คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3033/2545
#99319
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ชำระอากรขาเข้าเพิ่มภายหลังนำของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า แม้โจทก์มิได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินอากรที่ชำระเพิ่มคืนก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องคดี

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าราคาที่โจทก์สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 4 ฉบับ ที่พิพาทเป็นราคาที่โจทก์ซื้อและเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าที่โจทก์นำเข้า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินราคาใหม่ได้โดยปฏิบัติตามคำสั่งทั่วไปของกรมศุลกากรที่ 44/2540 ว่าด้วยระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดราคาที่ใช้ในการประเมินอากรและการตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า แม้คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรฉบับดังกล่าวจะมิใช่กฎหมายก็ตาม แต่ก็เป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งใช้เป็นหลักปฏิบัติทั่วไป มิใช่เลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าทั้ง 4 เที่ยวใหม่ จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและให้จำเลยคืนเงินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มอากรขาเข้าจำนวน ๒,๐๙๑,๘๓๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินต้นดังกล่าว ๒,๐๙๑,๘๓๒ บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ๒๘๐๑ ๐๐๑๑ ๐๕๐๓ เลขที่ ๒๘๐๑ ๐๐๓๑ ๐๐๗๑ เลขที่ ๒๘๐๑ ๐๐๔๑ ๑๑๑๐ และเลขที่ ๒๘๐๑ ๐๐๖๑ ๐๖๔๘ ให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๒,๐๕๓,๙๐๗ บาท แก่โจกท์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์นำเข้าน้ำมันรีดิว ครูด รวม ๔ เที่ยว จาก Saudi Arabian Oil Company ประเทศซาอุดีอาระเบีย โจทก์ชำระอากรขาเข้าตามที่สำแดงและวางหนังสือธนาคาร ค้ำประกันไว้ ต่อมาจำเลยได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าเพิ่มเติม โจทก์จึงชำระค่าอากรพร้อมเงินเพิ่มตามที่จำเลยประเมิน โจทก์ไม่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยว่าจะใช้สิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรในขณะ ผ่านพิธีการทางศุลกากร เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงกำหนดราคาที่ใช้ในการประเมินอากรตามคำสั่งทั่วไป กรมศุลกากรที่ ๔๔/๒๕๔๐ โดยใช้ราคาร้อยละ ๘๐ ของราคานำเข้าสูงสุดในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า โจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรหรือวางเงินไว้เป็นประกันก่อนนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร แต่โจทก์มิได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบของว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนเงินอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ วรรคห้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอคืนเงินอากรจากจำเลย ในประเด็นนี้พยานโจทก์ เบิกความว่า น้ำมันดิบที่โจทก์นำเข้านั้นขนส่งมาทางเรือ เรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือของบริษัทไทยออยล์ จำกัด และสูบน้ำมันดิบผ่านท่อส่งเข้าสู่ถังเก็บภายในบริเวณโรงกลั่นของโจทก์ ท่าเรือและถังเก็บดังกล่าวได้รับอนุมัติจากจำเลยให้เป็นท่าเรือที่ขนถ่ายและเก็บรักษาน้ำมันดิบได้ โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยควบคุมดูแลการสูบถ่าย หลังจากโจทก์สูบน้ำมันดิบเข้าสู่ถังเก็บของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ขอผ่อนผันการวางประกันอากรเพิ่มเพื่อให้ตรวจปล่อยสินค้าไปก่อน และปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง ๒ ฉบับว่า ได้มีการตรวจปล่อยสินค้าไปในเดือนเดียวกับที่โจทก์นำเข้า อีก ๒ ถึง ๔ เดือนต่อมาโจทก์จึงชำระอากรขาเข้าเพิ่มตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเพิ่ม จำเลยมิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ การที่โจทก์ชำระอากรขาเข้าเพิ่มจึงเป็นการชำระหลังนำของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์มิได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินอากรที่ชำระเพิ่มคืนก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องคดี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ข้อหลังว่า การกำหนดราคาที่ใช้ในการประเมินอากรขาเข้าของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในประเด็นข้อนี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าราคาที่โจทก์สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง ๔ ฉบับ ที่พิพาทเป็นราคาที่โจทก์ซื้อและเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าที่โจทก์นำเข้า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินราคาใหม่ได้ จำเลยนำสืบว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าไม่มีประกาศราคาของสำนักมาตรฐานศุลกากร ไม่มีบัญชีราคาสินค้า และไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดราคาประเมินไว้โดยเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงประเมินราคาโดยปฏิบัติตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ ๔๔/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ หมวดที่ ๐๖ บทที่ ๐๖ ข้อ ๑๔ ว่าด้วยระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดราคาที่ใช้ในการประเมินอากรและการตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า โดยปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวข้อ ๑.๒.๑ (๒) ที่ให้นำราคานำเข้า สูงสุดในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ เทียบกับราคานำเข้าครั้งพิพาท ถ้าราคานำเข้าครั้งพิพาทต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ให้ใช้ราคา นำเข้าสูงสุดในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ หรือราคานำเข้าสูงสุดไม่เกิน ๓๐ วัน ที่ผ่านมานับรวมถึงวันนำเข้า หากราคาใดสูงกว่าให้ใช้ราคานั้นเป็นเกณฑ์ประเมินอากร กรณีของโจทก์ไม่มีราคาในระยะเวลา ๓๐ วัน ก่อนนำเข้าเจ้าพนักงานประเมิน จึงใช้ราคานำเข้าสูงสุดในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ คือ ๑๐๑.๔๒๙๔ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราคาประเมิน ๘๑.๑๔๓๕๒ ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน เห็นว่า แม้คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรฉบับดังกล่าวมิใช่กฎหมายแต่เป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ เพื่อให้การกำหนดราคาที่ใช้ประเมินอากรและการตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้าเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมในการเสียภาษี คำสั่งนี้ใช้เป็นหลักปฏิบัติทั่วไป มิใช่เลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์ เมื่อราคาที่โจทก์สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้ามิใช่ราคาที่โจทก์ซื้อมา อีกทั้งจำเลยนำสืบฟังได้ว่า ก่อนที่จะพิพาทในคดีนี้โจทก์เคยนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันนี้ในช่วงเดือนตุลาคมถึง เดือนธันวาคม ๒๕๔๐ สำแดงราคา ๑๑๒.๔๕๔๓, ๑๐๙.๕๙๕๗ และ ๑๐๒.๘๖๔๓ ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน ตามเอกสารหมาย ล.๒ แผ่นที่ ๓๐ ถึง ๓๓, ๕๔ ถึง ๕๘ และ ๗๙ ถึง ๘๒ และไม่ปรากฏว่ามีเหตุใดที่ทำให้สินค้าที่โจทก์นำเข้าทั้ง ๔ เที่ยวที่พิพาทมีราคาต่ำกว่าเดิมเกินกว่าร้อยละ ๓๐ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าทั้ง ๔ เที่ยว เป็นราคาเมตริกตันละ ๘๑.๑๔๓๕๒ ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2 วรรคสิบสอง ม. 3 ม. 10 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2545
#45212
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อมาจาก ส. จำเลยอยู่ในที่ดินส่วนพิพาทโดยอาศัย ส. ขอให้ขับไล่จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนายึดถือเพื่อตนมาเป็นเวลาประมาณ25 ปีแล้ว จึงได้สิทธิโดยอายุความ โจทก์เพิ่งซื้อจาก ส. ในภายหลังจึงไม่มีอำนาจฟ้องดังนี้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ หากฟังได้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ส. และโจทก์ได้ที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่และจำเลยจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นต่อสู้ ส. และโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ส. ได้ที่ดินแปลงพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

จำเลยให้การเพียงว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ 25 ปีแล้ว มิได้ให้การว่า ส. มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินแปลงพิพาทจาก บ. โดยไม่สุจริต ส. ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเป็นอย่างอื่น การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่า ส. ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1732 โดยโจทก์ซื้อมาจากนายสุทธิพงศ์ สุดสังเกตุ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2535 จำเลยอาศัยนายสุทธิพงศ์อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 งาน โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารพักอาศัยในที่ดินของโจทก์ต่อไป จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินพิพาทดังกล่าวอาจให้เช่าได้เดือนละ 1,000 บาท โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนับตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1732 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ1,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาประมาณ 25 ปีแล้ว ด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนายึดถือเพื่อตน ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองโดยอายุความ โจทก์เพิ่งจะจดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อภายหลังจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางแกะ โกทัณฑ์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้นางแกะ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1732 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 400 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 1732 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา เป็นของนางสาวบุญชู เฉลิมสาร ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 นางสาวบุญชูได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่นายสุทธิพงศ์ สุดสังเกตุ วันที่ 6 พฤษภาคม 2535 นายสุทธิพงศ์ได้จดทะเบียนโอนขายต่อให้แก่โจทก์ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ที่ดินส่วนพิพาทเนื้อที่ 3 งาน 86 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตด้านทิศตะวันออกจรดถนนสายเอเซีย หรือทางหลวงแผ่นดินสายบางปะอิน - นครสวรรค์ ตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 และอยู่ติดกับโชว์รูมขายกระเบื้อง ยี่ห้อโอฬาร ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนพิพาทโดยใช้ปลูกบ้านพักอาศัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้องว่า นายสุทธิพงศ์และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่านายสุทธิพงศ์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินส่วนพิพาทโดยทางปรปักษ์มาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แต่จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาย่อมยกขึ้นต่อสู้ นายสุทธิพงศ์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อนายสุทธิพงศ์โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่อาจยกการครอบครองปรปักษ์ที่สิ้นผลไปแล้วมาใช้ยันโจทก์ได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อมาจากนายสุทธิพงศ์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2535 จำเลยอยู่ในที่ดินส่วนพิพาทโดยอาศัยนายสุทธิพงศ์ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่อีกต่อไป ขอให้ขับไล่ จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนายึดถือเพื่อตนมาเป็นเวลาประมาณ 25 ปีแล้ว จึงได้สิทธิโดยอายุความ โจทก์เพิ่งจดทะเบียนซื้อจากนายสุทธิพงศ์ในภายหลังจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ หากฟังได้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า นายสุทธิพงศ์และโจทก์ได้ที่ดินแปลงพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินส่วนพิพาทขึ้นต่อสู้นายสุทธิพงศ์และโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า นายสุทธิพงศ์ได้ที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ 25 ปีแล้ว มิได้ให้การต่อสู้ว่านายสุทธิพงศ์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่สุจริต นายสุทธิพงศ์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏให้เป็นอย่างอื่น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังว่านายสุทธิพงศ์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โรจน์ธนะบดี จำกัด
จำเลย — นาย มาก โกทัณฑ์ฯ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2545
#46517
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ หากจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ส. และโจทก์ได้ที่ดินแปลงพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินส่วนพิพาทขึ้นต่อสู้ ส. และโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ส. ได้ที่ดินแปลงพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

จำเลยให้การเพียงว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ 25 ปี มิได้ให้การต่อสู้ว่า ส. มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่สุจริต ส. ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังว่า ส. ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1732 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน2,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางแกะ โกทัณฑ์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2อนุญาตให้นางแกะเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1732 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 400 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้องว่านายสุทธิพงศ์และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่านายสุทธิพงศ์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินส่วนพิพาทโดยทางปรปักษ์มาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แต่จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาย่อมยกขึ้นต่อสู้นายสุทธิพงศ์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อนายสุทธิพงศ์โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่อาจยกการครอบครองปรปักษ์ที่สิ้นผลไปแล้วมาใช้ยันโจทก์ได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อมาจากนายสุทธิพงศ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม2535 จำเลยอยู่ในที่ดินส่วนพิพาทโดยอาศัยนายสุทธิพงศ์ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่อีกต่อไป ขอให้ขับไล่ จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนายึดถือเพื่อตนมาเป็นเวลาประมาณ 25 ปีแล้ว จึงได้สิทธิโดยอายุความ โจทก์เพิ่งจดทะเบียนซื้อจากนายสุทธิพงศ์ในภายหลังจึงไม่มีอำนาจฟ้องดังนี้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ หากฟังได้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า นายสุทธิพงศ์และโจทก์ได้ที่ดินแปลงพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินส่วนพิพาทขึ้นต่อสู้นายสุทธิพงศ์และโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า นายสุทธิพงศ์ได้ที่ดินแปลงพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ 25 ปีแล้ว มิได้ให้การต่อสู้ว่านายสุทธิพงศ์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่สุจริต นายสุทธิพงศ์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏให้เห็นเป็นอย่างอื่น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังว่านายสุทธิพงศ์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้าย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินส่วนพิพาทมีเนื้อที่ 3 งาน 86 ตารางวา ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ติดถนนสายเอเซียมีโชว์รูมขายกระเบื้องยี่ห้อโอฬารอยู่ใกล้ ๆ แสดงว่านอกจากจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้วยังสามารถใช้ทำการค้าได้ด้วย ทั้งโจทก์จำเลยตีราคาที่ดินกันไว้ถึง 850,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 27 ธันวาคม 2543 น่าเชื่อว่าสามารถให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ400 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 400 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โรจน์ธนะบดี จำกัด
จำเลย — นาย มาก โกทัณฑ์ โดยนาง แกะ โกทัณฑ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2545
#99792
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อจาก ส. ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การเพียงว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมาเป็นเวลา 25 ปีแล้ว มิได้ให้การต่อสู้ว่า ส. มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ส. ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังว่า ส. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โดยโจทก์ซื้อมาจาก ส. จำเลยอาศัย ส. อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ ๑ งาน โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารพักอาศัยในที่ดินของโจทก์ต่อไป จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาประมาณ ๒๕ ปีแล้ว ด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนายึดถือเพื่อตน จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองโดยอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางแกะ โกทัณฑ์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ อนุญาตให้นางแกะเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๔๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้องว่า ส. และโจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ส. ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินส่วนพิพาทโดยทางปรปักษ์มาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แต่จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาย่อมยกขึ้นต่อสู้ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง เมื่อ ส. โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่อาจยกการครอบครองปรปักษ์ที่สิ้นผลไปแล้วมาใช้ยันโจทก์ได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อมาจาก ส. เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๓๕ จำเลยอยู่ในที่ดินส่วนพิพาทโดยอาศัย ส. โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่อีกต่อไป ขอให้ขับไล่ จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนยึดถือเพื่อตนมาเป็นเวลาประมาณ ๒๕ ปีแล้ว จึงได้สิทธิโดยอายุความ โจทก์เพิ่งจดทะเบียนซื้อจาก ส. ในภายหลังจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ หากฟังได้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ส. และโจทก์ได้ที่ดินแปลงพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินส่วนพิพาทขึ้นต่อสู้ ส. และโจทก์ได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า ส. ได้ที่ดินแปลงพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินส่วนพิพาทมาเป็นเวลาประมาณ ๒๕ ปีแล้ว มิได้ให้การต่อสู้ว่า ส. มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่สุจริต ส. ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ว่ากระทำการโดยสุจริต เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏให้เห็นเป็นอย่างอื่น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับฟังว่า ส. ซื้อที่ดินแปลงพิพาทโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6
ป.วิ.พ. ม. 84 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรจน์ธนะบดี จำกัด
จำเลย — นายมาก โกทัณฑ์ โดยนางแกะ โกทัณฑ์ ผู้เข้าร่วมเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายวชิร ปานแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2545
#44758
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205(เดิม) หรือ 198 ทวิ (ใหม่) คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของ ป. หรือไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของ ป. โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินแปลงที่ 2และแปลงที่ 3 เป็นของจำเลยทั้งห้านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามมาตรา 225 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรนายเที่ยง สร้อยทอง และนางเป๋าสร้อยทอง นายเที่ยงถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 นางเป๋าได้ถึงแก่กรรม มีที่ดินเป็นทรัพย์มรดก 3 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 50 เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 9 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 55 เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 64 เนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวโจทก์และจำเลยทั้งห้ามีสิทธิรับมรดกคนละส่วนเท่ากัน แต่จำเลยทั้งห้าซึ่งครอบครองอยู่ไม่ยอมแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ตามสิทธิ ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 50 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกาจังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 55 หมู่ที่ 3 ตำบลยางม่วง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 64 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่อาจแบ่งปันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกับโจทก์ในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205(เดิม) หรือ 198 ทวิ (ใหม่)คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินแปลงที่ 2และแปลงที่ 3 เป็นของจำเลยทั้งห้านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัย จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทม สุขศรี
จำเลย — นาง ทุเรียน เอี่ยมน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2545
#110280
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินจำนวน ๓ แปลง คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่อาจแบ่งปันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกับโจทก์ในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าตกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากัน โจทก์ฟ้องโดยอาศัยข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งห้าไม่ยอมแบ่งทรัพย์พิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์กลับขอให้ศาลบังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกัน และการขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการได้ตามกฎหมายโดยมิต้องอาศัยคำพิพากษาของศาล กับที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกันในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงนั้น จำเลยทั้งห้าไม่มีหน้าที่โดยนิติกรรมที่จะต้องกระทำการดังกล่าว คำขอของโจทก์เช่นนี้ศาลบังคับให้ไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งห้า คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งห้า ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๕ เดิม หรือ ๑๙๘ ทวิ (ใหม่) คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของจำเลยที่ ๒ ส่วนที่ดินแปลงที่ ๒ และแปลงที่ ๓ เป็นของจำเลยทั้งห้านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่รับวินิจฉัย จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยใหม่? ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าตกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากันดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1603
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทม สุขศรี
จำเลย — นางทุเรียน เอี่ยมน้อย ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายนิกร ทัสสโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3006/2545
#44757
เปิดฉบับเต็ม

ร้านค้าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกบัตรเครดิตของธนาคาร ผู้เสียหายรับมอบเครื่องรูดบัตรไปใช้ที่ร้านจำเลยที่ 1 ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อมีลูกค้าถือบัตรเครดิตมาซื้อสินค้า จำเลยที่ 2 จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบัตรและของตัวลูกค้าผู้ถือบัตรนั้น ถ้าผู้ถือบัตรเป็นชาวต่างชาติก็ต้องตรวจสอบหนังสือเดินทางด้วย เมื่อเห็นว่าเชื่อถือได้จึงนำบัตรเครดิตเข้าเครื่องรูดบัตร ทำใบบันทึกรายการขายออกมาให้ลูกค้าลงลายมือชื่อรับรองซึ่งต้องเหมือนกับลายมือชื่อตัวอย่างที่ปรากฏบนบัตรเครดิตด้วยและลูกค้านั้นต้องเป็นเจ้าของบัตรที่นำมาใช้เองจะมอบให้คนอื่นนำมาใช้ไม่ได้ การที่จำเลยทั้งสองนำใบบันทึกรายการขาย 26 ใบ ทะยอยส่งไปขอรับเงินจากผู้เสียหายย่อมเป็นการรับรองอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 2 ได้พบลูกค้าผู้นำบัตรเครดิตมาใช้และตรวจสอบความถูกต้องในเบื้องต้นแล้ว จำเลยทั้งสองจะอ้างถึงความไม่รู้ว่าเป็นบัตรเครดิตปลอมและโยนความรับผิดไปให้ผู้เสียหายไม่ได้เพราะเป็นคนละขั้นตอนกันทั้งผู้เสียหายก็ไม่มีโอกาสพบปะลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตเหมือนจำเลยที่ 2 การที่ลูกค้านำบัตรเครดิตปลอมมาใช้นั้นหากมีปะปนหลงเข้ามานาน ๆ ครั้ง ก็คงไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการทุจริต แต่การที่จำเลยทั้งสองนำใบบันทึกการขายไปขอรับเงินโดยปะปนไปกับบันทึกรายการขายอื่น ๆ จำนวนมากถึง 26 ฉบับภายในเวลาเพียง 20 กว่าวัน และทำให้ได้รับเงินไปเป็นจำนวนมากนั้นนับว่าเป็นพิรุธ และบัตรเครดิตแต่ละใบผู้ถือบัตรล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้น ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่เคยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะได้เคยพบกับผู้ถือบัตรและมีการตรวจสอบบัตรยอมให้ซื้อสินค้าไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ประกอบกับใบบันทึกรายการขายทั้ง 26 ฉบับ มีลักษณะผิดปกติเป็นพิรุธ โดยตัวอักษรในใบบันทึกการขายทับกัน และมีรอยต่อเป็นรอยเส้นแบ่งครึ่งระหว่างข้อความส่วนบนที่เป็นชื่อและหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรกับข้อความส่วนล่างที่เป็นชื่อร้านค้าคล้ายกับมีการรูดบัตร 2 ครั้ง ยิ่งทำให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าใบบันทึกการขายทั้ง 26 ฉบับ เป็นเอกสารสิทธิปลอม แต่ก็ยังนำไปใช้แสดงขอรับเงินจากผู้เสียหายโดยทุจริต จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงทั้งสองฐาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรม กล่าวคือ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 7มิถุนายน 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลอมใบบันทึกรายการขายรวม 26 ฉบับ ของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับและกรอกข้อความอันเป็นเท็จให้มีข้อความปรากฏว่าผู้ถือบัตรเครดิต 26 รายได้ใช้บัตรเครดิตของตนชำระค่าสินค้าเป็นเงินรวมจำนวน 614,458 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง และได้ร่วมกันลงลายมือชื่อปลอมของผู้ถือบัตรเครดิตนั้นลงในใบบันทึกรายการขายทั้ง 26 ฉบับดังกล่าวโดยเจตนาทุจริต เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นใบบันทึกรายการขายที่แท้จริง ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตร่วมกันใช้ใบบันทึกรายการขายที่ร่วมกันทำปลอมขึ้นไปใช้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยนำใบบันทึกรายการขายนั้นไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ธนาคารผู้เสียหายเพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้เสียหายตามข้อผูกพันเกี่ยวกับการรับบัตรเครดิตที่มีอยู่ต่อกัน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นใบบันทึกรายการขายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ถือบัตรเครดิตได้ชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองโดยใช้บัตรเครดิต ผู้เสียหายจึงได้นำเงินจำนวนตามราคาสินค้าเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย บุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตผู้อื่นและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268,341, 83, 90, 91 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 614,458บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 การกระทำของจำเลยทั้งสองในการนำใบบันทึกรายการขายอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปใช้เรียกเก็บเงินจากผู้เสียหายแต่ละครั้งเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสองได้นำใบบันทึกรายการขายปลอมไปใช้รวม 18 ครั้ง อันเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปรวม 18 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 5,000 บาท รวมปรับเป็นเงิน90,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 108 เดือน หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 614,458 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกบัตรเครดิตของผู้เสียหาย รับมอบเครื่องรูดบัตรเครดิตไปใช้ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 แล้วต่อมาผู้เสียหายตรวจพบว่าใบบันทึกรายการขายที่จำเลยทั้งสองนำมาเรียกเก็บเงินไปรวม 26 ฉบับตามฟ้อง เป็นเอกสารสิทธิปลอม จึงแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิยุติไปแล้วว่าคดีไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองคงเหลือแต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาขึ้นมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาทั้งสองฐานนี้หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พฤติการณ์ตามที่โจทก์นำสืบยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบว่าใบบันทึกรายการขาย 26 ฉบับตามฟ้อง เป็นเอกสารสิทธิปลอมนั้น ได้ความว่าใบบันทึกรายการขายสินค้า 26 ฉบับดังกล่าว ทำขึ้นที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเล็กแฟชั่น ซึ่งเป็นร้านค้าของจำเลยทั้งสอง โดยเมื่อมีลูกค้าถือบัตรเครดิตมาซื้อสินค้า จำเลยที่ 2 จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเครดิตและของตัวลูกค้าผู้ถือบัตรนั้น ถ้าผู้ถือบัตรเครดิตเป็นชาวต่างชาติก็จะต้องตรวจสอบหนังสือเดินทางเมื่อเห็นว่าเชื่อถือได้แล้วจึงนำบัตรเครดิตเข้าเครื่องรูดบัตรทำใบบันทึกรายการขายออกมาให้ลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตลงลายมือชื่อรับรอง ซึ่งลายมือชื่อจะต้องเหมือนกับลายมือชื่อตัวอย่างที่ปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตด้วย ลูกค้าผู้นั้นจะต้องเป็นเจ้าของบัตรเครดิตนำบัตรมาใช้เอง มอบให้คนอื่นนำบัตรเครดิตมาใช้ไม่ได้ การที่จำเลยทั้งสองนำใบบันทึกรายการขาย 26 ฉบับตามฟ้องทะยอยส่งไปขอรับเงินจากธนาคารผู้เสียหายนั้น ย่อมเป็นการรับรองแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ได้พบกับลูกค้าผู้นำบัตรเครดิตมาใช้และตรวจสอบความถูกต้องในเบื้องต้นแล้ว จำเลยทั้งสองจะไม่รับผิดชอบทั้งสิ้น โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นบัตรเครดิตปลอมและโยนความรับผิดไปให้ธนาคารผู้เสียหาย และอ้างว่าไม่อาจตรวจสอบให้ดีไม่ได้เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน ระหว่างการตรวจสอบเพื่อให้ใช้บัตรเครดิตกับตรวจสอบเพื่อจ่ายเงินตามใบบันทึกรายการขาย ธนาคารผู้เสียหายไม่มีโอกาสได้พบปะกับลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตเหมือนเช่นจำเลยที่ 2 การที่ลูกค้านำบัตรเครดิตปลอมมาใช้นั้น หากมีปะปนหลงหูหลงตาเข้ามาบ้างนาน ๆ ครั้ง ก็คงไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการทุจริต แต่กรณีตามฟ้องนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองนำใบบันทึกรายการขายไปขอรับเงินโดยปะปนไปกับใบบันทึกรายการขายรายอื่น ๆ เป็นจำนวนมากถึง 26 ฉบับ ภายในเวลาเพียง 20 กว่าวันเท่านั้น ฉบับแรก ๆ มีจำนวนเงินใกล้จะถึง 20,000 บาท เมื่อได้รับเงินตามใบบันทึกรายการขายฉบับแรก ๆ แล้วก็เพิ่มจำนวนเงินขึ้นเรื่อย ๆ จนฉบับหลัง ๆ มีจำนวนเงินมากถึง 30,000 บาทเศษ ทำให้ได้รับเงินไปเป็นจำนวนมากนับว่าเป็นพิรุธอยู่ และบัตรเครดิตแต่ละใบที่อ้างว่ามีการนำมาใช้นั้นล้วนมีผู้ถือบัตรเครดิตที่แท้จริงมีตัวตนอยู่แต่ตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ผู้ถือบัตรเครดิตซึ่งเป็นชาวต่างชาติ 26 คนนั้น เกือบทั้งหมดไม่เคยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรร้อยตำรวจเอกจรูญ จันทร์จำปี พยานโจทก์ซึ่งประจำอยู่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยืนยันว่า ตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้าออกแล้วพบว่ามีเพียง 6 คนเท่านั้นที่เคยเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร เห็นว่า ถ้าจะมีการนำบัตรเครดิตมาใช้ซื้อสินค้าที่ร้านค้าของจำเลยทั้งสอง โดยเจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงมิได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร จะเป็นกรณีปลอมบัตรเครดิตมาหรือนำบัตรเครดิตที่แท้จริงมาใช้ก็ตามอย่างน้อยที่สุดก็จะต้องมีตัวบุคคลผู้อ้างตนเป็นเจ้าของบัตรเครดิตมาพบปะกับจำเลยที่ 2 ถึง 26 คน เพราะนำบัตรเครดิตมาใช้แทนผู้อื่นไม่ได้ ถ้าแสดงตนเป็นเจ้าของบัตรเครดิตก็จะต้องมีหนังสือเดินทางมาให้จำเลยที่ 2 ดูเพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบเมื่อใช้บัตรเครดิตปลอมก็จะต้องมีการปลอมหนังสือเดินทางไม่น้อยกว่า 20 ฉบับมาให้จำเลยทั้งสองดูด้วย ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีการหลงหูหลงตายอมให้ใช้บัตรเครดิตได้มากมายเหมือนกับว่าไม่มีการตรวจสอบเลย ยิ่งถ้าจะคิดว่าเจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงอาจจะลักลอบเดินทางเข้าราชอาณาจักรแล้วนำบัตรเครดิตมาใช้ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างได้หรือไม่ ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีเจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงถึง20 กว่าคนเดินทางเข้ามาโดยผิดกฎหมายแล้วต่างมีใจตรงกันนำบัตรที่มีอยู่ไปใช้ซื้อสินค้าที่ร้านค้าของจำเลยทั้งสองอย่างต่อเนื่องเช่นนั้น ตามรูปการณ์ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2จะได้เคยพบกับผู้ถือบัตรเครดิต และตรวจสอบในเบื้องต้นแล้วเชื่อถือ จึงยอมให้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ นอกจากนี้ตามคำยืนยันของนายทวีศักดิ์บางท่าไม้ และพันตำรวจตรีอัครเดช เพชร์ยัง พยานโจทก์ว่า ใบบันทึกรายการขายทั้ง26 ฉบับ มีลักษณะผิดปกติเป็นพิรุธ คือตัวอักษรในใบบันทึกรายการขายทับกัน และมีรอยต่อเป็นรอยเส้นแบ่งครึ่งระหว่างข้อความส่วนบนที่เป็นชื่อและหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรกับข้อความส่วนล่างที่เป็นชื่อร้านค้าคล้ายกับมีการรูดบัตรเครดิต 2 ครั้งด้วยจึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่า ใบบันทึกรายการขายทั้ง 26 ฉบับ เป็นเอกสารสิทธิปลอม แต่ก็ยังนำไปใช้แสดงขอรับเงินจากธนาคารผู้เสียหายโดยเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงทั้งสองฐาน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกามาในข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เล็กแฟชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2545
#44756
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยทั้งสามลักเอาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(10) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และที่พิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละ 50 บาท โดยมิได้พิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไปสมควรแก้ไขว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมจำนวน 1 เล่ม ไปในถนนในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลักเงินจำนวน 3,524 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย จากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองป้านไป และขณะที่นายดาบตำรวจสุรชัย สีหาบุญมาก กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอนาดูน ทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยมีอาวุธมีดได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ดังกล่าว โดยดิ้นรนขัดขืนและทำท่าทางเข้าทำร้ายนายดาบตำรวจสุรชัยในขณะเข้าจับกุมพวกจำเลย ทั้งนี้ เพื่อมิให้นายดาบตำรวจสุรชัยกับพวกจับกุมไปตามหน้าที่ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมยึดได้มีด 1 เล่ม เงินชนิดเหรียญต่าง ๆ จำนวน 239บาท ไฟฉาย 2 กระบอก กุญแจผี 2 ดอก และไม้สำหรับเขี่ยเอาเหรียญจากตู้โทรศัพท์1 อัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 138, 140,335, 371 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นเงินจำนวน 239 บาท ของกลางให้คืนผู้เสียหายและให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 3,285 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, (1)(7)(10) วรรคสอง, 371 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปีรวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 100 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 50 บาท ริบของกลาง ส่วนเงินจำนวน 239 บาท ของกลางคืนแก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 3,285 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 1 ปีและปรับคนละ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับพวกลักเงินขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้เสียหายจากตู้โทรศัพท์สาธารณะนั้น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังร่วมกับพวกพาอาวุธมีดไปในถนนในหมู่บ้านและทางสาธารณะอีกทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยมีอาวุธมีดได้ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางนายดาบตำรวจสุรชัย สีหาบุญมาก กับพวกซึ่งทำการตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 1 กับพวก อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่อีกด้วย จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามลักเงินจำนวน 3,524 บาท จากตู้โทรศัพท์สาธารณะเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(10) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามคนละ 50 บาท โดยมิได้พิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับจะจัดการอย่างไรต่อไป จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(10)หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย สุริยา ทิ้งแสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2992/2545
#108737
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษากำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายโดยใช้ดุลพินิจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวต่อ ศาลฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอีก อ้างว่าเมื่อจำเลยแพ้คดีตามคำท้าจำเลยต้องชำระค่าเสียหายเต็มตามคำฟ้อง ดังนี้ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องแก่โจทก์ โดยให้ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๑๑,๙๙๙ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้อง (๑๘ มกราคม ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว ที่โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยใช้แก่โจทก์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์โดยคำนึงถึงระยะเวลาการทำงานของโจทก์ประกอบมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่อ้างว่าในการกำหนด ค่าเสียหายศาลแรงงานกลางจะต้องคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบในการพิจารณา จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ล้วนแต่เป็นการยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ขึ้นแสดงเพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมในการกำหนดค่าเสียหายนั่นเอง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการกำหนดค่า เสียหาย ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์และจำเลยแถลงท้ากันให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวเป็นข้อแพ้ชนะ หากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี โจทก์ก็จะไม่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเลย ดังนั้น เมื่อจำเลยต้องแพ้ตามคำท้า จำเลยก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้วว่าคดีนี้คู่ความตกลงท้ากันว่าหากจำเลยแพ้คดีตามคำท้า ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ หมายความว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเมื่อใด ค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวนเท่าใด กำหนดการชำระค่าจ้างเมื่อใด จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเท่านั้น ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจะมีมากน้อยเพียงใด ศาลแรงงานกลางจะต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องให้แก่โจทก์ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้น และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ดังนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เช่นกัน

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต หลิมอมรรัตน์
จำเลย — บริษัทพีซี - มอนทีเนย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2989/2545
#45694
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้เงินจากผู้เสียหายเพียง 50,000 บาท แต่ในสัญญากู้เงินระบุว่าจำเลยกู้ไป 60,000 บาท แสดงว่าเงิน 10,000 บาท ที่เกินมาคือดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดจากจำเลย ปรากฏว่าในสัญญากำหนดเวลาใช้เงินกู้คืนภายใน 1 เดือน จึงเท่ากับเป็นการคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อเดือน เกินกว่าอัตราตามกฎหมาย ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3(ก) การที่ผู้เสียหายรับเช็คพิพาทจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งมีดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายเรียกเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย ถือว่าผู้เสียหายเป็นผู้กระทำผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตรา แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวก็จะถือว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)

แม้ผู้เสียหายที่เป็นผู้กระทำผิดจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนโดยชอบตามกฎหมายแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และ 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 12เมษายน 2539 จำนวนเงิน 60,000 บาท ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นางศรีสุดา จาริพิบูลผู้เสียหาย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยมีเจตนาออกเช็คโดยไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1546/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1546/2541 ของศาลชั้นต้นนั้นเนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท แต่ได้ทำสัญญากู้ระบุว่ากู้เงินผู้เสียหายไป 60,000 บาท ตกลงชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2539 โดยจำเลยออกเช็คพิพาทลงวันที่ 12 เมษายน 2539 สั่งจ่ายเงินจำนวน 60,000 บาท มอบแก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท โดยจำเลยยินยอมให้ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย10,000 บาท และยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า ในการกู้ยืมเงินกันผู้เสียหายไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลย แต่จำเลยเต็มใจให้เงินจำนวน 10,000 บาทแก่ผู้เสียหายเป็นสินน้ำใจทั้งหากมีการคิดดอกเบี้ยกันก็ควรมีการกรอกข้อความลงในข้อ 2ของหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลย แต่จำเลยให้เงินจำนวนดังกล่าวเป็นสินน้ำใจจึงมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา ทั้งหนี้ต้นเงินจำนวน 50,000 บาท และเงินจำนวน 10,000 บาท จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีของจำเลยไม่พอจ่ายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังว่า เงินจำนวน 10,000 บาท เป็นค่าดอกเบี้ย ซึ่งผู้เสียหายคิดจากจำเลยในอัตราร้อยละ 20เกินอัตราตามกฎหมายเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) จำนวนเงินตามเช็คพิพาทจึงมีดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง โจทก์จึงไม่เห็นพ้องด้วยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กู้ให้แก่ผู้ให้กู้ชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือนนับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไปจนกว่าจะใช้ต้นเงินหมด" หาใช่มิได้ระบุว่าผู้เสียหายไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตามที่โจทก์อ้างไม่ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ดังกล่าวไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามบทบัญญัติมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ให้ผู้ให้กู้เรียกจากผู้กู้เงินได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 50,000 บาท การที่ระบุในหนังสือสัญญากู้เงินฯ ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายไป 60,000 บาท จึงแสดงให้เห็นว่า เงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเกินไปคือดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดจากจำเลย และตามหนังสือสัญญากู้เงินข้อ 3กำหนดเวลาใช้เงินกู้คืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2539 อันเป็นเวลา 1 เดือน นับแต่วันกู้ยืมเงินซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 10,000 บาท แล้วจะเท่ากับร้อยละ 20ต่อเดือนเกินกว่าอัตราตามกฎหมายย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2474 มาตรา 3(ก) การที่ผู้เสียหายรับเช็คพิพาทจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งมีดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายเรียกเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้กระทำผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดเกินอัตราตามกฎหมาย แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท ก็จะถือว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) แม้ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ก็ตามก็ถือไม่ได้ว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนโดยชอบตามกฎหมายแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และ 121 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นาย ณัฐวัสส์ วัณณะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2545
#45211
เปิดฉบับเต็ม

ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 5 ธันวาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับจากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่5 โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ 6,7และ 8 ธันวาคม 2541 จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่เพราะวันดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 เมื่อเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายครั้งแรกคือวันที่ 6 ธันวาคม 2541 จะครบกำหนด 20 วัน ในวันที่ 25 ธันวาคม2541 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ 10วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปในครั้งหลังจึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 4 มกราคม 2542 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 6 มกราคม 2542 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งขยายให้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วไม้รวกและสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 หลังจากนั้นวันที่ 3 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 20 วันนับแต่วันครบอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ขอขยายครั้งแรก ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 10 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ 6 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ เห็นว่า คดีครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน คือวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอการนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับแต่จากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่ 5 โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ 6, 7 และ 8 ธันวาคม 2541 จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่ เพราะวันเวลาดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 เมื่อเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายครั้งแรกคือวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ก็จะครบกำหนด 20 วัน ในวันที่25 ธันวาคม 2541 และเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ 10 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปในครั้งหลังนี้จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปซึ่งจะครบกำหนด 10 วัน ในวันที่ 4 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ 6มกราคม 2542 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งขยายให้แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง เนื่องจากคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองโดยให้คงเหลือไว้ 200 บาท ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/7
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แฉล้ม รงค์ฤทธิไกร
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ นพรัตน์ สุทธิประภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2545
#99347
เปิดฉบับเต็ม

คดีครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน คือวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ จึงต้องนับต่อจากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่ 5 โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ 6 , 7 และ 8 ธันวาคม 2541 จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่ เพราะวันเวลาดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วไม้รวกและสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ ๕๕ ไร่ ต่อมาจำเลยที่ ๒ แบ่งขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เนื้อที่ ๓๖ ไร่ คงเหลือที่ดิน ๑๙ ไร่ และจำเลยที่ ๒ ได้ครอบครองโดยปลูกสร้างเล้าเป็ดและไก่ในที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ ๓ ไร่ ต่อมาโจทก์นำรั้วล้อมรอบที่ดินของโจทก์และของจำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและค่าเสียหายไม่เกินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของจำเลยที่ ๒

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การแต่ไม่รับฟ้องแย้งเพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วไม้รวกและสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๗) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ หลังจากนั้นวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด ๒๐ วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก ๒๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ขอขยายครั้งแรก ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก ๑๐ วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ เห็นว่า คดีครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ภายใน ๑ เดือน คือวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก ๒๐ วัน นับแต่วันครบอุทธรณ์และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปจึงต้องนับต่อจากวันครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือต่อจากวันที่ ๕ โดยเริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าวันที่ ๖ , ๗ และ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๑ จะตรงกับวันหยุดทำการหรือไม่เพราะวันเวลาดังกล่าวไม่ใช่วันสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๘ เมื่อเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขอขยายครั้งแรกคือวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ ก็จะครบกำหนด ๒๐ วัน ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ และเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ ๒ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ๑๐ วัน นับถัดจากวันครบกำหนดที่อนุญาตครั้งแรก การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปในครั้งหลังนี้จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนด ๑๐ วัน ในวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งขยายให้แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง เนื่องจากคดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ ๕,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มิได้แก้ไขนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้จำเลยที่ ๑ จะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรกำหนดใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองโดยให้คงเหลือไว้ ๒๐๐ บาท ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแฉล้ม รงค์ฤทธิไกร
จำเลย — จ่าสิบตำรวจนพรัตน์ สุทธิประภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายประสิทธิ์ ตั้งสุทธิพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2974/2545
#44755
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลจะต้องถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาล คือต้องมีกฎหมายรองรับว่ามีสิทธิหรือหน้าที่หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลแต่ตามคำฟ้องที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดมีชื่อจำเลย จำเลยจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์อ้างว่าตนมีเพียงสิทธิครอบครอง จึงไม่มีกฎหมายรองรับให้โจทก์อ้างสิทธิครอบครองเหนือกรรมสิทธิ์ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าตามคำฟ้องจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1369 ที่โจทก์อ้างก็เป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าผู้ยึดถือทรัพย์สินเพื่อตนเป็นผู้ได้สิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้มีกรรมสิทธิ์หรือใช้สิทธิแก่ผู้ครอบครอง จึงเป็นกรณีที่ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่หรือมีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 807 ตำบลทะนง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตรซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 11566 ตำบลทะนง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 1 งาน มีจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อประมาณ 25 ปี มาแล้ว โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากมารดาโจทก์ ตกลงกันด้วยวาจา ต่อมาโจทก์ได้ปรับพื้นที่ที่ดินโดยทำเป็นที่อยู่อาศัยเนื้อที่กว้าง 7 เมตร ยาว 22 เมตร โจทก์เข้าครอบครองและปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยความยินยอมของบิดามารดาโจทก์และจำเลยรวมทั้งพี่น้องทุกคน โจทก์ครอบครองมา 25 ปี โดยเจตนายึดถือเพื่อตนโดยสงบและเปิดเผย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือขัดขวาง จึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 โจทก์เคยบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิครอบครองดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้มีคำสั่งแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 11566 ตำบลทะนงอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เนื้อที่กว้าง 7 เมตร ยาว 22 เมตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง และบังคับจำเลยไปจดทะเบียนสิทธิครอบครองแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรีของนายช่อและนางถวิล ก่อนถึงแก่ความตาย นายช่อและนางถวิลยกที่ดินให้แก่บุตรทุกคน ที่ดินของจำเลยนั้นนอกจากจำเลยอยู่อาศัยแล้ว ยังให้โจทก์ปลูกเรือนอยู่อาศัยทางด้านหลังบ้านด้วยความรักและความเมตตาในฐานะน้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ถือว่ามีข้อโต้แย้งในเรื่องสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งหรือมีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลหรือไม่ ปรากฏตามคำฟ้องบรรยายว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่กว้าง 7 เมตร ยาว 22 เมตร จากมารดาโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11566 ของจำเลย แล้วเข้าครอบครองที่ดินโดยปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาประมาณ 25 ปี โจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินรวมทั้งจำเลยให้จดทะเบียนสิทธิครอบครองแก่โจทก์ แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าต้องมีคำสั่งศาล ส่วนจำเลยเพิกเฉย ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องและให้ไปจดทะเบียนสิทธิครอบครองแก่โจทก์ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลจะต้องถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาล กล่าวคือ ต้องมีกฎหมายรองรับว่ามีสิทธิหรือหน้าที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลแต่ตามคำฟ้องที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดมีชื่อจำเลย จำเลยจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่โจทก์อ้างว่าตนมีเพียงสิทธิครอบครอง จึงไม่มีกฎหมายรองรับให้โจทก์อ้างสิทธิครอบครองเหนือกรรมสิทธิ์ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าตามคำฟ้องจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1369 ที่โจทก์อ้างก็เป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า ผู้ยึดถือทรัพย์สินเพื่อตนเป็นผู้ได้สิทธิครอบครองเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้มีกรรมสิทธิ์หรือใช้สิทธิแก่ผู้ครอบครองจึงเป็นกรณีที่ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ หรือมีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สำราญ ขุนจำนงค์
จำเลย — นาง ทุเรียน บุญศรี
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2964/2545
#44754
เปิดฉบับเต็ม

เบี้ยปรับคือค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า เบี้ยปรับจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 ทั้งมาตรา 380 วรรคสอง ก็ให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้เต็มจำนวนที่เสียไปโดยให้คิดเบี้ยปรับรวมอยู่ในนั้นด้วยในฐานที่เป็นจำนวนน้อยที่สุดของค่าเสียหายเมื่อศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่โจทก์ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นพร้อมเบี้ยปรับแสดงให้เห็นถึงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนเงินที่กำหนดให้จริง ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ตนชำระค่าเสียหายเป็นค่าซื้อทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ชำระเงินประกันสัญญา และชำระค่าปรับขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลซึ่งเป็นฎีกาข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงซื้อยางแอสฟัลต์น้ำหนัก 25 เมตริกตัน เป็นเงิน 209,625บาท จากจำเลยที่ 1 กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2533 ณ บริเวณแขวงการทางสกลนคร โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 เป็นเงินไม่เกิน 10,482 บาท ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์ได้ทันภายในกำหนดเวลา โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและแจ้งการปรับกรณีผิดสัญญา ภายหลังกำหนดเวลาส่งมอบล่วงเลยไปนานแล้ว โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย ต่อมาโจทก์ตกลงซื้อยางแอสฟัลต์ชนิดและจำนวนเดียวกันดังกล่าวจากบริษัททิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด ในราคา 245,000 บาท ทำให้โจทก์ต้องเสียเงินค่าจัดซื้อเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 35,375 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนนี้ตามสัญญาซื้อขายพร้อมค่าปรับรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคายางแอสฟัลต์ที่โจทก์ยังไม่ได้รับมอบ นับถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา เป็นเงินค่าปรับ 171,892.50 บาท รวมเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 207,267.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 207,267.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 10,482 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ได้เพราะโจทก์ปฏิเสธไม่รับมอบ โดยการใช้ดุลพินิจในการกำหนดมาตรฐานสินค้าและวิธีการผลิตไม่สุจริตขัดกับมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตต้องการเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เพื่อให้บริษัทอื่นเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 95,375 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 7 กันยายน 2537) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินไม่เกิน 10,482 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 135,375 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 7 กันยายน 2537) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์ตามกำหนด และให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 35,375 บาท โดยศาลชั้นต้นกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1ชำระแก่โจทก์จำนวน 60,000 บาท ส่วนศาลอุทธรณ์กำหนดเบี้ยปรับให้โจทก์เพิ่มเป็น 100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 135,375 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าซื้อทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ชำระเงินประกันตามสัญญาและชำระค่าปรับเป็นรายวันด้วยเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 380 วรรคสอง โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายเฉพาะเบี้ยปรับอย่างเดียวเพราะสูงกว่าค่าเสียหายอย่างอื่น อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายที่เสียหายเพียงฝ่ายเดียวจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เบี้ยปรับก็คือค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า เบี้ยปรับจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายด้วยเหตุนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 จึงบัญญัติไว้ว่า ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงก็ได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง ก็บัญญัติไว้ว่าให้เจ้าหนี้เรียกค่าเสียหายได้เต็มจำนวนที่เสียไปโดยให้คิดเบี้ยปรับรวมอยู่ในนั้นด้วย คือให้ถือว่าเบี้ยปรับเป็นจำนวนน้อยที่สุดของค่าเสียหาย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 35,375 บาท และเบี้ยปรับจำนวน100,000 บาท รวมเป็นเงิน 135,375 บาท แสดงว่าศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนเงินดังกล่าว จึงใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 135,375 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..."

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 380 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — บริษัท เอส.ซี.ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2545
#45210
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้นต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารทาวน์เฮาส์ โครงการเมืองทองถนนพัฒนาการ เนื้อที่ 24 ตารางวา จากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยจำเลยตกลงก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24เดือน นับตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินจอง เงินดาวน์ และเงินค่างวดที่ต้องชำระตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงินจำนวน 1,144,000 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 303,267.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากับโจทก์จริง แต่จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้เปลี่ยนจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จโดยที่ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6)โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติ มาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งฎีกาในข้อนี้ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อมรรัตน์ สินประเสริฐกูล
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2545
#45693
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย แต่จำเลยมิได้ก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดถือเป็นการบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยเห็นว่าระยะเวลาดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ จำเลยชอบที่จะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างอาคารจากโจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยยังไม่สามารถส่งมอบอาคารให้โจทก์ได้ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกันคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยไม่มีข้อวินิจฉัยว่าจำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีอย่างไร จึงไม่มีเหตุที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารทาวน์เฮ้าส์ เนื้อที่ 24ตารางวา จากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยจำเลยตกลงก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือนนับตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงิน 1,144,000 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 303,267.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ครบถ้วนตามสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยกำหนดเวลา30 วันที่โจทก์แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาน้อยเกินไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่22 พฤษภาคม 2541) จนถึงวันชำระเสร็จ ให้เปลี่ยนจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยผ่อนชำระ80 งวด โจทก์ได้ชำระเงินค่าจอง ชำระเงินงวดแรกและงวดที่สองแก่จำเลยแล้วเป็นเงินจำนวน 220,000 บาท ทั้งยังชำระเงินค่างวดให้จำเลยอีก 42 งวด รวมเป็นเงินจำนวน1,144,000 บาท จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จตามสัญญาโจทก์จึงขอระงับการชำระเงินค่างวด จำเลยตกลงยินยอม ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยก่อสร้างอาคารให้เสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายใน 30 วัน หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ถือเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายเจษฎา สินประเสริฐกุล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารจากจำเลยแล้ว โจทก์ได้ผ่อนชำระค่าที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยตลอดมาจนถึงงวดที่ 42 จำเลยก็ยังไม่ทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือขอระงับการชำระเงินตามสัญญาตั้งแต่งวดที่ 43 เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยก็ตกลงยินยอมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร ข้อ 5 จำเลยผู้จะขายจะต้องก่อสร้างอาคารที่ตกลงจะซื้อขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญา การขยายระยะเวลาก่อสร้าง 24 เดือนดังกล่าว สามารถขยายออกไปได้เมื่อมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอื่นเช่น อัคคีภัย การนัดหยุดงาน ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารแล้ว โจทก์ได้ผ่อนชำระค่างวดให้แก่จำเลยตลอดมา แต่เมื่อครบกำหนด 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญา จำเลยก่อสร้างอาคารตามสัญญาไม่แล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นตามสัญญาเกิดขึ้น อันจะทำให้จำเลยไม่อาจก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญาได้ จำเลยจึงอ้างว่า เหตุที่การก่อสร้างล่าช้าเพราะจำเลยใช้วัสดุแบบคอนกรีตพิเศษโดยใช้เทคนิคใหม่หาได้ไม่ การก่อสร้างอาคารจะใช้วิธีใดเป็นเรื่องของจำเลย ซึ่งจำเลยย่อมต้องคำนวณระยะเวลาในการก่อสร้างไว้แล้วเมื่อทำสัญญากับโจทก์ การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดจึงเป็นการผิดสัญญา หลังจากครบกำหนดการก่อสร้างตามสัญญาแล้วโจทก์ยังคงผ่อนชำระค่างวดให้แก่จำเลยต่อมาจนถึงงวดที่ 42 แสดงว่าโจทก์ยังมีความประสงค์ที่จะให้จำเลยก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา แต่เมื่อโจทก์ผ่อนชำระค่างวดมาถึงงวดที่ 42 ซึ่งเป็นระยะเวลานับแต่วันทำสัญญาประมาณ 3 ปี6 เดือน ปรากฏว่าจำเลยก็ยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ระยะเวลาดังกล่าวเนิ่นนานพอที่จะทำให้จำเลยสามารถก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ทำการก่อสร้างอาคารต่อไปให้แล้วเสร็จ เมื่อการก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โจทก์จึงได้ทำเอกสารถึงจำเลยขอยุติการชำระค่างวดตั้งแต่งวดที่ 43 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยได้ตามสัญญาซึ่งจำเลยก็ตกลงให้โจทก์หยุดการชำระค่างวดได้ จนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารให้โจทก์หลังจากนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยมิได้ทำการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ โดยคงหยุดการก่อสร้างตลอดมา การที่โจทก์ขอหยุดผ่อนการชำระค่างวดและจำเลยก็เห็นชอบแล้ว เป็นการที่โจทก์กระทำเพื่อบรรเทาความเสียหายของโจทก์ โจทก์มิได้เป็นผู้ผิดสัญญาแต่ประการใด เมื่อจำเลยไม่ก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่จำเลยก็ไม่อาจส่งมอบที่ดินและอาคารให้โจทก์ได้ ที่จำเลยอ้างว่าระยะเวลา 30 วัน ไม่พอที่จำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์ เมื่อจำเลยเห็นว่าระยะเวลา 30 วัน ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้หากจำเลยมีความสุจริตในการปฏิบัติตามสัญญาจริง จำเลยก็ชอบที่จะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างอาคารจากโจทก์ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างจากโจทก์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 30 วัน จำเลยยังไม่อาจส่งมอบอาคารให้โจทก์ได้ จึงถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จโดยที่ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6)โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติมาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งฎีกาในข้อนี้ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อมรรัตน์ สินประเสริฐกูล
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2545
#110297
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร จำเลยผู้จะขายจะต้องก่อสร้างอาคารที่ตกลงจะซื้อขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา แต่เมื่อครบกำหนดดังกล่าว จำเลยก่อสร้างอาคารตามสัญญาไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ปรากฏว่าเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยก็ยังไม่อาจส่งมอบอาคารให้โจทก์ได้ ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่าจำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติมาตรา 142 (6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๔๔๗,๒๖๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๑๔๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากับโจทก์จริง แต่จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย กำหนดเวลา ๓๐ วัน ที่โจทก์แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาน้อยเกินไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๔๗๗,๒๖๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๑๔๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑) จนถึงวันชำระเสร็จ ให้เปลี่ยนจากร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นร้อยละ ๑๕ ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดจึงเป็นการผิดสัญญา หลังจากครบกำหนดการก่อสร้างตามสัญญาแล้ว โจทก์ยังคงผ่อนชำระค่างวดให้แก่จำเลยต่อมาจนถึงงวดที่ ๔๒ แสดงว่าโจทก์ยังมีความประสงค์ที่จะให้จำเลยก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา แต่เมื่อโจทก์ผ่อนชำระค่างวดมาถึงงวดที่ ๔๒ ซึ่งเป็นระยะเวลานับแต่วันทำสัญญาประมาณ ๓ ปี ๖ เดือน ปรากฏว่าจำเลยก็ยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ระยะเวลาดังกล่าวเนิ่นนานพอที่จะทำให้จำเลยสามารถก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ทำการก่อสร้างอาคารต่อไปให้แล้วเสร็จ เมื่อการก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ โจทก์จึงได้ทำเอกสารหมาย จ. ๕ ถึงจำเลยขอยุติการชำระค่างวดตั้งแต่งวดที่ ๔๓ เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยได้ตามสัญญา ซึ่งจำเลยก็ตกลงให้โจทก์หยุดการชำระค่างวดได้จนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารให้โจทก์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๖ หลังจากนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยมิได้ทำการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ โดยคงหยุดการก่อสร้างตลอดมา ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. ๘ ถึง จ. ๑๒ การที่โจทก์ขอหยุดผ่อนการชำระค่างวดและจำเลยก็เห็นชอบแล้ว เป็นการที่โจทก์กระทำเพื่อบรรเทาความเสียหายของโจทก์ โจทก์มิได้เป็นผู้ผิดสัญญาแต่ประการใด เมื่อจำเลยไม่ก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ. ๑๓ บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือแล้วปรากฏตามใบตอบรับในประเทศของการสื่อสารแห่งประเทศไทย แต่จำเลยก็ไม่อาจส่งมอบที่ดินและอาคารให้โจทก์ได้ ที่จำเลยอ้างว่าระยะเวลา ๓๐ วัน ไม่พอที่จำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์ เมื่อจำเลยเห็นว่าระยะเวลา ๓๐ วัน ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ หากจำเลยมีความสุจริตในการปฏิบัติตามสัญญาจริง จำเลยก็ชอบที่จะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างอาคารจากโจทก์ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างจากโจทก์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน จำเลยยังไม่อาจส่งมอบอาคารให้โจทก์ได้ จึงถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารตามเอกสารหมาย จ. ๔ ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จ โดยที่ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๖) โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๒ (๖) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอมรรัตน์ สินประเสริฐกูล
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2545
#99599
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อระบุให้จำเลยผู้เช่าซื้อมีสิทธิยกเลิกข้อตกลงตามบันทึกโดยอาศัยเหตุอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในบันทึกนี้ การจะยกเลิกข้อตกลงนั้นจึงต้องมีเหตุอื่น ๆ อันจะเป็นหลักแห่งข้ออ้างในการเลิกข้อตกลง และเหตุอื่น ๆ นั้น น่าจะเป็นหรือเกิดจากการกระทำของคู่สัญญา ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการผิดเงื่อนไขข้อสัญญาแต่ประการใด ระยะเวลาให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยนั้นระบุไว้ในสัญญาโดยชัดแจ้ง การเปลี่ยนระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยของจำเลยนั้นเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบโดยไม่มีเหตุอันควรจะอ้าง จึงรับฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยไม่ชำระเบี้ยประกันเป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญา จำเลยย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนในสภาพปัจจุบันโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อเกี่ยวกับรายละเอียดการประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อจริง แต่ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๙ ระบุว่า จำเลยมีสิทธิยกเลิกข้อตกลงตามบันทึกนี้ได้โดยเหตุอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในบันทึกนี้ และไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ และไม่ถือเป็นความรับผิดของจำเลยแต่อย่างใด การยกเลิกข้อตกลงตามบันทึกฉบับนี้หรือการยกเลิกการเอาประกันภัยตามข้อ ๖ , ๗ และ ๘ ของบันทึกไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อซึ่งโจทก์จะต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่าบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อข้อ ๙ นั้น เป็นสิทธิของจำเลยที่สงวนไว้แต่ฝ่ายเดียวในอันที่จะยกเลิกข้อตกลงตามบันทึกนี้ได้ จำเลยได้ใช้สิทธินี้โดยแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือแล้วเพื่อให้โจทก์ทราบว่าจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยในปีที่ ๓ เอง เนื่องจากจำเลยได้ขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกระยะเวลาการจัดทำประกันภัยที่เกินกว่า ๒ ปี นั้น โดยอาศัยสิทธิตามบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ การประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อในปีที่ ๓ จึงไม่ใช่หน้าที่ของจำเลย การที่โจทก์ไม่ทำประกันภัยต่อในปีที่ ๓ จึงเป็นการเสี่ยงภัยของโจทก์เอง ต่อมาโจทก์ได้ค้างชำระค่าเช่าซื้อเกินกว่า ๒ งวด ติดต่อกัน ซึ่งจำเลยมีสิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๕ จำเลยมิได้ผิดสัญญา หากโจทก์ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จะต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และจะต้องคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่จำเลย ณ สถานที่ที่จำเลยจะกำหนดให้ แต่โจทก์กลับเพิกเฉย ยึดหน่วง และครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อเรื่อยมาจนปัจจุบัน จำเลยยังไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่โจทก์อ้างว่ารถยนต์คันที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุ ได้รับความเสียหาย หากเป็นจริงก็เกิดจากการกระทำของโจทก์ซึ่งโจทก์จะต้องรับผลเสี่ยงภัยจากการกระทำของโจทก์เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว? มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะยกเลิกข้อตกลงนี้ โดยอาศัยสัญญาข้อ ๙ ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาข้อ ๙ ระบุว่า "ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิยกเลิกข้อตกลงตามบันทึกฉบับนี้ได้ โดยอาศัยเหตุอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในบันทึกนี้?" เห็นว่า การจะยกเลิกข้อตกลงนั้นจะต้องมีเหตุอื่น ๆ อันจะเป็นหลักแห่งข้ออ้างในการเลิกข้อตกลง และเหตุอื่น ๆ นั้น น่าจะเป็นหรือเกิดจากการกระทำของคู่สัญญา ในคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการผิดเงื่อนไขข้อสัญญาแต่ประการใด ระยะเวลาให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยนั้นระบุไว้ในสัญญาโดยชัดแจ้ง การเปลี่ยนระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยของจำเลยนั้น เป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบโดยไม่มีเหตุอันควรจะอ้าง จึงรับฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยไม่ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นการผิดข้อตกลงตามสัญญา จำเลยย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือเตือนให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยตามเอกสารหมาย จ. ๙ แล้ว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์บอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ. ๑๕ และใบตอบรับเอกสารหมาย จ. ๑๖ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสนาะ นักกันต์
จำเลย — บริษัททรู - เวย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2545
#99428
เปิดฉบับเต็ม

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีอำนาจในการที่จะสั่งถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ใดภายใต้เงื่อนไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ทวิ ที่แก้ไขแล้วก็ตาม แต่คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เป็นการกระทำที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสอง และคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นมิตของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ตามวรรคท้ายของบทบัญญัติข้างต้นด้วย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีผลเป็นว่าบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง

การที่จำเลยยกปัญหาขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ซึ่งยังมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยชื่อธนาคารสหธนาคาร จำกัด ภายหลังได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ต่อมากระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยให้บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด และบริษัทเงินทุนอื่นอีก ๑๑ บริษัท โอนสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ต่อให้จำเลย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งถอดถอนกรรมการเดิมของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด และแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการเพื่อรับผิดชอบดำเนินงานคือโจทก์ ส และ อ โดยให้มีผลทันทีนับแต่วันมีคำสั่ง ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงเข้าปฏิบัติงานในฐานะลูกจ้างบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และถูกหักเงินสมทบนำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคม ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งซึ่งถือว่าเป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. ให้ถอดถอนกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ๕ คน รวมทั้งโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และให้บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ไปจดทะเบียนถอดถอนกรรมการทั้งห้า คำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นการแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เมื่อจำเลยรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินจากบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด จำเลยจึงต้องรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด เดิมชื่อธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ต่อมากระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบในการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอื่นอีก ๑๒ แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โจทก์กับจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เนื่องจากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โดยมิได้มีการคัดเลือกจากผู้ถือหุ้น มิได้อยู่ในตำแหน่งตามวาระ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทเงินทุน จำกัด หากก่อให้เกิดความเสียหายบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ก็ไม่สามารถปลดหรือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ถูกแต่งตั้งและถอดถอนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด ๆ โจทก์ดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนการที่บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่าย และค่าประกันสังคมจากโจทก์ เพราะโจทก์มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด จึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องจากธนาคารแห่งประเทศไทย การที่บริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด โอนสินทรัพย์และหนี้สินให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และโอนต่อมาให้จำเลยตามประกาศกระทรวงการคลังนั้นเป็นการโอนเฉพาะทรัพย์สิน และหนี้สิน ไม่รวมถึงบุคลากร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์จำเลยไม่สืบพยานแต่ยื่นคำแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกัน

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ไม่ใช่เป็นลูกจ้างจำเลย แต่ขณะฟ้องคดีจำเลยได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด มาเป็นของจำเลยแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งและถอดถอนโจทก์ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ ทวิ วรรคห้า ที่แก้ไขแล้ว ซึ่งบัญญัติให้ถือว่าการ แต่งตั้งถอดถอนดังกล่าวเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. ดังนั้นการถอดถอนโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เมื่อเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยเป็น ผู้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินมาจากบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ บอกกล่าว ล่วงหน้าให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งถอดถอนกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ใดภายใต้เงื่อนไขของบทบัญญัติข้างต้นก็ตาม แต่คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด เป็นการกระทำที่ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ วรรคสอง และคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวถือว่าเป็นมติของที่ประชุม ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ตามวรรคท้ายของบทบัญญัติข้างต้นด้วย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีผลเป็นว่าบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนโจทก์จากการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนมหาทุน จำกัด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นนายจ้างโจทก์จะต้องรับผิดชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งจะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในค่าชดเชยนับแต่วันที่เลิกจ้างคือวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางที่พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในค่าชดเชยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๑ นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในค่าชดเชยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 57 ทวิ
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร วิทยปิยานนท์
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545
#45209
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาบันทึกที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ทำขึ้นมีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัท พ. จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัท พ. ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ อายุความจึงสะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดควอลลิตี้ไฟเบอร์ มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ไปจากโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2537 เป็นเงิน 114,871.78 บาท วันที่29 กันยายน 2537 เป็นเงิน 124,473.10 บาท และวันที่ 13 ตุลาคม 2537 เป็นเงิน86,721.92 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันซื้อสินค้าต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 จำเลยทั้งสองนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่นกรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 400,149.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 326,006.80 บาท (ที่ถูก 326,066.80 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้าคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 278,677.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,482.67 บาท 124,473.10 บาท และ86,721.92 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 วันที่ 29 ธันวาคม 2537 และวันที่13 มกราคม 2538 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สำเนาบันทึกการรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ เพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ชำระหนี้ แต่บริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ชำระหนี้ด้วยความยินยอมของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และ 193/15 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2539คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักษ์วานิช (1992
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี. อินเตอร์เทรดดิ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา