คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6041/2545
#49097
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยเบิกเงินเกินไปจากบัญชีระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่โจทก์ได้อายัดไว้ก่อนฟ้อง แม้เป็นการกระทำที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจไว้อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยก็ตาม จำเลยชอบที่จะไปยื่นฟ้องโจทก์ เป็นคดีใหม่เพราะมิใช่เรื่องการกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยระหว่างพิจารณาที่จำเลยจะยื่นเข้ามาในคดีเดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกรายการนำเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยซ้ำซ้อน ทำให้เงินในบัญชีของจำเลยเพิ่มขึ้น 35,505 บาท และจำเลยเบิกถอนเงินดังกล่าวไปใช้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 46,900.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยนำเช็คฝากเข้าบัญชีของจำเลยตามฟ้องโจทก์ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ใช้สิทธิหักเงินจำนวน 12,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของจำเลยอ้างว่าเป็นการหักกลบลบหนี้โดยโจทก์อายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เงินดังกล่าวเป็นเงินเดือนของจำเลยที่ทางราชการจ่ายให้จำเลยผ่านโจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์หักเงินดังกล่าว ปัจจุบันโจทก์ยังอายัดบัญชีเงินฝากของจำเลยอยู่ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์คืนเงิน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์หักเงินไปและห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินการไปโดยมิได้อาศัยคำสั่งศาลหากกระทบสิทธิของจำเลยอย่างใด จำเลยชอบที่จะไปว่ากล่าวตามกฎหมายต่อไปให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิหักเงินจำนวน 12,000 บาท จากบัญชีของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นการหักกลบลบหนี้ที่โจทก์ได้อายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนฟ้องจำเลยนั้นหากโจทก์กระทำไปโดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจไว้ กรณีย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลย ซึ่งทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะดำเนินการแก้ไขเยียวยาโดยการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาในปัญหาเช่นว่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องการกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว จินตนา วัชรากูล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6040/2545
#46176
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่าสัญญาจ้างฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่า "ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยร่วมและโจทก์ซึ่งสองบริษัทต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้รับจ้าง" อีกฝ่ายหนึ่ง ข้อความในสัญญาดังกล่าวกำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นอย่างเดียวกันคือ "ผู้รับจ้าง" เพราะงานที่จะกระทำต่อไปคืองานก่อสร้างอาคารที่มิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างที่จำเลยจะชำระก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้กำหนดว่าจะชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใดอีกด้วย คงชำระรวมกันไป แม้ในตอนแรกจะแบ่งชำระให้คนละครึ่งของแต่ละงวด ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกของโจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้นหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะไปไม่ โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้าง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ก่อสร้างอาคารกำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน นับแต่วันส่งมอบสถานที่ก่อสร้าง ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 20 ของค่าจ้างส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายเป็น 6 งวด โดยจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์และบริษัทที. อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาจำเลยจ่ายเงินล่วงหน้าค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่โจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่ง แต่ค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 1,500,000 บาท และ 1,800,000 บาท จำเลยจ่ายให้แก่บริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับในงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 750,000 บาท และ 900,000บาท ตามลำดับแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,660,968.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิสจำกัด ร่วมกันก่อสร้างอาคาร โดยโจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ตกลงให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาโจทก์ละทิ้งงาน บริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัดดำเนินการก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่บริษัทที.อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิสจำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันก่อสร้างอาคาร ต่อมาจำเลยได้จ่ายเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่ง ต่อมาโจทก์ได้ทิ้งงาน จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม2539 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์และจำเลยร่วมให้ก่อสร้างอาคาร "บี" 4 ชั้น ณ บริเวณโรงแรมบ้านเชียง ในราคา 10,700,000 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันส่งมอบสถานที่ก่อสร้าง แบ่งการชำระค่าก่อสร้างออกเป็นงวด รวม 6 งวด ตามสัญญาจ้างเอกสารหมายจ.4 ในทางปฏิบัติจำเลยจะชำระค่าจ้างแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยได้ชำระเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดเสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนงานงวดที่ 4 และที่ 5 จำเลยร่วมทำหนังสือส่งมอบงานให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5แก่จำเลยร่วมไปทั้งหมด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าในการชำระค่าจ้างนั้น จำเลยจะแยกชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด โจทก์และจำเลยร่วมไม่มีความประสงค์ที่จะให้หนี้ค่าจ้างมีลักษณะเป็นหนี้ร่วมโจทก์และจำเลยร่วมมิใช่เจ้าหนี้ร่วม ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5แก่จำเลยร่วมเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องชำระแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดนั้นเห็นว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 มีสาระสำคัญว่าสัญญาจ้างฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่า "ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยร่วมและโจทก์ซึ่งสองบริษัทต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้รับจ้าง" อีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงินทั้งสิ้น 10,700,000 บาท ผู้ว่าจ้างจะชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ 20แก่ผู้รับจ้างเมื่อลงนามในสัญญาฉบับนี้ ส่วนค่าจ้างที่เหลือผู้ว่าจ้างแบ่งชำระเป็นงวดรวม 6 งวด ดังนี้จะเห็นได้ว่าข้อความในสัญญากำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นอย่างเดียวกันคือ "ผู้รับจ้าง" เพราะงานที่จะกระทำต่อไปคืองานก่อสร้างอาคารที่มิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างที่จำเลยจะชำระก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้กำหนดว่าจะชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใดอีกด้วย คงชำระรวมกันไป แม้ในตอนแรกจะแบ่งชำระให้คนละครึ่งของแต่ละงวดก็ตาม ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกของโจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้นหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะไปไม่ โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างอยู่ดังเดิมตามสัญญาจ้างและยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้าง จำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมเช่นนี้แล้ว การชำระหนี้จึงชอบแล้วหาเป็นการผิดสัญญาไม่ และเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยได้ชำระหนี้ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเช่นนี้ ปัญหาเรื่องอื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จตุรเดช จำกัด
จำเลย — บริษัท โรงแรมบ้านเชียง จำกัด
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัท ที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6040/2545
#46597
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างมีสาระสำคัญของข้อความในสัญญากำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นผู้รับจ้างอย่างเดียวกัน เพราะงานที่จะกระทำต่อไปคืองานก่อสร้างอาคารที่มิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างที่จำเลยจะชำระก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้กำหนดว่าจะชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใด คงชำระรวมกันไป แม้ในตอนแรกจะแบ่งชำระให้คนละครึ่งของแต่ละงวดก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกของโจทก์และจำเลยหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะไปไม่ โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างและยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้าง จำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 เมื่อจำเลยได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมแล้ว การชำระหนี้จึงชอบหาเป็นการผิดสัญญาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และบริษัทที.อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ก่อสร้างอาคาร กำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันส่งมอบสถานที่ก่อสร้าง ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 20 ของค่าจ้าง ส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายเป็น6 งวด โดยจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์และบริษัทที.อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาจำเลยจ่ายเงินล่วงหน้า ค่าจ้าง งวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่โจทก์และบริษัทที.อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งแต่ค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 1,500,000 บาท และ 1,800,000 บาท จำเลยจ่ายให้แก่บริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,660,968.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ละทิ้งงาน บริษัทที.อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ดำเนินการก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่บริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทที.อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิสจำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และจำเลยร่วมกันก่อสร้างอาคารต่อมาจำเลยได้จ่ายเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่ง ต่อมาโจทก์ได้ทิ้งงาน จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในการชำระค่าจ้างนั้น จำเลยจะแยกชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด โจทก์และจำเลยร่วมไม่มีความประสงค์ที่จะให้หนี้ค่าจ้างมีลักษณะเป็นหนี้ร่วม โจทก์และจำเลยร่วมมิใช่เจ้าหนี้ร่วม ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องชำระแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 มีสาระสำคัญว่าสัญญาจ้างฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่า "ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยร่วมและโจทก์ซึ่งสองบริษัทต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้รับจ้าง" อีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงินทั้งสิ้น 10,700,000 บาท ผู้ว่าจ้างจะชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ20 แก่ผู้รับจ้างเมื่อลงนามในสัญญาฉบับนี้ ส่วนค่าจ้างที่เหลือผู้ว่าจ้างแบ่งชำระเป็นงวดรวม 6 งวด ดังนี้จะเห็นได้ว่าข้อความในสัญญากำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นอย่างเดียวกันคือ "ผู้รับจ้าง" เพราะงานที่จะกระทำต่อไปคืองานก่อสร้างอาคารที่มิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างที่จำเลยจะชำระก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้กำหนดว่าจะชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใดอีกด้วย คงชำระรวมกันไป แม้ในตอนแรกจะแบ่งชำระให้คนละครึ่งของแต่ละงวดก็ตาม ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกของโจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้นหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะไปไม่ โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างอยู่ดังเดิมตามสัญญาจ้างและยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้างจำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมเช่นนี้แล้ว การชำระหนี้จึงชอบแล้วหาเป็นการผิดสัญญาไม่ และเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยได้ชำระหนี้ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเช่นนี้ ปัญหาเรื่องอื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 298 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จตุรเดช จำกัด
จำเลย — บริษัท โรงแรมบ้านเชียง จำกัด
จำเลย — โจทก์ร่วม
จำเลย — บริษัท ทีอาร์ เจนเนอรัล เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6040/2545
#47408
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่า จำเลย "ผู้ว่าจ้าง" ตกลงจ้างโจทก์และจำเลยร่วม"ผู้รับจ้าง" ทำการก่อสร้างอาคารในราคา 10,700,000 บาท ตกลงชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ 20 แก่ "ผู้รับจ้าง" เมื่อลงนามในสัญญา ค่าจ้างส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 6 งวดถือได้ว่าสัญญาจ้างดังกล่าวกำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็น "ผู้รับจ้าง" ทำการก่อสร้างอาคารโดยมิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้ระบุว่าจะชำระให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใด คงชำระรวมกันไป แม้จำเลยจะชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โจทก์และจำเลยร่วมคนละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกแก่โจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้น โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็น "ผู้รับจ้าง" และเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้างอยู่เช่นเดิมจำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 298 ดังนั้นเมื่อจำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยร่วมแล้ว จึงเป็นการชำระหนี้โดยชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และบริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิสจำกัด ก่อสร้างอาคาร ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ 20 ของค่าจ้าง ส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายเป็น 6 งวด โดยจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์และบริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิสจำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาจำเลยจ่ายเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่โจทก์และบริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่ง แต่ค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 1,500,000 บาท และ 1,800,000 บาท จำเลยจ่ายให้แก่บริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับในงวดที่ 4 และที่ 5 จำนวน 750,000 บาท และ 900,000 บาท ตามลำดับแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,968.75 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,660,968.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และบริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ตกลงให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์และบริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาโจทก์ละทิ้งงาน บริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ดำเนินการก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่บริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิสจำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า งานในงวดที่ 4 และที่ 5 โจทก์ได้ทิ้งงาน จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์และจำเลยร่วมให้ก่อสร้างอาคารในราคา 10,700,000 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันส่งมอบสถานที่ก่อสร้าง แบ่งการชำระค่าก่อสร้างออกเป็นงวดรวม 6 งวด ในทางปฏิบัติจำเลยจะชำระค่าจ้างแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยได้ชำระเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดเสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนงานงวดที่ 4 และที่ 5 จำเลยร่วมทำหนังสือส่งมอบงานให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมไปทั้งหมด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในการชำระค่าจ้างนั้น จำเลยจะแยกชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด โจทก์และจำเลยร่วมไม่มีความประสงค์ที่จะให้หนี้ค่าจ้างมีลักษณะเป็นหนี้ร่วม โจทก์และจำเลยร่วมมิใช่เจ้าหนี้ร่วม ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องชำระแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่าสัญญาจ้างฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่า"ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยร่วมและโจทก์ซึ่งสองบริษัทต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้รับจ้าง"อีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงินทั้งสิ้น 10,700,000บาท ผู้ว่าจ้างจะชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ 20 แก่ผู้รับจ้าง เมื่อลงนามในสัญญาฉบับนี้ส่วนค่าจ้างที่เหลือผู้ว่าจ้างแบ่งชำระเป็นงวด รวม 6 งวด ดังนี้ จะเห็นได้ว่าข้อความในสัญญากำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นอย่างเดียวกันคือ "ผู้รับจ้าง" เพราะงานที่จะกระทำต่อไปคืองานก่อสร้างอาคารที่มิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างที่จำเลยจะชำระก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้กำหนดว่าจะชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใดอีกด้วย คงชำระรวมกันไป แม้ในตอนแรกจะแบ่งชำระให้คนละครึ่งของแต่ละงวดก็ตาม ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกของโจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้นหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะไปไม่ โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างอยู่ดังเดิมตามสัญญาจ้างและยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้าง จำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 แก่จำเลยร่วมเช่นนี้แล้วการชำระหนี้จึงชอบแล้วหาเป็นการผิดสัญญาไม่ และเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยได้ชำระหนี้ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเช่นนี้ ปัญหาเรื่องอื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จตุเดช จำกัด
จำเลย — บริษัท โรงแรมบ้านเชียง จำกัด
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัท ที.อาร์.เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6040/2545
#99889
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่า จำเลย "ผู้ว่าจ้าง" ตกลงจ้างโจทก์และจำเลยร่วม "ผู้รับจ้าง" ทำการก่อสร้างอาคารในราคา 10,700,000 บาท ตกลงชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ 20 แก่ "ผู้รับจ้าง" เมื่อลงนามในสัญญา ค่าจ้างส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 6 งวด ถือได้ว่าสัญญาจ้างดังกล่าวกำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็น "ผู้รับจ้าง" ทำการก่อสร้างอาคารโดยมิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้ระบุว่าจะชำระให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใด คงชำระรวมกันไป แม้จำเลยจะชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โจทก์และจำเลยร่วมคนละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกแก่โจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้น โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็น "ผู้รับจ้าง" และเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้างอยู่เช่นเดิม จำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 ดังนั้น เมื่อจำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 ให้แก่จำเลยร่วมแล้ว จึงเป็นการชำระหนี้โดยชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างงวดที่ 4 และที่ 5 จากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ก่อสร้างอาคาร ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าร้อยละ ๒๐ ของค่าจ้าง ส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายเป็น ๖ งวด โดยจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาจำเลยจ่ายเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้แก่โจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่ง แต่ค่าจ้างงวดที่ ๔ และที่ ๕ จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท และ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยจ่ายให้แก่บริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับในงวดที่ ๔ และที่ ๕ จำนวน ๗๕๐,๐๐๐ บาท และ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๐,๙๖๘.๗๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๖๖๐,๙๖๘.๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๖๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ตกลงให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์และบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาโจทก์ละทิ้งงาน บริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด ดำเนินการก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ ๔ และที่ ๕ ให้แก่บริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า งานในงวดที่ ๔ และที่ ๕ โจทก์ได้ทิ้งงาน จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ ๔ และที่ ๕ ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์และจำเลยร่วมให้ก่อสร้างอาคารในราคา ๑๐,๗๐๐,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๓ เดือน นับแต่วันส่งมอบสถานที่ก่อสร้าง แบ่งการชำระค่าก่อสร้างออกเป็นงวด รวม ๖ งวด ในทางปฏิบัติจำเลยจะชำระค่าจ้างแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยได้ชำระเงินล่วงหน้าและค่าจ้างงวดที่ ๑ ถึงที่ ๓ แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดเสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนงานงวดที่ ๔ และที่ ๕ จำเลยร่วมทำหนังสือส่งมอบงานให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างงวดที่ ๔ และที่ ๕ แก่จำเลยร่วมไปทั้งหมด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ ๔ และที่ ๕ แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในการชำระค่าจ้างนั้น จำเลยจะแยกชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละครึ่งของค่าจ้างแต่ละงวด โจทก์และจำเลยร่วมไม่มีความประสงค์ที่จะให้หนี้ค่าจ้างมีลักษณะเป็นหนี้ร่วม โจทก์และจำเลยร่วมมิใช่เจ้าหนี้ร่วมดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะชำระค่าจ้างงวดที่ ๔ และที่ ๕ แก่จำเลยร่วมเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องชำระแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างแต่ละงวดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่าสัญญาจ้างฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่า "ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยร่วมและโจทก์ซึ่งสองบริษัทต่อไปนี้เรียกว่า "ผู้รับจ้าง" อีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างทำการก่อสร้างอาคารเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐,๗๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ว่าจ้างจะชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ ๒๐ แก่ผู้รับจ้างเมื่อลงนามในสัญญาฉบับนี้ ส่วนค่าจ้างที่เหลือผู้ว่าจ้างแบ่งชำระเป็นงวด รวม ๖ งวด ดังนี้ จะเห็นได้ว่าข้อความในสัญญากำหนดให้โจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นอย่างเดียวกันคือ "ผู้รับจ้าง" เพราะงานที่จะกระทำต่อไปคืองานก่อสร้างอาคารที่มิได้แบ่งแยกว่าจะทำการก่อสร้างอาคารส่วนใดอย่างไร มากน้อยแค่ไหน และค่าจ้างที่จำเลยจะชำระก็กำหนดชำระเป็นงวด มิได้กำหนดว่าจะชำระแก่โจทก์และจำเลยร่วมคนละเท่าใดอีกด้วย คงชำระรวมกันไป แม้ในตอนแรกจะแบ่งชำระให้คนละครึ่งของแต่ละงวดก็ตาม ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกของโจทก์และจำเลยร่วมเท่านั้นหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานะไปไม่ โจทก์และจำเลยร่วมยังคงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างอยู่ดังเดิมตามสัญญาจ้างและยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมในหนี้ค่าจ้าง จำเลยในฐานะลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือจำเลยร่วมผู้เป็นเจ้าหนี้คนใดก็ได้ตามแต่จะเลือก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๘ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างวดที่ ๔ และที่ ๕ แก่จำเลยร่วมเช่นนี้แล้ว การชำระหนี้จึงชอบแล้วหาเป็นการผิดสัญญาไม่ และเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยได้ชำระหนี้ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเช่นนี้ ปัญหาเรื่องอื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจตุรเดช จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงแรมบ้านเชียง จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทที. อาร์. เจนเนอรัลเซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวพรพิมล โศจิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6039/2545
#109396
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเพราะเหตุไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินมารับจดทะเบียนจำนองชุดได้ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเรื่องการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อำนวยความสะดวกและเป็นผู้ประสานงานระหว่างโจทก์กับสถาบันการเงินเท่านั้น สถาบันการเงินจะอนุมัติให้โจทก์กู้เงินหรือไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขของสถาบันการเงินนั้น ๆ ดังนี้ตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพราะเหตุไม่จัดสถาบันการเงินให้โจทก์กู้มาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในงวดสุดท้ายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเลยไปถึงประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมดได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องมีหนังสือแจ้งกำหนดเวลาให้โจทก์ชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 7 วัน และการที่โจทก์บอกเลิกสัญญาและหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 นำห้องชุดพิพาทไปประมูลขาย ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโดยปริยาย จำเลยที่ 1 ต้องให้โจทก์กลับสู่ฐานะเดิมและต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 1 รับไว้แก่โจทก์ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าวมาแล้วใน ศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยแล้วพิพากษายืนก็ตาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๑,๕๕๙,๖๘๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๔๒๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้นำใช้คืนเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงเพียงเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าเพื่อที่จะติดต่อหาสถาบันการเงิน ให้ลูกค้าขอกู้ และนำเงินมาชำระเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ แต่ไม่มีข้อตกลงระบุให้จำเลยที่ ๑ รับรองหรือประกันแก่ลูกค้าว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงินจะต้องสำเร็จทั้งนี้การอนุมัติให้กู้เงินต้องเป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขของสถาบันการเงินนั้น ๆ เมื่อโจทก์ไม่สามารถขอกู้เงินจากสถาบันการเงินและนำเงินมาชำระให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามสัญญาได้ กรณีจึงถือว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยที่ ๑ จึงริบเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินคืนแก่โจทก์จำนวน ๑,๔๒๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๒ ด้วย โดยกำหนด ค่า ทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้โจทก์ใช้ ค่า ฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๒ ด้วย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโดย ชำระเงินจำนวนหนึ่งในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นงวด สำหรับงวดสุดท้ายที่โจทก์จะต้องชำระเงินส่วน ที่เหลือนั้น จำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้โจทก์กู้เงินมาชำระ แต่ธนาคารไม่อนุมัติให้โจทก์กู้ได้ จำเลยที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายและแจ้งนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โจทก์มิได้นำเงินมาชำระเงินงวดสุดท้ายและแจ้งนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โจทก์มิได้นำเงินมาชำระ จำเลยที่ ๑ จึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระมาทั้งหมด คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยที่ ๑ ว่า กรณีแรกการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีหนังสือถึงโจทก์กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและกำหนดให้ชำระเงินงวดสุดท้ายไม่ถึง ๗ วัน การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ชอบ ไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน และอีกกรณีหนึ่ง การที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ ๑ แล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้นำห้องชุดไปประมูลขาย ถือว่าคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยปริยายนั้นเป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายในคำฟ้องกล่าวถึงเหตุที่จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย "?ในการชำระเงินงวดสุดท้าย หากผู้ซื้อจะมีความประสงค์จะขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระโดยแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้จะขายในงวดการชำระเงินงวดที่ ๓๒ ผู้จะขายจะติดต่อสถาบันการเงินเพื่อให้ผู้จะซื้อไปขอกู้เงินมาชำระ แก่ผู้จะขาย?" แต่จำเลยที่ ๑ ผู้จะขายไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินมารับจดทะเบียนจำนองห้องชุดได้ ถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ให้การว่า ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อขายห้องชุดในกรณีเรื่องการขอกู้เงินจาก สถาบันการเงินนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ อำนวยความสะดวกและเป็นผู้ประสานงานระหว่างโจทก์กับสถาบันการเงินเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับรองหรือประกันกับโจทก์และลูกค้า ทั้งมีข้อสัญญาระบุว่า "หากสถาบันการเงินไม่อนุมัติ เงินกู้ด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้จะซื้อจะยกเอาเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธการชำระเงินงวดสุดท้ายไม่ได้ ดังนี้ตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพราะเหตุไม่จัดหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้มาชำระให้แก่จำเลยที่ ๑ ในงวดสุดท้ายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ผิดสัญญาตามฟ้อง และคำวินิจฉัยยังรับฟังได้ว่าโจทก์ยังไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายแก่จำเลยที่ ๑ และวินิจฉัยไปถึงประเด็นที่ว่าจำเลยที่ ๑ จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมดได้นั้น จำเลยที่ ๑ จะต้องมีหนังสือแจ้งกำหนดเวลาให้โจทก์ชำระหนี้ไม่น้อยกว่า ๗ วัน ตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ ๓ และเมื่อจำเลยที่ ๑ มีหนังสือกำหนดเวลาชำระหนี้ไปถึงโจทก์ไม่ถึง ๗ ไม่ทำให้สัญญาเลิกกัน และยังวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกว่า การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาและหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ นำห้องชุดพิพาทไปประมูลขาย ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด โดยปริยายแล้ว จำเลยที่ ๑ ต้องให้โจทก์กลับสู่ฐานะเดิมและต้องคืนเงินที่จำเลยที่ ๑ รับไว้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์บรรยายฟ้องมาทั้งสิ้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ข้อพิพาท ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าว มาแล้วในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยแล้วพิพากษายืนก็ตาม และฎีกาปัญหานี้สู่ศาลฎีกาอีก ศาลฎีกาย่อมไม่วินิจฉัยเพราะต้องถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ผิดสัญญา รูปคดีจึงจำต้องยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๑ ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันโดยปริยายแล้ว โจทก์ต้องกลับสู่ฐานะเดิมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์จำเลยที่ ๑ ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม ๔๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขจรศักดิ์หรือเขษมศักดิ์ เจยเสนานนท์
จำเลย — บริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประทีป ดุลพินิจธรรมา
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักด์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2545
#108731
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยังค้างชำระเงินบำเหน็จค่าฝากปลาทูนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธินำมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายของโจทก์ได้ แต่ตามคำให้การ จำเลยที่ 1 มิได้แสดงเจตนาที่จะหักกลบลบหนี้แก่โจทก์ และทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ก็ปรากฏว่าเงินบำเหน็จค่าฝากทรัพย์ดังกล่าวยังคงมีข้อโต้แย้งและเป็นจำนวนที่ไม่แน่นอน สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 342 วรรคหนึ่ง และมาตรา 344

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการห้องเย็นรับฝากสิ่งของประเภทอาหารจากบุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์โดยมีบำเหน็จค่าฝาก จำเลยทั้งสี่ได้รับฝากปลาทูนึ่งของโจทก์ไว้ในห้องเย็นของจำเลย ทั้งสี่รวม ๖๖๘ หลัว(หลัว คือ เข่งใหญ่) ราคา ๑,๒๓๔,๕๘๐ บาท เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมิได้ระมัดระวังใช้ฝีมือสงวนทรัพย์ของโจทก์ที่ฝากไว้ จงใจและประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ในห้องเย็น ทำให้ปลาทูนึ่งทั้งหมดของโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่าเหตุเพลิงไหม้ห้องเย็นของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุสุดวิสัย อีกทั้งขณะเกิดเหตุคงเหลือปลาทูของโจทก์ที่ฝากไว้เพียง ๓๐๐ หลัวเศษ ปลาทูนึ่งที่เกิดเพลิงไหม้มีประมาณไม่เกิน ๕,๐๐๐ เข่ง ราคาเข่งละ ๖ บาท คิดเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท เมื่อหักกลบหนี้กับเงินบำเหน็จค่าฝากปลาทูนึ่งให้ห้องเย็นของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ค้างชำระแล้วโจทก์ยังคงค้างชำระเงินบำเหน็จค่าฝากทรัพย์แก่จำเลยที่ ๑ อีกเป็นเงินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุเป็นความผิดของโจทก์เอง จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าปลาทูนึ่ง ๖๖๘ หลัว ราคา ๙๙๐,๑๐๐ บาท กำไร ๑๒๒,๒๔๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๑,๑๑๒,๓๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๙๙๐,๒๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า?โจทก์จะต้องชำระเงินค่าฝากปลาทูนึ่งแก่จำเลยที่ ๑ หรือไม่ จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า เงินบำเหน็จค่าฝากปลาทูนึ่งหลัวละ ๔๐ บาท ต่อเดือน เฉลี่ยแล้ว ฝาก ๑ เดือน ๑๕ วัน หากโจทก์ฝาก ๖๖๘ หลัว โจทก์ก็ยังคงค้างเงินบำเหน็จค่าฝากแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๔๐,๐๘๐ บาท เป็นอย่างน้อย จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิที่จะนำเงินค่าฝากดังกล่าวหักจากค่าเสียหายของโจทก์นั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ว่า ในธรรมเนียมปฏิบัติโจทก์จะชำระเงินบำเหน็จค่าฝากปลาทูนึ่งแก่จำเลยที่ ๑ ต่อเมื่อโจทก์นำปลาทูนึ่งออกจากห้องเย็นแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุคงมีปลาทูนึ่งของโจทก์ฝากอยู่ในห้องเย็นของจำเลยที่ ๑ จึงฟังได้ว่าโจทก์ยังค้างชำระเงินบำเหน็จค่าฝากปลาทูนึ่งจำนวนดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีสิทธินำมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายของโจทก์ได้ แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ มิได้แสดงเจตนาที่จะหักกลบลบหนี้แก่โจทก์ ทางนำสืบของจำเลยที่ ๑ ก็ปรากฏว่าเงินบำเหน็จค่าฝากทรัพย์ดังกล่าว ยังคงมีข้อโต้แย้งและเป็นจำนวนที่ไม่แน่นอน สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ ได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๒ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๔๔ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์โดยมิได้หักกลบลบหนี้ค่าฝากทรัพย์แก่จำเลยที่ ๑ นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สรุปแล้ว โจทก์เสียหายจากค่าปลาทูนึ่ง ๔๐๐ หลัว และกำไรเป็นเงินจำนวน ๖๑๔,๗๙๗.๖๐ บาท เมื่อนำเงินค่า ขายซากปลาทูนึ่งจำนวน ๓๖,๔๑๓ บาท มาหักออกแล้วคงเหลือค่าเสียหายจำนวน ๕๗๘,๓๘๔.๖๐ บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๕๗๘,๓๘๔.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 342 ม. 344 ม. 657
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชำนิตย์ หอสว่างวงศ์
จำเลย — บริษัท เซเว่นอีเลฟเว่น คอนวีเนียน ชอบปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชัยยันต์ ขวัญสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6021/2545
#109408
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ขอให้ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยต้องกระทำโดยยื่นคำฟ้องฎีกา จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๖๓๒/๒๕๔๒ และ ๑๐๓๑๕/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง , ๑๐๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๗ ? ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและผลิตเมทแอมเฟตามีนดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ขอให้ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยต้องกระทำโดยยื่นคำฟ้องฎีกา จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม) , ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษ และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายดนัยหรือหนอน ปานรสทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020/2545
#48700
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 โดยขอลาออกตั้งแต่วันที่ 16เมษายน 2540 เป็นต้นไป การที่โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง ซึ่งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด การเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ในใบลาออกนั้นการจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 16 เมษายน 2540 เมื่อการจ้างสิ้นสุด โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าโจทก์ได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 ในวันที่การจ้างสิ้นสุดลง การที่จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดแต่การกระทำของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งสมุห์บัญชีประจำธนาคารจำเลยสาขาถนนรัชดาภิเษก (โอลิมเปียไทยทาวเวอร์) เมื่อวันที่13 มีนาคม 2540 โจทก์ได้มีหนังสือขอลาออกเพื่อไปทำงานกับธนาคารแหลมทองจำกัด (มหาชน) โดยมีผลสิ้นสุดการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 เป็นต้นไปหลังจากนั้นโจทก์ได้เข้าปฏิบัติงานกับธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) เป็นพนักงานทดลองงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ เมื่อผ่านการทดลองงานแล้วธนาคารแหลมทองจำกัด (มหาชน) ส่งโจทก์เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการประจำสาขาอิมพีเรียลบางนา โดยกำหนดระยะเวลาให้โจทก์จัดส่งหนังสือรับรองการผ่านงาน (ใบสำคัญแสดงการทำงาน) ก่อนบรรจุโจทก์เป็นพนักงานประจำแต่จำเลยออกหนังสือย้อนหลังไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกและสั่งพักงานโจทก์โดยไม่จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นใดระหว่างพักงาน เป็นเหตุให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ระงับการบรรจุโจทก์ไว้ชั่วคราวจนในที่สุดโจทก์ได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางจำเลยจึงยอมออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2540 การที่จำเลยถ่วงเวลาออกใบสำคัญแสดงการทำงานและไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกจากงานทำให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน)ปฏิเสธไม่รับโจทก์เข้าทำงาน และทำให้โจทก์เสียโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานโจทก์ได้รับความเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 9,294,450 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจะจ่ายเงินโบนัสตามผลประกอบการของจำเลยมิใช่จำนวน 5 เท่าของเงินเดือนตามฟ้อง ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยนั้น เมื่อวันที่28 มกราคม 2540 จำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีบริษัทอาร์ทลิงค์ จำกัด ลูกค้าของจำเลยสาขาโอลิมเปียไทยทาวเวอร์แจ้งว่าเช็คของบริษัทจำนวน 3 ฉบับ เป็นเงิน 1,920,000 บาท ถูกลักไปและมีผู้ปลอมแปลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับของบริษัทแล้วนำมาขึ้นเงินจากจำเลย ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ร่วมอนุมัติจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวด้วย ในระหว่างสอบสวน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นใบลาออก จำเลยเห็นว่าโจทก์น่าจะมีส่วนร่วมรับผิดในกรณีนี้ด้วยจึงมีคำสั่งไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออก แต่ให้พักงานเพื่อรอผลการสอบสวน ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ใบลาออกของโจทก์ยังไม่มีผล โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงาน จำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามฟ้อง นอกจากนี้มูลเหตุตามฟ้องตั้งฐานว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งโจทก์เคยนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานกลางมาก่อนแล้วตามคดีหมายเลขดำที่ 9051/2540 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 จึงถือว่าโจทก์ทราบการกระทำของจำเลยแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2542 พ้นระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันทราบเหตุดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตในการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดและอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนสัญญาจ้างแรงงานด้วยซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปคือ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยแต่งตั้งกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบกรณีโจทก์ร่วมกับนางอรศิริ เกวี ผู้ช่วยสมุห์บัญชีอนุมัติผ่านเช็คของบริษัทอาร์ทลิงค์ จำกัด (ลูกค้าของจำเลย) ที่ถูกลักไปและมีผู้ปลอมแปลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับของบริษัทแล้วนำมาขึ้นเงินซึ่งโจทก์มีส่วนบกพร่องต่อหน้าที่จริงโจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยในระหว่างมีการตั้งกรรมการสอบสวน จำเลยไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกก็เนื่องจากโจทก์มีส่วนรับผิดในเรื่องที่ถูกสอบสวน โจทก์เพิ่งแจ้งแก่จำเลยว่าโจทก์ไปทำงานกับธนาคารแหลมทองจำกัด (มหาชน) และธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ต้องการใบสำคัญการทำงานเมื่อวันที่ 22 (ที่ถูกเป็นวันที่ 24) กรกฎาคม 2540 เป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์แล้ว จำเลยไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งมีคำสั่งพักงานโจทก์ การที่จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้โจทก์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 รับรองว่าโจทก์ลาออกไปประกอบอาชีพอื่นตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 เป็นการรับรองการเป็นพนักงานตามความเป็นจริงถือว่าจำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกจากงานนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป จำเลยมิได้จงใจกลั่นแกล้งไม่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทันทีที่การจ้างแรงงานสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 แต่จำเลยไม่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้โจทก์ตามหน้าที่ กลับมีคำสั่งพักงานโจทก์ย้อนหลัง โดยไม่สั่งใบลาออกภายในกำหนดเวลาอันควรและก่อนวันที่โจทก์กำหนดให้มีผลในใบลาออก พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการจงใจกลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยได้ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้โจทก์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 ซึ่งการออกใบสำคัญแสดงการทำงานล่าช้าทำให้โจทก์ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 โดยขอลาออกตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 เป็นต้นไป เมื่อครบกำหนดตามใบลาออกโจทก์ได้ไปทำงานกับธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งลงวันที่ 30 เมษายน 2540 ให้พักงานโจทก์เพื่อรอผลการสอบสวนโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 16 เมษายน 2540 โจทก์ได้ขอให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้เพื่อนำไปแสดงต่อธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้ จำเลยได้ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 โจทก์จึงถอนฟ้องคดีดังกล่าว เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง และการเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ในใบลาออกนั้น กรณีตามคดีนี้การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 16 เมษายน 2540 เมื่อการจ้างสิ้นสุดลงแล้วโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าโจทก์ได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานซึ่งมีข้อความดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ในวันที่การจ้างสิ้นสุดลง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยได้มีคำสั่งไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกแต่ให้พักงานและตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ใบลาออกของโจทก์ยังไม่มีผล โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานนั้นเป็นข้ออ้างที่ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนทั้งการเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะประวิงการออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ได้ จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 6ตุลาคม 2540 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อ้างถึงข้างต้น จำเลยต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดแต่การกระทำดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใดหรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาในปัญหาดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 585
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรรนพ ภู่พานิช
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6011 -ที่ 6017/2545
#48699
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับลูกจ้างของจำเลยเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้างสวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นใดอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานจนถึงออกจากงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5,10,11 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 108 ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานที่มีผลผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี และลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปี เป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยไม่เท่าเทียมกัน โดยไม่ปรากฏว่าลูกจ้างชายและหญิงทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานแตกต่างกันอย่างไร จึงขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อบังคับดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปี จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลใช้บังคับ

การที่จำเลยให้โจทก์เกษียณอายุโดยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้เนื่องจากการเกษียณอายุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสอง โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่มีเหตุให้เลิกจ้างได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49

จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยกำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณเมื่ออายุครบ 50 ปี ส่วนลูกจ้างชายเกษียณเมื่ออายุครบ 55 ปี ตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการตลอดมาขณะโจทก์ทำสัญญาจ้างเข้าทำงานกับจำเลยก็รับรู้และยอมผูกพันตามข้อบังคับฯ แต่ต่อมาข้อบังคับฯ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ทำให้ข้อบังคับฯในส่วนที่กำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี ไม่มีผลบังคับต่อไป ดังนั้นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมของจำเลยส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากผลของการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่เกิดจากการที่จำเลยกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ประกอบดุลพินิจของศาลแรงงานกลางว่าจะให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องใจความว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอายุครบ 50 ปี ต้องเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงไม่เท่าเทียมกัน ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 ตกเป็นโมฆะ การเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดจำนวน 10,403,700 บาท 2,383,530 บาท 2,585,230 บาท 2,389,160 บาท2,972,390 บาท 3,100,690 บาท และ 6,509,410 บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องการเกษียณอายุเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งคู่สัญญาสมัครใจทำนิติกรรมกัน จึงผูกพันโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลย และไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเพราะเหตุเกษียณอายุ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเนื่องจากเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ เพียงใดพิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเปิดดำเนินกิจการผลิตเส้นใยประดิษฐ์เรยอน ซึ่งเป็นเส้นใยเลียนแบบเส้นใยธรรมชาติ เมื่อปี 2519 จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องเกษียณอายุ โดยพนักงานชายเกษียณอายุ55 ปี พนักงานหญิงเกษียณอายุ 50 ปี และกำหนดให้เกษียณอายุดังกล่าวตลอดมาจนถึงระเบียบข้อบังคับฉบับปัจจุบันซึ่งจดทะเบียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งเจ็ดมีวันเข้าทำงาน ตำแหน่งและค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้อง ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดอ้างเหตุเกษียณอายุ ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าชดเชยและเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบถ้วนแล้ว และโจทก์ทั้งเจ็ดยังไม่ได้งานใหม่เพราะอายุมากแล้ว พนักงานมีสหภาพแรงงานไทยเรยอนซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2521 มีการยื่นข้อเรียกร้องกันทุก 3 ปี เนื่องจากข้อตกลงมีผลใช้บังคับ 3 ปี แต่ไม่เคยยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องเกษียณอายุมาก่อน เพิ่งยื่นครั้งเดียวเมื่อปี 2544 แต่ตกลงกันได้เฉพาะเรื่องอื่นส่วนเรื่องเกษียณอายุตกลงกันไม่ได้ ก่อนปี 2544 ฝ่ายลูกจ้างเคยขอให้จำเลยพิจารณาเกี่ยวกับการเกษียณอายุ โดยขอให้เกษียณอายุพร้อมกันทั้งชายและหญิงปัจจุบันจำเลยมีลูกจ้างประมาณ 800 คน เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นใดของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานจนถึงออกจากงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5, 10 และ 11 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108 และถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานที่มีผลผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่การที่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวกำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี และลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีนั้น เป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยไม่เท่าเทียมกัน โดยไม่ปรากฏว่าลูกจ้างชายและหญิงดังกล่าว ทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานแตกต่างกันอย่างไรอันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยไม่อาจให้โจทก์ทั้งเจ็ดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี การที่จำเลยให้โจทก์ทั้งเจ็ดเกษียณอายุโดยไม่ให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเนื่องจากการเกษียณอายุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง โดยที่โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้กระทำความผิด และไม่มีเหตุให้เลิกจ้างได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานอาจพิจารณาสั่งได้เป็น 2 ประการ คือให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปประการหนึ่งหรือให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างในกรณีที่เห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้อีกประการหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานมาตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการเมื่อปี 2519 โดยกำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี ส่วนลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปี ตลอดมา ขณะโจทก์ทั้งเจ็ดทำสัญญาจ้างเข้าทำงานกับจำเลยนั้นก็รับรู้และยอมผูกพันตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ว่าตนจะครบเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปี แต่ต่อมาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 ที่กำหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกใช้บังคับในภายหลังทำให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในส่วนที่กำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ50 ปี ไม่มีผลบังคับต่อไปดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเพราะเหตุเกษียณอายุ อันเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมดังกล่าวส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากผลของการแก้ไขกฎหมาย มิใช่เกิดจากการที่จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ประกอบดุลพินิจของศาลแรงงานกลางว่าสมควรพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานหรือกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดได้เพียงใด จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาเหตุสองประการดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาโดยนัยที่กล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 15 ม. 108 ม. 115 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศรีไพร สุวรรณลภาพร กับพวก
จำเลย — บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6010/2545
#48698
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 41(4) หาได้จำกัดว่าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่ เพราะข้อความตอนท้ายบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายด้วยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เลิกจ้างนายคำพอง ข้อตุ่ย ลูกจ้าง ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกแผนกขนส่ง เนื่องจากละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 22 ถึง 25 มีนาคม 2543เกินสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต่อมานายคำพองได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า โจทก์เลิกจ้างเพราะเหตุที่นายคำพองยื่นข้อเรียกร้องและเป็นผู้แทนลูกจ้างในการเจรจาข้อเรียกร้อง จำเลยทั้งสิบสองในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างนายคำพองเนื่องจากไม่พอใจที่นายคำพองยื่นข้อเรียกร้องและเป็นผู้แทนในการเจรจาข้อเรียกร้อง เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 มีคำสั่งที่ 374/2543 ให้โจทก์รับนายคำพองกลับเข้าทำงานและให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิโดยชอบที่จะเลิกจ้างนายคำพอง ข้อตุ่ย และเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 374/2543 ดังกล่าว

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า นายคำพองถูกนายกฤษณะ สะอาดศรี ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณหน้าผากด้านซ้ายต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลปิยะมินทร์ แพทย์ลงความเห็นให้หยุดพักรักษาตัวระหว่างวันที่ 19 ถึง 21มีนาคม 2543 และนายคำพองได้เขียนใบลาป่วยจนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2543 โดยฝากให้พนักงานของโจทก์เสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพราะระหว่างวันที่ 22 ถึง 25มีนาคม 2543 นายคำพองต้องไปล้างแผลและตัดไหม การหยุดงานจึงมีเหตุอันสมควรโจทก์เลิกจ้างนายคำพองเนื่องจากนายคำพองลงชื่อในข้อเรียกร้องและเป็นผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้อง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสองชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เลิกจ้างนายคำพอง ข้อตุ่ย ลูกจ้างเนื่องจากนายคำพองลงชื่อในหนังสือแจ้งข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและเป็นตัวแทนฝ่ายลูกจ้างในการเจรจาข้อเรียกร้องกับโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 จำเลยทั้งสิบสองในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงมีคำสั่งที่ 374/2543 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม2543 ให้โจทก์รับนายคำพองกลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวว่า การที่จำเลยทั้งสิบสองมีคำสั่งให้โจทก์รับนายคำพองกลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้ใช้ค่าเสียหายนั้นชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41(4)หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41(4)บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะสั่งให้ทั้งรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายไม่ได้ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 41(4) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518หาได้จำกัดว่าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่เพราะข้อความตอนท้ายบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายด้วยได้ คำสั่งที่ 374/2543 ของจำเลยทั้งสิบสองจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟินมอร์ จำกัด
จำเลย — นาย ประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5993/2545
#112771
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อันเป็นเวลาก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมป.วิ.พ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็น สองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติ ให้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่ง คำบังคับตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นคำขอ

ให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง

จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์จำเลย แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จึงล่วงพ้นกำหนดสิบห้าวันไปแล้ว ทั้งในกรณีปกติและกรณีที่อ้างว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม)

ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ มาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๒๕,๙๓๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙๗,๕๕๓ บาท นับแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ เจ้าพนักงานส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องตลอดจนหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง โดยจำเลย ไม่ได้อยู่ ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๓ จำเลยเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยและตามคำเบิกความของจำเลยในชั้นไต่สวน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีร้องขัดทรัพย์ที่นางปัทมา เซียวศิริกุลหรือปัทมภูมิพัน ร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้ว่า จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ขอคัดถ้อยคำสำนวนรวมทั้งคำพิพากษาของศาลคดีดังกล่าวโดยระบุในคำร้องว่า จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านเลขที่ ๙/๕๐๖ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จึงฟังได้ว่า จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่งเดิม (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อันเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ ใช้บังคับ) แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็นสองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติ ให้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แต่จำเลยยื่น คำร้องขอให้พิจารณาใหม่คดีนี้ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงเห็นได้ว่าเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดสิบห้าวันไปแล้ว ทั้งกรณีปกติและกรณีที่อ้างว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่งเดิม ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 208 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพรัตน์ ยืนนาน
จำเลย — นายวิรัช คุณความดี หรือนายนฤเทพ ปัทมภูมิพัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5993/2545
#259667
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อชีวิต พยายาม ++

++ โจทก์ฎีกา ++

++ ศาลฎีกาพิพากษา ...

++

++ คำพิพากษาสั่งออก - งดย่อ

++ แจ้งการอ่านแล้ว / โปรดติดต่อห้องบริการเอกสารสำเนาคำพิพากษา (ห้องสมุด) ชั้น ๔, ๕ ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
+++++++++++++++++++++++++++++++
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวันชัย ภิรมย์เมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2545
#48697
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทตามหลักวิชาการเป็นข้อชี้ขาดปัญหา เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยถูกต้องด้วยการส่องกล้องและให้ความเห็นว่า "อาคารพิพาทของจำเลยทั้งสองน่าจะอยู่ในที่ดินของโจทก์" ถือได้ว่าผลของการรังวัดสอบเขตสมความประสงค์ของคู่ความและตรงตามคำท้าของโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 การที่เจ้าพนักงานที่ดินให้ความเห็นว่า "น่าจะ" นั้นเป็นเพราะความเห็นที่ให้นั้นเกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะกำลังทำการรังวัด หาใช่เป็นการไม่ยืนยันมั่นคงแต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 5650 และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงท้ากันว่า หากเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดทำแผนที่พิพาทตามที่คู่ความนำชี้แล้ว ปรากฏว่าอาคารพิพาทปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งสองยอมแพ้ แต่ถ้าหากอาคารพิพาทไม่ได้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ยอมแพ้ ต่อมาคู่ความแถลงว่าการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยการนำชี้นั้น ไม่อาจหาข้อยุติได้จึงแถลงร่วมกันว่าขอให้รังวัดทำแผนที่พิพาทใหม่ โดยให้รังวัดเนื้อที่ตามโฉนดที่ดินของโจทก์เปรียบเทียบกับแผนที่กลาง แต่เมื่อจัดทำแผนที่พิพาทแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับรองรูปแผนที่พิพาท ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทแล้วได้ความว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้จัดทำแผนที่พิพาทโดยการรังวัดด้วยการส่องกล้องตามหลักวิชาการแล้วมีความเห็นว่าอาคารพิพาทน่าจะอยู่ในที่ดินของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5650 ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว (อำเภอเมืองเชียงราย) จังหวัดเชียงราย ของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดทำแผนที่พิพาท โดยรังวัดตามเนื้อที่โฉนดของโจทก์ให้ปรากฏแนวเขตที่ดินตามหมุดในโฉนดที่ดินของโจทก์ และหากไม่พบหมุดตามแนวเขตที่ดินก็ให้ทำการรังวัดตามหลักวิชาการ หากผลการทำรังวัดปรากฏว่า อาคารพิพาทของจำเลยทั้งสองปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองยอมแพ้ หากปลูกอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์โจทก์ยอมแพ้ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทด้วยวิธีการส่องกล้องถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วมีความเห็นว่าอาคารพิพาทน่าจะอยู่ในที่พิพาทของโจทก์ ดังนี้ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองตรงตามคำท้าที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้ถือเอาผลการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทตามหลักวิชาการเป็นข้อชี้ขาด ปัญหาเป็นเด็ดขาดเช่นนี้แล้วเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ดำเนินการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยถูกต้องตามหลักวิชาการด้วยการส่องกล้องและได้ให้ความเห็นว่า "อาคารพิพาทของจำเลยทั้งสองน่าจะอยู่ในที่ดินของโจทก์" ถือได้ว่าผลของการรังวัดสอบเขตสมความประสงค์ของคู่ความและตรงตามคำท้าของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่ตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 การที่เจ้าพนักงานที่ดินให้ความเห็นว่า "น่าจะ" นั้นเป็นเพราะความเห็นที่ให้นั้นเกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะกำลังทำการรังวัดเท่านั้น หาใช่เป็นการไม่ยืนยันมั่นคงแต่อย่างใดไม่ จำเลยทั้งสองจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญอำนวย รัตนธาดา
จำเลย — นาย ชุ่ม ดวงสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5987/2545
#49096
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์มีหน้าที่ต้องจัดการให้รถยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นสิทธิแก่โจทก์ผู้เช่าซื้อเมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วจำเลยไม่จัดการจดทะเบียนโอนสิทธิให้แก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ทั้งตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเรื่องการขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ได้ความว่า เฉพาะเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศนี้จะต้องตกลงให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะไม่ฟ้องสถาบันการเงินเป็นจำเลยในคดีแพ่งอันแสดงว่าข้อกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เท่านั้นหาตัดสิทธิเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินเช่นโจทก์ที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศดังกล่าวที่จะฟ้องคดีแพ่งด้วยไม่ อีกทั้งประกาศดังกล่าวก็หาได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมิได้ตกลงให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะไม่ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยลูกหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงินเป็นคดีแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับบริษัทสยามกลการ จำกัดผู้ให้เช่าซื้อ เป็นเงิน 387,055.44 บาท ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2538 บริษัทสยามกลการจำกัด เปลี่ยนสัญญาจากผู้ให้เช่าซื้อเดิมมาเป็นจำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อใหม่ โดยจำเลยตกลงเข้าสวมสิทธิและหน้าที่ของบริษัทสยามกลการ จำกัด ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมที่โจทก์ทำไว้และโจทก์ตกลงผูกพันปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อที่จำเลยรับโอนจากบริษัทสยามกลการ จำกัด ทุกประการ โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อโดยชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนจนถึงงวดสุดท้าย จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยได้มอบหมายให้บริษัททิสโก้ลีสซิ่งจำกัด ทวงถามให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง แต่โจทก์เพิกเฉยทุกครั้ง จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์แล้วและโจทก์มิได้โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ นอกจากนี้จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานครและคดีนี้มูลคดีเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียนภ-2831 นครราชสีมา ต่อนายทะเบียนขนส่งจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นชื่อโจทก์ภายใน15 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่าโจทก์และนายสุชาติ บุญมาก พยานโจทก์เบิกความประกอบสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.4 ฉบับแรกยืนยันตรงกันว่า ได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้จำเลยจนครบถ้วนแล้ว ซึ่งสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.4 ฉบับแรกดังกล่าวลงวันที่9 กุมภาพันธ์ 2542 ระบุว่าเป็นค่างวดสุดท้ายโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างแต่อย่างใดแต่กลับได้ความตามคำเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านของนายถนอม จิตรนพคุณพยานจำเลยว่า โจทก์ได้ชำระค่างวดจนกระทั่งงวดสุดท้ายเรียบร้อยแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.4 ฉบับแรกเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยอยู่ในขั้นตอนของการชำระบัญชี โดยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 เป็นผู้ดำเนินการชำระบัญชี โจทก์ชอบที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกำหนดเสียก่อนโดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าวตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่องการขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้ เมื่อโจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามข้อกำหนดในประกาศดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าจำเลยในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ซึ่งทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ มีหน้าที่ต้องจัดการให้รถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นตกเป็นสิทธิแก่โจทก์ ผู้เช่าซื้อเมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ครั้นโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่จัดการจดทะเบียนโอนสิทธิให้แก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ทั้งเมื่อพิจารณาตามประกาศคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรื่องการขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์2542 เอกสารท้ายคำให้การจำเลยหมายเลข 4 ข้อ 3.2 และข้อ 3.2.1 ตามที่จำเลยฎีกาแล้ว ได้ความว่า เฉพาะเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศนี้จะต้องตกลงให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะไม่ฟ้องสถาบันการเงินเป็นจำเลยในคดีแพ่งอันแสดงว่าข้อกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เท่านั้นหาตัดสิทธิเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินเช่น โจทก์ที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศดังกล่าวที่จะฟ้องคดีแพ่งด้วยไม่ อีกทั้งประกาศดังกล่าวก็หาได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมิได้ตกลงให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะไม่ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยลูกหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงินเป็นคดีแพ่งได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย หล่อ บุญมาก
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5986/2545
#49095
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครอง ก็เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่าอาวุธปืนนั้นจะใช้ยิงได้หรือไม่อีก ส่วนความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นความผิดตามบทมาตราเดียวกับฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวกัน การที่จำเลยจะมีเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกับที่จะใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองหรือไม่ จึงไม่เป็นข้อสาระสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอก และมีกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 2 นัดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายไว้ในครอบครอง จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371และขอให้ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกที่ว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานคดีนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาพิจารณาวินิจฉัยนอกฟ้องโจทก์ รับฟังแต่เพียงคำรับสารภาพของจำเลยแล้วนำมาประกอบในการพิจารณาวินิจฉัยลงโทษจำเลย โดยคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแตกต่างจากฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและคดีนี้กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงย่อมมีอำนาจพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว มิพักต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่าอาวุธปืนนั้นจะใช้ยิงได้หรือไม่อีก ส่วนความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นความผิดตามบทมาตราเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวกัน การที่จำเลยจะมีเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกับที่จะใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองหรือไม่จึงไม่ใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ฎีกาของจำเลยในประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าสมควรรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงฐานมีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในทางสาธารณะถนนพหลโยธินโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด ทั้งเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยมีไว้ก็เป็นคนละขนาดกับอาวุธปืนโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะสามารถใช้ร่วมกันได้หรือไม่พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลในการอบรมและฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้วยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนมากกว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนปรับ 2,000 บาท รวมปรับ 8,000บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 4,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ3 เดือน ต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ทรงชัย งามมีศรี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5984/2545
#49094
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดของตัวการที่มีต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่กำหนดให้บุคคลภายนอกต้องรับผิดหรือมีความผูกพันต่อตัวการเลย บุคคลภายนอกจึงมีอำนาจฟ้องให้ตัวการรับผิดได้แต่บุคคลภายนอกไม่อาจฟ้องตัวแทนได้ และตัวการก็จะฟ้องบุคคลภายนอกให้รับผิดไม่ได้เช่นกัน เมื่อจำเลยเป็นบุคคลภายนอกจึงหาอาจจะกล่าวอ้างหรือพิสูจน์ว่าโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้จะซื้อในสัญญาที่ทำกับตนนั้นเป็นเพียงตัวแทนเชิดของ ว. ตัวการเพื่อให้จำเลยไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดตามสัญญาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยนำสืบว่าความจริงโจทก์ไม่ใช่ผู้จะซื้อแต่ ว. เป็นผู้จะซื้อนั้น ย่อมเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขาย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ จากจำเลยในราคา 4,125,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลย 1,200,000 บาท จำเลยตกลงว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ในวันที่ 14 เมษายน 2540 และโจทก์จะชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยในวันดังกล่าว หากจำเลยผิดสัญญาต้องคืนเงินมัดจำและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์อีก1,200,000 บาท ภายหลังจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของจำเลยออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,509,972.60 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย โจทก์เป็นเพียงตัวแทนเชิดของนายวิจัย วัฒนาประสิทธิ์ บิดาโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายสุนทรนายหน้าติดต่อกับนายวิจัยบิดาโจทก์ให้ซื้อที่ดินพิพาทของจำเลย ต่อมาวันที่ 13ตุลาคม 2539 มีการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทในราคา 4,125,000 บาท วางเงินมัดจำ 1,200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนที่ดินวันที่ 14 เมษายน 2540หากผู้จะขายผิดสัญญาต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้จะซื้อ 1,200,000 บาท โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้จะขาย ส่วนโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้จะซื้อ ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.1

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองต่างวินิจฉัยว่า นายวิจัยบิดาโจทก์เชิดโจทก์เป็นตัวแทนทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 กับจำเลย สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวจึงผูกพันระหว่างจำเลยกับนายวิจัยตัวการ โจทก์ในฐานะตัวแทนมิใช่คู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามคำให้การจำเลย จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์ลงนามในสัญญาจะซื้อขายแทนนายวิจัยบิดาโจทก์ โจทก์เป็นเพียงตัวแทนเชิดของนายวิจัย เมื่อพิเคราะห์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะตัวแทนในหมวด 4ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องตัวแทนเชิดไว้ในมาตรา 821 ว่า บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเหมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องที่บัญญัติถึงความรับผิดของตัวการที่มีต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่มีข้อความใดที่กำหนดให้บุคคลภายนอกต้องรับผิดหรือมีความผูกพันต่อตัวการเลย ดังนี้ บุคคลภายนอกย่อมมีอำนาจฟ้องตัวการให้รับผิดได้ แต่บุคคลภายนอกไม่อาจฟ้องตัวแทนได้ และตัวการก็จะฟ้องบุคคลภายนอกให้รับผิดไม่ได้เช่นกัน กรณีคดีนี้จำเลยเป็นบุคคลภายนอก จำเลยจะมากล่าวอ้างและนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่า โจทก์ผู้ซึ่งลงชื่อเป็นผู้จะซื้อในสัญญาที่ทำกับตนเป็นเพียงตัวแทนเชิดของนายวิจัยตัวการเพื่อให้จำเลยไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดตามสัญญาไม่ได้ หากยอมให้จำเลยนำสืบเช่นนั้นได้ กรณีอาจจะทำให้นอกจากจำเลยไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยยังไม่ต้องรับผิดต่อนายวิจัยด้วย ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวไม่อาจปรับใช้กับมาตรา 821 ได้ ฉะนั้น การที่จะให้จำเลยนำสืบว่า ความจริงโจทก์ไม่ใช่ผู้จะซื้อแต่นายวิจัยเป็นผู้จะซื้อนั้น ย่อมเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมายจ.1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยนำสืบในข้ออ้างดังกล่าวและวินิจฉัยว่า นายวิจัยบิดาโจทก์เชิดโจทก์เป็นตัวแทนทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยมา แม้คู่ความจะได้นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นเป็นการเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียเองได้ก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาปัญหาดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว มนธิดา วัฒนาประสิทธิ์
จำเลย — นาย สรรเพ็ชร กระสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5976/2545
#49093
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาขอให้สั่งคืนของกลางให้แก่จำเลย ในทำนองว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ควรริบของกลาง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้นซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานก่นสร้างแผ้วถางป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11,73 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54,72 ตรี วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด เมื่อโทษดังกล่าวต่างมีระวางโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแผ้วถาง ขุดและทอนไม้ ทำไม้ โดยการตัด ฟันเจาะ ขุด ทอนเป็นท่อนและชักลาก และร่วมกันครอบครัวไม้อันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดไม้อันยังมิได้แปรรูปดังกล่าวรถยนต์บรรทุกหกล้อ 1 คัน เลื่อยโค้ง 1 ปื้น รอกชักพร้อมโซ่ 1 อัน ซึ่งใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 11, 54, 55, 69,72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, 69, 69 วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานก่นสร้างแผ้วถาง อันเป็นการทำลายป่า จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานทำไม้หวงห้ามจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ40,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 30,000 บาทรวมจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 75,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 37,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณ-ประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่ความผิดฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้สั่งคืนรถยนต์บรรทุกหกล้อของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 ในทำนองว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ควรริบรถยนต์บรรทุกของกลางเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54,72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, 69, 69 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ

อนึ่ง ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานก่นสร้างแผ้วถางป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคหนึ่งและมาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด แต่ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานก่นสร้างแผ้วถางป่ามีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและก่นสร้างแผ้วถางป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคหนึ่งและมาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา 11, 73 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ2 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี และปรับคนละ 70,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 35,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ ม. 11 ม. 54 ม. 73 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ปัญญา สินกำแพง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5971/2545
#49092
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือบางส่วน หรือให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/32 วรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/32 วรรคสาม กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองต่อศาลได้ภายในกำหนด 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เมื่อคดีมาสู่ศาลตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว กฎหมายให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องคัดค้านโดยในการพิจารณานั้น ศาลต้องพิจารณาตามประเด็นที่ปรากฏในคำร้อง คำคัดค้านเพื่อจะทราบว่ามีประเด็นพิพาทใดที่คู่ความโต้เถียงกันอยู่ หากมีข้อเท็จจริงใดเป็นที่โต้เถียงกันอยู่และกรณีจำต้องรับฟังพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ศาลต้องให้คู่ความที่เกี่ยวข้องแสดงหรือนำสืบพยานหลักฐานนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ทำแผนและเจ้าหนี้ได้โต้เถียงกันอยู่และผู้ทำแผนมีความประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติมและได้ความว่าลูกหนี้ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาเจ้าหนี้กับพวกเป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกและได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้กับพวกต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินที่ทุจริตคืนแก่ลูกหนี้เป็นจำนวนมาก คดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นที่โต้เถียงกันอยู่ยังไม่พอแก่การวินิจฉัย กรณีสมควรให้ผู้ทำแผนนำสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาได้จนสิ้นกระแสความ จึงต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คอร์เปอเรท รีสตัคเจอริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมามีคำสั่งตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ส เอฟ เอ เอส จำกัด เป็นผู้ทำแผนคนใหม่ และวันที่ 12กุมภาพันธ์ 2542 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์สเอฟ เอ เอส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน หลังจากนั้นได้มีการโอนคดีนี้มาพิจารณาที่ศาลล้มละลายกลาง

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ พร้อมดอกเบี้ย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผน ตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29แล้ว ปรากฏว่าเจ้าหนี้รายธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารแห่งโตเกียว มิตซูบิชิจำกัด และผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนบริษัท ค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 3,760,000 บาท จากลูกหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องคัดค้าน ขอศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนพยานของผู้ทำแผนแล้ว มีคำสั่งว่าในส่วนที่ผู้ทำแผนได้ร้องคัดค้านว่าเจ้าหนี้กระทำการทุจริตต่อลูกหนี้ คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางยังมิได้มีคำวินิจฉัยเป็นที่ยุติว่าเจ้าหนี้ได้กระทำการทุจริตต่อลูกหนี้ และที่ได้มีการกล่าวหาดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหนี้ก็ยังไม่ปรากฏผลคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาอันจะรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าเจ้าหนี้ได้กระทำการทุจริตต่อลูกหนี้ ทั้งตามพยานหลักฐานที่ผู้ทำแผนนำเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่อาจรับฟังได้ชัดเจนว่าเจ้าหนี้รายนี้ได้กระทำการโดยทุจริตหรือจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ยกคำร้องคัดค้าน

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "กรณีสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนก่อนว่า การที่ผู้ทำแผนประสงค์จะนำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาในชั้นศาล ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม คดีพอวินิจฉัยได้และมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานผู้ทำแผนชอบหรือไม่ เห็นว่าในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือบางส่วนหรือให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 40/32 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม บัญญัติว่า "การคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในกำหนด 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" ดังนี้ เมื่อคดีมาสู่ศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว กฎหมายให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องคัดค้านโดยในการพิจารณานั้นศาลต้องพิจารณาตามประเด็นที่ปรากฏอยู่ในคำร้อง คำคัดค้าน เพื่อจะทราบว่ามีประเด็นพิพาทใดบ้างที่คู่ความซึ่งพิพาทโต้เถียงกันอยู่ หากมีข้อเท็จจริงใดเป็นที่โต้เถียงอยู่ และกรณีจำต้องรับฟังพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ศาลต้องให้คู่ความที่เกี่ยวข้องแสดงหรือนำสืบพยานหลักฐานนั้นเพื่อสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตนได้ แต่อย่างไรก็ตามหากศาลเห็นว่าเมื่อพิจารณาคำร้อง คำคัดค้าน ประกอบกับสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว กรณีไม่จำต้องรับฟังพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ศาลย่อมมีอำนาจที่จะงดไต่สวนพยานในชั้นนี้ได้ คดีนี้ผู้ทำแผนได้ร้องคัดค้านกล่าวอ้างว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นรองประธานฝ่ายการเงินของลูกหนี้กับพวกร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ลูกหนี้ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ลูกหนี้ชอบที่จะเลิกจ้างได้โดยไม่จำต้องจ่ายเงินค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินค่าชดเชยหรือเงินอื่นใดแก่เจ้าหนี้ ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเจ้าหนี้ได้กระทำตามที่ผู้ทำแผนอ้างหรือไม่ เมื่อผู้ทำแผนซึ่งมีความประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติมและได้ความว่าลูกหนี้ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจกล่าวหาเจ้าหนี้กับพวกเป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกและยังได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้กับพวกต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินที่ทุจริตคืนแก่ลูกหนี้เป็นจำนวนมาก คดียังไม่ถึงที่สุดทั้งศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นที่โต้เถียงกันอยู่ยังไม่พอแก่การวินิจฉัยกรณีสมควรให้ผู้ทำแผนนำสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาได้จนสิ้นกระแสความจึงจำต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งงดการไต่สวนพยานผู้ทำแผนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นอีกต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องคัดค้านและคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้งดการไต่สวนพยาน ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — นาย พรเทพ โรหิตะชาติ
ลูกหนี้ — บริษัท อัลฟาเทค อิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2545
#48696
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษขนาดใหญ่มาส่งมอบให้แก่ตัวแทนของโจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าว ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติ และมาตรา 34 ได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ดังนั้นผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบด้วยมาตรา 33

แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตราย แต่เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าแล้ว ความเสียหายจึงมิได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าอันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรหรือไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34(2) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ ได้

การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดความเสียหายแก่ผู้ส่งของเป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งไม่ได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 37ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้

สาเหตุที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้วยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม โดยวางปะปนกับตู้สินค้าอื่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้ถ่านไม้เกิดความร้อนสะสมขึ้นอย่างช้า ๆ และลุกไหม้ขึ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จากประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยเป็นผู้บรรจุสินค้าถ่านไม้ในตู้สินค้าจำนวน 2 ตู้ แต่จำเลยมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายและมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเป็นสินค้าอันตราย นอกจากนี้จำเลยยังปิดผนึกถุงพลาสติกที่บรรจุถ่านบกพร่อง ทำให้อากาศเข้าไปภายในได้เป็นเหตุให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วเกิดไฟลุกไหม้ระหว่างเรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเล โจทก์เสียหายต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการดับเพลิง ค่าซ่อมระวางเรือ และค่าสี กับค่าตู้สินค้าและค่าซ่อมตู้สินค้ารวมค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 765,123.75 บาท จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุไฟไหม้เป็นต้นไปถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 55,812.11 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน820,935.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน765,123.75 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเรือและตู้สินค้าที่เสียหาย ตามสัญญารับขนโจทก์มีหน้าที่เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงรายละเอียดของสินค้า เช่น ชนิด ปริมาณ น้ำหนัก จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้า โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าเหตุไฟไหม้เกิดมาจากสินค้าของจำเลย ทั้งโจทก์ควรจะติดตั้งป้ายเครื่องหมายแสดงให้ชัดแจ้งว่าตู้สินค้าใดเป็นสินค้าอันตราย แต่โจทก์มิได้จัดทำ ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง และโจทก์ไม่ได้แจ้งความเสียหายให้จำเลยทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ดินแดนไต้หวัน โจทก์ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลและเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าชื่อ ยูนิ-เมอร์ซี่ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยจดทะเบียนในประเทศไทย จำเลยประกอบกิจการผลิตถ่านไม้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เมื่อประมาณต้นปี 2537 จำเลยได้ติดต่อเพื่อว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้ไปมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โจทก์ได้ทำใบเสนอราคาซึ่งระบุถึงสินค้าที่จำเลยจะว่าจ้างให้โจทก์ขนส่งว่า ถ่านไม้อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2537 จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จำนวน1,740 กล่อง จากท่าเรือกรุงเทพไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นการขนส่งโดยใช้ตู้สินค้าระบบแอลซีแอล (LCL) ซึ่งจำเลยจะนำสินค้ามาส่งให้แก่โจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพเพื่อให้โจทก์บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้า แล้วนำขึ้นบรรทุกบนเรือเพื่อขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น วันที่ 14 มิถุนายน 2537 จำเลยได้นำสินค้าถ่านไม้ซึ่งแบ่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกน้ำหนักถุงละประมาณ 3 กิโลกรัม รัดปากถุงด้วยหนังยางบรรจุใส่กล่องกระดาษ ข้างกล่องมีคำภาษาอังกฤษขนาดใหญ่ว่า CHARCOAL ซึ่งแปลว่า ถ่าน และมีสัญลักษณ์รูปไฟอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่ จำเลยนำกล่องบรรจุถ่านไม้ดังกล่าวจำนวน 4 กล่องหรือ 6 กล่อง บรรจุลงในกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ 1 กล่อง อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่มีเครื่องหมายการค้าของลูกค้าประทับอยู่ แต่ไม่มีสัญลักษณ์รูปไฟหรือสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่ จำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ปิดผนึกเรียบร้อยแล้วจำนวน 1,740 กล่องไปส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำลองยุทธ 79 ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำสินค้าดังกล่าวบรรจุเข้าในตู้สินค้าที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพ สินค้าถ่านไม้ของจำเลยจำนวน 1,740 กล่อง ถูกบรรจุลงในตู้สินค้าจำนวน 2 ตู้ คือตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู 1336896 จำนวน 960 กล่อง และตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู 1167461 จำนวน 780 กล่อง ตู้สินค้าทั้งสองตู้ไม่ได้มีการปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตราย ตู้สินค้าทั้งสองตู้ถูกขนขึ้นบรรทุกบนเรือสินค้ายูนิ-เมอร์ซี่ โดยถูกจัดวางไว้ในระวางเรือเรียงซ้อนกับตู้สินค้าอื่น ๆ กับมีตู้สินค้าอื่นวางซ้อนทับไว้ด้วย และโจทก์ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลย 2 ฉบับ โดยระบุรายละเอียดของสินค้าว่าเป็นสินค้าถ่าน (charcoal) ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เรือสินค้ายูนิ-เมอร์ซี่ ออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 ต่อมาวันที่ 23 เดือนเดียวกันขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลใกล้ดินแดนไต้หวัน ปรากฏว่ามีไฟลุกไหม้ขึ้นที่ตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ของจำเลยทั้งสองตู้ดังกล่าวและได้ลุกลามไหม้ตู้สินค้าตู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทไชน่า มารีนเซอร์เวย์-เยอร์ส แอนด์ สวอน เมชัวเรอร์ส คอร์ป จำกัด สำรวจความเสียหาย บริษัทผู้สำรวจทำความเห็นว่า ไฟไหม้เกิดจากสภาพโดยธรรมชาติของสินค้า เนื่องจากสินค้านี้สามารถทำให้เกิดความร้อนขึ้นอย่างช้า ๆ และสามารถติดไฟได้เองในอากาศ โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระค่าเสียหายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะปฏิบัติหน้าที่ผู้ส่งของไม่ถูกต้องและเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะจำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษขนาดใหญ่มาส่งมอบให้แก่ตัวแทนของโจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าว ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้นอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติเช่นนั้นอย่างไรก็ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ไว้ว่า ถ้าผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น สิทธิและหน้าที่ของผู้ส่งของ ผู้ขนส่ง และผู้ขนส่งอื่นมีดังต่อไปนี้ (1)... (2) ผู้ส่งของยังคงต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกิดขึ้นหรือเป็นผลเนื่องจากการขนส่งของนั้น ซึ่งหมายความว่า ผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบด้วยมาตรา 33 ดังกล่าว เมื่อผู้ขนส่งไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น หากโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้าของจำเลยผู้ส่งของอยู่แล้ว โจทก์ก็สามารถใช้ความระมัดระวังในการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพอันตรายของสินค้านั้นได้ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์ทราบว่าสินค้าที่โจทก์รับขนเป็นถ่านไม้เป็นของแข็งลุกติดไฟได้ตามข้อกำหนดของไอเอ็มดีจี โค้ด (IMDG CODE) เอกสารหมาย จ.10 และประกาศกรมเจ้าท่าเรื่องการกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ตามเอกสารหมาย จ.11 แต่โจทก์ไม่ทราบว่าถ่านไม้สามารถดูดซับความร้อนสะสมในตัวจนลุกติดไฟได้เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 นั้น เห็นว่า ตามใบเสนอราคาค่าขนส่งที่โจทก์เสนอต่อจำเลยเอกสารหมาย ล.1โจทก์ระบุว่า สินค้าเป็นถ่านไม้อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ซึ่งตามไอเอ็มดีจี โค้ด เอกสารหมาย จ.10 ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า สินค้าถ่านไม้ตามรหัสหมายเลขดังกล่าวมีคุณสมบัติสามารถร้อนตัวขึ้นช้า ๆ และติดไฟได้เองในอากาศ อันเป็นคุณสมบัติที่แสดงถึงอันตรายของสินค้านี้ แสดงว่าโจทก์ทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวอยู่แล้ว และตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 8(3) บัญญัติให้ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องจัดระวางบรรทุกและส่วนอื่น ๆ ที่ใช้บรรทุกของให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่จะรับขนส่ง การที่พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 33 บัญญัติกำหนดหน้าที่ให้ผู้ส่งของต้องทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายเพื่อให้รู้ว่าของนั้นมีอันตรายและต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น ก็เพื่อให้ผู้ขนส่งใช้ความระมัดระวังจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่ตนรับขนนั้น และที่นาวาตรีปัญญา วงษ์วิจารณ์ หัวหน้าฝ่ายตรวจท่า กรมเจ้าท่า ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเรือมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า การจัดวางสินค้าที่เป็นสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ต้องจัดวางในที่ไม่อับอากาศและมีความชื้นในระดับที่เหมาะสมตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่จัดวางไว้โดยมีตู้สินค้าอื่นวางทับอยู่ 2 ถึง 3 ชั้น และจัดไว้ในที่อับอากาศ เป็นการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง เว้นแต่ภายในเรือจะมีระบบถ่ายอากาศที่ดีก็เจือสมกับคำเบิกความของนาวาตรีปัญญา สินธุสิริ วิทยากรพิเศษ ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า วิธีป้องกันไม่ให้ถ่านไม้ติดไฟคือ ต้องนำตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ไปวางไว้ในพื้นที่ส่วนที่จัดไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุหรือสินค้าอันตราย หรือตามข้อกำหนดขององค์การเดินเรือทะเลโลกที่ระบุให้จัดสินค้านั้นไว้บนดาดฟ้าเปิด เห็นได้ว่าการที่โจทก์ทราบว่าสินค้าที่โจทก์รับขนส่งเป็นถ่านไม้ซึ่งเป็นของแข็งติดไฟได้เองในอากาศ เป็นของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ตามประกาศกรมเจ้าท่า และข้อกำหนดไอเอ็มดีจี โค้ด ย่อมเป็นข้อมูลเพียงพอในการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพขนส่งสินค้าจะต้องนำมาพิจารณาในการจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยโดยจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและไม่ปะปนกับตู้สินค้าอื่น ซึ่งเป็นหลักสากลหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้นตามความหมายในมาตรา 34 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ดังนั้น แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตรายก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าโจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าดังกล่าวแล้ว ความเสียหายจึงมิได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าอันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรหรือไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34(2) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ดังกล่าวได้ ส่วนปัญหาว่าการที่จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วปิดปากถุงโดยใช้หนังยางรัดเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและเป็นสาเหตุให้โจทก์เสียหายหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยบรรจุถ่านไม้ในถุงพลาสติกโดยใช้หนังยางรัดปากถุงทำให้อากาศเข้าไปในถุงได้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในไอเอ็มดีจี โค้ด เป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อและเป็นสาเหตุทำให้ถ่านไม้ลุกไหม้จนเกิดความเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 31 บัญญัติไว้ว่า ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้รับความเสียหายหรือการที่เรือเสียหาย เว้นแต่จะเป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของหรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สินค้าถ่านไม้เป็นสินค้าอันตรายตามประกาศกรมเจ้าท่าที่ 353/2529 เรื่อง การกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ.1974 เพื่อให้สอดคล้องกับไอเอ็มดีจี โค้ดอันเป็นที่ยอมรับของรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งถ่านไม้เป็นสินค้าอันตรายในไอเอ็มดีจี โค้ด ประเภทอิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว และโจทก์มีนายประมวล จันทร์ชีวะ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญของอนุกรรมการประกันภัยและขนส่งทางทะเล สมาคมประกันวินาศภัย มาเบิกความเป็นพยานว่า ไอเอ็มดีจี โค้ด เป็นเอกสารซึ่งรวบรวมขั้นตอนและวิธีการขนส่งสินค้าอันตรายโดยระบุถึงวิธีการที่เจ้าของสินค้าจะต้องปฏิบัติ รวมทั้งการบรรจุหีบห่อ ถือเป็นมาตรฐานที่ต้องกระทำสำหรับสินค้าอันตราย และสินค้าถ่านไม้จัดเป็นสินค้าอันตรายชั้นที่ 4 จำพวกของแข็งซึ่งจะดูดซับความร้อนและสามารถลุกไหม้ได้ในตัวเองซึ่งข้อกำหนดไอเอ็มดีจี โค้ด ตามเอกสารหมาย จ.10 ระบุถึงการบรรจุสินค้าประเภทนี้ว่าจะต้องบรรจุไม่ให้อากาศเข้าไปในหีบห่อได้ หากเป็นการบรรจุในถุงพลาสติกต้องมีการหลอมละลายปากถุงให้สนิท จะใช้หนังยางรัดไม่ได้ และได้ระบุถึงการบรรจุสินค้าอันตรายประเภทถ่านไม้ว่า ปิดผนึกแน่น อากาศเข้าไม่ได้ (hermetically sealed) โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อกำหนดในไอเอ็มดีจี โค้ด ตามเอกสารหมาย จ.10 และจำเลยมิได้นำสืบว่าการใช้หนังยางรัดปากถุงนั้นทำให้อากาศเข้าไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วรัดด้วยหนังยาง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของไอเอ็มดีจี โค้ด ที่ให้ใช้วิธีการปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้ ซึ่งกำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิตและทรัพย์สินในการขนส่งสินค้าทางทะเล จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่ถ่านไม้ในตู้สินค้าตามคำฟ้องเกิดลุกไหม้และเกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นผลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่นั้น แม้ได้ความจากคำเบิกความของนาวาตรีปรีชา สินธุสิริ พยานจำเลยซึ่งเป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาเกี่ยวกับหลักการเดินเรือในทะเลรวมถึงหลักการรักษาความปลอดภัยในทะเล โดยที่โจทก์มิได้นำสืบเป็นอย่างอื่นว่า สาเหตุของการเกิดไฟไหม้ในทุกกรณีจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัตถุเชื้อเพลิง อุณหภูมิหรือความร้อนและก๊าซออกซิเจน หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งจะไม่มีการติดไฟขึ้นก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ใช้วิธีบรรจุสินค้าถ่านไม้ในลักษณะปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นโอกาสให้มีก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นได้ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเคยบรรจุถ่านไม้ในถุงพลาสติกรัดด้วยหนังยางในการขนส่งสินค้าดังกล่าวไปต่างประเทศมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง ก็ไม่เคยเกิดปัญหาไฟลุกไหม้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าในการขนส่งสินค้าครั้งก่อน ๆ ดังกล่าวผู้ขนส่งจัดวางสินค้าไว้ไม่เหมาะสมดังเช่นเหตุครั้งนี้ที่โจทก์จัดวางสินค้าไม่ถูกต้องอันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟไหม้ด้วย ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยจึงเชื่อได้ว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบรรจุถ่านไม้โดยไม่ใช้วิธีปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยเป็นเหตุที่จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานมาในสำนวนแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ปัญหานี้ที่จำเลยให้การและนำสืบว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งไม่ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือดังกล่าวแก่ผู้ส่งของ เป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งไม่ได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 37 เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้ และโจทก์นำสืบพยานหลักฐานโดยมีรายงานการสำรวจความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทไชน่า มารีนเซอร์เวย์เยอร์ส แอนด์ สวอน เมชัวเรอร์ส คอร์ป จำกัด ผู้รับจ้างสำรวจความเสียหาย พร้อมทั้งภาพถ่ายประกอบรายงานดังกล่าวปรากฏว่ามีตู้สินค้าเสียหาย 20 ตู้ และโจทก์ยังมีนายเหรียญ วรพิพัฒน์กำธร ผู้จัดการทั่วไปบริษัทกรีนสยาม จำกัดเบิกความว่า บริษัทกรีนสยาม จำกัด เป็นตัวแทนในการรับสินค้าและบรรจุสินค้าให้โจทก์ ความเสียหายของโจทก์จากเหตุไฟไหม้คดีนี้ มีค่าตู้สินค้า 2 ตู้ จำนวน 16,596.95 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ลดราคาให้แล้วคงเหลือเป็นเงินจำนวน 12,447.72 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าซ่อมระวางเรือจำนวน 11,277.78 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าซ่อมตู้สินค้าตู้อื่นที่ยังซ่อมได้เป็นค่าซ่อมที่กระทำในต่างประเทศจำนวน 6,562.33 ดอลลาร์สหรัฐและที่ซ่อมในประเทศไทยจำนวน 7,928 บาท รายละเอียดปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.19และ จ.20 คิดเป็นเงินบาทรวมทั้งสิ้นจำนวน 765,123.75 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันที่สินค้าเสียหายถึงวันฟ้องได้เป็นเงินจำนวน 55,812.11 บาท และจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 765,123.75 บาทจริง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ก็มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย กล่าวคือ โจทก์จัดระวางบรรทุกสินค้าอันตรายไม่เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งสินค้าอันตราย โดยจัดวางตู้สินค้าบรรจุถ่านไม้ไว้ในระวางเรือปะปนกับตู้สินค้าอื่น โดยมีตู้สินค้าอื่นวางทับซ้อนไว้ 2 ถึง 3 ชั้น ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งปรากฏตามรายงานการสำรวจของบริษัทไชน่า มารีนเซอร์เวย์เยอร์ส แอนด์ สวอน เมชัวเรอร์ส คอร์ป จำกัด เอกสารหมาย จ.16 ว่า ตู้สินค้าที่เกิดเหตุคือตู้สินค้าเลขที่อีไอเอสยู 1336896 และอีไอเอสยู 1167461 ถูกจัดวางไว้ในระวางเรือหมายเลข 3ส่วนหน้า ช่องหมายเลข 5 เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายสภาพของตู้สินค้าขณะมีการสำรวจความเสียหายหมาย จ.18 จะเห็นได้ว่าตู้สินค้าที่เกิดเหตุทั้งสองตู้ถูกจัดวางไว้เกือบชั้นล่างสุดของระวางเรือ ซึ่งตามสภาพจะถูกตู้สินค้าอื่นวางทับซ้อนอีก 2 ถึง 3 ชั้น จึงจะถึงปากระวางเรือ และด้านข้างกับด้านท้ายของตู้สินค้าที่เกิดเหตุจะมีตู้สินค้าอื่นวางเรียงเป็นแถวเป็นแนวจนเต็มพื้นที่ของระวางเรือหมายเลข 3 โดยวางทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆจนถึงปากระวางเรือ ช่องว่างของตู้สินค้าแต่ละตู้และแต่ละแถวจะห่างกันประมาณ 1 คืบจากสภาพดังกล่าวเชื่อได้ว่าอากาศไม่สามารถไหลเวียนถ่ายเทได้โดยสะดวก ดังนั้น ภายในระวางเรือที่มีตู้สินค้าซึ่งเป็นเหล็กจัดวางไว้จนเต็มพื้นที่และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ย่อมเกิดความร้อนขึ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะตู้สินค้าที่เกิดเหตุทั้งสองตู้ซึ่งถูกจัดวางไว้ด้านล่างของระวางเรือ ย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าตู้สินค้าที่วางอยู่ตอนบนของระวางเรือ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้อีกว่า เรือยูนิเมอร์ซี่ ซึ่งบรรทุกตู้สินค้าที่เกิดเหตุแล่นออกจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 และเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นเมื่อวันที่ 23 เดือนเดียวกันขณะแล่นอยู่ในทะเลใกล้ดินแดนไต้หวัน ทั้งนี้โดยถ่านไม้มีคุณสมบัติสามารถสะสมความร้อนได้อย่างช้า ๆ ในระยะเวลาประมาณ 5 ถึง 6 วัน ที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลย่อมสะสมความร้อนได้สูงเพียงพอที่จะลุกไหม้ขึ้นได้ จึงเห็นได้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้ว ยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม โดยวางปะปนกับตู้สินค้าอื่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้ถ่านไม้เกิดความร้อนสะสมขึ้นอย่างช้า ๆ และลุกไหม้ขึ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์กับความร้ายแรงแห่งการกระทำของโจทก์และจำเลยซึ่งต่างก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นโดยโจทก์และจำเลยต่างประมาทเลินเล่อด้วยกันแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่งคิดเป็นต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 382,561.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 382,561.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 33 ม. 34 (2) ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูนิกลอรี่ มารีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท ปิแอร์ 11 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ