คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6634/2545
#48255
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเดิมเป็นหากทรายชายทะเลชาวบ้านใช้ตากกุ้งและตากปลาอันเป็นการใช้ทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน แม้ต่อมาจะเปลี่ยนแปลงสภาพโดยธรรมชาติทะเลตื้นเขินขึ้น แต่ก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ตราบใดที่ทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ไม่ เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ยึดถือที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2539 จำเลยเช่าที่ดินบางส่วนบนที่งอกของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเล่ม หมู่ที่ 4 หน้า 46 ของโจทก์เพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยเนื้อที่ประมาณ 40 ตารางวา ค่าเช่าปีละ 400 บาท เมื่อครบระยะเวลาเช่าโจทก์ไม่ให้เช่าต่อและบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ โจทก์เสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ที่จะให้ผู้อื่นเช่าที่ดินไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าเสียหาย 6,000 บาท ขอให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 57/3 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์ แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาเช่าจำเลยออกจากที่ดินที่เช่าไปอยู่ในที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเล่มหมู่ที่ 4 หน้า 46 เนื้อที่ 3 งาน 70 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชทิศเหนือจดที่ดินของนายเฉม ทิศใต้จดที่ดินของนายน้อมและนายหวัง ทิศตะวันออกจดหาดทรายชายทะเล ทิศตะวันตกจดที่ดินของนางเสี้ย นางหลง นายหวัง และถนน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารหมาย จ.1 ที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นที่งอกของที่ดินโจทก์ปรากฏตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท และที่ดินพิพาทได้แก่บริเวณหมายเลข 2 ในแผนที่พิพาทซึ่งจำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่งอกจากที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ โจทก์และพยานโจทก์เบิกความว่า ที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารหมาย จ.1 ด้านทิศตะวันออกเกิดที่งอกตั้งแต่ปี 2505 โดยเกิดอุทกภัยกระแสน้ำพัดเอาหิน ดิน ทราย เข้ามายังผืนดินเป็นที่งอกและทุก ๆ ปี คลื่นจะซัดทรายเข้าฝั่งทำให้เกิดที่งอกเพิ่มขึ้นปีละ 2 ถึง 3 เมตร เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2509 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์อ้างว่าที่ดินของโจทก์เริ่มเกิดที่งอกแล้ว หากเป็นความจริงดังที่โจทก์อ้าง การระบุแนวเขตที่ดินติดต่อก็ควรจะระบุไว้ว่าด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินซึ่งเป็นที่งอกจากที่ดินเดิม การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารหมาย จ.1 ระบุว่าด้านทิศตะวันออกจดหาดทรายชายทะเล จึงแสดงว่าในปี 2509 ที่ดินส่วนที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกไม่ใช่ที่งอกจากที่ดินของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าที่ดินในบริเวณหมายเลข 1 และ 2 ในแผนที่พิพาทเป็นที่ดินที่งอกจากที่ดินของโจทก์ แต่เป็นที่ดินซึ่งเดิมเป็นหาดทรายชายทะเล ได้ความจากคำเบิกความของนายโหยบ หวันมะ และนายนพดล ดีโหมด พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ว่า ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาทโดยใช้ตากกุ้งและตากปลาอันเป็นการใช้ทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันโดยโจทก์ไม่เคยทำประโยชน์ โจทก์เพิ่งล้อมรั้วสังกะสีเมื่อประมาณ 5 ถึง 6 เดือนมาเท่านั้น ฉะนั้น ที่ดินพิพาทแม้จะเปลี่ยนแปลงสภาพโดยธรรมชาติโดยทะเลตื้นเขินขึ้น แต่ก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเช่นนี้ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ตราบใดที่ทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ ซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นผู้ใดหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและโจทก์มิใช่ผู้ยึดถือที่ดินพิพาท เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.ที่ดิน ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมซ้วน เชาวลิต
จำเลย — นาง สะริมะ ลังกาบำ
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6634/2545
#109387
เปิดฉบับเต็ม

หาดทรายชายทะเลซึ่งชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะเปลี่ยนแปลงสภาพโดยธรรมชาติโดยทะเลตื้นเขินขึ้น แต่ก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ตราบใดที่ทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ไม่ โจทก์มิใช่ผู้ยึดถือที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ครบกำหนดแล้วไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยเช่าที่ดินของโจทก์แต่จำเลยออกจากที่ดินที่เช่าแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ โจทก์ไม่เสียหายตามที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าที่ดินในบริเวณหมายเลข 1 และ 2 ในแผนที่พิพาทเป็นที่ดินที่งอกจากที่ดินของโจทก์ แต่เป็นที่ดินซึ่งเดิมเป็นหาดทรายชายทะเล ได้ความจากคำเบิกความของ นายโหยบ หวันมะ และนายนพดล ดีโหมด พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ว่า ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดยใช้ตากกุ้งและตากปลา อันเป็นการใช้ทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยโจทก์ไม่เคยทำประโยชน์ โจทก์เพิ่งล้อมรั้วสังกะสีเมื่อประมาณ 5 ถึง 6 เดือน มาเท่านั้น ฉะนั้น ที่ดินพิพาทแม้จะเปลี่ยนแปลงสภาพโดยธรรมชาติโดยทะเล ตื้นเขินขึ้นแต่ก็เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เช่นนี้ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ตราบใดที่ทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ ซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ผู้ใดหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและโจทก์มิใช่ผู้ยึดถือที่ดินพิพาท เช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1308
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นากิมซ้วน เชาวลิต
จำเลย — นางสะริมะ ลังกาบำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6624/2545
#49128
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะจำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายสร้อยคอพร้อมพระดังกล่าวจะอยู่ที่มือจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นเพียงการกระทำที่มุ่งหมายจะให้สร้อยคอพร้อมพระขาดหลุดจากคอผู้เสียหาย เมื่อปรากฏว่าสร้อยคอทองคำดังกล่าวตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนพระเลี่ยมทองคำนั้นหาไม่พบ ทั้งขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยก็ไม่พบพระเลี่ยมทองคำดังกล่าวแสดงว่าหลังจากกระชากแล้วสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำหลุดจากมือจำเลยที่ 1 ตกลงพื้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ทันเข้ายึดถือครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1ได้ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่ยังไม่อาจยึดถือครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำนั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่สามารถเอาพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายไปได้แต่ผลจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียพระเลี่ยมทองคำไป จำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดคืนหรือใช้ราคาพระเลี่ยมทองคำแก่ผู้เสียหาย สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถยนต์อยู่ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางเข้าประกอบแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหาย พฤติการณ์เห็นได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดโดยตรง จึงต้องริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เมื่อฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวิ่งราวทรัพย์สร้อยคอทองคำกับพระเลี่ยมทองคำ1 องค์ ของนางมาลี หอมประสพ ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต โดยร่วมกันฉกฉวยเอาซึ่งหน้าและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำ 1 เส้นอันเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกวิ่งราวทรัพย์ไปดังกล่าวกับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจำนวน 1 คัน ที่ใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ, 33, 83 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 3,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 วรรคแรก, 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาพระเลี่ยมทองคำราคา 3,900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ความว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง ขณะที่นางมาลี หอมประสพ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จะกลับบ้าน ได้มีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะขับตามหลังรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับมาแล้วแซงเบียดมาทางขวามือของผู้เสียหาย คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคำ 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำ1 องค์ ของผู้เสียหายไป จากนั้นคนร้ายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังรับฟังไม่ได้อย่างแน่ชัดว่าผู้เสียหายจะเห็นและจำคนร้ายทั้งสองได้เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยกะทันหัน รวดเร็ว เพียงช่วงที่ระยะรถแล่นแซงกันและต่างฝ่ายต่างก็เคลื่อนไหวอยู่บนรถจักรยานยนต์เท่านั้น น่าสงสัยว่า ผู้เสียหายจะเห็นและจำจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าก่อนเกิดเหตุคนร้ายทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาก่อน เมื่อผ่านผู้เสียหายไปแล้วได้ขับย้อนกลับมาตามหลังรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับอยู่ แล้วแซงเบียดมาทางขวามือของผู้เสียหาย ผู้เสียหายหันไปดู คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายเอื้อมมือกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหาย แต่จับสร้อยคอทองคำไม่ถนัด จึงขับรถเบียดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่งในระยะห่างประมาณ 1 ศอก แล้วคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจนขาดหลุดติดมือไปรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายเสียหลักล้มลง ส่วนคนร้ายทั้งสองเร่งเครื่องยนต์ขับหลบหนีไป ผู้เสียหายจึงขอโดยสารรถที่ผ่านมาไปแจ้งความที่ป้อมตำรวจโดยระบุลักษณะรถจักรยานยนต์รูปพรรณสัณฐานและเสื้อผ้าของคนร้าย เจ้าพนักงานตำรวจจึงวิทยุให้ช่วยสกัดจับคนร้ายและส่งผู้เสียหายไปตรวจรักษาบาดแผลที่หัวเข่าที่โรงพยาบาลแหลมสิงห์ หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้และให้ผู้เสียหายไปชี้ตัวที่บริเวณที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายชี้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไป เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำจำเลยทั้งสองไปค้นหาจนพบสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายและได้คืนให้แก่ผู้เสียหายแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ผู้เสียหายได้พบเห็นจำเลยทั้งสองในระยะใกล้กระชั้นชิด ห่างกันเพียงเล็กน้อยหลายครั้ง ครั้งแรกขณะจำเลยทั้งสองขับรถสวนทางมา ครั้งที่สองขณะขับรถย้อนกลับมาตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แล้วแซงเบียดมาทางขวามือของผู้เสียหายตรงเข้าเอื้อมมือกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหาย แต่จับสร้อยคอทองคำไม่ถนัด และครั้งที่สามขณะกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจนขาดหลุดติดมือไปจึงมีระยะเวลานานพอสมควรที่ผู้เสียหายจะเห็นและจดจำจำเลยทั้งสองได้ หลังจากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับคนร้ายได้และให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายก็ชี้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่วิ่งราวทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งระยะเวลาที่ชี้ตัวดังกล่าวห่างจากเวลาที่เกิดเหตุเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเศษเท่านั้น ทั้งเมื่อพันตำรวจตรีโกศล วรรณฤดี และร้อยตำรวจโทไชยวัฒน์ แจนไธสง ผู้จับกุมจำเลยทั้งสอง และพันตำรวจตรีสมพลโฉมวิลัย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้ยานพาหนะ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1 จ.9 ถึง จ.11 และภาพถ่ายหมาย จ.4 ซึ่งบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวได้จัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ทันคิดเสริมแต่งหรือหาข้อแก้ตัวใด ๆ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวประกอบกันรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยทั้งสองได้ อันเป็นปกติวิสัยของผู้ที่ได้รับความเสียหายย่อมต้องสังเกตจดจำผู้ที่กระทำความผิดต่อตนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์มาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เท่านั้น ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่าเป็นที่พลุกพล่านอันจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายสับสนจนจำผิดได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพันตำรวจตรีโกศล ร้อยตำรวจโทไชยวัฒน์และพันตำรวจตรีสมพลพยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันในเรื่องจุดที่พบสร้อยคอทองคำของกลาง และพฤติการณ์ที่พบของกลางดังกล่าวซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งคดี จึงเป็นที่สงสัยว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นคนร้ายที่แท้จริงหรือไม่ ชอบที่ศาลจะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227นั้น เห็นว่า พยานโจทก์คงมีแต่พันตำรวจตรีโกศลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าพยานพาจำเลยทั้งสองไปยังที่เกิดเหตุและทราบว่าจุดที่พบสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายอยู่ที่ใด จุดที่พบสร้อยคอทองคำดังกล่าวอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ5 กิโลเมตร แต่เจ้าพนักงานตำรวจคนที่พบสร้อยคอทองคำเป็นใคร จำไม่ได้แล้ว ซึ่งแสดงว่าพันตำรวจตรีโกศลเองมิใช่เป็นผู้นำจำเลยทั้งสองไปตรวจค้นและพบสร้อยคอทองคำดังกล่าว ณ จุดนั้นด้วยตนเองแต่อย่างใด เชื่อว่าได้รับทราบมาจากการบอกเล่าของผู้อื่นเท่านั้น ส่วนพยานโจทก์คนอื่นล้วนแล้วแต่ยืนยันว่าได้พบของกลางในบริเวณที่เกิดเหตุทั้งสิ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดีและบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1บันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและภาพถ่ายหมาย จ.9 ถึง จ.11 จ.4 และจ.5 ตามลำดับ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ มิใช่เป็นความผิดสำเร็จเพราะคนร้ายกระชากสร้อยคอทองคำขาดตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยผู้เสียหายยังอยู่ ณ ที่นั้นการครอบครองทรัพย์จึงยังไม่ขาดไปจากผู้เสียหาย อันมิใช่เป็นการแย่งการครอบครองและมิใช่เป็นการฉกฉวยเอาทรัพย์ไปซึ่งหน้า และรถจักรยานยนต์ที่ศาลสั่งริบมิใช่เป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของบริษัทธนารัตถ์ (1995) จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อมาใช้เป็นยานพาหนะขับขี่ไปมาเท่านั้น หาใช่เป็นยานพาหนะที่ต้องใช้ในการกระทำความผิดไม่ ทั้งผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นคันเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดจึงขอให้มีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของด้วยนั้น เห็นว่าแม้ขณะจำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำดังกล่าวจะอยู่ที่มือจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นเพียงการกระทำที่มุ่งหมายจะให้สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำขาดหลุดจากคอผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสร้อยคอทองคำดังกล่าวตกอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนพระเลี่ยมทองคำนั้นค้นหาไม่พบทั้งขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยก็ไม่พบพระเลี่ยมทองคำดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงว่าหลังจากกระชากแล้วสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำหลุดจากมือจำเลยที่ 1 ตกลงที่พื้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ทันเข้ายึดถือครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำดังกล่าว กรณีจึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่ยังไม่อาจยึดถือครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำนั้นได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์เท่านั้นแม้จำเลยที่ 1 จะไม่สามารถเอาพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายไปได้ แต่ผลจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียพระเลี่ยมทองคำไป จำเลยที่ 1จึงรับผิดคืนหรือใช้ราคาพระเลี่ยมทองคำแก่ผู้เสียหายตามฟ้อง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์อยู่ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางเข้าประกบแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหาย พฤติการณ์เห็นได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดโดยตรง มิใช่เป็นเพียงยานพาหนะขับไปมาดังที่จำเลยที่ 1 อ้างฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์จึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก, 336 ทวิ, 80, 83 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 1 ปี4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 80 ม. 83 ม. 336 วรรคแรก ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย นครินทร์ ยังคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6619/2545
#110341
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันให้ศาลชั้นต้นถอนคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยจำเลยเสนอหนังสือค้ำประกันของธนาคารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยอมผูกพันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยเงื่อนไขว่าหากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ธนาคารจึงต้องผูกพันตามข้อความในหนังสือค้ำประกันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 กรณีไม่อาจถือว่าการเข้าค้ำประกันของธนาคารต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันจะมีผลยกเลิกไปเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี ตามมาตรา 260 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย กับหนี้ค่าถมดิน ไฟฟ้า ประปา สำนักงาน และหนี้อื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งสองรวมเป็นเงิน ๑๖,๖๔๔,๒๒๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยให้การ? ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยโอนหรือกระทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินของจำเลย ๑๗๕ โฉนด เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ระหว่างการไต่สวน โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้มีการเจรจากันและศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการห้ามชั่วคราวที่ดินดังกล่าว ๕๐ โฉนด โดยใช้บุคคลค้ำประกันจนกว่าจำเลยจะนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาเป็นประกันตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกัน ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการห้ามชั่วคราวที่ดิน ๑๒๕ โฉนด ที่เหลือ โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก ซึ่งมีใจความว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยให้รับผิดเป็นจำนวน ๑๖,๖๔๔,๒๒๘ บาท นั้น ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก ขอค้ำประกันจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากจำเลยแพ้คดีและไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ได้ ธนาคารยอมชำระเงินไม่เกิน ๑๖,๖๔๔,๒๒๘ บาท แทนจำเลย วางเป็นประกันแทนสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคลตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกัน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก ที่วางเป็นประกัน

โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้านว่า จำเลยไม่ควรขอหนังสือค้ำประกันคืนก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาเป็นหลักประกัน ก็สืบเนื่องจากคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์มิได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงว่าโจทก์จะอุทธรณ์คำพิพากษาและมีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงเป็นอันยกเลิกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๐ (๑) จึงมีคำสั่งให้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด ให้แก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้จำเลยโอนหรือกระทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินของจำเลยรวม ๑๗๕ โฉนด จะเป็นคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา แต่เมื่อจำเลยยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และระหว่างการไต่สวนคำขอของจำเลย โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้มีการเจรจาตกลงกัน โดยโจทก์ยอมถอนการอายัดที่ดินทั้งหมด เมื่อจำเลยจัดหาธนาคารมาค้ำประกันการชำระหนี้ตามพิพากษา ต่อมาจำเลยได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก มีใจความสำคัญว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากจำเลยแพ้คดีและไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ธนาคารยอมชำระเงินไม่เกิน ๑๖,๖๔๔,๒๒๘ บาท แทนจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดที่ดินทั้งหมดดังกล่าว เห็นได้ว่า คำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ถูกเพิกถอนไปแล้ว การที่จำเลยนำหนังสือค้ำประกันมาวางต่อศาลชั้นต้น อันเนื่องมาจากคำขอของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง แล้วมีการเจรจาตกลงกันโดยโจทก์ทั้งสองยอมให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่ง โดยจำเลยต้องนำธนาคารเข้ามาค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย หากจำเลยตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในที่สุด การที่จำเลยเสนอหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก ต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยอมผูกพันตนโดยทำหนังสือค้ำประกันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยเงื่อนไขว่า หากคดีถึงที่สุดแล้วจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ธนาคารกรุงไทย จำกัด จึงต้องผูกพันตามข้อความในหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ กรณีไม่อาจถือได้ว่าการเข้าค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด ต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง อันจะมีผลยกเลิกไปเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๐ (๑) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาให้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาพิษณุโลก ให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (3) ม. 260 (1) ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปานจิตร์ เที่ยงธรรม กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยไทพิษณุ (1991) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสันติชัย วัฒนวิทย์กรรม์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2545
#48254
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกของ ม. ออกจากโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอ้างว่า ว. บิดาโจทก์ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ม. ผู้เป็นภริยา ว. และเป็นมารดาโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกที่ดินมาแต่ต้น อันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับกองมรดกของ ม. โดยตรงและการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิรับมรดกของ ม. ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีเมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกทายาทของ ม. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันทายาทอื่นของ ม. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวงษ์กับนางมะลิเงินทอง จำเลยทั้งสามมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินและมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เมื่อปี 2536 นายวงษ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 163 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 41200 ซึ่งเป็นมรดกของนายวงษ์ให้แก่นางมะลิต่อมาเดือนมิถุนายน 2539 นางมะลิถึงแก่ความตายโจทก์จึงพบพินัยกรรมของนายวงษ์ยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกดังกล่าว จำเลยที่ 1มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 3 สั่งเพิกถอน แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 และ 71 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 163 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 41200 ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หากจำเลยทั้งสามไม่เพิกถอน ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวงษ์ เงินทอง เนื่องจากข้อกำหนดในพินัยกรรมที่โจทก์อ้างไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่านายวงษ์จะยกทรัพย์สินอะไรให้แก่บุคคลใด และไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวงษ์ ลายมือชื่อผู้เขียนพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของนายวงษ์พินัยกรรมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายวงษ์กับนางมะลิ เมื่อนายวงษ์ถึงแก่ความตายนางมะลิย่อมมีสิทธิรับมรดกที่ดินในส่วนของนายวงษ์ และเมื่อนางมะลิขอรับโอนที่ดินมรดกดังกล่าวของนายวงษ์ โจทก์และทายาทโดยธรรมทุกคนของนายวงษ์ทำหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกให้แก่นางมะลิจำเลยที่ 1 สอบสวนทำบัญชีเครือญาติและประกาศเรื่องจดทะเบียนมรดกของนายวงษ์ผู้ตายระเบียบแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินของนายวงษ์ให้แก่นางมะลิจึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบราชการ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวงษ์และนางมะลิ เงินทอง บุคคลทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2504 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี มีอำนาจหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเขตอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์และเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เมื่อนายวงษ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 41200 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 163 ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ตามโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ให้แก่นางมะลิผู้ภริยา โดยโจทก์และทายาทอื่น ๆ ของนายวงษ์ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและยินยอมให้นางมะลิเป็นผู้รับมรดกแต่ผู้เดียว ตามบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดกและสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 หลังจากนางมะลิมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตามพินัยกรรมของนายวงษ์ ซึ่งเพิ่งจะค้นพบจำเลยที่ 1 ได้ส่งเรื่องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์จำเลยที่ 3 พิจารณาสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว แต่ในที่สุดจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำเนินการยื่นคำร้องขออายัดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามโดยไม่ต้องฟ้องทายาทของนางมะลิหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกรายนางมะลิซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วออกจากโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอ้างว่านายวงษ์บิดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนถึงแก่ความตาย นางมะลิผู้เป็นมารดาจึงไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกที่ดินดังกล่าวมาแต่ต้น อันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับกองมรดกของนางมะลิโดยตรงและการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิรับมรดกของนางมะลิผู้ตาย ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกทายาทของนางมะลิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันทายาทอื่นของนางมะลิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สวรรค์ ทับสวัสดิ์
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2545
#49127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินสาขา จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกของ ม. มารดาซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วออกจากโฉนดที่ดินและน.ส.3 โดยอ้างว่า ว. บิดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ก่อนตายม. จึงไม่มีสิทธิรับมรดกดังกล่าวมาแต่ต้น อันถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับกองมรดกของ ม. โดยตรง และการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิรับมรดกของ ม. ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกทายาทของ ม. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วยผลของคำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันทายาทอื่นของ ม. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวงษ์กับนางมะลิเงินทอง จำเลยทั้งสามมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินและมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เมื่อปี 2536 นายวงษ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 163 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 41200 ตำบลช่องแคอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นมรดกของนายวงษ์ให้แก่นางมะลิ ต่อมาเดือนมิถุนายน 2539 นางมะลิถึงแก่ความตาย โจทก์จึงพบพินัยกรรมของนายวงษ์ยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 3 สั่งเพิกถอนแต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และ 71 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 163 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 41200 ตำบลช่องแคอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หากจำเลยทั้งสามไม่เพิกถอน ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวงษ์เงินทอง เนื่องจากข้อกำหนดในพินัยกรรมที่โจทก์อ้างไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่า นายวงษ์จะยกทรัพย์สินอะไรให้แก่บุคคลใด และไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวงษ์ ลายมือชื่อผู้เขียนพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของนายวงษ์ พินัยกรรมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายวงษ์กับนางมะลิเมื่อนายวงษ์ถึงแก่ความตายนางมะลิย่อมมีสิทธิรับมรดกที่ดินในส่วนของนายวงษ์และเมื่อนางมะลิขอรับโอนที่ดินมรดกดังกล่าวของนายวงษ์ โจทก์และทายาทโดยธรรมทุกคนของนายวงษ์ทำหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกให้แก่นางมะลิ จำเลยที่ 1 สอบสวนทำบัญชีเครือญาติและประกาศเรื่องจดทะเบียนมรดกของนายวงษ์ผู้ตายตามระเบียบแล้ว ไม่มีผู้คัดค้านการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การโอนมรดกที่ดินของนายวงษ์ให้แก่นางมะลิจึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบราชการโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวงษ์และนางมะลิ เงินทอง บุคคลทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2504 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี มีอำนาจหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเขตอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์และเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เมื่อนายวงษ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 41200 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 163 ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่นางมะลิผู้ภริยาโดยโจทก์และทายาทอื่น ๆ ของนายวงษ์ ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและยินยอมให้นางมะลิเป็นผู้รับมรดกแต่ผู้เดียว หลังจากนางมะลิมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตามพินัยกรรมของนายวงษ์ซึ่งเพิ่งจะค้นพบ จำเลยที่ 1 ได้ส่งเรื่องให้จำเลยที่ 2ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์จำเลยที่ 3 พิจารณาสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแต่ในที่สุดจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำเนินการยื่นคำร้องขออายัดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามโดยไม่ต้องฟ้องทายาทของนางมะลิหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกรายนางมะลิซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วออกจากโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอ้างว่านายวงษ์บิดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนถึงแก่ความตาย นางมะลิผู้เป็นมารดาจึงไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกที่ดินดังกล่าวมาแต่ต้นอันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับกองมรดกของนางมะลิโดยตรง และการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิรับมรดกของนางมะลิผู้ตายซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกทายาทของนางมะลิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันทายาทอื่นของนางมะลิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สวรรค์ ทับสวัสดิ์
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2545
#109403
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี จำเลยที่ 2 ในฐานะ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ และเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินของ ว. บิดาให้แก่ ม. มารดาซึ่งก็ถึงแก่ความตายไปแล้วเช่นกัน โดยอ้างว่า ว. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียวก่อนถึงแก่ความตาย ม. ผู้เป็นมารดาจึงไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกที่ดินดังกล่าวมาแต่ต้น อันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับกองมรดกของ ม. โดยตรง และการขอให้ เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิรับมรดกของ ม. ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกทายาทของ ม. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันทายาทอื่นของ ม. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๑๖๓ และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๒๐๐ ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หากจำเลยทั้งสามไม่เพิกถอน ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวงษ์ เงินทอง เนื่องจากข้อกำหนดในพินัยกรรมที่โจทก์อ้างไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่านายวงษ์จะยกทรัพย์สินอะไรให้แก่บุคคลใด และไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวงษ์ ลายมือชื่อผู้เขียนพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของนายวงษ์ พินัยกรรมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของนายวงษ์กับนางมะลิ เมื่อนายวงษ์ถึงแก่ความตายนางมะลิย่อมมีสิทธิรับมรดกที่ดินในส่วนของนายวงษ์ และเมื่อนางมะลิขอรับโอนที่ดินมรดกดังกล่าวของนายวงษ์ โจทก์และทายาทโดยชอบธรรมทุกคนของนายวงษ์ทำหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกให้แก่นางมะลิ จำเลยที่ ๑ สอบสวนทำบัญชีเครือญาติและประกาศเรื่องจดทะเบียนมรดกของนายวงษ์ผู้ตายตามระเบียบแล้ว ไม่มีผู้คัดค้านการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรม การโอนมรดกที่ดินของนายวงษ์ให้แก่นางมะลิจึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบราชการ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามโดยไม่ต้องฟ้องทายาทของนางมะลิหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกรายนางมะลิซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วออกจากโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอ้างว่านายวงษ์บิดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ก่อนถึงแก่ความตาย นางมะลิผู้เป็นมารดาจึงไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกที่ดินดังกล่าวมาแต่ต้น อันเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับกองมรดกของนางมะลิโดยตรง และการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของทายาทอื่นที่มีสิทธิรับมรดกของนางมะลิผู้ตาย ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกทายาทของนางมะลิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันทายาทอื่นของนางมะลิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 145
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสวรรค์ ทับสวัสดิ์
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2545
#48253
เปิดฉบับเต็ม

วิธีการคำนวณหาปริมาตรหินที่จำเลยระเบิดและย่อยหินเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสามต้องนำสืบในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง ทั้งปริมาตรหินที่คำนวณได้ก็เพื่อนำไปคำนวณหาจำนวนเงินที่จำเลยต้องชดใช้หากจำเลยไม่สามารถทำให้พื้นที่ที่ตนระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อันเป็นคำขอบังคับท้ายคำฟ้องในลำดับถัดมา คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในกิจการและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำความผิดนั้นกรมที่ดินโจทก์ที่ 1 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จังหวัดเลย โจทก์ที่ 2 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือของรัฐ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยโจทก์ที่ 3 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดในเขตจังหวัดเลยย่อมมีอำนาจติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของรัฐตลอดจนมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งปวงแทนรัฐจากจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองเพื่อตนเป็นการส่วนตัว หากแต่เป็นการปฏิบัติราชการภายใต้กรอบอำนาจที่ตนมีอยู่ ส่วนผลประโยชน์หรือทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินคดีย่อมตกได้แก่แผ่นดินหรือรัฐ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่น โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการในเขตจังหวัดเลย และมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือของรัฐ โจทก์ที่ 3 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดภายในเขตจังหวัดเลยที่อยู่นอกเขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาล และมีรายได้จากค่าตอบแทนเป็นรายปีจากผู้รับอนุญาตระเบิดและย่อยหินตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานโม่หินระเบิดและย่อยหิน มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ระเบิดและย่อยหินในที่ดินของรัฐบริเวณภูรวก หมู่ที่ 12 ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่2 งาน 78 ตารางวา มีกำหนดเวลา 5 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1ได้รับอนุญาตให้ระเบิดและย่อยหินในที่ดินของรัฐบริเวณเดิมต่อไปอีกมีกำหนด 5 ปี สิ้นสุดการอนุญาตวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการระเบิดและย่อยหินโดยเคร่งครัด เมื่อระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 ถึงวันที่ 13พฤษภาคม 2537 จำเลยทั้งสองร่วมกันระเบิดและย่อยหินในพื้นที่บริเวณภูรวกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา แล้วเอาไปซึ่งหินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ34,416 ลูกบาศก์เมตร ราคาลูกบาศก์เมตรละ 200 บาท รวมเป็นเงิน 6,883,200 บาทต่อมาระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันระเบิดและย่อยหินในพื้นที่บริเวณภูรวกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตอีก 3 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา แล้วเอาไปซึ่งหินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ 54,828 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงิน10,965,600 บาท รวมเป็นเนื้อที่ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต 6 ไร่ 79ตารางวา คิดเป็นปริมาตรหินที่เสียหายและถูกจำเลยทั้งสองเอาไป 89,244 ลูกบาศก์เมตรราคา 17,848,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหิน 89,244 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้จากการระเบิดและย่อยหินในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยนำไปคืนและประกอบไว้ยังสถานที่เดิม หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคา17,848,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสองให้การว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุมและขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,709,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม คำขอนอกจากนี้ให้ยก

ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางพจนา ศรีเจริญ ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์ที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการในเขตจังหวัดเลย และมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือของรัฐ โจทก์ที่ 3 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดภายในเขตจังหวัดเลย และมีรายได้จากค่าตอบแทนเป็นรายปีจากผู้รับอนุญาตระเบิดและย่อยหิน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานโม่หินและย่อยหิน มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 1ระเบิดและย่อยหินในที่ดินของรัฐบริเวณภูรวก หมู่ที่ 12 ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุงจังหวัดเลย เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา มีกำหนดเวลา 5 ปี ต่อมาวันที่ 20กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ระเบิดและย่อยหินในที่ดินของรัฐแห่งเดิมต่อไปอีก 5 ปี สิ้นสุดวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต เนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา แล้วจำเลยทั้งสองเอาไปซึ่งหินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ 34,416 ลูกบาศก์เมตร จำเลยที่ 2 จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีฐานยึดถือครอบครองทำอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.7 และจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนที่จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อไปว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นอีก 3 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา รวมเนื้อที่ที่จำเลยที่ 1 ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น 6 ไร่ 79 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.8 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสามส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต 2 ครั้ง ครั้งแรกเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา ครั้งที่สองเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา รวมเนื้อที่ที่จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต 6 ไร่ 79 ตารางวา คิดเป็นปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองเอาไปโดยมิชอบ 89,244 ลูกบาศก์เมตร จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ให้ชดใช้ราคาพร้อมด้วยดอกเบี้ย เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพาแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามไม่บรรยายการหาปริมาตรหินจากภูเขาว่ากว้าง ยาว สูง ลาดเอียง และมีเส้นรอบวงหรือเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างไร ทำให้จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสามคำนวณหาปริมาตรหินด้วยวิธีใดนั้น เห็นว่า วิธีการคำนวณหาปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสามต้องนำสืบในชั้นพิจารณาหาจำต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องไม่ ทั้งปริมาตรหินที่คำนวณได้ก็เพื่อนำไปคำนวณหาจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องชดใช้หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถทำให้พื้นที่ที่ตนระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ อันเป็นคำขอบังคับท้ายคำฟ้องในลำดับถัดมาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในลำดับต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในกิจการและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีฐานยึดถือครอบครองทำอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินและพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำความผิดนั้น โจทก์ที่ 1 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ที่ 2 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือของรัฐ และโจทก์ที่ 3 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดในเขตจังหวัดเลยย่อมมีอำนาจติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของรัฐตลอดจนมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งปวงแทนรัฐจากจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองเพื่อตนเป็นการส่วนตัว หากแต่เป็นการปฏิบัติราชการภายใต้กรอบอำนาจที่ตนมีอยู่ ส่วนผลประโยชน์หรือทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินคดีย่อมตกได้แก่แผ่นดินหรือรัฐ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่มีกฎหมายให้อำนาจโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีได้จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญยงค์กิจ (เลย) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2545
#109402
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องในส่วนเกี่ยวกับความเสียหายบรรยายว่าจำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจำนวนสองครั้ง แต่ละครั้งคิดเป็นพื้นที่เท่าใดและปริมาตรเท่าใด รวมทั้งปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองเอาไปเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ให้ชดใช้ราคาพร้อมด้วยดอกเบี้ย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนวิธีการคำนวณหาปริมาตรหินดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสามต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ไม่จำเป็นต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง คำฟ้องจึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในกิจการและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จนถูกดำเนินคดีอาญาและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว โจทก์ทั้งสามผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และดำเนินกิจการส่วนจังหวัดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของรัฐรวมทั้งเรียกค่าเสียหายทั้งปวงแทนรัฐจากจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง

วิธีการคำนวณหาปริมาตรหินที่โจทก์ทั้งสามนำมาใช้คำนวณหาปริมาตรหินพิพาทที่ฟ้องโจทก์ที่ 3 เคยใช้คำนวณเพื่อเรียกเก็บค่าตอบแทนเป็นรายปีจากจำเลยที่ 1 ผู้รับอนุญาตระเบิดและย่อยหินโดยจำเลยทั้งสองไม่เคยปฏิเสธความถูกต้องและยอมรับปฏิบัติตาม จึงผูกพันจำเลยทั้งสอง ฟังได้ว่าหินพิพาทมีจำนวนตามฟ้อง และศาลล่างทั้งสองกำหนดราคาหินพิพาทด้วยการเทียบเคียงกับราคาจำหน่ายทั่วไปชอบแล้ว

จำเลยทั้งสองฎีกาว่าในหินพิพาทแต่ละลูกบาศก์เมตร มีหินดินและทรายปะปนรวมกัน ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุมีหินมากกว่าดิน ในการคำนวณปริมาตรหินพิพาทต้องหักปริมาตรดินออกตามสัดส่วนก่อน เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่กล่าวไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหิน ๘๙,๒๔๔ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้จากการระเบิดและย่อยหินในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยนำไปคืนและประกอบไว้ยังสถานที่เดิม หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคา ๑๗,๘๔๘,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐,๗๐๙,๒๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๓๙) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม นางพจนา ศรีเจริญ ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ๒ ครั้ง ครั้งแรกเนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา ครั้งที่สองเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๒๓ ตารางวา รวมเนื้อที่ที่จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ๖ ไร่ ๗๙ ตารางวา คิดเป็นปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองเอาไปโดยมิชอบ ๘๙,๒๔๔ ลูกบาศก์เมตร จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ให้ชดใช้ราคาพร้อมด้วยดอกเบี้ย เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามไม่บรรยายการหาปริมาตรหินจากภูเขาว่ากว้าง ยาว สูง ลาดเอียง และมีเส้นรอบวงหรือเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างไร ทำให้จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสามคำนวณหาปริมาตรหินด้วยวิธีใดนั้น เห็นว่า วิธีการคำนวณหาปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสามต้องนำสืบในชั้นพิจารณา หาจำต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องไม่ ทั้งปริมาตรหินที่คำนวณได้ก็เพื่อนำไปคำนวณหาจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องชดใช้หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถทำให้พื้นที่ที่ตนระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ อันเป็นคำขอบังคับท้ายคำฟ้องในลำดับถัดมา คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

กรณีปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ ๑ ระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในกิจการและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีฐานยึดถือครอบครองทำอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว โจทก์ที่ ๑ ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ที่ ๒ ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือของรัฐ และโจทก์ที่ ๓ ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดในเขตจังหวัดเลย ย่อมมีอำนาจติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของรัฐตลอดจนมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งปวงแทนรัฐจากจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองเพื่อตนเป็นการส่วนตัว หากแต่เป็นการปฏิบัติราชการภายใต้กรอบอำนาจที่ตนมีอยู่ ส่วนผลประโยชน์หรือทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินคดีย่อมตกได้แก่แผ่นดินหรือรัฐ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิเสธวิธีคำนวณหาปริมาตรหินของโจทก์ทั้งสามมาแต่ต้น ทั้งไม่นำสืบปฏิเสธว่าสูตรคำนวณหาปริมาตรหินตามที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องแล้วควรเป็นอย่างไร เมื่อโจทก์ที่ ๑ กำหนดให้การเรียกเก็บค่าตอบแทนการระเบิดและย่อยหินตามจำนวนปริมาตรหินที่ได้จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ตามลักษณะรูปพรรณสัณฐานของพื้นที่โดยประมาณซึ่งตามปกติจะใช้พื้นที่ฐานคูณกับความสูงหรือความลึก ในกรณีที่มีความลาดเอียงของเขาหรือภูเขาก็จะคำนวณด้วยการใช้ ๒ หาร ซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดีมาก่อน และยึดถือเป็นทางปฏิบัติเพื่อชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ที่ ๓ ในแต่ละปีตลอดมา ย่อมเป็นที่เข้าใจกันทั้งสองฝ่ายว่าหากมีปัญหาเกี่ยวกับการคำนวณหาปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินแล้วต้องใช้สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ดังที่โจทก์ทั้งสามนำสืบโดยไม่คำนึงถึงปริมาตรดินและทรายที่ปนรวมอยู่กับปริมาตรหินที่ได้ จึงผูกพันมิให้จำเลยทั้งสองโต้แย้งบ่ายเบี่ยงเป็นอย่างอื่นได้ และสำหรับการคำนวณราคาหินปริมาตร ๘๙,๒๔๔ ลูกบาศก์เมตร ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เทียบเคียงราคาจำหน่ายหินโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วกำหนดราคาหินลูกบาศก์เมตรละ ๑๒๐ บาท เป็นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ๑๐,๗๐๓,๒๘๐ บาท นั้น เห็นว่า เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดแล้ว

สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องหักดินกับทรายออกจากจำนวนหิน และหักต้นทุนการผลิตออกจากราคาหินต่อลูกบาศก์เมตรด้วย ก็เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง อีกเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 448 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 249
ป.ที่ดิน ม. 9
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญยงค์กิจ (เลย) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายวิสุทธิ์ อำนวยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6572/2545
#109415
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนซึ่งได้ให้ ค. เช่าที่ดินดังกล่าวใช้เป็นสถานที่แสดง ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุง และตบแต่งรถยนต์ โดยจดทะเบียนการเช่ากันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ 1 เดือนเศษ อายุการเช่ามีกำหนด 10 ปี เริ่มตั้งแต่หลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประมาณ 2 เดือน โดยข้อ 8 ของสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวระบุว่า "บรรดาสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินใด ๆ ที่ผู้เช่าสร้างลงไปในที่ดินตามสัญญานี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า แต่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าผู้เช่าจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เช่าออกไปทั้งหมดหรือบางส่วนตามความประสงค์ของผู้ให้เช่าและปรับระดับของพื้นดินให้เรียบร้อยภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญานี้เว้นแต่ผู้ให้เช่ามีความประสงค์จะให้ผู้เช่าที่ดินต่อไปหรือผู้ให้เช่ามีความประสงค์ให้สิ่งปลูกสร้างนั้นมีสภาพตามที่เป็นอยู่ก่อนสิ้นสุดสัญญา?" ค. ผู้เช่าเป็นผู้ถมดินในที่ดินดังกล่าวและเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายในการถมดิน ดังนั้นก่อนสัญญาเช่าที่ดินจะสิ้นสุดลง ดินที่ถมดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ ค. อยู่ตามข้อ 8 ของสัญญาเช่าที่ดินและฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนค่าถมดินนี้ โดยถือว่าเป็นเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (5) ค. ได้รับมอบสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ในวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นวันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และหลังจากวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาฯ ก็ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินที่ถมนั้นอยู่ และมีสิทธิที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการถมดินนั้น ย่อมเป็นผู้ได้รับผลกระทบและต้องเสียหายในส่วนนี้โดยตรงอันเนื่องจากการดำเนินการเวนคืนของฝ่ายจำเลย จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตามมาตรา 18 (5) โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายในส่วนนี้โดยตรงจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงิน ค่าทดแทนค่าถมดินในที่ดินของโจทก์

พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย มุ่งหมายให้จ่ายเงินค่าทดแทน ความเสียหายให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนเท่านั้น มิได้ประสงค์จะให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายในอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เมื่อโจทก์มิได้อยู่อาศัยและไม่ได้ประกอบการค้าขายในที่ดินที่ต้องเวนคืนเนื่องจากให้ ค. เช่าไปประกอบธุรกิจการค้าเป็นสถานที่แสดงรถยนต์ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์ที่ได้จากการให้เช่าที่ดินที่ถูกเวนคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน ๔๐๕,๙๑๘,๔๘๓.๙๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๙๘,๘๔๐,๘๖๓.๖๑ บาท และอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๗๓,๔๐๘,๙๖๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ถมดินในที่ดินถูกที่เวนคืน คณะกรรมการกำหนดราคาราคาเบื้องต้น กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ที่โจทก์เรียกร้อง เงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินเป็นค่าเสียหายตามความพอใจของโจทก์ ซึ่งไม่มีหลักฐานและไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกร้องได้ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๖.๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๖,๓๖๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๑๑,๕๒๔,๒๕๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วย ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ต่อปี นับแต่ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ โจทก์ได้ให้บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๗๙ ถึง ๑๘๗๘๔ และ ๕๕๔๖๔ โดยจดทะเบียนเช่ามีกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๗ เพื่อใช้เป็นสถานที่แสดง ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุงและตบแต่งรถยนต์หรือส่วนประกอบของ รถยนต์รวมทั้งให้เป็นที่อยู่อาศัยและจำหน่ายอาหาร เมื่อมีการเวนคืนที่ดินทั้งเจ็ดแปลงทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด สิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่า ที่ดินจำนวน ๗๓,๔๐๘,๙๖๘ บาท โดยถือเสมือนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าขายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคท้ายที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่อาศัย หรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น และบุคคล ดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับ ความเสียหายนั้นด้วย" เป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายให้จ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง โดยชอบด้วยกฎหมายที่อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนเท่านั้นมิได้ประสงค์จะให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายในอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์มิได้อยู่อาศัยและไม่ได้ประกอบการค้าขายในที่ดินที่ต้องเวนคืน เนื่องจากให้บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เช่าไปประกอบธุรกิจการค้าเป็นสถานที่แสดงรถยนต์และเปิดเป็นร้านขายอาหาร โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินตามที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าถมดินหรือไม่เพียงใด ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.๓๘ สิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่ได้ปลูกสร้างลงในที่ดินที่เช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้เช่า แต่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้เช่า สามารถรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเพียงตามประสงค์ของโจทก์ผู้ให้เช่าเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้สัญญาเช่าอันเป็น ยกเลิกก่อนที่จะมีการก่อสร้างใด ๆ ลงบนที่ดินที่เช่า คงมีเพียงการปรับสภาพพื้นดินก่อนปลูกสร้างอาคารเท่านั้น และเมื่อสัญญาเช่าระงับลง ดินที่บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด นำมาถมเพื่อปรับสภาพจึงต้องตกได้แก่โจทก์ตามข้อตกลงตามสัญญาเช่าที่ดินและเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๗๙ ถึง ๑๘๗๘๔ และ ๕๕๔๖๔ ดังนั้นดินที่นำไปถมลงบนที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙ ย่อมตกเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดิน ดังกล่าวโดยสัญญาและโดยผลของกฎหมาย เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.๓๘ ทำขึ้นและ จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๖ โดยโจทก์ให้บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๗๙ ถึง ๑๘๗๘๔ และ ๕๕๔๖๔ มีกำหนด ๑๐ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๗ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ โดยข้อ ๘ ขอสัญญาเช่า ที่ดินดังกล่าวระบุว่า "บรรดาสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินใด ๆ ที่ผู้เช่าสร้างลงไปในที่ดินตามสัญญานี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า แต่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าผู้เช่าจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เช่าออกไปทั้งหมดหรือบางส่วนตามความประสงค์ของผู้ให้เช่าและปรับระดับของพื้นดินให้เรียบร้อยภายในกำหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญานี้เว้นแต่ผู้ให้เช่ามีความประสงค์จะให้ผู้เช่าเช่าที่ดินต่อไปหรือผู้ให้เช่ามีความประสงค์จะให้สิ่งปลูกสร้างนั้นมีสภาพตามที่เป็นอยู่ก่อนสิ้นสุดสัญญา?" เกี่ยวกับค่าถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๗๙ ถึง ๑๘๗๘๔ และ ๕๕๔๖๔ นั้นโจทก์ยอมรับว่า บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้ถมดินในที่ดินดังกล่าวและเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายในการถมดิน ดังนั้นก่อนที่สัญญาเช่าที่ดินจะสิ้นสุดลง ดินที่ถมดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด อยู่ตามข้อ ๘ ของสัญญาเช่าที่ดิน และฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนค่าถมดินโดยถือว่าเป็นเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๘ (๕) บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้รับมอบสิทธิครองครองที่ดินทั้งเจ็ดแปลงตามสัญญาเช่า ที่ดินจากโจทก์ในวันที่ทำสัญญาซึ่งเป็นวันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และหลังจากวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาฯ ก็ยังคงเป็นเจ้าของดินที่ถมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๗๙ ถึง ๑๘๗๘๔ และ ๕๕๔๖๔ และมีสิทธิที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการถมดินดังกล่าวอยู่ย่อมเป็นผู้ได้รับผลกระทบและต้องเสียหายในส่วนนี้โดยตรงอันเนื่องจาก การดำเนินการเวนคืนของฝ่ายจำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตามมาตรา ๑๘ (๕) โจทก์ไม่ได้รับ ความเสียหายในส่วนนี้โดยตรงจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนค่าถมที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าว ส่วนที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๘๗๘๕ มีสภาพเป็นทางที่ใช้เข้าออกที่ดินแปลงอื่นของโจทก์และที่ดินของมารดาโจทก์ ซึ่งฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ในสภาพที่ดินเป็นถนนอยู่แล้วทั้งได้ให้เงินค่าทดแทนค่าถมดินแปลงนี้อีก ๑๗๖,๐๑๑ บาท ตามสำเนาใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย ล.๑๘ อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงิน ค่าทดแทนค่าถมดินทั้งแปดแปลงนี้เพิ่มขี้นอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๗๙ ถึง ๑๘๗๘๐ และ ๑๘๗๘๒ เพิ่มขึ้นจากที่จำเลยที่ ๓ วินิจฉัยและที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๘๑ เพิ่มจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นรวมกันเป็นเงิน ๒๑,๒๗๗,๕๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกิน ร้อยละ ๑๐ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 (5) ม. 21 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสฤษฏิ์ อภัยภูมินารถ
จำเลย — อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย วิวิตเสวี
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6563/2545
#48252
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ที่บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกันหรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนา

สัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) คดีจึงฟังได้ว่า สัญญาจำนองที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้ออาหารสัตว์(อาหารกุ้ง) จากโจทก์ กำหนดส่งสินค้าและชำระราคาเป็นรายงวด หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์แล้วค้างชำระราคารวม 18 งวด เป็นเงิน1,288,161.84 บาท ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 29797 ในวงเงิน 700,000 บาท เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,465,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,288,161.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เฉพาะรายการสินค้าที่นางสาวเสาวลักษณ์ กว้างคณานุรักษ์ ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้าเป็นเงินไม่เกิน 700,000 บาทเท่านั้น ส่วนรายการอื่นจำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่งซื้อและไม่ได้รับมอบสินค้า จำเลยที่ 2จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่หากจำเลยที่ 2 จะรับผิดก็ไม่เกิน 700,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,288,161.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 177,122 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29797 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลาจังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 700,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ3 คน จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอีก 1 คน ประทับตราบริษัททำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์โดยโจทก์ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3,000,000 บาท จากนั้นระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์ 18 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,288,161.84 บาท แต่ยังไม่ได้ชำระราคาแก่โจทก์ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 29797 ตำบลพะวงอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน700,000 บาท ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.5และ จ.6

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.5และ จ.6 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินของจำเลยที่ 2 มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ภายในวงเงิน 700,000 บาท ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แต่ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ซึ่งเป็นสัญญาจำนองระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับจำเลยที่ 2ผู้จำนองมีข้อความในสัญญาจำนองดังกล่าวแต่เพียงว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อขายอาหารกุ้งที่นางเพ็ญศรี พิทักษธรรม มีต่อผู้รับจำนองทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้าเป็นเงิน 700,000 บาท เท่านั้น ข้อความในสัญญาดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็มีฐานะแยกเป็นบุคคลหนึ่งต่างหากจากจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หากโจทก์มีความประสงค์จะทำสัญญาจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็น่าจะระบุไว้ว่า สัญญาจำนองนี้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายอาหารสัตว์เอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ไม่เคยมีหนังสือถึงกัน การตีความสัญญาจำนองต้องตีความตามเจตนาของคู่สัญญาว่าการจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึงกรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกันหรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาซึ่งตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) คดีจึงฟังได้ว่า สัญญาจำนองที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ปากระวะเกษตรกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6563/2545
#109401
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกัน หรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความแสดงเจตนา ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบ เพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๔๖๕,๒๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เฉพาะรายการสินค้าที่นางสาวเสาวลักษณ์ กว้างคณานุรักษ์ ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้าเป็นเงินไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๑๗๗,๑๒๒ บาท หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๙๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการคนหนึ่ง ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอีก ๑ คน ประทับตราบริษัททำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์โดยโจทก์ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากนั้นระหว่างวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ได้สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์ ๑๘ ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท แต่ยังไม่ได้ชำระราคาแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๒ ได้นำ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๙๗ จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจำนองพร้อม ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ ซึ่งเป็นสัญญาจำนองระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับจำเลยที่ ๒ ผู้จำนอง มีข้อความในสัญญาจำนองดังกล่าวแต่เพียงว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อขายอาหารกุ้งที่นางเพ็ญศรี พิทักษธรรม มีต่อผู้รับจำนองทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้าเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ข้อความในสัญญาดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ ๒ จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่ก็มีฐานะแยกเป็นบุคคลหนึ่งต่างหากจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ไม่เคยมีหนังสือถึงกัน การตีความสำคัญจำนองต้องตีตามเจตนาของคู่สัญญาว่าจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกัน หรืออาจแปลความหมายได้หลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้วยคำสำนวนหรือตัวอักษรแต่ถ้า ข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาซึ่งตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๒ ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ มาบังคับให้ต้อง สืบพยานบุคคลประกอบ เพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๕๐๐ บาท แทนจำเลยที่ ๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทปากระวะเกษตรกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6537/2545
#110287
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าและฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ มีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกันทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวสามารถแยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา)

การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งวิดีโอซีดีลามก เป็นความผิดต่อกฎหมายต่างฉบับกัน มีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดก็สามารถแยกต่างหากจากกันกับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าและฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตได้ จึงเป็นความผิดอีกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดสองฐานดังกล่าว

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เป็นความผิดที่มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อความผิดดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษจำเลยปรับไม่เกิน 5,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 39 (4) (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๘ , ๑๕ , ๓๐ , ๓๑ , ๖๙ , ๗๐ , ๗๓ , ๗๕ , ๗๖ และ ๗๘ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔ , ๖ และ ๓๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๙๑ และ ๒๘๗ วางโทษปรับจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ริบแผ่นซีดีของกลางทั้งหมดโดยให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน ๑๐๔ แผ่น แผ่นซีดีรอม (เอ็มพี ๓) จำนวน ๒๔๘ แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน ๑๗๗ แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์รวมจำนวน ๕๒๙ แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กับสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคำฟ้องจริง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (ที่ถูกมาตรา ๓๑(๑)) และ๗๐ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง และ ๓๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๗ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ให้วางโทษเป็นสองเท่า จำคุก ๑ ปี และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๗ ปรับ ๖,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔๒๖,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒๑๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ริบแผ่นซีดีของกลางทั้งหมด (ที่ถูกริบแผ่นวิดีโอซีดีลามกจำนวน ๔ แผ่น) โดยให้แผ่นซีดีเพลง แผ่นซีดีรอม (เอ็มพี ๓) และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน ๕๒๙ แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๖ แก่ผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าและฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ มีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวสามารถแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๓๗-๔๕๔๐/๒๕๔๓ (ประชุมใหญ่) ที่จำเลยอ้างมาเป็นเรื่องที่จำเลยในคดีดังกล่าวมีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกวางเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในสถานที่ต่างกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งวีดีโอซีดีลามก ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานนี้เป็นความผิดต่อกฎหมายต่างฉบับกัน มีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดก็สามารถแยกต่างหากจากกันกับความผิดสองฐานแรกได้เช่นกัน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษจำคุกและโทษปรับในสถานเบา กับกำหนดระยะเวลาในการรอการลงโทษจำคุกให้สั้นลงนั้น ในส่วนของความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายและทำให้แพร่หลายซึ่งวิดีโอซีดีภาพยนตร์ลามกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๗ นั้นเป็นความผิดที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อความผิดดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษจำเลยปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๙ (๔) อุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้กำหนดโทษปรับในความผิดฐานนี้สถานเบาอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษจำเลยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าเมื่อวางเฉพาะโทษปรับเป็นสองเท่าแล้ว จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒๑๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๐๕,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับโทษปรับฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งวิดีโอซีดีลามก ๓,๐๐๐ บาท แล้ว เป็นจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๐๘,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามเดิม และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๔ เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวฐนิตา ปีกกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6526/2545
#49424
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือนแม้จะมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจำเลยจ่ายเป็นค่าที่พักให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงงานมาบตาพุดซึ่งเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างของจำเลยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้าง เมื่อค่าเช่าบ้านดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง แม้จำเลยจะนำไปรวมกับเงินเดือนซึ่งเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ก็ไม่ทำให้ค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นสวัสดิการกลายเป็นค่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2539 จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 35,800 บาท (ค่าจ้าง32,545 บาท ค่าเช่าบ้าน 3,255 บาท) ตำแหน่งหัวหน้าแผนกบุคคลธุรการกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ของเดือน ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน 214,800 บาท มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37 วัน คิดเป็นเงิน 44,153 บาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องขาดรายได้ประจำและโจทก์มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 429,600 บาทจำเลยยังไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4 วัน คิดเป็นเงิน4,773 บาท จำเลยหักค่าจ้างโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ทุกเดือนนำเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยจำเลยจะจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่ง เงินดังกล่าวโจทก์จะมีสิทธิได้รับเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจำนวน 153,883.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 44,153 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 153,883.30 บาท ค่าชดเชยจำนวน 214,800 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4,773 บาทค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 429,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันเลิกจ้าง (วันที่ 20 กรกฎาคม 2543) ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 618 บาท จากต้นเงิน 214,800 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 48,926 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หย่อนสมรรถภาพ ผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามที่จำเลยมอบหมาย กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาและออกจากสถานที่ทำงานในระหว่างเวลาทำงานโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยเคยเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยยินยอมจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ตามกฎหมายโดยคำนวณจากค่าจ้างที่เป็นเงินเดือนแต่โจทก์ไม่ยอมรับอ้างว่าจะต้องนำค่าที่พักหรือค่าเช่าบ้านมารวมเป็นค่าจ้างด้วย แต่จำเลยเห็นว่าค่าที่พักหรือค่าเช่าบ้านมิใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเงินพิเศษหรือเงินสวัสดิการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานประจำที่โรงงานมาบตาพุด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่เป็นธรรม โจทก์ได้รับเงินสะสมและเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านให้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่ได้ตรวจสอบว่ามีการเช่าบ้านจริงหรือไม่ ใช้ค่าเช่าบ้านรวมกับเงินเดือนเป็นฐานคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าเช่าบ้านจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติอันเป็นค่าจ้าง ดังนั้น ค่าจ้างของโจทก์ซึ่งประกอบด้วยเงินเดือนและค่าเช่าบ้านจึงเป็นเงินเดือนละ 35,800 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 180 วัน ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุด 4 วัน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 37 วัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายเอนนิโอ คาสเทลลี่ ผู้บังคับบัญชาฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของจำเลยและปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 214,800 บาทค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับจากวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 44,153 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 140,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 27 กรกฎาคม 2543)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการดังที่จำเลยอ้างเป็นเหตุผลในการเลิกจ้างโจทก์ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายเอนนิโอ คาสเทลลี่ผู้บังคับบัญชา ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของจำเลยและปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลเพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวแล้วจริง เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่ออุทธรณ์จำเลยข้อนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์เสียแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่จำต้องตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนความผิดของโจทก์ก็ดี บันทึกตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.5และ ล.7 เป็นเพียงบันทึกตักเตือนการทำงานและความเห็นของนายเอนนิโอ คาสเทลลี่โจทก์ไม่จำต้องลงชื่อยอมรับเพราะไม่ใช่หนังสือเตือนตามกฎหมายก็ดี จำเลยไม่จำต้องระบุเหตุผลของการเลิกจ้างโจทก์ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.2 เพราะมิใช่เป็นกรณีเลิกจ้างโดยจำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย แต่เป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโดยยอมจ่ายค่าชดเชยก็ดี การที่จำเลยเลิกจ้างเป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายเอนนิโอคาสเทลลี่ ผู้บังคับบัญชา โจทก์หย่อนสมรรถภาพในการทำงาน เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมก็ดี แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ก็ไม่อาจทำให้ผลของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อมาว่า ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ไม่เป็นค่าจ้างที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ และโจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้ผิดนัดเพราะเหตุไม่ยอมรับชำระหนี้เงินประเภทต่าง ๆ ที่จำเลยเสนอจ่ายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ค่าเช่าบ้านที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือนจะมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไขก็ตาม แต่ค่าเช่าบ้านดังกล่าวจำเลยจ่ายเป็นค่าที่พักให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงงานมาบตาพุด ซึ่งเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่จำเลยจัดให้แก่บรรดาลูกจ้างของจำเลยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.6 บทที่ 9 สวัสดิการ จึงมิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้าง เมื่อค่าเช่าบ้านดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างเสียแล้ว แม้จำเลยจะนำไปรวมกับเงินเดือนซึ่งเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ก็ไม่ทำให้ค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นสวัสดิการกลายเป็นค่าจ้างไปไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยยอมจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์จึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบ แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้โดยอ้างว่าจำเลยมิได้นำค่าเช่าบ้านมาคำนวณรวมเป็นเงินประเภทต่าง ๆดังกล่าวข้างต้น ถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่รับชำระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์จึงตกเป็นเจ้าหนี้ผู้ผิดนัด ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 221จำเลยไม่จำต้องจ่ายดอกเบี้ยในค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ในเดือนกรกฎาคม2543 ครบถ้วนเต็มเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 30 วัน หรือ 1 งวดค่าจ้าง มิใช่ 37 วัน ดังที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นเห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จำเลยเพิ่งจะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 195,270 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4,339 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า40,138.83 บาทแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินประเภทดังกล่าวข้างต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงกมล ศรีสุข
จำเลย — บริษัทไทย สแกนดิคสตีล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6524/2545
#49126
เปิดฉบับเต็ม

ว. ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่สโตร์ ฝ่ายวิศวกรรม มีหน้าที่เบิกจ่ายอะไหล่เครื่องจักรกลและทำบัญชีเบิกจ่ายอะไหล่ ลักษณะงานในหน้าที่ดังกล่าวมิได้เกี่ยวกับการควบคุมหรือดูแลการทำงานของเครื่องจักรโดยตรง แม้ ว. จะดื่มสุราไปบ้างก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องจักรของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าในการดื่มสุราดังกล่าว ว. มีอาการมึนเมาสุราอย่างมาก หรือได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์จะกำหนดห้ามลูกจ้างดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่า ว. ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ในกรณีร้ายแรง ดังนั้น เมื่อโจทก์เลิกจ้าง ว. โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ ว. ตามที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน มีคำสั่งที่ 21/2544 ว่า การที่นายวัชระ แสงจันทร์ ลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สโตร์ ซึ่งมีหน้าที่เบิกจ่ายอะไหล่เครื่องจักร ดื่มสุราในเวลาทำงาน ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีที่ร้ายแรง เมื่อโจทก์เลิกจ้างจึงให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 60,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,267 บาท แก่นายวัชระ การกระทำดังกล่าวของลูกจ้างถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีที่ร้ายแรง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรที่ใช้เป็นเครื่องฉีดพลาสติกขนาดน้ำหนัก 20 ถึง 30 ตัน ต้องใช้แม่พิมพ์ นายวัชระ แสงจันทร์ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์2537 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สโตร์ ฝ่ายวิศวกรรม มีหน้าที่เบิกจ่ายอะไหล่เครื่องจักรกลเกี่ยวกับวิศวกรรม ทำบัญชีเบิกจ่ายอะไหล่ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544 นายวัชระดื่มสุราและเบียร์ในเวลาทำงาน โจทก์จึงได้เลิกจ้างนายวัชระด้วยเหตุดังกล่าวตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.1 เนื่องจากหากมีการเบิกอุปกรณ์ผิดพลาดอาจทำให้แม่พิมพ์หรือเครื่องจักรเสียหายได้ นายวัชระได้ไปร้องทุกข์ต่อจำเลย ซึ่งจำเลยมีคำสั่งตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่นายวัชระโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 30 วัน เอกสารหมาย จ.2 เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารหมาย จ.3 เป็นแผนที่เกิดเหตุหากนายวัชระมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวนเงินตามคำสั่งของจำเลยถูกต้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่นายวัชระลูกจ้างของโจทก์ดื่มสุราในเวลาทำงานย่อมทำให้ขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้การทำงานบกพร่องอาจเบิกอะไหล่เครื่องจักรกลผิดพลาด ซึ่งย่อมทำให้เครื่องจักรและแม่พิมพ์ของโจทก์เสียหาย และอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตของพนักงานและทรัพย์สินของนายจ้าง ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์กรณีร้ายแรง โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นายวัชระ พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 21/2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่นายวัชระ แสงจันทร์ ลูกจ้างของโจทก์ได้ดื่มสุราในระหว่างการทำงานเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า นายวัชระทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่สโตร์ ฝ่ายวิศวกรรม มีหน้าที่เบิกจ่ายอะไหล่เครื่องจักรกลและทำบัญชีเบิกจ่ายอะไหล่ ลักษณะงานในหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับการควบคุมหรือดูแลการทำงานของเครื่องจักรโดยตรง แม้นายวัชระจะดื่มสุราบ้างก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องจักรของโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าในการดื่มสุราดังกล่าวนายวัชระมีอาการมึนเมาสุราอย่างมาก หรือได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด ฉะนั้น แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 จะกำหนดห้ามลูกจ้างดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่านายวัชระได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ในกรณีร้ายแรง คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่นายวัชระจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 118 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มิค อีเล็กโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นางสาว ปิยะฉัตร ธานีเจตน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6523/2545
#49423
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และพร้อมที่จะคัดลอกหรือทำซ้ำติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบให้ในวันที่ ฟ.ไปสุ่มซื้อได้ทันทีแม้การกระทำของฟ. จะเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ก็ไม่เป็นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ายจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นมา เพราะจำเลยมีเจตนากระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2)

จำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ ฟ. ไป ซึ่งเป็นการให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่า แต่คิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตให้แก่ ฟ. แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31(1) คงมีความผิดตามมาตรา 31(3) ซึ่งเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชื่อไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 และไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ (ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมย่อย) ไมโครซอฟท์เวิร์ด ไมโครซอฟท์พาวเวอร์ พอยท์ ไมโครซอฟท์ เอ็กซ์เซล ไมโครซอฟท์ เอาต์ลุก และไมโครซอฟท์ แอคเซสส์อันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมที่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 เมื่อระหว่างวันที่ 24 ถึง 30 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวันและกลางคืนจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โดยร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย เผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยจำเลยทั้งสามรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า เหตุเกิดที่แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 30มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 31 และมาตรา 74 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และมาตรา 91 กับจ่ายเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งหลบหนี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 30(1), 31(1)(3), 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 160,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปีและปรับ 160,000 บาท ฐานแจกจ่ายและเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 80,000 บาท จำเลยที่ 2ให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 80,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นปรับ 240,000 บาทรวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือนและปรับ 240,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี กับให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีจำเลยที่ 3เป็นพนักงานขายประจำอยู่ในร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องตามหนังสือถ้อยแถลงพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.9 อันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม ซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537เนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นผู้มีสัญชาติและอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัดตรวจสอบตามร้านค้าที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า มีการลักลอบขายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม2543 เวลา 14.30 นาฬิกา นายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระในสังกัดบริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์(ประเทศไทย) จำกัด ได้ไปติดต่อขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อเอเทค รุ่น เพรสทิจ 402จำนวน 1 เครื่อง ในราคา 29,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากร้านของจำเลยที่ 1ที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่าตามใบสั่งซื้อในชุดเอกสารหมาย จ.12 และนายฟิลิปพาสโค ซึ่งใช้ชื่อปลอมว่า นายฟิลิป ไบร์ด ได้ขอนัดหมายรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันที่ 30เดือนเดียวกัน เมื่อถึงกำหนดนัด นายฟิลิป พาสโค ไปที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 พนักงานขายในร้านค้าของจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และจ.11 ให้แก่นายฟิลิป พาสโค ตามใบส่งของในชุดเอกสารหมาย จ.12 ต่อมาโจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ว่าจ้างผู้ชำนาญการพิเศษด้านคอมพิวเตอร์มาตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว พบว่ามีการทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามฟ้องโจทก์ติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 2มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่า โจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายรุทร นพคุณ ฟ้องคดีนี้โดยชอบตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ และโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาทั้งสองดังกล่าวไปพร้อมกัน โจทก์มีนายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระในสังกัดบริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งไปติดต่อขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า มาเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานไปถึงร้านค้าที่เกิดเหตุ พยานพบพนักงานขายจำนวน 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 3 อยู่ในร้าน พยานได้นำใบโฆษณาสินค้าซึ่งวางอยู่ภายในร้านมาเปิดอ่านแล้วแจ้งแก่จำเลยที่ 3 ว่า พยานมีงบประมาณจำกัดในการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีเงินอยู่ประมาณ 30,000 บาท พยานต้องการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้งานพิมพ์จดหมาย ทำบัญชี วาดรูป กับจัดทำรายชื่อลูกค้าและญาติพี่น้อง จำเลยที่ 3 จึงแนะนำว่าควรใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์วินโดวส์ 98 และมีชายอีกคนหนึ่งทราบภายหลังว่าชื่อนายใหม่ซึ่งยืนอยู่ด้วยได้แนะนำให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 97 ด้วย พยานจึงจดรายละเอียดดังกล่าวไว้ที่ใบโฆษณาสินค้าดังกล่าว ตามใบโฆษณาสินค้าในชุดเอกสารหมาย จ.12 และพยานแจ้งว่าจะขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อเอเทค รุ่นเพรสทิจ 402 พนักงานขายแจ้งแก่พยานว่าจะให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตไปพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยคิดราคาเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ตามที่ปรากฏในใบโฆษณาสินค้า พยานจึงตกลงใจที่จะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว และพนักงานขายได้แจ้งแก่พยานว่าสามารถรอรับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลยในวันเดียวกันนั้น แต่พยานไม่มีเงินชำระ จึงขอผัดไปรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันจันทร์หรือวันอังคารถัดไป และพยานได้วางเงินมัดจำจำนวน1,000 บาทไว้ พนักงานขายซึ่งเป็นหญิงในร้านค้าของจำเลยที่ 1 ได้ออกหลักฐานใบสั่งซื้อมอบให้แก่พยานโดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์รวมทั้งเขียนรายการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ วินโดวส์ 98 กับโปรแกรมอื่นไว้ด้วย ตามใบสั่งซื้อในชุดเอกสารหมาย จ.12 ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา พยานได้ไปที่ร้านค้าที่เกิดเหตุเพื่อรับเครื่องคอมพิวเตอร์ นายศรายุทธช่างเทคนิคได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พยานสั่งซื้อตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และ จ.11 ออกจากกล่องขึ้นมาทดสอบให้พยานดู พยานเห็นว่ามีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตกลงกันติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วโดยดูจากไอคอนที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสรวุฒิปัทมินทร์ ผู้ชำนาญการพิเศษด้านคอมพิวเตอร์เป็นพยานเบิกความยืนยันอีกว่าพยานได้ตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และ จ.11 แล้วพบว่ามีการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ต้นฉบับที่ฮาร์ดดิสก์ โดยไม่มีการอัดขนาดของโปรแกรมให้เล็กลงเพื่อความรวดเร็วในการติดตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติและพยานเห็นว่าเป็นการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่มีรหัสผ่านในการติดตั้งและส่งมอบ ส่วนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 97 ที่พบในเครื่องคอมพิวเตอร์มีการทำลายหมายเลขรหัสผ่าน ซึ่งตามปกติแล้วในการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะต้องใช้รหัสผ่านและในการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องตามกฎหมายจะต้องได้รหัสผ่าน ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกทำลายรหัสผ่านเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและมีเหตุผลเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้จะปรากฏว่านายฟิลิปพาสโค กับนายสรวุฒิพยานโจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการงานที่ทำให้โจทก์ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องการทำงานตามหน้าที่ที่ตนได้รับจ้างมาเท่านั้นมิได้หมายความว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้จะต้องมาเบิกความช่วยเหลือโจทก์และปรักปรำฝ่ายจำเลย โดยปราศจากมูลความจริงเสมอไป ความในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2ก็ไม่มีพยานผู้ชำนาญการพิเศษมาสืบหักล้างให้เห็นว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกติดตั้งในภายหลัง หลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้นายฟิลิป พาสโคไปแล้ว หรือความจริงแล้วไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ถูกติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 นายฟิลิป พาสโค พยานโจทก์เบิกความอีกว่า ขณะที่พยานไปติดต่อขอซื้อคอมพิวเตอร์นั้น จำเลยที่ 3 ได้มอบนามบัตรของจำเลยที่ 3 ให้พยานไว้ด้วย โดยโจทก์ได้อ้างส่งนามบัตรของจำเลยที่ 3 ในชุดเอกสารหมาย จ.12 เป็นพยานประกอบคำเบิกความของนายฟิลิป พาสโค ด้วย แม้จำเลยที่ 1และที่ 2 จะนำสืบอ้างว่า ผู้ที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และ จ.11ให้นายฟิลิป พาสโค คือ นางสุวรรณา เงินลำยอง ตามรหัส "SWN" ซึ่งหมายถึง "สุวรรณา"ตามที่ปรากฏในใบส่งของในชุดเอกสารหมาย จ.12 นั้น ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะนางสุวรรณาน่าจะเป็นพนักงานขายที่รับผิดชอบในการออกเอกสาร ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงพนักงานขายฝึกงาน ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกเอกสารก็ได้ ยิ่งกว่านั้นคดียังได้ความจากคำเบิกความของนายฟิลิป พาสโค พยานโจทก์อีกว่า ขณะที่นายฟิลิป พาสโค ไปติดต่อขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และรับเครื่องคอมพิวเตอร์จากร้านค้าของจำเลยที่ 1 นั้น นายฟิลิป พาสโค ได้ใช้เครื่องบันทึกเสียงแอบบันทึกเสียงคำสนทนาระหว่างพยานกับพนักงานขายของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย แม้โจทก์จะมิได้อ้างส่งม้วนเทปบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นพยานต่อศาล แต่ฝ่ายจำเลยกลับขอให้ศาลมีหมายเรียกม้วนเทปบันทึกเสียงพร้อมบันทึกถ้อยคำที่ถอดจากเทปบันทึกเสียงดังกล่าวจากบริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด มาเพื่อประกอบการพิจารณาและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขออ้างม้วนเทปบันทึกเสียงพร้อมบันทึกถ้อยคำที่ถอดจากเทปบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับไว้เป็นพยานวัตถุและเอกสารหมายล.13 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจดูบันทึกถ้อยคำที่ถอดจากเทปบันทึกเสียงดังกล่าวแล้ว มีใจความที่เป็นข้อสาระสำคัญว่าพนักงานขายของจำเลยที่ 1 ได้เสนอติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามฟ้อง ซึ่งไม่มีใบอนุญาตไปพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่นายฟิลิป พาสโค โดยคิดราคาเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ตามที่นายฟิลิป พาสโค เบิกความ จึงเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของนายฟิลิป พาสโค ในข้อนี้ให้มีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น แม้จะปรากฏว่าบันทึกถ้อยคำที่ถอดจากเทปบันทึกเสียงดังกล่าวฝ่ายโจทก์เป็นผู้จัดทำ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2ก็หาได้นำสืบให้เห็นว่ามีการจัดทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาได้ ที่จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2เบิกความต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และ จ.11ให้แก่นายฟิลิป พาสโค เป็นการขายเฉพาะเครื่องเปล่า โดยไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ติดตั้งไปด้วยนั้น นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่าดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว ยังปรากฏว่าเป็นข้อนำสืบที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการถอดเทปบันทึกเสียงคำสนทนาระหว่างนายฟิลิปพาสโค กับพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.13 อีกด้วย คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ตามพฤติการณ์ก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าที่จำเลยที่ 1 พิมพ์ข้อความไว้ในใบส่งมอบและใบกำกับภาษีในชุดเอกสารหมาย จ.12 ระบุว่า "ผู้รับ (หมายถึง นายฟิลิป พาสโค) ได้ตรวจรับสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ครบถ้วนตามรายการในใบส่งสินค้าและยืนยันว่าไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (SOFTWARE) ใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงซื้อขายบรรจุลงมาด้วย" ก็ดี ที่บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการมีประกาศติดไว้ภายในร้านค้าของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งมีข้อความห้ามมิให้พนักงานของจำเลยที่ 1 กระทำซ้ำ จำหน่าย จ่ายแจก หรือกระทำการอันใด ๆ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น หากฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษอย่างหนัก และต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ดี จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กระทำขึ้นเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้คดี หากมีกรณีที่ถูกเจ้าของลิขสิทธิ์ฟ้องร้องดำเนินคดีเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1จะส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และ จ.11 ให้แก่นายฟิลิปพาสโค นั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1มาโดยตลอด ในการดำเนินกิจการค้าของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 หรือพนักงานของบริษัทจำเลยที่ 1 ขณะที่พนักงานขายของจำเลยที่ 1 เสนอจะติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีใบอนุญาตลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะขายให้แก่นายฟิลิป พาสโค ก็ได้กระทำภายในร้านค้าของจำเลยที่ 1 อย่างเปิดเผย รวมทั้งขณะที่ช่างเทคนิคของจำเลยที่ 1 ทดสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.10 และ จ.11ให้นายฟิลิป พาสโค ตรวจดูอยู่นั้น ก็ได้กระทำภายในร้านค้าของจำเลยที่ 1 อย่างเปิดเผยเช่นเดียวกัน ซึ่งพนักงานคนอื่น ๆ สามารถพบเห็นได้ หากบริษัทจำเลยที่ 1 มิได้มีนโยบายในทางลับที่จะแถมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีใบอนุญาตติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขายให้แก่ลูกค้าเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางการค้า ก็ไม่น่าเชื่อว่าพนักงานในร้านค้าของจำเลยที่ 1 จะกล้าใช้ร้านค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่แสวงหาค่าคอมมิชชั่นจากการขายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมิชอบตามที่จำเลยที่ 2 อ้างเช่นนั้น เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกจำเลยที่ 1 ไล่ออกจากงาน และถูกจับกุมดำเนินคดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งมาทำงานใหม่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะกล้าขัดคำสั่งหรือประกาศของจำเลยที่ 1 โดยปราศจากเหตุผลอันจะยกขึ้นอ้างได้ จากพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบดังกล่าวมานั้นจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2เป็นตัวการรู้เห็นเป็นใจให้มีการทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามฟ้องติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และแจกจ่ายโดยแถมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่นายฟิลิป พาสโค ลูกค้าของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าจริงตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ส่วนปัญหาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่นั้น เห็นว่า นายสรวุฒิผู้ชำนาญการพิเศษด้านคอมพิวเตอร์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ในการตรวจสอบการติดตั้งไดเรคทอรี่ (Directory) ในส่วนของการเก็บแฟ้มข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 พยานตรวจสอบลงไปในระดับลึก พบว่ามีแฟ้มข้อมูลหนึ่งซึ่งมีการสร้างแฟ้มข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 เป็นแฟ้มข้อมูลที่ใช้ระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเมื่อระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ได้ติดตั้งและเริ่มทำงานครั้งแรกเสร็จสิ้นแล้ว โปรแกรมดังกล่าวจะสร้างแฟ้มข้อมูลสำคัญประจำระบบ2 แฟ้ม ตามที่พยานได้ทำเครื่องหมายดอกจันไว้ในรายงานการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.14 หน้าที่ 3 คือ แฟ้มข้อมูล Autoexec.BAT และConfig.SYS วันเวลาของแฟ้มข้อมูลที่สร้างคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 เวลา 14นาฬิกา และวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 เวลา 14.01 นาฬิกา ตามลำดับ แสดงว่าโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ได้ถูกติดตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 ก่อนเกิดเหตุสุ่มซื้อคดีนี้ประมาณ 10 วัน ส่วนโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 97 แม้นายสรวุฒิ จะไม่ได้ตรวจสอบวันเวลาติดตั้งแต่นายสรวุฒิก็ให้ความเห็นว่า เชื่อได้ว่าจะต้องติดตั้งในวันเดียวกันหรือภายหลังจากนั้น เนื่องจากโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 97 เป็นโปรแกรมประยุกต์การใช้งาน ซึ่งจะต้องติดตั้งภายหลังจากมีการติดตั้งโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ซึ่งเป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการแล้ว ซึ่งมีเหตุผลให้รับฟังได้และได้ความจากคำเบิกความของนายฟิลิป พาสโค พยานโจทก์ประกอบบันทึกการถอดเทปบันทึกเสียงคำสนทนาระหว่างนายฟิลิป พาสโค กับพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.13 ว่าจำเลยที่ 3 กับพวกซึ่งเป็นพนักงานขายของจำเลยที่ 1 เสนอขายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามฟ้องให้นายฟิลิป พาสโค โดยแถมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตติดตั้งไปพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์และแจ้งว่านายฟิลิป พาสโคสามารถรอรับเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้เลย ไม่ต้องนัดหมายมารับในวันหลัง ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์พร้อมที่จะใช้คัดลอกหรือทำซ้ำติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 อยู่ในวันนั้นแล้ว พนักงานขายของจำเลยที่ 1จึงได้แจ้งแก่นายฟิลิป พาสโค ไปเช่นนั้น ทั้งนี้เพื่อช่างเทคนิคของจำเลยที่ 1 จะได้ทำการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วส่งมอบให้แก่นายฟิลิป พาสโค ในวันนั้น เพราะได้ความจากคำเบิกความของนายรุทรผู้รับมอบอำนาจโจทก์และพยานโจทก์ว่า ในทางปฏิบัติการขายเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีลูกค้ามาติดต่อสั่งซื้อก่อน จากนั้นร้านค้าจึงจะติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ โดยทางร้านค้าจะไม่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้ก่อนที่จะมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อ เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่พนักงานของจำเลยที่ 1เสนอติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขายให้แก่ลูกค้ารายนายฟิลิป พาสโค โดยไม่คิดมูลค่าหรืออีกนัยหนึ่งเป็นการแถมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นการกระทำในทางปกติธุระของการค้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อชักจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าจากร้านค้าของตนซึ่งน่าจะเป็นเพราะธุรกิจประเภทนี้มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงนั่นเอง จากพยานพฤติการณ์เหตุแวดล้อมกรณีดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แม้การกระทำของนายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระ จะมีลักษณะเป็นการสุ่มซื้อโดยไม่ประสงค์จะได้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีใบอนุญาต เนื่องจากจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20,000 บาท ก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อที่จะแสวงหาพยานหลักฐานมาดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ายจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นมาเพราะคดีนี้ฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4) และมาตรา 28(2) สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2543 ที่จำเลยที่ 1และที่ 2 อ้างมาในอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โดยคดีดังกล่าวโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่า ฝ่ายจำเลยทำซ้ำและแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แก่ผู้อื่นโดยที่ฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้วซึ่งแตกต่างกับคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) มาด้วยนั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศยังไม่เห็นพ้องด้วยเพราะตามทางพิจารณาได้ความว่าการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 ให้นายฟิลิป พาสโคนั้น เป็นการให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่าแต่คิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตให้แก่นายฟิลิปพาสโค แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) ด้วย คงมีความผิดตามมาตรา 31(3) ซึ่งเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทบังคับค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มาด้วยนั้น ก็ไม่ถูกต้อง และคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วย ก็ไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย นอกจากนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์เพียง 2 โปรแกรมหลักโดยแถมไปพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวที่นายฟิลิป พาสโค มาซื้อ เป็นพฤติการณ์ที่ไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ปรับ 160,000 บาทฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ80,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 1 ปี และปรับ 160,000 บาท ฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือนและปรับ 80,000 บาท มานั้นจึงหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1และที่ 2 ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย กับให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า ปรับ 100,000 บาทฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าปรับ 50,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก3 เดือน และปรับ 50,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นปรับ 150,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 9 เดือนและปรับ 150,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในห้าแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงปรับ120,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 7 เดือน 6 วัน และปรับ 120,000 บาทโดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามเดิม และเฉพาะจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้น หากไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทนิยมไทย ไฮเทค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6523/2545
#109386
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แม้การกระทำของ พ. นักสืบอิสระ จะมีลักษระเป็นการสุ่มซื้อโดยไม่ประสงค์จะได้โปรกแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีใบอนุญาตก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาพยานลักฐานมาดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิด จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายแบบโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีมีได้

จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการได้ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ผู้ซื้ออันเป็นการแถมให้เปล่าไม่คิดมูลค่า คงคิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าว ให้แก่ผู้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) คงมีความผิดตามมาตรา 31(3) เพราะเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โดยร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย เผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยจำเลยทั้งสามรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อันเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 30 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 31 และมาตรา 74 ป.อ. มาตรา 83 และมาตรา 91 กับจ่ายเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งหลบหนีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 30 (1), 31 (1) (3), 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 160,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ160,000 บาท ฐานแจกจ่ายและเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ80,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 80,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 240,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 240,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี กับให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกา แผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานขายประจำอยู่ในร้านค้าของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมซึ่งมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสัญชาติและอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจสอบตามร้านค้าที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า มีการลักลอบขายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 เวลา 14.30 นาฬิกา นายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระในสังกัด บริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ไปติดต่อขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ เอเทค รุ่น เพรสทิจ 402 จำนวน 1 เครื่อง ในราคา 29,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากร้านค้าของจำเลยที่ 1 ได้ขอนัดหมายรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันที่ 30 เดือนเดียวกัน เมื่อถึงกำหนดนัด นายฟิลิป พาสโค ไปที่ร้านของจำเลยที่ 1 พนักงานขายในร้านค้าของจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้แก่นายฟิลิป พาสโค โจทก์ได้ว่าจ้างผู้ชำนาญการพิเศษด้านคอมพิวเตอร์มาตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว พบว่ามีการทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามฟ้องของโจทก์ติดตั้งในฮาร์ดดิสของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่นั้น? เห็นว่า นายสุรวุฒิผู้ชำนาญการพิเศษด้านคอมพิวเตอร์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าในการตรวจสอบการติดตั้งไดเรคทอรี่ (Directory) ในส่วนของการเก็บแฟ้มข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ พยานตรวจสอบลงไปในระดับลึก พบว่ามีแฟ้มข้อมูลหนึ่งซึ่งมีการสร้างแฟ้มข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 เป็นแฟ้มข้อมูลที่ใช้สำหรับระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเมื่อระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ได้ติดตั้งและเริ่มทำงานครั้งแรกเสร็จสิ้นแล้ว โปรแกรมดังกล่าวจะสร้างแฟ้มข้อมูลสำคัญประจำระบบ 2 แฟ้ม คือ แฟ้มข้อมูล Autoexec.BAT และ Config.SYS วันเวลาของแฟ้มข้อมูลที่สร้างคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 เวลา 14 นาฬิกา และวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 เวลา 14.01 นาฬิกา ตามลำดับ แสดงว่าโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ได้ถูกติดตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 ก่อนเกิดเหตุสุ่มซื้อคดีนี้ประมาณ 10 วัน ส่วนโปรแกรมไมโครซอฟท์ 97 แม้นายสุรวุฒิจะไม่ได้ตรวจสอบวันเวลาติดตั้ง แต่นายสรวุฒิก็ให้ความเห็นว่า เชื่อได้ว่าจะต้องติดตั้งในวันเดียวกันหรือภายหลังจากนั้น เนื่องจากโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 97 เป็นโปรแกรมประยุกต์การใช้งานซึ่งจะต้องติดตั้งภายหลังจากมีการติดตั้งโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 ซึ่งเป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการแล้ว ซึ่งมีเหตุผลให้รับฟังได้ และได้ความจากคำเบิกความของนายฟิลิป พาสโค พยานโจทก์ประกอบบันทึกการถอดเทปบันทึกเสียงคำสนทนาระหว่างนายฟิลิป พาสโค กับพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 3 กับพวกซึ่งเป็นพนักงานขายของจำเลยที่ 1 เสนอขายเครื่องคอมพิวเตอร์ตามฟ้องให้นายฟิลิป พาสโค โดยแถมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตติดตั้งไปพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และแจ้งว่านายฟิลิป พาสโค สามารถรอรับเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้เลย ไม่ต้องนัดหมายมารับในวันหลัง ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์พร้อมที่จะใช้คัดลอกหรือทำซ้ำติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ อยู่ในวันนั้นแล้ว พนักงานขายของจำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งแก่นายฟิลิป พาสโค ไปเช่นนั้น ทั้งนี้เพื่อช่างเทคนิคของจำเลยที่ 1 จะได้ทำการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วส่งมอบให้แก่นายฟิลิป พาสโค ในวันนั้น เพราะได้ความจากคำเบิกความของนายรุทรผู้รับมอบอำนาจโจทก์และพยานโจทก์ว่า ในทางปฏิบัติการขายเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีลูกค้ามาติดต่อสั่งซื้อก่อน จากนั้นร้านค้าจึงจะติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ไว้ก่อนที่จะมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อ เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่พนักงานของจำเลยที่ 1 เสนอติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขายให้แก่ลูกค้ารายนายฟิลิป พาสโค โดยไม่คิดมูลค่าหรืออีกนัยหนึ่งเป็นการแถมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นการกระทำในทางปกติธุระของการค้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อชักจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าจากร้านค้าของตน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะธุรกิจประเภทนี้มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงนั่นเอง จากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แม้การกระทำของนายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระ จะมีลักษณะเป็นการสุ่มซื้อโดยไม่ประสงค์จะได้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีใบอนุญาตเนื่องจากจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20,000 บาท ก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อที่จะแสวงหาพยานหลักฐานมาดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ายจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นมา เพราะคดีนี้ฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2543 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างมาในอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โดยคดีดังกล่าวโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่า ฝ่ายจำเลยทำซ้ำและแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แก่ผู้อื่นโดยที่ฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งแตกต่างกับคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) มาด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างเทศยังไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามทางพิจารณาได้ความว่าการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามพยานวัตถุหมาย จ.11 ให้นายฟิลิป พาสโค นั้น เป็นการให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่า แต่คิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตให้แก่นายฟิลิป พาสโค แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) ด้วย คงมีความผิดตาม มาตรา 31 (3) ซึ่งเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทบังคับค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 30 มาด้วยนั้น ก็ไม่ถูกต้อง และคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 83 มาด้วย ก็ไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย นอกจากนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์เพียง 2 โปรแกรมหลักโดยแถมไปพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวที่นายฟิลิป พาสโค มาซื้อ เป็นพฤติการณ์ที่ไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ปรับ 160,000 บาท ฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ 80,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 1 ปี และปรับ 160,000 บาท ฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 80,000 บาท มานั้น จึงหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) และให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 83 ด้วย กับให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า ปรับ 100,000 บาท ฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ 50,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ฐานร่วมกันแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นปรับ 150,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 150,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในห้าแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงปรับ 120,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 7 เดือน 6 วัน และปรับ 120,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี ตามเดิม และเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น นิติบุคคลนั้น หากไม่ชำระค่าปรับ ให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 วรรคสาม ม. 31 (1) (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไมโครซอฟต์ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทนิยมไทย ไฮเทค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6518/2545
#49125
เปิดฉบับเต็ม

ส. ตัวแทนขายประกันของจำเลย สาขานครราชสีมา ติดต่อ อ. ให้ทำสัญญาประกัน และ อ. ตกลงทำสัญญาตามแบบฟอร์มตรวจร่างกายและสัญญาประกันภัยของจำเลย จึงเป็นการเริ่มต้นทำสัญญาประกันภัยที่จังหวัดนครราชสีมาถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดนครราชสีมา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

นายแพทย์ พ. ผู้ตรวจสุขภาพและร่างกายของ อ. ก่อนทำสัญญาประกันภัยมีความเห็นว่า อ. ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนนายแพทย์ น. ตรวจร่างกาย อ. หลังจากทำสัญญาประกันภัยแล้วยืนยันว่า อ. เป็นเพียงโรคประสาทเครียดสามารถรักษาให้หายขาดได้ และ ส. ตัวแทนขายประกันของจำเลยซึ่งเป็นผู้ติดต่อ อ. ทำสัญญาประกันภัยยืนยันว่า อ. สามารถพูดคุยได้รู้เรื่องแบบคนปกติธรรมทั่วไปและได้มีการสั่งงานให้ลูกน้องปฏิบัติงานได้อย่างปกติ กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่า อ. รู้แล้วว่าตนเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ประกอบอาชีพแล้ว ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยจึงไม่ตกเป็นโมฆียะ

โจทก์เป็นบุตร ง. จึงเป็นทายาทลำดับที่ 1 และมีสิทธิรับมรดกของ ง. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ขณะที่ อ. ตาย ง. ยังมีชีวิตอยู่ง. จึงมีสิทธิได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยครึ่งหนึ่ง และเมื่อ ง. ตาย สิทธิในการเรียกเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยจึงตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยไม่ต้องนำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของ ง. ลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ง. ผู้รับประโยชน์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,020,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 925,801.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 510,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 462,900.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 925,801.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์2539 ถึงวันฟ้องให้โจทก์ แต่เมื่อคิดรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 1,020,300บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 925,801.50 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสุวรรณา เกียรติอำนวย ตัวแทนขายประกันของจำเลยสาขานครราชสีมาได้ติดต่อนายองอาจทำสัญญาประกันภัยและนายองอาจตกลงทำสัญญาตามแบบฟอร์มตรวจร่างกายและสัญญาประกันภัย จึงเป็นการเริ่มต้นทำสัญญาประกันภัยที่จังหวัดนครราชสีมา ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดนครราชสีมา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า กรมธรรม์ประกันภัยตกเป็นโมฆียะหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายองอาจรู้แล้วว่าตนเองเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงมา 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร หากนายองอาจแถลงให้จำเลยทราบในคำขอประกันภัยแล้วจำเลยจะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญากับนายองอาจนั้น เห็นว่า นายแพทย์ปรีชาผู้ตรวจสุขภาพและร่างกายของนายองอาจก่อนทำสัญญาประกันภัยมีความเห็นว่า นายองอาจไม่มีปัญหาอะไร ส่วนนายแพทย์นรชาติตรวจร่างกายนายองอาจหลังจากทำสัญญาประกันภัยแล้วก็ยืนยันว่า นายองอาจเป็นโรคเพียงโรคประสาทเครียดสามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากนี้นางสุวรรณาตัวแทนขายประกันของจำเลยซึ่งเป็นผู้ติดต่อนายองอาจทำสัญญาประกันภัยก็ยืนยันว่า นายองอาจสามารถพูดคุยได้รู้เรื่องแบบคนปกติธรรมดาทั่วไปและได้มีการสั่งงานให้แก่ลูกน้องปฏิบัติงานได้อย่างปกติ และจำเลยยังได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายองอาจเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2538 ด้วย ส่วนเรื่องการประกอบอาชีพของนายองอาจผู้เอาประกันภัยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสุวรรณาพยานจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยว่า นายองอาจมีธุรกิจร่วมกับญาติพี่น้องทำกิจการอาบอบนวด ค้ารถเก่าและมีหุ้นที่โรงไม้ปักธงชัยด้วย อาศัยข้อเท็จจริงและเหตุผลตามที่กล่าวมาพยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่านายองอาจรู้แล้วว่าตนเองเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงมา 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพแล้วละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันภัยดังที่จำเลยฎีกาดังนี้สัญญาประกันจึงไม่ตกเป็นโมฆียะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเงินได้หรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ระบุชื่อนางเงินเป็นผู้รับประโยชน์ครึ่งหนึ่ง เมื่อนางเงินถึงแก่ความตายส่วนของนางเงินจึงตกแก่ทายาทซึ่งโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของนางเงินลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คน ทายาทแต่ละคนมีสิทธิรับมรดกก่อนและหลังอย่างไร เพียงแต่ปรากฏในคำฟ้องเท่านั้นว่าโจทก์เป็นบุตรของนางเงิน เมื่อโจทก์ไม่มีเอกสารมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นทายาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับมรดกส่วนของนางเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยบรรยายว่า โจทก์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเงิน แซ่นิ้ม โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายองอาจ นางเงินเป็นมารดาของนายองอาจ โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเงิน ส่วนจำเลยให้การเพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาท โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่บุตรของนางเงินแต่อย่างใด และศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางเงินโจทก์จึงเป็นทายาทชั้นบุตรซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 1 และมีสิทธิรับมรดกของนางเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ขณะที่นายองอาจถึงแก่ความตายนางเงินยังมีชีวิตอยู่นางเงินจึงมีสิทธิได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทครึ่งหนึ่ง และเมื่อนางเงินถึงแก่ความตายสิทธิในการรับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจึงตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของนางเงินลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คนข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเงินผู้รับประโยชน์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 865 ม. 1629
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาง เงิน แซ่นิ้มหรือแซ่ลิ้ม
จำเลย — บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2545
#49124
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำใบคำเสนอขอสินเชื่อจากธนาคารโจทก์โดยตกลงจะชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และในวันเดียวกัน จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งจำเลยได้รับเงินกู้ไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่า ใบคำเสนอขอสินเชื่อเป็นเพียงคำเสนอของจำเลยที่เสนอต่อโจทก์เท่านั้น ส่วนสัญญากู้ยืมเงินเป็นข้อตกลงในการทำสัญญาที่จัดทำขึ้นภายหลังที่โจทก์ได้พิจารณาคำเสนอของจำเลยแล้ว โจทก์จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้นข้อความหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืม จึงเป็นจำนวนที่ชัดแจ้งไม่มีข้อความเป็นที่น่าสงสัยหรือมีความเป็นสองนัยอันจะต้องตีความตามเจตนาอันแท้จริงของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเงินว่าอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีที่จำเลยผิดนัดเพราะต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

แม้โจทก์จะมีวิธีคิดในการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งในกรณีที่ไม่ผิดนัดและผิดนัดตามประกาศของโจทก์ก็ตาม แต่วิธีการปฏิบัติดังกล่าวก็เป็นเพียงแนวทางในการปฏิบัติของโจทก์ต่อจำเลยเท่านั้น หามีผลกระทบต่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ19 ต่อปี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ได้ตกลงกันอย่างชัดแจ้งในสัญญากู้ยืมเงินไม่ข้อตกลงดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ อย่างชัดแจ้ง จึงตกเป็นโมฆะ และแม้โจทก์จะมีสถานะเป็นสถาบันการเงินตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ มาตรา 3(2) และพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ตาม แต่ตามประกาศของกระทรวงการคลังและของโจทก์ที่ออกมาใช้บังคับในช่วงของการทำสัญญากู้ยืมเงินนี้กำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดในกรณีที่ลูกหนี้ปฏิบัติผิดเงื่อนไข หรือเบิกเงินเกินวงเงินให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปีเท่านั้น ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขมิใช่อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีเงินกู้ทั่วไป การที่โจทก์กำหนดในสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเกินกว่าประกาศและคำสั่งของโจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทั่วไปจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีเท่านั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยคงรับผิดชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ สาขาหนองคาย เป็นเงิน 183,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปีและยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินให้โจทก์ ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงสุดที่โจทก์สามารถคิดได้สำหรับเงินกู้ ซึ่งขณะทำสัญญากู้ โจทก์และจำเลยได้ระบุอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดสูงสุดไว้ในสัญญาเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยตกลงชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 2 สิงหาคม2542 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดเวลาใดก็ได้ และหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ถือว่าหนี้สินทั้งหมดเป็นอันถึงกำหนดชำระโดยพลัน จำเลยได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1609, 1578 ตำบลวัดมหาธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย (ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1578 ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 43083) พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับโจทก์ หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนโดยได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 หลังจากนั้นไม่ชำระหนี้ให้โจทก์อีกเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,715.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน164,561.85 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 164,561.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1609และที่ดินโฉนดเลขที่ 43083 ตำบลวัดมหาธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินจำนวน153,395.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม2537 จำเลยได้ทำใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคาร เอกสารหมาย จ.4 ยื่นต่อผู้จัดการโจทก์สาขาหนองคายเพื่อประสงค์จะขอวงเงินสินเชื่อจากโจทก์จำนวน 183,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจำนวน 183,000บาท ไปจากโจทก์ผู้ให้กู้ โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และได้รับเงินจำนวนที่กู้ไปเรียบร้อยแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การสืบพยานบุคคลของโจทก์ในเรื่องดอกเบี้ยมิใช่เป็นการนำสืบเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.6 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่นั้น เห็นว่าแม้ใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคารและสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6ได้จัดทำขึ้นในวันเดียวกัน คือ วันที่ 2 สิงหาคม 2537 ก็ตาม แต่จากลักษณะและข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับนั้นไม่มีข้อความเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเป็นสองนัย อันจะต้องตีความหรือเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำพยานบุคคลมาสืบประกอบเอกสารดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของโจทก์ว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ที่โจทก์ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6 นั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีที่จำเลยผิดนัดเท่านั้น โจทก์จึงจะคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวกับจำเลย แต่หากจำเลยไม่ผิดนัดโจทก์ก็คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคารเอกสารหมาย จ.4 ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ทั้งข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวก็ไม่สมเหตุผล เพราะนอกจากจะเห็นได้ว่าลักษณะของข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับนั้นแตกต่างกันแล้ว วัตถุประสงค์ในการจัดทำเอกสารทั้งสองฉบับขึ้นมาก็แตกต่างกัน โดยใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคารเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความระบุวัตถุประสงค์ของจำเลยไว้แจ้งชัดแล้วว่า เป็นใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคารที่จำเลยทำเสนอต่อผู้จัดการโจทก์สาขาหนองคายเพื่อจะขอวงเงินสินเชื่อจากโจทก์ และในข้อ 3 ของเอกสารดังกล่าว นั้น จำเลยเสนอไปว่าตกลงยินยอมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่า โจทก์ตกลงคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคารเอกสารดังกล่าว ดังนั้นจึงถือได้ว่า ใบคำเสนอขอสินเชื่อธนาคารเอกสารหมาย จ.4 เป็นแต่เพียงคำเสนอของจำเลยที่เสนอต่อโจทก์เท่านั้น ส่วนสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6นั้นถือได้ว่าเป็นข้อตกลงในการทำสัญญากู้ยืมระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาที่ได้จัดขึ้นในภายหลังจากโจทก์ได้พิจารณาคำเสนอของจำเลยแล้ว โจทก์จึงได้ตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 183,000 บาท และได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ตามสัญญากู้ยืมเงินข้อ 2ของเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งระบุชัดว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีดังนั้น ข้อความหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมจึงเป็นจำนวนที่ชัดแจ้งไม่มีข้อความเป็นที่น่าสงสัย หรือมีความเป็นสองนัยที่จะต้องตีความตามเจตนาอันแท้จริงของโจทก์ดังที่โจทก์อ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดว่าสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 2 ตามเอกสารหมาย จ.6 โจทก์จำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยกันในอัตราร้อยละ 19ต่อปี ซึ่งดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ เป็นการบังคับว่าในการฟ้องร้องบังคับคดีต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดง ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.6 ดังที่โจทก์ฎีกาเพราะต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.16 ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช2475 เพราะว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีวิธีคิดในการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยดังปรากฏตามวิธีการและรายละเอียดตามตารางการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและบัญชีเงินกู้ของจำเลยเอกสารหมาย จ.4 และ จ.15 ซึ่งมีหลักฐานปรากฏชัดว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามประกาศของโจทก์กล่าวคือเมื่อจำเลยไม่ผิดนัด โจทก์ก็คิดดอกเบี้ยจากจำเลยกรณีลูกค้าทั่วไป จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราผิดนัดต่อเมื่อจำเลยผิดนัดก็ตาม แต่วิธีการปฏิบัติดังกล่าวก็เป็นเพียงแนวทางในการปฏิบัติของโจทก์ต่อจำเลยเท่านั้นหามีผลกระทบต่อข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ได้ตกลงกันไว้อย่างชัดแจ้งในสัญญากู้ยืมเงินข้อ 2 ตามเอกสารหมาย จ.6 ที่ว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ยืมตามข้อ 1 ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นั้น แต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 อย่างชัดแจ้ง จึงตกเป็นโมฆะ แม้โจทก์จะมีสถานะเป็นสถาบันการเงินตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 มาตรา 3(2) และพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีก็ตาม แต่ตามประกาศของกระทรวงการคลังและของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ซึ่งออกมามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2524 และวันที่ 1 สิงหาคม 2537 ตามลำดับและประกาศดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.13 อยู่ในช่วงที่ทำสัญญากู้ยืมเงินในคดีนี้ก็เพียงประกาศกำหนดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดในกรณีที่ลูกหนี้ปฏิบัติผิดเงื่อนไข หรือเบิกเงินเกินวงเงินให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี เท่านั้น ดังนี้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บเมื่อลูกหนี้ของโจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขของสัญญาที่ทำไว้ต่อโจทก์เท่านั้น หาใช่เป็นกำหนดอัตราดอกเบี้ยจากลูกค้าในกรณีเงินกู้ทั่วไปแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นการที่โจทก์กำหนดในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6 ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดกรณีลูกหนี้ผิดนัด เกินกว่าประกาศและคำสั่งของโจทก์ซึ่งในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6 ที่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทั่วไปจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี เท่านั้น ฉะนั้นแม้โจทก์จะมีสถานะเป็นสถาบันการเงินดังที่ฎีกามาก็ตามก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในปัญหานี้จึงชอบแล้ว หาเป็นการคลาดเคลื่อนดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยเริ่มผิดนัด ไม่ใช่วันที่ 2พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้จากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 เป็นเงินจำนวน 5,000บาท ตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.15 ซึ่งเมื่อนำเงินที่จำเลยชำระดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างก่อนที่เหลือจึงหักชำระต้นเงินตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วคิดถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 จำเลยยังเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์อยู่จำนวน 153,395.33บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์อีกเลย จึงต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไป ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ต่อไปนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกเป็นโมฆะแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนต้นเงินที่ค้างชำระดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หาใช่นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยเริ่มผิดนัดและมีการคิดดอกเบี้ยไปแล้ว ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 10 ม. 11 ม. 150 ม. 224 ม. 356 ม. 353 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 3 (2)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย บุญเจริญ สุขสกุล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6503/2545
#49422
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยกระทำต่อกันเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องพิจารณาถึงข้อความในสัญญาประกอบกับเจตนาของโจทก์และจำเลยในขณะทำสัญญายิ่งกว่าชื่อของสัญญาที่ทำต่อกัน แต่สัญญาจะซื้อจะขายในคดีนี้เป็นแบบพิมพ์ที่ให้คู่ความกรอกข้อความตามที่ต้องการเอาเองซึ่งไม่ปรากฏข้อความไว้ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกันเมื่อใด แม้จะมีการกำหนดราคาที่ดินว่าไร่ละ 19,687.50 บาท ซึ่งคำนวณตามเนื้อที่ดินแล้วเป็นเงิน68,906.25 บาทเศษ ก็ตาม แต่เมื่อเงินมัดจำที่โจทก์วางแก่จำเลยระบุจำนวน 63,000บาทแล้ว และในช่องจำนวนเงินส่วนที่ต้องชำระอีกกลับมีการขีดไว้ แสดงว่าไม่มีราคาที่ดินที่จะต้องชำระกันอีก ทั้งการที่จำเลยมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาก็ไม่มีพฤติการณ์ใดที่แสดงว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินในภายหน้าอีก ส่วนราคาที่ดินที่ค้างชำระอีก 5,906.25 บาท ก็แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะรับจากโจทก์แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงกันด้วยวาจาว่าจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินในภายหน้านั้น จึงเป็นการสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่อาจรับฟังพยานบุคคลเช่นนี้ได้ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ยังคงสมบูรณ์ในฐานะที่เป็นสัญญาซื้อขายโดยโอนการครอบครองในที่ดินให้แก่กัน ซึ่งทำให้โจทก์ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดิน และเมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน ให้แก่โจทก์ในราคาไร่ละ 19,687.50 บาท โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยเป็นเงิน 63,000 บาท แล้วส่วนที่เหลือตกลงจะชำระเมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์และจำเลยให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ในปี 2536 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวถูกนำไปออกเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง โดยที่ดินส่วนที่จำเลยขายให้โจทก์รวมอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 27804 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2537 จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์และรับเงินส่วนที่เหลือแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27804ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน ตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ และให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 5,906.25 บาทจากโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์บรรยายให้เห็นว่ามีการส่งมอบการครอบครองเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแต่มาฟ้องให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2524 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันฉบับหนึ่งมีใจความว่า จำเลยจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ในราคาไร่ละ19,687.50 บาท หรือรวมเป็นเงิน 63,000 บาท โดยโจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้แก่จำเลย63,000 บาท ในวันทำสัญญา ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นจำเลยได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ในปี 2536 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดินรวม3 แปลง ที่ดินพิพาทรวมอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 27804 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2537จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงข้อความในสัญญาประกอบกับเจตนาของโจทก์จำเลยในขณะทำสัญญายิ่งกว่าชื่อของสัญญาตามที่ปรากฏในแบบพิมพ์ดังเอกสารหมาย จ.2 ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ผู้จะซื้อกับผู้จะขายจะต้องไปทำสัญญาซื้อขายโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหน้า แต่หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ให้คู่ความกรอกข้อความตามที่ต้องการเอาเอง กลับไม่มีการกรอกข้อความว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกันเมื่อใดแม้จะมีกำหนดราคาที่ดินพิพาทกันเป็นเงินไร่ละ 19,687.50 บาท ซึ่งคำนวณราคาตามเนื้อที่ได้เป็นเงิน 68,906.25 บาท ก็ตาม แต่เมื่อระบุจำนวนเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 63,000 บาท แล้วในช่องจำนวนเงินส่วนที่ต้องชำระอีกกลับมีการขีดไว้ซึ่งแสดงว่าไม่มีเงินราคาที่ดินที่จะต้องชำระกันอีก เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับการที่จำเลยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันทำสัญญาด้วยแล้ว เห็นได้ว่าไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ แสดงว่าโจทก์จำเลยมีข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกันในภายหน้าอีก ราคาที่ดินพิพาทที่ค้างชำระอีกเป็นเงิน 5,906.25 บาท ก็แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะรับจากโจทก์แล้ว ที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงกันด้วยวาจาว่าจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อไปนั้น เป็นการสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) และรับฟังพยานบุคคลเช่นนี้ไม่ได้ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายเสร็จเด็ดขาดเมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ยังคงสมบูรณ์ในฐานะที่เป็นสัญญาซื้อขายโดยโอนการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่กัน ซึ่งทำให้โจทก์ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และเมื่อสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายเสียแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแกะ เสงี่ยมวงษ์
จำเลย — นางจ่าย แดงมณีหรือแดงมะณี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ