คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3255/2545
#99449
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย อันจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อตกลงในสัญญาซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ชื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย แสดงว่าก่อนส่งมอบทรัพย์สินยังไม่มีการซื้อขาย ทั้งที่ดินที่ซื้อขายกันก็เป็นที่ดินที่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ฉะนั้น การส่งมอบทรัพย์สิน นอกจากจะส่งมอบตัวทรัพย์คือที่ดินแล้ว ยังต้องมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย และจำเลยจะชำระราคาส่วนที่เหลือในวันที่โจทก์ส่งมอบที่ดินให้ตามข้อตกลงในสัญญา แสดงว่าคู่สัญญามีเจตนาจะไปโอนทรัพย์สินที่ซื้อขายกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีในวันทำสัญญาไม่ สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยโจทก์ได้รับเงินไปในวันทำสัญญา ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจะชำระกันในวันโอนกรรมสิทธิ์ ก่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ได้รับเงินค่าซื้อที่ดินไปจากจำเลยอีกรวม ๙,๐๐๐ บาท จำเลยคงค้างชำระราคาที่ดินอยู่อีกเพียง ๒๐๐ บาท การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยว่าสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินจึงเป็นการผิดสัญญาขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนแก่จำเลย หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการดังกล่าว ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ จำนวน ๒๐๐ บาท จากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนแก่จำเลยหากไม่ปฏิบัติให้ถือตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์และให้โจทก์รับเงินค่าที่ดินจำนวน ๒๐๐ บาท จากจำเลย ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.๑ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๓๔ โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล. ๒ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาซื้อขาย ข้อ ๑ ระบุว่า " ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลงรับซื้อที่ดินจำนวน ๑ ไร่ ซึ่งแบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ ๖๒๕๙....." สัญญา ข้อ ๒ ระบุว่า "ผู้ขายยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๔ ตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย" สัญญา ข้อ ๓ ระบุว่า"ผู้ขายได้รับชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายไปจากผู้ซื้อครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ ส่วนที่เหลืออยู่จะชำระวันที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ" ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.๒ จะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย อันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อตกลงในสัญญาโดยเฉพาะสัญญา ข้อ ๒ ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย แสดงว่า ก่อนส่งมอบทรัพย์สินยังไม่มีการซื้อขาย ที่ดินที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายก็มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ฉะนั้นการส่งมอบทรัพย์สิน นอกจากจะส่งมอบตัวทรัพย์คือที่ดิน จำนวน ๑ ไร่ แล้ว ยังต้องมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย และจำเลยจะชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่โจทก์ส่งมอบที่ดินให้ตามข้อตกลงในสัญญา ดังนี้ คู่สัญญามีเจตนาจะไปโอนทรัพย์ที่ซื้อขายกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อทันทีในวันทำสัญญาไม่ สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.๒ จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อได้ความว่า จำเลยทวงถามให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ แต่โจทก์ขอผัดผ่อนตลอดมา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายวัส ติงสมิตร ผู้ช่วย

นายเอก ขำอินทร์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ชื่อคู่ความ
ประจวบกลาง — นางละไม
หวังปากลาง — นางสาวผาสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกรองเกียรติ คมสัน
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2545
#45223
เปิดฉบับเต็ม

สามีโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินที่สามีโจทก์และโจทก์ปลูกอ้อยส่งขายให้แก่สามีจำเลยเมื่อสามีจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเป็นผู้รับซื้ออ้อยจากสามีโจทก์และโจทก์แทนโจทก์จึงมิได้เป็นผู้เช่า ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์แม้จำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาสิทธิการเช่าก็ยังคงเป็นของสามีโจทก์หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์จะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลย เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตายโจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าก็ไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้เพราะสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตายสัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2528 นายเฉลียว จิวประสาท สามีโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดิน2 แปลง เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน จากนายศิริหรือเหมียง อยู่บุญ สามีจำเลย เพื่อปลูกอ้อยส่งขายให้แก่นายศิริหรือเหมียง เป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2528 ถึงวันที่30 เมษายน 2531 ในอัตราค่าเช่าไร่ละ 400 บาท หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญา นายเฉลียวและโจทก์ปลูกอ้อยในที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยไม่มีการทำหนังสือสัญญาเช่า จึงเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาวันที่ 10เมษายน 2535 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศิริหรือเหมียงผิดสัญญาเช่าโดยนำที่ดินดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นเช่าและผู้เช่านำรถเข้าไถตออ้อยของโจทก์ได้รับความเสียหายทั้งหมด ทำให้โจทก์ไม่สามารถตัดอ้อยได้ต่อไปอีก 2 ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 205,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าที่ดินทำขึ้นระหว่างนายเฉลียวสามีโจทก์และนายศิริหรือเหมียงสามีจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า ตามสัญญานายเฉลียวมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินต่อและไม่ได้ปลูกอ้อยใหม่เพียงแต่เก็บผลผลิตจากหน่ออ้อยเดิม สัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดลงและไม่เป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนด จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศิริหรือเหมียงมีสิทธิให้นายวัชรชัย เนตรสว่าง ทำสัญญาเช่าที่ดินได้โดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2528นายเฉลียว จิวประสาท สามีโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินนายศิริหรือเหมียง อยู่บุญ สามีจำเลย เพื่อปลูกอ้อยส่งขายให้แก่นายศิริหรือเหมียงเป็นเวลา 3 ปี ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โจทก์และนายเฉลียวได้ปลูกอ้อยและตัดอ้อยส่งขายให้แก่นายศิริหรือเหมียงตลอดมาจนกระทั่งนายศิริหรือเหมียงถึงแก่ความตายในปี 2529 โจทก์และนายเฉลียวจึงตัดอ้อยส่งขายให้แก่จำเลยแทนจนครบกำหนดเวลาเช่า หลังจากนั้นโจทก์และนายเฉลียวยังคงอยู่ในที่ดินเช่าและตัดอ้อยส่งให้แก่จำเลยโดยไม่มีการทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน ต่อมาปี 2535 จำเลยให้นายวัชรชัย เนตรสว่าง ทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว และปี 2539 นายเฉลียวถึงแก่ความตาย ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สามีโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินที่สามีโจทก์และโจทก์ปลูกอ้อยส่งขาย ให้แก่สามีจำเลย เมื่อสามีจำเลยถึงแก่ความตายจำเลยจึงเป็นผู้รับซื้ออ้อยจากสามีโจทก์และโจทก์แทน ดังนั้น โจทก์จึงมิได้เป็นคู่สัญญาหรือผู้เช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา แม้จำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม สิทธิการเช่ายังคงเป็นของสามีโจทก์มิใช่ของโจทก์ หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลยผู้ให้เช่าเอง เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าก็ไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ผู้ตายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้ เพราะสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตายสัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าโจทก์ได้เป็นผู้เช่าและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิของโจทก์เองด้วยนั้นเห็นว่าเมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน และรายการส่งอ้อยให้แก่จำเลยหลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 ออกให้ในนามของสามีโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย การส่งอ้อยให้แก่จำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในนามของสามีโจทก์ผู้เช่าไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เช่าดังอ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลัย จิวประสาท
จำเลย — นาง บุญหลวง อยู่บุญ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2545
#99688
เปิดฉบับเต็ม

สามีโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากสามีจำเลย ในระหว่างสัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนดสามีจำเลยถึงแก่ความตาย แม้ว่าจำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลยผู้ให้เช่าเอง เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ผู้ตายที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเงินจำนวน ๒๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าที่ดินทำขึ้นระหว่างนายเฉลียวสามีโจทก์และนายศิริหรือเหมียงสามีจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญานายเฉลียวมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินต่อและไม่ได้ปลูกอ้อยใหม่เพียงแต่เก็บผลผลิตจากหน่ออ้อยเดิม สัญญาเช่าที่ดินจึงสิ้นสุดลงและไม่เป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศิริหรือเหมียงมีสิทธิให้นายวัชรชัย เนตรสว่าง ทำสัญญาเช่าที่ดินได้โดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สามีโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินที่สามีโจทก์และโจทก์ปลูกอ้อยส่งขายให้แก่สามีจำเลย เมื่อสามีจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเป็นผู้รับซื้ออ้อยจากสามีโจทก์และโจทก์แทน ดังนั้น โจทก์จึงมิได้เป็นคู่สัญญาหรือผู้เช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑ ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา แม้จำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม สิทธิการเช่าก็ยังคงเป็นของสามีโจทก์มิใช่ของโจทก์ หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลยผู้ให้เช่าเอง เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าก็ไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ผู้ตายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้ เพราะสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าโจทก์ได้เป็นผู้เช่าและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิของโจทก์เองด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน และรายการส่งอ้อยให้แก่จำเลยหลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๗ ออกให้ในนามของสามีโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย การส่งอ้อยให้แก่จำเลย ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในนามของสามีโจทก์ผู้เช่า ไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าดังอ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลัย จิวประสาท
จำเลย — นางบุญหลวง อยู่บุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายนิกร ทัสสโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2545
#44777
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมลายมือชื่อของ ช. กรรมการผู้จัดการบริษัท น. ในคำขอจดทะเบียนบริษัท แล้วนำคำขอนั้นไปยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทดังกล่าว โดยถอนชื่อผู้ร้องซึ่งเป็นกรรมการบริษัท น. ออกจากตำแหน่ง อันทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสถานะและความเป็นผู้แทนนิติบุคคลของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 และเป็นผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดเลขที่ 406/2542 ด้วยการลงลายมือชื่อปลอมของนายชูเกียรติ พันธ์นิกุล ผู้เสียหาย ในช่องกรรมการผู้มีอำนาจผู้ขอจดทะเบียน แล้วนำคำขอจดทะเบียนดังกล่าวไปยื่นต่อนายเกษศิริ สุวพงษ์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทเนวาด้า จำกัด โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายเกษศิริ นายชูเกียรติบริษัทเนวาด้า จำกัด ผู้อื่นและประชาชน หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดคำขอจดทะเบียนบริษัทและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่จำเลยทำปลอมขึ้นเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อ้างว่าเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเนวาด้า จำกัด และได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย เนื่องจากหากนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี หลงเชื่อตามที่จำเลยหลอกลวงและรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทย่อมทำให้ผู้ร้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่ผู้เสียหาย ขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่เป็นผลโดยตรงให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายพูลสวัสดิ์ เข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่านายพูลสวัสดิ์พันธ์นิกุล ผู้ร้อง เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือไม่ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า จำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของนายชูเกียรติ พันธ์นิกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทเนวาด้าจำกัดในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด แล้วนำคำขอจดทะเบียนนั้นไปยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทดังกล่าวโดยถอนชื่อของผู้ร้องซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเนวาด้า จำกัด ออกจากตำแหน่งการกระทำของจำเลยย่อมเกิดผลกระทบโดยตรงต่อสถานะและความเป็นผู้แทนนิติบุคคลของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย เฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 และเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งให้นายพูลสวัสดิ์ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์และมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานใด สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล
จำเลย — นายสุรชาติ พันธ์นิกุล
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2545
#99665
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนาย ช. กรรมการผู้จัดการบริษัท น. ในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด แล้วนำคำขอจดทะเบียนนั้นไปยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทดังกล่าว โดยถอนชื่อผู้ร้องซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท น. ออกจากตำแหน่ง การกระทำของจำเลยย่อมเกิดผลกระทบโดยตรงต่อสถานะและความเป็นผู้แทนนิติบุคคลของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 และเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ , ๒๖๕ , ๒๖๘ , ๙๑ , ๓๒ , ๓๓ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อ้างว่าเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเนวาด้า จำกัด และได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย เนื่องจากหากนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานีหลงเชื่อตามที่จำเลยหลอกลวงและรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทย่อมทำให้ผู้ร้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องไม่เป็นผลโดยตรงให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายพูลสวัสดิ์เข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับให้นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ผู้ร้อง เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือไม่ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า จำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของนายชูเกียรติ พันธ์นิกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทเนวาด้า จำกัด ในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด แล้วนำคำขอจดทะเบียนนั้นไปยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทดังกล่าว โดยถอนชื่อของผู้ร้องซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเนวาด้า จำกัด ออกจากตำแหน่ง การกระทำของจำเลยย่อมเกิดผลกระทบโดยตรงต่อสถานะและความเป็นผู้แทนนิติบุคคลของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย เฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ และเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งให้นายพูลสวัสดิ์ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์และมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยไม่ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานใด สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล ผู้ร้อง เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — นายพูลสวัสดิ์ พันธ์นิกุล
จำเลย — นายสุรชาติ พันธ์นิกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายชาญวิทย์ ทรงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3250/2545
#44776
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวตลอดไป รวมทั้งให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายกับสัญญาจัดจำหน่ายและเรียกค่าเสียหายมาด้วยนั้น เป็นการที่ผู้ถือหุ้นก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด จะมีสิทธิก็แต่เพียงควบคุมการดำเนินงานของจำเลยทั้งสองบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองได้ไม่ แม้บริษัทที่โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ถือหุ้นอยู่จะไม่ดำเนินการฟ้องร้องบุคคลภายนอกก็ตามโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ก็หามีสิทธินำคดีมาฟ้องเองได้ไม่ ส่วนคำฟ้องที่โจทก์ทั้งเจ็ดเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะถูกโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องร้องได้หรือไม่เสียก่อนมิใช่เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 โดยตรง กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยดังกล่าวในข้อหานี้ได้ และแม้การที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องคดีในฐานะเป็นคู่สัญญาในข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทและโจทก์ที่ 1 กับที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนก็ตามแต่เมื่อข้อตกลงมีสาระสำคัญว่า ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และของบริษัทในเครือของจำเลยทั้งสองจะเพิ่มทุนและยอมสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุน การเข้าเป็นคู่สัญญาของโจทก์ในสัญญาร่วมลงทุนจึงหาได้เกี่ยวข้องกับข้อตกลงในทางการค้าระหว่างฝ่ายจำเลยไม่ ถือว่าเป็นเพียงรายละเอียดและเป็นเรื่องสืบเนื่องรองลงมาจากคำขอในส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสิ้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นการอาศัยสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมาก้าวล่วงฟ้องร้องคดีเพื่อบังคับบุคคลนอกบริษัทเป็นสำคัญ ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ต้องด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1169 เมื่อฟังว่าโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุต้องนำคดีนี้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 7 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญกระทำการแทนบริษัทโจทก์ที่ 7 ได้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6และที่ 7 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเดิมชื่อบริษัทสยามอุตสาหกรรมรถยนต์ จำกัด มีจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมีตัวแทนหรือบุคคลผู้ติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยหลายคนรวมทั้งจำเลยที่ 8 ด้วย โจทก์ที่ 1 และนายถาวร พรประภา ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทแม่มีบริษัทสยามกลการและนิสสัน จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทในเครือที่ทำหน้าที่หลักในการประกอบและผลิตรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนอะไหล่ของรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาของโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 บริษัทโจทก์ที่ 7 เป็นบริษัทที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทแม่ และโจทก์ที่ 1 มีข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทในเครือทั้งสองกับบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือทั้งสอง ซึ่งต่อไปจะเรียกข้อตกลงดังกล่าวว่าข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท โดยข้อตกลงมีสาระสำคัญว่าบริษัทในเครือทั้งสองจะต้องมีหน้าที่และความผูกพันโดยตลอดไปในการขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 อีกทั้งบริษัทจำเลยที่ 1 จะต้องมีสิทธิโดยตลอดไปในการเป็นผู้จัดจำหน่ายปลีกแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2539 โจทก์ทั้งเจ็ดได้ทราบว่าจำเลยทั้งแปดได้ร่วมกันกระทำการอันไม่สุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการผิดข้อตกลงและสัญญาต่าง ๆ โดยบริษัทจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันงดเว้น ไม่ขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 แต่ไปทำการขายส่งให้แก่ผู้อื่น และในเดือนเมษายน 2539 บริษัทจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่มีอยู่แก่บริษัทจำเลยที่ 1 นอกจากนี้บริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันงดเว้นไม่ดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับให้บริษัทจำเลยที่ 2 ขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ฐานผิดสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท และสัญญาร่วมทุนซึ่งเป็นสัญญาแม่บทของสัญญาโอนกิจการและสัญญาซื้อขาย ในการที่ไม่ขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 การกระทำและหรืองดเว้นกระทำการของบริษัทจำเลยที่ 1 บริษัทจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ดังกล่าวมานี้ เป็นการจงใจโดยไม่สุจริต ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการผิดสัญญา ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการส่วนตัวแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทดังกล่าวข้างต้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาของสัญญาร่วมทุน บริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันทำสัญญาอุปกรณ์ฉบับที่ 2 คือ สัญญาซื้อขายโดยมีข้อสัญญาข้อ 19 ว่าด้วยอายุของสัญญา ได้มีการกำหนดอายุของสัญญาซื้อขายและมีข้อสัญญาข้อ 20 ว่าด้วยการบอกเลิกสัญญา ได้มีการกำหนดเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาของสัญญาซื้อขาย นอกจากนี้บริษัทจำเลยที่ 2 ยังได้ทำการบอกเลิกสัญญาของสัญญาซื้อขายโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ข้อสัญญาข้อ 19และข้อ 20 ของสัญญาซื้อขายและการบอกเลิกสัญญาซื้อขายของบริษัทจำเลยที่ 2ต่อบริษัทจำเลยที่ 1 จึงเป็นการที่ทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดยี่ห้อนิสสันแต่เพียงผู้เดียวตลอดไปและโจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะส่วนตัวและผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็จะมีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากมูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 กับเงินปันผลของบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้นโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง การกำหนดข้อ 19 และข้อ 20ของสัญญาซื้อขายและการบอกเลิกสัญญาของสัญญาซื้อขายดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการส่วนตัวแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นคู่สัญญาของข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาของสัญญาร่วมทุน บริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 รวมทั้งจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ผู้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันทำสัญญาจัดจำหน่ายระหว่างบริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์2538 ตกลงให้สิทธิแก่บริษัทจำเลยที่ 2 ในการขายรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บุคคลอื่นได้โดยตรง โดยไม่จำต้องขายส่งผ่านบริษัทจำเลยที่ 1 และตามสัญญาจัดจำหน่ายดังกล่าว บริษัทจำเลยที่ 3 ยังตกลงว่าบริษัทจำเลยที่ 2 มีสิทธิในการแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายเพื่อขายรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันได้ด้วยและข้อเท็จจริงปรากฏว่านับแต่เดือนมกราคม 2539 เป็นต้นมา บริษัทจำเลยที่ 2 ได้ทำการขายรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ผ่านบริษัทจำเลยที่ 1ขอให้บังคับบริษัทจำเลยที่ 2 ให้ทำการขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันทั้งหมดแก่บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยตลอดไป ห้ามมิให้ขายให้แก่บุคคลอื่น และให้พิพากษาแสดงว่าบริษัทจำเลยที่ 1 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันดังกล่าวตลอดไป ให้บริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ร่วมกันแสดงเจตนาเพิกถอนสัญญาข้อ 19 และข้อ 20 ของสัญญาซื้อขาย ฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2534 หากบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้พิพากษาเพิกถอนและพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวนอกจากสัญญาข้อ 19 และข้อ 20 ยังคงมีผลบังคับใช้โดยชอบระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1และบริษัทจำเลยที่ 2 ตลอดไป โดยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพิกถอนของบริษัทจำเลยที่ 1 และของบริษัทจำเลยที่ 2 ให้บริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 ร่วมกันแสดงเจตนาเพิกถอนสัญญาจัดจำหน่าย ฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์2538 ทั้งฉบับ หากบริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตาม โดยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพิกถอนของบริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3หากศาลฟังว่า ไม่สามารถบังคับตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวได้ ขอให้พิพากษาให้ยกเลิกเพิกถอนสัญญาโอนกิจการ ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1และบริษัทจำเลยที่ 2 และให้บริษัทจำเลยที่ 2 จัดการโอนกิจการการประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันตามสัญญาโอนกิจการดังกล่าวกลับคืนมาเป็นของบริษัทจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้บริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 4 ดำเนินกิจการการประกอบผลิต นำเข้า ขายส่ง และขายปลีกรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสัน ไม่ว่าโดยตนเองหรือโดยตัวแทนของจำเลยดังกล่าวอีกต่อไป โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันและแทนกันเสียค่าใช้จ่ายในการโอน โดยบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนใด ๆ หากบริษัทจำเลยที่ 2 ไม่โอนคืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาโอนคืนของบริษัทจำเลยที่ 2 หากไม่สามารถพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการส่วนตัวที่ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียประโยชน์จากการที่บริษัทจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันดังกล่าวตลอดไปเป็นเงิน 5,031,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ทั้งนี้จนกว่าจำเลยทั้งแปดจะได้ชำระเสร็จสิ้นให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดมีขึ้นคิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด เพื่อประโยชน์แก่บริษัทจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน5,161,883,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 5,161,883,687.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเงินวันละ 918,936.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนที่เกิดมีขึ้น จนกว่าจำเลยทั้งแปดปฏิบัติตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดมีขึ้นคิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์แก่บริษัทจำเลยที่ 2เป็นจำนวนเงิน 5,161,883,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเงินวันละ 918,936.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนที่เกิดมีขึ้น ทั้งนี้จนกว่าจำเลยทั้งแปดได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นการส่วนตัวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกิดมีขึ้นคิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน5,161,883,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน5,161,883,687.20 บาท นับแต่วันถัดจากฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นการส่วนตัวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกิดมีขึ้นคิดถัดจากวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 918,936.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 918,936.98 บาท นับแต่วันถัดจากฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดในการเตรียมการฟ้องคดีเป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวน 2,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและค่าทนายความนับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงคดีถึงที่สุดจำนวน 7,500,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งเจ็ดต้องผูกพันตามข้อ 25 ของสัญญาร่วมทุนดังกล่าวด้วย มีสาระสำคัญว่า ข้อพิพาท ข้อโต้แย้ง หรือความขัดแย้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาโดยเกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญานี้ หรือการละเมิดสัญญานี้เว้นแต่ตกลงกันได้ด้วยการปรึกษาหารือกันโดยสุจริต ให้ได้รับการตัดสินเป็นที่สุดโดยอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ตามกฎว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการของสภาการค้าระหว่างประเทศ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องผูกพันตนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ในการนั้น หากฟังว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะโจทก์ทั้งเจ็ดจะต้องส่งเรื่องข้อพิพาท ข้อขัดแย้งไปให้อนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ตัดสิน มิใช่มาฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาลขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 8 ให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาร่วมทุนแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจัดจำหน่ายกับบริษัทจำเลยที่ 2มิได้เป็นการประพฤติผิดสัญญาร่วมทุนแต่อย่างใด สัญญาร่วมทุนกำหนดว่าข้อพิพาทข้อโต้แย้ง หรือความขัดแย้งซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างสัญญาโดยเกิดขึ้นหรือจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญานี้ หรือการละเมิดสัญญานี้เว้นแต่ตกลงกันได้ด้วยการปรึกษาหารือกันโดยสุจริต ให้ได้รับการตัดสินเป็นที่สุดโดยอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ตามกฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการของสภาการค้าระหว่างประเทศคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องผูกพันตนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ในการนั้นดังนั้น หากโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 7 เห็นว่าจำเลยที่ 3 ประพฤติผิดสัญญาร่วมทุนอย่างใดก็ชอบที่จะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ตามข้อตกลงดังกล่าว กับโจทก์ที่ 7 ซึ่งเป็นคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนดังกล่าวได้รับความเสียหายแต่อย่างใด จำเลยที่ 8 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสัญญาจัดจำหน่ายในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 และสัญญาร่วมทุนได้ทำขึ้นก่อนจำเลยที่ 8 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของบริษัทจำเลยที่ 2ในการเข้าทำสัญญาจัดจำหน่ายกับจำเลยที่ 3 และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 8 โดยอาศัยข้อกล่าวอ้างที่ว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3ได้ประพฤติผิดสัญญาร่วมทุนและทำละเมิดต่อบริษัทจำเลยที่ 1 ทำให้บริษัทจำเลยที่ 1และโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เสียหาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจัดจำหน่ายก็ดี ขอให้จำเลยที่ 3 และที่ 8 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นการส่วนตัวหรือขอให้จำเลยที่ 3 และที่ 8 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพื่อประโยชน์แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และหรือบริษัทจำเลยที่ 2 การทำสัญญาจัดจำหน่ายระหว่างบริษัทจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นเรื่องข้อตกลงโดยเฉพาะระหว่างบริษัทจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หาเกี่ยวข้องกับบริษัทจำเลยที่ 1 และหรือโจทก์แต่อย่างใดไม่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6ในฐานะคู่สัญญาว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ผิดสัญญาหรือดำเนินกิจการของบริษัทให้เสียหายจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ใช่คู่สัญญาในฐานะส่วนตัวไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงผู้ถือหุ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง ตามสัญญาร่วมลงทุนข้อ 25ซึ่งกำหนดว่า ข้อพิพาท ข้อโต้แย้งหรือความขัดแย้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาโดยเกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวกับสัญญานี้ หรือการละเมิดสัญญานี้ เว้นแต่จะตกลงกันด้วยการปรึกษาหารือกันโดยสุจริตให้ได้รับการตัดสินเป็นที่สุดโดยอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ตามความหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการของสภาการค้าระหว่างประเทศ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องผูกพันตนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8ข้อแรกว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัท ไม่อาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแทนบริษัทได้เอง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ได้ความว่าโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทในเครือจำเลยที่ 1 สองบริษัทซึ่งมีโจทก์ทั้งเจ็ดรวมอยู่ด้วย กับบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือจำเลยที่ 1 สองบริษัทได้ทำข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท เรียกว่าข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทมีสาระสำคัญว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือสองบริษัทจะยอมดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือทั้งสอง และยอมสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าว เพื่อให้บริษัทจำเลยที่ 3 เข้ามาถือหุ้นในบริษัทในเครือทั้งสองในอัตราร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือทั้งสองและยอมให้มีการโอนกิจการประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันที่บริษัทจำเลยที่ 1 กระทำอยู่ให้แก่บริษัทในเครือทั้งสองภายใต้เงื่อนไขต่างตอบแทนว่า บริษัทในเครือทั้งสองต้องมีหน้าที่และความผูกพันตลอดไปในการขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีสิทธิตลอดไปในการเป็นผู้จัดจำหน่ายปลีกแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยนอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาร่วมทุนเพื่อยืนยันข้อตกลงตามข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ลงนามในหลายฐานะ สาระสำคัญของสัญญามีว่า บริษัทจำเลยที่ 1 จะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายเพียงช่องทางเดียวของบริษัทในเครือทั้งสองโดยบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายปลีก และมีการทำสัญญาอีก 2 ฉบับ คือ สัญญาโอนกิจการ เป็นการโอนกิจการ ประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์นิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 กระทำอยู่ให้แก่บริษัทในเครือทั้งสองและสัญญาซื้อขาย เพื่อให้บริษัทในเครือทั้งสองขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวตลอดไป ต่อมาจำเลยทั้งแปดร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริตและผิดสัญญา โดยบริษัทจำเลยที่ 2 งดเว้นไม่ขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่มีอยู่กับบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 1 งดเว้นไม่ดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจำเลยที่ 2 และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับให้บริษัทจำเลยที่ 2 ขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ฐานผิดสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทและสัญญาร่วมทุน และบริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำสัญญาจัดจำหน่ายให้สิทธิจำเลยที่ 2 ในการขายปลีกรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันโดยไม่ผ่านบริษัทจำเลยที่ 1 และให้สิทธิจำเลยที่ 2 มีสิทธิแต่งตั้งบุคคลใดเป็นตัวแทนจำหน่ายเพื่อขายปลีกรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันได้ด้วย จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 และของบริษัทจำเลยที่ 2 และกับจำเลยที่ 8 กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงฟ้องคดีนี้ โดยระบุในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะคู่สัญญาในข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท และโจทก์ที่ 1 กับที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนขอใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ เพื่อขอให้พิพากษาบังคับให้บริษัทจำเลยที่ 2 ขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันทั้งหมดให้บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวตลอดไป ขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อสัญญาข้อ 19 และข้อ 20 ของสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม2534 กับขอให้เพิกถอนสัญญาจัดจำหน่ายฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 หากไม่สามารถพิพากษาตามคำขอดังกล่าวได้ ขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาโอนกิจการฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ให้บริษัทจำเลยที่ 2 จัดการโอนกิจการประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสัน ตามสัญญาดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หากไม่สามารถพิพากษาเพิกถอนสัญญาโอนกิจการได้ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2โดยเป็นค่าเสียหายในรายการต่าง ๆ รวมทั้งค่าเสียหายเป็นค่าทนายความในการเตรียมคดีและดำเนินคดีนี้เป็นเงิน 7,500,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอมาตามคำฟ้องโดยถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,202,883,687.20 บาท นั้นเห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดบรรยายฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องคดีในฐานะโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และในฐานะโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 ขอบังคับให้คู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนปฏิบัติตามสัญญา และขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายกับสัญญาจัดจำหน่ายตามฟ้อง รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งแปด การที่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีนี้ก็ดีหรือการที่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีนี้ก็ดี จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีแทนบริษัทที่โจทก์ทั้งเจ็ด และโจทก์ที่ 1 ตามลำดับ ถือหุ้นอยู่ การฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งมีผลกระทบถึงการขอบังคับบุคคลภายนอกบริษัทดังกล่าวเช่นนี้จึงเป็นการที่ผู้ถือหุ้นก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเอง เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดก็ดี โจทก์ที่ 1 ก็ดี มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ตามลำดับแต่อย่างไร โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิเพียงควบคุมการดำเนินงานของบริษัทจำเลยทั้งสองดังกล่าวเพียงบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองได้ไม่เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดระบุว่ากรณีมีการละเมิดและผิดสัญญาต่อบริษัท แม้บริษัทที่โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ถือหุ้นอยู่จะไม่ดำเนินการฟ้องร้องบุคคลภายนอกก็ดี โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ก็หามีสิทธินำคดีมาฟ้องเองได้ไม่ ส่วนคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะถูกโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องร้องได้หรือไม่เสียก่อน แม้คำฟ้องที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจะอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่บังคับตามสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายแต่ตามคำขอของโจทก์ก็มิได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในส่วนนี้โดยตรง กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยดังกล่าวในข้อหานี้ด้วยส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดบรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์ทั้งเจ็ดได้ฟ้องคดีในฐานะเป็นคู่สัญญาในข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท และโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องแล้วโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำสัญญาดังกล่าวโดยมีข้อตกลงในสาระสำคัญว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และของบริษัทในเครือทั้งสอง จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือทั้งสองและยอมสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าว การเข้าเป็นคู่สัญญาของโจทก์ในสัญญาร่วมลงทุนจึงหาเกี่ยวข้องกับข้อตกลงในทางการค้าระหว่างฝ่ายจำเลยตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องไม่การบรรยายฟ้องในฐานะคู่สัญญาดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดและเป็นเรื่องที่สืบเนื่องรองลงมาจากคำขอในส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นการอาศัยสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมาก้าวล่วงฟ้องร้องคดีเพื่อบังคับบุคคลภายนอกบริษัทเป็นสำคัญ ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อคดีฟังว่าโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องแล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 8 ข้อต่อไปที่ว่า กรณีมีเหตุจะต้องนำคดีนี้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่แต่อย่างใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8ฟังขึ้นแม้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จะไม่ได้ฎีกาแต่มูลความแห่งคดีไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา พรประภา กับพวก
จำเลย — บริษัท สยามกลการ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3250/2545
#45222
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 มีสิทธิเพียงควบคุมการดำเนินงานของบริษัทจำเลยทั้งสองเพียงบางประการ ไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเอง เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดระบุว่ากรณีมีการละเมิดและผิดสัญญาต่อบริษัท แม้บริษัทจะไม่ดำเนินการฟ้องร้องบุคคลภายนอก โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ก็หามีสิทธินำคดีมาฟ้องเองได้ไม่ ส่วนคำฟ้องที่เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากปัญหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะถูกโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องร้องได้หรือไม่เสียก่อน แม้คำฟ้องที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจะอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่บังคับตามสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แต่ตามคำขอของโจทก์ก็มิได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในส่วนนี้โดยตรง กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนและพิพากษาว่าสัญญาซื้อขาย นอกจากสัญญาข้อ 19 และข้อ 20 ยังคงมีผลบังคับใช้โดยชอบระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ตลอดไป โดยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพิกถอนของบริษัทจำเลยที่ 1 และของบริษัทจำเลยที่ 2 ให้บริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 ร่วมกันแสดงเจตนาเพิกถอนสัญญาจัดจำหน่าย ฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ทั้งฉบับ หากบริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพิกถอนของบริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทจำเลยที่ 3 หากศาลฟังว่าไม่สามารถบังคับตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวได้ ขอให้พิพากษาให้ยกเลิกเพิกถอนสัญญาโอนกิจการฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 และให้บริษัทจำเลยที่ 2 จัดการโอนกิจการการประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันตามสัญญาโอนกิจการดังกล่าวกลับคืนมาเป็นของบริษัทจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้บริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 4 ดำเนินกิจการ การประกอบผลิต นำเข้า ขายส่ง และขายปลีกรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสัน ไม่ว่าโดยตนเองหรือโดยตัวแทนของจำเลยดังกล่าวอีกต่อไป โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันและแทนกันเสียค่าใช้จ่ายในการโอน โดยบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนใด ๆหากบริษัทจำเลยที่ 2 ไม่โอนคืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาโอนคืนของบริษัทจำเลยที่ 2 หากไม่สามารถพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการส่วนตัวที่ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดเสียประโยชน์จากการที่บริษัทจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการจัดจำหน่ายรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันดังกล่าวตลอดไป เป็นเงิน 5,031,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ทั้งนี้จนกว่าจำเลยทั้งแปดจะได้ชำระเสร็จสิ้นให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดมีขึ้นคิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์แก่บริษัทจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 5,161,883,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 5,161,883,687.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จสิ้น และค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเงินวันละ918,936.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนที่เกิดมีขึ้น จนกว่าจำเลยทั้งแปดปฏิบัติตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดขึ้นคิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์แก่บริษัทจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 5,161,883,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเงินวันละ 918,936.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนที่เกิดมีขึ้น ทั้งนี้จนกว่าจำเลยทั้งแปดได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นการส่วนตัวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกิดมีขึ้นคิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 5,161,883,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 5,161,883,687.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นการส่วนตัวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกิดมีขึ้นคิดถัดจากวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 918,936.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 918,936.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดในการเตรียมการฟ้องคดีเป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 2,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าทนายความนับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงคดีถึงที่สุดจำนวน 7,500,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจนำคดีขึ้นสู่ศาลฟ้องบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างเพราะข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างนั้นมีสาระสำคัญเป็นการตกลงกันในเรื่องการดำเนินกิจการระหว่างนิติบุคคลด้วยกันเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 8 ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 และที่ 8 ผิดสัญญาร่วมทุน แต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 มิใช่คู่สัญญาในสัญญาร่วมทุน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 จะหยิบยกข้อตกลงในสัญญาร่วมทุนขึ้นกล่าวอ้างฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 3 และที่ 8 ให้รับผิดตามฟ้องไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะคู่สัญญาว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ผิดสัญญาหรือดำเนินกิจการของบริษัทให้เสียหายจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ใช่คู่สัญญาในฐานะส่วนตัวไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงผู้ถือหุ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 7 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 สัญญาร่วมลงทุนไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนแก่บริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายสินค้านิสสันแต่เพียงผู้เดียวตลอดไปอย่างที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้าง สัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1 กับบริษัทจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของสัญญาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับบริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทสยามกลการและนิสสัน จำกัด ให้มีความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้นเสริมสร้างฐานะทางธุรกิจให้แข็งแกร่งและส่งเสริมความเป็นสากลเพื่อให้บริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัทสยามกลการและนิสสัน จำกัด เป็นฐานใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเซีย ในการผลิตและการทำตลาดรถยนต์ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8 ข้อแรกว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัท ไม่อาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแทนบริษัทได้เอง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ได้ความว่าโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทในเครือจำเลยที่ 1 สองบริษัทซึ่งมีโจทก์ทั้งเจ็ดรวมอยู่ด้วย กับบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือจำเลยที่ 1 สองบริษัทได้ทำข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทเรียกว่าข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทมีสาระสำคัญว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือสองบริษัทจะยอมดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือทั้งสอง และยอมสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าวเพื่อให้บริษัทจำเลยที่ 3 เข้ามาถือหุ้นในบริษัทในเครือทั้งสองในอัตราร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือทั้งสองและยอมให้มีการโอนกิจการประกอบ ผลิต นำเข้า และขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยี่ห้อนิสสันที่บริษัทจำเลยที่ 1 กระทำอยู่ให้แก่บริษัทในเครือทั้งสองภายใต้เงื่อนไขต่างตอบแทนว่า บริษัทในเครือทั้งสองต้องมีหน้าที่และความผูกพันตลอดไปในการขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีสิทธิตลอดไปในการเป็นผู้จัดจำหน่ายปลีกแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาร่วมทุนเพื่อยืนยันข้อตกลงตามข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ลงนามในหลายฐานะ สาระสำคัญของสัญญามีว่า บริษัทจำเลยที่ 1 จะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายเพียงช่องทางเดียวของบริษัทในเครือทั้งสอง โดยบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้จำหน่ายปลีก และมีการทำสัญญาอีก 2 ฉบับ คือ สัญญาโอนกิจการเป็นการโอนกิจการประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์นิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 กระทำอยู่ให้แก่บริษัทในเครือทั้งสองและสัญญาซื้อขาย เพื่อให้บริษัทในเครือทั้งสองขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวตลอดไปต่อมาจำเลยทั้งแปดร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริตและผิดสัญญาโดยบริษัทจำเลยที่ 2 งดเว้นไม่ขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่มีอยู่กับบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 1 งดเว้นไม่ดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจำเลยที่ 2 และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับให้บริษัทจำเลยที่ 2 ขายส่งรถยนต์ยี่ห้อนิสสันและชิ้นส่วนกับอะไหล่ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ฐานผิดสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัทและสัญญาร่วมทุนและบริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำสัญญาจัดจำหน่ายให้สิทธิจำเลยที่ 2 ในการขายปลีกรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันโดยไม่ผ่านบริษัทจำเลยที่ 1 และให้สิทธิจำเลยที่ 2 มีสิทธิแต่งตั้งบุคคลใดเป็นตัวแทนจำหน่ายเพื่อขายปลีกรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันได้ด้วย จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 และของบริษัทจำเลยที่ 2 และกับจำเลยที่ 8กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงฟ้องคดีนี้ โดยระบุในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะคู่สัญญาในข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท และโจทก์ที่ 1 กับที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนขอใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ เพื่อขอให้พิพากษาบังคับให้บริษัทจำเลยที่ 2 ขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสันทั้งหมดให้บริษัทจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวตลอดไป ขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อสัญญาข้อ 19 และข้อ 20 ของสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2534 กับขอให้เพิกถอนสัญญาจัดจำหน่ายฉบับลงวันที่ 1มีนาคม 2534 กับขอให้เพิกถอนสัญญาจัดจำหน่ายฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538หากไม่สามารถพิพากษาตามคำขอดังกล่าวได้ ขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาโอนกิจการฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ให้บริษัทจำเลยที่ 2 จัดการโอนกิจการประกอบ ผลิต นำเข้าและขายส่งรถยนต์และชิ้นส่วนกับอะไหล่ยี่ห้อนิสสัน ตามสัญญาดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1หากไม่สามารถพิพากษาเพิกถอนสัญญาโอนกิจการได้ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 โดยเป็นค่าเสียหายในรายการต่าง ๆ รวมทั้งค่าเสียหายเป็นค่าทนายความในการเตรียมคดีและดำเนินคดีนี้เป็นเงิน 7,500,000 บาทรวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอมาตามคำฟ้องโดยถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,202,883,687.20 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดบรรยายฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องคดีในฐานะโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และในฐานะโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 ขอบังคับให้คู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนปฏิบัติตามสัญญา และขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายกับสัญญาจัดจำหน่ายตามฟ้อง รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งแปด การที่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีนี้ก็ดีหรือการที่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีนี้ก็ดี จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินแทนบริษัทที่โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1ตามลำดับถือหุ้นอยู่ การฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งมีผลกระทบถึงการขอบังคับบุคคลภายนอกบริษัทดังกล่าวเช่นนี้ จึงเป็นการที่ผู้ถือหุ้นก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองเมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดก็ดี โจทก์ที่ 1 ก็ดี มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 ตามลำดับแต่อย่างไร โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2จึงมีสิทธิเพียงควบคุมการดำเนินงานของบริษัทจำเลยทั้งสองดังกล่าวเพียงบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองไม่ได้เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดระบุว่ากรณีมีการละเมิดและผิดสัญญาต่อบริษัทแม้บริษัทที่โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ถือหุ้นอยู่จะไม่ดำเนินการฟ้องร้องบุคคลภายนอกก็ดี โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ที่ 1 ก็หามีสิทธินำคดีมาฟ้องเองได้ไม่ ส่วนคำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากปัญหาว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 จะถูกโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องร้องได้หรือไม่เสียก่อน แม้คำฟ้องที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจะอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1ไม่บังคับตามสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แต่ตามคำขอของโจทก์ก็มิได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ในส่วนนี้โดยตรง กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1169 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยดังกล่าวในข้อหานี้ด้วย ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดบรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์ทั้งเจ็ดได้ฟ้องคดีในฐานะเป็นคู่สัญญาในข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท และโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 7 ในฐานะคู่สัญญาในสัญญาร่วมทุนด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำสัญญาดังกล่าวโดยมีข้อตกลงในสาระสำคัญว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1และของบริษัทในเครือทั้งสอง จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทในเครือทั้งสองและยอมสละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าว การเข้าเป็นคู่สัญญาของโจทก์ในสัญญาร่วมลงทุนจึงหาเกี่ยวข้องกับข้อตกลงในทางการค้าระหว่างฝ่ายจำเลยตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องไม่ การบรรยายฟ้องในฐานะคู่สัญญาดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดและเป็นเรื่องที่สืบเนื่องรองลงมาจากคำขอในส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นการอาศัยสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมาก้าวล่วงฟ้องร้องคดีเพื่อบังคับบุคคลภายนอกบริษัทเป็นสำคัญ ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อคดีฟังว่าโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องแล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 8 ข้อต่อไปที่ว่า กรณีมีเหตุจะต้องนำคดีนี้ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่ แต่อย่างใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8ฟังขึ้น แม้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จะไม่ได้ฎีกาแต่มูลความแห่งคดีไม่อาจแบ่งแยกได้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015 ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา พรประภา กับพวก
จำเลย — บริษัท สยามกลการ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3245/2545
#44775
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่เบื้องต้น ส่วนการหลอกลวงว่าจะรับซื้อที่ดินจำนวนมากก็ดี หรือการหลอกลวงว่าจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูกก็ดี ล้วนเป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลเอาเงินสดของผู้เสียหายไปโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันวางแผนหลอกลวงเอาเงินของนายทองจีน นันทรัตน์ ผู้เสียหาย โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่าจำเลยทั้งสามกับพวกรู้จักคุ้นเคยกับผู้จัดการบริษัทโตโยต้าศรีสะเกษ จำกัด สามารถซื้อรถยนต์ที่มีสภาพใหม่ได้ในราคาถูกเป็นพิเศษ หากผู้เสียหายต้องการซื้อจำเลยทั้งสามกับพวกสามารถติดต่อให้ได้ซึ่งไม่เป็นความจริงจนผู้เสียหายหลงเชื่อยอมไปถอนเงินจำนวน 250,000 บาท จากธนาคารเพื่อนำไปซื้อรถยนต์ หลังจากได้รับเงินแล้วจำเลยทั้งสามกับพวกได้แอบลักเงินจำนวน 250,000 บาท ของผู้เสียหายหลบขึ้นรถยนต์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนซึ่งได้ตระเตรียมไว้ขับหนีออกไปจากที่เกิดเหตุทันทีอันเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335(7), 336 ทวิกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 140,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่ลักไปและยังไม่ได้คืนจำนวน 140,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นฎีกา ส่วนจำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติในปัญหาข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1ร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายทองจีน นันทรัตน์ ผู้เสียหายและนางกันหา นันทรัตน์ ภริยาผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ 1กับพวกได้พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างตนว่าเป็นเสี่ยใหญ่ต้องการซื้อที่ดินจำนวนมาก โดยจำเลยที่ 3 อ้างตนว่าเป็นที่ปรึกษาบริษัทได้เข้าร่วมในการเจรจาด้วยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกได้เกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายซื้อรถยนต์ โดยให้ผู้เสียหายเบิกเงินจากธนาคารจำนวน 250,000 บาท เพื่อนำไปซื้อรถยนต์ เมื่อผู้เสียหายเบิกเงินมาแล้วได้มอบให้นางกัณหาเก็บไว้ในตะกร้าหมาก แต่พวกของจำเลยที่ 1 ได้คว้าเงินจำนวนดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าจะเอาเงินไปให้เถ้าแก่หรือเสี่ยใหญ่เพื่อซื้อรถ ในที่สุดจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายและนางกันหาไปส่งที่บ้าน บอกว่าวันรุ่งขึ้นเวลา 8 นาฬิกาจะมารับ ถึงกำหนดนัดจำเลยที่ 1 ไม่มาพบ ผู้เสียหายและนางกัณหาออกตามหาจำเลยที่ 1 กับพวกแต่ไม่พบ จึงทราบว่าถูกจำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวง และนำความไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความด้วยว่าพวกของจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกฟ้องในคดีก่อนได้ให้การรับสารภาพและคืนเงินจำนวน110,000 บาท ตามที่ผู้เสียหายเรียกร้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คำเบิกความของผู้เสียหายและนางกัณหาสอดคล้องต้องกันและเชื่อมโยงเป็นลำดับขั้นตอนสมเหตุสมผล ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1กับพวกอันจะเป็นเหตุให้มาเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 กับพวกให้ต้องรับโทษพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าผู้เสียหายเล่นการพนันกับจำเลยที่ 1 และเสียเงินให้จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างตนเป็นผู้เสียหายได้นั้นเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกงนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกเป็นกรณีมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่เบื้องต้น ส่วนการหลอกลวงว่าจะรับซื้อที่ดินจำนวนมากก็ดี หรือการหลอกลวงว่าจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูกก็ดี ล้วนเป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผล คือการเอาเงินสดของผู้เสียหายจำนวน 250,000 บาท ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3ในปัญหาข้อกฎหมายฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นขบวนการโดยร่วมกับพวกหลายคนวางแผนลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายหลอกลวงผู้เสียหายด้วยวิธีการต่าง ๆ นับว่าเป็นภัยต่อสังคม และจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมาหาได้รู้สำนึกในความผิดแต่อย่างใดไม่ แม้ภายหลังภรรยาและบิดาภรรยาของจำเลยที่ 1 จะได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายในระหว่างฎีกา แต่ก็เป็นค่าเสียหายเพียงบางส่วนเท่านั้น และมีลักษณะเป็นไปในทางเพื่อประโยชน์มิให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษจำคุกยิ่งกว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 สำนึกในความผิด จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่กรณีมีเหตุสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เบาลง สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น แม้ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ ซึ่งได้ความตามคำร้องของผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2544 ว่าในระหว่างฎีกาผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท จากพี่สาวของจำเลยที่ 3 จึงสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้เบาลงเช่นกัน

อนึ่ง เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วรวมเป็นเงิน 100,000 บาท ผู้เสียหายจึงคงมีสิทธิที่จะได้รับเงินที่ถูกลักไปและยังไม่ได้คืนจำนวน 40,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่ลักไปและยังไม่ได้คืนจำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 334 ม. 335 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย สมัย บุตรวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3232/2545
#44774
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2538 ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันมีไปยังโจทก์ เพื่อขอชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองได้ระบุยอดหนี้ตามสัญญาคือ 250,000บาท จำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์ตรวจสอบแล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินดังกล่าว แล้วแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบภายใน 1 เดือน เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง โดยมิได้ระบุวันที่โจทก์ต้องเริ่มคำนวณดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้จำนวน 819,685.54 บาท ระบุเป็นยอดหนี้ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม2536 เมื่อยอดหนี้ที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างไม่ตรงกัน และวันที่เริ่มต้นคิดดอกเบี้ยก็ไม่ปรากฏว่าจะเริ่มจากวันใด ตรงกันหรือไม่ ดังนี้ หากจำเลยที่ 2 ยังประสงค์จะชำระหนี้ในยอดหนี้ที่เห็นว่าถูกต้อง ก็ชอบที่จะต้องโต้แย้งไปยังโจทก์โดยขอปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้องคือยอดหนี้ 250,000 บาท ตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์เลิกกัน คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2533 แต่จำเลยที่ 2 หาได้กระทำไม่ ฉะนั้น จึงยังถือไม่ว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701,727 และ 744(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2528 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันไว้กับโจทก์ ต่อมาได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ในวงเงิน350,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ กำหนดส่งดอกเบี้ยทุกเดือน หากผิดนัดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคาร กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์2531 โดยมีนายจรูญ ตัณฑวุทโฒ เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 250,000 บาท และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8321 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ที่มีอยู่แล้วขณะทำสัญญาจำนองหรือที่จะมีขึ้นภายหน้าในวงเงิน 250,000บาท เมื่อสัญญาสิ้นสุดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีตลอดมา จำเลยที่ 1 ใช้เช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้หลายครั้งทำให้เป็นหนี้โจทก์จำนวนมาก โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจรูญแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,183,062.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน557,321.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งขอชำระหนี้พร้อมไถ่ถอนจำนองไปยังโจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 701 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,183,062.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 557,321.95 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม2535 อัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์2538 และอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้ไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของนายจรูญตัณฑวุฑโฒ ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ที่ตกทอดได้แก่ตน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์1,183,062.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 557,321.95บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 เมษายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดด้วยในต้นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8321 ตำบลบางคล้า (เตาสุรา) อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ผู้ตายขายทอดตลาดนำเงินมาชำระเท่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนต้องรับผิดตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒที่ตกทอดได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2528 จำเลยที่ 1 ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์บัญชีเลขที่ 026-101130-8 ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2529 และวันที่ 23กุมภาพันธ์ 2530 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์รวมวงเงินทั้งสิ้น350,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน 250,000 บาท ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และนายจรูญได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 8321 ตำบลบางคล้า (เตาสุรา) อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรามาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันด้วย มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมานายจรูญผู้ค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายจรูญและเป็นผู้รับมรดกของนายจรูญตามพินัยกรรม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 หลุดพ้นไม่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2538จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปถึงโจทก์ แจ้งความประสงค์ขอชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ขอให้โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยจากวงเงินค้ำประกัน250,000 บาท แล้วแจ้งมายังจำเลยที่ 2 เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แล้วเสร็จต่อไปตามเอกสารหมาย ล.1 แต่โจทก์กลับเพิกเฉย จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่นายจรูญทำไว้ต่อโจทก์โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามหนังสือฉบับลงวันที่25 ตุลาคม 2538 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีไปยังโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 เพื่อขอชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองได้ระบุยอดหนี้ตามสัญญาคือ 250,000 บาท จำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์ตรวจสอบแล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินดังกล่าว แล้วแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบภายใน 1 เดือน เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง โดยมิได้ระบุวันที่โจทก์ต้องเริ่มคำนวณดอกเบี้ยต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ตามเอกสารหมาย จ.16 แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้จำนวน 819,685.54 บาท ระบุเป็นยอดหนี้ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2536 จากหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวจะเห็นได้ว่ายอดหนี้ที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างไม่ตรงกัน และวันที่เริ่มต้นคิดดอกเบี้ยก็ไม่ปรากฏว่าจะเริ่มจากวันใด ตรงกันหรือไม่ ดังนี้ หากจำเลยที่ 2 ยังประสงค์จะชำระหนี้ในยอดหนี้ที่เห็นว่าถูกต้องตามภาระความรับผิดของตนและเห็นว่ายอดหนี้ที่โจทก์แจ้งมิใช่ยอดหนี้ที่แท้จริง ก็ชอบที่จำเลยที่ 2 จะต้องโต้แย้งไปยังโจทก์โดยแสดงเจตนาขอปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้องคือยอดหนี้ 250,000 บาท ตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์เลิกกันซึ่งข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2533 แต่จำเลยที่ 2 หาได้กระทำไม่ฉะนั้น ลำพังหนังสือตามเอกสารหมาย ล.1 จึงยังถือมิได้ว่าจำเลยได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 701, 727 และ 744(3) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 701 ม. 727
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พงศ์ธาดา ตันธนสิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3232/2545
#99604
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือบอกกล่าวแจ้งความประสงค์ขอชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ 2 กับหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ของโจทก์ ระบุยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระไม่ตรงกัน หากจำเลยที่ 2 ยังประสงค์จะชำระหนี้ในยอดหนี้ที่เห็นว่าถูกต้องตามภาระความรับผิดของตนและเห็นว่ายอดหนี้ที่โจทก์แจ้งมิใช่ยอดหนี้ที่แท้จริง ก็ชอบที่จำเลยที่ 2 จะต้องโต้แย้งไปยังโจทก์โดยแสดงเจตนาขอปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้อง ลำพังหนังสือแจ้งความประสงค์ขอชำระหนี้ดังกล่าว จึงยังถือมิได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้และโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 701 , 727 , 744 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองแก่โจทก์ ๑,๑๘๓,๐๖๒.๕๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๕๗,๓๒๑.๙๕ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม โจทก์ยื่นฟ้องหลังจากที่นายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ถึงแก่ความตายเกิน ๑ ปี คดีขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งขอชำระหนี้พร้อมไถ่ถอนจำนองไปยังโจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้ จำเลยที่ ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๑ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดไม่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนด ๕ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ ๑,๑๘๓,๐๖๒.๕๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๕๗,๓๒๑.๙๕ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในต้นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๕ อัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้ไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน ทั้งนี้จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ที่ตกทอดได้แก่ตน

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ ๑,๑๘๓,๐๖๒.๕๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๕๗,๓๒๑.๙๕ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๐) จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดด้วยในต้นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๓๒๑ ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทนถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ผู้ตาย ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระเท่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แต่ละคนต้องรับผิดตามลำดับ ทั้งนี้จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ ที่ตกทอดได้แก่ตน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๙ และวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์รวมวงเงินทั้งสิ้น ๓๕๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยมีนายจรูญ ตัณฑวุฑโฒ เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และนายจรูญได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๓๒๑ มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันด้วย มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมานายจรูญผู้ค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินได้ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรของนายจรูญและเป็นผู้รับมรดกของนายจรูญตามพินัยกรรม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ประการแรกว่า จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นไม่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๒ ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปถึงโจทก์ แจ้งความประสงค์ขอชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ขอให้โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยจากวงเงินค้ำประกัน ๒๕๐,๐๐๐ บาท แล้วแจ้งมายังจำเลยที่ ๒ เพื่อจำเลยที่ ๒ จะได้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แล้วเสร็จต่อไป แต่โจทก์กลับเพิกเฉย จำเลยที่ ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่นายจรูญทำไว้ต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า ตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ซึ่งจำเลยที่ ๒ มีไปยังโจทก์เพื่อขอชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองได้ระบุยอดหนี้ตามสัญญาคือ ๒๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ขอให้โจทก์ตรวจสอบแล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินดังกล่าว แล้วแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบภายใน ๑ เดือน เพื่อจำเลยที่ ๒ จะได้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง โดยมิได้ระบุวันที่โจทก์ต้องเริ่มคำนวณดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้จำนวน ๘๑๙,๖๘๕.๕๔ บาท ระบุเป็นยอดหนี้ ณ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จากหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ยอดหนี้ที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างไม่ตรงกัน และวันที่เริ่มต้นคิดดอกเบี้ยก็ไม่ปรากฏว่าจะเริ่มจากวันใด ตรงกันหรือไม่ ดังนี้ หากจำเลยที่ ๒ ยังประสงค์จะชำระหนี้ในยอดหนี้ที่เห็นว่าถูกต้องตามภาระความรับผิดของตน และเห็นว่ายอดหนี้ที่โจทก์แจ้งมิใช่ยอดหนี้ที่แท้จริง ก็ชอบที่จำเลยที่ ๒ จะต้องโต้แย้งไปยังโจทก์โดยแสดงเจตนาขอปฏิบัติการชำระหนี้ที่ถูกต้องคือยอดหนี้ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ ๑ มีต่อโจทก์เลิกกัน ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ แต่จำเลยที่ ๒ หาได้กระทำไม่ ฉะนั้น ลำพังหนังสือดังกล่าวจึงยังถือมิได้ว่าจำเลยได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และโจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๑ , ๗๒๗ และ ๗๔๔ (๓) ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 701 ม. 727 ม. 744 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพงศ์ธาดา ตันธนสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2545
#44773
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้อง และเนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อนอย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างจากจำเลย ซึ่งเมื่อปรับบทกฎหมายแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534

จำเลยจ้างโจทก์โดยทำสัญญาว่าจ้างมีกำหนด 1 ปี ให้เงินตอบแทนรวม 3,600,000 บาท แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้วโจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาจ้างทำนองเดียวกันปีต่อปี โดยให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดพัฒนาระบบการจัดแผนดำเนินงานของทุกฝ่ายงาน และเป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาด โจทก์มีอำนาจสั่งจ่ายเงินสดและการอนุมัติค่าใช้จ่ายเฉพาะฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาดเทียบเท่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทางปฏิบัติโจทก์มาทำงานที่ธนาคารจำเลยทุกวัน ทั้งในการทำงานจำเลยสั่งการถึงโจทก์และโจทก์สั่งการต่อไปยังพนักงานอื่นของจำเลยได้ด้วย โจทก์จึงมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย แม้ตามสัญญาว่าจ้างกำหนดสถานะไว้ว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้าง โจทก์เป็นผู้รับจ้างโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ดังเช่นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะได้รับ โจทก์ไม่ต้องมีบัตรพนักงาน โจทก์ไม่เคยถูกประเมินผลงานหรือได้รับการปรับเงินเดือนรายปี ทั้งโจทก์ไม่มีรายชื่อในฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยด้วยนั้น เป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์แตกต่างจากพนักงานอื่น ยังไม่พอที่จะถือว่าโจทก์มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย

โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจากจำเลยโดยอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่เนื่องจากจำเลยมิได้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ ทั้งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ก็มิได้มีข้อใดกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่ม กรณีมิได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการตลาด มีหน้าที่จัดทำแผนการดำเนินงานด้านการให้บริการและด้านการตลาดแก่จำเลย ทั้งให้โจทก์เป็นผู้ติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผน ศึกษาสภาพการตลาด คิดค้นและเสนอกลยุทธทางการตลาด วิเคราะห์ วางแผน ให้คำปรึกษาจัดทำแผนการตลาดทุกประเภทตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย เป็นงานปกติของธุรกิจของจำเลย ได้ทำสัญญาว่าจ้างมีกำหนด 1 ปี ค่าจ้างเดือนละ 300,000 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ได้ทำหนังสือสัญญาจ้างไว้ ครบกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ รวมระยะเวลาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานต่อเนื่องประมาณ 3 ปี 9 เดือน จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 1,800,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมจ่าย จึงต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 36,246.58 บาท และเงินเพิ่มเนื่องจากจงใจไม่จ่ายชดเชยให้แก่โจทก์ เมื่อพ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย คือวันที่ 8 มกราคม 2542 ในอัตราร้อยละ 15 ของค่าชดเชย 1,800,000 บาท ทุก 7 วัน คิดถึงวันฟ้อง 42 วัน เป็นเงินเพิ่ม 1,620,000 บาทขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,800,000 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 36,246.58 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มของต้นเงิน 1,800,000 บาท คิดถึงวันฟ้อง 1,620,000บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นผู้รับจ้างเป็นที่ปรึกษา มีกำหนดเวลาชัดเจนแน่นอน เป็นงานตามโครงการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 มกราคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากอุทธรณ์ของโจทก์และคำเบิกความของพยานจำเลยว่า ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจก็ย่อมตกอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ และเนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่...(2) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างจากจำเลย ซึ่งเมื่อปรับบทกฎหมายตามข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 คดีจึงมีปัญหาตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่าโจทก์เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของจำเลยตามระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 3 กำหนดว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และคำว่า "พนักงาน" นั้น พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงาน"หมายความว่า พนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจแต่ไม่หมายความรวมถึงฝ่ายบริหารในปัญหานี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์โดยทำสัญญาว่าจ้างมีกำหนด 1 ปี ให้เงินตอบแทนรวม 3,600,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นรายเดือน เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาจ้างทำนองเดียวกันปีต่อปี สัญญาฉบับสุดท้ายสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2541 รวมระยะเวลาการจ้างตามสัญญา 4 ฉบับรวม3 ปี 10 เดือน โดยให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด พัฒนาระบบการจัดแผนดำเนินงานของทุกฝ่ายงาน และเป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาด ศึกษาสภาพการตลาด ค้นคิดเสนอกลยุทธทางการตลาด ฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาดต้องจัดทำแผนงานในแต่ละปีเสนอต่อโจทก์ หากโจทก์เห็นชอบก็จะนำเสนอคณะกรรมการจัดการของจำเลย หากคณะกรรมการจัดการของจำเลยไม่เห็นชอบกับแผนดังกล่าวและต้องการแก้ไข ก็จะสั่งการผ่านโจทก์ให้ดำเนินการแก้ไข โจทก์จะนำแผนกลับมาสั่งการให้ฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาดดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หากคณะกรรมการจัดการของจำเลยจะสั่งการให้ฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาดดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดก็จะสั่งการเป็นหนังสือถึงโจทก์ โจทก์จะให้ความเห็นแล้วจึงส่งคำสั่งให้ฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาดไปดำเนินการต่อไป โจทก์มีอำนาจสั่งจ่ายเงินสดและการอนุมัติค่าใช้จ่ายเฉพาะฝ่ายพัฒนาบริการและการตลาดเทียบเท่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำเลยไม่มีคำสั่งเป็นหลักฐานว่าโจทก์จะต้องมาทำงานวันเวลาใดหรือทุกวัน แต่ในทางปฏิบัติโจทก์มาทำงานที่ธนาคารจำเลยทุกวัน ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์ตกลงทำงานให้แก่จำเลยและจำเลยตกลงจ่ายสินจ้างให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานให้ ซึ่งงานที่โจทก์ทำนั้นก็เป็นงานตามปกติในธุรกิจการธนาคารของจำเลย ทั้งในการทำงานจำเลยสั่งการถึงโจทก์และโจทก์สั่งการต่อไปยังพนักงานอื่นของจำเลยได้ด้วย โจทก์จึงมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าตามสัญญาว่าจ้างกำหนดสถานะไว้ว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้าง โจทก์เป็นผู้รับจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ดังเช่นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะได้รับ โจทก์ไม่ต้องมีบัตรพนักงาน โจทก์ไม่เคยถูกประเมินผลงานหรือได้รับการปรับเงินเดือนรายปีแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ไม่มีรายชื่อในฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยด้วยนั้น เป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์แตกต่างจากพนักงานอื่นอันเกิดจากความเห็นของจำเลยเท่านั้น ซึ่งการปฏิบัติที่แตกต่างดังกล่าว ยังไม่พอที่จะถือว่าโจทก์มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยตามกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีหรือไม่ และมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งสมควรวินิจฉัยรวมกันไป เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยดอกเบี้ย และเงินเพิ่มจากจำเลยโดยอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 แต่เนื่องจากจำเลยมิได้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ ทั้งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ก็มิได้มีข้อใดกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มกรณีมิได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นรฤทธิ์ โกมลารชุน
จำเลย — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2545
#99315
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงตกอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ไม่ได้อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ แต่เมื่อปรับบทกฎหมายตามข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ๓๖,๒๔๖.๕๘ บาท และ ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มของต้นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท คิดถึงวันฟ้อง ๑,๖๒๐,๐๐๐ บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๕ ทุกระยะเวลา ๗ วัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นผู้รับจ้างเป็นที่ปรึกษามีกำหนดเวลาชัดเจนและแน่นอน เป็นงานตามโครงการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากอุทธรณ์ของโจทก์และคำเบิกความของพยานจำเลยว่า ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจก็ย่อมตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ และเนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ มิให้บังคับแก่? (๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเป็นการอ้าง บทกฎหมายคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างจากจำเลย ซึ่งเมื่อปรับบทกฎหมายตาม ข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๑) และมาตรา ๑๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ คดีจึงมีปัญหาตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตามระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งระเบียบคณะกรรมการ รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๓ กำหนดว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ และคำว่า "พนักงาน" นั้น พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจแต่ไม่หมายความรวมถึงฝ่ายบริหาร เห็นได้ว่า โจทก์ตกลงทำงานให้แก่จำเลยและจำเลยตกลงจ่ายสินจ้างให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานให้ ซึ่งงานที่โจทก์ทำนั้นก็เป็นงานตามปกติในธุรกิจการธนาคารของจำเลย ทั้งในการทำงานจำเลยสั่งการถึงโจทก์และโจทก์สั่งการต่อไปยังพนักงานอื่นของจำเลยได้ด้วย โจทก์จึงมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าตามสัญญาว่าจ้างกำหนดสถานะไว้ว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ดังเช่นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะได้รับ โจทก์ไม่ต้องมีบัตรพนักงาน โจทก์ไม่เคยถูกประเมินผลงานหรือได้รับการปรับเงินเดือนรายปีแต่อย่างใดทั้งโจทก์ไม่มีรายชื่อใน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยด้วยนั้นเป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์แตกต่างจากพนักงานอื่นอันเกิดจากความเห็นของจำเลยเท่านั้นซึ่งการปฏิบัติที่แตกต่างดังกล่าว ยังไม่พอที่จะถือว่าโจทก์มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยตามกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 (2)
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนรฤทธิ์ โกมลารชุน
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2545
#99448
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นใบลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์และได้รับอนุญาตให้ลาจนครบกำหนด และมาทำงานแล้ว ก็ตาม หากจำเลยสงสัยว่าโจทก์ป่วยจริงหรือไม่หรือใช้สิทธิลาป่วยไม่สุจริต ก็ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ไปตรวจกับ แพทย์อื่นซึ่งจำเลยจัดให้เพื่อตรวจสอบว่าโจทก์ป่วยจริงหรือไม่ หากการตรวจปรากฏว่าโจทก์ป่วยจริงและใช้สิทธิ ลาป่วยโดยสุจริตก็จะเป็นผลดีแก่โจทก์ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานที่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โจทก์ต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกรณีไม่ร้ายแรง จำเลยได้มีหนังสือตักเตือนโจทก์ และยืนยันคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามโจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงลงโทษให้พักงานโจทก์ 11 วัน และยืนยันให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอีก เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจำเลยจึงมีสิทธิออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นคำสั่งที่ ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (4) และเป็นการปฏบัติถูกต้องตามขั้นตอนของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วและคำสั่งดังกล่าวถือได้ว่าไม่ใช้คำสั่งเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อจำเลยปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนในการลงโทษตามที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างกรณีพักงานให้แก่โจทก์ ส่วนเรื่องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี และไม่เข้าด้วยกรณีตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เพราะโจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกระทำความผิด และเพราะฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย โดยที่จำเลยมีหนังสือตักเตือนแล้ว ซึ่งมีผลไม่เกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์ได้รับทราบหนังสือเตือนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (4) และข้อ 45 จำเลยจึง ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องว่าจำเลยประกอบกิจการทอผ้าและปั่นด้าย ก่อนถูกเลิกจ้างโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตรา สุดท้ายเดือนละ ๖,๓๗๗ บาท ค่าครองชีพเดือนละ ๖๗๙ บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ ๑๕ และวันสิ้นเดือน ขณะถูกเลิกจ้างโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน อ้างเหตุว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ฝ่าฝืน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ขาดงานสามวันทำงานติดต่อกันโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ลาป่วยเท็จ จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ล่าป่วยเกิน ๔๕ วันในรอบปี และกระทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าทั้งไม่ชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ ทั้งเป็นการเลิกจ้างในระหว่างมีการเจรจาข้อเรียกร้อง จึงฝ่าฝืน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๑ และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ ๑๑ วัน โดยไม่จ่ายค่าจ้าง อ้างว่าโจทก์ขัดคำสั่งไม่ไปตรวจรักษาอากรป่วยกับแพทย์ที่จำเลยกำหนด ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานแก่โจทก์ ๒,๕๘๗ บาท จำเลยได้หักค่าจ้างในวันที่โจทก์ลากิจ อ้างว่าเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ก่อนถูกเลิกจ้าง โจทก์ทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ แต่จำเลยมิได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๔๔,๖๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย ๔๒,๓๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างกรณีพักงาน ๒,๕๘๗ บาท ค่าจ้างกรณีลากิจ ๑,๔๑๑ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๓,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าจ้างในวันทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ ถึง ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จำนวน ๑,๑๕๐ บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์มีวันเข้าทำงาน ได้รับค่าจ้าง ค่าครองชีพ มีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวัน ๑๕ และวันสุดท้ายของเดือนตามฟ้องจริง จำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์กรณีที่โจทก์ลากิจ ขาดงาน และล่าป่วยมาแล้ว ๓๙ วัน ต่อมา จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปตรวจร่างกาย แต่โจทก์ไม่ไปตามคำสั่ง จำเลยจึงลงโทษโจทก์ด้วยการพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปตรวจร่างกายอีก แต่โจทก์ขัดคำสั่ง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งชอบด้วยกฎหมายและได้ตักเตือนแล้ว เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความ เสียหาย ขาดงานตั้งแต่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ลาป่วยเท็จ อันเป็นความผิดร้ายแรง หยุดงานเป็นเวลา ๕๒ วัน ซึ่งเกินกำหนดตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหาย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ย ส่วนค่าจ้างระหว่างพักงาน เนื่องจากโจทก์ถูก ลงโทษตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระบุว่าไม่ต้องจ่ายค่าจ้างดังกล่าว ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างในส่วนนี้ สำหรับค่าจ้างลากิจตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างโจทก์ไม่มีสิทธิได้ ส่วนค่าจ้างระหว่างวันที่ ๒๑ ถึง ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ได้จ่ายให้โจทก์ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างกรณีพักงาน ๒๓๕.๒๐ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๓,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย ๔๒,๓๓๖ บาท และค่าเสียหาย ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๖,๓๗๗ บาท และค่าครองชีพอีกเดือนละ ๖๗๙ บาท กำหนดจ่ายเงินทั้งสองจำนวนทุกวันที่ ๑๕ และวันสิ้นเดือน โจทก์ได้ยื่นใบลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์แนบพร้อมใบลาป่วย จำเลยมีหนังสือสั่งให้โจทก์ไปตรวจ ร่างกายกับแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โจทก์รับทราบคำสั่งดังกล่าว แล้วโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ไม่ไปตรวจกับแพทย์อื่น จำเลยมีหนังสือตักเตือนโจทก์กรณีที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย และจำเลยมีหนังสือยืนยันคำสั่งให้โจกท์ไปตรวจร่างกายกับแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ถึงจำเลยปฏิเสธไม่ไปตรวจกับแพทย์คนอื่นเพราะโจทก์มีแพทย์รักษาอยู่แล้ว จำเลยมีหนังสือสั่งลงโทษพักงานโจทก์โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ๑๑ วัน ต่อมาจำเลยมีหนังสือ ยืนยันคำสั่งให้โจทก์ไปตรวจร่างกาย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ได้รับทราบคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวแล้ว และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ใช้บังคับได้โดยชอบ?

จำเลยอุทธรณ์ในข้อ ๒ ว่า โจทก์ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ล.๗ ข้อ ๔.๓.๖ จำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นใบลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์ซึ่งลงความเห็นว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบบิสซิโนซิสเรื้อรังและโรคปอดอักเสบจากฝุ่นโลหะ แม้ว่าโจทก์จะได้รับอนุญาตให้ลาจนครบกำหนดและมาทำงานแล้วก็ตาม หากจำเลยมีข้อสงสัยว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคดังกล่าวจริงหรือไม่ หรือเห็นได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิลาป่วยโดยไม่สุจริต จำเลยก็ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ไปรับการตรวจกับแพทย์ซึ่งจำเลยจัดให้เพื่อตรวจสอบว่าโจทก์ป่วยจริงตามที่อ้าง หรือไม่ หากโจทก์ป่วยจริงและใช้สิทธิลาป่วยโดยสุจริตก็ยิ่งจะเป็นผลดีแก่โจทก์ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานที่มีเหตุผล ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตามจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เอกสารหมาย ล.๗ ข้อ ๔.๓.๖ กรณีไม่ร้ายแรง จำเลยมีหนังสือตักเตือนโจทก์และยืนยันให้โจทก์ไปตรวจร่างกายตามคำสั่ง เมื่อโจทก์ยังคงฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จำเลยลงโทษพักงานโจทก์โดยไม่ได้รับค่าจ้าง และยืนยันให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยจึงมีสิทธิออก คำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ (๔) ทั้งเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ ๒ ประการอื่น และข้อ ๔ ที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้ออื่น ๆ ได้อีกหรือไม่เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างกรณีพักงานและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยกรณีไม่ร้ายแรง การที่จำเลยลงโทษถูกต้องตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในข้อ ๔.๓.๖ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินจำนวน ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น โจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกระทำความผิด และเป็นการที่โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วและหนังสือเตือนดังกล่าวมีผลบังคับไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับทราบหนังสือเตือนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ (๔) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๕๓๗ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 31
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 47 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร ภูตาโก
จำเลย — บริษัท โรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2545
#44772
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ต้องประกอบด้วยผู้ขอเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมและต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ หากศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ก็ย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถา สำหรับเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่อาจตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ที่ต้องยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติมาตรา 18 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือให้ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ก่อน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้นโดยในคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นนวนิยายที่จำเลยที่ 1 ผูกเรื่องแต่งขึ้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน การพิจารณาของศาลชั้นต้นโน้มเอียงเชื่อจำเลยทั้งหมดโดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผล ขาดทั้งวิจารณญาณขาดสามัญสำนึก ไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนของเรื่องครอบครัวพิจารณาคดีโดยขาดจริยธรรม บิดเบือนข้อเท็จจริงจากที่โจทก์นำสืบผู้หญิงทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วต้องอยู่กินแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่มีใครต้องการให้สามีไปมีใหม่ ถามภริยาท่านผู้พิพากษาคนไหนดูก็ได้ว่าจะยอมหรือไม่และไปสู่ขอให้ด้วย เป็นข้อความที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีเจตนาที่จะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ย่อมเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยื่นฟ้องอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15พฤศจิกายน 2543 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะโจทก์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความในฟ้องอุทธรณ์มีลักษณะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล จึงดำเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล ถือว่าเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31, 33 (ที่ถูกมาตรา 31(1), 33) มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดโทษจำคุกและไม่ต้องรอการลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองประการแรกว่า ก่อนศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ ศาลชั้นต้นจะสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นกฎหมายบังคับว่าต้องยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 การที่ศาลอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์ได้นั้นต้องประกอบด้วยเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมและผู้ขอต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ หากศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถา สำหรับเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่อาจจะตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ที่ต้องยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน2543 มาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้ก่อนตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรจะไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เป็นทำนองว่าศาลทำไปนั้นไม่ยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือให้ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ก่อน ดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาข้างต้น ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลก็สืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้นโดยในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นมีข้อความว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นนวนิยายที่จำเลยที่ 1 ผูกเรื่องแต่งขึ้นเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน การพิจารณาของศาลชั้นต้นโน้มเอียงเชื่อจำเลยทั้งหมดโดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผลขาดทั้งวิจารณญาณ ขาดสามัญสำนึก ไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนของเรื่องครอบครัวศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยขาดจริยธรรม ศาลชั้นต้นบิดเบือนข้อเท็จจริงจากที่โจทก์นำสืบ และข้อความที่ว่าผู้หญิงทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วต้องอยู่กินแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่มีใครต้องการให้สามีไปมีใหม่ ถามภริยาท่านผู้พิพากษาคนไหนดูก็ได้ว่าจะยอมหรือไม่และไปสู่ขอให้ด้วย ข้อความนี้เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นเท่านั้นเห็นว่า ข้อความดังกล่าวที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองร่วมกันกล่าวอ้างมาในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นเป็นข้อความที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะอ้างว่าเขียนขึ้นเพื่อให้ฟ้องอุทธรณ์ชัดเจนหาได้ไม่ แม้ไม่เขียนข้อความดังกล่าวฟ้องอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองก็เป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ศาลจะพึงรับไว้พิจารณาได้แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกลับร่วมกันกล่าวอ้างข้อความดังกล่าวในคำฟ้องอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีเจตนาที่จะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เมื่อนำมายื่นต่อศาลถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการละเมิดอำนาจศาลชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 31 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมทรง ธนโกเศศ
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาง สมทรง ธนโกเศศ กับพวก
จำเลย — นาย ทรงยศ ธนโกเศศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2545
#99447
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้ชั้นอุทธรณ์นั้นต้องยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 และการที่ศาลอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ ต้องประกอบด้วย เป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์พอจะเสียค่าธรรมเนียมและผู้ขอต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่า คดีมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ สำหรับเหตุผลอันสมควรศาลมีอำนาจตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ หรือให้นำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก่อน

การที่ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาล โดยในคำฟ้องอุทธรณ์มี ข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยื่นฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะโจทก์ลงชื่อเป็น ผู้อุทธรณ์ และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความในฟ้องอุทธรณ์มีลักษณะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล จึงดำเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล ถือว่าเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31, 33 (ที่ถูกมาตรา 31 (1), 33) มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดโทษจำคุกและไม่ต้องรอการลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองประการแรกว่า ก่อนศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ ศาลชั้นต้นจะสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นกฎหมายบังคับว่าต้องยื่นมาพร้อมกับ คำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 การที่ศาลอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์ได้นั้นต้องประกอบด้วยเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมและผู้ขอต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีมี เหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ หากศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถา สำหรับเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่อาจจะตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ที่ต้องยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 มาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้ก่อนตามบทบัญญัติดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรจะไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เป็นทำนองว่าศาลทำไปนั้นไม่ ยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือให้ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ก่อนดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาข้างต้น ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานะละเมิดอำนาจศาลเป็น การชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลก็สืบเนื่องมาจาก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้น โดยในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นมีข้อความว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นนวนิยายที่จำเลยที่ 1 ผูกเรื่องแต่งขึ้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน การพิจารณาของศาลชั้นต้นโน้มเอียงเชื่อจำเลยทั้งหมดโดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผล ขาดทั้งวิจารณาญาณ ขาดสามัญสำนึก ไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนของเรื่องครอบครัว ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยขาดจริยธรรม ศาลชั้นต้นบิดเบือนข้อเท็จจริงจากที่โจทก์นำสืบ และข้อความที่ว่าผู้หญิงทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วต้องอยู่กินแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่มีใครต้องการให้สามีไปมีใหม่ ถามภริยาท่านผู้พิพากษาคนไหนดูก็ได้ว่าจะยอมหรือไม่และไปสู่ขอให้ด้วย ข้อความนี้เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็น เท่านั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองร่วมกันกล่าวอ้างมาในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นเป็นข้อความที่ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะอ้างว่าเขียนขึ้นเพื่อให้ฟ้องอุทธรณ์ ชัดเจนหาได้ไม่ แม้ไม่เขียนข้อความดังกล่าวฟ้องอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองก็เป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ศาลจะพึงรับไว้พิจารณาได้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกลับร่วมกันกล่าวอ้างข้อความดังกล่าวในคำฟ้องอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีเจตนาที่จะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เมื่อนำมายื่นต่อศาลถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการละเมิดอำนาจศาลชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองทุกข้อ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 31 (1) ม. 33 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมทรง ธนโกเศศ
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสมทรง ธนโกเศศ กับพวก
จำเลย — นายทรงยศ ธนโกเศศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางสุรางคณา กมลละคร
ศาลอุทธรณ์ — นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อำนวย เต้พันธ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3202/2545
#45221
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7(2) ส่วนคู่กรณีที่พิพาทกันจะฟ้องได้เมื่อใดหรือไม่ภายในระยะเวลาเท่าไรจะต้องพิจารณากฎหมายอื่นประกอบด้วย การที่เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรโจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้วจำเลยไม่ชำระค่าภาษีแต่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์การประเมินได้ ก็เพื่อจะให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิที่จะทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องในขณะที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 241,546.71 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในต้นเงิน 68,246.99 บาทนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในต้นเงิน 12,712.52 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในต้นเงิน 3,358.54 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีธุรกิจเฉพาะต่อโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบและจำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง วันที่ 27มีนาคม 2544 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์และได้แจ้งให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ยังไม่ทราบผลการส่งของพนักงานไปรษณีย์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7(2) แม้จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ตาม เพราะไม่มีกฎหมายห้ามฟ้องและคดีจะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มาตรา 7(2)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่าศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ส่วนคู่กรณีที่พิพาทกันจะฟ้องได้เมื่อใดหรือไม่ภายในระยะเวลาเท่าไร จะต้องพิจารณากฎหมายอื่นประกอบด้วยแม้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าภาษีตามที่ได้รับการประเมิน แต่จำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 การที่กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์การประเมินได้ก็เพื่อจะให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ประการใด เมื่อพิจารณาแล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร ดังนั้น การที่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิที่จะทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องในขณะที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าคดีจะขาดอายุความนั้นเป็นเพียงความเห็นของโจทก์และหาใช่เหตุที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องไม่ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยาน ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7
ป.รัษฎากร ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท ไทยเฟอร์เทคเทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3202/2545
#99714
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องในระหว่างที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองอันเป็นการที่จำเลยทั้งสองใช้สิทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินหนี้ค่าภาษี 241,546.71 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในต้นเงิน 68,246.99 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในต้นเงิน 12,712.52 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในต้นเงิน 3,358.54 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในภาษีบำรุงเทศบาล ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีธุรกิจเฉพาะต่อโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องในทางภาษีอากรต่อโจทก์ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบและจำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง วันที่ 27 มีนาคม 2544 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์และได้แจ้งให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ยังไม่ทราบผลการส่งของพนักงานไปรษณีย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (2) แม้จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ตาม เพราะไม่มีกฎหมายห้ามฟ้องและคดีจะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ส่วนคู่กรณีที่พิพาทกันจะฟ้องได้เมื่อใดหรือไม่ ภายในระยะเวลาเท่าไร จะต้องพิจารณากฎหมายอื่นประกอบด้วย แม้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์แจ้งการประเมินให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าภาษีตามที่ได้รับการประเมิน แต่จำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 การที่กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์การประเมินได้ก็เพื่อจะให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ประการใด เมื่อพิจารณาแล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร ดังนั้น การที่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิที่จะทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องในขณะที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าคดีจะขาดอายุความนั้นเป็นเพียงความเห็นของโจทก์และหาใช่เหตุที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องไม่ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยาน ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (2)
ป.รัษฎากร ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทไทยเฟอร์เทคเทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2545
#44771
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1748 แล้ว

ทรัพย์มรดกที่ดินของ ผ. เจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่ ร. บ. และ ส. ทายาทของผ. และบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่า บุคคลทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนโจทก์ซึ่งเป็นทายาท ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายอ้น ดีบัว ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางผิว ศุขสม นางผิวถึงแก่ความตายด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2499 นางผิวเป็นบุตรของนายแผน นางพลอย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน นายไกรเป็นสามีนางผิว นายไกรและนางผิวไม่มีบุตรด้วยกัน บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาและสามีของนางผิวถึงแก่ความตายไปก่อนนางผิว ทายาทของนางผิวเป็นบุตรหลานของพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางผิว นางผิวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา เมื่อนางผิวถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนางผิว โดยตกเป็นของโจทก์ 1 ใน 3 ส่วน เป็นเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา โจทก์และทายาทอื่นได้เข้าครอบครองทำนาที่ดินมรดกตลอดมา จนกระทั่งปี 2504 โจทก์ได้ออกจากที่ดินนี้ไป นายเรือง ชมแผน และทายาทอื่นทำนาต่อโดยยังไม่ได้แบ่งปันที่ดินกัน ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2504 นายเรือง นางใบ ศุขสม และนายเสนชมแผน ซึ่งเป็นทายาทของนางผิวและเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินกับโจทก์ได้จดทะเบียนลงชื่อเป็นผู้รับโอนโฉนดที่ดินมรดกดังกล่าว โดยเป็นการลงชื่อทายาทผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในมรดกแทนโจทก์และทายาทอื่นซึ่งเป็นเจ้าของรวมเท่านั้น จนกระทั่งวันที่ 9 กรกฎาคม2524 มีการจดทะเบียนใส่ชื่อนายเรืองและจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นบุตรนายเรือง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมครั้นนายเรืองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาของนายเรืองและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นบุตรของนายเรืองได้จดทะเบียนใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกของนางผิวดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 เป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมและครอบครองที่พิพาทมรดกเฉพาะส่วนของตนและแทนในส่วนของโจทก์ เช่นเดียวกับที่นายเรืองลงชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ จำเลยที่ 1ถึงที่ 9 มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งแยกที่ดินเป็นของโจทก์เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และแบ่งแยกส่วนของโจทก์ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เพิกเฉยต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 10 ได้เวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 และจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นของจำเลยที่ 10 เนื้อที่ 10 ไร่ 44 ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา ที่ดินที่มีการเวนคืนเป็นส่วนของโจทก์ 1 ใน 3 ส่วน คิดเป็นเงินค่าทดแทน 4,887,625 บาท และที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเป็นส่วนของโจทก์ 1 ใน3 ส่วน เป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 64 ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์ เนื้อที่ 6 ไร่ 64 ตารางวา กับให้จำเลยที่ 10 ชำระค่าทดแทนส่วนของโจทก์แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสิบเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 6 ไร่ 64 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 หรือชดใช้เงิน 18,480,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน4,887,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกมรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่นางผิวเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่โจทก์ได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนางผิวเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 และมาตรา 1755 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ให้การว่า จำเลยที่ 10 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ชำระเงิน 2,148,392.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางแม่นาง (ที่ถูกอำเภอบางใหญ่) (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน61.5 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 10 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายเจริญ ชมแผน ทายาทของจำเลยที่ 1 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 10 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภรรยาของนายเรือง ชมแผน มีบุตร 8 คน คือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ดินพิพาทเป็นของนางผิว สุขสม หรือ ศุขสม เจ้ามรดก ซึ่งสมรสกับนายไกร แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน นายไกรถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก นางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2499 ขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บิดามารดาและพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกถึงแก่ความตายหมดทุกคนแล้ว คงเหลือแต่บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกรวม 4 คน ได้แก่โจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พร้อมทั้งนายเรืองและนายเสน นอกจากนี้ยังมีนางใบซึ่งเป็นบุตรของนางเชื่อมพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดก หลังจากนางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การรับว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 นายเรือง นางใบ และนายเสนเข้าครอบครองทำนาที่ดินมรดกจนถึงปี 2504 โจทก์ได้ออกจากที่ดินมรดกที่ครอบครองครั้นวันที่ 7 ธันวาคม 2504 ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกให้นายเรืองนางใบ และนายเสน ในวันเดียวกันได้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนให้นายเชื้อ ชื่นแขก นายเรือง นางใบและนายเสน โดยนายเชื้อถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวนส่วน 6/16 และส่วนของนางใบจำนวน 1/2 ส่วน วันที่ 9 กรกฎาคม2506 นางใบขายส่วนของตนให้นายบุญมา รุ่งสว่าง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2506 นายบุญมาขายส่วนของตนให้นางผูก ดีสวัสดิ์ วันที่ 31 มีนาคม 2509 นายเชื้อขายส่วนของตนให้นายเรือง และวันที่ 21 พฤษภาคม 2518 นางผูกขายส่วนของตนให้นายเรืองที่ดินพิพาทจึงมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียง 2 คน คือนายเรืองและนายเสน ต่อมานายเสนถึงแก่ความตาย นายสุรินทร์ ชมแผน ทายาทของนายเสนจึงเข้ารับมรดกเฉพาะส่วนของนายเสน และนายสุรินทร์ได้ขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 9 นายเรืองและจำเลยที่ 9 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันจนกระทั่งนายเรืองถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่19 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ตกลงรับโอนมรดกในที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 รับมรดกเฉพาะส่วนของนายเรือง และให้จำเลยที่ 9 คงมีกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนเช่นเดิม ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ครั้นปี 2536 จำเลยที่ 10 เวนคืนที่ดินพิพาทบางส่วน ตามเอกสารหมาย จ.3 จ.31 และ ล.9 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าทดแทนรวมทั้งสิ้น 14,700,500 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะทายาทของนางผิวเจ้ามรดกมีสิทธิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินพิพาทและชดใช้เงินค่าทดแทนในส่วนของตนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางผิวเจ้ามรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1748 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ปรากฏว่าในปี 2504 อันเป็นปีที่มีการโอนที่ดินพิพาทนั้นเอง มีทายาทแสดงตนเข้ารับมรดกเพียง 3 คน โดยระบุชื่อไว้อย่างชัดเจนในสารบาญแก้ทะเบียนท้ายสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ว่า ได้แก่นายเรือง นางใบ และนายเสน โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อโจทก์หรือแม้แต่นางฉิมที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ และเมื่อมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนในวันเดียวกัน เอกสารดังกล่าวก็ระบุชื่อนายเชื้อ ชื่นแขก ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นญาติฝ่ายใดของเจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะของนายเรืองจำนวน6/16 ส่วน แทนที่จะมีชื่อโจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นทายาทที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ที่ดินดังกล่าวได้มีการโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกและทายาทได้ซื้อกลับเข้ามาเป็นของตนรวมทั้งมีการจดทะเบียนจำนองหลายครั้งจนในที่สุดได้กลับคืนมาเป็นของนายเรืองและจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นบุตรนายเรือง โดยโจทก์หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการใช้วิธีปกปิดไม่แจ้งให้โจทก์ทราบนั้นก็ยากที่จะรับฟัง เพราะเป็นการโอนระหว่างญาติพี่น้องและจดทะเบียนอย่างเปิดเผย ซึ่งโจทก์ควรจะรู้ได้ หากเข้าใจว่าตนมีกรรมสิทธิ์และสนใจติดตามเอาคืน พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทรัพย์มรดกที่ดินของนางผิวเจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่นายเรือง นางใบและนายเสนทายาทของนางผิวเจ้ามรดกและบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2504 และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่า นายเรือง นายเสน และนางใบครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีก ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แฉ่ง ดีบัว
จำเลย — นาง จ๋อย ชมแผนฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2545
#46520
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ผ. ภายหลังจาก ผ. ถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์

ทรัพย์มรดกของ ผ. ได้แบ่งปันให้แก่ ร. บ. และ ส. ทายาทของ ผ. และบุคคลทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดอันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก ตั้งแต่ 37 ปีเศษมาแล้วจึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ 37 ปีเศษดังกล่าว และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่าบุคคลทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนไม่ใช่ครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี และแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 6 ไร่ 64 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 หรือชดใช้เงิน 18,480,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,887,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ชำระเงิน 2,148,392.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6147 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางแม่นาง (ที่ถูกอำเภอบางใหญ่) (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่2 งาน 61 1/2 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 10 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายเจริญ ชมแผน ทายาทของจำเลยที่ 1ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 10 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นภรรยาของนายเรือง ชมแผน มีบุตร 8 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ดินพิพาทเป็นของนางผิว สุขสมหรือศุขสม เจ้ามรดก ซึ่งสมรสกับนายไกรแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน นายไกรถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก นางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน2499 ขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บิดามารดาและพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกถึงแก่ความตายหมดทุกคนแล้ว คงเหลือแต่บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกรวม 4 คน ได้แก่โจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันพร้อมทั้งนายเรืองและนายเสน นอกจากนี้ยังมีนางใบซึ่งเป็นบุตรของนางเชื่อมพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดก หลังจากนางผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1ถึงที่ 9 ให้การรับว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 นายเรือง นางใบ และนายเสนเข้าครอบครองทำนาที่ดินมรดกจนถึงปี 2504 โจทก์ได้ออกจากที่ดินมรดกที่ครอบครอง ครั้นวันที่ 7 ธันวาคม2504 ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกให้นายเรือง นางใบ และนายเสนในวันเดียวกันได้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วน ให้นายเชื้อ ชื่นแขก นายเรืองนางใบและนายเสน โดยนายเชื้อถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวน6/16 ส่วน และส่วนของนางใบ จำนวน 1/2 ส่วน วันที่ 9 กรกฎาคม 2506 นางใบขายส่วนของตนให้นายบุญมา รุ่งสว่าง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2506 นายบุญมาขายส่วนของตนให้นางผูก ดีสวัสดิ์ วันที่ 31 มีนาคม 2509 นายเชื้อขายส่วนของตนให้นายเรืองและวันที่ 21 พฤษภาคม 2518 นางผูกขายส่วนของตนให้นายเรือง ที่ดินพิพาทจึงมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียง 2 คน คือ นายเรืองและนายเสน ต่อมานายเสนถึงแก่ความตายนายสุรินทร์ ชมแผน ทายาทของนายเสนจึงเข้ารับมรดกเฉพาะส่วนของนายเสนและนายสุรินทร์ได้ขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 9 นายเรืองและจำเลยที่ 9 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันจนกระทั่งนายเรืองถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์2534 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ตกลงรับโอนมรดกในที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 รับมรดกเฉพาะส่วนของนายเรือง และให้จำเลยที่ 9 คงมีกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนเช่นเดิมครั้นปี 2536 จำเลยที่ 10 เวนคืนที่ดินพิพาทบางส่วน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าทดแทนรวมทั้งสิ้น 14,700,500 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะทายาทของนางผิวเจ้ามรดกมีสิทธิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินพิพาทและชดใช้เงินค่าทดแทนในส่วนของตนให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางผิวเจ้ามรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1748 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ปรากฏว่าในปี 2504 อันเป็นปีที่มีการโอนที่ดินพิพาทนั้นเอง มีทายาทแสดงตนเข้ารับมรดกเพียง 3 คน โดยระบุชื่อไว้อย่างชัดเจนในสารบาญแก้ทะเบียนท้ายสำเนาโฉนดที่ดินได้แก่นายเรือง นางใบและนายเสน โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อของโจทก์หรือแม้แต่นางฉิมที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ และเมื่อมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนในวันเดียวกัน เอกสารดังกล่าวก็ระบุชื่อนายเชื้อ ชื่นแขก ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นญาติฝ่ายใดของเจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเรือง จำนวน 6/16 ส่วนแทนที่จะมีชื่อโจทก์และนางฉิมซึ่งเป็นทายาทที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ที่ดินดังกล่าวได้มีการโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกและทายาทได้ซื้อกลับเข้ามาเป็นของตนรวมทั้งมีการจดทะเบียนจำนองหลายครั้ง จนในที่สุดได้กลับคืนมาเป็นของนายเรืองและจำเลยที่ 9ซึ่งเป็นบุตรของนายเรืองโดยโจทก์หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการใช้วิธีปกปิดไม่แจ้งให้โจทก์ทราบนั้นก็ยากที่จะรับฟังเพราะเป็นการโอนระหว่างญาติพี่น้องและจดทะเบียนอย่างเปิดเผยซึ่งโจทก์ควรจะรู้ได้หากเข้าใจว่าตนมีกรรมสิทธิ์และสนใจติดตามเอาคืน พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์มรดกที่ดินของนางผิวเจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่นายเรือง นางใบและนายเสนทายาทของนางผิวเจ้ามรดก และบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2504 และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่านายเรือง นายเสน และนางใบครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนมิใช่ครอบครองแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีกไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1750 วรรคแรก ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แฉ่ง ดีบัว
จำเลย — นาง จ๋อย ชมแผน โดยนาย เจริญ ชมแผน
จำเลย — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2545
#99668
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนาง ผ. เจ้ามรดก ภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง 37 ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1748 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นโจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์

ทรัพย์มรดกที่ดินของนาง ผ. เจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่นาย ร. นาง บ. และนาย ส. ทายาทของนาง ผ. เจ้ามรดก และบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่านาย ร. นาย ส. และนาง บ. ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ? ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินและแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ ๖ ไร่ ๖๔ ตารางวา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ หรือชดใช้เงิน ๑๘,๔๘๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๔,๘๘๗,๖๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ให้การว่า ? โจทก์ได้ออกจากที่ดินมรดกที่ครอบครองทำนาไปโดยยอมรับส่วนแบ่งมรดกเป็นเงินโดยเป็นการตีใช้หนี้ส่วนแบ่งมรดกที่โจทก์ได้รับและโจทก์ยอมสละการครอบครองที่ดิน ? ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ? โจทก์มอบให้นายเรือง นางใบ นายเชื้อ นายเสน และจำเลยที่ ๑ เข้ายึดถือครอบครองเฉพาะส่วนที่โจทก์จะได้รับโดยมิได้ยึดถือครอบครองแทนโจทก์ ? หลังจากโจทก์ออกจากที่ดินมรดกไปแล้วโจทก์ไม่เคยเข้าไปในที่ดินมรดก ไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๐ ให้การว่า จำเลยที่ ๑๐ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ชำระเงิน ๒,๑๔๘,๓๙๒.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๔๗ ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๖๑? ตารางวา หากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑๐ ค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑๐ ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ชำระค่าขึ้นศาลในนามของโจทก์ผู้ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นายเจริญ ชมแผน ทายาทของจำเลยที่ ๑ ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางผิวเจ้ามรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลาถึง ๓๗ ปีเศษ จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๔ แต่หากโจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกัน ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา ๑๗๔๘ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความโดยแน่ชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันและทายาทอื่นได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทรัพย์มรดกที่ดินของนางผิวเจ้ามรดกได้แบ่งปันให้แก่นายเรือง นางใบ และนายเสนทายาทของนางผิวเจ้ามรดกและบุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๐ วรรคแรก จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๐๔ และนับแต่นั้นมาย่อมถือว่านายเรือง นายเสน และนางใบ ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งมรดกอีก

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1750 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแฉ่ง ดีบัว
จำเลย — นางจ๋อย ชมแผน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอรุณ พิชญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา