คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2632 -ที่ 2654/2545
#99281
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานก่อนวันจ่ายเงินเดือนทางราชการ 1 วัน ตามคำสั่ง เรื่อง ระเบียบการจ่ายเงินเดือนพนักงานธนาคารออมสิน ต่อมาจำเลยมีคำสั่งใหม่ ยกเลิกคำสั่งเดิมและกำหนดให้จ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานในวันที่ 25 ของทุกเดือน เงินเดือนที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานในวันที่ 25 ของแต่ละเดือน จึงเป็นเงินเดือนค่าจ้างสำหรับเดือนนั้น ๆ ทั้งเดือน ไม่ใช่เงินเดือนค่าจ้างเพียงแค่วันที่ 25 ของแต่ละเดือน การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุของจำเลยที่กำหนดว่า "การเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งนี้ให้ขึ้นให้ในวันที่ 30 กันยายน ของปีที่พนักงานผู้นั้นครบเกษียณอายุ โดยให้อยู่ในเงื่อนไขที่จะไม่มีการจ่ายเงินเดือนที่เพิ่มให้ และให้นำไปใช้เฉพาะการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น" มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานของจำเลยที่ต้องเกษียณอายุได้รับการพิจารณาความดีความชอบในการเลื่อนขั้นเงินเดือนเพียงเพื่อประโยชน์ในอันที่จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญเพิ่มขึ้น โดยให้นำเงินเดือนที่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นแล้วมาเป็นเกณฑ์คำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น เงินที่ได้รับหลังจาก เกษียณอายุแล้วเป็นการจ่ายตอบแทนความชอบที่ได้ปฏิบัติงานมาจนครบเกษียณอายุ ถือไม่ได้ว่าเป็นเงินเดือนค่าจ้าง เพราะมิใช่จ่ายเป็นการตอบแทนการทำงาน การที่โจทก์ฟ้องโดยถือเอาอัตราเงินเดือนที่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน ในปีที่ครบเกษียณอายุ มาคำนวณเป็นเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานจึงไม่ถูกต้อง โดยต้องคิดคำนวณจากอัตราเงินเดือนที่ได้รับจริงเมื่อวันที่ 25 กันยายน ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๒๓ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตอบแทนความชอบในการทำงานส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามตามจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ สำหรับโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ และนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ สำหรับโจทก์ที่ ๑๗ ถึงที่ ๒๓ จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งยี่สิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามเคยเป็นพนักงานของจำเลยและพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุ อัตราเงินเดือนที่จำเลยเพิ่มให้อีก ๑ ขั้น ณ วันที่ ๓๐ กันยายน นั้น มิได้มีการจ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์จริง แต่ประการใด ฉะนั้นเงินตอบแทนความชอบในการทำงานของโจทก์ทั้งยี่สิบสามที่จำเลยจ่ายให้โดยคำนวณจากอัตรา เงินเดือนสุดท้ายที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จริงในวันที่ ๒๕ กันยายน จำนวน ๑๘๐ วัน จึงถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์ทั้งยี่สิบสามตามความในระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๗ คือ เงินเดือนที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามในวันที่ ๒๕ กันยายน ของปีที่แต่ละคนเกษียณอายุ ไม่ใช่เงินเดือนที่จำเลย เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามคนละ ๑ ขั้น ในวันที่ ๓๐ กันยายน ตามคำสั่ง ๔๗/๒๕๒๓ จำเลยจึงจ่ายเงินตอบแทน ความชอบในการทำงานให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามถูกต้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามว่า เงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๗ ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามคือเงินเดือนที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามในวันที่ ๒๕ กันยายน ของปีที่โจทก์ แต่ละคนเกษียณอายุ หรือเงินเดือนที่จำเลยเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามคนละ ๑ ขั้น ในวันที่ ๓๐ กันยายน ตามคำสั่ง ๔๗/๒๕๒๓ เห็นว่า เดิมจำเลยจ่ายเงินเดือนพนักงานก่อนวันจ่ายเงินเดือนทางราชการ ๑ วัน ตามคำสั่งที่ ๔/๒๕๐๖ เรื่อง ระเบียบการจ่ายเงินเดือนพนักงานธนาคารออมสิน ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งดังกล่าวและกำหนดให้จ่ายเงินเดือนพนักงานในวันที่ ๒๕ ของทุกเดือน เงินเดือนที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานในวันที่ ๒๕ ของแต่ละเดือน จึงเป็นเงินเดือนค่าจ้างสำหรับเดือนนั้น ๆ ทั้งเดือน ไม่ใช่เงินเดือนค่าจ้างเพียงวันที่ ๒๕ ของแต่ละเดือน การที่จำเลยเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ โจทก์ทั้งยี่สิบสามคนละ ๑ ขั้น ตามคำสั่ง ๔๗/๒๕๒๓ เรื่อง การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุ เป็นการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่พนักงานในปีที่ครบเกษียณอายุเป็นกรณีพิเศษ และคำสั่งดังกล่าวกำหนดว่า "การเลื่อนขั้นเงินเดือนตามคำสั่งนี้ให้ขึ้นให้ในวันที่ ๓๐ กันยายน ของปีที่พนักงานผู้นั้นครบเกษียณอายุ โดยให้อยู่ในเงื่อนไขที่จะไม่มีการจ่ายเงินเดือนที่เพิ่มให้ และให้นำไปใช้เฉพาะการคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น" จึงเห็นได้ว่าคำสั่งของจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานของจำเลยที่ต้องเกษียณอายุได้รับการพิจารณาความดีความชอบในการเลื่อนขั้นเงินเดือนเพียงเพื่อประโยชน์ในอันที่จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญเท่านั้น เงินเดือนที่ได้เลื่อนจึงเป็นเพียงสิทธิ ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงิน จึงถือ ไม่ได้ว่าเป็นเงินเดือนค่าจ้าง เพราะคำว่า "เงินเดือนค่าจ้าง" ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๓ "หมายความว่า เงินหรือเงินและสิ่งของที่รัฐวิสาหกิจจ่ายให้แก่พนักงานเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน" ซึ่งคำว่า เงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จะนำมาคำนวณเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของ สิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๗ มุ่งหมายถึงเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่พนักงานรัฐวิสาหกิจได้รับตามความเป็นจริง ดังนั้น ตัวเลขของอัตราเงินเดือนที่จำเลยได้เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามแล้ว แต่ไม่ได้รับเงินจริง เพียงแต่นำไปใช้คำนวณบำเหน็จหรือบำนาญได้เมื่อเกษียณอายุเท่านั้นจึงไม่ใช่เงินเดือนค่าจ้างอัตรา สุดท้ายที่จะนำมาคำนวณเงินตอบแทนความชอบในการทำงาน ที่จำเลยจ่ายเงินตอบแทนความชอบในการทำงานให้ โจทก์ทั้งยี่สิบสามโดยคิดคำนวณจากอัตราเงินเดือนค่าจ้างที่ได้รับจริงเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ดังกล่าว จึงเป็นการจ่ายที่ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขจรศักดิ์ จิรสุวรรณพจน์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารออมสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2545
#99309
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาระบุว่า กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีโดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวแม้จะมีข้อความแตกต่างจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคแรก แต่กฎหมายบทนี้มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง 32,345 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศยี่ห้อฮิตาชิที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๒,๓๔๕ บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของราคาดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์บอกเลิกสัญญาขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ การเอาทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าซื้อโจทก์บวกดอกเบี้ยล่วงหน้า แล้ว การที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอีกนั้นเป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๑ บริษัทพี มูฟวิ่ง อินเตอร์ทรานสปอร์ต จำกัด ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องปรับอากาศ ราคา ๕๓,๘๙๒ บาท จากโจทก์ ชำระเงินวันทำสัญญา ๙,๙๐๐ บาท ที่เหลือผ่อนชำระภายในวันที่ ๒๐ ของทุกเดือน เดือนละงวด งวดละ ๑,๘๓๓ บาท รวม ๒๔ งวด เริ่มผ่อนชำระงวดแรกวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โดยจำเลยทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ๖ งวด จำนวน ๑๑,๖๔๗ บาท และผิดนัดไม่ชำระให้อีก โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามที่สัญญาระบุว่า กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แม้ข้อสัญญาดังกล่าวจะมีข้อความแตกต่างจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๔ วรรคแรก แต่กฎหมายบทนี้มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ ส่วนหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๒ ที่โจทก์มีไปถึงผู้เช่าซื้อนั้นก็เป็นการแสดงเจตนายืนยันว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าซื้อและให้โอกาสผู้เช่าซื้อชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่หรือนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ภายใน ๓ วันเท่านั้น หาทำให้สัญญาเช่าซื้อซึ่งเลิกไปแล้วกลับมีผลใช้บังคับกันได้อีกแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง ๓๒,๓๔๕ บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 574 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิยมพานิช จำกัด
จำเลย — นายธำรง ทะพิงค์แก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายจุมพล เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2545
#109428
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว

ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ขอให้ยกฟ้องคำขอส่วนที่เกินจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๖๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา ๓๒๘,๘๙๖ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ๔๘ งวด งวดละ ๖,๘๕๒ บาท ต่อเดือน งวดแรกชำระวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยจำเลยที่ ๒ เป็น ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าซื้อ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ ๑ และนำออกประมูลขายได้เงิน ๑๗๑,๐๒๘.๐๔ บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันแล้ว หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ข้อ ๑๐ มีข้อตกลงว่า "ในกรณีที่ ผู้เช่าซื้อ (ก) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน และปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของเจ้าของแล้ว แต่ผู้เช่าซื้อละเลยหรือเพิกเฉยเสียไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือนั้น หรือถ้ารถยนต์ประเภทอื่นผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งโดยเจ้าของไม่จำต้องบอกกล่าว ล่วงหน้า หรือ? เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ทันที?" เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ ไซโคลน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อเบิกความว่า เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาเพื่อใช้ประกอบการค้าขายผักและผลไม้ ดังนั้น รถยนต์ที่เช่าซื้อจึงไม่ใช่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน หากแต่เป็นรถยนต์ประเภทอื่น ซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ ๑ รับกันว่า จำเลยที่ ๑ ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม ๔ งวดเศษ หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย ถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าเพื่อให้นำค่าเช่าซื้อที่ค้างมาชำระก่อน คดีนี้แม้จะให้รับฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิก สัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ ๑ ณ ที่อยู่แห่งอื่นที่มิใช่ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดย ไม่ชอบก็ตาม แต่ภายหลังนั้นปรากฏต่อมาว่าโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เพราะจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ ๕ เป็นต้นไป ถือได้ว่าการที่ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ทั้งนี้เพราะการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองที่อ้างเพียงว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 573 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายไพโรจน์ พรหมสุรินทร์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2545
#44733
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงแต่ให้การว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์หลอกลวงทำบิลรับของมาให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าดินลูกรัง โดยที่จำเลยไม่เคยรับดินลูกรังจากโจทก์เท่านั้น มิได้กล่าวอ้างถึงข้อที่ว่า โจทก์ส่งดินลูกรังให้จำเลยไม่ครบถ้วน จำเลยจึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นประเด็นขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยทั้งสองสั่งซื้อดินลูกรังจากโจทก์โดยผ่านการติดต่อจากห้างหุ้นส่วนจำกัดนุตจรัสก่อสร้าง จำเลยทั้งสองได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 100,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเป็นเช็คธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะลงวันที่ 5 เมษายน 2539 จำนวนเงิน 444,963 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน โจทก์นำเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 444,963 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1มิได้กระทำในฐานะส่วนตัว จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์หลอกลวงทำบิลรับของมาให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าดินลูกรัง โดยที่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับดินลูกรังจากโจทก์ เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 444,963 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์จัดส่งดินลูกรังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทขึ้นเป็นประเด็นมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงต้องรับวินิจฉัยให้นั้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองเพียงแต่ให้การต่อสู้คดีไว้ว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์หลอกลวงทำบิลรับของมาให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าดินลูกรังโดยที่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับดินลูกรังจากโจทก์เท่านั้น มิได้กล่าวอ้างถึงข้อที่ว่า โจทก์ส่งดินลูกรังให้จำเลยที่ 1 ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแต่อย่างไร กรณีจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นประเด็นขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทองหยิบ ฤทธิจันทร์
จำเลย — บริษัท ไจแอ็นท คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2545
#109419
เปิดฉบับเต็ม

การออกเช็คเพื่อค้ำประกันลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เป็นการออกเช็คโดยเจตนาจะให้ผูกพันและชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เมื่อลูกหนี้มีมูลหนี้ต่อเจ้าหนี้จริง ผู้ออกเช็คจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คต่อเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๔๔,๙๖๓ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๒ กระทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัว จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์หลอกลวงทำบิลรับของมาให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าดินลูกรัง โดยที่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับดินลูกรังจากโจทก์ เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๔๔,๙๖๓ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ. ๓ ให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๙ ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ. ๑๐ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในชั้นแรก จำเลยทั้งสองให้การรับว่า จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพราะถูกโจทก์หลอกลวงให้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าดินลูกรังโดยที่ไม่เคยได้รับดินลูกรังจากโจทก์เลย แต่ในชั้นพิจารณา จำเลยที่ ๒ กลับเบิกความว่า จำเลยที่ ๑ ประมูลงานสร้างทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาได้แล้วว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด นุตจรัสก่อสร้างถมดินลูกรังตามสัญญาการจ้างเอกสารหมาย ล. ๑ เมื่อถมดินลูกรังไปได้บางส่วนแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวอ้างว่าไม่มีทุนซื้อดินลูกรังต่อ จึงได้ขอให้จำเลยที่ ๑ ออกเช็คค้ำประกันให้แก่ผู้ขายดินลูกรัง จำเลยที่ ๑ ก็ออกเช็คพิพาทให้ไป ต่อมาจำเลยที่ ๑ ทราบว่า มีการสั่งดินลูกรังมากผิดปกติจึงแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด นุตจรัสก่อสร้างทราบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นุตจรัสก่อสร้างก็แจ้งว่าจะนำเช็คพิพาทมาคืนจำเลยที่ ๑ ทั้งนี้ โดยที่จำเลยที่ ๑ ไม่เคยว่าจ้างหรือซื้อดินลูกรังจากโจทก์ ฉะนั้น คำเบิกความของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้แล้วตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๒ ซึ่งเป็นเอกสารของจำเลยที่ ๑ เอง นอกจากจะมีข้อความระบุว่า จ่ายเงินให้แก่โจทก์แล้วยังมีข้อความว่า จ่ายค่าดินลูกรังแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด นุตจรัสก่อสร้างด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบัญชีงวดงานงวดที่ ๑๐ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นุตจรัสก่อสร้าง (บริษัทไจแอ็นทชำระแทน) เอกสารหมาย ล. ๒ ก็มีรายการจ่ายค่าดินลูกรังให้แก่โจทก์หลายครั้ง ซึ่งก็สอดคล้องกับคำพยานโจทก์ที่ว่าในช่วงหลังห้างหุ้นส่วนจำกัด นุตจรัสก่อสร้างให้โจทก์นำดินลูกรังไปส่งให้กับจำเลยที่ ๑ โดยตรง เพื่อจะได้รับเงินสดเร็วขึ้น กรณีจึงมีเหตุผลน่าเชื่ออย่างยิ่งว่า จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ใช่ค้ำประกันหนี้ดังที่จำเลยที่ ๑ อ้าง อนึ่ง แม้จะเป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันหนี้ดังที่จำเลยที่ ๑ อ้างก็ไม่พ้นความรับผิดเพราะการออกเช็คเพื่อค้ำประกันลูกหนี้ให้โจทก์ก็เป็นการออกเช็คโดยเจตนาจะให้ผูกพันและชำระหนี้ได้ตามกฎหมายโดยลูกหนี้มีมูลหนี้ต่อโจทก์จริง จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อไปอีกว่า จำเลยที่ ๑ ได้ยกข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์จัดส่งดินลูกรังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทขึ้นเป็นประเด็นมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงต้องรับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองเพียงแต่ให้การต่อสู้คดีไว้ว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์หลอกลวงทำบิลรับของมาให้จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าดินลูกรัง โดยที่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับดินลูกรังจากโจทก์เท่านั้น มิได้กล่าวอ้างถึงข้อที่ว่า โจทก์ส่งดินลูกรังให้จำเลยที่ ๑ ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแต่อย่างไร กรณีจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นประเด็นขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.

(ไพศาล เจริญวุฒิ - ศิริชัย สวัสดิ์มงคล - สมชาย จุลนิติ์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองหยิบ ฤทธิ์จันทร์
จำเลย — บริษัทไจแอ็นท คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2545
#44147
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมีหน้าที่ทำงานในวันทำงานและเวลาทำงานปกติตามที่จำเลยมอบหมาย แม้โจทก์จะยื่นใบลาต่อจำเลยขออนุญาตหยุดงานในวันที่ 9 ถึง11 ตุลาคม 2543 แต่เมื่อจำเลยไม่อนุญาตโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องมาทำงานในวันและเวลาทำงานดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่มาทำงาน แต่กลับเดินทางไปประเทศกัมพูชา เพื่อหาช่องทางทำธุรกิจซึ่งเป็นเหตุส่วนตัวของโจทก์ จึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(5) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2538 ตำแหน่งผู้จัดการโครงการ ได้ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 37,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 จำเลยยังไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 444,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 60,433.33 บาท ค่าเสียหายจำนวน 444,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จค่าจ้างค้างจำนวน 3,699.99 บาท และค่าชดเชยจำนวน 222,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2543 โจทก์ยื่นหนังสือขอลาพักร้อนตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 14 ตุลาคม 2543 ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ลูกจ้างจะหยุดงานได้เมื่อผู้บังคับบัญชาอนุญาต เนื่องจากช่วงระยะเวลาดังกล่าว จำเลยมีงานเร่งด่วนจึงไม่อนุญาตให้โจทก์หยุดงาน แต่ให้หยุดหลังจากนั้นซึ่งโจทก์รับทราบแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 โจทก์ขาดงานเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้จำเลยทราบเป็นการละทิ้งหน้าที่จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้าง โจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและค่าเสียหาย ส่วนค่าจ้างระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2538 ตำแหน่งผู้จัดการโครงการ มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบงานด้านก่อสร้างให้จำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 37,000 บาท โจทก์ขาดงานตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 โดยเดินทางไปประเทศกัมพูชาจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ กรณีมีเหตุสมควรให้เลิกจ้างโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 แต่การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เดินทางไปประเทศกัมพูชาเนื่องจากงานของโจทก์ใกล้จะหมดแล้ว และโจทก์เตรียมตัวจะออกจากงานจึงมีความจำเป็นเพื่อหาช่องทางทำธุรกิจและไม่อาจเลื่อนการเดินทางได้แม้จำเลยจะไม่อนุญาตให้โจทก์ลาแต่ก็ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยมีเหตุอันสมควรโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 222,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานเพื่อหาช่องทางทำธุรกิจของโจทก์เอง เนื่องจากโจทก์เตรียมตัวจะออกจากงาน ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยมีเหตุสมควรหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยในวันทำงานและเวลาทำงานปกติตามที่จำเลยมอบหมาย แม้โจทก์จะยื่นใบลาต่อจำเลยขออนุญาตหยุดงานในวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 แต่เมื่อจำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์ลาโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องมาทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่มาทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานดังกล่าวแต่กลับเดินทางไปประเทศกัมพูชา เพื่อหาช่องทางทำธุรกิจ ซึ่งเป็นเหตุส่วนตัวของโจทก์ จึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(5)จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องในส่วนค่าชดเชยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชูชัย เจริญรัตนวงศ์
จำเลย — บริษัท ภูมิภวัน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2545
#99288
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นใบลาขออนุญาตหยุดงานเป็นเวลา 4 วัน ติดต่อกัน แต่เมื่อจำเลยไม่อนุญาต โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องมาทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานปกติตามที่จำเลยมอบหมาย เมื่อโจทก์ไม่มาทำงานแต่กลับเดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อหาช่องทางทำธุรกิจซึ่งเป็นเหตุส่วนตัวของโจทก์ จึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 60,433.33 บาท ค่าเสียหายจำนวน 444,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ค่าจ้างค้างจำนวน 3,699.99 บาท และค่าชดเชยจำนวน 222,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2538 ตำแหน่งผู้จัดการโครงการ มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบงานด้านก่อสร้างให้จำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 37,000 บาท โจทก์ขาดงานตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 โดยเดินทางไปประเทศกัมพูชาจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ กรณีมีเหตุสมควรให้เลิกจ้างโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 แต่การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เดินทางไปประเทศกัมพูชาเนื่องจากงานของโจทก์ใกล้จะหมดแล้ว และโจทก์เตรียมตัวจะออกจากงานจึงมีความจำเป็นเพื่อหาช่องทางทำธุรกิจและไม่อาจเลื่อนการเดินทางได้ แม้จำเลยจะไม่อนุญาตให้โจทก์ลา แต่ก็ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยมีเหตุอันสมควรโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 222,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยมีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยในวันทำงานและเวลาทำงานปกติตามที่จำเลยมอบหมาย แม้โจทก์จะยื่นใบลาต่อจำเลยขออนุญาตหยุดงานในวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2543 แต่เมื่อจำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์ลา โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องมาทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่มาทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานดังกล่าว แต่กลับเดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อหาช่องทางทำธุรกิจซึ่งเป็นเหตุส่วนตัวของโจทก์ จึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีก

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องในส่วนค่าชดเชยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชัย เจริญรัตนวงศ์
จำเลย — บริษัทภูมิภวัน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2601/2545
#44146
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 อ้างคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยว่าโจทก์มีระเบียบในการเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้นหรือมีความรับผิดชอบสูงขึ้น เป็นการอ้างเพื่อให้ศาลรับฟังว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในสัญญาค้ำประกันนั้นอยู่อีก จึงต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของบริษัทกลการ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 25พฤษภาคม 2525 บริษัทกลการ จำกัด เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการค้าในกลุ่มเดียวกันกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงกับบริษัทกลการ จำกัด ให้บริษัทกลการ จำกัด มีสิทธิแต่งตั้งโยกย้ายจำเลยที่ 1 ไปทำงานในบริษัทใด ๆ ในกลุ่มบริษัทที่ร่วมกันประกอบกิจการค้านี้ได้รวมทั้งโจทก์ด้วย เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 1 ได้โอนย้ายมาเป็นลูกจ้างของโจทก์ตามคำสั่งของบริษัทกลการ จำกัด โดยความยินยอมของโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2534จำเลยที่ 1 ได้ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลง จำเลยที่ 2 ที่ 3ทำสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายในการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อบริษัทกลการ จำกัด และบริษัทในกลุ่มเดียวกันกับโจทก์ที่บริษัทกลการ จำกัด มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ย้ายไปปฏิบัติงานด้วย ขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลงจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการประกอบกิจการของโจทก์ สาขาแกลง มีหน้าที่ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับลูกค้าและส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้า เก็บเงินค่ารถยนต์ที่ขายส่งมอบให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้กระทำความเสียหายแก่โจทก์หลายรายการ โดยเมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2535 ถึงเดือนมกราคม 2536จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกค้ารายนายจำรัส ควรหา เป็นค่ารถยนต์จำนวน 80,000 บาท เก็บเงินจากนายเกื้อกูล ดีประสงค์ เป็นค่ารถยนต์จำนวน 223,922 บาท เก็บเงินจากนายประมาณ พุทธวารินทร์ เป็นค่ารถยนต์จำนวน 215,000 บาท เก็บเงินจากนายไชยวัฒน์ โสตถิยาภัย เป็นค่ารถยนต์จำนวน 316,030 บาท รวมเป็นเงิน 834,952บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งเงินดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กลับเบียดบังยักยอกไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 1 ทำใบปล่อยรถยนต์โดยขออนุมัตินำรถยนต์เก๋งราคา 604,000 บาท ของโจทก์ออกจากบริษัทชั่วคราวเพื่อนำไปตกแต่งเครื่องเสียง จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติด้วยตนเอง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรถคันดังกล่าวคืนโจทก์ แต่กลับนำไปส่งมอบให้นางสาวระเบียบ รุ่งเรือง ใช้ประโยชน์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดระเบียบและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โจทก์ติดตามยึดรถคันดังกล่าว กลับคืนจากนางสาวระเบียบได้เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 รถยนต์มีลักษณะเสื่อมสภาพเนื่องจากการใช้งาน มีสภาพรอยถูกชน รอยบุบ ถูกขูดขีดรอบคัน ช่วงล่างเสียหาย สภาพภายในชำรุดและมีการใช้งานเป็นระยะทางประมาณ 43,000 กิโลเมตร โจทก์ไม่สามารถนำรถคันดังกล่าวออกขายได้ในราคาเดิม จึงขายไปตามสภาพได้ราคา 380,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 224,000 บาท รวมค่าเสียหาย ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น 1,058,952 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสามให้ชำระค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย516,130.30 บาท รวมเป็นเงิน 1,475,082.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,575,082.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,058,952 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขายให้แก่บริษัทกลการ จำกัด ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันให้โจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลง จำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดใช้ค่าเสียหาย เมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2535 ถึงเดือนมกราคม 2536 จำเลยที่ 1ไม่ได้เก็บเงินของลูกค้าจำนวน 834,952 บาท แล้วนำไปใช้ส่วนตัว เนื่องจากโจทก์มีขั้นตอนการตรวจสอบการเงินและการบัญชีของสาขาแกลงตลอดเวลา จำเลยที่ 1จึงไม่อาจกระทำผิดหรือทำละเมิดตามฟ้องโจทก์ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ออกไปชั่วคราวโดยโจทก์ทราบขั้นตอนดังกล่าวดีแล้วจากการตรวจสอบบัญชีสินค้าของโจทก์ทุกวันทุกสัปดาห์ การนำรถไปให้นางสาวระเบียบเกิดจากการตรวจสอบและเห็นชอบของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กระทำผิดระเบียบหรือผิดหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน1,058,952 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม2542) รวมแล้วต้องไม่เกิน 516,130.30 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใดโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่า แม้สัญญาค้ำประกันจะไม่ได้ระบุว่าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งใดก็ตาม แต่ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.5 ก็ระบุไว้ชัดว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน ทั้งทางนำสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยก็รับฟังข้อเท็จจริงว่า กรณีที่พนักงานเข้าทำงานครั้งแรกแล้วต่อมามีการเปลี่ยนตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือมีความรับผิดชอบสูงขึ้น จะต้องมีการเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการสาขามีหน้าที่และความรับผิดชอบสูงกว่าพนักงานขายอันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ได้รับทราบหรือให้ความยินยอมและไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันใหม่ศาลแรงงานกลางแปลความหมายตามสัญญาค้ำประกันว่าไม่มีการจำกัดความรับผิดไว้ในตำแหน่งพนักงานขายเพียงตำแหน่งเดียวและให้จำเลยที่ 2 และที่ 3รับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำในตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลง จึงเป็นการวินิจฉัยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน และแปลความหมายของสัญญาผิดไปจากเจตนารมณ์และระเบียบปฏิบัติของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหน้าที่การงานตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลงของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.6และ จ.7 จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันมิได้ระบุตำแหน่งงานใด ๆ ไว้ กรณีจึงต้องพิเคราะห์เพียงข้อความในสัญญาค้ำประกันนั้นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลงหรือไม่ เพียงใด ปรากฏว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามเอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมีข้อความเกี่ยวกับการจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทดลองงานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดเกี่ยวพันกับสัญญาค้ำประกันที่จะนำมาแปลความหมายในสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2และที่ 3 อ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเพื่อให้นำมาพิจารณาประกอบว่าตกลงค้ำประกันเฉพาะตำแหน่งพนักงานและเก็บเงิน จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างคำเบิกความพยานโจทก์และพยาน จำเลยว่าโจทก์มีระเบียบในการเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้นหรือมีความรับผิดชอบสูงขึ้นนั้นล้วนแต่เป็นการอ้างเพื่อให้ศาลรับฟังว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในสัญญาค้ำประกันนั้นอยู่อีก ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่อาจรับฟังดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามกลการ จำกัด
จำเลย — นาย เดชา เอี่ยวเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2601/2545
#99280
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันอ้างมีข้อความเกี่ยวกับการจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทดลองงานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดเกี่ยวพันกับสัญญาค้ำประกันที่จะนำมาแปลความหมายในสัญญาค้ำประกันได้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเพื่อให้นำมาพิจารณาประกอบสัญญาค้ำประกัน หรืออ้างคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยว่าจำเลยมีระเบียบในการเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้นหรือมีความรับผิดชอบสูงขึ้น ล้วนแต่เป็นการอ้างเพื่อให้ศาลรับฟังว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในสัญญา ค้ำประกันอีก ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,575,082.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,058,952 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 1,058,952 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2542) รวมแล้วต้องไม่เกิน 516,130.30 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันมิได้ระบุตำแหน่งงานใด ๆ ไว้ กรณีจึงต้องพิเคราะห์เพียงข้อความในสัญญาค้ำประกันนั้นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาแกลงหรือไม่ เพียงใด ปรากฏว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมีข้อความเกี่ยวกับการจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทดลองงานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดเกี่ยวพันกับสัญญาค้ำประกันที่จะนำมาแปลความหมายในสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเพื่อให้นำมาพิจารณาประกอบสัญญาค้ำประกันอ้างคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยว่าจำเลยมีระเบียบในการเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้นหรือมีความรับผิดชอบสูงขึ้นนั้น ล้วนแต่เป็นการอ้างเพื่อให้ศาลรับฟังว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในสัญญาค้ำประกันนั้นอยู่อีก ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่อาจรับฟังดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามกลการ จำกัด
จำเลย — นายเดชา เอี่ยวเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (ชลบุรี) — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2596/2545
#45686
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีว่า ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์ เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา คืนแก่โจทก์ กับขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินจำนวน 1 ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์ คำขอท้ายฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้คืนที่ดินตาม น.ส.3เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งแปลงเพียงแต่เหตุแห่งการเพิกถอนต่างกันเท่านั้น ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 และโอนที่ดินทั้งแปลงคืนแก่โจทก์ จึงไม่เกินคำขอ

เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้เพิกถอนการให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่คดีนี้ปรากฏว่า โจทก์มิได้ยกที่ดินให้จำเลยทั้งแปลง คดีจึงยังมีประเด็นว่า โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยเนื้อที่เท่าใดซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ได้พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินทั้งแปลง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมิได้ตัดสินตามข้อหาทุกข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) อำนาจที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่นี้เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ ศาลอุทธรณ์ก็สามารถวินิจฉัยคดีได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา โจทก์ยกที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ ให้จำเลย โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตด้วยการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์มอบอำนาจโอนที่ดินทั้งแปลงเป็นของจำเลย วันที่ 5 เมษายน 2539 โจทก์ว่าจ้างคนงานให้ตัดต้นเงาะในที่ดินของโจทก์ จำเลยโต้แย้งและด่าโจทก์ เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงและเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 และจดทะเบียนโอนสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่ 3 ไร่1 งาน 81 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินจำนวน 1 ไร่กลับคืนเป็นของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ยกที่ดินให้แก่จำเลยและนางปราณี บุญช่วยคนละครึ่ง จำเลยได้ครอบครองมา 11 ปีเศษ ส่วนการโอนที่ดินจำเลยได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อความในหนังสือมอบอำนาจตามเจตนารมณ์ของโจทก์ซึ่งให้นิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อจำเลยทั้งแปลงไว้ก่อนเพื่อรอแบ่งแยกโอนให้แก่นางปราณีในภายหลัง แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการวันที่ 5 เมษายน 2539 มีคนเข้าไปโคนต้นเงาะ จำเลยไม่ทราบว่าเป็นใครจึงเข้าไปทักท้วงต่อว่าบุคคลดังกล่าว จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 และโอนคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 123 ดังกล่าว เนื้อที่ 1 ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย คดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาเกินคำขอหรือไม่ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีว่าให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 และจดทะเบียนโอนสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์ เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา คืนแก่โจทก์หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กลับขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินจำนวน 1 ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์ตามเดิม คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้คืนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งแปลงเพียงแต่เหตุแห่งการเพิกถอนต่างกันเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 123 และโอนที่ดินทั้งแปลงคืนแก่โจทก์ จึงไม่เกินคำขอแต่ประการใด ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาเกินคำขอเนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยประพฤติเนรคุณเท่านั้นส่วนประเด็นที่ว่าโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยเนื้อที่เท่าใดศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนทั้งแปลงโดยไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินที่เหลือจากการให้เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวาเป็นการโอนโดยไม่ชอบและโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ด้วยเป็นการไม่ชอบ ด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้เพิกถอนการให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มิได้ยกที่ดินให้จำเลยทั้งแปลงคดีจึงยังมีประเด็นว่าโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยเนื้อที่เท่าใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ได้พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของโจทก์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ได้ตัดสินตามข้อหาทุกข้อตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีอำนาจที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) อำนาจที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่นี้ เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หากศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีด้วยความเที่ยงธรรมได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้เสียเวลา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็สามารถวินิจฉัยคดีไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1) ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายว่อง บุญช่วย
จำเลย — นายขอม บุญช่วย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2596/2545
#99789
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีว่า ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์ เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา คืนแก่โจทก์ กับขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินจำนวน 1 ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์ คำขอท้ายฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลบังคับจำลยให้คืนที่ดินตาม น.ส.3 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งแปลงเพียงแต่เหตุแห่งการเพิกถอนต่างกันเท่านั้น ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 และโอนที่ดินทั้งแปลงคืนแก่โจทก์ จึงไม่เกินคำขอ

เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้เพิกถอนการให้ได้ตามป.พ.พ มาตรา 531 แต่คดีนี้ปรากฏว่า โจทก์มิได้ยกที่ดินให้จำเลยทั้งแปลง คดีจึงยังมีประเด็นว่า โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยเนี้อที่เท่าใดซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ได้พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินทั้งแปลง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมิได้ตัดสินตามข้อหาทุกข้อตาม ป.วิ.พ มาตรา 142 วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นให้พิพากษาใหม่ตามป.วิ.พ มาตรา 243(1) อำนาจที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่นี้เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ ศาลอุทธรณ์ก็สามารถวินิจฉัยคดีได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวาโจทก์ยกที่ดิน เนื้อที่ ๑ ไร่ ให้จำเลย โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยกระทำการโดยไม่สุจริตด้วยการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์มอบอำนาจโอนที่ดินทั้งแปลงเป็นของจำเลย วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๙ โจทก์ว่าจ้างคนงานให้ตัดต้นเงาะในที่ดินของโจทก์ จำเลยโต้แย้งและด่าโจทก์ เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงและเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ และจดทะเบียนโอนสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินจำนวน ๑ ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ยกที่ดินให้แก่จำเลยและนางปราณี บุญช่วยคนละครึ่ง จำเลยได้ครอบครองมา ๑๑ ปีเศษ ส่วนการโอนที่ดินจำเลยได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อความในหนังสือมอบอำนาจตามเจตนารมณ์ของโจทก์ซึ่งให้ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อจำเลยทั้งแปลงไว้ก่อนเพื่อรอแบ่งแยกโอนให้แก่นางปราณีในภายหลัง แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๙ มีคนเข้าไปโคนต้นเงาะ จำเลยไม่ทราบว่าเป็นใครจึงเข้าไปทักท้วงต่อว่าบุคคลดังกล่าว จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ และโอนคืนให้แก่โจทก์ หากจำนวนไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา คือแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจนาของจำเลย และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๒๓ ดังกล่าว เนื้อที่ ๑ ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นศาลฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่งและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย คดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค๘ พิพากษาเกินคำขอหรือไม่ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีว่าให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ และจดทะเบียนโอนสิทธิเฉพาะส่วนของโจทก์ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กลับขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินจำนวน ๑ ไร่ กลับคืนเป็นของโจทก์ตามเดิม คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้คืนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา แก่โจทก์ทั้งแปลงเพียงแต่เหตุแห่งการเพิกถอนต่างกันเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๒๓ และโอนที่ดินทั้งแปลงคืนแก่โจทก์ จึงไม่เกินคำขอแต่ประการใด ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาเกินคำขอเนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยประพฤติเนรคุณเท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยเนื้อที่เท่าใดศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนทั้งแปลงโดยไม่ได้ วินิจฉัยว่าที่ดินที่เหลือจากการให้เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา เป็นการโอนโดยไม่ชอบและโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ด้วยเป็นการไม่ชอบ ด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้เพิกถอนการให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๑ แต่คดีนี้ปรากฎว่าโจทก์มิได้ยกที่ดินให้จำเลยทั้งแปลง คดีจึงยังมีประเด็นว่าโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยเนื้อที่เท่าใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ได้พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินทั้งแปลงตามคำขอของโจทก์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ได้ตัดสินตามข้อหาทุกข้อตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีอำนาจที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) อำนาจที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่นี้ เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หากศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เห็นว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีด้วยความเที่ยงธรรมได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้เสียเวลา ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ก็สามารถวินิจฉัยคดีไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายสมยศ เข็มทอง ผู้ตรวจ

นายสุมาศ อุดมจินดาสวัสดิ์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปสร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1) ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บุญช่วย — นายว่อง
บุญช่วย — นายขอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายพิสัณห์ ชมภูพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
นายสุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2545
#44732
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) และผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นบุคคลภายนอก จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามมาตรา 145(2) โดยไม่ต้องให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านไปตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี มีนายโมฮารซิงห์ มงกะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ผู้ร้องได้ครอบครองส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 2 งาน ตามอาณาเขตในแผนที่จำลองเอกสารท้ายคำร้องขอหมายเลข 2 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี 5 เดือน จึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือตามแผนที่จำลองเอกสารหมาย ร.2 เนื้อที่ 2 งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และคดีถึงที่สุด

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601ดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยปกปิดความจริงต่อศาลด้วยการแสดงสำเนาภาพถ่ายสารบัญการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เฉพาะส่วนที่นายโมฮารซิงห์ มงกะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทำให้ศาลไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ไม่มีโอกาสคัดค้าน ผู้คัดค้านเพิ่งทราบเรื่องเมื่อผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี หากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีจดทะเบียนสิทธิให้ผู้ร้องจะทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ขอเข้าเป็นคู่ความในคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำพยานหลักฐานเข้าสืบและซักค้านพยานผู้ร้องแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากผู้คัดค้านมีสิทธิในทรัพย์พิพาทอย่างไรหรือถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายประการใดก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านจะร้องขอเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ผู้ร้องย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) กรณีนี้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกจึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145(2) โดยไม่ต้องให้ผู้คัดค้านไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้ดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 145 ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ศรีเมือง เชื้อวงศ์
ผู้คัดค้าน — นาย เกรียงหรือเกรียงศักดิ์ กัลป์ตินันท์หรือแซ่อึ้ง
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2545
#99438
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

กรณีนี้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับว่า ที่โฉนดเลขที่ ๒๖๐๑ ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนทางด้านเหนือตามแผนที่จำลองเอกสารหมาย ร. ๒ เนื้อที่ ๒ งาน ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ และคดีถึงที่สุด

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๐๑ ดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยปกปิดความจริงต่อศาลด้วยการแสดงสำเนาภาพถ่ายสารบัญการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๐๑ เฉพาะส่วนที่นายโมฮารซิงห์ มงกะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทำให้ศาลไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ ไม่มีโอกาสคัดค้าน ผู้คัดค้านเพิ่งทราบเรื่องเมื่อผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไปขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี หากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีจดทะเบียนสิทธิให้ผู้ร้องจะทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ขอเข้าเป็นคู่ความในคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำพยานหลักฐานเข้าสืบและซักค้านพยานผู้ร้องแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากผู้คัดค้านมีสิทธิในทรัพย์พิพาทอย่างไรหรือถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายประการใดก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๖๐๑ ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิชอบที่จะร้องขอเข้ามาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) กรณีนี้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันผู้คัดค้าน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ (๒) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้ดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 145 (2)
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศรีเมือง เชื้อวงศ์
ผู้คัดค้าน — นายเกรียงหรือเกรียงศักดิ์ กัลป์ตินันท์หรือแซ่อึ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเอกรัฐ กะการดี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2545
#44731
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่อ้างเป็นเจ้าของต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ไม่ว่าในคดีนั้นจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถยนต์ตามคำร้องของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้วจึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งตามมาตรา 30 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัตินี้ ยังบัญญัติห้ามมิให้นำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 มาใช้บังคับด้วย ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างเหตุว่าไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดมาขอคืนรถยนต์ที่ศาลริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และโจทก์ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าหมายเลขตัวรถ 4 เอพี 036442 หมายเลขเครื่องยนต์ 4 เอพี 036442 จำนวน 1 คัน รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) บ - 0058 สุโขทัย จำนวน 1 คัน รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บ - 6816 กำแพงเพชร จำนวน 1 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลข 01 - 9715054 จำนวน 1 เครื่องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศหนังสือพิมพ์โดยชอบแล้ว

จำเลยที่ 2 และนางสาวลักษมี ดวงดาว ยื่นคำคัดค้านว่ารถจักรยานยนต์เป็นของนางสาวลักษมี ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของจำเลยที่ 2 ทรัพย์สินทั้งสองรายการไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ขอให้คืนทรัพย์สินทั้งสองรายการแก่บุคคลทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ริบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน(ป้ายแดง) ก - 0058 สุโขทัย จำนวน 1 คัน รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียนบ - 6816 กำแพงเพชร จำนวน 1 คัน ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 และมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ริบรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ให้คืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าหมายเลขตัวรถ 4 เอพี - 036442 หมายเลขเครื่องยนต์ 4 เอพี - 036442 จำนวน 1 คันแก่นางสาวลักษมีและคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลข 01 - 9715054 จำนวน1 เครื่องแก่จำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุดแล้ว

บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ก - 0058 สุโขทัย โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากยื่นพ้นระยะเวลาตามมาตรา 30 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2535

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีในกรณีเช่นนี้ มาตรา 30 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 บัญญัติว่า บุคคลที่อ้างเป็นเจ้าของต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ทั้งนี้ไม่ว่าในคดีดังกล่าวจะปรากฏตัวบุคคลซึ่งอาจเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องมายื่นคำร้องเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ก - 0058 สุโขทัย ตามคำร้องของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ทั้งตามมาตรา 30 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ยังบัญญัติห้ามมิให้นำมาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างเหตุว่าไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดมาขอคืนรถยนต์ดังกล่าวที่ศาลสั่งริบได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัท เงินทุเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ธงชัย ดวงดาว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2545
#45685
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องอ้างเหตุในคำขอให้พิจารณาใหม่ว่า นิติกรรมค้ำประกันของผู้ร้องตกเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30 ซึ่งจะตกเป็นโมฆะต่อเมื่อถูกบอกล้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีการบอกล้างข้ออ้างดังกล่าวจึงถือว่ามิได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคสอง คำขอให้พิจารณาใหม่จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน จำนวน133,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 เพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม2541 หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว หากจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การก็จะชนะคดีเพราะจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันขณะเป็นบุคคลวิกลจริตไม่รู้ผิดชอบและโจทก์ก็ทราบว่าจำเลยที่ 3 วิกลจริต สัญญาค้ำประกันจึงไม่มีผลผูกพัน ขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ทราบว่าถูกฟ้องมาแต่ต้น จึงไม่มีเหตุสมควรให้พิจารณาคดีใหม่ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 3ได้บรรยายโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลด้วยแล้ว จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง (เดิม) นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำขอให้พิจารณาใหม่นั้น เป็นการอ้างเหตุนิติกรรมค้ำประกันของจำเลยที่ 3 ตกเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30 ซึ่งจะตกเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อถูกบอกล้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่หาปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการบอกล้างไม่ ฉะนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงถือมิได้ว่าได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง ดังนั้น คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องโดยเหตุดังกล่าวมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 30 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 208 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย นีรุตม์ชัยหรือนิรุตม์ชัย คุวานเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2545
#44730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก ต. ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1 และบิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 การที่ ต. และผู้ร้องสอดที่ 1เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์และ ต. เคยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโจทก์รวมทั้งเคยเป็นกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้ ต. เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่ หาก ต. นำสินสมรสระหว่าง ต. กับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นของโจทก์ ต. คงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเท่านั้นการที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลยหากโจทก์ชนะคดี เงินค่าสินค้าที่จำเลยต้องชำระย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ต. หาได้มีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ จึงไม่ใช่เป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์มรดกของ ต. จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้อง ที่จะขอให้ศาลให้ความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายหนังกระบือ 14 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 183,236,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 138,292,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ โดยให้จำเลยนำเงินไปวางต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26668/2535 หากมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลในคดีดังกล่าวให้จำเลยไม่ต้องนำเงินไปวางต่อศาลไม่ว่ากรณีใด ให้จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลคดี เพราะเดิมผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็ม หล่อสกุลสินธ์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมา รายชื่อผู้ถือหุ้นรายอื่นเป็นเพียงเข้าชื่อร่วมให้ครบจำนวนบุคคลเพื่อให้สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลได้เท่านั้น ทรัพย์สินต่าง ๆ หรือสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าสินค้าอันมีต่อลูกค้าในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ต่างเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มร่วมกันทำมาหาได้และมีส่วนได้เสียร่วมกันอย่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น เดิมนายเต็มเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต่อมาได้ถูกบุคคลผู้มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจอยู่ในบริษัทโจทก์ปัจจุบันร่วมกันกระทำการโดยไม่ชอบ จนเข้ามามีชื่อถือหุ้นในบริษัทโจทก์แทนนายเต็ม และได้เปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารกิจการค้าในนามของโจทก์ไป จนนายเต็มไม่สามารถกระทำการหรือนิติกรรมใด ๆ ในนามของโจทก์ได้ นายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 จึงได้ฟ้องเพิกถอนการโอนหุ้นต่อศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ 26668/2535 โดยผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นโจทก์ โจทก์กับพวกเป็นจำเลย และนายเต็มเป็นผู้ร้องสอด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมานายเต็มได้ถึงแก่ความตาย หนี้ค่าสินค้าที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามฟ้อง แม้จะมีชื่อโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ค่าสินค้าก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าล้วนเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มทั้งสิ้น ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าในฐานะเป็นสินสมรสและเป็นทายาทของนายเต็ม ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็ม ในฐานะทายาทของนายเต็มคนละ 1 ใน 12 ส่วน จึงเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ดังกล่าว ขอยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นเงินจำนวน 98,952,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 7,634,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นเงินจำนวน 7,634,833 บาท

โจทก์แถลงคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาขอรับชำระหนี้ในนามส่วนตัว แต่หนี้ค่าสินค้าคดีนี้เป็นหนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ มิใช่เป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ร้องสอดทั้งสาม ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามไม่มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดี ให้ยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าสมควรรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2494 ดังนั้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายเต็ม หล่อสกุลสินธ์ ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1 บิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 แม้จะปรากฏว่า นายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์และนายเต็มเคยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโจทก์รวมทั้งเคยเป็นกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้นายเต็มเกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่ หากนายเต็มนำสินสมรสระหว่างนายเต็มกับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นของโจทก์ นายเต็มคงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์เท่านั้น คดีนี้โจทก์ในฐานะนิติบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลย หากโจทก์ชนะคดีเงินค่าสินค้าที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นายเต็มในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์หาได้มีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ เงินค่าสินค้าดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มเมื่อนายเต็มถึงแก่ความตายตามที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เข้าใจ กรณีตามคำร้องสอดถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะขอให้ศาลให้ความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล่อจิ้นเส็ง จำกัด
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง มณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก
จำเลย — องค์การฟอกหนัง
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2545
#45684
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก ต. ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1และเป็นบิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 แม้ว่า ต. กับผู้ร้องสอดที่ 1 จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์ และ ต. เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้ต. เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใดในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่ หาก ต. นำสินสมรสระหว่าง ต. กับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นโจทก์ ต. คงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์เท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลย หากโจทก์ชนะคดีเงินค่าสินค้าที่จำเลยชำระย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ต. ในฐานะผู้ถือหุ้นของโจทก์หามีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ เงินค่าสินค้าจึงไม่ใช่สินสมรสหรือเป็นมรดกของ ต. ผู้ร้องสอดทั้งสองมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้า จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะขอให้ศาลให้ความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายหนังกระบือ 14 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 183,236,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 138,292,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ โดยให้จำเลยนำเงินไปวางต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 26668/2535 หากมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลในคดีดังกล่าวให้จำเลยไม่ต้องนำเงินไปวางต่อศาลไม่ว่ากรณีใด ให้จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลคดี เพราะเดิมผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็ม หล่อสกุลสินธ์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมา รายชื่อผู้ถือหุ้นรายอื่นเป็นเพียงเข้าชื่อร่วมให้ครบจำนวนบุคคลเพื่อให้สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลได้เท่านั้น ทรัพย์สินต่าง ๆ หรือสิทธิเรียกร้องหนี้ค่าสินค้าอันมีต่อลูกค้าในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ต่างเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มร่วมกันทำมาหาได้และมีส่วนได้เสียร่วมกันอย่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น เดิมนายเต็มเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต่อมาได้ถูกบุคคลผู้มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจอยู่ในบริษัทโจทก์ปัจจุบันร่วมกันกระทำการโดยไม่ชอบ จนเข้ามามีชื่อถือหุ้นในบริษัทโจทก์แทนนายเต็ม และได้เปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารกิจการค้าในนามของโจทก์ไปจนนายเต็มไม่สามารถกระทำการหรือนิติกรรมใด ๆ ในนามของโจทก์ได้ นายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 จึงได้ฟ้องเพิกถอนการโอนหุ้นต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 26668/2535 โดยผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นโจทก์โจทก์กับพวกเป็นจำเลย และนายเต็มเป็นผู้ร้องสอด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมานายเต็มได้ถึงแก่ความตาย หนี้ค่าสินค้าที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามฟ้อง แม้จะมีชื่อโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ค่าสินค้าก็ตามแต่สิทธิเรียกร้องค่าสินค้าล้วนเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องสอดที่ 1 กับนายเต็มทั้งสิ้น ผู้ร้องสอดที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าฐานะเป็นสินสมรสและเป็นทายาทของนายเต็ม ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มในฐานะทายาทของนายเต็มคนละ 1 ใน 12 ส่วน จึงเห็นว่า เป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ดังกล่าว ขอยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นเงินจำนวน 98,952,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 7,634,833 บาท ชำระหนี้แก่ผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นเงินจำนวน7,634,833 บาท

โจทก์แถลงคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดเข้ามาขอรับชำระหนี้ในนามส่วนตัว แต่หนี้ค่าสินค้าคดีนี้เป็นหนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ มิใช่เป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ร้องสอดทั้งสาม ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามไม่มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีให้ยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าสมควรรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2494 ดังนั้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายเต็มหล่อสกุลสินธ์ ซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องสอดที่ 1 บิดาของผู้ร้องสอดที่ 2 แม้จะปรากฏว่านายเต็มและผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์และนายเต็มเคยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโจทก์รวมทั้งเคยเป็นกรรมการบริหารบริษัทโจทก์มาก่อน ก็หาก่อให้นายเต็มเกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ในทรัพย์สินหรือหนี้สินของโจทก์เป็นการส่วนตัวไม่หากนายเต็มนำสินสมรสระหว่างนายเต็มกับผู้ร้องสอดที่ 1 ไปลงทุนซื้อหุ้นของโจทก์นายเต็มคงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์เท่านั้น คดีนี้โจทก์ในฐานะนิติบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญาซื้อขายและฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าจากจำเลยตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลย หากโจทก์ชนะคดี เงินค่าสินค้าที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นายเต็มในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์หาได้มีสิทธิใด ๆ ในเงินค่าสินค้าดังกล่าวไม่ เงินค่าสินค้าดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์มรดกของนายเต็มเมื่อนายเต็มถึงแก่ความตาย ตามที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เข้าใจกรณีตามคำร้องสอดถือไม่ได้ว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้อง ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะขอให้ศาลให้ความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิเรียกร้องในเงินค่าสินค้าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1และที่ 2 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 66 ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล่อจิ้นเส็ง จำกัด
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง มณฑารัตน์ หล่อสกุลสินธ์ กับพวก
จำเลย — องค์การฟอกหนัง
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2576/2545
#110322
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสันนิษฐานของมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้ถือว่า ถ้ามีกัญชาไว้ในครอบครองปริมาณตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้หมายความว่า ถ้ามีไว้ในครอบครองปริมาณไม่ถึงสิบกิโลกรัม แม้จะจำหน่ายก็จะถือว่ามีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 102 และ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) จำคุก 4 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยยึดกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 9 แท่ง น้ำหนัก 8.149 กิโลกรัม เป็นของกลาง ก่อนจับกุมจำเลย พันตำรวจโทสมบัติ ชูชัยยะ และนายดาบตำรวจปราโมทย์ รุ่งเผ่าพันธ์ พยานโจทก์ทั้งสองสืบทราบว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายกัญชาที่บ้านพักของจำเลย ในวันที่ 9 เมษายน 2542 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 6 คน ได้ไปยังบ้านของจำเลย พบจำเลย จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและ แสดงหมายค้น ขอทำการตรวจค้น จำเลยยินยอมและนำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้าน ผลการตรวจค้นพบกัญชาแห้งอัดแท่งแต่ละแท่งห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสจำนวน 9 แท่ง น้ำหนัก 8 กิโลกรัมเศษ บรรจุอยู่ในถุงปุ๋ย ซุกซ่อนอยู่ที่ชั้นบนของบ้านลักษณะเป็นห้องใต้หลังคา สอบถามจำเลยยอมรับว่าเป็นกัญชาของจำเลย พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงร่วมกันจับกุมจำเลยโดยแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ มีความผิดฐานมีกัญชาแห้งจำนวน 9 แท่ง น้ำหนัก 8.149 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่ากัญชาของกลางมีไม่ถึง 10 กิโลกรัม จึงไม่เข้า ข้อสันนิษฐานของมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงไม่ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมายที่ให้ถือว่า ถ้ามีกัญชาไว้ในครอบครองมีปริมาณตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้บัญญัติว่าถ้ามีไว้ในครอบครองมีปริมาณไม่ถึงสิบกิโลกรัม แม้จะจำหน่ายก็จะฟังว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นางละเอียดหรือน้อย บุษยงค์หรือบุษบงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายทรงพล อยู่สำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธิวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2545
#99437
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ผู้ตายพูดกับ พ. พยานโจทก์นั้น ผู้ตายมีอาการล้มลุกคลุกคลานขอให้รีบนำส่งโรงพยาบาล และขณะพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดานั้น ผู้ตายมีใบหน้าสีดำคล้ำ หายใจโรย คว้ามือโจทก์ร่วมที่ 1 ไปบอกชื่อคนร้าย จากนั้นผู้ตายก็พูดไม่ได้และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แสดงว่าผู้ตายยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายในขณะที่ตนเองรู้ตัวว่าใกล้จะตาย คำกล่าวเช่นนี้รับฟังเป็นพยานได้ว่าเป็นความจริง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานก็ฟัง ลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 91, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางแฉล้ม แก้วสกุลณี มารดาของนางสาวราตรี วรรณสนธยา หรือวรรณสูนธยา ผู้ตาย ที่ 2 และนางชุบ เพ็ชรอิ่ม มารดานายสมโภชน์ เพ็ชรอิ่ม ผู้ตาย ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (5) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ประหารชีวิตทั้งสองกระทง ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเครื่องช็อตไฟฟ้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายที่ 2 ได้พูดกับนางสาวเพ็ญศรีและโจทก์ร่วมที่ 1 หลังเกิดเหตุว่าจำเลยเป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า นางสาวเพ็ญศรี เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 1 นาฬิกาเศษ ขณะที่พยานนอนอยู่ภายในห้อง มีนายสุเทพ อุทยานนารี พนักงานรักษาความปลอดภัยได้มาเรียกและแจ้งว่าผู้ตายที่ 2 ถูกทำร้าย พยานเปิดประตูก็เห็นผู้ตายที่ 2 เดินมาในลักษณะล้มลุกคลุกคลานและร้องให้ช่วยเหลือ จากนั้นได้พยุงผู้ตายที่ 2 เข้าบ้านและปิดประตู โดยสอบถามผู้ตายที่ 2 ว่าใครเป็นคนทำร้าย ผู้ตายที่ 2 แจ้งว่าแฟนเก่าชื่อนายหนิด (จำเลย) เป็นผู้ทำร้ายคำเบิกความของนางสาวเพ็ญศรีดังกล่าวมีนายสุเทพพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอีกปากหนึ่งกับโจทก์ร่วมที่ 1 สนับสนุน โดยนายสุเทพเบิกความว่าระหว่างที่นำผู้ตายที่ 2 ขึ้นรถแท็กซี่นางสาวเพ็ญศรีหรือติ๋มบอกพยานว่าผู้ตายที่ 2 แจ้งว่านายหนิดสามีเก่าเป็นคนทำร้าย และได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าระหว่างที่แพทย์นำผู้ตายที่ 2 เข้าห้องฉุกเฉิน นางสางเพ็ญศรีบอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้ตายที่ 2 บอกนางสาวเพ็ญศรีว่าจำเลยเป็นคนร้าย คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สำหรับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ว่าผู้ตายที่ 2 บอกกับโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจำเลยเป็นคนร้ายนั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า หลังจากแพทย์นำผู้ตายที่ 2 ออกจากห้องฉุกเฉิน พยานเห็นใบหน้าของผู้ตายที่ 2 เป็นสีดำ หูข้างหนึ่งแหว่งผู้ตายมีลักษณะคล้ายคนมองไม่เห็น เอามือคว้าหามือของพยานพร้อมเรียกพยาน พยานจึงสอบถาม ขณะนั้นผู้ตายที่ 2 ยังมีสติได้ความว่าจำเลยเป็นคนใช้น้ำกรดสาดหน้าและใช้เหล็กตีที่บริเวณกกหู อาการของผู้ตายที่ 2 ขณะนั้นลมหายใจโรย คำเบิกความของพยานโจทก์ร่วมที่ 1 สมเหตุผล รับกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาโดยมีบาดแผลตามรายงานการตรวจศพ มีน้ำหนักน่าเชื่อตามพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นแพทย์ผู้ตรวจรักษาอยู่ด้วยหรือไม่ ใกล้ชิดขนาดไหน หากแพทย์อยู่ด้วยก็อาจไม่ได้ยินถ้อยคำของผู้ตายที่ 2 ที่พูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ได้ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำแพทย์มาเบิกความจึงไม่พิรุธ ขณะพูดกับนางสาวเพ็ญศรีนั้นผู้ตายที่ 2 เดินมาในอาการล้มลุกคลุกคลานทั้งยังขอให้รีบนำส่งโรงพยาบาล และขณะพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น ผู้ตายที่ 2 มีใบหน้าสีดำคล้ำ หายใจโรย คว้ามือโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปบอกชื่อคนร้าย ต่อจากนั้น ผู้ตายที่ 2 ก็พูดไม่ได้และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แสดงว่าผู้ตายที่ 2 ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายในขณะที่ตนเองรู้ตัวว่าใกล้จะตาย คำกล่าวของผู้ตายที่ 2 เช่นนี้รับฟังเป็นพยานได้ว่าเป็นความจริง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานก็ฟังลงโทษจำเลยได้ พยานจำเลยซึ่งนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่นั้นไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางแฉล้ม แก้วสกุลณี กับพวก
จำเลย — นายสนิท หรือนิช เหมยฝนหรือเหมือยฝน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกร รัตนไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2568/2545
#44729
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดที่จะตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1327 นั้น หมายถึงทรัพย์สินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเก็บรักษาไว้โดยไม่มีการฟ้องร้องต่อศาล หรือหากมีการฟ้องร้องก็ต้องเป็นกรณีที่ศาลมิได้พิพากษาให้ริบหรือสั่งคืนทรัพย์สินของกลางให้แก่เจ้าของ ทั้งนี้เพราะมาตรา 1327 อยู่ภายในบังคับแห่งกฎหมายอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 และ 36 บัญญัติเรื่องนี้ว่า ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบให้ตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดร้องขอคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อการเรียกเอาทรัพย์สินตามมาตรา 1327 วรรคหนึ่ง กับการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทรัพย์สินที่ถูกริบคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มีหลักเกณฑ์และวิธีการแตกต่างกัน หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1327 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเพิ่งทราบว่าทรัพย์สินของตนถูกศาลพิพากษาให้ริบหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว ระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนของกลางก็ไม่ผ่อนเวลาออกไปเป็น 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 82 - 0761 สระบุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82 - 0906 สระบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82 -0906 สระบุรี และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาริบรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82 - 0906 สระบุรี ของกลางคดีนี้คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถพ่วงของกลางเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2543 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ในกรณีที่ผู้ร้องเพิ่งทราบว่าศาลพิพากษาริบทรัพย์ของกลาง ซึ่งเป็นของผู้ร้องหลังจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีแล้ว ระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนของกลาง จะต้องผ่อนเวลาออกไปเป็น 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1327 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดที่จะตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1327 นั้นหมายถึงทรัพย์สินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเก็บรักษาไว้โดยไม่มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหากมีการฟ้องร้องต่อศาลก็ต้องเป็นกรณีที่ศาลไม่ได้พิพากษาให้ริบหรือสั่งคืนทรัพย์สินของกลางให้แก่เจ้าของ ทั้งนี้เพราะมาตรา 1327 อยู่ภายในบังคับแห่งกฎหมายอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 และ 36 บัญญัติถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบให้ตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดร้องขอคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อการเรียกเอาทรัพย์สินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1327 วรรคหนึ่ง กับการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทรัพย์สินที่ถูกริบคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มีหลักเกณฑ์และวิธีการแตกต่างกันเช่นนี้ หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1327 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่บทขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเพิ่งทราบว่าทรัพย์สินของตนถูกศาลพิพากษาให้ริบหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว ระยะเวลายื่นคำร้องขอคืนของกลางก็ไม่ผ่อนเวลาออกไปเป็น 5 ปี ดังที่ผู้ร้องฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 35 ม. 36
ป.พ.พ. ม. 1327
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด หน้าพระลานกลการ
จำเลย — นาย ละออ บ่อแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ