คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2545
#99287
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เสนอขายที่ดินในโครงการโดยมีแผนผังประกอบการขายด้วย จำเลยเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขาย ก็เพราะ เชื่อว่าโจทก์จะสร้างสาธารณูปโภคตามแผนผัง แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ไปยื่นคำขออนุญาตทำการค้าที่ดินระบุว่า ขายตารางวาละ 300 บาท ไม่มีการจัดทำสาธารณูปโภคอย่างอื่น เว้นแต่ทำถนน เท่านั้น การกระทำของโจทก์เช่นนี้ ย่อมเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ และการที่โจทก์ปฏิเสธการชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยขอเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 40 ตำบลท่าไร่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเพราะพ้นวิสัย ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 330,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนเงินจำนวน 86,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับใช้ค่าเสียหายอีก 20,000 บาท แก่โจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 40 ตำบลท่าไร่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 92,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 86,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 27 มกราคม 2541) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย ส่วนค่าทนายความให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการหมู่บ้านริมน้ำของโจทก์ 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 40 ตำบลท่าไร่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 100 ตารางวา ราคา 330,000 บาท จำเลยชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 30,000 บาท ผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท รวม 15 งวด ส่วนที่เหลือจำนวน 240,000 บาท ผ่อนชำระแก่ธนาคาร ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.3 โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2538 จำเลยชำระราคาที่ดินแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 ถึงตุลาคม 2539 รวม 14 งวด เป็นเงิน 56,000 บาท โจทก์ยื่นคำขออนุญาตทำการค้าที่ดินเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ตามเอกสารหมาย ล.20 และมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าที่ดินเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 กับมีหนังสือ บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.5 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยหรือโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย ล.3 ดังนั้น โดยพฤติการณ์แวดล้อม น่าเชื่อว่า โจทก์เสนอขายที่ดินในโครงการโดยมีแผนผังเอกสารหมาย ล.1 ประกอบการขายด้วย จำเลยเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย ล.3 ก็เพราะเชื่อว่าโจทก์จะสร้างสาธารณูปโภคอันได้แก่สะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ตลาด ระบบประปาไฟฟ้า และโรงเรียนอนุบาลตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.1 แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ไปยื่นคำขออนุญาตทำการค้าที่ดินระบุว่าขายราคาตารางวาละ 300 บาท ไม่มีการจัดทำสาธารณูปโภคอย่างอื่น เว้นแต่ทำถนนลูกรักกว้าง 10 ถึง 15 เมตร เท่านั้น การกระทำของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ และการที่โจทก์ปฏิเสธการชำระหนี้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยขอเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์ เมื่อโจทก์ปฏิเสธว่าไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามแผ่นพิมพ์โฆษณาเป็นการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์ต้องคืนเงินค่าที่ดินซึ่งได้รับจากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โดยจำเลยต้องจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายคืนแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวนเงิน 2,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิตรธนวัตร สุวรรณวัฒน์
จำเลย — นางสาวยินดี ชูจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธนะพัฒน์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2716/2545
#45198
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาเรื่องก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2542 ให้จำคุกจำเลย 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ได้อ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2543 จึงครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 11 สิงหาคม 2543 ในระหว่างยื่นฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาฎีกา แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งและส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ในขณะนั้นยังไม่แน่นอนว่าศาลอุทธรณ์จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยหรือไม่และหากศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา และรับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาแล้วคดีก็อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกายังไม่ถึงที่สุด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ในระหว่างที่คดีอาญายังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งจะเพิ่มโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2543 เวลากลางวันจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีไม้สักแปรรูปจำนวน 100 แผ่น ปริมาตร0.20 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และโดยไม่มีเหตุอันได้รับการยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยมีใช้เครื่องรับ-ส่งวิทยุคมนาคมชนิดมือถือไม่มีหมายเลขเครื่องและหมายเลขทะเบียน จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งสามารถใช้งานได้ซึ่งใช้รับ-ส่งคลื่นในย่านความถี่ 138.000 -174.000 เมกะเฮิรตซ์ สามารถรับส่งสัญญาณเสียงสื่อสารกับเครื่องรับ-ส่งวิทยุคมนาคมอื่นซึ่งใช้คลื่นในย่านความถี่เดียวกันให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมายพร้อมแท่นชาร์จกระแสไฟฟ้าจำนวน 1 อัน โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และไม่มีเหตุอันได้รับการยกเว้นโทษตามกฎหมาย ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2542 ของศาลชั้นต้น ฐานมีไม้สักแปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษ และก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้น ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 47, 48, 73, 74, 75 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92 ริบไม้สักแปรรูปของกลาง และเครื่องรับวิทยุโทรคมนาคมและแท่นชาร์จกระแสไฟฟ้าของกลางให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขเพิ่มโทษจำคุกแก่จำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2542 เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษที่รอไว้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (1)) พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2542 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง โดยเครื่องวิทยุคมนาคมและแท่นชาร์จกระแสไฟฟ้าให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยและไม่รอการลงโทษให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จำเลยฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่29 ตุลาคม 2542 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ได้อ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2543 จึงครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 11 สิงหาคม 2543 ในระหว่างยื่นฎีกาจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาฎีกา แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งและส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ตามสำเนาหนังสือส่งสำนวนเอกสารหมายเลข 1 ท้ายฎีกาคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ในระหว่างที่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด การที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งบัญญัติว่าจะเพิ่มโทษตามมาตรานี้ได้ ผู้นั้นได้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกแล้วมากระทำความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ นอกจากนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อ้างเหตุไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเพราะจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ก็คลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายเพราะที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บัญญัติว่า "...ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน..." นั้น หมายความว่าผู้นั้นจะต้องได้รับโทษจำคุกมาจริง และคดีต้องถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุดด้วยเหตุดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะรอการลงโทษให้จำเลยได้ นั้นเห็นว่า เอกสารหมายเลข 1ท้ายฎีกาที่จำเลยอ้าง จำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ตามที่จำเลยอ้างจริง ทั้งโจทก์มิได้แก้ฎีกาให้ฟังได้เป็นอย่างอื่น จึงยังไม่อาจฟังยุติว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว เพราะในขณะนั้นยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยหรือไม่ และหากศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและรับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาแล้วคดีก็อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกายังไม่ถึงที่สุด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ในระหว่างที่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุดจึงไม่เข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งจะเพิ่มโทษจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่กรณีที่จะรอการลงโทษให้จำเลยได้นั้น หาใช่ว่าหากจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแล้วศาลจะต้องรอการลงโทษให้จำเลยเสมอไปไม่ การไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเป็นเพียงเกณฑ์ประการหนึ่งเท่านั้นเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน...เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิดหรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิด.. แต่รอการลงโทษไว้ ..." ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่ปรากฏตามฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่า นอกจากจำเลยต้องคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2272/2542 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าวมาแล้ว ก่อนคดีนี้จำเลยยังเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลชั้นต้นปรานีให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2542 จำเลยกลับมากระทำความผิดอย่างเดียวกันในคดีนี้ซ้ำอีกภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษในคดีก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่รู้สำนึกในความผิด ไม่รู้สึกหลาบจำเกรงกลัวในการกระทำความผิดและไม่มีความตั้งใจที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีตามที่ศาลให้โอกาส ทั้งยังปรากฏว่าในคดีนี้นอกจากจำเลยจะกระทำความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว จำเลยยังกระทำความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 อีกกรรมหนึ่งด้วย ดังนั้น การจะรอการลงโทษให้จำเลยอีกจึงไม่เหมาะสมแก่สภาพความผิดและไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีไม้สักหวงห้าม และมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม มีกำหนด 9 เดือน เมื่อบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1433/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้แล้วรวมจำคุก 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาย พิพัฒน์ ใจเฉลา
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2716/2545
#99614
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในระหว่างที่คดีอาญาอีกคดีหนึ่งของจำเลยยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 92 ที่จะเพิ่มโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔, ๗, ๔๗, ๔๘, ๗๓, ๗๔, ๗๕ พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔, ๖, ๒๒, ๒๓ ป.อ. มาตรา ๙๑, ๙๒ ริบไม้สักแปรรูปของกลาง และเครื่องรับวิทยุโทรคมนาคม และ แท่นชาร์จกระแสไฟฟ้าของกลางให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข เพิ่มโทษจำคุกแก่จำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษที่รอไว้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง, ๗๓ วรรคสอง (ที่ถูก ๗๓ วรรคสอง (๑)) พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๒๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ใน ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก ๑ ปี ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ เป็นจำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๓๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้รวมจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง โดยเครื่องวิทยุคมนาคมและแท่นชาร์จกระแสไฟฟ้าให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยและไม่รอการ ลงโทษให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ได้อ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ จึงครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ในระหว่างยื่นฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาฎีกา แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งและ ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ ตามสำเนาหนังสือส่งสำนวนเอกสารหมายเลข ๑ ท้ายฎีกา คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ในระหว่างที่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด การที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน จึงไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา ๙๒ ซึ่งบัญญัติว่าจะเพิ่มโทษตามมาตรานี้ได้ ผู้นั้นได้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก แล้วมากระทำความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ หรือภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วัน พ้นโทษ นอกจากนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อ้างเหตุไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเพราะจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ก็คลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมาย เพราะที่ ป.อ. มาตรา ๕๖ บัญญัติว่า "?ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุก มาก่อน?" นั้น หมายความว่าผู้นั้นจะต้องได้รับโทษจำคุกมาจริง และคดีต้องถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุดด้วยเหตุดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะรอการลงโทษให้จำเลยได้ นั้น เห็นว่า เอกสารหมายเลข ๑ ท้ายฎีกาที่จำเลยอ้าง จำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ ตามที่จำเลยอ้างจริง ทั้งโจทก์มิได้แก้ฎีกาให้ฟังได้เป็นอย่างอื่น จึงยังไม่อาจฟังยุติว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ถึงที่สุดแล้ว เพราะในขณะนั้นยังไม่เป็นที่แน่นอนว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยหรือไม่ และ หากศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา และรับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาแล้ว คดีก็อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกายังไม่ถึงที่สุด เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ในระหว่างที่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ ซึ่งจะเพิ่มโทษจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่กรณีที่จะรอการลงโทษให้จำเลยได้นั้น หาใช่ว่าหากจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแล้ว ศาลจะต้องรอการลงโทษให้จำเลยเสมอไปไม่ การไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเป็นเพียงเกณฑ์ประการหนึ่งเท่านั้นเพราะ ป.อ. มาตรา ๕๖ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน? เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิตนิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิดหรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิด? แต่รอการ ลงโทษไว้?" ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่ปรากฏตามฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่า นอกจากจำเลยต้องคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๒๗๒/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ดังกล่าวมาแล้ว ก่อนคดีนี้ จำเลยยังเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ ให้ลงโทษจำคุก ๖ เดือน ฐานมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลชั้นต้นปรานีให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็น พลเมืองดีโดยรอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๓๓/๒๕๔๒ จำเลยกลับมากระทำความผิดอย่างเดียวกันในคดีนี้ซ้ำอีกภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษในคดีก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่รู้สำนึก ในความผิด ไม่รู้สึกหลาบจำเกรงกลัวในการกระทำความผิดและไม่มีความตั้งใจที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีตามที่ศาล ให้โอกาส ทั้งยังปรากฏว่าในคดีนี้นอกจากจำเลยจะกระทำความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว จำเลยยังกระทำความผิดฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ อีกกรรมหนึ่งด้วย ดังนั้น การจะรอการลงโทษให้จำเลยอีกจึงไม่เหมาะสม แก่สภาพความผิดและไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยใน ความผิดฐานมีไม้สักหวงห้าม และมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม มีกำหนด ๙ เดือน เมื่อบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๔๓๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้แล้วรวมจำคุก ๑๕ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายพิพัฒน์ ใจเฉลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายบุรฉัตร ปราโมช ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2545
#44739
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าหนี้บุริมสิทธิมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เอาเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้มาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้สามัญ และมีสิทธิยื่นคำร้องให้ตนเข้าเฉลี่ยในเงินดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้สามัญได้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 289 และ 290 แต่ทั้งสองกรณีนี้เป็นการใช้สิทธิคนละมาตรา คนละเรื่อง และคนละประเด็นกัน เมื่อได้ความว่าหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่ผู้ร้องเป็นเพียงหนี้สามัญมิใช่หนี้บุริมสิทธิ ฉะนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ตนก่อนนั้น ศาลจะสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแทนการอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์หาได้ไม่ เพราะเป็นการพิจารณาสั่งนอกฟ้องนอกประเด็นในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 120,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืน ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27401, 27402, 27403 และ 27404ตำบลหนองเสม็ด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้าอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร มีรายรับจากการขายที่ดินและขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในระหว่างเดือนตุลาคม 2538 ถึงเดือนกันยายน 2540 จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนด จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าว รวมเป็นเงิน 1,794,637 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่ผู้ร้องจะยึดมาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินค่าภาษีอากรอันเป็นบุริมสิทธิสามัญเป็นเงิน 1,794,637 บาท และเงินเพิ่มตามกฎหมายจากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญ จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินที่ผู้ร้องสามารถยึดมาชำระหนี้ได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ได้จากการขายทอดตลาด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิ ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีที่ดินอยู่อีกซึ่งผู้ร้องสามารถบังคับชำระเอาจากทรัพย์สินดังกล่าวได้ ให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะแก่ผู้ร้องและหนี้ดังกล่าวไม่เป็นหนี้บุริมสิทธิ แต่เป็นหนี้สามัญ ที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 ก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้นำยึดโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิ แม้ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นหนี้สามัญศาลก็ต้องพิจารณาสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินดังกล่าวได้ เพราะทั้งเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิขอเฉลี่ยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 และไม่เป็นการพิจารณานอกประเด็นนั้น เห็นว่า แม้เจ้าหนี้บุริมสิทธิมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้มาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้บุริมสิทธิยังมีสิทธิยื่นคำร้องให้ตนเข้าเฉลี่ยในเงินดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้สามัญได้อีก ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 289 และมาตรา 290 อันเป็นการใช้สิทธิคนละมาตราคนละเรื่อง และคนละประเด็นกัน เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ตนก่อนโจทก์ โดยอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ ซึ่งเป็นหนี้บุริมสิทธิ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวมิได้เป็นหนี้บุริมสิทธิแต่เป็นหนี้สามัญ ศาลจะพิจารณาสั่งตามที่พิจารณาได้ความอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 แทนการอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์หาได้ไม่ เพราะเป็นการพิจารณาสั่งนอกฟ้องนอกประเด็นในคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 289 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อรุณ ดนุดล
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท วันฉัตร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703 -ที่ 2713/2545
#44150
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสามารถกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามและการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของจำเลยเองได้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจพ.ศ. 2518 มาตรา 9(1) ถึง (7) และมาตรา 11(1) ถึง (3) จำเลยจึงสามารถกำหนดให้พนักงานหญิงของจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ได้ โจทก์จึงต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี จำเลยมีข้อบังคับในการทำงานให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อพนักงานหญิงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ พนักงานชายอายุครบ60 ปีบริบูรณ์ โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่วันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น ต่อมาปี 2541จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ซึ่งมาตรา 11 บัญญัติให้พนักงานพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุ เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 30 กันยายนของปีนั้น เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2542จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 พ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2542เนื่องจากเกษียณอายุและวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 พ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2543 เนื่องจากเกษียณอายุโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2542 และโจทก์ที่ 7ถึงที่ 11 มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2543 การสั่งให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดพ้นจากการเป็นพนักงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542 จนถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และจ่ายเงินจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จนกว่าจะรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เข้าทำงาน หากจำเลยไม่รับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เข้าทำงานให้ชำระตลอดไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2547 กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543 จนถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 7ถึงที่ 11 และจ่ายเงินจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์ที่ 7ถึงที่ 11 ทุกเดือนจนกว่าจะรับโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 เข้าทำงาน หากจำเลยไม่รับโจทก์ที่ 7ถึงที่ 11 เข้าทำงานให้ชำระตลอดไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2548 ทั้งนี้ตามจำนวนในคำฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การว่า แม้จำเลยจะเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแต่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยได้รับยกเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย ระเบียบข้อบังคับสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเกษียณอายุของพนักงานหญิง จึงยังใช้ระเบียบเดิมซึ่งกำหนดให้พนักงานหญิงพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเกษียณอายุจึงเป็นคำสั่งตามระเบียบข้อบังคับสภาพการจ้างและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวโดยรับเอาเงินสะสมเงินสมทบ และค่าชดเชยไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ด จึงสิ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลย จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและจำเลยไม่สามารถรับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับเข้าทำงานได้เพราะเป็นการขัดต่อระเบียบข้อบังคับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้พนักงานพ้นจากตำแหน่งตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น จำเลยได้กำหนดการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานหญิงไว้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นกรณีที่ได้กำหนดการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานไว้แน่ชัดแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงครบเกษียณอายุเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ ไม่ใช่ 60 ปีบริบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลย เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีข้อบังคับการทำงานเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุกรณีพนักงานหญิงว่าพนักงานหญิงที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น ต่อมาปี 2541 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นของจำเลยเกินร้อยละห้าสิบทำให้จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 จึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2542 โจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2543 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 พ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ 1 ตุลาคม2542 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 พ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ 1 ตุลาคม 2543 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับของจำเลยหรือไม่ เห็นว่ามาตรา 9 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 เป็นบทบัญญัติกำหนดคุณสมบัติและเหตุที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติเป็นแนวเดียวกันเป็นการทั่วไปโดยยอมให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งกำหนดคุณสมบัติและเหตุที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของตนนอกเหนือจากที่กำหนดในมาตรา 9 และมาตรา 11 ไว้เป็นการเฉพาะได้ดังจะเห็นได้จากความในตอนต้นของมาตรา 9 ที่บัญญัติว่า "พนักงานของรัฐวิสาหกิจนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย..." และความในตอนท้ายของมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว พนักงานพ้นจากตำแหน่งเมื่อ..." บทบัญญัติในมาตรา 9 และมาตรา 11 ใช้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทุกคนไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใดจึงมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงสามารถกำหนดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของจำเลยเองได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับที่กำหนดไว้ในมาตรา 9(1) ถึง (7) และมาตรา 11(1) ถึง (3) ที่มาตรา 9(2)บัญญัติถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเรื่องอายุของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่ามีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ นั้นเป็นการกำหนดอายุขั้นสูงของผู้มีคุณสมบัติเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้เท่านั้น มิได้ห้ามรัฐวิสาหกิจไม่ให้กำหนดให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์พ้นจากการเป็นพนักงาน จำเลยจึงสามารถกำหนดให้พนักงานหญิงของจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ได้ส่วนความในมาตรา 11 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "สำหรับการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ให้พ้นเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์" นั้น เป็นกรณีต่อเนื่องมาจากความในมาตรา 9(2) ซึ่งเป็นเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานรัฐวิสาหกิจเนื่องจากเกษียณอายุกรณีทั่ว ๆ ไป อันมุ่งประสงค์เพื่อกำหนดวันพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุของพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้เท่านั้นโดยให้ถือเอาวันสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบเกษียณเป็นวันพ้นจากตำแหน่ง ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องหลักเกณฑ์การพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุเมื่ออายุครบ55 ปีบริบูรณ์ตามข้อบังคับของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ม. 9 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จันทนี เจนปรมกิจ กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703 -ที่ 2713/2545
#99284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสามารถกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามและการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของจำเลยเองได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 (1) ถึง (7) และมาตรา 11 (1) ถึง (3) แห่ง พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518

พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 (2) บัญญัติถึง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเรื่องอายุของพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ว่ามีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นการกำหนด อายุขั้นสูงของผู้มีคุณสมบัติเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้เท่านั้น มิได้ห้ามรัฐวิสาหกิจไม่ให้กำหนดให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ พ้นจากการเป็นพนักงาน ข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดให้พนักงานหญิงของจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๒ จนถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ และจ่ายเงินจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ จนกว่าจะรับโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ เข้าทำงาน หากจำเลยไม่รับโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ เข้าทำงานให้ชำระตลอดไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๗ กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๓ จนถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๑๑ และจ่ายเงินจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๑๑ ทุกเดือนจนกว่าจะรับโจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๑๑ เข้าทำงาน หากจำเลยไม่รับโจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๑๑ เข้าทำงานให้ชำระตลอดไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๘ ทั้งนี้ตามจำนวนในคำฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว ศาลแรงงานกลางเห็นว่า มาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นบทบัญญัติกำหนดคุณสมบัติและเหตุที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติเป็นแนวเดียวกันเป็นการทั่วไปโดยยอมให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งกำหนดคุณสมบัติและเหตุที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของตนนอกเหนือจากที่กำหนดในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ ไว้เป็นการเฉพาะได้ดังจะเห็นได้จากความในตอนต้นของมาตรา ๙ ที่บัญญัติว่า "พนักงานของรัฐวิสาหกิจนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย?" และความในตอนต้นของมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว พนักงานพ้นจากตำแหน่งเมื่อ?" บทบัญญัติในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ ใช้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทุกคนไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใดจึงมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงสามารถกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานของจำเลยเองได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙ (๑) ถึง (๗) และมาตรา ๑๑ (๑) ถึง (๓) ที่มาตรา ๙ (๒) บัญญัติถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเรื่องอายุของพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ว่ามีอายุไม่เกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ นั้นเป็นการกำหนดอายุขั้นสูงของผู้มีคุณสมบัติเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้เท่านั้น มิได้ห้ามรัฐวิสาหกิจไม่ให้กำหนดให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๖๐ ปีบริบูรณ์ พ้นจากการเป็นพนักงาน จำเลยจึงสามารถกำหนดให้พนักงานหญิงของจำเลยพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ ๕๕ ปีบริบูรณ์ ได้ ส่วนความในมาตรา ๑๑ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "สำหรับการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้พ้นเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์" นั้น เป็นกรณีต่อเนื่องมาจากความในมาตรา ๙ (๒) ซึ่งเป็นเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานรัฐวิสาหกิจเนื่องจากเกษียณอายุกรณีทั่ว ๆ ไป อันมุ่งประสงค์เพื่อกำหนดวันพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุของพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้เท่านั้น โดยให้ถือเอาวันสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบเกษียณเป็นวันพ้นจากตำแหน่ง ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องหลักเกณฑ์การพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุเมื่ออายุครบ ๕๕ ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทนี เจนปรมกิจ
(มหาชน) — บริษัทธนาคารนครหลวงไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2702/2545
#99310
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติของการเป็นพนักงานตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยวินัยของพนักงาน แต่ระเบียบข้อบังคับฯที่จำเลยอ้างดังกล่าว มิใช่คุณสมบัติของการเป็นพนักงาน และหากเป็นข้อกำหนดวินัยในการทำงานก็มิได้ระบุเรื่องการมีภาระหนี้สินของพนักงานไว้โดยตรง จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุการมีภาระหนี้สินของโจทก์มาปรับเข้ากับเรื่องวินัยในการทำงานและถือว่าเป็นการขาดคุณสมบัติของการเป็นพนักงานได้ ทั้งภาระหนี้สินของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นกรณีที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยเพียงรายเดียว และเป็นหนี้ที่จำเลยเองเป็นผู้พิจารณาให้โจทก์กู้ยืม จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

โจทก์เป็นหนี้เงินกู้ยืมจำเลยและศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยแล้ว ส่วนจำเลยเป็นหนี้ต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยจึงต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นหนี้เงินอย่างเดียวกันและหนี้ของโจทก์และจำเลยถึงกำหนดชำระแล้ว จำเลยก็สามารถนำหนี้ของตนเองมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของโจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าบำเหน็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหาย พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์มีภาระหนี้สินต่อจำเลยเป็นจำนวนมากและไม่สามารถแก้ไขภาระหนี้สินหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำสั่งของจำเลย เป็นการไม่ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามคำสั่งของจำเลย ขาดคุณสมบัติของการเป็นพนักงานตามระเบียบข้อบังคับพนักงาน ลักษณะที่ ๒ ว่าด้วยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ ๔ วินัยของพนักงานข้อ ๘ และเนื่องจากโจทก์มีภาระหนี้สินกับธนาคารจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑ เดือน และเงินกองทุนบำเหน็จ แล้วหักกลบลบหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยมีสิทธิหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ ย ๗๒๐/๒๕๔๒ ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาที่ว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติของการเป็นพนักงานหรือไม่ จำเลยอ้างว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติของการเป็นพนักงานตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ ๔ วินัยของพนักงาน ข้อ ๘ ซึ่งกำหนดว่า "พนักงานต้องประพฤติตนให้เป็นที่เชื่อถือ เพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีของธนาคารและรักษาชื่อเสียงของตนไม่ให้ขึ้นชื่อว่าประพฤติชั่ว ห้ามมิให้ประพฤติซึ่งอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติของตำแหน่งหน้าที่การงานอันจะทำให้เกิดความดูหมิ่น ขาดความนิยมเชื่อถือต่อลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปทั้งในและนอกเวลาทำงาน" แต่ปรากฏว่าระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่อ้างดังกล่าวมิใช่คุณสมบัติของการเป็นพนักงาน หากเป็นข้อกำหนดวินัยในการทำงานซึ่งก็มิได้ระบุเรื่องการมีภาระหนี้สินของพนักงานไว้โดยตรง ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุการมีภาระหนี้สินของโจทก์มาปรับเข้ากับเรื่องวินัยในการทำงานและถือว่าเป็นการขาดคุณสมบัติของการเป็นพนักงานได้ ทั้งภาระหนี้สินของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นกรณีที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยเพียงรายเดียว มิได้เป็นหนี้บุคคลอื่น ๆ ด้วย และเป็นหนี้ที่จำเลยเองเป็นผู้พิจารณาให้โจทก์กู้ยืม จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย ๗๒๐/๒๕๔๒ ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เกิดจากการกู้ยืมเงิน ไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยในคดีนี้ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและเกี่ยวเนื่องกับบทบัญญัติของกฎหมายแรงงาน จำเลยจึงไม่มีสิทธินำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ของโจทก์และจำเลยถึงกำหนดจะชำระ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบหนี้กันกับโจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๔๑ ที่โจทก์อ้างว่า มูลหนี้ที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยกับมูลหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เกิดจากเหตุต่างกันดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธินำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์นั้น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดไว้ดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนตรี ครุฑน้อย
(มหาชน) — บริษัทธนาคารศรีนคร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวภาวนา สุคันธวณิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2545
#44149
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อ337,800 บาท กับค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 60,000 บาท รวมเป็น 397,800 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยมิได้อุทธรณ์ เท่ากับจำเลยยินยอมที่จะชำระค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยกำหนดให้450,000 บาท ส่วนค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้เหมาะสมแล้ว จำเลยฎีกา ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์ 112,200 บาท จำเลยจะฎีกาโดยถือเอาจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อ จากโจทก์จำนวน 6 คัน โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ทั้ง 6 คันแก่โจทก์เป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันและโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเรื่อยมาซึ่งโจทก์อาจนำออกให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท ต่อคันรวมค่าขาดประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง 6 คัน เป็นเงิน 1,710,000 บาท และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง 6 คัน คันละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,010,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง 6 คันนั้น จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนแก่โจทก์แล้วหากโจทก์นำออกประมูลขายแก่บุคคลภายนอกจะได้ราคาไม่ต่ำกว่าคันละ800,000 บาท โจทก์กลับได้กำไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคาจากจำเลยทั้งสอง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่โจทก์เรียกคันละ 30,000 บาทต่อเดือนนั้นเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเลื่อนลอย จำเลยที่ 1ใช้รถด้วยความระมัดระวังตามลักษณะของรถยนต์และประเภทการใช้งาน รถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง 6 คันมิได้ชำรุดทรุดโทรม จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสื่อมราคาขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 396,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง 6 คัน เป็นเงิน 337,800 บาทกับค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง 6 คัน เป็นเงิน 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 396,600 บาท (ที่ถูกรวมเป็นเงิน 397,800 บาท) ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่ากับจำเลยทั้งสองยินยอมที่จะชำระค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยกำหนดให้เป็นเงิน 450,000 บาท ส่วนค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกา ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีเพียงค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน 112,200 บาท จำเลยที่ 2 จะฎีกาโดยถือเอาจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาหาได้ไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยสามารถนำไปให้บุคคลอื่นเช่าหรือจะให้เช่าได้ทุกเดือน จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปัตตานีเจริญเทรดดิ้ง (1972) จำกัด
จำเลย — บริษัท ยะลาไพบูลย์กิจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2545
#99283
เปิดฉบับเต็ม

ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียงค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดเพิ่มให้ แก่โจทก์เป็นเงิน 112,200 บาท เท่านั้น เมื่อไม่เกิน 200,000 บาท จึงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าผิดสัญญาเช่าซื้อ ๒,๐๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๙๖,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่ เช่าซื้อทั้ง ๖ คัน เป็นเงิน ๓๓๗,๘๐๐ บาท กับค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อทั้ง ๖ คัน เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๙๖,๖๐๐ บาท (ที่ถูกรวมเป็นเงิน ๓๙๗,๘๐๐) ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยทั้งสอง ยินยอมที่จะชำระค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยกำหนดให้เป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ ๒ ฎีกาทุนทรัพย์ที่พิพาทใน ชั้นฎีกาจึงมีเพียงค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๙ กำหนดเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๑๒,๒๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ จะฎีกาโดยถือเอาจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาหาได้ไม่ ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยสามารถนำไปให้บุคคลอื่นเช่าหรือจะให้เช่าได้ทุกเดือน จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมสภาพไปกว่าการใช้งานปกติ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อคันละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท นั้น ปัญหานี้จำเลยที่ ๒ มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ ๒ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ ๒ ค่าทนายความชั้นฎีกา ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปัตตานีเจริญเทรดดิ้ง (1972) จำกัด
จำเลย — บริษัทยะลาไพบูลย์กิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2688/2545
#44738
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแสดงการจดทะเบียนรถระบุว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ส่วนผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โดยโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ ประกอบกับสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการของโจทก์และจำเลยระบุให้จำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาหรือถอนรถออกจากการเป็นรถร่วมได้ทันที เมื่อโจทก์ได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถมาโดยผลจากการทำสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการในเส้นทางสัมปทานของจำเลย และจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าวโดยชอบแล้ว ถือได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งจะเลิกใช้รถยนต์โดยสาร จำเลยมีหน้าที่ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบและคืนแผ่นป้ายทะเบียนรถแก่นายทะเบียนตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกพ.ศ. 2522 มิฉะนั้นจำเลยจะมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 143 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถนั้นไว้ จำต้องส่งคืนให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการเดินรถโดยสารสายสมุทรปราการ -กิโลเมตร 30 โจทก์นำรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20-0519 สมุทรปราการเข้าเดินรถร่วมกิจการกับจำเลยต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2536 จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยมีคำสั่งมิให้โจทก์นำรถยนต์โดยสารของโจทก์เข้าเดินรถตามปกติและแจ้งขนส่งจังหวัดสมุทรปราการให้เลิกสัญญาเข้าร่วมเดินรถระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาเข้าร่วมเดินรถแต่อย่างใด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 700 บาท หรือเดือนละ 21,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์นำรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20-0519 สมุทรปราการ เข้าเดินรถรับส่งผู้โดยสารตามปกติ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน168,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเสียหายวันละ 700 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะยอมให้โจทก์นำรถยนต์โดยสารเข้าร่วมเดินรถ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 โจทก์ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20-0519 สมุทรปราการ เข้ารับผู้โดยสารตัดหน้ารถคันอื่นเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้โจทก์ถอดป้ายทะเบียนคืนให้จำเลยเพื่อที่จะได้นำมาสวมรถคันอื่นต่อไปแต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำป้ายทะเบียนดังกล่าวมาคืน จำเลยจะมีรายได้จากการเดินรถรับส่งผู้โดยสารเดือนละ 18,200 บาท คิดถึงวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นเงินจำนวน 209,300 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 209,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยกับให้ชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยเดือนละ 18,200 บาท จนกว่าโจทก์จะนำแผ่นป้ายทะเบียน 20-0519 สมุทรปราการ มาคืนจำเลย หากไม่นำมาคืนขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เพราะการจะบรรจุรถยนต์โดยสารเพื่อเดินรถในเส้นทางจะต้องขออนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้นมิใช่นำป้ายทะเบียนรถยนต์มาสวมแทนกันได้โดยพลการ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนแผ่นป้ายทะเบียน 20-0519 สมุทรปราการให้จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ในข้อ 2 ข. ที่ว่าโจทก์ต้องคืนแผ่นป้ายทะเบียนรถหมายเลข 20-0519 สมุทรปราการ ให้แก่จำเลยหรือไม่นั้นโจทก์ฎีกาว่า แผ่นป้ายเลขทะเบียนรถดังกล่าวเป็นแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถซึ่งทางราชการออกให้แก่โจทก์ และโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถดังกล่าว แผ่นป้ายเลขทะเบียนรถดังกล่าวมิได้เป็นของจำเลย ถึงแม้ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ตาม จำเลยก็มีสิทธิเพียงเลิกสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการกับโจทก์เท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิในแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิเอาคืนซึ่งแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถดังกล่าวนั้นเห็นว่า ตามหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เอกสารหมาย จ.1 อันเป็นเอกสารราชการซึ่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ส่วนผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คือ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โดยโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ ประกอบกับสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการของโจทก์และจำเลยเอกสารหมายจ.3 ซึ่งระบุให้จำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาหรือถอนรถออกจากการเป็นรถร่วมได้ทันทีจะเห็นได้ชัดว่าโจทก์ได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถหมายเลข 20-0519 สมุทรปราการ มาโดยผลจากการทำสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการในเส้นทางสัมปทานของจำเลย เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการกับโจทก์โดยชอบแล้วพอถือได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งจะเลิกใช้รถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน20-0519 สมุทรปราการ แล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องแจ้งให้นายทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการทราบ และต้องนำแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถดังกล่าวคืนแก่นายทะเบียนตาม มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มิฉะนั้นจำเลยจะมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 143 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยึดถือแผ่นป้ายเลขทะเบียนรถนั้นไว้ต่อไป จำต้องส่งคืนให้แก่จำเลยเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้โจทก์ส่งคืนแผ่นป้ายทะเบียนรถหมายเลข 20-0519 สมุทรปราการแก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 79 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุริยา กุลธำรงหรือกุลธำรงค์
จำเลย — บริษัท สหการฟอกหนังขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2688/2545
#110353
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ ตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 อันเป็นเอกสารราชการระบุว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ส่วนผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โดยโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ ทั้งสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการของโจทก์และจำเลยก็ระบุให้จำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาหรือถอนรถออกจากการเป็นรถร่วมได้ทันที การที่โจทก์ได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถมาโดยผลจากการทำสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการในเส้นทางสัมปทานของจำเลย เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการกับโจทก์แล้วพอถือได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งจะเลิกใช้รถยนต์โดยสารแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องแจ้งให้นายทะเบียนประจำจังหวัดทราบและต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนรถดังกล่าวคืนแก่นายทะเบียนตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มิฉะนั้นจำเลยจะมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาตาม มาตรา 143 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถนั้นไว้ และต้องส่งคืนให้แก่จำเลยเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยอมให้โจทก์นำรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน ๒๐ - ๐๕๑๙ สมุทรปราการ เข้าเดินรถรับส่งผู้โดยสารตามปกติ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๖๘,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเสียหายวันละ ๗๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะยอมให้โจทก์นำรถยนต์โดยสารเข้าร่วมเดินรถ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๐๙,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้ชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยเดือนละ ๑๘,๒๐๐ บาท จนกว่าโจทก์จะนำแผ่นป้ายทะเบียน ๒๐ - ๐๕๑๙ สมุทรปราการ มาคืนจำเลย หากไม่นำมาคืนขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาล แทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์คืนแผ่นป้ายทะเบียน ๒๐ - ๐๕๑๙ สมุทรปราการ ให้จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า หนังสือแสดงการจดทะเบียนรถตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นเอกสารราชการ ซึ่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ส่วนผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โดยโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ ประกอบกับสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการของโจทก์และจำเลย ซึ่งระบุให้จำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาหรือถอนรถออกจากการเป็นรถร่วมได้ทันที จะเห็นได้ชัดว่าโจทก์ได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถดังกล่าวมาโดยผล จากการทำสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการในเส้นทางสัมปทานของจำเลย เมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเดินรถเข้าร่วมกิจการกับโจทก์โดยชอบแล้ว พอถือได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งจะเลิกใช้รถยนต์โดยสาร คันดังกล่าวแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องแจ้งให้นายทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการทราบ และต้องนำแผ่นป้าย เลขทะเบียนรถดังกล่าวคืนแก่นายทะเบียนตามมาตรา ๗๙ แห่ง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มิฉะนั้นจำเลยจะมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญา ตามมาตรา ๑๔๓ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยึดถือแผ่นป้าย เลขทะเบียนรถนั้นไว้ต่อไป จำต้องส่งคืนให้แก่จำเลยเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8)
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 79 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุริยา กุลธำรงหรือกุลธำรงค์
จำเลย — บริษัทสหการฟอกหนังขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2545
#44737
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 6 และ 21 พฤศจิกายน 2541 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์80,000 บาท และ 104,000 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเคยกู้เงินจากโจทก์ไปสองครั้งครั้งแรกประมาณก่อนเดือนกรกฎาคม 2540 จำนวน 50,000 บาท ซึ่งจำเลยสำคัญผิดชำระคืนเกินไปกว่าที่กู้ 25,000 บาท อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 จำนวน 80,000 บาทซึ่งจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง และทวงถามถึงเงินกู้ทั้งสองจำนวนดังกล่าวจำเลยสำคัญผิดว่ายังชำระให้ไม่ครบจึงชำระเงินไปอีกหลายครั้งรวมเป็นเงิน 24,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำเลยชำระเกินไป 25,000 บาท และ 24,000 บาท แก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับเงินทั้งสองจำนวนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับการชำระหนี้เงินกู้ครั้งอื่นไม่เกี่ยวกับสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องจึงถือว่าเป็นฟ้องแย้งในเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 และ 21 พฤศจิกายน 2541 จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน80,000 บาท และ 104,000 บาท ตามลำดับไปจากโจทก์ แล้วผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยชำระหนี้แล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 184,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยกู้และรับเงินจากโจทก์ตามฟ้องสัญญากู้ยืมเงินฝ่าฝืนกฎหมายและใช้บังคับไม่ได้ เมื่อปี 2540 จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์สองครั้งครั้งแรกประมาณก่อนเดือนกรกฎาคม 2540 จำนวน 50,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ 10 ครั้ง ครั้งละ 7,500 บาท รวมเป็น 75,000 บาท เกินกว่าที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์จำนวน 25,000 บาท ครั้งที่สองวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 จำนวน 80,000 บาทซึ่งจำเลยชำระแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ประมาณปลายปี 2541 โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินสองฉบับตามฟ้อง แล้วทวงถามเงินกู้ทั้งสองจำนวนดังกล่าว จำเลยสำคัญผิดว่ายังชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ครบจึงชำระเงินแก่โจทก์อีกหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 24,000 บาทขอให้ยกฟ้องโจทก์และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินที่จำเลยชำระเกินไปรวม 49,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นสั่งคำให้การจำเลยว่า รับเป็นคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องแย้งของจำเลยชอบที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า วันที่ 6 และ 21 พฤศจิกายน2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ จำนวน 80,000 บาท และ 104,000 บาท ตามลำดับ แล้วผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยกู้และรับเงินจากโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้บังคับไม่ได้ และฟ้องแย้งว่า จำเลยเคยกู้เงินจากโจทก์ไปสองครั้ง ครั้งแรกประมาณก่อนเดือนกรกฎาคม 2540 จำนวน 50,000 บาท ซึ่งจำเลยสำคัญผิดชำระคืนแก่โจทก์เกินไปกว่าที่กู้จำนวน 25,000 บาท อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 จำนวน 80,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วต่อมาเมื่อโจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องแล้ว และทวงถามถึงเงินกู้ทั้งสองจำนวนดังกล่าว จำเลยสำคัญผิดว่ายังชำระให้โจทก์ไม่ครบจึงชำระเงินแก่โจทก์ไปอีกหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 24,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินที่จำเลยชำระเกินไปจำนวน25,000 บาท และ 24,000 บาท แก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยที่เกี่ยวกับเงินจำนวน25,000 บาท เห็นได้ชัดว่าเป็นฟ้องแย้งที่จำเลยเรียกเงินที่อ้างว่าได้ชำระให้แก่โจทก์เกินไป โดยสำคัญผิดในการกู้ยืมเงินครั้งก่อนเมื่อก่อนเดือนกรกฎาคม 2540 ส่วนฟ้องแย้งเกี่ยวกับเงินจำนวน 24,000 บาทนั้น เป็นฟ้องแย้งที่จำเลยเรียกเงินที่จำเลยสำคัญผิดจ่ายให้แก่โจทก์เกินไปในการชำระหนี้เงินกู้ครั้งสองเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 โดยเมื่อโจทก์ทวงถามถึงเงินกู้ทั้งสองจำนวนตามฟ้อง ทำให้จำเลยสำคัญผิดว่ายังชำระเงินหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้โจทก์ไม่ครบจึงชำระให้แก่โจทก์อีกทั้ง ๆ ที่จำเลยชำระครบถ้วนแล้วฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับเงินทั้งสองจำนวนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับการชำระหนี้เงินกู้ครั้งอื่น ไม่เกี่ยวกับสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้อง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธอยู่ว่าไม่ได้กู้และรับเงินจากโจทก์สัญญากู้ยืมเงินฝ่าฝืนกฎหมายใช้บังคับไม่ได้ จึงถือว่าเป็นฟ้องแย้งในเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศิริลักษณ์ เทียนเวช
จำเลย — นาง สำเนียง อารีย์วงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2545
#99439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินที่กู้ยืม จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยชำระเกินจากการชำระหนี้ เงินกู้ครั้งก่อนไม่ใช่ครั้งนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๖ และ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท และ ๑๐๔,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ไปจากโจทก์ แล้วผิดนัดชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่ารับเงินจากโจทก์ตามฟ้อง สัญญากู้ยืมเงินฝ่าฝืนกฎหมายและใช้บังคับไม่ได้ จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์จนครบแล้วและชำระเกินด้วย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินที่จำเลยชำระเกินไปรวม ๔๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับเงินทั้งสองจำนวนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับ การชำระหนี้เงินกู้ครั้งอื่น ไม่เกี่ยวกับสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้อง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธอยู่ว่าไม่ได้กู้และรับเงินจากโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินฝ่าฝืนกฎหมายใช้บังคับไม่ได้ จึงถือว่า เป็นฟ้องแย้งในเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่ศาลจะรับไว้พิจารณา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริลักษณ์ เทียนเวช
จำเลย — นางสำเนียง อารีย์วงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681 -ที่ 2683/2545
#44148
เปิดฉบับเต็ม

มติคณะรัฐมนตรีที่ยกเว้นให้จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย มีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น มิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสมิได้เกิดจากข้อเรียกร้องจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างจะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงสามารถออกประกาศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 13

โจทก์ยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือน ตามประกาศของจำเลยแทน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้มีผลแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ซึ่งสามารถกระทำได้และขณะนั้นจำเลยยังมิได้จ่ายเงินโบนัสประจำปีดังกล่าวให้แก่พนักงานจึงมีผลใช้บังคับ ไม่เป็นการย้อนหลังจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่1 กุมภาพันธ์ 2531 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,870 บาท และค่าครองชีพเดือนละ1,100 บาท จ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2532 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,160 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,100 บาท จ้างโจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2521 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,130 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,100 บาท โดยมีสัญญาจ้าง ระเบียบข้อบังคับการทำงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าจะจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทั้งสามปีละ 4.5 เท่าของเงินเดือนกรณีที่โจทก์ทั้งสามทำงานครบ 1 ปี โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 2.25เท่าของเงินเดือน งวดแรกจ่ายในเดือนมิถุนายน งวด หลังเดือนธันวาคม พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดแรกต้องทำงานถึงวันที่ 30 มิถุนายน งวดหลังต้องทำงานถึงวันที่ 31 ธันวาคม การจ่ายเงินโบนัสงวดแรกจำเลยจะทดรองจ่ายให้ก่อนในเดือนเมษายน หากพนักงานคนใดทำงานไม่ถึงวันที่ 30 มิถุนายน จะต้องคืนเงิน โบนัสนั้นให้แก่จำเลย จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทั้งสามตลอดมา จนถึงปี 2540 จากนั้นในเดือนเมษายน 2541 จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เพียงคนละ 1 เดือนและไม่จ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 3 โดยจำเลยมิได้แจ้งขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 โจทก์ทั้งสามทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยจึงค้างจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 126,960บาท ค้างจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 8 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 137,280บาท ค้างจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 9 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 190,170บาท และในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยบังคับข่มขู่ให้โจทก์ทั้งสามลงนามในหนังสือลาออกและให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามไม่มีเจตนาลาออก จึงขอถือคำฟ้องนี้เป็นการบอกล้างการลงนามในหนังสือลาออกดังกล่าว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเพราะปรับโครงสร้างองค์กรใหม่โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และหลังจากเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามแล้วจำเลยยังได้รับสมัครพนักงานใหม่ การเลิกจ้างของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 145,283.35 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 126,960 บาท ค่าชดเชยพิเศษ81,306.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 79,350 บาทค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,309,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงินโบนัส157,656.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 137,280 บาทค่าชดเชยพิเศษ 70,586.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน68,640 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,415,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงินโบนัส 221,079.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 190,170 บาทค่าชดเชยพิเศษ 217,291.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน211,300 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,743,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2531 วันที่ 18 กันยายน 2532 วันที่ 24 กรกฎาคม 2521 จนถึงวันที่22 กุมภาพันธ์ 2543 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,970 บาท 18,260 บาทและ 22,230 บาท ตามลำดับ และมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องระเบียบข้อบังคับ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามเอกสารที่โจทก์ทั้งสองอ้างจริงแต่ยังมีข้อตกลงเรื่องเงินโบนัสโดยจำเลยได้ประกาศให้โจทก์และพนักงานของจำเลยทุกคนทราบว่าการจ่ายเงินโบนัสของแต่ละปีขึ้นอยู่กับผลประกอบการของปีนั้นและการพิจารณาตัดสินใจอันเป็นนโยบายด้านบริหารของจำเลย ในรอบปี 2541 จำเลยขาดทุน จึงพิจารณาจ่ายเงินโบนัส 1 เดือน เฉพาะพนักงานที่มีฐานเงินเดือนไม่เกิน20,000 บาท โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงได้รับเงินโบนัสคนละ 1 เดือน ในเดือนเมษายน 2541อันเป็นเงินทดรองจ่ายเงินโบนัสงวดเดือนมิถุนายน และต่อมาจำเลยเห็นสมควรประกาศระงับการจ่ายเงินโบนัส แต่จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือนแทนซึ่งโจทก์ทั้งสามได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีหนี้ค้างจ่ายเงินโบนัสตามฟ้อง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ทั้งสามได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยสมัครใจ พร้อมกับรับเงินช่วยเหลือทดแทนการลาออกซึ่งรวมทั้งค่าชดเชยตามกฎหมาย จำนวน 413,312.67 บาท 235,554 บาท และ 286,026บาท ตามลำดับ ซึ่งเท่ากับ 24 เท่า 13 เท่าและ 13 เท่าของเงินเดือนที่โจทก์แต่ละคนได้รับ โจทก์ทั้งสามอายุ 36 ปี 35 ปี และ 46 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี สุขภาพอนามัยแข็งแรง ภาวะแห่งจิตปกติ หากไม่สมัครใจลาออกจำเลยไม่มีทางบังคับข่มขู่ให้ลงนามในหนังสือลาออกได้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีมูลเหตุที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ก่อนโจทก์ทั้งสามลาออก จำเลยประสบปัญหาวิกฤตด้านเศรษฐกิจและขาดทุนสะสมมาหลายปีติดต่อกัน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรปรับกระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานเป็นเหตุให้ต้องปรับกำลังคนทั้งปริมาณและคุณภาพให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอดขององค์กรของจำเลยและพนักงานส่วนใหญ่ มิใช่จำเลยปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ทั้งสามสมัครใจลาออกจำเลย จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยเดิมจำเลยจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 4.5 เท่าของเงินเดือนตามเอกสารหมาย จ.1 เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2541 จำเลยออกประกาศ ที่ 41/0113 ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ลงชื่อรับทราบประกาศดังกล่าวไว้ในเอกสารหมาย ล.5 ส่วนโจทก์ที่ 1 ให้ผู้อื่นลงชื่อรับทราบแทนตามเอกสารหมาย จ.6ต่อมาปี 2542 จำเลยออกประกาศที่ ส.บค. 1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเงินค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือนแทนตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นเอกสารเดียวกับเอกสารหมาย ล.6, ล.7 และ ล.8 โจทก์ทั้งสามได้ลงชื่อรับทราบและยินยอมปฏิบัติตามไว้ท้ายเอกสารหมาย ล.7 และ ล.6และ ล.8 ตามลำดับและโจทก์ทั้งสามได้ลงชื่อในหนังสือลาออกเอกสารท้ายคำให้การในแต่ละสำนวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามลงชื่อในหนังสือลาออกจากธนาคารจำเลยด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกจำเลยเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษและกรณีไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ4.5 เท่าของเงินเดือนตามเอกสารหมาย จ.1 เรื่อยมาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2540ถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลผูกพันจำเลยแต่ไม่ได้เกิดจากข้อเรียกร้องจำเลยออกประกาศที่ 41/0113 เอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่าจำเลยพิจารณาเห็นสมควรระงับการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานประจำปี 2541 หากปีต่อ ๆ ไปจำเลยมีผลการดำเนินการดีขึ้นเป็นลำดับจะพิจารณาจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานตามความเหมาะสมในโอกาสต่อไป โจทก์ทั้งสามลงชื่อรับทราบในเอกสารหมาย ล.5และ จ.6 ซึ่งมีข้อความว่าได้รับทราบประกาศดังกล่าวโดยตลอดรวมทั้งเงื่อนไขต่าง ๆและยินดีให้ความร่วมมือปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทุกกรณี ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามตกลงยอมรับการระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ส่วนปี 2542 เมื่อจำเลยออกประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จำเลยเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่า ของเงินเดือนแทน ตามเอกสารหมาย จ.4หรือ ล.6, ล.7, ล.8 โจทก์ทั้งสามก็ลงชื่อรับทราบและยินยอมปฏิบัติตาม ทั้งได้รับค่าครองชีพ 0.5 เท่าของเงินเดือนไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับการระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 และรับเงินค่าครองชีพแทน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้โจทก์ทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย จ.1 โดยออกประกาศที่ 41/0113 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2541 ตามเอกสารหมาย จ.2 ในขณะที่จำเลยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบนั้น ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือนสวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยหรือไม่ เห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพียงแต่ยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย อันมีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น มิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.3 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการที่สองมีว่า การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย จ.1 โดยออกประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2542ตามเอกสารหมาย จ.4 ในขณะที่จำเลยกลับมีฐานะเป็นธนาคารเอกชนเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 หรือไม่เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย จ.1 มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องของนายจ้างหรือลูกจ้างจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างจะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงสามารถออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสกับโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างได้ไม่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 13 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายมีว่าการลงชื่อในเอกสารหมาย ล.5, จ.6 และเอกสารหมาย ล.7, ล.6, ล.8 ของโจทก์ทั้งสามเป็นการยินยอมให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ตามประกาศของจำเลยที่ 41/0113 เอกสารหมาย จ.2 และประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 เอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่าเอกสารหมาย ล.5 และล.6 ที่โจทก์ทั้งสามลงชื่อมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าตามลายมือชื่อข้างล่างนี้ได้รับทราบประกาศของธนาคารประกาศที่ 41/0113 เรื่อง การพิจารณาโบนัสประจำปี 2541โดยอ่านแล้วเข้าใจตลอด รวมทั้งรับทราบเงื่อนไขทุกกรณีและยินดีให้ความร่วมมือปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทุกกรณี" และประกาศของธนาคารจำเลยที่ 41/0113เอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่าจำเลยพิจารณาเห็นสมควรระงับการจ่ายโบนัสพนักงานประจำปี 2541 ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ตามประกาศของจำเลยที่ 41/0113 เอกสารหมาย จ.2 แล้ว และเอกสารหมาย ล.7, ล.6, ล.8 ที่โจทก์ทั้งสามลงชื่อก็คือประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4ที่ให้ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5เท่า ของเงินเดือนแทนโดยในตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนที่โจทก์ทั้งสามลงชื่อมีข้อความว่า "รับทราบและยินยอมปฏิบัติตาม" ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือนตามประกาศดังกล่าวไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือน ตามประกาศของจำเลยที่ ส.บค.1.0188/2542 เอกสารหมาย จ.4 แทน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้มีผลแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ซึ่งสามารถกระทำได้และขณะนั้นจำเลยยังมิได้จ่ายเงินโบนัสประจำปีดังกล่าวให้แก่พนักงาน จึงมีผลใช้บังคับไม่เป็นการย้อนหลังจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ตามฟ้องให้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สโรชา สินคณารักษ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681 -ที่ 2683/2545
#99282
เปิดฉบับเต็ม

มติคณะรัฐมนตรีที่ยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย อันมีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น มิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัส มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องของนายจ้างหรือลูกจ้าง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างไปจากเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างต้องจ่ายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ นายจ้างสามารถออกประกาศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 145,283.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 126,960 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 81,306.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 79,350 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,309,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงินโบนัส 157,656.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 137,280 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 70,586.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 68,640 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,415,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงินโบนัส 221,079.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 190,170 บาท ค่าชดเชยพิเศษ 217,291.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 211,300 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,743,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส โดยออกประกาศที่ 41/0113 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2541 ในขณะที่จำเลยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบนั้น ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีซึ่งยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพียงแต่ยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย อันมีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้นมิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการที่สอง การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส โดยออกประกาศที่ส.บค. 1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2542 ในขณะที่จำเลยมีฐานะเป็นธนาคารเอกชน เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่อง การจ่ายเงินโบนัส มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องของนายจ้างหรือลูกจ้าง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างจะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจำเลยสามารถออกประกาศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัส ไม่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 20
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสโรชา สินคณารักษ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2545
#44736
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาอย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยไม่คัดค้านภายในกำหนดเวลาแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพออนุโลมได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

สัญญากู้เงินลงวันที่ 12 มิถุนายน 2523 มีข้อตกลงว่าผู้กู้จะชำระหนี้เมื่อผู้ให้กู้เรียกร้อง มิได้มีข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้ไว้จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดไปคือวันที่ 13 มิถุนายน 2523 ตามมาตรา 193/3 วรรคสองและมาตรา 193/12

กฎหมายมิได้กำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ ร. ผู้กู้ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2523เมื่อ ร. นำเงินบางส่วนมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 1 มิถุนายน 2531 เป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ในวันถัดจากวันที่ได้มีการชำระหนี้คือ วันที่ 2 มิถุนายน 2531และจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ตามมาตรา 193/3 วรรคสอง มาตรา 193/5 วรรคสอง และมาตรา 193/15 วรรคสอง

ร. ถึงแก่ความตายวันที่ 2 กันยายน 2532 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะต้องฟ้องจำเลยซึ่งเป็นทายาทภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ร. ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่ ร. ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และวรรคท้าย กรณีมิใช่อายุความมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันถึงแก่ความตายของ ร. ตามมาตรา 193/23 เพราะการที่จะอยู่ภายใต้บังคับอายุความในมาตราดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนที่ ร. ถึงแก่ความตายจะครบกำหนดภายใน 1 ปี นับแต่ ร. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนที่ ร. จะถึงแก่ความตายจะครบกำหนดในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 อันเป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี ภายหลังจากที่ ร. ถึงแก่ความตายแล้ว

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้หากอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวฟังขึ้น ศาลฎีกาก็ยังไม่มีอำนาจวินิจัยให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องของโจทก์ได้ เนื่องจากมีประเด็นข้อพิพาทอีกหลายข้อที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยซึ่งต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเหล่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2523 นางรัตนา สิงห์ปัน กู้เงินโจทก์ไป13,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนและจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับนางรัตนา นางรัตนาชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 1 มิถุนายน 2531 เป็นเงิน 600 บาทยังคงค้างชำระต้นเงิน 10,216.34 บาท ดอกเบี้ย 2,233.03 บาท แล้วไม่ได้ชำระหนี้อีกโจทก์มีหนังสือทวงถามให้นางรัตนา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้ตามสัญญาต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์ทราบว่านางรัตนาถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 2 กันยายน2532 จำเลยที่ 1 เป็นสามีและผู้ปกครองทรัพย์มรดกและจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางรัตนา โจทก์คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,840.16 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 31,056.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงิน10,216.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีนางรัตนา สิงห์ปัน ต่อจดทะเบียนหย่ากันเมื่อปี 2524 จำเลยที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ แต่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนางรัตนากู้เงินโจทก์วันที่ 12 มิถุนายน 2523 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อล่วงเลยเวลาก่อน 17 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของนางรัตนาผู้ตาย จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 กับนางรัตนา สิงห์ปัน เมื่อนางรัตนาถึงแก่ความตายไม่มีทรัพย์มรดกใด ๆ ตกทอดแก่จำเลยที่ 2 โจทก์รับชำระหนี้จากนางรัตนาทุกเดือนย่อมทราบว่านางรัตนาถึงแก่ความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน2532 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่ารับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาว่า สำเนาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4พร้อมอุทธรณ์ หากจะคัดค้านประการใดให้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มิได้คัดค้านคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่า รวมสำนวนส่งศาลฎีกาโดยเร็วเห็นว่าโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแต่กรณีนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่คัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2523 นางรัตนา สิงห์ปัน กู้เงินไปจากโจทก์ สาขาเชียงราย จำนวน 13,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9จำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 นางรัตนา ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 1 มิถุนายน 2531 จำนวน 600 บาท และยังคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2532 นางรัตนาถึงแก่ความตาย โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 4 มีข้อตกลงว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญานี้เมื่อผู้ให้กู้เรียกร้อง มิได้มีข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้ไว้ให้ปรากฏจึงต้องฟังว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ผู้ให้กู้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ได้ทันทีหลังจากที่ทำสัญญากู้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดไปคือวันที่ 13 มิถุนายน 2523 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง และมาตรา 193/12 และกฎหมายมิได้บัญญัติกำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้นางรัตนาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2523เมื่อนางรัตนานำเงินบางส่วนมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2531 การกระทำดังกล่าวจึงฟังได้ว่า นางรัตนาได้ยอมรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ในวันถัดจากวันที่ได้มีการชำระหนี้คือ วันที่ 2 มิถุนายน2531 และจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง มาตรา 193/5 วรรคสอง และมาตรา 193/15 วรรคสอง อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่านางรัตนาถึงแก่ความตายวันที่ 2 กันยายน 2532 โจทก์จะยังคงอ้างอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไปหาได้ไม่ เนื่องจากโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้นางรัตนาจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนางรัตนา ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่นางรัตนาถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และวรรคท้าย กรณีมิใช่อายุความมีกำหนด1 ปี นับแต่วันถึงแก่ความตายของนางรัตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/23 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ทั้งนี้เพราะการที่จะอยู่ภายใต้บังคับอายุความในมาตราดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนที่นางรัตนาถึงแก่ความตายจะครบกำหนดภายใน 1 ปี นับแต่นางรัตนาถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่กรณีนี้อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนที่นางรัตนาจะถึงแก่ความตายจะครบกำหนดในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นอันเป็นระยะเวลาเกินกำหนด 1 ปี ภายหลังจากที่นางรัตนาถึงแก่ความตายแล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และวรรคท้าย หรือไม่เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเสียก่อนว่าโจทก์ได้ทราบเรื่องนางรัตนาถึงแก่ความตายตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แต่อย่างใด ทั้งคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง 31,056.50 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงใด ๆ ของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 นำสืบก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240(3) ประกอบด้วยมาตรา 247

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้หากอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวฟังขึ้นก็ตามศาลฎีกาก็ยังไม่มีอำนาจวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องของโจทก์ได้ เนื่องจากมีประเด็นข้อพิพาทอีกหลายข้อที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเหล่านั้น อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้มา387.50 บาท เกินไป 187.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาล 187.50 บาท ให้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นมี 187.50 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 193/3 ม. 193/30 ม. 193/12 ม. 193/14 ม. 193/23 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — นาย สมชาติ สิงห์ปัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2545
#99615
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ร. ลูกหนี้ถึงแก่ความตายในวันที่ 2 กันยายน 2532 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของ ร. จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ร. ทั้งนี้ มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่ ร. ถึงแก่ความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสามและวรรคท้าย กรณีมิใช่อายุความมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันถึงแก่ความตายของ ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/23 ทั้งนี้เพราะการที่จะอยู่ภายใต้บังคับอายุความในมาตราดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนที่ ร. ถึงแก่ความตายจะครบกำหนดภายใน 1 ปี นับแต่ ร. ถึงแก่ความตายเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม และวรรคท้าย

การจะวินิจฉัยปัญหาว่าคดีโจทก์ถ้าขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม และวรรคท้ายหรือไม่ จะต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเสียก่อนว่าโจทก์ได้ทราบเรื่อง ร. ถึงแก่ความตายเมื่อใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แต่อย่างใด ทั้งคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง 31,056.50 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงใด ๆ ของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3) ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๓๑,๐๕๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๒๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐,๒๑๖.๓๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เคยเป็นสามีนางรัตนา สิงห์ปัน แต่จดทะเบียนหย่ากันเมื่อปี ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นางรัตนากู้เงินโจทก์วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๓ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อล่วงเลยเวลากว่า ๑๗ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของนางรัตนาผู้ตาย จึงไม่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรจำเลยที่ ๑ กับนางรัตนา สิงห์ปัน เมื่อนางรัตนาถึงแก่ความตายไม่มีทรัพย์มรดกใด ๆ ตกทอดแก่จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ขาดอายุ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้น ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๓ นางรัตนา สิงห์ปัน กู้เงินไปจากโจทก์ สาขาเชียงราย จำนวน ๑๓,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกัน นางรัตนาชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๑ จำนวน ๖๐๐ บาท และยังคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๓๒ นางรัตนาถึงแก่ความตาย โจทก์นำคดีมาฟ้อง วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ เห็นว่าในสัญญากู้เงินมีข้อตกลงว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญานี้เมื่อผู้ให้กู้เรียกร้องมิได้มี ข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้ไว้ให้ปรากฏ จึงต้องฟังว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๓ วรรคหนึ่ง อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดไปคือ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๒๓ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๑๒ และกฎหมายมิได้บัญญัติกำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้นางรัตนาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลา ๑๐ ปี เมื่อนางรัตนานำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๑ การกระทำดังกล่าวจึงฟังได้ว่า นางรัตนา ได้ยอมรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ในวันถัดจากวันที่ได้มีการชำระหนี้คือ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ และจะครบกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง มาตรา ๑๙๓/๕ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคสอง อย่างไรก็ตามเมื่อนางรัตนา ถึงแก่ความตายวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๓๒ โจทก์จะอ้างอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวอีกหาได้ไม่ เนื่องจากโจทก์จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางรัตนา ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑๐ ปี นับแต่นางรัตนาถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม และวรรคท้าย กรณีมิใช่ อายุความมีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันถึงแก่ความตายของนางรัตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๓ ทั้งนี้เพราะการที่จะอยู่ภายใต้บังคับอายุความในมาตราดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนที่นางรัตนาถึงแก่ความตายจะครบกำหนดภายใน ๑ ปี นับแต่นางรัตนาถึงแก่ความตายเท่านั้น จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเสียก่อนว่าโจทก์ได้ทราบเรื่องนางรัตนาถึงแก่ความตายตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ แต่อย่างใด ทั้งคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง ๓๑,๐๕๖.๕๐ บาท การวินิจฉัย ข้อเท็จจริงใด ๆ ของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๐ (๓) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ ๑๘๗.๕๐ บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/23 ม. 1754 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 240 (3) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชาติ สิงห์ปัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายรุ่งโรจน์ จันละ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2545
#44735
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงมีหนังสือทวงให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องแล้วนำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อ จึงมาฟ้องเรียกราคารถยนต์ในส่วนที่ขาดจากจำเลยทั้งสองอีก กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) เพราะฟ้องโจทก์คดีก่อนไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเนื่องจากถอนฟ้องไปแล้ว และเมื่อพิจารณาคดีก่อนที่โจทก์ถอนฟ้องไปแล้วศาลยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ประกอบกับคดีก่อนโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการประมูลขายรถยนต์พร้อมดอกเบี้ยอันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน คำขอบังคับในคดีทั้งสองจึงต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าเสื่อมราคาหรือค่าขาดราคาของรถยนต์ที่ประมูลขายได้ราคาน้อยกว่าราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นผลมาจากการเลิกสัญญาซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อกำหนดอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องถือเอาจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตั้งแต่ฟ้องคดี มิใช่คำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีซึ่งอาจจะไม่เต็มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ บี.เอ็ม.ดับบลิว 520 ไอหมายเลขทะเบียน ค - 0435 เชียงใหม่ จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา 840,000 บาท พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 58,800 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 4โจทก์จึงให้พนักงานติดตามจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โจทก์นำออกประมูลขายได้เป็นเงินเพียง 376,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคารถหลังจากหักส่วนลดให้แล้วเป็นเงิน 352,350 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 352,350 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มิได้มีกรรมการตามฟ้อง มิได้มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าซื้อหรือประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์ ปัจจุบันโจทก์ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศปิดกิจการถาวรแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา 840,000 บาท กำหนดชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 35,000 บาท จริง แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องแก่โจทก์จึงไม่ต้องชำระ รถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพไม่เหมาะสมกับการใช้งานตามคำพรรณาของโจทก์ จำเลยทั้งสองขอส่งมอบคืนหลายครั้งแต่โจทก์เพิกเฉย ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายและราคาของรถยนต์พิพาท ในที่สุดโจทก์ตกลงยอมรับรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลยทั้งสองในวันที่ 13 มีนาคม 2540 โดยมิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย หรือส่วนขาดราคารถยนต์พิพาทอีกต่อไปและโจทก์ขอถอนฟ้องไปแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำซ้อนกับคดีดังกล่าว รถยนต์พิพาทมีราคาเงินสดจำนวน 984,000 บาท โจทก์ชำระราคาครั้งแรกเป็นเงิน 284,000 บาท โจทก์ลงทุนเพียง700,000 บาท ราคาเช่าซื้อส่วนที่เกินเงินลงทุน 140,000 บาท คือดอกเบี้ยที่โจทก์คิดอัตราร้อยละ 10 เป็นเวลา 24 เดือน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เป็นเงิน 142,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 426,000 บาท ราคารถยนต์พิพาทที่แท้จริงคงเหลือ 558,000 บาท รถยนต์พิพาทหากโจทก์ขายโดยสุจริต มีราคาไม่น้อยกว่า 600,000 บาท รถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์เก่าการที่ขายได้ราคาต่ำกว่าปกติเนื่องจากสภาพของตัวทรัพย์ มิใช่การใช้งานโดยขาดความระมัดระวัง และขาดการบำรุงรักษาแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องราคารถส่วนที่ขาดอยู่จากจำเลยทั้งสอง หากจะขาดราคาก็ไม่เกิน 182,000 บาท โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในเงินส่วนที่ขาดอันเนื่องจากการเช่าซื้อตามสัญญาภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 และโจทก์ไม่มีอำนาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะจำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงว่าจะชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 280,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อ บี.เอ็ม.ดับบลิว หมายเลขทะเบียน ค - 0435 เชียงใหม่ ไปจากโจทก์ในราคา840,000 บาท พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 เป็นเงิน 58,800 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 24 งวด งวดละเดือน เดือนละ 37,450 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์บางส่วนแล้วไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องต่อมาโจทก์นำรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อออกประมูลขายได้ราคา 376,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีก่อน ต้องได้ความว่าคดีก่อนของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแล้วโจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น จึงเป็นอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายชัชวาลย์ แต้ประจิตร พยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องคดีดังกล่าวไป ต่อมาโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายแล้วจึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ดังนั้น คดีก่อนของโจทก์จึงไม่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแล้วเพราะเหตุโจทก์ถอนฟ้องดังกล่าว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงหาเป็นฟ้องซ้อนไม่ สำหรับเรื่องฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนศาลชั้นต้นจึงยังไม่ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี อีกทั้งคดีก่อนโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์แล้ว โจทก์นำออกประมูลขายได้เงินเพียง 376,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาเป็นเงิน 352,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยเห็นว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีก่อนและถอนฟ้องคดีดังกล่าวไป คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามฟ้องคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับของโจทก์ในคดีก่อนฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าเงินลงทุนเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์อันเนื่องมาจากการเก็บรักษาของโจทก์ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากได้มีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน การฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจึงสืบเนื่องจากความชำรุดบกพร่องของตัวทรัพย์มีอายุความ 6 เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ประมูลขายรถยนต์ที่เช่าซื้อไปได้ราคาไม่ครบจำนวนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อจนชำรุดเสียหาย ทำให้โจทก์ขายได้ราคาเพียง 376,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจำนวน 352,350 บาท ซึ่งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาในฟ้องก็คือค่าเสื่อมราคาหรือค่าขาดราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ประมูลขายได้น้อยกว่าราคาเช่าซื้อที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 11. นั่นเอง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ใช่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อเนื่องจากการใช้ของจำเลยที่ 1 ดังที่ฎีกาแต่อย่างใด การฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้เป็นผลมาจากการเลิกสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่อายุความ 6 เดือน ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.12 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าเสื่อมราคาหรือค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดจากการประมูลขายรถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน 352,350 บาท ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 11 ค. กำหนดว่า "ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี... ในกรณีดังกล่าวผู้เช่าซื้อยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระแล้ว ทั้งหมดเป็นของเจ้าของโดยผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกร้องคืน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วโดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าซื้อเอง ถ้าไม่ส่งคืนก็ให้ถือว่าครอบครองโดยไม่ชอบ... และผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อที่ติดค้าง หรือใช้ค่าเสียหายที่เจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินนั้นให้เช่า... ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญานี้กับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะชดใช้ให้เจ้าของจนครบถ้วน" ข้อสัญญาดังกล่าวนี้ใช้บังคับได้ โดยมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับในกรณีที่โจทก์เรียกร้องราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาสำหรับเบี้ยปรับนั้นหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ เนื่องจากราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นการคิดราคาที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนรวมกับค่าเช่าแต่ละเดือนด้วย และการใช้รถยนต์จะต้องมีการเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ทั้งคดีรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ประมูลขายรถยนต์ดังกล่าวไปในราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าควรขายได้ในราคา600,000 บาท และเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่ดูแลรักษาให้รถยนต์อยู่ในสภาพดีจึงขายได้ราคาต่ำดังกล่าวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 280,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 พฤศจิกายน 2540) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่าค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนโจทก์นั้นสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า อัตราค่าทนายความตามมาตรา 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้ศาลพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้น ตามอัตราขั้นต่ำและอัตราขั้นสูงแห่งทุนทรัพย์หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ ดังที่ระบุไว้ กรณีนี้ทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยจำนวน 352,350 บาท อัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นตามตาราง 6 ที่กำหนดค่าทนายความให้คือร้อยละ 5 ของจำนวนทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนโจทก์จำนวน 15,000 บาท จึงไม่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอัตราร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ดังกล่าว แม้โจทก์จะมิได้ชนะคดีเต็มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องก็ตาม แต่การคำนวณทุนทรัพย์ต้องถือจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตั้งแต่ฟ้องคดี มิใช่คำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ฉะนั้น ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดดังกล่าวจึงไม่นับว่าสูงเกินสมควรฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 391 ม. 572 ม. 691
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173 ม. ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนไทยธำรง จำกัด
จำเลย — บริษัท โรงพยาบาลเซ็นทรัลเชียงใหม่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2655/2545
#44734
เปิดฉบับเต็ม

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยทำซ้ำทั้งสองครั้งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชุดเดียวกันและทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นแบบแม่พิมพ์ 21 แผ่น ก็เพื่อเป็นต้นแบบของการผลิตซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น 94,404 แผ่น ออกจำหน่ายเพื่อประสงค์ในทางการค้าเช่นเดียวกัน จึงมีเจตนาเดียวกัน การทำซ้ำทั้งสองครั้งดังกล่าวจึงเป็นการกระทำไม่ต่างกัน ถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวกัน และเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกันตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 30(1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมดังนี้ จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (แผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น) ของบริษัทโซนี่คอมพิวเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ อิงค์ จำกัด ผู้เสียหายโดยจำเลยนำแผ่นโลหะต้นแบบแม่พิมพ์ (แสตมป์เปอร์) ของผู้เสียหายไปทำซ้ำเป็นแม่พิมพ์สำหรับเครื่องจักรในการผลิตแผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น จำนวน 21 แผ่น หลังจากนั้น จำเลยได้ใช้เครื่องผลิตแผ่นซีดีและแผ่นแม่แบบซีดี (แสตมป์เปอร์) ที่จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายดังกล่าว เครื่องพิมพ์สี และแผ่นสกรีนทำการผลิตแผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่นอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายขึ้นมา จำนวน 94,404 แผ่น นอกจากนี้จำเลยได้มีไว้ซึ่งแผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น จำนวน 94,404 แผ่น และแผ่นแม่พิมพ์ซีดี (แสตมป์เปอร์) จำนวน 21 แผ่น ที่จำเลยได้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายดังกล่าว เพื่อขาย เสนอขายและมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซีดีเกมส์โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่บ้านเลขที่ 3601/119 หมู่บ้านศรีรัชดา แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร และมิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดแผ่นแม่พิมพ์ซีดี (แสตมป์เปอร์) ชื่อโปรแกรมเมอร์ทูลล์จำนวน 21 แผ่น แผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น โปรแกรมเมอร์ทูลล์ จำนวน 94,404 แผ่นและแผ่นฟิลม์สำหรับทำแผ่นปกซีดีจำนวน 84 แผ่น เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 30, 31, 61, 69, 70,75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ให้แผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่นของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายและริบแผ่นโลหะแม่พิมพ์แผ่นซีดี (แสตมป์เปอร์) พร้อมแผ่นฟิลม์สำหรับทำปกซีดีของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 31, 69 วรรคสอง, 70วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 30(1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31(1)ประกอบด้วยมาตรา 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 มาตรา 6, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นแบบแม่พิมพ์ เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานทำซ้ำโดยการผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าจำคุก 2 ปีฐานมีไว้ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า จำคุก 1 ปี ฐานประกอบกิจการให้เช่าวัสดุโทรทัศน์โดยมิได้รับอนุญาต ปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกพิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นแหล่งผลิต เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นอันเป็นบ่อเกิดของการละเมิดลิขสิทธิ์อื่น ๆ โดยเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก ถือเป็นพฤติการณ์การกระทำความผิดที่ร้ายแรงจึงให้ลงโทษสถานหนักสำหรับโทษปรับหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่นของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องข้อ 2 จำนวน 94,404 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ริบแผ่นโลหะแม่พิมพ์แผ่นซีดี (แสตมป์เปอร์) จำนวน 21 แผ่น และแผ่นฟิล์มสำหรับทำปกซีดีจำนวน 84 แผ่น ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นแบบแม่พิมพ์ (แสตมป์เปอร์) เป็นการกระทำต่างกรรมกับการทำซ้ำโดยการผลิตแผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่นนั้น เห็นว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยทำซ้ำทั้งสองครั้งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชุดเดียวกันและการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นแบบแม่พิมพ์ 21 แผ่น ก็เพื่อเป็นต้นแบบของการผลิตซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น 94,404 แผ่น ออกจำหน่ายเพื่อประสงค์ในทางการค้าเช่นเดียวกัน จึงมีเจตนาเดียวกัน การทำซ้ำทั้งสองครั้งดังกล่าวจึงเป็นการกระทำไม่ต่างกันถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวกัน และเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทเดียวกันตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 30(1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงเห็นควรแก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 30(1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วเป็นจำคุก 1 ปี6 เดือน ปรับ 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สันติ ทองชูนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2655/2545
#99342
เปิดฉบับเต็ม

การทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นแบบแม่พิมพ์ (แสตมป์เปอร์) 21 แผ่น เพื่อเป็นต้นแบบของการผลิตแผ่นซีดีเกมส์เพลย์สเตชั่น 94 , 404 แผ่น ออกจำหน่ายเพื่อประสงค์ในทางการค้า ซึ่งการทำซ้ำทั้งสองครั้งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชุดเดียวกันจึงมีเจตนาเดียวกัน การทำซ้ำทั้งสองครั้งดังกล่าวจึงเป็นการกระทำไม่ต่างกัน ถือเป็นความผิดกรรมเดียวกันและผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสันติ ทองชูนิตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา