คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3200/2545
#45704
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0ต่อไป ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 และพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวทุกฉบับมิได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกประกาศกำหนดว่าถ้ามีปัญหาในการปฏิบัติและอธิบดีมีคำวินิจฉัยแล้วให้ถือเป็นที่สุดฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ซึ่งคำว่า "คำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด" ตามประกาศฉบับดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า เป็นที่สุดในขั้นตอนการปฏิบัติงานในชั้นวินิจฉัยว่าผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไปได้รับสิทธินั้นหรือไม่เท่านั้น เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป เมื่อคำวินิจฉัยของอธิบดีดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้

บริษัท ม. จ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารชุดก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236)ฯ แต่ต่อมาโจทก์กับบริษัท ม. ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาดังกล่าวโดยเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม แม้จะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิม แต่เป็นการทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 จึงมิใช่สัญญาที่ได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป โดยต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ9.0 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309)ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ไม่ให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมในส่วนที่จำเลยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิจำนวน 3,732,080.15 บาท เบี้ยปรับ 261,731.58 บาทและเงินเพิ่ม 83,325.27 บาท รวมเป็นเงิน 4,077,137 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน คำนวณจากต้นเงินแต่ละจำนวน ณ วันที่ชำระแต่ละครั้งถึงวันฟ้องเป็นเงิน 598,988.68 บาท รวมเป็นเงิน 4,676,125.68 บาท ให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ในต้นเงิน 4,077,137 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรตามบันทึกข้อความที่ กค 0811/พ. 08348 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2542 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีคัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 ราย บริษัทไทยโทดะ คอร์ปอเรชั่นจำกัด เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 78 ถึง 79 ให้จำเลยคืนภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องคดี (วันที่ 19 พฤษภาคม 2543) เป็นเงิน 4,676,125.68 บาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนในต้นเงินจำนวน 4,077,137 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางและตามที่คู่ความรับกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่1 กรกฎาคม 2539 บริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) จ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโดยทำสัญญา 2 ฉบับ คือ สัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการ "แมนดาริน เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร และสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดารินคอนโดมิเนียม" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2539 และโจทก์จะต้องทำงานตามสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2541 กำหนดจ่ายค่าจ้างตามผลงานที่ส่งมอบเป็นงวด งวดละ 1 เดือนต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2540 โจทก์และบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมโครงการ "แมนดาริน เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร และบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดาริน คอนโดมิเนียม" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร ขยายระยะเวลาก่อสร้างงานทั้งสองโครงการเป็นให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2541 วันที่ 22 มกราคม 2541 โจทก์หยุดงานก่อสร้างและกลับเข้าทำงานใหม่เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2541 ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2541 โจทก์และบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกข้อตกลงโครงการแมนดาริน คอนโดมิเนียม และเซอร์วิสอพาร์มเม้นท์ ถนนสุขุมวิท 16 ตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างการทำงานก่อสร้างทั้งสองโครงการ และตกลงว่าจะทำงานทั้งสองโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับการอนุมัติแบบวาด (Shop Drawing) ทั้งหมดจากผู้ควบคุมงานหรือวันสิ้นสุดระยะเวลาการขนย้าย แล้วแต่ว่าวันใดจะเกิดขึ้นภายหลัง ขณะทำสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างทั้งสองโครงการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 เป็นเวลาที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ7.0 ต่อมาวันที่ 12 สิงหาคม 2540 มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 บัญญัติให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9.0 ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อรวมภาษีส่วนท้องถิ่นแล้วผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0 แต่ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเดิมได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ให้ผู้ประกอบการที่จะได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ต้องยื่นคำขอต่ออธิบดีภายในวันที่ 10 กันยายน 2540 วันที่ 9 กันยายน 2540 โจทก์ยื่นคำขอตามแบบคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 สำหรับสัญญาขายสินค้าและให้บริการหรือแบบ ภ.พ. 03.6 วันที่ 17 กันยายน 2541 สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 12 แจ้งผลการตรวจวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 ว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ7.0 ต่อไป วันที่ 2 ตุลาคม 2542 และวันที่ 28 มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำคัดค้านการตรวจวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 ต่ออธิบดีกรมสรรพากร ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2542กรมสรรพากรแจ้งผ่านสำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 12 ถึงโจทก์ยืนยันว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 3.0 โจทก์จึงนำเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีสิงหาคม 2541 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2542 ไปชำระเพิ่มให้จำเลยอีกร้อยละ 3.0 รวมเป็นค่าภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 4,077,137 บาท แล้วฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและบังคับให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ข้อที่หนึ่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย เมื่อประกาศดังกล่าวข้อ 4 ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและการวินิจฉัยตามประกาศนี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด พิเคราะห์แล้ว แม้ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 และพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวทุกฉบับมิได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรที่จะออกประกาศกำหนดว่า ถ้ามีปัญหาในการปฏิบัติและอธิบดีมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ถือเป็นที่สุดฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ ดังนั้น คำว่า "คำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด" ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวจึงมีความหมายเพียงว่า เป็นที่สุดในขั้นตอนการปฏิบัติงานในชั้นวินิจฉัยว่า ผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ7.0 ต่อไปได้รับสิทธินั้นหรือไม่เท่านั้น เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป เมื่อคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ข้อที่สองว่า กรณีของโจทก์ไม่ต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ข้อ 1(3) และข้อ 2 จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 อีกต่อไป เห็นว่า สัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดาริน เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร และสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างงาน โครงสร้างและสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดาริน คอนโดมิเนียม" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ทำเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2541 และมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามสัญญา ขณะนั้นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับหลังนี้บัญญัติให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9.0 แต่มาตรา 4 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" ดังนั้น นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม2540 โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9.0 เว้นแต่กรณีจะต้องตามมาตรา 4 ดังกล่าว วันที่ 13 สิงหาคม 2540 กรมสรรพากรได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า "ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 จะต้องประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้...(3) การให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำโดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำหรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2540" คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมโครงการ "แมนดาริน เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานครฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2540 บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดาริน คอนโดมิเนียม" ถนนสุขุมวิทซอย 16 กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2540 และบันทึกข้อตกลงโครงการแมนดาริน คอนโดมิเนียม และเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ถนนสุขุมวิท ซอย 16 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำหรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 หรือไม่ เห็นว่าแม้บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างดังกล่าวทั้งสองฉบับ ข้อ 1. จะระบุว่าบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 1 กรกฎาคม2539 ก็ตาม แต่สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแตกต่างไปจากเดิมมาก เช่น ระยะเวลาที่โจทก์จะต้องทำงานให้แล้วเสร็จเปลี่ยนแปลงไปโดยโจทก์มีเวลาทำงานมากขึ้น ตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดารินเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร ระบุว่าถ้าโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดจะต้องถูกปรับวันละ 50,000 บาท แต่ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง โจทก์จะต้องถูกปรับวันละ 157,138 บาท เป็นอย่างต่ำ ตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างงานโครงสร้างและสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดาริน คอนโดมิเนียม" ถนนสุขุมวิท ซอย 16 กรุงเทพมหานคร ระบุว่าถ้าโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดจะต้องถูกปรับวันละ 212,862 บาท แต่ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง โจทก์จะต้องถูกปรับวันละ 425,724 บาท ในกรณีทำงานเสร็จล่าช้าไปเกิน 30 วัน นอกจากนี้ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างดังกล่าวทั้งสองฉบับกำหนดว่า โจทก์จะต้องเสนอแผนงานการทำงานเป็นรายชั้นและการนำวัสดุหลักเข้าหน่วยงานโดยละเอียดต่อผู้ว่าจ้างเพื่อพิจารณาอนุมัติภายในวันที่ 29 กันยายน 2540 มิฉะนั้นผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญานี้ได้ ดังนั้น บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างดังกล่าวทั้งสองฉบับจึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม แม้จะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิมแต่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 จึงมิใช่สัญญาที่ได้มีการทำสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ส่วนบันทึกข้อตกลงโครงการแมนดาริน คอนโดมิเนียม และเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ถนนสุขุมวิท 16 ทำขึ้นหลังจากพ้นกำหนดเวลาทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างทั้งสองฉบับ ไม่มีข้อความระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างฉบับเดิมสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแตกต่างไปจากเดิมมาก เช่น กำหนดระยะเวลาที่งานแล้วเสร็จเปลี่ยนแปลงไปกำหนดเวลาชำระค่าจ้างไม่เป็นงวด งวดละเดือนเช่นเดิม บันทึกข้อตกลงฉบับนี้จึงเป็นสัญญาที่โจทก์และบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม จึงมิใช่สัญญาที่ได้มีการทำสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 1(3) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 จึงไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 178
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 80
พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 ม. 4
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ.2534 ม. 3
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยโทดะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3200/2545
#266490
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการ ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ข้อ 4 ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหา ในการปฏิบัติและการวินิจฉัยตามประกาศนี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุดนั้น แม้ประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย แต่กฎหมายที่ให้อำนาจในการออกประกาศฉบับนี้มิได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรที่จะออกประกาศกำหนดว่า ถ้ามีปัญหาในการปฏิบัติและอธิบดีมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ถือเป็นที่สุด ฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ ดังนั้น คำว่า "คำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด" ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวจึงมีความหมายเพียงว่า เป็นที่สุดในขั้นตอนการปฏิบัติงานในชั้นวินิจฉัยว่า ผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ได้รับสิทธินั้นหรือไม่เท่านั้น เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป ดังนั้นเมื่อคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้

บันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม แม้จะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิม แต่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 มิใช่สัญญาที่ได้มีการทำสัญญาก่อน วันที่ 16 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ใช้บังคับ ส่วนบันทึกข้อตกลงโครงการคอนโดมิเนียมทำขึ้นหลังพ้นกำหนดเวลาทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างทั้งสองฉบับ ไม่มีข้อความระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างฉบับเดิม สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแตกต่างไปจากเดิมมาก บันทึกข้อตกลงฉบับนี้จึงเป็นสัญญาที่โจทก์และบริษัท ม. ทำขึ้น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม มิใช่สัญญาที่ได้มีการทำสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 1(3) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา ร้อยละ 7 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ไม่ให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมในส่วนที่จำเลยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิพร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 4,077,137 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน คำนวณจากต้นเงินแต่ละจำนวน ณ วันที่ชำระแต่ละครั้งถึงวันฟ้อง ให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ในต้นเงิน 4,077,137 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรตามบันทึกข้อความที่ กค 0811/พ. 08348 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2542 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีคัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 รายบริษัทไทยโทดะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้จำเลยคืนภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องคดี และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนในต้นเงินจำนวน 4,077,137 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อปี ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 และพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 ก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวทุกฉบับมิได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรที่จะออกประกาศกำหนดว่า ถ้ามีปัญหาในการปฏิบัติและอธิบดีมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ถือเป็นที่สุด ฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ ดังนั้น คำว่า "คำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด" ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวจึงมีความหมายเพียงว่า เป็นที่สุดในขั้นตอนการปฏิบัติงานในชั้นวินิจฉัยว่า ผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไปได้รับสิทธินั้นหรือไม่เท่านั้น เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป เมื่อคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างกับบริษัท ม. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 จำนวน 2 โครงการ กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2541 และมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามสัญญา ขณะนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับหลังนี้บัญญัติให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9.0 แต่มาตรา 4 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" ต่อมากรมสรรพากรได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า "ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 จะต้องประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้? (3) การให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำโดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำหรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2540" คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง งานโครงการและงานสถาปัตยกรรมโครงการ "แมนดาริน เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์" บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างงานโครงการสร้างและงานสถาปัตยกรรม โครงการ "แมนดาริน คอนโดมิเนียม" และบันทึกข้อตกลงโครงการแมนดาริน คอนโดมิเนียม และเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ เป็นสัญญาที่ทำขึ้นและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำหรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 หรือไม่ เห็นว่า แม้บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้าง ระหว่างโจทก์กับบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ก็ตาม แต่สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแตกต่างไปจากเดิมมาก เช่นระยะเวลาที่โจทก์จะต้องทำงานให้แล้วเสร็จเปลี่ยนแปลงไปโดยโจทก์มีเวลาทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างดังกล่าวทั้งสองฉบับกำหนดว่า โจทก์จะต้องเสนอแผนงานการทำงานเป็นรายขั้น และการนำวัสดุหลักเข้าหน่วยงานโดยละเอียดต่อผู้ว่าจ้างเพื่อพิจารณาอนุมัติภายในวันที่ 29 กันยายน 2540 มิฉะนั้นผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญานี้ได้ ดังนั้น บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างดังกล่าวทั้งสองฉบับจึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม แม้จะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิม แต่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 จึงมิใช่สัญญาที่ได้มีการทำสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ส่วนบันทึกข้อตกลงโครงการแมนดาริน คอนโดมิเนียม และเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ 16 ทำขึ้นหลังจากพ้นกำหนดเวลาทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างทั้งสองฉบับไม่มีข้อความระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างฉบับเดิม สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแตกต่างไปจากเดิมมาก เช่น กำหนดระยะเวลาที่งานแล้วเสร็จเปลี่ยนแปลงไป กำหนดเวลาชำระค่าจ้างไม่เป็นงวด งวดละเดือนเช่นเดิม บันทึกข้อตกลงฉบับนี้จึงเป็นสัญญาที่โจทก์และบริษัท ม. ทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาเดิม จึงมิใช่สัญญาที่ได้มีการทำสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 1 (3) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 จึงไม่มีสิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 55
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 ม. 178
ป.รัษฎากร ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโทดะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3199/2545
#44770
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไปกับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทตามมาตรา 1250 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัท บ. ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จึงควรจะต้องรู้ว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีอยู่ การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาเอกสารไว้ตามมาตรา 1271 อีกทั้งเมื่อจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งหลังจากนั้น 1 ปีเศษและรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก 1,538,905.44บาท แต่มิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้กรมสรรพากรโจทก์โดยกลับแบ่งเงินเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น อันขัดต่อมาตรา 1264 และมาตรา 1269 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อมาศาลฎีกาเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางและพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวนั้นถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการและเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการจัดการทรัพย์สินของบริษัท โดยนำไปชำระหนี้ของบริษัทก่อนแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น แต่ในการชำระบัญชีของบริษัท จำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท กล่าวคือบริษัทได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2535 กับภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและมิถุนายน 2535 ไว้ไม่ถูกต้อง โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2534 บริษัทยื่นแบบแสดงรายการ ภงด.50 แสดงรายได้ 3,365,611 บาทแต่บริษัทไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ประเมินภาษีเงินได้ นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย 62,470.83 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 คำนวณถึงวันที่ 30 เมษายน 2538 จำนวน 32,797.19 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 95,268 บาท บริษัทอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2535 บริษัทยื่นแบบแสดงรายได้ 1,259,786.21 บาท แต่จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทยื่นรายได้ขาดไป1,895,035.67 บาท ความจริงแล้วบริษัทมีรายได้เป็นเงิน 3,154,821.88 บาท บริษัทไม่ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย เป็นภาษีที่บริษัทต้องชำระเพิ่มเติม 157,741.09 บาทและเงินเพิ่มตามมาตรา 27 คำนวณถึงวันที่ 22 เมษายน 2538 จำนวน 68,617.37 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 226,358 บาท บริษัทอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนกุมภาพันธ์ 2535บริษัทยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงยอดขายในเดือนกุมภาพันธ์ 2535 จำนวน 51,775.70บาท แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานของโจทก์พบว่าบริษัทมียอดขาย 57,200บาท บริษัทจึงเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป 379.70 บาท และต้องเสียเงินเพิ่ม 210.73 บาทเบี้ยปรับ 379.70 บาท รวมเป็นเงิน 970 บาท บริษัทอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขการประเมิน คงเรียกเก็บภาษี 117.75 บาท เงินเพิ่ม65.49 บาท เบี้ยปรับ 47.10 บาท รวมเป็นเงิน 230.34 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนมีนาคม 2535 บริษัทยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงยอดขายในเดือนมีนาคม 2535 จำนวน100,280.37 บาท แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานของโจทก์พบว่าบริษัทมียอดขาย107,300 บาท บริษัทจึงเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป 524.08 บาท และต้องเสียเงินเพิ่ม283 บาท เบี้ยปรับ 524.98 บาท รวมเป็นเงิน 1,331 บาท บริษัทอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขการประเมิน คงเรียกเก็บภาษี 32.70บาท เงินเพิ่ม 17.64 บาท เบี้ยปรับจำนวน 13.08 บาท รวมเป็นเงิน 63.42 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนมิถุนายน 2535 บริษัทแสดงยอดขายในเดือนมิถุนายน 2535 เป็นศูนย์ โดยไม่มียอดขาย แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานของโจทก์พบว่าบริษัทมียอดขาย 2,417,631 บาท บริษัทจึงเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป 169,234.17 บาท และต้องเสียเงินเพิ่ม 83,770.91 บาท เบี้ยปรับ 338,460.34 บาท รวมเป็นเงิน 591,473บาท บริษัทอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขการประเมิน คงเรียกเก็บภาษี 80,899.97 บาท เบี้ยปรับ 48,539.98 บาท เงินเพิ่ม40,045.50 บาท รวมเป็นเงิน 169,485.45 บาท รวมเป็นหนี้ภาษีที่บริษัทต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 491,425.21 บาท และเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินค่าภาษี 301,262.34 บาท นับจากวันที่คิดคำนวณตามใบประเมิน จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทมีหน้าที่ต้องนำทรัพย์สินของบริษัทใช้หนี้ภาษีอากรค้างข้างต้นให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก่อน แล้วจึงนำทรัพย์สินที่เหลือแบ่งคืนผู้ถือหุ้นหรือจะนำทรัพย์สินของบริษัทแบ่งคืนผู้ถือหุ้นแต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น แต่เมื่อระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2535ถึงวันที่ 30 กันยายน 2536 จำเลยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทยังมีหนี้ภาษีที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่นำทรัพย์สินของบริษัทชำระหนี้ภาษีจำนวน 491,425.21บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายให้แก่โจทก์ก่อน แต่กลับนำทรัพย์สินคือเงินจำนวน1,538,905.44 บาท ของบริษัทคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นรวม 16 คน รวมทั้งจำเลย แล้วจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ทวงถามให้บริษัทโดยจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วแต่บริษัทไม่ชำระ โจทก์ได้ฟ้องบริษัทและจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2538 ให้ร่วมกันชำระหนี้ภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้บริษัทชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 491,405.21 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีอากรจำนวน 301,262.34 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ทั้งหมดมิให้เกินกว่าต้นเงินภาษีที่ต้องชำระ ให้บริษัทดังกล่าวใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และยกฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนของจำเลย ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรพิพากษาว่าคดีของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับฟ้องถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 สำหรับหนี้ค่าภาษีอากรทั้งหมดตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์ไม่สามารถติดตามให้บริษัทชำระแก่โจทก์ได้ เนื่องจากบริษัทได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ไม่มีทรัพย์สินที่จะนำมาชำระหนี้ได้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นจำนวนตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวเป็นค่าภาษีอากร 301,262.34 บาท เบี้ยปรับ 48,600.16 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีอากร 301,262.34 บาท คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 155,775.62 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 647,181.31 บาท โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2541 และมอบอำนาจให้นายวีระชัย ตันติกุล รองอธิบดีดำเนินคดีแทนโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน647,181.31 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีอากร 301,262.34 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิดหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์รู้ตัวผู้ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีแก่จำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 เกินกำหนด 1 ปีคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับหนี้ค่าภาษีที่บริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่ชำระให้แก่โจทก์ แต่จำกัดวงเงินไม่เกิน 1,538,905.44 บาท ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยคำนวณถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน647,181.31 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง มีร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็นอธิบดีมีอำนาจทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้นายวีระชัยตันติกุล รองอธิบดี ดำเนินคดีแทน บริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2535 โดยมีจำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัทเป็นผู้ชำระบัญชีจดทะเบียนเลิกการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีวันที่ 30กันยายน 2536 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีเหตุอันควรเชื่อว่าระหว่างปี 2534ถึงปี 2535 บริษัทยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง จึงออกหมายเรียกถึงจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2537 ให้นำส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีแก่เจ้าพนักงานของโจทก์เพื่อทำการตรวจสอบ จำเลยไม่ได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้แก่เจ้าพนักงานของโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงทำการประเมินและแจ้งการประเมินแก่จำเลยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2538 ให้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทพร้อมเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 เป็นเงิน 95,268 บาท และ 226,358 บาท ตามลำดับ ภาษีมูลคาเพิ่มของบริษัทพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและมิถุนายน 2535 เป็นเงิน970 บาท 1,331 บาท และ 591,473 บาท ตามลำดับ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 และมีคำวินิจฉัยให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นว่าให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและมิถุนายน 2535 เป็นเงิน 230.34 บาท 63.42 บาทและ 169,485.45 บาท ตามลำดับ โจทก์ฟ้องบริษัทและจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2538 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้บริษัทชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ยกฟ้องจำเลยโดยวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเป็นมูลละเมิดไม่ใช่คดีภาษีอากร โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาว่า คดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยและยกอุทธรณ์โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานเกิดขึ้นภายหลังขณะเสร็จการชำระบัญชีบริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่มีหนี้สินใด จำเลยจึงคืนเงินค่าหุ้นแก่ผู้ถือหุ้น ที่จำเลยมิได้กันเงินไว้ชำระหนี้เพราะโจทก์มิได้แจ้งจำเลยให้ทราบว่ามีหนี้สินจำเลยไม่ใช่นักธุรกิจจึงไม่ทราบว่าการเลิกเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มต้องแจ้งต่อโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันเลิกประกอบการนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยจึงมีอำนาจและหน้าที่ในการเป็นผู้ชำระบัญชีตามที่กฎหมายบัญญัติ หน้าที่สำคัญที่ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการก็คือการชำระสะสางการงานของบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ตามมาตรา 1250 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การที่บริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องมีการขายสินค้าไปในราคาต่ำกว่าทุนแสดงยอดรายรับจากการขายขาดไป ทำให้การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2535 กับภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มีนาคมและมิถุนายน 2535 ไม่ถูกต้องจำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าว จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยจึงควรจะต้องรู้ว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยก่อน จำเลยจึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเป็นการประเมินเอง หาจำต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่ เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น อีกทั้งการชำระบัญชีจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 1271 ที่บัญญัติให้มอบบรรดาสมุดและบัญชี และเอกสารทั้งหลายของบริษัทซึ่งได้ชำระบัญชีนั้นแก่นายทะเบียนเพื่อเก็บรักษาไว้ 10 ปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาบรรดาเอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีผู้เก็บรักษาจึงฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเมื่อบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น 1 ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา 2 เดือนเศษต่อมา โดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก 1,538,905.44 บาท แต่จำเลยมิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์โดยกลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1264 และมาตรา 1269 ที่กำหนดให้ผู้ชำระบัญชีกันเงินส่วนที่บริษัทเป็นหนี้และแบ่งคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพียงแต่เท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าในคดีเดิมศาลฎีกาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย เป็นผลให้คดีในส่วนของจำเลยถือเสมือนว่าไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสองนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อมาศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2540เห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง และพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยมาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวนั้นถึงที่สุด ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 ไม่เกิน 60 วัน จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 ม. 420 ม. 1250 ม. 1269 ม. 1271
ป.รัษฎากร ม. 85/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย ธานี เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3199/2545
#47383
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำกัด จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยจึงควรจะต้องทราบว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง และการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการประเมินเอง หาจำต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่ เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่

การชำระบัญชีจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1271ที่ให้มอบบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารทั้งหลายของบริษัทซึ่งได้ชำระบัญชีแก่นายทะเบียนเพื่อเก็บรักษาไว้ 10 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีผู้เก็บรักษาจึงฟังไม่ขึ้น

เมื่อบริษัทจำกัดจดทะเบียนเลิกบริษัท จำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น 1 ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา 2 เดือนเศษต่อมาโดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่ง การที่จำเลยมิได้กันเงินที่ชำระหนี้ให้โจทก์แต่กลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนแก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1264,1269 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยมาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 ไม่เกิน 60 วันจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน 301,262.34 บาท เบี้ยปรับจำนวน 48,600.16 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีอากรจำนวน 301,262.34 บาท คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 155,775.62 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 647,181.31 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษเดือนของต้นเงินภาษีอากรจำนวน 301,262.34 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิดหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยขณะจดทะเบียนเลิกบริษัทไม่มีหนี้ค่าภาษีใด ๆ ค้างอยู่ โจทก์ไม่เคยทักท้วงหรือโต้แย้งว่าจำเลยชำระค่าภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง เมื่อมีเงินคงเหลือจึงแบ่งเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดตามหน้าที่ของผู้ชำระบัญชี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและคดีโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับหนี้ค่าภาษีที่บริษัทบีพี ดี เวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่ชำระให้แก่โจทก์ แต่จำกัดวงเงินไม่เกิน1,538,905.44 บาท ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2541) ต้องไม่เกิน 647,181.31 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานเกิดขึ้นภายหลังขณะเสร็จการชำระบัญชี บริษัทบีพี ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่มีหนี้สินใด จำเลยจึงคืนเงินค่าหุ้นแก่ผู้ถือหุ้น ที่จำเลยมิได้กันเงินไว้ชำระหนี้เพราะโจทก์มิได้แจ้งจำเลยให้ทราบว่ามีหนี้สินจำเลยไม่ใช่นักธุรกิจจึงไม่ทราบว่าการเลิกเป็นผู้ประกอบภาษีมูลค่าเพิ่มต้องแจ้งต่อโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันเลิกประกอบการนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทบีพี ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยจึงมีอำนาจและหน้าที่ในการเป็นผู้ชำระบัญชีตามที่กฎหมายบัญญัติ หน้าที่สำคัญที่ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการก็คือการชำระสะสางการงานของบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ตามมาตรา 1250 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง มีการขายสินค้าไปในราคาต่ำกว่าทุน แสดงยอดรายรับจากการขายขาดไป ทำให้การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2535 กับภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและมิถุนายน2535 ไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าว จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยจึงควรจะต้องรู้ว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยก่อน จำเลยจึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเป็นการประเมินเอง หาจำต้องรอให้พนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น อีกทั้งการชำระบัญชีจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 1271 ที่บัญญัติให้มอบบรรดาสมุดและบัญชี และเอกสารทั้งหลายของบริษัทซึ่งได้ชำระบัญชีนั้นแก่นายทะเบียนเพื่อเก็บรักษาไว้ 10 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาบรรดาเอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีผู้เก็บรักษาจึงฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเมื่อบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากรมาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น 1 ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา 2 เดือนเศษต่อมา โดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก 1,538,905.44 บาท แต่จำเลยมิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์โดยกลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1264 และมาตรา 1269 ที่กำหนดให้ผู้ชำระบัญชีกันเงินส่วนที่บริษัทเป็นหนี้และแบ่งคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพียงแต่เท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าในคดีเดิมศาลฎีกาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยเป็นผลให้คดีในส่วนของจำเลยถือเสมือนว่าไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง นั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อมาศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2540เห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง และพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยมาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวนั้นถึงที่สุด ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 ไม่เกิน 60 วัน จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 420 ม. 1168 ม. 1250 ม. 1252 ม. 1264 ม. 1269 และ 1
ป.รัษฎากร ม. 85/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย ธานี เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3199/2545
#49047
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท บ. หน้าที่สำคัญที่ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการ คือการชำระสะสางการงานของบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 การที่บริษัท บ. ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง ทำให้การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัท จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา 1168 และในฐานะเป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบก่อน จำเลยจึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่ อีกทั้งเมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น 1 ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา 2 เดือนเศษต่อมาโดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่ แต่จำเลยไม่ได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ กลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นจึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1264 และมาตรา 1269 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อมาศาลฎีกาเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางและพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวนั้นถึงที่สุด เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 ไม่เกิน 60 วัน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการและเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทบีพีดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการจัดการทรัพย์สินของบริษัท โดยนำไปชำระหนี้ของบริษัทก่อนแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้นแต่ในการชำระบัญชีของบริษัท จำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท กล่าวคือ บริษัทได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้อง จำเลยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทยังมีหนี้ภาษีที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ ได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่นำทรัพย์สินของบริษัทชำระหนี้ภาษีจำนวน 491,425.21 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายให้แก่โจทก์ก่อน แต่กลับนำทรัพย์สินคือเงินจำนวน 1,538,905.44 บาท ของบริษัทคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นรวม 16 คน รวมทั้งจำเลย แล้วจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้ฟ้องบริษัทและจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่29 กันยายน 2538 ให้ร่วมกันชำระหนี้ภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรพิพากษาว่า คดีของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับฟ้องถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์2541 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 647,181.31 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีอากรจำนวน 301,262.34 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิดหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับหนี้ค่าภาษีที่บริษัทบีพี ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่ชำระให้แก่โจทก์แต่จำกัดวงเงินไม่เกิน 1,538,905.44 บาท ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2541) ต้องไม่เกิน 647,181.31 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊ป จำกัด จำเลยจึงมีอำนาจและหน้าที่ในการเป็นผู้ชำระบัญชีตามที่กฎหมายบัญญัติหน้าที่สำคัญที่ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการก็คือการชำระสะสางการงานของบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้นตามมาตรา 1250 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัท บีพี ดีเวลลอปเม้นท์กรุ๊ป จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง มีการขายสินค้าไปในราคาต่ำกว่าทุน แสดงยอดรายรับจากการขายขาดไป ทำให้การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 25มิถุนายน 2535 กับภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และมิถุนายน 2535 ไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าว จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยจึงควรจะต้องรู้ว่า บริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยก่อนจำเลยจึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเป็นการประเมินเอง หาจำต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อน ไม่เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น อีกทั้งการชำระบัญชีต้องปฏิบัติตามมาตรา 1271 ที่บัญญัติให้มอบบรรดาสมุดและบัญชี และเอกสารทั้งหลายของบริษัทซึ่งได้ชำระบัญชีนั้นแก่นายทะเบียนเพื่อเก็บรักษาไว้ 10 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาบรรดาเอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีผู้เก็บรักษาจึงฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเมื่อบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากรมาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น 1 ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา 2 เดือนเศษต่อมา โดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก 1,538,905.44บาท แต่จำเลยมิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์โดยกลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1264 และมาตรา 1269 ที่กำหนดให้ผู้ชำระบัญชีกันเงินส่วนที่บริษัทเป็นหนี้และแบ่งคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพียงแต่เท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าในคดีเดิมศาลฎีกาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย เป็นผลให้คดีในส่วนของจำเลยถือเสมือนว่าไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง นั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อมาศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2540 เห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง และพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยมาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวนั้นถึงที่สุด ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 ไม่เกิน 60 วัน จึงไม่ขาดอายุความส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 420 ม. 1168 ม. 1250 ม. 1252 ม. 1264 ม. 1269
ป.รัษฎากร ม. 85/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย ธานี เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3199/2545
#99664
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำกัด จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยจึงควรจะต้องทราบว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง และการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการประเมินเอง หาจำต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่ เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่

การชำระบัญชีจะต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ.มาตรา 1271 ที่ให้มอบบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารทั้งหลายของบริษัทซึ่งได้ชำระบัญชีแก่นายทะเบียนเพื่อเก็บรักษาไว้ 10 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีผู้เก็บรักษาจึงฟังไม่ขึ้น

เมื่อบริษัทจำกัดจดทะเบียนเลิกบริษัท จำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 85/15 แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น 1 ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา 2 เดือนเศษต่อมา โดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่ง การที่จำเลยมิได้กันเงินที่ชำระหนี้ให้โจทก์แต่กลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนแก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อ ป.พ.พ.มาตรา 1264 , 1269 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยมาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 9 เมษายน 2541 ไม่เกิน 60 วัน จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๓๐๑,๒๖๒.๓๔ บาท เบี้ยปรับจำนวน ๔๘,๖๐๐.๑๖ บาท และเงินเพิ่มร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีอากรจำนวน ๓๐๑,๒๖๒.๓๔ บาท คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๕๕,๗๗๕.๖๒ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๔๗,๑๘๑.๓๑ บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษเดือนของต้นเงินภาษีอากรจำนวน ๓๐๑,๒๖๒.๓๔ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิดหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยขณะจดทะเบียนเลิกบริษัทไม่มีหนี้ค่าภาษีใดๆ ค้างอยู่ โจทก์ไม่เคยทักท้วงหรือโต้แย้งว่าจำเลยชำระค่าภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง เมื่อมีเงินคงเหลือจึงแบ่งเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดตามหน้าที่ของผู้ชำระบัญชี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับหนี้ค่าภาษีที่บริษัทบีพี ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่ชำระให้แก่โจทก์ แต่จำกัดวงเงินไม่เกิน ๑,๕๓๘,๙๐๕.๔๔ บาท ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๑) ต้องไม่เกิน ๖๔๗,๑๘๑.๓๑ บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานเกิดขึ้นภายหลัง ขณะเสร็จการชำระบัญชี บริษัทบีพี ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด ไม่มีหนี้สินใด จำเลยจึงคืนเงินค่าหุ้นแก่ผู้ถือหุ้น ที่จำเลยมิได้กันเงินไว้ชำระหนี้เพราะโจทก์มิได้แจ้งจำเลยให้ทราบว่ามีหนี้สิน จำเลยไม่ใช่นักธุรกิจจึงไม่ทราบว่าการเลิกเป็นผู้ประกอบภาษีมูลค่าเพิ่มต้องแจ้งต่อโจทก์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเลิกประกอบการนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทบีพี ดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยจึงมีอำนาจและหน้าที่ในการเป็นผู้ชำระบัญชีตามที่กฎหมายบัญญัติ หน้าที่สำคัญที่ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการก็คือการชำระสะสางการงานของบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ตามมาตรา ๑๒๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัทบีพี ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง มีการขายสินค้าไปในราคาต่ำกว่าทุน แสดงยอดรายรับจากการขายขาดไป ทำให้การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ และปี ๒๕๓๕ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๕ กับภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและมิถุนายน ๒๕๓๕ ไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าว จึงมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘ และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา ๑๒๕๒ จำเลยจึงควรจะต้องรู้ว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยก่อน จำเลยจึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเป็นการประเมินเอง หาจำต้องรอให้พนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่ เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น อีกทั้งการชำระบัญชีจะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๒๗๑ ที่บัญญัติให้มอบบรรดาสมุดและบัญชี และเอกสารทั้งหลายของบริษัทซึ่งได้ชำระบัญชีนั้นแก่นายทะเบียนเพื่อเก็บรักษาไว้ ๑๐ ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาบรรดาเอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่มีผู้เก็บรักษาจึงฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเมื่อบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำเลยมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน ๑๕ วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๕/๑๕ แต่ไปแจ้งเลิกกิจการภายหลังจากนั้น ๑ ปีเศษ และรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในเวลา ๒ เดือนเศษต่อมา โดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก ๑,๕๓๘,๙๐๕.๔๔ บาท แต่จำเลยมิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์โดยกลับแบ่งเงินดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๔ และมาตรา ๑๒๖๙ ที่กำหนดให้ผู้ชำระบัญชีกันเงินส่วนที่บริษัทเป็นหนี้และแบ่งคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพียงแต่เท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาจำเลยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าในคดีเดิมศาลฎีกาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย เป็นผลให้คดีในส่วนของจำเลยถือเสมือนว่าไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง นั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อมาศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๒๑๑/๒๕๔๐ เห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง และพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางตั้งแต่ชั้นรับคำฟ้องจนถึงชั้นมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล กรณีต้องด้วยมาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาดังกล่าวนั้นถึงที่สุด ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๑ ไม่เกิน ๖๐ วัน จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายนพพร โพธิรังสิยานนท์ ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปรวาจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 420 ม. 1168 ม. 1250 ม. 1252 ม. 1264 ม. 1269 และ 1
ป.รัษฎากร ม. 85/15
ชื่อคู่ความ
อยุธยา — นายธานี เสนีย์วงศ์ ณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3198/2545
#99316
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกัน และรับของไปจากอารักขาของศุลกากรเป็นเพียงการผ่อนผันชำระค่าอากรขาเข้าให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยมิได้ผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี ตามกฎหมาย ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำเงินอากรขาเข้าและภาษีอากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินไว้ไปชำระมิใช่เป็นหน้าที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องติดตามทางถามให้จำเลยชำระ ทั้งตาม พ.ร.บ. ศุลกากรก็ดี ประมวลรัษฎากรก็ดี มิได้บัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินติดตามทวงถามไว้แต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าอากรขาเข้าเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ต้องเสียก็ต้องเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยตามกฎหมาย

กรณีการนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางก็ไม่มีบทบัญญัติใดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรว่าถ้าผู้นำของเข้าไม่ชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบแล้วภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ก็ให้เรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันทันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่ให้สิทธิเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น ถ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ และเมื่อเรียกจากธนาคารผู้ค้ำประกันแล้วหนี้ยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ขาดรวมทั้งเงินเพิ่มแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และเงินเพิ่ม จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและภายในชอบที่กฎหมายบัญญัติ จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 4,778,456.27 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระจำนวน 1,813,882.59 บาท และของต้นเงินค่าธรรมเนียมพิเศษค้างชำระจำนวน 20,933.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงนัดฟังคำพิพากษา กับให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานเพื่อประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดี

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน 410,298.76 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? เมื่อระหว่างเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือนมีนาคม 2534 จำเลยนำ สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรหลายรายการรวม 7 ครั้ง เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนเพื่อออกของไปตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว จำเลยไม่ได้นำสินค้าดังกล่าวไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า จำเลยจึงต้องชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวรวมทั้งเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง และพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้ธนาคารซึ่งค้ำประกันนำเงินค่าภาษีอากรมาชำระตามหนังสือค้ำประกันแล้วเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 แต่นำไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และค่าธรรมเนียมพิเศษได้เพียงบางส่วน ยังมีหนี้ค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยค้างชำระโจทก์ทั้งสองอยู่คิดถึง วันฟ้องรวม 4,778,456.27 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองประเมินภาษีอากรและ ฟ้องเรียกค่าภาษีอากรตามฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกันและรับของไปจาก อารักขาของศุลกากรเป็นเพียงการผ่อนผันชำระค่าอากรขาเข้าให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยมิได้ผลิตสินค้าส่งออกไป ต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี ตามกฎหมาย ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะนำเงินอากรขาเข้าและภาษีอากรตามที่ เจ้าพนักงานประเมินไว้ไปชำระ มิใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินจะต้องติดตามทวงถามให้จำเลยชำระ ทั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากรก็ดี ประมวลรัษฎากรก็ดี มิได้บัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินติดตามทวงถามไว้แต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกให้จำเลยหรือผู้ค้ำประกันชำระค่าอากรขาเข้าเมื่อใดก็ได้ ภายในอายุความ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ต้องเสียก็ต้องเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยตามกฎหมาย นอกจากนี้กรณี การนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางประกันก็ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดตามพระราชบัญญัติศุลกากรบัญญัติว่า ถ้าผู้นำของเข้าไม่ชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามที่ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบแล้วภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งก็ให้เรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันทันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่ให้สิทธิเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ และเมื่อเรียกจากธนาคารผู้ค้ำประกันแล้วหนี้ยังขาดอยู่เท่าใด จำเลยก็ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ขาดรวมทั้งเงินเพิ่มแก่โจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่า อากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) และเงินเพิ่มจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติ จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เพราะเหตุที่จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มจำนวนมากนั้นเกิดจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าอากรนำเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ไปชำระตามที่ได้รับแจ้งการประเมิน ไม่นำเงินค่าอากรและภาษีดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ทั้งสองตามหน้าที่เอง ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2543 ไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศจำนวน 7 ครั้ง ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า และขอใช้สิทธิคืนภาษีอากรโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนการชำระค่าภาษีอากร ตามมาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 แล้วจำเลยผิดเงื่อนไขโดยมิได้นำของไปผลิตเพื่อส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้า ซึ่งในการวินิจฉัยในปัญหานี้โดยเฉพาะในกรณีเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษตามมาตรา 112 ตรี และมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนว่าการนำของเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการภาษีการค้ามีการโต้แย้งประเภทพิกัดสินค้า และราคาสินค้าที่สำแดงกันอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวข้างต้นมีทั้งการประทับตราว่า เพิ่มราคาแล้วพอใจบัญชีราคาสินค้า และตีราคา โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเนื่องมาจากสาเหตุใด และอาจส่งผลให้การคิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษเปลี่ยนแปลงได้ จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสองให้ได้ความชัดเจนและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ย้อนสำนวนโดยให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 686
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 40 ม. 112 ม. 112 ทวิ ม. 112 ตรี
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ ม. 19 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทซันไทยฟุตแวร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ปัญญา ถนอมรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2545
#45703
เปิดฉบับเต็ม

แม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาวฯ และต่อมาที่ดินพิพาทของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2526 แต่ในเมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืน จนกระทั่งต่อมามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ออกมาใช้บังคับ ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทซึ่งยังค้างคาไม่เสร็จสิ้นอยู่นั้น หากมีการดำเนินการอย่างใดที่จะต้องกระทำต่อไปในเรื่องนี้ก็จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 36 วรรคสอง การพิจารณาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเท่าใดจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม 2533 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาวฯ ออกมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่สมควรจะนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งผ่านพ้นไปกว่า 16 ปี มาคำนึงศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาที่ดินของโจทก์ จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี 2517 มาเป็นปี 2531 ก่อนวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินประมาณ 2 ปีนั้น ชอบตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 56827 และ 56828 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งบางส่วนเนื้อที่ 19 ตารางวาละ 95ตารางวา ตามลำดับ ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกได้รับเงินค่าทดแทนตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,140,000 บาท ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่จนถึงวันฟ้องคดีนี้รัฐมนตรีฯ ยังไม่มีคำวินิจฉัย ที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขณะฟ้องคดีตารางวาละ 150,000 บาท แต่โจทก์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพียงตารางวาละ 80,000 บาท คือ เพิ่มขึ้นตารางวาละ 70,000 บาท เป็นเงิน 7,980,000 บาท นอกจากนี้เมื่อมีการเวนคืนแล้ว ทำให้โจทก์เป็นเหตุให้ต้องรื้อถอนสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด โจทก์ขอคิดเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ด้วยจำนวน 600,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 11 ต่อปี ในเงินค่าทดแทนที่ดินขอเพิ่มนับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2517 คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,361,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 23,941,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ในต้นเงิน 7,980,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดค่าทดแทนโดยพิจารณาหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 แล้ว โจทก์ได้ที่ดินที่ถูกเวนคืนมาหลังจากพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก... พ.ศ. 2526 ใช้บังคับ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน และค่าเสียหายจากการเสื่อมค่าของอุปกรณ์สถานีบริการน้ำมัน การเวนคืนมิใช่การกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินหรือหากเรียกได้ก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ11 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 56827 และ 56828 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดถนนวิภาวดีรังสิต มีเนื้อที่ 201 ตารางวา และ 212 ตารางวาที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกเป็นเนื้อที่ 19 ตารางวา และ 95 ตารางวา ตามลำดับ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น แต่รัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 80,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ของศาลอุทธรณ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งสำหรับราคาที่ดินของโจทก์จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี 2517 เป็นปี 2531 อันเป็นปีที่เริ่มดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายกำหนดให้คำนึงถึงราคาตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา เห็นว่าแม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้จะเริ่มดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาว พ.ศ. 2517 และต่อมาที่ดินพิพาทของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก... พ.ศ. 2526 แต่ในเมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนจนกระทั่งต่อมามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ออกมาใช้บังคับ ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทซึ่งยังค้างคาไม่เสร็จสิ้นอยู่นั้นหากมีการดำเนินการอย่างใดที่จะต้องกระทำต่อไปในเรื่องนี้ก็จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ทั้งนี้ตามมาตรา 36 วรรคสอง การพิจารณาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเท่าใด จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประกอบกับสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ซึ่งตามที่บัญญัติไว้รวม 5 ข้อดังกล่าวนั้น สำหรับราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ นั้น ทำให้เห็นเจตนารมณ์ของการที่บัญญัติไว้เช่นนี้ได้ว่า ต้องการให้ทราบราคาที่ซื้อขายกันอยู่จริง ๆ ในท้องตลาดในเวลาที่ใกล้เคียงที่สุดกับเวลาที่เริ่มดำเนินการเพื่อเวนคืน แล้วนำราคาดังกล่าวมาเป็นหลักในการพิจารณาเพราะราคาของที่ดินย่อมจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามสภาวะของท้องตลาดตลอดเวลา การนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ อันเป็นการเริ่มต้นในการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาคำนึงเป็นหลักประการแรกย่อมจะทำให้สามารถกำหนดเงินค่าทดแทนได้โดยเหมาะสมและบังเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สำหรับกรณีของโจทก์นี้ จำเลยเพิ่งมีหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม 2533 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องออกมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่สมควรจะนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งผ่านพ้นไปกว่า 16 ปี มาคำนึง เพราะราคาที่ดินย่อมจะสูงขึ้นมากจากเวลาที่ผ่านไปกว่า 16 ปีดังกล่าว หากยังคงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ถูกเวนคืนโดยถือตามราคาในอดีตเมื่อกว่า 16 ปีก่อน ย่อมจะต่ำมาก ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาที่ดินของโจทก์ จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี 2517 มาเป็นปี 2531 ก่อนวันที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม 2533 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินประมาณ 2 ปีนั้นชอบตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่งที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม นับว่าเหมาะสมแล้ว ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2544 ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดนครไทยสมุทรธุรกิจ กับพวก โจทก์ กระทรวงคมนาคม กับพวก จำเลย แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 80,000 บาท นั้น เห็นว่า สูงเกินไป แม้เมื่อวันที่ 25 เมษายน2533 จะมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 56791 ถึง 56794 และ 98586แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินพิพาทในราคาตารางวาละ105,000 บาท และเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2535 มีการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56772ถึง 56774 และ 56778 ถึง 56780 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพ-มหานคร ซึ่งอยู่ในซอยอนุสรณ์ 1 ห่างจากถนนวิภาวดีรังสิตประมาณ 500 เมตร ซึ่งที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวด้อยกว่าที่ดินพิพาทมากในราคาเมื่อหักสิ่งปลูกสร้างออกแล้วตารางวาละเกือบ 60,000 บาท อันพอนำมาเปรียบเทียบให้ฟังได้ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินพิพาทตามที่เป็นอยู่ในปี 2531 น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงตารางวาละ 80,000 บาท แต่เมื่อคำนึงถึงว่าโจทก์ได้ที่ดินพิพาทนี้มาในปี 2527 โดยซื้อมาเพียงตารางวาละ 21,000 บาท กับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โดยเปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯมาเป็นปี 2531 แล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมคือตารางวาละ 70,000 บาท ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงถูกเวนคืนไป114 ตารางวา โจทก์มีสิทธิได้เงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้น 7,980,000 บาท แต่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปแล้ว 1,140,000 บาท จึงมีสิทธิได้รับเพิ่มขึ้นอีก 6,840,000 บาทฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,840,000 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 49
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 21 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2545
#99446
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องออกมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันควร ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาที่ดินของโจทก์ จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี 2517 มาเป็นปี 2531 ก่อนวันที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม 2533 แจ้งให้โจทก์ไปรับค่าทดแทนที่ดินประมาณ 2 ปี จึงชอบตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและความมุ่งหมายของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ถูกเวนคืนที่ดิน ๒๓,๙๔๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑ ต่อปี ในต้นเงิน ๗,๙๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นธรรมต่อโจทก์และสังคมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗,๙๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๗๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งสำหรับราคาที่ดินของโจทก์จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี ๒๕๑๗ เป็นปี ๒๕๓๑ อันเป็นปีที่เริ่มดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินไม่ถูกต้อง เพราะกฎหมายกำหนดให้คำนึงถึงราคาตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา เห็นว่า แม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้จะเริ่มดำเนินการโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ - แขวงลาดยาว พ.ศ. ๒๕๑๗ และต่อมาที่ดินพิพาทของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก? พ.ศ. ๒๕๒๖ แต่ในเมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืน จนกระทั่งต่อมามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ออกมาใช้บังคับ ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทซึ่งยังค้างคาไม่เสร็จสิ้นอยู่นั้น หากมีการดำเนินการอย่างใดที่จะต้องกระทำต่อไปในเรื่องนี้ก็จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ทั้งนี้ตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง การพิจารณาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเท่าใด จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๖ ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประกอบกับสภาพและที่ตั้งของอสังริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ซึ่งตามที่บัญญัติไว้รวม ๕ ข้อดังกล่าวนั้น สำหรับราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ นั้น ทำให้เห็นเจตนารมณ์ของการที่บัญญัติไว้เช่นนี้ได้ว่า ต้องการให้ทราบราคาที่ซื้อขายกันอยู่จริง ๆ ในท้องตลาดในเวลาที่ใกล้เคียงที่สุดกับเวลาที่เริ่มดำเนินการเพื่อเวนคืน แล้วนำราคาดังกล่าวมาเป็นหลักในการพิจารณา เพราะราคาของที่ดินย่อมจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามสภาวะของท้องตลาดตลอดเวลา การนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ อันเป็นการเริ่มต้นในการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาคำนึงเป็นหลักประการแรก ย่อมจะทำให้สามารถกำหนดเงินค่าทดแทนได้โดยเหมาะสมและบังเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สำหรับกรณีของโจทก์นี้ จำเลยเพิ่งมีหนังสือลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๓ แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องออกมาแล้วกว่า ๑๖ ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่สมควรจะนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ ซึ่งผ่านพ้นไปกว่า ๑๖ ปีมาคำนึง เพราะราคาที่ดินย่อมจะสูงขึ้นมากจากเวลาที่ผ่านไปกว่า ๑๖ ปี ดังกล่าว หากยังคงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ถูกเวนคืนโดยถือตามราคาในอดีตเมื่อกว่า ๑๖ ปีก่อน ย่อมจะต่ำมาก ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนวันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาที่ดินของโจทก์ จากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องในปี ๒๕๑๗ มาเป็นปี ๒๕๓๑ ก่อนวันที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๓ แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินประมาณ ๒ ปีนั้น ชอบตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง ที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม นับว่าเหมาะสมแล้ว ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๕๗/๒๕๔๔ ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดนครไทยสมุทรธุรกิจ กับพวก โจทก์ กระทรวงคมนาคม กับพวก จำเลย?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖,๘๔๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2545
#45702
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยบริหารกิจการของจำเลยมานับแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลย ย่อมทราบว่าจำเลยมีเครื่องจักรขนาดใหญ่อยู่หลายเครื่องรวมทั้งราคาของเครื่องจักรดังกล่าวด้วยโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยเพียงไม่กี่แสนบาท จึงน่าจะมุ่งยึดเครื่องจักรที่มีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ ประกอบกับจำเลยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อธนาคารอื่นทั้ง ก. ซึ่งมีที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์หลายแปลงก็เต็มใจให้โจทก์นำไปหักชำระหนี้ได้โดยที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ อีกด้วย จึงเห็นได้ว่า โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 284 วรรคหนึ่ง และโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 407,650 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49610 และ 49611 ตำบลแสมดำ(บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมโรงงานพิพาทของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดไว้เป็นเงินทั้งสิ้น 10,366,450 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาเพียง 407,650 บาท โจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตผ้าเบรกซึ่งโจทก์สามารถนำยึดออกขายทอดตลาดและได้ราคาเพียงพอแก่การชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา แต่โจทก์กลับนำยึดที่ดินและโรงงานพิพาทซึ่งมีราคาประเมินประมาณ 20,000,000 บาท เกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและให้โจทก์รับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว แต่ไม่พบทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและโรงงานพิพาท โจทก์ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49610 และ49611 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์รับผิดเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเลยแก่การบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกศม ยูงทอง กรรมการผู้จัดการของจำเลยและเคยร่วมก่อตั้งบริษัทจำเลยมาด้วยกัน โดยโจทก์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยมาหลายปี เพิ่งพ้นตำแหน่งดังกล่าวไม่นานนักก่อนฟ้องคดีนี้ เพียงแต่ขณะนี้โจทก์กับนายกศมแยกกันอยู่โดยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าเท่านั้น จึงเป็นที่ทำให้น่าสงสัยว่าโจทก์กับนายกศมมีเหตุอันเป็นอคติต่อกันหรือไม่ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยเพียงจำนวน 407,650 บาท ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับราคาที่ดินและโรงงานพิพาทที่โจทก์นำยึดแล้วนับว่ามีราคาต่างกันมากไม่เหมาะสมกันเลย โจทก์เคยบริหารกิจการของจำเลยมานับแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลย ดังนั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยมีวิธีดำเนินการในทางธุรกิจอย่างไร มีอุปกรณ์เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าอย่างไรบ้าง มีการนำทรัพย์สินใดของจำเลยไปจำนำหรือจำนองเป็นประกันเงินกู้ที่นำมาเป็นทุนบริหารงานบ้าง เหล่านี้น่าเชื่อว่าโจทก์ย่อมรู้ดี และในการดำเนินธุรกิจนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักธุรกิจจะต้องรักษาไว้คือชื่อเสียงในทางการเงิน เพราะการลงทุนในการดำเนินกิจการทั้งหมดต้องอาศัยสถาบันการเงินช่วยเหลือซึ่งน่าเชื่อว่าโจทก์ก็ทราบเป็นอย่างดีจากการที่โจทก์เคยเป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยมาก่อนหลายปีย่อมทราบว่าจำเลยมีเครื่องจักรขนาดใหญ่อยู่หลายเครื่องรวมทั้งราคาของเครื่องจักรเหล่านี้ด้วย โจทก์มีหนี้อยู่แก่จำเลยเพียงไม่กี่แสนบาท หากปราศจากอคติใด ๆ แล้วโจทก์น่าจะมุ่งนำยึดเครื่องจักรอื่นอันมีราคาใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ที่โจทก์มีอยู่แก่จำเลยก็น่าจะเหมาะสมเพราะได้ความว่าจำเลยยังใช้เครื่องจักรดังกล่าวในการผลิตสินค้าตลอดมาจนบัดนี้ แต่การที่โจทก์มุ่งยึดทรัพย์สินดังที่ปรากฏของจำเลยเพียงประการเดียวโดยข้ออ้างที่ว่าไม่อาจเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงานของจำเลยได้จึงไม่ทราบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นหรือไม่นั้น นอกจากจะเป็นข้ออ้างที่ไร้เหตุผลตามกฎหมายแล้วยังเป็นการไม่เป็นธรรมแก่จำเลยอีกด้วยเพราะเป็นการทำลายอนาคตในทางธุรกิจของจำเลยโดยสิ้นเชิง ในปัจจุบันจำเลยก็ยังดำเนินการผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาดตามปกติและก็ยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหนี้จำนองที่จำเลยกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีต่อกัน และยังได้ความตามที่ปรากฏในท้ายคำร้องของจำเลยอีกว่านายกศมมีทรัพย์สินที่เป็นที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันกับโจทก์อยู่อีกหลายแปลงที่เต็มใจให้โจทก์นำไปหักชำระหนี้จำนวนนี้ได้โดยที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ อีกด้วย ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง และโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 284 วรรคสอง อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น ไม่ถูกต้องศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 284 วรรคแรก ม. 284 วรรคสอง ม. ตาราง 5 ข้อ 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พูนศรี ยูงทอง
จำเลย — บริษัท พูนทองอุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2545
#44153
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาพาอาวุธไปในเมืองทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 100 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยจะมีอาวุธมีดจริงหรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยแต่เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดจี้ชิงทรัพย์ผู้เสียหาย แม้ข้อหาพาอาวุธมีดไปในเมืองทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะยุติไปแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปบริเวณปากซอยลาดพร้าว 142 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันชิงเอาสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 10,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้นราคา 5,000 บาท และพระเลี่ยมทองคำหนัก 1 สลึง 1 องค์ ราคา 1,700 บาท รวมราคา16,700 บาท ของนางสาวศุภลักษณ์ สุวรรณรัตน์ ผู้เสียหายไปโดยใช้อาวุธมีดที่พามาขู่เข็ญผู้เสียหายว่าในทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339,340 ตรี, 371 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 16,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371, 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามารา 91 ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ผู้อื่นโดยใช้ยานพาหนะจำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 100 บาท รวมจำคุก 18 ปี และปรับ100 บาท ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 16,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้ายเข้ามาชิงทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.2 ของนางสาวศุภลักษณ์ สุวรรณรัตน์ ผู้เสียหายโดยใช้อาวุธมีดจี้ผู้เสียหายและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม สำหรับข้อหาความผิดฐานพาอาวุธไปในเมืองทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 100 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยจะมีอาวุธมีดจริงหรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า ขณะผู้เสียหายกำลังพูดโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์จำเลยเข้ามาชิงทรัพย์ผู้เสียหายในตู้โทรศัพท์ ผู้เสียหายจำหน้าจำเลยได้ เพราะมีโอกาสเห็นจำเลยโดยอาศัยแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดอยู่รั้วของการไฟฟ้าย่อยคลองจั่น และแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ติดอยู่บนเสาไฟฟ้าแรงสูงที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุนั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นจำเลยในระยะใกล้ชิด แต่ก็เป็นเวลาเพียง 1 ถึง 2 นาที เท่านั้นและไม่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนประกอบกับผู้เสียหายเป็นหญิงทั้งก็เบิกความรับว่าขณะเกิดเหตุรู้สึกตกใจกลัว ดังนั้น ผู้เสียหายย่อมไม่มีเวลาที่จะจดจำหน้าจำเลยและที่ผู้เสียหายอ้างว่าจดจำใบหน้าจำเลยได้และได้ชี้รูปถ่ายจำเลยนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับบันทึกการชี้รูปถ่ายผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 ลงวันที่ 7 กันยายน 2537 และตามคำเบิกความของพันตำรวจโทบุญส่ง อัตวรอนันต์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากพยานโจทก์ก็ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายนำความมาแจ้งว่าถูกคนร้ายชิงทรัพย์โดยไม่ได้ระบุว่าจดจำคนร้ายได้ ต่อมาภายหลังจึงให้การเพิ่มเติมว่าจดจำคนร้ายได้ พยานจึงนำรูปถ่ายผู้ต้องสงสัยให้ผู้เสียหายดูเมื่อผู้เสียหายชี้ระบุรูปถ่ายจำเลยว่าเป็นคนร้าย พยานก็ทำบันทึกการชี้รูปถ่ายผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4ไว้ แสดงว่าผู้เสียหายชี้รูปถ่ายจำเลยหลังเกิดเหตุประมาณ 1 เดือนเศษ ตามพฤติการณ์แห่งคดีและจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงมีเหตุน่าสงสัยว่าผู้เสียหายจดจำใบหน้าจำเลยได้หรือไม่ ส่วนพยานหลักฐานโจทก์อื่นก็ล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่าและเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งไม่รู้เห็นเหตุการณ์ จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายนี้หรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดจี้ชิงทรัพย์ผู้เสียหาย ดังนี้แม้ข้อหาความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะยุติไปแล้วเพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ยูนุช ขำวิสัย
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183/2545
#45220
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันตามสัญญากู้เงินฉบับแรกเป็นการค้ำประกันถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง แต่ลักษณะของสัญญาค้ำประกันดังกล่าว เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้คือธนาคารโจทก์ ซึ่งผู้ค้ำประกันคือจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8อาจใช้สิทธิบอกเลิกการค้ำประกันเพื่อคราวอันเป็นอนาคตต่อโจทก์ตามมาตรา 699 ได้เมื่อจำเลยที่ 6 และที่ 8 ได้มีหนังสือขอถอนการค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว สัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไป โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 6 และที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญากู้เงินฉบับที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์หลังจากวันที่จำเลยที่ 6 และที่ 8 บอกเลิกการค้ำประกันไปแล้วหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินจำนวน30,000,000 บาท และได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน2534 จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินจากโจทก์เพิ่มอีกจำนวน 12,000,000 บาท แต่รับเงินไป10,224,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปจากโจทก์จำนวนทั้งสิ้น 40,224,000บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 และ จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ค้ำประกันหนี้เงินกู้ ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534 ไว้แก่โจทก์ โดยยอมเข้าร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ที่ 9 และที่ 10 นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ ภายหลังทำสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ต้นเงินคืนโจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์อีก โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้หลายครั้ง แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสิบแต่จำเลยทั้งสิบเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้คืนต้นเงินจำนวน17,721,473.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน2,011,872.79 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้คืนแก่โจทก์คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 19,733,346.57 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 9 และที่ 10 ในฐานะผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1ต้องร่วมรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระเงินจำนวน19,733,346.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปีในต้นเงินจำนวน17,721,473.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 9 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 14478ตำบลสุริยวงศ์ อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 10คือที่ดินโฉนดเลขที่ 594 ตำบลแสนสุข (หนองบอน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน39,050,000 บาท จึงเหลือเป็นหนี้ต้นเงินค้างชำระตามสัญญาเพียง 10,000,000 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ 17,721,473.78 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ให้การทำนองเดียวกันว่า หนี้เงินกู้ตามฟ้องแม้จะมีกำหนดเวลาชำระหนี้โดยแน่ชัด แต่การปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้โจทก์ขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าผู้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารและโจทก์ปลดจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นแปลง ๆ ไป ซึ่งไม่ใช่ตามกำหนดสัญญา ดังนั้น จึงถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะชำระหนี้กันตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินตามฟ้องแต่ถือปฏิบัติการชำระหนี้ตามวิธีดังกล่าว หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการชำระต่อเนื่องหลายคราวไม่จำกัดเวลา จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้ขายหุ้นและพ้นจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 26สิงหาคม 2534 ดังนั้นหนี้ใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ได้ก่อให้เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 26 สิงหาคม2534 โดยเฉพาะหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534 โจทก์จึงเรียกร้องจากจำเลยที่ 5 ที่ 6 ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ให้การว่า สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 10 มิได้ระบุจำนวนเงินที่จำนองเป็นเงินตราไทยและมิได้ระบุเงื่อนไขข้อตกลงใด ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 10 ทั้งมิได้ระบุจำนวนหนี้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 10 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 และที่ 9 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 17,721,473.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปีนับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้การคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 2,011,872.79 บาทหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14478 ตำบลสุริยวงศ์ อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 594 ตำบลแสนสุข (หนองบอน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 9 และที่ 10 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม2532 จำนวนเงิน 30,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยโดยชำระทุกเดือนในอัตราร้อยละ13 ต่อปี กำหนดชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 มกราคม 2534 ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 30,000,000 บาท ไปครบถ้วนแล้วต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์เพิ่มอีก12,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุกเดือนกำหนดชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.39 ถึง จ.41 จำเลยที่ 1 รับเงินตามสัญญากู้เงินฉบับที่ 2 ไปแล้วเป็นเงิน10,224,000 บาท การกู้เงินตามสัญญาฉบับแรก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.27 ถึง จ.33 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินตามสัญญาฉบับที่ 2 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.52 ถึง จ.54 การกู้เงินตามสัญญาทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ที่ 9 และที่ 10 ได้นำที่ดินมาจำนองไว้เป็นประกันหนี้แก่โจทก์ด้วยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 5ที่ 6 และที่ 8 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการกู้เงินตามสัญญากู้เงินฉบับที่ 2 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกู้เงินตามสัญญาฉบับแรกจำนวนเงิน 30,000,000 บาท นั้น โจทก์มิได้มอบเงินตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 รับไปในคราวเดียวแต่ให้จำเลยที่ 1 มาเบิกเงินไปจากโจทก์เป็นคราว ๆ หลายครั้งตามความจำเป็นของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะคิดดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นคราวตามวันที่จ่ายจริง มิใช่นับแต่วันทำสัญญากู้เงินทั้งหมดและแม้ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 มาขอกู้เงินจากโจทก์เพิ่มอีกเป็นครั้งที่ 2 จำนวนเงิน 12,000,000 บาท โจทก์ก็จ่ายเงินตามสัญญากู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ในลักษณะเดียวกันคือจ่ายให้เป็นคราว ๆ ตามที่จำเลยที่ 1 ขอเบิก ดังนั้น แม้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ทำไว้ต่อโจทก์ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม2532 จะมีข้อความในข้อ 1 วรรคสาม ระบุว่า "เนื่องจากการค้ำประกันตามวรรคแรกเป็นประกันหนี้ดังกล่าวข้างต้น ในจำนวนหนี้ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะทำสัญญานี้และ/หรือที่จะมีขึ้นใหม่ในภายหน้า ผู้ค้ำประกันและธนาคารจึงตกลงกันว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแล้ว ถ้าตราบใดธนาคารยังมิได้มีหนังสือแจ้งว่าผู้ค้ำประกันหมดภาระผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันและธนาคารตกลงให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันรายนี้ยังคงมีผลบังคับอยู่เพื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าหรือหนี้ใหม่ของลูกหนี้กับธนาคารต่อไปอีกด้วย หนี้ใหม่ดังกล่าวนี้หมายถึงบรรดานิติกรรมที่ลูกหนี้จะพึงเป็นหนี้ต่อธนาคารตามความในวรรคแรกดังกล่าวข้างต้น"อันแสดงให้เห็นได้ว่า สัญญาค้ำประกันฉบับแรกเป็นการค้ำประกันถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 อันมีผลใช้บังคับต่อผู้ค้ำประกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 681 วรรคสอง ก็ตาม แต่ลักษณะของสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเห็นได้ว่า เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้คือธนาคารโจทก์ ซึ่งผู้ค้ำประกันคือจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 อาจใช้สิทธิบอกเลิกการค้ำประกันเพื่อคราวอันเป็นอนาคตต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 699 ได้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 6 และที่ 8 ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่26 สิงหาคม 2534 ตามเอกสารหมาย ล.24 และ ล.29 ขอถอนการค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว สัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไป โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 6 และที่ 8 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญากู้เงินฉบับที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1ทำกับโจทก์หลังจากวันที่จำเลยที่ 6 และที่ 8 บอกเลิกการค้ำประกันไปแล้วหาได้ไม่สำหรับจำเลยที่ 5 นั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 5 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ไปก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ฉบับที่ 2 แต่จำเลยที่ 5 เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกการค้ำประกันเงินกู้จำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม2535 ตามเอกสารหมาย ล.27 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินฉบับที่ 2กับโจทก์แล้วจำเลยที่ 5 จึงยังคงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันต่อโจทก์ในหนี้ที่เกิดจากการกู้เงินครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,497,473.78บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 699
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร สหธนาคาร จำกัด
จำเลย — บริษัท คลาสสิค ลิฟวิ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183/2545
#99658
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้ฉบับแรก โจทก์มิได้มอบเงินที่กู้ให้แก่จำเลยที่ 1 รับไปในคราวเดียว แต่ให้จำเลยที่ 1 เบิกเป็นคราว ๆ ตามความจำเป็น และคิดดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นคราวตามวันที่จ่ายจริง มิใช่นับแต่วันทำสัญญากู้เงินทั้งหมด และแม้ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 มาขอกู้เงินจากโจทก์เพิ่มอีกเป็นครั้งที่ 2 โจทก์ก็จ่ายเงินตามสัญญากู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นแม้ในสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ทำไว้ต่อโจทก์จะมีข้อความในข้อ 1 วรรคสาม ระบุว่า "เนื่องจากการค้ำประกันตามวรรคแรกเป็นประกันหนี้ดังกล่าวข้างต้นในจำนวนหนี้ที่มีอยู่ก่อน หรือในขณะทำสัญญานี้และ/หรือที่จะมีขึ้นใหม่ภายหน้า ผู้ค้ำประกันและธนาคารจึงตกลงกันว่าในกรณีที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแล้ว ถ้าตราบใดธนาคารยังมิได้มีหนังสือแจ้งว่าผู้ค้ำประกันหมดภาระผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันและธนาคารตกลงให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันรายนี้ยังคงมีผลบังคับอยู่ เมื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าหรือหนี้ใหม่ของลูกหนี้กับธนาคารต่อไปอีกด้วย" อันแสดงให้เห็นได้ว่า สัญญาค้ำประกันฉบับแรกเป็นการค้ำประกันถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 อันมีผลใช้บังคับต่อผู้ค้ำประกันได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 681 วรรคสอง ก็ตาม แต่ลักษณะของสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้ ซึ่งผู้ค้ำประกันคือ จำเลยที่ 5 และที่ 6 และที่ 8 อาจใช้สิทธิบอกเลิกการค้ำประกันเพื่อคราวอันเป็นอนาคตต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 699 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 6 และที่ 8 ได้มีหนังสือขอถอนการค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว ก่อนที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ฉบับที่ 2 กับโจทก์ สัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไป ส่วนจำเลยที่ 5 นั้น แม้ว่าจำเลยที่ 5 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ไปก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ฉบับที่ 2 แต่จำเลยที่ 5 เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกการค้ำประกันเงินกู้จำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ หลังจากที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินฉบับที่ 2 กับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 จึงยังคงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันต่อโจทก์ในหนี้ที่เกิดจากการกู้เงินครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกอยู่ จำเลยที่ 6 และที่ 8 ในฐานะค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามสัญญากู้ฉบับแรกพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามฟ้องต่อโจทก์

การที่พยานหลักฐานโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระต้นเงินทั้งสองคราวนั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้างชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินต่อโจทก์แล้ว จึงได้นำเงินมาหักจากต้นเงินได้ และแม้ว่าการผ่อนชำระดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับใด ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรก ตาม ป.พ.พ.มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ที่ ๙ และที่ ๑๐ นำที่ดินมาจำนอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๙ และที่ ๑๐ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน ๓๙,๐๕๐,๐๐๐ บาท จึงเหลือเป็นหนี้ต้นเงินค้างชำระตามสัญญาเพียง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ไม่ใช่ ๑๗,๗๒๑,๔๗๓.๗๘ บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ตามฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เมื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ให้การทำนองเดียวกันว่า ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกัน จึงไม่ต้องรับผิดหนี้รายดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์ได้จดทะเบียนปลอดจำนองให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งแสดงว่าโจทก์ได้ปลดหนี้ตามสัญญากู้เงินทุกฉบับให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว ดังนั้น หนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยบางส่วนหรือทั้งหมดจำเลยที่ ๑ ได้ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่ได้ โจทก์มีที่ดินของจำเลยที่ ๙ และที่ ๑๐ จำนองเป็นประกันหนี้ไว้อีกด้วย ซึ่งหลักประกันดังกล่าวท่วมหนี้ตามฟ้องมากมาย ดังนั้นโจทก์จึงยังฟ้องให้จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามฟ้องไม่ได้ หนี้เงินกู้ตามฟ้องแม้จะมีกำหนดเวลาชำระหนี้โดยแน่ชัด แต่การปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้โดยจำเลยที่ ๑ จะชำระหนี้ให้โจทก์ขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าผู้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารและโจทก์ปลดจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นแปลง ๆ ไป ซึ่งไม่ใช่ตามกำหนดสัญญา ดังนั้น จึงถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ประสงค์จะชำระหนี้กันตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินตามฟ้อง แต่ถือปฏิบัติการชำระหนี้ตามวิธีดังกล่าว หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการชำระต่อเนื่องหลายคราวไม่จำกัดเวลา จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ต่อมาได้ขายหุ้นและพ้นจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ดังนั้น หนี้ใด ๆ ของจำเลยที่ ๑ ที่ได้ก่อให้เกิดขึ้นภายหลังวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ โดยเฉพาะหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ โจทก์จึงเรียกร้องจากจำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑๐ ให้การว่า สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑๐ มิได้ระบุจำนวนเงินที่จำนองเป็นเงินตราไทยและมิได้ระบุเงื่อนไขข้อตกลงใด ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑๐ ทั้งมิได้ระบุจำนวนหนี้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑๐ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๗ และที่ ๙ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๗,๗๒๑,๔๗๓.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้การคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน ๒,๐๑๑,๘๗๒.๗๙ บาท หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๔๗๘ ตำบลสุริยวงศ์ อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๔ ตำบลแสนสุข (หนองบอน) อำเภอเมืองชลบุรี (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๙ และที่ ๑๐ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๒ จำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยโดยชำระทุกเดือนในอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี กำหนดชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๔ ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๖ ถึง จ.๘ จำเลยที่ ๑ รับเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์เพิ่มอีก ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๗.๕ ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุกเดือนกำหนดชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๓๙ ถึง จ.๔๑ จำเลยที่ ๑ รับเงินตามสัญญากู้เงินฉบับที่ ๒ ไปแล้วเป็นเงิน ๑๐,๒๒๔,๐๐๐ บาท การกู้เงินตามสัญญาฉบับแรก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๒๗ ถึง จ.๓๓ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินตามสัญญาฉบับที่ ๒ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๕๒ ถึง จ.๕๔ การกู้เงินตามสัญญาทั้งสองฉบับ จำเลยที่ ๑ ที่ ๙ และที่ ๑๐ ได้นำที่ดินมาจำนองไว้เป็นประกันหนี้แก่โจทก์ด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ประการแรกมีว่า จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการกู้เงินตามสัญญากู้เงินฉบับที่ ๒ ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่าการกู้เงินตามสัญญาฉบับแรกจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น โจทก์มิได้มอบเงินตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยที่ ๑ รับไปในคราวเดียว แต่ให้จำเลยที่ ๑ มาเบิกเงินไปจากโจทก์เป็นคราว ๆ หลายครั้งตามความจำเป็นของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์จะคิดดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นคราวตามวันที่จ่ายจริง มิใช่นับแต่วันทำสัญญากู้เงินทั้งหมด และแม้ต่อมาเมื่อจำเลยที่ ๑ มาขอกู้เงินจากโจทก์เพิ่มอีกเป็นครั้งที่สอง จำนวนเงิน ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ก็จ่ายเงินตามสัญญากู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ในลักษณะเดียวกันคือจ่ายให้เป็นคราว ๆ ตามที่จำเลยที่ ๑ ขอเบิก ดังนั้น แม้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ทำไว้ต่อโจทก์ฉบับลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๒ จะมีข้อความในข้อ ๑ วรรคสาม ระบุว่า "เนื่องจากการค้ำประกันตามวรรคแรกเป็นประกันหนี้ดังกล่าวข้างต้น ในจำนวนหนี้ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะทำสัญญานี้และ/หรือที่จะมีขึ้นใหม่ในภายหน้า ผู้ค้ำประกันและธนาคารจึงตกลงกันว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแล้ว ถ้าตราบใดธนาคารยังมิได้มีหนังสือแจ้งว่าผู้ค้ำประกันหมดภาระผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันและธนาคารตกลงให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันรายนี้ยังคงมีผลบังคับอยู่ เพื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าหรือหนี้ใหม่ของลูกหนี้กับธนาคารต่อไปอีกด้วย หนี้ใหม่ดังกล่าวนี้หมายถึง บรรดานิติกรรมที่ลูกหนี้จะพึงเป็นหนี้ต่อธนาคารตามความในวรรคแรกดังกล่าวข้างต้น" อันแสดงให้เห็นได้ว่า สัญญาค้ำประกันฉบับแรกเป็นการค้ำประกันถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ ๑ อันมีผลใช้บังคับต่อผู้ค้ำประกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๑ วรรคสอง ก็ตาม แต่ลักษณะของสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเห็นได้ว่า เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้คือธนาคารโจทก์ ซึ่งผู้ค้ำประกันคือจำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ อาจใช้สิทธิบอกเลิกการค้ำประกันเพื่อคราวอันเป็นอนาคตต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๙ ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ ๖ และที่ ๘ ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ตามเอกสารหมาย ล.๒๔ และ ล.๒๙ ขอถอนการค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์แล้ว สัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไป โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๖ และที่ ๘ ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญากู้เงินฉบับที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ทำกับโจทก์หลังจากวันที่จำเลยที่ ๖ และที่ ๘ บอกเลิกการค้ำประกันไปแล้วหาได้ไม่ สำหรับจำเลยที่ ๕ นั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ ๕ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ไปก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ฉบับที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๕ เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกการค้ำประกันเงินกู้จำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๕ ตามเอกสารหมาย ล.๒๗ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินฉบับที่ ๒ กับโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๕ จึงยังคงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันต่อโจทก์ในหนี้ที่เกิดจากการกู้เงินครั้งที่ ๒ ของจำเลยที่ ๑ ด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด สำหรับจำเลยที่ ๖ และที่ ๘ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ ๖ และที่ ๘ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ ๒ แล้ว คงมีปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกไปแล้วเพียงใด โจทก์มีนางวิภาวี บูรณสมภพ และนายสัญญา กฤชเพ็ชร มาเบิกความประกอบเอกสารบัญชีลูกหนี้รายบุคคลเอกสารหมาย จ.๙ ได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินโจทก์ฉบับที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินจากโจทก์เป็นคราว ๆ ไปตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๒ จนถึงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๓ จึงรับเงินไปครบจำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยระหว่างนั้นจำเลยที่ ๑ มีการชำระดอกเบี้ยให้โจทก์บางส่วนเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ต้นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ ชำระต้นเงินอีกจำนวน ๒๒,๓๐๒,๕๒๖.๒๒ บาท ซึ่งการที่พยานหลักฐานโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ ๑ ได้ชำระต้นเงินทั้งสองคราวนั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ค้างชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินต่อโจทก์แล้ว จึงได้นำเงินมาหักจากต้นเงินได้และแม้ว่าการผ่อนชำระดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับใด ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๘ วรรคสอง ดังนั้นจำเลยที่ ๑ ยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกอยู่เป็นเงิน ๗,๔๙๗,๔๗๓.๗๘ บาท จำเลยที่ ๖ และที่ ๘ จะต้องร่วมรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามฟ้องต่อโจทก์ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๖ และที่ ๘ ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับจำเลยที่ ๕ นั้นต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ตามสัญญากู้เงินครั้งที่ ๒ ด้วย เมื่อปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์คือบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.๙ แผ่นที่ ๖ ว่าในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ยังเป็นหนี้โจทก์อยู่เป็นต้นเงิน๑๗,๗๒๑,๔๗๓.๗๘ บาท และยังไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๕ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ ๕ ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ได้มีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปแล้ว คงเหลือต้นเงินที่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง ๑,๔๒๘,๐๘๐ บาท นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งในชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ก็มิได้นำสืบให้เห็นเช่นนั้นจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๕ รับผิดในหนี้ตามฟ้องต่อโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๕ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๖ และที่ ๘ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗,๔๙๗,๔๗๓.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง ม. 680 ม. 681 ม. 699
ชื่อคู่ความ
จำกัด — ธนาคารสหธนาคาร
กับพวก — บริษัทคลาสสิค ลิฟวิ่ง จำกัด ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมจิตร อินทรวิมลเมธา
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3182/2545
#45219
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2541 และทนายจำเลยได้ลงชื่อรับรองข้อความที่ว่าให้มาทราบคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันที่ 14 ตุลาคม 2541 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้เกษียณคำสั่งไว้ที่คำร้องว่า ให้รับคำร้อง และนัดไต่สวนวันที่ 14 ธันวาคม 2541 เวลา 8.30 นาฬิกา โดยบันทึกวันที่เกษียณคำสั่งในวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นการมีคำสั่งไว้ก่อนวันที่กำหนดให้จำเลยมาทราบคำสั่งศาล ย่อมมีผลว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลที่นัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันที่ 14 ธันวาคม 2541 ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2541 แล้ว แม้ในวันที่14 ตุลาคม 2541 จำเลยยังมิได้สาบานตัว ศาลก็กำหนดนัดวันไต่สวนคำร้องได้

จำเลยทราบกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์แล้วไม่มาศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดไต่สวนคำร้องว่า ให้งดการไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 37 และมาตรา 133 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นให้งดการไต่สวน ก็ถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยเสียได้ และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าหากจำเลยประสงค์ที่จะอุทธรณ์ ให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งถือว่าจำเลยได้ทราบแล้วในวันดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบอีก การที่จำเลยมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไปวางศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ วันที่ 7 ตุลาคม 2541จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมกับยื่นคำร้องขอเลื่อนวันสาบานตัวของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันที่ 14 ธันวาคม 2541 เวลา 8.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสองขอเลื่อนวันสาบานตัวหลายครั้ง ถึงวันนัดจำเลยทั้งสองไม่มา และจำเลยทั้งสองไม่ได้สาบานตัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2541 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าจำเลยทั้งสองมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

วันที่ 19 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าจำเลยทั้งสองไม่ทราบคำสั่งศาลที่สั่งให้จำเลยทั้งสองนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในกำหนด 7 วัน จำเลยทั้งสองมิได้จงใจที่จะไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้จำเลยทั้งสองพิจารณาคดีใหม่ชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการที่จำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลมาวางต่อศาลภายในกำหนด ทั้งที่จำเลยทั้งสองรับทราบนัดแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในวันที่ 14ธันวาคม 2541 เวลา 8.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้มาศาลตามกำหนดนัดของศาลและไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและให้จำเลยทั้งสองนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไปชำระภายใน 7 วัน ทั้งศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งที่ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าขึ้นศาลมาวางศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาภายในเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2541 และทนายจำเลยทั้งสองได้ลงชื่อรับรองข้อความที่ว่า ให้มาทราบคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันที่ 14 ตุลาคม 2541 ถ้าไม่มา ให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้วดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้เกษียณคำสั่งไว้ที่ด้านบนของคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าให้รับคำร้อง และนัดไต่สวนวันที่ 14 ธันวาคม 2541เวลา 8.30 นาฬิกา โดยบันทึกวันที่เกษียณคำสั่งว่า วันที่ 12 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นการมีคำสั่งไว้ก่อนวันที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองมาทราบคำสั่งศาล ย่อมมีผลว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบคำสั่งของศาลที่นัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในวันที่ 14 ธันวาคม 2541 ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2541 แล้ว ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า ในวันที่ 14ตุลาคม 2541 จำเลยทั้งสองยังมิได้สาบานตัว ศาลจึงยังไม่อาจกำหนดนัดวันไต่สวนคำร้องนี้ได้นั้น ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบของศาลข้อใดบังคับไว้ เป็นความเข้าใจของจำเลยทั้งสองเอง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบนั้น ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางภายใน 7 วัน เพราะศาลชั้นต้นยังไม่แจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทราบนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองได้ทราบกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องแล้ว จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดไต่สวนคำร้องว่า ให้งดการไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะอุทธรณ์ ให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์อีกต่อไปนั้น เป็นการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 และตามมาตรา 133 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่กำหนดให้ศาลดำเนินการนั่งพิจารณาติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อนจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี ทั้งบังคับให้ศาลต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีในวันที่สิ้นการพิจารณา ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นให้งดการไต่สวนก็ถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงวินิจฉัยชี้ขาดโดยมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองเสียได้ และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าหากจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะอุทธรณ์ ให้นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งถือว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบแล้วในวันนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไปวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ ทั้งยังมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ไม่มีเหตุตามกฎหมายและพฤติการณ์แห่งคดีอันสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์โดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 37 ม. 133 ม. 156 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยงยุทธ จันทรเกตุ
จำเลย — นาย พิเชษฐ์ ภักดิ์แจ่มใส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3177/2545
#44769
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขนกระเป๋าในโรงแรมของจำเลยมัคคุเทศก์ได้นำรถตู้มารับแขกกลุ่มหนึ่ง โจทก์ได้พูดกับมัคคุเทศก์ว่า "แขกเลว ๆ อย่างนี้อย่าพามาที่นี่เลย" สาเหตุเพราะแขกและเด็ก ๆ กลุ่มดังกล่าวเป็นชาวตะวันออกกลางและเด็ก ๆ ซุกซนมาก ขณะรอรถได้ใช้ก้อนหินขว้างปานกเป็ดน้ำและปลาในบ่อ โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วไม่เชื่อฟัง เมื่อธุรกิจโรงแรมต้องให้บริการแก่แขกอย่างดีที่สุดพนักงานของโรงแรมต้องพูดจาสุภาพและแสดงกิริยามารยาทด้วยความอ่อนน้อม จึงถือได้ว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 8 วรรคท้ายแล้ว แต่การใช้คำพูดดังกล่าวแม้จะไม่เหมาะสมแต่โจทก์กล่าวไปด้วยอารมณ์โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้จำเลยเสียหายหรือเล็งเห็นถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่จำเลย จึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและไม่ใช่เป็นการจงใจทำให้จำเลยเสียหาย เมื่อการกระทำของโจทก์มิใช่การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119(4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์

โจทก์เป็นพนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมระดับห้าดาวซึ่งมีหน้าที่หลักตามข้อบังคับการทำงานข้อ 19 ว่าต้องทำดีที่สุดในการรักษาชื่อเสียงของโรงแรมจำเลยการที่โจทก์ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมกับมัคคุเทศก์ที่มารับแขกอันเป็นลูกค้าของโรงแรมถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเท่ากับโจทก์ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ 5 วัน เพื่อสอบสวนความผิด เมื่อจำเลยไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายเงินแก่ลูกจ้างระหว่างพักงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในระหว่างพักงาน 5 วัน ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2513 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งพนักงานยกกระเป๋า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ9,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 2 กันยายน 2543 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย และโจทก์มิได้กระทำหรือมีพฤติกรรมใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(1) ถึง (5) นอกจากนั้นจำเลยยังมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและข้อตกลงสภาพการจ้าง กำหนดขั้นตอนการลงโทษทางวินัยไว้ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวอีกทั้งจำเลยมิได้แจ้งสาเหตุในการเลิกจ้างแก่โจทก์ด้วย ดังนั้น การเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์ทำงานมาเกินกว่า 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน เป็นเงิน 92,000 บาท และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 9,200 บาท จำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 2กันยายน 2543 รวม 5 วัน โดยที่โจทก์ไม่มีความผิด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานแก่โจทก์จำนวน 1,533 บาท การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีงานทำ ขาดรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ปัจจุบันโจทก์มีอายุ48 ปี โอกาสที่จะเริ่มต้นหางานใหม่ทำคงเป็นไปได้ยาก โจทก์ทำงานกับจำเลยมาเป็นเวลา 30 ปี ระหว่างการทำงาน โจทก์ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เคยทำความเสียหายให้แก่จำเลย ทั้งไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 92,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,200 บาท และค่าจ้างระหว่างพักงาน 1,533 บาท กับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในสภาพการจ้างที่ไม่ต่ำกว่าเดิมโดยนับอายุงานต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นรายเดือน ๆละ 9,200 บาท นับแต่วันที่เลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมหรือให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอายุงานคูณด้วยอัตราค่าจ้างสุดท้ายเป็นเงินจำนวน270,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทั้งหมดนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์ได้ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย กล่าวคือเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกาขณะที่โจทก์กำลังปฏิบัติหน้าที่ยกกระเป๋าของแขกที่เข้าพักในโรงแรมขึ้นรถตู้ที่มารับโจทก์ได้พูดกับมัคคุเทศก์ของบริษัทดีทแฮล์ม แทร็ฟเวล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนพากลุ่มลูกค้าดังกล่าวมาเข้าพักในโรงแรมว่า "แขกเหี้ย ๆ อย่างนี้อย่าพามาพักที่นี่อีก" การกระทำของโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงแต่การแสดงมารยาทที่เลวต่อแขกในการรับรองแขกของโรงแรมเท่านั้น แต่เป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งประกาศใช้ ณวันที่ 17 กันยายน 2518 ข้อ 8 วรรคสุดท้าย ข้อ 10.5 และ 10.6 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) และ (4) โดยจำเลยไม่จำต้องตักเตือนก่อน และเมื่อเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการลงโทษตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสภาพการจ้างปี 2542 และ 2543 ข้อ 25.4 จำเลยได้แจ้งสาเหตุที่มีการเลิกจ้างแก่โจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างอย่างชัดเจนและจำเลยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ด้วย การสั่งพักงานและสั่งเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อตกลงสภาพการจ้างของจำเลยและได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 92,000 บาท ค่าจ้างระหว่างพักงาน 1,533 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 55,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 29 สิงหาคม2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขนกระเป๋าในโรงแรมของจำเลยมัคคุเทศก์ของบริษัทดีทแฮล์ม แทร็ฟเวล จำกัด ได้นำรถตู้มารับแขกกลุ่มหนึ่ง โจทก์ได้พูดกับมัคคุเทศก์ดังกล่าวว่า "แขกเลว ๆ อย่างนี้อย่าพามาที่นี่เลย"สาเหตุที่โจทก์ใช้คำพูดลักษณะนี้ก็เพราะแขกและเด็ก ๆ กลุ่มดังกล่าวเป็นชาวตะวันออกกลาง และเด็ก ๆ ซุกซนมาก ขณะรอรถได้ใช้ก้อนหินขว้างปานกเป็ดน้ำและปลาในบ่อโจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วไม่เชื่อฟัง ซึ่งโจทก์เคยได้รับคำแนะนำจากหัวหน้างานโดยตรงว่า ถ้ามีแขกหรือบุตรของแขกกระทำในลักษณะเช่นนี้ให้ไปแจ้งต่อมัคคุเทศก์ได้โดยตรงตามบันทึกคำให้การของโจทก์เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 8 ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องให้การบริการแก่แขกอย่างที่สุด พนักงานของโรงแรมต้องพูดจาสุภาพและแสดงกิริยามารยาทด้วยความอ่อนน้อมต่อแขกหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าการกระทำของโจทก์ที่ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมกับมัคคุเทศก์ที่มารับแขก ถือได้ว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 8 วรรคท้าย แล้ว แต่การที่โจทก์ใช้คำพูดดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากบุตรแขกชาวตะวันออกกลางใช้ก้อนหินขว้างปานกเป็ดน้ำและปลาในบ่อของโรงแรม โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วก็ไม่เชื่อฟัง แม้ถ้อยคำที่โจทก์ใช้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมแต่โจทก์ได้กล่าวไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจในพฤติกรรมที่ไม่สมควรของบุตรแขกชาวตะวันออกกลางโดยไม่ได้เจตนาจะทำให้จำเลยเสียหายหรือทำไปโดยเล็งเห็นถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่จำเลย และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับความเสียหายตามที่จำเลยคาดการณ์ กรณีจึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและไม่ใช่เป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหายเมื่อการกระทำของโจทก์มิใช่การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในกรณีร้ายแรง ตามมาตรา 119(4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมระดับห้าดาวซึ่งมีหน้าที่หลักตามข้อบังคับการทำงานข้อ 19 ว่าต้องทำดีที่สุดในการรักษาชื่อเสียงของโรงแรมจำเลย การที่โจทก์ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมกับมัคคุเทศก์ที่มารับแขกอันเป็นลูกค้าของโรงแรมนั้น ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเท่ากับโจทก์ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 116 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างทำการสอบสวนลูกจ้างซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ห้ามมิให้นายจ้างสั่งพักงานลูกจ้างในระหว่างการสอบสวนดังกล่าว เว้นแต่จะมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจนายจ้างสั่งพักงานลูกจ้างได้..." และวรรคสองบัญญัติว่า"ในระหว่างการพักงานตามวรรคหนึ่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือตามที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งนี้อัตราดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกสั่งพักงาน" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 2 กันยายน 2543 รวม 5 วัน เพื่อสอบสวนความผิดปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 7 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายเงินแก่ลูกจ้างระหว่างพักงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในระหว่างพักงาน 5 วัน ดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,200 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างพักงานเป็นเงิน 766.66 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ได้รับเงินในส่วนนี้เป็นเงิน 1,533 บาท จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานจำนวน 766.66 บาทแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 116 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมเกียรติ มั่นประเสริฐ
จำเลย — บริษัท ไอ.เอช.ซี. (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3176/2545
#44768
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 39 วรรคสอง กำหนดว่า ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือนโดยไม่คิดค่าอย่างใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้เสียภาษีฟ้องขอคืนภาษีที่ต้องชำระเกินไปและศาลพิพากษาให้คืนจำเลยก็ต้องคืนให้โจทก์ภายใน 3 เดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด โดยมิต้องเสียดอกเบี้ย หากจำเลยไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแต่การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน นับจากวันฟังคำพิพากษานี้ ซึ่งก็คือวันอ่านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางนั้นไม่ชอบด้วยความในมาตรา 39 วรรคสอง เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง กรณีต้องนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินปี 2543 จากค่าเช่าโรงเรือนทั้งปี เป็นเงิน 253,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2543 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 111,425 บาท โดยกำหนดค่ารายปี 891,400 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จึงอุทธรณ์ขอให้มีการพิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมามีคำชี้ขาดให้โจทก์เสียภาษีสำหรับโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 93,613 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดแต่จำต้องชำระค่าภาษี เนื่องจากการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยทั้งสองได้นำเอาค่าเช่าโรงเรือนที่มีค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ค่าเช่าเครื่องไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและค่าบริการพื้นที่จอดรถรวมอยู่ด้วยและยังคิดพื้นที่ต่อเนื่องที่เป็นที่จอดรถซ้ำอีกมากำหนดค่ารายปี ทำให้ค่าภาษีสูงเกินกว่าที่โจทก์ต้องชำระตามกฎหมายเป็นเงิน 61,988 บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2543 เป็นเงิน 111,425 บาท และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2543 เป็นเงิน 93,613 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 61,988 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1เสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงิน 61,988 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดสามเดือน

จำเลยทั้งสองให้การว่าการประเมินและคำชี้ขาดชอบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ต้องคืนเงินค่าภาษี 61,988 บาท และดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2543 ตามใบแจ้งที่ นม 52302/744 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 และคำชี้ขาดที่ นม 52302/1338 ลงวันที่ 8 กันยายน 2543 (ที่ถูกใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2543) ให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นเงิน 83,612.50 บาท และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าภาษีจำนวน 10,000.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่พ้นกำหนดสามเดือนนับจากวันฟังคำพิพากษานี้จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าอพาร์ตเมนต์ อาคารเป็นตึก 4 ชั้น มีห้องให้เช่า 66 ห้อง ค่ารายปีสำหรับห้องเช่าในการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ในปีภาษี 2543 คิดเป็นค่าเช่าในอัตราห้องละ2,500 บาทต่อเดือน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่าศาลภาษีอากรกลางกำหนดจำนวนห้องที่มีการให้เช่าและนำมาคำนวณภาษีของโจทก์ในปีภาษี 2543 รวมจำนวน 253 ห้อง ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาจำนวนห้องพักปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องแจ้งห้องว่างของอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในปี 2542 ต่อจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 29 ถึง 40 หรือ ล.2 แผ่นที่ 6 ถึง 18 ซึ่งนางศรีนวล ปัญญาใสเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ของจำเลยที่ 1 ได้ไปตรวจสอบห้องว่างตามคำร้องดังกล่าวแม้จะปรากฏว่าในบางเดือนผลการตรวจห้องว่างจะไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้งไว้ตามคำร้องและนางศรีนวลได้บันทึกไว้ท้ายคำร้องแต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือพนักงานของโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองการตรวจดังกล่าวไว้ เมื่อประกอบกับนางศรีนวลเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า แม้จะระบุไว้ในคำร้องแจ้งห้องว่างของโจทก์ว่าควรทำหนังสือแจ้งห้องไม่ว่างให้โจทก์ทราบ แต่ก็ไม่ได้ทำ อีกทั้งนางศรีนวลยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ด้วยว่าได้บันทึกจำนวนห้องว่างที่ไปตรวจไม่ตรงตามความเป็นจริงหลายเดือนดังนี้ จำนวนห้องว่างตามบันทึกการตรวจห้องว่างและรายงานการตรวจของนางศรีนวลจึงไม่ถูกต้องไม่ชอบที่จะนำมารับฟังเป็นผลร้ายต่อโจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำข้อมูลจำนวนห้องว่างจากการตรวจของนางศรีนวลไปประเมินเปลี่ยนแปลงจำนวนห้องที่มีการให้เช่าตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2543 ที่โจทก์ได้ยื่นต่อจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีระบุจำนวนห้องที่มีการให้เช่าไว้จำนวน 253 ห้องตามเอกสารหมาย ล.1 ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดจำนวนห้องที่มีการให้เช่าและนำมาคำนวณภาษีของโจทก์ในปีภาษี 2543รวมจำนวน 253 ห้อง จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยในต้นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงแสดงว่าในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินภาษีที่โจทก์จำต้องชำระเกินไปและศาลพิพากษาให้คืน จำเลยก็ต้องคืนให้โจทก์ภายใน 3 เดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุดโดยมิต้องเสียดอกเบี้ย แต่ถ้าจำเลยไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยก็ต้องเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว แต่การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่พ้นกำหนด 3 เดือน นับจากวันฟังคำพิพากษานี้ ซึ่งหมายถึงนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางนั้น เมื่อคดีนี้ไม่ถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความในมาตรา 39 วรรคสอง ข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน ที่นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 147
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรพงษ์ จารุรัตน์มงคล
จำเลย — เทศบาลตำบลปากช่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3175/2545
#45701
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวความให้ผู้ต้องขังชาย บ. ทำฟ้องอุทธรณ์แทนให้โดยผู้ต้องขังชาย บ. ลงลายมือชื่อไว้ทั้งในช่องผู้เรียงและในช่องผู้เขียนหรือผู้พิมพ์เป็นการเห็นได้อยู่ในตัวว่าผู้ต้องขังชาย บ. เป็นผู้แต่ง เพราะคำว่า "แต่ง" กับ "เรียง"นั้น ตามพจนานุกรมมีความหมายเหมือนกัน ทั้งพระราชบัญญัติทนายความฯ มาตรา 33ก็ระบุชัดเจนห้ามมิให้ผู้ซึ่งมิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความ หรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลหรือแต่งฟ้อง... ฟ้องอุทธรณ์... ให้แก่บุคคลอื่น ดังนั้น ฟ้องอุทธรณ์ที่ผู้ต้องขังชาย บ. เป็นผู้แต่งให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแม้จำเลยที่ 2 จะได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์และยืนยันการลงลายมือชื่อดังกล่าว ก็ไม่ทำให้ฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบกลายเป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมาได้เจตนาในใจของจำเลยที่ 2 ประสงค์อย่างไรมิใช่ข้อสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์ต่อศาลก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 11 เม็ด น้ำหนัก 1.02 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่สายลับเป็นเงิน 180 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์ และเงินจำนวน 180 บาท ของเจ้าพนักงานที่ใช้ล่อซื้อเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 66, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 คืนเงินของกลางที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 180 บาทแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี กับให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน คืนเงินของกลางที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 180 บาทแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อเดียวว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้คดีนี้จะมีผู้ต้องขังชายบุญรอด ขันทะกันชัย ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนในท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ตาม แต่ที่จำเลยที่ 2 ให้ผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้เขียนอุทธรณ์ให้ก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้รับการศึกษาน้อย เขียนได้เฉพาะชื่อและนามสกุลของตนเอง ไม่สามารถเขียนหรืออ่านข้อความใด ๆ ได้ และไม่ทราบว่าผู้ต้องขังชายบุญรอดได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนในท้ายอุทธรณ์ดังกล่าวด้วยแต่จำเลยที่ 2 ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้อุทธรณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่แรกนั้น เห็นว่า ถ้าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวความจะทำฟ้องอุทธรณ์ด้วยตนเอง นำมายื่นต่อศาลย่อมทำได้ไม่มีอะไรห้าม แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ผู้ต้องขังชายบุญรอดซึ่งต้องขังอยู่ในเรือนจำทำแทนให้ โดยผู้ต้องขังชายบุญรอดลงลายมือชื่อไว้ทั้งในช่องผู้เรียงและในช่องผู้เขียนหรือผู้พิมพ์เป็นการให้เห็นได้อยู่ในตัวตามถ้อยคำว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมีผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้แต่ง เพราะคำว่า "แต่ง" กับ "เรียง" นั้น ตามพจนานุกรมมีความหมายเหมือนกัน เมื่อในปัจจุบันมีกฎหมายคือ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า"ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตหรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง... ฟ้องอุทธรณ์... ให้แก่บุคคลอื่น... ฯลฯ" ฟ้องอุทธรณ์ที่ผู้ต้องขังชายบุญรอดเป็นผู้แต่งให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเรียงให้แล้วยังเขียนให้ด้วยดังกล่าวจึงต้องถือว่าเป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทำขึ้นโดยผู้ซึ่งมิได้เป็นทนายความอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่เกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 2 จะได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์และยืนยันการลงลายมือชื่อดังกล่าว ก็ไม่ทำให้ฟ้องอุทธรณ์ฉบับนี้กลายเป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมาได้ เจตนาในใจของจำเลยที่ 2 ประสงค์อย่างไรมิใช่ข้อสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์ต่อศาลก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 193
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาย เฉลิม รุจิวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3173/2545
#110315
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์พูดกับมัคคุเทศก์ว่า "แขกเลวๆ อย่างนี้อย่าพามาที่นี่เลย" แม้ถ้อยคำที่โจทก์ใช้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมแต่โจทก์ได้กล่าวไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจในพฤติกรรมที่ไม่สมควรของบุตรแขกชาวตะวันออกกลางโดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้โรงแรมจำเลยเสียหายหรือทำไปโดยเล็งเห็นถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่จำเลย และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับความเสียหายตามที่จำเลยคาดการณ์ กรณีจึงใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและไม่ใช่เป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหาย ตามมาตรา 119 (4) แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์

โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมจำเลยจะต้องทำดีที่สุดในการรักษาชื่อเสียงของโรงแรม โจทก์ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวเท่ากับโจทก์ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุ ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 2 กันยายน 2543 รวม 5 วัน เพื่อสอบสวนความผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายเงินแก่ลูกจ้างระหว่างพักงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในระหว่างพักงาน 5 วัน ดังกล่าว ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๒,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๙,๒๐๐ บาท ค่าจ้างระหว่างพักงาน ๑,๕๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในสภาพการจ้างที่ไม่ต่ำกว่าเดิมโดยนับอายุงาน ต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นรายเดือน ๆ ละ ๙,๒๐๐ บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์ กลับเข้าทำงานตามเดิม หรือให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอายุงานคูณด้วยอัตราค่าจ้างสุดท้ายเป็นเงินจำนวน ๒๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวทั้งหมด นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย และปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีคำสั่ง เลิกจ้างโจทก์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๒) และ (๔) โดยจำเลยไม่จำต้องตักเตือนก่อน และเมื่อเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการลงโทษตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสภาพการจ้างปี ๒๕๔๒ และ ๒๕๔๓ ข้อ ๒๕.๔ จำเลยได้แจ้งสาเหตุที่มีการเลิกจ้าง แก่โจทก์ไว้ในหนังสือเลิกจ้างอย่างชัดเจน และจำเลยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ด้วย การสั่งพักงานและ สั่งเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อตกลงสภาพการจ้างของจำเลยและได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๒,๐๐๐ บาท ค่าจ้างระหว่างพักงาน ๑,๕๓๓ บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๕๕,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๑๕ นาฬิกา ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขนกระเป๋าในโรงแรมของจำเลย มัคคุเทศก์ของบริษัทดีทแฮล์ม แทร็ฟเวล จำกัด ได้นำรถตู้มารับแขกกลุ่มหนึ่ง โจทก์ได้พูดกับมัคคุเทศก์ดังกล่าวว่า "แขกเลว ๆ อย่างนี้อย่าพามาที่นี่เลย" สาเหตุที่โจทก์ใช้คำพูดลักษณะนี้ก็เพราะแขกและเด็ก ๆ กลุ่มดังกล่าวเป็นชาวตะวันออกกลาง และเด็ก ๆ ซุกซนมาก ขณะรอรถได้ใช้ก้อนหินขว้างปานกเป็ดน้ำและปลาในบ่อ โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วไม่เชื่อฟัง ซึ่งโจทก์เคยได้รับคำแนะนำจากหัวหน้างานโดยตรงว่า ถ้ามีแขกหรือบุตรของแขกกระทำในลักษณะเช่นนี้ให้เป็นไปแจ้งต่อมัคคุเทศก์ได้โดยตรงตามบันทึกคำให้การของโจทก์เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข ๘ ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องให้การบริการแขกอย่างดีที่สุด พนักงานของโรงแรมต้องพูดจาสุภาพและแสดงกิริยามารยาทด้วยความอ่อนน้อมต่อแขกหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า การะทำของโจทก์ที่ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมกับมัคคุเทศก์ที่มารับแขก ถือได้ว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ ๘ วรรคท้าย แล้ว แต่การที่โจทก์ใช้คำพูดดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากบุตรแขกชาวตะวันออกกลางใช้ก้อนหินขว้างปานกเป็ดน้ำและปลาในบ่อของโรงแรม โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่เชื่อฟัง แม้ถ้อยคำที่โจทก์ใช้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม แต่โจทก์ได้กล่าวไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจในพฤติกรรมที่ไม่สมควรของบุตรแขกชาวตะวันออกกลางโดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้จำเลยเสียหายหรือทำไปโดยเล็งเห็นถึงความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นแก่จำเลย และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับความเสียหายตามที่จำเลยคาดการณ์ กรณีจึงมิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและไม่ใช่เป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหาย เมื่อการกระทำของโจทก์มิใช่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในกรณีร้ายแรง ตามมาตรา ๑๑๙ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จำเลยจึงต้องจ่าย ค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมระดับห้าดาวซึ่งมีหน้าที่หลักตามข้อบังคับการทำงานข้อ ๑๙ ว่าต้องทำดีที่สุดในการรักษาชื่อเสียงของโรงแรมจำเลย การที่โจทก์ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมกับมัคคุเทศก์ที่มารับแขกอันเป็นลูกค้าของโรงแรมนั้น ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเท่ากับโจทก์ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างทำการสอบสวนลูกจ้างซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ห้ามมิให้นายจ้างสั่งพักงานลูกจ้างในระหว่างการสอบสวนดังกล่าว เว้นแต่จะมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจนายจ้างสั่งพักงานได้ลูกจ้างได้?" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในระหว่างการพักงานตามวรรคหนึ่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือตามที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งนี้อัตราดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกสั่งพักงาน" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ถึงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๓ รวม ๕ วัน เพื่อสอบสวนความผิด ปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข ๗ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายเงินแก่ลูกจ้างระหว่างพักงานโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในระหว่างพักงาน ๕ วัน ดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๙,๒๐๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างพักงานเป็นเงิน ๗๖๖.๖๖ บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ได้รับเงินในส่วนนี้เป็นเงิน ๑,๑๕๓ บาท จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานจำนวน ๗๖๖.๖๖ บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องจ่าย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 116 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ มั่นประเสริฐ
จำเลย — บริษัท ไอ.เอช.ซี (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฎฐ์ ธีราทอง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3171 -ที่ 3172/2545
#45700
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเป็นตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปเกี่ยวกับกิจการในสำนักงานสาขาชลบุรีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคหนึ่ง แต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 801 วรรคสอง (5) เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ฟ้องคดีไว้โดยชัดแจ้งแล้ว และเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีสำหรับคดีต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นที่สาขาชลบุรีของโจทก์ ไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจแต่เฉพาะการตามมาตรา 800 โจทก์จึงไม่ต้องกล่าวในหนังสือมอบอำนาจโดยระบุชื่อนิติบุคคลหรือบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องมาด้วย และการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีดังกล่าวย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสาขาชลบุรีของโจทก์ ไม่ว่าคดีนั้นจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ดังนั้น ป. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะยื่นฟ้องจึงมีอำนาจแต่งตั้ง น. ทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้

ตามคำฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับเงินไทยเท่าใดในวันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระมาโดยชัดแจ้ง แต่โจทก์ก็ได้แนบสำเนาใบแจ้งการครบกำหนดชำระหนี้และสำเนาบัญชีแสดงยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับมาท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโดยระบุถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนไว้โดยชัดแจ้ง จำเลยที่ 1 สามารถตรวจดูเพื่อสู้คดีให้ถูกต้องได้ คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าระยะเวลาที่กำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นมากน้อยเพียงใดจึงจะเป็นเวลาอันสมควร จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป โจทก์ได้มอบหมายให้ น. ทนายความบอกกล่าวบังคับจำนอง ไปยังจำเลยที่ 1 โดยกำหนดระยะเวลาให้ชำระหนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว แม้จำนวนหนี้จำนองที่โจทก์เรียกร้องทวงถามจะสูงถึง 376,479,799.79 บาท แต่หนี้จำนวนดังกล่าวจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าจะต้องชำระแก่โจทก์ ณ วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับก่อนหน้าที่ทนายโจทก์จะมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว และหลังจากนั้นอีก 1 ปีเศษ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งไปให้จำเลยที่ 1 โดยให้เวลาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้อันเป็นการไถ่ถอนจำนองได้อีก 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว ตามพฤติการณ์ถือได้ว่ากำหนดเวลาบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นพอสมควรและชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้

ตามสัญญาระบุไว้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ดอกเบี้ยตามข้อสัญญาดังกล่าวย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าที่มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญากับโจทก์ โดยดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าที่ไม่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขอัตราสูงสุดได้แก่ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) และตามสัญญาได้ระบุไว้ด้วยว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระในอัตราตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าโจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราเดียว คือ อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อสูงสุดของโจทก์ที่เรียกจากลูกค้าซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไข (ซีแอลอาร์) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายปานศักดิ์ รัตนภาสกร ฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ได้ขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์จำนวน 6 ฉบับ แล้วรับเอกสารจากโจทก์ไปรับสินค้าที่ส่งจากต่างประเทศไปจำหน่าย โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อนพร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ในการขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ทุกประเภททั้งในปัจจุบันและอนาคตของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งในปัจจุบันและอนาคตทุกประเภทต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน383,568,875.76 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 313,637,906.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า นายจุลกร สิงหโกวินท์ กับนายประเสริฐ ภัทรประสิทธิ์ (ผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้อง) มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเท่ากับเงินบาทเป็นจำนวนเท่าใด ณ วันที่หนี้ครบกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ตามคำฟ้อง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขอกู้เงินสกุลต่างประเทศจากโจทก์และโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง กับไม่มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 1/8ต่อระยะเวลา 30 วัน โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การออกหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้เวลาที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้เพียง 15 วัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์เปลี่ยนเงินกู้จากสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทซึ่งขณะนั้นอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30 บาท เพื่อจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการให้ ทำให้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้จำนวนมากขึ้นธุรกิจของจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างมากขาดความเชื่อถือจากวงการค้า จำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายจากโจทก์เป็นเงิน 300,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระเงินค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้ง และฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม แต่ให้รับคำให้การจำเลยทั้งสี่พร้อมกับให้นัดสืบพยานโจทก์ก่อนโดยเห็นว่าคดีไม่จำต้องมีการชี้สองสถาน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 383,568,875.76 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 313,637,906.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ก็ให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 48049, 69975และ 69261 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 20007 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับเครื่องจักร รวม 59 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่ในโรงงานเลขที่ 99/9 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอนุญาตให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์แทนการซักถามพยานของทนายโจทก์ และที่ให้ถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"เห็นสมควรยกปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสี่ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอนุญาตให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาลตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 29 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานแทนการซักถามพยานไม่ได้เพราะข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ออกโดยมีนายอัครวิทย์สุมาวงศ์ เป็นผู้ลงลายมือชื่อและผู้ลงลายมือชื่อมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มิใช่เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตัวจริง นายอัครวิทย์จะออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ในขณะที่มิได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาไม่ได้ ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบ ไม่มีผลใช้บังคับ เห็นว่า ในตอนท้ายข้อกำหนดดังกล่าวได้ระบุตำแหน่งของนายอัครวิทย์ไว้ว่า "ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาช่วยทำงานในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง"ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น ดังนั้น จึงฟังได้ว่าที่นายอัครวิทย์ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไปปฏิบัติราชการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และออกประกาศใช้ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ในฐานะผู้พิพากษาอธิบดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เป็นเพราะนายอัครวิทย์ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งดังกล่าวซึ่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่นายอัครวิทย์ดำรงอยู่อันเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521 มาตรา 21 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อนายอัครวิทย์ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย นายอัครวิทย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่ที่จะปฏิบัติราชการในฐานะอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น นายอัครวิทย์จึงมีอำนาจที่จะออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539ได้เมื่อปรากฏว่าข้อกำหนดดังกล่าวได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชอบแล้ว ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาตามข้อกำหนดดังกล่าวในข้อ 29 โดยอนุญาตให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต่อศาลแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาลจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลเพื่อเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสี่ แต่ทนายจำเลยทั้งสี่กลับไม่ยอมถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงเป็นความผิดของทนายจำเลยทั้งสี่เองที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยถือว่าทนายจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์นั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานคู่ความเสียใหม่ตามที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ และศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์รวมทั้งเอกสารที่โจทก์ยื่นต่อศาลเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อแรกว่า นายปานศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้โดยชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจอันเป็นการตั้งตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 ให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแทนโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือตั้งตัวแทนดังกล่าวมิได้ระบุว่าให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่และขณะที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2535 โจทก์ยังไม่มีนิติสัมพันธ์ในลักษณะสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสี่ยังมิได้มีข้อพิพาทต่อกัน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ก่อให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้แม้จะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาในคำให้การก็ตาม ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสอง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจดูหนังสือมอบอำนาจแล้ว ปรากฏว่าตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายปานศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาชลบุรีของโจทก์มีอำนาจที่จะดำเนินกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นกิจการของสาขาชลบุรีของโจทก์ อาทิเช่น การกระทำอันเป็นปกติธุรกิจของโจทก์รับจำนอง ปลดจำนอง รับจำนำ รับค้ำประกันทำสัญญากับบุคคลอื่นในธุรกิจของโจทก์ เรียกร้องทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนรวมทั้งดำเนินคดี ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีล้มละลายในศาล เป็นต้น เห็นว่า แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเป็นตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปเกี่ยวกับกิจการในสำนักงานสาขาชลบุรีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 801 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ แต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 801 วรรคสอง (5) เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟ้องคดีไว้โดยชัดแจ้งแล้ว และเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีสำหรับคดีต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นที่สาขาชลบุรีของโจทก์ มิใช่เป็นการมอบอำนาจแต่เฉพาะการตามมาตรา 800 โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวในหนังสือมอบอำนาจโดยระบุชื่อนิติบุคคลหรือบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องมาด้วย และการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีดังกล่าวย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสาขาชลบุรีของโจทก์ ไม่ว่าคดีนั้นจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ระบุชื่อจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นผู้ที่จะต้องถูกฟ้องก็ดี ขณะโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์และข้อพิพาทคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจก็ดี ก็หาใช่ข้อสำคัญไม่ นายปานศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยสมบูรณ์ในขณะยื่นฟ้องจึงมีอำนาจแต่งตั้งนายนพ รัตติธรรม ทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้โดยชอบ

ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ข้อต่อมาว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้คดีไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หาได้ให้การต่อสู้คดีไว้ไม่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้เพราะถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้มาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ 1 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่านั้นและเห็นว่า แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะยังมิได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับเงินไทยจำนวนเท่าใด ณ วันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ทราบจำนวนหนี้เงินไทยที่โจทก์ฟ้องว่าถูกต้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับเงินไทยเท่าใดในวันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระมาโดยชัดแจ้งดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่โจทก์ก็ได้แนบสำเนาใบแจ้งการครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับและแนบสำเนาบัญชีแสดงยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับมาท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโดยเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จำเลยที่ 1 สามารถตรวจดูเพื่อต่อสู้คดีให้ถูกต้องได้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 เพราะโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองเป็นต้นเงินจำนวนสูงถึง 313,637,906.75 บาท กับดอกเบี้ยอีกจำนวน 62,841,893.04 บาท โดยให้ระยะเวลาเพียง 15 วัน ไม่เพียงพอที่จำเลยที่ 1 จะหาเงินจำนวนดังกล่าวมาไถ่ถอนจำนองให้ทันภายในกำหนดได้ระยะเวลา 15 วันดังกล่าว จึงมิใช่เวลาอันสมควร ไม่ชอบที่ศาลจะสั่งให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด ในปัญหาข้อนี้ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็พิพากษาให้บังคับจำนองเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในกรณีนี้ จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในข้อนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น และเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ได้บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร..." เห็นได้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติไว้ว่าระยะเวลาที่กำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นมากน้อยเพียงใดจึงจะเป็นเวลาอันสมควรจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายปานศักดิ์ รัตนภาสกร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และหนังสือบอกกล่าวว่า โจทก์ได้มอบหมายให้นายนพ รัตติธรรม ทนายความบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 โดยกำหนดระยะเวลาให้ชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าวแม้จำนวนหนี้จำนองที่โจทก์เรียกร้องทวงถามจะสูงถึง 376,479,799.79บาท แต่หนี้จำนองจำนวนดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็ทราบดีว่าจะต้องชำระแก่โจทก์ ณ วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับก่อนหน้าที่ทนายโจทก์จะมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว โดยหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับแรกครบกำหนดชำระหนี้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2540 ส่วนฉบับสุดท้ายครบกำหนดชำระหนี้เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2541 และหลังจากนั้นอีก 1 ปีเศษ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งไปให้จำเลยที่ 1 โดยให้เวลาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้อันเป็นการไถ่ถอนจำนองได้อีก 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่ากำหนดเวลาบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นพอสมควรและชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองเพื่อยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ สรุปแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14(2) และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์เปลี่ยนแปลงการเรียกดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ใหม่เป็นให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าประเภทต่าง ๆ ได้เองตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หลังจากนั้นในระหว่างเดือนธันวาคม 2539 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 โจทก์จึงได้ออกประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อเพื่อถือปฏิบัติในการเรียกดอกเบี้ยรวม 26 ฉบับ และโจทก์ได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราลอยตัวระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2541 ถึงวันฟ้อง ในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี 16.25 ต่อปี15.75 ต่อปี 15.50 ต่อปี 14.50 ต่อปี 12 ต่อปี 11 ต่อปี 10.75 ต่อปี 10 ต่อปี 9.50 ต่อปีและ 15 ต่อปี ในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ตามที่โจทก์ได้แสดงไว้ในบัญชีแสดงยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 และบัญชีภาระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 ซึ่งดอกเบี้ยในช่วงระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 นั้น โจทก์คิดในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน2542 ถึงวันฟ้องคือวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 นั้น โจทก์คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อสูงสุดของธนาคารโจทก์ที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข (ซีแอลอาร์) ตามประกาศธนาคารโจทก์ จึงมีข้อที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหกฉบับในข้อ 4 ได้ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาหรือให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารเรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่า ดอกเบี้ยในข้อนี้ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าที่มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดนัดผิดสัญญากับโจทก์ โดยดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าที่ไม่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขอัตราสูงสุดได้แก่ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) ตามข้อ 5 ของประกาศของธนาคารโจทก์นั่นเอง และตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวในข้อ 7 ได้ระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ตามข้อสัญญาดังกล่าวย่อมมีความหมายว่าโจทก์จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดจากจำเลยที่ 1 ได้เช่นเดียวกับอัตราที่ระบุไว้ในข้อ 4 ของสัญญาทรัสต์รีซีท คืออัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) เท่านั้น โจทก์หามีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อสูงสุดของธนาคารที่เรียกจากลูกค้าซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไข (ซีแอลอาร์) ตามประกาศธนาคารโจทก์ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งเท่ากับอัตราซีแอลอาร์แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142(5) ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี 15.75 ต่อปี 15.50 ต่อปี 14.50 ต่อปี 12 ต่อปี 11 ต่อปี 10.75 ต่อปี 10 ต่อปี และ 9.50 ต่อปี ตามช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ที่โจทก์ระบุมาในบัญชีแสดงยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏว่าโจทก์ได้คิดในอัตราต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) ตามประกาศธนาคารโจทก์ในช่วงระยะเวลาเดียวกันอันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงชอบที่ศาลจะพิพากษาให้ตามที่โจทก์ขอ และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หลังวันฟ้องในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์โดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นอัตราใดนั้น เห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจนโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยสูงสุดแก่โจทก์ในอัตราลอยตัวช่วงหลังวันฟ้องในอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงินตามประกาศธนาคารโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 ส่วนดอกเบี้ยในช่วงก่อนวันที่ 6 มกราคม 2541 ที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1ในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี สำหรับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับแรกและฉบับที่สองและจำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 และวันที่ 14 มกราคม 2541ตามที่ปรากฏในบัญชีแสดงยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 เอกสารหมายจ.16 นั้น แม้จะปรากฏว่าเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดจากจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบดังวินิจฉัยข้างต้น แต่จำเลยที่ 1 ก็ยินยอมชำระให้โจทก์ไปเองโดยไม่มีข้อโต้แย้งถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ จำเลยที่ 1 ไม่อาจเรียกคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจพิพากษาแก้ไขให้ได้ และเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินรวมกันมากับดอกเบี้ยบางส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดเอาจากจำเลยที่ 1 ทำให้ยอดหนี้ไม่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี เห็นสมควรแก้ไขโดยให้แยกหนี้ต้นเงินออกจากดอกเบี้ยด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับแรกเป็นต้นเงินจำนวน 33,454,239 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม2541 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สองเป็นต้นเงินจำนวน 47,380,034.83 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สามเป็นต้นเงินจำนวน 71,847,706.08 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์จำนวน808,511.88 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 71,847,706.08 บาท นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่สี่เป็นต้นเงินจำนวน 48,693,698.61 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์จำนวน 548,029.11 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 48,693,698.61 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 เป็นต้นไปตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ห้าเป็นต้นเงินจำนวน 62,655,770.10 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์จำนวน 705,102.41 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 62,655,770.10 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2541 เป็นต้นไป และตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่หกเป็นต้นเงินจำนวน 49,606,458.13 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าอากรจำนวน558,297.65 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 49,606,458.13 บาท นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แต่ละจำนวนเสร็จสิ้นโดยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของต้นเงินทุกจำนวนดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระแก่โจทก์ในอัตราลอยตัวดังนี้ ระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 ให้ชำระในอัตราร้อยละ21 ต่อปี ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2541 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน2541 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่30 พฤศจิกายน 2541 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2542 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ระหว่างวันที่ 25 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2542 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2542 ให้ชำระในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ระหว่างวันที่ 3 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ให้ชำระในอัตราร้อยละ9.50 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง และหลังจากนั้นจึงให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั่วไปของธนาคาร (จีแอลอาร์) ตามประกาศธนาคารโจทก์ในชุดเอกสารหมาย จ.40 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 (เท่ากับอัตราร้อยละ 13.50)กับประกาศธนาคารโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง และดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องรวมกันต้องไม่เกินจำนวน 69,930,969.01 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 728 ม. 800 ม. 801
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เอเชี่ยนสตีลบาร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3171 -ที่ 3172/2545
#99605
เปิดฉบับเต็ม

นาย อ. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไปปฏิบัติราชการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ออกประกาศใช้ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ในฐานะ อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่า การกระทรวงยุติธรรมให้ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521 มาตรา 21 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น อ. จึงมีอำนาจออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ได้ เมื่อข้อกำหนดดังกล่าวได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชอบแล้ว ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้

แม้ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์จะเป็นตัวแทนซึ่งได้รับมอบหมายอำนาจทั่วไปเกี่ยวกับกิจการในสำนักงานสาขาชลบุรีของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ก็ไม่ถูกจำกัดอำนาจในการ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 801 วรรคสอง (5) เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟ้องคดีไว้โดยชัดแจ้งแล้ว และเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีสำหรับคดีต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นที่สาขาชลบุรีของโจทก์มิใช่เป็นการมอบอำนาจแต่เฉพาะการตามมาตรา 800 โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวในหนังสือมอบอำนาจโดยระบุชื่อนิติบุคคลหรือบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องมาด้วย และการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีดังกล่าวย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสาขาชลบุรีของโจทก์ ไม่ว่าคดีนั้นจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจ ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ระบุชื่อจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นผู้จะต้องถูกฟ้องก็ดี ขณะโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำสัญญาทรัสตรีซีทกับโจทก์และข้อพิพาทคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจก็ดี ก็หาใช่ข้อสำคัญไม่ ป. ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะยื่นฟ้องจึงมีอำนาจแต่งตั้ง น. ทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้

ตามคำฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเงินไทยเท่าใดในวันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระมาโดยชัดแจ้ง แต่โจทก์ก็ได้แนบสำเนาใบแจ้งการครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับมาท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโดยเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จำเลยที่ 1 สามารถตรวจดูเพื่อต่อสู้คดีให้ถูกต้องได้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 6 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๘๓,๕๖๘,๘๗๕.๗๖ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๑๓,๖๓๗,๙๐๖.๗๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้ง? ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยที่ ๑ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การในทำนองเดียวกัน? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เพราะเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระเงินค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้ง และฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม แต่ให้รับคำให้การจำเลยทั้งสี่พร้อมกับให้นัดสืบพยานโจทก์ก่อนโดยเห็นว่าคดีไม่จำต้องมีการชี้สองสถาน

ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้รับอนุญาตจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายปานศักดิ์ รัตนภาสกร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต่อศาลแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาลตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒๙ และในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ได้นำผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความยืนยันบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นดังกล่าวและให้ทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้าน แต่ทนายจำเลยทั้งสี่แถลงคัดค้านว่าโจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดังกล่าวแทนการซักถามพยานไม่ได้เพราะข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทนายจำเลยทั้งสี่จึงไม่ขอถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์ แล้วทนายโจทก์แถลงหมดพยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงให้นัดสืบพยานจำเลยทั้งสี่ ในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสี่ทนายจำเลยทั้งสี่แถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอนุญาตให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำบันทึกข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์แทนการซักถามพยานของทนายโจทก์ และที่ให้ถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรยกปัญหาตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสี่ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอนุญาตให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาลตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒๙ นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานแทนการซักถามพยานไม่ได้ เพราะข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ออกโดยมีนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ เป็นผู้ลงลายมือชื่อมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มิใช่เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตัวจริง นายอัครวิทย์จะออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในขณะที่มิได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาไม่ได้ ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบ ไม่มีผลใช้บังคับ เห็นว่า ในตอนท้ายข้อกำหนดดังกล่าวได้ระบุตำแหน่งของ นายอัครวิทย์ไว้ว่า "ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาช่วยทำงานในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง" ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น ดังนั้น จึงฟังได้ว่าที่นายอัครวิทย์ผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลฎีกาไปปฏิบัติราชการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และออกประกาศใช้ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในฐานะอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เป็นเพราะนายอัครวิทย์ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมให้ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งดังกล่าวซึ่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่นายอัครวิทย์ดำรงอยู่ อันเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทวงยุติธรรมจะมีคำสั่งเช่นนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๒๑ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อนายอัครวิทย์ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไปช่วยทำงาน ชั่วคราวในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย นายอัครวิทย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่ที่จะปฏิบัติราชการในฐานะอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น นายอัครวิทย์จึงมีอำนาจที่จะออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ เมื่อปรากฏว่าข้อกำหนดดังกล่าวได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชอบแล้ว ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาตามข้อกำหนดดังกล่าวในข้อ ๒๙ โดยอนุญาตให้โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต่อศาลแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาลจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาลเพื่อเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสี่ แต่ทนายจำเลยทั้งสี่กลับไม่ยอมถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงเป็นความผิดของทนาย จำเลยทั้งสี่เอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยถือว่าทนายจำเลยทั้งสี่ไม่ติดใจถามค้านผู้รับมอบอำนาจโจทก์นั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานคู่ความเสียใหม่ตามที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์และศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ รวมทั้งเอกสารหมาย จ.๑ ถึง จ.๕๐ ที่โจทก์ยื่นต่อศาลเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อแรกว่า นายปานศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้โดยชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ อันเป็นการตั้งตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๑ ให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแทนโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือตั้งตัวแทนดังกล่าวมิได้ระบุว่าให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ และขณะที่โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๕ โจทก์ยังไม่มีนิติสัมพันธ์ในลักษณะสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำฟ้องกับจำเลยที่ ๑ รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสี่ยังมิได้มีข้อพิพาทต่อกัน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ก่อให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาในคำให้การก็ตาม ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๘ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศได้ตรวจดูหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๒ แล้ว ปรากฏว่า ตามหนังสือมอบอำนาจ ดังกล่าวโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายปานศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาชลบุรีของโจทก์มีอำนาจที่จะดำเนินกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นกิจการของสาขาชลบุรีของโจทก์อาทิเช่น การกระทำอันเป็นปกติธุรกิจของโจทก์ รับจำนอง ปลดจำนอง รับจำนำ รับค้ำประกัน ทำสัญญากับบุคคลอื่นในธุรกิจของโจทก์ เรียกร้องทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน รวมทั้งดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีล้มละลายในศาล เป็นต้น เห็นว่า แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเป็นตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปเกี่ยวกับกิจการในสำนักงานสาขาชลบุรีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐๑ วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ แต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา ๘๐๑ วรรคสอง (๕) เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟ้องคดีไว้โดยชัดแจ้งแล้ว และเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีสำหรับคดีต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นที่สาขาชลบุรีของโจทก์ มิใช่เป็นการมอบอำนาจแต่เฉพาะการตามมาตรา ๘๐๐ โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวในหนังสือมอบอำนาจโดยระบุชื่อนิติบุคคลหรือบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องมาด้วย และการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีดังกล่าวย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสาขาชลบุรีของโจทก์ ไม่ว่าคดีนี้จะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ จะมิได้ระบุชื่อจำเลยทั้งสี่ว่าเป็นผู้ที่จะต้องถูกฟ้องก็ดี ขณะโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ ๑ ยังมิได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์และข้อพิพาทคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจก็ดี ก็หาใช่ข้อสำคัญไม่ นายปานศักดิ์ผู้รับ มอบอำนาจโจทก์ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะยื่นฟ้องจึงอำนาจแต่งตั้งนายมานพ รัตติธรรม ทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้โดยชอบ

ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ข้อต่อมาว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ ๑ เท่านั้นที่ให้การต่อสู้คดีไว้ ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ หาได้ให้การต่อสู้คดีไว้ไม่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้เพราะถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้มาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ ๑ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มาด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น และเห็นว่าแม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะยังมิได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้ว เพื่อมิให้คดี ล่าช้าจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์มิได้บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเงินไทยจำนวนเท่าใด ณ วันที่หนี้ตามสัญญา ทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ จึงทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบจำนวนหนี้เงินไทยที่โจทก์ฟ้องว่าถูกต้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเงินไทยเท่าใดในวันที่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระมาโดยชัดแจ้งดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ แต่โจทก์ก็ได้แนบสำเนาใบแจ้งการครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับและแนบสำเนาบัญชีแสดงยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับมาท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโดยเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จำเลยที่ ๑ สามารถตรวจดูเพื่อต่อสู้คดีให้ถูกต้องได้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๖ วรรคหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์จึง ไม่เคลือบคลุม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีท?
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800 ม. 801
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 30 ม. 29
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอเชี่ยนสตีลบาร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา