คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2899/2545
#44750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอแก้คำฟ้องว่าผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อคือ น. มิใช่ ส. เป็นการแก้ไขให้ตรงต่อความเป็นจริงเพราะโจทก์ผิดหลงพิมพ์ผิดไป เป็นการแก้ไขเล็กน้อยจึงแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180

โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ไปในราคาและจะต้องผ่อนชำระงวดละเดือนละเท่าใด จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์เพียง 6 งวด ผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 7 เป็นต้นมาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์นำออกขายทอดตลาดได้ราคา 782,000 บาท เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า เหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาสืบเนื่องมาจากเหตุใด และการขายทอดตลาดได้ในราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไป จึงเป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ส่วนสภาพของรถยนต์ในขณะขายทอดตลาดหรือสถานที่ ๆขายทอดตลาดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบเท่านั้น ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. แต่จำเลยที่ 1 มีเงินไม่เพียงพอจึงต้องหาธุรกิจเช่าซื้อมาช่วยดำเนินการให้ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือและโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นของโจทก์ จากนั้นโจทก์จึงนำรถยนต์มาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน

จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างที่รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืน

ค่าเสียหายอันเกิดจากโจทก์ขายรถยนต์แล้วยังขาดราคาค่าเช่าซื้ออยู่อีกจำนวนหนึ่ง เป็นค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการผิดสัญญา และเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดประโยชน์โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดรายได้ ส่วนการกำหนดอัตราค่าปรับอีกร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน จากจำนวนเงินดังกล่าว เป็นเบี้ยปรับที่คู่สัญญาอาจกำหนดไว้ได้ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา เป็นค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 มิใช่ค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 562 เมื่อกฎหมายลักษณะเช่าซื้อมิได้บัญญัติอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อ โจทก์มอบอำนาจให้นายวรวุฒิ วรธิพรหมมา ฟ้องและดำเนินคดีแทนและนายวรวุฒิได้มอบอำนาจช่วงให้นายวินัย เจริญจิตสวัสดิ์ ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวนิตยา อนันตศิริจินดา ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อออดี้ หมายเลขทะเบียน9ฬ-1402 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ ในราคา 1,452,336.60 บาท โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด ผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 515,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยเบี้ยปรับร้อยละ 2 ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการให้กู้ยืมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังตกเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบและได้ราคาต่ำกว่าเป็นจริง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการขายทอดตลาดที่ได้ราคาต่ำกว่าราคาค่าเช่าซื้อค่าเสียหายจำนวน 450,000 บาท เป็นค่าเช่าซื้อค้างชำระ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว สัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยที่ 1กับโจทก์ รถยนต์พิพาทสามารถขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท หากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเพียงเดือนละไม่เกิน 3,000 บาท โจทก์ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับร้อยละ 2 ต่อเดือน ข้อตกลงที่ให้เรียกค่าปรับดังกล่าวเป็นค่าเสียหายซ้ำซ้อนขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 380,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยเบี้ยปรับร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 การแก้ไขคำฟ้องจะต้องกระทำเสียก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานเว้นแต่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ขอมอบอำนาจช่วงให้นายวินัย เจริญจิตสวัสดิ์ ดำเนินคดีแทนซึ่งโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว และทำเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก็ได้ ส่วนที่โจทก์ขอแก้คำฟ้องว่าผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อคือนางสาวนิตยา อนันตศิริจินดา มิใช่นายสุรเดชภูมิชัย เป็นการแก้ไขให้ตรงต่อความเป็นจริงเพราะโจทก์ผิดหลงพิมพ์ผิดไปเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงแก้ไขได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องเรื่องการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทไม่ชัดเจนเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ไปในราคาและจะต้องผ่อนชำระงวดละเดือนละเท่าใด จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์เพียง6 งวด ผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 7 เป็นต้นว่าโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และยึดรถยนต์นำออกขายทอดตลาดได้ราคา 782,000 บาท เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจได้ว่า เหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาสืบเนื่องมาจากเหตุใด และการขายทอดตลาดได้ในราคาดังกล่าวซึ่งต่ำกว่าราคาที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไป จึงเป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ส่วนสภาพของรถยนต์ในขณะขายทอดตลาดหรือสถานที่ ๆ ขายทอดตลาดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบเท่านั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นยื่นคำให้การจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีแต่เพียงว่า โจทก์ประกอบกิจการให้กู้ยืม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง การให้กู้ยืมตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงจากทางนำสืบโจทก์ได้ความว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรวม 22 ข้อ ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเอกสารหมาย จ.1 และตามวัตถุประสงค์ข้อ 1 คือ "ให้เช่า ให้เช่าซื้อ..." การกระทำของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และกิจการดังกล่าวนี้ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง สำหรับเรื่องนิติกรรมอำพรางนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทจากห้างหุ้นส่วนจำกัดขอนแก่นชุมพลกลการ แต่จำเลยที่ 1 มีเงินไม่เพียงพอจึงต้องหาธุรกิจเช่าซื้อมาช่วยดำเนินการให้ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือและโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นของโจทก์จากนั้นโจทก์จึงนำรถยนต์พิพาทมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อการกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน...

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์ ค่าขาดราคาเช่าซื้อ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้วตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.7 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างที่รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืน แม้โจทก์จะมิได้นำพยานมาสืบยืนยันว่าอาจนำออกให้เช่าได้เดือนละ 20,000บาท ก็ตาม แต่เป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าในระหว่างที่รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์จากการใช้สอยโดยไม่ต้องไปเช่ารถยนต์ผู้อื่นทั้งค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เดือนละ 10,000 บาท นั้น คิดเป็นรายวันเพียงวันละ 300 บาทเศษ จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว สำหรับค่าเสียหายจำนวน 350,000 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายอันเกิดจากโจทก์ขายรถยนต์แล้วยังขาดราคาค่าเช่าซื้ออยู่อีกจำนวนหนึ่ง ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการผิดสัญญา และเป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าขาดประโยชน์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดรายได้ ส่วนการกำหนดอัตราค่าปรับอีกร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน จากจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่คู่สัญญาอาจกำหนดไว้ได้ ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ประการใด

จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและขอให้ศาลกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้เสียใหม่เห็นว่า ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนเป็นค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 มิใช่ค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 562 เมื่อกฎหมายลักษณะเช่าซื้อมิได้บัญญัติอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจโดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ รวมถึงความสุจริตในการต่อสู้คดีศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจเหมาะสมแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 150 ม. 193/30 ม. 223 ม. 379 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว ภัทธนิกูล พินพิสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2899/2545
#99311
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 การแก้ไขคำฟ้องจะต้องกระทำเสียก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ขอมอบอำนาจช่วงให้ ว. ดำเนินคดีแทน ซึ่งโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว และทำเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก็ได้ ส่วนที่โจทก์ขอแก้คำฟ้องว่าผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ คือ น. มิใช่ ส. เป็นการแก้ไขให้ตรงต่อความเป็นจริงเพราะโจทก์ผิดหลงพิมพ์ผิดไป เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงแก้ไขได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ต้องการซื้อรถยนต์แต่ไม่มีเงินพอ จึงให้โจทก์ชำระราคารถยนต์แก่ผู้ขาย แล้วโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นของโจทก์ จากนั้น โจทก์จึงนำรถยนต์ดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้ยืม

การที่โจทก์ขายทอดตลาดโดยให้บริษัท ส. ซึ่งประกอบกิจการด้านนี้เป็นผู้ดำเนินการ ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการโดยไม่สุจริต ราคารถยนต์ที่ขายได้เป็นการขายตามสภาพที่ยึดมา ทั้งมีการประกาศขายทอดตลาดทางหนังสือพิมพ์ให้บุคคลทั่วไปทราบ และในขณะที่ทำการขายทอดตลาดยังไม่มีกฎหมายหรือประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 ออกมาใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ต้องแจ้งเรื่องการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบเสียก่อน

ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา เป็นค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 มิใช่ค่าเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 562 เมื่อกฎหมายลักษณะเช่าซื้อมิได้บัญญัติอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจ โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ รวมถึงความสุจริตในการต่อสู้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เป็นเงิน 515,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยเบี้ยปรับร้อยละ 2 ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า การขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบและได้ราคาต่ำกว่าเป็นจริง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการขายทอดตลาดที่ได้ราคาต่ำกว่าราคาค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 380,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยเบี้ยปรับร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 การแก้ไขคำฟ้องจะต้องกระทำเสียก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้ สองสถาน เว้นแต่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ขอมอบอำนาจช่วงให้นายวินัย เจริญจิตสวัสดิ์ ดำเนินคดีแทนซึ่งโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว และทำเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก็ได้ ส่วนที่โจทก์ขอแก้คำฟ้องว่าผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อคือ นางสาวนิตยา อนันตศิริจินดา มิใช่นายสุรเดช ภูมิชัย เป็นการแก้ไขให้ตรงต่อความเป็นจริงเพราะโจทก์ผิดหลงพิมพ์ผิดไปเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงแก้ไขได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับเรื่องนิติกรรมอำพรางนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. แต่จำเลยที่ 1 มีเงินไม่เพียงพอจึงต้องหาธุรกิจเช่าซื้อมาช่วยดำเนินการให้ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือและ โอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นของโจทก์ จากนั้นโจทก์จึงนำรถยนต์พิพาทมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อการกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน

ปัญหาต่อไปมีว่า การขายทอดตลาดของโจทก์ชอบหรือไม่ และราคาที่ขายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขายทอดตลาดโดยให้บริษัทสหการประมูล จำกัด ซึ่งประกอบกิจการด้านนี้เป็นผู้ดำเนินการ ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการโดยไม่สุจริตแต่ประการใด ราคารถยนต์ที่ขายได้เป็นการขายตามสภาพที่ยึดมา ทั้งมีการประกาศขายทอดตลาดทางหนังสือพิมพ์ให้บุคคลทั่วไปทราบ และในขณะที่ทำการขายทอดตลาดยังไม่มีกฎหมายหรือประกาศ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 ออกมาใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ต้องแจ้งเรื่องการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบเสียก่อน ทั้งราคาที่ขายได้มิได้ต่ำไปกว่าความเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น?

จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและขอให้ศาลกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมและ ค่าทนายความที่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้เสียใหม่ เห็นว่า ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา ค่าเสียหายทั้งสองจำนวนเป็นค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 มิใช่ค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 562 เมื่อกฎหมายลักษณะเช่าซื้อมิได้บัญญัติอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจ โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ รวมถึงความสุจริตในการต่อสู้คดี ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจเหมาะสมแล้ว ฎีกาทุกข้อของ จำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคสอง ม. 193/30 ม. 562
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวภัทธนิกูล พินพิสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยวงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2894/2545
#45206
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทผู้ร้องให้ ณ. เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลาง ณ. ชำระเรื่อยมา จำเลยก็นำรถของกลางไปกระทำผิด ดังนี้ กรรมสิทธิ์ในรถของกลางยังเป็นของผู้ร้องอยู่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอคืนรถของกลางได้ เมื่อจำเลยกระทำผิดโดยลำพัง ซึ่ง ณ. และผู้อื่นมิได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย การที่ผู้ร้องขอคืนรถของกลางเพื่อให้ ณ. ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จึงมิได้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้กระทำผิดอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 3 ค - 2976 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางและให้นายณรงค์ ม่วงวัดท่า เช่าซื้อไป ผู้ร้องไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจ ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วนตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางยังเป็นของผู้ร้องอยู่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อต่อไปสรุปความว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประสงค์ให้นายณรงค์ผู้เช่าซื้อหรือนายวินัยผู้ค้ำประกันได้เช่าซื้อต่อเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกคะนอง ไข่ทา พนักงานสอบสวนในคดีที่จำเลยถูกจับกุมพยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดโดยลำพังแต่ผู้เดียว ไม่มีบุคคลอื่นรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น นายณรงค์ผู้เช่าซื้อและนายวินัยจึงไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลย การที่ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จึงมิได้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้กระทำความผิดอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
ผู้ร้อง — บริษัท นอร์ธเวย์ จำกัด
จำเลย — นาย เลื่อน ชัยเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2545
#44749
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำร้องของจำเลยจะสรุปข้อเท็จจริงถึงเหตุที่ต้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดเกี่ยวกับกำหนดวันครบอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ตามแต่ข้อความแรกอันเป็นชื่อคำร้องจำเลยระบุยืนยันว่าเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ข้อความอันเป็นส่วนเนื้อหาก็มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งคำขอบังคับจำเลยก็สรุปเพียงขอให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น คำร้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยมีข้อเท็จจริงเรื่องเหตุจำเป็นต้องยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับกำหนดวันครบอุทธรณ์เพื่อประกอบการวินิจฉัย ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา หาใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 โดยอ้างว่ามีความประสงค์ขอคัดหรือถ่ายคำพิพากษา คำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยทุกปากเพื่อประกอบการพิจารณาทำอุทธรณ์ แต่ไม่สามารถดำเนินการทันตามกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ตามขอ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกถึงวันที่ 16 มีนาคม 2543 โดยอ้างว่า เพิ่งได้รับคำพิพากษา คำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยที่ขอคัดหรือถ่ายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้ไม่สามารถทำอุทธรณ์ให้เสร็จในเวลาที่จะครบกำหนดอุทธรณ์ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 15 มีนาคม 2543

วันที่ 16 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกถึงวันที่ 24 มีนาคม 2543 โดยทนายจำเลยผู้ทำคำร้องขออ้างว่า เพื่อจะได้แจ้งวันครบกำหนดอุทธรณ์ให้ตัวจำเลยทราบ เพราะตัวจำเลยยังไม่ทราบวันครบกำหนดอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยถึงวันที่ 15 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลขยายให้ เหตุที่อ้างตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษและกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ไม่อาจขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ได้อีก ยกคำร้อง

วันที่ 24 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นอุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมบางส่วนก่อน โดยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือออกไปถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2543

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลย และมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ขยายให้ ไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้โจทก์ จำเลยไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและเงินชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่ง ให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 จำเลยได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่จำต้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงไม่ใช่คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่จำเลยต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้น เห็นว่า แม้คำร้องของจำเลยจะได้บรรยายสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าวมาด้วยก็ตาม แต่ข้อความแรกอันเป็นชื่อคำร้องนั้น จำเลยได้ระบุยืนยันว่าเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ข้อความอันเป็นส่วนเนื้อหาของคำร้องจำเลยก็มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งคำขอบังคับจำเลยก็สรุปเพียงขอให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น คำร้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543 โดยมีข้อเท็จจริงในเรื่องเหตุจำเป็นต้องยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นและเหตุที่จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นเพื่อประกอบการวินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา หาใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อภิชาต ฟูเฟื่องวณิช
จำเลย — นาย วิชัย เลิศประเสริฐปกรณ์ หรือเลิศประเสริฐภากร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2545
#45689
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำร้องของจำเลยจะได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่จำต้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาด้วยก็ตาม แต่ข้อความแรกอันเป็นชื่อคำร้องนั้น จำเลยได้ระบุยืนยันว่าเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ข้อความอันเป็นส่วนเนื้อหาของคำร้องจำเลยก็มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งคำขอบังคับจำเลยก็สรุปเพียงพอขอให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น คำร้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หาใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 ให้จำเลยชำระเงิน 1,025,273.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

วันที่ 28 มกราคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ตามขอ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกถึงวันที่ 16 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 15 มีนาคม 2543

วันที่ 16 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกถึงวันที่ 24 มีนาคม 2543 โดยทนายจำเลยผู้ทำคำร้องขออ้างว่า เพื่อจะได้แจ้งวันครบกำหนดอุทธรณ์ให้ตัวจำเลยทราบ เพราะตัวจำเลยยังไม่ทราบวันครบกำหนดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยถึงวันที่ 15 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลขยายให้ เหตุที่อ้างตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษและกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยไม่อาจขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ได้อีก ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ 24 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นอุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วนก่อน โดยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือออกไปถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2543

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลย และมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ขยายให้ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้โจทก์ จำเลยไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและเงินชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่ง ให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 จำเลยได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่จำต้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงไม่ใช่คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่จำเลยต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้น เห็นว่า แม้คำร้องของจำเลยจะได้บรรยายสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าวมาด้วยก็ตาม แต่ข้อความแรกอันเป็นชื่อคำร้องนั้น จำเลยได้ระบุยืนยันว่าเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ข้อความอันเป็นส่วนเนื้อหาของคำร้องจำเลยก็มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใดทั้งคำขอบังคับจำเลยก็สรุปเพียงขอให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น คำร้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543 โดยมีข้อเท็จจริงในเรื่องเหตุจำเป็นต้องยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นและเหตุที่จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นเพื่อประกอบการวินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา หาใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อภิชาต ฟูเฟื่องวณิช
จำเลย — นาย วิชัย เลิศประเสริฐปกรณ์ หรือเลิศประเสริฐภากร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2545
#99696
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำร้องของจำเลยจะได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่จำต้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาด้วยก็ตาม แต่ข้อความแรกอันเป็นชื่อคำร้องนั้น จำเลยได้ระบุยืนยันว่าเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ข้อความอันเป็นส่วนเนื้อหาของคำร้องจำเลยก็มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งคำขอบังคับจำเลยก็สรุปเพียงขอให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น คำร้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หาใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๒ ให้จำเลยชำระเงิน ๑,๐๒๕,๒๗๓.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ตามขอ

วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกถึงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๓

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๓ โดยทนายจำเลยผู้ทำคำร้องขออ้างว่า เพื่อจะได้แจ้งวันครบกำหนดอุทธรณ์ให้ตัวจำเลยทราบ เพราะตัวจำเลยยังไม่ทราบวันครบกำหนดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลขยายให้ เหตุที่อ้างตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษและกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ไม่อาจขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ได้อีก ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นอุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วนก่อน โดยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือออกไปถึงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลย และมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ขยายให้ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้โจทก์ จำเลยไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและเงินชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่ง ให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๓ จำเลยได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่จำต้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และเหตุที่ทำให้จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงไม่ใช่คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่จำเลยต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ นั้น เห็นว่า แม้คำร้องของจำเลยจะได้บรรยายสรุปข้อเท็จจริงดังกล่าวมาด้วยก็ตาม แต่ข้อความแรกอันเป็นชื่อคำร้องนั้น จำเลยได้ระบุยืนยันว่าเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ข้อความอันเป็นส่วนเนื้อหาของคำร้องจำเลยก็มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งคำขอบังคับจำเลยก็สรุปเพียงขอให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น คำร้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๓ โดยมีข้อเท็จจริงในเรื่องเหตุจำเป็นต้องยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นและเหตุที่จำเลยเข้าใจผิดพลาดในกำหนดวันครบอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นเพื่อประกอบการวินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา หาใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้ตรวจ

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
ฟูเฟื่องวณิช — นายอภิชาต
หรือเลิศประเสริฐภากร — นายวิชัย เลิศประเสริฐปกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2886/2545
#45205
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุจำนวนหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด จึงเป็นกรณีที่ต้องชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ซึ่งศาลจะพิพากษาให้ใช้เงินต่างประเทศหรือจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่ง และที่วรรคสองระบุให้การเปลี่ยนเงินนี้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินนั้น หมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่จำเลยได้ใช้เงินจริง ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราไทยในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีจึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา แต่เมื่อโจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในวันออกใบแจ้งหนี้ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 บาท โจทก์จึงไม่อาจรับชำระหนี้จากจำเลยเกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินจำนวนดังกล่าวได้

แม้ตามสัญญาที่โจทก์กับจำเลยทำต่อกันจะกำหนดดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระราคาล่าช้าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ 5 ต่อปีแต่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเพียงอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาเท่านั้นโดยนำสืบไม่ชัดว่าดอกเบี้ยอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาดังกล่าว ณ วันที่จำเลยผิดนัดมีอัตราเท่าไรและเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถือว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ตามที่อ้าง กรณีจึงเป็นหนี้เงินที่ต้องเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ในการผลิตกระดาษชนิดแซ็คคร๊าฟท์ รุ่น พี เอ็ม 4 จากโจทก์ โดยตกลงว่าจ้างให้โจทก์ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรให้ ณ โรงงานของจำเลย ในการนี้จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์สำหรับผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรที่โจทก์ส่งมาควบคุมงานในอัตราวันละ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ค่าทำงานล่วงเวลาชั่วโมงละ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนและค่าทำงานวันหยุดชั่วโมงละ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน2533 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2534 โจทก์จัดส่งผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรของโจทก์จากประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์มาทำงานให้แก่จำเลยทั้งสิ้น 503 วันทำงาน คิดเป็นเงินค่าจ้าง623,550 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ทำงานให้จำเลยและส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์แล้ว จำเลยชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 258,500 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 247วันทำงาน ยังค้างชำระอีก 365,050 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์หักเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยมีสิทธิรับคืนจากโจทก์เป็นเงิน 76,122 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเหลือหนี้ค้างชำระ 288,928ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นวันออกใบแจ้งหนี้ ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 บาท เป็นเงิน 7,387,888.90บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยแจ้งว่าจะชำระเงินให้โจทก์ 400 วันทำงาน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรท (ลูกค้าชั้นดี) ของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ 5ต่อปี จากหนี้ที่ค้างชำระนับแต่วันถึงกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้คือวันที่ 11 สิงหาคม2534 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 83,624.59 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย2,138,280.70 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,526,169.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาจากต้นเงิน 7,387,888.90 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักร ไม่เคยตกลงจ่ายค่าจ้างวันละ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ค่าทำงานล่วงเวลาชั่วโมงละ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน และค่าทำงานวันหยุดชั่วโมงละ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ไม่เคยได้รับใบแจ้งหนี้เลขที่ 200006/X, 120140 และ 200325 ของโจทก์ ไม่มีหนี้ใด ๆ ที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความแล้ว เมื่อปี2532 จำเลยกู้เงินจากรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์จำนวน 10,736,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ภายในวงเงินดังกล่าว โดยโจทก์จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ หลังจากเปิดเดินเครื่องจักรแล้ว โจทก์ขอให้จำเลยช่วยออกค่าใช้จ่าย จำเลยตกลงจ่ายไม่เกิน400 วันทำงาน ซึ่งคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ได้เรียกเก็บไปจากธนาคารที่จำเลยกู้เงินเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนั้นโจทก์ยังต้องคืนค่าใช้จ่ายที่จำเลยออกทดรองไปจำนวน 76,122 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์คิดคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทไทยไม่ถูกต้องเพราะ 1 ดอลลาร์สหรัฐไม่ถึง 25 บาท และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของธนาคารแห่งอเมริกาและธนาคารแห่งอเมริกามิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจึงเป็นโมฆะ จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม และไม่มีหนี้ต้องชำระ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,091,276.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2534 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2534อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2534 อัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 อัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,387,888.90 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2534 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2532 จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ในการผลิตกระดาษจากโจทก์เพื่อนำไปติดตั้ง ณ โรงงานของจำเลยที่จังหวัดสมุทรสาครโดยโจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักร จำเลยมีหน้าที่ชำระค่าเครื่องจักรกับค่าควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรแก่โจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาโจทก์ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรเสร็จสิ้นและเปิดเดินเครื่องจักรได้ในวันที่ 29 มีนาคม 2534 จำเลยชำระค่าเครื่องจักรให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยังค้างชำระค่าควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายวรชัย พิจารณ์จิตร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ กับนายแอนทิโร ซัลมิแนน มาเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4.1.2 ระบุให้โจทก์เป็นผู้ดูแลติดตั้งเครื่องจักรจนกว่าจะเปิดดำเนินการได้ ส่วนค่าจ้างนั้นจะได้ตกลงกันภายหลัง ซึ่งต่อมาฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ร่วมประชุมกันเกี่ยวกับระยะเวลาในการควบคุมดูแลติดตั้งเครื่องจักร ครั้งแรกกำหนดไว้มากกว่า 1,000 วันทำงาน ต่อมามีการเจรจาลดลงเหลือ 520 วันทำงานโดยงานบางส่วนจำเลยรับจะเป็นผู้ดูแลเอง แต่จำเลยก็ยังเจรจาต่อรองให้ลดการทำงานเหลือ 315 วันทำงานหรืออย่างสูงสุดไม่เกิน 400 วันทำงาน โจทก์ไม่ขอรับรองว่าระยะเวลา 315 วันทำงานจะเพียงพอต่อการตรวจสอบและการควบคุมงานให้ได้ผลสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ผลที่สุดโจทก์ใช้เวลาในการติดตั้งเครื่องจักรตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2533 จนถึงวันที่20 เมษายน 2534 รวมเป็นเวลา 503 วันทำงาน โดยโจทก์กำหนดอัตราค่าจ้าง 750ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน ค่าทำงานล่วงเวลาชั่วโมงละ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนค่าทำงานในวันหยุดชั่วโมงละ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ตามเอกสารหมาย จ.21 แผ่นที่ 2 สำหรับรายละเอียดในการทำงานปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8และ จ.21 ส่วนจำเลยนำสืบว่า ครั้งแรกตกลงระยะเวลาติดตั้งเครื่องจักรเป็นเวลา 315วันทำงาน ต่อมาโจทก์แจ้งว่าระยะเวลาดังกล่าวไม่พอ จำเลยจึงยอมให้เพิ่มเป็น 400วันทำงาน แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด เห็นว่า โจทก์มีรายละเอียดของการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสามารถเปิดเดินเครื่องจักรได้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 มาเป็นพยานหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้ ซึ่งในเอกสารดังกล่าวจะระบุจำนวนวันทำงาน ค่าล่วงเวลาและวันทำงานในวันหยุดไว้อย่างครบถ้วนโดยเฉพาะรายการที่ทำงานตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 รวม 247 วันทำงานจำเลยก็ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยมิได้โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุดและอัตราค่าจ้างแรงงานแต่อย่างใด ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าได้ตกลงให้จำเลยรับผิดเพียง 400 วันทำงานโดยไม่รวมค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดนั้นจึงขัดต่อเหตุผล สำหรับยอดหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.8 โจทก์ก็มีรายละเอียดของการทำงานซึ่งปรากฏตามเอกสารหมาย จ.27 ระบุเป็นเงินค่าจ้าง 365,050 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหักเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.10 จำนวน 76,122 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว จำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน 288,928 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 27 มิถุนายน2534 ซึ่งเป็นวันออกใบแจ้งหนี้เป็นเงิน 7,387,888.90 บาท แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยตามเอกสารหมาย จ.28 กำหนดให้จำเลยชำระเงินเพียงเท่าจำนวนวันทำงานจริง ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนที่ต่ำหรือสูงกว่าจำนวน 315 วันทำงาน แต่ไม่เกินกว่า400 วันทำงานนั้น ในข้อนี้เมื่อพิเคราะห์ข้อความในเอกสารหมาย จ.28 แล้ว เห็นว่าข้อความในวรรคแรกถึงวรรคสี่ เป็นเรื่องที่นายไรโม ทูรูเนน ผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ได้ยกเอาข้อกำหนดของจำเลยที่เคยเสนอต่อโจทก์มาเขียนเป็นอารัมภบทไว้หาใช่เป็นที่ตกลงของโจทก์ไม่ แต่ข้อความของโจทก์กลับระบุไว้ชัดแจ้งในวรรคห้ามีความว่า โจทก์ไม่ขอรับรองว่า วันทำงาน 315 วันจะเพียงพอต่อการตรวจสอบและการควบคุมงานให้ได้ผลสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากจะให้เพียงพอต่อการตรวจสอบและการควบคุมงานให้ได้ผลสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องใช้วันทำงาน 520 วัน เห็นได้ชัดว่าโจทก์มิได้ตกลงที่จะคิดค่าจ้างเพียง 400 วันทำงานดังที่จำเลยอ้างทั้งเมื่อการทำงานเสร็จสิ้น ซึ่งโจทก์ใช้เวลาทำงานเพียง 503 วันทำงาน โจทก์ก็คงคิดตามจำนวนวันทำงานที่เป็นจริง ประกอบกับการดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรโจทก์ได้กระทำ ณ สถานที่ของจำเลยเอง ดังนั้น จำเลยย่อมทราบดีถึงเรื่องการทำงานของโจทก์ว่าเป็นอย่างไร การทำงานในวันทำงานก็ดี การทำงานในวันหยุดก็ดีหรือการทำงานล่วงเวลาก็ดี หากโจทก์คิดคำนวณมาไม่ถูกต้องจำเลยก็ชอบที่จะโต้แย้งไว้แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งในเรื่องนี้ สรุปแล้วโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมาสืบสอดคล้องต้องกัน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังค้างชำระค่าควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรตามที่โจทก์ฟ้อง

ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวน288,928 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ย ถ้าจะให้ชำระเป็นเงินไทยก็ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 บาท เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุจำนวนหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด เป็นกรณีที่ต้องชำระหนี้กันเป็นเงินต่างประเทศ ศาลจะพิพากษาให้ใช้เงินต่างประเทศหรือจะให้ส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่งและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสองบัญญัติว่าการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้หมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่จำเลยได้ใช้เงินซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินนี้ตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราไทยในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีจึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศในวันออกใบแจ้งหนี้ ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2534 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เนื่องจากโจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในวันออกใบแจ้งหนี้ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 บาท เป็นเงิน 7,387,888.90 บาท ในคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,387,888.90 บาท โจทก์จึงไม่อาจรับชำระหนี้จากจำเลยเกินกว่าจำนวนเงินดังกล่าวได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรท (ลูกค้าชั้นดี) ของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ5 ต่อปีเท่ากับอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นั้น เห็นว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4.2วรรคท้าย กำหนดดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระราคาล่าช้าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งโจทก์ได้ขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเพียงอัตราไพรม์เรท ของธนาคารแห่งอเมริกาเท่านั้น แต่โจทก์ก็นำสืบไม่ชัดแจ้งว่าดอกเบี้ยไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาดังกล่าว ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2534 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยผิดนัดมีอัตราเท่าไรและเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถือว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ความตามที่อ้าง กรณีเป็นหนี้เงินจึงให้เรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยชอบแล้วและที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความสองศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์ต่ำไปนั้น เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความสองศาลเป็นจำนวน 30,000 บาทนั้น นับว่าเป็นจำนวนมากพอสมควรและเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 288,928 ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์ โดยให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มีก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา แต่ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐต้องไม่เกิน 25.57 บาท และเมื่อคิดเป็นต้นเงินต้องไม่เกินกว่า 7,387,88.90 บาทตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แทมเพลล่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท ปัญจพล ไฟเบอร์คอนเทนเนอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2886/2545
#99712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุจำนวนหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดเป็นกรณีที่ต้องชำระหนี้กันเป็นเงินต่างประเทศ ศาลจะพิพากษาให้ใช้เงินต่างประเทศหรือจะให้ส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคหนึ่ง และ ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติว่า การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้หมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่จำเลยได้ใช้เงินจริง ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินนี้ตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราไทยในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีจึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา

โจทก์นำสืบเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ความตามที่อ้าง กรณีเป็นหนี้เงินจึงให้เรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างติดตั้งเครื่องจักร ๒๘๘,๙๒๘ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยคิดเป็นเงินไทยจำนวน ๙,๕๒๖,๑๖๙.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาจากต้นเงิน ๗,๓๘๗,๘๘๘.๙๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี และไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑,๐๙๑,๒๗๖.๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๔ อัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ อัตราร้อยละ ๑๒.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๔ อัตราร้อยละ ๑๑.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๕ อัตราร้อยละ ๑๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ และอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๓๘๗,๘๘๘.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๒ จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ในการผลิตกระดาษจากโจทก์เพื่อนำไปติดตั้ง ณ โรงงานของจำเลยที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยโจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักร จำเลยมีหน้าที่ชำระค่าเครื่องจักรกับค่าควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรเสร็จสิ้น และเปิดเดินเครื่องจักรได้ในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๔ จำเลยชำระค่าเครื่องจักรให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยังค้างชำระค่าจ้างติดตั้งเครื่องจักรตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวน ๒๘๘,๙๒๘ ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ย ถ้าจะให้ชำระเป็นเงินไทยก็ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ ๒๕.๕๗ บาท เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุจำนวนหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดเป็นกรณีที่ต้องชำระหนี้กันเป็นเงินต่างประเทศ ศาลจะพิพากษาให้ใช้เงินต่างประเทศหรือจะให้ส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคหนึ่งและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง บัญญัติว่า การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้หมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรี ในเวลาที่จำเลยได้ใช้เงินจริงซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเงินนี้ตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราไทยในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีจึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศในวันออกใบแจ้งหนี้ ณ วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๔ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เนื่องจากโจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในวันออกใบแจ้งหนี้ ๑ ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ ๒๕.๕๗ บาท เป็นเงิน ๗,๓๘๗,๘๘๘.๙๐ บาท ในคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗,๓๘๗,๘๘๘.๙๐ บาท โจทก์จึงไม่อาจรับชำระหนี้จากจำเลยเกินกว่าจำนวนเงินดังกล่าวได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรท (ลูกค้าชั้นดี) ของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ ๕ ต่อปีเท่ากับอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปีนั้น เห็นว่า ตามสัญญาข้อ ๔.๒ วรรคท้าย กำหนดดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระราคาล่าช้าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยไพรม์เรท ของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ ๕ ต่อปี ซึ่งโจทก์ได้ขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเพียงอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาเท่านั้น แต่โจทก์ก็นำสืบไม่ชัดแจ้งว่าดอกเบี้ยอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาดังกล่าว ณ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยผิดนัดมีอัตราเท่าไรและเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถือว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ความตามที่อ้าง กรณีเป็นหนี้เงินจึงให้เรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๒๘๘,๙๒๘ ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์ โดยให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มีก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา แต่ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ ต้องไม่เกิน ๒๕.๕๗ บาท และเมื่อคิดเป็นต้นเงินต้องไม่เกินกว่า ๗,๓๘๗,๘๘๘.๙๐ บาทตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแทมเพลล่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทปัญจพล ไฟเบอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2880/2545
#44748
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าเงินในบัญชีของผู้ฝากมีไม่พอจ่ายตามเช็คโดยปกติ ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อธนาคารได้ผ่อนผันจ่ายให้ไป ผู้ฝากย่อมเป็นอันยอมรับผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เกินคืนให้ธนาคาร เสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคารและธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินที่เบิกเกินบัญชีเป็นรายวัน แล้วนำดอกเบี้ยนั้นไปหักบัญชีเป็นรายเดือนจึงมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดด้วย แต่เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกำหนดระยะเวลาคู่สัญญาจึงอาจบอกเลิกสัญญาและให้หักทอนบัญชีกันเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859

การบอกเลิกสัญญาสามารถกระทำได้โดยแสดงเจตนาแจ้งชัดไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือมีพฤติการณ์อันถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาจะเลิกสัญญากันโดยปริยายก็ได้เมื่อปรากฏตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันว่ามีการเดินสะพัดทางบัญชีถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2526 ต่อจากนั้นไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลย คงมีแต่รายการที่แสดงถึงดอกเบี้ยเท่านั้นเอง ถือได้ว่า โจทก์เจตนาเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับจำเลยโดยปริยายแล้วตั้งแต่วันที่โจทก์หยุดคิดดอกเบี้ยทบต้นคือวันที่ 30 มิถุนายน 2530 แม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ก็ไม่ทำให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดที่เลิกกันไปแล้วกลับมีผลบังคับกันต่อไปได้อีก การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 เกิน 10 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2519 จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาบางจากแล้วเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมา เมื่อจำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์และไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืน โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นเรื่อยมาจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2530 โจทก์ทำการหักทอนบัญชีปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่จำนวน 84,445.66 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้วจำเลยเพิกเฉย คิดเป็นดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2530 ถึงวันฟ้องจำนวน 184,799.48 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 269,245.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 84,445.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกินกว่า 10 ปี แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2519 จำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารเอเซียทรัสท์ จำกัด สาขาบางจาก ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารสยาม จำกัด และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์ซึ่งประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และมีหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้สินที่มีอยู่ก่อนภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงว่าหากจำเลยสั่งจ่ายเช็คโดยที่เงินในบัญชีมีไม่พอจ่ายตามเช็ค แต่ธนาคารได้จ่ายให้ไป จำเลยต้องจ่ายเงินส่วนที่เกินนั้นเสมือนหนึ่งได้ขอเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารและธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีเป็นดอกเบี้ยทบต้น ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.4 ทั้งนี้โดยโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืนไว้หลังจากนั้นจำเลยนำเงินเข้าฝากในบัญชีและใช้เช็คสั่งจ่ายเงินหลายครั้งจนเมื่อวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2526 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 43,039.84 บาท ตามรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.6 และจำเลยมิได้ถอนเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากอีกเลย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า จากการที่จำเลยมีคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น ได้มีข้อตกลงตามข้อ 12 และข้อ 19 รวมอยู่ด้วย ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบระเบียบการและตกลงที่จะปฏิบัติ ทั้งยอมเข้าผูกพันตามระเบียบดังกล่าวด้วย โดยข้อตกลงข้อ 12 และข้อ 19 มีใจความสำคัญตามลำดับว่า ถ้าเงินในบัญชีของผู้ฝากมีไม่พอจ่ายตามเช็คโดยปกติธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อธนาคารได้ผ่อนผันจ่ายให้ไป ผู้ฝากย่อมเป็นอันยอมรับผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เกินคืนให้ธนาคารเสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคาร และธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินที่เบิกเกินบัญชีเป็นรายวัน (ดอกเบี้ยทบต้น) แล้วนำดอกเบี้ยนั้นไปหักบัญชีเป็นรายเดือน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ทั้งเมื่อจำเลยนำเงินเข้าฝากในบัญชีดังกล่าวแล้วเบิกเงินโดยวิธีใช้เช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีนั้นหลายครั้งตามรายการในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.6 กรณีจึงมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดด้วย แต่เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีกำหนดระยะเวลา คู่สัญญาจึงอาจบอกเลิกสัญญาและให้หักทอนบัญชีกันเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 ซึ่งการบอกเลิกสัญญานั้นสามารถกระทำได้โดยแสดงเจตนาแจ้งชัดไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือมีพฤติการณ์อันถือได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาจะเลิกสัญญากันโดยปริยายก็ได้ เมื่อคดีปรากฏตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันอันเป็นบัญชีเดินสะพัดว่ามีการเดินสะพัดทางบัญชีถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2526 ต่อจากนั้นก็ไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีอีกเลย คงมีแต่รายการที่แสดงถึงดอกเบี้ยเท่านั้นเอง ประกอบกับได้ความจากนายวิพนธ์ เอี้ยวประเสริฐ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่จำนวน 84,445.66 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอย่างไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2530 ซึ่งเป็นวันที่หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเป็นต้นมา ดังนี้ การที่ไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีต่อมาและโจทก์หยุดคิดดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งการคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นประเพณีในทางการค้าของธนาคาร และเป็นข้อสาระสำคัญข้อหนึ่งในการที่โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีโดยสัญญาบัญชีเดินสะพัด พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงถือได้ว่าโจทก์เจตนาเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับจำเลยโดยปริยายแล้ว ตั้งแต่วันที่โจทก์หยุดคิดดอกเบี้ยทบต้นคือวันที่ 30 มิถุนายน 2530 แม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน2540 ก็ไม่ทำให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดที่เลิกกันไปแล้วกลับมีผลบังคับกันต่อไปได้อีก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2530 ฉะนั้นการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 จึงเกิน 10 ปีฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทิพยสิน จำกัด
จำเลย — นาย ศุภกิจหรือประหยัด กาญจนประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2545
#268528
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 เป็นการห้ามศาลไม่ให้ดำเนินคดีนั้นต่อไปอีกจะเป็นทั้งคดีหรือเฉพาะแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้ซึ่งต้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีนี้โจทก์จำเลยยังไม่เคยดำเนินคดีฟ้องร้องว่ากล่าวกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าตามมาตรา 144 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายจ้างของผู้ขับรถยนต์ที่ขับรถชนรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ใช้ค่าเสียหายกับดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจาก ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ชนด้านซ้ายบริเวณประตูทางขึ้นรถด้านท้ายของตัวรถโดยสารของจำเลย จนเกิดความเสียหาย จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุละเมิดโดยมีนายบุญเลิศเป็นจำเลยที่ 1 นางสาวสุภารัตน์ แซ่โค้ว เป็นจำเลยที่ 2 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3139/2539 ของศาลชั้นต้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่เคยติดต่อบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 94,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะจำเลยเคยเป็นโจทก์ฟ้องนายบุญเลิศ เสาสุวรรณ ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้และนางสาวสุภารัตน์ แซ่โค้ว เจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายบุญเลิศชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 365, 500 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." เป็นการห้ามศาลไม่ให้ดำเนินคดีนั้นต่อไปอีกจะเป็นทั้งคดีหรือเฉพาะแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้ซึ่งต้องเป็นคู่ความเดียวกัน แต่คดีนี้โจทก์จำเลยยังไม่เคยดำเนินคดีฟ้องร้องว่ากล่าวกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้ามาตรา 144 ดังที่จำเลยฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเฉลิมพลขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอารมณ์ จำปานิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2863/2545
#99892
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์ที่จำเลยขายฝากให้กับโจทก์ ภายหลังจากที่ครบกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากแล้วแก่นายส. โดยนายส. ผู้จะซื้อมิได้เข้าไปตรวจดูภายในตัวทรัพย์ที่จะซื้อ ไม่เคยตรวจดูหลักฐานทางโฉนดที่ดินทั้งก่อนและหลังทำสัญญา ทั้งที่ทรัพย์ที่ตกลงจะซื้อมีราคาสูง และเป็นการตกลงซื้อโดยไม่ทราบว่าบ้านและที่ดินมีราคาประเมินเท่าใด ทั้งตามหนังสือบอกกล่าวที่โจทก์มีไปถึงจำเลยแจ้งแต่เพียงว่า โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ให้แก่คู่สัญญาของโจทก์ภายในวันที่ 20 เมษายน 2540 เท่านั้น มิได้แจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนว่าโจทก์มีความผูกพันต้องส่งมอบอสังหาริมทรัพย์อะไร และถ้าหากผิดสัญญาจะต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่ต้องใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท อันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๔๒๑ ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๑,๙๙๕,๐๖๘.๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ ๗,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามที่โจทก์ฟ้อง สัญญาขายฝากเป็นสัญญาปลอม ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์อ้างยังเป็นของจำเลยอยู่ จำเลยไม่ได้ละเมิดสิทธิโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิขับไล่ โจทก์ไม่เสียหายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธินำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องออกให้เช่า อัตราค่าเช่าวันละ ๗,๕๐๐ บาท เป็นการคาดคะเนของโจทก์เอง เป็นราคาที่สูงเกินเหตุ หากให้เช่าจริงก็ได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธินำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไปทำสัญญากับผู้อื่น หากมีสัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่โจทก์ทำปลอมขึ้นมาทั้งสิ้นโจทก์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้มีชื่อคนใด จำเลยไม่ทราบด้วย จำนวนค่าเสียหายดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างขึ้นเองทั้งสิ้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ทั้งจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยกับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๔๒๑ ตำบลลาดยาว (บางซื่อ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) จังหวัดกรุงเทพมหานครและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเสร็จสิ้น และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยได้ทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๔๒๑ ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา ๑๗,๕๙๐,๐๐๐ บาท กำหนดไถ่คืนภายใน ๖ เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนและยังคงครอบครองทรัพย์ที่ขายฝาก_ _ _

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท สูงเกินไป นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การว่า ทรัพย์พิพาทหากจะให้เช่าจริงคงไม่เกินเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท หาใช่เดือนละกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังที่โจทก์อ้าง แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า บ้านที่ขายฝากหากให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าวันละไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ตามที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ตามที่จำเลยนำสืบยอมรับซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษนั้น เห็นว่า ในการทำสัญญาจะซื้อขายทรัพย์ที่ขายฝากรายนี้ นายสุทัศน์ผู้จะซื้อมิได้เข้าไปตรวจดูภายในตัวทรัพย์ที่จะซื้อไม่เคยตรวจดูหลักฐานทางโฉนดที่ดินทั้งก่อนและหลังทำสัญญา ทั้งที่ทรัพย์ที่ตกลงจะซื้อมีราคาสูงถึง ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเป็นการตกลงซื้อโดยที่ไม่ทราบว่าบ้านและที่ดินมีราคาประเมินเท่าใด ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก นอกจากนี้ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.๖ ที่โจทก์มีไปถึงจำเลยก็แจ้งแต่เพียงว่า โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวให้แก่คู่สัญญาของโจทก์ภายในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๐ เท่านั้น มิได้แจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนว่าโจทก์มีความผูกพันต้องส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาอะไรและถ้าหากผิดสัญญาจะต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวนเท่าใด ทั้งที่สัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำตามเอกสารหมาย จ.๘ ที่โจทก์อ้างได้ทำกันไว้ก่อนที่จะมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยแล้ว ฉะนั้นข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าหลังจากทรัพย์ที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์แล้ว โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำตามเอกสารหมาย จ.๘ กับนายสุทัศน์และเนื่องจากจำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากทรัพย์ดังกล่าวทำให้โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องชดใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่นายสุทัศน์ จึงเป็นพิรุธไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย ผู้ช่วยฯ

นางสาวอังคณา สุขเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249
ชื่อคู่ความ
วิชชุรัตพร — นางปราณี
กรรณสูต — นางสาวภักดิพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845 -ที่ 2847/2545
#112739
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอัน ไม่เป็นธรรม ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 หรือให้ความคุ้มครองตามมาตรา 121 ถึงมาตรา 123 ดังนั้นศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบ ดุลพินิจการลงโทษของนายจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างใช้ดุลพินิจลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามทำผิดวินัยจริง จำเลยลงโทษตัดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ดุลพินิจลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจลดโทษโจทก์ ทั้งสามเป็นภาคทัณฑ์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 121 ม. 122 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงวน ขุนศรี กับพวก
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832 -ที่ 2833/2545
#45204
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก การดำเนินกิจการมีกำไรตลอดมา ทั้งปริมาณงานและผลผลิตมิได้ลดลง ส่วนที่มีการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าลดลง ทำให้ต้องผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลดลงนั้นเป็นเพียงการคาดคะเนแม้เป็นมูลเหตุให้ผู้ร้องต้องปรับโครงสร้างบุคลากร แต่ก็ไม่มีผลทำให้ต้องยุบหน่วยงานที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างทำงานอยู่ ผู้ร้องกลับจ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นอีกหลายคน แม้มิได้ให้ทำงานในแผนกที่ผู้คัดค้านทำงานอยู่ แต่ย่อมจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนการลดจำนวนบุคลากรลงให้เหมาะสมกับงาน แม้ผู้ร้องได้กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นพิจารณาแก่ลูกจ้างทุกคนแต่ผลการประเมินได้ระบุเพียงว่าผลปฏิบัติงานของผู้คัดค้านได้คะแนนต่ำสุดของหน่วยงานเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่สามารถทำงานให้ดีได้หรือทำงานให้ผู้ร้องเสียหายอย่างไร หรือได้กระทำผิดประการใด หรือมีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องเลิกจ้างเฉพาะผู้คัดค้านเท่านั้น จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอถึงขนาดที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นลูกจ้างผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้างในกิจการของผู้ร้องซึ่งประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ นับแต่ปลายปี 2541 ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตกต่ำลงทั่วโลก ทั้งปริมาณการใช้ลดลงเนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจส่งผลให้ยอดจำหน่ายลดลง จากเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดจนเหตุที่จะเกิดในอนาคต ผู้ร้องจะต้องประสบปัญหาดังกล่าวไปอีกนาน และจะประสบปัญหาด้านการแข่งขันทางการตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2542 ถ้าผู้ร้องไม่ปรับปรุงการดำเนินงานทุกด้านเพื่อรองรับสภาวะการณ์ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องจะต้องประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง ผู้ร้องจำต้องลดปริมาณงานและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนที่เกินกว่าความจำเป็นในการประกอบการให้เหลือเท่าที่จำเป็น ส่วนหนึ่งของการลดปริมาณงานและค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินความจำเป็นคือการลดจำนวนบุคลากรลงให้มีจำนวนเหมาะสมกับงานที่มีอยู่ ผู้ร้องได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์หาจำนวนบุคลากรที่จำเป็นและเหมาะสมในการดำเนินกิจการในภาวะปัจจุบัน หลักเกณฑ์ในการจัดสรรบุคลากรตลอดจนสิทธิประโยชน์อันพึงตอบแทนต่อพนักงานซึ่งอยู่ในข่ายต้องถูกปรับลดและสมัครใจลาออก คณะกรรมการดังกล่าวได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปด้วยความเป็นธรรม จนสรุปได้ว่ามีพนักงานซึ่งปรับลดลงได้ 51 คนโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการของผู้ร้องทั้งในภาวะปัจจุบันและอนาคตอันใกล้จึงได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าว จนในที่สุดมีพนักงานสมัครใจออกจากงานตามโครงการไปแล้ว 49 คน ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพนักงานซึ่งมีคุณสมบัติต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะต้องถูกปรับลด ผู้ร้องจึงได้เสนอให้ลาออกโดยรับสิทธิประโยชน์ เช่นเดียวกับพนักงานอื่น ๆ แต่ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ตกลงยินยอมลาออกเนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องไม่อาจเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองได้โดยพลการ จึงร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องมีผลประกอบการดีขึ้นยอดขายสูงขึ้น และมีกำไรมาโดยตลอด ทั้งราคาน้ำมันก็สูงขึ้นปริมาณงานไม่ได้ลดลงตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง และผู้ร้องรับผู้รับเหมาเข้ามาทำงานมากขึ้นอีกด้วย ผู้ร้องต้องการลดพนักงานเพียง 51 คน แต่มีผู้สมัครใจลาออกถึง 52 คน ผู้ร้องชอบที่จะเลือกพนักงานที่ประสงค์จะลาออกก่อน ผู้ร้องไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรพนักงานอีก ผู้ร้องไม่เคยแจ้งหลักเกณฑ์ในการจัดสรรให้พนักงานทราบ ที่ผู้ร้องต้องการเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้คัดค้านทั้งสองตามระเบียบข้อบังคับของผู้ร้องเรื่อง นโยบายบริหารงานบุคคล พนักงานของผู้ร้องเกษียณอายุ 55 ปี มีสวัสดิการต่าง ๆ โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องออกไปทำงานในอ่าวไทยต้องเสี่ยงอันตรายแก่ชีวิต ผู้คัดค้านทั้งสองทำงานให้ผู้ร้องในอ่าวไทยมาตลอด จากเงินเดือนครั้งแรก 6,000 บาทเศษ มามีเงินเดือนสูงมีเวลาทำงานจนเกษียณอีก 13 ปีและ 15 ปี ตามลำดับ ถ้าถูกเลิกจ้าง เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองไปหางานใหม่ต้องรับอัตราค่าจ้างตามวุฒิการศึกษาซึ่งจะได้ค่าจ้างเพียงเดือนละ 6,000 บาท และไม่เกิน10,000 บาท ตามลำดับ ผู้คัดค้านทั้งสองต้องขาดรายได้จำนวนมาก ไม่สามารถหารายได้ให้พอกับค่าใช้จ่ายที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ผู้ร้องประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพื่อจำหน่าย ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นลูกจ้างผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องมีความจำเป็นต้องปรับลดโครงสร้างบุคลากรโดยเปิดโอกาสให้ลูกจ้างสมัครใจลาออก และโดยการประเมินประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการของผู้ร้องกำหนดขึ้นผลการประเมินของคณะกรรมการจัดสรรบุคลากรปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้คะแนนต่ำสุดของหน่วยงานและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องกลั่นแกล้งหรือมีพฤติการณ์ส่อว่าผู้ร้องมีเจตนาขัดขวางการดำเนินงานของผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะกรรมการลูกจ้าง แต่กลับจะจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองไม่น้อยกว่าสิทธิและผลประโยชน์ตอบแทนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่จะจ่ายให้แก่พนักงานที่สมัครใจลาออกตามโครงการดังกล่าว ถือว่ามีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้คัดค้านทั้งสองว่า สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งเป็นกิจการขนาดใหญ่ที่มีแหล่งผลิตถึง 14 แห่งต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก แม้ในปี 2541 ปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะลดลงบ้างอันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจก็ตาม แต่การดำเนินกิจการของผู้ร้องยังมีกำไรตลอดมาทั้งปริมาณงานและผลผลิตก็มิได้ลดลง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นเกิดขึ้นและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าลดลง ทำให้ผู้ร้องต้องผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลดลงนั้นเป็นเพียงการคาดคะเนต่อเหตุการณ์ข้างหน้าเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เกิดผลดังเช่นผู้ร้องคาดคะเนก็ได้ และแม้การคาดคะเนดังกล่าวเป็นมูลเหตุให้ผู้ร้องต้องปรับโครงสร้างบุคลากร แต่การปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องต้องยุบหน่วยงานที่ผู้คัดค้านทั้งสองทำงานอยู่หรือหน่วยงานอื่นของผู้ร้อง ผู้ร้องกลับจ้างผู้รับเหมาให้ทำงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องได้จ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นอีกหลายคน แม้การจ้างดังกล่าวมิได้ให้ทำงานในแผนกที่ผู้คัดค้านทั้งสองทำงานอยู่ แต่ย่อมจะทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ร้องเพิ่มขึ้น ส่วนการปรับปรุงโครงสร้างบุคลากรโดยการลดจำนวนบุคลากรลงให้เหมาะสมกับงาน แม้เป็นอำนาจบริหารของนายจ้างจนเป็นผลให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้างได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างและต้องเป็นธรรมต่อลูกจ้างด้วย การลดจำนวนลูกจ้างแม้ผู้ร้องได้กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นพิจารณาแก่ลูกจ้างทุกคนก็ตาม แต่ผลการประเมินได้ระบุเพียงว่าผลปฏิบัติงานของผู้คัดค้านทั้งสองได้คะแนนต่ำสุดของหน่วยงานเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถทำงานให้ดีได้หรือทำงานให้ผู้ร้องเสียหายอย่างไร หรือผู้คัดค้านทั้งสองได้กระทำผิดประการใดหรือมีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องเลิกจ้างลูกจ้างในแผนกไฟฟ้าระดับ 5 และแผนกอุปกรณ์ของแหล่งผลิตเอราวัณเฉพาะผู้คัดค้านเพียงสองคนเท่านั้น จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอถึงขนาดที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองสำนวน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นาย สมพงษ์ ทองมาก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832 -ที่ 2833/2545
#99344
เปิดฉบับเต็ม

การปรับปรุงโครงสร้างบุคลากรโดยลดจำนวนบุคลากรลงให้เหมาะสมกับงาน แม้เป็นอำนาจบริหารของนายจ้างจนเป็นผลให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้างได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง และต้องเป็นธรรมต่อลูกจ้างด้วย การลดจำนวนลูกจ้างแม้ผู้ร้องได้กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นพิจารณาแก่ลูกจ้างทุกคนก็ตาม แต่ผลการประเมินได้ระบุเพียงว่าผลปฏิบัติงานของผู้คัดค้านทั้งสองได้คะแนนต่ำสุดของหน่วยงานเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถทำงานให้ดีได้หรือทำงานให้ผู้ร้องเสียหายอย่างไร หรือผู้คัดค้านทั้งสองได้กระทำผิดประการใด หรือมีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องเลิกจ้างลูกจ้างในแผนกไฟฟ้าระดับ 5 และแผนกอุปกรณ์ของแหล่งผลิตเอราวัณเฉพาะผู้คัดค้านเพียงสองคนเท่านั้น จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอถึงขนาดที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นลูกจ้างผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้างในกิจการของผู้ร้องซึ่งประกอบกิจการสำรอจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพนักงานซึ่งมีคุณสมบัติต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะต้องถูกปรับลด ผู้ร้องจึงได้เสนอให้ลาออกโดยรับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับพนักงานอื่น ๆ แต่ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ตกลงยินยอมลาออก เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องไม่อาจเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองได้โดยพลการ จึงร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ผู้ร้องประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพื่อจำหน่าย ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นลูกจ้างผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องมีความจำเป็นต้องปรับลดโครงสร้างบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้ลูกจ้างสมัครใจลาออก และโดยการประเมินประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการของผู้ร้องกำหนดขึ้น ผลการประเมินของคณะกรรมการจัดสรรบุคลากรปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้คะแนนต่ำสุดของหน่วยงานและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องกลั่นแกล้งหรือมีพฤติการณ์ส่อว่าผู้ร้องมีเจตนาขัดขวางการดำเนินงานของผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะกรรมการลูกจ้าง แต่กลับจะจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองไม่น้อยกว่าสิทธิและผลประโยชน์ตอบแทนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่จะจ่ายให้แก่พนักงานที่สมัครใจลาออกตามโครงการดังกล่าว ถือว่ามีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ผู้ร้องประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งเป็นกิจการขนาดใหญ่ที่มีแหล่งผลิตถึง 14 แห่ง ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก แม้ในปี 2541 ปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะลดลงบ้างอันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจก็ตาม แต่การดำเนินกิจการของผู้ร้องยังมีกำไรตลอดมา ทั้งปริมาณงานและผลผลิตก็มิได้ลดลง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นเกิดขึ้นและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าลดลง ทำให้ผู้ร้องต้องผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลดลงนั้น เป็นเพียงการคาดคะเนต่อเหตุการณ์ข้างหน้าเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เกิดผลดังเช่นผู้ร้องคาดคะเนก็ได้และแม้การคาดคะเนดังกล่าวเป็นมูลเหตุให้ผู้ร้องต้องปรับโครงสร้างบุคลากร แต่การปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องต้องยุบหน่วยงานที่ผู้คัดค้านทั้งสองทำงานอยู่หรือหน่วยงานอื่นของผู้ร้อง ผู้ร้องกลับจ้างผู้รับเหมาให้ทำงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องได้จ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นอีกหลายคน แม้การจ้างดังกล่าวมิได้ทำงานในแผนกที่ผู้คัดค้านทั้งสองทำงานอยู่แต่ย่อมจะทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ร้องเพิ่มขึ้น ส่วนการปรับปรุงโครงสร้างบุคลากรโดยการลดจำนวนบุคลากรลงให้เหมาะสมกับงาน แม้เป็นอำนาจบริหารของนายจ้างจนเป็นผลให้ต้องเลิกจ้างลูกจ้างได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง และต้องเป็นธรรมต่อลูกจ้างด้วย การลดจำนวนลูกจ้างแม้ผู้ร้องได้กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นพิจารณาแก่ลูกจ้างทุกคนก็ตาม แต่ผลการประเมินได้ระบุเพียงว่าผลปฏิบัติงานของผู้คัดค้านทั้งสองได้คะแนนต่ำสุดของหน่วยงานเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามาถทำงานให้ดีได้หรือทำงานให้ผู้ร้องเสียหายอย่างไร หรือผู้คัดค้านทั้งสองได้กระทำผิดประการใด หรือมีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องเลิกจ้างลูกจ้างในแผนกไฟฟ้าระดับ 5 และแผนกอุปกรณ์ของแหล่งผลิตเอราวัณเฉพาะผู้คัดค้านเพียงสองคนเท่านั้น จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอถึงขนาดที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองสำนวน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายสมพงษ์ ทองมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823/2545
#44747
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและในทันใดนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยพอดีจำเลยก็วิ่งหนีออกไป ไม่ถือว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362แต่เป็นความผิดฐานเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรในเวลากลางคืนตามมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนางสิทธิ์ ชูประสิทธิ์ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตัวจำเลยมาทำการสอบสวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365(3) ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและในทันใดนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยพอดี จำเลยก็วิ่งหนีออกไป จะถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขยังไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นเพียงเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรในเวลากลางคืนตามมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 362 ด้วย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ดีตามพฤติการณ์แห่งคดี เมื่อจำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและผู้เสียหายเห็นจำเลย จำเลยก็กลับออกไปแต่โดยดี ไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายหรือบุตรสาวของผู้เสียหาย ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเพื่อให้โอกาสจำเลยประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ สมควรลงโทษปรับด้วย และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 โดยให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 ให้ปรับจำเลย 8,000 บาทอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ทั้งนี้ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งภายในกำหนด 1 ปีให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 20 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย มินันต์ สองสัญ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สุชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2816/2545
#44746
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเฉลี่ยชนกับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับสวนทางกัน รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย แม้ความเสียหายจะมิได้เกิดเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วการที่จำเลยที่ 2 หลบหนี จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ก - 2682 ตราดในขณะเมาสุราและหย่อนความสามารถในอันที่จะขับไปตามถนนสายตราด - คลองใหญ่ จากอำเภอเมืองตราดมุ่งหน้าไปอำเภอคลองใหญ่ ด้วยความประมาทใช้ความเร็วสูงเกินสมควรทั้งนี้ขณะนั้นฝนตกถนนลื่นเมื่อลงสะพานข้ามแม่น้ำตราดรถจึงล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวนตัดหน้ารถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 1045 สมุทรปราการ ที่จำเลยที่ 2 ขับสวนทางมาในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนกันอย่างแรก จนรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย เหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวจำเลยที่ 2 ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นได้หลบหนีไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(1)(2)(4), 78, 157, 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตน และหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย"จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องที่ว่า รถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่จำเลยที่ 2 ขับสวนทางกัน รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายดังนั้น แม้ว่าความเสียหายจะมิได้เกิดเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 ก็ตาม ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วการที่จำเลยที่ 2 หลบหนี ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — ประวิทย์ อภิบาลศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2816/2545
#99343
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่รถเก๋งที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่จำเลยที่ 2 ขับสวนทางกัน รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายแม้ว่าความเสียหายนั้นจะมิได้เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 หลบหนี ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๑) (๒) (๔) , ๗๘ , ๑๕๗ , ๑๖๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง , ๑๖๐ วรรคหนึ่ง ปรับ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา ๑๖๐ วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตน และหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย" จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพตามฟ้องที่ว่า รถยนต์เก๋งที่จำเลยที่ ๑ ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่จำเลยที่ ๒ ขับสวนทางกัน รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ดังนั้น แม้ว่าความเสียหายจะมิได้เกิดเพราะความผิดของจำเลยที่ ๒ ก็ตาม ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยที่ ๒ หลบหนี ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา ๑๖๐ วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ ๒ อ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายประวิทย์ อภิบาลศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2545
#45203
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้ว ไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายลำพองพงษ์เหล่าขำ ผู้ตาย และเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับนายลำพอง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหกล้อและเป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับรถยนต์คันนี้โดยได้ว่าจ้างหรือมอบหมายให้ลูกจ้างขับรถไปในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2540 ลูกจ้างหรือตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูงจนเสียหลักแฉลบข้ามเกาะกลางถนนเข้าชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-4809 นครปฐมที่นายลำพองขับ มีโจทก์ที่ 1 และที่ 4 นั่งมาในรถเป็นเหตุให้นายลำพองถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนเสียค่ารักษาพยาบาล 2,000 บาท โจทก์ทั้งสี่ได้จัดการศพนายลำพองเสียค่าปลงศพ 38,500บาท โจทก์ที่ 1 ยังมีอาการปวดศีรษะเป็นระยะขอคิดค่าเสียหาย 10,000 บาท โจทก์ทั้งสี่ขาดไร้ค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาขอคิดค่าเสียหายปีละ 40,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-4809 นครปฐม เสียหายทั้งคันไม่สามารถซ่อมแซมคืนสภาพได้ ขอให้ใช้ราคา 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 912,137 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 848,500 บาท (ที่ถูก 850,500) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพของนายลำพองผู้ตายสูงเกินความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายไม่ควรเกินคืนละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการศึกษาไม่ควรเกินปีละ 15,000 บาท ในสถานศึกษาของรัฐบาล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดไม่เกินจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 465,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุ และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ 1ต้องรับผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้วตามใบรับคำสั่งเรียกพยานเอกสารหมาย จ.8 จำเลยที่ 2 ไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่เต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจึงไม่ถูกต้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 แก้อุทธรณ์ว่าเป็นผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีข้อจำกัดความรับผิดนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นวันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงเป็นการพิพากษาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่เกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็แก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 465,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ดาวเรือง พงษ์เหล่าขำ กับพวก
จำเลย — นาย สุภา ชำนิเหลือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2545
#99774
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้วไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่เต็ม จำนวนเท่ากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับแล้วตามป.วิ.พ. มาตรา 123 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๙๑๒,๑๓๗ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและไม่เคยเอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกตามฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่าไม่เคยรับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ... หากจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดก็ไม่เกินจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๖๕,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน ๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุ และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๒ เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้วตามใบรับคำสั่งเรียกพยาน จำเลยที่ ๒ ไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่เต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๒ ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๖๕,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

นายสุภัทร์ สุทธิมนัส ผู้ช่วย

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วย/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 123 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นางดาวเรือง เหล่าขำ
กับพวก — นายสุภา ชำนำเหลือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2810 -ที่ 2811/2545
#45202
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่นำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงเมื่อรถไฟแล่นผ่าน แต่ในขณะเกิดเหตุเมื่อรถไฟแล่นมาถึงจำเลยที่ 1 มิได้นำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์ที่ผู้ตายขับแล่นผ่านไปจึงเป็นเหตุให้ถูกรถไฟชน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการประมาทเลินเล่อ และโดยปกติแล้วผู้ขับรถยนต์ทั่วไปเมื่อผ่านบริเวณรางรถไฟ หากไม่มีแผงเครื่องกั้นรถไฟปิดกั้นและปรากฏสัญญาณไฟและเสียงสัญญาณเตือนแล้วก็จะขับรถผ่านไปตามปกติ หากมีการนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลง รถยนต์ที่ผ่านมาก็จะหยุดให้รถไฟผ่านไปก่อน แต่จากสภาพที่เกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน มีป้อมสำหรับพนักงานรถไฟและต้นไม้บังอยู่ ประกอบกับมีแสงไฟสว่างบดบังบริเวณนั้น จึงน่าจะทำให้ผู้ตายไม่อาจทราบได้ว่ารถไฟกำลังแล่นมาจึงขับรถยนต์ผ่านไปตามปกติ การกระทำของผู้ตายจึงไม่เป็นการประมาทเลินเล่อคงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสองในสำนวนแรกฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยไม่เปิดสัญญาณไฟและนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงตามหน้าที่ เป็นเหตุให้รถไฟชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1ซึ่งขณะนั้นมีผู้ตายเป็นคนขับ รถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายใช้การไม่ได้คิดเป็นเงิน 300,000 บาท และผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพ 50,000 บาท นอกจากนั้นโจทก์ที่ 1 ต้องขาดไร้อุปการะจากผู้ตายเดือนละ2,000 บาท คิดนับแต่วันทำละเมิดเป็นเวลา 23 ปี เป็นเงิน 552,000 บาท โจทก์ที่ 2ต้องขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,500 บาท คิดนับแต่วันทำละเมิดเป็นเวลา 23 ปี เป็นเงิน690,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 902,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 902,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 690,000 บาทแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดสัญญาณไฟและนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงแล้ว แต่เหตุเกิดจากความประมาทของผู้ตายที่ยอมเสี่ยงภัยขับรถลอดผ่านแผงเครื่องกั้นรถไฟไปเอง ค่าเสียหายของรถยนต์กระบะตามฟ้องไม่เกิน 10,000 บาท โจทก์ได้รับชำระเงินจากบริษัทประกันภัยแล้วจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปลงศพได้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกิน 5,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองนั้นสูงเกินส่วน ในส่วนของโจทก์ที่ 1 ไม่เกินเดือนละ 300 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี โจทก์ที่ 2 ไม่เกินเดือนละ 400บาท เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในค่าอุปการะเลี้ยงดูอันเป็นค่าเสียหายในอนาคตไม่ได้เนื่องจากหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-9899สระบุรี ด้วยความประมาทไม่ลดความเร็วและดูเสียก่อนว่ามีขบวนรถไฟแล่นผ่าน ได้ขับรถลอดผ่านแผงเครื่องกั้นรถไฟตัดหน้ารถไฟในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้รถไฟชนรถที่ผู้ตายขับ ติดตะแกรงหน้ารถจักรครูดไปกระทบแผงไฟวาบได้รับความเสียหายเป็นเงิน4,587.43 บาท รถจักรได้รับความเสียหายเป็นเงิน 33,266.20 บาท และไม่สามารถนำขบวนรถไฟแล่นต่อไปได้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำรถจักรที่นำขบวนอื่นมานำขบวนแทนเป็นเงิน 5,030 บาท เป็นเหตุให้โจทก์ขาดรายได้ค่าโดยสารที่ขบวนอื่นต้องเสียเวลาเป็นเงิน 477 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 43,360.63 บาท จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันทำละเมิดคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,252.05 บาท รวมเป็นเงิน 46,612.68 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 46,612.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 43,360.63 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทของลูกจ้างของโจทก์ไม่ให้สัญญาณและไม่นำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงตามหน้าที่ ผู้ตายไม่ทราบว่ามีรถไฟแล่นผ่านมาจึงขับรถข้ามทางรถไฟไป ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ค่าเสียหายของโจทก์ตามความจริงไม่เกิน 33,200 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้เรียกโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 2 ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 586,200 บาทแก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 570,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำนวนหลัง (จำเลยที่ 2)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในสำนวนหลังในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุผลสมควรที่จะฎีกาในสำนวนหลังในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชาญ ยอดคง ผู้ตายและเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียนบ-9899 สระบุรี โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตามวันเวลาเกิดเหตุผู้ตายขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียนบ-9899 สระบุรี ของโจทก์ที่ 1 ไปตามถนนตัดผ่านทางรถไฟชนกับรถไฟขบวนที่ 5สายกรุงเทพมหานคร - เชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 ที่แล่นมาเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1 เสียหายซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 มีหน้าที่คอยนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงเมื่อมีรถไฟผ่าน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ประการแรกคือ เหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทของผู้ตายหรือของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองมีนายประเมิน เงินต้น และนางประนอม จำปาเฟื่อง ซึ่งมีบ้านพักอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุประมาณ 30 เมตร มาเบิกความว่า ได้ยินเสียงรถไฟชนรถยนต์จึงวิ่งไปดูที่เกิดเหตุ พบแผงเครื่องกั้นรถไฟยังอยู่ที่สูงสุด ไม่ได้นำลงมากั้นถนนและไม่มีสัญญาณไฟที่แสดงว่ามีรถไฟกำลังแล่นผ่าน จึงพากันไปที่ป้อมพนักงานควบคุมและกั้นรถไฟปรากฏว่าประตูป้อมปิด จึงเรียกชื่อเล่นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมแผงเครื่องกั้นรถไฟและไฟสัญญาณบริเวณสถานีรถไฟ เมื่อจำเลยที่ 1 เปิดประตูออกมา นายประเมินจึงแจ้งให้ทราบว่า รถไฟชนรถยนต์จำเลยที่ 1 มีอากรตกใจและตกตะลึง หลังจากนั้นมีพนักงานรถไฟอีกคนหนึ่งมาบอกให้จำเลยที่ 1 เอาแผงเครื่องกั้นรถไฟลงมาจำเลยที่ 1 จึงไปนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงแต่นำลงได้เพียงครึ่งเดียว แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปต่อมาร้อยตำรวจโทสายัณห์ ควบคุม มาตรวจสถานที่เกิดเหตุพบว่าแผงเครื่องกั้นรถไฟดังกล่าวไม่มีร่องรอยถูกชนและใช้ได้ตามปกติ ส่วนจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า ได้รับแจ้งจากพนักงานสับรางที่สถานีรถไฟหนองโดนว่าจะมีรถไฟผ่านที่เกิดเหตุ จึงนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงและได้ให้สัญญาณไฟและเสียงเตือนให้ทราบแต่ผู้ตายขับรถยนต์ลอดแผงเครื่องกั้นรถไฟทับทางรถไฟไปจนเกิดเหตุขึ้น ทำให้สัญญาณไฟแผงเครื่องกั้นรถไฟเสียหาย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นชาวบ้านในบริเวณนั้นรู้จักกับจำเลยที่ 1 ดี หลังเกิดเหตุก็เรียกชื่อเล่นของจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุอันใดจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 และยังเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดี จึงน่าเชื่อว่า เบิกความไปตามความเป็นจริง เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทสายัณห์ที่เบิกความว่า เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุตรวจดูแผงเครื่องกั้นรถไฟแล้ว ปรากฏว่าอยู่ในสภาพปกติไม่มีร่องรอยถูกชนแต่อย่างใด ทั้งตามภาพถ่าย ภาพที่ 6 ปรากฏว่า หากจำเลยที่ 1 นำแผงเครื่องกั้นลงแล้ว ผู้ตายจะไม่สามารถขับรถยนต์ลอดผ่านไปได้โดยไม่ชนแผงเครื่องกั้นรถไฟ และที่หน้ารถยนต์ที่ผู้ตายขับก็ไม่มีร่องรอยการชนแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 คดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1ซึ่งมีหน้าที่นำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงเมื่อรถไฟแล่นผ่าน ในขณะเกิดเหตุเมื่อรถไฟแล่นมาถึงจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงแต่อย่างใดเมื่อรถยนต์ที่ผู้ตายขับแล่นผ่านไปจึงเป็นเหตุให้ถูกรถไฟชน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่อ ส่วนการกระทำของผู้ตายนั้น เห็นว่า โดยปกติแล้วผู้ขับรถยนต์ทั่วไปเมื่อผ่านบริเวณรางรถไฟ หากไม่มีแผงเครื่องกั้นรถไฟปิดกั้นและปรากฏสัญญาณไฟและเสียงสัญญาณเตือนแล้ว ก็จะขับรถผ่านไปตามปกติ หากมีการนำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงรถยนต์ที่ผ่านมาก็จะหยุดให้รถไฟผ่านไปก่อน เกี่ยวกับกรณีนี้หากจำเลยที่ 1 นำแผงเครื่องกั้นรถไฟลงจริงผู้ตายคงจะไม่ขับรถผ่านไปและเหตุก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพที่เกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนมีป้อมสำหรับพนักงานรถไฟและต้นไม้บังอยู่ ประกอบกับมีแสงไฟสว่างบดบังบริเวณนั้น จึงน่าจะทำให้ผู้ตายไม่อาจทราบได้ว่ารถไฟกำลังแล่นมา จึงขับรถยนต์ผ่านไปตามปกติ เห็นว่า การกระทำของผู้ตายไม่เป็นการประมาทเลินเล่อคงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ฎีกาของจำเลยที่ 2ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด โจทก์ที่ 1 เบิกความว่าซื้อรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535 ในราคา 310,000 บาท นับถึงวันเกิดเหตุเป็นระยะเวลา 2 ปี การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้220,000 บาท เห็นว่า เป็นการเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดไร้อุปการะสำหรับโจทก์ที่ 1ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เดือนละ 1,200 บาท เป็นเวลา 23 ปี รวมเป็นเงิน 331,200บาท เห็นว่า ผู้ตายรับราชการได้รับเงินเดือน เดือนละ 6,460 บาท หากยังมีชีวิตอยู่ก็มีโอกาสได้รับเงินเดือนสูงขึ้นและอาจมีรายได้พิเศษทางอื่นอีก จึงเป็นการกำหนดที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่กำหนดให้เป็นเวลา 23 ปี นั้น เห็นว่า ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายอายุประมาณ 27 ปี การกำหนดให้อีก 23 ปี เท่ากับให้จนถึงผู้ตายมีอายุประมาณ 50 ปี ถือว่าไม่มากเกินไปและเป็นการสมควรแก่เหตุแล้ว ส่วนค่าขาดไร้อุปการะสำหรับโจทก์ที่ 2ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าสูงเกินไปและเป็นระยะเวลานานเกินไปนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ อายุประมาณ 2 ปี สมควรที่จะได้รับการอุปการะจนบรรลุนิติภาวะ และจำนวนที่กำหนดให้เดือนละ 2,500 บาท นั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการศึกษาของโจทก์ที่ 2 ด้วย เห็นว่า เป็นการกำหนดที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้ตามฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาฟังว่า ผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญญาพร ยอดคง กับพวก
จำเลย — นาย ไพศาล อินทร์เจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ