คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7101/2545
#110306
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ถึงแก่มรณะก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการศึกษาของโรงเรียน บ. มิให้รบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์และคัดค้านการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 3 โดยแท้ ไม่อาจให้บุคคลอื่นเข้าเป็นคู่ความแทนได้ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในฐานะครูใหญ่ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะกรรมการศึกษาโรงเรียนบ้านแหลมทอง ไม่ให้รบกวนสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์และคัดค้านการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยคู่ความมิได้ร้องขอ

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์เพราะเหตุโจทก์มิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษามาวางพร้อมอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายความจำเลยทั้งสี่ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ ๓ ได้มรณะ ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓ ได้มรณะเสียก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา และด้วยเหตุที่โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการศึกษาโรงเรียนบ้านแหลมทองมิให้รบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์และคัดค้านการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ ๓ โดยแท้ ไม่อาจให้บุคคลอื่นเข้าเป็นคู่ความแทนได้ จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ ออกจากสารบบความของศาลฎีกา?

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 132 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญรอด ก่ำเพชร
จำเลย — นางมลิวัลย์ ลักษณาวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2545
#110860
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์มีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2533 และ 2534 นั้น พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 ยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงต้องยื่นแบบพิมพ์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 เดิม และจำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ภายใน 10 ปี นับแต่วันครบกำหนดที่ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 เดิม การที่จำเลยประเมินภาษีและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ภายใน 10 ปี จึงเป็นการประเมินภายในเวลาที่กำหนด ส่วนการยื่นแบบแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2537 ต้องกระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 และจำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการประจำปีภาษี 2535 ถึง 2538 แล้ว ดังนั้น จำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 หรือ ภายในวันสุดท้ายของเดือน กุมภาพันธ์ การที่จำเลยประเมินภาษีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ การประเมินจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดตามเอกสารท้ายฟ้อง กับให้จำเลยคืนเงินภาษี ๑,๒๔๑,๖๙๙.๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ ๑๑๑, ๑๐๘, ๘๑, ๗๘, ๕๘ เลขที่ ๔, ๑๓, ๑๙, ๔, ๑๑ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ ๒๔ เลขที่ ๖ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ เฉพาะปีภาษี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๗ แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ ๕๑, ๕๓, ๔๕, ๔๗, ๔๖ เลขที่ ๑๙, ๔, ๑๒, ๙, ๒๑ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เล่มที่ ๑๓ เลขที่ ๑๙ ลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๓ แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ ๒๔ เลขที่ ๖ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ยกเว้นปีภาษี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๗ และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน ๑,๒๑๔,๘๑๓.๙๘ บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนที่นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๘ และให้โจทก์ได้รับใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๗ หรือไม่ พิเคราะห์แล้วมาตรา ๒๔ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ. ศ. ๒๔๗๕ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเวลาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินและแจ้งรายการประเมินไปยังผู้รับประเมิน บทมาตรานี้บัญญัติเพิ่มเติมเข้ามาในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ. ศ. ๒๔๗๕ โดยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ นอกจากนี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ. ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๒ ยังได้บัญญัติยกเลิกมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๕ และให้ใช้ความใหม่แทน พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เป็นต้นไป ผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ และพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังผู้รับประเมินภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔ ทวิ ขณะที่โจทก์มีหน้าที่ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี ๒๕๓๓ และ ๒๕๓๔ นั้น พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ ยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงต้องยื่นแบบพิมพ์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๓) พ. ศ. ๒๔๘๕ หรือมาตรา ๑๙ เดิม และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันครบกำหนดที่ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา ๑๙ เดิม การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี ๒๕๓๓ และ ๒๕๓๔ เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ และแจ้งการประเมินไปยังโจทก์เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ จึงเป็นการประเมินภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกระทำได้ส่วนการยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี ๒๕๓๕ ถึง ๒๕๓๗ ต้องกระทำภายในเวลาที่มาตรา ๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๒ กำหนด และพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังผู้รับประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๔ ทวิ จำเลยให้การยอมรับว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี ๒๕๓๕ ถึง ๒๕๓๗ แล้ว ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินและแจ้งการประเมินให้ผู้รับประเมินเสียภาษีภายในเวลาไม่เกิน ๕ ปี นับแต่ วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา ๑๙ หรือภายในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี ๒๕๓๕ ถึง ๒๕๓๗ เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ และแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นการประเมินเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๔ ทวิ การประเมินจึง ไม่ชอบ?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน ๑,๑๗๑,๐๓๔.๗๙ บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 19 ม. 24 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7093/2545
#48258
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างได้ เนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070,1077(2) ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดและผู้คัดค้านเด็ดขาดโดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดและผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดเด็ดขาด แต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้านล้มละลายต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำร้องขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำร้องขออาศัยเหตุต่างกันจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดจะต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดในหนี้สินของห้าง มิใช่เป็นหนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดชำระหนี้แก่โจทก์วันที่ 22 มิถุนายน 2531 และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นคดีล้มละลายวันที่ 20 เมษายน 2541 ยังไม่พ้น 10 ปีนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมทำให้อายุความหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ดังนั้นเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าว คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายจึงไม่ขาดอายุความ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างนั้นได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 89 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงเหตุตามมาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาด และต่อมาเมื่อวันที่ 5กรกฎาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61 ตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นจึงขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดการไต่สวน นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 89

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้คัดค้านมีสิทธินำสืบพยานว่าตนไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่" คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติแล้วว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ เนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1070, 1077(2) ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นหรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สองมีว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นและผู้คัดค้านเด็ดขาด โดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นและผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาด แต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้านล้มละลาย ต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 153

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สามมีว่า คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขาดอายุความหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2531 แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544เกินกว่า 10 ปี แล้ว คดีจึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจะต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นในหนี้สินของห้างดังกล่าว กรณีมิใช่หนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นชำระหนี้แก่โจทก์วันที่22 มิถุนายน 2531 และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเป็นคดีล้มละลายวันที่ 20 เมษายน 2541 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าวดังที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างนั้นชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการสุดท้ายมีว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9(2) ซึ่งใช้บังคับในเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายนั้นได้แก้ไขจำนวนหนี้เป็นไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่คดีนี้เป็นหนี้เพียง 150,000 บาท ส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นดอกเบี้ย ผู้คัดค้านจึงไม่ควรล้มละลายนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างนั้นได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 1070
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 89 ม. 153
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น ร้องขอให้ผู้ร้องนางอัญชลี วิชยะสิงหะ หรือชื่นเชาว์ไว หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดล้มละลาย
ผู้คัดค้าน — นาง อัญชลี วิชยะสิงหะหรือชื่นเชาว์ไว
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7093/2545
#49435
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.และห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ เนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070,1077(2) ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. หรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านเด็ดขาด โดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างเด็ดขาด แต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้านล้มละลาย ต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างดังกล่าวล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 89 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ชำระหนี้แก่โจทก์และโจทก์ยื่นฟ้องห้างดังกล่าวเป็นคดีล้มละลาย ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่ขาดอายุความ

กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อห้างถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างนั้นได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 89 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาด และต่อมาเมื่อวันที่ 5กรกฎาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61 ตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นจึงขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้คัดค้านมีสิทธินำสืบพยานว่าตนไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่" คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติแล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้เนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070, 1077(2) ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นหรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สองมีว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นและผู้คัดค้านเด็ดขาด โดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นและผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาด แต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้านล้มละลายต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 89 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สามมีว่า คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขาดอายุความหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2531 แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544เกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจะต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นในหนี้สินของห้างดังกล่าว กรณีมิใช่หนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นชำระหนี้แก่โจทก์วันที่ 22มิถุนายน 2531 และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเป็นคดีล้มละลายวันที่ 20 เมษายน 2541 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าวดังที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างนั้นชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการสุดท้ายมีว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9(2) ซึ่งใช้บังคับในเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายนั้นได้แก้ไขจำนวนหนี้เป็นไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาทแต่คดีนี้เป็นหนี้เพียง 150,000 บาท ส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นดอกเบี้ย ผู้คัดค้านจึงไม่ควรล้มละลายนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างนั้นได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 1070 ม. 1077 (2)
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 89 ม. 153
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น ร้องขอให้ผู้ร้องนางอัญชลี วิชยะสิงหะ หรือชื่นเชาว์ไว หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดล้มละลาย
ผู้คัดค้าน — นางอัญชลี วิชยะสิงหะหรือชื่นเชาว์ไว
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7093/2545
#109417
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ซึ่งได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 และเนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. โดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070, 1077 (2) ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. หรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านเด็ดขาดโดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เด็ดขาดแต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้าน ล้มละลาย คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เป็นคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าวซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างนั้นชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี นับแต่คดีแพ่งถึงที่สุดก็ตาม คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวก็ไม่ขาดอายุความเพราะกรณีมิใช่หนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ผู้คัดค้านจะอ้างอายุความดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาด และต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ล้มละลาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 ตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น จึงขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ปรากฏข้อเท็จริงว่าผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดการไต่สวน นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้คัดค้านมีสิทธินำสืบพยานว่าตนไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่า เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่" คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติแล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้เนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070, 1077 (2) ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นหรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สองมีว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นและผู้คัดค้านเด็ดขาด โดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นและผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเด็ดขาดแต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้านล้มละลาย ต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงอาศัยเหตุต่างกันการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สามมีว่า คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขาดอายุความหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2531 แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544 เกินกว่า 10 ปี แล้ว คดีจึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจะต้องร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นในหนี้สินของห้างดังกล่าว กรณีมิใช่หนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นชำระหนี้แก่โจทก์วันที่ 22 มิถุนายน 2531 และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นเป็นคดีล้มละลายวันที่ 20 เมษายน 2541 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดผู้คัดค้านในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าวดังที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างนั้นชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการสุดท้ายมีว่า พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (2) ซึ่งใช้บังคับในเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายนั้นได้แก้ไขจำนวนหนี้เป็นไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่คดีนี้เป็นหนี้เพียง 150,000 บาท ส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นดอกเบี้ย ผู้คัดค้านจึงไม่ควรล้มละลายนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายในฐานะเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างนั้นได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 89 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 1070 ม. 1077 (2)
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (9) ม. 89 ม. 153
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุกคอเลคชั่น
หุ้นส่วนไม่จำกัด — ร้องขอให้นางอัญชลี วิชยะสิงหะหรือชื่นเชาว์ไว
ผู้คัดค้าน — นางอัญชลี วิชยะสิงหะหรือชื่นเชาว์ไว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประมวล สุขสมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7085/2545
#110343
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 3 เจ้าของเรือ ก. ซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้รับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ผู้ส่งไว้ในความดูแลแล้ว แม้ว่าตู้สินค้าจะยังมิได้ถูกขนถ่ายลงเรือ ก. และเรือ ก. ยังมิได้ออกใบตราส่งสินค้ารายนี้ให้โจทก์ผู้ส่งสินค้าก็ตาม เมื่อปรากฎว่า สินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหาย ก็ถือได้ว่าความเสียหายของสินค้าได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่ง ตามมาตรา 39 พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๔๑,๐๐๕.๘๓ บาท พร้อมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๘๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับจ้างขนส่งสินค้าทุเรียนดิบให้โจทก์? โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินความจริง? โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ไม่เคยประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางเรือออกนอกประเทศและนำเข้าในประเทศ ไม่เคยประกอบกิจการขนส่งทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ? จำเลยที่ ๓ ไม่ได้รับจ้างขนส่งสินค้าทุเรียนดิบให้โจทก์? ความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ขนส่งหรือจำเลยที่ ๒? ผู้ขนส่งยังไม่ได้ขนถ่ายสินค้าลงเรือและยังไม่ได้รับเงินค่าระวาง จึงต้องถือว่าผู้ขนส่งยังไม่ได้รับจ้างขนส่งสินค้าคดีนี้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์? ความเสียหายเกิดจากสภาพสินค้าและความผิดของโจทก์เองที่ไม่ทำการลดอุณหภูมิความร้อนในผลทุเรียน หรือที่เรียกว่า พรีคูล (pre - cool) ก่อนบรรจุเข้าตู้? ทำให้อุณหภูมิภายในตู้ร้อน เครื่องทำความเย็นของตู้ต้องทำงานหนักขึ้น อุณหภูมิในตู้สูงกว่าที่โจทก์กำหนดให้ตั้งไว้ ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิด สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาจำนวน ๘๘๖,๐๐๐ บาท นั้นสูงเกินความจริงและเกินกว่าสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งหากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิด ก็รับผิดไม่เกินหน่วยการขนส่งละ ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงินจำนวน ๕๕๙,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องคือวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ ๓ ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีความประสงค์จะจัดส่งทุเรียนดิบจำนวน ๙๐๐ กล่อง น้ำหนัก ๑๕,๗๕๐ กิโลกรัม จากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปให้แก่บริษัทโกลด์เคปฟาร์อีสต์ จำกัด ผู้ซื้อที่เมืองฮ่องกงโจทก์ได้ติดต่อจำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินพิธีการศุลกากร จองตู้สินตู้ และจองระวางเรือให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อจองระวางเรือกัวติง ของจำเลยที่ ๓ โดยผ่านจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวแทนเรือกัวติง ในประเทศไทย จำเลยที่ ๑ ได้ออกเอกสารการจองระวางเรือและตู้สินค้าให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้จัดตู้สินค้าชนิดมีเครื่องทำความเย็นหมายเลข วายเอ็มแอลยู ๕๒๑๐๗๙๑ ของจำเลยที่ ๓ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ติดต่อว่าจ้างรถยนต์หัวลากของบริษัทฟอลคอนคอนเทน-เนอร์ทรานสปอร์ต จำกัด ขนตู้สินค้าดังกล่าวไปที่โรงงานของโจทก์ที่จังหวัดจันทบุรี บริษัทดังกล่าวขนตู้สินค้าไปถึงโรงงานของโจทก์เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๑ โจทก์ได้นำทุเรียนดิบซึ่งชุบน้ำยาแล้วบรรจุลงในกล่องกระดาษ กล่องละประมาณ ๓ ถึง ๔ ลูก แล้วนำกล่องกระดาษบรรจุเข้าตู้สินค้าโดยวางเรียงซ้อนกันจนเต็ม แล้วปิดตู้สินค้าและเปิดเครื่องทำความเย็นของตู้สินค้า ซึ่งตั้งอุณหภูมิไว้ที่ ๑๓ องศาเซลเซียล ต่อจากนั้นบริษัทฟอลคอนคอนเทนเนอร์ทรานสปอร์ต จำกัด ได้ขนตู้สินค้าดังกล่าวไปส่งยังลานวางตู้สินค้าท่าเรือเอสโกของบริษัทอิสเทิร์นซีแหลมฉบัง จำกัด ในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๑ ขณะนั้นอุณหภูมิภายในตู้สินค้าอยู่ที่ ๓๑ องศาเซลเซียล ในวันที่ ๒๖ และ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๑ ตู้สินค้าดังกล่าวยังคงวางไว้ที่เดิมและอุณหภูมิภายในตู้สินค้าดังกล่าวอยู่ระหว่าง ๒๖ ถึง ๓๐ องศาเซลเซียล พนักงานบริษัทอิสเทิร์นซีแหลมฉบัง จำกัด ได้แจ้งถึงความผิดปกติให้จำเลยที่ ๒ ทราบ จำเลยที่ ๒ จึงแจ้งบริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ให้ดำเนินการตรวจสอบสภาพของสินค้าในตู้สินค้าดังกล่าว ผลการตรวจสอบพบว่าตู้สินค้านั้นตั้งอุณหภูมิภายในตู้สินค้าไว้ที่ ๑๓ องศาเซลเซียล แต่อุณหภูมิภายในตู้สินค้าอยู่ที่ ๒๖ องศาเซลเซียล อุณหภูมิของเนื้อทุเรียนอยู่ที่ ๓๒ องศาเซลเซียล ขณะที่อุณหภูมิภายนอกตู้สินค้าอยู่ที่ ๓๙ องศาเซลเซียล สภาพทุเรียนบางลูกดิบบางลูกก็สุกขนาดพอรับได้ แต่หากนำบรรทุกลงเรือไป ทุเรียนย่อมสุกมากขึ้นและเน่าเสียระหว่างการเดินทาง จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธไม่รับขนตู้สินค้าดังกล่าวบรรทุกลงเรือ โจทก์จึงนำทุเรียนทั้งหมดกลับไปที่โรงงานของโจทก์ และนำทุเรียนทั้งหมดออกขายได้เงินจำนวน ๘๐,๕๐๐ บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ในข้อแรกว่า ความเสียหายของ สินค้าในตู้สินค้าคือทุเรียนดิบสุกก่อนกำหนดนั้นเกิดขึ้นในระหว่างสินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๓ หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวแทนเรือกัวติง ของจำเลยที่ ๓ รับจองระวางเรือและจัดตู้สินค้าชนิดมีเครื่องทำความเย็น ซึ่งดำเนินการแทนโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดความผูกพันตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ แต่การที่จะเรียกให้จำเลยที่ ๓ รับผิดในความเสียหายของสินค้าของโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๙ ข้อเท็จจริงต้องได้ความว่าเสียหายของสินค้าที่ขนส่งได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๓ ซึ่งในวรรคสองของมาตรา ๓๙ บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของหรือตัวแทนผู้ส่งของหรือจาก เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าต้นทางที่บรรทุกของลงเรือกำหนดให้ผู้ส่งของต้องมอบของที่จะส่งไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าวจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๐ เมื่อตู้สินค้าในคดีนี้ถูกนำเข้าไปวางไว้ที่ลานวางตู้สินค้าของท่าเรือเอสโกนั้น ถือได้ว่าเรือกัวติงหรือจำเลยที่ ๓ ได้รับมอบตู้สินค้าไว้ในความดูแลแล้ว แม้ว่าตู้สินค้าจะยังมิได้ถูกขนลงเรือกัวติง และเรือกัวติงยังมิได้ออกใบตราส่งสินค้ารายนี้ให้โจทก์ก็ตาม เมื่อปรากฏว่าสินค้าทุเรียนดิบสุกก่อนกำหนดขณะที่อยู่ลานวางตู้สินค้าของ ท่าเรือเอสโก ถือได้ว่าความเสียหายของสินค้าได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๓ แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ เสียด้วย? นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทว่องไวชิปปิ้ง จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2545
#110305
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับบริการได้ เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น การที่โจทก์ต้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจากจำเลยเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ให้ยกเลิกมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นรวมแล้วเป็นอัตราร้อยละ 10 เป็นผลให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจากเดิมรวมแล้วร้อยละ 3 กรรมการของโจทก์ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยได้มีหนังสือหารือกรมสรรพากรว่ากรณีเช่นโจทก์จะได้รับสิทธิไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งกรมสรรพากรได้มีหนังสือตอบข้อหารือของกรรมการของโจทก์มาแล้วว่า กรณีของโจทก์ไม่ได้รับประโยชน์ที่จะเสียภาษีในอัตราเดิม ดังนี้ เมื่อต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นอีกดังกล่าว แม้จะระบุในหนังสือแจ้งด้วยว่าหากโจทก์จะโต้แย้งให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านซึ่งถึงแม้โจทก์จะยื่นคำคัดค้าน ผลก็ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอธิบดีกรมสรรพากรได้วินิจฉัยตอบข้อหารือแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 สำหรับเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงได้นำเงินไปชำระแก่กรมสรรพากรเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มขึ้น จึงมีเหตุผลอันสมควรและเป็นการกระทำตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย ก็เป็นการใช้สิทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน ๕,๑๒๕,๒๔๐.๑๙ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๕,๐๓๐,๑๔๙.๖๙ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว แม้ในระหว่างก่อสร้างงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างช่วงดังกล่าวจะได้มีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๓๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๐ ปรับปรุงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ ๑๐ (ที่ถูกร้อยละ ๙) แต่โจทก์ก็สามารถที่จะขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อปี ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๐ และการที่โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ได้ถึงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๑ จากสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ๕ โจทก์มิได้คัดค้านไปยังอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อมีคำวินิจฉัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ ๓ หากโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวก็ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้ใช้สิทธิคัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ๕ และหากจำเลยสำคัญผิดในข้อกฎหมาย จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเนื่องจากการเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นหน้าที่ของโจทก์ ตามมาตรา ๘๙ ประกอบมาตรา ๘๙/๑ แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยอีกร้อยละ ๓ พร้อมเงินเพิ่มตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๒ (๑) แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๒/๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเช่นโจทก์เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นโดยคำนวณจากฐานภาษีตามส่วน ๓ และอัตราภาษีตามส่วน ๔ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยได้ตามบทบัญญัติข้างต้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดราคาค่าจ้างโดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแล้ว แต่ก็เป็นการคิดตามอัตราภาษีในขณะทำสัญญาไม่ได้คิดรวมจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราใหม่ซึ่งต่อมาระหว่างอายุสัญญาได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๓๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ กำหนดให้ยกเลิกมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ และให้จัดเก็บในอัตราใหม่รวมร้อยละ ๑๐ เป็นผลให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ ๓ แต่ตามมาตรา ๔ ของพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา ๓ ที่ถูกยกเลิกข้างต้นให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้า หรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป ซึ่งประกาศ ณ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๐ และตามข้อ ๑ (๓) ของประกาศข้างต้นกำหนดไว้ว่าต้องเป็นการให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำ หรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ ทั้งในข้อ ๓ ของประกาศฉบับเดียวกันยังกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับสิทธิตามข้อ ๑ เฉพาะสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามสัญญาดังกล่าว จนกว่าการขายสินค้าหรือการให้บริการตามสัญญานั้นจะแล้วเสร็จ แต่ต้องไม่เกินกว่าวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๒ และได้กำหนดแบบคำขอ สถานที่ และระยะเวลาให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประสงค์จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป ให้ยื่นคำขอรับสิทธิ โดยกำหนดว่าในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติ และการวินิจฉัยตามประกาศฉบับดังกล่าว ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นแบบคำขอรับสิทธิ (แบบ ภ.พ. ๐๓.๖) ดังกล่าวตามประกาศแล้ว ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ๕ ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจวิเคราะห์แบบ ภ.พ. ๐๓.๖ ที่โจทก์ยื่นไว้ข้างต้นว่าโจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ถึงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยระบุในหนังสือดังกล่าวด้วยว่า กรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวข้างต้น ให้ยื่นคำคัดค้านภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวหากไม่ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าไม่ได้รับสิทธิหรือได้รับสิทธิเพียงเท่าจำนวนสัญญาที่แจ้งไว้ข้างต้น และข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์แบบดังกล่าวภายในกำหนด โดยอุทธรณ์โจทก์อ้างว่าเพราะกรมสรรพากรมีหนังสือตอบข้อหารือของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยซึ่งกรรมการของโจทก์ในฐานะนายกสมาคมได้ลงนามในหนังสือหารือกรมสรรพากรไปเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และได้รับหนังสือตอบจากกรมสรรพากรลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๑ แจ้งว่าในกรณีที่ได้รับแจ้งผลการวิเคราะห์แบบ ภ.พ. ๐๓.๖ ว่าไม่ได้รับสิทธิตามคำขอ ผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๐ โดยจะต้องยื่นแบบ ภ.พ. ๓๐ เพิ่มเติมเป็นรายเดือนเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ ๓ ของฐานภาษีพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และกรณีที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิตามแบบ ภ.พ. ๐๓.๖ ไว้แล้วต่อมามีการขยายระยะเวลาตามสัญญาเดิมออกไป ค่าตอบแทนการให้บริการในระยะเวลาที่ขยายดังกล่าวนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อปี ตรงกับผลการวิเคราะห์แบบ ภ.พ. ๐๓.๖ ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ๕ จึงถือเป็นที่สุด และเป็นแนวปฏิบัติได้ ถึงแม้โจทก์จะยื่นคัดค้านผลการวิเคราะห์แบบตามกำหนดเพื่อให้อธิบดีกรมสรรพากรวินิจฉัยอีก ผลก็คงไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอธิบดีกรมสรรพากรได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามหนังสือตอบข้อหารือข้างต้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ ๓ สำหรับเงินค่าจ้างรวมทั้งเงินชดเชยในการปรับราคาตามสัญญาจ้างที่โจทก์ได้รับจากจำเลยตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๑ ไป และเมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์ได้นำเงินไปชำระแก่กรมสรรพากรเองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มเป็นเงิน ๕,๐๓๐,๑๔๙.๖๙ บาท จึงมีเหตุผลอันสมควรและเป็นการกระทำตามหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ไม่เป็นการชำระหนี้โดยอำเภอใจ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ ทั้งการที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยก็เป็นการใช้สิทธิเรียกเก็บเงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๒/๔ วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด และข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ ๓ ตามที่โจทก์เรียกเก็บจนในที่สุดโจทก์ต้องนำเงินไปชำระเอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา ๘๙/๒ แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดว่าเงินเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินจำนวนนี้จากจำเลยด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๕,๐๓๐,๑๔๙.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม ๑๒,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 407
ป.รัษฎากร ม. 82/4 ม. 89/2
พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฝ้ายคำ จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอกมอเตอร์อีควิปเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ปัญญา ถนอมรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7073/2545
#112659
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงวันเวลาเกิดเหตุ หน้าที่และการกระทำของจำเลยว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท พ.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวแต่ผู้เดียว ได้จำหน่ายสินค้าของบริษัทโดยระบุประเภท น้ำหนักของสินค้า และจำนวนเงินที่จำหน่ายสินค้าได้แต่ละวัน แล้วเบียดบังเงินที่จำหน่าย สินค้าได้นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว ยังได้บรรยายถึงสถานที่เกิดเหตุด้วย คำบรรยายฟ้องเช่นนี้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไร แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยเบียดบังเอาเงินของบริษัทไปอย่างไรด้วยวิธีการใดมาด้วย ก็เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสินชัย พฤกษ์ธนากุล
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ อัจจนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7057/2545
#260933
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อนุมัติสินเชื่อให้แก่นางสาว ร. แล้วโอนเงินมาชำระหนี้ส่วนตัวให้โจทก์ แล้วต่อมาหนี้รายของ นางสาว ร. กลายเป็นหนี้เสียนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยมีเหตุอันควรไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผลทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรจากนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 585 แต่นายจ้างไม่จำต้องระบุข้อความว่าลูกจ้างมิได้กระทำผิดไว้ในหนังสือสำคัญแสดงการทำงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งผู้จัดการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ2 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ โจทก์มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ถ้าโจทก์ไม่ถูกเลิกจ้างจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2543 เป็นเงินเดือนอัตราใหม่ โจทก์จะเกษียณอายุงาน ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือปีละ 2 เท่าของเงินเดือน เงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมรวมเป็นเงินจำนวน 9,235,012 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,235,012 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องมาจากโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยในการอำนวยสินเชื่ออันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนจำเลยถูกธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจพบความไม่ถูกต้องของโจทก์ และโจทก์ทราบดีถึงระเบียบคำสั่งดังกล่าว ซึ่งได้วางโทษไว้สถานหนัก คือ ปลดออกการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของจำเลยอย่างร้ายแรง เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายในการปล่อยสินเชื่อโดยโจทก์อาศัยอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ของโจทก์โดยทุจริต การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือ และค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินช่วยเหลือเป็นเงิน 1,732,850 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กรกฎาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้กล่าวอ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างและมิได้ให้การไว้มาประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยได้ให้การอ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยการกระจายหนี้เป็นรายย่อยเพื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์ และจำเลยได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงตามที่ให้การ ศาลแรงงานกลางจึงสามารถหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ส่วนการที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้กล่าวอ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างของจำเลยซึ่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิได้ระบุว่า ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาคดีในกรณีที่ลูกจ้างฟ้องว่า นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม นายจ้างย่อมยกเหตุเลิกจ้างขึ้นอ้างในการต่อสู้คดีได้แม้มิได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์คดีนี้เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อสาขาขอนแก่นอนุมัติสินเชื่อรายห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญชูศุภฤกษ์เป็นเงินจำนวน 7,000,000 บาท โดยมีหลักทรัพย์ของนายสมศักดิ์ ประเสริฐรุ่งเรือง ซึ่งเป็นลูกหนี้ประเภทเงินให้สินเชื่อของสาขาขอนแก่นอยู่แล้วเป็นหลักประกันบางส่วน นายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนอยู่ในห้างดังกล่าว และโจทก์ได้ร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อสาขาขอนแก่นอนุมัติสินเชื่อรายนางสาวรติรัตน์ อาวัชนาการ จำนวน 10,000,000 บาท นางสาวรติรัตน์เป็นบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วของนายแมนสรวง อาวัชนาการ ซึ่งเป็นลูกหนี้ประเภทเงินให้สินเชื่อของสาขาขอนแก่นอยู่แล้ว หลังจากอนุมัติสินเชื่อรายห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญชูศุภฤกษ์แล้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2537 นายสมศักดิ์ ประเสริฐรุ่งเรือง ซื้อที่ดินในโครงการของนางจิราภรณ์ กาญจโนมัย ภริยาของโจทก์โดยได้รับเงินกู้จากสาขาขอนแก่น จำนวน 1,270,000 บาท และหลังจากอนุมัติสินเชื่อรายนางสาวรติรัตน์แล้ว มีการโอนเงินจากบัญชีของนางสาววรติรัตน์ไปเข้าบัญชีของโจทก์จำนวน 8,067,575.34 บาท ต่อมาหนี้รายนางสาวรติรัตน์เป็นหนี้เสียและจำเลยฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งกับนางสาวรติรัตน์แล้วด้วย เห็นว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวแม้จะเป็นการดำเนินธุรกิจส่วนตัวที่มิได้กระทำในนามของจำเลยหรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ ซึ่งมิได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างได้รับความเสียหาย แต่การที่โจทก์อนุมัติสินเชื่อให้แก่นางสาวรติรัตน์แล้วโอนเงินมาชำระหนี้ส่วนตัวให้แก่โจทก์ แล้วต่อมาหนี้รายของนางสาวรติรัตน์กลายเป็นหนี้เสียนั้นเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยมีเหตุอันควรไม่ไว้วางใจการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสามว่า จำเลยต้องออกหนังสือสำคัญแสดงการทำงานโดยระบุว่าโจทก์ไม่มีความผิดให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผลทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้มาทำงานมานานเท่าไร และงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรจากนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 585 แต่จำเลยไม่จำต้องระบุข้อความว่าโจทก์มิได้กระทำผิดไว้ในหนังสือสำคัญแสดงการทำงาน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยออกหนังสือสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 585
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิรักน์ กาญจโนมัย
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
585 — ป.พ.พ. มาตรา
49 — พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7053/2545
#49434
เปิดฉบับเต็ม

สุกรตัวเกิดเหตุมีน้ำหนักเกือบ 200 กิโลกรัม ไม่สามารถอุ้มหรือจับไปได้โดยง่ายทั้งวัดเจ้าของสุกรก็ไม่ได้กักขัง แต่ปล่อยให้มีอิสระไปไหนมาไหนได้ ขณะที่นายดาบตำรวจ อ. เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กำลังช่วยกันดึงและผลักดันสุกรให้เข้าไปในซองบรรจุ สุกรยังไม่ได้เข้าไปในซองทั้งตัว ทั้งยังไม่ได้นำขึ้นรถ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ยังไม่อยู่ในฐานะที่สามารถจะนำสุกรไปได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 จึงยังไม่บรรลุผล คงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,334, 335(1)(7), 336 ทวิ และริบซองบรรจุสุกรของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335(1)(7) (ที่ถูก 335(1)(7) วรรคสอง), 336 ทวิ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 9 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 6 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 6

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนายดาบตำรวจอรรถพร คัดทะจันทร์ พบจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กำลังต้อนจับสุกรหนึ่งตัวของวัดโสมนัสประดิษฐ์เข้าไปในซองเหล็ก จึงร่วมกับพวกจับกุมจำเลยทั้งหก สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของพระครูมานิตปฏิภาณ ปัญญาธโร เจ้าอาวาสวัดโสมนัสประดิษฐ์พยานโจทก์ว่า สุกรตัวเกิดเหตุเป็นสุกรที่ชาวบ้านถวายให้แก่วัดมานานประมาณ 10 ปี เนื่องจากเป็นสุกรที่มี 5 เล็บ ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นเสนียดจัญไร วัดเลี้ยงสุกรดังกล่าวไว้โดยไม่ได้ขัง สุกรดังกล่าวมักออกไปหากินนอกวัด ชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุต่างทราบว่าเป็นสุกรของวัดพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เดินเลี่ยงจากสุกรที่กำลังต้อนเมื่อนายดาบตำรวจอรรถพรหยุดรถจักรยานยนต์ดู แล้วกลับมาต้อนจับสุกรนั้นในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา หลังจากที่นายดาบตำรวจอรรถพรขับรถจักรยานยนต์เลยไป เมื่อรับฟังประกอบกับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 มีเจตนาลักทรัพย์สุกรดังกล่าว สุกรตัวเกิดเหตุมีน้ำหนักเกือบ 200 กิโลกรัม ไม่สามารถอุ้มหรือจับไปได้โดยง่าย ทั้งวัดเจ้าของสุกรก็ไม่ได้กักขัง แต่ปล่อยให้มีอิสระไปไหนมาไหนได้ ขณะที่นายดาบตำรวจอรรถพรเข้าจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กำลังช่วยกันดึงและผลักดันสุกรให้เข้าไปในซองบรรจุ สุกรยังไม่ได้เข้าไปในซองทั้งตัว ทั้งยังไม่ได้นำขึ้นรถ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ยังไม่อยู่ในฐานะที่สามารถจะนำสุกรไปได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 จึงยังไม่บรรลุผล คงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ดีขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 5 อายุเพียง 16 ปีเศษและยังอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 5 ได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไป และประพฤติตัวเสียใหม่เพื่ออนาคตในภายภาคหน้า แต่เพื่อให้จำเลยที่ 5 หลาบจำและไม่หวนกลับมากระทำความผิดอีกสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 5 ไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83, 80 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 อายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี และจำเลยที่ 5 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และ 75 ตามลำดับ จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 1,500 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 1,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 5 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ทั้งนี้ให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติของจำเลยที่ 5 ไว้ด้วย โดยให้จำเลยที่ 5 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสมชาย จงพึ่งกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7046/2545
#48257
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน เป็นแต่เคยถูก ส. ฟ้องเป็นจำเลยด้วยกันเท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คดีก่อน ส. ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 4 และสหกรณ์จำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นพิพาทและให้โอนหุ้นพิพาทในสหกรณ์จำเลยคืนแก่ ส. โจทก์และจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 โอนหุ้นพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 โดยสุจริตจำเลยที่ 4 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเช่นเดียวกับข้ออ้างในคดีนี้อันมีประเด็นโดยตรงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทหรือไม่ แม้คดีก่อนโจทก์และจำเลยคดีนี้จะเป็นจำเลยด้วยกันก็ต้องถือว่าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความเมื่อคดีก่อนศาลพิพากษาว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของ ส. ให้โจทก์และจำเลยคดีนี้โอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่ ส. คดีถึงที่สุด โจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของ ส. และจำเลยต้องโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่ ส. จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการเมื่อประมาณ ปี 2528โจทก์ซื้อหุ้นของจำเลยจำนวน 1 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 913 ปัจจุบันใบหุ้นเลขที่ 1550 จากนายสุรชัย เนตรพิศาลวินิช เดิมหุ้นดังกล่าวเป็นของนายเสงี่ยม เสือเถื่อน ต่อมานายเสงี่ยมโอนขายให้นายอนุชิต ศรีสอน และนายอนุชิตโอนขายให้แก่นายสุรชัยแล้วนายสุรชัยโอนขายให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นและออกใบหุ้นให้แก่โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นและออกใบหุ้นให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมานายเสงี่ยมได้ฟ้องโจทก์และจำเลยให้การเพิกถอนการจดทะเบียนให้ผู้ถือหุ้นและเรียกหุ้นคืนต่อศาลจังหวัดชลบุรีศาลจังหวัดชลบุรีมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนหุ้นของโจทก์กับจำเลยและให้ยกคำขอให้คืนใบหุ้นของนายเสงี่ยม ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยจดทะเบียนผู้ถือหุ้นกลับไปเป็นชื่อของนายเสงี่ยมและโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นดังกล่าวได้แจ้งให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยและออกใบหุ้นให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทะเบียนให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยและออกใบหุ้นให้แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เคยถูกนายเสงี่ยม เสือเถื่อนเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่จำเลยโอนหุ้นตามใบหุ้นเลขที่ 913 ให้แก่โจทก์ ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยศาลจังหวัดชลบุรีฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) ไม่มีความประสงค์จะโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยที่ 4(โจทก์ในคดีนี้) การที่จำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) ดำเนินการโอนหุ้นของโจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) ให้จำเลยที่ 4 (โจทก์ในคดีนี้) จึงเป็นการขัดกับเจตนาของโจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบพิพากษาให้เพิกถอนการโอนหุ้นตามใบหุ้นเลขที่ 913 ระหว่างโจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) กับจำเลยที่ 4(โจทก์ในคดีนี้) และให้จำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) และจำเลยที่ 4 (โจทก์ในคดีนี้) ดำเนินการโอนหุ้นคืนให้แก่โจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) หากไม่ดำเนินการโอนหุ้นคืนให้แก่โจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) ก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนหุ้นดังกล่าวคืนต่อมาจำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) ได้ออกใบหุ้นใหม่เลขที่ 1550 และโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรีหรือไม่ เห็นว่าฟ้องซ้ำเป็นเรื่องที่ห้ามมิให้โจทก์จำเลยซึ่งฟ้องร้องกันและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วกลับมารื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันสำหรับคดีนี้โจทก์จำเลยไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อนเป็นแต่เคยถูกนายเสงี่ยม เสือเถื่อนฟ้องเป็นจำเลยด้วยกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรีเท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกับที่โจทก์และจำเลยถูกนายเสงี่ยม เสือเถื่อน ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นพิพาทและให้โอนหุ้นพิพาทคืนแก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน ในคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 4 และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1(จำเลยคดีนี้) โอนหุ้นพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 (โจทก์คดีนี้) โดยสุจริต จำเลยที่ 4 (โจทก์คดีนี้) จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเช่นเดียวกับข้ออ้างในคดีนี้อันมีประเด็นโดยตรงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทหรือไม่ แม้ว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์และจำเลยคดีนี้จะเป็นจำเลยด้วยกันก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลทุกฝ่ายแม้จะเป็นฝ่ายเดียวกันก็ตามเมื่อศาลจังหวัดชลบุรีได้มีคำพิพากษาว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของนายเสงี่ยมเสือเถื่อน ให้โจทก์และจำเลยคดีนี้โอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน ไปแล้วโจทก์และจำเลยจึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรีโดยผลของกฎหมายว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของนายเสงี่ยม เสือเถื่อนและจำเลยต้องโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน ตามคำพิพากษาดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยต้องโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นพ กล่อมคอน
จำเลย — สหกรณ์เดินรถพัทยา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7046/2545
#109416
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องซ้ำเป็นเรื่องที่ห้ามมิให้โจทก์จำเลยซึ่งฟ้องร้องกัน และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วกลับมารื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โจทก์จำเลยไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน เป็นแต่เคยถูก ส ฟ้องเป็นจำเลยด้วยกันในคดีแพ่งหมายเลยแดงที่ 1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรีเท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ข้ออ้างของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกับที่โจทก์และจำเลยถูก ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นพิพาทและให้โอนหุ้นพิพาทคืนแก่ ส. คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 และจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยโอนหุ้นพิพาทให้โจทก์โดยสุจริต โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเช่นเดียวกับข้ออ้างในคดีนี้อันมีประเด็นโดยตรงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทหรือไม่ แม้ว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1880/2529 ของศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์และจำเลยคดีนี้จะเป็นจำเลยด้วยกันก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลทุกฝ่ายแม้จะเป็นฝ่ายเดียวกันก็ตาม เมื่อศาลจังหวัดชลบุรีได้มีคำพิพากษาว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของ ส ให้โจทก์และจำเลยโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่ ส ไปแล้ว โจทก์และจำเลยจึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรีโดยผลของกฎหมาย ว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของ ส

จำเลยต้องโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่ ส. ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรี การที่จำเลยได้โอนหุ้นพิพาท ให้แก่ ส. ตามคำพิพากษาดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยและออกใบหุ้นให้แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๘๐/๒๕๒๙ ของศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยในคดีนี้เคยถูกนายเสงี่ยม เสือเถื่อน เป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นที่จำเลยโอนหุ้นตามใบหุ้นเลขที่ ๙๑๓ ให้แก่โจทก์ ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๘๐/๒๕๓๙ ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยศาลจังหวัดชลบุรี พิพากษาให้เพิกถอนการโอนหุ้นตามใบหุ้นเลขที่ ๙๑๓ ระหว่างโจทก์ที่ ๒ (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) กับจำเลยที่ ๔ (โจทก์ในคดีนี้) และให้จำเลยที่ ๑ (จำเลยในคดีนี้) และจำเลยที่ ๔ (โจทก์ในคดีนี้) ดำเนินการโอนหุ้นคืนให้แก่โจทก์ที่ ๒ (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) หากไม่ดำเนินการโอนหุ้นให้แก่โจทก์ที่ ๒ (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) ก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนหุ้นดังกล่าวคืน ต่อมาจำเลยที่ ๑ (จำเลยในคดีนี้) ได้ออกใบหุ้นใหม่เลขที่ ๑๕๕๐ และโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๒ (นายเสงี่ยม เสือเถื่อน) แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๘๐/๒๕๒๙ ของศาลจังหวัดชลบุรีหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องซ้ำเป็นเรื่องที่ห้ามมิให้โจทก์จำเลยซึ่งฟ้องร้องกันและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วกลับมารื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน สำหรับคดีนี้โจทก์จำเลยไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน เป็นแต่เคยถูกนายเสงี่ยม เสือเถื่อน ฟ้องเป็นจำเลยด้วยกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๘๐/๒๕๒๙ ของศาลจังหวัดชลบุรีเท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกับที่โจทก์และจำเลยถูกนายเสงี่ยม เสือเถื่อน ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นพิพาทและให้โอนหุ้นพิพาทคืนแก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน ในคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ ๔ และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ (จำเลยคดีนี้) โอนหุ้นพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ (โจทก์คดีนี้) โดยสุจริต จำเลยที่ ๔ (โจทก์คดีนี้) จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเช่นเดียวกับข้ออ้างในคดีนี้อันมีประเด็นโดยตรงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทหรือไม่ แม้ว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๘๘๐/๒๕๒๙ ของศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์และจำเลยคดีนี้จะเป็นจำเลยด้วยกันก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลทุกฝ่ายแม้จะเป็นฝ่ายเดียวกันก็ตาม เมื่อศาลจังหวัดชลบุรีได้มีคำพิพากษาว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของนายเสงี่ยม เสือเถื่อน ให้โจทก์และจำเลยคดีนี้โอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน ไปแล้ว โจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรีโดยผลของกฎหมายว่ากรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทเป็นของนายเสงี่ยม เสือเถื่อน และจำเลยต้องโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน ตามคำพิพากษาดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยต้องโอนหุ้นพิพาทคืนให้แก่นายเสงี่ยม เสือเถื่อน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพ กล่อมคอน
จำเลย — สหกรณ์เดินรถพัทยา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายธงชัย อัครเพิ่มพร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7032/2545
#49433
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือให้ความยินยอมในการทำสัญญาประกันภัยของจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารโจทก์ดำเนินการทำสัญญาประกันภัยหลักทรัพย์ที่เป็นประกันหนี้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งในการทำสัญญาหรือต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 ตกลงเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยโดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระแทน แล้วหักบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 หรือเรียกเก็บจากจำเลยทั้งสอง ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ออกทดรองไปก่อน จึงเป็นการที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 2 ยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวน 400,000 บาท และสัญญาจำนองที่ดินของจำเลยที่ 2 ก็ระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดินเป็นประกัน400,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองในต้นเงิน 400,000 บาท การที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 441,718.25 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดมากกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเป็นต้นเงินได้ตามประเพณีของธนาคารพาณิชย์ โดยกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สำหรับหลักทรัพย์ที่นำมาจำนองจำเลยทั้งสองตกลงเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย โดยยอมให้โจทก์ชำระไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากจำเลยทั้งสอง เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน คงมียอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยทบต้นเป็นเงิน 557,029.83 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 291,456.32 บาท โจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยทั้งสองจำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 648 บาท เป็นเงิน 3,240 บาท จึงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน508.74 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 848,486.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 557,029.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,748.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,240 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองนำทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหลังครบกำหนดตามสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่เคยเดินสะพัดทางบัญชีอีกต่อไป โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงฝ่ายเดียว นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2536 คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยโดยวิธีธรรมดาเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536ถึงวันฟ้อง โจทก์มีสิทธิคิดเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเบี้ยประกันที่ออกเงินทดรองไปเป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินแทนจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน441,718.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มกราคม2535 ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 หลังจากนั้นให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี แบบไม่ทบต้น จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,748.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,240 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 เมษายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5145 ตำบลแม่กลอง (บางจะเกร็ง) อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะตามหนังสือมอบอำนาจ นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้จัดการสาขาสมุทรสาครคนเดิมได้มอบอำนาจให้ทนายความโจทก์เป็นผู้บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่โจทก์ไม่นำนายเวทย์มาเบิกความรับรองหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความโจทก์เป็นผู้บอกกล่าวบังคับจำนองนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายสุวิช สุภาจรูญ ผู้จัดการสาขาสมุทรสาครขณะโจทก์ยื่นฟ้องและเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีนี้เบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 24 มีนาคม 2537 ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเวทย์ผู้จัดการสาขาสมุทรสาครคนเดิมเป็นตัวแทนในอันที่จะกระทำการที่จำเป็นหรือสมควรในการจัดการแทนโจทก์ในกิจการของโจทก์ สาขาสมุทรสาครโดยให้มีอำนาจเรียกร้องทวงถามให้ชำระหนี้ บอกกล่าวบังคับจำนองหรือจำนำรวมทั้งให้มีอำนาจตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงเพื่อดำเนินการแทนด้วย เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 นายเวทย์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความโจทก์ดำเนินการแจ้งบอกเลิกสัญญาแจ้งให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นประการอื่น แม้โจทก์ไม่ได้นำนายเวทย์ผู้จัดการสาขาสมุทรสาครคนเดิมมาเบิกความรับรองหนังสือมอบอำนาจข้อเท็จจริงก็ฟังได้แล้วว่าโจทก์โดยนายเวทย์ผู้จัดการสาขาสมุทรสาครคนเดิมได้มอบอำนาจให้ทนายความโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ในแต่ละเดือนเป็นยอดหนี้เท่าใด โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราใดและคิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระในแต่ละเดือนเท่าใดนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน จำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ ในวันสิ้นสุดสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินเท่าใด โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยเป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา พอที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ในแต่ละเดือนเป็นยอดหนี้เท่าใด โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราใด และคิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระในแต่ละเดือนเท่าใดนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องด้วย ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อที่สามว่า แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 แต่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2534 ต้องถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2534แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2536อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เป็นครั้งสุดท้าย จำเลยที่ 1 ให้การว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่เคยเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น เป็นการต่อสู้ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดวันที่ 12กุมภาพันธ์ 2535 ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสมประโยชน์แก่จำเลย จึงไม่อาจยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้อีก ทั้งมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามฟ้องซึ่งโจทก์ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไปจึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ตามหนังสือให้ความยินยอมในการทำสัญญาประกันภัยของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการทำสัญญาประกันภัยหลักทรัพย์ที่เป็นประกันหนี้แทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาประกันภัยหรือต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 ตกลงเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยโดยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ชำระแทน แล้วหักบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 หรือเรียกเก็บจากจำเลยทั้งสอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้ออกทดรองไปจึงเป็นการที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ได้ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นอย่างอื่นต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ที่เรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 2 ระบุว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534 นั้น ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว ซึ่งสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ระบุจำนวนเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 400,000 บาท และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินของจำเลยที่ 2 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันจำนวนเงิน400,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินในต้นเงิน 400,000 บาทเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินจำนวน 441,718.25 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดมากกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ และกรณียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสอง ให้บังคับเพียงต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 653 ม. 680 ม. 702 ม. 816 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางมยุรี สุธาพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7031/2545
#49432
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาฎีกาของโจทก์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

แบบก่อสร้างของจำเลยได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครให้ก่อสร้างอาคารได้ แสดงว่าแบบก่อสร้างของจำเลยถูกต้อง การออกแบบเฉพาะห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำเมื่อก่อสร้างจริง ห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินต่างเจ้าของน้อยกว่า 3 เมตร ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร การแก้ไขแบบจึงน่าจะต้องแก้ไขเฉพาะ 2 ส่วนนี้ เมื่อโจทก์แก้ไขแบบในระหว่างการก่อสร้างตามความพอใจของโจทก์ เพื่อให้โจทก์ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้พื้นที่ในอาคาร มิใช่แก้ไขเฉพาะส่วนที่จำเลยออกแบบขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครจึงอยู่นอกเหนือจากความรับผิดชอบของจำเลย โจทก์มิอาจอ้างได้ว่าโจทก์ต้องออกแบบก่อสร้างใหม่ทั้งหมด อันจะพึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกแบบใหม่นอกเหนือไปจากการแก้ไขแบบในส่วนที่เกี่ยวกับความสูงของห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ปัญหาที่ว่าจำเลยมิได้ควบคุมดูแลและตรวจสอบการปักผัง ขุดเจาะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับจำเลยปฏิบัติงานในหน้าที่บกพร่อง ซึ่งโจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าว่าจ้างหรือชำระค่าว่าจ้างแก่จำเลยน้อยลง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นเรื่องค่าว่าจ้างที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย แม้จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นข้อฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 5 ใช้เงิน 8,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้เงิน584,403 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 516,600 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 5 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ใช้เงิน 589,950บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 513,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 5

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และที่ 5 และแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 364,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 พฤษภาคม 2536) จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 17 มิถุนายน 2536) จนกว่าจะชำระเสร็จให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาว่าจ้างตามแบบและออกแบบผิดหลักวิชาชีพทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ว่าฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ออกแบบในสองส่วนนี้ผิดหลักวิชาชีพโจทก์ไม่อาจเห็นพ้องด้วย และฎีกาว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบลอย ๆ ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขแบบเป็นเงิน 2,000,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีค่าใช้จ่ายเช่นนั้นจริง โจทก์ไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ทั้งเนื้อหาฎีกาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกค่าว่าจ้างสถาปนิกในการออกแบบและเขียนแบบใหม่ทั้งหมดเนื่องจากต้องแก้ไขแบบในส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากการลดความสูงของห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ออกแบบผิดพลาดและผิดข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครหลายประการ หากโจทก์ดำเนินการต่อไปอาจถูกระงับการก่อสร้างหรือถูกดำเนินคดีอาญาโจทก์จึงต้องยกเลิกแบบของจำเลยที่ 1 และว่าจ้างสถาปนิกออกแบบและเขียนแบบใหม่ทั้งหมด ต้องเสียค่าใช้จ่าย 2,000,000 บาท นั้น เห็นว่า แบบก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครให้ก่อสร้างอาคารได้ และโจทก์ได้ว่าจ้างผู้รับเหมาให้ดำเนินการก่อสร้างตามแบบนั้นแล้ว แสดงว่า แบบก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ถูกต้อง คงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า การออกแบบเฉพาะห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำมีความสูงจากพื้นดิน 1.75 เมตร และ 1.25 เมตร ตามลำดับซึ่งเมื่อก่อสร้างจริง ห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำจึงมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินต่างเจ้าของน้อยกว่า 3 เมตร ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นการแก้ไขแบบจึงน่าจะต้องแก้ไข เฉพาะ 2 ส่วนนี้ ประกอบกับโจทก์ได้ชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 เกือบครบถ้วน คงค้างเฉพาะงวดที่ 5 บางส่วน จึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ว่า ในระหว่างก่อสร้างโจทก์ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขแบบหลายครั้ง และมีการแก้ไขโดยจัดพื้นที่ภายในใหม่ทุกชั้น ต้องแก้ไขทั้งด้านสถาปัตยกรรมวิศวกรรมทุกระบบตลอดจนโครงสร้าง จึงเป็นการแก้ไขมาก ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกแบบเพิ่มเติม แต่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าจ้างเพิ่ม ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าแบบก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ผิดข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครหลายข้อ จึงต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยยึดแต่โครงร่างเดิมไว้และต้องแก้ไขแบบภายในทั้งหมดเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด คงมีแต่นายวิชัย เพชรลิขิต กรรมการผู้จัดการโจทก์ผู้เดียวเท่านั้นที่เบิกความยืนยันในข้อนี้ แต่นายภาคย์เกษมเนตร สถาปนิกซึ่งโจทก์ว่าจ้างให้แก้ไขแบบใหม่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถามค้านว่า ก่อนแก้ไขแบบแปลนมีการคำนวณโครงสร้างไว้เรียบร้อย จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแบบได้มากนัก นายวิชัยให้แก้ไขโดยให้มีกันสาดคลุมเหนือชั้นที่ 12 ถึงที่ 15ส่วนระเบียงคงเดิม การแก้ไขบันไดหนีไฟจึงต้องแก้ผังพื้นให้สัมพันธ์กันมากขึ้น ส่วนการแก้ไขแบบของจำเลยที่ 1 คือแก้ไขบันไดหนีไฟ ห้องหม้อแปลงไฟฟ้า เปลี่ยนบานประตูบันไดหนีไฟ แก้ไขสระว่ายน้ำ แก้ไขด้านหน้าอาคารและแนวร่นให้สัมพันธ์กับความกว้างของถนนและเพิ่มกันสาดชั้นที่ 12 ถึงที่ 15 นอกจากนั้นไม่มีการแก้ไขแบบเดิมอีก การแก้ไขแบบของโจทก์จึงเป็นการแก้ไขเพื่อให้โจทก์ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้พื้นที่ในอาคาร มิใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกแบบก่อสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เมื่อเป็นการแก้ไขในระหว่างการก่อสร้างภายหลังจากแบบก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานครแล้ว ทั้งเป็นการแก้ไขตามความพอใจของโจทก์ มิใช่แก้ไขเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร จึงอยู่นอกเหนือจากความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 อีกทั้งการแก้ไขบางรายการ เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งบันไดหนีไฟ เปลี่ยนบานประตูหนีไฟจากบานเลื่อนเป็นบานเปิดปิด และการเพิ่มกันสาดชั้นที่ 12 ถึงที่ 15 โจทก์ก็มิได้บรรยายมาในฟ้องเพื่อขอให้จำเลยที่ 1 รับผิด ทั้งมิใช่ส่วนที่จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เพราะแบบก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ถูกต้องอยู่แล้ว โจทก์จึงมิอาจอ้างได้ว่าโจทก์ต้องออกแบบก่อสร้างใหม่ทั้งหมดอันจะพึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกแบบใหม่นอกเหนือไปจากการแก้ไขแบบในส่วนที่เกี่ยวกับความสูงของห้องหม้อแปลงไฟฟ้าและขอบสระว่ายน้ำ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อการแก้ไขแบบก่อสร้างในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และไม่ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์ว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้มีเพียงใด เมื่อเทียบสัดส่วนกับเนื้องานการออกแบบทั้งหมดจึงเป็นเนื้องานเพียงเล็กน้อย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าจ้างส่วนนี้เป็นเงิน 5,000 บาท เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ส่วนปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้ออุทธรณ์ที่ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ควบคุมดูแลและตรวจสอบการปักผัง ขุดเจาะ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเป็นเรื่องนอกประเด็น โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วยนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในหน้าที่บกพร่อง ซึ่งโจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าว่าจ้างหรือชำระค่าว่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 น้อยลง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นเรื่องค่าว่าจ้างที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 แม้จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นข้อฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทร่วมฤดีทาวเวอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสถาปนิก 49 จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7000/2545
#49431
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยให้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้ยืมเงิน ซื้อลดเช็ค หรือด้วยประการอื่นที่ทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้า โดยรับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น จำเลยทั้งสองเป็นลูกค้าโจทก์ย่อมสามารถทำธุรกิจกับโจทก์ได้ไม่จำกัดว่าต้องเป็นวิธีใดเพียงอย่างเดียว การที่จำเลยที่ 1 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้ยืมเงิน และขายลดเช็คแก่โจทก์ ล้วนแต่เป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการชำระหนี้และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทไหนรายการใดมูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 1 ก. จึงชอบแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและทำคำสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เองจึงไม่ชอบ ต้องเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์แล้ว ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหนี้กู้ยืมและหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คแก่โจทก์สำนักงานใหญ่ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ไว้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 46,130,302.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 34,321,060.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 236202 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอคลองเตย (พระโขนง)กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2537 โดยมิได้มีระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญา จำเลยทั้งสองนำเงินเข้าบัญชีตัดทอนกับโจทก์เรื่อยมา สัญญายังมีผลบังคับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองรับว่าได้ทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริง แต่มีการชำระหนี้บางส่วนและดอกเบี้ยโจทก์คำนวณมานั้นไม่ถูกต้อง การบอกเลิกสัญญาจำเลยมิได้รับหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนสัญญาขายลดเช็คจำเลยทั้งสองรับว่าได้ทำไว้กับโจทก์จริงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 และเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองได้นำเช็คของลูกค้ามาขายลดให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คทั้งหมดของลูกค้าได้รับการปฏิเสธการจ่ายเงินจากธนาคาร โจทก์ได้ยึดหน่วงเช็คทั้งหมดและไม่ยอมส่งคืนให้จำเลยเพื่อเรียกร้องทวงถามหรือดำเนินการฟ้องร้องแก่ลูกค้าของจำเลย ทำให้จำเลยเสียสิทธิ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะไม่มีหลักฐานแห่งหนี้ในการที่จะไปเรียกร้องได้ และการบรรยายฟ้องเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณยังผิดพลาด ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมและสัญญาขายลดเช็ค ซึ่งหนี้ดังกล่าวสามารถแยกจากกันได้ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200,000 บาท จึงให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจำนวน325,925 บาท ภายใน 30 วัน

โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 325,929 บาท และทำคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 9,121,083.90 บาท และตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 3,504,699.39 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ของยอดหนี้ดังกล่าวตามลำดับ นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 และวันที่ 20 สิงหาคม 2539 ตามลำดับเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินจำนวน 838,146.12 บาท และจำนวน 137,702.92 บาท ที่จำเลยชำระในวันที่ 20 มิถุนายน 2540 หักออกจากหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้างต้นด้วย และชำระเงินตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน 18,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2539 ของต้นเงิน2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2539 ของต้นเงิน 6,600,000 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2539 ของต้นเงิน 2,700,000 บาท นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2539 ของต้นเงิน 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 และของต้นเงิน 3,500,000บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 236202 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอคลองเตย (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำไปชำระหนี้โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์แล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องไม่สามารถแยกจากกันได้ โจทก์จึงรวมฟ้องมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลตามอัตราสูงสุดได้นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงินประกอบธุรกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าซึ่งทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะโดยการให้กู้เบิกเงินเกินบัญชีกู้ยืมเงิน ซื้อลดเช็ค หรือด้วยประการอื่นที่สามารถทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้าโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น จำเลยทั้งสองเป็นลูกค้าโจทก์ย่อมสามารถทำธุรกิจกับโจทก์ได้โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว การที่จำเลยที่ 1 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีกู้ยืมเงิน และขายลดเช็คแก่โจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกัน แต่ทุกประการล้วนแต่เป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์นั่นเอง จำเลยที่ 2 จึงเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตลอดจนจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ก่อขึ้นทั้งหมดโดยมิได้แบ่งแยกว่าประกันหนี้ประเภทไหน รายการใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาในคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 1 ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละรายการ จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกา เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและทำคำสั่งคำร้องดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิเคราะห์คำร้องและพยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างส่งต่อศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์แล้ว อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้อง เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 653 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 28 ม. 142 (5) ม. 150 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท1994 ออโต้ แอนด์ บิสเนสคอนซัลท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6992/2545
#49430
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือรับสภาพหนี้จะมีข้อความชัดเจนว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่บริษัทจำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เพื่อนำไปก่อสร้างสถานบริการน้ำมัน โดยจำเลยที่ 2 จะได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัท บ. เมื่อได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวแล้วจะชำระเงินให้แก่ห้างฯ โจทก์ทันทีก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และผิดนัด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันก็มีหน้าที่ต้องชำระหนี้นั้นแก่โจทก์ตามกฎหมาย ส่วนเงินที่นำมาชำระหนี้จะนำมาจากที่ไหนเป็นเรื่องของจำเลยที่ 2 ดังนั้น ข้อความที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัท บ. และนำมาชำระหนี้แก่โจทก์นั้น จึงมีความหมายเพียงว่าเงินที่จำเลยที่ 1 จะนำมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้มาจากที่ไหนเท่านั้น หาใช่เป็นเงื่อนไขในการชำระหนี้อันจะทำให้โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 จ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมัน และจำเลยที่ 2ติดต่อให้โจทก์จำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จและวัสดุก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงินของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,627,944.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,514,367.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมันโดยเช่าที่ดินของจำเลยที่ 2 เป็นที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่ได้จ้างจำเลยที่ 1 ให้ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมัน แต่บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ได้รับสิทธิแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน จึงอยู่ในฐานะตัวแทนเชิดของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) คอยควบคุมดูและอำนวยความสะดวกในการก่อสร้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากเกิดปัญหาในการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงเข้าค้ำประกันหนี้และรับสภาพหนี้ต่อโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แล้ว จำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่โจทก์ แต่จนถึงขณะนี้บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ยังมิได้มอบเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกบริษัทบางจากปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ไม่ได้เป็นผู้ซื้อ ผู้ติดต่อ หรือผู้ค้ำประกันในการจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จและวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ของโจทก์ ทั้งไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันหนี้หรือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ จำเลยร่วมทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันบางจากให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดน้ำค้างออยล์ปิโตรเลียม โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างเอง การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ซื้อจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,514,367.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 มีนาคม 2541) ต้องไม่เกิน 113,577.54 บาทหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้จำนวนดังกล่าว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าจำเลยร่วมทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและทำสัญญาแต่งตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดน้ำค้างออยล์ปิโตรเลียม เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันที่ก่อสร้างขึ้น ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวมีนายเดชา น้ำค้าง บุตรจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หลังจากนั้นจำเลยร่วมทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมัน โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดหาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเอง ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันบางจากแบบเปิด จำเลยที่ 1 สั่งซื้อและรับวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างจากโจทก์หลายครั้ง และค้างชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวเป็นเงิน 1,514,367.20บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับสภาพหนี้วรรคแรกมีข้อความชัดเจนในสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เพื่อไปก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันจำนวนเงิน 1,514,367.20 บาท ส่วนในวรรคสองมีข้อความว่า "ด้วยข้าพเจ้าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทบางจากปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) ประมาณ 2,000,000 บาท เมื่อข้าพเจ้าได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวแล้วข้าพเจ้าจะชำระเงินจำนวน 1,514,367.20 บาท ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพารวยคอนกรีตทันที..." มีปัญหาว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะได้รับเงินจากบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) คือ จำเลยร่วมก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และผิดนัดชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนั้นก็มีหน้าที่ต้องชำระหนี้นั้นแก่โจทก์ตามกฎหมาย ส่วนเงินที่จะนำมาชำระหนี้จำเลยที่ 2 จะนำมาจากที่ไหนเป็นเรื่องของจำเลยที่ 2 ดังนั้น แม้ตามวรรคสองของหนังสือรับสภาพหนี้จะระบุว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินช่วยเหลือจากจำเลยร่วมแล้วจะนำมาชำระแก่โจทก์ทันที ก็หาใช่เงื่อนไขในการชำระหนี้อันทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากจำเลยร่วมก่อนไม่ เพราะไม่เช่นนั้นหากจำเลยร่วมมิให้เงินช่วยเหลือแก่จำเลยที่ 2 จะกลายเป็นว่าโจทก์ไม่มีทางจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 เลย ข้อความดังกล่าวจึงมีความหมายเพียงว่าเงินที่จำเลยที่ 1 จะนำมาชำระหนี้แก่โจทก์นั้นจำเลยที่ 2 ได้มาจากที่ไหนเท่านั้น หาใช่เงื่อนไขในการชำระหนี้อันทำให้โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพารวยคอนกรีต
จำเลย — บริษัทเอส.เค. วิศวกรรม 1992 จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6988/2545
#110288
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกำหนดค่าเสียหายรายเดือนหลังจากวันฟ้อง อันเป็นค่าเสียหายในอนาคตให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามจำนวนที่ควรจะได้รับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าดอกเบี้ยในค่าเสียหายรายเดือนนับแต่วันฟ้องอีก เพราะเป็นการซ้ำซ้อนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งห้าและทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งห้าทำแทนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้ชำระค่าเสียหาย ๙๒,๖๒๕ บาท ค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์ทั้งห้า

จำเลยให้การว่าที่ดินเป็นของจำเลย ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าเรียกร้องเกินส่วน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่รุกล้ำ กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและจัดทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้าเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระแต่ละเดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๘,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งห้า

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายนับแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไป พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของจำนวนเงินที่ต้องชำระแต่ละเดือนนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายนับแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ เมื่อคิดคำนวณถึงวันฟ้องวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๗ เป็นเวลา ๗ เดือนเศษ แต่โจทก์ขอค่าเสียหายก่อนฟ้องมาเพียง ๖ เดือน เท่านั้น เป็นการพิพากษาให้เกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องจึงไม่ชอบ ส่วนค่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของจำนวนเงินที่ต้องชำระแต่ละเดือนนั้น เห็นว่า เมื่อกำหนดค่าเสียหายรายเดือนหลังจากวันฟ้อง อันเป็นค่าเสียหายในอนาคตให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามจำนวนที่ควรจะได้รับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าดอกเบี้ยในค่าเสียหายรายเดือนนับแต่วันฟ้องอีก เพราะเป็นการซ้ำซ้อนกันและเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินค่าเสียหายก่อนฟ้อง นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายต่อไปเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนออกไป คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งห้า.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 222 ม. 224 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตรีธัญญพรหม อัศวจินดา กับพวก
จำเลย — นายบุญยิ้ม มงคลเอี่ยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายนครินทร์ พรสี่ภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2545
#48256
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือยืนยันรับรองที่ผู้ตายทำขึ้น ไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่าเป็นพินัยกรรมและคำสั่งเผื่อตาย ข้อความที่ระบุให้พินัยกรรมฝ่ายเมืองฉบับแรกถือเป็นพินัยกรรมที่ใช้ได้ และข้อความที่ไม่รับรองเอกสารซึ่งผู้ตายลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 และขอยกเลิกเอกสารดังกล่าวเป็นเรื่องการยืนยันและเพิกถอนพินัยกรรมของตนที่ได้ทำไว้เท่านั้น มิใช่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646

ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 แต่ในการเพิกถอนพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดวิธีการไว้ 4 กรณี ตามมาตรา 1694 ถึงมาตรา 1697 คือการทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจและการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อนกฎหมายมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดนอกจากนี้มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้ ฉะนั้น การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองมีข้อความว่าไม่รับรองเอกสารฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 ที่มีผู้นำมาให้ลงชื่อ แม้จะแปลได้ว่าผู้ตายมีเจตนาเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ของตนนั้น แต่เมื่อหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมจึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยานายอ่วน เฟื่องสง่า ผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นหลานของผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับแรกเป็นพินัยกรรมฝ่ายเมืองทำเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2538 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7117 ให้แก่ผู้คัดค้านและให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ฉบับที่สองทำขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4781 ให้แก่นายสุริยา เฟื่องสง่า นางปราณีเอมโอษฐ์ นางน้อย อุ่นใจดี นางศิริวรรณ โพธิ์บุญ และนางวัฒนา ชัยมงคล ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 114 (ที่ถูกเลขที่ 103) เลขที่ดิน 44 ให้แก่ ผู้คัดค้านยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6763 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 13 ปลูกอยู่บนที่ดิน ให้แก่นายนิพันธ์ ชาวไทย โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนพินัยกรรมตามเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 4 ผู้ตายได้ทำหนังสือยืนยันไม่รับรองพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ตามเอกสารท้ายคำคัดค้านหมายเลข 3 พินัยกรรมฉบับที่ผู้ร้องอ้างจึงไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนได้เสีย จึงขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางชุ่ม เฟื่องสง่า ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายอ่วน เฟื่องสง่า ผู้ตาย เว้นแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7117 ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีให้เฉพาะผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางชุ่ม เฟื่องสง่าผู้ร้อง เป็นภริยาของนายอ่วน เฟื่องสง่า ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์2509 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ร.3 นายนิพนธ์ ชาวไทย ผู้คัดค้านเป็นหลานของผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรม 4 ฉบับ คือ พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่5 มกราคม 2538 ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.ค.2 พินัยกรรมลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.ค.3 และพินัยกรรมลงวันที่ 21 พฤษภาคม2540 อีก 2 ฉบับ ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 ในวันที่ 28 พฤษภาคม2540 ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมายเลข ร.ค.1 รุ่งขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคม2540 ผู้ตายถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตรเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า หนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค.1 เป็นพินัยกรรมของผู้ตายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่าข้อความในหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวที่ระบุให้พินัยกรรมของผู้ตายฉบับใดมีผลใช้บังคับได้และฉบับใดไม่มีผลใช้บังคับนั้นคือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมของผู้ตาย เห็นว่า หนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค.1 ไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่าเป็นพินัยกรรมและไม่มีข้อความอันเป็นคำสั่งเผื่อตายแต่อย่างใด ข้อความที่ระบุในข้อ 2 ให้พินัยกรรมฝ่ายเมืองฉบับแรกซึ่งทำไว้ที่อำเภอเมืองถือเป็นหนังสือพินัยกรรมที่ใช้ได้ และข้อ 3 ข้อความที่ไม่รับรองเอกสารซึ่งผู้ตายลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 และขอยกเลิกเอกสารดังกล่าวเป็นเรื่องการยืนยันและเพิกถอนพินัยกรรมของตนที่ได้ทำไว้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 ไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อไปคือ หนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค.1 มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ขณะที่ทำหนังสือยืนยันดังกล่าวผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และสมัครใจที่จะกระทำ จึงมีผลใช้บังคับได้และมีผลเป็นการไม่รับรองพินัยกรรมของผู้ตายเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 นั้น เห็นว่า พินัยกรรมมีผลตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายเป็นต้นไป ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 แต่ในการเพิกถอนพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดวิธีการที่ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนไว้ 4 กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1694 ถึงมาตรา 1697 คือ การทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจการโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจและการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อน กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดนอกจากนี้มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้ ฉะนั้น การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค.1 ในข้อ 3 ซึ่งมีข้อความว่าไม่รับรองเอกสารฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 ที่มีผู้นำมาให้ลงชื่อแม้จะแปลได้ว่าผู้ตายมีเจตนาเพื่อเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 เอกสารหมาย ร.1 และ ร.2ของตนนั้น ไม่ว่าผู้ตายจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และสมัครใจกระทำหรือไม่ก็ตาม เมื่อหนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค.1 ไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมดังที่วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 ได้ พินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 มีผลใช้บังคับได้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ชุ่ม เฟื่องสง่า
จำเลย — นาย นิพนธ์ ชาวไทย
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2545
#110317
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนพินัยกรรมทั้งหมดหรือบางส่วนโดยผู้ทำพินัยกรรมนั้น กฎหมายกำหนดวิธีการไว้ 4 กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1694 ถึง 1697 คือ ทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจ และการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อน การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองเอกสารแม้จะมีเจตนาเพื่อเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมที่ทำไว้แล้ว แต่เมื่อหนังสือยืนยันรับรองนั้นไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมแล้ว ย่อมไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมที่ทำไว้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เว้นแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๑๗ ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้เฉพาะผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓ ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ผู้ตายทำพินัยกรรม ๔ ฉบับ คือ พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ พินัยกรรมลงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ และพินัยกรรมลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ อีก ๒ ฉบับ ต่อมาในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองให้ใช้พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ กับยกเลิกพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านฎีกาว่าข้อความในหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวที่ระบุให้พินัยกรรมของผู้ตายฉบับใดมีผลใช้บังคับได้และฉบับใดไม่มีผลใช้บังคับนั้น คือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมของผู้ตาย เห็นว่า หนังสือยืนยันรับรองดังกล่าว ไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่าเป็นพินัยกรรมและไม่มีข้อความอันเป็นคำสั่งเผื่อตายแต่อย่างใด ข้อความที่ระบุในข้อ ๒ ให้พินัยกรรมฝ่ายเมืองฉบับแรกซึ่งทำไว้ที่อำเภอเมืองถือเป็นหนังสือพินัยกรรมที่ใช้ได้ และข้อ ๓ ข้อความที่ไม่รับรองเอกสารซึ่งผู้ตายลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และขอยกเลิกเอกสารดังกล่าว เป็นเรื่องการยืนยันและเพิกถอนพินัยกรรมของตนที่ได้ทำไว้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ ไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีว่าหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่นั้น เห็นว่า พินัยกรรมมีผลตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายเป็นต้นไป ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙๓ แต่ในการเพิกถอนพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดวิธีการที่ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนไว้ ๔ กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙๔ ถึง มาตรา ๑๖๙๗ คือ การทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจ และการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อน กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดนอกจากนี้ให้มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้ ฉะนั้น การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองในข้อ ๓ ซึ่งมีข้อความว่า ไม่รับรองเอกสารฉบับลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ที่มีผู้นำมาให้ลงชื่อ แม้จะแปลได้ว่าผู้ตายมีเจตนาเพื่อเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ ของตนนั้น ไม่ว่าผู้ตายจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และสมัครใจกระทำหรือไม่ก็ตาม เมื่อหนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค. ๑ ไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมดังที่วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ ได้ พินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ มีผลใช้บังคับได้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1693 ม. 1694 ม. 1692 ม. 1696 ม. 1697
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชุ่ม เฟื่องสง่า
ผู้คัดค้าน — นายนิพนธ์ ชาวไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2545
#110294
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 (3) บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิหน้าที่บิดากับบุตรพึงมีต่อกันตามกฎหมายจึงเริ่มในวันดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่นับแต่วันฟ้องของโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เป็นบุตรของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองนับแต่วันใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๗ (๓) บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย มีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิหน้าที่บิดากับบุตรพึงมีต่อกันตามกฎหมายจึงเริ่มในวันดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่นับแต่วันฟ้องของโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมมาในคดีเดียวกัน แต่สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ทั้งสองรวมกันมาเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองคนละ ๕,๐๐๐ บาท ต่อเดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1557 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายสุรเชษฐ์ แสงกาญจนวนิช ที่ 1
2 — เด็กชายกานต์ แสงกาญจนวนิช ที่
ผู้แทนโดยชอบธรรม — โดยนางกนกพร โพธิ์ประดิษฐ์
จำเลย — นายวิบูลย์ แสงกาญจนวนิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายวิทยา บุญชัยวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา