คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2545
#45215
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของตึกที่ตั้งสำนักงานจำเลยได้ตัดน้ำ ตัดไฟ และปิดสำนักงาน ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างจากจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 22มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป มิใช่วันที่ 5 กรกฎาคม2543 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง

ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกสัญญาจ้างแรงงานจากจำเลย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยสัญญาจ้างแรงงานนั้นจำเลยได้ยอมรับแล้วทั้งโจทก์ก็มีพยานบุคคลอื่นมานำสืบด้วยว่าค่าใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานนั้น เป็นกรณีที่โจทก์อ้างข้อกฎหมายปะปนมากับข้อเท็จจริงเพื่อที่จะให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามที่โจทก์อ้าง ซึ่งข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างก็ได้ความเพียงว่าค่าใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเท่านั้น มิได้มีข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นค่าใช้จ่ายประเภทใด เพื่อกิจการใดและโจทก์จะเบิกจากจำเลยได้ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เบิกความลอย ๆว่าโจทก์มีสิทธิได้ค่านายหน้าร้อยละ 15 ของค่าตอบแทนที่บริษัทลูกค้าที่โจทก์นำมาจ่ายให้จำเลยเป็นเงินเดือนละ 45,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารอื่นสนับสนุน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้า ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้นำ จ. มาสืบยืนยันว่าจำเลยตกลงให้ค่านายหน้าแก่ลูกจ้างฝ่ายที่ปรึกษาผู้นำลูกค้ามาให้จำเลย การสืบพยานของโจทก์เท่าที่สืบได้ในเรื่องค่านายหน้าก็น่าจะสมบูรณ์แล้ว หาใช่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ ที่มิได้ปรากฏว่าเบิกค่านายหน้าก็เพราะจำเลยไม่มีเงินนั้น ก็เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อุทธรณ์ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญปรับโครงสร้างหนี้ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 100,000 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันกำหนดจ่ายเงินเดือนของเดือนมิถุนายน 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 300,000 บาทมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท ในการทำงานกับจำเลย จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม2543 จำนวน 116,667 บาท และจำเลยมีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์ทำงานครบ 1 ปี โจทก์มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีได้ 10 วัน ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม2543 โจทก์ทำงานครบ 1 ปี แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนได้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 10 วัน เป็นเงิน 33,333 บาทจำเลยตกลงจ่ายค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2542ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ซึ่งโจทก์ทำงานมาได้ 12 เดือน แล้วโจทก์สิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท จำเลยตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์เดือนละ 45,000บาท ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 โจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจำนวน 6 เดือน เป็นเงิน 270,000 บาท นอกจากนี้จำเลยมีข้อตกลงว่าถ้าโจทก์ทำงานครบ 1 ปี จำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ 1 เดือนของค่าจ้างระหว่างวันที่1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 โจทก์ทำงานมาครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับเงินโบนัส 1 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 100,000 บาท ค่าใช้จ่าย 600,000 บาท ค่านายหน้า 270,000 บาท เงินโบนัส 100,000 บาท ค่าจ้าง 116,667 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี33,333 บาท และค่าชดเชย 300,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่กรรมการจำเลยถูกตำรวจจับกุม เจ้าของสถานที่ตั้งสำนักงานจำเลยตัดน้ำตัดไฟ และปิดสำนักงานในวันที่ 22 มิถุนายน 2543 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2543 แต่โจทก์ขอมาเพียงเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน จึงให้เท่าที่ขอ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 5 กรกฎาคม 2543 เงินโบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าใช้จ่าย และค่านายหน้า พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์100,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2543 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกรรมการของจำเลย ครั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2543 เจ้าของตึกที่ตั้งสำนักงานจำเลยได้ตัดน้ำ ตัดไฟและปิดสำนักงาน ทำให้ลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในสำนักงานในวันนั้นได้ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 เนื่องจากเจ้าของตึกที่ตั้งสำนักงานจำเลยได้มาตัดน้ำ ตัดไฟ และปิดสำนักงานเมื่อกรรมการของจำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2543 และสำนักงานของจำเลยถูกปิดลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในสำนักงานได้ตั้งแต่วันที่ 22มิถุนายน 2543 เป็นต้นมา ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างจากจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป มิใช่วันที่ 5 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกสัญญาจ้างแรงงานจากจำเลย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยสัญญาจ้างแรงงานนั้นจำเลยได้ยอมรับแล้ว ทั้งโจทก์ก็มีพยานบุคคลอื่นมานำสืบด้วยว่าค่าใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานนั้น เป็นกรณีที่โจทก์อ้างข้อกฎหมายปะปนมากับข้อเท็จจริงเพื่อที่จะให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามที่โจทก์อ้างซึ่งข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างก็ได้ความเพียงว่าค่าใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างเท่านั้น มิได้มีข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นค่าใช้จ่ายประเภทใด เพื่อกิจการใดและโจทก์จะเบิกจากจำเลยได้ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้าหรือไม่ เห็นว่าศาลแรงงานกลางพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เบิกความลอย ๆ ว่าโจทก์มีสิทธิได้ค่านายหน้าร้อยละ 15 ของค่าตอบแทนที่บริษัทยูเนียนเมโทรลิสซิ่ง จำกัดผู้เป็นลูกค้าที่โจทก์นำมาจ่ายให้จำเลยเป็นเงินเดือนละ 45,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือนไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารอื่นสนับสนุนข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่านายหน้า ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้นำพยานนายจรรยา จรรยาสุทธิวงศ์มาสืบยืนยันว่าจำเลยตกลงให้ค่านายหน้าแก่ลูกจ้างฝ่ายที่ปรึกษาผู้นำลูกค้ามาให้จำเลยการสืบพยานของโจทก์เท่าที่สืบได้ในเรื่องค่านายหน้าก็น่าจะสมบูรณ์แล้ว หาใช่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ ที่มิได้ปรากฏว่าเบิกค่านายหน้าก็เพราะจำเลยไม่มีเงินนั้นก็เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อุทธรณ์ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างเดือนมิถุนายน2543 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 5กรกฎาคม 2543 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 16,667 บาท แก่โจทก์ และในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเป็นว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 116,667 บาท แก่โจทก์ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าโจทก์ทำงานถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างของวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 มิได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาถึงค่าจ้างในเดือนมิถุนายน 2543 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่สั่งให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน2543 เป็นเงิน 70,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 70,000 บาท แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กฤษฎิ์ วิมไตรเมต
จำเลย — บริษัท มอนท์โกเมอรี่ โบว์มองท์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2545
#99348
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกรรมการของจำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2543 และสำนักงานของจำเลยถูกปิด ลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในสำนักงานได้ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 เป็นต้นมา ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างจากจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2543 มิใช่วันที่ 5 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างดังที่โจทก์อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่าย ๖๐๐,๐๐๐ บาท ค่านายหน้า ๒๗๐,๐๐๐ บาท เงินโบนัส ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าจ้าง ๑๑๖,๖๖๗ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๓๓,๓๓๓ บาท และค่าชดเชย ๓๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่กรรมการจำเลยถูกตำรวจจับกุม เจ้าของสถานที่ตั้งสำนักงานจำเลยตัดน้ำ ตัดไฟ และปิดสำนักงานในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้ รับค่าจ้าง เพราะเหตุที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยครบ ๑๒๐ วัน แต่ไม่ครบ ๑ ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้าง สุดท้าย ๓๐ วัน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ แต่โจทก์ ขอมาเพียงเท่ากับค่าจ้าง ๑ เดือน จึงให้เท่าที่ขอ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ ถึง ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เงินโบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าใช้จ่ายและค่านายหน้า พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๐๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อแรกว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ต่อมาวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกรรมการของจำเลย ครั้นวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ เจ้าของตึกที่ตั้งสำนักงานจำเลยได้ตัดน้ำ ตัดไฟ และปิดสำนักงาน ทำให้ลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในสำนักงานในวันนั้นได้ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ เนื่องจากเจ้าของตึก ที่ตั้งสำนักงานจำเลยได้มาตัดน้ำ ตัดไฟ และปิดสำนักงาน เมื่อกรรมการของจำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ และสำนักงานของจำเลยถูกปิดลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในสำนักงานได้ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างจากจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป มิใช่วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันที่ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ๗๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤษฎิ์ วิมไตรเมต
แอสโซซิเอทส์ — บริษัทมอนท์โกเมอรี่ โบว์มองท์ แอนด์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3084/2545
#44764
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่โจทก์ฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาก่อนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 คดีนี้จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 3184 โดยซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 188 โรงเรือนที่พักคนงานโรงเรือนเก็บสิ่งของ ปลูกต้นอ้อย ต้นข้าว ต้นข้าวโพดและต้นถั่วลิสงกับจำเลยที่ 2ปลูกบ้านไม่มีเลขที่ อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายบ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีโรงเรือนที่พักคนงาน โรงเรือนเก็บสิ่งของ ตลอดจนบริวารและทรัพย์สินรวมทั้งต้นอ้อยต้นข้าว ต้นข้าวโพด และต้นถั่วลิสงและให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายบ้านไม่มีเลขที่ตลอดจนบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้อาศัยในที่ดินตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งซื้อมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 ไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองอยู่ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และขนย้ายบ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี โรงเรือนที่พักคนงาน โรงเรือนเก็บสิ่งของตลอดจนบริวารและทรัพย์สินรวมทั้งต้นอ้อย ต้นข้าว ต้นข้าวโพด และต้นถั่วลิสงออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3184 เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1ครอบครอง และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้นมาวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้นเห็นว่า โจทก์ได้กล่าวอ้างถึงสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้นไว้ในคำฟ้อง ทั้งได้ระบุอ้างสำนวนคดีดังกล่าวเป็นพยานโดยโจทก์กล่าวในคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2540 ที่ขอให้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาผูกรวมไว้กับคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไว้ในคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงตรงตามคำฟ้องและประเด็นในข้อพิพาทแล้ว หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาไม่ และตามสำนวนคดีดังกล่าวได้ความว่า จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3184 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นของจำเลยที่ 1 และเอกสารท้ายคำร้องขัดทรัพย์ก็ยืนยันว่าบ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านนั้นปลูกอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ตรงตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสุพรรณบุรีเอกสารหมาย จ.1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพียงเท่านี้ก็มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงแล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่โจทก์ฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1ครอบครองโดยไม่จำต้องทำแผนที่พิพาทรังวัดสอบเขตหรือขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่ดินพิพาทตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มาก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมาน บุญขำ
จำเลย — นาย สมัคร มนัสวงษ์กาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3084/2545
#99443
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้กล่าวอ้างถึงสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 591/2536 ของศาลชั้นต้นไว้ในคำฟ้อง ทั้งได้ระบุอ้างสำนวนคดีดังกล่าวเป็นพยาน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงตรงตามคำฟ้องและประเด็นในข้อพิพาทแล้ว หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่ และตามสำนวนคดีดังกล่าวได้ความว่าจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มาก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๘๔ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ให้จำเลยที่ ๑ ขนย้ายบ้านเลขที่ ๑๘๘ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โรงเรือนที่พักคนงาน โรงเรือนเก็บสิ่งของ ตลอดจนบริวารและทรัพย์สิน รวมทั้งต้นอ้อย ต้นข้าว ต้นข้าวโพด และต้นถั่วลิสงและให้จำเลยที่ ๒ ขนย้ายบ้านไม่มีเลขที่ตลอดจนบริวารและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้อาศัยในที่ดินตามฟ้อง แต่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ ๑ เอง ซึ่งซื้อมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๘๔ ไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๘๔ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และขนย้ายบ้านเลขที่ ๑๘๘ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โรงเรือนที่พักคนงาน โรงเรือนเก็บสิ่งของ ตลอดจนบริวารและทรัพย์สิน รวมทั้งต้นอ้อย ต้นข้าว ต้นข้าวโพด และต้นถั่วลิสงออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๘๔ ของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิครอบครอง เท่ากับจำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่าที่ดินที่โจทก์ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารนั้นเป็นของจำเลยที่ ๑ มิใช่ที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นคดีมีข้อพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามราคาของที่ดิน เมื่อศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทมาเกินกว่าสองแสนบาทโดยจำเลยที่ ๑ มิได้โต้แย้ง จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๘๔ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ครอบครอง และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๑/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้นมาวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวอ้างถึงสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๑/๒๕๓๖ ของศาลชั้นต้นไว้ในคำฟ้อง ทั้งได้ระบุอ้างสำนวนคดีดังกล่าวเป็นพยานโดยโจทก์กล่าวอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ที่ขอให้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาผูกรวมไว้กับคดีนี้ว่า จำเลยที่ ๑ เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ไว้ในคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ นำข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงตรงตามคำฟ้องและประเด็นในข้อพิพาทแล้ว หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ ๑ อ้างในฎีกาไม่ และตามสำนวนคดีดังกล่าวได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๘๔ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นของจำเลยที่ ๑ และเอกสารท้ายคำร้องขัดทรัพย์ก็ยืนยันว่าบ้านเลขที่ ๑๘๘ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าบ้านนั้นปลูกอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ตรงตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสุพรรณบุรีเอกสารหมาย จ. ๑ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพียงเท่านี้ก็มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงแล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ที่โจทก์ฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองโดยไม่จำต้องทำแผนที่พิพาทรังวัดสอบเขตหรือขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่ดินพิพาทตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ ๑ เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ มาก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ และต้องฟังว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๔๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน บุญขำ
จำเลย — นายสมัคร มนัสวงษ์กาญจน์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3081/2545
#99317
เปิดฉบับเต็ม

การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำตามแบบอย่างใดบ้าง ผู้รับจำนองเพียงแต่มีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันควร ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วยบทมาตราดังกล่าวแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะมอบอำนาจให้ ส. เป็นตัวแทนบอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือมอบอำนาจก็ไม่เป็นโมฆะ นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ ส. ได้กระทำการไปในนามของโจทก์โดยการฟ้องคดีนี้ ย่อมถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่ลูกหนี้โดยถูกต้องตามกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันมีข้อความให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ก็มีความหมายว่าจำเลยที่ 3 ยอมค้ำประกันการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 เมื่อหนี้รายนี้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการนำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์จะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้ภายในกำหนดอายุความ

สัญญาทรัสต์รีซีทระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเกินได้ตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งตามประกาศธนาคารโจทก์ก็คืออัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้ผิดนัด เท่ากับอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีมีกำหนดเวลา (MLR) บวกส่วนต่าง (Margin) แต่ปรากฏว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดนัดชำระหนี้ซึ่งสูงกว่าอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้ผิดนัด จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองจำนวน ๑๒๙,๘๒๖,๗๑๐.๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๘,๕๒๒,๙๖๗.๘๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๓ ออกขายทอดตลาด และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ถูกต้องและยังมิได้ส่งมอบเอกสารการส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามคำฟ้อง เพราะสัญญาทรัสต์รีซีทไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้แสดงเจตนาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ไม่ได้จดทะเบียนจำนองเพื่อค้ำประกันหนี้ดังกล่าว สัญญาค้ำประกันสิ้นผลผูกพันแล้ว จำเลยที่ ๓ ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ และทนายโจทก์ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยที่ ๒ ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๒๙,๘๒๖,๗๑๐.๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดผิดสัญญาตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๘,๕๒๒,๕๖๗.๘๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๓ จำนองไว้ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระ หากไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จนกว่าจะครบ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัย? ว่า โจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่ลูกหนี้โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า หนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ. ๘ จ. ๑๐ และ จ. ๑๒ ระบุว่านายสรรค์ ธรรมสถิตย์มั่น ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ชำระหนี้ และให้ไถ่ถอนจำนองภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือฉบับนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวแม้โจทก์ไม่มีหนังสือการมอบอำนาจมาแสดง แต่นายสรรค์ผู้รับมอบอำนาจและนายไพบูลย์ ประกอบการดี ผู้รับมอบอำนาจช่วงแทนโจทก์เบิกความตรงกันว่า โจทก์ได้มอบอำนาจด้วยวาจาให้นายสรรค์ทนายความเป็นผู้บอกกล่าวบังคับจำนอง และต่อมาโจทก์ก็ได้แต่งตั้งให้นายสรรค์เป็นทนายความฟ้องร้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสรรค์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ ๓ จริง การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำตามแบบอย่างใดบ้าง ผู้รับจำนองเพียงแต่มีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วยบทมาตราดังกล่าวแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่ใช่แบบเพื่อความสมบูรณ์ของนิติกรรม ดังนั้น แม้โจทก์จะมอบอำนาจให้นายสรรค์เป็นตัวแทนบอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่เป็นโมฆะ นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองที่นายสรรค์ได้กระทำการไปในนามของโจทก์โดยการฟ้องคดีนี้ ย่อมถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่ลูกหนี้โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วเช่นเดียวกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยที่ ๓ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้โจทก์อยู่ก่อนวันทำสัญญา (วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐) ขณะทำสัญญา และหลังจากวันทำสัญญาในวงเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน ๒๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอุปกรณ์แห่งหนี้อันได้แก่ดอกเบี้ยที่ค้างชำระจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้จนสิ้นเชิง ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันจะมีข้อความให้สัญญาฉบับดังกล่าวสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ก็มีความหมายว่าจำเลยที่ ๓ ยอมค้ำประกันการชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์อยู่ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ เมื่อหนี้รายนี้จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการนำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์จะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้ภายในกำหนดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ. ๓๒ ถึง จ. ๔๒ ข้อ ๔ ว่า จำเลยที่ ๑ ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ ๑ รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และข้อ ๗ ว่า ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดในข้อ ๔ ซึ่งตามประกาศธนาคารโจทก์ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนก็คืออัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้ผิดนัด เท่ากับอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีมีกำหนดระยะเวลา (Minimum Lending Rate) บวกส่วนต่าง (Margin) ตามประกาศธนาคารโจทก์ แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดนัดชำระหนี้ซึ่งสูงกว่าอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้ผิดนัดดังกล่าว จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน ๙๘,๕๒๒,๙๖๗.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั้งที่ประกาศไว้ก่อนวันฟ้อง และที่ประกาศต่อไปหลังวันฟ้องของต้นเงินหนี้ทรัสต์รีซีทคงเหลือแต่ละสัญญาตามตารางการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ. ๗๒ ถึง จ. ๘๒ นับแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์จำนวน ๑๗๒ บาท แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๓๑,๓๐๓,๕๗๐.๔๑ บาท และดอกเบี้ยหลังฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 680 ม. 728 ม. 798 ม. 823
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทปัญจพลไฟเบอร์คอนเทนเนอร์ จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2545
#44763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ห้ามเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบน้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดเท่านั้น ความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การที่จำเลยใช้เครื่องตีน้ำในบ่อกุ้งหาทำให้เครื่องตีน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 5 บ่อ บนเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีคำสั่งให้ระงับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีโดยเด็ดขาดและยังเป็นผู้ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายจากภาวะมลพิษ เจ้าพนักงานได้สำรวจบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำดังกล่าวพบเครื่องตีน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง ซึ่งจำเลยได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานไม่อาจยึดมาเก็บรักษาได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 9, 98 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 37 กับริบทรัพย์ดังกล่าว และสั่งให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 9, 98 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 37 จำคุก 8 เดือน และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 30,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางและให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้ริบของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าควรริบเครื่องตีน้ำในบ่อกุ้งของจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเครื่องตีน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์ของผู้อื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดอันจะเข้าข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 นอกจากนี้การเลี้ยงกุ้งกุลาดำถึง 5 บ่อ จำนวนพื้นที่ถึง 14 ไร่ น้ำเค็มที่ถูกปล่อยออกจากพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงมากมายมหาศาลสร้างความเดือดร้อนแก่พื้นที่ทำนาใกล้เคียงอย่างมาก ศาลควรริบเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเสียด้วย เพื่อจะมิได้กระทำผิดอีกต่อไป เห็นว่า การริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ห้ามเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบน้ำเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น ความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การที่จำเลยใช้เครื่องตีน้ำในบ่อกุ้งหาทำให้เครื่องตีน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2518 ม. 4
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 9 ม. 98
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นางสาว ประภัสสร สว่างศรี
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2545
#99612
เปิดฉบับเต็ม

การริบทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ห้ามเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบน้ำเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น ความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การที่จำเลยใช้เครื่องตีน้ำในบ่อกุ้งหาทำให้เครื่องตีน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๙ , ๙๘ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๓๗ กับริบทรัพย์ดังกล่าว และสั่งให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๙ , ๙๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๓๗ จำคุก ๘ เดือน และปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน และปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ๒ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ริบของกลาง และให้จำเลยส่งทรัพย์สินที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ควรริบเครื่องตีน้ำในบ่อกุ้งของจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเครื่องตีน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์ของผู้อื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด อันจะเข้าข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ นอกจากนี้ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำถึง ๕ บ่อ จำนวนพื้นที่ถึง ๑๔ ไร่ น้ำเค็มที่ถูกปล่อยออกจากพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงมากมายมหาศาลสร้างความเดือดร้อนแก่พื้นที่ทำนาใกล้เคียงอย่างมาก ศาลควรริบเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเสียด้วย เพื่อจะมิได้กระทำผิดอีกต่อไป เห็นว่า การริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ห้ามเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบน้ำเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น ความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น การที่จำเลยใช้เครื่องตีน้ำในบ่อกุ้งหาทำให้เครื่องตีน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่ริบของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นางสาวประภัสสร สว่างศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเลิศพงศ์ อินทร์หอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปกรณ์ บุญญกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3064/2545
#44762
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยยื่นฟ้องขับไล่ ส. และจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ให้โจทก์ในฐานะบริวารของ ส. ออกจากที่พิพาท เมื่อโจทก์เห็นว่าตนมิใช่บริวารของ ส. แต่เป็นเจ้าของครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทมานานแล้ว แสดงว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายแพ่งอันเกี่ยวกับสิทธิในที่พิพาทแล้ว โจทก์มีสิทธิเสนอคดีของตนต่อศาลโดยยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ได้ แม้โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะปิดประกาศกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3)ในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่ ส. ออกจากที่พิพาทก็ตาม เพราะบทบัญญัติดังกล่าวแม้หากบุคคลนั้นไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ก็เป็นเพียงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหาได้มีผลเป็นการตัดสิทธิห้ามบุคคลนั้นจะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ไม่ และเมื่อโจทก์มิได้ร้องขอเข้าไปในคดีที่จำเลยบังคับขับไล่ ส. โจทก์จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีนั้นย่อมไม่ผูกพันในผลแห่งคดีดังกล่าวหรือจะถูกต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องไม่ว่าจะด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1576/2535 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องนายเสย สิงตะโคตร เป็นจำเลย ขอให้ขับไล่ออกจากที่พิพาทและเรียกค่าเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ว่าจำเลยชนะคดีนายเสย โจทก์เป็นบริวารนายเสยและให้โจทก์ออกจากที่พิพาท โจทก์ไม่ใช่บริวารของนายเสย โจทก์ซื้อที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่ามาจากนายอ่ำ สิงตะโคตร และจำเลยไม่เคยโต้แย้งสิทธิของโจทก์มาก่อน ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การว่า จำเลยฟ้องนายเสยในคดีก่อนในฐานะที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ การซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์กับนายอ่ำไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีก่อนอยู่ระหว่างบังคับคดี โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคำแถลงของคู่ความแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์ชอบที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อแสดงอำนาจพิเศษในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1576/2535ของศาลชั้นต้น ไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก การที่ศาลมีคำสั่งรับฟ้องเป็นการสั่งโดยผิดหลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับฟ้องของโจทก์ตามคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยหรือไม่จำเลยฎีกาพอสรุปได้ว่า โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ หากโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องร้องเข้าไปในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1576/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์สืบสิทธิมาจากจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีที่จำเลยยื่นฟ้องขับไล่นายเสย สิงตะโคตร ให้ออกจากที่พิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1576/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์เป็นบริวารของนายเสยให้โจทก์ออกจากที่พิพาท โจทก์มิใช่บริวารของนายเสย โจทก์ได้ซื้อที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่ามาจากนายอ่ำ สิงตะโคตร ตั้งแต่ปี 2517 แล้วได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่นั้นมา โจทก์ไม่เคยทราบเรื่องที่จำเลยฟ้องนายเสย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายแพ่งอันเกี่ยวกับสิทธิในที่พิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคดีของตนต่อศาล โดยยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ได้ แม้โจทก์จะได้ยื่นฟ้องจำเลยก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะปิดประกาศกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นายเสยออกจากที่พิพาทต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่นายเสยออกจากที่พิพาทก็ตาม ทั้งนี้เพราะตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้หากบุคคลนั้นไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย กฎหมายก็เพียงแต่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหาได้มีผลเด็ดขาดเป็นการตัดสิทธิห้ามบุคคลนั้นจะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ไม่และเมื่อโจทก์มิได้ร้องเข้าไปในคดีที่จำเลยบังคับขับไล่นายเสย โจทก์จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีนั้นย่อมไม่ผูกพันในผลแห่งคดีดังกล่าวหรือจะถูกต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องไม่ว่าจะด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 144 ม. 145 ม. 148 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พวง สิงตะโคตร
จำเลย — นาย มานพ พลจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3059/2545
#44761
เปิดฉบับเต็ม

การได้ภารจำยอมโดยอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลมกล่าวคือ จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผย และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382ซึ่งกฎหมายมุ่งประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญโดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น

โจทก์ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทกว้าง 2 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยรวมไปกับทางสาธารณะกว้าง 2 เมตร โดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะทั้งหมดต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทในลักษณะจะให้ได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวแล้วเมื่อใช้ติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยโจทก์จึงได้ภารจำยอมในทางพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2539 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10574 และ 10575 อันเป็นภารยทรัพย์ได้ปักหลักเขตด้วยเสาคอนกรีตตามแนวที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกติดกับทางสาธารณประโยชน์ตลอดแนวโดยปิดกั้นในที่ดินส่วนที่เป็นทางภารจำยอมซึ่งมีความกว้าง 2 เมตร ทำให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมได้อีก ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 10574 และ 10575 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตกมีความกว้าง 2 เมตร เป็นทางภารจำยอม กับให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก หากไม่ไปก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตเปิดเป็นทางภารจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมต่อไป

จำเลยให้การว่า ที่ดินของจำเลยไม่เป็นทางภารจำยอมเพราะโจทก์ทั้งห้ามีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้อยู่แล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ไม่เคยเข้ามาใช้ทางที่อ้าง ทั้งโจทก์ทั้งห้าใช้มาไม่ถึงสิบปีและเป็นการใช้โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 10574และ 10575 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตก กว้าง 2 เมตร ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมแก่โจทก์ที่ 1 ด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่ 1 เอง หากจำเลยไม่ไปก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากทางภารจำยอม และห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้วโดยเข้าใจว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะนั้น จะมีผลทำให้โจทก์ที่ 1ได้ภารจำยอมในที่ดินของจำเลยโดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า การได้ภารจำยอมโดยอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลมกล่าวคือ จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผย และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น ดังนั้น แม้โจทก์ที่ 1 จะใช้ประโยชน์ในทางพิพาทกว้าง 2 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยรวมไปกับทางสาธารณะกว้าง 2 เมตร โดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะทั้งหมดก็ต้องถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้ใช้ทางพิพาทในลักษณะจะให้ได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 1ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยแล้วเช่นนี้ โจทก์ที่ 1 จึงได้ภารจำยอมในทางพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุภาพร หมื่นสุวรรณ์หรือโพธิ์ประทุม กับพวก
จำเลย — นาย ธนิตย์ รักตะเมธากุล
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3059/2545
#99442
เปิดฉบับเต็ม

การได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น ดังนั้น แม้โจทก์จะใช้ประโยชน์ในทางพิพาทกว้าง 2 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยรวมไปกับทางสาธารณะกว้าง 2 เมตร โดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะทั้งหมด ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทในลักษณะจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๗๔ และ ๑๐๕๗๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตกมีความกว้าง ๒ เมตร เป็นทางภาระจำยอม กับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก หากไม่ไปก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตเปิดเป็นทางภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภาระจำยอมต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ ฟ้องโจทก์ทั้งห้าเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายรายละเอียดว่าสภาพที่ดินของจำเลยเป็นอย่างไรและโจทก์ทั้งห้าได้ภาระจำยอมมาอย่างไร ที่ดินของจำเลยไม่เป็นทางภาระจำยอมเพราะโจทก์ทั้งห้ามีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้อยู่แล้ว โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ก็ไม่เคยเข้ามาใช้ทางที่อ้าง ทั้งโจทก์ทั้งห้าใช้มาไม่ถึงสิบปีและเป็นการใช้โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๑๐๕๗๔ และ ๑๐๕๗๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตก กว้าง ๒ เมตร ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ ๑ และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่โจทก์ที่ ๑ ด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่ ๑ เอง หากจำเลยไม่ไปก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากทางภาระจำยอม และห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภาระจำยอมของที่ดินของโจทก์ที่ ๑ อีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า ทางพิพาทกว้าง ๒ เมตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๗๔ และ ๑๐๕๗๕ เลขที่ดิน ๑๐๑ และ ๑๐๒ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ยาวตลอดแนวติดกับทางสาธารณะ เป็นที่ดินในโฉนดดังกล่าวของจำเลย โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๐ และ ๑๐๕๘๗ ถึง ๑๐๕๘๙ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินของจำเลยเลขที่ ๑๐๒ ด้านทิศตะวันตก และติดกับถนนสาธารณะกว้าง ๒ เมตร เมื่อรวมกับทางพิพาทแล้วมีความกว้าง ๔ เมตร ซึ่งโจทก์ที่ ๑ และชาวบ้านใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนจ่านกร้องซึ่งเป็นถนนสาธารณะมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ตามรูปแผนที่จำลองเอกสารหมาย จ. ๙ ต่อมาเมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยนำเสาคอนกรีตมาปักเป็นแนวเขตที่ดินของจำเลยตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตกกว้าง ๒ เมตร ทำให้โจทก์ที่ ๑ และชาวบ้านที่มีที่ดินอยู่ด้านในไม่สามารถใช้ทางดังกล่าวโดยนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้โดยสะดวกเช่นเดิม สำหรับประเด็นที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่า สำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. ๕ ถึง จ. ๘ และสำเนาแผนที่จำลองเอกสารหมาย จ. ๙ ที่โจทก์ที่ ๑ อ้างเป็นพยานนั้นเป็นสำเนามิใช่ต้นฉบับจึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ที่ ๑ อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานมาในขณะที่โจทก์ที่ ๑ นำพยานเข้าสืบและมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ เพิ่งจะหยิบยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา จึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาในประเด็นต่อมาว่า โจทก์ที่ ๑ ใช้ทางพิพาทยังไม่ถึง ๑๐ ปี จึงไม่ได้ภาระจำยอมนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า โจทก์ที่ ๑ ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งจำเลยมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าวไว้ ทั้งยังได้แก้อุทธรณ์โดยรับว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยเหตุผลและความยุติธรรมแล้ว ขอถือเอาเป็นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยด้วย ถือว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ทั้งต้องฟังว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว

คดีคงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ที่ ๑ ใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยเข้าใจว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะนั้น จะมีผลทำให้โจทก์ที่ ๑ ได้ภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยโดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า การได้ภาระจำยอมโดยอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ ๓ แห่งบรรพ ๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผย และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๘๒ ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น ดังนั้น แม้โจทก์ที่ ๑ จะใช้ประโยชน์ในทางพิพาทกว้าง ๒ เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดของจำเลยรวมไปกับทางสาธารณะกว้าง ๒ เมตร โดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะทั้งหมด ก็ต้องถือว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ใช้ทางพิพาทในลักษณะจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยแล้วเช่นนี้ โจทก์ที่ ๑ จึงได้ภาระจำยอมในทางพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาพร หมื่นสุวรรณ์หรือโพธิ์ประทุม กับพวก
จำเลย — นายธนิตย์ รักตะเมธากูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3056/2545
#45695
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกันวางแผนใช้ยานอนหลับผสมในเครื่องดื่มให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม และร่วมกันลักทรัพย์หลายรายการในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองหลับก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณากลับปฏิเสธว่ามิได้กระทำเช่นนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นชาวต่างชาติ จึงเป็นไปได้ว่าล่ามอาจแปลคำให้การไม่ถูกต้อง ดังนั้น ลำพังคำให้การในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามนั้นได้ โจทก์ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้มั่นคงและฟังได้ว่ามียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วงปนอยู่ในเครื่องดื่มที่จำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มจริงตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานการตรวจพิสูจน์เครื่องดื่มว่ามีส่วนผสมของยานอนหลับอยู่ด้วย ทั้งไม่มีผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหายทั้งสองมาแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้เสียหายทั้งสองนอนหลับเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วง กรณีจึงยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่มให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติและสัญชาติปากีสถานได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ได้อยู่ในราชอาณาจักรภายหลังการอนุญาตสิ้นสุดลง และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติและสัญชาติอินเดียได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่17 พฤศจิกายน 2540 ได้อยู่ในราชอาณาจักรภายหลังการอนุญาตสิ้นสุดลง นอกจากนี้จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง 15 รายการ รวมราคา 26,520บาท ของนายโจดี้ สเปรซเปอร์รี่ ผู้เสียหายที่ 1 และนายเจมี แนทเทินชิฟ ผู้เสียหายที่ 2ไปโดยทุจริต ในการปล้นทรัพย์ดังกล่าว จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเครื่องดื่มที่ผสมยาสลบให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มจนหมดสติ เพื่อให้ความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้หรือให้พ้นจากการจับกุม เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองที่จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นไปดังกล่าวเป็นของกลางของกลางผู้เสียหายทั้งสองรับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 จำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุกคนละ 12 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 3 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 2มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสอง จำคุกคนละ 3 ปี เมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก คนละ 2 ปีสำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองแล้ว รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติอังกฤษร่วมดื่มเบียร์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติปากีสถาน แล้วผู้เสียหายทั้งสองได้หลับไป เมื่อรู้สึกตัวในวันรุ่งขึ้นพบว่าทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองรวม 15รายการตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.1 หายไป ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2หลบหนีโดยทางรถไฟไปกรุงเทพมหานคร และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมจำเลยที่ 3 ได้ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร โดยยึดทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองรวม15 รายการที่หายไป ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืนเอกสารหมาย จ.2 ได้จากจำเลยที่ 2 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าได้ร่วมกันวางแผนใช้ยานอนหลับผสมเครื่องดื่มยาคูลท์มอมเมาผู้เสียหายทั้งสองจนหลับแล้วลักทรัพย์ต่าง ๆ ของผู้เสียหายทั้งสองไป และผู้เสียหายทั้งสองก็เบิกความว่าได้ดื่มเบียร์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้นดื่มกันประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกไปนอกห้อง เมื่อกลับมาจำเลยที่ 2 นำขวดเครื่องดื่มยาคูลท์ซึ่งมีหลอดดูดเสียบอยู่ในขวดมาให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยากฟังเพลงภาษาอังกฤษ ผู้เสียหายทั้งสองจึงชวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปที่ห้องพักของผู้เสียหายทั้งสองและเปิดเพลงฟังกันผู้เสียหายทั้งสองหลับไปขณะฟังเพลงแรกยังไม่ทันจบ มารู้สึกตัววันรุ่งขึ้นเวลา 13 ถึง 14 นาฬิกา ซึ่งเป็นการหลับที่ยาวนาน แสดงให้เห็นว่าในเครื่องดื่มยาคูลท์ที่จำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มต้องมีส่วนผสมของยานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วงแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากการที่ผู้เสียหายทั้งสองดื่มเบียร์ เพราะผู้เสียหายที่ 1 ดื่มเบียร์ไปเพียงครึ่งขวดใหญ่ ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ดื่มเบียร์เพียง 1 ขวดเล็ก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัยเพราะไม่มีการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยานอนหลับจริงและยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 แล้วที่ 2 แล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)วรรคสอง โจทก์จึงไม่เห็นด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกันวางแผนใช้ยานอนหลับผสมในเครื่องดื่มยาคูลท์แล้วให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม เมื่อผู้เสียหายทั้งสองหลับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงร่วมลักทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองรวม 15 รายการตามฟ้องไปก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ให้การเช่นนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นชาวต่างชาติ ในการให้การต้องใช้ล่ามแปล จึงเป็นไปได้ว่าล่ามอาจแปลคำให้การไม่ถูกต้อง ดังนั้นลำพังคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติดังที่ปรากฏในคำให้การนั้นได้ โจทก์จึงยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้มีน้ำหนักมั่นคงและให้ฟังได้ว่า มียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วงปนอยู่ในขวดเครื่องดื่มยาคูลท์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มจริงตามที่อ้าง แต่โจทก์คงมีผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความเพียงว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้ร่วมดื่มเบียร์กับจำเลยที่ 1และที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเครื่องดื่มยาคูลท์มาให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มหลังจากผู้เสียหายทั้งสองดื่มแล้วได้หลับไป เมื่อผู้เสียหายทั้งสองตื่นขึ้นมาพบว่าทรัพย์สินหายไป และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หลบหนีออกจากฟ้องพักของผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานการตรวจพิสูจน์ขวดเครื่องดื่มยาคูลท์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มมาแสดงว่ามีส่วนผสมของยานอนหลับอยู่ด้วย ทั้งไม่มีผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหายทั้งสองมาแสดงให้เห็นว่าการที่ผู้เสียหายทั้งสองนอนหลับเกิดจากดื่มเครื่องดื่มยาคูลท์ที่มียานอนหลับหรือสารที่ทำให้ง่วง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้ดื่มเบียร์ และตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาก็ไม่ยืนยันว่าก่อนผู้เสียหายทั้งสองดื่มเบียร์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อเวลา 22 ถึง 23 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสองดื่มเบียร์กันมาก่อนมากน้อยเพียงใด ที่โจทก์ฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 ดื่มเบียร์เพียงครึ่งขวดใหญ่ ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ดื่มเบียร์เพียง 1 ขวดเล็ก ไม่น่าจะนอนหลับเพราะเมาเบียร์ แต่เชื่อว่าเพราะจำเลยที่ 1และที่ 2 ใส่ยานอนหลับในเครื่องดื่มยาคูลท์ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม จึงยังไม่มีเหตุผลให้เพียงพอรับฟังตามข้ออ้างของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า กรณียังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใส่ยานอนหลับ ในเครื่องดื่มยาคูลท์ที่ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่มหรือไม่และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสอง และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย คาดริม ฮุซเซ็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3053/2545
#44760
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาซื้อขายมีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์ของกลางไปในราคา 90,000 บาท โดยผู้ซื้อจะทำการโอน ย้าย ต่อภาษี พระราชบัญญัติเองทุกอย่าง แสดงว่าหลังจากทำสัญญาแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์หมดภาระหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์ของกลางอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแม้ในสัญญาจะระบุว่า วันทำสัญญาผู้ซื้อวางมัดจำ 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วันก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า หากไม่ชำระถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญายอมให้ผู้ขายฟ้องร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวและยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญา แสดงว่าการชำระเงิน 2 งวดดังกล่าวเป็นเพียงการแบ่งชำระราคาซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อเท่านั้น มิใช่เป็นการวางมัดจำ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการซื้อขายรถยนต์ของกลางระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางตกเป็นของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันทำสัญญา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(8) วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสอง), 336 ทวิ ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (ที่ถูก 357 วรรคแรก) และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข - 4983 เชียงใหม่ ของกลาง ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเข้ามาใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข - 4983 เชียงใหม่ของกลางที่ถูกศาลสั่งริบในคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรนั้น ปราศจากความรู้เห็นเป็นใจของผู้ร้องที่ได้นำรถยนต์ของกลางไปฝากขายที่ร้านเชียงใหม่เมืองรถ แล้วจำเลยที่ 2 ได้ซื้อไปโดยชำระค่ามัดจำบางส่วนและระบุในสัญญาซื้อขายว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าวยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 ยังค้างชำระราคา ต่อมาผู้ร้องได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่ค้างชำระ บอกเลิกสัญญาริบมัดจำ และขอรับรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว รถยนต์ของกลางจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์ของกลางมาจากร้านเชียงใหม่เมืองรถซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 อันมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางจึงโอนเป็นของจำเลยที่ 2 แล้ว ผู้ร้องมีพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมรถยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องนำไปฝากขายที่ร้านเชียงใหม่เมืองรถเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542 ร้านเชียงใหม่เมืองรถได้ขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 90,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 60,000 บาท ในวันทำสัญญาและรับรถยนต์ของกลางไปแล้ว ยังคงค้างชำระ 30,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.2 ครั้นวันที่ 5 พฤษภาคม2542 จำเลยที่ 2 กับพวกได้นำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมยึดรถยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และสั่งริบรถยนต์ของกลาง คดีถึงที่สุดมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยังเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.2 มีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์ของกลางไปในราคา 90,000 บาทโดยมีข้อความในหมายเหตุว่า ในราคาที่ตกลงกันนี้ผู้ซื้อจะทำการโอน ย้าย ต่อภาษีพระราชบัญญัติเองทุกอย่าง แสดงว่าหลังจากทำสัญญาแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางหมดภาระหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์ของกลางอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้ในเอกสารหมาย ร.2 มีข้อความว่า ในวันทำสัญญาผู้ซื้อต้องชำระเงินมัดจำ 60,000 บาท ส่วนที่เหลือ 30,000 บาท จะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วันก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปว่า หากไม่ชำระถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญายินยอมให้ผู้ขายฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว และยินยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของยอดเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแสดงให้เห็นว่าการชำระเงิน 2 งวดดังกล่าว เป็นเพียงการแบ่งชำระราคาซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อเท่านั้น มิใช่เป็นการวางมัดจำตามที่ผู้ร้องฎีกา มิฉะนั้นคงไม่ให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ขายฟ้องบังคับเอาเงินส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนอกเหนือจากสิทธิการริบมัดจำเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการซื้อขายรถยนต์ของกลางระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางตกเป็นของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันทำสัญญา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 453
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย สาคร ศรีบุญปวน
จำเลย — นาย นวภัทร์ ปิ่นหิรัญกาณจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3045/2545
#44759
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ไม่ได้กำหนดว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งดังนั้นเมื่อการฝากเงินของโจทก์ไว้กับธนาคารจำเลยไม่มีการกำหนดเวลาคืนเงินฝากไว้แน่นอน ต้องถือว่าหนี้เงินฝากถึงกำหนดชำระหนี้ทันทีที่โจทก์ได้ฝากเงินไว้กับจำเลย และการกู้เงินและรับฝากเงินระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันมาหักกลบลบกันไว้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำเงินฝากในบัญชีของโจทก์ไปหักกลบลบกับหนี้ที่โจทก์กู้เงินไปจากจำเลยที่ถึงกำหนดชำระแล้วได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากเลขที่ 1340644641 ที่ได้เปิดไว้กับธนาคารจำเลย สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง โดยมียอดเงินฝาก ณ วันที่ 13 ธันวาคม2542 เป็นเงิน 480,724.78 บาท เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 จำเลยได้แจ้งให้ธนาคารจำเลย สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง หักเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว โดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 25,838.95 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 506,563.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 480,724.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยหักบัญชีเงินฝากดังกล่าว เนื่องจากโจทก์เป็นหนี้เงินกู้ธนาคารจำเลย สาขาบางใหญ่ นนทบุรี จำนวน 1,400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย 714,272.72 บาท จำเลยจึงใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 341 หักบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเพื่อไปชำระหนี้เงินกู้ในส่วนดอกเบี้ยโจทก์จึงยังคงค้างหนี้เงินต้น 1,400,000 บาท และดอกเบี้ย 233,547.94 บาท ซึ่งจำเลยได้นำมูลหนี้ดังกล่าวไปฟ้องบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรีได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 3105/2543 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 480,724.78 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 25,838.95 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาว่า จำเลยมีสิทธินำหนี้ที่โจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยจะต้องคืนเงินที่รับฝากไว้จากโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 341 บัญญัติถึงเรื่องการหักกลบลบหนี้ไว้ว่า "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบหนี้กันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น..." บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่าการหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง สำหรับคดีนี้ได้ความตามที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่าจำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์แล้ว ปรากฏตามหนังสือของธนาคารจำเลย สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการฝากเงินของโจทก์ไว้กับจำเลยนั้นได้มีการกำหนดเวลาคืนเงินฝากไว้แน่นอน กรณีจึงต้องถือว่าหนี้เงินฝากดังกล่าวถึงกำหนดชำระหนี้ทันทีที่โจทก์ได้ฝากเงินไว้กับจำเลย และเมื่อการกู้เงินและรับฝากเงินระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวก็ไม่ปรากฏเช่นกันว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันมาหักกลบลบกันไว้แต่อย่างใด จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำเงินฝากในบัญชีของโจทก์ไปหักกลบลบกับหนี้ที่โจทก์กู้เงินไปจากจำเลยที่ถึงกำหนดชำระแล้วได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมพงษ์ เพ็ญจมุข
จำเลย — บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิรางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3045/2545
#99601
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 341 ไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่าการหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง จำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์แล้ว ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าการฝากเงินของโจทก์ไว้กับจำเลยนั้นได้มีการกำหนดเวลาคืนเงินฝากไว้แน่นอน กรณีจึงต้องถือว่าหนี้เงินฝากดังกล่าวถึงกำหนดชำระหนี้ทันทีที่โจทก์ได้ฝากเงินไว้กับจำเลยและก็ไม่ปรากฎเช่นกันว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันมาหักกลบลบกันไว้แต่อย่างใด จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำเงินฝากในบัญชีของโจทก์ไปหักกลบลบกับหนี้ที่โจทก์กู้เงินไปจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๕๐๖,๕๖๓.๗๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๔๘๐,๗๒๔.๗๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยหักบัญชีเงินฝากดังกล่าว เนื่องจากโจทก์เป็นหนี้เงินกู้ธนาคารจำเลย สาขาบางใหญ่ นนทบุรี จำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ๗๑๔,๒๗๒.๗๒ บาท จำเลยจึงใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๑ หักบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเพื่อไปชำระหนี้เงินกู้ในส่วนดอกเบี้ย โจทก์จึงยังคงค้างหนี้เงินต้น๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ย ๒๓๓,๕๔๗.๙๔ บาท ซึ่งจำเลยได้นำมูลหนี้ดังกล่าวไปฟ้องบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรีได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๓๑๐๕/๒๕๔๓ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๘๐,๗๒๔.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน ๒๕,๘๓๘.๙๕ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาว่า จำเลยมีสิทธินำหนี้ที่โจทก์เป็นหนี้เงินกู้จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยจะต้องคืนเงินที่รับฝากไว้จากโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๑ บัญญัติถึงเรื่องการหักกลบลบหนี้ไว้ว่า "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น..." บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่าการหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง สำหรับคดีนี้ได้ความตามที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่า จำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์แล้ว ปรากฎตามหนังสือของธนาคารจำเลยสาขา สะพานใหม่ดอนเมือง ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าการฝากเงินของโจทก์ไว้กับจำเลยนั้นได้มีการกำหนดเวลาคืนเงินฝากไว้แน่นอน กรณีจึงต้องถือว่าหนี้เงินฝากดังกล่าวถึงกำหนดชำระหนี้ทันทีที่โจทก์ได้ฝากเงินไว้กับจำเลย และเมื่อการกู้เงินและรับฝากเงินระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวก็ไม่ปรากฎเช่นกันว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันมาหักกลบลบกันไว้แต่อย่างใด จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำเงินฝากในบัญชีของโจทก์ไปหักกลบลบกับหนี้ที่โจทก์กู้เงินไปจากจำเลยที่ถึงกำหนดชำระแล้วได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
เพ็ญจมุข — นายสมพงษ์
จำกัด — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสังคม สุภาผล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2545
#99600
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง โดยโจทก์และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาในคดีนี้จึงตกเป็นของผู้ร้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาจากจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์อันเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาทั้ง ๆ ที่โจทก์สิ้นสิทธิดังกล่าวไปแล้ว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีนี้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ จึงชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นแก่โจทก์สำหรับที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดคืออัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 219,964,533 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 93,095,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับเงินตามคำพิพากษาแทนโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า เห็นว่า การที่โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง โดยโจทก์และผู้ร้องมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง และหากการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ยังไม่มีการยกเลิกกันโดยชอบ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาในคดีนี้ย่อมตกเป็นของผู้ร้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาจากจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์สิ้นสิทธิที่จะได้รับเงินตามคำพิพากษาจากจำเลยทั้งสามแล้ว การที่โจทก์มายื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์อันเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษา และต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาล ทั้ง ๆ ที่โจทก์สิ้นสิทธิดังกล่าวไปแล้ว เป็นการจงใจที่จะให้ผู้ร้องซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามคำพิพากษาให้ได้รับความเสียหาย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่จ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางให้แก่โจทก์ กรณีนี้ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) และคำร้องขอรับเงินตามคำพิพากษาของผู้ร้องถือได้ว่าเป็นคำร้องสอดอันเนื่องจากผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้เพื่อดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดไต่สวนแล้วยกคำร้องขอรับเงินตามคำพิพากษาของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินตามคำพิพากษาของผู้ร้องตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลิน คุวานันท์
ผู้ร้อง — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3035/2545
#46519
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การจะถือว่าเป็นคำคู่ความเช่นเดียวกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5) แต่การพิจารณาว่าคำให้การที่จำเลยยื่นต่อศาลเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(4) และ มาตรา 177 กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าในกรณีที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเอง แต่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินคดีแทนจำเลยจะต้องบรรยายไว้ในคำให้การด้วยว่ามอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินคดีแทนและต้องแสดงหลักฐานการมอบอำนาจมาพร้อมกับคำให้การด้วย เมื่อจำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือและยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และในคำให้การจำเลยได้ปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดโดยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งเมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งต้องมีผู้กระทำการแทนและตามใบแต่งทนายความของจำเลยระบุว่าผู้แต่งทนายความคือ "บริษัท น. โดย ร. ผู้รับมอบอำนาจจำเลย" ขอแต่งตั้งให้ว. เป็นทนายความและลงลายมือชื่อ ร. ในช่องผู้แต่งทนายความ ถือว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้ ร. ดำเนินคดีแทนจำเลยและต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและยื่นสำเนาเอกสาร จำเลยก็ได้ส่งสำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจซึ่งรับรองสำเนาถูกต้อง ร. จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความแทนจำเลย ว. ในฐานะทนายความจึงมีอำนาจทำคำให้การและลงชื่อในคำให้การยื่นต่อศาลได้

สัญญารับจ้างขนส่งระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุไว้ชัดแจ้งว่า "สัญญานี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 แต่ถ้าผู้ว่าจ้างเห็นสมควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้โดยทำเป็นหนังสือหรือจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน" ดังนั้นสัญญานี้ย่อมเลิกกันเมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โดยจำเลยไม่ต้องบอกเลิกสัญญาให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน กรณีที่จำเลยต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นกรณีที่สัญญายังไม่สิ้นสุดแต่จำเลยเห็นสมควรเลิกสัญญาก็มีสิทธิเลิกสัญญาได้โดยต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน แม้จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาก่อนสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541ซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบ ก็มีผลเพียงไม่ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม2541 การที่โจทก์มีหนังสือทักท้วงการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวและจำเลยมีหนังสือยินยอมให้โจทก์มีสิทธิขนส่งน้ำมันให้จำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 อันเป็นระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญา จึงไม่ใช่เป็นการบอกเลิกสัญญา แต่เป็นการแสดงเจตนายืนยันว่าจำเลยจะไม่ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ต่อไปอีกเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว

โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหาย หรือคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คงฎีกาเพียงแต่ให้ศาลฎีกาพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาที่เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา ห้ามมิให้โจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของผู้ว่าจ้างรายอื่นนอกจากของจำเลย และจะไม่บอกเลิกสัญญาแม้ในสัญญาจะกำหนดเวลาและการบอกเลิกสัญญาไว้ก็ตาม จะไม่นำมาบังคับใช้ต่อกัน หลังจากนั้นโจทก์ได้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้จำเลยตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โดยโจทก์มิได้ผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 90,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยโดยทำสัญญาว่าจ้างปีต่อปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤษภาคม2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยว่าจ้างโจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยให้แก่ลูกค้าของจำเลย ครั้งสุดท้ายทำสัญญาว่าจ้างตามสัญญารับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำให้การจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นบริษัทต่างด้าวซึ่งจะต้องมีตัวแทนดำเนินการแทนในประเทศไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ในบัญชี ข. ทะเบียนเลขที่ 25932 เมื่อจำเลยมอบหมายให้นายริชาร์ด เค เอแบรมส์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยในประเทศไทย การกระทำแทนจำเลยจึงต้องได้รับการแต่งตั้งจากนายริชาร์ด แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่านายริชาร์ดได้แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ผู้ใดกระทำการแทนจำเลย นายรังสี พัฒศาสตร์ ที่เบิกความเป็นพยานจำเลยก็ได้ความเพียงว่า เป็นผู้จัดการขนส่งมีหน้าที่ดูแลขนส่งให้จำเลยเท่านั้น เมื่อไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยหรือรับมอบอำนาจช่วงจากนายริชาร์ดแล้ว ต้องถือว่าไม่มีอำนาจใด ๆที่จะกระทำการแทนจำเลยได้ การที่นายรังสีกระทำการแทนจำเลยโดยแต่งตั้งนายวิทยาเป็นทนายความ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่นายวิทยายื่นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยคำให้การดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบต่อสู้ตามคำให้การ แม้ศาลชั้นต้นจะยอมให้จำเลยสืบพยานก็รับฟังเป็นพยานจำเลยไม่ได้ อำนาจต่อสู้คดีของคู่ความมีลักษณะเช่นเดียวกับคำฟ้อง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงนี้ขึ้นเมื่อใดต้องถือว่าขัดต่อกฎหมาย ต้องยกหรือไม่รับคำให้การนั้นเสีย เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า แม้คำให้การจะถือว่าเป็นคำคู่ความเช่นเดียวกับคำฟ้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5) บัญญัติไว้ แต่อย่างไรเป็นคำฟ้อง อย่างไรเป็นคำให้การ และคำฟ้องกับคำให้การที่เสนอต่อศาลจะต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะชอบด้วยกฎหมายนั้น กฎหมายบัญญัติแยกต่างหากจากกันโดยคำฟ้องบัญญัติไว้ตามมาตรา 1(3) และมาตรา 172 ส่วนคำให้การบัญญัติไว้ตามมาตรา 1(4) และมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อตามมาตรา 1(4) บัญญัติว่า "คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้..." และมาตรา 177 บัญญัติว่า "เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" ดังนั้น การพิจารณาว่าคำให้การที่จำเลยยื่นต่อศาลเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว กฎหมายหาได้บัญญัติว่าในกรณีที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีเอง แต่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินคดีแทน จำเลยจะต้องบรรยายไว้ในคำให้การด้วยว่าจำเลยมอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินคดีแทน และต้องแสดงหลักฐานการมอบอำนาจมาพร้อมกับคำให้การด้วยแต่อย่างใด เมื่อคำให้การจำเลยได้ทำเป็นหนังสือและยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และในคำให้การจำเลยก็ได้ปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดโดยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งเมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคล ซึ่งต้องมีผู้กระทำการแทนและตามใบแต่งทนายความของจำเลยลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ระบุว่า ผู้แต่งทนายความคือ "บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย)จำกัด โดยนายรังสี พัฒศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลย" ขอแต่งตั้งให้นายวิทยา คงถาวรเป็นทนายความ และลงลายมือชื่อนายรังสี พัฒศาสตร์ ในช่องผู้แต่งทนายความ เช่นนี้จึงเพียงพอที่จะเข้าใจได้แล้วว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้นายรังสีดำเนินคดีแทนจำเลยและต่อมาจำเลยยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และยื่นสำเนาเอกสารลงวันที่ 10 กันยายน 2541 จำเลยก็ได้ส่งสำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่3 กรกฎาคม 2541 ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจำเลยโดยนายริชาร์ด เค เอแบรมส์ ผู้มอบอำนาจได้มอบอำนาจให้นายรังสี พัฒศาสตร์ ผู้รับมอบอำนาจโดยข้อ 3 ระบุว่าให้เป็นโจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้ง หรือเป็นจำเลยเข้าต่อสู้คดีในการดำเนินคดีแพ่ง... ได้ด้วย ดังนั้น นายรังสีจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งตั้งนายวิทยาเป็นทนายความแทนจำเลย นายวิทยาในฐานะทนายความจำเลยจึงมีอำนาจทำคำให้การและลงชื่อในคำให้การยื่นต่อศาลชั้นต้นได้โดยชอบ ปัญหาว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้นายรังสีดำเนินคดีแทนจำเลยหรือไม่ โจทก์มิได้ยกขึ้นคัดค้านตั้งแต่ศาลชั้นต้น ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้รับสำเนาคำให้การจำเลยก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์จึงรู้เหตุแห่งการที่จะคัดค้านแล้ว และในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในทางนำสืบว่า การมอบอำนาจให้นายรังสีดำเนินคดีแทนจำเลยไม่ชอบอย่างไร การที่นายรังสีแต่งตั้งนายวิทยาเป็นทนายความแทนจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยและนายวิทยาทำคำให้การยื่นต่อศาลชั้นต้นในฐานะทนายความจำเลย เป็นคำให้การที่ไม่ชอบเพราะเหตุใด เพื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้นำสืบพยานภายหลังจะได้มีโอกาสชี้แจงและแสดงหลักฐานแห่งการได้รับมอบอำนาจจากจำเลย ทั้งเมื่อนายรังสีผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยโจทก์ก็หาได้ถามค้านนายรังสีในปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ โจทก์เพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้นายรังสีดำเนินคดีแทนจำเลย คำให้การจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปมีว่า สัญญารับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมตามเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 ระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่สิ้นสุดลงเพราะเหตุจำเลยบอกเลิกสัญญาไม่ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 1เมษายน 2540 และตามข้อ 10.3 ของสัญญาระบุไว้ชัดแจ้งว่า "สัญญานี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 แต่ถ้าผู้ว่าจ้างเห็นสมควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้โดยทำเป็นหนังสือหรือจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน" ดังนั้น สัญญานี้ย่อมเลิกกันทันทีเมื่อถึงวันสิ้นสุดของสัญญาคือวันที่ 31 มีนาคม 2541โดยจำเลยผู้ว่าจ้างหาจำต้องบอกเลิกสัญญาโดยต้องแจ้งให้โจทก์ผู้รับจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ กรณีที่จำเลยต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน เป็นกรณีที่สัญญายังไม่สิ้นสุดลง แต่จำเลยเห็นสมควรเลิกสัญญาก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาก่อนสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยมีผลเป็นการเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบเพราะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่ถึง 30 วัน ตามที่ระบุไว้ในสัญญาก็ตาม ก็มีผลเพียงว่าไม่ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม 2541 เท่านั้นการที่โจทก์มีหนังสือทักท้วงว่าการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวของจำเลยไม่ชอบ และจำเลยมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.14 ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิขนส่งน้ำมันให้จำเลยต่อไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 อันเป็นระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญา จึงมิใช่เป็นการบอกเลิกสัญญาตามที่โจทก์เข้าใจแต่เห็นได้ว่าเป็นการแสดงเจตนายืนยันว่าจำเลยจะไม่ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ต่อไปอีกเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2541 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องและนำสืบเข้าลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์จำเลยต้องปฏิบัติตอบแทนกันตั้งแต่ปี 2513 โดยจำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของจำเลยทั่วราชอาณาจักร โจทก์ต้องลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก รถยนต์ที่ใช้บรรทุกน้ำมันต้องนำมาปรับปรุงทำใหม่ติดตั้งเครื่องหมายการค้าน้ำมันของจำเลย มีข้อกำหนดห้ามมิให้โจทก์ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของผู้ว่าจ้างรายอื่น อีกทั้งรถยนต์ที่ใช้บรรทุกต้องเป็นรถใช้งานได้ประมาณไม่เกิน 10 ปี จึงมิได้กำหนดระยะเวลาว่าจ้างกันไว้ และได้ปฏิบัติการว่าจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างต่างตอบแทนกันกี่ปีก็ได้จนกว่ารถยนต์ที่ใช้บรรทุกหมดอายุการใช้หรือตกลงเลิกขนส่งกันด้วยความสมัครใจ พฤติการณ์จึงปฏิบัติอย่างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยต้องยอมให้โจทก์ทำหน้าที่รับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อไปอย่างไม่มีกำหนดเวลาว่าจ้างเว้นแต่จะผิดข้อตกลงที่ว่าด้วยสภาพรถยนต์ที่ใช้หมดอายุหรือไม่มีความปลอดภัยในการใช้และฎีกาต่อมาว่า คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์จำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรมนิติกรรมหนึ่งได้แสดงให้ปรากฏออกมาโดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับตามสัญญาที่ทำไว้ซึ่งมีกำหนดเวลา 1 ปี แต่ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารซึ่งมีกำหนดเวลา 1 ปี ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาจ้างธรรมดาที่อำพรางปกปิดไว้โดยไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีเจตนาให้ผูกพันกันตลอดไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาว่าจ้างนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องเพียงว่า เดิมโจทก์และจำเลยปฏิบัติกันอย่างไรสภาพแห่งข้อหาตามฟ้องที่โจทก์อ้างคือจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้ผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากไม่มีการเลิกสัญญาโจทก์สามารถขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้จำเลยอย่างน้อยอีก 15 ปี โจทก์มีรถยนต์บรรทุกขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 13 คัน แต่ละคันมีรายได้จากการขนส่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วคันละ50,000 บาท จึงเสียหายเป็นเงินเดือนละ 650,000 บาท หรือปีละ 7,800,000 บาท และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเวลา 15 ปี เป็นเงิน 90,000,000 บาท ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญารับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมระหว่างโจทก์จำเลย เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาจ้างธรรมดาหรือเป็นนิติกรรมอำพรางนั้น จึงเป็นการฎีกาในเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรื่องค่าเสียหายนั้น ฎีกาของโจทก์บรรยายเพียงว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 1 เดือน ในเดือนมีนาคม 2541 เป็นเงิน450,000 บาท เท่านั้น แต่โจทก์มีรายได้สุทธิจากการรับจ้างจำเลยเดือนละ 650,000 บาท หากจำเลยให้โจทก์รับจ้างต่อไป โจทก์สามารถรับจ้างต่อไปได้อีก 15 ปี จะเป็นรายได้ทั้งสิ้น 117,000,000 บาท โจทก์จึงเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าว แต่โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพียง 90,000,000 บาท ขอให้ศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงการบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่ชอบแล้วกำหนดค่าเสียหายเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ตามฟ้องด้วยนั้นเห็นว่า เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์แล้วไม่อาจทราบได้ว่า โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายในข้อใด ตอนใด หรือคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คงฎีกาเพียงแต่ให้ศาลฎีกาพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาที่เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ป.วิ.พ. ม. 1 (4) ม. 1 (5) ม. 60 ม. 177 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กิจชัยทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3034/2545
#45214
เปิดฉบับเต็ม

อ. เป็นผู้จัดการสถานีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้อ. ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยรายวันวันละ 233.33 บาท ขณะที่โจทก์ได้รับเงินประกัน ซึ่งโจทก์สามารถเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกันคิดเป็นเงิน 13,999.80 บาท การที่โจทก์หักค่าจ้างของ อ. ไว้เป็นเงินประกัน 9,415 บาท และโจทก์ได้นำเงินไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อันเป็นสถาบันการเงินในนาม อ. จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติ มาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ อ. ทราบ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินประกันที่โจทก์เรียกเก็บโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานในตำแหน่งสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 28/2542 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่นางสาวอุบล ศรีผ่อง จำนวน 9,415 บาท และนางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิจำนวน 17,399 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตาม อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกล่าวคือ นางสาวอุบลเป็นพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสถานี เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 และเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานี นางสาวศุภณัฐเป็นพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสถานี เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2540 และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีบุคคลทั้งสองมีหน้าที่ควบคุมดูแลและรับผิดชอบสินค้าในร้านค้าและสถานีน้ำมันของโจทก์ที่สาขาซึ่งบุคคลทั้งสองประจำอยู่ โจทก์ได้หักเงินสะสมร้อยละ 10 ของเงินเดือนของบุคคลทั้งสองไว้เพราะในการเข้าทำงานของบุคคลทั้งสองในตำแหน่งผู้จัดการสถานีจะต้องมีการประกันด้วยเงินสดต่อโจทก์เพื่อความเสียหายและความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำหรือเนื่องจากการกระทำของบุคคลทั้งสองเป็นเงินจำนวน 30,000บาท แต่บุคคลทั้งสองไม่สามารถส่งมอบเงินสดจำนวนดังกล่าวเพื่อเป็นประกันได้ จึงยินยอมให้โจทก์หักเงินจากค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้แต่ละครั้งเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของค่าจ้างเพื่อให้โจทก์นำไปเข้ากองทุนจนกว่าจะครบจำนวน 30,000 บาท โดยบุคคลทั้งสองยินยอมให้โจทก์นำเงินที่สะสมไว้ไปชำระค่าเสียหายอันเกิดขึ้นเนื่องจากบุคคลทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าภายในร้านและสถานีน้ำมันของโจทก์ หรือความเสียหายที่บุคคลทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาจ้างที่มีแก่โจทก์ ระหว่างที่บุคคลทั้งสองปฏิบัติงานโจทก์ได้ตรวจสอบสินค้าภายในร้านและสถานีน้ำมันพบว่ารายนางสาวอุบล ในการตรวจสอบสินค้าระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2541 ยอดขายสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเงิน 2,073,184 บาท ปรากฏว่ายอดสินค้าขาดไปจำนวน 99,135.50 บาท และจากรายงานการตรวจสอบสินค้าถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2541 พบว่าการสูญหายในร้านคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 104,005.90 บาท รายนางสาวศุภณัฐ ในการตรวจสอบสินค้าระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ยอดขายสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเงิน 2,543,764 บาท ปรากฏว่ายอดขายสินค้าขาดไปจำนวน 123,269.50 บาท จากการตรวจสอบสินค้าของบุคคลทั้งสองมีสินค้าสูญหายเกินร้อยละ 3 ขึ้นไป ซึ่งตามประกาศเรื่องแนวทางปฏิบัติในการควบคุมสินค้าสูญหายของโจทก์ หากยอดสูญหายตั้งแต่ร้อยละ 3 ขึ้นไปให้พ้นจากการเป็นพนักงาน บุคคลทั้งสองทราบประกาศดีจึงได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์จึงไม่คืนเงินประกันให้แก่บุคคลทั้งสองเพราะโจทก์ต้องนำไปชำระค่าสินค้าที่สูญหายตามสัญญาประกัน การที่จำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายแก่บุคคลทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2542 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และให้จำเลยทั้งสองยกคำร้องของนางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิ และนางสาวอุบล ศรีผ่อง กับคืนเงินจำนวน 26,814 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงจากฝ่ายลูกจ้างทั้งสองและออกหนังสือเชิญให้โจทก์ไปแสดงพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าการหักค่าจ้างของลูกจ้างทั้งสองไว้เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 76 โจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่าเป็นการหักค่าจ้างสะสมร้อยละ 10 ของเงินเดือนเพื่อประกันความเสียหายและความรับผิดต่าง ๆของลูกจ้างทั้งสอง การหักเงินเดือนของลูกจ้างเพื่อประกันดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิกระทำได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่นางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิ จำนวน 17,399 บาท และนางสาวอุบล ศรีผ่อง จำนวน 9,415 บาท นางสาวอุบล เข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีสาขาตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรี ลาออกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2541 โจทก์หักเงินเดือนของนางสาวอุบลไว้จำนวน 9,415 บาท นางสาวศุภณัฐ เข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2540 ต่อมาได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีสาขาบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โจทก์หักเงินเดือนของนางสาวศุภณัฐไว้จำนวน 17,399 บาท นางสาวอุบลและนางสาวศุภณัฐลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือยินยอมให้หักเงินเพื่อเป็นประกันการทำงาน หากมีสินค้าสูญหายเกินร้อยละ 2 ของยอดขาย ส่วนที่สูญหายเกินนั้นทางสถานีจะต้องชดใช้โดยมีอัตราส่วนผู้จัดการสถานีร้อยละ 35ผู้ช่วยผู้จัดการสถานีร้อยละ 25 เมอร์ซานไดเซอร์และแคชเชียร์รวมกันร้อยละ 40 เมื่อนางสาวอุบลเคยเป็นทั้งผู้ช่วยผู้จัดการสถานีและผู้จัดการสถานีในช่วงที่มีการตรวจสอบแม้จะอ้างว่าตรวจสอบย้อนขึ้นไปถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ก่อนรับตำแหน่งผู้จัดการสถานีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการสถานี จึงยังคงต้องร่วมรับผิดในอัตราส่วนดังกล่าวรายนางสาวอุบลรับฟังได้ว่าสินค้าขาดหายเป็นเงิน99,135 บาท เมื่อคำนวณยอดสินค้าขาดหายในอัตราร้อยละ 2 ของยอดขายสินค้าแล้วคิดเป็นเงิน 41,463.68 บาท ส่วนที่เกินร้อยละ 2 ที่จะต้องร่วมรับผิดด้วยกันเป็นเงิน57,671.32 บาท เมื่อคิดอัตราส่วนที่ผู้ช่วยผู้จัดการสถานีจะต้องรับผิดในอัตราร้อยละ 25แล้ว คิดเป็นเงิน 14,417.83 บาท หากคิดในอัตราส่วนที่ผู้จัดการสถานีจะต้องรับผิดในอัตราร้อยละ 35 แล้วจะสูงกว่านี้ แต่เงินที่โจทก์หักไว้เป็นจำนวน 9,415 บาท ยังน้อยกว่าจำนวนเงินที่นางสาวอุบลจะต้องรับผิด โจทก์จึงมีสิทธินำเงินที่หักไว้ไปชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องได้ ส่วนนางสาวศุภณัฐเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการสถานีที่มีการตรวจสอบยอดสินค้าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 แต่โจทก์ตรวจสอบยอดสินค้าในรอบระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการรวมยอดสินค้าก่อนที่นางสาวศุภณัฐจะเข้ารับตำแหน่งไว้ด้วยเป็นส่วนใหญ่ คงมีรายการสินค้าที่นางสาวศุภณัฐจะต้องรับผิดเพียง 11 วัน แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าในเวลา11 วัน ที่นางสาวศุภณัฐเข้ารับตำแหน่งมีสินค้าสูญหายไปเท่าใดเกินร้อยละ 2 ของยอดขายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่ามีสินค้าสูญหายเกินร้อยละ 2 ของยอดขายที่นางสาวศุภณัฐจะต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินที่หักไว้ไปชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องได้ พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542เรื่อง สั่งให้จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่นางสาวอุบล ศรีผ่องจำนวน 9,415 บาท ให้คืนเงินที่โจทก์นำมาวางศาลไปจำนวน 9,415 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันการทำงานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และโจทก์มีสิทธินำเงินของนางสาวอุบลที่หักไว้มาชดใช้ความเสียหายในการทำงานหรือไม่ พิเคราะห์ เห็นว่า ขณะที่โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันการทำงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 อยู่ในระหว่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 มีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีข้อใดห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงาน ครั้นต่อมานับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 จึงได้มีการกำหนดข้อห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอีกต่อไปโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคสอง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างเว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้างได้ ตลอดจนจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการวางหลักการไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ห้ามนายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี แต่ได้เปิดช่องไว้ว่า บางกรณีนายจ้างก็ยังมีสิทธิเรียกเงินประกันการทำงานได้หากเข้าหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมกำหนด และต่อมาก็ได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ได้กำหนดลักษณะงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างไว้ในข้อ 4(6) คือ งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซื้อขาย เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น ข้อ 5 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันตามข้อ 4 จำนวนเงินที่เรียกหรือรับไว้จะต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกัน และข้อ 7 กำหนดว่า ให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ทั้งนี้นายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันโดยวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใด นอกจากที่กำหนดไว้นี้มิได้ ดังนี้เมื่อได้ความว่านางสาวอุบลเป็นผู้จัดการสถานีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่านางสาวอุบลได้รับค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยในวันที่โจทก์รับเงินประกันจากนางสาวอุบลจำนวนวันละ 233.33 บาท โจทก์ได้หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันทั้งสิ้นจำนวน 9,415 บาท โดยโจทก์นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด ในนามนางสาวอุบล รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 10,145.44 บาท แต่โจทก์ไม่เคยแจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีซึ่งโจทก์นำเงินประกันฝากไว้ให้นางสาวอุบลทราบ การที่นางสาวอุบลได้รับค่าจ้างเฉลี่ยรายวันวันละ 233.33 บาท ขณะที่โจทก์ได้รับเงินประกัน ซึ่งโจทก์สามารถเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกันคิดเป็นเงิน 13,999.80 บาท โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันจำนวน 9,415 บาท จึงเป็นจำนวนที่โจทก์สามารถเรียกได้ และโจทก์ได้นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงเทพธนาทร จำกัด อันเป็นสถาบันการเงินในนามนางสาวอุบล จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วแม้โจทก์ไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงินชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้นางสาวอุบลทราบ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ข้อ 7 ดังกล่าวข้างต้นก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินประกันความเสียหายในการทำงานที่โจทก์เรียกเก็บจากนางสาวอุบลโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำเงินประกันดังกล่าวมาหักจากค่าเสียหายที่นางสาวอุบลก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในการทำงานได้ และโจทก์ไม่ต้องคืนเงินประกันแก่นางสาวอุบลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 เฉพาะส่วนที่สั่งให้จ่ายเงินแก่นางสาวอุบลจำนวน 9,415 บาท นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ็ท จิฟฟี่ ช็อปส์ จำกัด
จำเลย — นาง ขนิษฐา คงภิรมย์ชื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3034/2545
#46518
เปิดฉบับเต็ม

อ. เป็นผู้จัดการสถานีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้

การที่ อ. ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยรายวันวันละ 233.33 บาท ขณะที่โจทก์ได้รับเงินประกันซึ่งโจทก์สามารถเรียกได้ไม่เกิน 30 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกันคิดเป็นเงิน 13,999.80 บาท โจทก์หักค่าจ้างของอ. ไว้เป็นเงินประกันจำนวน 9,415 บาท จึงเป็นจำนวนเงินที่โจทก์สามารถเรียกได้และโจทก์ได้นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. อันเป็นสถาบันการเงินในนามของ อ. จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ แม้โจทก์จะไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ อ. ทราบก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินประกันความเสียหายในการทำงานที่โจทก์เรียกเก็บจาก อ. โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำเงินประกันดังกล่าวมาหักจากค่าเสียหายที่ อ. ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในการทำงานได้และไม่จำต้องคืนเงินประกันดังกล่าวแก่ อ. ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานในตำแหน่งสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 28/2542 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่นางสาวอุบล ศรีผ่องจำนวน 9,415 บาท และนางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิ จำนวน 17,399 บาท โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ออกคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตาม อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ นางสาวอุบลเป็นพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยจัดการสถานี เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม2540 และเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานี นางสาวศุภณัฐเป็นพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสถานี เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2540 และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานี บุคคลทั้งสองมีหน้าที่ควบคุมดูแลและรับผิดชอบสินค้าในร้านค้าและสถานีน้ำมันของโจทก์ที่สาขาซึ่งบุคคลทั้งสองประจำอยู่โจทก์ได้หักเงินสะสมร้อยละ10 ของเงินเดือนของบุคคลทั้งสองไว้เพราะในการเข้าทำงานของบุคคลทั้งสองในตำแหน่งผู้จัดการสถานีจะต้องมีการประกันด้วยเงินสดต่อโจทก์เพื่อความเสียหายและความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำหรือเนื่องจากการกระทำของบุคคลทั้งสองเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท แต่บุคคลทั้งสองไม่สามารถส่งมอบเงินสดจำนวนดังกล่าวเพื่อเป็นประกันได้ จึงยินยอมให้โจทก์หักเงินจากค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้แต่ละครั้งเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของค่าจ้างเพื่อให้โจทก์นำไปเข้ากองทุนจนกว่าจะครบจำนวน 30,000 บาท โดยบุคคลทั้งสองยินยอมให้โจทก์นำเงินที่สะสมไว้ไปชำระค่าเสียหายอันเกิดขึ้นเนื่องจากบุคคลทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าภายในร้านและสถานีน้ำมันของโจทก์หรือความเสียหายที่บุคคลทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาจ้างที่มีแก่โจทก์ระหว่างที่บุคคลทั้งสองปฏิบัติงานโจทก์ได้ตรวจสอบสินค้าภายในร้านและสถานีน้ำมันพบว่า รายนางสาวอุบลในการตรวจสอบสินค้าระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 6สิงหาคม 2541 ปรากฏว่ายอดสินค้าขาดไปจำนวน 99,135.50 บาท และจากรายงานการตรวจสอบสินค้าถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2541 พบว่าการสูญหายในร้านคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 104,005.90 บาท รายนางสาวศุภณัฐในการตรวจสอบสินค้าระหว่างวันที่ 13มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ปรากฏว่ายอดขายสินค้าขาดไปจำนวน123,269.50 บาท จากการตรวจสอบสินค้าของบุคคลทั้งสองมีสินค้าสูญหายเกินร้อยละ3 ขึ้นไป ซึ่งตามประกาศเรื่องแนวทางปฏิบัติในการควบคุมสินค้าสูญหายของโจทก์ หากยอดสูญหายตั้งแต่ร้อยละ 3 ขึ้นไปให้พ้นจากการเป็นพนักงาน บุคคลทั้งสองทราบประกาศคดีจึงได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์จึงไม่คืนเงินประกันให้แก่บุคคลทั้งสองเพราะโจทก์ต้องนำไปชำระค่าสินค้าที่สูญหายตามสัญญาประกัน การที่จำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายแก่บุคคลทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2542 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และให้จำเลยทั้งสองยกคำร้องของนางสาวศุภณัฐ ตันติวุฒิ และนางสาวอุบล ศรีผ่อง กับคืนเงินจำนวน26,814 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 เรื่อง สั่งให้จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่นางสาวอุบล ศรีผ่องจำนวน 9,415 บาท ให้คืนเงินที่โจทก์นำมาวางศาลไปจำนวน 9,415 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันการทำงานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีสิทธินำเงินของนางสาวอุบลที่หักไว้มาชดใช้ความเสียหายในการทำงานหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะที่โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันการทำงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 อยู่ในระหว่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 มีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีข้อใดห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงาน ครั้นต่อมานับแต่วันที่ 19สิงหาคม 2541 จึงได้มีการกำหนดข้อห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอีกต่อไป โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคสอง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้างได้ ตลอดจนจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดซึ่งจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการวางหลักการไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ห้ามนายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี แต่ได้เปิดช่องไว้ว่า บางกรณีนายจ้างก็ยังมีสิทธิเรียกเงินประกันการทำงานได้หากเข้าหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมกำหนด และต่อมาก็ได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่19 สิงหาคม 2541 ได้กำหนดลักษณะงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างไว้ในข้อ 4(6) คือ งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซื้อขาย เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้นข้อ 5 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันตามข้อ 4 จำนวนเงินที่เรียกหรือรับไว้จะต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกัน และข้อ 7 กำหนดว่า ให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนและให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ทั้งนี้นายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันโดยวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากที่กำหนดไว้นี้มิได้ดังนี้เมื่อได้ความว่านางสาวอุบลเป็นผู้จัดการสถานีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาวอุบลได้รับค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยในวันที่โจทก์รับเงินประกันจากนางสาวอุบลจำนวนวันละ 233.33 บาทโจทก์ได้หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันทั้งสิ้นจำนวน 9,415 บาท โดยโจทก์นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด ในนามนางสาวอุบล รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 10,145.44 บาท แต่โจทก์ไม่เคยแจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีซึ่งโจทก์นำเงินประกันฝากไว้ให้นางสาวอุบลทราบ การที่นางสาวอุบลได้รับค่าจ้างเฉลี่ยรายวันวันละ 233.33บาท ขณะที่โจทก์ได้รับเงินประกันซึ่งโจทก์สามารถเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวัน โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกัน คิดเป็นเงิน 13,999.80บาท โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันจำนวน 9,415 บาท จึงเป็นจำนวนที่โจทก์สามารถเรียกได้และโจทก์ได้นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด อันเป็นสถาบันการเงินในนามนางสาวอุบล จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้นางสาวอุบลทราบซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมข้อ 7 ดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินประกันความเสียหายในการทำงานที่โจทก์เรียกเก็บจากนางสาวอุบลโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำเงินประกันดังกล่าวมาหักจากค่าเสียหายที่นางสาวอุบลก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในการทำงานได้ และโจทก์ไม่ต้องคืนเงินประกันแก่นางสาวอุบลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 เฉพาะส่วนที่สั่งให้จ่ายเงินแก่นางสาวอุบลจำนวน 9,415 บาท นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ็ท จิฟฟี่ ช็อปส์ จำกัด
จำเลย — นาง ขนิษฐา คงภิรมย์ชื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3034/2545
#99318
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 ไม่ได้ห้ามนายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี บางกรณีนายจ้างก็ยังมีสิทธิเรียกเงินประกันการทำงานได้ ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ดังนั้น เมื่อได้ความว่า นางสาว อ. มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ โจทก์ได้หักค่าจ้างของนางสาว อ. ไว้เป็นเงินประกันและได้นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้ที่บริษัท ก. จำกัด อันเป็นสถาบันการเงินในนามนางสาว อ. แม้โจทก์ไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชี และเลขบัญชีให้นางสาว อ. ทราบซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานที่โจทก์ เรียกเก็บจากนางสาว อ. โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำเงินประกันดังกล่าวมาหักจากค่าเสียหายที่นางสาว อ. ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในการทำงานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2542 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และให้จำเลยทั้งสองยกคำร้องของนางสาวศุภณัฐ และนางสาวอุบล กับคืนเงินจำนวน 26,814 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยลงนามในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 คำสั่งดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 124 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงาน ตรวจแรงงานไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงจากฝ่ายลูกจ้างทั้งสองและออกหนังสือเชิญให้โจทก์ไปแสดงพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าการหักค่าจ้างของลูกจ้างทั้งสองไว้เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 76 โจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่าเป็นการหักค่าจ้างสะสมร้อยละ 10 ของเงินเดือนเพื่อประกัน ความเสียหายและความรับผิดต่าง ๆ ของลูกจ้างทั้งสอง การหักเงินเดือนของลูกจ้างเพื่อประกันดังกล่าวถือเป็น การฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิกระทำได้ ตามกฎหมาย ลูกจ้างทั้งสองปฏิเสธและไม่ยอมรับว่ากระทำการทุจริต ทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าลูกจ้างทั้งสองหรือประพฤติผิดอย่างไรจึงมีสิทธิยึดเงินสะสมของลูกจ้างไว้ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ของถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะ จำเลยที่ 2 ออกสารบบความ

ศาลแรงานกลางพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่นางสาวศุภณัฐ จำนวน 17,399 บาท และนางสาวอุบล ศรีผ่อง จำนวน 9,415 บาท นางสาวอุบลเข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุยายน 2541 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีสาขาตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรี ลาออกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2541 โจทก์หักเงินเดือนของนางสาวอุบลไว้จำนวน 9,415 บาท นางสาวศุภณัฐเข้าทำงานกับโจทก์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2540 ต่อมาได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสถานีสาขาบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โจทก์หักเงินเดือนของนางสาวศุภณัฐไว้จำนวน 17,399 บาท นางสาวอุบลและนางสาวศุภณัฐลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือยินยอมให้หักเงินเพื่อเป็นประกันการทำงาน หากมีสินค้าสูญหายเกินร้อยละ 2 ของยอดขาย ส่วนที่สูญหายเกินนั้นทางสถานีจะต้องชดใช้โดยมีอัตราส่วน ผู้จัดการสถานี ร้อยละ 35 ผู้ช่วยผู้จัดการสถานีร้อยละ 25 เมอร์ซานไดเซอร์และแคลเชียร์รวมกันร้อยละ 40 เมื่อนางสาวอุบลเคยเป็นทั้งผู้ช่วยผู้จัดการสถานีและผู้จัดการสถานีในช่วงที่มีการตรวจสอบแม้จะอ้างว่าตรวจสอบย้อนขึ้นไปถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ก่อนรับตำแหน่งผู้จัดการสถานีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการสถานีจึงยังคงต้องร่วมรับผิดในอัตราส่วนดังกล่าว รายนางสาวอุบลรับฟังได้ว่าสินค้าขาดหายเป็นเงิน 99,135 เมื่อคำนวณยอดสินค้าขาดหายในอัตราร้อยละ 2 ของยอดขายสินค้าแล้วคิดเป็นเงิน 41,463.68 บาท ส่วนที่เกินร้อยละ 2 ที่จะต้องร่วมรับผิดด้วยกันเป็นเงิน 57,671.32 บาท เมื่อคิดอัตราส่วนที่ผู้ช่วยผู้จัดการสถานีจะต้องรับผิดในอัตราร้อยละ 25 แล้ว คิดเป็นเงิน 14,417.83 หากคิดในอัตราส่วนที่ผู้จัดการสถานีจะต้องรับผิดในอัตราร้อยละ 35 แล้วจะสูงกว่านี้ แต่เงินที่โจทก์หักไว้เป็นจำนวน 9,415 บาท ยังน้อยกว่าจำนวนเงินที่นางสาวอุบลจะต้องรับผิด โจทก์จึงมีสิทธินำเงินที่หักไว้ไปชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องได้ ส่วนนางสาวศุภณัฐเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการสถานีที่มีการตรวจสอบยอดสินค้าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 แต่โจทก์ตรวจสอบยอดสินค้าในรอบระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการรวมยอดสินค้าก่อนที่นางสาวศุภณัฐจะเข้ารับตำแหน่งไว้ด้วยเป็นส่วนใหญ่ คงมีรายการสินค้าที่นางสาวศุภณัฐจะต้องรับผิดเพียง 11 วัน แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าในเวลา 11 วัน ที่นางสาวศุภณัฐเข้ารับตำแหน่งมีสินค้าสูญหายไปเท่าใดเกินร้อยละ 2 ของยอดขายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าสูญหายเกินร้อยละ 2 ของยอดขาดที่นางสาวศุภณัฐจะต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินที่หักไว้ไปชำระ ค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องได้ พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 เรื่อง สั่งให้จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่นางสาวอุบล จำนวน 9,415 บาท ให้คืนเงินที่โจทก์นำมาวางศาลไปจำนวน 9,415 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาต้องตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันการทำงานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีสิทธินำเงินของนางสาวอุบล ที่หักไว้มาชดใช้ความเสียหายในการทำงานหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะที่โจทก์หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันการทำงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 อยู่ในระหว่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2514 มีผลใช้บังคับ ซึ่งไม่มีข้อใดห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงาน ครั้นต่อมานับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 จึงได้มีการกำหนดข้อห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอีกต่อไป โดย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคสอง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้างได้ ตลอดจนจำนวนเงินและ วิธีการเก็บรักษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการวางหลักการไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ห้ามนายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี แต่ได้เปิดช่องไว้ว่าบางกรณีนายจ้างก็ยังมีสิทธิเรียกเงินประกันการทำงานได้หากเข้าหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมกำหนด และต่อมาก็ได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และ วิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ได้กำหนดลักษณะงานที่นายจ้างจะเรียกหรอืรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างไว้ในข้อ 4 (6) คือ งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซื้อขาย เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น ข้อ 5 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันตามข้อ 4 จำนวนเงินที่เรียกหรือรับไว้จะต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตรา ค่าจ้างรายวัน โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับอยู่ในวันที่นายจ้างรับเงินประกัน และข้อ 7 กำหนดว่า ให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และให้แจ้งชื่อ ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ทั้งนี้ นายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันโดยวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากที่กำหนดไว้นี้มิได้ ดังนี้ เมื่อได้ความว่านางสาวอุบลเป็นผู้จัดการสถานีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมทรัพย์สินาภายในร้านสะดวกซื้อของโจทก์ จึงเข้าลักษณะงานที่โจทก์จะเรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ศาลแรงงานกลาง รับฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาวอุบลได้รับค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยในวันที่โจทก์รับเงินประกันจากนางสาวอุบลจำนวน วันละ 233.33 บาท โจทก์ได้หักค่าจ้างของนางสาวอุบลไว้เป็นเงินประกันทั้งสิ้นจำนวย 9,415 บาท โดยโจทก์นำเงินประกันดังกล่าวไปฝากไว้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด อันเป็นสถาบันการเงินในนามนางสาวอุบล จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบัญญัติมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้แจ้งชื่อสถาบันการเงิน ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้นางสาวอุบลทราบ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และ วิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ข้อ 7 ดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินประกันความเสียหายในการทำงานที่โจทก์เรียกเก็บจากนางสาวอุบลโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำเงินประกัน ดังกล่าวมาหักจากค่าเสียหายที่นางสาวอุบลก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในการทำงานได้ และโจทก์ไม่ต้องคืนเงินประกันแก่นางสาวอุบลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 28/2542 เฉพาะส่วนที่สั่งให้จ่ายแก่นางสาวอุบลจำนวน 9,415 บาท นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ็ท จิฟฟี่ช็อปส์ จำกัด
จำเลย — นางขนิษฐา คงภิรมย์ชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3033/2545
#45213
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำน้ำมันดิบเข้ามาทางเรือ เรือเข้าเทียบท่าและสูบน้ำมันดิบผ่านท่อส่งเข้าสู่ถังเก็บภายในโรงกลั่นของโจทก์ โดยท่าเรือและถังเก็บดังกล่าวได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรจำเลยให้เป็นท่าเรือที่ขนถ่ายและเก็บรักษาน้ำมันดิบได้ หลังจากโจทก์สูบน้ำมันดิบเข้าสู่ถังเก็บแล้วโจทก์ได้ขอผ่อนผันการวางประกันอากรเพิ่มเพื่อให้ตรวจปล่อยสินค้าไปก่อน และได้มีการตรวจปล่อยสินค้าไป ในเดือนเดียวกับที่โจทก์นำเข้าอีก 2 ถึง 4 เดือนต่อมาโจทก์จึงชำระอากรขาเข้าเพิ่มตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมิน การที่โจทก์ชำระอากรขาเข้าเพิ่มจึงเป็นการชำระหลังนำของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วกรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า แม้โจทก์มิได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินอากรที่ชำระเพิ่มคืนก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องคดีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2541 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์ได้นำเข้าวัตถุดิบน้ำมันรีดิว ครูด เพื่อใช้ในการผลิตเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน สินค้าดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดในประเทศซาอุดีอาระเบีย เที่ยวที่ 1 นำเข้าเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541จำนวน 79,955.440 เมตริกตัน ราคา เอฟ.โอ.บี. เมตริกตันละ 70.5942 ดอลลาร์สหรัฐเที่ยวที่ 2 นำเข้าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2541 จำนวน 88,696.878 เมตริกตัน ราคา เอฟ.โอ.บี. เมตริกตันละ 64.3622 ดอลลาร์สหรัฐ เที่ยวที่ 3 นำเข้าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม2541 จำนวน 100,384.163 เมตริกตัน ราคา เอฟ.โอ.บี. เมตริกตันละ 74.142 (ที่ถูก74.1429) ดอลลาร์สหรัฐ เที่ยวที่ 4 นำเข้าเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำนวน91,505.69 เมตริกตัน ราคา เอฟ.โอ.บี. เมตริกตันละ 62.4218 ดอลลาร์สหรัฐโจทก์ได้สำแดงเสียภาษีตามราคาที่โจทก์ซื้อมาอันเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดในขณะนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยรับชำระค่าภาษีตามที่โจทก์สำแดง แต่ไม่พอใจในราคา จึงสั่งให้โจทก์วางประกันค่าภาษีเพิ่ม โจทก์ใช้หนังสือของธนาคารวางเป็นประกันไว้ ต่อมาจำเลยได้ประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นราคาเมตริกตันละ81.14352 ดอลลาร์สหรัฐ และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ชำระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามที่จำเลยประเมินเพิ่ม เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2541 จำนวน455,609 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2541 จำนวน 669,207 บาท วันที่ 9 ตุลาคม 2541จำนวน 277,617 บาท และวันที่ 19 ตุลาคม 2541 จำนวน 689,399 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,091,832 บาท ราคาที่จำเลยประเมินเพิ่มเกินกว่าราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาด การประเมินราคาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้เก็บเพิ่มในแต่ละเที่ยวจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 206,623 บาท รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเงินเพิ่มอากรขาเข้าและดอกเบี้ยจำนวน 2,298,461 บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินและให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,091,832 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินต้น 2,091,832 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนเงินอากรขาเข้าจากจำเลยเพราะโจทก์มิได้โต้แย้งสงวนสิทธิในการขอคืนเงินอากรหรือแจ้งความไว้ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องขอคืนเงินก่อนการตรวจปล่อยสินค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 2801 0011 0503 เลขที่ 2801 0031 0071 เลขที่ 2801 00411110 และเลขที่ 2801 0061 0648 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,053,907 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 ตุลาคม 2542)จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์นำเข้าน้ำมัน รีดิว ครูด รวม 4 เที่ยว จาก Saudi Arabian Oil Companyประเทศซาอุดีอาระเบียตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับสินค้าและใบตราส่ง เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5, 6, 10 แผ่นที่ 85, 86, 90 แผ่นที่ 111,112, 117 และแผ่นที่ 133, 134, 138 มีปริมาณที่ตรวจพบ 79,955.440 เมตริกตัน 88,696.878 เมตริกตัน 100,384.163 เมตริกตันและ 91,907.196 เมตริกตันตามลำดับ โจทก์ชำระอากรขาเข้าตามที่สำแดงและวางหนังสือธนาคารค้ำประกันไว้ ต่อมาจำเลยได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าเพิ่มเติมตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 29, 107, 128, 148 (ตรงกับเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 9, 62, 94, 137) โจทก์จึงชำระค่าอากรพร้อมเงินเพิ่มตามที่จำเลยประเมินเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2541 จำนวน 455,609 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม2541 จำนวน 669,207 บาท วันที่ 9 ตุลาคม 2541 จำนวน 277,617 บาท และวันที่19 ตุลาคม 2541 จำนวน 689,399 บาท ตามใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 10, 63, 95 และ 138 โจทก์ไม่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรในขณะผ่านพิธีการทางศุลกากรเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงกำหนดราคาที่ใช้ในการประเมินอากรตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 44/2540 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ข้อ 1.2.1(2) โดยใช้ราคาร้อยละ 80 ของราคานำเข้าสูงสุดในเดือนมิถุนายน 2540 คิดเป็นราคา เอฟ.โอ.บี. 81.14352 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า โจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรหรือวางเงินไว้เป็นประกันก่อนนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากรแต่โจทก์มิได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบของว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนเงินอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอคืนเงินอากรจากจำเลยในประเด็นข้อนี้โจทก์มีพยานคือหม่อมหลวงสารศักดิ์ หัสดินทร เบิกความเป็นพยานว่าน้ำมันดิบที่โจทก์นำเข้านั้นขนส่งมาทางเรือ เรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือของบริษัทไทยออยล์จำกัด และสูบน้ำมันดิบผ่านท่อส่งเข้าสู่ถังเก็บภายในบริเวณโรงกลั่นของโจทก์ท่าเรือและถังเก็บดังกล่าวได้รับอนุมัติจากจำเลยให้เป็นท่าเรือที่ขนถ่ายและเก็บรักษาน้ำมันดิบได้ โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยควบคุมดูแลการสูบถ่าย หลังจากโจทก์สูบน้ำมันดิบเข้าสู่ถังเก็บของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ขอผ่อนผันการวางประกันอากรเพิ่มเพื่อให้ตรวจปล่อยสินค้าไปก่อน และปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 2 ฉบับว่าได้มีการตรวจปล่อยสินค้าไปในเดือนเดียวกับที่โจทก์นำเข้า อีก 2 ถึง 4 เดือนต่อมาโจทก์จึงชำระอากรขาเข้าเพิ่มตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเพิ่ม จำเลยมิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่โจทก์ชำระอากรขาเข้าเพิ่มจึงเป็นการชำระหลังนำของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วกรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์มิได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินอากรที่ชำระเพิ่มคืนก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องคดี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา