทก์ทั้งสามได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสำหรับข้อหาความผิดว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนำหมายจับที่ออกโดยมิชอบไปขอให้ศาลออกหมายค้น แล้วเข้าตรวจค้นจับโจทก์ที่ 1 ที่บ้านโจทก์ที่ 1 ในเวลากลางคืนโดยใช้วิธีรุนแรงพังทำลายประตูบ้าน ทั้งต่อมาได้สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสามล่าช้านั้น เห็นว่าการจับโจทก์ที่ 1ที่บ้านโจทก์ที่ 1 ได้กระทำโดยมีทั้งหมายจับที่จำเลยที่ 2 ออกโดยชอบดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี ทั้งพฤติการณ์ในการตรวจค้นจับกุมก็ปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจับกุมที่บ้านโจทก์ที่ 1 เวลา 18.02 นาฬิกา เมื่อแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น โจทก์ที่ 1 ซึ่งยืนอยู่บริเวณด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อกกุญแจรั้วหน้าบ้าน แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อกกุญแจบ้านด้านในอีกชั้นหนึ่งและไม่ยอมเปิดประตูโดยอ้างว่าจะไปมอบตัวในวันหลัง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุม การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตูบ้านที่ปิดล็อกกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้วเข้าไปจับโจทก์ที่ 1 จึงเป็นกรณีจำเป็นซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 94 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่า การเข้าตรวจค้นจับกุมกระทำในเวลากลางคืนนั้นได้ความตามที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามในตอนแรกว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงบ้านโจทก์ที่ 1 เวลา 18 นาฬิกาเศษ แล้วเบิกความใหม่ว่าเวลา 19 นาฬิกาเศษ ขณะนั้นพระอาทิตย์ตกดินแล้ว คำเบิกความในตอนแรกจึงเจือสมกับสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวข้างต้น เชื่อได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงบ้านโจทก์ที่ 1 และลงมือตรวจค้นตั้งแต่เวลา 18.02 นาฬิกาซึ่งยังเป็นเวลากลางวัน เมื่อยังไม่เสร็จ จึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมต่อไปในเวลากลางคืนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96(1) ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าการสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวกระทำอย่างล่าช้าเกินสมควร เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ถูกจับกุมไปที่สถานีตำรวจนครบาลร่มเกล้าเมื่อเวลา 23นาฬิกา เมื่อไปถึงพนักงานสอบสวนซึ่งรับตัวโจทก์ที่ 1 ย่อมจะต้องทำการสอบสวนและทำประวัติโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถูกจับกุมในเวลาต่อมา อีกทั้งในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของโจทก์ทั้งสามยังจะต้องพิจารณาข้อกล่าวหาพยานหลักฐาน พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีและความน่าเชื่อถือของหลักประกันด้วย ซึ่งจะต้องใช้เวลาตามสมควร การที่เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จึงสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสามเช่นนี้เป็นการใช้เวลาตามสมควรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเช่นกัน คดีของโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณา อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาด้วยว่า โจทก์ทั้งสามนำตัวโจทก์ที่ 1เข้าเบิกความยังไม่จบปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการไม่ชอบและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ซึ่งแม้จะเบิกความยังไม่จบคำถามค้านของทนายจำเลยประกอบพยานเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างส่งศาล ข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้วคดีจึงไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 78 ม. 92 ม. 94 วรรคสอง ม. 96 (1)
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุชาติ สิริพลังคานนท์ กับพวก
จำเลย — พลตำรวจตรี พงษ์ศักดิ์ โรหิโตปการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6403/2545
#109427
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับการทำสัญญาจะขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 มีเหตุทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนก็เป็นการแจ้งข้อความไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา และการที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีมูลความผิดฐานฟ้องเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเช่นกัน

เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสามในข้อหาฉ้อโกง และตามคำแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจได้ว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ได้ดำเนินการและเมื่อสอบสวนแล้วได้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสอบสวนที่จะกระทำได้โดยชอบ ส่วนการออกหมายจับโจทก์ทั้งสามนั้นก็เป็นการออกหมายจับหลังจากที่โจทก์ทั้งสามไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกหลายครั้ง กรณีจึงมีเหตุที่จะออกหมายจับโจทก์ทั้งสามได้ ในการขอออกหมายจับ กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เห็นชอบให้ออกหมายจับโจทก์ที่ 1 ถ้าโจทก์ที่ 1 มิได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้สอบสวนต่อไป การที่ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลที่เกิดเหตุได้ออกหมายจับโจทก์ทั้งสาม จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือผิดระเบียบข้อบังคับของกระทรวงมหาดไทยดังที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

การจับโจทก์ที่ 1 ที่บ้านโดยมีหมายจับของเจ้าพนักงานตำรวจและหมายค้นของศาล ทั้งพฤติการณ์ในการตรวจค้นจับกุมก็ปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านโจทก์ที่ 1 เวลา 18.02 นาฬิกา เมื่อแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น โจทก์ที่ 1 ซึ่งยืนอยู่บริเวณด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อกกุญแจรั้วหน้าบ้านแล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อกกุญแจบ้านด้านในอีกชั้นหนึ่งและไม่ยอมเปิดประตูโดยอ้างว่าจะไปมอบตัวในวันหลัง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุม การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตูบ้านที่ปิดล็อกกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้ว เข้าไปจับโจทก์ที่ 1 จึงเป็นกรณีจำเป็นซึ่งเจ้าพนักงาานตำรวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอำนาจกระทำได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 94 วรรคสอง

โจทก์ทั้งสามถูกจับกุมไปที่สถานีตำรวจเมื่อเวลา 23 นาฬิกา เมื่อไปถึง พนักงานสอบสวนซึ่งรับตัวโจทก์ที่ 1 ย่อมจะต้องทำการสอบสวนและทำประวัติโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถูกจับกุมในเวลาต่อมา อีกทั้งในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของโจทก์ทั้งสามยังจะต้องพิจารณาข้อกล่าวหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีและความน่าเชื่อถือของหลักประกันด้วย ซึ่งจะต้องใช้เวลาตามสมควร การที่เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จึงสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสามเช่นนี้เป็นการใช้เวลาตามสมควรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้นเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ซึ่งแม้จะเบิกความยังไม่จบคำถามค้านของทนายจำเลย ประกอบพยานเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างส่งศาล ข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(ประชา ประสงค์จรรยา - องอาจ โรจนสุพจน์ - ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 172 ม. 173 ม. 174 วรรคสอง ม. 175
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 94 ม. 141
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ สิริพลังคานนท์ กับพวก
จำเลย — พลตำรวจตรีพงษ์ศักดิ์ โรหิโตปการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2545
#48249
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้วนิติกรรมการซื้อขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการไม่ถูกต้องชอบธรรม จึงเป็นการได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริตการบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ทั้งสองย่อมยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1469เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1กับพวก ใช้อุบายหลวกลวงขอซื้อที่ดินดังกล่าวในราคา 14,696,000 บาท ตกลงชำระค่าที่ดินทั้งหมดในคราวเดียวกัน วันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) สาขาถนนหลังสวน ชำระค่าที่ดินให้โจทก์ที่ 2จำนวน 14,000,000 บาท เพื่อเข้าบัญชีโจทก์ที่ 2 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน ส่วนที่เหลือ 696,000 บาท จะชำระที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีสาขาลำลูกกา วันที่ 27 เดือนเดียวกันโจทก์ที่ 2 ได้รับแจ้งจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดสาขางามวงศ์วาน ว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ตรวจสอบไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา จึงทราบว่าจำเลยที่ 1จดทะเบียนขายฝากที่ดินให้จำเลยที่ 2 ไปในวันเดียวกันโดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการขายฝากที่ดินดังกล่าวฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน2538 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าว และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1469 ตำบลลำไทร (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมคืนโฉนดพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1มีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจยกความบกพร่องในการซื้อระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 มาใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นายณรงค์ศักดิ์ ยูนุช ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1469 ตำบลลำไทร (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เมื่อวันที่23 พฤศจิกายน 2538 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวที่ทำในวันเดียวกันหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1469 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 มีผลบังคับหรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2หรือไม่ สำหรับปัญหาข้อแรกข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 14,696,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวน จำนวน 14,000,000 บาท ชำระค่าที่ดิน ส่วนที่เหลืออีก 696,000 บาท ชำระเป็นเงินสด วันเดียวกันจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ตามหลักฐานภาพถ่ายเอกสาร จ.16 ถึง จ.18 ต่อมาปรากฏว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระค่าที่ดิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ที่ 2 จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกงและได้แจ้งขออายัดที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา โจทก์ที่ 2 และนายหมัด อี๊สอาด เบิกความว่าประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 นางวรรณาไม่ทราบนามสกุลมาติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาท ต่อรองราคากันได้ข้อยุติที่ราคา 14,696,000 บาท วันที่ 21 เดือนเดียวกันนางวรรณา นางเกตุ นายเล็ก ไม่ทราบนามสกุล รับโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน โดยนางเกตุเป็นคนออกเงินให้ 1,000 บาท บุคคลทั้งสามอ้างว่าเพื่อจะได้นำเงินค่าที่ดินมาเข้าบัญชี หลังจากนั้นอีก 2 วัน จำเลยที่ 1 กับนายเล็กมารับโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดไปโอนที่ดินโดยพาไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน ซึ่งเปิดบัญชีไว้และบอกว่าจะนำเงินเข้าบัญชีให้ก่อน จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คของธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวนเป็นเงิน 14,000,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 นำเข้าบัญชี แล้วพาโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา นายเล็กให้นายหมัดนั่งรอในรถดูแลสมุดเงินฝาก ส่วนจำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ที 2 ให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 696,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้วบอกให้กลับบ้านได้ ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน มาสอบถามโจทก์ที่ 2 ที่บ้านว่าไปสำนักงานที่ดินทำไม เมื่อทราบว่าโจทก์ที่ 2 ไปโอนที่ดินผู้จัดการธนาคารก็บอกว่าถูกหลอกแล้ว เพราะเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้โจทก์ที่ 2 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นอกจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และนายหมัดดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ทั้งสองยังมีหลักฐานสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน เอกสารหมาย จ.15 แสดงรายละเอียดว่าในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 มีการนำเช็คจำนวนเงิน 14,000,000 บาทฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ 2 และนายหมัดจริง แต่ต่อมาวันที่ 27 เดือนเดียวกัน ก็มีการถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกไปเนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และภาพถ่ายเอกสารเช็คซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายแก่โจทก์ที่ 2 รวมทั้งใบคืนเช็คระบุว่าบัญชีปิดแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.19 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อ แม้ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.16 จะระบุว่าคู่สัญญาตกลงซื้อขายที่ดินกันในราคา 2,000,000 บาทก็มิได้เป็นข้อพิรุธ เพราะในทางปฏิบัติคู่สัญญาซื้อขายที่ดินมักจะแจ้งราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามราคาประเมิน เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินทั้ง ๆ กรณีดังกล่าวมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายนิติกรรมการซื้อขายโดยอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวง นอกจากนี้นายปรีชา ตั้งจิตรักษาพร สมุหบัญชีธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเข้าบัญชีโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดเพื่อชำระค่าที่ดิน สั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวันของห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนากิจเอเซียซัพพลาย เงื่อนไขการสั่งจ่ายต้องมีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 พร้อมประทับตราสำคัญ แต่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวไม่มีการประทับตราคงมีแต่เพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ทั้งได้ความว่าเงินในบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนกิจเอเซียซัพพลายเหลืออยู่เพียง 600 บาท กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1วางแผนการหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะซื้อที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เพียงแต่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาท โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดแสร้งทำให้คนทั้งสองเข้าใจว่า จำเลยที่ 1โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ให้แล้ว ซึ่งหากโจทก์ที่ 2 และนายหมัดเข้าใจดีว่าการสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีจะมีผลสมบูรณ์สามารถเบิกเงินได้จะต้องรอให้เช็คเรียกเก็บเงินได้เสียก่อน การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทก็คงจะไม่เกิดมีขึ้น ต่อมาหลังจากที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินและมีการขออายัดที่ดินพิพาทแล้ว นายประสิทธิ์ รักสลามทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ไม่สามารถติดต่อจำเลยทั้งสองได้ โดยปรากฏหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.4ถึง จ.7 ว่า บ้านจำเลยที่ 1 ปิด ส่วนบ้านจำเลยที่ 2 ไม่สามารถหาบ้านเลขที่ได้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 หลบหนีไปแล้ว จากพฤติการณ์ดังกล่าวการแสดงเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นไปโดยถูกจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลหลอกลวง นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 แม้ตามฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายว่าการแสดงเจตนาขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าที่ดินก็เพราะมีเจตนาตั้งใจหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้นจึงย่อมเป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสองได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 ใช้กลอุบายหลอกลวงโจทก์ปกปิดข้อความจริงมาตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 1จะซื้อที่ดิน มีเจตนาไม่ชำระราคาที่ดิน ทั้งจัดการขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกับที่จดทะเบียนซื้อขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ปกปิดล้วนเป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่ถ้ามิได้มีการปกปิดเช่นนั้น การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทก็คงมิได้เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นเรื่องการทำนิติกรรมจดทะเบียนซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินมาในวันเดียวกันก็จดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ทันที ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ทั้งสองมีราคา14,696,000 บาท แต่กลับขายฝากกันในราคาเพียง 5,715,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ดินมาก นายอำพล พลพาณิชย์ สามีจำเลยที่ 2 อ้างว่าตนเองเป็นคนออกเงินค่าที่ดินแต่กลับให้จำเลยที่ 2 ซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจโต จนกระทั่งไม่สามารถมาเบิกความต่อศาลในฐานะคู่ความได้เป็นผู้ลงชื่อรับซื้อฝากที่ดิน ทั้งตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.17 ระบุว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 5229 แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่ในชั้นที่ทนายโจทก์ติดต่อส่งหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3จ.4 พนักงานไปรษณีย์หาบ้านเลขที่ดังกล่าวไม่พบนายวิชาญ เกริกอาชาชัย บุตรชายจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5159 แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน แต่มีชื่อจำเลยที่ 2 อยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 5223 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.2 เป็นไปได้ว่า จำเลยที่ 2 แจ้งหลักฐานที่อยู่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อมิให้ติดตามตัวได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ 2 กับพวกมีข้อพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการอันไม่ถูกต้องชอบธรรม กรณีของจำเลยที่ 2 จึงเข้าข่ายของบุคคลภายนอกผู้ได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ทั้งสองเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เล็ก ยูนุชฯ กับพวก
จำเลย — นาง ชลรส จันทมาลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2545
#109413
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ. 16 ระบุว่า ซื้อขายราคา 2,000,000 บาท โจทก์ทั้งสองนำสืบถึงข้อสัญญาแท้จริงได้เพราะในทางปฏิบัติคู่สัญญาซื้อขายที่ดินมักจะแจ้งราคาที่ซื้อขายกันตามราคาประเมิน เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน กรณีดังกล่าวมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายนิติกรรมการซื้อขายโดยอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวง

จำเลยที่ 1 วางแผนหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาแต่ต้นโดยมิได้เจตนาจะซื้อที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เพียงแต่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาชำระราคาที่ดินและใช้กลอุบายหลอกลวงโจทก์ทั้งสองให้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดถ้ามิได้ปกปิดข้อเท็จจริงเช่นนั้น การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทก็คงมิได้เกิดขึ้น การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ฟ้องโจทก์จึงเป็นเรื่องการทำนิติกรรมจดทะเบียนซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆะ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมนั้นแล้ว

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในทันทีที่จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสองโดยแจ้งหลักฐานที่อยู่ของตนเองไม่ตรงตามความเป็นจริง ย่อมเป็นข้อพิรุธน่าสงสัยให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการอันไม่ถูกต้องชอบธรรม กรณีของจำเลยที่ 2 จึงเข้าข่ายของบุคคลภายนอกผู้ได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะของโจทก์ทั้งสองเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าว และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๖๙ ตำบลลำไทร (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิมกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโฉนดพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องเคลือบคลุม การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ มีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ฉ้อโกงโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจยกความบกพร่องในการซื้อขายระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ มาใช้ยันจำเลยที่ ๒ ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๑ ถึงแก่กรรม นายณรงค์ศักดิ์ ยูนุช ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๖๙ ตำบลลำไทร (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไปจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวที่ทำในวันเดียวกัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๖๙ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ มีผลบังคับหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ สำหรับปัญหาข้อแรกข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์ที่ ๑ มอบอำนาจให้โจทก์ที่ ๒ โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๑๔,๖๙๖,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวน จำนวน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีก ๖๙๖,๐๐๐ บาท ชำระเป็นเงินสด วันเดียวกันจำเลยที่ ๑ ขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ตามหลักฐานภาพถ่ายเอกสารหมาย จ. ๑๖ ถึง จ. ๑๘ ต่อมาปรากฏว่าเช็คที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายชำระค่าที่ดิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ที่ ๒ จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ฐานฉ้อโกง และได้แจ้งขออายัดที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา โจทก์ที่ ๒ และนายหมัด อิ๊สอาด เบิกความว่า ประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๘ นางวรรณา ไม่ทราบนามสกุล มาติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาท ต่อรองราคากันได้ข้อยุติที่ราคา ๑๔,๖๙๖,๐๐๐ บาท วันที่ ๒๑ เดือนเดียวกัน นางวรรณา นางเกตุ นายเล็ก ไม่ทราบนามสกุล รับโจทก์ที่ ๒ กับนายหมัดไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน โดยนางเกตุเป็นคนออกเงินให้ ๑,๐๐๐ บาท บุคคลทั้งสามอ้างว่าเพื่อจะได้นำเงินค่าที่ดินมาเข้าบัญชี หลังจากนั้นอีก ๒ วัน จำเลยที่ ๑ กับนายเล็กมารับโจทก์ที่ ๒ กับนายหมัดไปโอนที่ดินโดยพาไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน ซึ่งเปิดบัญชีไว้และบอกว่าจะนำเงินเข้าบัญชีให้ก่อน จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คของธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวน เป็นเงิน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ที่ ๒ นำเข้าบัญชี แล้วพาโจทก์ที่ ๒ กับนายหมัดไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา นายเล็กให้นายหมัดนั่งรอในรถดูแลสมุดเงินฝาก ส่วนจำเลยที่ ๑ เรียกโจทก์ให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้มอบเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน ๖๙๖,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๒ แล้วบอกให้กลับบ้านได้ ต่อมาวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน มาสอบถามโจทก์ที่ ๒ ที่บ้านว่าไปสำนักงานที่ดินทำไม เมื่อทราบว่าโจทก์ที่ ๒ ไปโอนที่ดิน ผู้จัดการธนาคารก็บอกว่าถูกหลอกแล้ว เพราะเช็คที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายให้โจทก์ที่ ๒ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นอกจากคำเบิกความของโจทก์ที่ ๒ และนายหมัดดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ทั้งสองยังมีหลักฐานสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน เอกสารหมาย จ. ๑๕ แสดงรายละเอียดว่าในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ มีการนำเช็คจำนวนเงิน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ ๒ และนายหมัดจริง แต่ต่อมาวันที่ ๒๗ เดือนเดียวกันก็มีการถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกไปเนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และภาพถ่ายเอกสารเช็คซึ่งจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายแก่โจทก์ที่ ๒ รวมทั้งใบคืนเช็คระบุว่า บัญชีปิดแล้ว ตามเอกสารหมาย จ. ๑๙ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อ แม้ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ. ๑๖ จะระบุว่าคู่สัญญาตกลงซื้อขายที่ดินกันในราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็มิได้เป็นข้อพิรุธ เพราะในทางปฏิบัติคู่สัญญาซื้อขายที่ดินมักจะแจ้งราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามราคาประเมิน เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ทั้ง ๆ กรณีดังกล่าวมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายนิติกรรมการซื้อขายโดยอ้างว่าถูกจำเลยที่ ๑ ใช้อุบายหลอกลวง นอกจากนี้นายปรีชา ตั้งจิตรักษาพร สมุห์บัญชีธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาหลังสวน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าเช็คที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเข้าบัญชีโจทก์ที่ ๒ กับนายหมัดเพื่อชำระค่าที่ดิน สั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวันของห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนกิจเอเซียซัพพลาย เงื่อนไขการสั่งจ่ายต้องมีลายมือชื่อจำเลยที่ ๑ พร้อมประทับตราสำคัญ แต่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวไม่มีการประทับตรา คงมีแต่เพียงลายมือชื่อจำเลยที่ ๑ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ทั้งได้ความว่าเงินในบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนกิจเอเซียซัพพลายเหลืออยู่เพียง ๖๐๐ บาท กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ ๑ วางแผนการหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น แสดงว่าจำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาจะซื้อที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เพียงแต่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาท โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของโจทก์ที่ ๒ กับนายหมัดแสร้งทำให้คนทั้งสองเข้าใจว่า จำเลยที่ ๑ โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ให้แล้ว ซึ่งหากโจทก์ที่ ๒ และนายหมัดเข้าใจดีว่าการสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีจะมีผลสมบูรณ์สามารถเบิกเงินได้ จะต้องรอให้เช็คเรียกเก็บเงินได้เสียก่อน การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทก็คงจะไม่เกิดมีขึ้น ต่อมาหลังจากที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินและมีการขออายัดที่ดินพิพาทแล้ว นายประสิทธิ์ รักสลาม ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ไม่สามารถติดต่อจำเลยทั้งสองได้ โดยปรากฏหลักฐานตามเอกสารหมาย จ. ๔ ถึง จ. ๗ ว่า บ้านจำเลยที่ ๑ ปิด ส่วนบ้านจำเลยที่ ๒ ไม่สามารถหาบ้านเลขที่ได้ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ หลบหนีไปแล้ว จากพฤติการณ์ดังกล่าวการแสดงเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นไปโดยถูกจำเลยที่ ๑ ฉ้อฉลหลอกลวง นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙ แม้ตามฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายว่าการแสดงเจตนาขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่า การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าที่ดินก็เพราะมีเจตนาตั้งใจหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น จึงย่อมเป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสองได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ใช้กลอุบายหลอกลวงโจทก์ปกปิดข้อความจริงมาตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะซื้อที่ดิน มีเจตนาไม่ชำระราคาที่ดิน ทั้งจัดการขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ในวันเดียวกับที่จดทะเบียนซื้อขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๑ ปกปิดล้วนเป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่ถ้ามิได้มีการปกปิดเช่นนั้น การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทก็คงมิได้เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นเรื่องการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ จึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้รับโอนที่ดินมาในวันเดียวกันก็จดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ ๒ ทันที ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ ๑ ซื้อจากโจทก์ทั้งสอง มีราคา ๑๔,๖๙๖,๐๐๐ บาท แต่กลับขายฝากกันในราคาเพียง ๕,๗๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ดินมาก นายอำพล พลพาณิชย์ สามีจำเลยที่ ๒ อ้างว่าตนเองเป็นคนออกเงินค่าที่ดิน แต่กลับให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจโต จนกระทั่งไม่สามารถมาเบิกความต่อศาลในฐานะคู่ความได้เป็นผู้ลงชื่อรับซื้อฝากที่ดิน ทั้งตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ. ๑๗ ระบุว่า จำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ ๕๒๒๙ แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่ในชั้นที่ทนายโจทก์ติดต่อส่งหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินตามเอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๔ พนักงานไปรษณีย์หาบ้านเลขที่ดังกล่าวไม่พบ นายวิชาญ เกริกอาชาชัย บุตรชายจำเลยที่ ๒ เบิกความว่า จำเลยที่ ๒ พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๕๑๕๙ แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ. ๒๑ กลับไม่มีชื่อจำเลยที่ ๒ อยู่ในสำเนาทะเบียนบ้าน แต่มีชื่อจำเลยที่ ๒ อยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ ๕๒๒๓ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ. ๒๒ เป็นไปได้ว่าจำเลยที่ ๒ แจ้งหลักฐานที่อยู่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อมิให้ติดตามตัวได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ ๒ กับพวก มีข้อพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการอันไม่ถูกต้องชอบธรรม กรณีของจำเลยที่ ๒ จึงเข้าข่ายของบุคคลภายนอกผู้ได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ทั้งสองเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ตลอดไปจนถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ ๒ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 160
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเล็ก ยูนุช โดยนายณรงค์ศักดิ์ ยูนุช
กับพวก — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ที่ 1
จำเลย — นางชลรส จันทมาลา ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายจุมพล เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา