คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2545
#49104
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันในวันกำหนดโอนที่ดินที่จะซื้อจะขายดังกล่าวว่า จำเลยยินยอมที่จะจดทะเบียนภารจำยอมเพื่อให้โจทก์มีสิทธิในการใช้ถนนเข้า - ออก จากที่ดินของโจทก์ในที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิในทางภารจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปไม่ สัญญาดังกล่าว จึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญาและเมื่อที่ดินของจำเลยต้องตกอยู่ในภารจำยอม ภารจำยอมดังกล่าวจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 หรือมาตรา 1399เมื่อภารจำยอมยังไม่สิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภารจำยอมตามข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยอยู่ในภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ยินยอม ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของจำเลยกับโจทก์ จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยเข้าออกสู่ทางสาธารณะจากที่ดินของโจทก์เพียงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของ โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่นำที่ดินของโจทก์ไปประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์จะต้องใช้ถนนของจำเลยด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย หากโจทก์ผิดข้อตกลงก็ยินยอมให้ยกเลิกการใช้ภารจำยอมที่ดินของจำเลย จำเลยตกลงทำบันทึกยินยอมจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินของจำเลยส่วนที่เป็นถนนให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ไว้ท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาปรากฏว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวัง ก่อให้เกิดความเสียหาย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา อย่างไรก็ตาม หากจำเลยจะต้องจดทะเบียนภารจำยอมให้โจทก์ ก็จะต้องจดทะเบียนให้เฉพาะที่ดินส่วนที่เป็นถนนตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายคำให้การ โดยให้มีระยะเวลาเพียงเท่าที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ใช้ราคาที่ดินของจำเลยที่ตกอยู่ในภารจำยอมเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะยกเลิกภารจำยอม และให้โจทก์ทำประตูปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยโดยต่างถือกุญแจไว้คนละดอก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ข้อตกลงการจดทะเบียนและใช้ภารจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยปราศจากเงื่อนไขและเงื่อนเวลา โจทก์จึงไม่จำต้องใช้ราคาที่ดิน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินของจำเลย โดยอยู่ในภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ทำการจดทะเบียนภารจำยอมก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันในวันกำหนดโอนที่ดินที่จะซื้อจะขายดังกล่าวว่าจำเลยยินยอมที่จะจดทะเบียนภารจำยอมเพื่อให้โจทก์มีสิทธิในการใช้ถนนเข้า ออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 20036 ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภารจำยอมตามข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ได้สิทธิในทางภารจำยอมใช้ถนนเข้า ออกจากที่ดินของโจทก์ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์นี้ เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิในทางภารจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเลยไม่ ดังนี้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา จำเลยจึงไม่อาจโต้เถียงต่อโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยไม่ตกอยู่ในภารจำยอมของที่ดินโจทก์ และเมื่อที่ดินของจำเลยต้องตกอยู่ในภารจำยอมเสียแล้ว ภารจำยอมดังกล่าวจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 กล่าวคือภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือไม่ได้ใช้ภารจำยอมเป็นเวลา 10 ปี ตามมาตรา 1399 ข้อที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวังก็ดี โจทก์นำท่อไปวางเกะกะกีดขวางทางน้ำในลำเหมืองก็ดี โจทก์ทำโคลนตกเรี่ยราดพื้นถนนก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวต่างก็มิใช่เหตุที่จะทำให้ภารจำยอมสิ้นไปตามบทกฎหมายข้างต้น เมื่อภารจำยอมเกิดขึ้นและมีอยู่ดังวินิจฉัยแล้ว และจำเลยเองก็นำสืบโดยตัวจำเลยเบิกความว่าที่ในวันโอนที่ดินไม่ได้มีการจดทะเบียนภารจำยอม เนื่องจากที่ดินยังแบ่งแยกไม่เรียบร้อย ซึ่งสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ว่าในวันจดทะเบียนโอนที่ดินยังไม่ได้มีการจดทะเบียนภารจำยอม เนื่องจากจำเลยอ้างว่าที่ดินซึ่งซื้อไปจากโจทก์นั้น ยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินและจัดสรรยังไม่เสร็จสิ้น เช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ยุติว่า โจทก์จำเลยตกลงจะจดทะเบียนภารจำยอมตามข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อจะขายกันเมื่อจำเลยทำการแบ่งแยกจัดสรรที่ดินเสร็จ ดังนั้น เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้น แล้วกระทำผิดข้อสัญญาไม่จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภารจำยอมได้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 1299 วรรคหนึ่ง ม. 1387 ม. 1397 ม. 1399
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วราภรณ์ ปานแย้ม
จำเลย — นาง จำนงค์ มาดารี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2545
#109393
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมใช้ถนนเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในทางภาระจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเลยไม่ ดังนี้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา จำเลยจึงไม่อาจโต้เถียงต่อโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์และการที่จำเลยตกลงจะจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อสัญญาดังกล่าวเมื่อจำเลยทำการแบ่งแยกจัดสรรที่ดินเสร็จ เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วกระทำผิดข้อสัญญาไม่จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้

ภาระจำยอมจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1397 กล่าวคือ ภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือไม่ได้ใช้ภาระจำยอมเป็นเวลา 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ข้อที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวังก็ดี โจทก์นำท่อไปวางเกะกะกีดขวางทางน้ำในลำเหมืองก็ดี โจทก์ทำโคลนตกเรี่ยราดพื้นถนนก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมิใช่เหตุที่จะทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๔๖ และ ๑๙๘๔๗ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ หากจำเลยไม่ยินยอม ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๔๖ และ ๑๙๘๔๗ กับโจทก์ เพื่อจัดสรรขายจริง แต่จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยเข้าออกสู่ทางสาธารณะจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ของโจทก์ซึ่งอยู่ด้านหลังของที่ดินของจำเลยที่ได้ซื้อจากโจทก์เพียงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่นำที่ดินของโจทก์ไปประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์จะต้องใช้ถนนของจำเลยด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย หากเกิดความเสียหายโจทก์ต้องซ่อมแซมให้ดีดังเดิมด้วยทุนทรัพย์ของโจทก์เอง โดยจำเลยจะทำประตูปิดกั้นที่ดินในส่วนที่ติดต่อกันระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยไม่ให้บุคคลอื่นใช้ เว้นแต่โจทก์ หากโจทก์ผิดข้อตกลงก็ยินยอมให้ยกเลิกการใช้ภาระจำยอมที่ดินของจำเลย จำเลยจึงตกลงทำบันทึกยินยอมจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยส่วนที่เป็นถนนให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ไว้ท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาเมื่อจำเลยจัดสรรที่ดินพร้อมทั้งทำถนนเสร็จ ปรากฏว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวัง ก่อให้เกิดความเสียหาย จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้เรียบร้อย แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ใช้ราคาที่ดินของจำเลยที่ตกอยู่ในภาระจำยอมเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะยกเลิกภาระจำยอม และให้โจทก์ทำประตูปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยโดยต่างถือกุญแจไว้คนละดอก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ข้อตกลงการจดทะเบียนและใช้ภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยปราศจากเงื่อนไขและเงื่อนเวลา โจทก์จึงไม่จำต้องใช้ราคาค่าที่ดิน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๔๖ และ ๑๙๘๔๗ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ หากจำเลยไม่ทำการจดทะเบียนภาระจำยอมก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันในวันกำหนดโอนที่ดินที่จะซื้อจะขายดังกล่าวว่าจำเลยยินยอมที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมเพื่อให้โจทก์มีสิทธิในการใช้ถนนเข้า - ออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมใช้ถนนเข้า - ออกจากที่ดินของโจทก์ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์นี้ เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในทางภาระจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเลยไม่ ดังนี้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา จำเลยจึงไม่อาจโต้เถียงต่อโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ ทั้งจำเลยตกลงจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อจำเลยทำการแบ่งแยกจัดสรรที่ดินเสร็จ ทำให้ที่ดินของจำเลยต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเสียแล้ว ดังนั้น ภาระจำยอมดังกล่าวจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๗ กล่าวคือ ภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือไม่ได้ใช้ภาระจำยอมเป็นเวลา ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๓๙๙ ข้อที่ว่า โจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวังก็ดี โจทก์นำท่อไปวางเกะกะกีดขวางทางน้ำในลำเหมืองก็ดี โจทก์ทำโคลนตกเรี่ยราดพื้นถนนก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวต่างก็มิใช่เหตุที่จะทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้น แล้วกระทำผิดข้อสัญญาไม่จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคแรก ม. 1387 ม. 1397 ม. 1399
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราพร ปานแย้ม
จำเลย — นางจำนงค์ มาดารี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6200/2545
#99890
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 ต่อมามี พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่นแล้วเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 แต่มาตรา 4 ของ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ออกภายหลังดังกล่าวกำหนดให้ มาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือบริการที่กระทำไปก่อนวันที่ พ.ร.ฎ. ฉบับหลังใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เมื่อสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์กับผู้ว่าจ้างทำขึ้นก่อน พ.ร.ฎ (ฉบับที่ 309) ใช้บังคับ มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำและได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ทั้งโจทก์ได้ยื่นคำขอสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขตามข้อ 1 (3) และข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 309) แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำคัดค้านผลการวิเคราะห์แบบคำขอรับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่

จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรให้ถือเป็นที่สุด ตามข้อ 4 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว แต่จำเลยมิได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และพิพากษาว่าการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนกันยายนและตุลาคมของโจทก์ในอัตราร้อยละ ๗ ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ยื่นแบบคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร สำหรับสัญญาขายสินค้าและให้บริการ โจทก์รับทราบผลการตรวจสอบว่าต้องชำระค่าภาษีที่ขาดเพิ่มเติมเป็นเงิน ๑๔๖,๐๗๒.๘๘ บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๓ รวมเป็นเงิน ๒๗๗,๖๙๙.๕๖ บาท โดยไม่โต้แย้ง และลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระค่าภาษีอากรพร้อมกับขอลดเบี้ยปรับ เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้ว แต่ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับ ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป. ๑.๔/๑๐๐๕๓๐๐/๕/๑๐๔๔๐๙ เลขที่ ตป. ๑.๔/๑๐๐๕๓๐๐/๕/๑๐๔๔๑๐ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. (อธ. ๓)/๗๘/๒๕๔๓ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งสองฉบับทำเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๐ อันเป็นวันก่อนวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ และอายุของสัญญาทั้งสองฉบับสิ้นสุดเพียงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เป็นการสิ้นสุดก่อนวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ พิเคราะห์แล้ว ขณะโจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทั้งสองฉบับ โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ ต่อมาวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๓๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๙ เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่นแล้วจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๐ แต่มาตรา ๔ ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๓๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการ ขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๐ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขไว้ว่า "ข้อ ๑ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะได้รับสิทธิเสียภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ จะต้องประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้?(๓) การให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำหรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนก่อนวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐?" เห็นว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งสองฉบับทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๐ มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำและได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้ว ก่อนวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นคำขอสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไป ภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขตามข้อ ๑(๓) และข้อ ๒ แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗.๐ ต่อไป จึงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗.๐ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๓๐๙) พ.ศ. ๒๕๔๐ แม้โจทก์มิได้ยื่นคำคัดค้านผลการวิเคราะห์แบบคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ภายใน ๗ วัน ตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยกำหนด ก็หาทำให้สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๐ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรให้ถือว่าเป็นที่สุด ตามข้อ ๔ แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวจึงต้องถือเป็นยุติว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ต่อไปนั้น ประเด็นข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและ วิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๘,๗๐๐ บาท แทนโจทก์

(ปัญญา ถนอมรอด - สมศักดิ์ วงศ์ยืน - ศุภชัย ภู่งาม)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 80
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ.2534 ม. 3
พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 ม. 4
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หจก. ไตรรัตน์ก่อสร้าง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6188/2545
#48706
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ท. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ก. จะทำบันทึกสัญญาต่อหน้านายอำเภอยอมให้จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินของตนก็ตาม แต่บันทึกสัญญาที่ ท. และจำเลยทำต่อกันนั้นเป็นการประนีประนอมระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับบ้านที่จำเลยปลูกและทรัพย์สินภายในบ้าน ไม่ใช่หนังสือจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน ดังนั้น การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยจึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง คงมีผลบังคับได้ระหว่างคู่กรณีเท่านั้น หามีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนที่ดินจาก ท. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ทำการโดยสุจริตหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 6138 ถึง 6141 โดยโจทก์ซื้อมาจากนางทิ้ง บุตรอินทร์ จำเลย ได้ปลูกบ้านสองชั้นสีเขียวอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินดังกล่าวจึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้าน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านสองชั้นสีเขียวตามภาพถ่ายท้ายฟ้องหมายเลข 1ออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6138, 6139, 6140 และ 6141 ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ของโจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ปลูกบ้านบนที่ดินโดยนางทิ้ง บุตรอินทร์ เจ้าของที่ดินเดิมได้จดบันทึกให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต โจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท แต่โจทก์สมคบกับนางทิ้งรับซื้อที่ดินพิพาทเพื่อขับไล่จำเลย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านสองชั้นสีเขียวตามภาพถ่ายท้ายฟ้องหมายเลข 1 ตลอดจนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6138, 6139, 6140 และ 6141 ตำบลจรเข้สามพันอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่า เดิมนางทิ้งบุตรอินทร์ เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2224ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี นางทิ้งยินยอมให้จำเลยปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าว ต่อมานางทิ้งขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 9 แปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2224 และ 6134 ถึง 6141 ตำบล อำเภอ และจังหวัดเดียวกัน บ้านที่จำเลยปลูกในที่ดินเดิมอยู่บนที่ดินที่แบ่งแยก น.ส.3 ก. เลขที่ 6138ถึง 6141 ต่อมานางทิ้งขายที่ดินทั้งหมดให้โจทก์มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ในปี 2537 นางทิ้งกับจำเลยไปที่ที่ว่าการอำเภออู่ทอง ทำบันทึกสัญญาต่อหน้านายอำเภอว่า นางทิ้งเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2224 ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยอมให้จำเลยสร้างบ้านอยู่อาศัยเป็นบ้านสองชั้นและยินยอมให้จำเลยอยู่ในที่ดินกับหลานโดยรับรองว่าจะไม่ขับไล่เห็นว่าการที่นางทิ้งยอมให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย จำเลยจึงได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะบริบูรณ์ต่อเมื่อนิติกรรมได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว พิเคราะห์บันทึกดังกล่าวในช่องประเภทความ ลงรายการว่าประนีประนอม รายการต่อมามีคำให้การของนางทิ้งและจำเลย ซึ่งนางทิ้งพิมพ์ลายนิ้วมือและจำเลยลงลายมือชื่อไว้ท้ายคำให้การของตนคำเปรียบเทียบของนายอำเภอและข้อตกลงของคู่ความ นางทิ้งพิมพ์ลายนิ้วมือกับจำเลยและนายอำเภอลงลายมือชื่อไว้ท้ายหนังสือ เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการประนีประนอมระงับข้อพิพาทระหว่างนางทิ้งกับจำเลยเกี่ยวกับบ้านที่จำเลยปลูกและทรัพย์สินภายในบ้านไม่ใช่หนังสือจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน ดังนั้น การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยจึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง คงมีผลใช้บังคับได้ระหว่างคู่กรณีเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ทำการโดยสุจริตหรือไม่ปัญหาว่าโจทก์รู้ถึงข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อำนวย น้อยทวี
จำเลย — นาย แตะ แซ่ปัง
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2545
#48245
เปิดฉบับเต็ม

ท. มีคู่สมรสอยู่แล้ว การที่ ท. จดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีก โดยมิได้หย่าขาดจาก ป. เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้โจทก์จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ท. กับ จ. ภริยาอีกคนหนึ่งของ ท. แต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของ ท. เมื่อ ท. ตายแล้วโจทก์ย่อมจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ท. โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่าง ท. และจำเลยเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งดิษฐเต้ยหลวง กับนางเจียม ดิษฐเต้ยหลวง ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19พฤษภาคม 2508 นางเจียมถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514 ต่อมาวันที่5 เมษายน 2515 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวง (นางสาวประจิมกระบี่น้อย) แล้วนายทิ้งได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 หลังจากนั้นวันที่ 16 เมษายน 2541 นายทิ้งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1236/2541 ขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายทิ้งโดยจำเลยอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมฝ่ายเมืองของนายทิ้งกับมีสิทธิได้รับมรดกของนายทิ้งที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้งทั้งนี้ขณะนายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น นายทิ้งมีนางประจิมเป็นคู่สมรสอยู่แล้วการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะเนื่องจากฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 การกล่าวอ้างของจำเลยว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง เพื่ออ้างสิทธิในการรับมรดก ส่วนที่นายทิ้งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ดังกล่าว มีผลกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ทั้งเจ็ดในการรับส่วนแบ่งมรดกของนายทิ้ง ขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเมื่อวันที่ 8กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสดังกล่าวเสีย

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องมาจากโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและมิได้เป็นทายาทของนางประจิม หากโจทก์ทั้งเจ็ดจะอ้างว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งเจ็ดก็ต้องร้องขอต่อพนักงานอัยการให้เป็นตัวแทนในการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวงกับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย)ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ตามทะเบียนที่ 107/3983 เมื่อวันที่ 8กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนท่าลี่ จังหวัดเลยเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส เมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย) ถึงที่สุด

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางเจียม ดิษฐเต้ยหลวง นางเจียมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514 ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2515 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวง และในระหว่างที่การสมรสระหว่างนายทิ้งกับนางประจิมยังไม่สิ้นสุดลง นายทิ้งได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 แล้วต่อมาในวันที่ 16 เมษายน 2541นายทิ้งก็ได้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและไม่ใช่ทายาทของนางประจิมซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายทิ้งก็เพื่อใช้สิทธิรับมรดกทั้งที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมและในฐานะทายาทโดยธรรม ไม่เป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดและไม่ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในเรื่องการแบ่งมรดก เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1452 บัญญัติว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้มาตรา 1495 บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ และมาตรา 1479 บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น นายทิ้งมีคู่สมรสคือนางประจิมอยู่แล้ว การที่นายทิ้งมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยมิได้หย่าขาดจากนางประจิมจึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งกับนางเจียม แต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้ง เมื่อนายทิ้งถึงแก่ความตายแล้วตามปกติโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายทิ้ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทิ้งและจำเลยเป็นโมฆะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามาแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1497
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนทร กิจแพทย์ กับพวก
จำเลย — นาง อมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2545
#48705
เปิดฉบับเต็ม

ชายหรือหญิงที่ทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว เป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งมาตรา 1497 ระบุว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ปรากฏว่าขณะที่ ท.จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้นท. มีคู่สมรสคือ ป. อยู่แล้ว การที่ ท. มาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยที่ยังมิได้หย่าขาดจาก ป. จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ท. กับ จ. ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของ ท.เมื่อท. ถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ท. โจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่าง ท. กับจำเลยเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งดิษฐเต้ยหลวง กับนางเจียม ดิษฐเต้ยหลวง ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2508 นางเจียมถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514 ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2515 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวง (นางสาวประจิม กระบี่น้อย) แล้วนายทิ้งได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 หลังจากนั้นวันที่ 16 เมษายน 2541 นายทิ้งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1236/2541 ขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายทิ้งโดยจำเลยอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมฝ่ายเมืองของนายทิ้งกับมีสิทธิได้รับมรดกของนายทิ้งที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้ง ทั้งนี้ขณะนายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้นนายทิ้งมีนางประจิมเป็นคู่สมรสอยู่แล้ว การสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะเนื่องจากฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 การกล่าวอ้างของจำเลยว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งเพื่ออ้างสิทธิในการรับมรดกส่วนที่นายทิ้งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ดังกล่าว มีผลกระทบถึงส่วนได้เสียของโจทก์ทั้งเจ็ดในการรับส่วนแบ่งมรดกของนายทิ้ง ขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสดังกล่าวเสีย

จำเลยให้การว่า ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง นั้นนายทิ้งนำมรณบัตรของภริยาไปแสดง จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตใจว่านายทิ้งไม่มีคู่สมรสอื่นอยู่หลังจากนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวง ทราบเรื่องการจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยแล้วนางประจิมก็ไม่ได้คัดค้าน จึงถือว่านางประจิมให้สัตยาบันและยอมรับการสมรสของนายทิ้งกับจำเลยดังกล่าว การสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและมิได้เป็นทายาทของนางประจิม หากโจทก์ทั้งเจ็ดจะอ้างว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งเจ็ดก็ต้องร้องขอต่อพนักงานอัยการให้เป็นตัวแทนในการฟ้องคดีฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดขาดอายุความ เนื่องจากคดีฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสมีอายุความ 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย)ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ตามทะเบียนที่ 107/3983 เมื่อวันที่ 8กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนท่าลี่ จังหวัดเลยเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส เมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย) ถึงที่สุด

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวงกับนางเจียม ดิษฐเต้ยหลวง นางเจียมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2514ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2515 นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับนางประจิม ดิษฐเต้ยหลวงและในระหว่างที่การสมรสระหว่างนายทิ้งกับนางประจิมยังไม่สิ้นสุดลง นายทิ้งได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 แล้วต่อมาในวันที่ 16เมษายน 2541 นายทิ้งก็ได้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและไม่ใช่ทายาทของนางประจิมซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และการที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายทิ้งก็เพื่อใช้สิทธิรับมรดกทั้งที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมและในฐานะทายาทโดยธรรม ไม่เป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด และไม่ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในเรื่องการแบ่งมรดก เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ มาตรา 1495 บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ และมาตรา 1497บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืน มาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น นายทิ้งมีคู่สมรสคือนางประจิมอยู่แล้ว การที่นายทิ้งมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยมิได้หย่าขาดจากนางประจิมจึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งกับนางเจียม แต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้ง เมื่อนายทิ้งถึงแก่ความตายแล้วตามปกติโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายทิ้ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทิ้งและจำเลยเป็นโมฆะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามาแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495 ม. 1497
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนทร กิจแพทย์ กับพวก
จำเลย — นางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิรางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2545
#109354
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. กับนาง จ. ต่อมานาง จ. ถึงแก่ความตาย นายท. ได้จดทะเบียนสมรสกับนาง ป. หลังจากนั้นนาย ท.มาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยมิได้หย่าขาดจากนาง ป. จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 เมื่อนาย ท. ถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ท. และมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนาย ท. โจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้ที่มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนาย ท. และจำเลยเป็นโมฆะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1497 โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนการสมรสระหว่างนาย ท. กับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสดังกล่าวเสีย

จำเลยให้การว่า การสมรสระหว่างนายทิ้งกับจำเลยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและมิได้เป็นทายาทของนายประจิม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนายอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย) ที่สำนักงานทะเบียน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ตามทะเบียน ๑๐๗/๓๙๓๘ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๔ เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนท่าลี่ จังหวัดเลย เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส เมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสระหว่างนายทิ้ง ดิษฐเต้ยหลวง กับนางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง (จำเลย) ถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคีดเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทิ้งซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่คู่สมรสของนายทิ้งและไม่ใช่ทายาทของนางประจิมซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้ง จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และของนายทิ้งก็เพื่อใช้สิทธิรับมรดกทั้งที่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมและในฐานะทายาทโดยธรรมไม่เป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด และไม่ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียสิทธิในเรื่องการแบ่งมรดก เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๒ บัญญัติว่าชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ มาตรา ๑๔๙๕ บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา ๑๔๔๙ มาตรา ๑๔๕๐ มาตรา ๑๔๕๒ และมาตรา ๑๔๕๘ เป็นโมฆะ และมาตรา ๑๔๙๗ บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา ๑๔๕๒ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่นายทิ้งจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น นายทิ้งมีคู่สมรสหรือนางประจิมอยู่แล้ว การที่นายทิ้งมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกโดยมิได้หย่าขาดจากนางประจิมจึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๒ ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๔๙๕ แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายทิ้งกับนางเจียวแต่ก็เป็นทายาทโดยธรรมของนายทิ้ง เมื่อนายทิ้งถึงแก่ความตายแล้วตามปกติโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายทิ้งโจทก์ทั้งเจ็ดจึงอยุ่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทิ้งและจำเลยเป็นโมฆะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๗ โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามาแล้วนั้น ศาลฎีกาเห้นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495 ม. 1497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนทร กิจแพทย์ กับพวก
จำเลย — นางอมรศรี ดิษฐเต้ยหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานีแผนกคดีเยาวช — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 — นายปรีดา พูนคำ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อำนวย เต้พันธ์
สุเมธ ตังคจิรางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6182/2545
#49103
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามวางกัญชาแห้งอัดแท่งของกลางไว้ที่พื้นวางเท้าหลังเบาะคนขับรถยนต์กระบะ โดยมิได้ใช้รถยนต์กระบะเป็นที่ซุกซ่อนกัญชาแห้งอัดแท่งดังกล่าวรถยนต์กระบะจึงมิใช่ยานพาหนะซึ่งจำเลยทั้งสามได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถ่านโทรศัพท์ กุญแจรถยนต์ กุญแจล็อกรถ และพวงกุญแจ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ฟังว่าเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 อีกทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดหรือได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกัญชาแห้งอัดแท่ง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 3 แท่ง หนัก 3.2 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำเบิกความของพันตำรวจโทเฉลิมวัฒน์ เดชาสุภากุล กับจ่าสิบตำรวจสหัส เยี่ยมสาร เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มกัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 3 แท่ง ของกลางแตกต่างกัน และการตรวจค้นพบกัญชาแห้งอัดแท่งของกลางก็มิได้กระทำต่อหน้าจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม พยานหลักฐานโจทก์จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองต่างเป็นเจ้าพนักงานเบิกความให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญ เริ่มจากได้สืบทราบมาก่อนแล้วว่ามีคนร้าย 3 คน ลักลอบขนกัญชาไปส่งให้แก่ลูกค้าที่บริเวณท่าแพใหม่ไต๋อี๊ด ตำบลตำมะลัง โดยใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ท - 6323 สงขลา เป็นยานพาหนะ พันตำรวจโทเฉลิมวัฒน์วางแผนจับกุมโดยไปดักรอที่บริเวณสามแยกบ้านเกาะนก เมื่อเห็นรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแล่นจากเขตเทศบาลเมืองสตูล มุ่งหน้าไปตำบลตำมะลัง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไป ครั้นรถยนต์กระบะแล่นเข้าจอดที่บริเวณท่าแพใหม่ไต๋อี๊ด เจ้าพนักงานตำรวจก็แสดงตนและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสาม การตรวจค้นได้พบกัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 3 แท่ง อยู่ภายในรถจึงยึดเป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามจำเลยที่ 1 กับพวกก็ปฏิเสธเพียงว่าไม่ทราบว่าเป็นกัญชาของผู้ใด โดยมิได้โต้แย้งว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ตรวจค้นพบกัญชาแห้งอัดแท่งของกลางดังกล่าวภายในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 กับพวกใช้เป็นยานพาหนะ พันตำรวจโทเฉลิมวัฒน์กับพวกได้จัดทำบันทึกการจับกุมซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏไว้ตามเอกสารหมาย จ.9 และควบคุมตัวจำเลยที่ 1 กับพวกส่งร้อยตำรวจโทจอม สิงห์น้อย พนักงานสอบสวนคดีนี้ ร้อยตำรวจโทจอมเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าได้รับตัวจำเลยที่ 1 กับพวกพร้อมของกลางตั้งแต่คืนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทจอมจัดทำแผนผังจุดที่จำเลยที่ 1 กับพวกนั่งอยู่ภายในรถยนต์กระบะคันดังกล่าว รวมทั้งจุดที่กัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 3 แท่ง ของกลางวางอยู่ตามบันทึกการแจ้งข้อหาเอกสารหมาย จ.11 แผ่นที่ 2 จำเลยที่ 1 ก็ลงลายมือชื่อรับว่าถูกต้อง อีกทั้งได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุทั้งสองฉบับ รวมทั้งภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวนหมาย จ.5 ถึง จ.7 ในการนำสืบต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1มิได้นำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบกัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 3 แท่งของกลางภายในรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 โดยนำสืบต่อสู้ในทำนองว่าไม่ทราบว่ากัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 3 แท่ง ของกลางอยู่ในรถของตนเท่านั้น ดังนี้ แม้พันตำรวจโทเฉลิมวัฒน์เบิกความว่าวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มกัญชาแห้งอัดแท่งดังกล่าวเป็นถุงสีน้ำตาลแต่จ่าสิบตำรวจสหัสเบิกความว่ากัญชาแห้งอัดแท่งของกลางห่อด้วยพลาสติก ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างในพลความเท่านั้น ส่วนการตรวจค้นก็หามีข้อให้ระแวงสงสัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ปฏิบัติการโดยสุจริตไม่ ดังจะเห็นได้ว่าแม้ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็รับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบกัญชาแห้งอัดแท่งของกลางในรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดในข้อหามีกัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 3 แท่ง ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่สำหรับของกลางทั้ง 10 รายการตามบัญชีของกลาง คดีอาญาเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งโจทก์อ้างส่งแนบท้ายคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ท - 6323 สงขลา ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกลางรายการที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยทั้งสามวางกัญชาแห้งอัดแท่งของกลางไว้ที่พื้นวางเท้าหลังเบาะคนขับเท่านั้น หาได้ใช้รถยนต์กระบะดังกล่าวเป็นที่ซุกซ่อนกัญชาแห้งอัดแท่งของกลางไม่ รถยนต์กระบะดังกล่าว จึงมิใช่ยานพาหนะซึ่งจำเลยทั้งสามได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ถ่านโทรศัพท์ 2 ก้อนกุญแจรถยนต์ 1 ดอก กุญแจล็อกรถ 1 ดอก และพวงกุญแจ 1 อัน ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกลางรายการที่ 3 ถึงที่ 9 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังว่าเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 อีกทั้งทรัพย์สินตามรายการที่ 2 ถึงที่ 9 ดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดหรือได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยได้กระทำความผิด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมานั้น จึงไม่ถูกต้อง และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยเห็นสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของ

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 22 ยกเลิกความในมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยในมาตรา 76 วรรคหนึ่งตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ได้กำหนดโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่ให้จำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งแม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะได้กำหนดโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ส่วนโทษปรับนั้นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าในทางใด แม้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ริบทรัพย์สินตามรายการที่ 2 ถึงที่ 9 ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.8 ท้ายฟ้อง โดยให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 67 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย เสกสรรค์ สอนพ่วง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6147/2545
#109344
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำงานสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นความผิดตามมาตรา 30 (1) ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีเจตนาเดียวกันในการทำซ้ำงานต่าง ๆ ดังกล่าว การกระทำจึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องปรับบทความผิดทุกบท แต่การลงโทษต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตาม ป.อ. มาตรา 90

การละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และมาตรา 30 (1) เพื่อการค้า ต้องระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง มาตราเดียวกัน ย่อมมีโทษเท่ากัน และสมควรลงโทษตามมาตรา 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์คัดค้าน คำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ลงวันที่ 20 เดือน มิถุนายน พุทธศักราช 2543 ศาลฎีกา รับวันที่ 28 กันยายน พุทธศักราช 2543

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 30, 61, 69, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ให้ริบของกลาง แต่แผ่นซีดีและแผ่นแม่พิมพ์ซีดีรวมจำนวน 16 แผ่น ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 7 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 7 เป็นคดีใหม่แล้ว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 69 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือนแผ่นซีดี 13 แผ่น และแผ่นแม่พิมพ์ซีดี 3 แผ่น ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้กล่าวหาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำงานสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีเจตนาเดียวกันในการทำซ้ำงานต่าง ๆ ดังกล่าว การกระทำจึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องปรับบทความผิดทุกบท แต่การลงโทษต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และมาตรา 30 (1) เพื่อการค้า ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง มาตราเดียวกัน ย่อมมีโทษเท่ากัน และสมควรลงโทษตามมาตรา 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง นั้น เห็นได้ว่าเป็นการอ้างบทกฎหมายที่ผิดหลงโดยไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) เป็นกรณีที่ผู้กระทำผิดนำงานที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปหาประโยชน์ด้วยวิธีการที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1), 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดดังกล่าวมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 (1) ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายออง อิง เก็ต หรืออ๋อง เอ็ง เคียต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2545
#49102
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อระบุให้ผู้เช่าซื้อนำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเจ้าของ จึงเป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อที่ต้องนำเงินค่างวดไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ การที่จำเลยที่ 1 นำสืบถึงข้อตกลงว่าพนักงานของโจทก์จะเป็นผู้ไปเก็บค่างวดแก่จำเลยที่ 1 เอง จึงเป็นการแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในสัญญา เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเอกสารสัญญาเช่าซื้อ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญา สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีโดยเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อไม่ต้องบอกกล่าวก่อน

ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เพราะมิใช่กรณีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น อันจะต้องใช้สิทธิฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 1,101,532.73 บาท ชำระในวันทำสัญญา112,149.53 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระงวดละ 22,055 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 และทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 3 ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที แต่จำเลยที่ 1ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพเสื่อมโทรมและเสียค่าติดตามนำรถยนต์กลับคืนเป็นเงิน 3,600 บาท โจทก์นำรถยนต์ออกขายได้ราคาเพียง 372,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 839,660.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงกันว่าพนักงานของโจทก์จะมาเก็บค่างวดเช่าซื้อที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เอง แต่โจทก์ไม่ได้ให้พนักงานมาเก็บค่าเช่าซื้องวดที่ 4 จำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันทันที โจทก์ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์คืน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 462,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา1,101,532.73 บาท ชำระในวันทำสัญญา 112,149.53 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระงวดละ 22,055 บาท เป็นเวลา 48 งวด โดยชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน มีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว จำเลยที่ 1ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ 2 งวด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงกันว่า พนักงานของโจทก์จะมาเก็บค่างวดเช่าซื้อที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เอง แต่พนักงานของโจทก์ไม่มา จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ เห็นว่าตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะนำค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเจ้าของตามกำหนดต่อไปนี้รวม 48 งวด เป็นเงิน989,383.20 บาท โดยยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 งวดละ 20,612.15 บาททุกวันที่ 10 ของแต่ละเดือน เริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป ตามข้อสัญญาดังกล่าวกำหนดเป็นภาระหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อจะต้องนำค่างวดเช่าซื้อไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ การที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า มีการตกลงกันว่าพนักงานของโจทก์จะไปเก็บค่างวดเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 เอง ซึ่งแตกต่างไปจากข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเอกสารสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นการต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำค่างวดเช่าซื้อไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 10ที่ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อที่สองมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อไปหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อโจทก์มายึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ดังนั้นการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจึงเป็นการครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 มิได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แต่ประการใดนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันทันทีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จึงย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การที่สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ตลอดมา โดยไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 อันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองทรัพย์ของโจทก์อยู่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์เป็นเวลา 27 เดือน ตามที่โจทก์ขอเป็นเงินเดือนละ6,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้นเหมาะสมแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อที่สามมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาได้อีก เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 10 ระบุว่าภายหลังจากสัญญาเลิกกันแล้ว ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อมีสภาพหรือราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ ผู้เช่าซื้อจะชดใช้ให้เจ้าของจนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 มิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ตามใบรับมอบและแจ้งสภาพสินค้าเอกสารหมาย จ.7 แล้วนำออกขายโดยเปิดเผยได้เงินจำนวน 372,000บาท ตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.8 ทำให้โจทก์ยังขาดราคารถยนต์อยู่อีก ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคาขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งสองกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เพราะมิใช่กรณีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น อันจะต้องใช้สิทธิฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงวันที่ 10 กันยายน 2538 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 391 ม. 563 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย มนตรี ศิลปสม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2545
#48704
เปิดฉบับเต็ม

แม้การโอนกิจการของธนาคาร ม. ให้แก่เจ้าหนี้ที่จะมีผลบังคับตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ (ฉบับที่ 4)ฯมาตรา 38 จัตวา วรรคสอง(3) โดยเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องในมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีเจตนารมณ์เพียงมิให้นำมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ที่รับโอนกิจการสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดจากธนาคาร ม. โดยมิให้อ้างว่าเป็นการยอมให้ธนาคาร ม. กระทำโอนขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ธนาคารผู้โอนดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายไปถึงหนี้ที่เกิดจากธนาคาร ม. ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อได้รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งเจ้าหนี้รับโอนมาแล้วจะมีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่อย่างใด หนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ(ฉบับที่ 4)ฯ มาตรา 38 จัตวา วรรคสอง(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการรวม 6 คดีจำนวน47,050,734.61 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นสมควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2138/2541 และ 2583/2541 จำนวน 16,511,572.95 บาท ตามมาตรา 130(7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 442/2541, 883/2541, 1350/2541 และ 1021/2541น่าเชื่อว่าเจ้าหนี้ยอมให้มีการก่อนหนี้ขึ้นโดยรู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว เห็นสมควรให้ยกเสียทั้งสิ้นตามมาตรา 107(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเจ้าหนี้ทั้งหลายจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 และในการตรวจคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้นั้น และหนี้ดังกล่าวไม่ต้องห้ามขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วทำความเห็นเสนอศาลตามมาตรา 105 และศาลมีอำนาจพิจารณาสั่งตามมาตรา 106, 107 และ 108 ซึ่งเห็นได้ว่าแม้หนี้ที่ขอรับชำระจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาและไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นหรือผู้ใดโต้แย้งก็หาได้ผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สอบสวนแล้วเห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 442/2541, 883/2541, 1350/2541 และ 1021/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(2) และรายงานสรุปความเห็นต่อศาล เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่เจ้าหนี้ฎีกาข้อต่อไปว่า หนี้ที่ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวเดิมธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ได้รับโอนกิจการโดยรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของธนาคารดังกล่าวมาตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และประกาศของกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบในการโอนกิจการโดยโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เจ้าหนี้ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงเป็นการโอนกิจการโดยผลของกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 จัตวาวรรคสอง (3) ที่บัญญัติยกเว้นมิให้นำมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาใช้บังคับ เจ้าหนี้จึงชอบจะได้รับชำระหนี้ดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้การโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่เจ้าหนี้จะมีผลบังคับตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2541 มาตรา 38 จัตวา วรรคสอง(3) โดยเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องในมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีเจตนารมณ์เพียงมิให้นำมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ที่รับโอนกิจการสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยมิให้อ้างว่าเป็นการยอมให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหานคร) กระทำโอนขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ธนาคารผู้โอนดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายไปถึงหนี้ที่เกิดจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อได้รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งเจ้าหนี้รับโอนมาแล้วจะมีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่อย่างใดหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 จัตวา วรรคสอง (3) ฎีกาของเจ้าหนี้ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (2)
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 ม. 38 จัตวา วรรคสอง(3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เอ็กเซล คอนสตรัคชั่น แมนเนจเมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6103/2545
#48244
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในราคาที่ดินเพราะถูกนายหน้าหลอกลวงซึ่งจำเลยที่ 1 รู้หรือควรจะได้รู้ถึงการหลอกลวงดังกล่าว การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกัน แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156

เมื่อนิติกรรมซื้อขายที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากกลฉ้อฉลในขณะเดียวกัน แต่ผลทางกฎหมายต่างกันกล่าวคือ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะตามมาตรา 159 จึงต้องถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะ เพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสิงโต อินแย้ม ซึ่งมีทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2532จำเลยที่ 1 กับพวก ได้ร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวโดยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกจะซื้อที่ดินพิพาทในราคา 52,000,000 บาทโจทก์หลงเชื่อจึงพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหลายฉบับให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบข้อความเพราะโจทก์ไม่รู้หนังสือ ต่อมาจึงทราบว่าเป็นสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1ในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ เพราะโจทก์ตกลงขายที่ดินในราคา 52,000,000 บาท และโจทก์ไม่เคยได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับจำนองไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันที่ดินโจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 เลขที่ดิน 58 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 เลขที่ดิน 58 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีคืนโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายเสนอ อินแย้ม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี มีชื่อนายสิงโต อินแย้ม สามีโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ หลังจากนายสิงโตถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสิงโต ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2532 โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา4,000,000 บาท วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะถูกกลฉ้อฉลและโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมอันจะเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์และนายเสนอ อินแย้ม บุตรโจทก์เบิกความว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่นายสุวัฒน์หรือสนิท เหมือนบุญ กับพวกในราคา 52,000,000 บาท ไม่เคยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา4,000,000 บาท ตามที่จดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบหรือ 14,000,000บาท ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง โดยโจทก์มีนายถวิล ชาวสวน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เบิกความรับรองว่าที่ดินพิพาทและที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายกันในท้องตลาดไร่ละ 2,500,000 บาท นายสุวัฒน์พฤกษ์เสถียร ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารแหลมทอง จำกัด จำเลยที่ 2 ก็เบิกความเจือสมว่าธนาคารได้ประเมินราคาที่ดินพิพาทไว้เป็นเงิน 36,000,000 บาท ประกอบกับในทางนำสืบไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือเหตุผลพิเศษที่แสดงว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องขายที่ดินพิพาทให้ราคาต่ำกว่าราคาในท้องตลาดมากเช่นนี้ จึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์มีเจตนาขายที่ดินพิพาทในราคา 52,000,000 บาท จริง ส่วนสาเหตุที่โจทก์ไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท นั้นนายเสนอเบิกความว่า ในวันนั้นนายสุวัฒน์และนายปลิว ไม่ทราบนามสกุล ใช้อุบายหลอกลวงนายเสนอให้ไปอยู่ที่บ้านของเรือเอกสมสิทธิ์ สมบัติบูรณ์ แล้ว นายสุวัฒน์กับนายปลิวย้อนกลับมารับโจทก์ที่บ้านพาไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบตามลำพัง โดยมีโจทก์เบิกความในเรื่องนี้ว่าเมื่อนายสุวัฒน์พาโจทก์ซึ่งอ่านหนังสือไม่เป็นมาถึงสำนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบพบนายเสมียนพรรคพวกของนายสุวัฒน์รออยู่แล้ว นายเสมียนพาโจทก์ไปพบนางเสงี่ยมทองประกอบ พนักงานที่ดินอำเภอ จากนั้นนายเสมียนได้จับมือโจทก์พิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารหลายฉบับและเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทไปจากโจทก์อ้างว่าจะเอาไปตรวจสอบกับต้นฉบับของสำนักงานที่ดินอำเภอ วันนั้นโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าขายที่ดินโดยนายสุวัฒน์บอกว่าทำนิติกรรมซื้อขายยังไม่เสร็จ เพราะนายอำเภอไม่อยู่ พรุ่งนี้เช้านายสุวัฒน์จะไปรับโจทก์มาที่สำนักงานที่ดินอีก แต่ไม่มีใครมารับโจทก์ โจทก์จึงทราบว่าถูกหลอกให้ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1นอกจากคำเบิกความของโจทก์และนายเสนอดังกล่าวแล้ว พันตำรวจเอกสันต์ชัยวสุนทรา นายแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ แผนกจิตเวชเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์มีอาการสมองเสื่อม ซึ่งอาจถูกชักจูงได้ง่ายกว่าคนปกติ ประกอบกับโจทก์เป็นหญิงชรา อายุมากถึง 79 ปี อ่านเขียนหนังสือไทยไม่เป็นจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ถูกหลอกลวงให้ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จริง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทในราคา 14,000,000 บาท ให้แก่นายสมศักดิ์ เตชะเกษม นายผอง อ่อนหวันหรือนวลสถิตย์วงศ์ และนายพงษ์ชัย โฆษิตธนากร บิดาจำเลยที่ 1 โดยตกลงกันให้ใส่ชื่อนายสมศักดิ์เป็นผู้รับโอนที่ดิน แต่ในวันจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาท ฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำหลักฐานการเป็นคนต่างด้าวของบิดานายสมศักดิ์และนายพงษ์ชัยมาด้วย ส่วนนายผองไม่ได้เตรียมหลักฐานการโอนติดตัวมา ทำให้ใส่ชื่อนายสมศักดิ์นายพงษ์ชัยและนายผองเป็นผู้รับโอนไม่ได้ จึงใส่ชื่อจำเลยที่ 1 แทน และในวันดังกล่าวนายสมศักดิ์กับพวกได้มอบเงินให้บุตรสาวและบุตรเขยของโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ได้ถูกจำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงและไม่ได้สำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า นายผอง นายสมศักดิ์ และนายพงษ์ชัยบิดาจำเลยที่ 1 มีอาชีพซื้อขายที่ดินเคยทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินมาแล้วหลายครั้ง ย่อมรู้ดีว่าการทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินจะต้องมีเอกสารอะไรบ้าง โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินพิพาท นายผองนายสมศักดิ์ และนายพงษ์ชัยทราบล่วงหน้าโดยไปดูที่ดินพิพาทและสอบถามราคาที่ดินพิพาทมาแล้ว จึงมีเวลาเตรียมเอกสารเพื่อใช้ในการรับโอนที่ดินพิพาทก่อนวันจดทะเบียนนิติกรรมหลายวัน ดังนั้นที่ฝ่ายจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้นำหนังสือต่างด้าวของบิดานายสมศักดิ์ และนายพงษ์ชัยมาด้วยในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำต้องใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนที่ดินแทนจึงมีน้ำหนักน้อย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยทำหนังสือขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 1 เอง โดยระบุว่าจะนำที่ดินพิพาทมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท ตามหนังสือที่จำเลยที่ 2 ส่งต่อศาลชั้นต้นโดยนายสมศักดิ์เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือดังกล่าวยื่นต่อธนาคารจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2532 ก่อนวันจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทจริง (แต่หนังสือพิมพ์ผิดเป็นวันที่ 17 มกราคม 2531) นอกจากนี้ถ้ามีการตกลงกันให้ใส่ชื่อนายสมศักดิ์เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจริง นายสมศักดิ์ก็ต้องเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบในวันนัดจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ การที่นายสมศักดิ์ไม่ได้เดินทางไปยังสำนักงานที่ดินในวันนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่ามีการตกลงให้ใส่ชื่อนายสมศักดิ์เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาก่อนวันนัดจดทะเบียน แต่กลับน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 นายผอง นายสมศักดิ์และนายพงษ์ชัยได้ร่วมกันวางแผนซื้อที่ดินและจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวในนามของจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 14,000,000 บาท ให้แก่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้วนั้น จำเลยที่ 1 คงมีแต่พยานบุคคลโดยนายผองเบิกความอย่างเลื่อนลอยว่า นายผองเป็นผู้นำเงินสดจำนวน 4,000,000 บาท ไปมอบให้แก่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ซึ่งรออยู่ที่จอดรถส่วนแคชเชียร์เช็คอีก 8,500,000 บาท มอบให้นางมัลลิกาหรือยุ้ย ฤทธิ์การุณวงศ์เป็นผู้รับไป โดยนางมัลลิกาลงชื่อรับแคชเชียร์เช็คไว้ในหลักฐานฉบับเดียวกับที่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ลงชื่อรับเงินสด แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงหลักฐานการรับเงินสด และแคชเชียร์เช็คดังกล่าวต่อศาล ทั้งนำสืบไม่ได้ว่าบุคคลที่รับเงินสดไปจากนายผองนั้นเป็นบุตรสาวและบุตรเขยโจทก์จริงหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามโจทก์มีตัวโจทก์ นางไพรวันอินแย้ม บุตรโจทก์ และนายสุรินทร์ เกตสุข บุตรเขยโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่านางไพรวันและนายสุรินทร์ไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินพิพาท วันจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทคนทั้งสองไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบ โดยเฉพาะนายสุรินทร์เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2532 และอยู่ที่นั่นถึงวันที่ 23 มกราคม 2532 เวลา 16 นาฬิกา จึงเดินทางกลับ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่านายสมศักดิ์กับพวกได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้วดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง การที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้คดีว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 14,000,000 บาท และได้ชำระราคาที่ดินให้แก่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้ว โดยไม่เป็นความจริงและจำเลยที่ 1 ก็ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทมีราคาตามท้องตลาดมากกว่า 36,000,000 บาท จึงทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท โดยสำคัญผิดเพราะถูกนายหน้าขายที่ดินหลอกลวงซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 กับพวกรู้หรือควรจะได้รู้ถึงการหลอกลวงดังกล่าว การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเช่นนี้ แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 156 เช่นเดียวกัน เมื่อนิติกรรมมาซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากกลฉ้อฉลในขณะเดียวกันแต่ผลทางกฎหมายต่างกันกล่าวคือ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 159 จึงต้องถือว่านิติกรรมรายนี้เป็นโมฆะ เพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ ด้วยเหตุนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่านิติกรรมเป็นโมฆะจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 159
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้อม อินแย้ม
จำเลย — นายเดชา โฆษิตธนากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6103/2545
#109425
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีเจตนาจะขายที่ดินพิพาทในราคา 52,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 ก็ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทมีราคาท้องตลาดมากกว่า 36,000,000 บาท เป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดเพราะถูกนายหน้าขายที่ดินพิพาทหลอกลวง ซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 กับพวกรู้ถึงการหลอกลวง การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเช่นนี้ แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 เช่นเดียวกัน เมื่อนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 159 จึงต้องถือว่านิติกรรมรายนี้เป็นโมฆะเพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง และแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสิงโต อินแย้ม ซึ่งมีทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๕๔ โดยจำเลยที่ ๑ กับพวก ได้ร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ เพราะโจทก์ตกลงขายที่ดินในราคา ๕๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่เคยได้รับเงินจากจำเลย ที่ ๑ นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินของโจทก์ไป จดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ รับจำนองไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันที่ดินโจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๕๔ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ร่วมกับผู้ใดฉ้อโกงโจทก์ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ ๑ และก่อนซื้อได้พากันไปดูที่ดิน โดยนายพงษ์ชัย โฆษิตธนากร บิดาจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับนายสมศักดิ์ เตชะเกษม ซื้อที่ดินโจทก์ในราคา ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ในวันทำสัญญาที่สำนักงานที่ดินไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายในนามของนายสมศักดิ์และบิดาจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะบิดาจำเลยที่ ๑ เป็นคนต่างด้าวให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ซื้อแทน ในวันนั้นฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์ บุตรเขย และบุตรสาวโจทก์ไปด้วย จดทะเบียนซื้อขายกันในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อไม่ให้ เสียเงินมากต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินโดยเปิดเผย และในวันนั้นบิดาจำเลยที่ ๑ ได้มอบเงินจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้ว โจทก์ได้นำเงินไปชำระค่าธรรมเนียมบางส่วน ต่อมาฝ่ายจำเลยที่ ๑ ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน ๑๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้ฝ่ายโจทก์ โจทก์ไม่ได้ทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลย ที่ ๒ รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยที่ ๑ กู้เงินจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๕๔ เลขที่ดิน ๕๘ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๒ ส่งมอบหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๕๔ เลขที่ดิน ๕๘ นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี คืนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายเสนอ อินแย้ม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๕๔ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีชื่อนายสิงโต อินแย้ม สามีโจทก์เป็นผู้ ครอบครองทำประโยชน์ หลังจากนายสิงโตถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสิงโต ต่อมาวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๓๒ โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เพราะถูกกลฉ้อฉลและโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมอันจะเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทในราคา ๕๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เคยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่จดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบหรือ ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังที่จำเลยที่ ๑ กล่าวอ้าง ส่วนสาเหตุที่โจทก์ไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้น น่าเชื่อว่าโจทก์ถูกหลอกลวงให้ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ประกอบกับการที่จำเลยที่ ๑ นำสืบต่อสู้คดีว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และได้ชำระราคาที่ดินให้แก่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้ว โดยไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ ๑ ก็ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทมีราคาตามท้องตลาดมากกว่า ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ในราคา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยสำคัญผิดเพราะถูกนายหน้าขายที่ดินหลอกลวงซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยที่ ๑ กับพวกรู้หรือควรจะได้รู้ถึงการหลอกลวงดังกล่าว การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเช่นนี้ แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำ นิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖ เช่นเดียวกัน เมื่อนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากกลฉ้อฉลในขณะเดียวกันแต่ผลทางกฎหมายต่างกันกล่าวคือ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๖ แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะ ตามมาตรา ๑๕๙ จึงต้องถือว่านิติกรรมรายนี้เป็นโมฆะ เพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ ด้วยเหตุนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่า นิติกรรมเป็นโมฆะจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒๐๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 157 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้อม อินแย้ม โดยนายเสนอ อินแย้ม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
1 — นายเดชา โฆษิตธนากร ที่
จำเลย — ธนาคารแหลมทอง จำกัด ที่ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวปชาบดี คำปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6095/2545
#49101
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำขอของโจทก์ก็ย่อมเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกลับคืนมา คดีของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่อ้างว่าออกทับที่ดินของโจทก์จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินมีราคา 32,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

โจทก์ขอให้เปิดทางสาธารณประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมิได้มีคำขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนที่ทับทางเกวียนแต่ประการใด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะส่วนที่ทับทางเกวียน จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นมาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668, 1669 และ 1670ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ออกจากทะเบียนที่ดินอำเภอพรานกระต่าย และบังคับจำเลยที่ 1 เปิดทางสาธารณประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1068 ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 159 ตำบลพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชรกับทำที่ดินให้อยู่ในสภาพใช้สัญจรได้

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีแดงยกเว้นแนวเขตเส้นประสีน้ำเงินตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทและทางเกวียนตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้จำเลยที่ 1 เปิดทางเกวียนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามแผนที่พิพาทดังกล่าวในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668 ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพใช้สัญจรได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากันนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตามคำขอของโจทก์ ก็ย่อมเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกลับคืนมา คดีของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่อ้างว่าออกทับที่ดินของโจทก์จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา32,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของจำเลยที่ 1 ออกทับทางเกวียนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายทองดี พลหาญ บุตรโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจนายทดช้างน้อย บุตรเขยโจทก์ นายออง หอมมาลา ชาวบ้าน นายประสม ศิริษาและนายจำรัสการะเวก สองอดีตผู้ใหญ่บ้านกับนายโผน เขียวแก้ว หลานคู่กรณีมานำสืบ มีใจความว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกับโฉนดที่ดินเลขที่ 12872 ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากนางมุ้ยมารดานายโผน มีเนื้อที่รวมประมาณ 25 ไร่ ด้านทิศเหนือติดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยมีทางเกวียนคั่น ต่อมามีการตัดทางสาธารณประโยชน์ขึ้นใหม่ไม่ทับแนวทางเกวียนเดิมหากแต่ตัดผ่านที่ดินโจทก์ทำให้ที่ดินโจทก์ถูกแบ่งเป็นสองแปลงคือแปลงใหญ่ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้ของทางสาธารณประโยชน์ที่โจทก์ยกให้แก่นายทองดีและแปลงเล็กเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ อันเป็นที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์คงครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนาปลูกข้าว ปี 2536 โจทก์อนุญาตให้นายทดผู้เป็นบุตรเขยปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทนานถึง 2 ปี เมื่อบุตรเขยย้ายออกไปโจทก์ก็ได้กลับเข้าทำนาในที่ดินพิพาทดังเดิม ฝ่ายจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 นายบุญธรรม โพเทพและนางเทือง เดชะผล ซึ่งทั้งสองเป็นหลานคู่กรณีเช่นกันมาสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยที่ 1ซึ่งมีเนื้อที่รวมประมาณ 50 ไร่ ด้านทิศใต้ของที่ดินจดทางสาธารณประโยชน์ไม่ใช่จดทางเกวียน เมื่อปี 2534 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งแปลงจากเดิมที่เป็น น.ส.3 ไปขอออกเอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 ก. ขณะรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน นายจำรัสการะเวก พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นก็ได้มาดูการรังวัดและเซ็นชื่อรับรองแนวเขตโดยมีนายเผด็จ กลึงมั่น ช่างรังวัดที่ดินมาเบิกความสนับสนุนว่า ขณะรังวัดที่ดินได้มีการแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงไประวังแนวเขต และก่อนออก น.ส.3 ก. ก็ได้มีการนำประกาศไปติดไว้ในที่ต่าง ๆ รวมทั้งบริเวณที่ตั้งของที่ดินเพื่อให้มีการคัดค้านตามระเบียบของทางราชการแล้วไม่ปรากฏมีผู้ใดไปคัดค้าน ข้อสำคัญคือตามระวางรูปถ่ายทางอากาศด้านทิศใต้ของที่ดินพิพาทติดทางสาธารณประโยชน์โดยไม่ปรากฏทางเกวียนตามที่โจทก์นำชี้ในแผนที่พิพาทกลาง เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีพยานบุคคลและเอกสารมายันกันแต่เมื่อพิจารณาพยานโจทก์แต่ละปากคือนายทดบุตรเขยโจทก์เบิกความว่าผู้อนุญาตให้เข้าปลูกบ้านในที่ดินพิพาทตามที่ทั้งสองฝ่ายอ้างคือตัวโจทก์ นายโผนที่เบิกความว่ามารดาเป็นผู้ขายที่ดินให้โจทก์และตนเองยังมีที่ดินที่มารดายกให้อยู่ติดที่ดินพิพาทโดยเคยปลูกห้างนาบนที่ดินดังกล่าว มีหลักฐานตามภาพถ่าย นายประสมและนายจำรัสสองอดีตผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งมายืนยันตรงกันว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท และนายอองซึ่งเป็นชาวบ้านในท้องที่ไม่มีผลประโยชน์กับฝ่ายใดที่มาเบิกความตรงกับนายโผนว่าเคยใช้ทางเกวียนที่โจทก์นำชี้ตามแผนที่พิพาทกลางเป็นทางเดินผ่านก่อนที่จะมีการตัดทางสาธารณประโยชน์แนวใหม่ อันแสดงว่าเคยมีทางเกวียน ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์คั่นระหว่างที่ดินของจำเลยที่ 1 กับที่ดินพิพาทอย่างเป็นเรื่องราวและมีเหตุผล ต่างจากพยานจำเลยที่ 1 ที่แม้จะมี น.ส.3 ก. และระวางรูปถ่ายทางอากาศมาเป็นหลักฐานและมีนายบุญธรรมกับนางเทืองสองพี่น้องที่เป็นหลานคู่กรณีมาเป็นพยาน แต่พยานจำเลยที่ 1 สองปากดังกล่าวก็ได้ความว่ามีผลประโยชน์ร่วมด้วย โดยนางเทืองเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์รับว่าได้รับการยกให้ที่ดินจากจำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังรับว่าตามหลักฐานเดิมที่ดินของจำเลยที่ 1 ก่อนออกเป็น น.ส.3 ก. คือที่ดินตาม น.ส.3 ซึ่งมีเนื้อที่เพียง 26 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ซึ่งน้อยกว่าจำนวนที่ออกเป็น น.ส.3 ก. ที่มีเนื้อที่ถึง 61 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวาทั้งตามรูปที่ดินเดิมของ น.ส.3 ก็ปรากฏว่าด้านทิศใต้ติดทางเกวียนแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่า น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขอออก น.ส.3 ก. ทับทางเกวียนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าไม่มีทางเกวียนด้านทิศเหนือที่ดินพิพาทโดยอ้างระวางรูปถ่ายทางอากาศและการที่ผู้ใหญ่บ้านลงชื่อรับรองการรังวัดเพื่อออก น.ส. 3 ก. ของที่ดินจำเลยที่ 1 นั้น เชื่อว่า เป็นเพราะทางเกวียนในสมัยก่อนเป็นทางคนในหมู่บ้านใช้อาศัยเป็นทางสัญจรปกติจะเป็นเส้นทางที่ไม่กว้าง เมื่อมีการตัดทางสาธารณประโยชน์ขึ้นใหม่ซึ่งย่อมจะสะดวกกว่าทางเกวียนเดิมที่ไม่มีการใช้ก็ย่อมจะหมดสภาพไป กอปรกับได้ความจากพยานคู่กรณีว่ามีการตัดทางสาธารณประโยชน์ขึ้นใหม่มานานกว่า 20 ปี การที่ไม่ปรากฏทางเกวียนในระวางรูปถ่ายทางอากาศซึ่งระบุว่าถ่ายเมื่อปี 2519 จึงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยที่ 1 ไม่อาจชนะคดีโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668 ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ส่วนที่ทับทางเกวียนตามแผนที่พิพาทด้วยนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1668, 1669 และ 1670 ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชรเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์กับคำขอให้เปิดทางสาธารณประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668 ดังกล่าว โดยมิได้มีคำขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668 ในส่วนที่ทับทางเกวียนตามแผนที่พิพาทแต่ประการใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668 เฉพาะส่วนที่ทับทางเกวียนตามแผนที่พิพาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ทำทางเกวียนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้อยู่ในสภาพใช้สัญจรได้ด้วยนั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของคู่ความคงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปทำนาบนทางเกวียนที่ไม่มีสภาพเป็นทางให้เห็นโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 จะได้เข้าไปทำให้ที่ดินส่วนที่เป็นทางเกวียนเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่แต่ประการใด ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำให้ที่ดินส่วนที่เป็นทางเกวียนให้อยู่ในสภาพใช้สัญจรตามคำขอของโจทก์ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 เปิดทางเกวียนอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามแผนที่พิพาท แต่ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1668 ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่ายจังหวัดกำแพงเพชร เฉพาะส่วนที่ทับทางเกวียน และให้ยกคำขอบังคับจำเลยที่ 1 ทำทางเกวียนให้อยู่ในสภาพที่ใช้สัญจรได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แอ๊ด โทนทรัพย์
จำเลย — นาย ใบ โพเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2545
#49100
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตยังไม่ถึงที่สุดเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาก่อน หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ก็เป็นเพียงพิพากษาแก้บทลงโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน โดยเห็นว่าการกระทำผิดของจำเลยฐานนี้ขาดอายุความแล้วจึงลงโทษจำเลยไม่ได้เท่านั้น ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตนั่นเอง ความผิดฐานนี้ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ซึ่งถึงที่สุดได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองขนาด 20 ชนิดประกอบขึ้นเองไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ และกระสุนปืนลูกซองขนาดใดไม่ปรากฏชัดจำนวน 1 นัด จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวทั้งไม่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยได้ชิงทรัพย์เอารถจักรยานยนต์ของนายสุนทร หวังคละกลาง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายลิขิต กลายชัยภูมิ ผู้เสียหายที่ 2 และเงินสดจำนวน 3,000 บาทของผู้เสียหายที่ 2 รวมราคาทรัพย์สิน 70,800 บาท ไปโดยจำเลยใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339, 340 ตรี, 371, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง สำหรับโทษประหารชีวิตเมื่อลดโทษลงกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 เมื่อจำเลยถูกจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมานับรวมอีกได้ ริบอาวุธปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยไม่อาจฎีกาได้ แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจะยังไม่ถึงที่สุด โดยเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาก่อน หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง ซึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แม้จะพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ก็เป็นเพียงพิพากษาแก้บทลงโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าการกระทำผิดของจำเลยฐานนี้ขาดอายุความแล้วจึงลงโทษจำเลยไม่ได้เท่านั้น ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวย่อมมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตนั่นเอง ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมานั้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาคัดค้านโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนซึ่งถึงที่สุดได้อีกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 ม. 339 ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายนิรันดร์หรือโจหรือไก่ ด่านนาทิน
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6081/2545
#48703
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) ฯ มาตรา 35 บัญญัติให้บุคคลธรรมดาที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อครบ 3 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งนอกจากจะไม่มีบทบัญญัติให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนแล้ว มาตรา 34 ยังบัญญัติให้บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลหรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดังนั้น จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 35 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลหรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 คดีถึงที่สุด

ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายเกินกว่า 3 ปี แล้ว ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 35

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง มีผลใช้บังคับเฉพาะคดีที่ฟ้องหลังจากพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ คือนับแต่วันที่ 22 เมษายน 2542 เป็นต้นไป แต่คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย (ที่ถูกให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ดังนั้น กฎหมายตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีผลบังคับถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายมาครบ 3 ปีแล้ว มีสิทธิร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 จะบัญญัติให้บุคคลธรรมดาที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อครบ 3 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2542 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน2542 เป็นต้นไป ซึ่งนอกจากจะไม่มีบทบัญญัติให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนแล้ว มาตรา 34 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวยังบัญญัติให้บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาลหรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดังนั้น แม้การเป็นบุคคลล้มละลายจะต้องถูกจำกัดตัดสิทธิและเสรีภาพบางประการในทางแพ่งก็ไม่อาจนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลหรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 เป็นคดีที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องตั้งแต่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับและอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายมาครบ 3 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วก็ไม่มีสิทธิขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 35 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาคมกิจก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2545
#49099
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นลูกจ้างและนายจ้างหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏว่าโจทก์อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 ด้วย คดีนี้โจทก์รับจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งมัคคุเทศก์อิสระ อัตราค่าจ้างขึ้นกับการทำงานแต่ละครั้งโดยนำนักท่องเที่ยวไปตามตารางทัวร์ที่กำหนดไว้ หากไม่มาทำงานก็จะไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน ไม่มีการกำหนดวันหยุดวันลาและสวัสดิการสำหรับโจทก์ แสดงว่าโจทก์มีอิสระในการทำงานกับจำเลยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ใช่การจ้างแรงงานหรือเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันตามบทกฎหมายข้างต้นโจทก์ไม่เป็นลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,000 บาท ต่อมาขณะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่นำนักท่องเที่ยวจากสถานีรถไฟวังโพเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันที่ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยคจังหวัดกาญจนบุรี รถตู้โดยสารของจำเลยซึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวมาพร้อมโจทก์ประสบอุบัติเหตุตกเหว โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์มีความเห็นว่า โจทก์หายเกือบเป็นปกติสามารถประกอบอาชีพได้ วันที่ 31 มกราคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2543ถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 รวม 10 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 60,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวน คิดเป็นดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง8,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 105,000 บาท ค่าชดเชย 63,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 100,000 บาท 60,000 บาท และ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย แต่มารับจ้างทำหน้าที่มัคคุเทศก์อิสระให้จำเลย ได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่ทำงานให้จำเลยในอัตราวันละ600 บาท การทำงานของโจทก์เป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นจ้างทำของ หากโจทก์ไม่สามารถมาทำงานให้จำเลยได้โจทก์ไม่ต้องเขียนใบลา การกระทำของจำเลยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์รับจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งมัคคุเทศก์อิสระกำหนดวันทำงานไม่แน่นอน อัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับผลสำเร็จของงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้รับค่าจ้างของวันนั้น ไม่มีกำหนดวันหยุด วันลา และไม่มีสวัสดิการสำหรับโจทก์ จำเลยไม่เคยหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากค่าจ้างของโจทก์ สาระสำคัญของการทำงานของโจทก์จะต้องทำงานให้เป็นผลสำเร็จคือนำนักท่องเที่ยวไปตามตารางทัวร์ที่จำเลยและนักท่องเที่ยวกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยใช้รถตู้หรือรถบัสอันเป็นอุปกรณ์ในการนำเที่ยวที่จำเลยมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในทางการค้าของจำเลย หากมีค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการปฏิบัติงานของโจทก์ จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามความหมายของลูกจ้างที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นคู่สัญญาในลักษณะจ้างแรงงานตามมาตรา 575 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 แล้ว ยังต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าโจทก์อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ด้วย คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์รับจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งมัคคุเทศก์อิสระอัตราค่าจ้างขึ้นกับการทำงานแต่ละครั้ง โดยนำนักท่องเที่ยวไปตามตารางทัวร์ที่กำหนดไว้ หากไม่มาทำงานก็จะไม่ได้ค่าจ้างกำหนดวันทำงานไม่แน่นอน ไม่มีการกำหนดวันหยุด วันลา และสวัสดิการสำหรับโจทก์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์มีอิสระในการทำงานกับจำเลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมิใช่การจ้างแรงงานหรือเป็นลูกจ้างและนายจ้างกันตามบทกฎหมายข้างต้น โจทก์ไม่เป็นลูกจ้างของจำเลย ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปัทมา เทวพิทักษ์
จำเลย — บริษัท ริเวอร์แควโฟลทเตล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2545
#48702
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพาผู้เสียหายมากรุงเทพมหานครแล้วพาผู้เสียหายไปพักโรงแรมที่จำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอยู่ประมาณ 3 เดือน จำเลยมิได้ชักนำผู้เสียหายไปค้าประเวณีในทันที ขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น ผู้เสียหายมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีโดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาโดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง น. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษไปจากนายบรรจงบิดา เพื่อการอนาจาร และเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ด้วยการพาไปที่ท้องสนามหลวงโรงแรมศิริพงษ์ โรงแรม 39โรงแรมเวียงสำราญและโรงแรมยูเนียน หลายครั้งโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ชีวิต ข่มขืนใจผู้เสียหายให้ค้าประเวณีกับผู้อื่น จนผู้เสียหายยินยอมจำเลยอายุกว่า 16 ปี ไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับการดำรงชีพและอยู่ร่วมกับผู้เสียหายซึ่งค้าประเวณีที่โรงแรมจูนอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมอื่น ๆ รับเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นจากรายได้ของผู้เสียหายซึ่งค้าประเวณี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 283, 284, 286, 309, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9, 12

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 286, 309, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 กระทงแรกฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร วางโทษจำคุก 12 ปีกระทงที่สองและกระทงที่สาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กระทงที่สองลงโทษฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นบทหนัก วางโทษจำคุก 15 ปี กระทงที่สามฐานดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี วางโทษจำคุก12 ปี กระทงที่สองจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 10 ปี รวมลงโทษจำคุก 34 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง น. ผู้เสียหายเป็นบุตรนายบรรจงและนางบุญมี เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2525 เมื่อต้นปี 2540นางบุญมีถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายได้พักอาศัยอยู่กับนายบรรจงที่บ้านพักจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2540 จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านพักไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2542 ผู้เสียหายและนายเปลี่ยน แดงหวาน เจ้าหน้าที่กองคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กได้เข้าแจ้งความต่อร้อยตำรวจโทสวัสดิ์ ภักดี เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนว่า จำเลยได้พาตัวผู้เสียหายไปค้าประเวณีที่บริเวณสนามหลวงและได้นำร้อยตำรวจโทสวัสดิ์ไปจับกุมจำเลยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2540 จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่กับจำเลยที่กรุงเทพมหานคร และโจทก์มีนายบรรจงบิดาผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันประกอบว่า เมื่อนายบรรจงกลับจากทำงานมาถึงบ้านและทราบจากเพื่อนบ้านว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปจากบ้านซึ่งนายบรรจงเข้าใจว่าจำเลยไปเที่ยวบ้านเพื่อน ต่อมาประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยได้โทรศัพท์มาบอกนายบรรจงว่าจำเลยไปพักอยู่แถวบางนาและจะให้ผู้เสียหายไปเลี้ยงเด็กและอีกประมาณครึ่งเดือนจะพาผู้เสียหายกลับบ้าน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยก็ไม่พาผู้เสียหายมาส่ง หลังจากนั้นจำเลยได้โทรศัพท์มาบอกว่าจะพาผู้เสียหายมาส่งอีกแต่ก็ไม่มาและไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย นายบรรจงจึงออกติดตามหาผู้เสียหายตามสถานทีที่จำเลยเคยไปพัก แต่ก็ไม่พบตามทางนำสืบของจำเลย จำเลยก็รับว่าจำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายมายังกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่านายบรรจงบอกให้จำเลยพาผู้เสียหายมาด้วยเพื่อหางานทำ แต่ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวขัดกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ว่าจำเลยพาผู้เสียหายมากรุงเทพมหานครโดยไม่ได้บอกนายบรรจง ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายแต่อย่างใด คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวจำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า จำเลยอ่านหนังสือไม่ออกเจ้าพนักงานตำรวจนำเอากระดาษเปล่ามาให้ลงลายมือชื่อ จำเลยจึงพิมพ์ลายนิ้วมือโดยขณะนั้นยังไม่มีข้อความ เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ทั้งพิเคราะห์ข้อความในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวแล้ว เห็นว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดซึ่งไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะเขียนขึ้นเองได้ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือจึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยประกอบเพื่อพิเคราะห์สอดส่องข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และคดียังได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายมายังกรุงเทพมหานครแล้ว จำเลยได้พาผู้เสียหายไปพักที่โรงแรมฮอลลีวู๊ดที่จำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอยู่ประมาณ 3 เดือน จำเลยมิได้ชักนำผู้เสียหายไปค้าประเวณีในทันที และเมื่อไม่ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่โรงแรมดังกล่าวเพราะเหตุสมควรประการใดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายซึ่งขณะจำเลยกระทำความผิดวันที่ 12 สิงหาคม 2540 นั้น ผู้เสียหายมีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนายบรรจงผู้เป็นบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก เท่านั้น หาได้มีความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยชักพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีโดยการบังคับข่มขืนใจผู้เสียหายนั้น โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อย้ายจากโรงแรมฮอลลีวู๊ดซึ่งจำเลยและผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวประมาณ 3 เดือน มาพักที่โรงแรม 39 ใกล้กับสนามหลวงแล้วจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเร่ค้าประเวณีโดยไปนั่งที่บริเวณสนามหลวง และจำเลยเป็นผู้ตกลงและเก็บเงินสินจ้างจากผู้ที่ต้องการร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า หลังจากทำงานที่โรงแรมฮอลลีวู๊ดแล้ว จำเลยได้รู้จักกับนายอู๊ดและต่อมาจำเลยได้ไปอยู่กินกับนายอู๊ดที่บ้านพักแถวบริเวณบางบอนโดยจำเลยได้พาผู้เสียหายไปอยู่ด้วย ต่อมาจำเลยมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อบ้านและเกรงว่าจะถูกทำร้ายจึงได้มาพักอยู่ที่โรงแรมจูนอพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณท่าพระจันทร์ที่นายอู๊ดประกอบอาชีพรับซื้อขายพระอยู่โดยผู้เสียหายก็ได้มากับจำเลยด้วย หลังจากนั้นผู้เสียหายได้ไปช่วยนางน้อยขายน้ำอ้อยที่สนามหลวงในเวลากลางคืน ต่อมาผู้เสียหายขอไปอยู่ที่บ้านนางน้อยจำเลยไม่ยินยอมผู้เสียหายไม่พอใจและออกจากที่พักไป จำเลยไปตามผู้เสียหาย แต่นางน้อยไม่ยอมให้ผู้เสียหายกลับและบอกว่าจะให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย ต่อมาก็มีเจ้าพนักงานตำรวจมาจับจำเลยขณะนั่งรอนายอู๊ดซื้อพระอยู่แถวเยาวราช ซึ่งแตกต่างขัดกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนที่ว่า หลังจากจำเลยพาผู้เสียหายไปอยู่ที่โรงแรมฮอลลีวู๊ดแล้วจำเลยและผู้เสียหายได้ไปเที่ยวที่สนามหลวงและผู้เสียหายบอกจำเลยว่าจะค้าประเวณีต่อมาจำเลยและผู้เสียหายได้ไปที่สนามหลวงและเมื่อมีผู้ต้องการร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายก็จะตกลงสินจ้างกับบุคคลผู้นั้นเองและเมื่อได้เงินสินจ้างแล้วผู้เสียหายจะนำเงินมาไว้ที่จำเลยก่อนแล้วจึงจะไปร่วมประเวณีกับผู้ที่มาติดต่อ เห็นว่าข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวที่เจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหายนั้นกลับทำให้รูปคดีมีเหตุน่าเชื่อว่าในขณะที่จำเลยเป็นผู้ชักพาผู้เสียหายไปเร่ค้าประเวณีที่บริเวณสนามหลวงนั้น เป็นช่วงหลังจากผู้เสียหายออกจากบ้านมาแล้ว 3 เดือน จึงเป็นเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นผู้เสียหายจึงมีอายุเกินสิบห้าปีแล้ว แต่ที่ผู้เสียหายเบิกความด้วยว่าเหตุที่ผู้เสียหายออกไปเร่ค้าประเวณีเป็นเพราะถูกจำเลยบังคับขืนใจโดยจำเลยบอกว่าหากไม่ค้าประเวณีจะไม่พากลับบ้านและจะฆ่า และเมื่อได้เงินสินจ้างจากการค้าประเวณีในแต่ละครั้งจำเลยจะเป็นผู้เก็บไว้ไม่ให้ผู้เสียหาย และนอกจากจำเลยจะนำผู้เสียหายไปพักที่โรงแรม 39แล้ว จำเลยยังพาผู้เสียหายไปพักอยู่ที่โรงแรมอื่น เช่น โรงแรมยูเนี่ยน โรงแรมศิริพงษ์และโรงแรมจูนอพาร์ตเมนต์ เหตุที่ย้ายโรงแรมบ่อยเนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรมนั้นโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสนับสนุน คงมีเพียงคำเบิกความของผู้เสียหายที่กล่าวอ้างไว้ลอย ๆ เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อพิจารณาถึงบริเวณสนามหลวงที่จำเลยชักพาผู้เสียหายไปเร่ค้าประเวณีนั้น ก็เป็นที่สาธารณะมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาพลุกพล่านหากผู้เสียหายไม่สมัครใจที่จะค้าประเวณีตามที่จำเลยขู่บังคับให้กระทำแล้ว ผู้เสียหายย่อมจะขัดขืนและขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ผ่านไปมานั้นได้ แต่ผู้เสียหายก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะถูกจำเลยบังคับขืนใจให้ทำการค้าประเวณีดังที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง และคดีนี้แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยขู่เข็ญหรือใช้วิธีข่มขืนใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปีโดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอมเอง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ศาลก็มีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จำเลยจึงคงมีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุกว่าสิบห้าปี โดยหญิงนั้นสมัครใจยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยหาได้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 309 วรรคแรกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสามและวรรคสี่ ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้บังคับขืนใจผู้เสียหายให้ค้าประเวณีแล้วเป็นผู้เก็บเงินสินจ้างจากการค้าประเวณีไว้ไม่ให้แก่ผู้เสียหาย และจำเลยพาผู้เสียหายไปพักตามโรงแรมต่าง ๆ หลายแห่งเนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าโรงแรมดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นทั้งคดียังได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในช่วงที่ผู้เสียหายพักอยู่กับจำเลยและทำการค้าประเวณี จำเลยมีสามีและช่วยสามีจำเลยซื้อขายพระ ซึ่งเจือสมกับข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ว่า นายอู๊ดสามีของจำเลยมีอาชีพรับซื้อขายพระและมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูจำเลยและผู้เสียหาย น่าเชื่อว่าจำเลยและสามีได้ประกอบอาชีพและมีรายได้จากการรับซื้อขายพระดังที่จำเลยกล่าวอ้างประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่ารายได้ของจำเลยดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพอีกด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปีและไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับการดำรงชีพ ได้ร่วมกินอยู่หลับนอนกับผู้เสียหายซึ่งค้าประเวณีและรับเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นจากรายได้ของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แม้ความผิดข้อหานี้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วย มาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282วรรคสอง, 317 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีพ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรจำคุก9 ปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยหญิงนั้นยินยอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 21 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี ความผิดข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 282 วรรคสอง ม. 283 ม. 286 ม. 317 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 192 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง พรเพ็ญ แป้นเพชร
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2545
#48701
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ความประสงค์หรือเจตนาแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคล คือจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการของจำเลยที่ 1 ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ออกเช็คทั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้า ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 2 กระทำทั้งฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมกันกระทำผิด จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างได้ว่าไม่มีเจตนาออกเช็คพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 เรียงกระทงลงโทษ ความผิดตามเช็คฉบับแรกลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ความผิดตามเช็คฉบับหลัง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1จำนวน 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน80,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงแรก2 เดือน และกระทงที่สอง 7 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 2 กรรมการที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่พอจ่าย จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า มูลหนี้เดิมของเช็คพิพาทเป็นเรื่องระหว่างนายธนวัฒน์กับโจทก์ นายธนวัฒน์เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ 2 ออกเช็คตามคำขอของนายธนวัฒน์ นายธนวัฒน์รับว่าจะชำระหนี้โดยนำเงินเข้าบัญชีจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาจะออกเช็คนั้น เห็นว่า มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทเป็นหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ แม้นายธนวัฒน์ตกลงกับจำเลยที่ 2 ว่านายธนวัฒน์จะชำระหนี้เองแต่ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายธนวัฒน์ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ความประสงค์หรือเจตนาแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคลคือจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการของจำเลยที่ 1ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 2 กระทำทั้งฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมกันกระทำผิด จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างได้ว่าไม่มีเจตนาออกเช็คพิพาท ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มีเจตนาไม่สุจริตร่วมมือกับนายธนวัฒน์ลวงให้จำเลยที่ 2 รับผิดชอบแทนนายธนวัฒน์นั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่สำนึกผิด ไม่บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 900
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โมบิลออยล์ ไทยแลนด์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เพชรเทพทัต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 6057/2545
#49098
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของเจ้าหนี้ระบุข้อความอันเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนไว้โดยชัดแจ้งว่า ให้ ก. ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจเพียงเจรจาตกลงกับลูกหนี้จนเสร็จการเท่านั้น มิได้มอบอำนาจให้เป็นตัวแทนรับชำระหนี้จากลูกหนี้แต่อย่างใด การที่ ก. รับชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไว้จากลูกหนี้ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทน ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจก็ระบุว่าเจ้าหนี้ยอมรับผิดต่อลูกหนี้เฉพาะในการกระทำที่ ก. ได้ทำไปตามที่เจ้าหนี้มอบอำนาจเท่านั้น เจ้าหนี้จึงไม่ต้องผูกพันกับการรับชำระหนี้ของ ก. ประกอบกับตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอันจะพึงถือได้ว่า ทางปฏิบัติของเจ้าหนี้ทำให้ลูกหนี้มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการชำระหนี้แก่ ก. นั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของ ก. ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดต่อลูกหนี้ผู้สุจริตเสมือนว่า ก. เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจรับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 การรับชำระหนี้ของ ก. จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจย่อมไม่ผูกพันเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เต็มจำนวน โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจนำเงินที่ลูกหนี้ชำระต่อ ก. ซึ่งมิใช่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้มาหักชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่22 มกราคม 2544 และตั้งบริษัทเควินแอนด์ เคิร์ท จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามหนังสือรับสภาพหนี้อันเกิดจากสัญญาจ้างเหมาช่วงก่อสร้างทางหลวงสายบ้านท่าจักร -อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เป็นเงิน 2,623,063.63 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,606,771.31 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้วปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า ลูกหนี้ได้ชำระหนี้แล้วบางส่วนหากเป็นหนี้อยู่จริงก็ไม่เกินจำนวน 2,256,771.31 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 2,207,652.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ไม่เคยได้รับชำระหนี้จำนวน 450,000 บาทจากลูกหนี้ จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอรับชำระหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ได้ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงก่อสร้างทางหลวงสายบ้านท่าจักร - อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูนกับเจ้าหนี้แล้วผิดสัญญา เจ้าหนี้ได้มอบอำนาจให้นายกฤษณ์ โภชนาจันทร์ เป็นตัวแทนเจรจาตกลงค่าเสียหายกับลูกหนี้ ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 18ตุลาคม 2542 ในสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 10พฤษภาคม 2543 ลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่เจ้าหนี้เป็นเงิน 3,908,386.59บาท และวันที่ 22 ธันวาคม 2543 ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับใหม่ขอยกเลิกหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับเดิมโดยขอรับสภาพหนี้แก่เจ้าหนี้เป็นเงิน 2,606,771.31บาท และลูกหนี้ได้ชำระหนี้ด้วยแคชเชียร์เช็คของธนาคารยูโอบีรัตนสิน สาขางามวงศ์วาน เลขที่ 2062394 จำนวนเงิน 350,000 บาท กับโอนเงินจำนวน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาทให้แก่นายกฤษณ์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้ดังกล่าวเต็มจำนวน 2,606,771.31 บาท โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจนำเงินจำนวน 450,000บาท ที่ลูกหนี้ชำระหนี้ต่อนายกฤษณ์มาหักชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจของเจ้าหนี้ดังกล่าวระบุข้อความอันเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนไว้โดยชัดแจ้งว่า ให้นายกฤษณ์ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่เพียงเจรจาตกลงกับลูกหนี้จนเสร็จการเท่านั้น มิได้มอบอำนาจให้นายกฤษณ์เป็นตัวแทนรับชำระหนี้จากลูกหนี้แต่อย่างใด การที่นายกฤษณ์รับชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไว้จากลูกหนี้จึงเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตัวแทน ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจของเจ้าหนี้ก็ระบุว่าเจ้าหนี้ยอมรับผิดต่อลูกหนี้เฉพาะในการกระทำที่นายกฤษณ์ได้ทำไปตามที่เจ้าหนี้มอบอำนาจเท่านั้น เจ้าหนี้จึงไม่ต้องผูกพันกับการรับชำระหนี้ของนายกฤษณ์ประกอบกับตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอันจะพึงถือได้ว่า ทางปฏิบัติของเจ้าหนี้ทำให้ลูกหนี้มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการชำระหนี้แก่นายกฤษณ์นั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของนายกฤษณ์ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดต่อลูกหนี้ผู้สุจริตเสมือนว่านายกฤษณ์เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจรับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 การรับชำระหนี้ของนายกฤษณ์ จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจย่อมไม่ผูกพันเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เต็มจำนวน 2,606,771.31 บาท โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจนำเงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้ต่อนายกฤษณ์ซึ่งมิใช่ตัวบุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้จำนวน 450,000 บาท มาหักชำระหนี้ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จำนวน2,606,771.31 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ (วันที่ 23 มกราคม 2544) จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 822 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 60
ชื่อคู่ความ
เจ้าหนี้ — บริษัท ทวีทรัพย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ