คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6392/2545
#49114
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รับเหมาก่อสร้างอาคารซึ่งติดกับแนวเขตที่ดินของบิดามารดาโจทก์ซึ่งโจทก์พักอาศัยอยู่ด้วย ทำให้มีเศษวัสดุก่อสร้างตกหล่นเข้าไปในบริเวณบ้านดังกล่าวและบ่อปลา เป็นเหตุให้ปลาแฟนตาซีคาร์พที่โจทก์เลี้ยงในบ่อตายจำเลยที่ 1 ผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 2 ผู้ควบคุมงาน และจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

ปลาแฟนซีคาร์พ 7 ตัวของโจทก์ เป็นปลาพันธุ์ดีที่โจทก์ซื้อซึ่งนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น โจทก์เลี้ยงดูปลาอย่างดี มีบ่อเลี้ยงปลาที่ดีทั้งระบบนิเวศน์ระบบพักน้ำและระบายน้ำ เมื่อคำนึงถึงราคาที่ซื้อมา ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงดูแลรักษาตลอดจนระยะเวลาที่โจทก์ใช้ในการเลี้ยงดูปลาจนถึงวันที่ปลาตายเป็นเวลาเกินกว่า6 ปี ประกอบกับปลาทั้งเจ็ดตัวนี้เคยส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลทุกตัวจนมีผู้เสนอขอซื้อในราคาตัวละ 150,000 บาท จึงย่อมเป็นปลาที่โจทก์ภาคภูมิใจและมีค่าอย่างสูงในด้านจิตใจของโจทก์ ไม่อาจนำราคาปกติของปลาแฟนตาซีคาร์พทั่วไปในท้องตลาดมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายได้ เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 700,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2537 ถึงเดือนมิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 รับเหมาทำการก่อสร้างอาคารสำนักงานจอดรถยนต์โครงการ "เมซองมณียา" มีจำเลยที่ 2เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง อาคารที่ก่อสร้างมีความสูง 27 ชั้น โดยมีแนวเขตที่ดินของตัวอาคารด้านทิศตะวันตกประชิดกับแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6895 ตำบลสามเสนใน(บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ของบิดามารดาโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้พักอาศัยอยู่ด้วย และโจทก์ได้ก่อสร้างบ่อเลี้ยงปลาแฟนตาซีคาร์พในบริเวณบ้านด้านทิศตะวันออกห่างจากแนวเขตที่ดินประมาณ 17 เมตร ระหว่างการก่อสร้างของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองได้กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังไม่จัดหาเครื่องป้องกันเศษวัสดุอุปกรณ์ฝุ่นละอองจากสถานที่ก่อสร้างมิให้ตกหล่นปลิวเข้ามาในที่ดินและบ้านข้างเคียง ทำให้มีเศษวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างเช่น เศษไม้ เศษหิน เศษปูนซีเมนต์ เศษกระดาษ ถุงพลาสติก ฝุ่นละออง ปูนขาว ตะปู เศษเหล็กจากหน่วยงานก่อสร้างตกหล่นเข้ามาในบ้านของบิดามารดาโจทก์ และในบ่อปลาของโจทก์ ทำให้น้ำในบ่อปลาเน่าเสีย เกิดมลภาวะไม่เหมาะสมแก่การอาศัยเป็นเหตุให้ปลาแฟนตาซีคาร์พของโจทก์ซึ่งใช้เวลาเลี้ยงมาไม่น้อยกว่า 5 ปี ถึงแก่ความตายจำนวน 7 ตัว ปลาแฟนซีคาร์พดังกล่าวโจทก์ซื้อมาจากบ่อเพาะเลี้ยงที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทยมีราคาตัวละ 20,000 บาท ถึง 50,000 บาท โจทก์ได้เลี้ยงอย่างทะนุถนอมเพื่อหวังส่งเข้าประกวดแข่งขัน ซึ่งปรากฏว่าปลาแฟนตาซีคาร์พของโจทก์สามารถชนะการประกวดหลายครั้งหลายคราว จนเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลและสถาบันที่นิยมเลี้ยง เคยมีผู้เสนอให้ราคาซื้อสูงถึงตัวละ 150,000 บาท โจทก์จึงขอเรียกร้องค่าเสียหายในราคาตัวละ 150,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 1,050,000 บาท โจทก์ทวงถามจากจำเลยทั้งสองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,050,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการก่อสร้างโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยที่ 1 ได้กระทำการป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดจากการก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ในสถานที่ใกล้เคียงเป็นอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิชาการทุกขั้นตอน และหากบุคคลหรือสถานที่ข้างเคียงได้รับการกระทบกระเทือนหรือมีความเสียหายจากการก่อสร้างของจำเลยที่ 1 บ้าง จำเลยที่ 1 ก็จะจัดเจ้าหน้าที่ไปประสานงานแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเสียหายให้ทันที นายสมทรง ศรีเสริมวงศ์ เจ้าของบ้านเลขที่ 21 เคยแจ้งให้ทราบว่าบ้านได้รับความเสียหายเนื่องจากการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ก็ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขและบรรเทาความเสียหายให้ทุกขั้นตอนจนเป็นที่พอใจทุกครั้ง ทั้งยังทำบันทึกชดใช้ค่าเสียหายเพื่อยุติข้อเรียกร้องกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้จัดการป้องกันความปลอดภัยของบ่อปลาตามที่นายสมทรงเรียกร้องด้วย บ่อปลาจึงไม่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการก่อสร้าง ที่นายสมทรงอ้างว่าสาเหตุที่ปลาตายเพราะปลากินเศษวัสดุก่อสร้างเข้าไปก็ได้มีการผ่าพิสูจน์การตายของปลาแล้วไม่ปรากฏว่าพบสิ่งแปลกปลอมในท้องปลาค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงมาก ราคาปลาแฟนตาซีคาร์พอย่างสูงไม่เกินตัวละ 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับประกันภัยการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า การตายของปลาแฟนตาซีคาร์พไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องประกอบกับปลามีอายุมากจึงตายตามอายุขัย จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในการกระทำของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ปลาแฟนตาซีคาร์พมีราคาไม่เกินตัวละ 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 700,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2538 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 รับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานจอดรถยนต์โครงการเมซองมณียา ซึ่งมีความสูง 27 ชั้น โดยมีแนวเขตที่ดินของตัวอาคารด้านทิศตะวันตกติดกับแนวเขตที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 21 ซอยสีฟ้า แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของบิดามารดาโจทก์ การก่อสร้างทำให้มีเศษวัสดุก่อสร้างตกหล่นเข้าไปในบริเวณบ้านดังกล่าวและบ่อปลาเป็นเหตุให้ปลาแฟนตาซีคาร์พที่โจทก์เลี้ยงในบ่อตายจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 2 ผู้ควบคุมงานและจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการเดียวว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เริ่มเลี้ยงปลาแฟนตาซีคาร์พตั้งแต่ปี 2526 โจทก์ซื้อปลาแฟนตาซีคาร์พจากบริษัทบางกอกแฟนตาซีคาร์พ จำกัด ซึ่งในช่วงปี 2527 เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในการนำเข้าปลาคาร์พจากประเทศญี่ปุ่น ปลาแฟนตาซีคาร์พที่โจทก์ซื้อมาทั้งหมดมีราคาตัวละประมาณ 20,000 บาท ถึง 50,000 บาท มีขนาดตั้งแต่ 10ถึง 20 เซนติเมตร ราคาดังกล่าวเป็นราคาท้องตลาดในขณะนั้น ปลาของโจทก์ทั้งเจ็ดตัวเป็นปลาที่โจทก์ส่งเข้าประกวดเมื่อปี 2530 และชนะการประกวดได้รับรางวัลทุกตัว ปลาที่ตายตัวแรกได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตามภาพถ่ายหมาย จ.15 ส่วนตัวที่ตายเป็นตัวสุดท้ายได้รับรางวัลยอดเยี่ยมขนาดตามภาพถ่ายหมาย จ.16 ปลาที่ตายตามภาพถ่ายหมาย จ.14 จากซ้ายสุด ตัวแรกได้รับรางวัลชนะเลิศตามภาพถ่ายหมาย จ.17ตัวที่ 2 ได้รับรางวัลชมเชยตามภาพถ่ายหมาย จ. 18 ตัวที่ 3 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตามภาพถ่ายหมาย จ.19 ตัวที่ 4 ได้รับรางวัลชมเชยตามภาพถ่ายหมาย จ.20ตัวที่ 5 ได้รับรางวัลและถ้วยรางวัลตามภาพถ่ายหมาย จ.21 มีผู้เสนอขอซื้อปลาแฟนตาซีคาร์พดังกล่าวในราคาตัวละ 150,000 บาทแต่โจทก์ไม่ต้องการขายเพราะยังมีใจรักที่จะเลี้ยงปลาต่อไป โจทก์เลี้ยงปลาแฟนตาซีคาร์พเพื่อความเพลิดเพลินเนื่องจากรักปลาในการเลี้ยงปลาแฟนตาซีคาร์พต้องเลี้ยงดูและดูแลเป็นพิเศษ น้ำในบ่อที่ใช้เลี้ยงปลาจะต้องมีการกรองเพื่อทำให้น้ำสะอาดและบริเวณผิวน้ำไม่มีฝุ่นละออง สภาพบ่อต้องมีตัวปั๊มน้ำ เพื่อให้น้ำเข้าบ่อกรองและจากบ่อกรองเข้าในบ่อ ไหลหมุนเวียนกันตลอด 24 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลาแฟนตาซีคาร์พ มีค่าอาหาร ค่าล้างบ่อ ค่ายารักษาโรค ยาค่าเชื้อค่าไฟฟ้า ขนาดของปลาที่ตายมีขนาดที่เรียกว่าขนาดจัมโบ้ การคิดค่าเสียหาย โจทก์คำนวณจากค่าใช้จ่ายคูณด้วยระยะเวลาที่ปลามีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ปลาตาย โจทก์ยังมีผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยโรคสัตว์น้ำ ภาควิชาอายุรศาสตร์ของคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ดูแลวิจัยรักษาโรคสัตว์น้ำทุกประเภทเป็นพยานเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ว่าปลาคาร์พที่เพาะเลี้ยงในประเทศไทยซึ่งมีคุณภาพดีจะมีราคาตัวละ 20,000 บาท ถึง 30,000บาท มีขนาดลำตัวยาว 20 ถึง 30 เซนติเมตร ปลาคาร์พที่มีลำตัวยาว 70 ถึง 80 เซนติเมตรจะเสียค่าใช้จ่ายวันละ 50 บาท ถึง 100 บาท ปลาคาร์พของโจทก์ตามภาพถ่ายหมาย จ.14 เป็นปลาที่มีคุณภาพดี และมีความยาวลำตัว 60 เซนติเมตรขึ้นไปทุกตัว ปลาคาร์พที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสีที่สวยมากอาจมีราคาตัวละประมาณกว่าแสนบาทขึ้นไป ในปี 2537 ถึงปี 2538 ราคาปลาคาร์พที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงถึงตัวละเกินหนึ่งแสนบาท ปลาคาร์พมีอายุยืนนานที่สุดประมาณ 200 ปี ในกรณีที่มีผู้นำมาเลี้ยงไว้ตามบ้านมีอายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี ฝ่ายจำเลยมีนายอมร รัตนจันทราทนายความจำเลยทั้งสองเบิกความว่า จากการสอบถามของจำเลยทราบว่า ปลาคาร์พที่ขายในท้องตลาดในประเทศไทยมีราคาอย่างมากไม่เกินตัวละ 10,000 บาท ส่วนนางสาวพรรษมน ประณุทนรบาล พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเคยทำงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปว่า ได้มีการสืบราคาปลาคาร์พที่ตายในขณะนั้น ปลาคาร์พที่มีราคาดีในท้องตลาดมีราคาตัวละประมาณ 20,000 บาท เห็นว่า พยานจำเลยทั้งสองเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ทั้งได้ความจากนายพันธุ์พงศ์ สหัสรังสี พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเคยทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยที่ 1 ในระหว่างปี 2535 ถึงปี 2538 ว่า สภาพบ่อปลาที่เกิดเหตุมีการใช้ระบบนิเวศน์ที่ดีมาก มีระบบพักน้ำ และระบบระบายน้ำที่ดี พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสองที่นำสืบมารับฟังได้ว่า ปลาแฟนตาซีคาร์พ 7 ตัวของโจทก์เป็นปลาพันธุ์ดีซึ่งโจทก์ซื้อมาจากบริษัทบางกอกแฟนซีคาร์พ จำกัด ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โจทก์เลี้ยงดูปลาอย่างดีมีบ่อเลี้ยงปลาที่ดีทั้งระบบนิเวศน์ ระบบพักน้ำและระบบระบายน้ำที่ดี ปลาทั้งเจ็ดตัวโจทก์เคยส่งเข้าประกวดและชนะได้รับรางวัลตามเอกสารและภาพถ่ายหมาย จ.15 ถึง จ.22 ทั้งขณะเกิดเหตุปลาทั้งเจ็ดตัวมีคุณภาพดี ความยาวลำตัว 60 เซนติเมตรขึ้นไปทุกตัว เมื่อคำนึงถึงราคาปลาที่โจทก์ซื้อมา ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงดูแลรักษาตลอดจนระยะเวลาที่โจทก์ใช้ในการเลี้ยงดูปลาจนถึงวันที่ปลาตายเป็นเวลาเกินกว่า 6 ปีประกอบกับปลาของโจทก์ทั้งเจ็ดตัวเป็นปลาที่โจทก์ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลทุกตัวจนมีผู้เสนอขอซื้อในราคาตัวละ 150,000 บาท ย่อมเป็นปลาที่โจทก์ภาคภูมิใจและมีค่าอย่างสูงในด้านจิตใจของโจทก์ จึงไม่อาจนำราคาปกติของปลาแฟนตาซีคาร์พทั่วไปในท้องตลาดมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายได้ เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ต่ำเกินไป และเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เท่ากับที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 432 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพลหรือกณภัทร ศรีเสริมวงษ์
จำเลย — บริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัทซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6387/2545
#49113
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 254,257 และ 263 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มิได้มีคำวินิจฉัยในข้อนี้ รวมทั้งมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวและโจทก์ก็มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ ประกอบกับโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบฯ มาตรา 43 ประกอบมาตรา 53 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะมาด้วย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ลงโทษจำเลยตามกฎหมายดังกล่าวแล้วถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 254,257 และ 263 อันเป็นบททั่วไปตามคำขอท้ายคำฟ้องอีก

เครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบตามคำฟ้องโจทก์ อันถือว่าเป็นแสตมป์ยาสูบตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบฯ นั้นมีผู้อื่นทำปลอมขึ้นและได้ถูกนำมาใช้ปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบของกลางแต่ละซองแล้ว โดยจำเลยมียาสูบของกลางแต่ละซองดังกล่าวไว้เพื่อขาย ซึ่งในการขายยาสูบแต่ละซองนั้นแม้จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบด้วย ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมดวงนั้น ๆ ไว้เพื่อขายตามความหมายในมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบฯ เพราะมาตราดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดที่มีแสตมป์ยาสูบปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้เท่านั้น หาได้ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่มียาสูบซึ่งมีผู้อื่นทำปลอมแสตมป์ยาสูบขึ้น แล้วนำมาปิดแสดงอยู่บนซองยาสูบดังกล่าวไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ลงโทษจำเลยฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายตามพระราชบัญญัติยาสูบฯ มาตรา 43 ประกอบมาตรา 53 มานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง,195 วรรคสองและ 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 4,500 ซอง ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมคือเครื่องหมายการค้า "KRONG THIP 90 กรองทิพย์ 90"ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง กำหนดลักษณะและชนิดของเครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบพ.ศ. 2541 (ฉบับที่ 26) อันเป็นแสตมป์ยาสูบตามบทนิยามของกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งมีผู้ทำปลอมขึ้นและแสดงอ้างอยู่บนซองยาสูบดังกล่าวในข้อ (ก) จำนวน4,500 ดวง ทั้งนี้โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นแสตมป์ยาสูบปลอม จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีตรากรองทิพย์ 90 ขนาดบรรจุซองละ 20 มวนจำนวน 4,500 ซอง อันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ โดยยาสูบดังกล่าวจะต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด รวมมูลค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิดทั้งสิ้นเป็นเงิน 112,612.50 บาท เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตตรากรองทิพย์ 90 ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และมีแสตมป์ยาสูบปลอมอ้างแสดงอยู่บนซอง ซึ่งจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110(1),115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 254, 257, 263 พระราชบัญญัติยาสูบพ.ศ. 2509 มาตรา 4, 5, 23, 24, 41, 43, 44, 50, 53 ริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 43, 50, 53การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานมีไว้ในครอบครอง(เพื่อขาย) ซึ่งเครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบ (ปลอม) จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบปรับ 1,689,187.50บาท รวมโทษเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 1,891,187.50 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 945,593.75 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30ริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"สำหรับความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋วตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 254, 257 และ 263 ซึ่งโจทก์มีคำขอมาท้ายคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยด้วยนั้นปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำวินิจฉัยในข้อนี้รวมทั้งมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวตามที่โจทก์ขอ แต่โจทก์มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ ประกอบกับโจทก์ได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 43 ประกอบมาตรา 53 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะมาด้วย และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลฎีกาพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 254, 257 และ 263 อันเป็นบททั่วไปตามคำขอท้ายคำฟ้องอีก ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิดค้าขายสินค้าที่ผิดกฎหมายตามฟ้อง เพราะจำเลยเข้าใจว่ายาสูบของกลางเป็นสินค้าที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะมาอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีกมิได้เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมา ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ (ข)เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 43 ประกอบด้วยมาตรา 53ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่พิเคราะห์แล้วมาตรา 53 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง ซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมหรือใช้แล้วเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นแสตมป์ยาสูบปลอมหรือใช้แล้วปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า เครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบตามคำฟ้องข้อ (ข) อันถือว่าเป็นแสตมป์ยาสูบตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 นั้นมีผู้อื่นทำปลอมขึ้นและได้ถูกนำมาใช้ปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบของกลางแต่ละซองแล้ว โดยจำเลยมียาสูบของกลางแต่ละซองดังกล่าวไว้เพื่อขาย ซึ่งในการขายยาสูบของกลางแต่ละซองนั้น แม้จะมีแสตมป์ยาสูบปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบด้วยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมดวงนั้น ๆ ไว้เพื่อขายตามความหมายในมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบพ.ศ. 2509 เพราะบทมาตราดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดที่มีแสตมป์ยาสูบปลอมไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้เท่านั้น หาได้ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่มียาสูบซึ่งมีผู้อื่นทำปลอมแสตมป์ยาสูบขึ้นแล้วนำมาปิดแสดงอยู่บนซองยาสูบดังกล่าวไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 43 ประกอบด้วยมาตรา 53 มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้เสียได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่งมาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 215 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงคงเหลือความผิดตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ค) เท่านั้นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยให้เบาลงหรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามฟ้องข้อ (ค) นั้น พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 50 ได้บัญญัติโทษของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องระวางโทษปรับสิบห้าเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่จะต้องปิด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องว่า ยาสูบของกลางจะต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายซองละ 25.025 บาท ยาสูบของกลางมีจำนวน 4,500 ซอง จึงต้องปิดแสตมป์ยาสูบคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 112,612.50 บาท ดังนั้น สิบห้าเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบของกลางจึงเท่ากับ 1,689,187.50 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยก่อนลดโทษสำหรับความผิดฐานนี้ให้ปรับ 1,689,187.50 บาท จึงเป็นการกำหนดโทษปรับตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจพิจารณาลงโทษปรับจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ให้เบาลงได้อีก ส่วนความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามฟ้องข้อ (ก) นั้น เห็นว่า จำเลยมีสินค้ายาสูบของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายไว้เพื่อจำหน่ายจำนวน4,500 ซอง เท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท มานั้นจึงหนักเกินไปศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลย ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรให้งดลงโทษปรับจำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียวให้เบาลงอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ จึงรวมเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,689,187.50 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 844,593.75บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามเดิมและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 43 ประกอบด้วยมาตรา 53 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 4 ม. 43 ม. 50 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นาย อาณัติ อังคณาศรีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6345 -ที่ 6346/2545
#48248
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกา แต่ก่อนจำเลยยื่นคำแก้ฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียก พ. บุตรจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทน ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ พ. เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย แต่เมื่อ พ. เป็นทายาทของจำเลย ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งตั้ง พ. เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย

คดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้อง ช. ข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุว่า ช. และจำเลยบุกรุกแย่งการครอบครอง โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบุกรุกเข้าแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ได้สิ้นสุดลงแล้ว และคำพิพากษาคดีส่วนอาญาย่อมผูกพันโจทก์และ ช. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145โจทก์จะมารื้อร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยทายาทของ ช. ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์มีมาก่อนที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้พิพากษาไปแล้วและให้ขับไล่จำเลยกับห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเชื่อม ซื่อตรง โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 53 เนื้อที่ 35 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533นายเชื่อมกับพวกบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านและพืชผลในที่ดินของโจทก์บางส่วน ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2533 นายเชื่อมกับโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงว่า โจทก์ยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่นายเชื่อม จำนวน 5 ไร่ และช่วยค่าพันธุ์ไม้ที่นายเชื่อมปลูกในที่ดินพิพาทจำนวน 15,000 บาท และนายเชื่อมตกลงว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิในที่ดินพิพาทและพืชผลดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อกับนายเชื่อมเพื่อดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาท แต่นายเชื่อมไม่ยินยอมและขัดขวางการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททำให้ขาดรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท นายเชื่อมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13พฤศจิกายน 2538 จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเชื่อม มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2539 ถึงเดือนสิงหาคม 2539 จำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านตึกชั้นเดียวกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 16 เมตร เลขที่ 10/2 ลงบนที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าวนอกเหนือจากพื้นที่ที่โจทก์ตกลงยกให้แก่นายเชื่อมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้โจทก์ไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ต้องขาดประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 53 ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ใส่ชื่อนายเชื่อม ซื่อตรง จำนวน 5 ไร่ พร้อมรับเงินจำนวน 15,000บาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนแรกจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเสร็จ และให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านตึกชั้นเดียว เลขที่ 10/2 หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง ออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนหลัง จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น และห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเชื่อม ซื่อตรง นายเชื่อมและจำเลยเป็นเจ้าของและได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 53 โดยปลูกบ้านและพืชผลตั้งแต่ปี 2521 โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่เคยครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์เคยฟ้องนายเชื่อมเป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับ เพราะก่อนทำสัญญานั้นจำเลยและนายเชื่อมได้ครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่าก่อนยื่นคำแก้ฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางสาวพัชรา ซื่อตรง บุตรจำเลยซึ่งเป็นทายาทจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ ศาลชั้นต้นอนุญาต เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้ว คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้นางสาวพัชราเข้ามาเป็นคู่าความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นางสาวพัชราเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสาวพัชราเป็นทายาทของจำเลยศาลฎีกาจึงมีคำสั่งตั้งนางสาวพัชรา ซื่อตรง เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะต่อไป ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามที่คู่ความต่างไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 53 ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เนื้อที่ 35 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา เมื่อปี 2533 นายนพดล มีกุล ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาแก่นายเชื่อม ซื่อตรง สามีจำเลยในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาทบริเวณพื้นที่ที่ระบายด้วยสีเหลืองตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.5 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4133/2536 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 53 ดังกล่าวต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2533 โจทก์และนายเชื่อมทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงกันว่า โจทก์ยินยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่นายเชื่อมจำนวน 5 ไร่ และชำระเงินจำนวน 15,000 บาท ให้แก่นายเชื่อมเป็นค่าพันธุ์ไม้ที่นายเชื่อมปลูกไว้ในที่ดินพิพาทและนายเชื่อมไม่ขอเรียกร้องสิทธิในที่ดินพิพาทและพืชผลตามบันทึกการประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.10 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4133/2536 ของศาลชั้นต้น เมื่อเดือนธันวาคม 2533 โจทก์จะขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่นายเชื่อมตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่นายเชื่อมไม่ยินยอมและแจ้งขอยกเลิกข้อตกลงที่ทำกันไว้ โจทก์จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายเชื่อมในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท และพนักงานอัยการจังหวัดระนองได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเชื่อมต่อศาลชั้นต้นผลคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4133/2536 ของศาลชั้นต้น ต่อมานายเชื่อมถึงแก่ความตาย จำเลยได้ปลูกบ้านหลังใหม่ในที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายเชื่อมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่นายเชื่อมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ และไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว โจทก์ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายเชื่อมในข้อหาบุกรุก ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดระนองได้ฟ้องนายเชื่อมตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4133/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องด้วยเหตุว่า นายเชื่อมและจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2528 หรือก่อนปี 2528 อันเป็นการบุกรุกแย่งการครอบครอง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบุกรุกเข้าแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองและสิทธิครอบครองของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลง คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ในการวินิจฉัยคดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ได้สิ้นสุดลงแล้วและคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และนายเชื่อมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมารื้อร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยทายาทของนายเชื่อมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์มีมาก่อนที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้พิพากษาไปแล้ว และให้ขับไล่จำเลยกับห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 6155/2534 ระหว่างนางไล พามา โจทก์ นางบัวลา โจรสา จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วินิตหรือชนิด มีกุล
จำเลย — นาง หนูเสาหรือหนูเสาร์ ซื่อตรงฯ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6345 -ที่ 6346/2545
#259411
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนพนักงานอัยการได้ฟ้องขอให้ลงโทษ ช. สามีจำเลย ข้อหาบุกรุกที่ดินของโจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า ช. และจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2528 หรือก่อนปี 2528 อันเป็นการบุกรุกแย่งการครอบครอง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ ช. บุกรุก เข้าแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองและสิทธิครอบครองของโจทก์ก่อนสิ้นสุดลง ที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ในฐานะทายาทของ ช. ให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับ ช. และให้ขับไล่จำเลย จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ในการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ข้อเท็จจริงจึง ฟังได้ว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ได้สิ้นสุดลงแล้ว คำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และ ช. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 โจทก์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทายาทของ ช. ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีมาก่อนที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้พิพากษาไปแล้ว และให้ขับไล่จำเลยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ทำการรังวัดแย่งแยกที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลยที่ 53 ใส่ชื่อนายเชื่อม ซื่อตรง พร้อมรับเงินจำนวน 15,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนแรก (2 ตุลาคม 2539) จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเสร็จ และให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านตึกชั้นเดียว เลขที่ 10/2 หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องสำนวนหลัง (16 ตุลาคม 2539) จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น และห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเชื่อม ซื่อตรง นายเชื่อมและจำเลยเป็นเจ้าของและได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 53 โดยปลูกบ้านและพืชผลตั้งแต่ปี 2521 โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่เคยครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์เคยฟ้องนายเชื่อมเป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุก ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับ เพราะก่อนทำสัญญานั้นจำเลยและนายเชื่อมได้ครอบครองทำประโยชน์อันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 53 เมื่อปี 2533 นายนพดล มีกุล ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาแก่นายเชื่อม ซื่อตรง สามีจำเลยในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 53 ดังกล่าว ต่อมาโจทก์และนายเชื่อมทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงกันว่า โจทก์ยินยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่นายเชื่อมจำนวน 5 ไร่ และชำระเงินจำนวน 15,000 บาท ให้แก่นายเชื่อมเป็นค่าพันธุ์ไม้ที่นายเชื่อมปลูกไว้ในที่ดินพิพาท และนายเชื่อมไม่ขอเรียกร้องสิทธิในที่ดินพิพาทและพืชผล ภายหลังโจทก์ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่นายเชื่อม แต่นายเชื่อมไม่ยินยอมและแจ้งขอยกเลิกข้อตกลงที่ทำกันไว้ โจทก์จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายเชื่อมในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ผลคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4133/2536 ของศาลชั้นต้น ต่อมานายเชื่อมถึงแก่ความตาย จำเลยได้ปลูกบ้านหลังใหม่ในที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายเชื่อมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า นายเชื่อมและจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2528 หรือก่อนปี 2528 อันเป็นการบุกรุกแย่งการครอบครอง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบุกรุกเข้าแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง และสิทธิครอบครองของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลง คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวในการวินิจฉัยคดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ได้สิ้นสุดแล้ว และคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และนายเชื่อมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 โจทก์จะมารื้อร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยทายาทของนายเชื่อมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์มีมาก่อนที่ศาลในคดีส่วนอาญาได้พิพากษาไปแล้ว และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินิตหรือชนิด มีกุล
ซื่อตรง — นายหนูเสาหรือหนูเสาร์
จำเลย — โดยนางสาวพัชรา ซื่อตรง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
145 — ป.วิ.พ. มาตรา
46 — ป.วิ.อ. มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายพีระพันธ์ ปาละคะเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6306/2545
#48709
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายอายุ 17 ปีเศษ เป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับ ส. แต่โจทก์ร่วมกับ ส. มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายจึงมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนว่าผู้เสียหายเป็นบุตร โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครอง และมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่จะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1) จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและไม่มีฐานะเป็นโจทก์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ล. ผู้เสียหาย อายุ 17 ปีเศษซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังกอดปล้ำผู้เสียหายจนล้มลง ขึ้นคร่อมบนตัวผู้เสียหายแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ห. บิดาของผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่าตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย ป.จ.3 ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 16เมษายน 2523 ผู้เสียหายเป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับนาง ส. โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ร่วมกับนาง ส. ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายเกิดแต่โจทก์ร่วมกับนาง ส. ผู้เสียหาย จึงมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วม ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนว่าผู้เสียหายเป็นบุตรโจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เสียหายและมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่จะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1) จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและไม่มีฐานะเป็นโจทก์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 28 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ห
จำเลย — นาย ฉัตรชัย จิมทอง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6306/2545
#109385
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับนางเสงี่ยมซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันผู้เสียหายจึงไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วม ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนว่าผู้เสียหายเป็นบุตร โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้ใช้อำนาจ ปกครองของผู้เสียหายและมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่จะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1) จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและไม่มีฐานะเป็นโจทก์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหาย อายุ ๑๗ ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังกอดปล้ำผู้เสียหายจนล้มลง ขึ้นคร่อมบนตัวผู้เสียหาย แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ๑ ครั้ง โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บิดาของผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๒๓ ผู้เสียหายเป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับนางเสงี่ยม โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ร่วมกับนางเสงี่ยมไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายเกิดแต่โจทก์ร่วมกับนางเสงี่ยม ผู้เสียหายจึงใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วม ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนว่าผู้เสียหายเป็นบุตร โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้ใช้อำนานปกครองผู้เสียหาย และมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่จะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และเป็นโจทก์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1457 ม. 1547 ม. 1566
ป.วิ.อ. ม. 2 (14) ม. 5 (1) ม. 30 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายหยาด สาเสนา
จำเลย — นายฉัตรชัย จิมทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสวัสดิ์ คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2545
#49112
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิดว่าคือจำเลยก็ตามก็หาทำให้คำฟ้องคดีนี้เป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์แต่เพียงอย่างเดียวไม่

สิทธิเรียกร้องในกรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

จำเลยมิได้ต่อสู้คดีไว้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรกซึ่งศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว แต่ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

คดีทั้งสองเป็นคดีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหาย แต่คดีแรกเป็นเรื่องจำเลยร่วมกับพวกทำให้สินค้าขาดจำนวนไปจากบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยรับฝากเงินจากสมาชิกของโจทก์แล้วไม่ลงบัญชีเงินสดรับครบจำนวนที่รับฝาก เป็นเหตุให้เงินขาดหายไป มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นคนละกรณีกัน แม้โจทก์จะตรวจสอบทางบัญชีว่ามีสินค้าของโจทก์ขาดหายไปจากบัญชีและยังมีเงินขาดบัญชีอีกส่วนหนึ่งก็ตาม โจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นคนละคดีได้หาจำต้องรวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันไม่ฟ้องโจทก์ในคดีนี้มิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ทำงานตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้าง โดยสมาชิกนำเงินมาฝาก 200,000 บาท และ 600,000 บาทจำเลยที่ 1 นำเงินที่สมาชิกของโจทก์นำมาฝากโจทก์ทั้งสองครั้งมารวมลงในสมุดบัญชีเงินสดรับของโจทก์เป็นเงิน 543,000 บาท ทำให้ยอดรายรับในส่วนเงินฝากของสมาชิกขาดหายไป ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2538 เป็นเงิน 257,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 257,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 97,981 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 354,981 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า คดีขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับฝากเงินและไม่ได้ทุจริต ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ค้ำประกันกรณีทุจริตแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 354,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,000 บาท นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมดูแลกิจการร้านค้าโจทก์ กับมีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าที่มีอยู่ให้ตรงกับบัญชีรายรับรายจ่ายรายวันอยู่สม่ำเสมอ และนำเงินรายได้จากรายรับในแต่ละวันลงในสมุดบัญชีเงินสดรับในแต่ละวัน แล้วนำรายรับทั้งหมดนำฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาแพร่ ต่อมาระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างไม่ได้ทำหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับที่โจทก์ได้มอบหมาย โดยสมาชิกของโจทก์ได้นำเงินมาฝากกับจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 800,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้บันทึกการรับฝากในสมุดคู่ฝากของสมาชิกแต่ไม่ได้บันทึกการรับฝากทั้งสองรายการลงในสมุดเงินสดรับของโจทก์ในวันที่รับฝาก แต่นำมารวมลงเป็นรายการรับฝากในสมุดเงินสดรับในภายหลังเป็นเงินรวม 543,000บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้ยอดรายรับของโจทก์ในส่วนเงินฝากของสมาชิกเงินฝากของโจทก์ขาดหายไปโดยไม่ได้นำฝากเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท อันเป็นการทำผิดหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท จะเห็นได้ว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิด ผู้ทำละเมิดต่อโจทก์คือจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็หาทำให้คำฟ้องคดีนี้เป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ทั้งศาลแรงงานกลางก็รับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์มีหน้าที่รับฝากเงินจากสมาชิกด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นกรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งมีอายุความ 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความนั้น จึงหาได้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือประเด็นแห่งคดีดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อมาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ในข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ต่อสู้คดีไว้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1269/2540 (คดีหมายเลขแดงที่ 172/2541) ของศาลจังหวัดแพร่ ซึ่งศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 พิเคราะห์แล้ว คำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1269/2540 ของศาลจังหวัดแพร่ โจทก์ฟ้องโดยเสนอข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์ได้ร่วมกับบุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมดูแลทำให้สินค้าขาดจำนวนไปจากบัญชีรายรับรายจ่ายจำนวนหลายรายการซึ่งคิดเป็นค่าราคาสินค้าที่ขาดไปจำนวนทั้งสิ้น172,768 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ แต่คดีนี้โจทก์เสนอข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์รับฝากเงินจากสมาชิกร้านค้าของโจทก์รวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวม800,000 บาท จำเลยที่ 1 บันทึกการรับฝากในสมุดคู่ฝากของสมาชิก แต่ไม่ได้บันทึกการรับฝากทั้งสองรายการลงในสมุดเงินสดรับของโจทก์ในวันที่รับฝาก แต่นำมารวมลงเป็นรายการรับฝากในสมุดเงินสดรับในภายหลังเป็นเงินรวม 543,000 บาท ทำให้ยอดรายรับของโจทก์ในส่วนเงินฝากของสมาชิกเงินฝากของโจทก์ขาดไปโดยไม่ได้นำฝากเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท อันเป็นการทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ จะเห็นได้ว่า แม้คดีทั้งสองจะเป็นคดีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหายก็ตาม แต่คดีแรกเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกทำให้สินค้าขาดจำนวนไปจากบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 รับฝากเงินจากสมาชิกของโจทก์แล้วไม่ลงบัญชีเงินสดรับ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นคนละกรณีกัน แม้โจทก์จะตรวจสอบทางบัญชีว่ามีสินค้าของสหกรณ์โจทก์ขาดหายไปจากบัญชีและยังมีเงินขาดบัญชีอีกส่วนหนึ่งก็ตาม โจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นคนละคดีได้ หาจำต้องรวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้มิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 420 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148 ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้านสหกรณ์ โรงพยาบาลแพร่ จำกัด
จำเลย — นางสาว สุรีทิพย์ หรือนางณัฐชาพร แก้ววรรณดี หรือแก้วสีนวล หรือแก้วศรีนวล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545
#48247
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท มิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ ล. การที่จำเลยกับ ล. ทำสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่ ล. พิพาทกับ ท. ให้แก่จำเลยกับให้เงินสดอีก 100,000บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้รับดังกล่าวเป็นการตอบแทน จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิม จำเลยจึงฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวไม่ได้

โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246,247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านบนที่ดินดังกล่าวจึงแจ้งให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉย ที่ดินและบ้านดังกล่าวถ้าให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง ต่อมาปี 2500 จำเลยและนายชลอ พัตรปาล บิดาสามีจำเลยเข้ามาอาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามฟ้องทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ในปีเดียวกัน คุณหญิงห่วงถึงแก่กรรม ที่ดินตามฟ้องตกเป็นมรดกแก่นางเทพี เศวตนาค ผู้เป็นบุตรสาว ปี 2525 นางเทพีขายที่ดินตามฟ้องให้แก่นางไล โพธิโชติ มารดาโจทก์ทั้งสี่แต่จดทะเบียนโอนให้แก่นางไลไม่ได้เพราะนายชลอคัดค้านนางเทพีจึงนำคดีไปสู่ศาลต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นางเทพีเป็นฝ่ายชนะคดี แต่นางเทพีไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องให้แก่นางไล นางไลจึงฟ้องนางเทพีให้โอนที่ดินเมื่อปี 2532ในระหว่างดำเนินคดี นายอ่อน โพธิโชติ กับนางไล บิดามารดาโจทก์ทั้งสี่ตกลงแบ่งที่ดินตามฟ้องส่วนที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นางไล โดยตกลงว่าจะจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนให้แก่จำเลยเมื่อได้รับโอนที่ดินจากนางเทพีแล้ว นายอ่อนกับนางไลมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยครอบครองตั้งแต่ปี 2533 ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นางไลเป็นฝ่ายชนะคดีแต่นางไลถึงแก่กรรมเสียก่อนคดีจะถึงที่สุด จึงยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทจำเลยครอบครองที่พิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องตลอดมาที่ดินพิพาทถ้าให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินกว่าเดือนละ 100 บาท จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของนางไลผู้รับโอนที่ดินตามฟ้องจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่จังหวัดขอนแก่น ทิศเหนือยาว 40 เมตร จดที่ดินของกรมตำรวจ ทิศใต้ยาว 40 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ทิศตะวันออกยาว 80 เมตร จดทางสาธารณะประโยชน์ ทิศตะวันตกยาว 80 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บิดามารดาโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยตกลงมอบที่ดินและทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อตอบแทนจำเลยในการเบิกความเป็นพยาน บิดามารดาโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมายังไม่ครบ 1 ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสี่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 77 ตารางวา เดิมมีคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของจำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่นางเทพี เศวตนาค นางเทพีได้ขายที่ดินให้แก่นางไล โพธิโชติ มารดาโจทก์ทั้งสี่แต่นางเทพีไม่ยอมจดทะเบียนโอนให้ นางไลจึงฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนจำเลยได้เบิกความเป็นพยานให้นางไลในคดีดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่านางไลจะโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ กับเงินสดอีก 100,000 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นการตอบแทน ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.2 ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นางไลชนะคดี แต่นางไลถึงแก่กรรมระหว่างดำเนินคดี โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของนางไลได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินตามคำพิพากษาแล้วปฏิเสธไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.2 เป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดิน ดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากันตามเอกสารหมาย ล.2 ระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับนางเทพีให้แก่จำเลย เมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก 100,000 บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ และเงินสดอีก 100,000 บาท จากนางไลเป็นการตอบแทนเช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่)ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 113 เดิม
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ๊าด โพธิโชติ กับพวก
จำเลย — นาง คำมุข ศิริบรรพจน์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545
#49111
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่ ล. พิพาทกับ ท. ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดแก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทและเงินจาก ล. เป็นการตอบแทน จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246,247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ทิศเหนือยาว 40 เมตร จดที่ดินของกรมตำรวจ ทิศใต้ยาว 40 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ทิศตะวันออกยาว 80 เมตรจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกยาว 80 เมตร จดที่ดินแปลงเดิม ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 85 ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 77 ตารางวา เดิมมีคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของ จำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่นางเทพีเศวตนาค นางเทพีได้ขายที่ดินให้แก่นางไล โพธิโชติ มารดาโจทก์ทั้งสี่ แต่นางเทพีไม่ยอมจดทะเบียนโอนให้ นางไลจึงฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอน จำเลยได้เบิกความเป็นพยานให้นางไลในคดีดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่านางไลจะโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่2 ไร่ กับเงินสดอีก 100,000 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นการตอบแทน โดยได้ทำหนังสือสัญญาไว้ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นางไลชนะคดี แต่นางไลถึงแก่กรรมระหว่างดำเนินคดี โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของนางไลได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินตามคำพิพากษาแล้วปฏิเสธไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดินดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากันระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับนางเทพีให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก 100,000 บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ และเงินสดอีก 100,000 บาท จากนางไลเป็นการตอบแทนเช่นนี้ จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่)ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ๊าต โพธิโชติ กับพวก
จำเลย — นาง คำมุข ศิริบรรพจน์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545
#109398
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่ ล. พิพาทกับ ท. ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด กับให้เงินสดอีก 100,000 บาท เพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ และเงินสดอีก 100,000 บาท จาก ล. เป็นการตอบแทน เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่)

(วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 10/2545)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านป่า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของที่ดิน ตามฟ้อง ต่อมาปี ๒๕๐๐ จำเลยและนายชลอ พัตรปาล พิพาทแก่จำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอน ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องว่า บิดามารดาโจกท์ทั้งสี่ไม่เคยตกลงมอบที่ดินและทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อตอบแทนจำเลยในการเบิกความเป็นพยาน บิดามารดาโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมายังไม่ครบ ๑ ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาท แก่ โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าข้อตกลงตามหนังสือสัญญา เป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดิน ดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากัน ระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับ นางเทพีให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ และเงินสดอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากนางไลเป็นการตอบแทน เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๓ เดิม (มาตรา ๑๕๐ ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(สบโชค สุขารมณ์ - สมชาย พงษธา - ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอ๊าต โพธิโชติ กับพวก
จำเลย — นางคำมุข ศิริบรรพจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชวลิต ชัยโชดก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6293/2545
#49110
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดปรากฏว่าโฉนดที่ดินของที่ดินที่ถูกยึดอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมของจำเลย ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองในที่ดินผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เพราะการจำนองย่อมติดตามตัวที่ดินไปตลอดจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้ร้องส่งมอบโฉนดที่ดินที่จะขายทอดตลาดนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275,276 ประกอบด้วยมาตรา 304 กรณีเรื่องสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินจึงเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เท่านั้น ผู้ร้องจะยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้รอจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้อันเป็นการกระทบสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งที่จะบังคับยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 237,430 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของจำเลย แต่ทรัพย์สินของจำเลยอยู่ในเขตศาลจังหวัดสมุทรสาครเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรสาครดำเนินการบังคับคดีแทน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาครได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 70220 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย แต่เนื่องจากโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องมาสอบถามและสั่งให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้เดิมของจำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองจนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยจนครบถ้วน และขณะนี้ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจำเป็นต้องใช้โฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองเพื่ออ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้และมีสิทธิยึดหน่วงก็ตามแต่ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องส่งโฉนดที่ดินตามที่ศาลหมายเรียกไปเพราะหากบังคับคดีขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะบังคับตามสัญญากู้ยืมไม่เป็นที่เสียหาย จึงให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อศาลภายใน 15 วัน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินของจำเลยไว้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนั้นเป็นการใช้สิทธิทางศาลของโจทก์ในชั้นบังคับคดี เมื่อปรากฏว่าที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดนั้นโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองในที่ดินที่จำเลยมีต่อเจ้าหนี้เดิมผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เพราะการจำนองย่อมติดตามตัวที่ดินไปตลอดจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ผู้ร้องส่งมอบโฉนดที่ดินที่จะขายทอดตลาดนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275, 276ประกอบด้วยมาตรา 304 ในกรณีนี้สิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินจึงเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องผู้เป็นเจ้าหนี้กับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เท่านั้น ผู้ร้องจะยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้รอจนกว่าจำเลยชำระหนี้อันเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งที่จะบังคับยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาดหาได้ไม่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า บริษัทเงินทุนยูไนเต็ดจำกัด (มหาชน) ได้ปลดจำนองที่ดินให้แก่จำเลยก่อนที่ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเงินกู้ เป็นเหตุให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังฎีกาของผู้ร้องแล้ว สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องได้รับโอนมาเพียงใด ผู้ร้องย่อมได้สิทธิเรียกร้องมาเพียงนั้น จึงไม่มีหนี้จำนองที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องส่งโฉนดที่ดินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 275 ม. 276 ม. 304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พีรพงษ์ ตันจิตวิริยะ
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็ม.ที.แอนด์ ซัน กรุ๊ป (1999) จำกัด
จำเลย — บริษัท วี.เอส.กรุ๊ป 93 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6288/2545
#48246
เปิดฉบับเต็ม

ใบรับรองการตรวจสภาพรถเป็นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกมอบให้บริษัทซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานตรวจสภาพรถเพื่อตรวจสภาพรถยนต์และออกใบรับรองเพื่อเป็นหลักฐานว่ารถยนต์ได้ผ่านการตรวจสภาพแล้ว พนักงานของบริษัทซึ่งมีหน้าที่ออกใบรับรองไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ใบรับรองการที่ออกโดยพนักงานของบริษัทจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(8) การที่จำเลยปลอมใบรับรองดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265แต่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 เมื่อจำเลยนำใบรับรองไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งเพื่อใช้ประกอบการเสียภาษีประจำปีจึงเป็นความผิดตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวแล้วใช้เอกสารปลอมที่จำเลยทำขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268วรรคสอง แต่กระทงเดียว

อ. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ และไม่มีผลเป็นการอนุญาตให้ฎีกาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยลดลงให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและรอการลงโทษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 33, 91ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าใบรับรองการตรวจสภาพรถ ไม่ใช่เอกสารราชการ จำเลยปลอมใบรับรองตรวจสภาพรถจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องว่าใบรับรองการตรวจสภาพรถเป็นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกมอบให้บริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ เพื่อตรวจสภาพรถยนต์และออกใบรับรองการตรวจสภาพรถเพื่อเป็นหลักฐานว่ารถยนต์ได้ผ่านการตรวจสภาพรถแล้ว พนักงานของบริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ออกใบรับรองการตรวจสภาพรถไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ดังนั้น ใบรับรองการตรวจสภาพรถที่ออกโดยพนักงานของบริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1(8) ที่บัญญัติว่า เอกสารราชการ หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย การที่จำเลยปลอมใบรับรองการตรวจสภาพรถของบริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 แต่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 เมื่อจำเลยได้นำใบรับรองการตรวจสภาพรถที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 2 เพื่อใช้ประกอบการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวแล้วใช้เอกสารปลอมที่จำเลยทำขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว

ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้รอการลงโทษโดยมีนางอุบลรัตน์สีพัฒนากิจ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาขึ้นมานั้น แต่นางอุบลรัตน์มิใช่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ และไม่มีผลเป็นการอนุญาตให้ฎีกาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ดังกล่าวมีสภาพไม่ดีหรือไม่เหมาะสม หากนำไปใช้แล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นอย่างไร น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดเพื่อความสะดวกในการยื่นเสียภาษีประจำปีรถยนต์เท่านั้น พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นหนักไป ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งโดยรอการลงโทษให้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นควรลงโทษปรับด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264วรรคหนึ่ง, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 264 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย มงคล บุญโสพิศ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6288/2545
#110286
เปิดฉบับเต็ม

ใบรับรองการตรวจสภาพรถเป็นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกมอบให้บริษัท ต. จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ ออกและรับรองการตรวจสภาพรถเพื่อเป็นหลักฐานว่ารถยนต์ได้ผ่านการตรวจสภาพแล้ว พนักงานของบริษัท ต. จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ออกใบรับรองการตรวจสภาพรถไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ดังนั้น ใบรับรองการตรวจสภาพรถที่ออกโดยพนักงานของบริษัทดังกล่าว จึงไม่อาจถือว่าเป็นเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) การที่จำเลยปลอมใบรับรองการตรวจสภาพรถ จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 265 แต่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทำปลอมใบรับรองการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ เล่มที่ ก. ๐๑๖๑ เลขที่ ๐๐๘๐๓๓ อันเป็นเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบกขึ้นทั้งฉบับ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า ใบตรวจสภาพรถที่จำเลยทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งออกให้แก่จำเลย และเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ เวลากลางวัน ภายหลังจากที่จำเลยได้ทำปลอมเอกสารราชการดังกล่าวแล้ว จำเลยได้นำไปมอบให้นายพุทธพงษ์ ภู่ประกรณ์ ให้นำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ ๒ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๙ ร - ๙๐๕๔ กรุงเทพมหานคร ของนางอารดา สิทธิสงวน ได้ผ่านการตรวจสภาพรถแล้ว และใช้ประกอบการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมใบรับรองการตรวจสภาพรถปลอมดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๐๐๖๘ , ๓๓ , ๙๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสาร จึงให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาว่า ใบรับรองการตรวจสภาพรถไม่ใช่เอกสารราชการ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ โดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ใบรับรองการตรวจสภาพรถเป็นเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกมอบให้บริษัทโตโยต้า นนทบุรี จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานตรวจสภาพรถเพื่อตรวจสภาพรถยนต์และออกใบรับรองการตรวจสภาพรถเพื่อเป็นหลักฐานว่ารถยนต์ได้ผ่านการตรวจสภาพรถแล้ว พนักงานของบริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ออกใบรับรองการตรวจสภาพรถไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ดังนั้น ใบรับรองการตรวจสภาพรถที่ออกโดยพนักงานของบริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) ที่บัญญัติว่า เอกสารราชการ หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย การที่จำเลยปลอมใบรับรองการตรวจสภาพรถของบริษัทโตโยต้านนทบุรี จำกัด จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ แต่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา ๒๖๔ เมื่อจำเลยได้นำใบรับรองการตรวจสภาพรถที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ ๒ เพื่อใช้ประกอบการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๖๘ วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวแล้วใช้เอกสารปลอมที่จำเลยทำขึ้น จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง แต่กระทงเดียว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง , ๒๖๘ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๖๘ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 264 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมงคล บุญโสพิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายอาคม ศรียาภัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6266/2545
#48708
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และยังขูดลบเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนอันเป็นเอกสารราชการ เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนอีกด้วย นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ทั้งหากจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวก่อเหตุใด ๆ ขึ้น ย่อมยากแก่การตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงส่อแสดงถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย จำเลยจะอ้างว่ามีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวนั้น ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

การที่จำเลยขูดลบเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของเจ้าพนักงานออกทั้งหมดเป็นเพียงการทำลายเอกสารไม่ใช่การปลอมเอกสาร เพราะไม่มีเอกสารเหลืออยู่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสามและ 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 และ 371

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 ประกอบมาตรา 265 และ 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิวรรคหนึ่งและ 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก1 ปี 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว จำเลยยังได้ขูดลบเครื่องหมายทะเบียนของอาวุธปืนดังกล่าวอันเป็นเอกสารราชการ เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าอาวุธปืนนั้นเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอีกด้วย นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายทั้งหากจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวก่อเหตุใด ๆ ขึ้น ย่อมยากแก่การตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวนั้นเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่จำเลยขูดลบเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของเจ้าพนักงานออกทั้งหมดเป็นเพียงการทำลายเอกสารไม่ใช่การปลอมเอกสาร เพราะไม่มีเอกสารเหลืออยู่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และแม้จะนำอาวุธปืนดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 56 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 8 ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สุธนต์ คงทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2545
#49109
เปิดฉบับเต็ม

กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการและให้จำเลยจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการแต่แผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน จำเลยต้องปิดกิจการโดยถาวรคณะกรรมการดังกล่าวจึงดำเนินการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัท กรณีจึงเข้าเงื่อนไขที่โจทก์สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดตามข้อกำหนดในหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯข้อ 1.6.2 แม้สิทธิและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้ระบุถึงกรณีที่มีการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัทว่าเจ้าหนี้หุ้นกู้จะพึงได้รับชำระหนี้ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้สามัญได้รับชำระหนี้จนเสร็จสิ้นแล้ว ก็มิได้หมายความว่าสิทธิของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ของหุ้นกู้ที่จะพึงได้รับชำระหนี้ยังไม่เกิดมีขึ้นจนกว่าเจ้าหนี้สามัญจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น เมื่อจำเลยปิดกิจการและมีการชำระบัญชี ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามหุ้นกู้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 99,810,976.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.375 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วมีปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามหนังสือข้อสนเทศเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน ชนิดระบุชื่อผู้ถือของจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.44 ข้อ 1.6 เรื่องการไถ่ถอนก่อนกำหนด มีข้อกำหนดว่า หุ้นกู้ที่เสนอขายไม่สามารถไถ่ถอนได้ก่อนครบกำหนดยกเว้นเมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังนี้ 1.6.1 บริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย หรือ 1.6.2 มีการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัท เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ากระทรวงการคลังมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการและให้จำเลยจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ แต่ต่อมาแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน จำเลยจึงต้องปิดกิจการโดยถาวร และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจึงดำเนินการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัท กรณีดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขที่โจทก์สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดตามข้อ 1.6.2 โดยเรียกร้องให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยของหุ้นกู้แก่โจทก์ได้ แม้สิทธิและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิตามเอกสารหมาย จ.44 ข้อ 1.2.3 จะระบุว่าในกรณีที่มีการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัท ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับส่วนแบ่งเพื่อการชำระต้นเงินและหรือดอกเบี้ยตามหุ้นกู้รวมทั้งค่าเสียหายอย่างใด ๆ จากกองทรัพย์สินของบริษัทได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้สามัญของบริษัททั้งหมดได้รับชำระหนี้จนเสร็จสิ้นแล้ว และในกรณีเช่นนั้นจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นพึงจะได้รับจะจำกัดเพียงเท่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของบริษัท และหากทรัพย์สินของบริษัทที่เหลือจากการชำระหนี้ดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามหุ้นกู้นี้รวมทั้งค่าเสียหายอย่างใด ๆ ได้ทั้งจำนวน ให้ถือว่าหนี้สินที่ไม่ได้รับชำระนั้นเป็นอันระงับไป โดยผู้ถือหุ้นกู้แต่ละรายและทุกรายได้ตกลงปลดหนี้ที่ไม่ได้รับชำระตามหุ้นกู้นั้นให้บริษัทแล้วก็ตามกรณีดังกล่าวเป็นเพียงลำดับชั้นของเจ้าหนี้ที่มีเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้หุ้นกู้จะพึงได้รับชำระหนี้ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้สามัญได้รับชำระหนี้จนเสร็จสิ้นแล้ว แต่มิได้หมายความว่าสิทธิของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ของหุ้นกู้ที่จะพึงได้รับชำระหนี้ยังไม่เกิดมีขึ้นจนกว่าเจ้าหนี้สามัญจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นมิฉะนั้นจะกลายเป็นเงื่อนไขว่าเจ้าหนี้หุ้นกู้จะฟ้องร้องบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ต้องรอให้เจ้าหนี้สามัญได้รับชำระหนี้เสียก่อน สิทธิของเจ้าหนี้แต่ละรายจะได้รับชำระหนี้ก่อนหลังกันอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นขอรับชำระหนี้ชั้นบังคับคดีศาลไม่อาจปฏิเสธถึงความมีอยู่แห่งสิทธิในการฟ้องร้องของเจ้าหนี้หุ้นกู้ในกรณีนี้ได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยปิดกิจการและมีการชำระบัญชี ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามหุ้นกู้แก่โจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมซื้อหุ้นกู้จากจำเลยในนามของกองทุนรวม 18 กองทุนจำนวน 93,000 หน่วย เป็นเงิน 93,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 11.375 ต่อปีชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และวันที่ 2 สิงหาคม ของทุกปี จำเลยผิดนัดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่งวดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 ดอกเบี้ยคงค้างในวันดังกล่าวเป็นเงิน 5,332,849.32 บาท กับดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงินจำนวน 93,000,000บาท นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,478,126.71 บาท รวมเป็นเงิน 99,810,976.03 บาท จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.375 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ จากต้นเงินจำนวน93,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 99,810,976.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.375 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 93,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6250/2545
#49108
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่พิพาท และขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ 18,375 บาท ดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท และทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถืออันเป็นการแย่งการครอบครอง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาดังกล่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่พิพาท โดยโจทก์กับมารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วได้ร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายชะโอด เขียวศิริ กับจำเลย โดยทำสัญญาซื้อขายกันนายชะโอดกับจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวพร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ดังกล่าวให้แก่โจทก์ครอบครองนับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผยและมีเจตนาเป็นเจ้าของมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวได้มีการห้ามโอนกันภายใน 10 ปี จึงไม่มีการจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่อโจทก์และมารดาครั้นถึงกำหนดที่จะโอนที่ดินกันได้ โจทก์ติดต่อให้นายชะโอดไปดำเนินการจดทะเบียนการโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวแต่ในระหว่างดำเนินการนายชะโอดได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน หลังจากครบกำหนดการห้ามโอนแล้วโจทก์ก็ยังครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา โดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชะโอดได้ยื่นฟ้องขับไล่โจทก์กับมารดาให้ออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยทิ้งฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 634/2533 ของศาลชั้นต้นและต่อมาจำเลยได้ไปยื่นคำร้องขอออกใบแทน น.ส.3 ก. ที่พิพาทดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยอ้างว่าฉบับเดิมสูญหาย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าน.ส.3 ก. ฉบับเดิมโจทก์เป็นผู้ยึดถือไว้ และต่อมาจำเลยได้นำใบแทน น.ส.3 ก. ดังกล่าวไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่บุคคลภายนอกและภายหลังได้มีการไถ่ถอนการขายฝากคืนแล้ว การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้พิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกใบแทน น.ส.3 ก. ที่พิพาท และมีคำพิพากษาว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส. 3 ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า สัญญาที่โจทก์และนายชะโอดทำขึ้นต่อกันนั้น เป็นสัญญาจะซื้อจะขายและทำขึ้นในขณะที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินพิพาทอยู่ในระหว่างการห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 จึงตกเป็นโมฆะและการที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองแทนนายชะโอด โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายในอันที่จะขอให้ศาลเพิกถอนการออกใบแทน น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 303 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ 18,375 บาท ดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท และทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 248วรรคหนึ่ง ที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถืออันเป็นการแย่งการครอบครองเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยและที่จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 20 สิงหาคม 2544 ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและหรือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ลงนามในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "คดีนี้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่จำต้องรับรองฎีกาให้อีก ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ" และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิพากษาคดีของจำเลย และศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฎีกาของจำเลย ศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยไม่ได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยและยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เฉียบ เข็มโรจน์
จำเลย — นาง นันทาหรือสุวีณ์ เขียวศิริหรือคณารัตน์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6247/2545
#48707
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ริบของกลางซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้และใช้ในการกระทำความผิดมาด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยยังมิได้วินิจฉัยในเรื่องของกลาง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9)ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องและพิพากษาให้ริบของกลางได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง โดยไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นไม้ในป่าและไม้กฤษณาจำนวนหลายต้น ซึ่งไม้กฤษณาเป็นไม้และของป่าหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาและตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อันเป็นการทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและสภาพป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ภายหลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันมีชิ้นไม้กฤษณา 202 กิโลกรัม ซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยชิ้นไม้กฤษณา 202 กิโลกรัม ซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าว และยึดได้มีด 1 เล่ม สิ่วปากโพง 4 เล่มหินลับมีด 3 อัน ขวาน 2 เล่ม ใบเลื่อยเหล็ก 1 ใบ อุปกรณ์เครื่องครัว 1 ชุด ผ้าเต็นท์ 1 หลัง และสมุดบันทึก 1 เล่ม ซึ่งจำเลยทั้งสองมีไว้และใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 29, 29 ทวิ, 54, 71 ทวิ, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 38, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29, 29 ทวิ, 54, 71 ทวิ, 72 ตรี (ที่ถูก 72 ตรี วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 38, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ6 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ริบของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาให้ริบของกลางโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 หรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ริบของกลางในคดีนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้และใช้ในการกระทำความผิดมาด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยยังมิได้วินิจฉัยในเรื่องของกลาง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 186(9) ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องและพิพากษาให้ริบของกลางได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง โดยไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้ชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย สายัณห์ รื่นเริง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6238/2545
#49107
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่น มาตราดังกล่าวบัญญัติถึงการเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์จึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อโจทก์เลิกจ้างโดยมิได้บอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างตามมาตราดังกล่าว

การจ้างโดยมีกำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นั้น หมายถึง นายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างโดยให้ทดลองทำงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานก็จะจ้างกันต่อไปถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างนายศิริพงษ์ วัชระวลีกุล เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วย ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โดยมีกำหนดเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ด้วยวาจา เนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ ต่อมาจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างนายศิริพงษ์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเพราะโจทก์เลิกจ้างในขณะที่นายศิริพงษ์อยู่ในระหว่างทดลองงานซึ่งมีกำหนดไม่เกิน 120 วัน อันเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ลูกจ้างในระหว่างทดลองงาน เนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ อันเป็นการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คำวินิจฉัยของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นกรณีเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานเนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ ซึ่งโจทก์เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน2544 โจทก์จ้างนายศิริพงษ์ วัชระวลีกุล เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคลค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,000 บาท โดยมีกำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วันเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 และโจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ด้วยวาจาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 อ้างเหตุว่าผลการปฏิบัติงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายศิริพงษ์ลูกจ้างในระหว่างทดลองงาน โจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายศิริพงษ์ตามคำสั่งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จ้างนายศิริพงษ์ตั้งแต่วันที่4 มิถุนายน 2544 โดยมีกำหนดเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน นั้น หมายถึง โจทก์ตกลงจ้างนายศิริพงษ์ให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้การจ้างและเลิกจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ซึ่งได้บัญญัติถึงการเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้สามกรณี คือ กรณีแรก สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่สองและที่สาม เป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 17 วรรคท้าย คือนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใด กรณีหนึ่งตามมาตรา 119และนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โดยบทบัญญัติมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีข้อยกเว้นไว้ว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างนายศิริพงษ์ลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย ดังนั้น โจทก์จึงต้องบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้นายศิริพงษ์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจ้างนายศิริพงษ์โดยมิได้บอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายศิริพงษ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 51/2544 ของจำเลยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยซูมิล็อคซ์ จำกัด
จำเลย — นาย วีระพล บุญชูศรี
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6237/2545
#49106
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ

โจทก์ทำสัญญาจ้างกับจำเลยหลายฉบับ และโจทก์ลาออกเพื่อรับบรรจุเป็นพนักงาน แต่โจทก์ก็ทำงานกับจำเลยต่อเนื่องมาตลอดโดยมิได้เว้นช่วงระยะเวลาใดตั้งแต่วันที่จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในวันแรกของสัญญาจ้างฉบับแรก จนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ

การพิจารณาว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 หรือไม่นั้นโดยทั่วไปต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่เป็นสำคัญ แม้จำเลยระบุในหนังสือเลิกจ้างว่าเลิกจ้างโจทก์ระหว่างทดลองงาน แต่ก็ระบุถึงเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ด้วยว่า โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฯ ซึ่งจำเลยได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในคำให้การด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างและตามคำให้การจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ทราบเหตุการณ์ที่ ธ. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานร่วมกันรื้อค้นกระเป๋าของผู้โดยสารแล้วกลับนิ่งเสียไม่รายงานผู้บังคับบัญชา นับว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างมีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และพฤติกรรมของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,913 บาท ค่าจ้าง 204,072 บาท ค่าชดเชย 46,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างและค่าชดเชยนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิมหรือจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 115,950 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2539 โจทก์ไม่ได้สมรู้คบคิดกับนายธีระ อ้อมูล (ที่ถูกเป็นอ้อพูล) ในการที่นายธีระรื้อค้นกระเป๋าผู้โดยสาร แต่การที่โจทก์ทราบถึงการกระทำของนายธีระแล้วกลับนิ่งเสียไม่รายงานผู้บังคับบัญชาถือว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของจำเลยในกรณีไม่ร้ายแรง โจทก์มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจ จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ตามระเบียบของจำเลย ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยสั่งพักงานโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนชอบด้วยระเบียบแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จำเลยไม่ได้เลิกจ้างระหว่างทดลองงาน โจทก์ทำงานมาเกินกว่า 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์แล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์7,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยรวมกันไปในข้อแรกว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่เมื่อใดและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวนเท่าใด โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2535จนกระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน 2542 จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 แม้ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวโจทก์และจำเลยจะทำสัญญาจ้างต่อกันและจำเลยให้โจทก์ลาออกก่อนแล้วบรรจุเป็นพนักงานประจำก็ตาม โจทก์ก็ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมต่อเนื่องมาโดยมิได้ขาดช่วงโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 46,380 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามฟ้อง ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 20, 116, 118 นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ หาใช่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานหรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่อย่างใดไม่ ในปัญหาเรื่องสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์นั้นระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 กำหนดว่า"ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้าง ดังนี้.. (3) พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไปโดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่รัฐวิสาหกิจสั่งให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจให้จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน..." กรณีจึงมีปัญหาว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีขึ้นไปหรือไม่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตั้งแต่วันแรกของสัญญาจ้างฉบับแรก เอกสารหมาย ล.4 คือวันที่ 27 มกราคม 2535 ไปจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามข้อตกลงต่อสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.8 คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2539 ครั้นวันที่ 14 กันยายน 2539 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ตามเอกสารหมาย ล.9 เนื่องจากได้รับบรรจุเป็นพนักงานของจำเลย และจำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นมาตามเอกสารหมาย ล.10 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.28 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.20 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาจ้างกับจำเลยหลายฉบับและโจทก์ได้ลาออกเพื่อรับบรรจุเป็นพนักงานก็ตามแต่โจทก์ก็ทำงานกับจำเลยต่อเนื่องมาตลอดโดยมิได้เว้นช่วงระยะเวลาใดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2535 จนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามบทกฎหมายข้างต้นเป็นเงิน 46,380 บาท ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในฟ้องอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ไม่มีบทกฎหมายใดให้สิทธิโจทก์เรียกได้ในอัตราดังกล่าว จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมาซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยถึงเหตุเลิกจ้างในเรื่องการบกพร่องต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างระหว่างทดลองงานและจำเลยอ้างสาเหตุว่าโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้ง การเลิกจ้างระหว่างทดลองงานและการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมีข้อพิจารณาแตกต่างกัน ทั้งพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบก็ไม่น่าเชื่อถือและไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้นั้น เห็นว่า การพิจารณาวินิจฉัยว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้นโดยทั่วไปจักต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างนั้นโดยมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่เป็นสำคัญ ตามหนังสือเลิกจ้างที่จำเลยมีถึงโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.28 แม้จำเลยระบุในหนังสือว่าให้เลิกจ้างโจทก์ระหว่างทดลองงาน แต่ก็ได้ระบุถึงเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ในตอนต้นว่า "ด้วยผลการสอบสวนของบริษัทฯ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ท่านได้ ปฏิบัติหน้าที่ LEADER ของเที่ยวบินที่ TG. 620โดยมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของลูกทีมอย่างใกล้ชิด แต่ท่านกลับไม่เห็นนายธีระ อ้อพูลกระทำการทุจริตลักทรัพย์จากกระเป๋าผู้โดยสาร ทั้งเมื่อทราบว่ากระเป๋าซิปถูกรูดเปิดออกและถูกรื้อค้นท่านก็ไม่รายงานต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่ การกระทำของท่านดังกล่าวถือเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง ทำให้บริษัทฯ ไม่ไว้วางใจและไม่ประสงค์ที่จะให้ท่านทำงานกับบริษัทฯอีกต่อไป" ซึ่งจำเลยก็ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในคำให้การด้วย ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างและตามคำให้การจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบก็ไม่น่าเชื่อถือและไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า จำเลยต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าโจทก์ทราบถึงเหตุการณ์ที่นายธีระ อ้อพูล ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานร่วมกันได้รื้อค้นกระเป๋าของผู้โดยสารแล้วกลับนิ่งเสียไม่รายงานผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ และพฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างถูกพักงานหรือไม่ โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าจำเลยพักงานโจทก์โดยมิชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 ระเบียบของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.17ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างถูกพักงานพร้อมดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 วรรคสองและมาตรา 117 นั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้แล้วในตอนต้นว่าจำเลยไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามกฎหมายที่โจทก์อ้างมาวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ได้ ทั้งมิได้มีบทบัญญัติใดในเรื่องการพักงานในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ที่จะยกขึ้นปรับแก่กรณีที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการสั่งพักงานโจทก์ชอบด้วยระเบียบของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานให้โจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 46,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 20 ม. 116 ม. 117 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอังวะ จันทร์ชาวนา
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2545
#49105
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินแปลงที่จำเลยโอนขายให้ ด. เป็นแปลงเดียวกับที่โจทก์ขอซื้อจากจำเลยแต่จำเลยโอนให้ไม่ได้เพราะชื่อเจ้าของที่ดินยังเป็นของผู้อื่น ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ละทิ้ง หากยังติดตามที่ดินแปลงพิพาทอยู่ การที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปยื่นคำขอให้ยึดทรัพย์จำเลยโดยหนังสือมอบอำนาจมีข้อความชัดเจนว่าให้ยึดบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงนี้กับทรัพย์สินภายในบ้าน ดังนั้นการที่จำเลยโอนขายบ้านให้ ด. ก่อนที่โจทก์จะดำเนินการขอยึดนั้น โจทก์ก็ควรจะรู้หรือน่าจะรู้ว่าจำเลยขายที่ดินดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่การไปขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลย ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้วเกินกว่า 3 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 44 ที่กำหนดให้เจ้าของที่ดินหรือผู้ได้รับสิทธิในที่ดินจะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้โอนสิทธิในที่ดินที่ได้รับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 1) ฯ ข้อ 7 และข้อ 8 เป็นกรณีอนุญาตให้มีการซื้อขายที่ดินได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด หาใช่ไม่อาจทำการซื้อขายโดยเด็ดขาดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาศาลจังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ตรวจดูสารบบการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินที่สำนักงานที่ดินที่จังหวัดราชบุรี ทราบว่าจำเลยได้โอนขายที่ดินของจำเลยให้นายเดือน พลอยดีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 นอกจากที่ดินแปลงนี้แล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยก็เพื่อจะมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นฎีกาเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินแปลงที่จำเลยโอนขายให้นายเดือนเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่โจทก์ขอซื้อจากจำเลย ซึ่งคือทรัพย์แห่งหนี้ของต้นเหตุคดีนี้โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยเมื่อปี 2535 เมื่อจำเลยโอนให้ไม่ได้ เพราะชื่อเจ้าของที่ดินยังเป็นของผู้อื่น แต่ในคำพิพากษาคดีนั้นปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้ละทิ้งหากยังติดตามที่ดินอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าหลังทำสัญญา 2 ปี โจทก์เข้าไปปลูกบ้าน 1 หลังในที่ดิน ทั้งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีแพ่ง โจทก์ยังได้ทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีมีข้อความว่า โจทก์มีคดีพิพาทอยู่กับจำเลยเกี่ยวด้วยที่ดินแปลงดังกล่าว เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายจ่ายโอน หากมีการทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ ขอให้แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ จึงถือได้ว่าโจทก์ยังคงติดตามเรื่องราวในที่ดินแปลงพิพาท หาได้ปล่อยปละละเลยไม่ ดังนั้น เมื่อพิจารณาหนังสือที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปยื่นคำขอให้ยึดทรัพย์จำเลยลงวันที่ 18 มิถุนายน 2541 เอกสารหมาย ล.3ซึ่งมีข้อความชัดเจนว่าให้ยึดบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงนี้ โดยระบุที่ตั้งของบ้านอย่างชัดเจนว่าเป็นเลขที่ 52/2 ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กับทรัพย์สินภายในบ้าน ประกอบกับจำเลยโอนขายบ้านให้นายเดือน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541อันเป็นการขายกันก่อนที่โจทก์จะดำเนินการขอยึดแต่เพียงบ้านและทรัพย์สินภายในบ้านและโจทก์มิได้มาเบิกความด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงนับว่ามีข้อพิรุธ และทำให้มีเหตุน่าเชื่อว่าโจทก์รู้หรือน่าจะรู้ว่าจำเลยขายที่ดินดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่มีการไปขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยคือเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ซึ่งหากนับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 20 มกราคม 2542 จึงเกินกว่า 3 เดือนคดีของโจทก์จึงย่อมขาดอายุความที่โจทก์กล่าวแก้ในฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์มิได้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดที่ดินด้วย เพราะโจทก์ทราบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตโครงการจัดรูปที่ดินซึ่งห้ามซื้อขาย จึงไม่นับเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2517 มาตรา 44 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าเจ้าของที่ดินหรือผู้ได้รับสิทธิในที่ดินจะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้ แต่มีข้อยกเว้นประการหนึ่งว่าเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้โอนสิทธิในที่ดินที่ได้รับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามมาตรา 44แห่งพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2517 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2536ข้อ 7 และข้อ 8 อนุญาตให้มีการซื้อขายที่ดินได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด หาใช่ไม่อาจทำการซื้อขายโดยเด็ดขาดไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 350
พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2517 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แป้น ชัยมงคล
จำเลย — นาง มาลัย โพธิ์คำ
ชื่อองค์คณะ
เกียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ