คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545
#47382
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาบันทึกการรับเช็คซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 มีข้อความว่าโจทก์ได้รับเช็คของบริษัท พ. จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์นั้นถือเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัท พ. ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และ 193/15 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกค่าซื้อสินค้าจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่29 พฤษภาคม 2539 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าเป็นเงิน400,149.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 326,006.80 บาท (ที่ถูก 326,066.80 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ แต่ชำระราคาบางส่วนด้วยเช็คของบริษัทพงวดีคอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด 7 ฉบับ รวมเป็นเงิน 123,497.57 บาท คงค้างชำระเพียง 202,509.23 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 278,677.69บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,482.67 บาท 124,473.10 บาท และ 86,721.92 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 วันที่ 29 ธันวาคม 2537และวันที่ 13 มกราคม 2538 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์รวม 326,066.80 บาท ตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แต่เช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินได้เพียง 6 ฉบับ เป็นเงิน 105,855.06 บาท ตามสำเนาบันทึกการรับเช็คเอกสารหมาย จ.6 โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ 200,000 บาทเศษ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เป็นเงิน 278,677.69 บาท เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ยอดหนี้ตามฟ้องมีจำนวน 326,066.80 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว 105,855.06 บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระอยู่เพียง 220,211.74 บาทมิใช่ 278,677.69 บาท การที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่ามีการนำเงินตามเช็คที่เรียกเก็บเงินได้จำนวน 58,465.95 บาท ไปหักชำระหนี้ตามบิล 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.8 ทั้ง ๆที่โจทก์มิได้กล่าวถึงหนี้จำนวนนี้มาในฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การนำเงินจำนวน58,465.95 บาท ไปหักจากยอดหนี้ตามบิล 4 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นจริงตามนั้น ฉะนั้นเมื่อมีการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงยอดหนี้ดังกล่าวมาในฟ้อง ยังคงเหลือเงินที่จะนำมาหักชำระหนี้ได้อีก 47,389.11 บาท โจทก์นำไปหักจากยอดหนี้บางส่วนตามสำเนาบิลเอกสารหมาย จ.3 คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ67,482.67 บาท เมื่อรวมกับหนี้ที่ค้างชำระตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 และจ.5 จึงเป็นยอดหนี้ค้างชำระ 278,677.69 ทั้งหนี้ในส่วนของต้นเงินที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้มีจำนวน 326,006.80 บาท (ยอดเงินที่ถูกต้อง 326,066.80 บาท) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 278,677.69 บาท จึงไม่เกินคำขอและไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคแรกแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกการรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 29พฤษภาคม 2539 มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัดจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และ 193/15 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 29พฤษภาคม 2539 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักษ์วานิช (1992
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี อินเตอร์เทรดดิ้ง ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545
#99713
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาบันทึกการรับเช็คซึ่งมีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัท พ. จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์นั้นเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัท พ. ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และ 193 (15) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2539 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าเป็นเงิน ๔๐๐,๑๔๙.๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๒๖,๐๐๖.๘๐ บาท (ที่ถูก ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ แต่ชำระราคาบางส่วนด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ๗ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๒๓,๔๙๗.๕๗ บาท คงค้างชำระเพียง ๒๐๒,๕๐๙.๒๓ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๒ ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๗,๔๘๒.๖๗ บาท ๑๒๔,๔๗๓.๑๐ บาท และ ๘๖,๗๒๑.๙๒ บาท นับแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๘ ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์รวม ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท ตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๕ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่เช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินได้เพียง ๖ ฉบับ เป็นเงิน ๑๐๕,๘๕๕.๐๖ บาท ตามสำเนาบันทึกการรับเช็คเอกสารหมาย จ.๖ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระแก่โจทก์ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ยอดหนี้ตามฟ้องมีจำนวน ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท เมื่อจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว ๑๐๕,๘๕๕.๐๖ บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระอยู่เพียง ๒๒๐,๒๑๑.๗๔ บาท มิใช่ ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท การที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่ามีการนำเงินตามเช็คที่เรียกเก็บเงินได้จำนวน ๕๘,๔๖๕.๙๕ บาท ไปหักชำระหนี้ตามบิล ๔ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๘ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มิได้กล่าวถึงหนี้จำนวนนี้มาในฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การนำเงินจำนวน ๕๘,๔๖๕.๙๕ บาท ไปหักจากยอดหนี้ตามบิล ๔ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๘ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นจริงตามนั้น ฉะนั้นเมื่อมีการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงยอดหนี้ดังกล่าวมาในฟ้อง ยังคงเหลือเงินที่จะนำมาหักชำระหนี้ได้อีก ๔๗,๓๘๙.๑๑ บาท โจทก์นำไปหักจากยอดหนี้บางส่วนตามสำเนาบิลเอกสารหมาย จ.๓ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ ๖๗,๔๘๒.๖๗ บาท เมื่อรวมกับหนี้ที่ค้างชำระตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.๔ และ จ.๕ จึงเป็นยอดหนี้ค้างชำระ ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท ทั้งหนี้ในส่วนของต้นเงินที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้มีจำนวน ๓๒๖,๐๐๖.๘๐ บาท (ยอดเงินที่ถูกต้อง ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท จึงไม่เกินคำขอและไม่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ วรรคแรกแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.๖ ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด จากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ ๑ แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าว เป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และ ๑๙๓/๑๕ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๑ ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

นายสนิท ตระกูลพรายงาม ผู้ช่วย

น.ส.อังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วย/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
กับพวก — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี อินเตอร์เทรดดิ้ง ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2545
#45692
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ต่อสู้กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกมาเข้าไปช่วยจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ก็อยู่กับจำเลยที่ 2 โดยตลอด อีกทั้งเข้าร่วมต่อสู้ด้วยและหลบหนีไปด้วยกัน เมื่อการตายของผู้ตายเกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดแทงร่างกายบริเวณที่สำคัญ ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วย

ตามพฤติการณ์แห่งคดีการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย มีสาเหตุจากการทะเลาะวิวาทกันและผู้ตายก็มีอาวุธมีดต่อสู้ด้วย โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป สมควรลดลงให้เหมาะสมแก่รูปคดี แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 83, 80

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การว่าฆ่าผู้ตายโดยเหตุบันดาลโทสะ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเล็ง เทียมราช และนางสิ้น เทียมราช บิดาและมารดาของนายสมรักษ์ เทียมราช ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบด้วยมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะ ปรับคนละ 100 บาท กับให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานพยายามฆ่าจำคุก 10 ปี เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ 2 รับว่าแทงผู้ตายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 43 ปี 4 เดือน และปรับ 100 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ประกอบมาตรา 53 เฉพาะฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ 1 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายกับพวกไปดื่มสุราที่ร้านอาหารบุญจิราซึ่งมีนางสาวบุญจิราคู่หมั้นของผู้ตายเป็นเจ้าของร้าน โดยมีจำเลยที่ 2 กับพวกนั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราที่ร้านดังกล่าวเช่นเดียวกันอยู่แล้ว จนถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายไปร่วมดื่มสุรากับผู้ตาย จากนั้นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันที่ 20 เมษายน 2540 พวกของผู้ตายกับพวกของจำเลยที่ 2 เกิดทะเลาะวิวาทต่อสู้กัน จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่บริเวณเหนือสะดือทะลุช่องท้อง ลำไส้ทะลัก ใต้ชายโครงซ้าย ทะลุช่วงท้อง และบริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายไปที่ร้านอาหารบุญจิราเข้าไปนั่งที่โต๊ะของผู้ตายกับพวกส่วนจำเลยทั้งสองกับพวกนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ผู้ตายลุกเข้าห้องน้ำแล้วออกมาบอกผู้เสียหายว่าถูกแทง ผู้เสียหายลุกขึ้นจะช่วยพยุงผู้ตาย ได้ยินเสียงดังมาจากโต๊ะของจำเลยที่ 1 เมื่อหันไปมองจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายบริเวณหน้าท้องด้านขวา แล้วจำเลยที่ 2 กับพวกอีกคนหนึ่งวิ่งออกไปทางหน้าร้าน ผู้ตายวิ่งตามออกไป นางสาวบุญจิรา แก้วขาวเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับพวกไปนั่งดื่มสุราที่ร้านของตน จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งดื่มสุรากันอยู่แล้วผู้ตายเข้าห้องน้ำ จำเลยที่ 2 หยิบขวดน้ำปลาซ่อนในเสื้อเดินตามไปเมื่อผู้ตายกลับมาที่โต๊ะจำเลยที่ 2 พูดกับผู้ตาย แล้วใช้ขวดน้ำปลาตีศีรษะผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงลุกขึ้นชักอาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว จะเข้าไปแทงผู้ตาย พยานจึงคว้าข้อมือจำเลยที่ 1 และร้องห้าม แต่จำเลยที่ 1 สะบัดมือและเข้าไปช่วยจำเลยที่ 2 จึงเกิดชุลมุนต่อสู้กัน จำเลยทั้งสองวิ่งออกไปทางหน้าร้าน ผู้ตายถืออาวุธมีดวิ่งตามไปแล้วล้มลงจำเลยที่ 2 ย้อนกลับมาหาผู้ตาย ใช้อาวุธมีดของผู้ตายแทงผู้ตายที่ท้อง แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไป และนายธีระพงษ์ แดงสะอาดเบิกความว่า เมื่อเกิดเหตุชุลมุนต่อสู้กัน จำเลยที่ 1 เข้าร่วมต่อสู้กับพวกผู้ตายด้วย ผู้ตายชักอาวุธมีดที่ซ่อนไว้ออกมา จำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนี ผู้ตายวิ่งไล่ จำเลยที่ 2 ย้อนกลับมาใช้อาวุธมีดของผู้ตาย แทงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไป เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานทั้งสามของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า ภายในร้านอาหารที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออน 2 หลอด และจากเครื่องรับโทรทัศน์มองเห็นได้ชัดในระยะ 4 เมตรและที่หน้าร้านก็มีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนอีก 1 หลอด พยานทั้งสามเห็นจำเลยที่ 1กับพวกมานั่งอยู่ในร้านอาหารก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานานย่อมมีโอกาสที่จะจดจำจำเลยที่ 1 ได้ และพยานทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงเชื่อว่าพยานทั้งสามของโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตามความจริง จำเลยที่ 1 นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ต่อสู้กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกมาเข้าไปช่วยจำเลยที่ 2 แม้นางสาวบุญจิราเข้าห้ามจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 สะบัดมือเข้าไปร่วมต่อสู้ด้วยเมื่อผู้ตายชักมีดออกมา จำเลยที่ 1 ก็วิ่งออกจากร้านไปกับจำเลยที่ 2 ครั้นเมื่อ ผู้ตายวิ่งตามไปแล้วล้มลง จำเลยที่ 2 ย้อนกลับมาใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย จำเลยที่ 1 ก็ยังคงอยู่ในที่นั้นด้วย จากนั้นก็หลบหนีไปกับจำเลยที่ 2 แสดงว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะร่วมใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายมาแต่แรก แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ก็อยู่กับจำเลยที่ 2 โดยตลอดอีกทั้งเข้าร่วมต่อสู้ด้วยและหลบหนีไปด้วยกัน เมื่อการตายของผู้ตายเกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดแทงร่างกายบริเวณที่สำคัญ ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วย ที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่า ไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นและยืนยันว่าจำเลยที่ 1 แทงผู้ตายและไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมคนใดชี้ตัวจำเลยที่ 1 ว่าใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายด้วยนั้น ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย มีสาเหตุจากการทะเลาะวิวาทกันและผู้ตายก็มีอาวุธมีดต่อสู้ด้วยโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป สมควรลดลงให้เหมาะสมแก่รูปคดีแม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปีรวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 20 ปีและปรับ100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 80 ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย จรูญหรือเล็ก อินทร์ชนะ ที่ 1
จำเลย — นาย สมพิศหรือหมา อินทร์ชนะ ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2545
#99662
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ต่อสู้กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกมาเข้าไปช่วยจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ก็อยู่กับจำเลยที่ 2 โดยตลอด อีกทั้งเข้าร่วมต่อสู้ด้วยและหลบหนีไปด้วยกัน เมื่อการตายของผู้ตายเกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดแทงร่างกายบริเวณที่สำคัญ ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วย

ตามพฤติการณ์แห่งคดีการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย มีสาเหตุจากการทะเลาะวิวาทกันและผู้ตายก็มีอาวุธมีดต่อสู้ด้วย โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป สมควรลดลงให้เหมาะสมแก่รูปคดี แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๘ , ๓๗๑ , ๙๑ , ๘๓ , ๘๐

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าฆ่าผู้ตายโดยเหตุบันดาลโทสะ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเล็ง เทียมราช และนางสิ้น เทียมราช บิดาและมารดาของนายสมรักษ์ เทียมราช ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๓๗๑ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ ปรับคนละ ๑๐๐ บาท กับให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานพยายามฆ่าจำคุก ๑๐ ปี เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ ๒ รับว่าแทงผู้ตายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ คงลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน รวมลงโทษจำเลยที่ ๒ จำคุก ๔๓ ปี ๔ เดือน และปรับ ๑๐๐ บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ขอถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม ประกอบมาตรา ๕๓ เฉพาะฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ ๑ คงจำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน และปรับ ๑๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายกับพวกไปดื่มสุราที่ร้านอาหารบุญจิราซึ่งมีนางสาวบุญจิราคู่หมั้นของผู้ตายเป็นเจ้าของร้าน โดยมีจำเลยที่ ๒ กับพวกนั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราที่ร้านดังกล่าวเช่นเดียวกันอยู่แล้ว จนถึงเวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา ผู้เสียหายไปร่วมดื่มสุรากับผู้ตาย จากนั้นเวลาประมาณ ๑ นาฬิกา ของวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๐ พวกของผู้ตายกับพวกของจำเลยที่ ๒ เกิดทะเลาะวิวาทต่อสู้กัน จำเลยที่ ๒ ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่บริเวณเหนือสะดือทะลุช่องท้อง ลำไส้ทะลัก ใต้ชายโครงซ้าย ทะลุช่วงท้อง และบริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสีหายเบิกความว่า ผู้เสียหายไปที่ร้านอาหารบุญจิราเข้าไปนั่งที่โต๊ะของผู้ตายกับพวก ส่วนจำเลยทั้งสองกับพวกนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ผู้ตายลุกเข้าห้องน้ำแล้วออกมาบอกผู้เสียหายว่าถูกแทง ผู้เสียหายลุกขึ้นจะช่วยพยุงผู้ตาย ได้ยินเสียงดังมาจากโต๊ะของจำเลยที่ ๑ เมื่อหันไปมองจำเลยที่ ๒ ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายบริเวณหน้าท้องด้านขวา แล้วจำเลยที่ ๒ กับพวกอีกคนหนึ่งวิ่งออกไปทางหน้าร้าน ผู้ตายวิ่งตามออกไป นางสาวบุญจิรา แก้วขาว เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับพวกไปนั่งดื่มสุราที่ร้านของตน จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งดื่มสุรากันอยู่แล้วผู้ตายเข้าห้องน้ำ จำเลยที่ ๒ หยิบขวดน้ำปลาซ่อนในเสื้อเดินตามไป เมื่อผู้ตายกลับมาที่โต๊ะจำเลยที่ ๒ พูดกับผู้ตาย แล้วใช้ขวดน้ำปลาตีศีรษะผู้ตาย จำเลยที่ ๑ จึงลุกขึ้นชักอาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ ๓ นิ้ว จะเข้าไปแทงผู้ตาย พยานจึงคว้าข้อมือจำเลยที่ ๑ และร้องห้าม แต่จำเลยที่ ๑ สะบัดมือและเข้าไปช่วยจำเลยที่ ๒ จึงเกิดชุลมุนต่อสู้กัน จำเลยทั้งสองวิ่งออกไปทางหน้าร้าน ผู้ตายถืออาวุธมีดวิ่งตามไปแล้วล้มลงจำเลยที่ ๒ ย้อนกลับมาหาผู้ตาย ใช้อาวุธมีดของผู้ตายแทงผู้ตายที่ท้อง แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไป และนายธีระพงษ์ แดงสะอาดเบิกความว่า เมื่อเกิดเหตุชุลมุนต่อสู้กัน จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมต่อสู้กับพวกผู้ตายด้วย ผู้ตายชักอาวุธมีดที่ซ่อนไว้ออกมา จำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนี ผู้ตายวิ่งไล่ จำเลยที่ ๒ ย้อมกลับมาใช้อาวุธมีดของผู้ตาย แทงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไป เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานทั้งสามของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า ภายในร้านอาหารที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออน ๒ หลอด และจากเครื่องรับโทรทัศน์มองเห็นได้ชัดในระยะ ๔ เมตร และที่หน้าร้านก็มีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนอีก ๑ หลอด พยานทั้งสามเห็นจำเลยที่ ๑ กับพวกมานั่งอยู่ในร้านอาหารก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานานย่อมมีโอกาสที่จะจดจำจำเลยที่ ๑ ได้ และพยานทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ ๑ มาก่อน จึงเชื่อว่าพยานทั้งสามของโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตามความจริง จำเลยที่ ๑ นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ต่อสู้กับผู้ตาย จำเลยที่ ๑ ชักอาวุธมีดออกมาเข้าไปช่วยจำเลยที่ ๒ แม้นางสาวบุญจิราเข้าห้ามจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ สะบัดมือเข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย เมื่อผู้ตายชักมีดออกมา จำเลยที่ ๑ ก็วิ่งออกจากร้านไปกับจำเลยที่ ๒ ครั้นเมื่อ ผู้ตายวิ่งตามไปแล้วล้มลง จำเลยที่ ๒ ย้อนกลับมาใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงอยู่ในที่นั้นด้วย จากนั้นก็หลบหนีไปกับจำเลยที่ ๒ แสดงว่า จำเลยที่ ๑ มีเจตนาที่จะร่วมใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายมาแต่แรก แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แต่จำเลยที่ ๑ ก็อยู่กับจำเลยที่ ๒ โดยตลอดอีกทั้งเข้าร่วมต่อสู้ด้วยและหลบหนีไปด้วยกัน เมื่อการตายของผู้ตายเกิดจากการที่จำเลยที่ ๒ ใช้อาวุธมีดแทงร่างกายบริเวณที่สำคัญ ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นและยืนยันว่าจำเลยที่ ๑ แทงผู้ตายและไม่มีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมคนใดชี้ตัวจำเลยที่ ๑ ว่าใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายด้วยนั้น ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย มีสาเหตุจากการทะเลาะวิวาทกันและผู้ตายก็มีอาวุธมีดต่อสู้ด้วย โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป สมควรลดลงให้เหมาะสมแก่รูปคดี แม้จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาไปถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ ๑๕ ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลงหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๐ ปี รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๐ ปี และปรับ ๑๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ จำคุก ๒๐ ปีและปรับ ๑๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.

นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้ช่วยฯ

นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 80 ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
1 — นายจรูญหรือเล็ก อินทร์ชนะ ที่
2 — นายสมพิศหรือหมา อินทร์ชนะ ที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุรทิน สาเรือง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2545
#44753
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามยอมมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสองแต่โจทก์กลับยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ซึ่งการจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต้องเป็นข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรก การที่โจทก์ขอแก้ไขให้จำเลยทั้งสามรับผิดในเบี้ยปรับและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากที่ตกลงกันจึงเป็นการทำให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม กรณีมิใช่ข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยแม้จำเลยทั้งสามจะไม่คัดค้าน โจทก์ก็ไม่อาจขอแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ซึ่งตามสัญญาข้อ 5 มีความว่า หากจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ที่ค้างชำระได้ทันทีและจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยยอมให้โจทก์ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์พิมพ์นามสกุลของจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดพลาด โดยขอแก้นามสกุลจาก"วงษ์สัจจานนันท์" เป็น "วงษ์สัจจานันท์" และข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 บรรทัดที่ 2 นับจากด้านล่างโจทก์พิมพ์ตกผิดพลาดไปจากเจตนารมณ์ที่ตกลงไว้กับจำเลยทั้งสาม จากเดิมว่า "และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดใน..." ขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็นว่า "และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในเบี้ยปรับที่โจทก์ลดให้อีกจำนวน 489,589.55บาท และดอกเบี้ยที่โจทก์ลดให้อีกจำนวน 124,652.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน..."

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเฉพาะนามสกุลของจำเลยที่ 3 คำร้องในส่วนอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์จะแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องที่ขอแก้ไข นอกจากที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการแก้ไขเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่ความทั้งสองฝ่าย และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านการแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือมิได้เป็นไปตามข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสามแต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวไม่ กลับใช้สิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ซึ่งการจะขอแก้ไขข้อผิดพลาดได้จะต้องเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรก โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขและศาลชั้นต้นไม่อนุญาตนั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดมากขึ้นกว่าเดิม จึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆแม้จำเลยทั้งสามจะไม่คัดค้าน โจทก์ก็ไม่อาจขอแก้ไขได้ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 143 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นครหลวงแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดมภัณฑ์ค้าไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2545
#46516
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือมิได้เป็นไปตามข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่ กลับใช้สิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ซึ่งการจะขอแก้ไขข้อผิดพลาดได้จะต้องเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรก เมื่อส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขและศาลชั้นต้นไม่อนุญาตนั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดมากขึ้นกว่าเดิม จึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ แม้จำเลยทั้งสามจะไม่คัดค้านโจทก์ก็ไม่อาจขอแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ ซึ่งตามสัญญาข้อ 5 มีความว่า หากจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ที่ค้างชำระได้ทันที และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 6 ต่อปีจากต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยยอมให้โจทก์ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์พิมพ์นามสกุลของจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดพลาด โดยขอแก้นามสกุลจาก "วงษ์สัจจานนันท์" เป็น "วงษ์สัจจานันท์" และข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 บรรทัดที่ 2 นับจากด้านล่างโจทก์พิมพ์ตกผิดพลาดไปจากเจตนารมณ์ที่ตกลงไว้กับจำเลยทั้งสามจากเดิมว่า "และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดใน..." ขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็นว่า "และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในเบี้ยปรับที่โจทก์ลดให้อีกจำนวน 489,589.55 บาท และดอกเบี้ยที่โจทก์ลดให้อีกจำนวน 124,652.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยใน..."

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเฉพาะนามสกุลของจำเลยที่ 3 คำร้องในส่วนอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว มิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือมิได้เป็นไปตามข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวไม่ กลับใช้สิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาซึ่งการจะขอแก้ไขข้อผิดพลาดได้จะต้องเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรก โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขและศาลชั้นต้นไม่อนุญาตนั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดมากขึ้นกว่าเดิม จึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ แม้จำเลยทั้งสามจะไม่คัดค้านโจทก์ก็ไม่อาจขอแก้ไขได้ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 143 วรรคแรก ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครหลวงแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมภัณฑ์ค้าไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2545
#99708
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือมิได้เป็นไปตามข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่ กลับใช้สิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ซึ่งการจะขอแก้ไขข้อผิดพลาดได้จะต้องเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคแรก เมื่อส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขและศาลชั้นต้นไม่อนุญาตนั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดมากขึ้นกว่าเดิม จึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ แม้จำเลยทั้งสามจะไม่คัดค้านโจทก์ก็ไม่อาจขอแก้ไขได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ ซึ่งตามสัญญาข้อ ๕ มีความว่า หากจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ที่ค้างชำระได้ทันที และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยยอมให้โจทก์ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์พิมพ์นามสกุลของจำเลยที่ ๓ ในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดพลาด โดยขอแก้นามสกุลจาก "วงษ์สัจจานนันท์" เป็น "วงษ์สัจจานันท์" และข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๕ บรรทัดที่ ๒ นับจากด้านล่างโจทก์พิมพ์ตกผิดพลาดไปจากเจตนารมณ์ที่ตกลงไว้กับจำเลยทั้งสาม จากเดิมว่า "และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดใน..." ขอแก้ไขเพิ่มเติมเป็นว่า "และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในเบี้ยปรับที่โจทก์ลดให้อีกจำนวน ๔๘๙,๕๘๙.๕๕ บาท และดอกเบี้ยที่โจทก์ลดให้อีกจำนวน ๑๒๔,๖๕๒.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยใน..."

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเฉพาะนามสกุลของจำเลยที่ ๓ คำร้องในส่วนอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือมิได้เป็นไปตามข้อตกลง โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือเจตนารมณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวไม่ กลับใช้สิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ซึ่งการจะขอแก้ไขข้อผิดพลาดได้จะต้องเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ วรรคแรก โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขและศาลชั้นต้นไม่อนุญาตนั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดมากขึ้นกว่าเดิม จึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ แม้จำเลยทั้งสามจะไม่คัดค้าน โจทก์ก็ไม่อาจขอแก้ไขได้ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 143 วรรคแรก ม. 145
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทนครหลวงแฟคตอริ่ง จำกัด
กับพวก — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมภัณฑ์ค้าไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชัย เดชะอังกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2942/2545
#44752
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษ การนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป

โจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งโดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง และจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 10 มีนาคม 2544 ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลภายในวันที่ 12 มีนาคม 2544 อันเป็นวันเปิดราชการในวันแรกได้ตามมาตรา 193/8 การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 12มีนาคม 2544 ถือว่าโจทก์นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้แล้ว

จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่ง ถ้าโจทก์ประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลโจทก์จะต้องนำต้นเงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไปวางต่อศาลแรงงานกลางตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสาม การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยย่อมหมายความรวมทั้งคำสั่งที่โจทก์จ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่จำเลยร่วม ทั้งการวินิจฉัยในส่วนเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวก็มีผลกระทบโดยตรงถึงดอกเบี้ยของค่าชดเชยด้วย โจทก์จึงไม่อาจที่จะอ้างว่าโจทก์คงติดใจโต้แย้งคำสั่งของจำเลยเฉพาะเรื่องเงินค่าชดเชยเท่านั้น ไม่ติดใจโต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์นำแต่เงินค่าชดเชย 97,800 บาท มาวางโดยมิได้นำดอกเบี้ยในค่าชดเชยถึงวันฟ้องมาวางต่อศาลด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจประเภทโรงแรม จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 โจทก์เลิกจ้างนายสุทัศน์ บุญมี ลูกจ้างโจทก์เนื่องจากฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยวินัยและความประพฤติ จงใจทำให้โจทก์เสียหาย มีพฤติกรรมส่อเจตนาทำให้โจทก์และแขกผู้ที่ใช้บริการโรงแรมขาดความไว้วางใจ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรหลายครั้งจนในที่สุดต้องเลิกจ้าง ต่อมานายสุทัศน์ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2544 ลงวันที่ 22มกราคม 2544 วินิจฉัยว่า การกระทำของนายสุทัศน์ถือได้ว่าเป็นการกระทำไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต นายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นายสุทัศน์มีพฤติกรรมส่อเจตนาทำให้ขาดความน่าไว้วางใจแต่มิใช่กรณีร้ายแรง ดังนั้น โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสุทัศน์ ในกรณีไม่จ่ายค่าชดเชยต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี จึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 97,800 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในระหว่างเวลาผิดนัดโดยนำจ่ายแก่นายสุทัศน์ภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่งนั้น โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำสั่งและคำวินิจฉัยคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กล่าวคือนายสุทัศน์กระทำผิดซ้ำหนังสือเตือน 3 ครั้ง ในเรื่องการมาทำงานสาย ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานและแขกของโรงแรม ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง โจทก์สามารถเลิกจ้างนายสุทัศน์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และเงิน 3,800 บาท เป็นเงินพิเศษได้รับจากกรณีที่มีลูกค้ามาใช้บริการ จึงมิใช่ค่าจ้าง กับจำเลยรับข้อร้องเรียนของนายสุทัศน์เป็นการไม่สุจริตเนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบคำสั่งของจำเลยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2544 วันที่9 มีนาคม 2544 จึงเป็นวันครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แต่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดคำสั่งจำเลยจึงเป็นที่สุด นอกจากนั้นโจทก์มิได้นำเงินค่าดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี คิดเป็นเงิน 14,670 บาท ตามคำสั่งมาวางด้วย การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา นายสุทัศน์ บุญมี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วม แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์มิได้นำดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดซึ่งถือกำหนดจ่ายมาวางต่อศาล ถือได้ว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะเป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดยมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปีมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2544 ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งโดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปตามนัยบทบัญญัติมาตรา 193/3 วรรคสอง ดังกล่าวและจะครบกำหนด 30 วันในวันที่ 10 มีนาคม 2544ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลภายในวันที่ 12มีนาคม 2544 อันเป็นวันเปิดทำการราชการในวันแรกได้ตามนัยมาตรา 193/8 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 12 มีนาคม 2544 จึงต้องถือว่าโจทก์นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งกำหนดไว้แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่าการวางเงินที่จะต้องชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลนั้น โจทก์จะต้องนำดอกเบี้ยจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานมาวางต่อศาลด้วยหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของจำเลยและจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 2/2544 ลงวันที่ 22 มกราคม 2544 ให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยจำนวน 97,800 บาท และดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของจำเลย ฉะนั้นในกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยและประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อให้ชี้ขาดนั้นโจทก์จะต้องนำต้นเงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องไปวางต่อศาลแรงงานกลางตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติไว้ การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในคดีนี้ย่อมต้องหมายความรวมทั้งคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่จำเลยร่วม นอกจากนี้การวินิจฉัยในส่วนเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวก็มีผลกระทบโดยตรงถึงดอกเบี้ยของค่าชดเชยตามคำสั่งของจำเลยด้วย โจทก์จึงไม่อาจที่จะอ้างว่าโจทก์คงติดใจโต้แย้งคำสั่งของจำเลยเฉพาะเรื่องเงินค่าชดเชยเท่านั้น ไม่ติดใจโต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เพียงแต่นำเงินค่าชดเชยจำนวน 97,800 บาท มาวางต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้นำดอกเบี้ยในค่าชดเชยตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องมาวางต่อศาลด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และแม้จำเลยและจำเลยร่วมจะมิได้ร้องขอให้ศาลแรงงานกลางหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นก็ตาม แต่ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องที่จำเลยและจำเลยร่วมได้ให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นโดยตรงอยู่แล้ว ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นได้และไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของจำเลยและจำเลยร่วมแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 193/8
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไพฑูรย์โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — นาย นิยม โภควนิช
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาย สุทัศน์ บุญมี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2942/2545
#99345
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แม้เป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะ แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด การนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลา อันเป็นบทบัญญัติทั่วไป

การที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้าง และโจทก์ประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานกลางเพื่อให้ชี้ขาดนั้น โจทก์ต้องนำต้นเงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องไปวางต่อศาลแรงงานกลางตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เมื่อโจทก์นำคดีมาสู่ศาลแรงงานกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยดังกล่าว ทั้งการวินิจฉัยในส่วนค่าชดเชยก็มีผลกระทบโดยตรงถึงดอกเบี้ยของค่าชดเชยตามคำสั่งจำเลยด้วย โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์ติดใจโต้แย้งคำสั่งของจำเลยเฉพาะค่าชดเชย ไม่ติดใจโต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ย เมื่อโจทก์เพียงแต่นำเงินค่าชดเชยมาวางต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้นำดอกเบี้ยในค่าชดเชยมาวางด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจประเภทโรงแรม จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๓ โจทก์เลิกจ้างนายสุทัศน์ บุญมี ลูกจ้างโจทก์เนื่องจากฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าด้วยวินัยและความประพฤติอย่างร้ายแรง ต่อมานายสุทัศน์ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่า โจทก์เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ วินิจฉัยว่า การกระทำของนายสุทัศน์ถือได้ว่าเป็นการกระทำไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต นายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นายสุทัศน์มีพฤติกรรมส่อเจตนาทำให้ขาดความน่าไว้วางใจ แต่มิใช่กรณีร้ายแรง ดังนั้น โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสุทัศน์ ในกรณีไม่จ่ายค่าชดเชยต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี จึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๙๗,๘๐๐ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในระหว่างเวลาผิดนัด โดยนำจ่ายแก่นายสุทัศน์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ทราบคำสั่งนั้น โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำสั่งและคำวินิจฉัยคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์สามารถเลิกจ้างนายสุทัศน์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และเงิน ๓,๘๐๐ บาทเป็นเงินพิเศษได้รับจากกรณีที่มีลูกค้ามาใช้บริการ จึงมิใช่ค่าจ้าง กับจำเลยรับข้อร้องเรียนของนายสุทัศน์เป็นการไม่สุจริต เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้นำคดีนี้สู่ศาลภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งจำเลยจึงเป็นที่สุด นอกจากนั้นโจทก์มิได้นำเงินค่าดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี คิดเป็นเงิน ๑๔,๖๗๐ บาท ตามคำสั่งมาวางด้วย การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา นายสุทัศน์ บุญมี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด ๓๐ วันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์มิได้นำดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดซึ่งถึงกำหนดจ่ายมาวางต่อศาล ถือได้ว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะเป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑ ลักษณะ ๕ เรื่องระยะเวลา อันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดย มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งโดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไปตามนัยบทบัญญัติมาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง ดังกล่าว และจะครบกำหนด ๓๐วันในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๔ ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลภายในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ อันเป็นวันเปิดทำการราชการในวันแรกได้ตามนัยมาตรา ๑๙๓/๘ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ จึงต้องถือว่าโจทก์นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การวางเงินที่จะต้องชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลนั้น โจทก์จะต้องนำดอกเบี้ยจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานมาวางต่อศาลด้วยหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของจำเลยและจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ ให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๙๗,๘๐๐ บาท และดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ให้แก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกจ้างภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของจำเลย ฉะนั้น ในกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยและประสงค์จะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อให้ชี้ขาดนั้นโจทก์จะต้องนำต้นเงินค่าชดเชยและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องไปวางต่อศาลแรงงานกลางตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.

๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคสาม บัญญัติไว้ การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในคดีนี้ย่อมต้องหมายความรวมทั้งคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยในค่าชดเชยแก่จำเลยร่วม นอกจากนี้การวินิจฉัยในส่วนเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวก็มีผลกระทบโดยตรงถึงดอกเบี้ยของค่าชดเชยตามคำสั่งของจำเลยด้วย โจทก์จึงไม่อาจที่จะอ้างว่าโจทก์คงติดใจโต้แย้งคำสั่งของจำเลยเฉพาะเรื่องเงินค่าชดเชยเท่านั้น ไม่ติดใจโต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เพียงแต่นำเงินค่าชดเชยจำนวน ๙๗,๘๐๐ บาท มาวางต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้นำดอกเบี้ยในค่าชดเชยตามจำนวนที่คำนวณได้ถึงวันฟ้องมาวางต่อศาลด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์วางเงินไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๕ วรรคสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และแม้จำเลยและจำเลยร่วมจะมิได้ร้องขอให้ศาลแรงงานกลางหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นก็ตาม แต่ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องที่จำเลยและจำเลยร่วมได้ให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นโดยตรงอยู่แล้ว ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นได้และไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของจำเลยและจำเลยร่วมแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง ม. 193/8 ม. 125 วรรคสาม
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไพฑูรย์โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — นายนิยม โภควนิช
จำเลยร่วม — นายสุทัศน์ บุญมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2545
#99732
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้เข้าไปเพื่อจะลักเอาไก่ที่จำเลยเลี้ยงไว้ แต่ได้ไปสะดุดสายไฟฟ้าที่ จำเลยผูกกับกระป๋องน้ำอัดลมทำให้เกิดเสียงดังขึ้น ผู้ตายทั้งสองจึงออกมายืนซุ่ม เพื่อรอดูเหตุการณ์และก็ยังประสงค์ที่จะเข้าไปลักเอาไก่ของจำเลยอยู่อีก เพราะมิฉะนั้น ผู้ตายทั้งสองคงจะหลบหนีไปได้เนื่องจากมีเวลาเพียงพอกว่าที่ จำเลยจะตื่นขึ้นและตามหาได้ ดังนั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ทรัพย์ของจำเลยยังมีอยู่และใกล้จะถึงแล้ว การที่จำเลยใช้จอบตีผู้ตายทั้งสองจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันทรัพย์ของตน อย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะที่จำเลยใช้จอบตีผู้ตายทั้งสองนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสองจะทำร้ายหรือต่อสู้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 69

ปัญหาที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้ลวดมัดเหล็กปล่อยกระแสไฟฟ้าช๊อตตามร่างกายของเด็กชายเอกชัย ตะครามจันทร์ และเด็กชายถวิล ทองจันทร์ ผู้ตายทั้งสอง และใช้จอบเป็นอาวุธทุบตี ฟันทำร้ายร่างกายผู้ตายทั้งสองอย่างแรงโดยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพัฒน์พงษ์ ตะครามจันทร์ บิดาของเด็กชายเอกชัย ตะครามจันทร์ ผู้ตาย และ นางสมบูรณ์ ทองจันทร์ มารดาของเด็กชายถวิล ทองจันทร์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายพัฒน์พงษ์เป็นโจทก์ร่วมที่ ๑ และเรียกนางสมบูรณ์เป็นโจทก์ร่วมที่ ๒

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก ๕๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๓, ๗๘ คงให้จำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน ริบจอบของกลาง คืนลวดมัดเหล็กแก่เจ้าของ ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ๔ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่จอบของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองแสดงให้เห็นว่าในคืนเกิดเหตุผู้ตายคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้เข้าไปยังบริเวณเพิงที่พักของจำเลยเพื่อจะลักเอาไก่ที่จำเลยเลี้ยงไว้ แต่ได้ไปสะดุดสายไฟฟ้าที่จำเลยผูกกับกระป๋องน้ำอัดลมทำให้เกิดเสียงดังขึ้น ผู้ตายทั้งสองจึงต้องออกมายืนซุ่มอยู่ห่างจากเพิงที่พักประมาณ ๑๐ เมตร เพื่อรอดูเหตุการณ์และก็ยังประสงค์ที่จะเข้าไปลักเอาไก่ของจำเลยอยู่อีก เพราะมิฉะนั้นผู้ตายทั้งสองคงจะหลบหนีไปได้เนื่องจากมีเวลาเพียงพอว่าที่จำเลยจะตื่นขึ้นและตามหาได้ ดังนั้น พฤติการณ์ของผู้ตายทั้งสองเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ทรัพย์ของจำเลยยังมีอยู่และใกล้จะถึงแล้ว การที่จำเลยใช้จอบตีผู้ตายทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันทรัพย์ของตน อย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะที่จำเลยใช้จอบตีผู้ตายทั้งสองนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสองจะทำร้ายหรือต่อสู้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ , ๕๓ จำคุก ๒๗ ปี จำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๘ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นายพัฒน์พงษ์ ตะครามจันทร์ กับพวก
จำเลย — นายคำน้อยหรือดำ อินจงล้าน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมศักดิ์ เรืองลาภขจรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2924/2545
#46515
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยออกไปจากหน้าอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลยแต่อย่างใด โจทก์บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนทำสัญญาว่าจำเลยจะต้องขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยที่ตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า ทำให้เกิดความไม่สวยงามและกีดขวางทางเข้าออก โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งจำเลยไม่ปฏิบัติเท่านั้นโดยโจทก์หาได้บรรยายว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า หากจำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวถือว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรแต่โจทก์กลับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตัดกระแสไฟฟ้าในอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง เป็นเงินเท่าไรและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดดังกล่าว มิได้เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าแต่อย่างใดทั้งคำให้การจำเลยก็ปฏิเสธว่ามิได้มีข้อตกลงดังโจทก์อ้าง ดังนั้น ตามคำฟ้องและคำให้การจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ไม่อาจถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบเช่นกัน ฉะนั้นการที่โจทก์ยกปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าขึ้นฎีกาอีก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าอาคารโอภาสวานิชของจำเลยเพื่อดำเนินธุรกิจค้าขาย มีกำหนดอายุสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 โจทก์ได้แบ่งอาคารที่เช่าออกเป็น 2 ส่วนส่วนหนึ่งตั้งชื่อร้านว่า ลองจอห์นซิลเวอร์ อีกส่วนหนึ่งชื่อร้านว่า คันทรี่สตายล์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนทำสัญญาเช่าว่าจะขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า ทำให้เกิดความไม่สวยงามและกีดขวางทางเข้าออก โจทก์ได้เร่งให้จำเลยดำเนินการ แต่จำเลยไม่ดำเนินการทำให้จำเลยไม่พอใจจนกระทั่งวันที่ 11 มีนาคม 2540จำเลยได้นำคนงานมาตัดกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในอาคารที่เช่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจค้าขายต่อไปได้ และทำให้สินค้าอาหารซึ่งจัดเตรียมไว้ในตู้เย็นเน่าเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 98,040 บาท จากผลของการตัดกระแสไฟฟ้าของจำเลยทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2540 จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาเช่าคือวันที่ 31มกราคม 2541 เป็นเวลา 318 วัน ปกติร้านลองจอห์นซิลเวอร์ขายอาหารได้วันละ 37,554 บาท ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์เป็นเงินจำนวน 11,942,172 บาท ร้านคันทรี่สตายล์ สามารถขายอาหารได้วันละ 5,128 บาท ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์เป็นเงินจำนวน 1,630,704 บาท เนื่องจากทางร้านของโจทก์ได้ผลิตขนมปังประเภทโดนัทได้กำไรสุทธิประมาณเดือนละ 1,548,360 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย 10 เดือน เป็นเงินจำนวน 15,483,600 บาท และทางร้านของโจทก์ผลิตเบเกอรี่ออกขายได้กำไรสุทธิประมาณเดือนละ 300,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย 10 เดือน เป็นเงินจำนวน3,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 32,154,516 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้ลงทุนปรับปรุง ตกแต่ง ซ่อมแซมอาคาร รวมทั้งติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องอำนวยความสะดวกและสุขภัณฑ์เป็นเงินค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศของร้านลองจอห์นซิลเวอร์จำนวน 749,000 บาท และของร้านคันทรี่สตายล์จำนวน 663,400 บาท ค่าตกแต่งภายในทั้งสองร้านเป็นเงินจำนวน 2,474,899 บาท ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าสื่อสารและสุขาภิบาลของร้านลองจอห์นซิลเวอร์จำนวน 136,451.75 บาท ค่าอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าสื่อสาร และสุขาภิบาลของร้านคันทรี่สตายล์เป็นเงินจำนวน 637,629.59 บาท ค่าบริการออกแบบของร้านลองจอห์นซิลเวอร์เป็นเงินจำนวน 269,640 บาท และของร้านคันทรี่สตายล์เป็นเงินจำนวน 301,740 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 5,232,759 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ไม่สามารถประกอบการค้าได้ตามปกติแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น37,387,320 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,387,320 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยให้พ้นไปจากหน้าอาคารที่เช่า บริเวณที่แม่ค้าวางสินค้าขายไม่ได้อยู่ในบริเวณอาคารของจำเลย จุดดังกล่าวเป็นจุดผ่อนผันที่ทางกรุงเทพมหานครยินยอมให้วางหาบเร่แผงลอยได้ โจทก์ทราบปัญหาเรื่องหาบเร่แผงลอยแล้วยังยินยอมเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยโดยมิได้โต้แย้ง จำเลยมิได้ผิดสัญญาเช่าต่อโจทก์ จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการตัดกระแสไฟฟ้าที่โจทก์ใช้ในอาคารที่เช่า กระแสไฟฟ้าในอาคารที่โจทก์เช่าจะดับลงด้วยเหตุใดก็มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยตัดกระแสไฟฟ้าในวันที่ 11 มีนาคม 2540 เป็นการหาเหตุที่จะให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าเพื่อที่โจทก์จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเงินที่วางมัดจำและค่าเช่าที่ค้างชำระตลอดจนค่าเช่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่เพราะโจทก์ติดค้างค่าเช่าจำเลยโดยในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 12 มีนาคม 2540 โจทก์ได้ขนย้ายทรัพย์สินและสินค้าบางส่วนของโจทก์ออกจากอาคารที่เช่าโดยไม่แจ้งเหตุให้จำเลยทราบเพื่อให้เข้าใจว่าโจทก์อยู่ในอาคารที่เช่าไม่ได้เพราะจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าซึ่งไม่เป็นความจริง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเนื่องจากขาดประโยชน์ในการดำเนินกิจการในร้านค้านับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2540 จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาจำนวน 32,154,516บาท ไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่มีหลักฐานการประกอบกิจการร้านค้าของโจทก์มาแสดงทั้งไม่มีหลักฐานรายรับรายจ่ายตลอดจนหลักฐานการเสียภาษีอากรมาแสดง โจทก์กล่าวในคำฟ้องเพียงว่าสินค้าอาหารที่จัดเตรียมไว้ในตู้เย็นได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 98,040 บาท ไม่ได้แสดงว่าเป็นอาหารประเภทใด จะมีอยู่จริงหรือไม่ การที่กระแสไฟฟ้าดับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยก่อนที่โจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารที่เช่า โจทก์ติดค้างค่าเช่าจำเลยเป็นเงินจำนวน 3,520,000 บาท จำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์และได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 19240/2540 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำให้การยอมรับว่าจำเลยมีสิทธิเข้าครอบครองอาคารที่เช่าได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2540 โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการประกอบกิจการโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ค่าตกแต่งภายในอาคาร ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าสื่อสารและสุขาภิบาล ค่าอุปกรณ์ ค่าบริการออกแบบ จำนวน 5,232,759 บาท จากจำเลยเพราะค่าติดตั้งและค่าอุปกรณ์ดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ตามสัญญาระบุว่าหากโจทก์ทำการดัดแปลงต่อเติม ตกแต่งภายในใด ๆ ในพื้นที่เช่านั้น สิ่งดัดแปลง ต่อเติมและตกแต่งภายในดังกล่าวให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยผู้ให้เช่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 จำเลยมีสิทธิที่จะเข้าครอบครองอาคารที่เช่า สิ่งติดตรึงตราสิ่งตกแต่ง เครื่องประกอบหรืออุปกรณ์ทั้งปวงจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยผู้ให้เช่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลย โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน2537 โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารโอภาสวานิชของจำเลยเฉพาะพื้นที่บางส่วนในชั้นที่หนึ่งและชั้นลอยเพื่อค้าขายมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่31 มกราคม 2541 ตกลงชำระค่าเช่าปีที่หนึ่งเดือนละ 495,000 บาท ปีที่สองเดือนละ522,500 บาท และปีที่สามเดือนละ 550,000 บาท ตามสัญญาเช่าพื้นที่ในอาคารโอภาสวานิชเอกสารหมาย จ.2 พื้นที่บริเวณหน้าอาคารที่จำเลยเช่าเป็นจุดผ่อนผันของกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้ผู้ค้าสามารถตั้งวางสินค้าด้านในของทางเท้าได้ จึงมีแม่ค้าหาบเร่แผงลอยมาทำการค้าขายที่บริเวณดังกล่าวตั้งแต่ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวจากจำเลย โจทก์ผิดสัญญาโดยชำระค่าเช่าในปีที่สองเพียงเดือนละ 495,000 บาท ไม่ถึงเดือนละ 522,500 บาท ตามสัญญา และชำระถึงเดือนพฤศจิกายน 2539 เท่านั้น แล้วไม่ชำระให้จำเลยอีกเลย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2540 โจทก์ปิดกิจการและขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่เช่าในอาคาร จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบและสัญญาเช่ามีผลเลิกกันในวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 ที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่า มีข้อตกลงด้วยวาจาก่อนทำสัญญาเช่าว่าจำเลยจะต้องขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งขายอยู่ที่หน้าอาคารที่โจทก์เช่าแต่ที่ไม่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งโจทก์ทำกับจำเลย เพราะเชื่อใจกันนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ขับไล่แม่ค้าหาบเรแผงลอยออกไปจากหน้าอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลยตามข้อตกลงแต่อย่างใดโจทก์บรรยายคำฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ก่อนทำสัญญาเช่าว่าจำเลยจะต้องขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า ทำให้เกิดความไม่สวยงามและกีดขวางทางเข้าออกอาคารที่เช่า โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง แต่จำเลยไม่ปฏิบัติเท่านั้น โดยโจทก์หาได้บรรยายคำฟ้องให้เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวคู่สัญญาตกลงให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า หากจำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวถือว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและจะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร โจทก์กลับบรรยายคำฟ้องต่อไปว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตัดกระแสไฟฟ้าซึ่งใช้ในอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง เป็นเงินเท่าไร และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดดังกล่าวมิได้เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าแต่อย่างใด และตามคำให้การจำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้มีข้อตกลงดังโจทก์อ้าง ดังนั้น ตามคำฟ้องและคำให้การจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงตามที่โจทก์อ้างกรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์เพราะทำผิดข้อตกลงดังกล่าวเท่ากับศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะทำผิดข้อตกลงตามที่โจทก์อ้างหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือจากคำฟ้องและคำให้การ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ไม่อาจถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกว่ากรณีรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้ต่อโจทก์คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ การที่โจทก์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตัดกระแสไฟฟ้าในอาคารส่วนที่โจทก์เช่าและต้องรับผิดในค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่มีผู้ใดยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ตัดกระแสไฟฟ้าของอาคารในส่วนที่โจทก์เช่า ได้ความจากคำเบิกความของนายประสิทธิ์ อ่อนศรี ผู้จัดการร้านค้าของโจทก์ในอาคารที่เช่าเพียงว่า เมื่อวันที่ 11มีนาคม 2540 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่พยานกำลังนั่งตรวจสอบยอดเงินอยู่ภายในร้านค้า มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของอาคารจำเลยมาบอกให้พยานเก็บของภายในร้านเพราะจะมีการตัดกระแสไฟฟ้า หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที ไฟฟ้าภายในร้านก็ดับลง แต่ไฟฟ้าบริเวณอื่นภายนอกร้านไม่ดับ พยานได้ไปดูตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้าภายในอาคารซึ่งอยู่ในบริเวณหลังร้าน พบจำเลยกับคนงานอีก 1 คน กำลังปิดฝาครอบตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้า แต่นายประสิทธิ์ก็เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่าที่เห็นจำเลยกับคนงานในบริเวณตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้าพยานไม่ทราบว่าจำเลยกับคนงานมาทำอะไร จะมาแก้ไขระบบไฟฟ้าหรือจะมาตัดกระแสไฟฟ้านอกจากนั้นร้อยตำรวจเอกไกรสิทธิ์ บริรักษ์ พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความจากโจทก์ก็เบิกความเป็นพยานโจทก์เพียงว่า พยานได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุหลังจากได้รับแจ้งความแล้วประมาณ 1 ถึง 2 วันพบว่าในส่วนของร้านโจทก์ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้เท่านั้นทั้งยังเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้ามีมิเตอร์ไฟฟ้าและสะพานไฟอยู่ภายในตู้ ตู้ดังกล่าวไม่ได้มีการใส่กุญแจสามารถเปิดออกได้ และอุปกรณ์ทุกอย่างภายในตู้รวมทั้งมิเตอร์ไฟฟ้ายังอยู่ครบถ้วน มองไม่ออกว่ามีการตัดกระแสไฟฟ้าจริงหรือไม่ และพยานไม่ได้ทดลองตัดสะพานไฟแต่อย่างใด พยานโจทก์นอกจากนี้ก็มีนายสมพงษ์ มรรคยาธรกรรมการของโจทก์ซึ่งได้รับแจ้งเหตุไฟฟ้าดับจากนายประสิทธิ์เท่านั้น โจทก์หาได้นำพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มาแจ้งแก่นายประสิทธิ์ว่าจะมีการตัดกระแสไฟฟ้ามาเบิกความสนับสนุนให้ฟังได้ว่าผู้ที่ตัดกระแสไฟฟ้านั้นคือจำเลย ทั้ง ๆ ที่นายประสิทธิ์ก็เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มาบอกพยานนั้น พยานจำหน้าได้ ในเรื่องนี้แม้จำเลยจะเบิกความยอมรับว่า ในวันที่ 11 มีนาคม2540 จำเลยได้ไปที่ตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้าจริง แต่จำเลยก็อ้างว่าที่ไปเพราะได้รับแจ้งจากพนักงานรักษาความปลอดภัยว่ามีเหตุไฟฟ้าดับในบริเวณพื้นที่เช่า จำเลยจึงไปตรวจดูก็ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใดแต่ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนดึกมากแล้ว จำเลยจึงตกลงที่จะมาตรวจสอบในวันรุ่งขึ้นในวันรุ่งขึ้นเมื่อจำเลยไปยังอาคารที่เช่าพบพนักงานของโจทก์กำลังขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่เช่าและร้านค้าได้ปิดดำเนินการโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยให้ช่างไฟฟ้ามาตรวจดูที่แผงวงจรไฟฟ้า ก็ปรากฏว่ายังสามารถใช้ได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถเข้าไปตรวจในพื้นที่เช่าได้ เนื่องจากมีการปิดล็อกกุญแจไว้และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมาร้านค้าของโจทก์ก็ปิดดำเนินการตลอดมา ซึ่งนายสมพงษ์พยานโจทก์เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านยอมรับตรงกับที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่ได้ชำระค่าเช่าในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ให้แก่จำเลย ก่อนหน้านั้นโจทก์ก็ชำระค่าเช่าให้จำเลยไม่เต็มจำนวน และหลังจากมีการตัดกระแสไฟฟ้าแล้วโจทก์ก็มิได้ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยอีก และได้ขนย้ายสินค้าบางส่วนของโจทก์ออกจากอาคารที่เช่าทั้งนายประสิทธิ์พยานโจทก์ก็เบิกความยอมรับด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้เข้าไปในอาคารที่เช่าอีกเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่าเหตุที่ไฟฟ้าในร้านของโจทก์ดับเพราะมีการตัดกระแสไฟฟ้าโดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการตัดไฟเองหรือสั่งให้ผู้อื่นเป็นผู้ตัดไฟ พฤติการณ์ของโจทก์ที่หลังจากไฟฟ้าดับได้มีการขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากร้านในวันรุ่งขึ้นและปิดดำเนินการตลอดมาจนจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่า โดยมิได้มีการตรวจสอบสาเหตุที่ไฟฟ้าดับว่าเกิดจากเหตุใดและแจ้งให้จำเลยดำเนินการแก้ไขทันทีเพื่อโจทก์จะได้ประกอบการค้าต่อไป ส่อให้เห็นพิรุธ น่าเชื่อว่าโจทก์อ้างเหตุดังกล่าวขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยเพื่อใช้เป็นเหตุในการเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เพราะโจทก์ยังค้างชำระค่าเช่าแก่จำเลยเป็นจำนวนมาก พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ตัดกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในร้านค้าของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายต่าง ๆ ตามฟ้อง อันเป็นผลจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คอสมอส แฟรนชายส์ จำกัด
จำเลย — นาย สุรศักดิ์ โอภาสวานิช
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2924/2545
#99731
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อตามคำฟ้องและคำให้การไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงตามที่โจทก์อ้าง กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์เพราะทำผิดข้อตกลงดังกล่าว เท่ากับศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะทำผิดข้อตกลงตามที่โจทก์อ้างหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือจากคำฟ้องและคำให้การ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ไม่อาจถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกว่ากรณีรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้ต่อโจทก์ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ การที่โจทก์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า? โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าอาคารโอภาสวานิชของจำเลยเพื่อดำเนินธุรกิจค้าขาย? จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนทำสัญญาเช่าว่าจะขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า? จำเลยได้นำคนงานมาตัดกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในอาคารที่เช่าทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจค้าขายต่อไปได้ โจทก์ ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๗,๓๘๗,๓๒๐ บาท (ที่ถูก ๓๗,๓๘๗,๒๗๖.๓๔ บาท) พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยให้พ้นไปจากหน้าอาคารที่เช่า? โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดย ไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่า มีข้อตกลงด้วยวาจาก่อนทำสัญญาเช่าว่าจำเลยจะต้องขับไล่แม่ค้า หาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งขายอยู่ที่หน้าอาคารที่โจทก์เช่า แต่ที่ไม่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซึ่งโจทก์ทำกับจำเลย เพราะเชื่อใจกันนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์มิได้อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยออกไปจากหน้าอาคาร ที่โจทก์เช่าจากจำเลยตามข้อตกลงแต่อย่างใด โจทก์บรรยายคำฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลง กันไว้ก่อนทำสัญญาเช่าว่าจำเลยจะต้องขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า ทำให้เกิดความไม่สวยงามและกีดขวางทางเข้าออกอาคารที่เช่า โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง แต่จำเลยไม่ปฏิบัติเท่านั้น โดยโจทก์หาได้บรรยายคำฟ้องให้เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวคู่สัญญาตกลงให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า หากจำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลง ดังกล่าวถือว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและจะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร โจทก์กลับบรรยายคำฟ้องต่อไปว่า เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๐ จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตัดกระแสไฟฟ้าซึ่งใช้ในอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลย ทำให้จำเลย ได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง เป็นเงินเท่าไร และคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดดังกล่าว มิได้เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าแต่อย่างใด และตามคำให้การจำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้มีข้อตกลงดังโจทก์อ้าง ดังนั้นตามคำฟ้องและคำให้การจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงตามที่โจทก์อ้าง กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์เพราะทำผิดข้อตกลงดังกล่าว เท่ากับศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะทำผิดข้อตกลงตามที่โจทก์อ้างหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือจากคำฟ้องและคำให้การ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ไม่อาจถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกว่ากรณีรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้ต่อโจทก์ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึง ไม่ชอบ การที่โจทก์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีก จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอสมอส แฟรนชายส์ จำกัด
จำเลย — นายสุรศักดิ์ โอภาสวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกงจักร โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2919/2545
#44751
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเกษตรกรได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว 20 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา โดยทำนาทั้งแปลง ถือได้ว่าโจทก์มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองและมีรายได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้ว โจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทแม้ทางมรดกตกทอด จำเลยซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชอบที่จะไม่ออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในนามผู้ว่าราชการจังหวัด มีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจลงนามอนุญาตในนามของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 โจทก์เป็นบุตรของนายพุฒกับนางข่าย ราชอินทร์ เมื่อปี 2513นางข่ายถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2535 นายพุฒได้ทำการสมรสกับจำเลยที่ 3 แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 นายพุฒได้ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 4กรกฎาคม 2537 นายพุฒได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก) สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 6226 อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา เมื่อนายพุฒถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม คือโจทก์และจำเลยที่ 3 คนละครึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2518 มาตรา 39 โจทก์ติดต่อขอรับมรดกในที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2ปฏิเสธ อ้างว่าคำสั่งของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินให้คณะปฏิรูปที่ดินจังหวัดอนุญาตให้สิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตกแก่จำเลยที่ 3 เท่านั้น คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ผิดกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 3 ปฏิเสธที่จะแบ่งที่ดินให้โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก) สารบัญทะเบียนที่ดินเลขที่ 6226 เล่ม 63 หน้า 26 อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่งที่ดินแปลงที่ 11 ระวาง ส.ป.ก. ที่ /กลุ่มที่ 2979 จำนวนเนื้อที่คนละ 6 ไร่ 3 งาน 24.5 ตารางวาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนผู้มีอำนาจออกหนังสืออนุญาตการให้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจัดแบ่งที่ดินและออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตามหนังสือดังกล่าวให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 3 ได้จำนวนที่ดินคนละ6 ไร่ 3 งาน 24.5 ตารางวา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้วจำนวน 22 ไร่ และเพียงพอแก่การครองชีพแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2จึงไม่อาจออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทได้ เนื่องจากขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า นอกจากนี้ได้ความว่าเมื่อปี 2526 (ที่ถูก2536) โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้วจำนวน 22 ไร่ (ที่ถูก 20 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา) และเพียงพอแก่การครองชีพแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทได้เนื่องจากเป็นการขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 นั้น เห็นว่าในทางพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแต่อย่างใด ทั้งยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1และที่ 2 ยอมรับว่าโจทก์ได้รับที่ดินจำนวน 21 ไร่ โดยมีหลักฐานเป็น ส.ป.ก. 4-01 ก ด้วยส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบได้ความว่า โจทก์เป็นบุตรของนายพุฒ โจทก์ได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจำนวนเนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา ต่อมาในวันที่ 4กรกฎาคม 2537 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้ออกหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา ตามสารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 6231 เล่ม 63 หน้า 31 อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของคำว่า "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการยึดครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมรวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเองหรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพและสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น และคำว่า "เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วยและตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 ข้อ 6 ระบุว่า ผู้รับโอนและผู้รับมรดกตามระเบียบนี้จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (1) ผู้นั้นรวมทั้งบุคคลในครอบครัวเดียวกันไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเพียงพอแก่การครองชีพอยู่ก่อนแล้ว...ดังนี้ แสดงว่าเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและเกษตรกรผู้นั้นจะต้องไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองหรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพหรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรมเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จำนวน 20 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา โดยทำนาทั้งแปลง จึงถือได้ว่าโจทก์มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองและมีรายได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้ว โจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทแม้ทางมรดกตกทอดของนายพุฒดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 นั้นชอบแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับมรดกที่ดินพิพาทหรือไม่ เพราะถึงแม้ได้รับมาก็ไม่มีสิทธิรับโอนอยู่แล้วที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสงี่ยม ราชอินทร์
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2919/2545
#109376
เปิดฉบับเต็ม

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีเจตนารมณ์เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและเกษตรกรผู้นั้นจะต้องไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองหรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพหรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรม เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จำนวน 20 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา โดยทำนาทั้งแปลงจึงถือได้ว่าโจทก์มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง และมีรายได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้ว โจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทแม้ทางมรดกตกทอดของบิดาโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 นั้นชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับมรดกที่ดินพิพาทหรือไม่ เพราะถึงแม้ได้รับมาก็ไม่มีมีสิทธิรับโอนอยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ก) สารบัญทะเบียนที่ดินเลขที่ ๖๒๒๖ เล่ม ๖๓ หน้า ๒๖ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่งที่ดินแปลงที่ ๑๑ ระวาง ส.ป.ก. ที่/กลุ่มที่ ๒๙๗๙ จำนวนเนื้อที่คนละ ๖ ไร่ ๓ งาน ๒๔.๕ ตารางวา ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๙ โดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะนายทะเบียนผู้มีอำนาจออกหนังสืออนุญาตการให้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจัดแบ่งที่ดินและออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตามหนังสือดังกล่าวให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๓ ได้จำนวนที่ดินคนละ ๖ ไร่ ๓ งาน ๒๔.๕ ตารางวา

ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า นายพุฒได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในที่ดินพิพาทโดยเช่าจากทางราชการ โดยคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ออกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ ในหมวด ๒ การตกทอดทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ ข้อ ๑๑ ว่า "เมื่อเกษตรกรถึงแก่กรรมให้สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อตกทอดแก่คู่สมรสเป็นอันดับแรก" เมื่อจำเลยที่ ๓ เป็นคู่สมรสของนายพุฒเกษตรกรในขณะถึงแก่กรรม จึงเป็นผู้ได้รับตกทอดสิทธิการเช่า ทั้งได้ความว่าจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทกับเกษตรกรผู้ถึงแก่กรรมมาก่อน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีจึงได้ดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้แก่จำเลยที่ ๓ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปฏิบัติถูกต้องตามข้อกฎหมายและระเบียบของราชการแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท นอกจากนี้เมื่อปี ๒๕๒๖ โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่แล้วจำนวน ๒๒ ไร่ และเพียงพอแก่การครองชีพแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่อาจออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทได้ เนื่องจากขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ในทางพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มี คุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแต่อย่างใด ทั้งยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยอมรับว่าโจทก์ได้รับที่ดินจำนวน ๒๑ ไร่ โดยมีหลักฐานเป็น ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก ด้วย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำสืบได้ความว่า โจทก์เป็นบุตรของนายพุฒ โจทก์ได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจำนวนเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๒ งาน ๘๔ ตารางวา ต่อมาในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๗ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้ออกหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๒ งาน ๘๔ ตารางวา ตามสารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลยที่ ๖๒๓๑ เล่ม ๖๓ หน้า ๓๑ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ตามเอกสารหมาย ล.๔ และ ล.๕ ซึ่งตาม พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ บัญญัติความหมายของคำว่า "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพและสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น และคำว่า "เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย และตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๖ ระบุว่าผู้รับโอนและผู้รับมรดกตามระเบียบนี้จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (๑) ผู้นั้นรวมทั้งบุคคลในครอบครัวเดียวกันไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเพียงพอแก่การครองชีพอยู่ก่อนแล้ว? ดังนี้ แสดงว่าเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและเกษตรกรผู้นั้นจะต้องไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองหรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพหรือต้องเช่าที่ดินของ ผู้อื่นประกอบเกษตรกรรม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จำนวน ๒๐ ไร่ ๒ งาน ๘๔ ตารางวา โดยทำนาทั้งแปลง จึงถือได้ว่าโจทก์มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง และมีรายได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้ว โจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทแม้ทางมรดกตกทอดของนายพุฒ ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ออกคำสั่งให้โจทก์รับมรดกตกทอดสิทธิการเช่าในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าขัดกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้นชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับมรดกที่ดินพิพาทหรือไม่ เพราะถึงแม้ได้รับมาก็ไม่มีสิทธิรับโอนอยู่แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดโดยทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสงี่ยม ราชอินทร์
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวรยศ เอกะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2907/2545
#99856
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างแล้วว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 2 จึงย่อมไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่อ้างว่าเกิดแก่ที่ดินที่โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของได้

โจทก์ที่ 1 ทำโครงการก่อสร้างอาคารในที่ดินโจทก์ที่ 1 ในนามบริษัทของโจทก์ที่ 1 ดังนั้น หากจะเกิดความเสียหายก็เป็นความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์ที่ 1 หรือบริษัทของโจทก์ที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ที่ 2 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดรายได้จากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองมีโครงการก่อสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ที่ ๑ แต่ทางเข้าออกมีความกว้างเพียง ๘ เมตร จึงตกลงจะซื้อที่ดินของจำเลยบางส่วน เพื่อขยายทางเข้าออกโครงการให้เป็นถนนกว้าง ๑๒ เมตร โจทก์ทั้งสองจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายได้ตกลงให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อออกโฉนดใหม่ในนามเดิม จำเลยมีหน้าที่ต้องลงชื่อยื่นคำร้อง ให้ถ้อยคำและให้ความร่วมมือในการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้วางเงินมัดจำไว้แก่จำเลยแล้ว ราคาส่วนที่เหลือจะชำระให้เมื่อได้แบ่งแยกที่ดินแล้วเสร็จ ในการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน จำเลยไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการ แต่ได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินในนามเดิม ซึ่งโจทก์ที่ ๒ ได้ให้ความร่วมมือกับนายประสาตร์ตลอดมา แต่ไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกออกโฉนดใหม่ให้เสร็จตามกำหนดในสัญญาได้ จำเลยกระทำผิดสัญญา โดยขอยกเลิกการรังวัดแบ่งแยกที่ดินและตกลงขายที่ดินให้แก่ผู้อื่น ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินไปยื่นขอรังวัดแบ่งแยกแล้วออกโฉนดที่ดินใหม่ เมื่อแบ่งแยกเสร็จให้จำเลยโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงใหม่ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยหักเงินมัดจำออกจากราคาที่ดินทั้งหมดก่อน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ที่ ๑ มิได้เป็นคู่สัญญาในการซื้อขายที่ดินกับจำเลย จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินกับโจทก์ที่ ๒ ตามสัญญาการแบ่งแยกที่ดินเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๓ เดือน แต่โจทก์ที่ ๒ กลับประวิงเวลาในการดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตลอดมา เป็นเหตุให้การรังวัดที่ดินไม่สามารถกระทำให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดได้ ซึ่งเป็นความผิดของโจทก์ที่ ๒ จึงถือว่าฝ่ายโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์ที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดิน โอนกรรมสิทธิ์ และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย รวมทั้งเงินมัดจำจากจำเลย เพราะมิได้เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายประสาตร์ เหนี่ยงแจ่ม ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท แทนจำเลย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๓๕๓ เนื้อที่ ๔๐ ตารางวา ออกโฉนดใหม่และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ ๒ โดยให้จำเลยรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือไว้จากโจทก์ที่ ๒ ถ้าจำเลยไม่ไปจัดการนำรังวัดที่ดินและไม่ไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ ๒ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ ๒ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ ๑ และจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติโดยโจทก์ที่ ๒ และจำเลยมิได้โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ โจทก์ที่ ๒ ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๓๕๓ ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร จากจำเลยบางส่วน เนื้อที่ประมาณ ๔๐ ตารางวา ในราคา ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทโจทก์ที่ ๒ ได้วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากำหนดให้โจทก์ที่ ๒ ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินโดยจำเลยต้องให้ความร่วมมือในการขอรังวัดแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วย แต่จำเลยได้มอบอำนาจให้นายประสาตร์ เหนี่ยงแจ่ม เป็นผู้ไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แล้วไม่สามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ ต่อมาจำเลยยกเลิกเรื่องการขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว และต้องไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามสัญญาเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ ๒ ตามสัญญาต่อไป คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ ๒ เพียงว่า โจทก์ที่ ๒ จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายตามฟ้องได้เพียงใดหรือไม่ สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ ๒ อ้างว่า หากโจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยได้ ที่ดินของโจทก์ด้านในเนื้อที่ ๑,๑๒๔ ตารางวา อันเป็นที่ตั้งโครงการจะมีราคาเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท การที่จำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์ไม่ได้รับราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงินถึง ๑๑๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เมื่อหลักฐานปรากฏชัดว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๒ มีชื่อโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของ ทั้งโจทก์ที่ ๒ ก็เบิกความว่า การทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยนั้น โจทก์ที่ ๒ ทำในนามของโจทก์ที่ ๒ เอง ไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ ๑ และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างแล้วว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ ๒ จึงย่อมไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่อ้างว่าเกิดแก่ที่ดินที่โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของได้ ส่วนค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดรายได้ที่ควรได้รับคือ ค่าเช่าอาคารเดือนละ ๒๓,๖๑๑,๗๗๐ บาท และค่าจ้างออกแบบอาคารโครงการเป็นเงิน ๘,๓๔๐,๐๙๒ บาท นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ ๒ ตอบคำถามค้านจำเลยว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นคนติดต่อและจ่ายค่าออกแบบให้แก่สถาปนิก ทั้งโจทก์ที่ ๑ เบิกความด้วยว่า การทำโครงการก่อสร้างอาคารในที่ดินโจทก์ที่ ๑ นั้น ทำในนามของบริษัทอุบลศรีการเคหะ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเห็นได้ว่า หากจะเกิดความเสียหายดังที่โจทก์ที่ ๒ อ้างก็เป็นความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์ที่ ๑ หรือบริษัทอุบลศรีการเคหะ จำกัด ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ที่ ๒ แต่อย่างใด โจทก์ที่ ๒ จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยเช่นกัน

ประเด็นสุดท้ายที่โจทก์ที่ ๒ ฎีกาทำนองว่าจำเลยต้องคืนเงินมัดจำ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ นั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาให้โจทก์ที่ ๒ โดยจำเลยรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ที่ ๒ ย่อมหมายความว่าให้โจทก์ที่ ๒ หักเงินมัดจำ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยรับไปแล้วก่อน โจทก์ที่ ๒ จึงหาได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นควรให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบล บุญญชโลธร กับพวก
เหนี่ยงแจ่ม — นางหวล เหนี่ยงแจ่ม โดยนายประสาตร์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2545
#45208
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. โจทก์ให้จำเลยเช่าโรงงานแล้วต้องถือว่าบริษัท ก. เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่าตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ก. ก็เป็นอันสิ้นอายุลงตามมาตรา 16 ดังนั้น เมื่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าข้อ 8 ที่กำหนดให้จำเลยดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการในนามบริษัท ก. ได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สัญญาเช่าข้อ 8 จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทำให้สัญญาเช่าเฉพาะข้อ 8 ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2531 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าทรัพย์สินของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 56,000,000 บาท หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในข้อ 7 และข้อ 8 คือ ไม่ดำเนินการประกอบรถยนต์ในรุ่นต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดอย่างน้อยรุ่นละ 1 คัน และไม่ได้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งประจำปี 2532 และ 2533 ในนามของบริษัทกรรณสูตเจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน50,000,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2533 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,154,109.59 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเพราะจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แล้ว แต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 กำหนดว่า หากมีการให้เช่าโรงงานให้ถือว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเลิกประกอบกิจการโรงงานตั้งแต่วันที่ให้เช่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แต่จำเลยที่ 1ไม่ผิดสัญญาและสัญญาเช่า สัญญาข้อ 7 ไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนสัญญาข้อ 8 จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะข้อสัญญาขัดต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลีจำกัด เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและเป็นเจ้าของที่ดินอาคารโรงงานและเครื่องจักรซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ ก - 27 - 36 การนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ถนนสุขาภิบาล 2 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2530 บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเอกสารหมาย จ.1 อำนาจในการจัดการทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต่อมาวันที่ 18พฤศจิกายน 2531 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลีจำกัด ให้จำเลยที่ 1 เช่าทรัพย์สินของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ดังกล่าวตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าเช่าและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าต่อโจทก์ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 1ผิดสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า เมื่อโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโรงงานต้องถือว่าบริษัทกรรณสูต เจเนอรัลแอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่าคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2531 ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นและในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัลแอสเซมบลี จำกัด ก็เป็นอันสิ้นอายุลงตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 16การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ตามพระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2512 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด สิ้นอายุลงแล้วในวันทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าวได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทำให้สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 เฉพาะข้อ 8 ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาจำเลยทั้งสองไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 ม. 16 ม. 17 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด
จำเลย — บริษัท เวิลด์ออโต้พาร์ทมานูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2545
#45690
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโรงงานต้องถือว่าบริษัท ก. เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่า ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ก. ก็เป็นอันสิ้นอายุลง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 16 เช่นกัน การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่ตามสัญญาเช่ากำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามของบริษัท ก. และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ก. สิ้นอายุลงแล้วในวันทำสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าวได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้อสัญญาเช่าจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทำให้สัญญาเช่าเฉพาะข้อ 8 ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าทรัพย์สินของ ก. โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า ขอให้บังคับจำเลย จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่2 มีนาคม 2533 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,154,109.59 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา เพราะจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แล้ว แต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 กำหนดว่า หากมีการให้เช่าโรงงานให้ถือว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเลิกประกอบกิจการโรงงานตั้งแต่วันที่ให้เช่า นอกจากนี้ในการประกอบรถยนต์จำเลยที่ 1 ต้องอาศัยสิทธิของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัลแอสเซมบลี จำกัด นำเข้าชิ้นส่วน ซี เค ดี จากต่างประเทศ แต่เมื่อตามกฎหมายให้ถือว่าบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถจัดหาและนำเข้าชิ้นส่วน ซี เค ดี ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในเรื่องอะไร และจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1ไม่ผิดสัญญาและสัญญาเช่า สัญญาข้อ 7 ไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนสัญญาข้อ 8 จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะข้อสัญญาขัดต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลีจำกัด เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและเป็นเจ้าของที่ดินอาคารโรงงานและเครื่องจักรซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ ก - 27 - 36 การนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ถนนสุขาภิบาล 2 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2530 บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเอกสารหมาย จ.1 อำนาจในการจัดการทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2531 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลีจำกัด ให้จำเลยที่ 1 เช่าทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ดังกล่าวตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าเช่าและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าต่อโจทก์ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโรงงานต้องถือว่าบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่าคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2531ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัลแอสเซมบลี จำกัด ก็เป็นอันสิ้นอายุลง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 16 การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามของบริษัทกรรณสูตเจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูตเจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด สิ้นอายุลงแล้วในวันทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าวได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ทำให้สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 เฉพาะข้อ 8 ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 ม. 16 ม. 17 ม. 31
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูตร เจเนอรัล แอสแซมบลี จำกัด
จำเลย — บริษัทเวิลด์ออโต้พาร์ทมานูแฟคเจอริ่ง จำกัด ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2545
#45691
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 เช่าโรงงานของบริษัทก. โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าเช่าและค่าเสียหาย กรณีต้องถือว่าบริษัทก. เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่าแล้วตามพระราชบัญญัติโรงงานฯมาตรา 31 วรรคหนึ่ง และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทก. ก็เป็นอันสิ้นอายุลงตามมาตรา 16 ด้วย ซึ่งการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องกระทำก่อนที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อสัญญาเช่ากำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามของบริษัท ก. และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ก. สิ้นอายุลงแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าได้เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ข้อสัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าทรัพย์สินของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัลแอสเซมบลี จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 56,000,000 บาทหลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาคือ ไม่ดำเนินการประกอบรถยนต์ในรุ่นต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดอย่างน้อยรุ่นละ 1 คัน และไม่ได้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งประจำปี 2532 และ 2533 ในนามของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาทแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 50,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2533จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,154,109.59 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา เพราะจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แล้ว แต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 กำหนดว่า หากมีการให้เช่าโรงงานให้ถือว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเลิกประกอบกิจการโรงงานตั้งแต่วันที่ให้เช่า นอกจากนี้ในการประกอบรถยนต์จำเลยที่ 1 ต้องอาศัยสิทธิของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัดนำเข้าชิ้นส่วน ซี เค ดี จากต่างประเทศแต่เมื่อตามกฎหมายให้ถือว่าบริษัทกรรณสูตเจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถจัดหาและนำเข้าชิ้นส่วน ซี เค ดี ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในเรื่องอะไร และจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1ไม่ผิดสัญญาและสัญญาเช่า สัญญาข้อ 7 ไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนสัญญาข้อ 8 จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะข้อสัญญาขัดต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลีจำกัด เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและเป็นเจ้าของที่ดินอาคารโรงงานและเครื่องจักรซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ ก-27-36 การนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ถนนสุขาภิบาล 2 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2530 บริษัทกรรณสูตเจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาดตามหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเอกสารหมาย จ.1 อำนาจในการจัดการทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน2531 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ให้จำเลยที่ 1 เช่าทรัพย์สินของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ดังกล่าวตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าเช่าและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามของบริษัทกรรณสูตเจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโรงงานต้องถือว่าบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่าคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2531 ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัดก็เป็นอันสิ้นอายุลงตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 16 การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัลแอสเซมบลี จำกัด สิ้นอายุลงแล้วในวันทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าวได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทำให้สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 เฉพาะข้อ 8 ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 537
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 ม. 16 ม. 17 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูตร เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด
จำเลย — บริษัท เวิลด์ออโต้พาร์ท มานูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2545
#99751
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโรงงานต้องถือว่าบริษัท ก. เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่า ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ก. ก็เป็นอันสิ้นอายุลง ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 มาตรา 16 เช่นกัน การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง แต่ตามสัญญาเช่ากำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามของบริษัท ก. และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ก. สิ้นอายุลงแล้วในวันทำสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าวได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้อสัญญาเช่าจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 ทำให้สัญญาเช่าเฉพาะ ข้อ 8 ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตาม ป.พ.พ.มาตรา 173 จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าทรัพย์สินของ ก. โดยมีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเช่า ขอให้บังคับจำเลยจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๓ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๕,๑๕๔,๑๐๙.๕๙ บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ผิดสัญญา เพราะจำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แล้ว แต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.๒๕๑๒ มาตรา ๓๑ กำหนดว่า หากมีการให้เช่าโรงงานให้ถือว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเลิกประกอบกิจการโรงงานตั้งแต่วันที่ให้เช่า นอกจากนี้ในการประกอบรถยนต์จำเลยที่ ๑ ต้องอาศัยสิทธิของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด นำเข้าชิ้นส่วน ซี เค ดี จากต่างประเทศ แต่เมือตามกฎหมายให้ถือว่าบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่สามารถจัดหาและนำเข้าชิ้นส่วน ซี เค ดี ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาในเรื่องอะไร และจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ผิดสัญญาและสัญญาเช่า สัญญาข้อ ๗ ไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าเสียหายจำนวน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ส่วนสัญญาข้อ ๘ จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะข้อสัญญาขัดต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.๒๕๑๒ มาตรา ๓๑ โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถาม จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและเป็นเจ้าของที่ดินอาคารโรงงานและเครื่องจักรซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ ก - ๒๗ - ๓๖ การนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ถนนสุขาภิบาล ๒ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๐ บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเอกสารหมาย จ.๑ อำนาจในการจัดการทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ให้จำเลยที่ ๑ เช่าทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ดังกล่าว ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๕ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าเช่าและค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าต่อโจทก์ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๘ สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตประกอบรถยนต์นั่งในนามของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด แต่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๘ และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ เช่าโรงงานต้องถือว่าบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด เลิกประกอบกิจการโรงงานในวันที่ให้เช่าคือวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.๒๕๑๒ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น และในวันเดียวกันนั้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด ก็เป็นอันสิ้นอายุลง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.๒๕๑๒ มาตรา ๑๖ การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องกระทำโดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและต้องทำการก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.๒๕๑๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง แต่สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี จำกัด สิ้นอายุลงแล้วในวันทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๕ จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังกล่าวได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๘ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ทำให้สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๕ เฉพาะข้อ ๘ ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2512 ม. 16 ม. 17 ม. 31
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173
ชื่อคู่ความ
จำกัด — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสแซมบลี
กับพวก — บริษัทเวิลด์ออโต้พาร์ทมานูแฟคเจอริ่ง จำกัด ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2545
#45207
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อปูนสำเร็จรูปและน้ำยาผสมปูนไปจากโจทก์รวม13 ครั้ง เป็นเงิน 236,871.25 บาท โดยบรรยายรายละเอียดของการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้งพร้อมจำนวนเงินค่าสินค้าตามเอกสารท้ายฟ้องและจำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์แล้ว จำเลยไม่ชำระราคาค่าสินค้าภายในกำหนด ขอให้จำเลยชำระราคาค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัดแล้ว แม้โจทก์จะแนบเอกสารใบกำกับภาษี อันเป็นหลักฐานแห่งมูลหนี้มาท้ายฟ้องก็เป็นเพียงเอกสารประกอบคำบรรยายฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบถึงรายละเอียดของรายการตามเอกสารดังกล่าวได้ในชั้นพิจารณา ไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดของเอกสารไว้ให้ปรากฏในคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2539 จำเลยซื้อสินค้าประเภทปูนสำเร็จรูปและน้ำยาผสมปูนไปจากโจทก์รวม 13 ครั้ง เป็นเงินจำนวน236,871.25 บาท จำเลยไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี (ใบส่งสินค้า) โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้า พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระราคาสินค้าแต่ละครั้ง คิดเพียงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 19,538 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 256,409.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 236,871 บาทนับแต่วันที่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายถึงหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายและไม่บรรยายถึงหลักฐานทางบัญชีเกี่ยวกับจำนวนหนี้สินคงค้างขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 236,871 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 236,871 บาท นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหาแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทปูนสำเร็จรูปและน้ำยาผสมปูนไปจากโจทก์รวม 13 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 236,871.25 บาท โดยบรรยายรายละเอียดของการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้งพร้อมจำนวนเงินค่าสินค้าตามเอกสารท้ายฟ้องและจำเลยได้รับสินค้าที่สั่งซื้อไปจากโจทก์แล้ว จำเลยไม่ชำระราคาค่าสินค้าภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี (ใบส่งสินค้า) แต่ละฉบับ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระราคาค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชำระราคาค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์พร้อมกับแนบเอกสารท้ายฟ้อง ใบกำกับภาษี (ใบส่งสินค้า) แต่ละฉบับมาด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัดแล้วว่า โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระราคาค่าสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อไปจากโจทก์ตามรายการที่ระบุไว้ในคำฟ้องซึ่งจำเลยสามารถอ่านและเข้าใจได้ชัดเจน แม้โจทก์จะแนบเอกสารใบกำกับภาษี (ใบส่งสินค้า) อันเป็นหลักฐานแห่งมูลหนี้มาท้ายฟ้องก็เป็นเพียงเอกสารประกอบคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่โจทก์สามารถนำสืบถึงรายละเอียดของรายการตามเอกสารดังกล่าวได้ในชั้นพิจารณาคดีของศาลไม่จำเป็นต้องระบุบรรยายรายละเอียดของเอกสารไว้ให้ปรากฏในคำฟ้องดังจำเลยอ้าง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โซแดพ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท โพร - เทค เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา