คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7208/2545
#48260
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะและไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 26

การนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 หมายถึงการนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งดังที่โจทก์ฟ้องได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิมกรณีไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 53 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยตรงเป็นจำเลยเข้ามาในคดีนี้ด้วยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2540 โจทก์ว่าจ้างนายสุรพล พวงมาลัย เป็นลูกจ้าง โดยให้นับอายุงานต่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งสุดท้ายให้ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกเร่งรัดหนี้สิน อัตราค่าจ้างเดือนละ 18,040 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 500 บาท ชำระค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างนายสุรพลด้วยสาเหตุทุจริตต่อหน้าที่โดยร่วมกับนายสมชาย เปลี่ยนไทย กับพวกฉ้อโกงหรือยักยอกเงินค่างวดเช่าซื้อ และบกพร่องประมาทเลินเล่อต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2542 นายสุรพลได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเขตพื้นที่ปทุมวันสังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 2 ได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ว่า การกระทำของนายสุรพลไม่ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และไม่บกพร่องต่อหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ และสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 111,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,844 บาท และค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี 1,854 บาท ให้แก่นายสุรพล โจทก์ได้รับคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2542 แต่โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คงรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนำคดีขึ้นสู่ศาลพ้นกำหนด 30 วัน ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 17480/2542 หมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาก็ตาม เพราะกำหนดระยะเวลา 30 วันดังกล่าวไม่อาจย่นหรือขยายได้เนื่องจากไม่ใช่เรื่องอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่จำเลยในคดีดังกล่าว คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 กำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวไม่ใช่อายุความหรือระยะเวลาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522หรือระยะเวลาตามที่ศาลแรงงานกำหนด จึงไม่อาจย่นหรือขยายได้ และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเพียงลำพัง ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความ และศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย คำพิพากษาในคดีดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์จะถือประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้โจทก์ฟ้องใหม่ในคดีนั้นมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยไม่ได้ โจทก์ยังต้องฟ้องจำเลยที่ 2 ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามกำหนดเดิม เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้เกินกำหนดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะและไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 และในกรณีนี้ การนำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 นั้น หมายถึง การนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิม ได้แก่ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 และโจทก์มีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิม ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 53 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยตรงเป็นจำเลยเข้ามาในคดีนี้ด้วยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็ม.ที.ลิซซิ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7208/2545
#110318
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148(3) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลซึ่งมีอยู่ทั่วไปที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ และไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลา ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 การนำคำฟ้องมายื่นใหม่ในกรณีนี้ หมายถึง การนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่เท่านั้น โจทก์มีสิทธิฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างเป็นจำเลยได้ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิม ไม่อยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 53 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งโดยตรงเป็นจำเลยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คงรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะในส่วนเกี่ยวกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 37/2542 ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 กำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวไม่ใช่อายุความหรือระยะเวลาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 หรือระยะเวลาตามที่ศาลแรงงานกำหนด จึงไม่อาจย่นหรือขยายได้ และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเพียงลำพัง ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความ และศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์จะถือประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้โจทก์ฟ้องใหม่ในคดีนั้นมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยไม่ได้ โจทก์ยังต้องฟ้องจำเลยที่ 2 ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามกำหนดเดิม เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้เกินกำหนดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เป็นอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะและไม่อยู่ในบังคับแห่งบทกฎหมายว่าด้วยอายุความ หรือการย่นหรือขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 และในกรณีนี้การนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 นั้น หมายถึง การนำคำฟ้องในมูลกรณีเดียวกับคดีเดิมได้แก่คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3111/2543 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 37/2542 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 และโจทก์มีสิทธิฟ้องบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการฟ้องเฉพาะคู่ความเดิม ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53 ดังนั้น โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งดังกล่าวโดยตรงเป็นจำเลยเข้ามาในคดีนี้ด้วยได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม.ที.ลิซซิ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจาตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7193/2545
#49138
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาจำคุกจำเลย 8 ปี แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี โดยในระหว่างการฝึกและอบรมให้จำเลยเรียนจนกว่าจะจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และให้จำเลยเรียนหลักสูตรวิชาชีพอย่างน้อย1 หลักสูตร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาขอให้มอบตัวจำเลยให้บิดามารดาไปโดยวางเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้นั้น จึงเป็นการฎีกากรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ และกรณีเช่นนี้ไม่อาจมีการอนุญาตให้ฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ซึ่งอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนและแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซอง ขนาด 12 ยิงประทุษร้ายนายอนุรัตน์ โสภาค ผู้เสียหายที่ 1 และนายอานนท์ กล้าเกิด ผู้เสียหายที่ 2 กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหลังด้านซ้ายและถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณคอกับต้นขาขวาอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายโดยมีเจตนาฆ่า จำเลยกับพวกร่วมกันลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองได้รับการรักษาทันท่วงที ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายตามรายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจยึดเศษแว่นกระดาษแข็งกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 4 อัน เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91, 83, 80, 32 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรากฏว่าขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 17 (ที่ถูก 16) ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษฐานพยายามฆ่า รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปีพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว เห็นว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองอย่างอุกอาจ นับว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรงหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าได้มีการบรรเทาผลร้ายจากการกระทำของจำเลย แต่เห็นว่าจำเลยกระทำผิดเพราะความเยาว์วัยคึกคะนอง ขาดความยั้งคิด หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก ดังนั้น เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี ในระหว่างการฝึกอบรมให้จำเลยเรียนจนกว่าจะจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและให้จำเลยเรียนหลักสูตรวิชาชีพอย่างน้อย 1 หลักสูตร ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว อนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการแรกมีใจความว่า จำเลยไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ทราบว่าความผิดที่จำเลยกระทำหากเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเองหรือกระทำด้วยความจำเป็นจะเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับโทษหรือเป็นเหตุบรรเทาโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีได้จากรายงานการสืบเสาะของเจ้าหน้าที่นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นแต่เพียงการกล่าวถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายลอย ๆ ไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไร ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนฎีกาของจำเลยประการที่สองที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้มอบตัวจำเลยให้บิดามารดาไป โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วยนั้น เห็นว่าคดีนี้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย8 ปี แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี โดยในระหว่างการฝึกและอบรมให้จำเลยเรียนจนกว่าจะจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและให้จำเลยเรียนหลักสูตรวิชาชีพอย่างน้อย 1 หลักสูตร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ จึงเป็นการฎีกากรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 และกรณีเช่นนี้ไม่อาจมีการอนุญาตให้ฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 121 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย ร. ส
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7179/2545
#110346
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญไม่ว่าจะเป็นเหตุทางฝ่ายนายจ้างหรือเหตุทางฝ่ายลูกจ้างโดยพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่

จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่า "เพื่อความเหมาะสมในการบริหารงาน" ซึ่งยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าโจทก์ไม่มีความเหมาะสมในการบริหารงานใด หรือจำเลยประสงค์จะให้เกิดความเหมาะสมในการบริหารงานเช่นใด จึงต้องพิจารณาจากคำให้การและข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแสดงว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นเพราะโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ เมื่อโจทก์ทำงานในระดับบริหารต้องประสานงานกับบุคลากรในส่วนงานอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน แต่โจทก์ปฏิบัติงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แม้จำเลยจะได้ย้ายโจทก์ไปส่วนงานอื่น โจทก์ก็ยังทำงานในลักษณะเดิมโดยมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานอีก ชี้ให้เห็นว่าโจทก์น่าจะเป็นผู้ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่สามารถประสานงานกับบุคลากรในส่วนอื่นได้ ย่อมทำให้เกิดความขัดข้องในการบริหารจัดการของจำเลย ทำให้การผลิตและการบริการของจำเลยขาดประสิทธิภาพ อาจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ จำเลยจึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ มิใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนวิศวกรรม ฝ่ายผลิต ๑ จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าเพื่อความเหมาะสมในการบริหารงาน โจทก์ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคิดจากเงินเดือนอัตราสุดท้าย ๙ เดือน เป็นเงิน ๕๒๘,๓๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และเมื่อเกิดปัญหาโจทก์ไม่หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา กลับหาทางปกป้องและหลีกเลี่ยงหน้าที่ของตน ทำให้เกิดปัญหากับพนักงานในองค์กร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร จำเลยบอกกล่าวล่วงหน้าว่าจะเลิกจ้างโจทก์เป็นเวลา ๑ เดือน ซึ่งโจทก์มีเวลาพอสมควรที่จะหางานใหม่ โจทก์จึงไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานในหน้าที่ไม่บกพร่อง แต่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยในระดับบริหารไม่สามารถปฏิบัติงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ทำให้ระบบบริหารจัดการของจำเลยเกิดอุปสรรค มีข้อขัดข้อง ขาดประสิทธิภาพและจำเลยอาจได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๗ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โจทก์อุทธรณ์ว่าในประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งอ้างเหตุเลิกจ้างว่าเพื่อความเหมาะสมในการบริหารงานย่อมแสดงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อความเหมาะสมในการบริหารงาน โจทก์มิได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยไม่เคยตักเตือนโจทก์ด้วยวาจาและหนังสือ เหตุแห่งการเลิกจ้างที่จำเลยอ้างไม่มีกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ หรือไม่นั้น จักต้องพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญไม่ว่าจะเป็นเหตุทางฝ่ายนายจ้างหรือเหตุทางฝ่ายลูกจ้าง โดยพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่า "เพื่อความเหมาะสมในการบริหารงาน" ซึ่งยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าโจทก์ไม่มีความเหมาะสมในการบริหารงานใดหรือจำเลยประสงค์จะให้เกิดความเหมาะสมในการบริหารงานเช่นใด จึงต้องพิจารณาจากคำให้การและข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบต่อไป ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิได้ทำงานบกพร่องในหน้าที่ถึงขนาดทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ทำงานระดับบริหาร มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการส่วน มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน การทำงานของโจทก์ต้องประสานงานกับส่วนงานอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน โจทก์ถูกย้ายจากส่วนควบคุมคุณภาพเนื่องจากมีปัญหาในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน ครั้นย้ายมาทำงานที่ส่วนวิศวกรรมการผลิต ฝ่ายผลิต ๑ โจทก์ก็ไม่สามารถทำงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้อีก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นเพราะโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ เมื่อโจทก์ทำงานในระดับบริหาร ต้องประสานงานกับบุคลาการในส่วนงานอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน แต่โจทก์ปฏิบัติงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แม้จำเลยจะได้ย้ายโจทก์ไปส่วนงานอื่นโจทก์ก็ยังทำงานในลักษณะเดิมโดยมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานอีก ชี้ให้เห็นว่าโจทก์น่าจะเป็นผู้ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่สามารถประสานงานกับบุคลากรในส่วนงานอื่นได้ ย่อมทำให้เกิดความขัดข้องในการบริหารจัดการของจำเลยทำให้การผลิตและการบริการของจำเลยขาดประสิทธิภาพ อาจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ จำเลยจึงมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ มิใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายใดแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย จิวาคุณากร
จำเลย — บริษัทไทยซัมมิทโอโตพาร์ทอินดัสตรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายดำรงค์ ทรัพยผล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7177/2545
#49442
เปิดฉบับเต็ม

กระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 และกรมทางหลวง จำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีหรือสร้างทางหลวงแผ่นดิน ตลอดจนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงทางหลวงแผ่นดิน การดำเนินการเวนคืนที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 และพระราชกฤษฎีกาฯ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามนโยบายของรัฐส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรัฐมนตรีมีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยตรง แต่ก็มีฐานะเป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฯ และพระราชกฤษฎีกาฯ และมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือวินิจฉัยแล้วยังไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ส่วนอธิบดีกรมทางหลวง จำเลยที่ 4 ตามประกาศของคณะปฏิวัติฯ และพระราชกฤษฎีกาฯกำหนดให้เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะอธิบดีมิได้ฟ้องให้รับผิดในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้กำหนดว่า โจทก์ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทน หากไม่พอใจในเงินค่าทดแทนที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มเติมได้ แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ จะมิได้กำหนดว่าฟ้องบุคคลใดได้บ้างก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าบุคคลที่จะถูกฟ้องคือบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 และ 5201 ได้มีประกาศใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2515 เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 สายธนบุรี ปากท่อ ตอนที่ตั้งด่านชั่งน้ำหนัก และเมื่อวันที่18 มิถุนายน 2536 ได้มีประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ คลองพรวน ตอนวังมะนาว อำเภอชะอำ พ.ศ. 2536 กำหนดให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายดังกล่าว ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 9703 ถูกเวนคืนทั้งแปลงเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา โดยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไร่ละ50,000 บาท เป็นเงิน 94,625 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่1 งาน 86 ตารางวา โดยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไร่ละ 1,000,000 บาท เป็นเงิน 465,000บาท เงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,926,319 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องในการเวนคืน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้เป็นผู้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ถูกเวนคืนโดยกฎหมายคนละฉบับในเวลาที่แตกต่างกัน การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินจึงต่างกัน คณะกรรมการเวนคืนฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 ตามราคาที่กำหนดในบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่ใช้อยู่ในวันที่คณะกรรมการเวนคืนฯกำหนด อัตราไร่ละ 50,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา คิดเป็นเงิน 94,625 บาท ที่ดินของโจทก์มีสภาพเป็นทุ่งนา ไม่มีถนน ราคาซื้อขายที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นราคาที่สูงขึ้นในภายหลังเมื่อมีการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ถูกเวนคืนโดยการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพ คลองพรวน ตอนวังมะนาว อำเภอชะอำ พ.ศ. 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินปี 2535 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไร่ละ 1,000,000 บาทหรือตารางวาละ 2,500 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 งาน 86 ตารางวา คิดเป็นเงิน 465,000 บาท โจทก์ไม่มารับเงินค่าทดแทนที่ดิน จำเลยที่ 4 จึงฝากเงินไว้ต่อธนาคารออมสิน สาขาราชบุรี ถือว่าโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,512,875 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1สิงหาคม 2538) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 2 และที่ 4จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเวนคืนที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 และพระราชกฤษฎีกาฯ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1และนโยบายของรัฐ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในสังกัดของจำเลยที่ 1มีจำเลยที่ 4 เป็นอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งมีอำนาจทำการแทนในนามของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีหรือสร้างทางหลวงแผ่นดินตลอดจนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงทางหลวงแผ่นดิน การดำเนินการเวนคืนที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 225 และพระราชกฤษฎีกาฯ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามนโยบายของรัฐ เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่รัฐจัดสรรให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วแยกรายละเอียดเบิกจ่ายในนามจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องดำเนินการโดยจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแม้จะไม่ใช่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยตรงก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็มีฐานะเป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 และพระราชกฤษฎีกาฯและมีอำนาจตั้งคณะกรรมการเวนคืนฯ และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และจำเลยที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือวินิจฉัยแล้วยังไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 4ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 และพระราชกฤษฎีกาฯ บัญญัติให้จำเลยที่ 4ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลไม่อาจแสดงเจตนาและกระทำการเองได้ จำเลยที่ 4 จึงเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงมิได้ฟ้องให้รับผิดในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ได้ด้วย และอีกประการหนึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มีบทบัญญัติไว้แจ้งชัดว่า โจทก์ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน หากไม่พอใจในเงินค่าทดแทนที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มเติมได้ แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มิได้บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่าจะฟ้องบุคคลใดได้บ้าง แต่ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าบุคคลที่จะถูกฟ้องคือบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทน ซึ่งในการนี้ก็คือจำเลยทั้งสี่นั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการต่อไปมีว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 และ 5201 ตารางวาละ 7,500 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มให้หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ได้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 โดยอาศัยราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินในขณะที่พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนโดยถือว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 อยู่ติดทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี ปากท่อ โดยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ไร่ละ 1,000,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 เดิมอยู่ติดถนนเพชรเกษม ซึ่งที่ดินฝั่งตรงข้ามด้านจังหวัดราชบุรีมีราคาประเมินไร่ละ 2,000,000 บาท จึงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้เป็นไร่ละ 2,000,000บาท เงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยเพิ่มให้ดังกล่าวจึงถูกต้องเป็นธรรมแล้วนั้น เห็นว่า สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ก่อนการแบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 บางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ถูกกำหนดให้อยู่ในแนวทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี ปากท่อ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปากท่อ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2508 และต่อมาถูกเวนคืนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225โดยที่ดินส่วนที่อยู่ทางด้านใต้สุดเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา เป็นส่วนที่จะใช้สร้างสถานีบริการเชื้อเพลิง และส่วนที่ถัดขึ้นมาเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 32 ตารางวา เป็นส่วนที่ใช้ก่อสร้างทาง รวมถูกเวนคืนเนื้อที่ 10 ไร่ 89 ตารางวา มีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่6 ไร่ 2 งาน 6 ตารางวา ทำให้เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ซึ่งมีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนได้รับประโยชน์จากการเวนคืนอันเนื่องจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 6 ไร่2 งาน 6 ตารางวานี้จะอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินสายธนบุรี ปากท่อ ทำให้มีราคาสูงขึ้นดังนั้น ในการพิจารณาว่าจะเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 ซึ่งก่อนมีการแบ่งแยกออกโฉนดที่ดิน ที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ที่ถูกเวนคืนต้องนำราคาที่ดินที่สูงขึ้นของที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ที่เหลือจากการเวนคืนมาคำนึงว่าควรจะเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 นี้ หรือไม่เพียงใดด้วย เนื่องจากคณะกรรมการเวนคืนฯ เพิ่งกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536 ซึ่งล่าช้ามาก การที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้โดยใช้ฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ 10 กรกฎาคม 2508 ย่อมจะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ แต่อย่างไรก็ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินมีเพียงเท่ากับเจ้าของที่ดินเดิมขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับ กรณีนี้คณะกรรมการเวนคืนฯ เพิ่งกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536 ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหลักเกณฑ์ที่จะนำมาคำนึงในการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคม ต้องเปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ มาเป็นปลายปี 2534 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่คณะกรรมการเวนคืนฯ จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ประมาณ2 ปี ระยะเวลาดังกล่าวเทียบเคียงจากระยะเวลาที่ควรต้องใช้ในกรณีปกติที่มีการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แต่สภาพและที่ตั้งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 อันมีส่วนสัมพันธ์กับราคาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) นั้นต้องคำนึงตามสภาพและที่ตั้งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 ก่อนการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรีปากท่อ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติจนถึงปลายปี 2534 ว่าหากไม่มีการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้แล้ว สภาพและที่ตั้งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 เป็นเช่นไร และสภาพและที่ตั้งของที่ดินเช่นนั้นควรมีราคาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) เท่าใดจะถือว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 เป็นที่ดินที่อยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี ปากท่อไม่ได้ เพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 ถูกเวนคืนเพื่อสร้างสถานีบริการเชื้อเพลิงอันเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี ปากท่อ เมื่อคำนึงตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 เป็นส่วนที่อยู่ห่างจากทางสาธารณะประมาณ120 เมตร สภาพเป็นที่นาอยู่ในชนบท สภาพและที่ตั้งของที่ดินเช่นนี้ในปลายปี 2534 น่าจะมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด และราคาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)และ (3) ต่ำกว่าตารางวาละ 7,500 บาทมาก และเมื่อคำนึงถึงเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ประกอบกับผลประโยชน์ของการเวนคืนที่ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นด้วยแล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 ที่จำเลยที่ 2 เพิ่มให้แก่โจทก์เป็นไร่ละ 1,000,000 บาท หรือตารางวาละ 2,500 บาท เป็นประโยชน์แก่โจทก์อย่างมากอยู่แล้ว ไม่ควรเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้เป็นไร่ละ 3,000,000 บาท หรือตารางวาละ 7,500 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 งาน 86 ตารางวา เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ คลองพรวน ตอนวังมะนาว อำเภอชะอำ โดยการดำเนินการเวนคืนอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ คลองพรวน ตอนวังมะนาว อำเภอชะอำ พ.ศ. 2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2536 นั้น โจทก์ได้นำสืบถึงราคาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5206 ตำบลวังมะนาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 38 ตารางวา เป็นเงิน 400,000 บาท เฉลี่ยตารางวาละประมาณ 10,526 บาท เมื่อวันที่ 4 มกราคม2536 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.8 และจ.15 ที่ดินแปลงนี้อยู่เกือบติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ของโจทก์และวันที่ซื้อขายนั้นเป็นวันก่อนใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เพียง 5 เดือนเศษ เมื่อคำนึงถึงราคาซื้อขายที่ดินดังกล่าวกับสภาพและที่ตั้งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ส่วนที่ถูกเวนคืนเป็นส่วนที่อยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี ปากท่อ ยาวประมาณ 200 เมตร และด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงนี้อยู่ติดทางสาธารณะ ซึ่งนายกิจจา แก้วปานกัน พยานจำเลยทั้งสี่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเป็นถนนเพชรเกษม กับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21วรรคหนึ่ง (2)(3) และ (5) ประกอบกันทั้งหมดแล้วเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 7,500 บาท นั้นเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 และ 5201 ในส่วนที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยเพิ่มให้แก่โจทก์ไปจากฝ่ายจำเลย จึงเห็นควรให้จำเลยทั้งสี่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการเวนคืนฯ และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้แล้วแต่กรณี โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9703 เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการเวนคืนฯ กำหนดตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 อีกไร่ละ 950,000 บาท เนื้อที่1 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา เป็นเงิน 1,797,875 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 5201 เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดตามคำวินิจฉัยของศาลอีกไร่ละ2,000,000 บาท เนื้อที่ 1 งาน 86 ตารางวา เป็นเงิน 930,000 บาท รวมเป็นเงิน2,727,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ แต่หากต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยเพิ่มให้พร้อมดอกเบี้ยไปแล้วก็ให้นำมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเมื่อมีการบังคับคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการเวนคืนฯ และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้อีกรวมเป็นเงิน 2,727,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนดและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่ศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระจนถึงวันฟ้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 26 วรรคหนึ่ง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายพิน นนท์ธนาภรณ์
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กำพล ภู่สุดแสวง
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176/2545
#110389
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแล รักษา และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ได้เป็นหน่วยงานราชการ ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยดำเนินธุรกิจจัดหาผลประโยชน์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าที่ดิน อาคารและแผง เป็นต้น รายได้เก็บจากค่าเช่า ค่าธรรมเนียม ค่าทำสัญญา ค่าต่อสัญญา มิได้เป็นองค์กรที่ดำเนินกิจการลักษณะมูลนิธิหรือเพื่อการกุศลสาธารณะ เมื่อหักค่าใช้จ่ายออกจากรายรับจะเหลือเป็นกำไร กิจการของจำเลยจึงเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ และอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม ถ้าไม่สามารถรับโจทก์กลับ เข้าทำงานได้ ก็ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินสะสม และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ วรรค ๒ กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ฉบับลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ไม่ให้ใช้บังคับ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานบางมาตราแก่นายจ้างที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์ของจำเลย มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ถ้าไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินสะสม และค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๕๐๙,๘๗๕ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๔๐๘,๕๙๓.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับ ค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี สำหรับเงินอื่นนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า กิจการของจำเลยไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยอ้างว่ากิจการของจำเลยมิใช่การประกอบธุรกิจการค้า อีกทั้งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าภาษีตามกฎหมาย จึงเป็นงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยไม่ได้เป็นหน่วยงานราชการ ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแล รักษา และจัดหาผลประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ จำเลยดำเนินธุรกิจจัดหาผลประโยชน์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าที่ดิน อาคารและแผง เป็นต้น รายได้เก็บจากค่าเช่า ค่าธรรมเนียม ค่าทำสัญญา ค่าต่อสัญญา มิได้เป็นองค์กรที่ดำเนินกิจการลักษณะมูลนิธิ หรือเพื่อการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ มีการหักค่าใช้จ่ายออกจากรายรับเหลือเป็นกำไร จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า กิจการของจำเลยมิใช่กิจการที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ แม้กิจการของจำเลยจะไม่ใช่การประกอบธุรกิจการค้าและได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าภาษีตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัฒนเชษฐหรือมนตรี ปักเข็ม
จำเลย — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7168 -ที่ 7172/2545
#49441
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์สร้างความรำคาญให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยบอกกล่าวห้ามปรามแล้ว โจทก์ไม่เชื่อฟัง จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขจัดความเดือดร้อน หามีสิทธิที่จะสร้างรั้วอิฐบล็อกปิดกั้นทางลมและแสงสว่างมิให้พัดและส่องสว่างเข้าทางประตูหน้าต่างตึกแถวของโจทก์ไม่

จำเลยเป็นผู้สร้างตึกแถวของโจทก์โดยผนังตึกแถวด้านหลังมีประตูและหน้าต่างติดกับเขตที่ดินของจำเลย แม้จะเป็นการผิดเทศบัญญัติก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิอ้างเหตุดังกล่าวก่อสร้างรั้วอิฐบล็อกติดกับผนังตึกแถวด้านหลังของโจทก์ จนเป็นเหตุให้ปิดกั้นทางลมและแสงสว่างที่จะผ่านเข้าออกทางด้านหลังของตึกแถวของโจทก์โดยที่โจทก์มิได้ยินยอมด้วย และแม้จำเลยจะก่อสร้างในเขตที่ดินของจำเลยก็เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายกำแพงคอนกรีตออกห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งห้า 50 เซนติเมตร ให้มีส่วนสูงไม่เกิน 3 เมตร ทางทิศตะวันตกของอาคารของโจทก์ทั้งห้าและไม่ให้เกี่ยวข้องอีก และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งห้าคนละ 50,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท ให้โจทก์ทั้งห้า นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายกำแพงออกจากที่พิพาทเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกด้านหลังตึกแถวเลขที่ 136/1ถึง 136/6 ถนนหลังเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 500 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 พฤษภาคม 2540) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วดังกล่าวเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2520 จำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 205 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 136/1 ถึง 136/10 รวม 10 คูหา เพื่อขายแก่บุคคลโดยทั่วไป เมื่อวันที่11 พฤศจิกายน 2520 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ 136/4 และ 136/5 จากจำเลย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2520 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ 136/2จากจำเลย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2520 นางเง็กหลุน แซ่อึ้ง ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่136/3 จากจำเลย ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2532 นางสาวสุกัญญา แซ่เล้า ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเง็กหลุน ผู้ตายขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 3เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2520 โจทก์ที่ 4 ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ 136/1 จากจำเลยและเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2521 นายอดุลย์ แซ่เอ็ง ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ 136/6จากจำเลย ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2527 นายอดุลย์ขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 5 ตึกแถวแต่ละคูหาดังกล่าวมีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 16 เมตร ด้านหลังของตึกแถวมีประตูหน้าต่าง มีพื้นคอนกรีตและชายคา และผนังตึกแถวทางด้านหลังติดกับที่ดินของจำเลยซึ่งในขณะนั้นเป็นที่โล่ง ยังไม่มีรั้ว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534บริษัทภูอินน์ จำกัด ทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 36 ถนนสถิตย์ยุติธรรม ตำบลในเมืองอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 205 ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่าทางด้านทิศตะวันตกและทางทิศเหนือของตึกแถวบางส่วนกับจำเลย บริษัทภูอินน์ จำกัดจะล้อมรั้วรอบที่ดินที่เช่าตามสัญญาดังกล่าว แต่ถูกโจทก์ทั้งห้าและเจ้าของตึกแถวข้างเคียงที่ติดกับที่ดินที่เช่าคัดค้านไม่อนุญาตให้บริษัทภูอินน์ จำกัด ล้อมรั้วในเขตที่ดินจำเลยชิดกับอาคารของโจทก์ทั้งห้าและเจ้าของตึกแถวข้างเคียงดังกล่าว บริษัทภูอินน์จำกัด จึงไม่สามารถล้อมรั้วตามสัญญาเช่าได้ และเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลว่าจำเลยไม่สามารถส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดตามสัญญาเช่าให้แก่บริษัทภูอินน์ จำกัด ได้ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เมื่อประมาณกลางปี 2539 จำเลยสร้างรั้วอิฐบล็อกสูงประมาณขอบวงกบด้านบนของประตูและหน้าต่างชั้นล่างชิดกับผนังด้านหลังตึกแถวของโจทก์ทั้งห้า ลมและแสงสว่างไม่สามารถพัดและส่องผ่านเข้าทางประตูและหน้าต่างชั้นล่างด้านหลังตึกแถวของโจทก์ทั้งห้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยจำเป็นต้องสร้างรั้วอิฐบล็อกเนื่องจากฝ่ายโจทก์สร้างความรำคาญให้แก่จำเลย เช่นทิ้งขยะสิ่งปฏิกูล ปล่อยน้ำทิ้งลงบนที่ดินของจำเลย เมื่อจำเลยบอกกล่าวห้ามปรามแล้วไม่เชื่อฟัง เห็นว่า กรณีเช่นนี้จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อขจัดความเดือดร้อน หามีสิทธิที่จะสร้างรั้วอิฐบล็อกปิดกั้นทางลมและแสงสว่างมิให้พัดและส่องสว่างเข้าทางประตูหน้าต่างตึกแถวของโจทก์ทั้งห้าไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า กรณีผนังด้านหลังอาคารตึกแถวของโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผนังร่วมนั้น ตามระเบียบกฎหมายไม่อนุญาตให้มีช่องลมประตู หน้าต่าง โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะให้จำเลยเว้นช่อง สำหรับแดด ลมและแสงสว่างได้ จำเลยเคยอนุโลมให้ฝ่ายโจทก์ใช้ประโยชน์จากช่องลมและหน้าต่างโดยมีข้อแม้ว่าจำเลยจะปิดเมื่อจำเลยจะใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวมีเพียงคำเบิกความของจำเลยลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งห้าว่า มีการเปิดหน้าต่างด้านหลังอาคารตั้งแต่แรก และก็มีการคัดค้านการก่อสร้างรั้วคอนกรีตกันมาตลอดตั้งแต่ปี 2521 แสดงว่าฝ่ายโจทก์หรือผู้ซื้อรายอื่นมิได้มีการตกลงกันดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ส่วนที่จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2534 เพื่อให้โจทก์ทั้งห้าทราบเรื่องการก่อสร้างรั้วคอนกรีตการละเมิดสิทธิในที่ดินและเรื่องสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตนั้น ก็เป็นระยะเวลาภายหลังจากก่อสร้างตึกแถวดังกล่าวเสร็จแล้วเกือบถึง 14 ปี และเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทั้งห้าและผู้ซื้อรายอื่นมีหนังสือคัดค้าน บริษัทภูอินน์ จำกัด ผู้เช่าที่ดินจากจำเลยที่จะก่อสร้างรั้วและกำแพงติดกับที่ดินและตึกแถวของโจทก์ทั้งห้า ดังนั้น การที่จำเลยเป็นผู้สร้างตึกแถวของโจทก์ทั้งห้าโดยผนังตึกแถวด้านหลังมีประตูและหน้าต่างติดกับเขตที่ดินของจำเลย แม้จะเป็นการผิดเทศบัญญัติก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยไม่มีสิทธิอ้างเหตุดังกล่าวก่อสร้างรั้วอิฐบล็อกติดกับผนังตึกแถวด้านหลังของโจทก์ทั้งห้าจนเป็นเหตุให้ปิดกั้นทางลมและแสงสว่างที่จะผ่านเข้าออกทางด้านหลังของตึกแถวของโจทก์ทั้งห้าโดยที่โจทก์ทั้งห้ามิได้ยินยอมด้วยและแม้จำเลยจะก่อสร้างในเขตที่ดินของจำเลยก็เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งห้าเพียงใด ค่าเสียหายสำหรับโจทก์ที่ 1 นั้น คงมีเพียงนางสาวอัญชลี อังวราวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หลังจากจำเลยสร้างตึกดังกล่าวเสร็จ พยานและโจทก์ที่ 1 ก็เข้าอยู่ในตึกดังกล่าว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยก่ออิฐบล็อกทำให้ประตูหน้าต่างตึกแถวด้านหลังไม่สามารถเปิดได้และอากาศไม่สามารถถ่ายเทเข้าไปในตึกของโจทก์ที่ 1 หากเวลาจะทำอาหารในตึกดังกล่าว แก๊สที่ใช้หุงต้มอาหารก็ไม่สามารถถ่ายเทออกจากตึกดังกล่าวได้ ทำให้แก๊สหมุนเวียนอยู่ในตึกและกระจายขึ้นไปบนชั้นสองของตึกทำให้พยานหายใจไม่สะดวก จึงเป็นเหตุให้พยานเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วและความดันโลหิตสูง โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นโรคอะไรเนื่องจากทำงานอยู่ด้านนอกตึกจะเข้าในตึกดังกล่าวเฉพาะในเวลาค่ำ ซึ่งไม่มีกลิ่นอะไรหลงเหลืออยู่ในตึกแล้ว เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกค่าเสียหายเฉพาะตัวโจทก์ที่ 1 เท่านั้น เมื่อได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นโรคอะไรเนื่องจากทำงานอยู่ด้านนอกตึกและเข้าในตึกดังกล่าวเฉพาะในเวลาค่ำซึ่งไม่มีกลิ่นอะไร แต่ยังคงได้ความว่า โจทก์ที่ 1 เสียหายเพราะอากาศไม่ถ่ายเทดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าวเสร็จนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินไป สมควรกำหนดให้เหมาะสมเป็นค่าเสียหาย 3,600 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าว ฎีกาของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนค่าเสียหายสำหรับโจทก์ที่ 2 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ว่า เดิมตึกแถว 2 คูหาของโจทก์ที่ 2 ใช้เป็นโกดังเก็บของและบางครั้งก็ไปนอกพักอาศัยโจทก์ที่ 2 เคยทำอาหารในตึกดังกล่าว แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำอาหารเพราะอากาศไม่สามารถถ่ายเทออกไปทางด้านหลังตึก เคยมีบุคคลเช่าตึกแถวของโจทก์ที่ 2 ทำสถานเสริมสวย ต่อมาก็ไม่เช่า โดยอ้างว่าด้านหลังทำประโยชน์ไม่ได้และอากาศไม่ถ่ายเท ปัจจุบันไม่มีคนเช่าตึกของโจทก์ที่ 2 เห็นว่า แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีคนเช่าหรืออาศัยในตึกแถวของโจทก์ที่ 2 ก็เนื่องจากอากาศไม่ถ่ายเทออกไปทางด้านหลังตึกแถว ซึ่งเป็นผลจากการทำละเมิดของจำเลย โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 500บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าวเสร็จนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าสูงไป สมควรกำหนดให้เหมาะสมเป็นค่าเสียหาย 1,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าว ฎีกาของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนค่าเสียหายสำหรับโจทก์ที่ 4 นั้น รับฟังได้ตามที่โจทก์ที่ 4 เบิกความว่า การที่จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงดังกล่าวทำให้โจทก์ที่ 4 เดือดร้อนในสุขภาพร่างกายและจิตใจ ทำให้อากาศถ่ายเทไม่ได้เหมือนปกติ ส่วนที่โจทก์ที่ 4 อ้างว่าเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และบุตรชายเป็นโรคหลอดลมอักเสบนั้น ก็เป็นการอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 500 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าวเสร็จสิ้นศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินไป สมควรกำหนดให้เหมาะสมเป็นค่าเสียหาย 3,600 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าว ฎีกาของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับค่าเสียหายของโจทก์ที่ 5 นั้นได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 5 ว่า โจทก์ที่ 5 ปิดประตูด้านหลังตึกแถวเนื่องจากตกแต่งเป็นร้ายขายยาและใช้อยู่อาศัยก่อนได้รับหนังสือบอกกล่าวจากจำเลย แต่เปิดเฉพาะหน้าต่าง โจทก์ที่ 5 ยังต้องการแสงสว่างทางหน้าต่างด้านหลังตึกแถวดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหาย มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 10,000 บาทและค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าวเสร็จนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินไป สมควรกำหนดให้เหมาะสมเป็นค่าเสียหาย 3,600บาท และค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกดังกล่าว ฎีกาของจำเลยในเรื่องค่าเสียหายสำหรับโจทก์ที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 3,600บาท และค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกเสร็จและชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ100 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วอิฐบล็อกเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธเนศชัย อังวราวงศ์ กับพวก
จำเลย — นายพีรพัฒน์ ชาวงษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7160/2545
#49440
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันจากจำเลย ได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการเพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษาได้ หาใช่เป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2237 ตำบลลาดบัวหลวง อำเภอลาดบัวหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและสถานีบริการน้ำมันบนที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามวันที่ 26 พฤศจิกายน2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศที่สถานีบริการน้ำมันซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารของจำเลยทั้งสี่และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป

วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ผู้ร้องชำระเงินให้ผู้จะขายแล้ว ผู้จะขายส่งมอบที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ 15กันยายน 2540 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ว่า ผู้ทำสัญญาจะขายก็คือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนผู้จะซื้อก็คือบริษัทผู้ร้องโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าทำกิจการในที่ดินพิพาท จึงถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยทั้งสี่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 21 มกราคม 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและกำลังให้ทนายความดำเนินการยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องได้แสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับฟังและได้บังคับคดีโดยยึดทรัพย์และส่งมอบที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้โจทก์เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดีทั้งปวงและส่งมอบที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ขอให้ปล่อยทรัพย์และงดการบังคับคดีไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 ว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด ไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการบังคับคดีหรือปล่อยทรัพย์หรืองดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองฉบับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ แม้จะยื่นคำร้องหลังจากพ้นกำหนด 8 วันนับแต่วันเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศก็ตาม พิเคราะห์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) นั้น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปจากอสังหา-ริมทรัพย์ตามที่ระบุในคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จึงต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลมิใช่กล่าวอ้างมาลอย ๆ ปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2540 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา(3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้ร้องฎีกาข้อหลังว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปบังคับคดี การบังคับคดีทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการครอบครองและประกอบกิจการค้าจึงเป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการเพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษาได้ หาใช่เป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง ม. 459
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา ม. 282
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชรัตน์ พิพัฒน์รัตนมณี กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทสตาร์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด
จำเลย — นายประดิษฐ์ มะเยาะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2545
#49439
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโดยมิชอบเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เป็นผู้ปลอมใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีและเมื่อมีการล่อซื้อใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีปลอมจำนวน 69 ชุดในครั้งเดียวการกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินปลอมรวม 69 ชุด จึงเป็นความผิดกรรมเดียว การที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2ในความผิดฐานนี้ 69 กระทง จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำปลอมใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีพร้อมสำเนาของร้านเหรียญชัยซัพพลาย บริษัทแอร์ปาร์ค จำกัด และร้านไทยอินต้ากรุ๊ปขึ้นทั้งฉบับ แล้วกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานว่าผู้ประกอบการขายสินค้าให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ที.เอ็น.เซอร์วิส ใช้เอกสารสิทธิที่ทำปลอมขึ้นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น กรมสรรพากรและประชาชนเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ต่อมาจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อนายปราโมทย์และผู้อื่น เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามพร้อมยึดใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี 69 ชุด ธนบัตร ฉบับละ 500 บาท 39 ฉบับและเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 ฉบับ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 26, 268, 32, 33, 82, 91 ประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1(6), 86/13, 90/4, 90/4(3) ริบใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/13วรรคหนึ่ง, 90/4(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 265 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโดยมิชอบเป็นกรรมเดียวกับฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิลงโทษฐานออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโดยมิชอบ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 69 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน และลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 35 ปี แต่ทั้งนี้ให้ลงโทษจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 3ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประการเดียวว่า การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้องของโจทก์ เป็นความผิดกรรมเดียวตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาเพียงข้อเดียว เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโดยมิชอบเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี โจทก์นำสืบได้แต่เพียงว่าพบใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีปลอม จำนวน69 ชุด ซึ่งลงวันที่แตกต่างกันจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่มีพยานโจทก์ที่พบเห็นว่าผู้ปลอมเอกสารกระทำการปลอมเอกสารเป็น 69 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ แม้ว่าวันที่ลงในเอกสารดังกล่าวจะแตกต่างกันก็ไม่แน่นอนว่าผู้ปลอมจะทำการปลอมเอกสารต่าง ๆในวันที่ระบุในเอกสาร ผู้ปลอมอาจทำการในวันเดียวกันและในเวลาตามวันที่ระบุในเอกสารเหล่านั้น และโดยเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น และข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่ามีการล่อซื้อใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีปลอม จำนวน 69 ชุด ในครั้งเดียวเท่านั้น จึงไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 2จะสนับสนุนในการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต่าง ๆ ตามที่ระบุในเอกสารเช่นเดียวกัน จึงต้องฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินปลอมรวม 69 ชุด เป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ 69 กระทงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโดยมิชอบ กับฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว โดยให้จำคุก6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมแล้วรวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 90 ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางวาสนา นาน้ำเชี่ยว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7146/2545
#110295
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับการว่าจ้างให้ติดตั้งหางพ่วงกระบะดัมป์เข้ากับรถยนต์บรรทุกของผู้ว่าจ้างจำนวน 7 คัน ในเดือนเมษายน 2540 โจทก์อ้างว่าโจทก์ต่อหางพ่วงกระบะดังกล่าวตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างโดยใช้แบบของผู้ว่าจ้าง แต่ในวันที่เจ้าพนักงานไปตรวจสินค้าของโจทก์ยังมีหางพ่วงเก็บอยู่ในโกดังของโจทก์อีก 17 คัน โดยไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งว่าจ้างจากผู้ใด และแบบหางพ่วงดังกล่าวโจทก์ได้ขออนุญาตกรมการขนส่งทางบกไว้ตั้งแต่ปี 2532 แบบดังกล่าวจึงเป็นแบบของโจทก์เองที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกมีไว้สำหรับผลิตรถพ่วงเพื่อขาย เมื่อเจ้าพนักงานตรวจพบว่าหางพ่วงกระบะขาดหายไปจากรายการสินค้าและวัตถุดิบของโจทก์จำนวน 7 คัน ถือได้ว่าเป็นการขาย ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (จ) โจทก์จึงต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 78 (1)

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 37/2534 ข้อ 3 เป็นเรื่องของการลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีตามมาตรา 89 (10) กำหนดไว้ชัดเจนให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาลดเบี้ยปรับลงได้ ซึ่งหมายความว่าให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาว่าจะลดเบี้ยปรับให้ จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว เมื่อเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ จึงไม่ลดเบี้ยปรับให้เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว

ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 37/2534 ถูกยกเลิกไป โดยอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งใหม่เป็นคำสั่งที่ ท.ป. 81/2542 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2542 คำสั่งใหม่ดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนในข้อ 3 ว่าเจ้าพนักงานประเมินจะพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ได้เฉพาะกรณีที่เห็นว่าบุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ จึงไม่งดหรือลดเบี้ยปรับให้ โดยมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินของจำเลยที่ ๒ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ประกอบธุรกิจต่อตัวถัง กระบะรถยนต์บรรทุก ติดตั้งหางพ่วงกระบะดัมป์รถยนต์บรรทุก ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด ให้ติดตั้งหางพ่วงกระบะดัมป์เข้ากับรถยนต์บรรทุกของบริษัทดังกล่าวจำนวน ๗ คัน ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๑ ตรวจพบว่าหางพ่วงกระบะดัมป์จำนวน ๗ คัน ขาดหายไปจากรายการสินค้าและวัตถุดิบของโจทก์จึงได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามฟ้อง? ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าสินค้าคือหางพ่วงกระบะขาดหายไปจากรายการสินค้าและวัตถุดิบของโจทก์จำนวน ๗ คันจริง และการที่หางพ่วงกระบะทั้ง ๗ คัน ขาดหายไปจากรายการสินค้าและวัตถุดิบของโจทก์เช่นนั้นถือได้ว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๗/๑ (๘) (จ) โจทก์จึงต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามมาตรา ๗๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่เสียภาษีดังกล่าวโจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย ดังนั้นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๓๗/๒๕๓๔ เป็นเรื่องการกำหนดระเบียบการงดหรือการลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา ๘๙ แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งกำหนดไว้ว่าเบี้ยปรับดังกล่าวอาจงดหรือลดได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติจากรัฐมนตรี และอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งดังกล่าวเพื่อกำหนดระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อให้ผู้ที่จะต้องเสียเบี้ยปรับและเจ้าพนักงานประเมินปฏิบัติ ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวจึงใช้เฉพาะเมื่อมีการพิจารณาว่ามีการงดหรือลดเบี้ยปรับเท่านั้น มิใช่ว่าจะต้องใช้ทุกกรณี หากไม่มีการงดหรือลดเบี้ยปรับก็ไม่ต้องใช้คำสั่งนี้ นอกจากนั้นในคำสั่งดังกล่าว ข้อ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องการลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีตามมาตรา ๘๙ (๑๐) ก็กำหนดไว้ชัดเจนให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาลดเบี้ยปรับลงได้ ซึ่งหมายความว่าให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาว่าจะลดเบี้ยปรับให้หรือไม่ มิใช่จะลดให้ทุกกรณี หากเจ้าพนักงานพิจารณาว่าจะลดเบี้ยปรับให้จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งและเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว สำหรับในกรณีของโจทก์นั้น เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ จึงไม่พิจารณาลดเบี้ยปรับให้ เมื่อไม่พิจารณาลดเบี้ยปรับจึงไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๓๗/๒๕๓๔ แต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจที่จะไม่ลดเบี้ยปรับให้ การกระทำของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อคำสั่งดังกล่าว สำหรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็เช่นเดียวกันเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบจึงไม่พิจารณาลดเบี้ยปรับให้ คณะกรรมการดังกล่าวก็สามารถกระทำได้ตามกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ลดเบี้ยปรับให้แก่ผู้เสียภาษีที่กระทำผิดทุกกรณี การลดเบี้ยปรับกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจพิจารณาว่าจะลดให้หรือไม่ตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น นอกจากนั้นในขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์นั้น คำสั่งที่ ท.ป. ๓๗/๒๕๓๔ ได้ถูกยกเลิกไปโดยอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับการงดหรือลดเบี้ยปรับใหม่เป็นคำสั่งที่ ท.ป. ๘๑/๒๕๔๒ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ในคำสั่งใหม่นี้ระบุไว้ชัดเจนในข้อ ๓ ของคำสั่งดังกล่าวว่า เจ้าพนักงานประเมินจะพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ได้เฉพาะกรณีเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าบุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนด้วยดี ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบจึงไม่พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อไม่พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้แล้ว จึงไม่อาจนำคำสั่งที่ ท.ป. ๓๗/๒๕๓๔ หรือคำสั่งที่ ท.ป. ๘๑/๒๕๔๒ มาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๖๗๕/๒๕๔๐ ระหว่าง บริษัทโค้วน่ำเซ้ง จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งห้า.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) ม. 78 (1) ม. 87/3 ม. 89
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.37/2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอู่เสรีชัย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7144/2545
#49438
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่รับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลยเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134

จำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและให้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น และจากการตรวจกางเกงชั้นในของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่นุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจหารหัสพันธุ์กรรม(ดีเอ็นเอ)ได้ความว่าได้รหัสพันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย น่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งแล้ว

เมื่อผู้ตายได้ตายไปแล้วแต่จำเลยคิดว่าผู้ตายสลบไป จึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277,288, 289, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 289(6) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ให้ประหารชีวิต รวมสองกระทงคงประหารชีวิตสถานเดียวและเมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายได้อีก จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษอื่นที่สมควรจะลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จึงไม่ลดโทษให้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(6) ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นกระทงเดียวให้ประหารชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่เด็กหญิง อ. ผู้ตาย อายุ 12 ปี อยู่เฝ้าบ้านเกิดเหตุคนเดียว ได้มีคนร้ายเข้าไปในบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นนางดารา เทศกาล มารดาของผู้ตายกลับจากทำงานมาถึงบ้านก็พบผู้ตายซึ่งแต่งกายนุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืดแขนสั้นถึงแก่ความตายแล้ว โดยศพผู้ตายนอนอยู่บนที่นอนมีร่องรอยถูกข่มขืนกระทำชำเรา คราบเลือดของผู้ตายติดอยู่ที่กางเกงชั้นในผู้ตาย พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความแล้วมาตรวจที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยกล่าวหาฆ่าผู้ตาย และข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายที่อายุไม่เกิน 13 ปี เป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความว่าได้เห็นจำเลยเข้าไปในบ้านผู้ตายในคืนเกิดเหตุเลยดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมนึก นวลคำที่ไปตรวจที่เกิดเหตุสอบถามนางดารามารดาของผู้ตายได้ความว่าจำเลยได้มาชอบพอนางดารา นางดาราพาจำเลยมาที่บ้าน เมื่อจำเลยพบผู้ตาย จำเลยเคยชมผู้ตายว่าโตเป็นสาวและหน้าตาดี ร้อยตำรวจเอกสมนึกเกิดสงสัยจำเลยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไปพบจำเลยที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ห่างบ้านผู้ตายประมาณ 500 เมตร เพื่อสอบถามและเมื่อนำไปสถานีตำรวจสอบสวนแล้วจำเลยรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าและข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.16 คำให้การของจำเลยดังกล่าวก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันจำเลยเพื่อพิสูจน์การกระทำผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ซึ่งจำเลยให้การถึงรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยเป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะจัดทำขึ้นเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จำเลยให้การถึงการแต่งตัวและจัดท่านอนให้แก่ผู้ตายก่อนที่จำเลยจะหลบหนีออกจากบ้านผู้ตายว่าจำเลยได้จัดการนำกางเกงชั้นในและกางเกงชั้นนอกของผู้ตายมาสวมไว้ตามเดิม พร้อมกับนำร่างผู้ตายนอนในสภาพปกติและใช้ผ้าห่มปิดร่างกายผู้ตายในช่วงหน้าอกไปถึงปลายเท้า ซึ่งสภาพศพของผู้ตายที่จำเลยจัดไว้ดังกล่าวนี้ก็ปรากฏว่าตรงกับคำให้การของนางดาราที่กลับมาบ้านเห็นศพของผู้ตายตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ที่จำเลยยอมรับว่านางดาราได้ให้การไว้เช่นนั้นจริงว่า ได้พบผู้ตายนอนอยู่บนเตียงในมุ้งมีผ้าคลุมลำตัวไว้ทั้งศพของผู้ตายก็นุ่งกางเกงชั้นในและกางเกงชั้นนอกอยู่ด้วยเช่นนี้จึงทำให้เห็นว่าหากจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับการตายของผู้ตายแล้วก็ไม่น่าที่จะให้การได้ถูกต้อง ยิ่งกว่านั้นเมื่อพนักงานสอบสวนส่งคราบเลือดที่ติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลยซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดมาจากจำเลยที่จำเลยนุ่งอยู่ในวันถูกจับกุมส่งไปตรวจพิสูจน์หารหัสพันธุ์กรรม (ดีเอ็นเอ) ก็ได้ความว่าได้รหัสพันธุ์กรรมตรงกับคราบเลือดของผู้ตาย โดยพันตำรวจตรีหญิงดรุณี ถิรวิทยาคม แห่งสถาบันนิติเวชวิทยาสำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้การยืนยันการตรวจพิสูจน์ว่าน่าเชื่อว่าคราบเลือดที่ติดอยู่กับกางเกงชั้นในของจำเลยเป็นของผู้ตาย ซึ่งรหัสพันธุ์กรรมหรือดีเอ็นเอนี้เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นรหัสพันธุ์กรรมของผู้ตาย แต่กลับมาปรากฏอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลย การที่จำเลยฎีกาอ้างเหตุที่มีคราบเลือดของผู้ตายติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลยว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจยึดกางเกงชั้นในของจำเลยไปนั้น ไม่มีคราบเลือดใด ๆ เลย แต่เจ้าพนักงานตำรวจสร้างหลักฐานขึ้นมาโดยนำกางเกงชั้นในของจำเลยไปเช็ดเลือดของผู้ตายภายหลังแล้วส่งไปตรวจพิสูจน์นั้น ร้อยตำรวจเอกสมนึกผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่าได้ยึดกางเกงชั้นในของจำเลยที่เปื้อนเลือดไว้ ซึ่งบันทึกการจับกุมที่จำเลยลงชื่อไว้ก็ระบุว่าได้ยึดกางเกงชั้นในของจำเลยที่เปื้อนเลือดไว้เช่นกัน นอกจากนี้ในคำให้การของจำเลย จำเลยก็ได้ให้การยอมรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดกางเกงชั้นในของจำเลยที่เปื้อนเลือดด้วย ซึ่งบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของจำเลยเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นในวันรุ่งขึ้นหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยนั้นเอง อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ประกอบกับนายศรีเมฆ สุดไทย ผู้ใหญ่บ้านพยานโจทก์ซึ่งเป็นญาติกับจำเลยที่ไปบ้านผู้ตายหลังจากได้รับแจ้งเหตุของผู้ตายในคืนนั้นก็เบิกความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ต่อมาทราบว่าจำเลยรับสารภาพว่าเป็นผู้ข่มขืนฆ่าผู้ตาย โดยเจ้าพนักงานตำรวจพบคราบเลือดติดอยู่ที่กางเกงด้วยเช่นนี้จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดกางเกงชั้นในของจำเลยส่งไปตรวจพิสูจน์ก็เนื่องจากเห็นมีคราบเลือดติดอยู่ตั้งแต่ตรวจพบครั้งแรกเมื่อจับกุมจำเลยแล้ว มิใช่เป็นการสร้างหลักฐานโดยการเอากางเกงชั้นในของจำเลยไปเช็ดเลือดของผู้ตายเพื่อปรักปรำจำเลยดังเช่นที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยยังนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้อีกด้วย โดยจำเลยก็มิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น พฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวมามีน้ำหนักพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยใช้หมอนขนาดใหญ่ปิดหน้าผู้ตายก็เป็นเพียงทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจ ขาดสติแน่นิ่งไปเท่านั้น โดยผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายทันทีเมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้ว จำเลยจึงบีบคอซ้ำอีกจนผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง นั้น เห็นว่า แม้ผลจากการตรวจสภาพศพของพันตำรวจเอกณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ แห่งสถาบันนิติเวชวิทยาสำนักงานนายแพทย์ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะระบุเหตุการตายของผู้ตายว่าขาดอากาศหายใจจากถูกกดรัดทางเดินหายใจตามเอกสารหมาย จ.24 ก็ตามแต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานถึงการตายของผู้ตายเท่านั้น โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนหรือขณะหรือภายหลังที่จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้วซึ่งโจทก์มิได้มีพยานอื่นใดมาสืบให้เห็นแน่ชัดว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายแล้วจึงบีบคอผู้ตายซ้ำอีกจนผู้ตายถึงแก่ความตายดังเช่นที่โจทก์ฎีกา แต่หากพิจารณาผลการตรวจสภาพศพผู้ตายดังกล่าวในส่วนคอที่ระบุว่ากล่องเสียงปกติ หลอดลมปกติ เนื้อเยื่อบริเวณคอช้ำข้างกล่องเสียงด้านขวาขนาด 0.5 x 0.7 เซนติเมตร แล้วเห็นได้ว่าเนื้อเยื่อบริเวณคอช้ำนั้นมีขนาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้งสภาพกล่องเสียงและหลอดลมต่างก็ปกติเช่นนี้ เหตุการตายของผู้ตายน่าจะไม่ใช่เกิดจากที่จำเลยบีบคอผู้ตายดังเช่นที่โจทก์อ้างในฎีกา ดังนั้น การที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนตอนหนึ่งฟังได้ว่า จำเลยใช้หมอนปิดส่วนใบหน้าผู้ตายแล้วใช้มือทั้งสองกดทับบริเวณจมูกและปากผู้ตายเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง แต่ผู้ตายยังดิ้นรนขัดขืน จำเลยจึงใช้มือกดหมอนไม่ให้ผู้ตายหายใจออกด้วยต้องการให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อใช้เวลากดนานประมาณ 3 นาที ผู้ตายก็แน่นิ่งไป ซึ่งตามลักษณะรูปร่างของผู้ตายที่ยังเป็นเด็กจำเลยที่มีรูปร่างใหญ่กว่าผู้ตายมาก การที่จำเลยใช้กำลังกดหมอนที่จมูกและปากของผู้ตายเป็นเวลานานถึง 3 นาที เช่นนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว การที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนตอนหนึ่งตามที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าผู้ตายได้สลบไปเท่านั้นและได้ข่มขืนต่อไป ต่อเมื่อข่มขืนเสร็จแล้ว จึงทราบว่าผู้ตายได้ถึงแก่ความตายแล้วเนื่องจากไม่ได้ยินเสียงร้องและแน่นิ่งไปนั้น เป็นการที่จำเลยตอบคำถามของพนักงานสอบสวนที่ถามว่าหลังจากที่จำเลยใช้หมอนกดปิดปากและจมูกของผู้ตายแล้ว จำเลยทราบหรือไม่ว่า ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายทันทีหรือไม่ โดยจำเลยตอบว่า ไม่ทราบ แต่จำเลยคิดว่าผู้ตายได้สลบไปเท่านั้น การที่จำเลยตอบคำถามของพนักงานสอบสวนดังกล่าวจึงทำให้เห็นได้ว่า ผู้ตายได้ตายไปแล้ว การที่จำเลยคิดว่าผู้ตายเพียงสลบไปจึงข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย แม้ขณะที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายนั้น จำเลยไม่ทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นแต่มาทราบภายหลังจากการข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายเสร็จว่าผู้ตายตายแล้ว ก็หาทำให้จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายไม่ เพราะผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อน ไม่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมายจ.16 เป็นประโยชน์ในการพิจารณาของศาลอย่างมากในการรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลย ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรที่จะลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 15
ป.อ. ม. 59 ม. 277 วรรคสอง ม. 289 (6)
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายเชิดชัย ขันทอง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7141/2545
#110345
เปิดฉบับเต็ม

พ. มิได้เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ แต่ พ. ได้แต่งทนายความให้ดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นเรื่องโจทก์ดำเนินคดีผิดพลาดในเรื่องผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยความบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะมาฎีกาโต้แย้งว่าการกระทำผิดกระบวนพิจารณาของตนเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ ๒๒๒,๘๘๘.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเบี้ยประกันภัยทุกปีจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๒๒,๘๘๘.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๓๘๐ ตำบลแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออก ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชอบเพราะผู้อุทธรณ์ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยนั้น แต่โจทก์หาได้ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่ กลับฎีกามีลักษณะก้าวล่วงศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ว่า มิได้วินิจฉัยไปให้ถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ตลอดไปถึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาใหม่เช่นนี้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ประการต่อมา การที่โจทก์ดำเนินคดีผิดพลาดในเรื่องผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์เท่านั้น เป็นความบกพร่องของโจทก์เอง ดังจะเห็นได้ชัดจากการที่นางพรรณปพร มณฑากูล พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ตนเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งหากนางพรรณปพรได้ดูหนังสือมอบอำนาจแล้ว ก็เห็นได้ว่ากรณีมิได้เป็นไปตามที่นางพรรณปพรเบิกความแต่ประการใด ดังนั้น โจทก์จะมาฎีกาโต้แย้งว่าการกระทำผิดกระบวนพิจารณาของตนเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง เช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — สิบเอกจิราวัฒน์ ประกอบกับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2545
#48259
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตมิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิตให้จำเลยใช้แทนการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยเงินสด หรือใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดโจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายภายหลังจำเลยใช้บัตรเครดิตวันที่ 31มีนาคม 2535 ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามบัตรเครดิตตั้งแต่นั้นมานับถึงวันฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2542 เกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวัน บัญชีเลขที่ 581-3-00765-7 ไว้กับโจทก์ โดยจำเลยตกลงว่าจะปฏิบัติตามระเบียบการตามประเพณีและวิธีปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ จำเลยตกลงใช้เช็ครวมทั้งหลักฐานแห่งหนี้ของโจทก์เป็นหลักฐานในการเบิกเงินและตัดทอนบัญชีเดินสะพัดต่อกัน ในกรณีที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวแต่มีจำนวนเงินไม่พอจ่ายตามเช็คและโจทก์ได้ผ่อนผันจ่ายเงินตามเช็คไปก่อน จำเลยยอมให้ถือว่าเป็นหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดหรือหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นให้โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงได้ ต่อมาจำเลยได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์โดยนำเงินเข้าบัญชีและสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีหลายครั้ง เมื่อมีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย จำเลยตกเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน108,939.5 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,796.33 บาท รวมเป็นเงิน133,735.90 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 133,735.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 108,939.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ไม่ใช่หนี้ตามบัญชีเดินสะพัดแต่เป็นหนี้เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตซึ่งจำเลยได้ใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ชำระค่าสินค้าและบริการโดยโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อจำเลยได้ชำระหนี้หักทอนบัญชีของจำเลยตามฟ้องให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน2542 เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 34,759.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นในต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2535 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2535 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่22 ธันวาคม 2535 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงวันที่ 8กันยายน 2540 อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 อัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 10ธันวาคม 2541 อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 14 มกราคม2542 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542อัตราร้อยละ 17 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ16 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) หรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติในศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยยื่นคำขอใช้บริการบัญชีเดินสะพัดของโจทก์ประเภทเงินฝากกระแสรายวันบัญชีเลขที่ 581-3-00765-7 โดยจำเลยยินยอมปฏิบัติตามประเพณีของธนาคารพาณิชย์เกี่ยวกับเรื่องบัญชีเดินสะพัดและตกลงใช้เช็คหรือหลักฐานแห่งหนี้ไม่ว่าประเภทใด ๆ เป็นหลักฐานในการหักทอนบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยยื่นคำขอสินเชื่อบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่าผู้ยื่นคำขอยินยอมให้ธนาคารโจทก์หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยได้ขอเปิดไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตได้ตามใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.3 จำเลยสั่งจ่ายเช็คถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นเงิน 12,900 บาท และวันที่ 8มีนาคม 2533 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยคงเหลือเงินในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว100 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ใช้เช็คถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวอีกเลยคงใช้บัตรเครดิตนำฝากเงินและถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2535 จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน 34,261.90 บาท หลังจากนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวทางบัญชี คงมีแต่คิดดอกเบี้ยในวันสิ้นเดือนทุกเดือนจนถึงวันฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้ที่จำเลยจ่ายเช็ค จำเลยชำระให้แก่โจทก์หมดแล้ว คงเหลือแต่หนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์เท่านั้น หนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตจึงมิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด แต่เป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิตให้จำเลยใช้แทนการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยเงินสดหรือใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดโจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายภายหลังจำเลยใช้บัตรเครดิตวันที่ 31 มีนาคม 2535 ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามบัตรเครดิตตั้งแต่นั้นมานับถึงวันฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2542 เกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีกำหนดอายุความ10 ปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ระพล ชูวิชัยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2545
#109405
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้ที่จำเลยจ่ายเช็ค จำเลยชำระให้แก่โจทก์หมดแล้ว คงเหลือแต่หนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์เท่านั้น หนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตจึงมิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดแต่เป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิตให้จำเลยใช้แทนการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินสดหรือใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสด โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายภายหลังจำเลยใช้บัตรเครดิตวันที่ 31 มีนาคม 2535 ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามบัตรเครดิตตั้งแต่นั้นมานับถึงวันฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2542 เกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 133,735.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 108,939.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยยอมรับว่าได้เปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์จริง แต่จำเลยไม่เคยตกลงทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ไม่ใช่หนี้ตามบัญชีเดินสะพัดแต่เป็นหนี้เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตซึ่งจำเลยได้ใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ชำระค่าสินค้าและบริการโดยโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้รับออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อจำเลยได้ชำระหนี้หักทอนบัญชีของจำเลยตามฟ้องให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 34,759.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นในต้นเงินดังกล่าว อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2535 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2535 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2540 อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 อัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2541 อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ ในศาลชั้นต้นว่าเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยยื่นคำขอใช้บริการบัญชีเดินสะพัดของโจทก์ประเภทเงินฝากกระแสรายวันบัญชีเลขที่ 581 - 3 - 00765 - 7 โดยจำเลยยินยอมปฏิบัติตามประเพณีของธนาคารพาณิชย์เกี่ยวกับเรื่องบัญชีเดินสะพัดและตกลงใช้เช็คหรือหลักฐานแห่งหนี้ไม่ว่าประเภทใด ๆ เป็นหลักฐานในการหักทอนบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยยื่นคำขอสินเชื่อบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่าผู้ยื่นคำขอยินยอมให้ธนาคารโจทก์หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยได้ขอเปิดไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตได้ ตามใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.3 จำเลยสั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นเงิน 12,900 บาท และวันที่ 8 มีนาคม 2533 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยคงเหลือเงินในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว 100 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ใช้เช็คถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวอีกเลย คงใช้บัตรเครดิตนำฝากเงินและถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2535 จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน 34,261,.90 บาท หลังจากนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวทางบัญชี คงมีแต่คิดดอกเบี้ยในวันสิ้นเดือนทุกเดือนจนถึงวันฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้ที่จำเลยจ่ายเช็ค จำเลยชำระให้แก่โจทก์หมดแล้ว คงเหลือแต่หนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์เท่านั้นหนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตจึงมิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดแต่เป็นหนี้ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิตให้จำเลยใช้แทนการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยเงินสด หรือใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดโจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายภายหลังจำเลยใช้บัตรเครดิต วันที่ 31 มีนาคม 2535 ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามบัตรเครดิตตั้งแต่นั้นมานับถึงวันฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2542 เกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายระพล ชูวิชัยวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายวิธาน เทวเดช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7137/2545
#49437
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้อง ว. และจำเลยที่ 2 กับพวกให้ล้มละลายในคดีก่อน โดยอาศัยมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ ว. และจำเลยที่ 2 สามารถแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าตนมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ให้โจทก์ได้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์กลับนำมูลหนี้เดิมมาฟ้อง ว. และจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นคดีแพ่งให้ชำระหนี้อีก ซึ่งศาลพิพากษาให้ ว. และจำเลยที่ 2 กับพวกชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีนี้ จะเห็นได้ว่ามูลหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้องให้จัดการทรัพย์มรดกของ ว. และจำเลยที่ 2 ล้มละลายในคดีนี้ เป็นหนี้ที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์นำไปฟ้องให้ ว. และจำเลยที่ 2 ล้มละลายในคดีแรกมาแล้ว อันเป็นประเด็นอย่างเดียวกันว่า ว. และจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายวิชัย เจริญวิทย์ และจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1938/2538 ของศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว แต่นายวิชัยและจำเลยที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ คิดถึงวันฟ้องเป็นหนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียมรวม1,557,686.54 บาท จำเลยที่ 2 หลบไปหรือไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่ หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานเพื่อประวิงการชำระหนี้ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว นายวิชัยถึงแก่ความตายแล้วซึ่งหากนายวิชัยยังมีชีวิตอยู่ โจทก์อาจฟ้องให้ล้มละลายได้ ขอให้มีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายวิชัย เจริญวิทย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 กับมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายวิชัยและในฐานะส่วนตัวให้การว่าขณะนายวิชัยมีชีวิตมีทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างนายวิชัยกับนางเอี่ยงเกียว เจริญวิทย์ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 22148 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ราคาหลายล้านบาท และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโรงหล่อตัวพิมพ์ตงเซียม จำกัด กับมีสิทธิการเช่าอาคารจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มูลค่าหลายล้านบาท ทรัพย์สินของนายวิชัยจึงเพียงพอชำระหนี้โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 ไม่เคยหลบหนีไปจากเคหสถานที่เคยอยู่หรือซ่อนตัวในเคหสถานเพื่อประวิงการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการหลักทรัพย์มีรายได้และทรัพย์สินต่าง ๆ หลายรายการ มิได้เป็นหนี้บุคคลอื่นอีก โจทก์เคยฟ้องนายวิชัยและจำเลยที่ 2 เป็นคดีล้มละลายตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.104/2537 ของศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายวิชัย เจริญวิทย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 84 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้หักเงินจากกองทรัพย์มรดกของนายวิชัย เจริญวิทย์ และกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เคยฟ้องบริษัทเดอะรอแยล เอ็นเตอร์ไพรส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่นำมาขายลดแก่โจทก์และนายวิชัย เจริญวิทย์ จำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต่อศาลแพ่งเป็นคดีล้มละลาย ศาลแพ่งพิพากษาว่านายวิชัยและจำเลยที่ 2 สามารถชำระหนี้ได้และไม่เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ให้ยกฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.104/2537 คดีถึงที่สุด ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องนายวิชัยและจำเลยที่ 2 กับพวก เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดมีนบุรีให้ร่วมกันชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาให้จำเลยดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1938/2538 เอกสารหมาย จ.4 แต่จำเลยดังกล่าวไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้เสร็จสิ้น และนายวิชัยถึงแก่ความตาย โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.104/2537 หรือไม่ โจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.104/2537 โดยอาศัยข้อสันนิษฐานว่านายวิชัยและจำเลยที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้และโจทก์ได้ทวงถามนายวิชัยและจำเลยที่ 2ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามข้อสันนิษฐานมาตรา 8(5) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และเมื่อหลังจากศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาให้นายวิชัยและจำเลยที่ 2 กับพวกชำระหนี้ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1938/2538 แล้ว โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของนายวิชัยและจำเลยที่ 2 แต่ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดพึงจะยึดมาชำระหนี้ได้จำเลยที่ 2 ยังนำเงินจำนวน 200,000 บาท ฝากที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจจำกัด ในนามของบุตรชาย โดยผู้รับฝากออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้และยังเคยทำบันทึกหนังสือขอชำระหนี้ถึงโจทก์ว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ และเมื่อโจทก์ติดตามไปยึดทรัพย์ของนายวิชัยและจำเลยที่ 2 ที่บ้าน พบว่าบ้านปิดไม่พบนายวิชัยและจำเลยที่ 2 อาศัยอยู่กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่านายวิชัยและจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8(2)(3)(4) ข, ค, (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงมิใช่เหตุที่ศาลเดิมได้วินิจฉัยไว้ก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องนายวิชัยและจำเลยที่ 2 กับพวกให้ล้มละลายในคดีก่อนอาศัยมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งนายวิชัยและจำเลยที่ 2 สามารถนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่านายวิชัยและจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้โจทก์ได้และไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอันเป็นการหักล้างข้อสันนิษฐานได้ จึงยกฟ้อง เมื่อคดีก่อนถึงที่สุด โจทก์กลับนำมูลหนี้เดิมมาฟ้องนายวิชัยและจำเลยที่ 2 กับพวก เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดมีนบุรีให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1938/2538 อีก หลังจากนั้นได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้ กรณีจึงเห็นได้ว่ามูลหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้องให้จัดการทรัพย์มรดกของนายวิชัยและจำเลยที่ 2 ล้มละลายในคดีนี้ก็เป็นหนี้ที่สืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์นำไปฟ้องให้นายวิชัยและจำเลยที่ 2 ล้มละลายในคดีแรกมาแล้วนั่นเอง เมื่อประเด็นในคดีก่อนกับประเด็นในคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันว่านายวิชัยและจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวก็อาศัยเหตุจากมูลหนี้ที่มาจากตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดียวกัน กรณีจึงถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 153แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — กองมรดกของนายวิชัย เจริญวิทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125 -ที่ 7126/2545
#110308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระภาษีจำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้ โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด 30 วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ บาท และร่วมกันชำระเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จโดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๘ และที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๙ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๑๙๘ ถึงเลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๒๑๐ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยเลขที่ (พล) ๐๐๐๖/๒/๒๕๔๒ และเลขที่ ๐๐๓๐/๕/๒๕๔๒ ถึงเลขที่ (พล) ๐๐๔๒/๕/๒๕๔๒ หากเพิกถอนไม่ได้ก็ให้งดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้งดเบี้ยปรับ ขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ สำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒ และเรียกจำเลยที่ ๓ สำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๓

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ พร้อมเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานและทำคำพิพากษาตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมส่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนและทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ให้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและนำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อตรวจสอบ จำเลยที่ ๒ มิได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและมิได้นำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๘ และ ที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๙ ให้ จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ พร้อมเงินเพิ่มรวมจำนวน ๑๙๔,๕๘๓.๘๑ บาท และจำนวน ๑๒๑,๘๒๔.๒๒ บาท ตามลำดับ กับมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๑๙๘ ถึง ๑๐๒๒๑๐ รวม ๑๓ ฉบับ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม ๒๕๓๙ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ รวมจำนวน ๑,๔๐๓,๑๗๙ บาท จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องคือ สำนวนแรกเพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจาณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระภาษีจำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด ๓๐ วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องคือ สำนวนคดีหลังเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามใน ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 30 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิษณุอารยะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7122/2545
#110307
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำให้การและนำสืบเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ชัดเจนว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนเวลาล่วงเลยไปปีเศษนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายเป็นผลให้เครื่องเรียงพิมพ์ที่เช่าซื้อเสื่อมสภาพ เสื่อมราคาและตกรุ่น จำเลยนำออกจำหน่ายไม่ได้จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนผิดสัญญาเช่าซื้อที่ผ่อนเวลาการบอกเลิกสัญญาออกไปปีเศษทำให้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหายบางส่วนและทำให้จำเลยเสียโอกาสที่จะจำหน่ายทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดนั้น จึงเป็นการหยิบยกเรื่องที่เป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นวินิจฉัย และแม้คู่ความจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 32 งวด ก็ไม่ทำให้ประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ยุติตามข้อเท็จจริงที่แถลงรับกัน ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

จำเลยขายเครื่องเรียงพิมพ์กราฟิคแก่โจทก์เพื่อนำไปให้บริษัท ว. เช่าซื้ออีกทอดหนึ่งโดยจำเลยทำหนังสือสัญญารับซื้อคืนกับโจทก์ว่า ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อจนเป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ถ้าผู้ให้เช่าซื้อต้องการและแจ้งให้ผู้รับซื้อคืนทราบเป็นหนังสือ ผู้รับซื้อคืนจะรับซื้อทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าวซึ่งยึดกลับคืนมาในสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นในราคาเท่ากับจำนวนเงินคงค้างทุกจำนวนตามบัญชีที่ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อบริษัท ว. ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและยึดเครื่องเรียงพิมพ์ที่เช่าซื้อกลับคืนพร้อมกับส่งมอบให้แก่จำเลย จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระตามหนังสือสัญญารับซื้อคืนก็คือเงินคงค้างทุกจำนวนที่บริษัท ว. ต้องชำระแก่โจทก์ ณ วันที่โจทก์ยึดเครื่องเรียงพิมพ์ที่เช่าซื้อกลับคืน แต่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเพียงว่าจำนวนเงินคงค้างทุกจำนวนตามบัญชีที่บริษัท ว. ค้างชำระอยู่เป็นเงิน 145,418.45 บาท โดยมิได้แสดงรายละเอียดแห่งหนี้ว่าเป็นการค้างชำระหนี้รายการใดบ้าง จำนวนเท่าใด จึงต้องถือจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ควรได้รับตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์กล่าวยืนยันในคำฟ้องคือ 882,605.52 บาท เป็นยอดสุทธิหักด้วยเงินค่าเช่าซื้อ 32 งวด จำนวน 839,456 บาท ที่โจทก์ได้รับแล้ว จึงคงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เพียง 43,149.52 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญา พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๐๔,๙๓๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๗,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๓,๐๔๕.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยขายเครื่องเรียงพิมพ์กราฟิค ปี ๑๙๙๒ แก่โจทก์เพื่อโจทก์นำไปให้บริษัท ว.เช่าซื้ออีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยทำสัญญายอมรับซื้อเครื่องเรียงพิมพ์คอมพิวกราฟิคดังกล่าวคืนหากบริษัท ว. เป็นฝ่าย ผิดสัญญาจนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ต่อมาบริษัท ว. ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและยึดเครื่องเรียงพิมพ์คอมพิวกราฟิคกลับคืนพร้อมกับส่งมอบให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงิน ตามหนังสือสัญญารับซื้อคืน จำเลยโต้แย้งและไม่ยอมชำระเงินแก่โจทก์ และข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณา วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ฟังได้ต่อไปว่า บริษัท ว. ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม ๓๒ งวดเป็นเงิน ๘๔๙,๕๖๐ บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๘ จำนวนเงินดังกล่าวแบ่งเป็นชำระค่าเช่าซื้อและภาษี ๘๓๙,๔๕๖ บาท เป็นค่าปรับอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา ๑๐,๑๐๔ บาท ตามบัญชีชำระค่าเช่าซื้อ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญารับซื้อคืน แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนผิดสัญญาเช่าซื้อที่ผ่อนเวลาการบอกเลิกสัญญาออกไปปีเศษทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายบางส่วนอันเป็นการยกเรื่องที่มิใช่ประเด็นข้อพิพาทขึ้นวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่งนั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำให้การและนำสืบเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ชัดเจนว่าโจทก์ปล่อยปละ ละเลยไม่ดำเนินการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนเวลาล่วงเลยไปกว่าปีเศษนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายเป็นผลให้เครื่องเรียงพิมพ์ที่เช่าซื้อเสื่อมสภาพ เสื่อมราคาและตกรุ่น จำเลยนำออกจำหน่ายไม่ได้ ดังนั้น แม้คู่ความจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ว่า บริษัท ว. ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม ๓๒ งวด ก็ไม่ทำให้ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้โจทก์ดังกล่าวยุติตามข้อเท็จจริงที่รับกันนั้น ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล.๓ แสดงไว้ชัดเจนว่า บริษัท ว. ค้างชำระค่าเช่าซื้อ ๔ งวด เป็นเงิน ๑๐๔,๙๓๒ บาท จำเลยต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญารับซื้อคืนนั้น พิเคราะห์หนังสือสัญญารับซื้อคืน ตลอดแล้ว ความในข้อ ๑ มีว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อจนเป็นเหตุให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาการให้เช่าซื้อ และถ้าผู้ให้เช่าซื้อต้องการและแจ้งให้ผู้รับซื้อคืนทราบเป็นหนังสือ ผู้รับซื้อคืนจะรับซื้อทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อดังกล่าวข้างต้น ซึ่งยึดกลับคืนมาในสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นในราคาเท่ากับจำนวนเงินคงค้างทุกจำนวนตามบัญชีที่ ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อ และผู้รับซื้อจะต้องชำระราคาทรัพย์สินดังกล่าวให้ผู้ให้เช่าซื้อภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งให้ผู้รับซื้อคืนทรัพย์สินนั้น" เห็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระตามหนังสือสัญญารับซื้อคืนคือเงินคงค้างทุกจำนวนที่บริษัท ว. ต้องชำระแก่โจทก์ ณ วันที่โจทก์ยึดเครื่องเรียงพิมพ์คอมพิวกราฟิคกลับคืน แต่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเพียงว่า จำเลยเงินคงค้างทุกจำนวนตามบัญชีที่ บริษัท ว. ค้างชำระอยู่เป็นเงิน ๑๔๕,๔๑๘.๔๕ บาท โดยโจทก์มิได้แสดงรายละเอียดแห่งหนี้ว่าเป็นการค้างชำระหนี้ใดบ้าง จำนวนเท่าใด จึงต้องถือจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ควรได้รับตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ที่โจทก์กล่าวยืนยันในคำฟ้องเป็นยอดสุทธิจำนวน ๘๘๒,๖๐๕.๕๒ บาท หักด้วยเงินค่าเช่าซื้อ ๓๒ งวด จำนวน ๘๓๙,๔๕๖ บาท ที่โจทก์ได้รับแล้ว คงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์เพียง ๔๓,๑๔๙.๕๒ บาท ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระเงิน ๑๐๔,๙๓๒ บาท จึงไม่ถูกต้องและที่ศาลอุทธรณ์ให้นำเงินค่าปรับกรณีผิดสัญญาจำนวน ๑๐,๑๐๔ บาท ที่โจทก์ได้รับแล้วมาหักออกจากยอดเงินค่าเช่าซื้อเสียด้วยจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๓,๑๔๙.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโฟโต้เซ็ท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7104/2545
#49436
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2529 ให้ลูกหนี้ทั้งสองกับ ส.ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และโจทก์นำเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องขอให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องลูกหนี้ทั้งสองให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุดมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้ตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ กำหนดไว้โดยเฉพาะ อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2)เมื่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิของโจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษานี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2542 จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความสะดุดหยุดลง หนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ ไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 94(1) กรณีดังกล่าวมิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะนำเอาระยะเวลาบังคับคดี 10 ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา ในการอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราเดียวกับค่ายื่นคำขอชำระหนี้คือ ให้คิดฉบับละ 25 บาทตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 179(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2542 เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิของโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นเงิน 13,401,063.37 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ เห็นว่า หนี้ของเจ้าหนี้ยังไม่ขาดอายุความ สมควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 13,398,308.39บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 130(8) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ลูกหนี้ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ลูกหนี้ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ทั้งสองว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 อันต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) หรือไม่ เห็นว่าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2019/2529 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่30 ธันวาคม 2529 ให้ลูกหนี้ทั้งสองกับนายสมาน สีพิลา ร่วมกันชำระเงินจำนวน9,632,724.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และโจทก์นำเอาหนี้ตามคำพิพากษานี้มาฟ้องขอให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องลูกหนี้ทั้งสองให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะอันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) เมื่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิของโจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษานี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2542 จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความสะดุดหยุดลง หนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ ย่อมไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 94(1) กรณีมิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2019/2529 จะนำเอาระยะเวลาบังคับคดี 10 ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของลูกหนี้ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา ในการอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราเดียวกับค่ายื่นคำขอรับชำระหนี้ กล่าวคือให้คิดฉบับละ 25 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179(2) ที่ลูกหนี้ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาชั้นละ 200 บาท จึงเสียเกินมา 350 บาท"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 350 บาท แก่ลูกหนี้ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1) ม. 179 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายทรงชัย กานตานนท์หรือทาตานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7103/2545
#110344
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อระบุให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินให้เช่าในอัตราค่าเช่าคิดเป็นจำนวนเงินเดือนละไม่น้อยกว่าค่างวดที่ต้องผ่อนชำระตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

สัญญาเช่าซื้อระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของหรือในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายอันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ได้อยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๙๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องกับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน ๘๒๔,๔๙๓.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และค่าเสียหายเดือนละ ๒๙,๑๕๘.๘๘ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ผิดนัด? โจทก์มีหน้าที่ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าเสียหายและค่าราคาใช้แทนสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๗๓๓,๔๕๘ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ ๗,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๕ เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๘๘๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกมีว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์เพียงใด เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ จะระบุให้จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินให้เช่าในอัตราค่าเช่าคิดเป็นจำนวนเงินเดือนละไม่น้อยกว่าค่างวดที่ต้องผ่อนชำระตามสัญญาเช่าซื้อ ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง การที่โจทก์เรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกให้เช่าเดือนละ ๒๙,๑๕๘.๘๘ บาท อันเป็นอัตราเท่ากับเงินค่างวดที่จำเลยที่ ๑ จะต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแต่ละเดือนให้โจทก์นั้น โจทก์กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ โดยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์อาจนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปให้เช่าได้ในราคาดังกล่าวจริง ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวจึงสูงเกินส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ ๗,๕๐๐ บาท ก็ต่ำไปยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ ๙,๐๐๐ บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องรวม ๔๐ เดือน เป็นเงิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาเสร็จ แต่ไม่เกิน ๕ เดือน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อสัญญาเช่าซื้อข้อ ๙ จะระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของหรือในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับจากวันผิดนัด ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายอันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี มานั้น สูงเกินส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์นั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเป็นหนี้เงินแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ได้อยู่แล้ว ทั้งค่าเสียหายอื่นที่กำหนดให้โจทก์ได้รับชำระก็มิได้สูงมากนัก จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๙,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๕ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางขัตติยาหรือมนทกานติ์ สุริหาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวสันต์ เสี่ยงบุญ
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7102/2545
#111016
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. แม้โจทก์อุทธรณ์เพียงประการเดียวว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน และศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต่อไปได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ , ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสองรับฟังได้ว่า จำเลยในฐานะผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทในกลุ่มอิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ถมทะเลเป็นแนวยาวหน้าชายหาดทรายทองซึ่งอยู่หน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทั้งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ หลังจากนั้นปรากฏว่ากระแสน้ำกัดเซาะชายหาดหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง น้ำไม่ไหลเวียนหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองและน้ำเสียจากน้ำทิ้งของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาอยู่หน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง สำหรับที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมไม่มีอำนาจยกปัญหาว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ขึ้นเป็นเหตุยกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาดังอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ก็ย่อมมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาโทประสานหรือประสานจิตร สุจรรยาหรือสุจรรยาทวี กับพวก
จำเลย — นายสมเจตน์ ทิณพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายเกียรติคุณ แม้นเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา