คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2545
#109384
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษ ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 33 อย่างไรก็ตาม มาตรา 34 ได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ไว้ว่า ถ้าผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นมีดังต่อไปนี้ (1)?(2) ผู้ส่งของยังคงต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกิดขึ้นหรือเป็นผลเนื่องจากการขนส่งของนั้น ซึ่งหมายความว่า ผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบกับมาตรา 33 ดังกล่าว เมื่อผู้ขนส่งไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น หากโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้าของจำเลยผู้ส่งของอยู่แล้ว โจทก์ก็สามารถใช้ความระมัดระวังในการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพอันตรายของสินค้านั้นได้ กรณีนี้โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น

จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วรัดด้วยหนังยางไม่ได้ปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้และไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตราย เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของไอเอ็มดีจี โค้ด และประกาศกรมเจ้าท่า เรื่อง การกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ แม้ความเสียหายจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ในการจัดระวางบรรทุกสินค้าด้วย แต่ก็ถือว่าต่างก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง

โจทก์ไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยทราบถึงความเสียหายภายใน 90 วัน เป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ซึ่งไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์เป็นผู้รับจ้างขนส่ง ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลยผู้ว่าจ้าง ขอให้ชำระค่าเสียหายจากการที่สินค้าของจำเลยเกิดลุกไหม้ทำให้ตู้ขนส่งและเรือของโจทก์เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลและเป็นเจ้าของเรือยูนิ-เมอร์ซี่ ลำที่เกิดเหตุ จำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการผลิตถ่านไม้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งถ่านไม้ ไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยขนส่งแบบแอลซีแอล (LCL) ซึ่งจำเลยจะนำสินค้า มาส่งแก่โจทก์ที่ท่าเรือให้โจทก์บรรจุเข้าตู้สินค้าของโจทก์เอง แต่จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าวทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติเช่นนั้นอย่างไรก็ตาม มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. ได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 33 ไว้ว่า ถ้าผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้นสิทธิและหน้าที่ของผู้ส่งของ ผู้ขนส่ง และผู้ขนส่งอื่นมีดังต่อไปนี้ (1).. (2) ผู้ส่งของยังคงต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกิดขึ้นหรือเป็นผลเนื่องจากการขนส่งของนั้นซึ่งหมายความว่า ผู้ส่งของจะต้องรับผิดใน ความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34 (2) ประกอบด้วยมาตรา 33 ดังกล่าว ก็ต่อเมื่อผู้ขนส่งไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์ทราบว่าสินค้าที่โจทก์รับขนเป็นถ่านไม้ เป็นของแข็งลุกติดไฟได้ ตามข้อกำหนดของไอเอ็มดีจี โค้ด (IMDG CODE) และประกาศกรมเจ้าท่า เรื่อง การกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ แต่โจทก์ไม่ทราบว่าถ่านไม้สามารถดูดซับความร้อนสะสมในตัวจนลุกติดไฟได้เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 นั้น เห็นว่า ตามใบเสนอราคาค่าขนส่งที่โจทก์เสนอต่อจำเลย โจทก์ระบุว่า สินค้าเป็นถ่านไม้ อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ซึ่งตามไอเอ็มดีจี โค้ด ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า สินค้าถ่านไม้ตามรหัสหมายเลขดังกล่าวมีคุณสมบัติสามารถร้อนตัวขึ้นช้า ๆ และติดไฟได้เองในอากาศ อันเป็นคุณสมบัติที่แสดงถึงอันตรายของสินค้านี้ และตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (3) บัญญัติให้ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องจัดระวางบรรทุกและส่วนอื่น ๆ ที่ใช้บรรทุกของให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่จะรับขนส่ง การที่ พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 33 บัญญัติกำหนดหน้าที่ให้ผู้ส่งของต้องทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายเพื่อให้รู้ว่าของนั้นมีอันตรายและต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้นก็เพื่อให้ผู้ขนส่งใช้ความระมัดระวังจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่ตนรับขน จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น ตามความหมายในมาตรา 34 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34 (2) แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ดังกล่าวได้ ส่วนปัญหาว่าการที่จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วปิดปากถุงโดยใช้หนังยางรัดเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและเป็นสาเหตุให้โจทก์เสียหายหรือไม่นั้น เห็นว่า พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 31 บัญญัติไว้ว่า ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้รับความเสียหายหรือการที่เรือเสียหาย เว้นแต่จะเป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของ หรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าถ่านไม้เป็นสินค้าอันตราย ตามประกาศกรมเจ้าท่าที่ 353/2529 เรื่อง การกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ และเป็นสินค้าอันตรายในไอเอ็มดีจี โค้ด ประเภท อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 จำพวกของแข็งซึ่งจะดูดซับความร้อนและสามารถลุกไหม้ได้ในตัวเอง ซึ่งข้อกำหนด ไอเอ็มดีจี โค้ด ระบุถึงการบรรจุสินค้าประเภทนี้ว่าจะต้องไม่ให้อากาศเข้าไปในหีบห่อได้ หากเป็นการบรรจุในถุงพลาสติกต้องมีการหลอมละลายปากถุงให้สนิท จะใช้หนังยางรัด ไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ แม้สาเหตุของการเกิดไฟไหม้ในทุกกรณีจะประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัตถุเชื้อเพลิง อุณหภูมิหรือความร้อน และก๊าซออกซิเจน หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งจะไม่มีการติดไฟขึ้นก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยก็ย่อมเป็นโอกาสให้มีก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นได้ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเคยบรรจุถ่านไม้ในถุงพลาสติกรัดด้วยหนังยางในการขนส่งสินค้าดังกล่าวไปต่างประเทศมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง ก็ไม่เคยเกิดปัญหาไฟลุกไหม้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่า ในการขนส่งสินค้าครั้งก่อน ๆ ดังกล่าว ผู้ขนส่งจัดวางสินค้าไว้ไม่เหมาะสมดังเช่นเหตุครั้งนี้ที่โจทก์จัดวางสินค้า ไม่ถูกต้องอันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟไหม้ด้วย ดังนี้จึงเชื่อได้ว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบรรจุถ่านไม้โดยไม่ใช้วิธีปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย เป็นเหตุที่จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์

ส่วนข้อที่จำเลยให้การและนำสืบว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งไม่ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือดังกล่าวแก่ผู้ขนส่งเป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งไม่ได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้ เมื่อโจทก์นำสืบพยานหลักฐานโดยมีรายงานสำรวจความเสียหาย พร้อมทั้งภาพถ่ายประกอบรายงานดังกล่าวรวมถึงใบแจ้งหนี้ ค่าซ่อมแซมเรือและตู้สินค้า คิดเป็นเงินบาทรวมทั้งสิ้นจำนวน 765,123.75 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันที่สินค้าเสียหายถึงวันฟ้องได้เป็นเงินจำนวน 55,812.11 บาท และจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 765,123.75 บาท จริง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ก็มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย กล่าวคือ โจทก์จัดระวางบรรทุกสินค้าอันตรายไม่เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งสินค้าอันตรายโดยจัดวางตู้สินค้าบรรจุถ่านไม้ไว้ในระวางเรือปะปนกับตู้สินค้าอื่นโดยมีตู้สินค้าอื่นวางทับซ้อนไว้ 2 ถึง 3 ชั้น เชื่อได้ว่าอากาศไม่สามารถไหลเวียนถ่ายเทได้โดยสะดวก ดังนั้น ย่อมเกิดความร้อนขึ้นมากกว่าปกติ ในระยะเวลาประมาณ 5 ถึง 6 วัน ที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลย่อมสะสมความร้อนได้สูงเพียงพอที่จะลุกไหม้ขึ้นได้ จึงเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้ว ยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์กับความร้ายแรงแห่งการกระทำของโจทก์และจำเลยซึ่งต่างก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น โดยโจทก์และจำเลยต่างประมาทเลินเล่อด้วยกันแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง คิดเป็นต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 382,561.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 382,561.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 33 ม. 34 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิกอลอรี่ มารีน คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทปิแอร์ 11 จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกุลธร วิไลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักด์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5961/2545
#48695
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราชจะยื่นใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตต่อโจทก์ที่สาขาในจังหวัดปทุมธานีก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ เพราะโจทก์ที่สำนักงานใหญ่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิต ย่อมถือได้ว่าสำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์อยู่ในเขตศาลแขวงพระโขนง โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลแขวงพระโขนงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตเป็นเงิน 121,880.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงิน99,409.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ระบุธนาคารโจทก์ สาขาตลาดสี่มุมเมือง มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลนี้ ไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลแขวงพระโขนงได้หรือไม่ เห็นว่าแม้จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จะยื่นใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตต่อโจทก์ที่สาขาตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดปทุมธานี ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องต่อไปว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ เพราะโจทก์ที่สำนักงานใหญ่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิต ย่อมถือได้ว่าสำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์อยู่ในท้องที่เขตวัฒนาซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงพระโขนง โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลแขวงพระโขนงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ที่ศาลแขวงพระโขนงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เสียนั้น เป็นการไม่ชอบอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย วรพล คุณาธรกุล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5951/2545
#48694
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาบริหารการขายที่ลูกหนี้ทำกับเจ้าหนี้เพื่อให้เจ้าหนี้ดำเนินงานด้านการตลาดและการขายโครงการบ้านศรีวรา มีข้อตกลงว่าการจ่ายค่าตอบแทนการขายจะจ่ายเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้า กรณีจึงไม่อาจแปลขยายความเงื่อนไขตามข้อตกลงนี้ให้เป็นอย่างอื่นได้ แม้ว่าเจ้าหนี้ทำยอดขายได้รวมเป็นเงินจำนวน 1,704,260,000 บาท แต่ยอดขายนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ลูกค้าคิดเป็นเงินจำนวน 208,006,023 บาทเจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 1 ของยอดขายที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ลูกค้าซึ่งคิดเป็นเงินจำนวน 2,080,060 บาท เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยมีบริษัทแอสเซ็ท รีคัฟเวอรี่ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการค่าตอบแทนการขายเป็นเงิน17,042,600 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายเฉพาะยอดขายที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้วเท่านั้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามสัญญาบริหารการขายจำนวน 2,080,060 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยวินิจฉัยตามสัญญาบริหารการขาย ข้อ 4 ซึ่งระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายโครงการบ้านศรีวรา รามอินทรา ของลูกหนี้ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้ว ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่กำหนดโดยมีเจตนาที่จะจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้เฉพาะในกรณีที่มิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์เนื่องจากลูกค้าเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงกรณีที่ผู้บริหารแผนเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการขายเป็นเงิน 17,042,600 บาท

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการบ้านศรีวรา รามอินทรา ได้ทำสัญญาบริหารการขายกับเจ้าหนี้เพื่อให้เจ้าหนี้ดำเนินงานด้านการตลาดและการขายโครงการดังกล่าว โดยตกลงจ่ายค่าตอบแทนการขายให้แก่เจ้าหนี้ร้อยละ 1 ของยอดขายเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้ว เจ้าหนี้ทำยอดขายได้ตามเป้าหมายการขายเป็นเงินทั้งสิ้น 1,704,260,000 บาทซึ่งยอดขายดังกล่าวรวมยอดขายซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้วเป็นเงิน 208,006,023 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ค่าตอบแทนการขายตามสัญญาบริหารการขายเป็นเงินเท่าใด เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ยอดขายที่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าเกิดจากผู้บริหารแผนจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา มิได้เกิดขึ้นเพราะลูกค้าเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายเจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามยอดขายที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ เห็นว่า สัญญาบริหารการขายดังกล่าวมีข้อตกลงกำหนดไว้โดยชัดแจ้งในข้อ 4 ว่า การจ่ายค่าตอบแทนการขายนี้จะจ่ายเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้วเท่านั้น จึงไม่อาจแปลขยายความเงื่อนไขตามข้อตกลงนี้ให้เป็นอย่างอื่นอีก แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าเจ้าหนี้ทำยอดขายได้รวมเป็นเงิน 1,704,260,000 บาท แต่ยอดขายนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ลูกค้าคิดเป็นเงินจำนวน 208,006,023 บาท เท่านั้น เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 1 ของยอดขายที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ลูกค้าซึ่งคิดเป็นเงินจำนวน2,080,060 บาท ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — กองทุนรวมไทยสตราทิจิคแอสเซ็ท
เจ้าหนี้ — นางสาว เรวดี นครชัย
ลูกหนี้ — บริษัท ศรีวรา เรียลเอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5941/2545
#47407
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์สินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนองจึงพิพากษายกฟ้อง ผลของคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ร้องไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมดเพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนคดีที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาแม้ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้องก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว หามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7783 แขวงป้อมปราบเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องระหว่างการยึดทรัพย์บังคับคดีว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวไปจำนองแก่โจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอม โจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริต การจำนองจึงไม่ผูกพันส่วนที่เป็นของผู้ร้องกึ่งหนึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยกับผู้ร้องแยกกันอยู่ประมาณ 20 ปีแล้ว และได้แบ่งสินสมรสกันโดยตกลงให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นสิทธิของจำเลย จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้กู้ยืมจากโจทก์และนำเงินมาใช้จ่ายในกิจการค้าของจำเลยเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว โดยผู้ร้องมอบให้จำเลยจัดการทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ร้องเคยฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทแต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ในระหว่างสมรสจากนายพินิจ อยู่นิรันดร ครั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2536 จำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยผู้ร้องมิได้ให้ความยินยอมต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้จึงถูกโจทก์ฟ้องและบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด นอกจากนี้จำเลยและโจทก์ยังถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2541 ผลคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2541 ย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพย์สิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกานั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว หามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 716
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง ใช่เจงหรือใช่เจ็ง แซ่เบ๊
จำเลย — นาย มิตรชัย โอตรวรรณะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5941/2545
#48243
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน จำเลยซื้อทรัพย์พิพาทมาในระหว่างสมรสแล้วจำเลยจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยผู้ร้องมิได้ยินยอม ต่อมาจำเลยถูกโจทก์ฟ้องและบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด ทั้งจำเลยและโจทก์ยังถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาท คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนองพิพากษายกฟ้อง ผลคดีย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนจำนองได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนที่ศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว หามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7783พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวไปจำนองแก่โจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริตโดยโจทก์ทราบว่าบุคคลผู้ให้ความยินยอมไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยในฐานะใด ๆ ตามกฎหมาย การจำนองจึงไม่ผูกพันส่วนที่เป็นของผู้ร้องกึ่งหนึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยกับผู้ร้องแยกกันอยู่ประมาณ 20 ปีแล้ว และได้แบ่งสินสมรสกันโดยตกลงให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นสิทธิของจำเลย จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้กู้ยืมจากโจทก์และนำเงินมาใช้จ่ายในกิจการค้าของจำเลยที่จำเลยเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว โดยผู้ร้องมอบให้จำเลยจัดการทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ร้องเคยฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาท แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าผู้ร้องและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2503 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2533 จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ในระหว่างสมรสจากนายพินิจ อยู่นิรันดร ครั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2536 จำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยผู้ร้องมิได้ให้ความยินยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้จึงถูกโจทก์ฟ้องและบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด นอกจากนี้จำเลยและโจทก์ยังถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2541 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผลคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2541ย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145วรรคหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกานั้นก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวหามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 716
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง ใช่เจงหรือใช่เจ็ง แซ่เบ๊
จำเลย — นาย มิตรชัย โอตรวรรณะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5941/2545
#49091
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและจำเลยเป็นสามีภริยากัน ระหว่างสมรสจำเลยซื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์พิพาทจาก พ. และจำนองไว้กับบริษัทโจทก์โดยผู้ร้องมิได้ให้ความยินยอมเมื่อจำเลยผิดนัดโจทก์จึงฟ้องบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด นอกจากนี้โจทก์และจำเลยยังถูกผู้ร้องฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองทรัพย์พิพาทจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยสุจริตไม่มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งผลคดีตามคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองย่อมครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่ให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้อง ตามที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7783แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวไปจำนองแก่โจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมโจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริตโดยโจทก์ทราบว่าบุคคลผู้ให้ความยินยอมไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยในฐานะใด ๆ ตามกฎหมาย การจำนองจึงไม่ผูกพันส่วนที่เป็นของผู้ร้องกึ่งหนึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยกับผู้ร้องแยกกันอยู่ประมาณ 20 ปีแล้ว และได้แบ่งสินสมรสกันโดยตกลงให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นสิทธิของจำเลย จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้กู้ยืมจากโจทก์และนำเงินมาใช้จ่ายในกิจการค้าของจำเลยที่จำเลยเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว โดยผู้ร้องมอบให้จำเลยจัดการทรัพย์สินทั้งหมดผู้ร้องเคยฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาท แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2503ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2533 จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ในระหว่างสมรสจากนายพินิจ อยู่นิรันดร ครั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2536 จำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยผู้ร้องมิได้ให้ความยินยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้จึงถูกโจทก์ฟ้องและบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด นอกจากนี้จำเลยและโจทก์ยังถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2541 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่าผู้ร้องมีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผลคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2541ย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกานั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวหามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 716
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง ใช่เจงหรือใช่เจ็ง แซ่เบ๊
จำเลย — นาย มิตรชัย โอตรวรรณะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5941/2545
#109383
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์สินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย คดีถึงที่สุด โดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนอง จึงพิพากษายกฟ้อง ผลของคดีดังกล่าวย่อมผูกพัน คู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ร้องไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนคดีที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาแม้ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้องก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว หามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๗๘๓ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องระหว่างการยึดทรัพย์บังคับคดีว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวไปจำนองแก่โจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอม โจทก์รับจำนองโดยไม่สุจริต การจำนองจึงไม่ผูกพันส่วนที่เป็นของผู้ร้องกึ่งหนึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยกับผู้ร้องแยกกันอยู่ประมาณ ๒๐ ปี แล้ว และได้แบ่งสินสมรสกันโดยตกลงให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นสิทธิของจำเลย จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้กู้ยืมจากโจทก์และนำเงินมาใช้จ่ายในกิจการค้าของจำเลยเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว โดยผู้ร้องมอบให้จำเลยจัดการทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ร้องเคยฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทแต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ในระหว่างสมรสจากนายพินิจ อยู่นิรันดร ครั้นวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยผู้ร้องมิได้ให้ความยินยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้จึงถูกโจทก์ฟ้องและบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด นอกจากนี้จำเลยและโจทก์ยังถูกผู้ร้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับจำนองทรัพย์พิพาทไว้โดยไม่สุจริต ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๑๑๔/๒๕๔๑ ผลคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๑๑๔/๒๕๔๑ ย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทได้ นิติกรรมจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์พิพาทได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๖ และเป็นทรัพย์สิทธิใช้ยันแก่บุคคลทั่วไปได้ ส่วนที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกานั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว หามีผลต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 716
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางใช่เจงหรือใช่เจ็ง แซ่เบ๊
จำเลย — นายมิตรชัย โอตรวรรณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5939/2545
#48242
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานของธนาคารโจทก์บันทึกรายการในบัญชีเงินฝากของจำเลยซ้ำกัน2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยสูงกว่าความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อจำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้นเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์และโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืน จึงมิใช่เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับโจทก์ สาขาถนนข้าวสารเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2536 จำเลยนำเช็คธนาคารโจทก์ สาขาศรีย่าน จำนวน 1 ฉบับสั่งจ่ายเงิน 35,505 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่สาขารัตนาธิเบศร์ของโจทก์ แต่เครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกรายการนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีเพิ่มเกินไป 35,505 บาท ต่อมาจำเลยทราบเรื่องและเบิกถอนเงินดังกล่าวไปใช้โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 46,900.65 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 35,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับโจทก์ที่สาขาถนนข้าวสาร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2536พนักงานของโจทก์สาขารัตนาธิเบศร์บันทึกรายการรับฝากเงินจำนวน 35,505 บาทเข้าบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยมีจำนวนเกินไปจากความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยได้เบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์การที่พนักงานของโจทก์บันทึกรายการในบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยสูงกว่าความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยอาศัยความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานของโจทก์ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อจำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากจำเลยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาฝากทรัพย์ แล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์ปรับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้นเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์และโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืน กรณีจึงมิใช่เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว จินตนา วัชรากูล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5939/2545
#49090
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคารโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ การที่พนักงานของโจทก์บันทึกรายการรับฝากเงินเข้าบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยมีจำนวนเกินไปจากความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยอาศัยความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานโจทก์เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อจำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบโจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากจำเลยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 027-1-23845-3 กับโจทก์สาขาถนนข้าวสาร เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2536 จำเลยนำเช็คธนาคารโจทก์ สาขาศรีย่านจำนวน 1 ฉบับ สั่งจ่ายเงิน 35,505 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่สาขารัตนาธิเบศร์ของโจทก์ แต่เครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกรายการนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีเพิ่มเกินไป 35,505 บาท ต่อมาจำเลยทราบเรื่องและเบิกถอนเงินดังกล่าวไปใช้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 46,900.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 35,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับโจทก์ที่สาขาถนนข้าวสาร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2536พนักงานของโจทก์สาขารัตนาธิเบศร์บันทึกรายการรับฝากเงินจำนวน 35,505 บาท เข้าบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยมีจำนวนเกินไปจากความเป็นจริง 35,505บาท และจำเลยได้เบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ การที่พนักงานของโจทก์บันทึกรายการในบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยสูงกว่าความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยอาศัยความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานของโจทก์ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อจำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากจำเลยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาฝากทรัพย์ แล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์ปรับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้นเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์และโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืน กรณีจึงมิใช่เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว จินตนา วัชรากูล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5939/2545
#109395
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคารโจทก์ สัญญาดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาฝากทรัพย์ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับฝากมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับฝากให้จำเลยเพียงเท่าจำนวนเงินที่โจทก์รับฝากไว้จากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การที่พนักงานของโจทก์บันทึกรายการในบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีสูงกว่าความเป็นจริง 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยอาศัยความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานโจทก์ เป็นการกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์ เงินที่จำเลยเบิกถอนไปจากโจทก์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๖,๙๐๐.๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๕,๕๐๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำเช็คไปฝากเข้าบัญชีของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง เงินที่จำเลยเบิกถอนไปใช้เป็นเงินของจำเลย จำเลยไม่เคยเบิกเงินใด ๆ จากบัญชีเกินกว่าที่จะมีสิทธิเบิกได้ และไม่เคยเป็นหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยอ้างว่าจำเลยยอมรับและตกลงจะคืนเงินให้นั้นเป็นความเท็จ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๖ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบและคำสั่งของโจทก์หรือไม่ โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๖ นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปี คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๓๕,๕๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ การที่พนักงานของโจทก์บันทึกรายการในบัญชีของจำเลยซ้ำกัน ๒ ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญชีของจำเลยสูงกว่าความเป็นจริง ๓๕,๕๐๕ บาท และจำเลยเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อจำเลยได้เงินนั้นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากจำเลยผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งไม่มีอายุความ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาฝากทรัพย์แล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๐ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์ปรับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้นเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยกระทำผิดสัญญาฝากทรัพย์และโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวจินตนา วัชรากูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2545
#48241
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 4 นำพยานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย จำเลยที่ 4นำพยานเข้าสืบได้ 1 ปาก แล้วแถลงว่ายังติดใจสืบอีกเพียง 1 ปาก ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานปากนี้ในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ในวันที่ 19ธันวาคม 2540 เวลา 8.30 นาฬิกา แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 4 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลยที่ 4 คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา นับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะจำเลยที่ 4 เป็นคู่ความที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบแล้วต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 37 และมาตรา 133 วางหลักไว้ว่า ศาลจะต้องทำการนั่งพิจารณาต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี โดยให้ศาลมีคำพิพากษาในวันที่เสร็จสิ้นการพิจารณา ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ว่าคดีเสร็จการพิจารณาและรอฟังคำพิพากษา และในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดีย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นเสร็จการพิจารณาถือว่าจำเลยที่ 4 ได้ทราบคำพิพากษาตั้งแต่วันนั้น จำเลยที่ 4 จึงชอบที่จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นกำหนดเวลา หากยื่นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 4เพิ่งทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2541 ซึ่งล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 4 จะยื่นอุทธรณ์ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 4 เอง ไม่อาจถือว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยได้ ส่วนการที่จำเลยที่ 4 อ้างว่า เมื่อทราบคำพิพากษาแล้วได้ไปติดต่อขอคัดสำนวน กว่าจะคัดได้ก็ถึงเดือนมีนาคม2541 นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 19 มกราคม 2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเหล็กแผ่นดำหรือใช้ราคาเป็นเงิน997,132.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยกำหนดให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสร็จ ส่วนจำเลยที่ 4นำพยานเข้าสืบได้ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ที่เหลืออีก 1 ปากในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2540เวลา 8.30 นาฬิกา ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกัน แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 4 ไม่มาศาลศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 4 คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ให้รอฟังคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเหล็กแผ่นดำจำนวน 84 แผ่น หนาแผ่นละ 7 ถึง 37 มิลลิเมตร กว้างแผ่นละ 1,000 ถึง 2,000 มิลลิเมตร ยาวแผ่นละ 3 ถึง 6 เมตร น้ำหนักรวม 152.733เมตริกตัน ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 997,132.66 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนด 1 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า กรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 4

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยรวมกันมาทั้งอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 4 โดยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ และให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 4 (ที่ถูกพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 4) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 4 นำพยานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย จำเลยที่ 4นำพยานเข้าสืบได้ 1 ปาก แล้วแถลงว่ายังติดใจสืบอีกเพียง 1 ปาก ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานปากนี้ในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ในวันที่ 19ธันวาคม 2540 เวลา 8.30 นาฬิกา ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกันแต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 4 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลยที่ 4 คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา นับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะจำเลยที่ 4 เป็นคู่ความที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบแล้วต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา ปัญหาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาชี้ขาดคดีในวันเดียวกันนั้นได้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 37บัญญัติให้ศาลดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปเท่าที่สามารถจะทำได้โดยไม่ต้องเลื่อนจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดีและมาตรา 133 บัญญัติไว้อีกว่าเมื่อศาลมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ให้ศาลชี้ขาดคดีนั้นโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา แต่เพื่อการที่จะพิเคราะห์คดีต่อไป ศาลจะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งต่อไปในวันหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้วางหลักไว้ว่า ศาลจะต้องทำการนั่งพิจารณาต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี โดยให้ศาลมีคำพิพากษาในวันที่เสร็จสิ้นการพิจารณานั่นเอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ว่าคดีเสร็จการพิจารณาและรอฟังคำพิพากษาวันนี้และในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดีนี้ ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าในทางปฏิบัติศาลชั้นต้นไม่สามารถทำคำพิพากษาในวันที่เสร็จการพิจารณาได้ ศาลจะต้องนัดฟังคำพิพากษาไม่น้อยกว่า 15 วัน เห็นว่า ทางปฏิบัติที่จำเลยที่ 4 อ้างนั้นไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่อาจเลื่อนการพิพากษาออกไปในวันหลังหากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเป็นต้องพิเคราะห์พยานหลักฐานแห่งคดีเพื่อประโยชน์ความยุติธรรม แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นที่นั่งพิจารณาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเลื่อนการพิพากษาคดีไปเพราะสามารถพิเคราะห์คดีเสร็จได้ภายในวันเสร็จสิ้นการพิจารณาจำเลยที่ 4 จึงไม่อาจโต้แย้งได้ว่ากระบวนการพิจารณาและการพิพากษาชี้ขาดคดีในวันที่ 19ธันวาคม 2540 ของศาลชั้นต้นเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 จึงมีผลตามกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้ทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 4 จึงชอบที่จะต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว หากยื่นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ซึ่งหมายความว่ามีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่สามารถป้องกันได้ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 19มกราคม 2541 คดีนี้จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โดยอ้างเหตุในคำร้องว่า จำเลยที่ 4 เพิ่งทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2541 ซึ่งล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 4 จะยื่นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ที่ว่าเพิ่งทราบคำพิพากษาเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วถือเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 4 เอง ไม่อาจถือว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยได้ส่วนการที่จำเลยที่ 4 อ้างว่า เมื่อทราบคำพิพากษาแล้วได้ไปติดต่อขอคัดสำนวน กว่าจะคัดได้ก็ถึงเดือนมีนาคม 2541 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 37 ม. 133
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ประพันธ์โลหะกิจ จำกัด
จำเลย — บริษัท ยูนิไทย ไลน์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2545
#48693
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 37 และ 133 วางหลักไว้ว่าศาลจะต้องทำการนั่งพิจารณาต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี โดยให้ศาลมีคำพิพากษาในวันที่เสร็จสิ้นการพิจารณานั่นเอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและรอฟังคำพิพากษาวันนี้ และในวันนั้นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดี ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว

เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายความว่ามีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นซึ่งจำเลยไม่สามารถป้องกันได้ ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ จำเลยอ้างเหตุในคำร้องว่า จำเลยเพิ่งทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งล่วงเลยเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์แล้ว ข้ออ้างของจำเลยถือเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง ไม่อาจถือว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยได้ ส่วนข้ออ้างที่ว่า เมื่อทราบคำพิพากษาแล้วได้ไปติดต่อขอคัดสำนวน กว่าจะคัดได้ก็เป็นเวลา 2 เดือน อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเหล็กแผ่นดำจำนวน 84 แผ่น น้ำหนักรวม 152.733 เมตริกตัน หรือใช้ราคาเป็นเงิน 997,132.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานโดยกำหนดให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสร็จ ส่วนจำเลยที่ 4นำพยานเข้าสืบได้ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ที่เหลืออีก 1 ปาก ในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 เวลา 8.30 นาฬิกา ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกันแต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 4 ไม่มาศาลศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลยที่ 4 คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ให้รอฟังคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเหล็กแผ่นดำจำนวน 84 แผ่น หนาแผ่นละ 7 ถึง 37 มิลลิเมตร กว้างแผ่นละ 1,000 ถึง 2,000 มิลลิเมตร ยาวแผ่นละ 3 ถึง 6 เมตร น้ำหนักรวม 152,733 เมตริกตัน ให้แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 997,132.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2537เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนด 1 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า กรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยรวมกันมาทั้งอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3และอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 4 โดยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ และให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 4 (ที่ถูกพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 4) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 4 นำพยานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย จำเลยที่ 4 นำพยานเข้าสืบได้ 1 ปาก แล้วแถลงว่ายังติดใจสืบอีกเพียง 1 ปาก ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานปากนี้ในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 4 ในวันที่19 ธันวาคม 2540 เวลา 8.30 นาฬิกา ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกัน แต่เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 4 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องศาลชั้นต้นจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบให้งดสืบพยานจำเลยที่ 4 คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา นับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะจำเลยที่ 4 เป็นคู่ความที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้าย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่มีพยานมาสืบแล้วต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณาปัญหาว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะพิพากษาชี้ขาดคดีในวันเดียวกันนั้นได้โดยชอบหรือไม่เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 37บัญญัติให้ศาลดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปเท่าที่สามารถจะทำได้โดยไม่ต้องเลื่อนจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี และมาตรา 133 บัญญัติไว้อีกว่าเมื่อศาลมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ให้ศาลชี้ขาดคดีนั้นโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา แต่เพื่อการที่จะพิเคราะห์คดีต่อไป ศาลจะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งต่อไปในวันหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้วางหลักไว้ว่า ศาลจะต้องทำการนั่งพิจารณาต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี โดยให้ศาลมีคำพิพากษาในวันที่เสร็จสิ้นการพิจารณานั่นเอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ว่าคดีเสร็จการพิจารณาและรอฟังคำพิพากษาวันนี้ และในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดีนี้ ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ในทางปฏิบัติศาลชั้นต้นไม่สามารถทำคำพิพากษาในวันที่เสร็จการพิจารณาได้ ศาลจะต้องนัดฟังคำพิพากษาไม่น้อยกว่า 15 วัน เห็นว่าทางปฏิบัติที่จำเลยที่ 4 อ้างนั้นไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่อาจเลื่อนการพิพากษาออกไปในวันหลัง หากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเป็นต้องพิเคราะห์พยานหลักฐานแห่งคดีเพื่อประโยชน์ความยุติธรรม แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นที่นั่งพิจารณาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเลื่อนการพิพากษาคดีไป เพราะสามารถพิเคราะห์คดีเสร็จได้ภายในวันเสร็จสิ้นการพิจารณา จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจโต้แย้งได้ว่ากระบวนพิจารณาและการพิพากษาชี้ขาดคดีในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 ของศาลชั้นต้นเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ 19 ธันวาคม 2540 จึงมีผลตามกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้ทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 4 จึงชอบที่จะต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในวันที่ 19 มกราคม 2541หรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว หากยื่นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งหมายความว่ามีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่สามารถป้องกันได้ ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 คดีนี้จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โดยอ้างเหตุในคำร้องว่า จำเลยที่ 4เพิ่งทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2541 ซึ่งล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 4 จะยื่นอุทธรณ์ได้เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ที่ว่าเพิ่งทราบคำพิพากษาเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วถือเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 4 เอง ไม่อาจถือว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยได้ส่วนการที่จำเลยที่ 4 อ้างว่า เมื่อทราบคำพิพากษาแล้วได้ไปติดต่อขอคัดสำนวนกว่าจะคัดได้ก็ถึงเดือนมีนาคม 2541 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 37 ม. 133
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ประพันธ์โลหะกิจ จำกัด
จำเลย — บริษัท ยูนิไทย ไลน์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2545
#109382
เปิดฉบับเต็ม

วันนัดสืบพยาน จำเลยซึ่งต้องนำพยานเข้าสืบเป็นลำดับสุดท้ายไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงถือว่าไม่มีพยานมาสืบ สั่งงดสืบพยานให้คดีเสร็จการพิจารณา รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วในวันนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หลังพ้นกำหนดเวลา โดยอ้างว่าเพิ่งทราบคำพิพากษาเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาอุทธรณ์ไปแล้ว ถือเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง ไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ส่วนที่อ้างว่าเมื่อทราบแล้วจึงไปติดต่อคัดสำนวนใช้เวลาร่วมเดือนเศษก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ที่จะทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้อง ภายในกำหนดเวลาได้เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องนั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสี่ผู้ร่วมขนส่งฐานส่งมอบสินค้าของโจทก์แก่บุคคลอื่นโดยประมาทให้ใช้ค่าเสียหาย

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ในวันนัดสืบพยานจำเลยที่สี่ 4 จำเลยที่ 4 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 4 และนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า กรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาตให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลให้

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยรวมกันมาทั้งอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 4 ? และให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 4 (ที่ถูกพิพากษายืน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 4)?

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีนี้จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โดยอ้างเหตุในคำร้องว่า จำเลยที่ 4 เพิ่งทราบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2541 ซึ่งล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 4 จะยื่นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ที่ว่า เพิ่งทราบคำพิพากษาเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว ถือเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 4 เอง ไม่อาจถือว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยได้ ส่วนการที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าเมื่อทราบคำพิพากษาแล้วได้ไปติดต่อขอคัดสำนวน กว่าจะคัดได้ก็ถึงเดือนมีนาคม 2541 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 4 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 19 มกราคม 2541 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 133
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประพันธ์โลหะกิจ จำกัด
จำเลย — บริษัทยูนิไทยไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5917/2545
#109411
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นพี่ชายผู้ตาย มิใช่บุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) บัญญัติไว้ ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นายดีอร กุลฉิม พี่ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุก ๑๘ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบทางนำสืบในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑๕ ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก ๑๐ ปี ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?ส่วนที่นายดีอร กุลฉิม ผู้ร้องฎีกาในทำนองขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น ได้ความว่าผู้ร้องเป็นพี่ชายผู้ตาย มิใช่บุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) บัญญัติไว้ จึงไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้จึงชอบแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายดีอร กุลฉิม
จำเลย — นางแก่นใจหรือกิ่ง เจริญศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2545
#48692
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เว้นระยะห่างจากที่ดินข้างเคียงโดยฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่นของเทศบาลเมืองขอนแก่น จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯมาตรา 40 และ 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ แต่การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 66 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามบทบัญญัติมาตรา 42เสียก่อน คือ กรณีแรกอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 กรณีที่สองอาคารที่จำเลยก่อสร้างไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารจำเลยไม่ปฏิบัติตามความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องจึงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามเงื่อนไขแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นก็ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นแต่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 4 คูหาที่บริเวณถนนศิลปสนิทใช้สำหรับเพื่อพาณิชยกรรม ได้ก่อสร้างอาคารดังกล่าวชิดกับที่ดินของนางจันทร์ฉาย กรรภิรมย์ ยาว 1 เมตร 70 เซนติเมตร โดยไม่เว้นระยะห่างจากที่ดินดังกล่าวอย่างต่ำ 50 เซนติเมตร ตามที่กำหนดตามเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองขอนแก่น(ในขณะนั้น) เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2497 และเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ได้ก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องภายในกำหนด 30 วันนับแต่ทราบคำสั่งและจำเลยได้ทราบคำสั่งแล้วจำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ได้มีคำสั่งให้จำเลยได้รื้อถอนอาคารดังกล่าวโดยมิได้อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 40, 42, 66 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 40(3), 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำคุก 4 เดือน ปรับ20,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 จนถึงวันฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2544 เป็นเวลา 2,405 วัน เป็นเงินค่าปรับ 240,500 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารส่วนที่ได้ก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องนั้น จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท กับปรับรายวันอีกวันละ 50 บาท เป็นเงินค่าปรับ 120,250 บาท และปรับอีกวันละ 50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารส่วนที่ได้ก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์สมบูรณ์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพาณิชย์และได้ก่อสร้างอาคารชิดกับที่ดินของนางจันทร์ฉาย กรรภิรมย์ โดยไม่เว้นระยะห่างจากที่ดินดังกล่าวอย่างต่ำ 50 เซนติเมตร ตามที่กำหนดตามข้อบัญญัติของเทศบาลเมืองขอนแก่น เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างแล้วจำเลยทราบแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เห็นว่าการที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เว้นระยะห่างจากที่ดินข้างเคียงโดยฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่นของเทศบาลเมืองขอนแก่นจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และ 42 มีบทลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ ซึ่งความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตหรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ หรือดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน..." ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่จะเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 66 ทวิ จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามบทบัญญัติมาตรา 42 เสียก่อน กล่าวคือ กรณีแรกอาคารที่จำเลยก่อสร้างนั้นสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 41 กรณีที่สองอาคารที่จำเลยก่อสร้างไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามเงื่อนไขแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นก็ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นแต่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 41 ม. 42 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายนพดล ฉัตรชัยพลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5889/2545
#49089
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับไว้ซึ่งไม้ไผ่จากผู้ลักลอบทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 ประกอบมาตรา 34 เมื่อจำเลยฝ่าฝืนนอกจากจะมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 31 แล้ว มาตรา 35 บัญญัติว่า "บรรดาไม้ ของป่า เครื่องมือ เครื่องใช้... ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น..." รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้บรรทุกไม้ไผ่ บทบัญญัติมาตรา 35 จึงเป็นโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดโดยให้รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จะต้องริบเสียตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อีกบทหนึ่ง การริบรถยนต์ของกลางจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับไว้ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งไม้ไผ่แปรรูปซึ่งเป็นไม้ที่มีผู้ตัดฟัน ทำไม้มาจากป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนามในท้องที่ตำบลห้วยยาง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ โดยไม่ได้รับอนุญาตไว้ในครอบครองของจำเลยเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมไม้ไผ่แปรรูปที่จำเลยได้มาเนื่องจากการกระทำผิดและรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน ภ - 3734 ขอนแก่น ซึ่งเป็นยานพาหนะในการทำความผิดใช้บรรทุกไม้ไผ่ที่จำเลยรับไว้จากผู้ที่ลักลอบทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 34,35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 34 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ6,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิดอันจะพึงถูกริบตามกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อจำเลยรับไว้ไม้ไผ่ของกลาง ถึงแม้จำเลยจะใช้รถยนต์กระบะของกลางบรรทุกไม้ไผ่ที่จำเลยรับไว้จากผู้ลักลอบทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติก็ตาม แต่การใช้รถยนต์กระบะมิได้เป็นองค์ประกอบโดยตรงในขณะเกิดความผิดสำเร็จฐานนี้ แต่เป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ขับขี่ไปมา จึงมิใช่ทรัพย์อันจะต้องถูกริบเห็นว่า การที่จำเลยรับไว้ซึ่งไม้ไผ่จากผู้ลักลอบทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 34 เมื่อจำเลยฝ่าฝืนนั้น นอกจากมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 31 แล้ว มาตรา 35 บัญญัติว่า "บรรดาไม้ ของป่า เครื่องมือ เครื่องใช้... ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น..." ดังนี้ รถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้บรรทุกไม้ไผ่ บทบัญญัติมาตรา 35 จึงเป็นโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดโดยให้รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จะต้องริบเสียตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติอีกบทหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ ม. 14 ม. 35 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นาย สมัยหรือสมหมาย บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5886/2545
#48691
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้ด้วยมติพิเศษตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายกำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งตามมาตรา 90/56 กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจในอันที่จะควบคุมดูแลให้กระบวนฟื้นฟูกิจการดำเนินการไปด้วยความเป็นธรรม เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้และประเทศชาติโดยรวมและหากแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา 90/58 กำหนด ถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำอันจะต้องมีก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจให้ความเห็นด้วยแผนได้ในการพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาในรายละเอียดเนื้อหาของแผนตลอดจนความสุจริตในการทำแผนนั้นด้วย

การศึกษาและวิเคราะห์ธุรกิจของลูกหนี้จะต้องมีการดำเนินการเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการประสบผลสำเร็จ เหตุที่แผนกำหนดให้ลูกหนี้ออกหุ้นสามัญจำนวน29,623,672 หุ้น ในราคาที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทพ. ในราคา 1.69 บาทต่อหุ้นนั้น เนื่องจากเป็นราคาที่ใช้ในการตกลงรวมกิจการระหว่างลูกหนี้และบริษัท พ. โดยถือว่าธุรกิจของบริษัท พ. มีมูลค่าที่ในอัตราร้อยละ 80 และธุรกิจของลูกหนี้เดิมมีมูลค่าที่ร้อยละ 20 ของธุรกิจโดยรวมภายหลังรวมกิจการ ภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้โดยการลดทุนลดหนี้และแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อให้ฐานะของลูกหนี้เหมาะสมที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป ถ้าไม่มีการรวมกิจการลูกหนี้จะไม่มีรายได้ จะทำให้มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะทยอยหมดลงในที่สุดมูลค่ากิจการของลูกหนี้ก่อนการรวมกิจการจึงต่ำมากสำหรับธุรกิจปัจจุบันของบริษัท พ. เป็นธุรกิจที่มีกำไร การที่ผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. เข้ามาถือหุ้นในกิจการลูกหนี้ในราคา 1.69 บาทต่อหุ้น โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 80:20 เป็นข้อตกลงที่เป็นธรรมและให้ประโยชน์ต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ไม่ทำให้กลุ่มเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้จะต้องถูกแปลงเป็นทุนเสียเปรียบแต่อย่างใด

ในกระบวนพิจารณาแผนไม่มีคู่ความใดโต้แย้งรายการในแผนเกี่ยวกับรายละเอียดแห่งสินทรัพย์หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงรับฟังได้ตามที่ปรากฏในแผน และในแผนฟื้นฟูกิจการได้นำจำนวนเงินตามรายการมาคิดคำนวณประมาณการที่เจ้าหนี้จะได้รับในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและกรณีดำเนินการตามแผนสำเร็จ ซึ่งแสดงว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่า กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58(3) แล้ว

ในการขอแก้ไขแผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้นจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/46แต่การที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลในการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้ เมื่อเจ้าหนี้ได้ขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการล่วงเลยระยะเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/45 และเมื่อคำนึงถึงประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กรณีจึงไม่มีเหตุจำเป็นหรือสมควรที่จะให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาข้อเสนอในการขอแก้ไขแผนของเจ้าหนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทพรีเมียร์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 8 ยื่นคำคัดค้านว่า การกำหนดราคาหุ้นที่ลูกหนี้ออกให้เพื่อชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ในราคา 1.69 บาท ไม่ยุติธรรมแก่เจ้าหนี้ทั้งปวง เพราะกลุ่มเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้จะต้องถูกแปลงหนี้เป็นทุนคิดเป็นภาระหนี้รวมทั้งสิ้น 527,040,287.96 บาท จะถูกแปลงเป็นหุ้นสามัญของบริษัทลูกหนี้จำนวน5,074,880 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท รวมเป็นเงิน 50,748,800 บาท ซึ่งคิดคำนวณราคาที่ใช้ในการแปลงสภาพภาระหนี้เป็นหุ้นสามัญได้ราคาหุ้นละ 103.85 บาท เป็นราคาที่มีความแตกต่างกับราคาหุ้นที่ลูกหนี้ออกให้เพื่อชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ที่ราคาหุ้นละ 1.69 บาท เป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทพรีเมียร์ซีอี จำกัด ได้เปรียบเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้ที่จะถูกแปลงเป็นทุนซึ่งต่อไปจะต้องเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของลูกหนี้เช่นเดียวกับบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ทั้งยังปรากฏว่ากรรมการบริษัทพรีเมียร์ซีอี จำกัด บางคนดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของลูกหนี้ และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ก็เป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน การรวมกิจการกันเช่นนี้จึงมีลักษณะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และเจ้าหนี้รายที่ 3 เสนอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในส่วนที่กำหนดให้ลูกหนี้ดำเนินการออกหุ้นสามัญในราคาที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาทเพื่อชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ในราคาหุ้นละ 1.69 บาท เป็นราคาหุ้นละ 103.85 บาท ซึ่งเป็นราคาเท่ากับกลุ่มเจ้าหนี้ที่มูลหนี้จะต้องถูกแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า มูลค่ากิจการของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัดที่เข้ามารวมจะต้องอยู่ในเกณฑ์ 246,172,714.32 บาท ผู้ทำแผนควรแสดงให้เห็นว่ามูลค่าของกิจการที่เข้ามารวมนั้นต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวจึงจะแสดงได้ว่าไม่เป็นการให้เปรียบเกินกว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า หากการรวมกิจการระหว่างลูกหนี้กับบริษัทพรีเมียร์ ซีอีจำกัด ไม่ประสบผลสำเร็จก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารแผนที่จะต้องแก้ไขแผนเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการสามารถดำเนินต่อไปได้ ผลของการรวมกิจการกับบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัดทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของเจ้าหนี้ของลูกหนี้มีค่าเท่ากับร้อยละ 13.7 สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมของลูกหนี้เท่ากับร้อยละ 6.3 รวมเป็นร้อยละ 20 และสัดส่วนของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด จะมีค่าเท่ากับร้อยละ 80 ของทุนจดทะเบียนใหม่ โดยการกำหนดส่วนทุนดังกล่าวได้พิจารณาถึงมูลค่าปัจจุบันของกิจการซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ มูลค่ากิจการของลูกหนี้จึงติดลบ แต่บริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ทำธุรกิจที่มีผลกำไร เมื่อรวมกิจการกันแล้วผู้ถือหุ้นเดิมของลูกหนี้และเจ้าหนี้ของลูกหนี้จะมีสัดส่วนการถือหุ้นเท่ากับร้อยละ 20 และบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เท่ากับร้อยละ 80 ในประเด็นเรื่องราคาต่อหุ้นที่เจ้าหนี้กล่าวถึงไม่สามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบได้เพราะเกิดจากคนละวัตถุประสงค์และเสนอขายต่อกลุ่มบุคคลที่ฐานะต่างกัน นอกจากนี้ราคาหุ้นของลูกหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนหนี้ของลูกหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนราคาหุ้นที่บริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด จะเข้ามารวมธุรกิจด้วยนั้นเกิดจากข้อตกลงที่เสนอโดยพิจารณาจากมูลค่าของธุรกิจของบริษัททั้งสอง กรณีที่กรรมการของบริษัททั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันโดยกรรมการลูกหนี้บางคนเป็นกรรมการของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัดและผู้ทำแผน ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นของลูกหนี้มีความเกี่ยวพันกับบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัดเนื่องจากลูกหนี้และบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่มพรีเมียร์ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารของบริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) จากการที่ผู้ทำแผนผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นของลูกหนี้และบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด มีความเกี่ยวพันกันนั้น ทำให้การเจรจาเพื่อรวมธุรกิจเป็นผลสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น การเป็นกรรมการได้รับการเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางการทุกประการ และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนในการจัดทำแผน ผู้ทำแผนได้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าหนี้และธุรกิจของลูกหนี้เป็นสำคัญ การเจรจาเพื่อรวมกิจการกับบริษัทพรีเมียร์ ซีอีจำกัด ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ในชั้นปรับโครงสร้างหนี้ของคณะกรรมการเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ นอกจากนี้เจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่มีสิทธิขอให้แก้ไขแผนได้อีก เพราะที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติเห็นชอบด้วยแผนแล้ว หากการปฏิบัติตามแผนโดยรวมกิจการระหว่างบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด และลูกหนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ หรือมีการรวมแล้วแต่การฟื้นฟูกิจการไม่ประสบผลสำเร็จก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารแผนที่จะต้องขอแก้ไขแผนเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการสามารถดำเนินต่อไปได้หรือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไป

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

เจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 8 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 8 ว่า ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ศาลมีอำนาจพิจารณาปัญหาว่าแผนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมโดยรวมแก่เจ้าหนี้ ทั้งการเสนอแผนอยู่บนพื้นฐานของความไม่สุจริตเพื่อมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้ด้วยมติพิเศษตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แล้ว กฎหมายกำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งในมาตรา 90/56 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ยอมรับแผนต่อศาลโดยเร็วเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจะเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่..." กรณีจึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจในอันที่จะควบคุมดูแลให้กระบวนฟื้นฟูกิจการดำเนินการไปด้วยความเป็นธรรม เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้และประเทศชาติโดยรวม และที่มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า..." นั้น หมายความว่า หากแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด อันถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำอันจะต้องมีก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจให้ความเห็นด้วยแผนได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้นศาลจึงมีอำนาจพิจารณาในรายละเอียดเนื้อหาของแผนตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนนั้นด้วย ในคดีนี้ปัญหาว่า การแปลงหนี้เป็นทุนและการชำระค่าหุ้นตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการอันเป็นรายการในแผนที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/42(3)(ข)ได้ดำเนินการอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่ กรณีจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัย ปัญหานี้แม้ว่าศาลล้มละลายกลางจะมิได้วินิจฉัยให้อันเป็นการมิชอบตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 ซึ่งกำหนดว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายที่จะต้องทำเป็นหนังสือนั้น จะไม่กล่าวหรือแสดงรายละเอียดแห่งคำฟ้องคำร้องขอ คำร้อง คำให้การ คำคัดค้าน และทางนำสืบของคู่ความก็ได้ตามความเหมาะสมแต่ต้องกล่าวหรือแสดงไว้โดยชัดแจ้งซึ่งเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นแห่งคดี ตลอดทั้งค่าฤชาธรรมเนียม" แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุทธรณ์คดีนี้มาสู่ศาลฎีกา ทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน

ประการที่สอง การแปลงหนี้เป็นทุนและการชำระค่าหุ้นตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 8 อุทธรณ์ว่ากลุ่มเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้จะต้องถูกแปลงเป็นหุ้นสามัญของลูกหนี้จำนวน 5,074,880 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท รวมเป็นเงิน 50,748,800 บาท ซึ่งคิดคำนวณราคาที่ใช้ในการแปลงสภาพภาระหนี้เป็นหุ้นสามัญได้ที่ราคาหุ้นละ 103.85 บาท เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคาหุ้นที่ลูกหนี้ออกให้เพื่อชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ที่ราคาหุ้นละ 1.69 บาท เป็นราคาที่แตกต่างกันมาก ทำให้บริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ได้เปรียบเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้ที่จะถูกแปลงเป็นทุนซึ่งต่อไปจะต้องเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของลูกหนี้เช่นเดียวกันเป็นอย่างมาก จึงเป็นแผนที่ไม่ให้ความเป็นธรรม เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากเหตุผลและรายละเอียดตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้วจะเห็นว่าการศึกษาและวิเคราะห์ธุรกิจของลูกหนี้ จะต้องมีการดำเนินการดังกล่าวต่อไปนี้เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการ ประสบผลสำเร็จ

1. ลดปริมาณหนี้สินให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับรายได้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนและยกหนี้ให้บางส่วน

2. ลูกหนี้จำเป็นต้องมีธุรกิจส่วนเพิ่มเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินการผลิตคุ้มค่าใช้จ่ายและมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ที่เหลืออยู่และสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว รวมทั้งสามารถต่อสู้กับคู่แข่งทางการค้าในตลาดได้ ผู้ทำแผนจึงได้เจรจากับบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เพื่อรวมธุรกิจของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เข้ากับลูกหนี้เนื่องจากธุรกิจของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เป็นธุรกิจที่มีกำไรโดยเป็นผู้ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ วิทยุและเทปลำโพงติดรถยนต์ มียอดขายในปี 2543 เพียงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 จำนวน893,000,000 บาท

3. เมื่อรวมกิจการดังกล่าวแล้ว ผู้ถือหุ้นเดิมของลูกหนี้จะมีสัดส่วนการถือหุ้นเท่ากับร้อยละ 20 และบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เท่ากับร้อยละ 80 ทั้งนี้โดยบริษัททั้งสองมียอดขาดทุน/กำไร และผลการดำเนินงานดังนี้

ยอดขายปี 2543 ( 30 พ.ย. 43) ลูกหนี้ 65.7 ล้านบาท พรีเมียร์ ซีอี 893 ล้านบาท

ผลกำไร (ขาดทุน) ลูกหนี้ (153.5) ล้านบาท พรีเมียร์ ซีอี 29.24 ล้านบาท

(ขาดทุนสะสม) ลูกหนี้ (487.9) ล้านบาท พรีเมียร์ ซีอี ไม่มีขาดทุนสะสม

เหตุที่แผนกำหนดให้ลูกหนี้ออกหุ้นสามัญจำนวน 29,623,672 หุ้น ในราคาที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ในราคา1.69 บาท ต่อหุ้นนั้น เนื่องจากเป็นราคาที่ใช้ในการตกลงรวมกิจการระหว่างลูกหนี้และบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด โดยถือว่าธุรกิจของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด มีมูลค่าที่ในอัตราร้อยละ 80 และธุรกิจของลูกหนี้เดิมมีมูลค่าที่ร้อยละ 20 ของธุรกิจโดยรวมภายหลังรวมกิจการ ภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้โดยการลดทุน ลดหนี้และแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อให้ฐานะของลูกหนี้เหมาะสมที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป ลูกหนี้มีจำนวนหุ้นหลังลดทุนและแปลงหนี้เป็นทุน 7.4 ล้านหุ้น มีหนี้สินภายหลังการปรับลดหนี้ และแปลงหนี้เป็นทุน183.4 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้น 12.5 ล้านบาท ดังนั้นมูลค่าต่อหุ้นของลูกหนี้ก่อนเข้ารวมกิจการคิดจากส่วนของผู้ถือหุ้น 12.5 ล้านบาท หารด้วย 7.4 ล้านหุ้น เท่ากับ1.69 บาท ต่อหุ้น นอกจากหนี้สินของลูกหนี้จำนวน 183.4 ล้านบาท จะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 8,000,000 บาท ต่อปี ถ้าไม่มีการรวมกิจการลูกหนี้จะไม่มีรายได้ จะทำให้มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะทยอยหมดลงในที่สุด มูลค่ากิจการของลูกหนี้ก่อนการรวมกิจการจึงต่ำมาก สำหรับธุรกิจปัจจุบันของบริษัทพรีเมียร์ ซีอีจำกัด เป็นธุรกิจที่มีกำไร รายละเอียดปรากฏตามงบการเงิน จากการประเมินมูลค่ากิจการของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 264,000,000 บาท ดังนั้น การที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด เข้ามาถือหุ้นในกิจการลูกหนี้ในราคา 1.69 บาทต่อหุ้นโดยมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 80 : 20 เป็นข้อตกลงที่เป็นธรรมและให้ประโยชน์ต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ไม่ทำให้กลุ่มเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้จะต้องถูกแปลงเป็นทุนเสียเปรียบแต่อย่างใด อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 8 ฟังไม่ขึ้น

ประการที่สาม เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ในกระบวนพิจารณาแผนไม่มีคู่ความใดโต้แย้งรายการในแผนเกี่ยวกับรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงรับฟังเป็นยุติได้ตามที่ปรากฏในแผน และในแผนฟื้นฟูกิจการได้นำจำนวนเงินตามรายการดังกล่าวมาคิดคำนวณประมาณการที่เจ้าหนี้จะได้รับในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและกรณีดำเนินการตามแผนสำเร็จ ปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการหน้า 45 ดังนี้คือหน่วย : ล้านบาทกลุ่มเจ้าหนี้ เจ้าหนี้มีประกัน กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 334.3 มูลค่าการชำระ ล้มละลาย 55.7 ฟื้นฟูกิจการ180.3 สัดส่วนการชำระหนี้ ล้มละลาย 16.66 % ฟื้นฟูกิจการ 53.93 %เจ้าหนี้ไม่มีประกัน กลุ่ม 2 เจ้าหนี้เงินกู้ลิสซิ่ง ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 26.3 มูลค่าการชำระล้มละลาย 13.3 มูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 25.0 สัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 50.65 % สัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 95.17 % กลุ่ม 3 เจ้าหนี้ชั้นต้นในหนี้เงินกู้และตราสารทางการเงิน ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 285.7 มูลค่าการชำระล้มละลาย 5.2 มูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 39.3 สัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 1.82 % สัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 13.76 %กลุ่ม 4 เจ้าหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกัน ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 55.9 มูลค่าการชำระล้มละลาย 1.0 มูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 5.4 สัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 1.79 %สัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 9.66 %กลุ่ม 5 เจ้าหนี้ในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 26.66มูลค่าการชำระล้มละลาย 0.5 มูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 2.6 สัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 1.88 % สัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 9.77 %กลุ่ม 6 เจ้าหนี้การค้า ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 18.2 มูลค่าการชำระล้มละลาย 0.3มูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 14.6 สัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 1.65 % สัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 80.22 %กลุ่ม 7 เจ้าหนี้กรมศุลกากรและกรมสรรพากร ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 0.1มูลค่าการชำระล้มละลาย 0.1 มูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 0.1 สัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 100.00 % สัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 100.00 %รวม ภาระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ 747.1 รวมมูลค่าการชำระล้มละลาย 76.12รวมมูลค่าการชำระฟื้นฟูกิจการ 267.3 รวมสัดส่วนการชำระหนี้ล้มละลาย 10.19 %รวมสัดส่วนการชำระหนี้ฟื้นฟูกิจการ 35.78 %

ตามรายละเอียดที่ปรากฏตามตารางข้างต้น แสดงว่าเมื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(3) แล้ว

ประการที่สี่ ที่เจ้าหนี้รายที่ 3 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้แก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ในเรื่องการรวมและโอนกิจการระหว่างลูกหนี้กับบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ในส่วนที่กำหนดให้ลูกหนี้จะดำเนินการออกหุ้นสามัญในราคาที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท เพื่อชำระให้แก่ผู้ถือหุ้นบริษัทพรีเมียร์ ซีอี จำกัด ในราคา 1.69 บาท เป็นราคาหุ้นละ 103.85 บาทซึ่งเป็นราคาเท่ากับราคาของหุ้นในจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้จะต้องถูกแปลงเป็นทุน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ก่อนที่ศาลจะพิจารณาให้ความเห็นด้วยแผนเจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้แก้ไขแผนได้หรือไม่ เห็นว่า ในการขอแก้ไขแผนนั้นเจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แต่อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลในการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้ คดีนี้เจ้าหนี้ได้ขอให้แก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการล่วงเลยระยะเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/45 และเมื่อคำนึงถึงประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดังเหตุผลต่าง ๆ ที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น กรณีไม่มีเหตุจำเป็นหรือสมควรที่จะให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาข้อเสนอในการขอแก้ไขแผนดังกล่าวของเจ้าหนี้อีกอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของเจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 8 นั้น เป็นการอุทธรณ์ในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ใช่สาระสำคัญในการพิจารณาว่าจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาอื่น ๆ ดังกล่าวนั้น จึงไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดและได้จัดสรรแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม จากการดำเนินการฟื้นฟูกิจการดังกล่าว ทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนฟื้นฟูกิจการนี้มีโอกาสที่จะดำเนินการสำเร็จตามแผนได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งหมด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/45 ม. 90/46 ม. 90/56 ม. 90/58 (3)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้อง — บริษัทไทยอีเลคโทรนิคอุตสาหกรรม จำกัด(มหาชน)
เจ้าหนี้รายที่๓ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้รายที่๘ — ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2545
#48690
เปิดฉบับเต็ม

การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 หาจำต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนศาลมีคำพิพากษาเสมอไปไม่ หากคู่ความฝ่ายที่เสียหายเพิ่งทราบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ชอบที่จะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดตามฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อ้างเหตุเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษามีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 หาจำต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนมีคำพิพากษาเสมอไปไม่ หากเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ชอบที่จะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ฉะนั้นผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2532 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน2540 และผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2544 ก่อนยื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพียงสองวัน อันเป็นการกล่าวอ้างเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายจึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องรับคำร้องไว้ทำการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าว หาควรยกคำร้องของผู้ร้องไปเสียแต่ต้นไม่ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาง วรานุช ประสานพานิช
จำเลย — นาย วิเสริฐ ประสานพานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2545
#48240
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอสินเชื่อโดยทำสัญญากับโจทก์หลายประเภท และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันและโจทก์มีสิทธินำมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันได้ ค่าขึ้นศาลที่โจทก์มีหน้าที่ชำระตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 1(ก) จึงเท่ากับสองแสนบาทซึ่งเป็นอัตราสูงสุด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละสัญญา จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมายจำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระแทนโจทก์หากตนเป็นฝ่ายแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีสิทธิคัดค้านและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และสัญญากู้เงิน พร้อมดอกเบี้ย รวมยอดหนี้ถึงวันฟ้อง 17,132,368.36บาท โดยเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์รวมกันทุกสัญญา 200,000 บาท ขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกคำนวณตามทุนทรัพย์แต่ละสัญญาโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จำเลยยื่นคำคัดค้าน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แต่ละสัญญารวมเป็นเงิน 12,426,086.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยนำเงินจำนวน 2,459,862.24 บาท ซึ่งจำเลยชำระหนี้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์2538 หักชำระเป็นดอกเบี้ยและต้นเงินจากยอดหนี้ในวันดังกล่าวออกเสียก่อนหากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับค่าขึ้นศาลโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ และอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา คดีอยู่ระหว่างศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงินประกอบธุรกิจให้สินเชื่อแก่ลูกค้าในลักษณะสัญญาหลายประเภทโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น ดังนี้ การที่จำเลยขอสินเชื่อโดยทำสัญญากับโจทก์หลายประเภท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องและโจทก์มีสิทธินำมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันได้ค่าขึ้นศาลที่โจทก์มีหน้าที่ชำระตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 1(ก)จึงเท่ากับสองแสนบาทซึ่งเป็นอัตราสูงสุด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละสัญญาจึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมาย และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระแทนโจทก์หากตนเป็นฝ่ายแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงมีสิทธิคัดค้านและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่มจากโจทก์ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินสองแสนบาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 223 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เกียรติ วิศิษฎ์สรอรรถ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2545
#109426
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อแก่ลูกค้าในลักษณะสัญญาหลายประเภท โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น การที่จำเลยขอสินเชื่อโดยทำสัญญากับโจทก์หลายประเภท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องและโจทก์มีสิทธินำมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันได้ ค่าขึ้นศาลที่โจทก์มีหน้าที่ชำระตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ 1 (ก) จึงเท่ากับสองแสนบาทซึ่งเป็นอัตราสูงสุด จำเลยซึ่งเป็นคู่ความที่มีหน้าที่ต้องชำระแทนโจทก์หากตนเป็นฝ่ายแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีสิทธิคัดค้านและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน พร้อมดอกเบี้ย รวมยอดหนี้ถึงวันฟ้อง 17,132,368.36 บาท โดยเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์รวมกันทุกสัญญา 200,000 บาท ขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกคำนวณตามทุนทรัพย์แต่ละสัญญาโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จำเลยยื่นคำคัดค้าน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แต่ละสัญญารวมเป็นเงิน 12,426,086.70 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยนำเงินจำนวน 2,459,862.24 บาท ซึ่งจำเลยชำระหนี้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 หักชำระเป็นดอกเบี้ยและต้นเงินจากยอดหนี้ในวันดังกล่าวออกเสียก่อนหากจำเลยไม่ชำระหรือชำระ ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับค่าขึ้นศาลโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ และอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีใน ชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา คดีอยู่ระหว่างศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อแก่ลูกค้าในลักษณะสัญญาหลายประเภทโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น ดังนี้ การที่จำเลยขอสินเชื่อ โดยทำสัญญากับโจทก์หลายประเภท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ มูลหนี้ทั้งหมด จึงเกี่ยวข้องและโจทก์มีสิทธินำมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันได้ค่าขึ้นศาลที่โจทก์มีหน้าที่ชำระตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ 1 (ก) จึงเท่ากับสองแสนบาทซึ่งเป็นอัตราสูงสุด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละสัญญา จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมาย และจำเลยซึ่งเป็น คู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระแทนโจทก์หากตนเป็นฝ่ายแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าเป็น ผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีสิทธิคัดค้านและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่มจากโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินสองแสนบาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกียรติ วิศิษฎ์สรอรรถ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายลิขิต ทองจรัญ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา