คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2545
#44745
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายให้เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 จงใจไม่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์อย่างไร จำเลยที่ 1 รับสิ่งอุปกรณ์มาจำนวนเท่าใด จากใคร เมื่อใด และสิ่งอุปกรณ์ได้สูญหายหรือขาดบัญชีไปอย่างไร แต่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในชั้นสืบพยาน โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นชัดแจ้งถึงการแบ่งและมอบอำนาจหน้าที่ของฝ่ายพลาธิการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏในมูลเหตุแห่งกรณีและรายละเอียดแห่งข้อหาอันเป็นหลักแห่งฐานความผิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้คดีและเสียเปรียบ ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี หลังเกิดการละเมิด คดีจึงขาดอายุความ แต่เหตุที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำสั่งกองทัพบกโจทก์ได้กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการไว้ แต่เมื่อคำสั่งจังหวัดทหารบกขอนแก่น อันเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานของจำเลยที่ 1 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการให้เป็นของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเสียแล้วย่อมเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่และมิได้ปฏิบัติงานในหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการแล้ว การปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ส่วนปัญหาที่ว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งกันจะใช้บังคับได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจังหวัดทหารบกขอนแก่น ไม่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ความเสียหายของโจทก์จึงมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดทำให้สิ่งอุปกรณ์ของโจทก์สูญหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยงานพลาธิการ จังหวัดทหารบกขอนแก่น มีหน้าที่อำนวยการกำหนดนโยบาย รับ เก็บรักษา แจกจ่าย สิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ วางแผนการปฏิบัติการจัดหา เก็บรักษา และแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์ สายพลาธิการของหน่วยงานพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ตลอดจนมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสายงานเพื่อมิให้สิ่งอุปกรณ์ของโจทก์สูญหายหรือเสียหายจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคลังสิ่งอุปกรณ์ในหน่วยงานพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น มีหน้าที่รับ เก็บรักษา และจ่ายสิ่งอุปกรณ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยปลอดภัย และครบถ้วนถูกต้องตามบัญชีหรือทะเบียน และให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 และระเบียบคำสั่งของโจทก์ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่พัสดุลงบัญชีหรือทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุแยกเป็นชนิดและแสดงรายการเป็นหลักฐานรับเข้าบัญชีหรือทะเบียนไว้ การจ่ายพัสดุต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบเบิกและเอกสารประกอบแล้วลงบัญชีหรือทะเบียนทุกครั้ง และเก็บใบเบิกจ่ายไว้เป็นหลักฐานระหว่างเดือนสิงหาคม 2527 ถึงเดือนพฤษภาคม 2529 จำเลยที่ 2ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 และระเบียบคำสั่งของโจทก์ ปล่อยปละละเลยไม่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์ประเภทเครื่องแต่งกายเครื่องนอน เครื่องเขียน (สป. 2 ถึง 4) ให้ปลอดภัยครบถ้วน การจ่ายสิ่งอุปกรณ์ในคลังไม่ตรวจสอบความถูกต้องของใบเบิกและเอกสารประกอบ ไม่ลงบัญชีทุกครั้งที่มีการจ่ายสิ่งอุปกรณ์ไม่เก็บใบเบิกจ่ายไว้เป็นหลักฐาน ไม่ลงบัญชีคงเหลือและไม่ตรวจสอบว่าสิ่งอุปกรณ์ครบถ้วนหรือไม่ ทำให้สิ่งอุปกรณ์สูญหายขาดบัญชีโดยไม่ปรากฏหลักฐานการเบิกจ่าย 37 รายการ คิดเป็นเงิน 1,436,298.97 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการเก็บรักษา การเบิกจ่ายสิ่งอุปกรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบการเก็บรักษาและการเบิกจ่ายสิ่งอุปกรณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรง เป็นเหตุให้สิ่งอุปกรณ์ของโจทก์สูญหายจึงต้องร่วมรับผิดด้วย โจทก์ทราบถึงการละเมิดและบุคคลที่ต้องรับผิดเมื่อวันที่ 27ธันวาคม 2537 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน1,436,298.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษาแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ (สป. 2 ถึง 4) เนื่องจากเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ตามคำสั่งจังหวัดทหารบกขอนแก่น ที่ 57/2519 ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะดำรงตำแหน่งพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายให้เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 จงใจไม่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์อย่างไร จำเลยที่ 1 รับสิ่งอุปกรณ์มาจำนวนเท่าใด จากใครเมื่อใดสิ่งอุปกรณ์ได้สูญหายหรือขาดบัญชีไปอย่างไร และมูลเหตุแห่งความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามฟ้องได้เกิดขึ้นเป็นเวลาก่อน 10 ปี แล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี หลังเกิดการละเมิด คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน1,436,298.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น จำเลยที่ 1 ให้การในประเด็นข้อนี้ไว้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายให้เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 จงใจไม่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์อย่างไร จำเลยที่ 1 รับสิ่งอุปกรณ์มาจำนวนเท่าใดจากใคร เมื่อใด และสิ่งอุปกรณ์ได้สูญหายหรือขาดบัญชีไปอย่างไรแต่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าในชั้นสืบพยาน โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นชัดแจ้งถึงการแบ่งและมอบอำนาจหน้าที่ของฝ่ายพลาธิการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏในมูลเหตุแห่งกรณีและรายละเอียดแห่งข้อหาอันเป็นหลักแห่งฐานความผิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้คดีและเสียเปรียบ ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยที่ 1ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดของจำเลยที่ 1 และรู้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ให้การว่า มูลเหตุแห่งความเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตามฟ้องได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี หลังเกิดการละเมิดคดีจึงขาดอายุความดังนี้ เห็นได้ว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามฎีกาเป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในการใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม 2527 ถึงเดือนพฤษภาคม 2529 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทเครื่องแต่งกาย เครื่องนอน และเครื่องเขียน (สป.2 ถึง 4) ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุในหน่วยงานพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น มีหน้าที่รับเก็บรักษาและจ่ายสิ่งอุปกรณ์ของโจทก์ให้เรียบร้อย ปลอดภัย ครบถ้วนถูกต้องตามบัญชีหรือทะเบียน และให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521ตลอดจนระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์แต่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้สิ่งอุปกรณ์ (สป. 2 ถึง 4) ของโจทก์ที่เก็บรักษาไว้ในคลังเก็บสิ่งอุปกรณ์ของพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นสูญหายขาดบัญชีไปโดยไม่ปรากฏหลักฐานการเบิกจ่าย รวม 37 รายการ คิดเป็นเงิน 1,436,298.97 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ได้ความตามสำเนาคำสั่งกองทัพบก (คำสั่งชี้แจง) ที่ 38/23480 เอกสารหมาย จ.1 ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายทหารฝ่ายพลาธิการ มีหน้าที่ทั่วไปคือ อำนวยการในเรื่องการกำหนดนโยบาย การรับ เก็บรักษา แจกจ่าย สิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ และอำนวยการในเรื่องการปฏิบัติการในหน้าที่ของพลาธิการอื่น ๆ เกี่ยวกับกิจการทางการช่วยรบ กับมีหน้าที่เฉพาะอีก 5 ประการ คือ ประการที่ 3 วางแผนการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดหา เก็บรักษา และแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ และประการที่ 5 ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารพลาธิการที่จัดประจำหน่วยในหน่วยหนึ่ง ขึ้นสมทบหน่วยใดหน่วยหนึ่งและได้ความตามสำเนาคำสั่งจังหวัดทหารบกขอนแก่นที่ 57/2519 เรื่องแบ่งมอบงานในหน้าที่สายพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเอกสารหมาย ล.1 ว่า ภารกิจในเรื่องกำหนดความต้องการสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ ตลอดจนการจัดหา เก็บรักษา และแจกจ่าย และกำหนดความต้องการ เก็บรักษา และจำหน่าย สป.3 นั้น เป็นภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นทั้งคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.1 และคำสั่งตามเอกสารหมาย ล.1 ต่างยังมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะที่สิ่งอุปกรณ์ของโจทก์สูญหาย ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.1จะกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการไว้ก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งเอกสารหมาย ล.1 อันเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานของจำเลยที่ 1 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการให้เป็นของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเสียแล้วย่อมเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการหากจำเลยที่ 1 ยังสอดเข้าไปควบคุมดูแลย่อมเป็นการขัดต่อคำสั่งเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นคำสั่งของผู้บังคับการจังหวัดทหารบกขอนแก่นอันเป็นผู้บังคับบัญชาในเบื้องต้น ทั้งตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการรับ เก็บรักษา และแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่และมิได้ปฏิบัติงานในหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการแล้วการปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนปัญหาที่ว่าคำสั่งเอกสารหมาย ล.1ขัดหรือแย้งกับคำสั่งเอกสารหมาย จ.1 จะใช้บังคับได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจังหวัดทหารบกขอนแก่นซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์เอง ไม่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ความเสียหายของโจทก์จึงมิได้เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — พันโท นิทัศน์ รัตนพิทักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2545
#99320
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายให้เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 จงใจไม่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์อย่างไร จำเลยที่ 1 รับสิ่งอุปกรณ์มาจำนวนเท่าใด จากใคร เมื่อใด และสิ่งอุปกรณ์ได้สูญหายหรือขาดบัญชีไปอย่างไร แต่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าในชั้นสืบพยาน โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นชัดแจ้งถึงการแบ่งและมอบอำนาจหน้าที่ของฝ่ายพลาธิการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏในมูลเหตุแห่งกรณีและรายละเอียดแห่งข้อหาอันเป็น หลักฐานแห่งฐานความผิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้คดีและเสียเปรียบ ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี หลังเกิดการละเมิด คดีจึงขาดอายุความ แต่เหตุที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลา ที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้นเป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำสั่งกองทัพบกโจทก์ได้กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเกี่ยวกับ สิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการไว้ แต่เมื่อคำสั่งจังหวัดทหารบกขอนแก่น อันเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานของจำเลยที่ 1 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการให้เป็นของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเสียแล้ว ย่อมเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ และมิได้ปฏิบัติงานในหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการแล้ว การปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนปัญหาที่ว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งกันจะใช้บังคับได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจังหวัดทหารบกขอนแก่น ไม่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ความเสียหายของโจทก์จึงมิได้ เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดทำให้สิ่งอุปกรณ์ ของโจทก์สูญหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๔๓๖,๒๙๘.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษา แจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ (สป. ๒ ถึง ๔) เนื่องจากเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ตามคำสั่งจังหวัดทหารบกขอนแก่น ที่ ๕๗/๒๕๑๙ ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ ๑ จะดำรงตำแหน่งพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายให้เข้าใจว่า จำเลยที่ ๑ จงใจไม่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์อย่างไร จำเลยที่ ๑ รับสิ่งอุปกรณ์มาจำนวนเท่าใด จากใคร เมื่อใด สิ่งอุปกรณ์ได้สูญหายหรือขาดบัญชีไปอย่างไร และเหตุแห่งความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามฟ้องได้เกิดขึ้นเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ เมื่อพ้นระยะเวลา ๑๐ ปี หลังเกิดการละเมิด คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๔๓๖,๒๙๘.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๘) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๖,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ในการใช้ค่าเสียหาย แก่โจทก์นั้น ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม ๒๕๒๗ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๙ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทเครื่องแต่งกาย เครื่องนอน และเครื่องเขียน (สป. ๒ ถึง ๔) ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุในหน่วนงานพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น มีหน้าที่เก็บรักษา และจ่ายสิ่งอุปกรณ์ของโจทก์ให้เรียบร้อย ปลอดภัย ครบถ้วนถูกต้องตามบัญชีหรือทะเบียน และให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๒๑ ตลอดจนระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์ แต่จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้สิ่งอุปกรณ์ (สป. ๒ ถึง ๔) ของโจทก์ที่เก็บรักษาไว้ในคลังเก็บสิ่งอุปกรณ์ของพลาธิการทหารบกขอนแก่นสูญหายขาดบัญชีไป โดยไม่ปรากฏหลักฐานการเบิกจ่ายรวม ๓๗ รายการ คิดเป็นเงิน ๑,๔๓๖,๒๙๘.๙๗ บาท คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ยุติไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ ได้ความตามสำเนาคำสั่งกองทัพบก (คำสั่งชี้แจง) ที่ ๓๘/๒๓๔๘๐ เอกสารหมาย จ.๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายทหารฝ่ายพลาธิการ มีหน้าที่ทั่วไปคือ อำนวยการในเรื่อง การกำหนด นโยบายการรับ เก็บรักษา แจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ และอำนวยการในเรื่องการปฏิบัติการในหน้าที่ของพลาธิการอื่น ๆ เกี่ยวกับกิจการทางการช่วยรบ กับมีหน้าที่เฉพาะอีก ๕ ประการ คือ ประการที่ ๓ วางแผนการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดหา เก็บรักษา และแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ และประการที่ ๕ ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารพลาธิการที่จัดประจำหน่วยในหน่วยหนึ่ง ขึ้นสมทบหน่วยใดหน่วยหนึ่ง และได้ความตามสำเนาคำสั่งจังหวัดทหารบกขอนแก่น ที่ ๕๗/๒๕๑๙ เรื่อง แบ่งมอบงานในหน้าที่สายพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น เอกสารหมาย ล.๑ ว่า ภารกิจในเรื่องกำหนดความต้องการสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ ตลอดจนการจัดหา เก็บรักษา และแจกจ่าย และกำหนดความต้องการ เก็บรักษา และจำหน่าย สป. ๓ นั้น เป็นภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่น ทั้งคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.๑ และคำสั่งตามเอกสารหมาย ล.๑ ต่างยังมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะที่สิ่งอุปกรณ์ของโจทก์สูญหาย ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.๑ จะกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการไว้ก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งเอกสารหมาย ล.๑ อันเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการให้เป็นของผู้ช่วยพลาธิการจังหวัดทหารบกขอนแก่นเสียแล้ว ย่อมเท่ากับว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ หากจำเลยที่ ๑ ยังสอดเข้าไปควบคุมดูแลย่อมเป็นการขัดต่อคำสั่งเอกสารหมาย ล.๑ ซึ่งเป็นคำสั่งของผู้บังคับการจังหวัดทหารบกขอนแก่นอันเป็นผู้บังคับบัญชาในเบื้องต้น ทั้งตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการรับ เก็บรักษา และแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่ และมิได้ปฏิบัติงานในหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการแล้ว การปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนปัญหาที่ว่าคำสั่งเอกสารหมาย ล.๑ ขัดหรือแย้งกับคำสั่ง เอกสารหมาย จ.๑ จะใช้บังคับได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจังหวัดทหารบกขอนแก่นซึ่งเป็นหน่วยงาน ในสังกัดของโจทก์เองไม่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ความเสียหายของโจทก์จึงมิได้เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ด้วยนั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทั้งสามศาล ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — พันโทนิทัศน์ รัตนพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2801/2545
#44744
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ว. เจ้าของรถบรรทุกของกลางมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยนำรถบรรทุกดังกล่าวไปกระทำความผิดกฎหมาย ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในข้อนี้จึงต้องฟังเป็นยุติตามนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาแล้ววินิจฉัยว่า ว. รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกซื้อรถบรรทุกของกลางจาก ว. เจ้าของเดิมที่มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการของผู้ร้อง กรณีไม่อาจถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 แต่ไม่ริบรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 7502 สมุทรปราการ ของกลาง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถบรรทุกของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถบรรทุกของกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมรถบรรทุกของกลางเป็นของนายวิทยา ก้อนทรัพย์ ต่อมานายวิทยาให้จำเลยเช่าเพื่อบรรทุกสินค้า มิใช่เป็นกิจการของนายวิทยาหรือมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลย ดังนั้น นายวิทยาจึงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยชอบที่จะขอรับรถบรรทุกของกลางคืนได้ ต่อมาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ริบรถบรรทุกของกลาง นายวิทยาได้ขายรถบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้องในราคา300,000 บาท โดยนายวิทยาและจำเลยไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบเรื่องที่จำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปกระทำความผิด ผู้ร้องเพิ่งมาทราบภายหลังว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถบรรทุกของกลาง ขอให้สั่งคืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดกับจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอคืนรถบรรทุกของกลางและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดรถบรรทุกของกลางกล่าวหาว่าจำเลยใช้รถบรรทุกของกลางเป็นยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดต่อมาพนักงานสอบสวนอนุญาตให้นายวิทยา ก้อนทรัพย์ เจ้าของรถบรรทุกของกลางรับรถบรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ระหว่างสอบสวน วันที่ 30 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 และขอริบรถบรรทุกของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ไม่ริบรถบรรทุกของกลางโจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 5 ตุลาคม 2542 นายวิทยาจดทะเบียนโอนขายรถบรรทุกของกลางให้แก่ผู้ร้อง วันที่ 19 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ริบรถบรรทุกของกลางให้โจทก์และจำเลยฟัง คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตกระทำเพื่อประโยชน์ของนายวิทยาโดยถือได้ว่านายวิทยาเจ้าของเดิมและผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนรถบรรทุกของกลางรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาในส่วนของนายวิทยาผู้เป็นเจ้าของรถบรรทุกของกลางในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่านายวิทยาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในข้อนี้จึงต้องเป็นยุติตามนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาแล้ววินิจฉัยว่า นายวิทยารู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อรถบรรทุกของกลางมาจากนายวิทยาเจ้าของเดิมที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ต่อทางราชการ ตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการเอกสารหมาย ร.1 ดังที่ผู้ร้องฎีกา ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางได้ เมื่อนายวิทยาไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือว่า ผู้ร้องใช้สิทธิร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงชลบุรี
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุตสาหกรรมรามาโฟม
จำเลย — นาย สุพจน์ โคตรเสนา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2789/2545
#45688
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพยานโจทก์ที่นำสืบยังเป็นที่สงสัย เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 10 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเสถียรที่ว่าไปแจ้งให้สิบตำรวจโทเขียนทราบว่าจำเลยที่ 2 จะนำเมทแอมเฟตามีนมาขายโดยให้สิบตำรวจโทเขียนติดตามไปในภายหลัง แต่ในคำให้การชั้นสอบสวนของนายเสถียรเอกสารหมาย จ.4 กลับให้การว่า เมื่อจำเลยทั้งสองกลับไปที่บ้านของนายเสถียรแล้ว นายเสถียรจึงไปแจ้งให้สิบตำรวจโทเขียนทราบ ซึ่งเป็นคำให้การที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเวลาและขั้นตอนในการที่นายเสถียรไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ไม่ชัดเจนและสับสน นายเสถียรได้ให้การในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเวลาหลังเกิดเหตุคือวันที่ 14 มกราคม 2541นานประมาณ 2 เดือน โดยไม่มีเหตุแห่งการล่าช้า ตอนตอบคำถามค้านของทนายจำเลยนายเสถียรเบิกความว่า วันเกิดเหตุตนไปเล่นไฮโลว์อยู่ที่งานศพ จำเลยที่ 2 ไปร่วมเล่นด้วยแล้วชวนกลับมาที่บ้านของตนพบจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้าน จึงสั่งให้ภริยาไปซื้ออาหารมาจะร่วมรับประทานด้วยกัน พอดีมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุม ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ตรงกับคำเบิกความของตนในตอนตอบคำซักถามของโจทก์ว่าตนเป็นผู้ไปบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยทั้งสองที่บ้าน พยานโจทก์ปากนี้จึงไม่อยู่กับร่องกับรอยเป็นที่น่าสงสัย ส่วนพยานโจทก์ปากอื่น ๆ ที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะเบิกความได้สอดคล้องกันหลังไปถึงที่เกิดเหตุ แต่ก่อนไปถึงที่เกิดเหตุมีเหตุระแวงสงสัยว่าได้ไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างไร เมื่อได้วิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น หากจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนไปขายให้แก่นายเสถียรจริง เมื่อขายได้แล้วก็ควรจะรีบกลับไป มิใช่นอนรออยู่ที่แปลแขวนโดยไม่มีเหตุผล และโดยปกติผู้เป็นเจ้าของสิ่งผิดกฎหมายก็ควรจะวางเมทแอมเฟตามีนไว้ในที่มิดชิดมิใช่นำมาวางไว้โดยเปิดเผยอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ เพราะอาจถูกจับกุมได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ให้การปฏิเสธโดยตลอดแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบยังเป็นที่สงสัยเห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย พิจิตรหรือแขก สีนาหอม ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิษณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2789/2545
#99711
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพยานโจทก์ที่นำสืบยังเป็นที่สงสัย เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227 วรรคสอง และเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ ,๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๘๓ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๑๐ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเสถียรที่ว่าไปแจ้งให้สิบตำรวจโทเขียนทราบว่าจำเลยที่ ๒ จะนำเมทแอมเฟตามีนมาขายโดยให้สิบตำรวจโทเขียนติดตามไปในภายหลัง แต่ในคำให้การชั้นสอบสวนของนายเสถียรเอกสารหมาย จ.๔ กลับให้การว่า เมื่อจำเลยทั้งสองกลับไปที่บ้านของนายเสถียรแล้ว นายเสถียรจึงไปแจ้งให้สิบตำรวจโทเขียนทราบ ซึ่งเป็นคำให้การที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเวลาและขั้นตอนในการที่นายเสถียรไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ไม่ชัดเจนและสับสน นายเสถียรได้ให้การในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันเวลาหลังวันเกิดเหตุคือวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๑ นานประมาณ ๒ เดือน โดยไม่มีเหตุแห่งการล่าช้า ตอนตอบคำถามค้านของทนายจำเลยนายเสถียรเบิกความว่า วันเกิดเหตุตนไปเล่นไฮโลว์อยู่ที่งานศพ จำเลยที่ ๒ ไปร่วมเล่นด้วยแล้วชวนกลับมาที่บ้านของตนพบจำเลยที่ ๑ อยู่ที่บ้าน จึงสั่งให้ภริยาไปซื้ออาหารมาจะร่วมรับประทานด้วยกัน พอดีมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุม ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ ๑ แต่ไม่ตรงกับคำเบิกความของตนในตอนตอบคำซักถามของโจทก์ว่าตนเป็นผู้ไปบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยทั้งสองที่บ้าน พยานโจทก์ปากนี้จึงไม่อยู่กับร่องกับรอยเป็นที่น่าสงสัย ส่วนพยานโจทก์ปากอื่นๆ ที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะเบิกความได้สอดคล้องกันหลังไปถึงที่เกิดเหตุ แต่ก่อนไปถึงที่เกิดเหตุมีเหตุระแวงสงสัยว่าได้ไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างไร เมื่อได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น หากจำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนไปขายให้แก่นายเสถียรจริง เมื่อขายได้แล้วก็ควรจะรีบกลับไป มิใช่นอนรออยู่ที่เปลแขวนโดยไม่มีเหตุผล และโดยปกติผู้เป็นเจ้าของสิ่งผิดกฏหมายก็ควรจะวางเมทแอมเฟตามีนไว้ในที่มิดชิดมิใช่นำมาวางไว้โดยเปิดเผยอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ เพราะอาจถูกจับกุมได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๑ ที่ให้การปฏิเสธโดยตลอดแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบยังเป็นที่สงสัย เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น และเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง.

นายธนาลักษณ์ ศิริลักษณ์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายพิจิตรหรือแขก สีนาหอม ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2788/2545
#99441
เปิดฉบับเต็ม

การที่เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D เครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ร่วมได้มีการจดทะเบียนในประเทศไทยโดยชอบแล้วมาตั้งแต่ปี 2513 ปี 2518 และปี 2536 โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีสิทธิเพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสามดังกล่าวสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 หากบุคคลอื่นเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมดังกล่าวไปใช้กับสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมโดยชอบแล้ว ก็ย่อมมีความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วม หรือถ้าได้มีการจัดทำเครื่องหมายการค้าขึ้นโดยการดัดแปลงแก้ไขให้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วมเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมแล้ว ก็ย่อมมีความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมได้

เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จนถึงเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 114 เดิมยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ได้มีการแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 114 ดังกล่าวโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 114 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับมาตรา 114 ที่แก้ไขใหม่ และปรากฏว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมากกว่ากฎหมายเดิม เพราะตามมาตรา 114 เดิม โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์เพียงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้กระทำความผิดเท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการและผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย หน้าที่พิสูจน์ให้พ้นความผิดจึงตกอยู่แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ตามมาตรา 114 ที่แก้ไขใหม่หน้าที่พิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตกอยู่แก่โจทก์ซึ่งต้องพิสูจน์ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงจะต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา 114 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้กระทำความผิดทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า สินค้าที่จำเลยทั้งสามผลิตโดยใช้เครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมจะไม่มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยโดยจำเลยทั้งสามส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งหมดก็ตาม แต่เจตนาพิเศษที่จำเลยทั้งสามได้กระทำขึ้นเพื่อให้ประชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมนั้น เป็นเจตนาพิเศษของจำเลยทั้งสามที่เกิดขึ้นเมื่อจำเลยทั้งสามเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม อันเป็นผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า เมื่อมีผู้พบเห็นแล้วจะได้หลงเชื่อในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทั้งสามได้เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม

คำว่า "ประชาชน" ตามความหมายในมาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หมายถึงบุคคลอื่นโดยทั่วๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นคนใดคนหนึ่งหรือเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศแต่อย่างใด หากได้เคยเห็นหรือเคยรู้ว่าเครื่องหมายการค้า BOSNY เป็นของโจทก์ร่วมแล้วได้มาเห็นเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOTNY ก็ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษครบองค์ประกอบความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ตามมาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๐๙, ๑๑๐ และ ๑๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓ และ ๙๑ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณานายประชา พันธ์อุทัยวัฒน์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๐๙, ๑๑๐ (ที่ถูกเป็นมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘, มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๙) และ ๑๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓,๘๓ และ ๙๑ เป็นความผิด ๓ กรรม ต่างกัน ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน ฐานเลียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน และฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D ปลอม หรือเลียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน รวมเป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๑ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า _ _ _ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D เครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ร่วมได้มีการจดทะเบียนในประเทศไทยโดยชอบแล้วมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ปี ๒๕๑๘ และปี ๒๕๓๖ ตามลำดับ ตามทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๒ จ.๓ และ จ.๕ ดังนั้นโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีสิทธิเพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสามดังกล่าวสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๔ หากบุคคลอื่นเอาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมดังกล่าวไปใช้กับสินค้านั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมโดยชอบแล้ว ก็ย่อมมีความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วม หรือถ้าได้มีการจัดทำเครื่องหมายการค้าขึ้นโดยการดัดแปลงแก้ไขให้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วมเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมแล้ว ก็ย่อมมีความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมได้ การที่จำเลยที่ ๑ ได้ผลิตสินค้าสีสเปรย์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากโจทก์ร่วม จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D ของโจทก์ร่วม ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ผลิตสินค้าสีสเปรย์โดยใช้เครื่องหมายการค้า

และ นั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ร่วมแล้ว เห็นได้ว่าการทำรูปแบบเครื่องหมายการค้า ๒ แบบ ดังกล่าวจะอยู่ในลักษณะเป็นอักษรตัว B และในวงกลมรูปไข่เหมือนกัน ตัวอักษรคำว่า BOSNY กับ BOTNY เหมือนกันถึง ๔ ตัว ต่างกันเฉพาะตัวอักษรตัวกลางเท่านั้นโดยของโจทก์ร่วมเป็นตัวอักษร S ส่วนของจำเลยที่ ๑ เป็นตัวอักษร T ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีจะดูคล้ายกันมาก และสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ คำว่า BOTNY ซึ่งอ่านว่า บอตนี ก็ใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมคำว่า BOSNY ซึ่งอ่านว่า บอสนี จนอาจทำให้ประชาชนสับสนและหลงเชื่อว่าสินค้าของจำเลยทั้งสามเป็นสินค้าของโจทก์ร่วมได้ จึงถือได้ว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย จำเลยที่ ๑ ย่อมมีความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของบุคคลอื่น ฐานเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของบุคคลอื่น และฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมและเลียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๐๙, ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ และ ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๙ ตามคำฟ้อง สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่นั้น ปัญหานี้ ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๙ หรือ จร.๒๑ ว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ มีเพียงจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เท่านั้นที่เป็นกรรมการและกรรมการ ๑ คน ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ ๑ มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ กับปรากฏว่าขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๘ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดเมื่อระหว่างวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น" แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ปรากฏว่าได้มีการแก้ไขบทบัญญัติมาตรา ๑๑๔ ดังกล่าวโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๕ และให้ใช้ข้อความใหม่แทนว่า "มาตรา ๑๑๔ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการ การกระทำหรือไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำของกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย" ดังนี้ เป็นกรณีที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๔ เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับ มาตรา ๑๑๔ ที่แก้ไขใหม่ และปรากฏว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมากกว่ากฎหมายเดิม เพราะตามมาตรา ๑๑๔ เดิมโจทก์มีหน้าที่พิสูจน์เพียงว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้กระทำความผิดเท่านั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการและผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ ๑ ก็ต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ด้วย หน้าที่พิสูจน์ให้พ้นความผิดจึงตกอยู่แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แต่ตามมาตรา ๑๑๔ ที่แก้ไขใหม่หน้าที่พิสูจน์ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทำความผิดตกอยู่แก่โจทก์ซึ่งต้องพิสูจน์ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ เกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงจะต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๑๔ ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการและมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ในประเทศไทยและเป็นผู้สั่งการกับควบคุมดูแลการผลิตสีสเปรย์ของบริษัทจำเลยที่ ๑ โดยรู้อยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D และที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าสีสเปรย์แล้ว จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดและต้องรับโทษสำหรับความผิดที่บริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้กระทำ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๔ ที่แก้ไขใหม่ ส่วนจำเลยที่ ๓ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ทราบดีว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D และที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าสีสเปรย์ในประเทศไทย พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๓ จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์อ้างว่า จำเลยทั้งสามเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตสีสเปรย์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D จากห้างกั่นทงเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และผลิตสีสเปรย์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOTNY จากบริษัทยูโรเปียน เอเชีย เทรดดิ้ง จำกัด ที่เมืองฮ่องกง ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว จำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาที่จะทำปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม เพราะไม่เคยทราบว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D และ BOSNY มาก่อนนั้น ไม่อาจรับฟังให้จำเลยทั้งสามพ้นผิดได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้มาก่อนที่จะจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ ๑ เพื่อผลิตสินค้าสีสเปรย์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D และที่เป็นรูปและคำว่า BOTNY ว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D และที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY ที่ได้จดทะเบียนไว้โดยชอบในประเทศไทยแล้ว อีกประการหนึ่ง หากจำเลยทั้งสามรับจ้างห้างกั่นทงผลิตสินค้าสีสเปรย์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D และรับจ้างบริษัทยูโรเปียน เอเชีย เทรดดิ้ง จำกัด ผลิตสินค้าสีสเปรย์ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOTNY แล้วที่กระป๋องสีสเปรย์ก็ต้องระบุชื่อห้างกั่นทงหรือบริษัทยูโรเปียน เอเชีย เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ว่าจ้างว่าเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ แต่ตามสินค้าสีสเปรย์บรรจุกระป๋องที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า FOX-D วัตถุพยานหมาย วจร.๔ และสินค้าสีสเปรย์บรรจุกระป๋องที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOTNY วัตถุพยานหมาย วจ.๓ กลับระบุชื่อจำเลยที่ ๑ คือ BOSNY LONDON CHEMICALS เป็นเจ้าของผู้ผลิตเสียเอง เช่นนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาปลอมเครื่องหมายการค้า FOX-D และเลียนเครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์ร่วม ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในประเทศไทยดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อไปอีกว่า ความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๑๐๙ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้น นอกจากเจตนาทั่วไปการกระทำผิดแล้ว ยังต้องปรากฏว่ามีเจตนาพิเศษคือเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นด้วย ซึ่งคำว่า "ประชาชน" นั้น หมายถึง "ประชาชนคนไทย" แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่า เมื่อจำเลยทั้งสามผลิตสินค้าสีสเปรย์ที่ใช้เครื่องหมายการค้า และ แล้ว จำเลยทั้งสามส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งสิ้น จึงไม่ใช่เป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม เพื่อให้ประชาชนคนไทยหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการขาดเจตนาพิเศษนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า สินค้าสีสเปรย์ที่จำเลยทั้งสามผลิตโดยใช้เครื่องหมายการค้า BOTNY ตามวัตถุพยานหมาย วจร.๓ ซึ่งเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY ของโจทก์ร่วมจะไม่มีการวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยจำเลยทั้งสามส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งหมดก็ตาม แต่เจตนาพิเศษที่จำเลยทั้งสามได้กระทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมนั้น เป็นเจตนาพิเศษของจำเลยทั้งสามที่เกิดขึ้นเมื่อจำเลยทั้งสามเลียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOSNY ของโจทก์ร่วม อันเป็นผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า เมื่อมีผู้พบเห็นแล้วจะได้หลงเชื่อในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทั้งสามได้เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้น ดังนั้น คำว่า "ประชาชน" ตามความหมายในมาตรา ๑๐๙ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงหมายถึงบุคคลอื่นโดยทั่วๆ ไปเท่านั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นคนใดคนหนึ่งหรือเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศแต่อย่างใด หากได้เคยเห็นหรือเคยรู้ว่าเครื่องหมายการค้า BOSNY เป็นของโจทก์ร่วมแล้วได้มาเห็นเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำว่า BOTNY ก็ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษครบองค์ประกอบความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ตามมาตรา ๑๐๙ แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น_ _ _

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรปลอม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา ๑๐๘ ตามมาตรา ๑๑๐ วรรคท้าย และมีความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๙ ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา ๑๐๙ ตามมาตรา ๑๑๐ วรรคท้าย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ปรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรคนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรปลอมคนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไว้คนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 109 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายประชา พันธ์อุทัยวัฒน์
จำเลย — บริษัทบอสนีบอนดอน เคมีคอล จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายพรเพชร วิชิตชลชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2784/2545
#45201
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บางกรณีอาจเป็นได้ทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ด้วย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายที่โจทก์ทำอยู่ถูกยุบอันเป็นความเท็จ เพราะตำแหน่งงานดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยุบ แต่จำเลยใช้กลอุบายเลิกจ้างโจทก์โดยโอนกิจการที่โจทก์ทำอยู่ไปให้บริษัท ฮ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินกิจการแทน แต่ก็ยังคงใช้พนักงานเดิมและสถานที่เดิมของจำเลยและต่อมาจำเลยกับบริษัท ฮ. ก็รับลูกจ้างใหม่เข้าทำงานในตำแหน่งของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมนั้น เห็นได้ว่า เป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์ บ. และเป็นผู้เข้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นในการต่อสู้ขัดขวางการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารจำเลยนั้น ก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โจทก์มิได้มุ่งประสงค์จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯมาตรา 121 หรือมาตรา 123 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2537 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนละ 37,280 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 5,000 บาทและค่าคอมมิชชั่นหรือค่าจ้างพิเศษจากยอดขายอีกประมาณเดือนละ 20,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างทั้งสิ้นเดือนละไม่ต่ำกว่า 62,280 บาท ระหว่างทำงานโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อันเป็นสหภาพแรงงานในสถานประกอบการของจำเลย วันที่ 18 กันยายน 2541 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าตำแหน่งงานที่โจทก์ทำงานอยู่กับนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ถูกยุบ จำเลยได้พยายามหาตำแหน่งว่างในระดับตำแหน่งของโจทก์ในฝ่ายอื่นให้และได้รับคำชี้แจงจากโจทก์ว่าประสงค์จะลาออกซึ่งเป็นความเท็จความจริงตำแหน่งงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายยังไม่ได้ถูกยุบเลิกแต่จำเลยใช้กลอุบายเลิกจ้างโจทก์โดยวิธีโอนกิจการแผนกนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ไปให้บริษัทฮาเซทฟิลิปปาคิโพสต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินการแทนโดยยังคงใช้พนักงานเดิมของจำเลย สำนักงานก็ยังใช้สถานที่เดิม หลังจากเลิกจ้างโจทก์แล้วจำเลยร่วมมือกับบริษัทฮาเซทฟิลิปปาคิโพสต์จำกัด รับลูกจ้างใหม่เข้าทำงานในตำแหน่งของโจทก์ จำเลยไม่เคยหาตำแหน่งงานว่างให้โจทก์และโจทก์ไม่เคยแจ้งขอลาออกจากงาน จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมเนื่องจากขณะรับโจทก์เข้าทำงานจำเลยห้ามมิให้โจทก์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานใด ๆ ในบริษัทจำเลย แต่ต่อมาโจทก์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เพราะเห็นว่าฝ่ายบริหารของจำเลยกระทำการและใช้อำนาจบริหารโดยไม่เป็นธรรมกลั่นแกล้งเลิกจ้างและพยายามกำจัดลูกจ้างที่เป็นกรรมการลูกจ้างกรรมการและสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย นอกจากนี้นายไนเจิล โอกิ้นส์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยนำทีมงานพรรคพวกของตนเข้าครองตำแหน่งบริหารสำคัญไว้ทั้งหมดและย้ายพนักงานอาวุโสที่ครองตำแหน่งอยู่ก่อนให้พ้นจากตำแหน่งไป ย้ายลูกจ้างชั้นผู้น้อยที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไปอยู่ในแผนกที่ตั้งขึ้นใหม่แล้วยุบแผนกใหม่นั้น ผู้บริหารของจำเลยบริหารงานผิดพลาดก่อความเสียหายแก่จำเลย ลูกจ้างของจำเลยจึงร่วมกันลงชื่อขับไล่นายไนเจิลโอกินส์ เป็นผลให้นายไนเจิล โอกินส์ ต้องออกไปจากบริษัทจำเลย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม2541 จำเลยและสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้มีผลใช้บังคับ 2 ปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 ข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างใช้บังคับ ซึ่งโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อตกลงและข้อเรียกร้อง สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่31 กรกฎาคม 2541 และอยู่ระหว่างการเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานซึ่งตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บัญญัติห้ามจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 780,576 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าจ้างอัตราเดือนละ 62,280บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 อันเป็นวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ กับให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 52,308 บาท และในอัตราเดือนละ 4,359บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2565 อันเป็นวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และขณะถูกเลิกจ้างอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและอยู่ระหว่างที่สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย จึงเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำการอันไม่เป็นธรรมโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ซึ่งตามมาตรา 124 บัญญัติให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนแต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 124 ก่อน จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8วรรคท้าย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 37,280 บาทจำเลยไม่เคยกลั่นแกล้งเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เมื่อปี 2531 จำเลยได้ทำสัญญาจ้างนายไนเจิล โอกินส์ เข้าบริหารบริษัทจำเลยมีกำหนด 10 ปี นายไนเจิลโอกินส์ ได้ปรับปรุงโยกย้ายพนักงานตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา เนื่องจากเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอไม่มีความรับผิดชอบและเกียจคร้าน ลูกจ้างซึ่งเคยอยู่สุขสบายได้รับผลกระทบและเดือดร้อนเสียผลประโยชน์จึงร่วมกันคัดค้านการกระทำของนายไนเจิล โอกินส์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตน มิใช่เพื่อประโยชน์ของจำเลย การบริหารงานของนายไนเจิล โอกินส์ ทำให้จำเลยมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นทุกปี นายไนเจิล โอกินส์ ทำงานจนครบกำหนดตามสัญญาจ้างจึงออกไป มิใช่เพราะถูกสหภาพแรงงานขับไล่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ซึ่งโจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายขาดทุนต่อเนื่องหลายปี ผู้บริหารของจำเลยมีนโยบายขายธุรกิจดังกล่าวแก่บริษัทอื่น จึงได้ยุบตำแหน่งงานของโจทก์ เมื่อยุบตำแหน่งงานของโจทก์แล้วจำเลยเรียกโจทก์ไปสอบถามเพื่อให้โจทก์ทำงานในแผนกโฆษณา เวลาเดียวกันจำเลยได้ทราบการกระทำความผิดของโจทก์เกี่ยวกับการฉ้อโกงค่าคอมมิชชั่นขณะเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์และอยู่ระหว่างการสอบสวนของจำเลย โจทก์จึงแจ้งว่าไม่ประสงค์จะทำงานอีกต่อไป ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 12 เดือน ซึ่งจำเลยได้จ่ายแก่โจทก์แล้ว กรณีไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าจ้างและเงินสมทบตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนตามมาตรา 124 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้นบางกรณีอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ด้วยก็ได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องความว่าจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าตำแหน่งงานที่โจทก์ทำอยู่ถูกยุบ จำเลยได้พยายามหาตำแหน่งในหน่วยงานอื่นให้แก่โจทก์แล้วแต่ได้รับคำชี้แจงจากโจทก์ว่าโจทก์ประสงค์จะลาออก ข้ออ้างของจำเลยเป็นความเท็จเนื่องจากตำแหน่งงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ยังไม่ได้ถูกยุบแต่จำเลยใช้กลอุบายเลิกจ้างโจทก์โดยโอนกิจการนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ไปให้บริษัทฮาเซทฟิลิปปาคิโพสต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินกิจการแทน โดยยังคงใช้พนักงานเดิมและสถานที่เดิมของจำเลยและต่อมาจำเลยกับบริษัทฮาเซทฟิลิปปาคิโพสต์ จำกัด รับลูกจ้างใหม่เข้าทำงานในตำแหน่งของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49ส่วนคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเป็นผู้เข้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้นก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง มิได้มีเหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด โจทก์มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 แต่อย่างใด ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ดรุณี จรัสจรุงเกียรติ
จำเลย — บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2782/2545
#45200
เปิดฉบับเต็ม

สหกรณ์จำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกโดยร่วมกันดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ด้วยกัน โดยสมาชิกในฐานะผู้ถือหุ้นร่วมลงหุ้นและรับฝากเงินจากสมาชิกแล้วนำมาให้สมาชิกกู้โดยคิดดอกเบี้ย หากมีเงินทุนเหลือก็จะนำไปให้สหกรณ์อื่นกู้ จำเลยมีรายได้เป็นค่าธรรมเนียมจากการเข้าเป็นสมาชิกและดอกเบี้ยจากการให้สมาชิกและสหกรณ์อื่นกู้ยืม เมื่อมีกำไรก็จัดสรรเป็นเงินทุนสำรอง ค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์และจ่ายเป็นผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในรูปเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนกับจ่ายเป็นเงินโบนัสแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจจำเลยจึงมิใช่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ตามข้อ (3) แห่งกฎกระทรวงฯ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯจึงต้องนำมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่จำเลย เมื่องานที่จำเลยจ้างโจทก์มิใช่การจ้างในโครงการเฉพาะที่มิใช่ปกติทางธุรกิจ มิใช่งานตามฤดูกาล แต่เป็นการทำงานตามปกติธุรกิจของจำเลย แม้การจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็นการจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นโจทก์ก็มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งทำงานมาแล้ว 2 ปี จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันตามมาตรา 118(2) พร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 จำเลยได้จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ สัญญามีกำหนดการจ้างเป็นเวลา 2 ปี โดยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 37,400บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งครบกำหนดสัญญาจ้างจำเลยไม่ได้ต่อสัญญาจ้างให้กับโจทก์ทั้งสี่สามารถต่อสัญญาได้ กลับบอกเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 112,200 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการอันเป็นการช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการทำกิจการประเภทมุ่งหากำไรดังเช่นการประกอบธุรกิจทั่วไป กรณีของโจทก์เป็นการจ้างงานที่มีกำหนดเวลาการจ้างไว้แน่นอน และการเลิกจ้างมีกำหนดระยะเวลาแน่ชัดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสาม จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ในปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยประกอบกิจการที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่นั้น คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าลักษณะกิจการของจำเลยเป็นอย่างไร ในการดำเนินการตามกิจการของจำเลยมีการเรียกค่าใช้จ่ายหรือประโยชน์อื่นใดจากสมาชิกหรือผู้ที่มาติดต่อหรือไม่ และจำเลยจัดการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์ที่เหลือจากการดำเนินการดังกล่าวอย่างไร ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511ปัจจุบันใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 บังคับ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิก โดยวิธีร่วมกันดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ด้วยกันในเรื่องต่าง ๆรวม 18 ประการ มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการทั้งปวงของจำเลยให้เป็นไปตามข้อบังคับและตามมติของที่ประชุมใหญ่และเป็นผู้แทนของจำเลยในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก มีผู้จัดการทำหน้าที่จัดการทั่วไป และรับผิดชอบเกี่ยวกับบรรดากิจการประจำของสหกรณ์ รวมทั้งกิจการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการประปานครหลวง พ.ศ. 2542 ข้อ 2 ข้อ 50 และข้อ 76ในการประกอบกิจการนั้น ทุนดำเนินการได้รับมาจากสมาชิกในฐานะผู้ถือหุ้นร่วมลงหุ้นกันและรับฝากเงินจากสมาชิกแล้วนำเงินดังกล่าวมาให้สมาชิกกู้โดยคิดดอกเบี้ยหากเงินทุนไม่พอให้สมาชิกกู้ จำเลยจะขอกู้เงินจากสหกรณ์แห่งอื่นมาให้สมาชิกกู้แทนและหากมีเงินทุนเหลือจะนำไปให้สหกรณ์แห่งอื่นกู้ นอกจากนี้จำเลยยังเคยทำธุรกิจรับโอนสิทธิเรียกร้องจากผู้ว่าจ้างหรือผู้ขายสิ่งของให้แก่การประปานครหลวง แต่ปัจจุบันได้เลิกธุรกิจนี้แล้ว ในการดำเนินกิจการของจำเลยมีการเรียกค่าใช้จ่ายโดยสมาชิกเมื่อเริ่มเข้าจะเสียค่าธรรมเนียมคนละ 10 บาท สมาชิกที่ออกไปแล้วหากกลับเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่จะเสียค่าธรรมเนียมคนละ 200 บาท ในธุรกิจรับโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยจะเรียกดอกเบี้ยจากผู้โอนสิทธิเรียกร้องเท่ากับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และถือเป็นรายได้ของจำเลย ส่วนธุรกิจนำเงินหุ้นออกให้สหกรณ์อื่นกู้นั้น จำเลยจะเรียกดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน การจัดการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายหรือผลประโยชน์ที่เหลือจากการดำเนินกิจการนั้น หากผลประกอบกิจการของจำเลยปีใดมีกำไรสุทธิจำเลยจะจัดสรรเป็นเงินทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ จัดสรรเป็นเงินค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์ไม่เกินร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิส่วนที่เหลือจ่ายเป็นผลตอบแทนให้แก่สมาชิก ได้แก่เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน เงินโบนัสแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่และอื่น ๆ การรับฝากเงินจากสมาชิกจำเลยจะให้ผลตอบแทนแก่สมาชิกผู้ฝากเงินเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังที่ศาลแรงงานกลางฟังมานั้นจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกโดยวิธีร่วมกันดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ด้วยกัน ในการประกอบกิจการสมาชิกในฐานะผู้ถือหุ้นร่วมลงหุ้นกันและรับฝากเงินจากสมาชิกแล้วนำมาให้สมาชิกกู้โดยคิดดอกเบี้ย และหากมีเงินทุนเหลือก็จะนำไปให้สหกรณ์อื่นกู้ จำเลยมีรายได้เป็นค่าธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิกและดอกเบี้ยจากการให้สมาชิกและสหกรณ์อื่นกู้ยืม เมื่อมีกำไรก็จัดสรรเป็นเงินทุนสำรอง ค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์และจ่ายเป็นผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในรูปเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนกับจ่ายเป็นเงินโบนัสแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่ ดังนี้ การประกอบกิจการของจำเลยจึงเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จำเลยจึงมิใช่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจตามข้อ (3) แห่งกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บทบัญญัติมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องใช้บังคับแก่จำเลยและเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับว่างานที่จำเลยจ้างโจทก์มิใช่การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่ปกติทางธุรกิจ มิใช่งานตามฤดูกาล แต่เป็นการทำงานตามปกติของธุรกิจจำเลยแม้การจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็นการจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น โจทก์ก็มิใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทำงานมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118(2)เป็นเงิน 112,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและนับจากวันที่โจทก์เรียกร้องในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 112,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 จนกว่าจะชำระค่าชดเชยครบแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลิขิต เทพนิมิตร
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการประปานครหลวง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2777/2545
#44743
เปิดฉบับเต็ม

วันนัดสืบพยานโจทก์ ระหว่างผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยได้พูดต่อหน้าผู้พิพากษา ทนายจำเลยและพยานว่า "ทนายความคนนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งประเทศไทยมีทนายความแบบนี้อยู่คนเดียว ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลย ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ ถ้ายังมีทนายความประเภทนี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" และเมื่อผู้พิพากษาตักเตือน จำเลยยังพูดต่ออีกว่า "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" เป็นการระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์และเป็นการวิจารณ์การทำงานในหน้าที่ทนายความของโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยในความรู้สึกว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้งมิใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ไม่เป็นหมิ่นประมาท

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแม้ศาลจะพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์พอมีมูลที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วพิจารณายกฟ้องในภายหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามว่า "ทนายแบบนี้ใช้ไม่ได้ทั่วประเทศไทยมีทนายแบบนี้คนนี้คนเดียวที่ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งผม ความจริงเป็นอย่างไรเขารู้ดีทุกอย่าง แล้วยังหาเรื่องแกล้งฟ้องผม ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ถ้ายังมีทนายประเภทนี้อยู่" และ "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องฟังได้ว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หลังจากโจทก์นำนางสาวปิยาภา มั่นจิรังกูร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในคดีดังกล่าวเข้าเบิกความจนแล้วเสร็จ ระหว่างผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยได้พูดต่อหน้าผู้พิพากษา นายภูวงศ์ โพธิ์ไทร ทนายจำเลย และนางสาวสุวรรณา จำปาไทร ว่า "ทนายความคนนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งประเทศไทยมีทนายความแบบนี้อยู่คนเดียว ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลย ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ ถ้ายังมีทนายความประเภทนี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" และเมื่อผู้พิพากษาตักเตือน จำเลยยังพูดต่ออีกว่า "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่าข้อความที่จำเลยพูดดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียวโดยเฉพาะเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีของศาลขณะที่ผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยอยู่ในภาวะถูกกดดันเป็นอย่างมากการที่จำเลยกล่าวข้อความดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์และเป็นการวิจารณ์การทำงานในหน้าที่ทนายความของโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยในความรู้สึกว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้ง หาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอมีมูล ที่ศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น ไม่เป็นการหมิ่นประมาทจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้พิจารณากันมาในศาลชั้นต้นคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลจะพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์พอมีมูลที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วพิจารณายกฟ้องในภายหลัง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิศิษฎ วัชรกุล
จำเลย — นาย สมเกียรติ ดีเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2777/2545
#99613
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่จำเลยกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะกรณีที่เหตุเกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีของศาล ขณะที่ผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยอยู่ในภาวะถูกกดดันเป็นอย่างมาก การที่จำเลยกล่าวข้อความว่า "ทนายความคนนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งประเทศไทยมีทนายความแบบนี้อยู่คนเดียว ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลย ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ ถ้ายังมีทนายความประเภทนี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" และเมื่อ ผู้พิพากษาตักเตือน จำเลยยังกล่าวต่ออีกว่า "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" เป็นการระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์และเป็นการวิจารณ์การทำงานในหน้าที่ทนายความของโจทก์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยในความรู้สึกว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้ง หาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ จึงไม่เป็นหมิ่นประมาท

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แม้ศาลจะพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์พอมีมูลที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วพิจารณายกฟ้องในภายหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องฟังได้ว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หลังจากโจทก์นำนางสาวปิยาภา มั่นจิรังกูร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในคดีดังกล่าวเข้าเบิกความจนแล้วเสร็จ ระหว่างผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยได้พูดต่อหน้าผู้พิพากษา นายภูวงศ์ โพธิ์ไทร ทนายจำเลย และนางสาวสุวรรณา จำปาไทร ว่า "ทนายความคนนี้ใช้ไม่ได้ ทั้งประเทศไทยมีทนายความแบบนี้อยู่คนเดียว ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลย ประเทศชาติอยู่ไม่ได้แน่ ถ้ายังมีทนายความประเภทนี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" และเมื่อผู้พิพากษาตักเตือน จำเลยยังพูดต่ออีกว่า "ท่านครับอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อความที่จำเลยพูดดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีของศาล ขณะที่ผู้พิพากษารออ่านรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยอยู่ในภาวะถูกกดดันเป็นอย่างมาก การที่จำเลยกล่าวข้อความดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์และเป็นการวิจารณ์การทำงานในหน้าที่ทนายความของโจทก์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยในความรู้สึกว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้ง หาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องพอมีมูลที่ศาลชั้นต้นจะประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้น ไม่เป็นการหมิ่นประมาท จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้พิจารณากันมาในศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลจะพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์พอมีมูลที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วพิจารณายกฟ้องในภายหลัง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฎ์ วัชรากุล
จำเลย — นายสมเกียรติ ดีเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายสุชิต โต๊ะวิเศษกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2545
#44742
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งมุ่งหมายให้ศาลทำหน้าที่ค้นคว้าหาความจริงและตรวจสอบการพิจารณาทางปกครองของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมีข้อความว่าคู่ความประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539มาตรา 3,4,5 และมาตรา 37 หรือไม่ โดยมิได้กล่าวถึงมาตรา 30 ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง แต่เมื่อคำนึงถึงความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์แล้วย่อมเห็นได้ว่าโจทก์มุ่งหมายให้ศาลตรวจสอบการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องถือว่าโจทก์ยังประสงค์ให้ศาลพิจารณาและวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 30 หรือไม่ และถือไม่ได้ว่าเป็นการสละประเด็นข้อนี้

งานทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีหมายถึงงานในส่วนที่เป็นการกำหนดทิศทางหรือการพิจารณาสั่งการเพื่อให้เป็นตามเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน มิใช่งานที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการตามปกติ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 16 ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักร จึงมิใช่การปฏิบัติงานทางนโยบายโดยตรงตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4(3) ทั้งไม่ใช่งานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรตามมาตรา 4(7) แต่เป็นการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 4(3) และ (7) จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 30 เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อมูลที่จำเลยที่ 1 อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งก่อน จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติเยอรมัน ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวรสริน ชัยสายัณห์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงราโมนา อูลริค โจทก์ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจชอบด้วยกฎหมายอยู่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำรายงานเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์มีพฤติการณ์กระทำผิดเข้าลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 689/2540 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์และบุคคลอื่นรวม 34 คน เข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุนเป็นการฟังข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน ทั้งเป็นคำสั่งที่ไม่มีเหตุผลครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 และมาตรา 37 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า การออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว กล่าวคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจทุกหน่วยงานรายงานข้อมูลของคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาพฤติการณ์ของคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้รับรายงานพฤติการณ์ของโจทก์มาตามลำดับชั้นและพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดให้โทษและส่งหญิงไปค้าประเวณี จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงทำบันทึกเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 16 คำสั่งของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งในงานด้านนโยบายโดยตรง ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จำเลยทั้งสามกระทำการโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา หลังจากโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความจบแล้วคู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้วขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 16 จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3, 4, 5 และมาตรา 37 ก่อนหรือไม่โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติเยอรมันซึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ที่เมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี และอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับนางสาวรสรินชัยสายัณห์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงราโมนา อูลริค วันที่ 21 พฤศจิกายน2539 กรมตำรวจมีคำสั่งที่ 927/2539 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นพิจารณาตรวจสอบประวัติของคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ เพื่อประกาศเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร คณะกรรมการชุดดังกล่าวอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนมีมติว่ากลุ่มคนต่างด้าว 34 คน ซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วยมีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และมีลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 จำเลยที่ 2 จึงรายงานให้อธิบดีกรมตำรวจทราบ จำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นทำบันทึกเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์กับบุคคลต่างด้าวทั้ง 34 คน เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรจำเลยที่ 1 จึงออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์กับคนต่างด้าวรวม 34 คนเข้ามาในราชอาณาจักร โดยจำเลยทั้งสามมิได้ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐานก่อน คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาในข้อแรกว่าการที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1ออกคำสั่งดังกล่าวจักต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 3, 4, 5 และมาตรา 37 ก่อนหรือไม่มีผลเป็นการสละประเด็นข้อกล่าวหาที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งมุ่งหมายให้ศาลทำหน้าที่ค้นคว้าหาความจริงและตรวจสอบการพิจารณาทางปกครองของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ หาใช่เพียงแต่ควบคุมการพิจารณาและปล่อยให้คู่ความคอยระวังรักษาผลประโยชน์ของตนดังเช่นคดีแพ่งไม่ ดังนั้น แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2542 มีข้อความว่าคู่ความประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 3, 4, 5 และมาตรา 37 หรือไม่ โดยมิได้กล่าวถึงมาตรา 30 ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์แล้วย่อมเห็นได้ว่าโจทก์มุ่งหมายให้ศาลตรวจสอบการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องถือว่าโจทก์ยังประสงค์ให้ศาลพิจารณาและวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 30 หรือไม่ และถือไม่ได้ว่าเป็นการสละประเด็นข้อนี้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าการที่จำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 16 ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นงานทางนโยบายโดยตรงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... (3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง" ส่วนงานใดเป็นงานทางนโยบายโดยตรงนั้นแม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 5 อันว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมาตรา 71 ถึงมาตรา 89 ซึ่งเป็นแนวทางในการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนแนวทางที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงชี้แจงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาแล้วย่อมเห็นได้ว่า งานทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคือ งานในส่วนที่เป็นการกำหนดทิศทางหรือการพิจารณาสั่งการเพื่อให้เป็นตามเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน หาใช่งานที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการตามปกติไม่เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรจึงมิใช่การปฏิบัติงานทางนโยบายโดยตรง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 มาตรา 4(3) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อีกทั้งไม่ใช่งานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ ตามมาตรา 4(7) ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 4(3) และ (7) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 30 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน"เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่689/2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์ทราบข้อเท็จจริงก่อนและไม่ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อมูลที่จำเลยที่ 1 อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าว การพิจารณาและออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 50 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 12 ม. 16
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 4 ม. 5 ม. 30 ม. 37 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อูลริค โวล์ฟกัง หรือโวล์ฟกัง อูลริค
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1
จำเลย — ผู้บังคับการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ที่ 2
จำเลย — รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ 3
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2545
#45687
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า"พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ ...(3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง" ซึ่งงานทางนโยบายโดยตรงนั้น แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ หมวด 5 เห็นได้ว่า งานทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี คือ งานในส่วนที่เป็นการกำหนดทิศทางหรือการพิจารณาสั่งการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน หาใช่งานที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการตามปกติไม่ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ตามมาตรา 16 ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรจึงไม่ใช่การปฏิบัติงานทางนโยบายโดยตรงตาม พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 4(3) อีกทั้งไม่ใช่งานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศตามมาตรา 4(7) แต่เป็นการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 4(3) และ (7) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 30 เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ให้โอกาสโจทก์ทราบข้อเท็จจริงก่อนและไม่ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อมูลที่จำเลยที่ 1 อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าว การพิจารณาและออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติเยอรมัน ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวรสรินชัยสายัณห์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงราโมนา อูลริค โจทก์ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจชอบด้วยกฎหมายอยู่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำรายงานเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์มีพฤติการณ์กระทำผิดเข้าลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์และบุคคลอื่นรวม 34 คน เข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 และมาตรา 37 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า การออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา หลังจากโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความจบแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง แล้วขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 16 จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3, 4, 5 และมาตรา 37 ก่อนหรือไม่โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นคนสัญชาติเยอรมัน ซึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ที่เมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี และอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับนางสาวรสริน ชัยสายัณห์ มีบุตรด้วยกัน1 คน คือ เด็กหญิงราโมนา อูลริค วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 กรมตำรวจมีคำสั่งที่927/2539 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นพิจารณาตรวจสอบประวัติของคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ เพื่อประกาศเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร คณะกรรมการชุดดังกล่าวอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนมีมติว่ากลุ่มคนต่างด้าว 34 คน ซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วยมีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และมีลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 จำเลยที่ 2 จึงรายงานให้อธิบดีกรมตำรวจทราบ จำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นทำบันทึกเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์กับบุคคลต่างด้าวทั้ง 34 คน เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 1 จึงออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์กับคนต่างด้าวรวม 34 คน เข้ามาในราชอาณาจักร โดยจำเลยทั้งสามมิได้ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐานก่อน คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาในข้อแรกว่า การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งดังกล่าวจักต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3, 4, 5 และมาตรา 37 ก่อนหรือไม่มีผลเป็นการสละประเด็นข้อกล่าวหาที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่เห็นว่าการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในระบบไต่สวนซึ่งมุ่งหมายให้ศาลทำหน้าที่ค้นคว้าหาความจริงและตรวจสอบการพิจารณาทางปกครองของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ หาใช่เพียงแต่ควบคุมการพิจารณาและปล่อยให้คู่ความคอยระวังรักษาผลประโยชน์ของตนดังเช่นคดีแพ่งไม่ ดังนั้น แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2542 มีข้อความว่าคู่ความประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 3, 4, 5 และมาตรา 37 หรือไม่ โดยมิได้กล่าวถึงมาตรา 30 ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์แล้ว ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์มุ่งหมายให้ศาลตรวจสอบการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงต้องถือว่าโจทก์ยังประสงค์ให้ศาลพิจารณาและวินิจฉัยว่า การออกคำสั่งที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 30 หรือไม่ และถือไม่ได้ว่าเป็นการสละประเด็นข้อนี้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 16 ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นงานทางนโยบายโดยตรงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า"พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่...(3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง" ส่วนงานใดเป็นงานทางนโยบายโดยตรงนั้น แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 หมวด 5 อันว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 71 ถึงมาตรา 89 ซึ่งเป็นแนวทางในการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนแนวทางที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงชี้แจงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาแล้ว ย่อมเห็นได้ว่างานทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคืองานในส่วนที่เป็นการกำหนดทิศทางหรือการพิจารณาสั่งการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน หาใช่งานที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการตามปกติไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรจึงมิใช่การปฏิบัติงานทางนโยบายโดยตรงตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 มาตรา 4(3) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อีกทั้งไม่ใช่งานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศตามมาตรา 4(7) ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่เป็นการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 4(3)และ (7) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 30 ที่บัญญัติว่า"ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน..." เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์ทราบข้อเท็จจริงก่อนและไม่ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อมูลที่จำเลยที่ 1อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าว การพิจารณาและออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 50 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 71 ถึง 89
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2493 ม. 16
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 4 (3) ม. 4 (7) ม. 30 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อูลริค โวล์ฟกังหรือโวล์ฟกัง อูลริค
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2545
#99321
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งมุ่งหมายให้ศาลทำหน้าที่ค้นคว้าหาความจริงและตรวจสอบการพิจารณาทางปกครองของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ หาใช่เพียงแต่ควบคุมการพิจารณาและปล่อยให้คู่ความคอยระวังรักษาผลประโยชน์ของตนดังเช่นคดีแพ่งไม่ แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมีข้อความว่า คู่ความประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3, 4, 5 และ 37 หรือไม่ โดยมิได้กล่าวถึงมาตรา 30 ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์แล้วย่อมเห็นได้ว่าโจทก์มุ่งหมายให้ศาลตรวจสอบการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องถือว่าโจทก์ยังประสงค์ให้ศาลพิจารณาและวินิจฉัยว่า การออกคำสั่งที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 30 หรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสละประเด็นข้อนี้แล้ว

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 4 (3) บัญญัติมิให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แก่การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง ส่วนงานใดเป็นงานทางนโยบายโดยตรงนั้น แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 หมวด 5 อันว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 71 ถึงมาตรา 89 ซึ่งเป็นแนวทางในการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนแนวทางที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงชี้แจงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาแล้ว งานทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี คืองานในส่วนที่เป็นการกำหนดทิศทางหรือการพิจารณาสั่งการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน หาใช่งานที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการตามปกติไม่ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ตาม มาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรจึงมิใช่การปฏิบัติงานทางนโยบายโดยตรง ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 4 (3) อีกทั้งไม่ใช่งานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศตาม มาตรา 4 (7) แต่เป็นการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม มาตรา 4 (3) และ (7) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 30 เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์ทราบข้อเท็จจริงก่อนและไม่ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อมูลที่จำเลยที่ 1 อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าว การพิจารณาและออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนเสียได้ ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติเยอรมัน ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวรสรินมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงราโมนา โจทก์ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจชอบด้วยกฎหมายอยู่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำรายงานเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีพฤติการณ์กระทำผิดเข้าลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 689/2540 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์และบุคคลอื่นรวม 34 คน เข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุนเป็นการฟังข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน ทั้งเป็นคำสั่งที่ไม่มีเหตุผลครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 30 และมาตรา 37 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า การออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 16 คำสั่งของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งในงานด้านนโยบายโดยตรง ไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จำเลยทั้งสามกระทำการโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา หลังจากโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความจบแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง แล้วขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 16 จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3, 4, 5 และ มาตรา 37 ก่อนหรือไม่ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า... คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาในข้อแรกว่า การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งดังกล่าวจักต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3, 4, 5 และ มาตรา 37 ก่อนหรือไม่ มีผลเป็นการสละประเด็นข้อกล่าวหาที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งมุ่งหมายให้ศาลทำหน้าที่ค้นคว้าหาความจริงและตรวจสอบการพิจารณาทางปกครองของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ หาใช่เพียงแต่ควบคุมการพิจารณาและปล่อยให้คู่ความคอยระวังรักษาผลประโยชน์ของตนดังเช่นคดีแพ่งไม่ ดังนั้น แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2542 มีข้อความว่าคู่ความประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3, 4, 5 และ มาตรา 37 หรือไม่ โดยมิได้กล่าวถึงมาตรา 30 ที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์แล้วย่อมเห็นได้ว่าโจทก์มุ่งหมายให้ศาลตรวจสอบการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องถือว่าโจทก์ยังประสงค์ให้ศาลพิจารณาและวินิจฉัยว่า การออกคำสั่งที่ 689/2540 ของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 30 หรือไม่ และถือไม่ได้ว่าเป็นการสละประเด็นข้อนี้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 16 ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นงานทางนโยบายโดยตรงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... (3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง" ส่วนงานใดเป็นงานทางนโยบายโดยตรงนั้น แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 5 อันว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 71 ถึงมาตรา 89 ซึ่งเป็นแนวทางในการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนแนวทางที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงชี้แจงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาแล้วย่อมเห็นได้ว่า งานทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคือ งานในส่วนที่เป็นการกำหนดทิศทางหรือการพิจารณาสั่งการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการบริหารราชการแผ่นดินหาใช่งานที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการตามปกติไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักร จึงมิใช่การปฏิบัติงานทางนโยบายโดยตรงตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 มาตรา 4 (3) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อีกทั้งไม่ใช่งานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศตามมาตรา 4 (7) ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (3) และ (7) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 30 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน..." เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 พิจารณาและออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ไม่อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ให้โอกาสโจทก์ทราบข้อเท็จจริงก่อนและไม่ให้โอกาสโจทก์โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อมูลที่จำเลยที่ 1 อาศัยเป็นเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าว การพิจารณาและออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนเสียได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 50 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 689/2540 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 4 (3) (7) ม. 30 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอูลริค โวล์ฟกัง หรือโวล์ฟกัง อูลริค
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพินิจ สุเสารัจ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2545
#44741
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน ย. มารดาโจทก์ ฟ้องจำเลยอ้างว่านายอำเภอประกาศหวงห้ามที่ดินซึ่งไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ทำให้การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ชอบและขอให้เพิกถอนประกาศและหนังสือสำคัญดังกล่าว โดยจำเลยในคดีก่อนให้การว่า ย. ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินหวงห้ามที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่า ย. ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากป. ที่ดินฯ ใช้บังคับ ย. จึงไม่ได้สิทธิครอบครองทั้งการครอบครองของ ย. มิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 9 ย. ไม่มีอำนาจฟ้อง ฉะนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ย. มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อปี 2477 นางยิ้ม มณีรัตน์ มารดาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ตำบลวัดใหม่ (ตำบลตลาด) อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ต่อมาปี 2487 คณะกรรมการอำเภอเมืองจันทบุรีโดยนายอำเภอเมืองจันทบุรีได้ออกประกาศหวงห้ามที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ใช้ในราชการโดยมิได้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 ประกาศดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะการได้มาซึ่งที่ราชพัสดุของจำเลยโดยอาศัยการออกประกาศนั้นย่อมเป็นการได้มาโดยมิชอบ มารดาโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวจนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2533 และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ขอให้เพิกถอนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ของจำเลยในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน 13633 (จ.บ.5) ตำบลวัดใหม่ (ตำบลตลาด) อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

จำเลยให้การว่า จังหวัดจันทบุรีครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนปี 2478 ต่อมาปี2487 คณะกรรมการอำเภอเมืองจันทบุรีได้ออกประกาศหวงห้ามที่ดินพิพาทไว้ใช้ในราชการ ในปี 2497 ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ และปี 2499 ทางราชการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้อยู่ในความดูแลของจำเลย นางยิ้มมารดาโจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 2341/2538 ว่า ในปี 2499 นางยิ้มยังไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท แม้จะเข้าครอบครองในเวลาต่อมาก็เป็นการครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบ และจำเลยเคยฟ้องขับไล่นางยิ้มกับพวกตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 786/2528 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้นางยิ้มกับพวกและบริวารย้ายที่พักอาศัยตลอดถึงทรัพย์สินใด ๆ ออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว การฟ้องคดีของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144, 148 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2487 คณะกรรมการอำเภอเมืองจันทบุรีออกประกาศที่ 123 หรือ 128/2487 หวงห้ามที่ดินพิพาท ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ไว้ใช้ในราชการต่อมาปี 2497 จำเลยขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ 12633 และในปี 2499 ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ที่ดินพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลย ต่อมานางยิ้มมารดาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยกับพวกศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าในปี 2499 นางยิ้มยังไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท แม้นางยิ้มเข้าไปครอบครองในเวลาต่อมา แต่เป็นเวลาภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว นางยิ้มจึงมิใช่ผู้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และการยึดถือครอบครองของนางยิ้มดังกล่าวมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 นางยิ้มจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2538

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2538 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยอาศัยสิทธิของโจทก์จนกระทั่งปัจจุบันโจทก์ได้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากนางยิ้ม มณีรัตน์ ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงขัดกับที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากนางยิ้มเป็นการสืบสิทธิกันมา เมื่อได้ความว่านางยิ้มเคยยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดจันทบุรี อ้างว่านางยิ้มครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2477 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2487 นายอำเภอเมืองจันทบุรีประกาศหวงห้ามที่ดินตามประกาศที่ 123 หรือ 128/2487 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของจำเลยโดยอาศัยประกาศดังกล่าวจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนประกาศและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 4710 จำเลยให้การว่า นางยิ้มไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามไว้ใช้ในราชการ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า นางยิ้มยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ นางยิ้มจึงมิใช่ผู้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และการยึดถือครอบครองของนางยิ้มมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 นางยิ้มจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2538 การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนางยิ้มฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เห็นได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นางยิ้มครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว นางยิ้มจึงมิใช่ผู้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และการยึดถือครอบครองที่ดินของนางยิ้มมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 โจทก์เป็นผู้สืบสิทธิต่อจากนางยิ้ม โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีไปกว่านางยิ้ม ดังนั้น แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการได้ที่ดินราชพัสดุของจำเลยมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทเหนือจำเลยซึ่งเป็นหน่วยราชการได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น เช่นนี้ ถือได้ว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์และคืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148
ป.ที่ดิน ม. 9
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จรรยา แก้วแหวน
จำเลย — กระทรวงการคลัง
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2743/2545
#99298
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "เหตุสุดวิสัย" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หมายถึง เหตุซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะขอขยายระยะเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ แม้ทนายจำเลยที่ 1 เจ็บป่วยกะทันหัน แต่ยังมีจำเลยที่ 1 ที่สามารถยื่นคำร้อง ขอขยายระยะเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ความเจ็บป่วยของทนายจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๕,๘๕๒,๗๕๘.๙๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๗,๘๘๕,๓๖๙.๘๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๕๘๙, ๔๑๕๙๐, ๔๑๕๙๑ และ ๒๗๙๐๐ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงิน มาชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ มีเงินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ได้จึงไม่เป็นคนยากจน ยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยที่ ๑ ป่วย ทำให้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ทันภายในกำหนด ขอให้ศาลชั้นต้น รับอุทธรณ์คำสั่งหรืออนุญาตให้ทำอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้จำเลยที่ ๑ วางค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายใน ๑๕ วัน

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๓ ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลา ๗ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า ขอให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งเดิมหรืออนุญาตให้ทำอุทธรณ์ คำสั่งยื่นต่อศาลใหม่โดยอ้างเหตุทนายจำเลยที่ ๑ ป่วยเป็นไข้หลอดลมอักเสบ ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า ความเจ็บป่วยของทนายจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กฎหมายหรือศาลกำหนดไว้ แต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้กระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย คำว่า เหตุสุดวิสัย ตามบทกฎหมายดังกล่าว หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ทนายจำเลยที่ ๑ จะเจ็บป่วยกะทันหันในช่วงวันที่ ๒๔ ถึง ๒๘ กันยายน ๒๕๔๓ ตามที่อ้างในคำร้องก็ตาม แต่ยังมีจำเลยที่ ๑ ที่สามารถมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ความเจ็บป่วยของทนายจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
กับพวก — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิริเจริญพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวมาลัย สมานธารณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2545
#44740
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้กำหนดว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้ว การที่จะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการตีความที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมายและมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่ให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปไม่ให้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 ทั้งการเป็นพี่น้องด้วยกันนี้ก็หามีบทบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันเหมือนเช่นการเกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฉะนั้น การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจึงต้องถือตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้องและผู้ตายต่างมีบิดาคนเดียวกัน แม้จะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ถือว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่เข้ารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นลุงของผู้ตายถือเป็นทายาทในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1630 จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องคัดค้านการที่ผู้ร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับนายคำ กันใหม่ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 โดยมารดาผู้ตายและมารดาผู้ร้องกับบิดาผู้ตายและผู้ร้องได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายยังเป็นโสด มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 2 แปลง กับเงินฝากในธนาคาร ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้และมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายกับผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629(4) และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายใจ๋ แก้วศรี ลุงผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ผู้คัดค้านมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่ ในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(6) และมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ในวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรก ศาลชั้นต้นเห็นว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) ถือตามสถานภาพตามความเป็นจริงหาได้คำนึงถึงว่าจะต้องเกิดจากบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อผู้ตายและผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) ผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(6) จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับหลังถัดลงไปจากผู้ร้อง จึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายไม่อาจยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 ได้ จึงมีคำสั่งยกคำคัดค้าน แล้วศาลชั้นต้นไต่สวนสืบพยานผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงข้อกฎหมายประการเดียวว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายทา กันใหม่ จึงไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้นศาลฎีกาเห็นว่า การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้บัญญัติว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้ว หากจะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันดังที่ผู้คัดค้านฎีกาแล้ว ผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้ก็แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้นการตีความเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าจะทำให้การบังคับใช้บทกฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมาย และมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่บัญญัติให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปให้ไม่มีสิทธิในมรดกของผู้ตาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงต้องถือความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้องเกิดจากนางหนึ้ง กันใหม่ มารดา ผู้ตายเกิดจากนางทา แก้วศรี มารดา โดยมีนายทา กันใหม่ เป็นบิดาเดียวกัน แม้ผู้ร้องกับผู้ตายเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ของนายทา บิดา ก็ถือได้ว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629(4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านเข้ารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นลุงผู้ตายและถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องคัดค้านการที่ผู้ร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างมาในฎีกาเพื่อนำมาเทียบเคียงนั้น ศาลฎีกาในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรผู้ตาย จึงเป็นคนละอย่างต่างกับคดีนี้ และศาลฎีกาเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กล่าวคือ การเป็นบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นย่อมก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในระหว่างบิดากับบุตรตามกฎหมาย การตีความให้สิทธิแก่บิดาในอันที่จะมีสิทธิในมรดกของบุตรผู้ตาย ซึ่งต้องแปลว่าจะต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรเท่านั้น ย่อมสอดคล้องรองรับกับสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่มีอยู่ตามกฎหมาย แต่การเป็นพี่น้องด้วยกันหาได้มีบทกฎหมายบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันไม่ จึงไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1630 ม. 1639 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย เธียรชัย กันใหม่
ผู้คัดค้าน — นาย ต๋า แก้วศรี
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2545
#99440
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) นั้น ต้องถือความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามความเป็นจริง ผู้ร้องเป็นบุตรนาง น. ผู้ตายเป็นบุตรนาง ท. โดยมีนาย ท. เป็นบิดาเดียวกัน แม้ผู้ร้องและผู้ตายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. ก็ถือว่าผู้ร้องและผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงเป็นทายาท โดยธรรม ตามบทกฎหมายข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับนายคำ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 โดยผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ และมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็น ผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายกับผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายใจ๋ แก้วศรี ลุงผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ผู้คัดค้านมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่ ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (6) และมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ในวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรก ศาลชั้นต้น เห็นว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) ถือตามสถานภาพตามความเป็นจริงหาได้คำนึงถึงว่าจะต้องเกิดจากบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อผู้ตายและผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่ 4 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) ผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ 6 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (6) จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับหลังถัดลงไปจากผู้ร้อง จึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่อาจยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของ ผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 ได้ จึงมีคำสั่งยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แล้วศาลชั้นต้นไต่สวนสืบพยานผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงข้อกฎหมายประการเดียวว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องกับผู้ตายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายทา จึงไม่ใช่พี่น้องร่วม บิดาเดียวกันตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้บัญญัติว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ บิดาเดียวกันแล้ว หากจะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันดังที่ผู้คัดค้านฎีกาแล้ว ผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้ก็แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น การตีความเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าจะทำให้การบังคับใช้บทกฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมาย และมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่บัญญัติให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปให้ไม่มีสิทธิในมรดกของผู้ตายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1630 การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงต้องถือว่าความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้องเกิดจากนางหนึ้ง มารดา ผู้ตายเกิดจากนางทา มารดา โดยมีนายทา เป็นบิดาเดียวกัน แม้ผู้ร้องกับผู้ตายเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายทา ก็ถือได้ว่าผู้ร้องกับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านเข้ารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นลุงผู้ตายและถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องคัดค้านการที่ผู้ร้องขอ จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ผู้คัดค้านยกขึ้นมาอ้างมาในฎีกาในเพื่อนำมาเทียบเคียงนั้น ศาลฎีกาในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร ไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรผู้ตาย จึงเป็นคนละอย่างต่างกับคดีนี้ และ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กล่าวคือ การเป็นบิดา กับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นย่อมก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในระหว่างบิดากับบุตรตามกฎหมาย การตีความให้สิทธิ แก่บิดาในอันที่จะมีสิทธิในมรดกของบุตรผู้ตาย ซึ่งต้องแปลว่าจะต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรเท่านั้น ย่อมสอดคล้องรองรับกับสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่มีอยู่ตามกฎหมาย แต่การเป็นพี่น้องด้วยกันหาได้ มีบทกฎหมายบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันไม่ จึงไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสอง มีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเธียรชัย กันใหม่
ผู้คัดค้าน — นายต๋า แก้วศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายมีชัย เตชาชาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีรพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2545
#44151
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้มาได้ไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านป้า เพราะป้าดูแลจำเลยที่ 1มาตั้งแต่เล็กรวมทั้งดูแลบุตรของจำเลยที่ 1 ด้วย การนำเงินกู้ไปซ่อมแซมบ้านของป้าก็เพื่อประโยชน์และความผาสุกของบุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสอง กรณีจึงเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1)จึงเป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีต้องร่วมรับผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 25 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1ได้กู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด เป็นเงินจำนวน 274,000บาท จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะส่งคืนต้นเงินกู้เป็นงวดรายเดือน งวดละ 3,300 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีและยินยอมให้สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรมจำกัด เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้จำเลยที่ 1 ระบุในสัญญาว่าจะนำเงินกู้ไปใช้ซ่อมแซมบ้านและใช้จ่ายในครอบครัว ในการนี้โจทก์ได้ทำหนังสือค้ำประกันเงินกู้สามัญของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด โดยยอมค้ำประกันอย่างไม่จำกัดจำนวนและอย่างลูกหนี้ร่วม ขณะกู้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 กู้เงินเพื่อใช้ซ่อมแซมบ้านและใช้จ่ายในครอบครัวร่วมกับจำเลยที่ 2 ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด ได้จำหน่ายชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนและแจ้งให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 105,041.75 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค้างชำระอยู่ เมื่อวันที่18 มีนาคม 2541 โจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 116,416.50 บาท ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด แทนจำเลยที่ 1 ไป เมื่อโจทก์ชำระหนี้แล้ว โจทก์ได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้หลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 121,993.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 116,416.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ขณะจำเลยที่ 1 กู้เงินตามฟ้อง จำเลยที่ 2 เป็นคู่สมรสจำเลยที่ 1 แต่ปัจจุบันได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เงินทั้งเงินที่กู้มาก็ไม่ได้นำไปซ่อมแซมบ้านเนื่องจากบ้านจำเลยที่ 2 เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ไม่จำต้องซ่อมแซม และไม่ได้นำไปใช้จ่ายในครอบครัวเพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในครอบครัวเพียงลำพัง เงินกู้ดังกล่าวหมดไปกับหนี้สินการพนันเพราะจำเลยที่ 1 เป็นคนชอบเล่นการพนัน มีหนี้สินต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ทราบดี ก่อนที่โจทก์จะค้ำประกัน ถ้าโจทก์ใช้ความระมัดระวังเพียงพอโดยสอบถามจำเลยที่ 2 เสียก่อน จำเลยที่ 2 ก็จะห้ามปราม การที่โจทก์ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 116,416.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง มิให้เกินกว่า 5,577 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวน 116,416.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่18 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องมิให้เกิน 5,577บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัดจำนวน 274,000 บาท ตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญเอกสารหมาย จ.2 โดยมีโจทก์กับนายสมหมาย สุขศรีทอง เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันสำหรับเงินกู้สามัญเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4เมื่อปี 2540 จำเลยที่ 1 ถูกไล่ออกจากราชการ จึงต้องออกจากสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัดมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้กึ่งหนึ่งพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 116,416.50 บาทตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ได้ชำระหนี้ตามใบรับเงินสดเอกสารหมาย จ.6 จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายตามข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารหมาย จ.7...

ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้นมีข้อต้องพิจารณาว่า หนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์เป็นผู้ร่วมค้ำประกันนั้นเป็นหนี้ร่วมของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489, 1490 หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 3 ระบุว่านำเงินกู้ไปใช้เฉพาะเพื่อการต่อไปนี้คือ ซ่อมแซมบ้านและใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งแม้จะเป็นระเบียบการกู้เงินของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด ก็ต้องถือว่าการกู้เงินของจำเลยที่ 1 นำไปใช้เพื่อเป็นกิจการดังกล่าว ขณะนั้นจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ เพิ่งจะหย่าขาดจากกันปี 2539 และยังปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่านำเงินกู้ส่วนหนึ่งไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านป้าและอีกส่วนหนึ่งนำไปชำระหนี้การพนันสลากกินรวบ เหตุที่นำเงินไปซ่อมแซมบ้านป้าเพราะป้าดูแลจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่เล็กรวมทั้งดูแลบุตรของจำเลยที่ 1 ด้วยแม้หนี้การพนันสลากกินรวบตามที่กล่าวอ้างจะไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 อยู่กับป้าและบุตรทั้งสามคนอยู่กับป้าด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็รับว่าให้ป้าดูแลบุตรของตนและจำเลยที่ 2 ให้เงินใช้และซื้อของให้ด้วย ดังนี้ การนำเงินกู้ไปซ่อมแซมบ้านของป้าก็เพื่อประโยชน์และความผาสุกของบุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสอง กรณีจึงเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) หนี้ที่จำเลยที่ 1ก่อขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปาริฉัตร ปัญญา
จำเลย — นาง จันตรี รัตนวิบูลย์สม หรือนาง นารีรัตน์ ประมาณ หรือนาง อารีย์รัตน์ ประมาณ
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2545
#99349
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อยู่กับป้าและบุตรทั้งสามคนอยู่กับป้าด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็รับว่าให้ป้าดูแลบุตรของตน ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 นำเงินกู้ไปซ่อมแซมบ้านของป้าก็เพื่อประโยชน์และความผาสุกของบุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน กรณีจึงเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวตามมาตรา 1490 (1) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินกู้แก่โจทก์จำนวน ๑๒๑,๙๙๓.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑๖,๔๑๖.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ขณะจำเลยที่ ๑ กู้เงินตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ เป็นคู่สมรสจำเลยที่ ๑ แต่ปัจจุบันได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กู้เงิน ทั้งเงินที่กู้มาก็ไม่ได้นำไปซ่อมแซมบ้านเนื่องจากบ้านจำเลยที่ ๒ เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ไม่จำต้องซ่อมแซม และไม่ได้นำไปใช้จ่ายในครอบครัวเพราะจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในครอบครัวเพียงลำพัง เงินกู้ดังกล่าวหมดไปกับหนี้สินการพนันเพราะจำเลยที่ ๑ เป็นคนชอบเล่นการพนัน มีหนี้สินต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสมรสกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ทราบดี ก่อนที่โจทก์จะค้ำประกัน ถ้าโจทก์ใช้ความระมัดระวังเพียงพอโดยสอบถามจำเลยที่ ๒ เสียก่อน จำเลยที่ ๒ ก็จะห้ามปราม การที่โจทก์ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ไม่เคยได้รับการทวงถามจากโจทก์ไม่ว่าทางใด ถือว่าคดียังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๑๖,๔๑๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑) มิให้เกินกว่า ๕,๕๗๗ บาท กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๑๖,๔๑๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑) มิให้เกินกว่า ๕,๕๗๗ บาท ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่นั้น มีข้อต้องพิจารณาว่า หนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์เป็นผู้ร่วมค้ำประกันนั้นเป็นหนี้ร่วมของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๙ , ๑๔๙๐ หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญข้อ ๓ ระบุว่านำเงินกู้ไปใช้เฉพาะเพื่อการต่อไปนี้คือ ซ่อมแซมบ้านและใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งแม้จะเป็นระเบียบการกู้เงินของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด ก็ต้องถือว่าการกู้เงินของจำเลยที่ ๑ นำไปใช้เพื่อเป็นกิจการดังกล่าว ขณะนั้นจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ เพิ่งจะหย่าขาดจากกันปี ๒๕๓๙ และยังปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ว่า นำเงินกู้ส่วนหนึ่งไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านป้า และอีกส่วนหนึ่งนำไปชำระหนี้การพนันสลากกินรวบ เหตุที่นำเงินไปซ่อมแซมบ้านป้าเพราะป้าดูแลจำเลยที่ ๑ มาตั้งแต่เล็กรวมทั้งดูแลบุตรของจำเลยที่ ๑ ด้วย แม้หนี้การพนันสลากกินรวบตามที่กล่าวอ้างจะไม่ใช่หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ ๑ เบิกความรับว่า จำเลยที่ ๑ อยู่กับป้าและบุตรทั้งสามคนอยู่กับป้าด้วย ทั้งจำเลยที่ ๒ ก็รับว่าให้ป้าดูแลบุตรของตนและจำเลยที่ ๒ ให้เงินใช้และซื้อของให้ด้วย ดังนี้ การนำเงินกู้ไปซ่อมแซมบ้านของป้าก็เพื่อประโยชน์และความผาสุกของบุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสอง กรณีจึงเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) หนี้ที่จำเลยที่ ๑ ก่อขึ้นจึงเป็นหนี้ร่วมที่จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปาริฉัตร ปัญญา
จำเลย — นางจันตรี รัตนวิบูลย์สม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายอนุรุท กิ่งเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2545
#45199
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เสนอขายที่ดินในโครงการโดยมีแผนผังประกอบการขายด้วย จำเลยเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายเพราะเชื่อว่าโจทก์จะสร้างสาธารณูปโภคอันได้แก่สะพาน ตลาดระบบประปา ไฟฟ้าและโรงเรียนอนุบาล แต่ต่อมาโจทก์ไปยื่นคำขออนุญาตทำการค้าที่ดินระบุว่าขายราคาตารางวาละ 300 บาท ไม่มีการจัดทำสาธารณูปโภคอย่างอื่น เว้นแต่ทำถนนลูกรังเท่านั้น การกระทำของโจทก์เป็นการปฏิเสธการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยขอเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เมื่อโจทก์ปฏิเสธว่าไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสาธารณูปโภคเป็นการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์ต้องคืนเงินค่าที่ดินซึ่งได้รับจากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลยโดยจำเลยต้องจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 40 เนื้อที่ 100 ตารางวากับโจทก์ในราคา 330,000 บาท โดยจำเลยวางเงินมัดจำในวันทำสัญญาแก่โจทก์ จำนวน 30,000 บาท และตกลงผ่อนชำระราคาที่ดินเป็นรายเดือนเดือนละ 4,000 บาทรวม 15 งวด ส่วนที่เหลืออีก 240,000 บาท ต้องผ่อนชำระแก่ธนาคาร หากจำเลยผิดนัดชำระราคาที่ดินยินยอมให้โจทก์เลิกสัญญาและริบเงินที่ผ่อนชำระมาแล้วทั้งหมด ระหว่างผ่อนชำระราคาที่ดินตามสัญญา โจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2538 ต่อมาจำเลยชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ถึงงวดที่ 14 แล้วผิดนัดชำระราคาที่ดินงวดที่ 15 กับส่วนที่เหลืออีก 240,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม2540 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยมาผ่อนชำระราคาที่ดินแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย จากนั้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและแจ้งให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์มีสิทธิริบเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินซึ่งจำเลยชำระแก่โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่40 ตำบลท่าไร่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัยให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน330,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องถมที่ดินซึ่งอยู่ในโครงการหมู่บ้านริมน้ำของโจทก์ทั้งหมด 371 แปลงย่อย และจัดให้มีถนน ตลาด ไฟฟ้า ประปา โรงเรียนอนุบาล รีสอร์ทและสถานีอนามัย กับสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กกว้าง 7 เมตร ข้ามคลองปากนครเชื่อมต่อถนนเข้าหมู่บ้าน ตามแผ่นพิมพ์คำโฆษณารับรองพร้อมแบบแปลนและแผนผังโครงการหมู่บ้านริมน้ำของโจทก์จำเลยชำระเงินมัดจำแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท ในวันทำสัญญาและผ่อนชำระค่าที่ดินงวดละ 4,000 บาท รวม 14 งวด รวมเป็นเงินที่ชำระไปแล้วทั้งสิ้น 86,000 บาท หลังจากนั้นจึงทราบว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญากล่าวคือ ไม่ได้จัดให้มีถนนตลาด ไฟฟ้า ประปา โรงเรียนอนุบาล รีสอร์ท และสถานีอนามัยกับไม่ได้ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กกว้าง 7 เมตร ข้ามคลองปากนครเชื่อมต่อถนนเข้าหมู่บ้าน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิริบเงินที่จำเลยชำระไปแล้วจำนวน 86,000 บาท หากจำเลยทราบว่าโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยก็คงไม่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์จำเลยได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าว ขอคิดค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาท จำเลยได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดนครศรีธรรมราช และยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงประชาชน จำเลยขอเลิกสัญญาและยินยอมโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ทันทีที่โจทก์ชำระเงินคืนให้จำเลย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนเงินจำนวน 86,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับใช้ค่าเสียหายอีก 20,000 บาท แก่โจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้มีคำโฆษณารับรองตามแผ่นโฆษณาพร้อมแผนผังรับรองโครงการหมู่บ้านรินน้ำของโจทก์ให้แก่จำเลย โจทก์ถมดินปรับพื้นที่เกือบเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะที่ดินแปลงของจำเลยได้ถมเรียบร้อยแล้ว โจทก์ยอมรับว่าเรื่องไฟฟ้าและประปานั้น โจทก์จะดำเนินการให้เมื่อจำเลยหรือลูกค้าปลูกบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่ตามสัญญาก่อน โจทก์ได้กันพื้นที่บางส่วนเพื่อสร้างตลาดและโรงเรียนอนุบาลภายหลัง และเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะสร้างหรือไม่ก็ได้ เพราะไม่มีการระบุไว้ในสัญญาส่วนสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามคลองนั้นได้มีการตกลงกันว่า หากโจทก์ไม่สามารถซื้อที่ดินเป็นทางเข้าโครงการได้จึงจะสร้าง โจทก์จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 40 ตำบลท่าไร่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 92,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 86,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2538 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการหมู่บ้านริมน้ำของโจทก์ 1 แปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 40 ตำบลท่าไร่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 100 ตารางวา ราคา 330,000 บาทจำเลยชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 30,000 บาท ผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ4,000 บาท รวม 15 งวด ส่วนที่เหลือจำนวน 240,000 บาท ผ่อนชำระแก่ธนาคาร ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.3 โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2538 จำเลยชำระราคาที่ดินแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาทตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 ถึงเดือนตุลาคม 2539 รวม 14 งวด เป็นเงิน 56,000 บาทโจทก์ยื่นคำขออนุญาตทำการค้าที่ดินเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ตามเอกสารหมาย ล.20 และมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าที่ดินเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 กับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540ตามเอกสารหมาย จ.5 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยหรือโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.3 จำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์และนางภัทราวดี สุวรรณวัฒน์ ภริยาโจทก์ ได้นำแผ่นพิมพ์โฆษณาและแผนผังที่ดินในโครงการหมู่บ้านริมน้ำมาเสนอขายและพาจำเลยกับนางวิภารัตน์ ศรีรัตน์ไปดูสถานที่ตั้งโครงการประกอบกับแผ่นพิมพ์โฆษณาและแผนผังที่ดินตามเอกสารหมาย ล.1 และมีนางสาวขวัญเรือน แซ่สี กับนางสาวกัลยา เอียดแก้ว พยานจำเลยเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เสนอขายที่ดินโครงการหมู่บ้านริมน้ำให้แก่พยาบาลในโรงพยาบาลมหาราช โดยมีแผ่นพิมพ์โฆษณาและแผนผังที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ประกอบการเสนอขาย ส่วนโจทก์มีตัวโจทก์และนางภัทราวดี สุวรรณวัฒน์ เป็นพยานเบิกความว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทนี้ไม่มีข้อตกลงที่จะสร้างสาธารณูปโภคเว้นแต่ถนนลูกรังเท่านั้นจำเลยผ่อนชำระเพียง 14 งวด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 86,000 บาท แล้วไม่ชำระอีก โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา เห็นว่า โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เสนอขายโครงการแก่จำเลยโดยไม่ได้นำแผนผังตามเอกสารหมาย ล.1 มาให้ดู แต่โจทก์รับว่าโจทก์เป็นผู้จัดทำเอกสารหมาย ล.1 โดยมีรายละเอียดของโครงการตามแผนผังเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดทำแผนผังเอกสารหมาย ล.1 ขึ้นเช่นนี้จะเป็นได้ว่าแผนผังดังกล่าวมีรายละเอียดหลายอย่างซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการริมน้ำรีสอร์ทของโจทก์ และนับว่ามีผลในการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้คนสนใจและต้องการซื้อที่ดินในโครงการ เมื่อโจทก์ไปเชิญชวนจำเลยและพนักงานเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลมหาราชให้ซื้อที่ดินในโครงการเป็นธรรมดาที่จะต้องมีเอกสารที่แสดงรายละเอียดแจกหรือให้ผู้สนใจตรวจดูที่นางภัทราวดีพยานโจทก์เบิกความสนับสนุนโจทก์ว่าในการบอกขายที่ดินในโครงการไม่มีเอกสารหมาย ล.1 แสดงให้จำเลยกับพวกดูนั้น นางภัทราวดีเป็นภริยาของโจทก์ โดยปกติแล้วย่อมต้องช่วยเหลือโจทก์ซึ่งเป็นสามี จึงต้องรับฟังคำของนางภัทราวดีด้วยความระมัดระวัง ส่วนจำเลยนอกจากจะมีตัวจำเลยเบิกความเป็นพยานแล้วยังมีนางสาวขวัญเรือน แซ่สี และนางสาวกัลยา เอียดแก้ว เป็นพยานเบิกความสนับสนุน คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งหมดสอดคล้องต้องกันมีเหตุผลดี มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจากตัวเมืองทั้งไม่มีทางเข้าไปสู่โครงการหากไม่มีสะพาน ตลาดสด และระบบประปาไฟฟ้า ผู้ซื้อจะไปอาศัยอยู่ได้อย่างไร ราคาที่ขายประมาณตารางวาละ 3,000 บาท นับว่าค่อนข้างแพง แต่หากพิจารณาว่ามีสาธารณูปโภคครบแก่ความจำเป็นในการดำรงชีพก็อาจเป็นราคาที่เหมาะสม ดังนั้น โดยพฤติการณ์แวดล้อมน่าเชื่อว่า โจทก์เสนอขายที่ดินในโครงการโดยมีแผนผังเอกสารหมาย ล.1 ประกอบการขายด้วย จำเลยเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย ล.3 ก็เพราะเชื่อว่าโจทก์จะสร้างสาธารณูปโภคอันได้แก่สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กตลาด ระบบประปา ไฟฟ้า และโรงเรียนอนุบาลตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.1 แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ไปยื่นคำขออนุญาตทำการค้าที่ดินระบุว่าขายราคาตารางวาละ 300 บาท ไม่มีการจัดทำสาธารณูปโภคอย่างอื่น เว้นแต่ทำถนนลูกรังกว้าง 10 ถึง 15 เมตร เท่านั้น การกระทำของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ และการที่โจทก์ปฏิเสธการชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยขอเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เมื่อโจทก์ปฏิเสธว่าไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามแผ่นพิมพ์โฆษณาเป็นการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเป็นอันเลิกกันโจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์ต้องคืนเงินค่าที่ดินซึ่งได้รับจากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โดยจำเลยต้องจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายคืนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิตรธนวัตร สุวรรณวัฒน์
จำเลย — นางสาว ยินดี ชูจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา