คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5787/2545
#48686
เปิดฉบับเต็ม

การขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 26 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ได้ เมื่อมาตรา 26 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีแรงงานตามมาตรา 54จะต้องมีเหตุสุดวิสัยหรือมีพฤติการณ์พิเศษ ฉะนั้น การที่จำเลยไม่อาจคัดสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำให้การพยานเพื่อประกอบในการเขียนอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ย่อมเป็นความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่สมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 9,075 บาท ค่าชดเชย 4,950 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 5,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 6 วัน นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2544 โดยอ้างเหตุว่าผู้รับมอบอำนาจเพิ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินคดีนี้เป็นคดีแรกทำให้ไม่ทราบขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ อีกทั้งจำเลยติดตามขอคัดสำเนาคำพิพากษาและคำให้การพยานตลอดมาและทราบว่าสามารถคัดสำเนาคำพิพากษาและคำให้การพยานเมื่อวันที่ 18ธันวาคม 2544 จึงได้มาขอคัดสำเนาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 แต่จนกระทั่งวันยื่นคำร้องนี้ก็ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาและคำให้การพยานทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกำหนด

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ว่า จำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์พ้นกำหนด ทั้งมิใช่กรณีเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคดีมีเหตุขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ มาตรา 26 แห่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่า"ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนดศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ในคดีแรงงานตามมาตรา 54 จะต้องมีเหตุสุดวิสัยหรือต้องมีพฤติการณ์พิเศษเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ ดังนั้น ถ้าจำเลยไม่อาจคัดสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำให้การพยานเพื่อใช้ประกอบในการเขียนอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ย่อมเป็นความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็สมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้ แต่การคัดสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำให้การพยานไม่ได้ภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องไต่สวนแล้วมีคำสั่งต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางยกคำร้องขอจำเลยโดยไม่ไต่สวนว่ามีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางลงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ที่สั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมชาย วงษ์ขำ
จำเลย — บริษัท เอื้อวิทยาอุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5761/2545
#46595
เปิดฉบับเต็ม

ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทมี ท. เป็นผู้แจ้งการครอบครองกับเป็นเจ้าของที่ดิน โจทก์เคยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทมาครั้งหนึ่งแล้ว ท. ร้องคัดค้านว่าเป็นของตน ศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงว่า บ้านที่ยึดปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวของ ท. โดยจำเลยกับสามีอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว บ้านเป็นของ ท. และพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า ท. มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อ ท. ถึงแก่ความตายเป็นผลให้ที่ดินและบ้านที่โจทก์ประสงค์จะนำยึดเป็นมรดกตกทอดแก่พ. ซึ่งเป็นบุตร นับแต่วันที่ ท. ตายและมิใช่สินสมรสของ พ. กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474(1) เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะงดเว้นยึดทรัพย์สินนั้นและร้องขอต่อศาลให้กำหนดการใด ๆ เพื่อมิให้ตนต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และค่าฤชาธรรมเนียม แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 3 (เดิมเป็นหมู่ที่ 1) ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีนางทาบ สีเมฆ มารดาของนายไพฑูรย์ สีเมฆ สามีของจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าว นางทาบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2537 ที่ดินและบ้านดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่นายไพฑูรย์และเป็นสินส่วนตัวของนายไพฑูรย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดเว้นยึดทรัพย์ดังกล่าวและขอให้ศาลชั้นต้นปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปลดเปลื้องความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 1ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี นางทาบ สีเมฆ ยื่นคำร้องขอว่าบ้านดังกล่าวเป็นของตนโดยปลูกอยู่บนที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ที่ตนมีสิทธิครอบครอง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ผู้แทนโจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าประสงค์จะนำยึดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 54 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวโดยโจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสของจำเลยกับนายไพฑูรย์ สีเมฆ ซึ่งได้รับมรดกตกทอดจากนางทาบ สีเมฆ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบเอกสารที่ผู้แทนโจทก์นำส่งแล้วปรากฏว่าจำเลยและนายไพฑูรย์จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 และนางทาบซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 และบ้านเลขที่ 54 ดังกล่าว ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2537 ที่ดินและบ้านดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่นายไพฑูรย์ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2537 และเป็นสินส่วนตัวของนายไพฑูรย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยกคำแถลงของผู้แทนโจทก์และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีงดเว้นยึดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 54 ซึ่งปลูกบนที่ดินแปลงดังกล่าว และศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรีจังหวัดเพชรบุรี มีนางทาบ สีเมฆ เป็นผู้แจ้งการครอบครองกับเป็นเจ้าของที่ดิน และตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีที่นางทาบยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี อันเป็นทรัพย์ที่ยึดปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวของนางทาบโดยจำเลยกับสามีอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว บ้านจึงเป็นของนางทาบและพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า นางทาบมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงคอย อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 54 ที่ตั้งบนที่ดิน หาใช่จำเลยและนายไพฑูรย์มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวมานานกว่า 30 ปี ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากใบมรณบัตรและใบสำคัญการหย่าแนบท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า นางทาบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่25 มิถุนายน 2537 ที่บ้านเลขที่ 54 นั้นเอง และเป็นเวลาภายหลังจากจำเลยจดทะเบียนหย่ากับนายไพฑูรย์เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 แล้ว จึงเป็นผลให้ที่ดินและบ้านที่โจทก์ประสงค์จะนำยึดเป็นมรดกตกทอดแก่นายไพฑูรย์ซึ่งเป็นบุตรของนางทาบนับแต่วันที่นางทาบตายและมิใช่สินสมรสของนายไพฑูรย์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474(1) เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะงดเว้นยึดทรัพย์สินนั้นและร้องขอต่อศาลให้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อมิให้ตนต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 283 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เรณู จ้านซุ่นหลี
จำเลย — นาง ประยูร ศรีเมฆหรือสีเมฆ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5756/2545
#48685
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการรับจ้างทำสื่อโฆษณามาตั้งแต่ปี 2535 และในปัจจุบันยังประกอบการเป็นปกติ แม้ในช่วงระหว่างปี 2540 ถึง 2542 ผลประกอบการยังขาดทุนแต่ก็สามารถลดยอดขาดทุนลงได้มากในปี 2542 ส่วนผลประกอบการในปี 2543 ดีขึ้นมาก โดยจำเลยยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 เพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 มียอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนปีปัจจุบันที่ยื่นแสดงรายการไว้สูงถึง50,779,121.63 บาท และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด. 1 ก.) กับได้ชำระภาษีสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม 2543 เป็นเงินประมาณ 700,000 บาท แม้เอกสารหนังสือเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์จะมิใช่เอกสารทางบัญชีที่แสดงรายได้และผลกำไรในปี 2543 แต่สามารถนำมาพิจารณาประกอบเพื่อแสดงถึงสถานภาพของจำเลยว่าการประกอบกิจการของจำเลยยังสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ประกอบกับโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เพียง 1 ปีเศษและจำเลยเคยยื่นข้อเสนอในการชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนหน้าถูกฟ้องคดีนี้ ซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งว่าจำเลยมิได้ยื่นข้อเสนอเช่นนั้น แสดงว่าจำเลยมิได้ละเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้นเมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นยื่นฟ้องจำเลยและไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าจำเลยยังมีความน่าเชื่อถือในการประกอบกิจการและฐานะทางการเงินมิใช่เป็นเพียงการคาดคะเน ฉะนั้น เมื่อจำเลยยังประกอบกิจการอยู่เป็นปกติ ยังมีรายได้และผลกำไร จึงอยู่ในวิสัยและมีลู่ทางที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ กรณียังมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ ได้ความจากนางสาวจันทีไพพร พนักงานบัญชีของจำเลยและนายชัชชา อัชณาตระกูล กรรมการของจำเลยเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.9 ว่า จำเลยประกอบกิจการรับจ้างทำสื่อโฆษณามาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน มีพนักงานประมาณ 32 คน กิจการของจำเลยมีกำไรมาตลอด คงมีเฉพาะในปี 2541 ซึ่งประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจจำเลยเกิดปัญหาเรื่องเงินหมุนเวียนระยะหนึ่งจึงขาดทุน แต่ต่อมาในปี 2542 จำเลยเปลี่ยนแปลงการบริหารและปรับลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงมีรายได้แต่ละเดือนสูงขึ้นสามารถลดยอดขาดทุนสุทธิลงเหลือเพียง 490,854.03 บาท ตามงบการเงินเอกสารหมาย ล.4 ในปี 2543 จำเลยมีรายได้และผลกำไรมากขึ้นอาจชำระหนี้แก่โจทก์ได้จำเลยไม่เคยถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดี แต่ขณะเดียวกันจำเลยได้ยื่นฟ้องเรียกเงินจากลูกหนี้ของจำเลย จำเลยพยายามติดต่อขอชำระหนี้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ตอบรับ เห็นว่าเมื่อจำเลยยังประกอบการเป็นปกติ แม้ในช่วงระหว่างปี 2540 ถึง 2542 ผลประกอบการยังขาดทุน แต่ก็สามารถลดยอดขาดทุนลงได้มากในปี 2542 ตามเอกสารหมาย ล.4และ ล.6 หรือ จ.8 ส่วนผลประกอบการในปี 2543 ดีขึ้นมาก โดยจำเลยยื่นแบบ ภ.ง.ด.51เมื่อเดือนสิงหาคม 2543 เพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 ตามเอกสารหมาย ล.9 ซึ่งในข้อ จ. ระบุว่า มียอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนปีปัจจุบันที่ยื่นแสดงรายการไว้สูงถึง 50,779,121.63 บาทและยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 1 และ ภ.ง.ด.1 ก.) กับได้ชำระภาษีสำหรับเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2543 เป็นเงินประมาณ 700,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 แม้เอกสาร ล.1 ถึง ล.9 จะมิใช่เอกสารทางบัญชีที่แสดงรายได้และผลกำไรในปี 2543 แต่สามารถนำมาพิจารณาประกอบเพื่อแสดงถึงสถานภาพของจำเลยว่าการประกอบกิจการของจำเลยยังสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ประกอบกับโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน2543 หลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เพียง 1 ปีเศษ และจำเลยเคยยื่นข้อเสนอในการชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งว่าจำเลยมิได้ยื่นข้อเสนอเช่นนั้น แสดงว่าจำเลยมิได้ละเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นยื่นฟ้องจำเลยและไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าจำเลยยังมีความน่าเชื่อถือในการประกอบกิจการและฐานะทางการเงิน มิใช่เป็นเพียงการคาดคะเนของศาลอุทธรณ์ดังโจทก์อ้างแต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อจำเลยยังประกอบกิจการอยู่เป็นปกติยังมีรายได้และผลกำไร จึงอยู่ในวิสัยและมีลู่ทางที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ กรณียังมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มิกซ์มีเดีย จำกัด
จำเลย — บริษัท คิว แอนด์ เอ็กเพอร์ทิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5753/2545
#46594
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายอันเป็นค่าเช่าที่จำเลยจะต้องชำระก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญานั้น เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยชอบ และยึดรถยนต์ที่ให้เช่าคืนมาจากจำเลยสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จะอาศัยสัญญาเช่ามาฟ้องเรียกค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระอีกมิได้ จะเรียกได้ก็แต่เพียงค่าที่จำเลยได้ใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่ามาตลอดระยะเวลาที่จำเลยครอบครองรถยนต์อยู่ตามมาตรา 391 วรรคสามเท่านั้น ซึ่งการเช่ารถยนต์กรณีนี้เป็นการเช่าแบบลิสซิ่งโดยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์มีภาระผูกพันต้องให้จำเลยมีสิทธิเลือกซื้อรถยนต์ที่เช่าได้ในราคาถูกกว่าราคาในท้องตลาดเป็นการตอบแทน โจทก์เป็นแหล่งเงินทุนประกอบธุรกิจหากำไรจากการให้เช่ารถยนต์หรือให้เช่าซื้อ จึงน่าเชื่อว่าในการกำหนดค่าเช่าแบบลิสซิ่งโจทก์จะต้องคำนวณค่าเช่ารถยนต์และค่าดอกเบี้ยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าด้วย ดังนั้น ค่าเช่าที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งจึงน่าจะสูงกว่าค่าเช่าตามสัญญาเช่าแบบธรรมดา

ค่าเสียหายอันเป็นค่าเช่าที่จำเลยต้องชำระหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญานั้น แม้ตามสัญญาเช่าจะระบุไว้ว่า ถ้าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนด โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนโดยถือว่าค่าเช่าทั้งหมดถึงกำหนดชำระ และโจทก์อาจฟ้องเรียกเงินค่าเช่าทั้งหมดและเงินอื่น ๆ ซึ่งถึงกำหนดชำระและซึ่งจะถึงกำหนดชำระในภายหน้าตามสัญญาเช่าก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้าจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

แม้สัญญาเช่าจะมีข้อความระบุไว้ว่าถ้าไม่มีการชำระเงินตามที่โจทก์เรียกร้องจำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยในการผิดสัญญาที่กำหนดในตารางต่อท้าย และตารางต่อท้ายสัญญาเช่าได้ระบุอัตราดอกเบี้ยในการผิดสัญญาร้อยละ 21 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 993,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งจะต้องร่วมรับผิดกับห้างจำเลยที่ 1 ในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่นเอส 280จำนวน 1 คัน หมายเลขทะเบียน 3 ศ - 3334 กรุงเทพมหานครจากโจทก์ มีกำหนด 6 เดือน โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 79,300 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ5,551 บาทแก่โจทก์ กำหนดชำระค่าเช่าทุกวันที่ 19 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป หากจำเลยที่ 1 มิได้กระทำผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อรถยนต์ที่เช่าได้ในราคา 1,401,869.16 บาทตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.8 ในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยอมตนเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญา และได้รับรถยนต์ที่เช่าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าแก่โจทก์เพียง 32 เดือน รวมเป็นเงินจำนวน 2,537,600 บาท และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นมา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าและยึดรถยนต์ที่ให้เช่าคืนจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2540 ต่อมาโจทก์ได้ประมูลขายรถยนต์คันดังกล่าวไปเป็นเงิน 2,420,000 บาท และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยที่คู่ความมิได้อุทธรณ์และฎีกาคัดค้านว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเจษฎา เปรมอนันต์ ฟ้องคดีนี้โดยชอบ และคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าได้อีกหรือไม่และเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยแยกเป็น2 ส่วน ส่วนแรกเป็นค่าเสียหายอันเป็นค่าเช่าที่จำเลยค้างชำระก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญาจำนวน 10 เดือน เป็นเงินเดือนละ 79,300 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 793,000 บาท ส่วนที่ 2 เป็นค่าเสียหายอันเป็นค่าเช่าที่จำเลยจะต้องชำระหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำนวน 18 เดือน เป็นเงินเดือนละ 79,300 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,427,400 บาท บวกด้วยราคารถยนต์ที่จำเลยมีสิทธิเลือกซื้อจำนวน 1,401,869.16 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,829,269.16 บาท หักออกด้วยราคารถยนต์ที่ให้เช่าซึ่งโจทก์ประมูลขายได้ในราคา 2,420,000 บาท คงเหลือค่าเสียหายจำนวน 409,269.16 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนที่ 2 นี้เพียง 200,000 บาท เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยที่ 1 โดยชอบและยึดรถยนต์ที่ให้เช่าคืนมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2540 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จะอาศัยสัญญาเช่ามาฟ้องเรียกค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอีกมิได้ จะเรียกได้ก็แต่เพียงค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่ามาตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์อยู่ตามมาตรา 391 วรรคสาม เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการเช่ารถยนต์กรณีนี้เป็นการเช่าแบบลิสซิ่งโดยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์มีภาระผูกพันต้องให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อรถยนต์ที่เช่าได้ในราคาถูกกว่าราคาในท้องตลาดเป็นการตอบแทน โจทก์เป็นแหล่งเงินทุนประกอบธุรกิจหากำไรจากการให้เช่ารถยนต์หรือให้เช่าซื้อ จึงน่าเชื่อว่าในการกำหนดค่าเช่าแบบลิสซิ่งโจทก์จะต้องคำนวณค่าซื้อรถยนต์และค่าดอกเบี้ยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าด้วย ดังนั้น ค่าเช่าเดือนละ 79,300 บาท ที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งเอกสารหมาย จ.8 จึงน่าจะสูงกว่าค่าเช่าตามสัญญาเช่าแบบธรรมดา ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่ารถยนต์รุ่นเดียวกับรถยนต์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่า ในท้องตลาดจะเช่ากันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 90,000 บาท นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ เพราะในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นเช่นนั้น เมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าแบบลิสซิ่งจากจำเลยที่ 1 รวม 32 เดือน รวมเป็นเงินจำนวนสูงถึง 2,537,600 บาทและโจทก์ไม่มีภาระผูกพันต้องขายรถยนต์ที่ให้เช่าแก่จำเลยที่ 1 ในราคาถูกกว่าท้องตลาดด้วยแล้ว จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เท่านั้น สำหรับค่าเสียหายส่วนที่ 2 นั้น ศาลฎีกา เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.8 ข้อ 18 จะระบุไว้ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนด โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนโดยถือว่าค่าเช่าทั้งหมดถึงกำหนดชำระ และโจทก์อาจฟ้องเรียกเงินค่าเช่าทั้งหมดและเงินอื่น ๆ ซึ่งถึงกำหนดชำระและซึ่งจะถึงกำหนดชำระในภายหน้าตามสัญญาเช่าก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แม้จะเป็นที่เห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องบอกเลิกสัญญานั้น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับเงินค่าเช่าอีก 18 เดือนจากจำเลยที่ 1 กับไม่ได้รับเงินค่าขายรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 จะใช้สิทธิเลือกซื้อ รวมเป็นเงินจำนวน 2,829,269.16 บาท แต่โจทก์สามารถยึดรถยนต์ที่ให้เช่าคืนมาจากจำเลยที่ 1 ได้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2540 และโจทก์ได้ประมูลขายรถยนต์คันดังกล่าวไปในราคา 2,420,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2541 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.12 เป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ส่วนหนึ่งซึ่งเมื่อนำมารวมกับค่าเช่าที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 ก่อนบอกเลิกสัญญาจำนวน 2,537,600 บาทจึงรวมเป็นเงินที่โจทก์ได้รับแล้วทั้งสิ้น 4,957,600 บาท และเมื่อนำมารวมกับค่าเสียหายส่วนแรกที่ศาลฎีกากำหนดข้างต้นอีก 200,000 บาท จึงรวมเป็นเงินที่โจทก์จะได้รับทั้งสิ้น5,157,600 บาท ได้ความจากคำเบิกความของนายเจษฎาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รถยนต์ที่ให้เช่ามีราคาเงินสดจำนวน 3,738,317.76 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นเงินลงทุนของโจทก์ เมื่อนำเงินลงทุนของโจทก์มาหักออกแล้ว โจทก์จะมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นเงินจำนวน 1,419,228.24 บาท นอกจากนี้หลังจากยึดรถยนต์ที่ให้เช่าคืนมาแล้ว นับถึงวันประมูลขายเป็นเวลา 1 ปี 2 เดือนเศษ โจทก์สามารถนำรถยนต์คันดังกล่าวออกให้เช่าหาผลกำไรได้อีกส่วนหนึ่ง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์แล้วศาลฎีกาเห็นว่าที่โจทก์เรียกค่าเสียหายส่วนที่ 2 นี้มาเป็นเงินอีก 200,000 บาท จึงสูงเกินส่วนเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนที่ 2 นี้ให้โจทก์เพียง 20,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 220,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งห้าตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวโดยอาศัยสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.8 เห็นว่า แม้สัญญาเช่าดังกล่าวจะมีข้อความระบุไว้ในข้อ 18.04 ว่า ถ้าไม่มีการชำระเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยในการผิดสัญญาที่กำหนดในตารางต่อท้าย และตารางต่อท้ายสัญญาเช่าได้ระบุอัตราดอกเบี้ยในการผิดสัญญาร้อยละ 21 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน ซึ่งศาลฎีกาได้คำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ตลอดจนภาวะตลาดการเงินในปัจจุบันแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากเงินค่าเสียหายดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับประโยชน์และเงินค่าเสียหายเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายและดอกเบี้ยให้อีกและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 220,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 ตุลาคม2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แดนทองก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5746/2545
#99886
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาค้ำประกันระบุข้อความว่า "ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันบริษัท ท. จำกัด ต่อกรมสรรพากรเป็นเงินไม่เกิน 2,097,425 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่ม?" ตามข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่า จำเลยค้ำประกันหนี้ค่าภาษีอากรส่วนหนึ่งไม่เกินจำนวน 2,097,425 บาท กับเงินเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง หาใช่ค้ำประกันหนี้ค่าภาษีรวมกับเงินเพิ่มไม่เกินจำนวน 2,097,425 บาท ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔,๐๑๔,๒๑๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือค้ำประกันบริษัทไทยไครสเลอร์ออโตโมทิฟ จำกัด ในวงเงินไม่เกิน ๒,๐๙๗,๔๒๕ บาท เป็นการค้ำประกันการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเงินเพิ่มโดยจำกัดวงเงินไม่เกินจำนวนดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดเกินกว่าสัญญาค้ำประกัน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน ๔,๐๑๔,๒๑๐ บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า วงเงินจำนวน ๒,๐๙๗,๔๒๕ บาท ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๕๖ รวมถึงเงินเพิ่มด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวข้อ ๑ วรรคสอง ระบุว่า "ข้าพเจ้ายอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันบริษัทไทยไครสเลอร์ออโตโมทิฟ จำกัด ต่อกรมสรรพากรเป็นเงินไม่เกิน ๒,๐๙๗,๔๒๕ บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่ม ซึ่งบริษัทไทยไครสเลอร์ออโตโมทิฟ จำกัด จะต้องชำระตามกฎหมาย?" ตามข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่า จำเลยค้ำประกันหนี้ค่าภาษีส่วนหนึ่งไม่เกินจำนวน ๒,๐๙๗,๔๒๕ บาท กับเงินเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง หาใช่ค้ำประกันหนี้ค่าภาษีรวมกับเงินเพิ่มไม่เกินจำนวน ๒,๐๙๗,๔๒๕ บาท ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน ๔,๐๑๔,๒๑๐ บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 89/1
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 683
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5740/2545
#109422
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงนั้น เป็นการชดเชยความเสียหายอันเนื่องมาจากการบังคับเอาที่ดินมาจากเจ้าของที่ดินและเป็นการชดเชยความเสียหาย อันเนื่องมากจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนราคาลดลงตามลำดับผู้ที่ถูกบังคับเอาที่ดินไป และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงคือเจ้าของที่ดิน โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ซึ่งอ้างว่าได้ชำระเงินที่จะซื้อจะขายที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปก่อนบางส่วน และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืนแล้วนั้นยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือเจ้าของร่วมในที่ดินที่ถูกเวนคืน และไม่ได้โต้แย้งสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินในที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นและเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง

ผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตาม พรบว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย นั้น ต้องเป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่ขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับที่ดินที่ถูกเวนคืนยังเป็นที่ดินว่างเปล่า โจทก์ที่ 2 ยังมิได้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในที่ดินที่เวนคืน จึงไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงที่ถูกเวนคืนที่จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 21 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน ๑๑๘,๗๐๓,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และร่วมกันชำระเงิน ๖๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑๗,๗๕๙,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ ๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ ๑ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับจำเลยทั้งสี่ให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ที่ ๑ นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑๒,๒๕๗,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า? พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้กำหนดบุคคลผู้ที่จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอันเนื่องจากการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ไว้ในมาตรา ๑๘ (๑) ถึง (๖) การดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์รายการเดียวก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลหลายฝ่ายได้ อันเป็นเหตุให้เกิดสิทธิแก่บุคคลหลายคนที่จะได้รับเงินค่าทดแทนแยกต่างหากจากกันได้ สำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงนี้เป็นการชดเชยความเสียหายอันเนื่องมาจากการบังคับเอาที่ดินมาจากเจ้าของที่ดินเป็นการชดเชยความเสียหายอันเนื่องมาจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงตามลำดับผู้ที่ถูกบังคับเอาที่ดินไปและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง คือเจ้าของที่ดิน ซึ่งกรณีนี้คือโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือเจ้าของร่วมในที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสี่แปลง และไม่ได้โต้แย้งสิทธิดังกล่าวของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นและเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง ส่วนค่าเสียหายที่ไม่อาจทำประโยชน์หรือทำโครงการทางธุรกิจของโจทก์ที่ ๒ อันเนื่อง มาจากการที่ที่ดินทั้งสี่แปลงถูกเวนคืนนั้น เห็นว่า ผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นและบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ต่อขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯมีผลใช้บังคับที่ดินทั้งสี่แปลงที่ถูกเวนคืนยังเป็นที่ดินว่างเปล่าระดับต่ำกว่าถนนประมาณ ๑ เมตร ถึง ๑.๕ เมตร ตามรายงานการประเมินเอกสารหมาย จ.๒๑ ถึง จ.๒๕ โจทก์ที่ ๒ ยังมิได้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในที่ดินทั้งสี่แปลงที่ต้องถูกเวนคืน จึงไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงที่ถูกเวนคืน ที่จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา ๒๑ วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ ๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดอีก ๒๐,๐๙๐,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ที่ ๒ กับจำเลยทั้งสี่ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 ม. 21 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลิศวณิชการเกษตร จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุรินทร์ ตั้งประพันธ์วงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738 -ที่ 5739/2545
#49081
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวก โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าทราบเรื่องดีแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยังรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินพิพาทเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดตามที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้ไว้แล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้โดยไม่จำต้องใช้สิทธิในเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เพื่อจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของใน น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทโดยอัตโนมัติ ไม่จำต้องบังคับจำเลยทั้งห้าให้ร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวอีก

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แปลงหนึ่ง และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อีกแปลงหนึ่งโดยมิได้เรียกร้องเอาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ เพียงแต่ขอให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลสำนวนละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ผ่อนชำระหนี้1,100,000 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ตามที่ตกลงจะซื้อขายกัน กลับจดทะเบียนโอนขายที่ดินบางแปลงแก่บุคคลภายนอกวันที่ 7 สิงหาคม 2532 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 กับพวกโอนที่ดินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้บังคับคดีตามคำฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้นเอง จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดิน1 แปลงแก่จำเลยที่ 2 พร้อมกับโอนขายที่ดินอีก 1 แปลงแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ทั้งที่จำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องเอาที่ดินทั้งสองแปลงแล้ว นิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งห้าดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนหรือทำลายนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงนั้น ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ทันที โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายร่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การเป็นใจความว่า โจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคารแทนจำเลยที่ 1 โดยรับโอนที่ดินไปแล้ว 1 แปลง นอกจากนั้นยังยึดที่ดินไว้เป็นประกันอีกแปลงหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีภาระที่จะต้องชำระหนี้จำนวนนั้นแก่โจทก์อีก จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่างก็ซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนมิได้ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ จึงไม่เป็นโมฆะ โจทก์ได้รู้ถึงเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว แต่ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาดังกล่าว จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเดิมจำเลยที่ 1 กับพวกตกลงขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับที่ดินอื่นอีก 3 แปลงแก่โจทก์โดยที่ดิน 5 แปลงนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำยึดเพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2529 ของศาลชั้นต้น และโจทก์จะชำระหนี้แก่ธนาคารแทนจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการชำระราคา ต่อมาเมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กับพวกครบถ้วนและธนาคารจดทะเบียนถอนจำนองแล้ว จำเลยที่ 1 กับพวกไม่ยอมโอนที่ดิน 5 แปลงแก่โจทก์ตามสัญญา วันที่ 7 สิงหาคม 2532 โจทก์ฟ้องคดีเพื่อขอบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวกจดทะเบียนโอนที่ดิน 5 แปลงนี้ให้แก่โจทก์ รุ่งขึ้นวันที่ 8 เดือนเดียวกัน โจทก์ยื่นคำขอแจ้งเรื่องระหว่างดำเนินการทางศาลดังกล่าวต่อนายอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอชัยบาดาลแจ้งแก่บุคคลภายนอกที่ประสงค์จะทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทราบว่าโจทก์ได้ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวกโอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2532 ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 868 แก่จำเลยที่ 2 และโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 867 แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งข้อความที่โจทก์ฟ้องคดีให้จำเลยทั้งห้าทราบแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าต่างให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินยืนยันให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลง สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 225/2535 ของศาลชั้นต้น ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับพวกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนโดยตั้งประเด็นใหม่ว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นโมฆะซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องของโจทก์นั้นแล้ว และจำเลยทั้งห้าก็ได้ขอแก้ไขคำให้การทั้งสองสำนวนแล้วว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ แต่ศาลชั้นต้นยังคงชี้สองสถานโดยตั้งประเด็นในเรื่องนี้ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ อันเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องและคำให้การที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าแก้ไขซึ่งเป็นการผิดพลาดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ศาลสูงไม่จำต้องถือตามและมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยให้โจทก์จึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาต่อมา สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้ขออายัดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ตามแต่โจทก์ก็ได้แจ้งเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ตามคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 225/2535 ของศาลชั้นต้น ต่อนายอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอชัยบาดาลแจ้งแก่บุคคลภายนอกที่ประสงค์จะทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทราบเรื่องดังกล่าวแล้วด้วย และหลังจากนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่างก็ได้ทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วว่าโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้ให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยังคงยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ตามคำขอ การกระทำของจำเลยทั้งห้าเช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดตามที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไว้แล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้โดยไม่จำต้องใช้สิทธิในเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาในเรื่องอายุความตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งห้าต่อไป เนื่องจากจำเลยทั้งห้าให้การต่อสู้เฉพาะเรื่องอายุการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 เท่านั้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในกรณีอื่นอีก แต่ที่โจทก์ขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งห้าเสียค่าใช้จ่ายร่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอัตโนมัติ ไม่จำต้องบังคับจำเลยทั้งห้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวอีก อนึ่ง คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แปลงหนึ่ง และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อีกแปลงหนึ่งโดยมิได้เรียกร้องเอาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์เพียงแต่ขอให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลสำนวนละ200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลทั้งสองสำนวนมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์อันเป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 868 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 867 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ทั้งสองสำนวนคงเรียกไว้อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสามศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ในสำนวนแรกและให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ในสำนวนหลัง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ ฬาพานิช
จำเลย — นายวิเชียร คำทองแท้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738 -ที่ 5739/2545
#109353
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนโดยตั้งประเด็นใหม่ว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นโมฆะซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องของโจทก์นั้นแล้ว และจำเลยทั้งห้าก็ได้ขอแก้ไขคำให้การทั้งสองสำนวนแล้วว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่เป็นโมฆะ แต่ศาลชั้นต้นยังคงชี้สองสถานโดยตั้งประเด็นในเรื่องนี้ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ อันเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องและคำให้การที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าแก้ไขซึ่งเป็นการผิดพลาด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 183 ศาลสูงไม่จำต้องถือตามและมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยให้โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาต่อมา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยที่ 1 โดยทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับพวกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยังคงยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ตามคำขอ การกระทำของจำเลยทั้งห้าเช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดตามที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไว้แล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้โดยไม่จำต้องใช้สิทธิในเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตาม มาตรา 237

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือทำลายนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 12 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เพื่อจดทะเบียนให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งห้าเสียค่าใช้จ่ายร่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้นแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อกลับมีชื่อเป็นเจ้าของในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอัตโนมัติ ไม่จำต้องบังคับจำเลยทั้งห้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าว และคำขอดังกล่าวโจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เพราะเพียงแต่ขอให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิมเท่านั้น มิได้เรียกร้องเอาที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้น พิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกนายวิเชียร ทองคำแท้ จำเลยที่ ๑ ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ ๑ เรียกนายพงศ์ธร จำปาน้อย จำเลยที่ ๒ ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๒ เรียกนายมงคล สุตัณฑวิบูลย์ จำเลยที่ ๒ นายโสฬส สุตัณฑวิบูลย์ จำเลยที่ ๓ และนางสาวมณีรัตน์ สุตัณฑวิบูลย์ จำเลยที่ ๔ ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ผ่อนชำระหนี้ แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๙๕/๒๕๒๙ ของศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๕๒๙, ๔๐๓๙, ๔๐๘๑ ตำบลสำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และเลขที่ ๘๖๗, ๘๖๘ ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ตามที่ตกลงจะซื้อขายกัน กลับจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๔๐๓๙ และ ๔๐๘๑ แก่บุคคลภายนอก วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๒ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ กับพวกโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๒๕๒๙, ๘๖๗, ๘๖๘ แก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๔๒/๒๕๓๒ ของศาลชั้นต้น และแจ้งเรื่องระหว่างดำเนินการทางศาลต่อนายอำเภอชัยบาดาลแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้บังคับดีตามคำฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้นเอง จำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๘๖๘ แก่จำเลยที่ ๒ พร้อมกับโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๘๖๗ แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ทั้งที่จำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องเอาที่ดินทั้งสองแปลงแล้ว จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อมิให้โจทก์ได้รับโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งห้าจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนหรือทำลายนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงนั้น ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ทันที โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายร่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การว่า คำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๔๒/๒๕๓๒ ของศาลชั้นต้น นั้น เมื่อศาลมีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์ตามคำของธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ต่างก็ซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดรู้เท่าถึงข้อความจริงว่าจำเลยที่ ๑ มีหนี้อยู่แก่โจทก์หรือถูกโจทก์ฟ้อง อันจะเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอน อย่างไรก็ตาม โจทก์ได้รู้ถึงเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้วตั้งแต่วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ ตามคำแถลงของโจทก์ประกอบรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๒๕/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้นแต่ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาดังกล่าว จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างไม่ผูกพันจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมจำเลยที่ ๑ กับพวกตกลงจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับที่ดินอื่นอีก ๓ แปลง แก่โจทก์ โดยที่ดิน ๕ แปลงนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำยึดเพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๙๕/๒๕๒๙ ของศาลชั้นต้นและโจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคารแทนจำเลยที่ ๑ กับพวกเป็นการชำระราคา ต่อมาเมื่อธนาคารจดทะเบียนถอนจำนองแล้ว จำเลยที่ ๑ กับพวกไม่ยอมโอนที่ดิน ๕ แปลง แก่โจทก์ตามสัญญา วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๒ โจทก์ฟ้องคดีเพื่อขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ กับพวกจดทะเบียนโอนที่ดิน ๕ แปลงนี้ให้แก่โจทก์ ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลยดำที่ ๖๔๒/๒๕๓๒ หมายเลขแดงที่ ๒๒๕/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น รุ่งขึ้นวันที่ ๘ เดือนเดียวกัน โจทก์ยื่นคำขอแจ้งเรื่องระหว่างดำเนินการทางศาลดังกล่าวต่อนายอำเภอชัยบาดาลแจ้งแก่บุคคลภายนอกที่ประสงค์จะทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทราบว่าโจทก์ได้ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ กับพวกโอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๓ ต่อมาวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๒ ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๘๖๘ แก่จำเลยที่ ๒ และโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๘๖๗ แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ โดยเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งข้อความตามเอกสารหมาย จ.๓ ให้จำเลยทั้งห้าทราบแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าต่างให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินยืนยันให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลง สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๒๕/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้นนั้น ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ กับพวก จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนโดยตั้งประเด็นใหม่ว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นโมฆะซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องขอของโจทก์นั้นแล้ว และจำเลยทั้งห้าก็ได้ขอแก้ไขคำให้การทั้งสองสำนวนแล้วว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่เป็นโมฆะ แต่ศาลชั้นต้นยังคงชี้สองสถานโดยตั้งประเด็นในเรื่องนี้ว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ อันเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องและคำให้การที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าแก้ไขซึ่งเป็นการผิดพลาด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๓ ศาลสูงไม่จำต้องถือตามและมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้ว พิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับวินิจฉัยให้โจทก์จึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาต่อมา สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์จะมิได้ขออายัดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้แจ้งเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ กับพวกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ตามคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๒๕/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น ต่อนายอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอชัยบาดาลแจ้งแก่บุคคลภายนอกที่ประสงค์จะทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทราบเรื่องดังกล่าวแล้วด้วย และหลังจากนั้นเมื่อจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ต่างก็ได้ทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วว่าโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ กับพวกโอนที่ดินทั้งสองแปลงนี้ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ยังคงยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ตามคำขอ การกระทำของจำเลยทั้งห้าเช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาโอนและรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดตามที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ไว้แล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้โดยไม่จำต้องใช้สิทธิในเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาในเรื่องอายุความข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งห้าต่อไป เนื่องจากจำเลยทั้งห้าให้การต่อสู้เฉพาะเรื่องอายุความการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐ เท่านั้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในกรณีอื่นอีก แต่ที่โจทก์ขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแก้ไขทางทะเบียนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นชื่อจำเลยที่ ๑ เพื่อจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งห้าเสียค่าใช้จ่ายร่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอัตโนมัติ ไม่จำต้องบังคับจำเลยทั้งห้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวอีก อนึ่ง คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ แปลงหนึ่ง และระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ อีกแปลงหนึ่ง โดยมิได้เรียกร้องเอาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ เพียงแต่ขอให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับมาเป็นของจำเลยที่ ๑ ตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลสำนวนละ ๒๐๐ บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลทั้งสองสำนวนมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์อันเป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๘๖๘ ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๘๖๗ ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ทั้งสองสำนวน คงเรียกไว้อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสามศาล ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ในสำนวนแรก และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์สำนวนหลัง โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ ๖,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 ม. 213 ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150 ม. 183 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ ฬาพานิช
จำเลย — นายวิเชียร คำทองแท้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายภาสกร ญาณสุธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2545
#49080
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อจะเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย ด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของบริษัทผู้รับประกันภัยในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 27,91 ก็เพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้ เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การเข้าถือเอาประโยชน์ของโจทก์จึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 403,000 บาทค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระแทนไปเป็นเงิน 1,968.96 บาท รวมเป็นเงิน 542,968.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ในกรณีที่มีการสูญหายหรือความเสียหายที่ไม่อาจซ่อมแซมได้ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถคันที่เช่าซื้อไปแล้วเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ โจทก์ขอรับเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวและได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์อีก ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 286,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 พฤศจิกายน 2541)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถกระบะพิพาทไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวันทำสัญญาโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถกระบะพิพาทต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมารถกระบะพิพาทประสบอุบัติเหตุได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด แต่ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลายก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เพื่อเป็นค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่งซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากข้อผูกพันตามสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับก็ได้จนกว่าจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วนแม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยด้วยการเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่เอาประกัน แต่ผู้รับประกันภัยยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์เนื่องจากถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 27และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การเข้าถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยจนขาดอายุความจึงเป็นความผิดของโจทก์นั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การแก้คดีเป็นประเด็นข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 572 ม. 680 ม. 861
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด
จำเลย — บริษัท ธวัชมอเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2545
#109392
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถไปจากโจทก์ โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยระบุให้โจทก์เป็น ผู้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้น สัญญาประกันภัยดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเช่าซื้อตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 เพื่อทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากข้อผูกพันตามสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับจนกว่าจะได้รับครบถ้วน การที่รถที่เช่าซื้อประสบอุบัติเหตุเสียหายจนซ่อมแซมไม่ได้ และโจทก์ได้เข้าถือเอาผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัย แต่ผู้รับประกันภัยถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ดังกล่าว ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าการเข้าถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้ว เพราะการยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเพียงการปฎิบัติตามขั้นตอนที่บังคับไว้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายเพื่อรักษา สิทธิเรียกร้องเอาไว้และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้ เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือ แต่บางส่วนก็ได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๔๐๓,๐๐๐ บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระแทนไปเป็นเงิน ๑,๙๖๘.๙๖ บาท รวมเป็นเงิน ๕๔๒,๙๖๘.๙๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาให้ แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ ในวันทำสัญญาโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ เป็น ผู้เอาประกันภัยรถคันที่เช่าซื้อต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ในกรณีที่มีการสูญหายหรือความเสียหายที่ไม่อาจซ่อมแซมได้ ต่อมาวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ให้ลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ขับรถคันที่เช่าซื้อไปแล้วเกิดเหตุไม่สามารถซ่อมแซมได้ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ทราบซึ่งขณะเกิดอุบัติเหตุจน ไม่สามารถซ่อมแซมได้ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย ต่อมาโจทก์ยื่นเรื่องต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด เพื่อขอรับเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวและ ได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อสให้แก่โจทก์อีกฟ้องของโจทก์เป็นความเท็จโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เพราะเมื่อรถคันที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุ จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อให้อยู่ในความครอบครองของโจทก์และโจทก์ได้ส่งมอบแก่บริษัทประกันภัยซึ่งบริษัทประกันภัยได้อนุมัติเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว รถจึงไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของจำนวนเงิน ๕๔๒,๙๖๘.๙๖ บาท เพราะโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนจากบริษัทประกันภัย จำกัดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๘๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถกระบะพิพาทไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวันทำสัญญาโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประกันภัยรถกระบะพิพาทต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมารถกระบะพิพาทประสบอุบัติเหตุได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยต่อบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด แต่ศาลได้มี คำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลายก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ทำขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ เพื่อเป็นค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ได้รับชดใช้ ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากข้อผูกพันตามสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับก็ได้จนกว่าจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วน แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยด้วยการเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่เอาประกัน แต่ผู้รับประกันภัยยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ตาม มาตรา ๒๗ และ มาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือ แต่บางส่วนก็ได้ ตามมาตรา ๑๐๗ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การเข้าถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตาม สิทธิเรียกร้องนั้นแล้วเมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า โจทก์เพิกเฉยไม่พ้องบริษัทผู้รับประกันภัยจนขาดอายุความจึงเป็นความผิดของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มิได้ยื่นคำให้การแก้คดีเป็นประเด็นข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 106 ม. 107
ชื่อคู่ความ
บริษัทธวัชมอเตอร์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด โจทก์
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5736/2545
#49079
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาอุทธรณ์และโต้แย้งในคำฟ้องฎีกาว่า นับแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาโจทก์ติดต่อขอคัดสำเนาคำพิพากษามาตลอดแต่ไม่สามารถคัดได้โดยเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าสำนวนยังไม่มาโจทก์เพิ่งได้รับก่อนวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์เพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งหากทางปฏิบัติของศาลชั้นต้นเป็นความจริงตามที่โจทก์อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และในคำฟ้องฎีกาดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้การที่ศาลชั้นต้นเพียงพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่มีพฤติการณ์พิเศษโดยมิได้ทำการไต่สวนจึงเป็นการด่วนวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1),247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับคดีครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์วันที่ 5 มีนาคม 2544 ในวันเดียวกันนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน อ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษกล่าวคือ นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโจทก์ติดต่อขอคัดสำเนาคำสั่งของศาลชั้นต้นมาตลอดเพิ่งจะได้รับสำเนาคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นเวลากระชั้นชิดกับวันครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ประกอบกับโจทก์จะต้องใช้เวลาทำคำฟ้องอุทธรณ์และเสนอรายงานให้กรรมการของโจทก์อนุมัติ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน ในวันที่ 5 มีนาคม 2544 เป็นการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาอุทธรณ์ ซึ่งศาลจะมีคำสั่งขยายระยะเวลาให้ได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 คดีนี้เสร็จการพิจารณาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ให้รอฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันนี้ ทนายโจทก์รับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นและลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา โจทก์บรรยายในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ว่า "คดีนี้ศาลได้มีคำสั่ง/คำพิพากษา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ติดตามขอคัดสำเนาคำสั่ง/คำพิพากษาของศาลมาตลอด แต่โจทก์เพิ่งจะได้รับสำเนาคำสั่ง/คำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544..." และยังโต้แย้งในคำฟ้องฎีกาอีกว่า "...แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544แต่ความจริงโจทก์ยังไม่อาจทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันดังกล่าวได้ ต่อมาโจทก์ติดตามขอคัดสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งมาตลอด แต่ไม่สามารถขอคัดได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าสำนวนนี้ยังไม่มาที่ห้องเก็บสำนวน ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศาลหากพบสำนวนคดีและเอกสารที่ขอคัด เจ้าหน้าที่ศาลก็จะให้คู่ความที่เกี่ยวข้องในคดีลงรายละเอียดในแบบฟอร์มขอคัดสำเนาโดยไม่ต้องยื่นคำแถลงต่อศาล..." จากข้ออ้างของโจทก์ทั้งในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และในคำฟ้องฎีกาดังกล่าว หากระเบียบปฏิบัติของศาลชั้นต้นเป็นความจริงตามนั้นและโจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำสั่งในวันที่ 2 มีนาคม 2544 ตามสำเนาคำแถลงขอคัดเอกสารท้ายคำฟ้องอุทธรณ์จริง ก็ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ แต่การที่ศาลชั้นต้นเพียงพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่มีพฤติการณ์พิเศษโดยมิได้ทำการไต่สวนจึงเป็นการด่วนวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาและเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1), 247 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ประสงค์ สมศรีแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5734/2545
#49078
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีเจ้าหนี้ขอเลื่อนคดีในการพิจารณาคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้นัดแรกไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 15แต่เจ้าหนี้จะขอเลื่อนคดีได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

การร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุป่วยเจ็บนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 และ 41 มิได้บังคับว่าผู้ที่อ้างว่าป่วยเจ็บนั้นจะต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดงด้วย จึงอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บจริงหรือไม่ หากศาลมีความสงสัยว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บจริงหรือไม่ และอาการที่อ้างว่าป่วยเจ็บนั้นร้ายแรงถึงกับไม่สามารถจะมาศาลได้หรือไม่ ศาลก็มีอำนาจไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีเสียก่อนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21(4) หรือจะตั้งเจ้าพนักงานของศาลไปทำการตรวจดูว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บหรือไม่เพียงใดแล้วจึงวินิจฉัยและมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีนั้นตามมาตรา 41 ก็ได้ การที่ศาลล้มละลายกลางมิได้ดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวย่อมแสดงว่าศาลมิได้มีความสงสัยในเรื่องที่ทนายเจ้าหนี้อ้างว่าป่วยเจ็บตามคำร้องจึงรับฟังได้ว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บและไม่สามารถมาศาลได้เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นสมควรให้เลื่อนคดีตามคำร้องของทนายเจ้าหนี้ และยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีพยานมาสืบ ไม่ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่16 มิถุนายน 2543 โดยมีบริษัทแอสเซ็ท รีคัฟเวอรี จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการค่าอะไหล่ปรับปรุงลิฟต์โดยสารรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 344,837.50 บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าหนี้ขาดอายุความ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามมาตรา 90/32 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า หนี้ยังไม่ขาดอายุความ

ในวันนัดพิจารณาคำร้องคัดค้าน ทนายเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีนี้ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาล ตามคำร้องอ้างว่าทนายเจ้าหนี้มีอาการป่วยเป็นไข้หวัดกะทันหัน ไม่สามารถมาเบิกความเป็นพยานได้ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ทนายเจ้าหนี้ไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง ไม่เชื่อว่าป่วยเจ็บจริง ทั้งเหตุตามคำร้องมิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าเจ้าหนี้ไม่มีพยานมาสืบ ให้ยกคำร้องคัดค้าน

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรให้เจ้าหนี้เลื่อนคดีตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่าในกรณีเจ้าหนี้ขอเลื่อนคดีในการพิจารณาคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดแรกนี้ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 15 ซึ่งบัญญัติให้ศาลล้มละลายดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้แต่สำหรับคดีนี้เจ้าหนี้จะขอเลื่อนคดีได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 และแม้การอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล แต่ศาลก็ต้องใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผลด้วย ในวันนัดพิจารณาคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดแรกซึ่งทนายเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่ามีอาการป่วยเป็นไข้หวัดกะทันหัน อันเป็นการอ้างเหตุขอเลื่อนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 หากข้ออ้างดังกล่าวเป็นความจริงก็ถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุสมควรที่ศาลล้มละลายกลางควรให้เลื่อนคดีตามมาตรา 40 ดังกล่าว ประกอบกับในวันนัดนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาศาลและได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้คัดค้านว่าคำร้องของทนายเจ้าหนี้ไม่เป็นความจริง จึงเท่ากับยอมรับว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บตามที่อ้างในคำร้อง การร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุป่วยเจ็บนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 และมาตรา 41 มิได้บังคับว่า ผู้ที่อ้างว่าป่วยเจ็บนั้นจะต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดงด้วย จึงอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บจริงหรือไม่หากศาลมีความสงสัยว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บจริงหรือไม่ และอาการที่อ้างว่าป่วยเจ็บนั้นร้ายแรงถึงกับไม่สามารถจะมาศาลได้หรือไม่ ศาลก็มีอำนาจไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีเสียก่อนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21(4) หรือจะตั้งเจ้าพนักงานของศาลไปทำการตรวจดูว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บหรือไม่ เพียงใด แล้วจึงวินิจฉัยและมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีนั้นตามมาตรา 41 ก็ได้ การที่ศาลล้มละลายกลางมิได้ดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวย่อมแสดงว่าศาลมิได้มีความสงสัยในเรื่องที่ทนายเจ้าหนี้อ้างว่าป่วยเจ็บตามคำร้องดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าทนายเจ้าหนี้ป่วยเจ็บและไม่สามารถมาศาลได้ เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นสมควรให้เลื่อนคดีตามคำร้องของทนายเจ้าหนี้ และยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีพยานมาสืบที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการพิจารณาคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ต่อไปและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (4) ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — กองทุนรวมไทยสตราทิจิค แอสเซ็ท
เจ้าหนี้ — บริษัท โกลด์สตาร์ เอลิเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัท ศรีวรา เรียล เอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5730/2545
#49077
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟมีข้อความว่าถ้าผู้เช่าประพฤติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะเลิกสัญญาเสียได้ทันที ส่วนเงินประกันและเงินค่าเช่าที่เก็บล่วงหน้าไว้ ผู้ให้เช่าก็อาจริบเสียได้ เมื่อจำเลยผู้เช่าประพฤติผิดสัญญาเช่า โจทก์ผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิริบเงินประกันตามสัญญาได้และไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันแก่จำเลย กรณีไม่อาจนำเงินประกันดังกล่าวมาหักชำระค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ในร้านแบบเลขที่ 1472-5 ประจำสถานีรถไฟขอนแก่นจากโจทก์มีกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปี ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายน 2540 โจทก์แจ้งให้จำเลยนำค่าเช่าค่าภาษีโรงเรือน และค่าปรับประจำเดือนดังกล่าวเป็นเงิน 13,475 บาท มาชำระแก่โจทก์พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่าแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยและเมื่อครบอายุสัญญาเช่าจำเลยยังคงครอบครองสถานที่เช่าตลอดมา จนกระทั่งวันที่ 27กรกฎาคม 2540 จึงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป โดยมิได้ซ่อมแซมสถานที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเดิมตามข้อตกลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสถานที่เช่าเป็นเงิน 34,900 บาท และทำให้ขาดประโยชน์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายน2540 แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์สามารถหักเอาจากเงินมัดจำ 37,125 บาท ของจำเลยที่วางไว้ต่อโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำ 23,650 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เหลือจากการหักชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เงิน 37,125 บาท ที่จำเลยมอบให้โจทก์ไว้ไม่ใช่เงินมัดจำแต่เป็นเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าซึ่งจะคืนให้จำเลยได้เท่าที่เหลืออยู่เมื่อครบอายุสัญญาเช่าและจำเลยไม่มีความผิด เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าหลายประการจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 13,814.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 50,939.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้อุทธรณ์และฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบมาตรา 247 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 จำเลยทำสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟขอนแก่นจากโจทก์และวางเงิน 37,125 บาท ให้ไว้แก่โจทก์เป็นประกันในวันทำสัญญา แล้วต่อมาจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายน 2540 แก่โจทก์ และไม่ทำการซ่อมแซมสถานที่เช่าให้อยู่ในสภาพดี รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 50,939.90 บาท ประเด็นพิพาทที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกามีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันดังกล่าวแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 13 วรรคแรกของสัญญาเช่าสิทธิขายอาหารและสิ่งพิมพ์ประจำสถานีรถไฟขอนแก่น มีข้อความระบุชัดว่า ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดสัญญานี้ข้อหนึ่งข้อใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะเลิกสัญญาเสียได้ทันที ส่วนเงินประกันและเงินค่าเช่าที่เก็บล่วงหน้าไว้ ผู้ให้เช่าก็อาจริบเสียได้เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิริบเงินประกันจำนวน 37,125 บาท ตามสัญญาข้อนี้ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าหากโจทก์ไม่ใช้สิทธิริบเงินดังกล่าวก็ต้องคืนให้แก่จำเลยหรือหักกับค่าเสียหายหรือค่าเช่าที่ค้างชำระนั้น ไม่ปรากฏว่ามีระบุไว้ในสัญญาเช่าดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะในสัญญาข้อนี้มีข้อความต่อไปว่า "นอกจากนี้หากว่าการที่ผู้เช่าประพฤติผิดสัญญาเป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าได้รับความเสียหาย ผู้ให้เช่าก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อไปอีกตามกระบิลเมือง" ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในข้อ 13 วรรคสอง ของสัญญาเช่าดังกล่าวที่ว่า เงินประกันนี้ถ้าเลิกสัญญากันโดยหมดอายุการเช่าและผู้เช่าไม่มีความผิดผู้ให้เช่าจะต้องคืนให้ตามจำนวนที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็เห็นว่าเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จำเลยจึงมิใช่ผู้เช่าที่ไม่มีความผิดไม่เข้ากรณีที่ผู้ให้เช่าจะต้องคืนเงินประกันให้ตามข้อสัญญาดังกล่าวอีกเช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันแก่จำเลยแล้ว จึงไม่อาจนำเงินประกันดังกล่าวมาหักชำระค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย เสรี จรัสบุญประชา
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5719/2545
#396092
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทโดยคู่สัญญาไม่จำต้องนำคดีมาสู่ศาลก่อน ซึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 23 และ 30 บัญญัติให้คู่ความนำคดีมาร้องขอต่อศาลในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยอนุญาโตตุลาการ หลังจากมีข้อพิพาทแล้วจำเลยที่ 3 เสนอข้อพิพาทให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการ และจำเลยที่ 1 ตั้งจำเลยที่ 4 เป็นอนุญาโตตุลาการ แม้โจทก์จะมีข้อโต้แย้งว่าสัญญาอนุญาโตตุลาการสมบูรณ์หรือไม่ หรืออนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะไปว่ากล่าวเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เมื่อไม่ปรากฎว่าได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการและอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยแล้ว กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นโมฆะ จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทของจำเลยที่ 3 ไว้พิจารณาชี้ขาด และจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท ให้เพิกถอนคำสั่งตั้งจำเลยที่ 4 เป็นอนุญาโตตุลาการให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยุติการพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องกับโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับอีกเดือนละ 2,050,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า การตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทของคู่สัญญาวิธีหนึ่งโดยไม่จำต้องนำคดีมาสู่ศาลก่อน และเป็นข้อตกลงที่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา ซึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 23 และ 30 ต่างบัญญัติให้คู่ความนำคดีมาร้องขอต่อศาลในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องโจทก์ยอมรับว่ามีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยอนุญาโตตุลาการ หลังจากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการรับคำขอของจำเลยที่ 3 ที่เสนอให้วินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ตั้งจำเลยที่ 4 เป็นอนุญาโตตุลาการ แม้โจทก์จะมีข้อโต้แย้งว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการสมบูรณ์หรือไม่ หรืออนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งถูกระบุว่าเป็นคู่สัญญาดังกล่าวจะยกขึ้นว่ากล่าวเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เมื่อกรณีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการและได้มีคำวินิจฉัยแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามคำฟ้องก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่อาจเสนอคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 23 ม. 30
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทถาวรอุตสาหกรรมการทอ จำกัด
จำเลย — ศาลอนุญาโตตุลาการหอการค้านานาชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรงศ์พร จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5717/2545
#46593
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่ปรากฏว่าศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและได้มีการส่งคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแล้วแต่อย่างใด ฉะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ก่อนจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์รับจำเลยเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการประจำเขต 351 จังหวัดอุดรธานี ในวันเริ่มต้นทำงานจำเลยได้รับเอกสาร "ยินดีต้อนรับสู่โลกของมิสทีน" ไว้จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการประจำเขต โดยสัญญาว่าจะส่งมอบคืนโจทก์เมื่อพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ หากไม่สามารถส่งคืนได้ไม่ว่ากรณีใดจะชำระราคาชุดละ 500 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังได้ตกลงซื้อชุดกระเป๋าแต่งตั้งมิสทีนซึ่งเป็นอุปกรณ์การขายสินค้าของสมาชิกโจทก์จำนวน 60 ชุด ราคาชุดละ 250 บาท เป็นเงิน 15,000 บาท โดยจำเลยยังไม่ชำระเงินแต่จำเลยตกลงว่าหากพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้ว จำเลยจะส่งคืนชุดกระเป๋าแต่งตั้งทั้งหมดให้โจทก์ในสภาพสมบูรณ์ครบถ้วนหรือมิฉะนั้นจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้รับหม้อตุ๋นอิมาร์เฟล็กจากนางหนูแดง สุบิน สมาชิกของโจทก์ที่นางหนูแดงขอคืนสินค้าให้โจทก์แต่จำเลยไม่นำส่งคืนโจทก์ เป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม2542 โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างจำเลย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่ยอมคืนเอกสารยินดีต้อนรับสู่โลกของมิสทีน กระเป๋าแต่งตั้ง และหม้อตุ๋นให้โจทก์ นอกจากนั้นยังทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณในทางการค้าคิดเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 117,728.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 117,728.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ยักยอกหม้อตุ๋นอิมาร์เฟล็กจากโจทก์ จำเลยได้ส่งคืนหม้อตุ๋นให้โจทก์แล้วจำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง โจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยจำเลยไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ20,500 บาท โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวน 123,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 41,000 บาท ค่าจ้างของเดือนพฤษภาคม 2542 จำนวน 13,666.60บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 738,000 บาท รวมเป็นเงิน915,666.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องแย้งเป็นดอกเบี้ย 5,456.36 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 921,122.96 บาท แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 921,122.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงิน 915,666.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยกระทำการทุจริต จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ทั้งจำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามฟ้องแย้งเพราะโจทก์มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชุดกระเป๋าแต่งตั้งจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 21,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 108,000บาท และค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยคำขออื่นให้ยก

ภายหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา แต่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกา ต่อมาเมื่อศาลฎีกาได้พิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์แล้วและอยู่ระหว่างการนัดฟังคำสั่งของศาลฎีกา โจทก์ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544ต่อศาลแรงงานกลางความว่า มูลเหตุที่จำเลยไม่ส่งคืนสินค้าซึ่งจำเลยรับมอบจากสมาชิกของโจทก์รายนางหนูแดง สุบิน ให้แก่โจทก์นั้น เป็นการกระทำความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์ และโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุดรธานีตามคดีหมายเลขแดงที่ 655/2544 ของศาลดังกล่าว ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงอุดรธานี โจทก์จึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรอการพิจารณาคดีนี้เพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าศาลได้ออกหมายนัดไปแล้วจะสั่งคำร้องของโจทก์ในวันนัด ต่อมาในวันที่ 14 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางงดอ่านคำสั่งของศาลฎีกา และส่งคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 8มิถุนายน 2544 ไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมและไม่แน่ว่าศาลฎีกาจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ยกคำร้องของโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่ปรากฏว่าศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและได้มีการส่งคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแล้วแต่อย่างใด ฉะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้ก่อนจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางหรือนางสาว รจเรจหรือรจเรข ว่องวิทวัสหรือโรจนวงศ์สกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5712/2545
#48684
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ส. ได้ตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกทั้งที่มีพินัยกรรมและไม่มีพินัยกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งระบุว่าโจทก์ยอมสละที่ดินโฉนดเลขที่ 2893,68903,184852 และที่ 184853 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 แก่ ส. จึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสองเมื่อโจทก์และ ส. ลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมถือได้ว่าที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ฟ้องได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้วโจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้จัดการมรดกที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไปไม่ ดังนั้น หากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใด ก็เป็นเรื่องของเจ้าของที่ดินจะไปว่ากล่าวแก่จำเลยต่างหาก หาเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าและสัญญาแบ่งผลประโยชน์ส่วนจำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์แกล้งฟ้องจำเลย เพื่อให้จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางแก่ อ. ภริยาของ ส. จากประเทศเบลเยี่ยมเพื่อมาต่อสู้คดีในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย และโจทก์รบกวนผู้เช่าจนผู้เช่ายกเลิกการเช่าและไม่เช่าพื้นที่เพิ่ม ทำให้จำเลยขาดประโยชน์อันเป็นการฟ้องแย้งในมูลละเมิดฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจรวมพิจารณาไปกับคำฟ้องเดิมได้ จำเลยชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายสวิง รัศมิทัต กับนายศิริ จ.รัศมิทัต เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน 3 คน คือ โจทก์ นายวิสุทธิ์ รัศมิทัต และนายสุขุม รัศมิทัตนายศิริถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2502 นางสวิงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2524 นางสวิงได้ให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีนางอำไพศรีคุ้มธรรมพินิจหรือรัศมิทัต ภริยานายสุขุมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 บางส่วน และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2524 นางสวิงกับจำเลยและนายสุขุมทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินที่ให้เช่าคนละ 1 ส่วนเท่ากัน หลังจากทำสัญญาได้มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 ออกไปอีก 2 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184852 และ 184853 ตำบลสวนหลวง นางสวิงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10มิถุนายน 2533 ก่อนตายได้ทำพินัยกรรมไว้โดยมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 7 ว่า ให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสวิง ต่อมานายสุขุมได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 19069/2533 ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางสวิงฉบับดังกล่าวผลที่สุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2534 โจทก์กับนายสุขุมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยมีข้อตกลงประการหนึ่งให้นายศลย์ ไชยสุต กับนายอุดมศักดิ์ ศุกรวรรณ เป็นผู้จัดการมรดกของนางสวิง ต่อมานายอุดมศักดิ์ขอถอนตัวจึงตกลงให้นายพินิศจัยพันธุ์วิชาติกุล เป็นผู้จัดการมรดกแทน แต่บุคคลทั้งสองมิได้ปฏิบัติหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกมาแบ่งปันให้แก่โจทก์กับนายวิสุทธิ์และนายสุขุมผู้เป็นทายาทของนางสวิง ทั้งที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2533 และมิได้แบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินที่ให้เช่านับแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 นายวิสุทธิ์ จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งเพิกถอนบุคคลทั้งสองจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสวิง ต่อมาโจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนางสวิงได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไปยังจำเลย ขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ดินและแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินที่ให้เช่าที่จำเลยค้างชำระกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินที่ให้เช่า แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน3,299,006.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2893, 184852 และ 184853 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินที่ให้เช่าในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแก่โจทก์เพื่อนำไปแบ่งปันให้แก่ผู้เป็นทายาทของนางสวิงต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 200,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินที่ให้เช่า

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางสวิง รัศมิทัต และตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายคำฟ้อง โจทก์ยอมยกที่ดินตามฟ้องทั้งหมดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายสุขุม รัศมิทัต โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินตามฟ้องทั้งหมดพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งผลประโยชน์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน คำฟ้องของโจทก์ในเรื่องผลประโยชน์และในเรื่องค่าเสียหายเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่ามีความเป็นมาอย่างไร และเป็นคำฟ้องที่ขาดอายุความเพราะมิได้มีการใช้สิทธิเรียกร้องในเรื่องผลประโยชน์เป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วและในเรื่องค่าเช่าที่ดินกับผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากการเช่าที่ดินเป็นระยะเวลาเกินกว่า 5 ปีแล้ว ทั้งโจทก์ทราบดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยและทราบดีว่านางอำไพศรีรัศมิทัต ภริยานายสุขุมต้องติดตามนายสุขุมไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะภริยาเอกอัครราชทูตณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม โจทก์จึงแกล้งฟ้องคดีเพื่อให้จำเลยต้องเสียค่าโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายสำหรับนางอำไพศรีกับบุตรและผู้ติดตามเพื่อให้นางอำไพศรีเดินทางกลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินค่าโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายในการที่นางอำไพศรีต้องเดินทางกลับประเทศไทยและไปประเทศเบลเยี่ยมเที่ยวละ 120,000 บาท ทุกนัดพิจารณาของศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายที่จำเลยต้องขาดรายได้เป็นเงินเดือนละ 105,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและมิได้ฟ้องนางอำไพศรี รัศมิทัต เป็นการส่วนตัว ที่นางอำไพศรีต้องติดตามนายสุขุมรัศมิทัต ไปประเทศเบลเยี่ยมเป็นเรื่องความสมัครใจของนางอำไพศรี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง (โกดัง) ที่นางสวิงทำพินัยกรรมให้แก่นายวิสุทธิ์ นายธนะสุทธิ์และนางสาวปิยะบุตร ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 5 หมายถึง ที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพียงแปลงเดียว โจทก์ยังเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 184852 และ 184853 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย เห็นว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.1 มีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 1 ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม 16 โฉนด ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 9 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตกได้แก่โจทก์และนายชเนศร์ รัศมิทัต กับนายชนายุสรัศมิทัต ซึ่งเป็นบุตรโจทก์คนละ 1 ส่วนเท่ากัน ข้อ 4 ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม 2 โฉนดตั้งอยู่ที่แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตกได้แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าในการยกที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมนั้น หากที่ดินบริเวณที่จะยกให้มีหลายแปลง นางสวิงก็จะยกให้แก่ผู้รับพินัยกรรมทั้งหมด มิใช่ยกให้เฉพาะบางแปลง การที่ข้อกำหนดพินัยกรรม ข้อ 5 กำหนดให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง (โกดัง) ตั้งอยู่ที่ซอยเจริญพัฒนา แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตกได้แก่นายวิสุทธิ์ นายธนะสุทธิ์และนางสาวปิยะบุตร แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ล.1 ว่า โกดังดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพียงแปลงเดียวก็ตามแต่เมื่อนางสวิงมิได้ระบุที่ดินแปลงใดไว้โดยเฉพาะและพิจารณาเจตนาของนางสวิงที่ยกที่ดินบริเวณใดให้แก่ผู้รับพินัยกรรมคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ก็จะยกให้ทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ย่อมเห็นได้ว่านางสวิงเจตนายกที่ดินของนางสวิงทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ซอยเจริญพัฒนา แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้แก่นายวิสุทธิ์นายธนะสุทธิ์และนางสาวปิยะบุตร หาใช่มีเจตนายกให้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 2893ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 2893, 184852 และ 184853 ตำบลสวนหลวง(ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จึงตกได้แก่นายวิสุทธิ์นายธนะสุทธิ์และนางสาวปิยะบุตรตามข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแล้วภายหลังที่นางสวิงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2533 อย่างไรก็ตามปรากฏว่าโจทก์และนายสุขุมได้ตกลงแบ่งมรดกของนางสวิงทั้งที่มีพินัยกรรมและไม่มีพินัยกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.22 ข้อ 1.3 ซึ่งระบุว่าโจทก์ยอมสละที่ดินโฉนดเลขที่ 2893, 68903, 184852 และที่ 184853 ตำบลสวนหลวง(ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2893 แก่นายสุขุม กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง เมื่อโจทก์และนายสุขุมลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเมื่อได้ความดังนี้ย่อมถือได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ฟ้องได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้จัดการมรดกที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไปไม่ นอกจากนี้นายสุขุมก็มาเบิกความเป็นพยานฝ่ายจำเลย ดังนั้น หากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใดก็เป็นเรื่องของเจ้าของที่ดินจะไปว่ากล่าวแก่จำเลยต่างหากหาเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55อันโจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนค่าเช่าที่ดินนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่10 มิถุนายน 2533 ก่อนนางสวิงถึงแก่ความตาย โจทก์ก็ฎีกายอมรับว่าจำเลยเคยชำระค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2533 เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินเกินกว่าค่าเช่าที่ดิน ที่จำเลยค้างชำระระหว่างระยะเวลาดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ฟ้องแย้งเรียกค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากประเทศเบลเยี่ยมมาประเทศไทยและจากประเทศไทยกลับประเทศเบลเยี่ยม และค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไปรบกวนผู้เช่าจนผู้เช่ายกเลิกการเช่าและไม่เช่าพื้นที่เพิ่มนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าและสัญญาแบ่งผลประโยชน์ ส่วนจำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์แกล้งฟ้องจำเลยเพื่อให้จำเลยต้องเสียค่าใช่จ่ายในการเดินทางแก่นางอำไพศรี รัศมิทัต ภริยาของนายสุขุมซึ่งต้องติดตามนายสุขุมไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะภริยาเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม เพื่อมาต่อสู้คดีในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย และโจทก์รบกวนผู้เช่าจนผู้เช่ายกเลิกการเช่าและไม่เช่าพื้นที่เพิ่มทำให้จำเลยขาดประโยชน์ อันเป็นการฟ้องแย้งในมูลละเมิดฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมไม่อาจรวมพิจารณาไปกับคำฟ้องเดิมได้ ชอบที่จำเลยจะฟ้องเป็นคดีต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าใช้จ่ายในการเดินทางของนางอำไพศรีนั้นชอบแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งเรียกค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์จากการที่โจทก์รบกวนผู้เช่าจนผู้เช่ายกเลิกการเช่าและไม่เช่าพื้นที่เพิ่มนั้น เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งแก่จำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1750 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กริสน์ รัศมิทัต
จำเลย — บริษัท ไทยเกรนเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5712/2545
#109380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ส. ตกลงแบ่งมรดกเจ้ามรดกทั้งที่มีพินัยกรรมและไม่มีพินัยกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.3 ว่า โจทก์ยอมสละที่ดินตามฟ้องทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง เมื่อโจทก์และ ส. ลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ถือได้ว่าที่ดินตามฟ้องทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้จัดการมรดกที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไป ดังนั้นหากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใดก็เป็นเรื่องเจ้าของที่ดินจะไปว่ากล่าวแก่จำเลยต่างหากหาเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดก ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลย

คดีนี้ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยมีพินัยกรรมข้อหนึ่งระบุว่า ยกที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้าง (โกดัง) ให้แก่ นายวิสิทธิ์ นายธนะสิทธ์ และนางสาวปิยะบุตร โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ดินแปลงใด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโกดังดังกล่าว ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ ตำบลสวนหลวง (ที่ ๘ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพียงแปลงเดียวก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเจตนาของเจ้ามรดกที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้ว เห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ ๑ ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม ๑๖ โฉนด ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม ๙ ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตกได้แก่โจทก์ นายชเนศร์กับนายชยายุส ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ คนละ ๑ ส่วนเท่า ๆ กัน ข้อ ๔ ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม ๒ โฉนด ตั้งอยู่ที่แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตกได้แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่า ในการยกที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมนั้นหากบริเวณที่จะยกให้มีหลายแปลง เจ้ามรดกก็จะยกให้แก่ผู้รับพินัยกรรมทั้งหมด มิใช่ยกให้เฉพาะบางแปลง อีกทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ นั้น เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวโดยเจ้ามรดกให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด เช่าบางส่วน ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินออกไปอีก ๒ แปลงเป็นโฉนดเลยที่ ๒๘๙๓, ๑๘๔๘๕๒ และ ๑๘๔๘๕๓ จากเหตุผลข้างต้นย่อมเห็นได้ว่า เจ้ามรดกเจตนายกที่ดินทั้ง ๓ แปลงให้แก่ทายาททั้งสาม ดังนั้น ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงตกแก่ทายาททั้งสามแล้วนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายค่าเช่าที่ดินและผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากที่ดินที่ให้เช่าเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกได้แก่บุคคลทั้งสามด้วย มิใช่ทรัพย์มรดกที่โจทก์จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาทอื่น ๆ ได้

ประกอบกับในคดีก่อนโจทก์และนายสุขุมได้ตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑.๓ ว่า โจทก์ยอมสละที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓, ๖๘๙๐๓, ๑๘๔๘๕๒ และที่ ๑๘๔๘๕๓ ตำบลสวนหลวง (ที่ ๘ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ แก่นายสุขุม กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ วรรคสอง เมื่อโจทก์และนายสุขุมลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเมื่อได้ความดังนี้ย่อมถือได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลง ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ฟ้องได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ดังนั้นโจทก์ไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือผู้จัดการมรดกหาอาจที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไป หากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใด ก็เป็นเรื่องของเจ้าของที่ดิน จะไปว่ากล่าวแก่จำเลยเองต่างหาก หากเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ อันโจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1750
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกริสน์ รัศมิทัต
จำเลย — บริษัทไทยเกรนเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2545
#46592
เปิดฉบับเต็ม

การขอถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ต้องถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 แต่จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ถือว่าคดีถึงที่สุด การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องก่อนว่าเป็นจริงหรือไม่ หากเป็นจริงก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งว่าการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่เสียก่อนโดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัดคอมเมอร์เชียล ฟอร์มส ร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาประตูน้ำ จำนวน 5 ฉบับ ให้แก่บริษัทพรธนาอุตสาหกรรม จำกัด ผู้เสียหาย โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 50 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 25 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ โจทก์จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การขอถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) นั้น ต้องถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 แต่จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ในเบื้องต้นย่อมถือว่าคดีถึงที่สุด การที่จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 27 เมษายน 2544 อ้างว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องก่อนว่าเป็นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ หากเป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบเมื่อจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งว่าการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่เสียก่อน โดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบเช่นกันปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย และคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฎีกาจำเลยและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยลงวันที่ 27 เมษายน 2544 โดยสำเนาคำร้องให้โจทก์ก่อนแล้วมีคำสั่งต่อไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126 ม. 195 ม. 198 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย นนทพันธ์ รัตนน้อย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2545
#99885
เปิดฉบับเต็ม

การขอถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น ต้องถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหสังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องก่อนว่าเป็นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งว่าการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่เสียก่อน โดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ จำคุกกระทงละ ๑๐ เดือน รวม ๕ กระทง เป็นจำคุก ๕๐ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒๕ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ โจทก์จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า การขอถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) นั้น ต้องถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๑ จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แต่จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ในเบื้องต้นย่อมถือว่าคดีถึงที่สุด การที่จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔ อ้างว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องก่อนว่าเป็นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ หากเป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งว่า การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่เสียก่อน โดยไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย และคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฎีกาจำเลย และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๔ โดยสำเนาคำร้องให้โจทก์ก่อนแล้วมีคำสั่งต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126 ม. 182 ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนนทพันธ์ รัตนน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายอนันต์ ยมจินดา
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5688/2545
#46591
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อเครื่องจักรพิพาทโดยให้โจทก์ออกเงินลงทุนให้เพื่อชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักรดังกล่าวกับโจทก์ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนไปจากโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ชำระเงินค่าเครื่องจักรให้แก่ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ อันเป็นผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อไปก่อนหน้านั้นแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงมีผลใช้บังคับได้ หาได้ตกเป็นโมฆะไม่

ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่าตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้นไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้ว และทั้งเมื่อโจทก์อ้างส่งต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวต่อศาลก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งถึงความถูกต้องของต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อนั้น จึงรับฟังต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,500,000 บาท หากคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแล้วทรัพย์อยู่ในสภาพชำรุด โจทก์ขายได้เงินไม่ครบ จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ในส่วนที่ขาดจนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,083,325 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้รับมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 250,832.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ของเงินค่าเสียหายทั้งหมด นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน1,750,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ เป็นเงิน500,000 บาท และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน10 เดือน เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 700,000 บาท และใช้ค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 70,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นโมฆะเนื่องจากโจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อเครื่องจักรพิพาทโดยให้โจทก์ออกเงินลงทุนให้เพื่อชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักรดังกล่าวกับโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนไปจากโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ชำระเงินค่าเครื่องจักรให้แก่ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ อันเป็นผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อไปก่อนหน้านั้นแล้ว สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ หาได้ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาไม่ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านการนำสืบสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4โดยอ้างเหตุสำเนาสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์แนบท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับเพราะมิได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่าตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้ว และทั้งเมื่อโจทก์อ้างส่งต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวต่อศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งถึงความไม่ถูกต้องของต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อนั้น จึงรับฟังต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บางกอก ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท สาธรเวอร์ค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ