คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3167/2545
#45218
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ว่าเป็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 หรือไม่

ข้อความที่จำเลยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นข้อความทั่ว ๆ ไป ที่วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมตามสิทธิที่จะทำได้ในระบอบประชาธิปไตยว่าไม่เหมาะไม่ควรเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่เป็นการกล่าวร้ายใส่ความแม้จะมีคำว่า คนโรคจิตหรือบ้าอำนาจอยู่ด้วยก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรกระทำการใด ๆ รุนแรงต่อประชาชนผู้มาชุมนุมเท่านั้น มิได้กล่าวหาถึงขั้นว่าประพฤติชั่วกระทำการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง นอกจากนี้ถ้อยคำดังกล่าวมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใดถึงแม้จะระบุถึงกองปราบปรามอยู่ด้วย ก็เป็นกล่าวโดยรวม มิได้ระบุตัวเจ้าพนักงานตำรวจในกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือตำรวจหน่วยใดในกองปราบปรามที่ระบุได้แน่นอน ดังนั้นเจ้าพนักงานตำรวจที่สังกัดกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ โจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ถึงแม้จะทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามก็ไม่เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ข่าวสดทั่วราชอาณาจักร มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา จำเลยที่ 3 เป็นผู้ประพันธ์ข้อความในคอลัมน์ที่มีชื่อว่า "ชกไม่มีมุม"โดยใช้นามปากกาว่า "วงค์ ตาวัน" เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเขียนและตีพิมพ์โฆษณาข้อความแสดงความคิดเห็น ติชมโจทก์ด้วยความไม่เป็นธรรม ไม่สุจริต ใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน "ข่าวสด" ด้วยการตีพิมพ์ลงโฆษณาข้อความในหนังสือพิมพ์"ข่าวสด" ฉบับวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2542 ในคอลัมน์ที่มีชื่อว่า "ชกไม่มีมุม" โดยใช้นามปากกาว่า "วงค์ ตาวัน" มีข้อความว่า "ข้อสำคัญต้องตระหนักว่าเป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการในยุคประชาธิปไตย" "ไม่งั้นบรรดาม็อบอาจโดนแจ้งจับกันในเรื่องเผาหุ่น-เผาโลงกันวุ่นแน่ เหมือนกับที่โดนมาแล้ว ถือเป็นรายแรกของโลกเลยก็ว่าได้" "บิล คลินตันผู้นำมหาอำนาจโลกโดนเผาเป็นประจำ ถ้าใจเล็กเป็นอวัยวะมด ก็คงแจ้งจับกันไปแล้วทั่วโลก" "โลกทุกวันนี้พัฒนาไปมาก ทั่วทุกวงการต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างอย่าปิดกั้นโลกทัศน์ตัวเองจนมืดทึบ แคบสั้น" "ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถ้าใจไม่เป็นผู้ใหญ่ เอะอะจะใช้แต่อำนาจจัดการกับคนที่บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็คนโรคจิต บ้าอำนาจดี ๆ นี่เอง" "มีคนสงสัยกันไม่น้อยว่ากองปราบฯ ยุคที่ผ่านมากลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานให้ใคร เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่เห็นทำ ดีแต่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัว..." "... กองกำกับฯ นี้จะเป็นหน่วยงานที่คอยดำเนินคดีกับแกนนำม็อบนักประชาธิปไตย" "กระทั่งมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องโดนดำเนินคดีมากมายที่สุด" "ความจริงก็ไม่ได้ลับ ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก ก็แค่พวกโรคจิตเท่านั้นแหละ" คำว่า"โรคจิต" หมายความว่า ผู้ที่มีจิตใจไม่ปกติ จิตฟั่นเฟือนวิปลาส พิกลพิการทางจิต ไม่สมประกอบมีความบกพร่องทางจิตใจ มีอาการพิการทางสมอง และขาดสติสัมปชัญญะเป็นบุคคลที่มีจิตใจไม่เหมือนบุคคลปกติธรรมดาทั่วไป ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขเยียวยาจากจิตแพทย์ คำว่า "บ้าอำนาจ" หมายความว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว ลุ่มหลงมัวเมาในอำนาจใช้อำนาจในทางที่ผิด หลงระเริงกับยศฐาบรรดาศักดิ์ ถ้าเป็นบุคคลก็คือบุคคลประเภทที่ปฏิบัติตัวอยู่เหนือบุคคลอื่น อยู่เหนือสังคม อยู่เหนือกฎหมายเปรียบตนดั่งผู้มีอำนาจล้นฟ้าเยี่ยงข้าราชการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ทำตามอำเภอใจตนเองเท่านั้นไม่อาจมีใครมาแตะต้องหรือขัดใจได้ หากบุคคลใดบังอาจทำให้ขุ่นข้องหมองใจ จะต้องได้รับโทษตามอำนาจที่มิชอบด้วยกฎหมายของบุคคลผู้บ้าอำนาจนั้น แม้การกระทำนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม คำว่า "ใจเล็กเป็นอวัยวะมด" หมายความว่า เป็นคนที่ใจแคบขี้น้อยใจ ใจเล็กเป็นอวัยวะมด สมองเล็ก วิสัยทัศน์มุมมองในแง่ต่าง ๆ แคบอยู่ในเฉพาะโลกของตนเองเท่านั้น เปรียบแล้วเสมือนเช่นกบในกะลาไม่รู้ความเป็นไปของสังคม ไม่เปิดใจกว้างเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ ในการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน ในประเด็นแห่งความหมายของข้อความข้างต้น หมายถึง ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้มีอำนาจสั่งการ แต่จิตใจคับแคบไม่เป็นผู้ใหญ่ใช้อำนาจจัดการกับคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ตนเองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนั้นเป็นคนโรคจิต เป็นคนบ้าอำนาจ เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่ยอมทำ ดีแต่เป็นคนที่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัวซึ่งข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่จำเลยทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นติชมนั้น หมายถึงโจทก์ ดังจะเห็นได้จากข้อความที่จำเลยทั้งสามได้ตีพิมพ์ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์"ข่าวสด" ฉบับวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2542 ในคอลัมน์ "ชกไม่มีมุม" ความว่า "มีคนสงสัยกันไม่น้อยกว่า กองปราบยุคที่ผ่านมา กลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานให้ใคร เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่เห็นทำ ดีแต่ใช้อำนาจใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัว..." นั้น ซึ่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางผู้มีหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามปัจจุบันนี้ คือพลตำรวจโทล้วน ปานรศทิพ และผู้บัญชาการสอบสวนกลางซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามยุคที่ผ่านมาคือ โจทก์ เพราะฉะนั้นการที่จำเลยทั้งสามกล่าวในคอลัมน์ดังกล่าว "...กองปราบปรามฯ ยุคที่ผ่านมา..." จึงหมายถึงตัวโจทก์ ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวันฉบับประจำวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2542 ในคอลัมน์ "ชกไม่มีมุม" มีนามปากกาว่า "วงค์ตาวัน" ขึ้นหัวเรื่องว่า "ยุคใครยุคมัน" ความว่า "การรื้อฟื้นคดีหนนี้มีพล.ต.ท.เสรี เตมียเวสผบช.ก.เป็นผู้ลงมือเสียเองด้วย โดยได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูรรอง อ.ตร.ฝ่ายสอบสวน" "เห็นชื่อสนอง-เสรีแล้ว พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค คงร้องไอ๊หยาพร้อมกับเห็นหน้า พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ขึ้นมาทันที" "ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า พล.ต.มนูญกฤตที่ปรึกษาใหญ่ของเสธ. หนั่น รมว.มหาดไทยนั้นเป็นศูนย์รวมของความเป็นไปในมหาดไทยแทบทั้งหมด" "ถึงแม้จะมองกันว่าเป็นศึกแค้นทางการเมือง มองกันว่า พล.ต.ท.เสรีก็เป็นหนึ่งในอำนาจของมหาดไทยยุคปัจจุบันก็ตาม" ซึ่งข้อความในคอลัมน์ดังกล่าวนี้ได้อธิบายความหมายคำว่า "กองปราบยุคที่ผ่านมา" ชัดเจน กล่าวถึงการทำงานในยุคที่โจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามในยุคที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กองปราบยุคที่ผ่านมานั้น คือ โจทก์ ในหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" ฉบับลงวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2542ในคอลัมน์ที่มีชื่อว่า "ชกไม่มีมุม" อีกเช่นกัน ขึ้นหัวเรื่องว่า "ยุคใคร" มีข้อความว่า"โดยที่ พล.ต.ท.ล้วน ไม่จำเป็นต้องแสดงออกนอกหน้าว่าเป็นตำรวจที่คอยรับใช้นักการเมืองรับใช้เสธ.หนั่น รับใช้พรรคประชาธิปัตย์อย่างสุดจิตสุดใจ" "แตกต่างไปจากนายตำรวจบางคนที่พยายามกระทำก่อนนี่ จนเสียผู้เสียคนไปแล้ววันนี้" "พล.ต.ท.ล้วนเป็นนายตำรวจที่ทำงานดีลีลาอันสุภาพไม่ใช่ก้าวร้าว เอา "ปาก" ทำงาน เอา "ปาก" สร้างชื่อ สร้างภาพแต่พร้อม ๆ กัน พล.ต.ท.ล้วน ก็หนักแน่นในจังหวะที่สำคัญ ไม่ว่าในการทำคดีต่าง ๆ ซึ่งเน้นตามพยานหลักฐานตามเนื้อผ้าจริง ๆ" "นายตำรวจชุดที่พาเหรดเข้ามากุมตำแหน่งหลัก ๆ ในกองปราบฯ ยุคก่อนหน้านี้ ถึงนาทีนี้ก็ต้องพาเหรดออกนอกหน่วยไปตาม ๆ กัน" "ในระดับรองผู้การนั้น พ.ต.อ.วิชัย เย็นสุดใจ คนดังแห่งยุคที่แล้วรู้ชะตาก่อนใครเก็บข้าวของไปล่วงหน้า ก็ต้องไปทำงานที่ใหม่ที่กองตำรวจรถไฟ" คอลัมน์ดังกล่าวนี้ได้เล่าถึงการเปรียบเทียบการทำงานของโจทก์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางซึ่งกำกับดูแลกองปราบปรามยุคที่ผ่านมากับพลตำรวจโทล้วน ปานรศทิพ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งกำกับดูแลกองปราบปรามยุคปัจจุบันเพื่อให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กองปราบยุคที่ผ่านมานั้น คือ โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและต่อภาพพจน์ของโจทก์ในฐานะนายตำรวจตงฉินผู้ซื่อสัตย์ มีฝีมือแห่งวงการตำรวจไทย ที่โจทก์ได้ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดและถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จากผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ และหรือจากประชาชนทั่วไปผู้อ่านหนังสือพิมพ์ดังกล่าว เหตุเกิดทั่วทุกตำบล อำเภอ จังหวัด ทั่วราชอาณาจักรไทยทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 83, 90, 91 และพระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันตีพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาของศาลทั้งหมด และคำขอขมาต่อโจทก์ด้วยตัวอักษรขนาด 14 ปอยท์จำนวนหนึ่งในสี่ส่วนของหน้า หรือ 6 คอลัมน์ 12 นิ้ว ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาไทยทุกฉบับที่ออกจำหน่ายทั่วราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด และห้ามมิให้จำเลยทั้งสามประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์นักเขียน หรือนักประพันธ์ หรือวิชาชีพโรงพิมพ์ หรือบรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามจนทำให้ผู้นั้นต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังอันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันแน่นอน หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะส่วนการใส่ความที่เป็นถ้อยคำหรือข้อความอันจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังก็มิใช่จะพิจารณาหรือวัดจากความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความเป็นสำคัญแต่อย่างใด เพราะอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลจะมีที่มาจากความเห็นแก่ตนเองของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่ว ๆ ไป เป็นเกณฑ์ที่จะให้รับฟังว่าเป็นหมิ่นประมาทตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 หรือไม่ ข้อความที่จำเลยทั้งสามตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ความว่า"ข้อสำคัญต้องตระหนักว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นข้าราชการในยุคประชาธิปไตย ไม่งั้นบรรดาม็อบอาจโดนแจ้งจับกันในเรื่องเผาหุ่นเผาโลงกันวุ่นแน่ เหมือนกับที่โดนมาแล้ว ถือเป็นรายแรกของโลกเลยก็ว่าได้ บิล คลินตัน ผู้นำมหาอำนาจโลกโดนเผาเป็นประจำ ถ้าใจเล็กเป็นอวัยวะมด ก็คงแจ้งจับกันไปแล้วทั้งโลก" โลกทุกวันนี้พัฒนาไปมาก ทั่วทุกวงการต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง อย่าปิดกั้นโลกทัศน์ตัวเองจนมืดทึบ แคบสั้น" ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ถ้าใจไม่เป็นผู้ใหญ่ เอะอะจะใช้แต่อำนาจจัดการกับคนที่บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็คนโรคจิตบ้าอำนาจดี ๆ นี่เอง" "มีคนสงสัยกันไม่น้อยกว่ากองปราบฯยุคที่ผ่านมากลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานให้ใคร เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่เห็นทำดีแต่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัว..." "...กองกำกับฯ นี้จะเป็นหน่วยงานที่คอยดำเนินคดีกับแกน ม็อบนักประชาธิปไตย" "กระทั่งมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องโดยดำเนินคดีมากมายที่สุด" "ความจริงก็ไม่ได้ลับ ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก ก็แค่พวกโรคจิตเท่านั้นแหละ" นั้น ก็เป็นข้อความทั่ว ๆ ไป ที่วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมตามสิทธิที่จะทำได้ในระบอบประชาธิปไตยว่าไม่เหมาะไม่ควรเท่านั้น ดังเช่นศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่มีตอนใดที่จะให้รับฟังว่าเป็นการกล่าวร้ายใส่ความ แม้จะมีคำว่า คนโรคจิตหรือบ้าอำนาจอยู่ด้วยก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 3 กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรกระทำการใด ๆ รุนแรงต่อประชาชนผู้มาชุมนุมเท่านั้น มิได้กล่าวหาถึงขั้นว่าประพฤติชั่วกระทำการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงแต่อย่างใด นอกจากนี้ถ้อยคำดังกล่าวคงกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยทั่ว ๆ ไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประชาชนที่มาชุมนุมกันเท่านั้น มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด ถึงแม้จะมีระบุถึงกองปราบปรามอยู่ด้วย ก็เป็นกล่าวโดยธรรม มิได้ระบุตัวเจ้าพนักงานตำรวจในกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือตำรวจหน่วยใดในกองปราบปรามที่ระบุได้แน่นอน ดังนั้น เจ้าพนักงานตำรวจที่สังกัดกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ โจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางถึงแม้จะทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามก็ไม่เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโท เสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัท ข่าวสด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3167/2545
#99445
เปิดฉบับเต็ม

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามจนทำให้ผู้นั้นต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันแน่นอน หรือหากไม่ระบุถึงผู้ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนการใส่ความที่เป็นถ้อยคำหรือข้อความอันจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังก็มิใช่จะพิจารณาหรือวัดจากความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความเป็นสำคัญแต่อย่างใด เพราะอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลจะมีที่มาจากความเห็นแก่ตนเองของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ที่จะให้รับฟังว่าเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ เมื่อข้อความที่จำเลยทั้งสามตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นข้อความทั่ว ๆ ไปที่วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิได้กล่าวถึงตัวบุคคลว่าเป็นผู้ใดและไม่มีตอนใดเป็นการกล่าวร้ายใส่ความ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ , ๓๒๘ , ๘๓ , ๙๐ , ๙๑ และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔ , ๕ , ๔๘

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามจนทำให้ผู้นั้นต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันแน่นอน หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนการใส่ความที่เป็นถ้อยคำหรือข้อความอันจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังก็มิใช่จะพิจารณาหรือวัดจากความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความเป็นสำคัญแต่อย่างใด เพราะอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลจะมีที่มาจากความเห็นแก่ตนเองของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่ว ๆ ไป เป็นเกณฑ์ที่จะให้รับฟังว่าเป็นหมิ่นประมาทตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ หรือไม่ ข้อความที่จำเลยทั้งสามตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับลงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ตามเอกสารหมาย จ.๑ ที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นข้อความทั่ว ๆ ไป ที่วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมตามสิทธิที่จะทำได้ในระบอบประชาธิปไตยว่าไม่เหมาะสมไม่ควรเท่านั้น ดังเช่นศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่มีตอนใดที่จะให้รับฟังว่าเป็นการกล่าวร้ายใส่ความ แม้จะมีคำว่า คนโรคจิตหรือบ้าอำนาจอยู่ด้วย ก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ ๓ กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรกระทำการใด ๆ รุนแรงต่อประชาชนผู้มาชุมนุมเท่านั้น มิได้กล่าวหาถึงขั้นว่าประพฤติชั่ว กระทำการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงแต่อย่างใด นอกจากนี้ถ้อยคำดังกล่าวคงกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยทั่ว ๆ ไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนมาชุมนุมกันเท่านั้น มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด ถึงแม้จะมีระบุถึงกองปราบปรามอยู่ด้วย ก็เป็นการกล่าวโดยรวม มิได้ระบุตัวเจ้าพนักงานตำรวจในกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือตำรวจหน่วยใดในกองปราบปรามที่ระบุตัวได้แน่นอน ดังนั้น เจ้าพนักงานตำรวจที่สังกัดกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ โจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ถึงแม้จะทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามก็ไม่เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3160/2545
#44152
เปิดฉบับเต็ม

กระทรวงการคลังโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ธ. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุหรือทรัพย์สินในที่ดินราชพัสดุแทน เมื่อขณะที่ ธ. มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์นั้น ธ. ยังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 แม้ ธ. จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีไปแล้ว แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอนจึงยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เหตุที่ขณะฟ้อง ธ. พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีไปแล้วมิได้ทำให้ฐานะของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์สิ้นสุดตามไปด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกระทรวงในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดินและที่ราชพัสดุมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กระทำการในนามโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518โดยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุโฉนดเลขที่ 7351 เดิมเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2528โจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมได้ทำสัญญาให้นายบุญช่วย เวชพานิช สามีจำเลยเช่าที่ดินราชพัสดุแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 492.48 ตารางวา เพื่ออยู่อาศัยมีกำหนด1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2528 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2528 ค่าเช่าเดือนละ 2,954.88 บาท ผู้เช่าชำระค่าเช่าให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าผู้เช่ายังอยู่อาศัยในที่เช่าตลอดมาแต่มิได้ทำสัญญาเช่าใหม่ ต่อมาเดือนตุลาคม 2530ผู้เช่ายื่นคำร้องขอต่ออายุสัญญาเช่าพร้อมกับชำระค่าเช่าประจำปี 2529 และ 2530ให้แก่โจทก์ เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจสอบพบว่าผู้เช่าใช้สถานที่เช่าประกอบกิจการค้าร้านอาหารชื่อ โพธิ์ทอง ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์ในการเช่า ต่อมาวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2531 นายบุญช่วยถึงแก่ความตายทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยในฐานะบริวารของผู้ตายยังคงครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และยื่นคำร้องขอสืบสิทธิการเช่าต่อโจทก์ โจทก์ไม่อนุญาต ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินราชพัสดุโฉนดเลขที่ 7351 ทะเบียนราชพัสดุเลขที่ 17 (6752) ถนนเทศาหน้าพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ จำนวน 134,616 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2537 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 25,241 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน134,616 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 4,081 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 71,484บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 71,484 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ นอกจากนั้นให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ4,081 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปหลังวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นร้อยละ15 ของอัตราเดือนละ 4,081 บาท และชำระเพิ่มร้อยละ 15 ของทุก ๆ 5 ปี ถัดไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนายวิชัย ธรรมชอบ ผู้รับมอบอำนาจเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจต้องเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในขณะที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7351 ถนนเทศาหน้าพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 3,548 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2531 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 4,081 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536ถึงเดือนเมษายน 2537 และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน134,616 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2537จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ตุลาคม 2539)ต้องไม่เกินจำนวน 25,241 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าเสียหายอัตราเดือนละ 4,081 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2538 จนถึงวันฟ้อง นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเพียงประการเดียวว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคำสั่งที่มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยแทนโจทก์นั้น ได้สิ้นสุดไปแล้วนับแต่วันที่นายธารินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นกระทรวงในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2536 นายธารินทร์นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะนั้น ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุแทน ตามสำเนาคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 26/2536 เรื่อง มอบอำนาจให้อธิบดีกรมธนารักษ์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดลงวันที่ 8 มีนาคม 2536 เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตามคำสั่งดังกล่าวมีข้อความเป็นสำคัญว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขอมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุหรือทรัพย์สินในที่ดินราชพัสดุแทน คดีนี้โจทก์โดยนายวิชัย ชอบธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินราชพัสดุของโจทก์ ขณะที่ฟ้องนายธารินทร์ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปแล้ว เห็นว่า เมื่อในขณะที่นายธารินทร์มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1นั้น นายธารินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539นายธารินทร์จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโจทก์ไปแล้วตามที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอนคำสั่งมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าวของนายธารินทร์ ที่ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีขณะนายธารินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์นั้นคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เหตุที่ขณะฟ้องนายธารินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการของโจทก์ไปแล้วจึงหาได้ทำให้ฐานะของผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์สิ้นสุดตามไปด้วยไม่ คดีฟังได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 797
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นาง สาโรช เวชพานิช
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3160/2545
#44767
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ ธ. มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์นั้นธ. ยังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 70 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ธ. จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอน คำสั่งมอบอำนาจของ ธ. ดังกล่าวจึงยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หาทำให้ฐานะของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์สิ้นสุดตามการพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีของ ธ. ไปด้วยไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุโฉนดเลขที่ 7351 ตั้งอยู่ที่ถนนเทศาหน้าพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐมจังหวัดนครปฐม โจทก์ได้ทำสัญญาให้นายบุญช่วย เวชพานิช สามีจำเลยเช่าที่ดินราชพัสดุแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 492.48 ตารางวา เพื่ออยู่อาศัยมีกำหนด 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 2,954.88 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้เช่ายังอยู่อาศัยในที่เช่าตลอดมาแต่มิได้ทำสัญญาเช่าใหม่ ต่อมาผู้เช่ายื่นคำร้องขอต่ออายุสัญญาเช่าพร้อมกับชำระค่าเช่าประจำปี 2529 และ 2530 ให้แก่โจทก์ แต่ผู้เช่าใช้สถานที่เช่าประกอบกิจการค้าร้านอาหาร ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์ในการเช่า ต่อมานายบุญช่วยถึงแก่ความตายทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยยื่นคำร้องขอสืบสิทธิการเช่าต่อโจทก์ โจทก์ไม่อนุญาตและแจ้งให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินและชำระค่าขาดประโยชน์เท่ากับราคาค่าเช่าตั้งแต่วันที่จำเลยเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแทนผู้ตาย จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์และค่าปรับให้โจทก์บางส่วน ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินราชพัสดุโฉนดเลขที่ 7351 ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 134,616 บาท พร้อมดอกเบี้ย25,241 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 134,616 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ 71,484บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จนอกจากนั้นให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 4,081 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปหลังวันที่ 19 กุมภาพันธ์2541 ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ของอัตราเดือนละ 4,081 บาทและชำระเพิ่มร้อยละ 15 ของทุก ๆ 5 ปี ถัดไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนายวิชัย ธรรมชอบ ผู้รับมอบอำนาจเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่ข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจต้องเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในขณะที่ฟ้อง หลังจากที่นายบุญช่วยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยสืบสิทธิการเช่าต่อมาโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญากับจำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยสืบสิทธิการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ต้องบอกเลิกสัญญาก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 2 เดือน การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7351 ถนนเทศาหน้าพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ3,548 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2531 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536 และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 4,081 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงเดือนเมษายน 2537และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน134,616 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2537จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 ตุลาคม 2539)ต้องไม่เกินจำนวน 25,241 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าเสียหายอัตราเดือนละ 4,081 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2538 จนถึงวันฟ้อง (รวมต้นเงินค่าเสียหายจนถึงวันฟ้องจำนวน 71,484 บาท) นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเพียงประการเดียวว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำสั่งที่มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยแทนโจทก์นั้น ได้สิ้นสุดไปแล้วนับแต่วันที่นายธารินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2536นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุแทนซึ่งมีข้อความเป็นสำคัญว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขอมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุหรือทรัพย์สินในที่ดินราชพัสดุแทน คดีนี้โจทก์โดยนายวิชัย ชอบธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินราชพัสดุของโจทก์ ขณะที่ฟ้องนายธารินทร์ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปแล้ว เห็นว่า เมื่อในขณะที่นายธารินทร์มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์นั้น นายธารินทร์ยังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2539 นายธารินทร์จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโจทก์ไปแล้วตามที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอน คำสั่งมอบอำนาจดังกล่าวของนายธารินทร์ที่ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีขณะนายธารินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์นั้นคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เหตุที่ขณะฟ้องนายธารินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการของโจทก์ไปแล้วจึงหาได้ทำให้ฐานะของผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์สิ้นสุดตามไปด้วยไม่ คดีฟังได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นาง สาโรช เวชพานิช
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3160/2545
#99273
เปิดฉบับเต็ม

รัฐมนตรีมีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์ แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ นาย ธ. จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอน คำสั่งมอบอำนาจดังกล่าวของนาย ธ. คงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นกระทรวงในรัฐบาล เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กระทำการในนามโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินราชพัสดุ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโจทก์ หากจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปหลังวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ ของอัตราเดือนละ ๔,๐๘๑ บาท และชำระเพิ่มร้อยละ ๑๕ ของทุก ๆ ๕ ปี ถัดไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนายวิชัย ธรรมชอบ ผู้รับมอบอำนาจเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่ข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจต้องเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในขณะที่ฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หลังจากที่นายบุญช่วยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยสืบสิทธิการเช่าต่อมาโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญากับจำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยสืบสิทธิการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ต้องบอกเลิกสัญญาก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า ๒ เดือน การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๕๑ ถนนเทศาหน้าพระ ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ ๓,๕๔๘ บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ถึงวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๔,๐๘๑ บาท นับแต่วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๓๗ และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน ๑๓๔,๖๑๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๗ จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙) ต้องไม่เกินจำนวน ๒๕,๒๔๑ บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายอัตราเดือนละ ๔,๐๘๑ บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๘ จนถึงวันฟ้อง (รวมต้นเงินค่าเสียหายจนถึงวันฟ้องจำนวน ๗๑,๔๘๔ บาท) นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๕,๑๕๒.๕๐ บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเพียงประการเดียวว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำสั่งที่มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยแทนโจทก์นั้น ได้สิ้นสุดไปแล้วนับแต่วันที่นายธารินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นกระทรวงในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๖ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุแทน ตามสำเนาคำสั่งกระทรวงการคลังที่ ๒๖/๒๕๓๖ เรื่อง มอบอำนาจให้อธิบดีกรมธนารักษ์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๖ เอกสารหมาย จ. ๑ ซึ่งตามคำสั่งดังกล่าวมีข้อความเป็นสำคัญว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุหรือทรัพย์สินในที่ดินราชพัสดุแทน คดีนี้โจทก์โดยนายวิชัย ชอบธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินราชพัสดุของโจทก์ ขณะที่ฟ้องนายธารินทร์ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปแล้ว เห็นว่า เมื่อในขณะที่นายธารินทร์มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๑ นั้น นายธารินทร์ยังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐ ดังนั้น แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๙ นายธารินทร์จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโจทก์ไปแล้วตามที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. ๑ ไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอน คำสั่งมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. ๑ ดังกล่าวของนายธารินทร์ที่ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีขณะนายธารินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์นั้นคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เหตุที่ขณะฟ้องนายธารินทร์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการของโจทก์ไปแล้วจึงหาได้ทำให้ฐานะของผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์สิ้นสุดตามไปด้วยไม่ คดีฟังได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นางสาโรช เวชพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเสรี ภูรีญาณสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2545
#44766
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้พิจารณาใหม่หากได้ความตามคำร้องก็มีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว และศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาขึ้นใหม่ ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ก็เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ผู้ร้องจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของผู้ร้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวและมีคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นรับคำร้อง ผู้ร้องได้อ้างส่งสำเนาคำสั่งศาลที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้ามาในสำนวนด้วยจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะถูกโจทก์ฟ้องคดี ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์และกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงมิชอบมาแต่ต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะโจทก์ยื่นฟ้องปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อสำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นับแต่ศาลชั้นต้นรับฟ้องตลอดมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,400,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างเหตุจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมไปก่อนถูกฟ้องผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ในการขอให้พิจารณาใหม่นั้นหากได้ความตามคำร้องก็มีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว และศาลชั้นต้นต้องเริ่มต้นดำเนินกระบวนพิจารณาขึ้นใหม่ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ก็เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั่นเอง ผู้ร้องจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้นไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของผู้ร้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวและมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2541จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมด โดยอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ครั้นวันที่ 8 กันยายน 2541 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องโดยอ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพบุคคลในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีโดยได้แนบสำเนาภาพถ่ายใบมรณบัตรของจำเลยที่ 1 ท้ายคำร้องด้วย แต่ศาลชั้นต้นยังคงยกคำร้องจนกระทั่งวันที่ 21 กันยายน 2541 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นรับคำร้องและทำการไต่สวน ผู้ร้องได้อ้างส่งสำเนาคำสั่งศาลจังหวัดลำปางคดีแดงที่ 1572/2540 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2540มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้ามาในสำนวนด้วย โดยโจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถึงแก่กรรมของจำเลยที่ 1 ดังนี้เห็นได้ว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะถูกโจทก์ฟ้องคดี ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์และกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงมิชอบมาแต่ต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเช่นกัน เมื่อสำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกาเช่นนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย โดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นับแต่ศาลชั้นต้นรับฟ้องตลอดมา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ร้องเฉพาะที่เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่ผู้ร้อง กับให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 229 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นาง จรัสศรีหรือจิรัชยา อินเสาร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้อง — นาย ทวีป รุ่งกลิ่น
จำเลย — นาย ทวีป รุ่งกลิ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2545
#99603
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอให้พิจารณาใหม่นั้น หากได้ความตามคำร้องซึ่งอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมไปก่อนถูกฟ้อง ก็มีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัวและศาลชั้นต้นต้องเริ่มต้นดำเนินกระบวนพิจารณาขึ้นใหม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ก็เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษา ศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ผู้ร้องจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้นำเงิน ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้นไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควร หยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของผู้ร้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วก่อนโจทก์ฟ้องคดี จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพบุคคลที่อยู่ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดเกี่ยวกับจำเลยที่ 1นับแต่ศาลชั้นต้นรับฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและ สัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างเหตุจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมไปก่อนถูกฟ้อง ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ในการขอให้พิจารณาใหม่นั้น หากได้ความตามคำร้องก็มีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกต้องเพิกถอนไปในตัว และศาลชั้นต้นต้องเริ่มต้นดำเนินกระบวนพิจารณาขึ้นใหม่ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ก็เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั่นเอง ผู้ร้องจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตาม คำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยของผู้ร้องมานั้นไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของผู้ร้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อย่างไรก็ตาม จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะถูกโจทก์ฟ้องคดี ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์และกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงมิชอบมาแต่ต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเช่นกัน เมื่อสำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกาเช่นนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นับแต่ศาลชั้นต้นรับฟ้องตลอดมา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ร้องเฉพาะที่เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่ผู้ร้อง กับให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
ในฐานะ — นางจรัสหรือจิรัชยา อินเสาร์
ผู้ร้อง — ผู้จัดการมรดกของนายทวีป รุ่งกลิ่น
จำเลย — นายทวีป รุ่งกลิ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2545
#45699
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยนั้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับไปในตัวด้วย แต่จำเลยเลี่ยงไปอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยเพียงประการเดียวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาด้วย แม้จะเป็นสิทธิของจำเลยที่กระทำได้โดยชอบ ซึ่งจำเลยได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ โดยเสียเพียงค่าอุทธรณ์คำสั่ง 200 บาทเท่านั้นก็ตาม แต่การที่จำเลยอุทธรณ์เช่นนี้ทำให้มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อสินค้าไปจากโจทก์เป็นเงิน 505,361 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาชำระหนี้เป็นต้นไปด้วย คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน71,667.79 บาท รวมเป็นหนี้ถึงวันฟ้อง 577,028.79 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 577,028.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน505,361 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์และไม่เคยได้รับการทวงหนี้ค่าสินค้าจากโจทก์ โจทก์ยังไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่มีสิทธิคำนวณค่าภาษีรวมเข้ากับต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยจากจำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

เมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้ว ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองไม่มาศาลตามนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 505,361 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กล่าวคือจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยแต่จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตาม จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 ตามเหตุผลต่าง ๆ ที่อ้างมาเพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น หากศาลอุทธรณ์พิจารณาเห็นชอบด้วยตามเหตุผลที่จำเลยที่ 1 อ้างมาแล้วมีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ย่อมแสดงว่ากระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินต่อไปจนถึงมีคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นต้องเริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยต้องให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบจนสิ้นกระแสความแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าการที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 นั้น มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับไปในตัวด้วย การที่จำเลยที่ 1 เลี่ยงไปอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 เพียงประการเดียว โดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาด้วย แม้จะเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้โดยชอบ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ โดยเสียเพียงค่าอุทธรณ์คำสั่ง 200 บาท เท่านั้นก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เช่นนี้ทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มิฉะนั้นเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบกรณีต่างจากบทบัญญัติตามมาตรา 234 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาซึ่งเป็นเรื่องการทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบไม่รับวินิจฉัยให้แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอช.พี.อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัท พาราวู้ด คอร์ปอเรชั่น (เวิลด์ไวด์) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3145/2545
#99700
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยจำเลยชำระเงินบางส่วนแล้วเข้าทำนาในที่ดิน ครั้นถึงกำหนดโอนที่ดินจำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในสัญญา จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๔๒ ของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๘๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเพราะจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลย ๓๗ ไร่ ราคาไร่ละ ๗,๐๐๐ บาท รวมเป็นค่าที่ดิน ๒๕๙,๐๐๐ บาท จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์รวมทั้งสิ้น ๒๕๓,๘๐๐ บาท จำเลยคงค้างชำระค่าที่ดินโจทก์เพียง ๕,๒๐๐ บาท โจทก์ทวงถาม จำเลยอ้างว่าค้างชำระจำนวนดังกล่าว และจะชำระให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับอ้างว่าค้างอยู่อีกหลายหมื่นบาท ต่อมาโจทก์ไปแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอซึ่งได้เรียกจำเลยไปตกลงกัน ขณะนั้นจำเลยยังหาหลักฐานการชำระเงินไม่พบ โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดนัดและจะเรียกราคาที่ดินเพิ่ม เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอแจ้งว่าเมื่อไม่มีหลักฐานก็ต้องยอมชำระเงินตามที่โจทก์อ้าง จำเลยเห็นว่าได้ชำระเงินไปมากแล้วจึงยอมตามที่แนะนำแต่ทำไปโดยไม่สมัครใจ ต่อมาจำเลยค้นหาหลักฐานที่บันทึกด้านหลังสัญญาซื้อขายพบจึงแจ้งโจทก์ขอให้รับเงินที่ค้างอยู่ โจทก์ไม่ยอมอ้างว่าได้ยินยอมกันแล้ว จำเลยเห็นว่าไม่เป็นธรรมจึงไม่ชำระเงินให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๔๒ ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓,๗๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐) จนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๘๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๔๒ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๖ โจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาการซื้อขาย ตามเอกสารหมาย ล.๑ โดยโจทก์ตกลงขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ ๔๐ ไร่ ให้แก่จำเลยในราคา ๒๘๐,๐๐๐ บาท ต่อมาปี ๒๕๓๙ เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยดังกล่าวใหม่ได้เนื้อที่ ๓๗ ไร่ ครั้นวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๙ โจทก์และจำเลยจึงได้ทำหนังสือสัญญาการซื้อขายกันใหม่ โดยระบุเนื้อที่ดินพิพาทที่ซื้อขายจำนวน ๓๗ ไร่ ราคาไร่ละ ๗,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๒๕๙,๐๐๐ บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระราคาที่ดินพิพาทส่วนที่ค้างตามสัญญาให้แก่โจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่? เห็นว่าตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อจำเลยยังชำระเงินแก่โจทก์ไม่ครบตามที่ระบุในสัญญา จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยอด ปรับเพชร
จำเลย — นายยุ้ย ทองเชื้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายยงยศ วรสุภาพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2545
#45698
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีโดยไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2542 เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนนทบุรีได้ส่งคำบังคับโดยการปิดคำบังคับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฎรจึงเป็นการส่งโดยชอบ จำเลยที่ 2 ต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่ 13 กรกฎาคม2542 แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ส่วนข้ออ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้เพราะจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่ 194/28 และเพิ่งไปพบคำบังคับที่หน้าบ้านตามทะเบียนราษฎรเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 ไม่ใช่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 204,700 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างเหตุมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ แต่ได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่คัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์เสียก่อน เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีโดยมิได้อุทธรณ์ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนี้ อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และจำเลยที่ 2 ได้ชำระครบถ้วนแล้ว ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นโดยคำนวณตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมิชอบ ฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่พ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2542 เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนนทบุรีได้ส่งคำบังคับโดยการปิดคำบังคับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฎรจึงเป็นการส่งโดยชอบ ดังนี้จำเลยที่ 2 ต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่ 13 กรกฎาคม2542 แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ส่วนข้ออ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในทำนองว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ เพราะจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่ 194/28 ซอยมิตรพัฒนา ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และเพิ่งไปพบคำบังคับที่หน้าบ้านตามทะเบียนราษฎรเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เพียงพอแล้วที่ศาลจะวินิจฉัยได้ว่ามิใช่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ โดยหาจำต้องไต่สวนอีกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 4,918 บาทแก่จำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 224 วรรคสอง ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว ศรินดา ทรัพย์กาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2545
#99663
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี โดยมิได้อุทธรณ์ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๐๔,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างเหตุมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่ง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ แต่ได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๒ ที่คัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์เสียก่อน เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี โดยมิได้อุทธรณ์ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนี้ อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และจำเลยที่ ๒ ได้ชำระครบถ้วนแล้ว ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นโดยคำนวณตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมิชอบ ฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๒ ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่พ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนนทบุรีได้ส่งคำบังคับโดยการปิดคำบังคับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร จึงเป็นการส่งโดยชอบ ดังนี้จำเลยที่ ๒ ต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ แต่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ส่วนข้ออ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในทำนองว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ เพราะจำเลยที่ ๒ พักอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๑๙๔/๒๘ ซอยมิตรพัฒนา ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และเพิ่งไปพบคำบังคับที่หน้าบ้านตามทะเบียนราษฎรเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๒ นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เพียงพอแล้วที่ศาลจะวินิจฉัยได้ว่ามิใช่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ โดยหาจำต้องไต่สวนอีกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน ๔,๙๑๘ บาท แก่จำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวศรินดา ทรัพย์กาญจน์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรงค์พร จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3127/2545
#45697
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงินมีใจความว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีและในกรณีมีเหตุจำเป็นยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ แสดงว่าตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าลักษณะดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แม้ในช่วงแรกโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปโดยกลับไปคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อตกลงในสัญญาได้ หาใช่เป็นเรื่องลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้เป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง อันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ไม่ โจทก์ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้เงินได้

ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองตามหนังสือสัญญากู้เงินไม่ใช่การแสดงเจตนาเพื่อลวงบุคคลอื่น และไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำสัญญาฉบับนี้อำพรางสัญญาฉบับอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าลักษณะนิติกรรมอำพรางที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองลดลงเหลืออัตราร้อยละ 16 ต่อปีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 550,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำลงได้และตามอัตราใหม่ตามประกาศของโจทก์ โดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการกู้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 41511 พร้อมส่วนควบไว้แก่โจทก์ ในวงเงิน 550,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หลังจากทำสัญญาจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้แก่โจทก์หลายงวด โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวม 23 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจากอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้หลายครั้งและแจ้งให้ไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 586,347.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 523,862.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปคืนแก่โจทก์จำนวน 985 บาท ทุกวันที่ 1 ของทุกสามปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 580,204.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 523,862.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41511 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 550,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท และยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบล่วงหน้า และจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้นับแต่ทำสัญญา จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้หลายครั้ง โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยรวม 23 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543 จากอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งโจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และในกรณีมีเหตุจำเป็นยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้แสดงว่าตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้จำเลยทั้งสองมิได้ผิดนัดชำระหนี้ การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าลักษณะดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แม้ในครั้งแรกและช่วงเวลาที่ผ่านมาก่อนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป โดยกลับไปคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามข้อตกลงในสัญญาได้กรณีหาใช่เรื่องลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้เป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง อันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ไม่ โจทก์จึงชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีได้ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามหนังสือสัญญากู้เงินแท้จริงคือการอำพรางข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินที่ว่า หากผิดนัดแล้วโจทก์สามารถปรับเปลี่ยนไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนั่นเอง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมอำพรางต้องบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้นั้น เห็นว่า นิติกรรมอำพรางคือการที่บุคคลสองฝ่ายแสร้งแสดงเจตนาทำนิติกรรมอันหนึ่งอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งซึ่งมีเจตนาอันแท้จริงมุ่งจะผูกนิติสัมพันธ์กัน นิติกรรมอำพรางจึงไม่ใช่เจตนาอันแท้จริง แต่เป็นการแสดงเจตนาเพื่อลวงบุคคลอื่นโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองตามหนังสือสัญญากู้เงินมิใช่การแสดงเจตนาเพื่อลวงบุคคลอื่น และไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำสัญญาฉบับนี้อำพรางสัญญาฉบับอื่นแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะนิติกรรมอำพราง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองลดลงเหลืออัตราร้อยละ 16 ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 523,862.74 บาท นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 62,484.99 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 วรรคสาม ม. 155 ม. 224 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ธีรพันธ์ สิงขรอาจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2545
#45217
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกล่าวอ้างในคำขอให้พิจารณาใหม่แต่เพียงว่าสัญญากู้เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่อศาลแรงงานกลาง และจำเลยโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดี คำพิพากษาคงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นข้ออ้างลอย ๆมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไร ทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว จึงเป็นคำขอที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การสู้คดี ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยทั้งสองไม่มาศาลศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว โดยพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,106,939.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 994,466.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 187308 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรีพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า คดีนี้เดิมศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 เวลา 13 นาฬิกา แต่วันดังกล่าวมีการสัมมนาผู้พิพากษาทั่วไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ทนายจำเลยทั้งสองจึงมอบฉันทะให้นายสมเกียรติเจริญมหรรชัย เสมียนทนายไปฟังคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดี ศาลเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ไปเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13 นาฬิกา แต่เสมียนทนายสับสนและเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ศาลเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ไปเป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13นาฬิกา และได้แจ้งให้ทนายจำเลยทั้งสองทราบว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13 นาฬิกา ดังนั้นในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 1 กุมภาพันธ์2542 เวลา 13 นาฬิกา ทนายจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ไปซักค้านพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้ว่าสัญญากู้ตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่ลูกจ้าง จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์จะต้องเสนอข้อพิพาทต่อศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ และจำเลยทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยทั้งสองมีโอกาสต่อสู้คดี คำพิพากษาคงเปลี่ยนแปลงไป ขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิจารณาตามคำร้อง จำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคดีใหม่ ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายครบถ้วนหรือไม่เห็นว่า จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในคำขอให้พิจารณาใหม่แต่เพียงว่าสัญญากู้เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่อศาลแรงงานกลาง และจำเลยทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยทั้งสองมีโอกาสต่อสู้คดี คำพิพากษาคงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นข้ออ้างลอย ๆ มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไรทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว จึงเป็นคำขอที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่ามีเหตุอันสมควรให้มีการพิจารณาใหม่หรือไม่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยไม่ได้ทำการไต่สวน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ออมสิน
จำเลย — นาง สุทธินี ลิ้มเจริญพรชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2545
#44765
เปิดฉบับเต็ม

คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยบรรยายแต่เหตุที่จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และมีเฉพาะข้อความในช่วงท้ายเท่านั้นที่ระบุว่า หากจำเลยต่อสู้คดีเชื่อว่ายอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน เพราะหากตรวจสอบอย่างดีแล้วจะพบดอกเบี้ยที่โจทก์คิดคำนวณไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้อ้างหรือแสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด อย่างไรที่จะแสดงให้เห็นว่าศาลได้พิจารณาคดีใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 จัตวา วรรคสอง

ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง(3) ได้บัญญัติไว้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้น จึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม(1) โดยอาศัยมาตรา 204 และมาตรา 206 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาลและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม(1) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน1,922,334.97 บาท และบังคับจำนองศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่เป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ศาลชั้นต้นจึงให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม(1) และพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ตามฟ้องเป็นเวลานานแล้ว จึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง จำเลยไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ยื่นคำให้การ หากจำเลยต่อสู้คดีแล้วเชื่อว่า ยอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอนเพราะดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณไว้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่มิได้แสดงเหตุคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล เป็นคำร้องไม่ชอบและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าคำขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้กล่าวโดยชัดแจ้ง ซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะคดี ฯลฯ แต่ปรากฏว่าตามคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเป็นเพียงการบรรยายเหตุที่จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การคงมีเฉพาะข้อความในช่วงท้ายเท่านั้นที่ระบุว่า หากจำเลยต่อสู้คดีเชื่อว่ายอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน เพราะหากตรวจสอบอย่างดีแล้วจะพบดอกเบี้ยที่โจทก์คิดคำนวณไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ จะเห็นได้ว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไม่ได้อ้างหรือแสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด อย่างไร ที่จะแสดงให้เห็นว่าศาลได้พิจารณาคดีใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง(3) ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ฯลฯ อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีไม่มีข้อยุ่งยากแล้วว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม(1) โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 และมาตรา 206 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม(1) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 196 ม. 199 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุชาติ ลีลวณิช
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2545
#45696
เปิดฉบับเต็ม

คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเป็นเพียงการบรรยายเหตุที่จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และระบุเพียงว่าหากจำเลยต่อสู้คดีเชื่อว่ายอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลง เพราะโจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ได้อ้างหรือแสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด อย่างไรที่จะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง

คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยากซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง (3) ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีไม่มีข้อยุ่งยากว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 และ มาตรา 206 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน1,922,334.97 บาท และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ศาลชั้นต้นจึงให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) และพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ตามฟ้องเป็นเวลานานแล้ว จึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง จำเลยไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ยื่นคำให้การ หากจำเลยต่อสู้คดีแล้วเชื่อว่า ยอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอนเพราะดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณไว้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่มิได้แสดงเหตุคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลเป็นคำร้องไม่ชอบและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าคำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะคดี ฯลฯ แต่ปรากฏตามคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเป็นเพียงการบรรยายเหตุที่จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การคงมีเฉพาะข้อความในช่วงท้ายเท่านั้นที่ระบุว่า หากจำเลยต่อสู้คดีเชื่อว่ายอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอนเพราะหากตรวจสอบอย่างดีแล้วจะพบดอกเบี้ยที่โจทก์คิดคำนวณไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ จะเห็นได้ว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไม่ได้อ้างหรือแสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด อย่างไร ที่จะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสองที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง (3) ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัดให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ฯลฯ อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีไม่มีข้อยุ่งยากแล้วว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 และ 206 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ วรรคสาม (1) ม. 196 วรรคสอง (3) ม. 199 จัตวา วรรคสอง ม. 198 ทวิ วรรคสาม (1) ม. 204 ม. 206 วรรคสอง ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายสุชาติ ลีลวณิช
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2545
#99699
เปิดฉบับเต็ม

คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเป็นเพียงการบรรยายเหตุที่จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และระบุเพียงว่าหากจำเลยต่อสู้คดีเชื่อว่ายอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลง เพราะโจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ได้อ้างหรือแสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด อย่างไร ที่จะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง

คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่ง ป.วิ.พ.มาตรา 196 วรรคสอง (3) ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีไม่มีข้อยุ่งยากว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) โดยอาศัย ป.วิ.พ.มาตรา 204 และมาตรา 206 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตาม ป.วิ.พ.มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๑,๙๒๒,๓๓๔.๙๗ บาท และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ศาลชั้นต้นจึงให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) และพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ตามฟ้องเป็นเวลานานแล้ว จึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง จำเลยไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ยื่นคำให้การ หากจำเลยต่อสู้คดีแล้วเชื่อว่า ยอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอนเพราะดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณไว้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่มิได้แสดงเหตุคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล เป็นคำร้องไม่ชอบและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าคำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะคดี ฯลฯ แต่ปรากฏตามคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเป็นเพียงการบรรยายเหตุที่จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ คงมีเฉพาะข้อความในช่วงท้ายเท่านั้นที่ระบุว่า หากจำเลยต่อสู้คดีเชื่อว่ายอดหนี้ที่กล่าวในคำบังคับต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน เพราะหากตรวจสอบอย่างดีแล้วจะพบดอกเบี้ยที่โจทก์คิดคำนวณไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ จะเห็นได้ว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไม่ได้อ้างหรือแสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด อย่างไร ที่จะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดี คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง (๓) ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ฯลฯ อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีไม่มีข้อยุ่งยากแล้วว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ และ ๒๐๖ วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาในชั้นนี้ให้เป็นพับ.

นายสุพรชัย รางแดง ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ วรรคสาม (1) ม. 196 วรรคสอง (3) ม. 199 จัตวา วรรคสอง ม. 198 ทวิ วรรคสาม (1) ม. 204 ม. 206 วรรคสอง ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — ธนาคารศรีนคร จำกัด
ลีลวณิช — นายสุชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3108/2545
#99602
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าถูกจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง โจทก์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนชำระหนี้จำนองที่ดิน? จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน ๒๐,๙๖๒.๕๐ บาท แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๒๗ โจทก์จำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๑๓๖,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๘ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี ซึ่งปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นการชำระหนี้จำนอง คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เนื่องจากถูกจำเลยที่ ๑ ฉ้อฉลว่าเป็นการเพิ่มวงเงินจำนองหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ให้ฟังได้ตามข้ออ้างคงมีเพียงตนเองเบิกความเอาลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน นายสมพงษ์ ภู่พัฒน์พิบูลย์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมรายนี้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ ๑ ว่า คู่กรณีผู้ทำนิติกรรมต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนถ้อยคำแล้วให้คู่กรณีลงชื่อในบันทึกถ้อยคำต่อหน้าเจ้าหน้าที่สอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียน แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ต้องลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมต่อหน้าทั้งเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียน จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ไปโดยไม่ทราบข้อความและไม่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนตลอดจนเจ้าพนักงานที่ดินดังที่โจทก์กล่าวอ้าง นายสมพงษ์นี้นอกจากจะเป็นเจ้าพนักงานแล้วยังไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่มีข้อควรระแวงสงสัยว่านายสมพงษ์จะสมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย เชื่อได้ว่านายสมพงษ์เบิกความไปตามความจริง ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าหลังจากทำนิติกรรมรายนี้แล้ว โจทก์ยังเอาข้าวโพดไปขายให้จำเลยที่ ๑ และถูกจำเลยที่ ๑ หักดอกเบี้ยนั้น มีแต่ตัวโจทก์เบิกความในเรื่องนี้เพียงปากเดียว พยานโจทก์ปากอื่นก็ไม่มีผู้ใดเบิกความถึง เมื่อจำเลยที่ ๑ เบิกความโจทก์ก็มิได้ถามค้านให้จำเลยที่ ๑ ยอมรับ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ คดีนี้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักในการรับฟังดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี สำหรับเหตุผลอื่น ๆ ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก และฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ก็ไม่มีน้ำหนักพอให้เปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบา ศรีหาแก้ว
จำเลย — นางกนกพร คูจิระวัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายสมเกียรติ เมาลานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2545
#99272
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาหากครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว แม้โจทก์จะอ้างบทกฎหมายอันเป็นการอ้างกฎหมายที่มิได้ใช้บังคับแก่กิจการของจำเลยก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยคดี ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการปรับบทกฎหมายเพื่อให้ตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ คดีนี้ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องโดยเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาที่ถูกต้องตามบทกฎหมายที่อ้างถึงข้างต้นแล้ว จึงมิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้องตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ อ้างเหตุโจทก์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งไม่เป็นความจริง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ได้สืบสวนสอบสวนแล้ว เห็นว่าโจทก์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ อัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม และนับอายุงานต่อเนื่องให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒๔,๕๒๐ บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่อาจรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย ๕๘๕,๒๐๐ บาท เงินสงเคราะห์ครั้งเดียว ๙๘๐,๘๐๐ บาท ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค้าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๑๔๗,๑๒๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒๔,๕๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบของจำเลยเกี่ยวกับการเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางและค่าเช่าที่พัก คณะกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นได้สอบสวนแล้วเห็นว่าโจทก์เบิกเบี้ยเลี้ยงเท็จ มีความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากงาน ไม่ได้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวโจทก์มีสิทธิได้รับเพียง ๘๕๘,๒๐๐ บาท เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องยื่นคำขอรับเงินดังกล่าวแต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอแต่อย่างใด โจทก์ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักพนักงานของจำเลย ไม่ได้ออกไปภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ต้องเสียค่าเช่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยขออายัดเงินจำนวนดังกล่าวร้อยละ ๒๐ เพื่อชดใช้ค่าเช่าบ้านพัก จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เหตุที่โจทก์ถูกเลิกจ้างเป็นเพราะทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ และเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน ๑,๗๓๗,๖๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว แม้โจทก์จะอ้างบทกฎหมายประกอบมาด้วยว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดตามข้อ ๔๗ แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน อันเป็นการอ้างบทกฎหมายที่มิได้ใช้บังคับแก่กิจการของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยคดี ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการปรับบทกฎหมายเพื่อให้ตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ถือได้ว่าโจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑(๑) และมาตรา ๑๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันเป็นเงิน ๑๔๗,๑๒๐ บาท นั้น เป็นการพิพากษาที่ถูกต้องตามบทกฎหมายที่อ้างถึงข้างต้นแล้วจึงมิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากจำเลยจำนวนเท่าใด เห็นว่า การคำนวณอายุงานเพื่อคำนวณเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวที่กำหนดให้คำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำเหน็จข้าราชการ โดยต้องคำนวณถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เท่านั้น จะคำนวณถึงวันที่โจทก์เกษียณอายุมิได้ เนื่องจากโจทก์มิได้ทำงานอยู่จนถึงเกษียณอายุ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว เป็นเงิน ๘๕๘,๒๐๐ บาท อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวร้อยละ ๒๐ เพื่อชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่ยอมออกจากบ้านพักของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบ โจทก์จึงมิใช่ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องออกจากงานเพราะกระทำความผิดซึ่งต้องออกจากบ้านพักภายในกำหนด๓๐ วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่ง ตามคำสั่งทั่วไป เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ผู้ปฏิบัติงานออกจากบ้านพักหรือบริเวณบ้านพักของการรถไฟฯ จำเลยจึงไม่อาจหักเงินจำนวนร้อยละ ๒๐ ของเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน ๑,๖๑๕,๐๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

นายอนันต์ ชุมวิสูตร ผู้ช่วยฯ

น.ส.จันทนา บารมีอวยชัย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โดดดารา — นายสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงศ์ แพนเดช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087 -ที่ 3095/2545
#45216
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากันเพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า งานที่โจทก์ทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12(2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลาหรือไม่และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์โดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์โดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้

งานที่โจทก์ทำเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้าแต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา เมื่อเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลามิใช่ค่าล่วงเวลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่เป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจึงไม่เป็นไปตามคำท้าและไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งเก้าฟ้องเป็นใจความว่า เมื่อวัน เดือน ปี ตามฟ้อง จำเลยจ้างโจทก์ทั้งเก้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่บริการภาคพื้นดิน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนและโจทก์ทั้งเก้าได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้อง ระหว่างทำงานจำเลยสั่งให้โจทก์ทั้งเก้าทำงานล่วงเวลา โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1 เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างปกติรายชั่วโมง รายละเอียดตามบัญชีค่าล่วงเวลาท้ายคำฟ้องโจทก์ทั้งเก้าขอให้บังคับจำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน 98,221 บาท แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน46,368 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 75,273 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 103,474 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 31,437 บาท แก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 58,096 บาท แก่โจทก์ที่ 6เป็นเงิน 76,524 บาท แก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 26,736 บาท แก่โจทก์ที่ 8 และเป็นเงิน77,996 บาท แก่โจทก์ที่ 9 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ด่วนพิเศษ โจทก์ทั้งเก้าเป็นลูกจ้างของจำเลยในแผนกบริการภาคพื้นดินมีหน้าที่รับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยโจทก์ทั้งเก้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวัน เดือน ปีและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามคำให้การจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544โจทก์ที่ 4 ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งหรือมอบหมายให้โจทก์ทั้งเก้าทำงานล่วงเวลาให้แก่จำเลย และจำเลยชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่เคยทำหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลากับจำเลย ซึ่งการงานของโจทก์ทั้งเก้ามีลักษณะหรือสภาพเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามฟ้อง เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ข้อ 6 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน กับโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้นและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งเก้าขาดอายุความ 6 เดือนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน 42,018.72 บาท แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 26,177.94 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 14,165.41 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 34,740.06 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 20,332.31 บาท แก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 16,532.38 บาท แก่โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 18,758.65 บาท แก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน18,423.59 บาท แก่โจทก์ที่ 8 และเป็นเงิน 32,675.80 บาท แก่โจทก์ที่ 9 ตามบัญชีเอกสารหมาย ล.4 (ช่องสรุปเงินค้างจ่ายในส่วนค้างจ่าย 1.5 เท่า) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของเงินค่าล่วงเวลา นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเก้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ด่วนพิเศษ โจทก์ทั้งเก้าเป็นลูกจ้างของจำเลยทำหน้าที่บริการภาคพื้นดินโดยมีหน้าที่รับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยด้วยรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ตู้ซึ่งเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้องกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ระหว่างที่โจทก์ทั้งเก้าทำงานให้จำเลย จำเลยสั่งให้โจทก์ทั้งเก้าทำงานล่วงเวลาตามวันและจำนวนชั่วโมงตามบัญชีท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งเก้าทำงานลักษณะเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งข้อ 3 กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลาเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งเก้าไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลาและไม่อาจถือเป็นการตกลงกันโดยปริยาย อีกทั้งจำเลยไม่ได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยาย โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลานั้นเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงร่วมกันไม่ติดใจสืบพยานทั้งสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่างานบริการภาคพื้นดินอันเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งเก้านั้นเป็นงานขนส่งทางบกหรือไม่ ซึ่งฝ่ายจำเลยเห็นว่า เป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรา 1.5 เท่า แต่จ่ายเป็นค่าตอบแทนเพียง 1 เท่า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 6 แต่ฝ่ายโจทก์ทั้งเก้าเห็นว่าจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรา 1.5 เท่า และขอให้วินิจฉัยด้วยว่าจำนวนเงินที่จำเลยค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งเก้าเป็นจำนวนเท่าใดตามที่ระบุในเอกสารหมายล.4 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยจะเป็นร้อยละ 15 ต่อปีตามฟ้องหรือร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่จำเลยให้การ ซึ่งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าวและแถลงไม่ติดใจสืบพยานของทั้งสองฝ่ายโดยขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นที่แถลง จึงให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งเก้าและพยานจำเลย และนัดฟังคำพิพากษา ดังนี้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากัน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามประเด็นที่ท้ากันว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นงานขนส่งทางบกจำเลยก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตรา 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ หากวินิจฉัยว่าไม่ใช่งานขนส่งทางบก จำเลยก็ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรา 1.5 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามบัญชีเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งตามที่คู่ความแถลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่มีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเก้าได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลาหรือไม่และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ แต่เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบกโจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้า แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำคือในอัตรา 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (2541) ข้อ 6 ที่กล่าวมา ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับปรากฏตามเอกสารหมาย ล.4ในช่องสรุปเงินค้างจ่าย (ค้างจ่าย 1) ตามที่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยรับกัน ส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลามิใช่ค่าล่วงเวลาที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจึงไม่เป็นไปตามคำท้าและไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ที่ 1เป็นเงิน 23,532.81 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 14,229.96 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน9,320.94 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 21,158.87 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 13,488.87 บาทโจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 10,944.28 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 12,373.43 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน12,104.72 บาท และโจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 18,515.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 182
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุสรณ์ แป้นพุดซา กับพวก
จำเลย — บริษัท ที เอ็น ที เอ็กซ์เพรสเวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087 -ที่ 3095/2545
#99444
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากัน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12/2541 ออกตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าโจทก์ทั้งเก้าได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลา และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์อีก

เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่างานที่โจทก์ทั้งเก้าทำเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้า แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในอัตรา 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา มิใช่ค่าล่วงเวลาที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ได้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๙๘,๒๒๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๖,๓๖๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๗๕,๒๗๓ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๑๐๓,๔๗๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๓๑,๔๓๗ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๕๘,๐๙๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๗๖,๕๒๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๒๖,๗๓๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๘ และเป็นเงิน๗๗,๙๙๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๙ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ด่วนพิเศษ โจทก์ทั้งเก้าเป็นลูกจ้างของจำเลยในแผนกบริการภาคพื้นดิน มีหน้าที่รับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยโจทก์ทั้งเก้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวัน เดือน ปี และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามคำให้การจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๔ ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งหรือมอบหมายให้โจทก์ทั้งเก้าทำงานล่วงเวลาให้แก่จำเลย และจำเลยชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่เคยทำหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลากับจำเลย ซึ่งการงานของโจทก์ทั้งเก้ามีลักษณะหรือสภาพเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามฟ้อง เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๖ กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน กับโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเท่านั้น และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งเก้าขาดอายุความ ๖ เดือนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๔๒,๐๑๘.๗๒ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๖,๑๗๗.๙๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๑๖๕.๔๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๓๔,๗๔๐.๐๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๒๐,๓๓๒.๓๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๖,๕๓๒.๓๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๑๘,๗๕๘.๖๕ บาท แก่โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๘,๔๓๒.๕๙ บาท แก่โจทก์ที่ ๘ และเป็นเงิน ๓๒,๖๗๕.๘๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๙ ตามบัญชีเอกสารหมาย ล. ๔ (ช่องสรุปเงินค้างจ่ายในส่วนค้างจ่าย ๑.๕ เท่า) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินค่าล่วงเวลานับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเก้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว _ _ _ เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากัน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามประเด็นที่ท้ากันว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นงานขนส่งทางบกจำเลยก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตรา ๑ เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ หากวินิจฉัยว่าไม่ใช่งานขนส่งทางบก จำเลยก็ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรา ๑.๕ เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ตามบัญชีเอกสารหมาย ล. ๔ ซึ่งตามที่คู่ความแถลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่มีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเก้าได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลาหรือไม่และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ แต่เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้า แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำคือในอัตรา ๑ เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (๒๕๔๑) ข้อ ๖ ที่กล่าวมา ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับปรากฏตามเอกสารหมาย ล. ๔ ในช่องสรุปเงินค้างจ่าย (ค้างจ่าย ๑) ตามที่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยรับกัน ส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา มิใช่ค่าล่วงเวลาที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ ๑๕ ปี ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ปี นับแต่วันฟ้อง จึงไม่เป็นไปตามคำท้าและไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๓,๕๓๒.๘๑ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๒๒๙.๙๖ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๙,๓๒๐.๙๔ บาท โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๒๑,๑๕๘.๘๗ บาท โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๓,๔๘๘.๘๗ บาท โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๑๐,๙๔๔.๒๘ บาท โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๒,๓๗๓.๔๓ บาท โจทก์ที่ ๘ เป็นเงิน ๑๒,๑๐๔.๗๒ บาท และโจทก์ที่ ๙ เป็นเงิน ๑๘,๕๑๕.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 61 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุสรณ์ แป้นพุดซา
จำเลย — บริษัท ที เอ็น ที เอ็กซ์เพรสเวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา