คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5866/2545
#110883
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำสั่งให้ ศ. เป็นคู่ความแทนจำเลย ศ. ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวอ้างว่าส่งหมายเรียกให้แก่ตนไม่ชอบ ศาลมีคำสั่งยกคำร้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและมิได้เป็นคำสั่งที่ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ตามมาตรา 226 (2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

การขอแก้ไขคำให้การให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากโจทก์สืบพยานไปแล้ว 1 ปาก จำเลยจึงไม่มีสิทธิกระทำได้โดยไม่ต้องพิเคราะห์ว่าโจทก์จะเสียเปรียบหรือไม่

สัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าจะเป็นสัญญาธรรมดาหรือสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ก็เป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญา มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารเลขที่ ๔๗ ตรอกอิศรานุภาพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าภาษีโรงเรือนรวม ๒๗๙,๖๐๐ บาท กับค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารที่เช่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเทิดศักดิ์ สิทธิเดชกุลศิลป์ ทายาทเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมานายเทิดศักดิ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายศุภชาญ สิทธิเดชกุลศิลป์ ทายาทอีกคนหนึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารเลขที่ ๔๗ ตรอกอิศรานุภาพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบอาคารคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจำเลยจะขนย้ายและส่งมอบอาคารคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของ ศ. ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้ ศ. เป็นคู่ความแทนจำเลยเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและมิได้เป็นคำสั่งที่ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นสั่งไม่ชอบอย่างไรก็ชอบที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไปตามมาตรา ๒๒๖ (๒) เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

การขอแก้ไขคำให้การจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากโจทก์สืบพยานไปแล้ว ๑ ปาก จึงไม่มีสิทธิจะทำได้โดยไม่ต้องพิเคราะห์ว่าโจทก์จะเสียเปรียบหรือไม่

ส่วนกรณีสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับกรมการศาสนาจะเป็นสัญญาเช่าธรรมดาหรือสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับกรมการศาสนา มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ การขอแก้ไขคำให้การของจำเลยจึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 564
ป.วิ.พ. ม. 1 (5) ม. 18 ม. 42 ม. 142 (5) ม. 226 (2) ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดมังกรกมลาวาส
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นางอาบ๊วย แซ่อื้อ โดยนายศุภชาญ สิทธิเดชกุลศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2545
#48239
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 มาตรา 26 หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) ไว้เท่านั้น แต่จำเลยเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ทำให้จำเลยได้รับบาดเจ็บจำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามมาตรา 23(1) กรมการประกันภัยโจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้จ่ายให้จำเลยไปคืนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโดยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 9 ฉ - 4801 ซึ่งต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันกับบริษัทตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 แต่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ของจำเลย ดังนั้น หากมีผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ของจำเลย จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้ประสบภัยหรือเมื่อสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของรถมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมด้วยเงินเพิ่มอัตราร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายจากกองทุนส่งเข้าสมทบกองทุนภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ 1พฤศจิกายน 2541 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อถึงบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร มีรถผู้อื่นเลี้ยวกลับรถตัดหน้ารถของจำเลย จำเลยไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้ทัน จึงเฉี่ยวชนกับรถของผู้อื่นดังกล่าวจนจำเลยได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำเลยได้มอบอำนาจให้โรงพยาบาลดังกล่าวขอรับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยภาค 2 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 14,940 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ให้แก่จำเลยไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 แล้วต่อมาเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้เงินที่โจทก์จ่ายไปพร้อมเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบคืน เพื่อนำเข้าสมทบกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยภายในเจ็ดวัน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 14,940บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากวันที่ 2 เมษายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน1,120 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 14,940 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยและเมื่อจำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แล้วสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของรถมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมด้วยเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 7, 23(1), 25, 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7 ไปตามถนนพหลโยธินมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อถึงบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11รักษาพระองค์ แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มีรถยนต์ผู้อื่นเลี้ยวกลับตัดหน้ารถของจำเลย จำเลยไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้ทันจึงเฉี่ยวชนกับรถของผู้อื่นดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำเลยมอบอำนาจให้โรงพยาบาลดังกล่าวขอรับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเขต 2 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 14,940 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยไป โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายไปคืนให้แก่โจทก์พร้อมเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบ เห็นว่า เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 26 นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1)ไว้เท่านั้น แต่จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23(1)แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7 ถือว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวอันมีโทษทางอาญา เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ด้วย นั้นก็เป็นส่วนความรับผิดในทางอาญาของจำเลยหาครอบคลุมให้จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ประกอบมาตรา 26 ด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากเจตนารมณ์ของการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ว่า "...เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอนและทันท่วงที สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ..." ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการเยียวยารักษาทันท่วงทีจากบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วให้บริษัทหรือสำนักงานดังกล่าวมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535มาตรา 31 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาโจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 7 ม. 23 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการประกันภัย
จำเลย — นาย วิวัฒน์ นนท์ขุนทด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2545
#49088
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯมาตรา 26 นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) ไว้เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามมาตรา 23(1)

เจตนารมณ์ของการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯก็เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการเยียวยารักษาทันท่วงทีจากบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วให้บริษัทหรือสำนักงานดังกล่าวมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มาตรา 31 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 14,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากวันที่ 2 เมษายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,120 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 14,940 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยและเมื่อจำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แล้วสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของรถมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมด้วยเงินเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 7, 23(1), 25, 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7ไปตามถนนพหลโยธิน มีรถยนต์ผู้อื่นเลี้ยวกลับตัดหน้ารถของจำเลย จำเลยไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้ทันจึงเฉี่ยวชนกับรถของผู้อื่นดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำเลยมอบอำนาจให้โรงพยาบาลดังกล่าวขอรับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเขต 2 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 2 อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 14,940 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยไป โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายไปคืนให้แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบเห็นว่า เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย พร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 26นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23(1) ไว้เท่านั้น แต่จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23(1) แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามมาตรา 7 ถือว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวอันมีโทษทางอาญา เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ด้วยนั้น ก็เป็นส่วนความรับผิดในทางอาญาของจำเลยครอบคลุมให้จำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 23(1) ประกอบมาตรา 26 ด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากเจตนารมณ์ของการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ว่า "...เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอนและทันท่วงที สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ..." ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการเยียวยารักษาทันท่วงทีจากบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วให้บริษัทหรือสำนักงานดังกล่าวมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 มาตรา 31 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 23 (1) ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการประกันภัย
จำเลย — นาย วิวัฒน์ นนท์ขุนทด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2545
#109394
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของรถที่จะต้องชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 26 นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 23 (1) ไว้เท่านั้น จำเลยเป็นเพียงผู้ประสบภัยอันเกิดจากรถคันอื่น จึงไม่ใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามนัยแห่ง มาตรา 23 (1) จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายแก่จำเลยจำนวน ๑๔,๙๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๒ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑,๑๒๐ บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน ๑๔,๙๔๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา จำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๗ ไปตามถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อถึงบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มีรถยนต์ผู้อื่นเลี้ยวกลับตัดหน้ารถของจำเลย จำเลยไม่สามารถชลอหรือหยุดรถได้ทันจึงเฉี่ยวชนกับรถของผู้อื่นดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำเลยมอบอำนาจให้โรงพยาบาลดังกล่าวขอรับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเขต ๒ เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต ๒ อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน ๑๔,๙๔๐ บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยไป โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายไปคืนให้แก่โจทก์พร้อมเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบ เห็นว่า เจ้าของรถที่จะต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยพร้อมเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๖ นั้น หมายถึงเจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมิได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา ๒๓ (๑) ไว้เท่านั้น แต่จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถยนต์ของผู้อื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมิใช่เจ้าของรถที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ (๑) แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเบื้องต้นคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 23 (1) ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการประกันภัย
จำเลย — นายวิวัฒน์ นนท์ขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายคมกฤช กนกประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5861/2545
#49087
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 บัญญัติไว้เพียงว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อรับไว้และกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น การที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในขณะที่โจทก์มีสิทธิกลับเข้าครอบครองรถยนต์ ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องซ้ำซ้อนกัน ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และค่าเสียหายอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนอกเหนือจากค่าเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 7 ป - 2554กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 140,208 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถยนต์โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 110,000 บาท และชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 46,736 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 56,000 บาทและค่าเสียหายอีกวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 80,000บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 14,000บาท และชำระค่าเสียหายอีกวันละ 50 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 มกราคม 2542)จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 100 วัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินรวม 26,000 บาท และชำระค่าเสียหายอีกวันละ 50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 360 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ แอโร่ บอดี้ หมายเลขทะเบียน 7 ป - 2554กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 140,208 บาท ตกลงผ่อนชำระ 24 งวด งวดละ5,842 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุก ๆ เดือน ติดต่อกันไป เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5พฤษภาคม 2540 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 5 กันยายน 2540 เป็นต้นมา วันที่ 24เมษายน 2541 โจทก์บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันบอกเลิกสัญญาตามฟ้องได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 มิได้ห้ามหรือจำกัดสิทธิเรียกร้องของผู้เช่าซื้อในการเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง ได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันบอกเลิกสัญญา ซึ่งไม่ใช่ข้อสัญญาที่กำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายล่วงหน้า แต่เป็นข้อสัญญาตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามผลของสัญญาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 บัญญัติไว้แต่เพียงว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อรับไว้ และกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น การที่โจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในขณะที่โจทก์มีสิทธิกลับเข้าครอบครองรถยนต์ ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องซ้ำซ้อนกัน ไม่สอดคล้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกันอีกได้ โจทก์คงเรียกได้เพียงค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อตลอดเวลาที่ครอบครองทรัพย์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และค่าเสียหายเพราะเหตุอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนอกเหนือจากค่าเสียหายอันเกิดแต่การใช้ทรัพย์โดยชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง ที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ระบุว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่ก่อนสัญญาเลิกกันนั้นเห็นว่า ข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องมาเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไม่ได้เรียกร้องเป็นค่าเสียหายฐานผิดสัญญาต่อโจทก์ก็ตาม แต่ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์กล่าวว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งพอถือได้ว่าโจทก์ได้เรียกค่าเสียหายฐานจำเลยใช้รถยนต์อันเป็นทรัพย์ของโจทก์มาตลอดเวลา ที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองอยู่ ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายพอสมควรแก่ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 572 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย มานพ สายัณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2545
#49086
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ที่จำเลยรุกล้ำนั้นคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่เศษแต่โจทก์ขอคิดเพียง 1 ไร่ เพื่อจะนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ แต่เมื่อทำแผนที่พิพาทแล้วปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกจำเลยรุกล้ำมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ก็ตาม จำนวนเนื้อที่ดินพิพาทตามฟ้องก็เป็นเพียงแต่การกะประมาณไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัดทำแผนที่พิพาท ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำชี้ว่าที่พิพาทอยู่ในเส้นสีม่วงและรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้อง จึงต้องถือว่าที่ดินที่พิพาทกันคือที่ดินที่อยู่ภายในเส้นสีม่วง การที่ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวาจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ได้ไปยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแล้วจำเลยกับพวกนำรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 65 ด้านที่ติดกับที่ดินโจทก์เป็นแนวตรงซึ่งไม่ถูกต้อง ทำให้รูปแผนที่ในโฉนดของจำเลยด้านทิศตะวันออกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 7 เมตร เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 76813 ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีจังหวัดสมุทรปราการ ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินบางส่วน และแก้ไขรูปแผนที่โฉนดทางด้านทิศตะวันออกให้เป็นไปตามแนวคันดินซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า แนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 64 ทางทิศตะวันตกเป็นเส้นตรง เหตุที่รูปแผนที่ในโฉนดเลขที่ 64 เป็นเส้นโค้งเพราะสมัยก่อนใช้มือวาดแผนที่ในโฉนดไม่ได้ใช้อุปกรณ์ทันสมัยเช่นปัจจุบัน เจ้าพนักงานที่ดินได้มีหมายเรียกให้โจทก์ไประวังและรับรองแนวเขตโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ไประวังแนวเขตเอง เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินโดยถูกต้องไม่ได้รุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 76813 ตำบลศีรษะจรเข้น้อยอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดิน จังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เพิกถอนส่วนที่จำเลยนำรังวัดรุกล้ำที่ดินโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่3 งาน 73 ตารางวา ตามแนวเส้นสีม่วงจากหลักเขตที่ 5158 หลักไม้ที่ 2 ถึงที่ 9 ถึงหลักเขตที่ 1694 ที่ปรากฏในแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.1 โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 64 ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการตามเอกสารหมาย จ.5 เดิมจำเลยกับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางด้านทิศตะวันตกตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาเมื่อปี 2537 จำเลยกับพวกได้ขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ในการรังวัดแบ่งแยกจำเลยได้นำเจ้าพนักงานไปชี้แนวเขตที่ดินด้านที่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ไประวังแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินตามที่จำเลยนำชี้และแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยแปลงที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตามเอกสารหมาย จ.7 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374, 1375 และโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามมาตรา 1382 เป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยไม่มีประเด็นข้อพิพาทในปัญหาดังกล่าว ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยฎีกา การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่าจำเลยนำรังวัดที่ดินรุกล้ำที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นางพเยาว์เข้าทำนาในที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ตั้งแต่นายสุกรีเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จนกระทั่งโอนมาเป็นของโจทก์ นางพเยาว์ย่อมทราบแนวเขตที่ดินของโจทก์ดี ซึ่งนางพเยาว์เบิกความยืนยันว่ามีคันนาเป็นแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย คันนามีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ไม่เป็นเส้นตรง นายพัดน้องชายจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า ที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยใช้คันนาเป็นแนวเขต ที่ดินทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย ที่นางพเยาว์เบิกความว่าแนวเขตซึ่งเป็นคันนามีลักษณะเป็นเส้นโค้งจึงสอดคล้องกับที่จำลองแผนที่หลังโฉนดของโจทก์ในด้านทิศตะวันตกมีลักษณะเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย ซึ่งนายพรเทพ สวัสดิสรรพ์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำแผนที่พิพาทเบิกความว่า แผนที่อย่างเก่าลากตามแนวเส้นที่ครอบครอง ฉะนั้นรูปร่างในแผนที่กับที่ดินจริงอาจไม่ตรงกัน เส้นโค้งที่ปรากฏก็เป็นการลากเส้นตามแนวเขตที่เจ้าของที่ดินครอบครองตามความเป็นจริง แสดงว่าแนวเขตที่ดินที่ติดต่อกันทางด้านทิศตะวันตกระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยเป็นเส้นโค้ง มิได้เป็นเส้นตรงตามที่จำเลยนำชี้การที่จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินเป็นเส้นตรงเมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลย จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลยกับพวก จำเลยได้นำรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์จริง ซึ่งนายพัดก็ยอมรับว่าจากการรังวัดที่ดินของจำเลย ทำให้จำเลยได้ที่ดินเกินมา 1 ไร่เศษ ซึ่งก็คือที่ดินส่วนของโจทก์นั่นเอง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนส่วนที่จำเลยนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าที่ดินของโจทก์ที่จำเลยรุกล้ำนั้นคิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่เศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 1 ไร่ เพื่อจะนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ แต่เมื่อทำแผนที่พิพาทแล้วปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกจำเลยรุกล้ำมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ก็ตาม จำนวนเนื้อที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์ก็เป็นเพียงแต่กะประมาณกันไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัดทำแผนที่พิพาท ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำชี้ว่าที่พิพาทอยู่ในเส้นสีม่วงและรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทกันคือที่ดินที่อยู่ภายในเส้นสีม่วงนั่นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยนำวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอกทวีทรัพย์ จำกัด
จำเลย — นาง อุไร มั่นศรี
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5850/2545
#48689
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ในกรณีที่ไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ฉะนั้น หากจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้อุทธรณ์ได้ เมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติถึงเหตุผลแห่งคำคัดค้านไว้ จึงต้องแปลว่าเพียงจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำร้องดังกล่าวก็ต้องถือว่าจำเลยอุทธรณ์ประสงค์ให้การดำเนินคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาลศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้อุทธรณ์ได้ การที่จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ แม้จะระบุเหตุแห่งคำคัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ต้องถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำคัดค้านไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ถือว่าไม่มีคำคัดค้านและมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โดยตรงต่อศาลฎีกาได้นั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวสุกัญญา แพรปราณีต ฟ้องคดีแทนเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2539 จำเลยตกลงซื้อเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงพร้อมบริการตอกเพื่อใช้ประโยชน์ในโครงการก่อสร้างอาคารเวลมาร์เก็ตเพลส ถนนสุขสวัสดิ์ ของจำเลยจำเลยตกลงชำระค่าเสาเข็มทุก 100 ต้นที่ตอกเสร็จสมบูรณ์ โจทก์ส่งมอบเสาเข็มพร้อมบริการตอกแก่จำเลยครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2539 โจทก์จำเลยหักทอนบัญชีกันระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ปรากฏว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 3 งวด สำหรับเสาเข็ม 300 ต้น อีก 140 ต้นไม่ชำระ ซึ่งยังค้างชำระเป็นเงิน 1,084,447.70 บาท และจำเลยหักเงินค่าจ้างไว้อัตราร้อยละ 5 เป็นเงินประกันผลงาน 202,444 บาท รวมเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 1,285,891.70 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 1,286,891.70 บาท) เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 โจทก์จำเลยคิดบัญชีกัน โดยมีกรณีเข็มหนีศูนย์เป็นราคา 537,986 บาท โจทก์ลดหนี้ส่วนนี้ให้จำเลยครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 268,993 บาท จำเลยจึงยังคงค้างชำระโจทก์อยู่ 1,016,898.70 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้อง 1 ปี11 เดือน เป็นดอกเบี้ย 146,179.18 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,163,077.80บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,016,898.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คำฟ้องเคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยในเบื้องแรกว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ มิฉะนั้นให้สั่งยกคำร้อง..." เห็นได้ว่า หากจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ดังกล่าว ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้อุทธรณ์ได้ เมื่อบทกฎหมายมิได้บัญญัติถึงเหตุผลแห่งคำคัดค้านไว้ กรณีจึงต้องแปลว่าเพียงจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำร้องดังกล่าวไม่ว่าจะมีเหตุผลแห่งคำคัดค้านหรือไม่อย่างไร ก็ต้องถือว่าจำเลยอุทธรณ์ประสงค์ให้การดำเนินคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้อุทธรณ์ได้ คดีนี้จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ แม้จะระบุเหตุแห่งคำคัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ต้องถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำคัดค้านไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ถือว่าไม่มีคำคัดค้านและมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สินธุโปรดักส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เวลบิสซิเนส ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5849/2545
#47406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 ต่อมาวันที่ 20พฤศจิกายน 2543 โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยอ้างเหตุว่าเกิดอุทกภัยขึ้นในภูมิลำเนาของโจทก์อย่างรุนแรงโจทก์ปิดกิจการที่ทำอยู่ชั่วคราว แต่โจทก์ไม่สามารถนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระได้ภายในเวลาที่ศาลกำหนด ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โจทก์นำคดีเดียวกันมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องโดยอ้างเหตุสุดวิสัยข้างต้น ตามคำร้องดังกล่าวเหตุอุทกภัยได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่โจทก์จะนำมาอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้

หมายเหตุ ในคดีภาษีอากร ศาลมีอำนาจขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้แก่คู่ความได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5521/2534(ประชุมใหญ่) ระหว่าง นายสนิท วัฒนากรในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจรูญวัฒนากร โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจากเจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2539 และเดือนภาษีกันยายน 2539 ถึงเดือนภาษีธันวาคม2539 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยให้ลดยอดลงบางส่วน โดยโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีดังกล่าว และงดเบี้ยปรับหรือเรียกเก็บในอัตราน้อยที่สุด

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะขยายเวลาฟ้องให้โจทก์ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 วันที่20 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษีของโจทก์เป็นคดีหมายเลขดำที่ 308/2543โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 แต่เนื่องจากโจทก์ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างรุนแรงและต้องปิดกิจการไปชั่วคราว ไม่อาจนำเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โจทก์นำคดีเดียวกันมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องโดยอ้างเหตุสุดวิสัยเพราะเหตุดังกล่าวข้างต้น ตามคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเหตุอุทกภัยได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ที่โจทก์จะนำอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันต่อศาลเป็นคดีนี้ ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องในคดีนี้ของโจทก์ว่า กรณีโจทก์ปิดกิจการและไม่สามารถนำเงินมาวางศาลได้ ไม่ใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัย ศาลจึงไม่อาจขยายระยะเวลาฟ้องให้โจทก์ และมีคำสั่งในคำฟ้องคดีนี้ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะขยายเวลาฟ้องให้โจทก์ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุขุม จงจิตสกุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5849/2545
#108729
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยอ้างเหตุว่าเกิดอุทกภัยขึ้นในภูมิลำเนาของโจทก์อย่างรุนแรง โจทก์ปิดกิจการที่ทำอยู่ชั่วคราว แก่โจทก์ไม่สามารถนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระได้ภายในเวลาที่ศาลกำหนด ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โจทก์จึงนำคดีเดียวกันมาฟ้องใหม่พ้นคดีนี้ พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องโดยอ้างเหตุสุดวิสัยข้างต้น ตามคำร้องดังกล่าวของอุทกภัยได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่โจทก์จะนำมาอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันพ้นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจากเจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2539 และเดือนภาษีกันยายน 2539 ถึง เดือนภาษีธันวาคม 2539 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยให้ลดยอดลง บางส่วน โดยโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีดังกล่าว และงดเบี้ยปรับหรือเรียกเก็บในอัตราน้อยที่สุด

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะขยายเวลาฟ้องให้โจทก์ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษีของโจทก์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 308/2543 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 แต่เนื่องจากโจทก์ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างรุนแรงและต้องปิดกิจการไปชั่วคราว ไม่อาจนำเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โจทก์จึงนำคดีเดียวกันมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องโดยอ้างเหตุสุดวิสัยเพราะเหตุดังกล่าวข้างต้น ตามคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเหตุอุทกภัยได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติจัดจั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่โจทก์จะนำอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันต่อศาลเป็นคดีนี้ ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องในคดีนี้ของโจทก์ว่า กรณีโจทก์ปิดกิจการและไม่สามารถนำเงินมาวางศาลได้ ไม่ใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัย ศาลจึงไม่อาจขยายระยะเวลาฟ้องให้โจทก์ และมีคำสั่งในคำฟ้องคดีนี้ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะขยายเวลาฟ้องให้โจทก์ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม จงจิตสกุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5848/2545
#49085
เปิดฉบับเต็ม

ตารางราคาที่ตัวแทนของจำเลยนำออกเผยแพร่ในชั้นโฆษณาจำหน่ายห้องชุดคิดราคาห้องชุดในอัตราหนึ่ง แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดมีข้อความระบุว่า"ข้อความในเอกสารหรือคำโฆษณาอื่นใดที่มีมาก่อนการทำสัญญานี้ย่อมไม่ผูกพันผู้จะขายคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ยึดถือข้อความและเอกสารตามสัญญานี้เป็นข้อปฏิบัติต่อกันทุกประการ" แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีเจตนาจะซื้อจะขายกันตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเป็นสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยก่อสร้างห้องชุดมีลักษณะและขนาดกว้างยาวเท่ากับที่ระบุไว้ในแบบแปลนท้ายสัญญาแล้วจะถือว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ แม้พื้นที่ของห้องชุดจะมากกว่าหรือน้อยกว่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์หรือจำเลยก็ไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลง

เจ้าของร่วมจะต้องชำระเงินกองทุนสำรองส่วนกลางและค่าใช้จ่ายส่วนกลางจำนวนเท่าใดนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ๆ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุดฯ มาตรา 18,32(4)(10) และมาตรา 40 เมื่อข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 5 ระบุให้เรียกเก็บเงินกองทุนและค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเดือนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 472,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 411,297 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 10,026.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,721.68บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 5 เรียกเก็บเงินกองทุนสำรองส่วนกลางและค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากโจทก์โดยให้เทียบอัตราส่วนเพียง244.34 ตารางเมตร

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินเพราะเหตุที่ห้องชุดพิพาทมีพื้นที่น้อยกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดคืนได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุด มีข้อความว่า"ผู้จะซื้อตกลงจะซื้อและผู้จะขายตกลงจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำนักงานในอาคารชุด"สกุลไทย สุรวงศ์ ทาวเวอร์" คือห้องชุดเลขที่ บี 27 ชั้นที่ 27 จำนวน 1 ห้องชุด คิดเป็นพื้นที่ห้องชุดประมาณ 256 ตารางเมตร โดยตกลงราคาซื้อขาย ซึ่งผู้จะขายจะได้เงินสุทธิทั้งสิ้น 8,704,000 บาท (แปดล้านเจ็ดแสนสี่พันบาทถ้วน)" ตามข้อความในสัญญาดังกล่าวได้กำหนดจำนวนเงินสุทธิไว้ ไม่ได้กำหนดว่าซื้อขายกันในราคาตารางเมตรละเท่าใด และไม่มีข้อความระบุไว้ว่าหากพื้นที่ขาดหรือเพิ่มจากที่กำหนดไว้ในสัญญาผู้จะซื้อและผู้จะขายจะต้องลดหรือเพิ่มจำนวนเงินแล้วแต่กรณี แม้ตามตารางราคาที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 นำออกเผยแพร่ในชั้นโฆษณาจำหน่ายห้องชุดจะระบุการคิดราคาห้องชุดในอัตราตารางเมตรตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดก็มีข้อความระบุว่า "ข้อความในเอกสารหรือคำโฆษณาอื่นใดที่มีมาก่อนการทำสัญญานี้ย่อมไม่ผูกพันผู้จะขาย คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ยึดถือข้อความและเอกสารตามสัญญานี้เป็นข้อปฏิบัติต่อกันทุกประการ" แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีเจตนาจะซื้อจะขายกันตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเป็นสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างห้องชุดมีลักษณะและขนาดกว้างยาวเท่ากับที่ระบุไว้ในแบบแปลนท้ายสัญญาแล้วจะถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ แม้พื้นที่ของห้องชุดจะมากกว่าหรือน้อยกว่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลง ที่โจทก์อ้างว่า พื้นที่ห้องชุดตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายห้องชุด มีพื้นที่น้อยกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดจำนวน 11.66 ตารางเมตร นั้น จำเลยทั้งห้านำสืบว่าเนื่องจากกรมที่ดินกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการรังวัดตรวจสอบห้องชุดตามหนังสือกรมที่ดิน เห็นว่า แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดตรวจสอบห้องชุดของกรมที่ดิน เพิ่งออกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 ดังนั้น ในขณะทำสัญญาจะซื้อขายอาคารชุดเมื่อวันที่ 20กรกฎาคม 2532 คู่สัญญาต่างไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่ากรมที่ดินจะมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรังวัดพื้นที่ของห้องชุดอย่างไร จึงไม่อาจนำมาเปลี่ยนแปลงเจตนาของคู่สัญญาที่ได้กระทำไปโดยสุจริตก่อนแล้ว กรณีถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายกันโดยถือเอาลักษณะและขนาดกว้างยาวของห้องชุดตามแบบแปลนท้ายสัญญาเป็นหลักในการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุด เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างห้องชุดมีลักษณะและขนาดตามแบบแปลนท้ายสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุด และห้องชุดดังกล่าวหากคิดพื้นที่โดยไม่หักส่วนที่เป็นเสาและผนังบางส่วนออกไปตามแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดินที่ออกมาภายหลังก็จะได้พื้นที่ถึง 276.18 ตารางเมตร ตามเอกสารสรุปการคิดพื้นที่ซึ่งมากกว่าพื้นที่ที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดเสียอีก จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1ได้ก่อสร้างห้องชุดถูกต้องตามสัญญาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะให้ลดราคาค่าห้องชุดลงให้น้อยกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุด และเรียกเงินค่าห้องชุดส่วนที่อ้างว่าชำระเกินไปคืน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การเรียกเก็บเงินกองทุนสำรองส่วนกลางและค่าใช้จ่ายส่วนกลางต้องคิดจากพื้นที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยที่ 5 เรียกเก็บเงินจากโจทก์เป็นค่ากองทุนสำรองส่วนกลางเกินไป 3,964.40 บาท และค่าใช้จ่ายส่วนกลางเกินไป 4,757.28 บาท จำเลยที่ 5 ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ นั้น เห็นว่าเจ้าของร่วมจะต้องชำระเงินกองทุนสำรองส่วนกลางและค่าใช้จ่ายส่วนกลางจำนวนเท่าใดนั้นย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ๆ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุดพ.ศ. 2522 มาตรา 18, 32(4)(10) และมาตรา 40 เมื่อข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 5 ระบุให้เรียกเก็บเงินกองทุนในอัตราร้อยละ 1 ของราคาซื้อขายห้องชุดและเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเดือนต่อห้องชุดในอัตราหนึ่งในสิบของเงินกองทุนที่เรียกเก็บ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว ไม่มีสิทธิขอให้เรียกเก็บเงินดังกล่าวโดยคิดตามพื้นที่ของห้องชุดที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 465
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 32 (4) ม. 32 (10) ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ วัฒนะภราดร
จำเลย — บริษัทสมจิตรพัฒนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5844/2545
#49084
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/57 ระบุให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ด้วย แต่มิได้บังคับให้ต้องทำการไต่สวนคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เสมอไป ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลเป็นเรื่อง ๆ ไปฉะนั้น เมื่อศาลได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ คำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ซึ่งมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดชัดเจนเพียงพอแก่การพิจารณาแล้ว ศาลก็ชอบที่จะมีคำสั่งงดการไต่สวนได้

ลูกหนี้มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นการถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการจำหน่ายที่มีพื้นฐานในการประกอบธุรกิจที่ดีและให้ผลตอบแทนสูง โดยลูกหนี้เข้าถือหุ้นในบริษัทหลายรายซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการแบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ เจ้าหนี้มีประกันรายใหญ่ เจ้าหนี้มีประกันรายย่อย เจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะเจ้าหนี้ทางการเงินและเจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืมซึ่งก็คือ ช. โดยแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสี่กลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น แม้ ช. จะมีฐานะเป็นกรรมการลูกหนี้และมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ด้วยก็ตาม แต่ ช. ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรงหรือโดยอ้อม นอกจากประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะควรได้รับในฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ช. จึงชอบที่จะออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 34 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/2 วรรคสอง

การออกหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นการทำนิติกรรมกู้ยืมระยะยาวซึ่งมีหุ้นกู้เป็นตราสารที่ให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันว่าจะได้รับชำระเงินกู้คืนตามราคาเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้เมื่อครบกำหนดอันเป็นการทำสัญญากู้ยืมใหม่เปลี่ยนแปลงมูลหนี้เดิมระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ แต่ก็ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสองส่วนหุ้นของบริษัทอื่นที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ลูกหนี้โอนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้นหุ้นย่อมมีมูลค่าในการชำระหนี้ตามราคาที่ซื้อขายกันจริงในท้องตลาดหากหุ้นดังกล่าวมีราคา ณ วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการอันจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ค้ำประกันก็ยังคงผูกพันรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดไปนั้นแก่เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสาริน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2), 90/48ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นร้องคำคัดค้านว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินได้ประมูลซื้อหนี้ของลูกหนี้มาจากสถาบันการเงินที่ถูกทางการระงับการดำเนินการในราคาต่ำไม่เต็มจำนวนหนี้ แต่มาขอรับชำระหนี้เต็มจำนวนและได้รับการจัดกลุ่มเป็นเจ้าหนี้มีประกันกลุ่มที่ 1 ที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้เป็นการไม่เท่าเทียมกันและเป็นการเอาเปรียบเจ้าหนี้กลุ่มอื่นจึงขอแก้ไขแผนให้เจ้าหนี้รายนี้ได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่ได้ประมูลซื้อมา เจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมที่ขอรับชำระหนี้จำนวน 20,854,548.12 บาท นั้นเป็นกรรมการของลูกหนี้และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่เป็นหนี้เจ้าหนี้ถือได้ว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 เป็นเจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียในแผนร่วมกับลูกหนี้ การที่เจ้าหนี้ดังกล่าวมีสิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมเจ้าหนี้จึงไม่ถูกต้องแผนกำหนดให้แปลงหนี้บางส่วนจำนวน 4,225,000 บาท เป็นหุ้นกู้ไม่มีประกันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันจึงสมควรให้กรรมการลูกหนี้ทุกคนเข้าค้ำประกันหุ้นกู้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและส่วนที่ให้แปลงหนี้จำนวน 89,780,000 บาท เป็นหุ้นสามัญของบริษัทสาริน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในมูลค่าหุ้นละ 10 บาท แต่หุ้นดังกล่าวในสภาพปัจจุบันไม่มีมูลค่าเท่ากับเจ้าหนี้จะต้องตัดหนี้ดังกล่าวให้เป็นหนี้สูญแผนไม่ชัดเจนว่าลูกหนี้จะดำเนินธุรกิจอย่างไรต่อไปในอนาคต ทั้งปรากฏว่าผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้ซึ่งบริหารงานของลูกหนี้ประสบความล้มเหลวมาแล้วจึงเป็นไปได้ว่าการดำเนินการตามแผนจะไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากที่คัดค้านดังกล่าวเจ้าหนี้เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า แผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 โดยกำหนดให้เจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วจะทำให้เจ้าหนี้ทุกรายได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ซึ่งผู้ทำแผนได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 อีกฉบับหนึ่งสรุปสาระสำคัญของแผนโดยละเอียดเพื่อแสดงให้เห็นว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 และมาตรา 90/58 ขอให้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ที่ว่าข้อเสนอการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียมกันขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ตรี นั้น เจ้าหนี้เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนเพราะการพิจารณาว่าข้อเสนอการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เป็นธรรมหรือเท่าเทียมกันหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกัน และที่เจ้าหนี้คัดค้านการออกเสียงของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 และความเป็นไปได้ของแผนนั้น เจ้าหนี้ควรจะคัดค้านในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อประกอบการพิจารณาแผน ส่วนแผนจะดำเนินการสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตไม่อาจคาดหมายได้เมื่อเจ้าหนี้ที่มาประชุมเพื่อพิจารณาแผนมีสิทธิออกเสียงลงมติมีจำนวนหนี้รวม2,848,450,620.50 บาท และเจ้าหนี้ที่มีมติยอมรับแผนมีจำนวนหนี้รวม2,495,779,662.49 บาท คิดเป็นร้อยละ 87.62 ของจำนวนหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแผนแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการแรกว่า การที่ศาลล้มละลายกลางงดไต่สวนคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการชำระหนี้ การขยายเวลาชำระหนี้ การลดทุน การเพิ่มทุนการก่อหนี้และการระดมทุน แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำรายงานสรุปแผนและวิเคราะห์แผนของลูกหนี้เสนอต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาก็ยังไม่เพียงพอนั้น เห็นว่าในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาล พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/57 บัญญัติว่า "...ให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" เห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลพิจารณาข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ด้วย แต่มิได้บังคับว่าศาลจะต้องทำการไต่สวนคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เสมอไป จึงย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเห็นสมควรเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการ คำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของเจ้าหนี้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดชัดเจนเพียงพอแก่การพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้งดการไต่สวนจึงชอบแล้ว

เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการที่สองว่า นายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ เจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 เป็นเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืมและเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้และมีฐานะเป็นกรรมการของลูกหนี้จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีส่วนได้เสียในแผนร่วมกับลูกหนี้ การที่ให้เจ้าหนี้กลุ่มนี้ออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นการถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการจำหน่ายที่มีพื้นฐานในการประกอบธุรกิจที่ดีและให้ผลตอบแทนสูง โดยลูกหนี้เข้าถือหุ้นในบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 67,700,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นในบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 18 บาท นอกจากนั้นแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เจ้าหนี้มีประกันรายใหญ่ คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 2. เจ้าหนี้มีประกันรายย่อย คือ เจ้าหนี้และบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 3. เจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะเจ้าหนี้ทางการเงินคือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 4. เจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม คือ นายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ และแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสี่กลุ่ม โดยปรับลดภาระหนี้ดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 1.62 ส่วนภาระหนี้ต้นเงินจะชำระโดยโอนหุ้นบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้นละ 18 บาท ชำระหนี้ส่วนหนึ่ง จัดสรรหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ชำระหนี้อีกส่วนหนึ่ง และจะทยอยชำระหนี้ส่วนที่เหลือด้วยเงินสดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่มีดอกเบี้ยตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 6.2 ข้อ 6.3 ข้อ 6.4 และเอกสารแนบท้ายหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 6 ซึ่งถือได้ว่าเจ้าหนี้ทุกรายได้รับการปฏิบัติชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้เท่าเทียมกัน ดังนั้น แม้นายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ จะมีฐานะเป็นกรรมการลูกหนี้และมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ด้วยก็ตาม แต่นายชนินทร์ในฐานะเจ้าหนี้ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากทรัพย์สินของลูกหนี้โดยทางตรงหรือทางอ้อมนอกจากประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะควรได้รับในฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่นแล้ว นายชนินทร์จึงชอบที่จะออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 34วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/2 วรรคสอง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการที่สามว่า การแปลงหนี้บางส่วนจำนวน 4,225,000 บาท เป็นหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เจ้าหนี้ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้อีก และการแปลงหนี้อีกส่วนหนึ่งจำนวน 89,780,000 บาท เป็นหุ้นสามัญของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัดมูลค่าหุ้นละ 10 บาท ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ทั้งที่ในปัจจุบันหุ้นดังกล่าวไม่มีมูลค่า เจ้าหนี้จะต้องตัดหนี้จำนวนนี้เป็นหนี้สูญ ถือเสมือนหนึ่งว่าเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ และลูกหนี้ไม่มีแผนการที่ชัดเจนว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอย่างไร เจ้าหนี้จึงไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันเช่นเดียวกับบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินได้รับการจัดสรรชำระหนี้ต้นเงินค้างชำระโดยการโอนหุ้นของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน)มูลค่าหุ้นละ 18 บาท ชำระหนี้ส่วนหนึ่งตามแผนข้อ 6.2.2 (1)(2) จัดสรรหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ชำระหนี้อีกส่วนหนึ่งตามแผนข้อ 6.2.3 และจะทยอยชำระหนี้ส่วนที่เหลือด้วยเงินสดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่มีดอกเบี้ยตามแผนข้อ 6.2.4 และเอกสารแนบท้ายหมายเลข 5 และหมายเลข 6 ซึ่งเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ที่เท่าเทียมกันดังได้วินิจฉัยไว้ในข้อก่อนและการออกหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 6.4.2 ได้กำหนดสาระสำคัญของหุ้นกู้ไว้ดังนี้ มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 10 บาท ราคาเสนอขายหุ้นละ 10 บาท ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 โดยไม่มีดอกเบี้ยและลูกหนี้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 ในราคาเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ เช่นนี้ ถือได้ว่าการออกหุ้นกู้เป็นการทำนิติกรรมกู้ยืมระยะยาวซึ่งมีหุ้นกู้เป็นตราสารที่ให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันว่าจะได้รับชำระเงินกู้คืนตามราคาเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้เมื่อครบกำหนดอันเป็นการทำสัญญากู้ยืมใหม่เปลี่ยนแปลงมูลหนี้เดิมระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ แต่ก็ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใดดังจะเห็นได้จากแผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 6.6 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนำเพื่อชำระหนี้ต้นเงินค้างชำระตามแผนเจ้าหนี้ตามแผนยังคงมีสิทธิในทางจำนองและจำนำเหนือทรัพย์หลักประกันตามสัญญาเดิมและ/หรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประกันการชำระหนี้ต้นเงินค้างชำระตามแผนทั้งนี้ การดำเนินการตามแผนฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้น ตราบใดที่ ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามรายละเอียดที่กำหนดในแผน ภาระหนี้ของลูกหนี้ที่กำหนดในแผนที่มีต่อเจ้าหนี้แต่ละรายตามสัญญาเดิมยังไม่ระงับไป และหลักประกันเดิมของเจ้าหนี้ประเภทจำนอง จำนำ ค้ำประกันและหลักประกันประเภทอื่น ๆ ของลูกหนี้ (ถ้ามี)ยังคงมีผลผูกพันลูกหนี้ บุคคลภายนอกและเจ้าหนี้" และยังสอดคล้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" ส่วนการที่ลูกหนี้โอนหุ้นของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้นละ 18บาท ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้กล่าวอ้างว่าหุ้นดังกล่าวไม่มีมูลค่านั้น เห็นว่า หุ้นย่อมมีมูลค่าในการชำระหนี้ตามราคาซื้อขายกันจริงในท้องตลาด อย่างไรก็ตาม หากหุ้นของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด และหุ้นของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) มีราคาณ วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ อันจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดไปนั้นให้แก่เจ้าหนี้ ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 6.6 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่ลูกหนี้โอนหุ้นชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ดี การออกหุ้นกู้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ดี ไม่ทำให้เจ้าหนี้ต้องตัดหนี้สูญและไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อไปว่า ลูกหนี้ไม่มีแผนดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตนั้นผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ว่า ลูกหนี้ได้กำหนดแผนการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ในอนาคตไว้ในบทที่ 5 ของแผนฟื้นฟูกิจการ โดยกำหนดแนวทางว่าลูกหนี้จะเข้าไปลงทุนพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กและขนาดกลาง เนื้อที่โครงการประมาณ 10 ไร่ถึง 50 ไร่ เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่มากและมีความเสี่ยงในการลงทุนน้อย โดยระบุรายละเอียดของที่ดินเปล่าที่จะดำเนินการพัฒนา ตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข 1 ทั้งได้ระบุประมาณการทางการเงินในการดำเนินการพัฒนาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการร่วมกับบริษัทโจนส์แลง ลาซาลล์(ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงินของลูกหนี้ตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข 2ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการบทที่ 5 เอกสารแนบท้ายหมายเลข 1 และหมายเลข 2 แล้ว เห็นว่า แผนการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ในอนาคตภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้วมีรายละเอียดชัดเจนพอสมควรที่จะดำเนินการต่อไปได้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้ซึ่งเคยบริหารงานของลูกหนี้ประสบความล้มเหลวมาแล้ว หากให้บุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้ปฏิบัติการตามแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่ประสบความสำเร็จนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้อุทธรณ์คัดค้านว่าผู้บริหารแผนไม่มีคุณสมบัติและไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารแผน ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/16 บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของการฟื้นฟูกิจการ รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนก็ได้" แม้ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ พ.ศ. 2545 แล้วก็ตาม แต่มีบทเฉพาะกาลมิให้ใช้กฎกระทรวงนี้บังคับแก่บรรดาคดีที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหารแผนตามหลักกฎหมายทั่วไปและความเหมาะสมในกิจการแต่ละรายไป เมื่อพิจารณาเอกสารแนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการหมายเลข 8 ซึ่งระบุชื่อและคุณสมบัติของบริษัทสาริน แพลนเนอร์ จำกัดผู้ทำแผน ตลอดจนผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนแล้ว เห็นว่า ผู้ทำแผนเป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจรับเป็นผู้ทำแผน ผู้บริหารแผน และให้คำแนะนำหรือการใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูกิจการของผู้อื่น และผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารต่างมีความรู้ในระดับปริญญาตรีและบางรายมีความรู้ในระดับปริญญาโททางด้านการเงินและด้านกฎหมายตลอดจนมีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ประธานกรรมการ และกรรมการในบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งด้วยกัน กรณีจึงน่าเชื่อว่า ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนมีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญทางด้านการบริหารงานพอสมควรแล้วอย่างไรก็ตามแม้ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนจะเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้ซึ่งทำให้ลูกหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการของลูกหนี้บริหารงานหรือกระทำการทุจริตอันไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บริหารแผนต่อไป นอกจากนั้น ยังเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าการดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระยะที่ผ่านมาอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและถดถอยไปทั่วภูมิภาค ข้ออ้างของเจ้าหนี้จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนไม่อาจปฏิบัติการตามแผนฟื้นฟูกิจการให้ประสบความสำเร็จได้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 30 ม. 34 ม. 90/2 ม. 90/57 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
เจ้าหนี้ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2545
#109377
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของศาล พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/57 บัญญัติว่า "ให้ศาลพิจารณาคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลพิจารณาข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ด้วยแต่มิได้บังคับว่าศาลจะต้องทำการไต่สวนคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เสมอไป จึงย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเห็นสมควรเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการ คำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของเจ้าหนี้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดชัดเจนเพียงพอแก่การพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้งดการไต่สวนจึงชอบแล้ว

แม้ช. จะมีฐานะเป็นกรรมการลูกหนี้และมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ด้วยก็ตามแต่เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เจ้าหนี้มีประกันรายใหญ่ คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 2. เจ้าหนี้ไม่มีประกันรายย่อย คือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. เจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม คือ ช. และแผนได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่จเานี้ทั้งสี่กลุ่มโดยปรับลดภาระหนี้ดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 1.62 ส่วนภาระหนี้เงินต้นจะชำระโดยโอนหุ้นบริษัท ส. มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นบริษัท บ. มูลค่าหุ้นละ 18 บาท ชำระหนี้ส่วนหนึ่ง จัดสรรหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ มูลค่าหุ้นละ 10 ชำระหนี้อีกส่วนหนึ่ง และจะทยอยชำระหนี้ส่วนที่เหลือด้วยเงินสดภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่มีดอกเบี้ย ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 6.2 ถึง 6.4 และเอกสารแนบท้ายหมายเลข 3 ถึง 6 ถือได้ว่าเจ้าหนี้ทุกรายได้รับการปฏิบัติชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้เท่าเทียมกัน ช. ไม่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากทรัพย์สินของลูกหนี้โดยทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะควรได้รับในฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ดังนั้น ช. จึงชอบที่จะออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 34 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/2 วรรคสอง

การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการชำระหนี้ โดยโอนหุ้นบริษัท ส. มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นบริษัท บ. มูลค่าหุ้นละ 18 บาท และจัดสรรหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้บางส่วน หากหุ้นดังกล่าวมีราคา ณ วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการอันจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ แต่การโอนหุ้นและออกหุ้นกู้ดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งนี้เพราะแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 6.6 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองเพื่อชำระเงินต้นค้างชำระตามแผน เจ้าหนี้ตามแผนยังคงมีสิทะในทางจำนองและจำนำเหนือทรัพย์หลักประกันตามสัญญาเดิมและ/หรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประกันการชำระหนี้เงินต้นค้างชำระตามแผน ทั้งนี้การดำเนินการตามแผนฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้นตราบใดที่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามรายละเอียดที่กำหนดในแผน ภาระหนี้ของลูกหนี้ที่กำหนดในแผนที่มีต่อเจ้าหนี้แต่ละรายตามสัญญาเดิมยังไม่ระงับไป และหลักประกันเดิมของเจ้าหนี้ประเภทจำนอง จำนำ ค้ำประกันและหลักประกันประเภทอื่นๆ ของลูกหนี้ (ถ้ามี) ยังคงมีผลผูกพันลูกหนี้ บุคคลภายนอกและเจ้าหนี้" ซึ่งสอดคล้องตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสองที่บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่เห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย"

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/16 บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของการฟื้นฟูกิจการ รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนก็ได้" ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 รัฐมนตรีได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ พ.ศ. 2545 แล้วก็ตาม แต่มีบทเฉพาะกาลมิให้ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่มีการยื่นคำร้องของฟื้นฟูกิจการก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหารแผนตามหลักกฎหมายทั่วไปและความเหมาะสมในกิจการแต่ละรายไปเมื่อพิจารณาเอกสารแนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการหมายเลข 8 ซึ่งระบุชื่อและคุณสมบัติของผู้ทำแผนตลอดจนผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแล้ว ผู้ทำแผนมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจรับเป็นผู้ทำแผน ผู้บริหารแผน และให้คำแนะนำหรือการใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูกิจการของผู้อื่น และผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารต่างมีความรู้ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาทางการเงินประธานกรรมการและกรรมการในบริษัทต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน จึงน่าเชื่อว่าผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนมีความรู้ ความสามารถและความชำนาญทางด้านการบริหารงานพอสมควรแล้ว แม้ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนจะเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้ซึ่งทำให้ลูกหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการของลูกหนี้บริหารงานหรือกระทำการทุจริตอันไม่ควารได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บริหารแผน ข้ออ้างของเจ้าหนี้ที่ว่าผู้บริหารและคณะทำงานของผู้บริหารแผนเป้นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้จึงไม่เหมาะสมที่จะบริหารงานตามแผนต่อไปจึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนไม่อาจปฏิบัติการตามแผนผื้นฟูกิจการให้ประสบผลสำเร็จได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้ง บ.สาริน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแทน ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผน ขอให้ศาลนัดพิจารณา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้ว

เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันรายย่อย ยื่นคำร้องคัดค้านไม่เห็นชอบด้วยแผนหลายประการ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการแรกว่า การที่ศาลล้มละลายกลางงดไต่สวน คำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนของการชำระหนี้ การขยายเวลา ชำระหนี้ การลดทุน การเพิ่มทุน การก่อหนี้และการระดมทุน แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำรายงานสรุปแผนและวิเคราะห์แผนของลูกหนี้เสนอต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาก็ยังไม่เพียงพอนั้น วินิจฉัยว่า ในการพิจารณา แผนฟื้นฟูกิจการของศาล พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/57 บัญญัติว่า "ให้ศาลพิจารณาคำชี้แจง ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 90/30 ซึ่งไม่ได้ลงมติยอมรับแผน" เห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลพิจารณาข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ด้วย แต่มิได้บังคับว่าศาลจะต้องทำการไต่สวนคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เสมอไป จึงย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเห็นสมควรเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการ คำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผน รวมทั้งข้อคัดค้านของเจ้าหนี้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดชัดเจนเพียงพอแก่การพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วย แผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้งดการไต่สวนจึงชอบแล้ว

เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการที่สองว่า นายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ เจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มที่ 4 เป็นเจ้าหนี้เงินให้กู้ยืมและเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้และมีฐานะเป็นกรรมการของลูกหนี้จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีส่วนได้เสียใน แผนร่วมกับลูกหนี้ การที่ให้เจ้าหนี้กลุ่มนี้ออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น วินิจฉัยว่า แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เจ้าหนี้มีประกันรายใหญ่ คือ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ สถาบันการเงิน 2. เจ้าหนี้มีประกันรายย่อย คือ เจ้าหนี้และบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 3. เจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะเจ้าหนี้ทางการเงิน คือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 4. เจ้าหนี้ไม่มีประกันในฐานะ เจ้าหนี้เงินให้กู้ยืม คือ นายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ และแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสี่กลุ่ม โดยปรับลดภาระหนี้ดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 1.62 ส่วนภาระหนี้ต้นเงินจะชำระโดยโอนหุ้นบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้นละ 18 บาท ชำระหนี้ส่วนหนึ่ง จัดสรรหุ้นกู้ไม่มีประกันของลูกหนี้ มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ชำระหนี้อีกส่วนหนึ่ง และจะทยอยชำระหนี้ส่วนที่เหลือด้วยเงินสด ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งถือได้ว่าเจ้าหนี้ทุกรายได้รับการปฏิบัติชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้เท่าเทียมกัน ดังนั้น แม้ชนินทร์ ว่องกุศลกิจ จะมีฐานะเป็นกรรมการลูกหนี้และมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ด้วยก็ตาม แต่นายชนินทร์ในฐานะเจ้าหนี้ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากทรัพย์สินของลูกหนี้โดยทางตรงหรือทางอ้อมนอกจากประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะควรได้รับในฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่นแล้ว นายชนินทร์จึงชอบที่จะออกเสียงคะแนนในที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 34 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/2 วรรคสอง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการที่สามว่า การแปลงหนี้บางส่วนจำนวน 4,225,000 บาท เป็นหุ้นกู้ไม่มีประกันของ ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เจ้าหนี้ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องจาก ผู้ค้ำประกันได้อีก และการแปลงหนี้อีกส่วนหนึ่งจำนวน 89,780,000 บาท เป็นหุ้นสามัญของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ทั้งที่ในปัจจุบันหุ้นดังกล่าวไม่มีมูลค่า เจ้าหนี้จะต้องตัดหนี้จำนวนนี้เป็นหนี้สูญ ถือเสมือนหนึ่งว่าเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้เจ้าหนี้จึงไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนั้น วินิจฉัยว่า ตามแผน ฟื้นฟูกิจการข้อ 6.4.2 ได้กำหนดสาระสำคัญของหุ้นกู้ไว้ดังนี้ มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 10 บาท ราคาเสนอขายหุ้นละ 10 บาท ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 โดยไม่มีดอกเบี้ย และลูกหนี้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อน วันที่ 31 พฤษภาคม 2540 ในราคาเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ เช่นนี้ ถือได้ว่าการออกหุ้นกู้เป็นการทำนิติกรรมกู้ยืมระยะยาวซึ่งมีหุ้นกู้เป็นตราสารที่ให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันว่าจะได้รับชำระเงินกู้คืนตามราคาเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้เมื่อ ครบกำหนดอันเป็นการทำสัญญากู้ยืมใหม่เปลี่ยนแปลงมูลหนี้เดิมระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ แต่ก็ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากแผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 6.6 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนำเพื่อชำระหนี้ต้นเงินค้างชำระตามแผน เจ้าหนี้ตามแผนยังคงมีสิทธิในทางจำนองและจำนำเหนือทรัพย์หลักประกันตามสัญญาเดิมและ/หรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประกันการชำระหนี้ต้นเงินค้างชำระตามแผนทั้งนี้การดำเนินการตามแผนฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้น ตราบใดที่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามรายละเอียดที่กำหนดในแผน ภาระหนี้ของลูกหนี้ที่กำหนดในแผนที่มีต่อเจ้าหนี้ แต่ละรายตามสัญญาเดิมยังไม่ระงับไป และหลักประกันเดิมของเจ้าหนี้ประเภทจำนอง จำนำ ค้ำประกันและหลักประกันประเภทอื่น ๆ ของลูกหนี้ (ถ้ามี) ยังมีผลผูกพันลูกหนี้ บุคคลภายนอกและเจ้าหนี้" และยังสอดคล้องตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" ส่วนการที่ลูกหนี้โอนหุ้นของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท และหุ้นของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้นละ 18 บาท ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้กล่าวอ้างว่าหุ้นดังกล่าวไม่มูลค่านั้น เห็นว่า หุ้นย่อมมีมูลค่าในการชำระหนี้ตามราคาซื้อขายกันจริงในท้องตลาด อย่างไรก็ตามหากหุ้นของบริษัทสาริน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด และหุ้นของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) มีราคา ณ วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการอันจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดไปนั้นให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 6.6 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่ลูกหนี้โอนหุ้นชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ดี การออกหุ้นกู้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ดี ไม่ทำให้เจ้าหนี้ต้องตัดหนี้สูญและไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใด

เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้ซึ่งเคยบริหารงานของลูกหนี้ประสบความล้มเหลวมาแล้ว หากให้บุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่ประสบความสำเร็จนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้อุทธรณ์คัดค้านว่าผู้บริหารแผนไม่มีคุณสมบัติและไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารแผน ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/16 บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของการฟื้นฟูกิจการ รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนก็ได้" แม้ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ พ.ศ. 2545 แล้วก็ตาม แต่มีบทเฉพาะกาลมิให้ใช้กฎกระทรวงนี้ บังคับแก่บรรดาคดีที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหารแผนตามหลักกฎหมายทั่วไปและความเหมาะสมในกิจการแต่ละรายไป เมื่อพิจารณาเอกสารแนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการหมายเลข 8 ซึ่งระบุชื่อและคุณสมบัติของบริษัทสาริน แพลนเนอร์ จำกัด ผู้ทำแผน ตลอดจนผู้บริหารแผนและคณะทำงานของ ผู้บริหารแผนแล้ว เห็นว่า ผู้ทำแผนเป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจรับเป็นผู้ทำแผน ผู้บริหารแผน และให้คำแนะนำหรือการใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูกิจการของผู้อื่น และผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารต่างมีความรู้ในระดับปริญญาตรีและบางรายมีความรู้ในระดับปริญญาโททางด้านการเงิน และด้านกฎหมาย ตลอดจนมีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ประธานกรรมการ และกรรมการในบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งด้วยกัน กรณีจึงน่าเชื่อว่า ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนมีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญทางด้านการบริหารงานพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนจะเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการของลูกหนี้ซึ่งทำให้ลูกหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการของลูกหนี้บริหารงานหรือกระทำการทุจริตอันไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บริหารแผนต่อไป นอกจากนั้น ยังเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าการดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระยะที่ผ่านมาอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและถดถอยไปทั่วภูมิภาค ข้ออ้างของเจ้าหนี้จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้บริหารแผนและคณะทำงานของผู้บริหารแผนไม่อาจปฏิบัติการตามแผนฟื้นฟูกิจการให้ประสบความสำเร็จได้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 34 ม. 90/2 วรรคสอง ม. 90/16 ม. 90/57 และ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสรีธร จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิพร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5841/2545
#48688
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำสืบแสดงสำเนาเอกสารต่อศาล จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าโจทก์มิได้ส่งต้นฉบับเอกสารแต่อย่างใด การที่ศาลวินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าว ถือได้ว่าศาลได้อนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 979,606.68 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 979,606.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานเอกสารหมาย จ.9 ของโจทก์ ซึ่งเป็นสำเนาเอกสาร เป็นการรับฟังพยานเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำสืบแสดงสำเนาใบส่งของ ใบจ่ายสินค้าและใบยืมของชั่วคราว เอกสารหมาย จ.9 ต่อศาล จำเลยที่ 1มิได้โต้แย้งหรือนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับเอกสารหมาย จ.9 แต่อย่างใด เมื่อศาลวินิจฉัยรับฟังตามสำเนาเอกสารดังกล่าว ถือได้ว่าศาลได้อนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ในกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อน ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายเชิดศักดิ์ วรุณวัชรินทร์หุ้นส่วนผู้จัดการเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาหาพยานบอกว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเหมางานก่อสร้างในค่ายทหารสุรนารีจะให้จำเลยที่ 3เป็นหัวหน้างานของจำเลยที่ 1 และจะเป็นผู้สั่งสินค้าวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เช่นเคยปฏิบัติมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ได้มาสั่งสินค้าจากโจทก์หลายครั้งโดยช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2540 จำเลยที่ 3 ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์อีกหลายครั้งรวมเป็นเงิน979,608.68 บาท ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.10 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ส่วนจำเลยที่ 1 นั้นมีจำเลยที่ 2เบิกความว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างช่วงจากจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่าในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงคนงานนั้นจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดหาด้วยตนเองไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญารับเหมาค่าแรงและค่าวัสดุในการก่อสร้างเอกสารหมาย ล.8 พยานไม่เคยพาจำเลยที่ 3 ไปแนะนำให้โจทก์รู้จักและไม่เคยโทรศัพท์แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จะให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อสินค้าในนามของจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 เห็นว่าพยานโจทก์เบิกความสมเหตุผล ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 เคยติดต่อค้าขายกันมาเป็นเวลานานย่อมมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักหรือร่วมทำธุรกิจกับโจทก์มาก่อน การที่โจทก์จะให้จำเลยที่ 3 ซื้อเชื่อสินค้าของตนไปก่อนเช่นนี้ย่อมเป็นการเสี่ยงต่อการทำธุรกิจของตนยิ่งนัก บุคคลที่กระทำธุรกิจเช่นนี้ย่อมไม่กระทำกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลการก่อสร้างคลังเก็บสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ 5 ของกองบัญชาการช่วยรบที่ 2 มณฑลทหารบกที่ 21และกองพันทหารม้าที่ 8 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา จากกองทัพบกได้ตามสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.14 อีกทั้งร้อยโทดำรง กันพุดซา ผู้ดูแลผลประโยชน์เกี่ยวกับการก่อสร้างให้แก่กองทัพและนายจรวย แซ่ลิ้ม พยานจำเลยได้เบิกความว่า ที่บริเวณก่อสร้างมีป้ายติดไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อสร้างย่อมเป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่วไปในจังหวัดนครราชสีมาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลการก่อสร้างดังกล่าว ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญารับเหมาค่าแรงและค่าวัสดุในการก่อสร้างเอกสารหมาย ล.8 ก็ตามก็เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 3 อันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ อีกประการหนึ่งหากจำเลยที่ 3 ได้สั่งสินค้าจากโจทก์ในนามของตนเองจริงแล้ว โจทก์ก็น่าจะระบุในใบส่งของใบจ่ายสินค้าและใบยืมของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.9 ในนามของจำเลยที่ 3 แต่กลับปรากฏว่าโจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เหตุที่ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อความสะดวกในการขนวัสดุอุปกรณ์นั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 อ้างเอกสารหมาย จ.7 ว่าข้อความในเอกสารดังกล่าวเป็นการเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 3โดยตรง ไม่ได้เรียกจากจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมทราบแล้วว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวไม่อาจชี้ชัดได้ว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 3มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 อีกทั้งการไปขอรับเงินจากจำเลยที่ 1 นั้นก็เป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ส่งวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำจำเลยที่ 3 มาเบิกความสนับสนุนด้วย ทำให้คำกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 สั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างจากโจทก์แทนและในนามของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เตียตังฮง (1979
จำเลย — บริษัท ท. วิศวกรรมและพาณิชย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2545
#99887
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเครื่องจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ย่อมมีความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีสำหรับของที่นำเข้าในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่จำเลยอาจได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีหากได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้เงื่อนไขกฎหมายและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำเข้าเครื่องจักรโดยได้รับยกเว้นอากรและภาษีการค้าตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่เครื่องจักรดังกล่าวถูกเพลิงไหม้ขณะอยู่ในอารักขาของโจทก์ที่ 1 และสำนักงานส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 แจ้งว่าได้ยกเลิกหนังสือที่อนุมัติให้ยกเว้นอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้แล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอธิบดีกรมศุลกากรยกเว้นภาษีอากรในส่วนของสินค้าที่ถูกเพลิงไหม้ให้แก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่และความรับผิดที่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรจากผู้นำเข้า ส่วนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีอำนาจหน้าที่ที่จะยกเว้นภาษีอากรให้แก่ผู้นำเข้าตามเงื่อนไขของกฎหมายและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่จะจัดเก็บภาษีอากรและไม่มีหน้าที่สั่งให้โจทก์ที่ 1 เก็บภาษีอากร การที่สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1ล่วงไปสั่งให้โจทก์ที่ 1 จัดเก็บภาษีอากรจากจำเลยย่อมไม่ชอบ ต่อมาสำนักงานส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 ว่า "สำนักงานจึงขอยกเลิกการแจ้งให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ดังกล่าว" จึงเป็นเรื่องสำนักงานส่งเสริมการลงทุนเห็นว่าตัวเองไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวจึงทำหนังสือขอยกเลิกเรื่องการแจ้งให้โจทก์ที่ 1 เรียกเก็บภาษีสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องแจ้งยกเลิกการเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ดังที่จำเลยเข้าใจไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๑๓,๙๙๒.๕๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของค่าอากรจำนวน ๙๓,๘๗๐ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาตามคำฟ้องของโจทก์เพราะสินค้าดังกล่าวได้รับยกเว้นอากรตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุนและบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขที่ ๑๐๔๗/สอ./๒๕๓๓ ในขณะที่จำเลยนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาและอยู่ระหว่างดำเนินการทางพิธีการศุลกากรเพื่อตรวจปล่อยและขอรับสินค้าออกจากอารักขาของศุลกากร ปรากฏว่าโกดังเก็บสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นสถานที่เก็บสินค้าดังกล่าวถูกเพลิงไหม้เป็นเหตุให้สินค้าของจำเลยที่เก็บไว้ในโกดังเสียหายทั้งหมด จำเลยจึงไม่ได้รับสินค้าดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือแจ้งยกเลิกหนังสืออนุมัติและสั่งปล่อยเครื่องจักรที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าของจำเลย และขอให้โจทก์ดำเนินการจัดเก็บภาษีอากรตามระเบียบต่อไปก็เพราะจำเลยเป็นผู้ขอให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนออกหนังสือแจ้ง ดังกล่าวเนื่องจากจำเลยไม่ได้รับสินค้า นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีหนังสือแจ้งว่าขอยกเลิกการแจ้งให้กรมศุลกากรเรียกเก็บอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรจากจำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๑๓,๙๙๒.๕๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของค่าอากรขาเข้าจำนวน ๙๓,๘๗๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องชำระเงินภาษีตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยย่อมมีความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีสำหรับของที่นำเข้าในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ ทวิ วรรคหนึ่ง แต่จำเลยอาจจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีหากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้จำเลยได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้เงื่อนไขกฎหมายและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้นำเข้าสินค้าเครื่องอบให้แห้งและเครื่องอัดพลาสติก โดยได้รับยกเว้นค่าอากรและภาษีการค้าสำหรับ เครื่องจักรทั้งสองเครื่องดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๒๔๐,๕๖๙ บาท จำเลยได้รับสินค้าดังกล่าวไปในสภาพที่ถูกเพลิงไหม้ในขณะที่อยู่ในอารักขาของโจทก์ที่ ๑ ต่อมาจำเลยทำหนังสือถึงคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขอยกเลิกการขอยกเว้นสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้แล้วขอยกเว้นอากรสำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทน ทางโจทก์ที่ ๑ ได้สอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าสินค้าของจำเลยที่ถูกเพลิงไหม้ยังจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรหรือไม่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือตอบตามเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๖ ว่าให้ยกเว้นค่าอากร เครื่องจักรชุดใหม่ที่จำเลยนำเข้ามา กับให้ยกเลิกหนังสือที่อนุมัติให้ยกเว้นอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้และขอให้โจทก์ที่ ๑ ดำเนินการจัดเก็บภาษีอากรต่อไป ตามหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๖ นี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อจำเลยนำเครื่องจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ๒ ครั้ง ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยได้รับยกเว้นค่าภาษีอากรเพียงครั้งเดียวคือครั้งที่นำเครื่องจักรเข้ามาใหม่ทดแทนเครื่องจักรที่ ถูกเพลิงไหม้โดยเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ไม่ได้รับการยกเว้น เมื่อทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ไม่ยกเว้นภาษีอากรให้แก่จำเลยในส่วนของสินค้าเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ จำเลยก็ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ต่อไป จำเลยอาจจะไม่ต้องเสียภาษีอากรสำหรับสินค้าเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ขณะอยู่ในอารักขาของโจทก์ที่ ๑ ก็ได้ ถ้าหากอธิบดีกรมศุลกากรเห็นว่าเข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๙๕ แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอธิบดีกรมศุลกากรยกเว้นภาษีอากรในส่วนของสินค้าที่ถูกเพลิงไหม้ให้แก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่และความรับผิดต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าตามหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๕ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ที่มีข้อความว่า "สำนักงานจึงขอยกเลิกการแจ้งให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรที่ ถูกเพลิงไหม้ดังกล่าว" ย่อมหมายถึงว่ายกเลิกการแจ้งให้โจทก์ที่ ๑ เรียกเก็บภาษีอากรนั้น เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๕ เป็นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีถึงโจทก์ที่ ๑ โดยอ้างถึงหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๖ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และหนังสือที่จำเลยขอยกเว้นภาษีอากรที่ถูกเพลิงไหม้ซึ่งทางสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กล่าวอ้างย้อนถึงเรื่องเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ว่าจำเลยไม่ได้ใช้สิทธิและประโยชน์สำหรับการนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนและไม่อยู่ในข่ายที่สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะเรียกเก็บภาษีอากรได้ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงขอ ยกเลิกการแจ้งให้โจทก์ที่ ๑ เรียกเก็บภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ดังกล่าว เช่นนี้ จึงต้องพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าแต่ละหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ชัดว่าทั้งสองหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน กล่าวคือ โจทก์ที่ ๑ มีหน้าที่จัดเก็บ ภาษีอากรจากผู้นำสินค้าเข้า ส่วนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีอำนาจหน้าที่ที่จะยกเว้นภาษีอากรให้แก่ผู้นำเข้าตามเงื่อนไขของกฎหมายและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่จะ จัดเก็บภาษีอากรและไม่มีอำนาจหน้าที่ไปสั่งให้โจทก์ที่ ๑ เก็บภาษีอากร ฉะนั้น การที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือถึงโจทก์ที่ ๑ ล่วงเข้าไปสั่งให้โจทก์ที่ ๑ จัดเก็บภาษีอากรจากจำเลยย่อมไม่ชอบ โจทก์ที่ ๑ จะเรียกเก็บหรือไม่เก็บภาษีอากรจากจำเลยในกรณีที่จำเลยถูกยกเลิกการยกเว้นภาษีอากรก็เป็นอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเห็นว่าตัวเองไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวจึงทำหนังสือขอยกเลิกเรื่องการที่แจ้งให้โจทก์ที่ ๑ เรียกเก็บภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่แจ้งยกเลิกการเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับเครื่องจักรที่ถูกเพลิงไหม้ดังที่จำเลยเข้าใจไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินภาษีอากรตามฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 95
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 28 ม. 54 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทตี้หวา เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2545
#47405
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจ้างผลิตลวดทองแดงโดยลูกค้าโจทก์นำทองแดงมาให้โจทก์ทำการผลิตแต่ไม่มีข้อตกลงในสัญญาว่า โจทก์จะต้องผลิตลวดทองแดงให้ได้น้ำหนักเท่ากับทองแดงที่ลูกค้านำมาให้โจทก์ เมื่อปรากฏว่าทองแดงมีการสูญเสียน้ำหนักเนื่องจากกระบวนการผลิต น้ำหนักทองแดงที่สูญเสียไปจึงไม่อยู่ในส่วนที่โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญาการที่โจทก์ไปซื้อทองแดงมาชดเชยเพื่อทำให้การผลิตลวดทองแดงได้น้ำหนักตามจำนวนที่ลูกค้าโจทก์นำมาให้โจทก์ รายจ่ายค่าซื้อทองแดงมาชดเชยการผลิตดังกล่าวย่อมเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ไม่อนุญาตให้โจทก์นำรายจ่ายเกี่ยวกับต้นทุนค่าทองแดงที่โจทก์จัดซื้อเพื่อชดเชยเศษทองแดง ที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิต เส้นลวดทองแดงให้แก่ลูกค้าของโจทก์ มารวมคำนวณกำไรสุทธิเป็นเหตุให้ผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ลดลงโจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และเพิกถอน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยให้นำรายจ่ายค่าซื้อทองแดงในปี 2533 จำนวน13,244,463.88 บาท และในปี 2534 จำนวน 20,144,606.00 บาท มาใช้คำนวณภาษีของโจทก์ โดยให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์ เสร็จแล้วให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2536 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตามเอกสารสัญญาว่าจ้างผลิตเส้นลวดทองแดงโดยโจทก์เป็นผู้รับจ้างผลิต มีข้อตกลงกันว่าทองแดงที่นำมาหลอมจะใช้ทองแดงแผ่นเกรดเอของลูกค้ามาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะ แต่ไม่มีข้อความในสัญญาตอนใดระบุว่าโจทก์ผู้รับจ้างจะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ลูกค้าผู้ว่าจ้างนำมาเป็นวัตถุดิบ ทั้งไม่ปรากฏข้อความว่าหากผลิตเส้นลวดทองแดงได้น้ำหนักน้อยกว่าน้ำหนักแผ่นทองแดงเนื่องจากการสูญเสียทองแดงในการผลิตโจทก์จะต้องรับผิดชอบ เมื่อพิจารณาถึงธุรกิจของโจทก์ที่ประกอบกิจการรับจ้างผลิตลวดทองแดงและสัญญาซึ่งเป็นสัญญาตามรูปแบบที่ฝ่ายโจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นเพื่อทำกับลูกค้าเอง เมื่อโจทก์ไม่กำหนดหน้าที่ความรับผิดในเรื่องความสูญเสียทองแดงในการผลิตไว้ให้ชัด โจทก์จะอ้างว่าธรรมเนียมประเพณีในการค้าเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบย่อมไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์จะต้องหวังผลกำไรจากการประกอบธุรกิจของตนการที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าในการผลิตจะต้องมีการสูญเสียทองแดงไปคิดเป็นน้ำหนักจำนวนเท่าใด คิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ว่าทองแดงสูญเสียไปในกระบวนการผลิตร้อยละ 0.1 ดังนี้เมื่อโจทก์ทราบแน่ชัดถึงความสูญเสียในการผลิตเช่นนี้แล้ว โจทก์ก็น่าจะรวมค่าสูญเสียในส่วนนี้เข้ากับค่าจ้างในการผลิตด้วยซึ่งจะทำให้โจทก์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องยุ่งยากลำบากในการที่จะต้องไปซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชย หรือควรจะต้องระบุไว้ในสัญญาว่าแผ่นทองแดงที่นำมาผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงจะมีน้ำหนักน้อยลงร้อยละ 0.1 เพื่อให้ผู้ว่าจ้างทราบจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงแล้วได้น้ำหนักลดน้อยลง หรือมิฉะนั้นจะต้องระบุให้ชัดเจนลงไปว่าน้ำหนักที่ลดน้อยลงฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อขจัดปัญหากำไรขาดทุน และข้อโต้แย้งต่าง ๆ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างเต็มตามข้อตกลงจะต้องลดค่าจ้างหรือผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับโดยการออกเงินไปซื้อแผ่นทองแดงแทนผู้ว่าจ้างอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนนี้และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โจทก์ต้องขาดทุนทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำแผ่นทองแดงมาให้โจทก์ทำการผลิต ดังนั้นเมื่อพิจารณาสัญญา ที่ระบุว่าโจทก์ขาย (ซึ่งความจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่าเป็นการว่าจ้างผลิต) ในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ในปี 2533 และในราคากิโลกรัมละ4.50 บาท ในปี 2534 แต่ปรากฏว่าจากคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ว่าราคาต้นทุนของแผ่นทองแดงในปี 2533 ตกกิโลกรัมละ 74.84 และในปี 2534 ตกกิโลกรัมละ68.40 บาท จึงเป็นไปไม่ได้และไม่น่าเชื่อถือว่าราคาที่โจทก์รับจ้างผลิตจะเป็นราคาที่รวมคำนวณราคาแผ่นทองแดงที่โจทก์จะต้องซื้อมาชดเชยแผ่นทองแดงที่สูญเสียไปในการผลิต ฉะนั้น การที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชยในการผลิตลวดทองแดงให้ลูกค้าในปี 2533 จำนวนมากถึง 13,244,463.88 บาท และในปี 2534 จำนวนมากถึง20,144,606.20 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์เป็นผู้รับจ้างผลิตและในสัญญาไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์จะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ผู้ว่าจ้างนำมามอบให้โจทก์เพื่อใช้ในการผลิตและไม่มีข้อความใดระบุว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในน้ำหนักที่ขาดหายไป เช่นนี้แล้วรายจ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในความสูญเสียในการผลิตทองแดงตามสัญญา แต่หากเป็นรายจ่ายที่โจทก์สมัครใจจ่ายไปเองทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ว่าจ้างแต่ประการใดย่อมเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะจึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(13) เมื่อรายจ่ายของโจทก์ดังกล่าวไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนพร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า รายจ่ายของโจทก์เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยคอปเปอร์ร็อค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2545
#49083
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าได้จ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชยในการผลิตลวดทองแดงให้ลูกค้าในปี 2533 จำนวน 13,244,463.88 บาท และในปี 2534 จำนวน 20,144,606.20บาท ทั้งที่โจทก์เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตและในสัญญาว่าจ้างผลิตเส้นลวดทองแดงก็ไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์จะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ผู้ว่าจ้างนำมามอบให้โจทก์เพื่อใช้ในการผลิตและโจทก์จะต้องรับผิดชอบในน้ำหนักที่ขาดหายไป รายจ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงของโจทก์จึงไม่ใช่รายจ่ายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในความสูญเสียในการผลิตทองแดงตามสัญญา แต่หากเป็นรายจ่ายที่โจทก์สมัครใจจ่ายไปเองทั้งที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ว่าจ้างแต่ประการใด ย่อมเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี(13)เมื่อรายจ่ายของโจทก์ดังกล่าวไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนพร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการจัดเก็บภาษีอากรฝ่ายสรรพากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2535 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรต่อจำเลยที่ 1 เพื่อขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม 2533 ถึง 31 ธันวาคม 2533 และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี1 มกราคม 2534 ถึง 31 ธันวาคม 2534 เนื่องจากผลการดำเนินงานในปี 2533 และปี 2534 โจทก์ไม่มีกำไรสุทธิที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีจึงไม่มีภาษีที่จะต้องชำระแต่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 จึงได้ออกหมายเรียกตรวจสอบบัญชีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 มายังโจทก์โดยลดผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ลงเนื่องจากเจ้าพนักงานไม่ให้นำรายจ่ายบางรายการมารวมคำนวณกำไรสุทธิโดยเฉพาะรายจ่ายเกี่ยวกับต้นทุนค่าทองแดงที่โจทก์จัดซื้อมาเอง เพื่อชดเชยเศษทองแดงที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตเส้นลวดทองแดงให้แก่ลูกค้าของโจทก์ เจ้าพนักงานของจำเลยอ้างว่าโจทก์ประกอบกิจการรับจ้างหลอมทองแดงเพื่อให้ได้ลวดทองแดงขนาด8 มิลลิเมตร โดยลูกค้าของโจทก์เป็นผู้จัดหาสัมภาระคือทองแดงแผ่นให้โจทก์ทำการผลิตเป็นลวดทองแดงเพื่อนำไปใช้ผลิตสายไฟฟ้า ต้นทุนเศษทองแดงจึงควรเป็นของลูกค้าของโจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจัดหาวัสดุสัมภาระหรือรับผิดชอบในต้นทุนของเศษทองแดงที่เกิดขึ้น โจทก์ไม่เห็นด้วยกับผลการตรวจสอบและการเปลี่ยนแปลงขาดทุนสุทธิของโจทก์ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยและแจ้งให้โจทก์ทราบซึ่งโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ไม่เห็นด้วยกับผลการตรวจสอบและการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 เนื่องจากรายจ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปเป็นค่าซื้อทองแดงมาเติมชดเชยในกระบวนการผลิตทองแดงให้ลูกค้าในปี 2533 และในปี 2534 เป็นรายจ่ายที่มีการจ่ายไปจริงมิใช่รายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองและเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ รายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่จำเป็นและเป็นไปตามวิธีปฏิบัติทางการค้าของโจทก์และลูกค้าของโจทก์รายจ่ายจำนวนดังกล่าวไม่ใช่รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี การที่โจทก์นำรายจ่ายค่าทองแดงดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิสอดคล้องกับประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และ 65 ทวิ ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค 0807/5233 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2537 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/421/2542 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน2542 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 5,839,313.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากเงินต้นจำนวน 3,173,540.14 บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0807/5233 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/421/2542 ชอบด้วยเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลรัษฎากรแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้นำรายจ่ายค่าซื้อทองแดงในปี2533 จำนวน 13,244,463.88 บาท และในปี 2534 จำนวน 20,144,606.20 บาท มาใช้คำนวณภาษีของโจทก์โดยให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์ เสร็จแล้วให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ทองแดงที่สูญเสียในระบบการผลิตโจทก์หรือผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบ ได้ความจากนายดนัย เปาทุย พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์ว่า วิธีปฏิบัติทางการค้าระหว่างโจทก์กับลูกค้าในการว่าจ้างให้โจทก์ผลิตลวดทองแดงให้ลูกค้า ลูกค้าจะเป็นผู้นำทองแดงแผ่นที่มีน้ำหนักเท่ากับลวดทองแดงที่ต้องการให้โจทก์ผลิตและส่งมอบมาให้โจทก์ทำการผลิต หากเกิดการสูญเสียน้ำหนักทองแดงในระบบการผลิต โจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสีย และจะต้องผลิตลวดทองแดงให้ได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร ส่งมอบให้ลูกค้าโดยมีน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของทองแดงแผ่นที่ลูกค้าแต่ละรายส่งมอบให้โจทก์เป็นวัตถุดิบในการผลิตลวดทองแดงตามสัญญาว่าจ้างการผลิตจะตกลงกำหนดเฉพาะคุณภาพของแผ่นทองแดงที่ผู้ว่าจ้างจะต้องส่งมอบ ปริมาณการขาย ราคาการแจ้งหนี้และการชำระหนี้ การควบคุมคุณภาพการส่งมอบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 ถึง 50 ส่วนเรื่องการหาทองแดงมาเติมชดเชยในการผลิตไม่มีระบุในข้อตกลงว่าผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะธรรมเนียมประเพณีในการค้าเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าโจทก์ (ผู้รับจ้าง) จะเป็นผู้รับผิดชอบมิฉะนั้นราคาค่าจ้างจะต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โจทก์จะผลิตลวดทองแดงโดยนำแผ่นทองแดงของผู้ว่าจ้างหลาย ๆ รายมารวมกันทำการผลิตพร้อมกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และเหตุผลทางเทคนิคในการเปิดเตาหลอมความสูญเสียทองแดงจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของผู้ว่าจ้างรายใดในการรับจ้างผลิตลวดทองแดงโจทก์จึงรวมค่าทองแดงที่สูญเสียในค่าว่าจ้างผลิตด้วยแล้วค่าทองแดงที่โจทก์ซื้อมาทดแทนจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายวิชัย งามบัวทอง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประเมินภาษีรายได้เบิกความว่าต้นทุนเศษทองแดงสำหรับปี 2533 จำนวน 13,244,463.88บาท และสำหรับปี 2534 จำนวน 20,144,606.20 บาท ไม่ใช่ต้นทุนที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบเพราะโจทก์เป็นผู้รับจ้างผลิต โดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับผิดชอบหาสัมภาระคือแผ่นทองแดงหากมีความสูญเสียทองแดงในการผลิตผู้ว่าจ้างต้องมีหน้าที่หาทองแดงมาทดแทนในส่วนที่ขาดนั้นตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการขายแต่ตามคำฟ้องคำให้การและทางนำสืบของคู่ความต่างรับกันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการว่าจ้าง ซึ่งเมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.2 โดยตลอดแล้วเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสัญญาว่าจ้างผลิตเส้นลวดทองแดงโดยโจทก์เป็นผู้รับจ้างผลิตมีข้อตกลงกันว่าในการผลิตเส้นลวดทองแดงนี้ ทองแดงที่นำมาหลอมจะใช้ทองแดงแผ่นเกรดเอของลูกค้ามาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง8 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะ แต่ไม่มีข้อความในสัญญาตอนใดระบุว่าโจทก์ผู้รับจ้างจะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ลูกค้าผู้ว่าจ้างนำมาเป็นวัตถุดิบ ทั้งไม่ปรากฏข้อความว่าหากผลิตเส้นลวดทองแดงได้น้ำหนักน้อยกว่าน้ำหนักแผ่นทองแดงเนื่องจากการสูญเสียทองแดงในการผลิตโจทก์จะต้องรับผิดชอบ เมื่อพิจารณาถึงธุรกิจของโจทก์ที่ประกอบกิจการรับจ้างผลิตลวดทองแดงและสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นสัญญาตามรูปแบบที่ฝ่ายโจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นเพื่อทำกับลูกค้าเอง เมื่อโจทก์ไม่กำหนดหน้าที่ความรับผิดในเรื่องความสูญเสียทองแดงในการผลิตไว้ให้ชัด โจทก์จะอ้างว่าธรรมเนียมประเพณีในการค้าเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบย่อมไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์จะต้องหวังผลกำไรจากการประกอบธุรกิจของตน การที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าในการผลิตจะต้องมีการสูญเสียทองแดงไปคิดเป็นน้ำหนักจำนวนเท่าใด คิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ว่า ทองแดงสูญเสียไปในกระบวนการผลิตร้อยละ 0.1 ดังนี้ เมื่อโจทก์ทราบแน่ชัดถึงความสูญเสียในการผลิตเช่นนี้แล้ว โจทก์ก็น่าจะรวมค่าสูญเสียในส่วนนี้เข้ากับค่าจ้างในการผลิตด้วยซึ่งจะทำให้โจทก์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องยุ่งยากลำบากในการที่จะต้องไปซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชย หรือควรจะต้องระบุไว้ในสัญญาว่าแผ่นทองแดงที่นำมาผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงจะมีน้ำหนักน้อยลงร้อยละ 0.1 เพื่อให้ผู้ว่าจ้างทราบจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงแล้วได้น้ำหนักลดน้อยลง หรือมิฉะนั้นควรจะต้องระบุให้ชัดเจนลงไปว่าน้ำหนักที่ลดน้อยลงฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อขจัดปัญหา กำไร ขาดทุน และข้อโต้แย้งต่าง ๆ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างเต็มตามข้อตกลงจะต้องลดค่าจ้างหรือผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับโดยการออกเงินไปซื้อแผ่นทองแดงแทนผู้ว่าจ้างอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนนี้และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โจทก์ต้องขาดทุนทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำแผ่นทองแดงมาให้โจทก์ทำการผลิต ดังนั้น เมื่อพิจารณาสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2ที่ระบุว่าโจทก์ขาย (ซึ่งความจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่าเป็นการว่าจ้างผลิต)ในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ในปี 2533 และในราคากิโลกรัมละ 4.50 บาท ในปี 2534แต่ปรากฏจากคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ว่า ราคาต้นทุนของแผ่นทองแดงในปี 2533 ตกกิโลกรัมละ 74.84 บาท และในปี 2534 ตกกิโลกรัมละ 68.40 บาทจึงเป็นไปไม่ได้และไม่น่าเชื่อว่าราคาที่โจทก์รับจ้างผลิตจะเป็นราคาที่รวมคำนวณราคาแผ่นทองแดงที่โจทก์จะต้องซื้อมาชดเชยแผ่นทองแดงที่สูญเสียไปในการผลิต การที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชยในการผลิตลวดทองแดงให้ลูกค้าในปี 2533จำนวนมากถึง 13,244,463.88 บาท และในปี 2534 จำนวนมากถึง 20,144,606.20บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตและในสัญญาไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์จะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ผู้ว่าจ้างนำมามอบให้โจทก์เพื่อใช้ในการผลิตและไม่มีข้อความใดระบุว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในน้ำหนักที่ขาดหายไป เช่นนี้แล้ว รายจ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในความสูญเสียในการผลิตทองแดงตามสัญญา แต่หากเป็นรายจ่ายที่โจทก์สมัครใจจ่ายไปเองทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ว่าจ้างแต่ประการใด ย่อมเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะจึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)เมื่อรายจ่ายของโจทก์ดังกล่าวไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนพร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า รายจ่ายของโจทก์เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยคอปเปอร์ร็อค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2545
#108728
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจ้างผลิตลวดทองแดงโดยลูกค้าโจทก์นำทองแดงมาให้โจทก์ทำการผลิต แต่ไม่มีข้อตกลงในสัญญาว่าโจทก์จะต้องผลิตลวดทองแดงให้ได้น้ำหนักเท่ากับทองแดงที่ลูกค้านำมาให้โจทก์ เมื่อปรากฏว่าทองแดงมีการสูญเสียน้ำหนักเนื่องจากกระบวนการผลิต น้ำหนักทองแดงที่สูญเสียไปจึงไม่อยู่ในส่วนที่โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญา การที่โจทก์ไปซื้อทองแดงมาชดเชยเพื่อทำให้การผลิตลวดทองแดงได้น้ำหนักตามจำนวนที่ลูกค้าโจทก์นำมาให้โจทก์ รายจ่ายค่าซื้อทองแดงมาชดเชยการผลิตดังกล่าวย่อมเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ไม่อนุญาตให้โจทก์นำรายจ่ายเกี่ยวกับต้นทุนค่าทองแดงที่โจทก์จัดซื้อเพื่อชดเชยเศษทองแดง ที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตเส้นลวดทองแดงให้แก่ลูกค้าของโจทก์ มารวมคำนวณกำไรสุทธิเป็นเหตุให้ผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ลดลงโจทก์จึง ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และเพิกถอน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยให้นำรายจ่ายค่าซื้อทองแดงในปี ๒๕๓๓ จำนวน ๑๓,๒๔๔,๔๖๓.๘๘ บาท และในปี ๒๕๓๔ จำนวน ๒๐,๑๔๔,๖๐๖.๐๐ บาท มาใช้คำนวณภาษีของโจทก์ โดยให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์ เสร็จแล้วให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๓ และปี ๒๕๓๔ ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๕,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตามเอกสารสัญญาว่าจ้างผลิตเส้นลวดทองแดงโดยโจทก์เป็นผู้รับจ้างผลิต มีข้อตกลงกันว่าทองแดงที่นำมาหลอมจะใช้ทองแดงแผ่นเกรดเอของลูกค้ามาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘ มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะ แต่ไม่มีข้อความในสัญญาตอนใดระบุว่าโจทก์ผู้รับจ้างจะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ลูกค้าผู้ว่าจ้างนำมาเป็นวัตถุดิบ ทั้งไม่ปรากฏข้อความว่าหากผลิตเส้นลวดทองแดงได้น้ำหนักน้อยกว่าน้ำหนักแผ่นทองแดงเนื่องจาก การสูญเสียทองแดงในการผลิตโจทก์จะต้องรับผิดชอบ เมื่อพิจารณาถึงธุรกิจของโจทก์ที่ประกอบกิจการรับจ้างผลิตลวดทองแดงและสัญญาซึ่งเป็นสัญญาตามรูปแบบที่ฝ่ายโจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นเพื่อทำกับลูกค้าเอง เมื่อโจทก์ไม่กำหนดหน้าที่ความรับผิดในเรื่องความสูญเสียทองแดงในการผลิตไว้ให้ชัด โจทก์จะอ้างว่าธรรมเนียมประเพณีในการค้าเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบย่อมไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์จะต้องหวังผลกำไรจากการประกอบธุรกิจของตนการที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าในการผลิตจะต้องมีการสูญเสียทองแดงไปคิดเป็นน้ำหนักจำนวนเท่าใด คิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ว่าทองแดงสูญเสียไปในกระบวนการผลิตร้อยละ ๐.๑ ดังนี้เมื่อโจทก์ทราบแน่ชัดถึงความสูญเสียในการผลิตเช่นนี้แล้ว โจทก์ก็น่าจะรวมค่าสูญเสียในส่วนนี้เข้ากับค่าจ้างในการผลิตด้วยซึ่งจะทำให้โจทก์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องยุ่งยากลำบากในการที่จะต้องไปซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชย หรือควรจะต้องระบุไว้ในสัญญาว่าแผ่นทองแดงที่นำมาผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงจะมี น้ำหนักน้อยลงร้อยละ ๐.๑ เพื่อให้ผู้ว่าจ้างทราบจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อผลิตเป็นเส้นลวดทองแดงแล้วได้น้ำหนักลดน้อยลง หรือมิฉะนั้นควรจะต้องระบุให้ชัดเจนลงไปว่าน้ำหนักที่ลดน้อยลงฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อขจัดปัญหา กำไรขาดทุน และข้อโต้แย้งต่าง ๆ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างเต็มตามข้อตกลงจะต้องลดค่าจ้างหรือ ผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับโดยการออกเงินไปซื้อแผ่นทองแดงแทนผู้ว่าจ้างอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย ในส่วนนี้และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โจทก์ต้องขาดทุนทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำแผ่นทองแดงมาให้โจทก์ทำการผลิต ดังนั้น เมื่อพิจารณาสัญญา ที่ระบุว่าโจทก์ขาย (ซึ่งความจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่าเป็นการว่าจ้างผลิต) ในราคากิโลกรัมละ ๔ บาท ในปี ๒๕๓๓ และในราคากิโลกรัมละ ๔.๕๐ บาท ในปี ๒๕๓๔ แต่ปรากฏว่าจากคำเบิกความของนายดนัยพยานโจทก์ว่าราคาต้นทุนของแผ่นทองแดงในปี ๒๕๓๓ ตกกิโลกรัมละ ๗๔.๘๔ และในปี ๒๕๓๔ ตกกิโลกรัมละ ๖๘.๔๐ บาท จึงเป็นไปไม่ได้และไม่น่าเชื่อถือว่าราคาที่โจทก์รับจ้างผลิตจะเป็นราคาที่รวมคำนวณราคาแผ่นทองแดงที่โจทก์จะต้องซื้อมาชดเชยแผ่นทองแดงที่สูญเสียไปในการผลิต ฉะนั้น การที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงมาชดเชยในการผลิตลวดทองแดงให้ลูกค้าในปี ๒๕๓๓ จำนวนมากถึง ๑๓,๒๔๔,๔๖๓.๘๘ บาท และในปี ๒๕๓๔ จำนวนมากถึง ๒๐,๑๔๔,๖๐๖.๒๐ บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตและในสัญญาไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์จะต้องผลิตเส้นลวดทองแดงให้มีน้ำหนักเท่ากับแผ่นทองแดงที่ผู้ว่าจ้างนำมามอบให้โจทก์เพื่อใช้ในการผลิตและไม่มีข้อความใดระบุว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในน้ำหนักที่ขาดหายไป เช่นนี้แล้ว รายจ่ายค่าซื้อแผ่นทองแดงของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในความสูญเสียในการผลิตทองแดงตามสัญญา แต่หากเป็นรายจ่ายที่โจทก์สมัครใจจ่ายไปเองทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ว่าจ้างแต่ประการใดย่อมเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะจึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๓) เมื่อรายจ่ายของโจทก์ดังกล่าวไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนพร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า รายจ่ายของโจทก์เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่รายจ่ายต้องห้าม ตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๕ ตรี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยคอปเปอร์ร็อค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2545
#48687
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยใช้รถของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จึงมิได้หมายความว่าจำเลยได้ใช้รถของกลางเป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของการลักทรัพย์ รถของกลาง จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาเงินซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์และธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดและขนาดต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 17,000 บาท ของนางสาวประคอง นาคสุข ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ และริบของกลางกับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 17,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1), (11) วรรคสอง, 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 และรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ทั้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จำนวน 1 คน แต่เพียงลำพัง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรปรานีจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางด้วยนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมอันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิดด้วยไม่ การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ก็มิได้หมายความว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นอกจากนี้เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจนไม่ประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายอีกต่อไป จึงเห็นสมควรยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้งตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางแต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 334 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสาว กฤติกาหรือวันเพ็ญ จันทฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2545
#46596
เปิดฉบับเต็ม

การที่ชาวบ้านไปขว้างปาบ้านบิดาจำเลย เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิกระทำการเพื่อป้องกันทรัพย์สินของบิดาจำเลยได้ แต่ภยันตรายที่เกิดจากการขว้างปาบ้านยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายร่างกายผู้ที่ขว้างปา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาป้องกันทรัพย์สินที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มิใช่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

บิดาจำเลยถูกชาวบ้านใช้ก้อนอิฐและท่อนไม้ขว้างปาบ้านเพื่อขับไล่โดยหลงเชื่อว่าบิดาจำเลยเป็นผีปอบมาเป็นเวลา 2 คืนแล้ว คืนเกิดเหตุเป็นคืนที่สามก็ถูกขว้างปาอีกตั้งแต่เวลา 23 นาฬิกา จนถึง 1 นาฬิกา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อขัดขวางห้ามปรามนับว่าจำเลยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุดแล้ว สมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเอง ซึ่งเป็นของผู้อื่นและกระสุนปืนจำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วจำเลยใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายสมบัติ กล่อมจิตร ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ด้านหลังเข่าขวา จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนที่จำเลยยิงไปไม่ถูกอวัยวะสำคัญของผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72

จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพยายามฆ่าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมบัติ กล่อมจิตร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาพยายามฆ่า)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนฯ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ลงโทษจำคุก 3 ปี คำเบิกความของจำเลยให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี รวมกับโทษอีกกระทงหนึ่งแล้วจำคุก 2 ปี 3 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสเท่านั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุเวลา 24 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมออกจากวงสุราไปปัสสาวะที่ริมรั้วบ้านนายเสงี่ยม บุญสาร ซึ่งติดกับบ้านจำเลย เมื่อปัสสาวะเสร็จมีคนเรียกชื่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหันไปดูปรากฏว่าเป็นจำเลย จำเลยยกอาวุธปืนยาวจ้องมาทางโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมวิ่งหนีได้ประมาณ 2 ก้าว ได้ยินเสียงปืนและรู้สึกเจ็บที่ขาพับด้านขวาแล้วล้มลงแต่พยายามลุกขึ้นวิ่งกลับไปที่บ้านนายโฮม บอกคนที่บ้านนายโฮมว่าถูกจำเลยยิง ต่อมาจึงมีผู้นำโจทก์ร่วมส่งโรงพยาบาล เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จุดที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเป็นใต้ถุนบ้านบิดาจำเลยตามภาพถ่าย สถานที่เกิดเหตุหมาย จ.4 ภาพที่ 4 โจทก์ร่วมและจำเลยต่างรับกันว่าขณะเกิดเหตุไฟฟ้าที่ใต้ถุนบ้านบิดาจำเลยเปิดอยู่ แต่ไฟฟ้าสาธารณะหน้าบ้านไม่ได้เปิดเนื่องจากหลอดไฟแตก ฉะนั้นบริเวณรอบบ้านบิดาจำเลยจึงมืด จำเลยซึ่งอยู่ในที่สว่างมีแสงไฟฟ้ามองออกไปนอกบ้านจึงย่อมมองไม่เห็นเหตุการณ์ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสวนกล้วยที่รกชัฏอยู่ติดกับตัวบ้านจำเลยจึงไม่อาจมองเห็นโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในที่มืดในสวนกล้วยได้ชัดเจนพอที่จะรู้ว่าเป็นโจทก์ร่วมได้ แต่โจทก์ร่วมสามารถมองเห็นจำเลยซึ่งอยู่ในที่สว่างได้ชัดเจน ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเรียกชื่อโจทก์ร่วมก่อน แล้วจึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ร่วมเบิกความนายชาลี เกษศรี พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งซึ่งเป็นบิดาจำเลยเบิกความว่า เวลาประมาณ 1 นาฬิกา พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และพบจำเลยอยู่ใต้ถุนบ้าน จำเลยถืออาวุธปืนแก๊ปยาวอยู่ในมือจำเลยบอกพยานว่า "พ่อผมยิงปืนไปถูกใครไม่รู้" พยานและจำเลยจึงไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมยามบ้านบกว่าจำเลยยิงปืนไปถูกใครไม่รู้โดยยิงปืนเพื่อป้องกัน นายชาลีเป็นบิดาจำเลยเบิกความสอดคล้องกับพลตำรวจวีรชน พักสูงเนิน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำป้อมยามบ้านบกที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยไปแจ้งต่อพยานว่าได้ยิงปืนไปไม่ทราบว่าจะถูกคนหรือไม่ แม้พลตำรวจวีรชนเบิกความว่าจำเลยแจ้งว่ายิงปืนไปที่พื้น แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 ก็ดี หรือตามคำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาก็ดี จำเลยมิได้อ้างว่าจำเลยยิงปืนไปที่พื้นแต่อย่างใด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านที่ไปขว้างปาบ้านบิดาจำเลยเพื่อขัดขวางห้ามปรามการกระทำดังกล่าว และจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวบ้านที่ไปขว้างปาบ้านบิดาจำเลย เมื่อกระสุนปืนถูกโจทก์ร่วม ไม่ว่าโจทก์ร่วมจะร่วมกับชาวบ้านไปขว้างปาบ้านบิดาจำเลยหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาต่อโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทไม่ การที่ชาวบ้านไปขว้างปาบ้านบิดาจำเลยเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิกระทำการเพื่อป้องกันทรัพย์สินของบิดาจำเลยได้ แต่ภยันตรายที่เกิดจากการขว้างปาบ้านยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายร่างกายผู้ที่ขว้างปา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาป้องกันทรัพย์สินที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มิใช่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสดังที่จำเลยฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า บิดาจำเลยถูกชาวบ้านใช้ก้อนอิฐและท่อนไม้ขว้างปาบ้านเพื่อขับไล่โดยหลงเชื่อว่าบิดาจำเลยเป็นผีปอบมาเป็นเวลา 2 คืนแล้ว คืนเกิดเหตุเป็นคืนที่สามก็ถูกขว้างปาอีกตั้งแต่เวลา 23 นาฬิกา จนถึงเวลา 1นาฬิกา จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อขัดขวางห้ามปราม นับว่าจำเลยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุดแล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีโดยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8)ประกอบด้วยมาตรา 68, 69 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท และฐานมีอาวุธปืนฯให้ปรับ 500 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 69 ม. 297 ม. 300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นายสมบัติ กล่อมจิตร
จำเลย — นายไพ เกษศรี
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5797/2545
#49082
เปิดฉบับเต็ม

จดหมายที่จำเลยทั้งห้าทำขึ้นฉบับแรกเป็นจดหมายที่เขียนถึง ส. โดยเฉพาะเจาะจงไม่ประสงค์จะให้บุคคลอื่นล่วงรู้ และไม่มีข้อความพาดพิงถึงผู้เสียหายว่าร่วมกับ ส. ขโมยเศษทองแดงสายไฟฟ้าชำรุดของห้างฯ ไปขาย ไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งห้าใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม ข้อความในจดหมายฉบับแรกนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่จดหมายฉบับหลังที่จำเลยทั้งห้าเขียนถึง ว. ล. และ บ. แจ้งให้ทราบว่า ส. ขโมยเศษทองแดงสายไฟฟ้าชำรุดของห้าง ฟ. ไปขายให้แก่ผู้อื่นโดยผู้เสียหายมีส่วนรู้เห็นร่วมด้วย อันเป็นการกล่าวหา ส. กับผู้เสียหายเช่นเดียวกับถ้อยคำในเทปบันทึกเสียงที่ยืนยันว่า ผู้เสียหายร่วมกับ ส. ขโมยเศษทองแดงสายไฟฟ้าชำรุดของห้าง ฟ. ไปขายให้แก่ผู้อื่น ซึ่งข้อความในจดหมายฉบับหลังและเทปบันทึกเสียงฝ่าฝืนต่อความจริง ย่อมเป็นการใส่ความบุคคลทั้งสอง ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง แม้จำเลยทั้งห้าจะส่งจดหมายและเทปดังกล่าวไปให้ ส. ซึ่งถูกใส่ความด้วย แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายก็ต้องถือว่า ส. เป็นบุคคลที่สาม จำเลยทั้งห้าจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 326ริบจดหมายและเทปบันทึกเสียงของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 83 ปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบจดหมายกับเทปบันทึกเสียงของกลางด้วยและทำลายเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายวีระ วนาฤทธิกุล ผู้เสียหายเป็นบุตรนางเสาวลักษณ์ วนาฤทธิกุล ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรม ร่วมกับนายวิสันต์หรือเกี๊ยก โกวิทสิทธินันท์ นายเลี้ยงหรือหก แซ่ลี้หรือลีลาธุวานนท์ และนายบุญชัยหรือบุ้ง ลีลารัศมีพาณิชย์ ประกอบกิจการผลิตสายไฟฟ้าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายซึ่งเป็นหุ้นส่วนและทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลอยู่ในโรงงานผลิตสายไฟฟ้าของห้างดังกล่าวซึ่งจำเลยทั้งห้าเป็นพนักงาน เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันจัดทำจดหมาย 2 ฉบับ และเทปบันทึกเสียงถ้อยคำพูดส่งไปยังนางเสาวลักษณ์ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งห้าว่า ข้อความตามจดหมายและเทปบันทึกเสียงดังกล่าวหมิ่นประมาทผู้เสียหายหรือไม่ และการที่จำเลยทั้งห้าส่งจดหมายดังกล่าวไปยังนางเสาวลักษณ์เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จดหมายที่จำเลยทั้งห้าทำขึ้นและส่งไปยังนางเสาวลักษณ์มีอยู่ด้วยกัน2 ฉบับ แยกต่างหากจากกัน ฉบับแรกเป็นจดหมายที่จำเลยทั้งห้าเขียนถึงนางเสาวลักษณ์โดยเฉพาะเจาะจงไม่ประสงค์จะให้บุคคลอื่นล่วงรู้และไม่มีข้อความพาดพิงถึงผู้เสียหายว่าร่วมกับนางเสาวลักษณ์ขโมยเศษทองแดงสายไฟฟ้าชำรุดของห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรมไปขาย ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม ข้อความในจดหมายฉบับแรกจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่จดหมายฉบับหลังก็ระบุว่าเป็นจดหมายที่จำเลยทั้งห้าเขียนถึงนายวิสันต์หรือเกี๊ยก นายเลี้ยงหรือหกและนายบุญชัยหรือบุ้งซึ่งเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรมแจ้งให้ทราบว่านางเสาวลักษณ์ได้ขโมยเศษทองแดงสายไฟฟ้าชำรุดของห้างดังกล่าวไปขายให้แก่นายประสานโดยผู้เสียหายมีส่วนรู้เห็นร่วมด้วย อันเป็นการกล่าวหานางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายเช่นเดียวกับถ้อยคำในเทปบันทึกเสียงตามที่ปรากฏในบันทึกถอดคำจากเทปบันทึกเสียง ซึ่งยืนยันว่าผู้เสียหายร่วมกับนางเสาวลักษณ์ขโมยเศษทองแดงสายไฟฟ้าชำรุดของห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรม ไปขายให้แก่นายประสาน ข้อความในจดหมายฉบับหลังและเทปบันทึกเสียงกล่าวหาว่านางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายร่วมกันขโมยทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรม โดยฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงย่อมเป็นการใส่ความบุคคลทั้งสอง ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง แม้จำเลยทั้งห้าจะส่งจดหมายและเทปบันทึกเสียงดังกล่าวไปให้นางเสาวลักษณ์ซึ่งถูกใส่ความด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายก็ต้องถือว่านางเสาวลักษณ์เป็นบุคคลที่สาม จำเลยทั้งห้าจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ถวัลย์ บุรุษชาต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ