คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2545
#42136
เปิดฉบับเต็ม

ตามแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ 6 กลุ่ม เจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 5 ถูกกำหนดโดยยอดหนี้จากข้อตกลงระหว่างผู้ทำแผนและเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องคำชี้ขาดจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำพิพากษาจากศาลอันเป็นที่สิ้นสุด และคำสั่งศาล และในกรณีที่ภาระหนี้ซึ่งอาจเกิดขึ้นกลายเป็นภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระและต้องจ่ายจะได้รับการจัดกลุ่มตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะและสกุลเงินของภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระนั้น ภาระหนี้จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับหนี้ในกลุ่มที่โอน ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในกลุ่มนั้น ๆ เสมือนภาระหนี้ได้รับการจัดกลุ่มตั้งแต่วันที่ศาลพิจารณาเห็นชอบด้วยแผนเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้ทำแผนจะจัดให้อยู่ในกลุ่มที่เหมาะสมแล้วแต่สกุลเงินขณะนั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ได้ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งบริษัท พ. ออกให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 22,950,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ ผู้ทำแผนจึงจัดให้ผู้คัดค้านอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมแล้ว เพราะหนี้ของผู้คัดค้านเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนทั้งในเรื่องของจำนวนหนี้และสกุลเงินที่จะได้รับชำระ โดยเป็นหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้าตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือคำพิพากษาของศาลอันเป็นที่สุดว่าจะให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้เท่าใดและเป็นเงินสกุลใด ดังนั้น การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ที่ผู้ทำแผนดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42(3)(ข) จึงชอบด้วยมาตรา 90/42 ทวิ (3) แล้ว ซึ่งในวรรคท้ายของมาตราดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ที่เห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามที่กำหนด สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ซึ่งศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องได้ แต่ผู้คัดค้านก็มิได้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้จัดกลุ่มเสียใหม่ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงถือว่าผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับการจัดกลุ่มของผู้ทำแผนแล้ว ประกอบกับมาตรา 90/42 ตรี กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันด้วยแล้ว ยิ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่าสิทธิของผู้คัดค้านซึ่งถูกจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ย่อมได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับเจ้าหนี้อื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หาทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบเจ้าหนี้อื่นไม่ ดังนั้น แผนจึงมีข้อเสนอในการชำระหนี้ที่ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนก็เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายมิได้ขัดต่อมาตรา 90/58(2) และมาตรา 130 แต่อย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไทยวากรุ๊ปแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2543

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่า ที่ประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 ได้มีมติยอมรับแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาแผนของศาลให้แก่ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว

บริษัทเอเวอเร็น อินเวสเม้นท์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 9 ยื่นข้อคัดค้านว่า การจัดทำแผนมิชอบด้วยกฎหมายและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ ขอให้ศาลไม่เห็นชอบด้วยแผน กับขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า แผนมีข้อเสนอในการชำระหนี้ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2) และมาตรา 130 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จากสัญญาค้ำประกันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ซึ่งจะได้รับชำระหนี้เมื่อมีคำพิพากษาจากศาลอันเป็นที่สุด โดยจะได้รับการจัดกลุ่มตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะและสกุลเงินของภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่มีความแน่นอนทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบเจ้าหนี้กลุ่มอื่นที่ทราบกำหนดเวลาในการชำระหนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันเหมือนกัน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยนั้น ได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้เงินเหรียญสหรัฐฯ ที่ไม่มีประกัน

กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้เงินบาทที่ไม่มีประกัน

กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกัน

กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ๆ

กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น

กลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้ที่ปรึกษาทางการเงิน, ที่ปรึกษาทางกฎหมาย และที่ปรึกษาอื่น ๆ ของเจ้าหนี้

สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 แผนได้ระบุไว้ในเอกสารฉบับแปลหน้า 39 ว่า จะกำหนดยอดหนี้มาจาก (ก) ข้อตกลงระหว่างผู้ทำแผนและเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้อง (ข) คำชี้ขาดจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ค) คำพิพากษาจากศาลอันเป็นที่สิ้นสุด (ง) คำสั่งศาล นอกจากนี้ในกรณีที่ภาระหนี้ซึ่งอาจเกิดขึ้นกลายเป็นภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระและต้องจ่ายภาระหนี้เหล่านั้นจะได้รับการจัดกลุ่มตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะและสกุลเงินของภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระนั้น ภาระหนี้จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับในหนี้ในกลุ่มที่โอน ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในกลุ่มนั้น ๆ เสมือนภาระหนี้ได้รับการจัดกลุ่มตั้งแต่วันที่ศาลพิจารณาเห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้ผู้ทำแผนได้ชี้แจงเพิ่มเติมในรายงานการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนในวันที่ 23 มกราคม 2544 ด้วยว่าหากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้ทำแผนจะจัดให้อยู่ในกลุ่มที่เหมาะสม อาจอยู่ในกลุ่มที่ 1 หรือกลุ่มที่ 2 แล้วแต่สกุลเงินขณะนั้น โดยผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ในคดีนี้ได้ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งบริษัทไทยวา พลาซ่า จำกัด ออกให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 22,950,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา มูลหนี้เดียวกันนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยวา พลาซ่า จำกัด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ตามคำขอ ผู้ทำแผนจึงจัดให้ผู้คัดค้านอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมแล้วเพราะหนี้ของผู้คัดค้านเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องของจำนวนหนี้และสกุลเงินที่จะได้รับชำระหนี้ โดยเป็นหนี้อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือคำพิพากษาของศาลอันเป็นที่สุดว่าจะให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้เท่าใดและเป็นเงินสกุลใดดังนี้การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ที่ผู้ทำแผนดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(3)(ข) จึงชอบด้วยมาตรา 90/42ทวิ ซึ่งกำหนดไว้ใน (3) ว่า "เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่มโดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน" อย่างไรก็ตาม ในวรรคท้ายของบทบัญญัติดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้รายใดที่เห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้ว ก็อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ซึ่งศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้อง แต่ผู้คัดค้านก็มิได้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้จัดกลุ่มเสียใหม่ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เหตุนี้ย่อมถือได้ว่าผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ของผู้ทำแผนแล้ว ประกอบกับเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 90/42 ตรี ที่ว่า "สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน..." ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าสิทธิของผู้คัดค้านซึ่งถูกจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5ย่อมได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับเจ้าหนี้อื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันหาทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบเจ้าหนี้อื่นไม่ ดังนั้น แผนจึงมีข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี ทั้งข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนก็เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย มิได้ขัดต่อมาตรา 90/58(2) และมาตรา 130 ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/42 ตรี ม. 90/58 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ผู้คัดค้าน — บริษัท เอเวอเร็น อินเวสเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2545
#98309
เปิดฉบับเต็ม

ตามแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยนั้น ได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้เงินเหรียญสหรัฐฯ ที่ไม่มีประกัน กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้เงินบาทที่ไม่มีประกัน กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกัน กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ๆ กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ภาระหนี้ ที่อาจเกิดขึ้น กลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้ที่ปรึกษาทางการเงิน, ที่ปรึกษาทางกฎหมาย และที่ปรึกษาอื่น ๆ ของเจ้าหนี้ สำหรับ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 แผนได้ระบุไว้ว่าจะกำหนดยอดหนี้มาจาก (ก) ข้อตกลงระหว่างผู้ทำแผนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง (ข) คำชี้ขาดจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ค) คำพิพากษาของศาลอันเป็นที่สุด (ง) คำสั่งศาล นอกจากนี้ในกรณีที่ภาระหนี้ซึ่งอาจเกิดขึ้นกลายเป็นภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระและต้องจ่าย ภาระหนี้เหล่านี้จะได้รับการจัดกลุ่มตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะและสกุลเงินของภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระนั้น ภาระหนี้จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับหนี้ในกลุ่มที่โอน ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในกลุ่มนั้น ๆ เสมือนภาระหนี้ได้รับการจัดกลุ่มตั้งแต่วันที่ศาลพิจารณาเห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้ผู้ทำแผนได้ชี้แจงเพิ่มเติมในรายงานการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนด้วยว่า หากศาลมี คำพิพากษาถึงที่สุดหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้ทำแผนจะจัดให้อยู่ในกลุ่มที่เหมาะสมอาจอยู่ในกลุ่มที่ 1 หรือกลุ่มที่ 2 แล้วแต่สกุลเงินขณะนั้น โดยผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ในคดีนี้ได้ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งบริษัทไทยวา พลาซ่า จำกัด ออกให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 22,950,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา มูลหนี้เดียวกันนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยวา พลาซ่า จำกัด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้ ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ตามคำขอ ผู้ทำแผนจึงจัดให้ผู้คัดค้านอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมแล้ว เพราะหนี้ของผู้คัดค้านเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องของจำนวนหนี้และสกุลเงินที่จะได้รับชำระหนี้ โดยเป็นหนี้อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือ คำพิพากษาของศาลอันเป็นที่สุดว่าจะให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้เท่าใดและเป็นเงินสกุลใด การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ที่ ผู้ทำแผนดำเนินการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(3)(ข) จึงชอบด้วยมาตรา 90/42 ทวิ ซึ่งกำหนดไว้ใน (3) ว่า "เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน"

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ทวิ วรรคท้าย เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้รายใดที่เห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้ว ก็อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ซึ่งศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้อง แต่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้จัดกลุ่มเสียใหม่ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือได้ว่าผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ของผู้ทำแผนแล้ว

สิทธิของผู้คัดค้านซึ่งถูกจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับเจ้าหนี้อื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หาทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบเจ้าหนี้อื่นไม่ ดังนั้น แผนจึงมีข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี ทั้งข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย มิได้ขัดต่อมาตรา 90/58 (2) และมาตรา 130 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทไทยวากรุ๊ปแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ ได้มีมติยอมรับแผนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ (๒) และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาแผนของศาลให้แก่ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทราบโดยชอบแล้ว

บริษัทเอเวอเร็น อินเวสเม้นท์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ ๙ ยื่นข้อคัดค้าน ว่าการจัดทำแผนมิชอบด้วยกฎหมายและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ ขอให้ศาลไม่เห็นชอบด้วยแผน กับขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า แผนมีข้อเสนอในการชำระหนี้ ขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ (๒) และมาตรา ๑๓๐ หรือไม่ เห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ซึ่ง ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยนั้น ได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ดังนี้ กลุ่มที่ ๑ เจ้าหนี้เงินเหรียญสหรัฐฯ ที่ไม่มีประกัน กลุ่มที่ ๒ เจ้าหนี้เงินบาทที่ไม่มีประกัน กลุ่มที่ ๓ เจ้าหนี้บริษัทที่มี ความเกี่ยวข้องกัน กลุ่มที่ ๔ เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ๆ กลุ่มที่ ๕ เจ้าหนี้ภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น กลุ่มที่ ๖ เจ้าหนี้ที่ปรึกษาทางการเงิน, ที่ปรึกษาทางกฎหมาย และที่ปรึกษาอื่น ๆ ของเจ้าหนี้ สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๕ แผนได้ระบุไว้ว่าจะกำหนดยอดหนี้มาจาก (ก) ข้อตกลงระหว่างผู้ทำแผนและเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้อง (ข) คำชี้ขาดจาก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ค) คำพิพากษาจากศาลอันเป็นสิ้นสุด (ง) คำสั่งศาล นอกจากนี้ในกรณีที่ภาระหนี้ซึ่งอาจ เกิดขึ้นกลายเป็นภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระและต้องจ่าย ภาระหนี้เหล่านั้นจะได้รับการจัดกลุ่มตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับลักษณะและสกุลเงินของภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระนั้น ภาระหนี้จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับหนี้ใน กลุ่มที่โอน ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในกลุ่มนั้น ๆ เสมือนภาระหนี้ได้รับการจัดกลุ่มตั้งแต่วันที่ศาลพิจารณา เห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้ผู้ทำแผนได้ชี้แจงเพิ่มเติมในรายงานการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนด้วยว่า หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้ทำแผนจะจัดให้อยู่ใน กลุ่มที่เหมาะสมอาจอยู่ในกลุ่มที่ ๑ หรือกลุ่มที่ ๒ แล้วแต่สกุลเงินขณะนั้น โดยผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ในคดีนี้ได้ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งบริษัทไทยวา พลาซ่า จำกัด ออกให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน ๒๒,๙๕๐,๐๐๐ บาท เหรียญสหรัฐอเมริกา มูลหนี้เดียวกันนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยวา พลาซ่า จำกัด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าวมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ตามคำขอ ผู้ทำแผนจึงจัดให้ผู้คัดค้านอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๕ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมแล้ว เพราะหนี้ของผู้คัดค้านเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องของจำนวนหนี้และสกุลเงินที่จะได้รับชำระหนี้ โดยเป็นหนี้อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าตามคำสั่งของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือคำพิพากษาของศาลอันเป็นที่สุดว่าจะให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้เท่าใดและ เป็นเงินสกุลใด ดังนี้การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ที่ผู้ทำแผนดำเนินการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ (๓) (ข) จึงชอบด้วยมาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ ซึ่งกำหนดไว้ใน (๓) ว่า "เจ้าหนี้ไม่มีประกัน อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน"

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้รายใดที่เห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้วก็อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ซึ่งศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้อง แต่ผู้คัดค้านก็มิได้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้จัดกลุ่มเสียใหม่ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เหตุนี้ย่อมถือได้ว่า ผู้คัดค้านเห็นชอบด้วยกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ของผู้ทำแผนแล้ว ประกอบกับเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี ที่ว่า "สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน?" ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าสิทธิของผู้คัดค้านซึ่งถูกจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๕ ย่อมได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับเจ้าหนี้อื่นซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หาทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบเจ้าหนี้อื่นไม่ ดังนั้น แผนจึงมีข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี ทั้งข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนก็เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย มิได้ขัดต่อมาตรา ๙๐/๕๘ (๒) และมาตรา ๑๓๐ ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/42 ตรี ม. 90/42 ( (3) ม. 90/46 (2) ม. 90/58 (2) ม. 130
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทไทยวา จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทเอเวอเร็น อินเวสเม้นท์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 9
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายไกรสร บารมีอวยชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2545
#42135
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้อง จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาบังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 31 แต่ในคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถานเพราะการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ฉะนั้น โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันเว้นแต่มีเหตุยกเว้นตามบทบัญญัติข้างต้น ปรากฏว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้อง โจทก์ย่อมจะทราบถึงสิทธิของตนอันจะพึงได้รับดอกเบี้ยจากค่าชดเชยค่าจ้างค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยผิดนัดไม่จ่ายให้โจทก์อยู่แล้ว โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากที่จำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วและคดีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่หัวหน้างานทั่วไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และจำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 106,200 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 14,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 21,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 106,200 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์กระทำอนาจารพนักงานของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย และโจทก์ได้ปั๊มกุญแจรถยนต์ของจำเลยโดยมีเจตนาไม่สุจริต เมื่อจำเลยทราบและขอกุญแจรถยนต์ดังกล่าวโจทก์ก็ไม่พอใจ หลังเกิดเหตุทำให้การทำงานของโจทก์และความสัมพันธ์กับพนักงานของจำเลยแย่ลง เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 222,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 120,360 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 21,830บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 มิถุนายน 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของเงินตามฟ้องแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ซึ่งมาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" ในคดีแรงงานถือได้ว่าไม่มีการชี้สองสถานเพราะการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ฉะนั้น โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่มีเหตุยกเว้นตามบทบัญญัติข้างต้น ปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากจำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วซึ่งในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ย่อมจะทราบถึงสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับดอกเบี้ยจากค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยผิดนัดไม่จ่ายให้โจทก์อยู่แล้ว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า7 วัน การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากที่จำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว และคดีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลแรงงานกลางสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปรีชา นาคทอง
จำเลย — บริษัท ไชน่าการค้า (กรุงเทพ) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2545
#99860
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ในคดีแรงงานถือได้ว่าไม่มีการชี้สองสถานเพราะการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ฉะนั้นโจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมายคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากจำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ย่อมจะทราบถึงสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับดอกเบี้ยจากค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยผิดนัดไม่จ่ายให้โจทก์อยู่แล้วและคดีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๑๐๖,๒๐๐ บาท ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน ๑๔,๑๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน ๒๑,๘๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๑๐๖,๒๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เพราะเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๒ โจทก์กระทำอนาจารนางสาวบุญขวัญ ตามวัน ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย และในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๒ โจทก์ได้ปั๊มกุญแจรถยนต์ของจำเลยโดยมีเจตนาไม่สุจริต เมื่อจำเลยทราบและขอกุญแจรถยนต์ดังกล่าวโจทก์ก็ไม่พอใจ หลังเกิดเหตุทำให้การทำงานของโจทก์และความสัมพันธ์กับพนักงานของจำเลยแย่ลง เกิดความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๒๒,๑๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑๒๐,๓๖๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ และอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๑,๘๓๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของเงินตามฟ้องแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ซึ่งมาตรา ๑๘๐ บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" ในคดีแรงงานถือได้ว่าไม่มีการชี้สองสถานเพราะการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ฉะนั้นโจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน เว้นแต่มีเหตุยกเว้นตามบทบัญญัติข้างต้น ปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากจำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วซึ่งในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ย่อมจะทราบถึงสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับดอกเบี้ยจากค่าชดเชยค่าจ้างค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยผิดนัดไม่จ่ายให้โจทก์อยู่แล้ว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากที่จำเลยสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว และคดีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลแรงงานกลางสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง

นายชลิต จั่นประดับ ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
นาคทอง — นายปรีชา
จำกัด — บริษัทไชน่าการค้า (กรุงเทพฯ)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2545
#48641
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยนำหนี้ภาษีการค้ามาฟ้องให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงพิพากษายกฟ้องแต่ต่อมาโจทก์นำหนี้ภาษีการค้าดังกล่าวรวมกับหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าและหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ทั้งสามจำนวนนั้น แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายอีก ดังนั้น การที่โจทก์นำหนี้ภาษีการค้าจำนวนเดิมรวมกับหนี้ภาษีจำนวนใหม่มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153 ส่วนหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าและหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นหนี้จำนวนใหม่ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนเพียง 40,000 บาทเศษไม่เข้าองค์ประกอบที่จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 9(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 32/2537 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน 134,895.75 บาทแก่โจทก์ หลังจากบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดและจำเลยยอมชำระหนี้ให้บางส่วนเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540แล้วจำเลยยังคงค้างชำระหนี้จำนวน 131,861.17 บาท และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยนำมูลหนี้ในคดีนี้ฟ้องจำเลยให้เป็นบุคคลล้มละลายต่อศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลแพ่งธนบุรีและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 จำเลยมีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ โดยจำเลยรับราชการอยู่ที่สำนักงานเขตบางเขน ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครองระดับ 3 ฝ่ายทะเบียน อัตราเงินเดือน 9,450 บาท จำเลยมิได้เป็นหนี้ผู้อื่นอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2535 ของศาลฎีกาหรือไม่เห็นว่า ในคดีล้มละลายศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และคดีมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ประเด็นข้อพิพาทในคดีจึงมีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และคดีมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เคยนำหนี้ภาษีการค้าจำนวน 90,975 บาท ฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าแม้จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย พิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2535 ต่อมาโจทก์นำหนี้ภาษีการค้าดังกล่าวรวมกับหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 22,690.37 บาท และหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 21,230.05 บาท ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ภาษีทั้งสามจำนวนนั้น แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ ดังนั้น เฉพาะหนี้ภาษีการค้าจำนวน 90,975 บาท เป็นเหตุที่โจทก์เคยอ้างและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2535 ของศาลฎีกา การที่โจทก์นำหนี้ภาษีการค้าจำนวนเดิมรวมกับหนี้ภาษีจำนวนใหม่ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ส่วนหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าและหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นหนี้ภาษีจำนวนใหม่รวมกันแล้วได้เพียง 43,920.42 บาท ไม่เข้าองค์ประกอบที่โจทก์จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9(2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 14 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย ชีพ ชูจันทร์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2545
#42766
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่าของคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการส่งมอบให้แก่จำเลยแล้วตามสัญญาซื้อขายแม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งมีอายุความ2 ปี มิใช่เป็นกรณีเงินต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามมาตรา 193/33(2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโจทก์จำนวน 1 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ ราคา 37,200 บาท กำหนดผ่อนชำระงวดละ 1,550 บาทจำนวน 24 งวด ชำระทุกวันที่ 2 ของเดือน โดยเริ่มชำระตั้งแต่วันที่2 มีนาคม 2540 (ที่ถูกเริ่มชำระเดือนมกราคม 2540 และงวดถัดไปชำระภายในวันที่ 2 ของทุก ๆ เดือน) มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าแล้วจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าสินค้าให้เพียง 3 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าตั้งแต่งวดที่ 4 ถึงงวดที่ 24 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าจำนวน 39,692.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องฟ้องภายในอายุความ2 ปี นับแต่มีสิทธิเรียกร้อง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2544 ซึ่งพ้นกำหนดอายุความ 2 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 121 พร้อมอุปกรณ์ ให้แก่จำเลยที่ 1 ราคา 37,200 บาทโดยให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็น 24 งวด งวดละ 1,550 บาท เริ่มชำระงวดแรกเดือนมกราคม 2540 และงวดถัดไปชำระภายในวันที่ 2ของทุก ๆ เดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 3 งวดแล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 จนถึงงวดที่ 24 ตามรายการแสดงหนี้เอกสารหมาย จ.10 และตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นการที่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกค่าของคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วตามสัญญาซื้อขาย แม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นกรณีเงินต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามมาตรา 193/33(2) ซึ่งมีอายุความ5 ปี ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปีนับแต่โจทก์มีสิทธิร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมชาย ธารีบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2545
#47377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขาย เป็นการที่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลย แม้โจทก์ยินยอมให้จำเลยแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1)ซึ่งมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นกรณีเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปีไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2544 เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าจำนวน 39,692.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 เมษายน2540 แล้วไม่ชำระ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องฟ้องภายในอายุความ 2 ปี นับแต่มีสิทธิเรียกร้อง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งพ้นกำหนดอายุความ 2 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ราคา37,200 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็น 24 งวด งวดละ 1,550 บาท เริ่มชำระงวดแรกเดือนมกราคม 2540 และงวดถัดไป ชำระภายในวันที่ 2 ของทุก ๆ เดือน มีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 3 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 จนถึงงวดที่ 24 และตามสัญญาซื้อขาย ข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการที่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกค่าของคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วตามสัญญาซื้อขาย แม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นกรณีเงินต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 (2) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมชาย ธารีบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2545
#48640
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการที่โจทก์ในฐานะผู้ประกอบการค้าเรียกค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 แล้ว แม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องหาใช่เป็นกรณีเงินต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามมาตรา 193/33(2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปีไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโจทก์จำนวน1 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ราคา 37,200 บาท กำหนดผ่อนชำระงวดละ 1,550 บาทจำนวน 24 งวด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากได้รับสินค้าแล้ว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าสินค้าให้เพียง 3 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าตั้งแต่งวดที่ 4 ถึงงวดที่ 24 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าจำนวน39,692.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องฟ้องภายในอายุความ 2 ปี นับแต่มีสิทธิเรียกร้องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียรุ่น 121 พร้อมอุปกรณ์ ให้แก่จำเลยที่ 1 ราคา 37,200 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็น 24 งวดงวดละ 1,550 บาท เริ่มชำระงวดแรกเดือนมกราคม 2540 และงวดถัดไปชำระภายในวันที่ 2 ของทุก ๆ เดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 3 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 จนถึงงวดที่ 24 ตามรายการแสดงหนี้เอกสารหมาย จ.10 และตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการที่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกค่าของคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วตามสัญญาซื้อขาย แม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นกรณีเงินต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์เนชั่นเนิลเอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมชาย ธารีบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2545
#99859
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขาย เป็นการที่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลย แม้โจทก์ยินยอมให้จำเลยแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วย ป.พ.พ.มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นกรณีเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปีไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าจำนวน ๓๙,๖๙๒.๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๒,๕๕๐ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๐ แล้วไม่ชำระ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยที่ ๑ จึงต้องฟ้องภายในอายุความ ๒ ปี นับแต่มีสิทธิเรียกร้อง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ซึ่งพ้นกำหนดอายุความ ๒ ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าได้ขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่จำเลยที่ ๑ ราคา ๓๗,๒๐๐ บาท โดยให้จำเลยที่ ๑ แบ่งชำระเป็น ๒๔ งวด งวดละ ๑,๕๕๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกเดือนมกราคม ๒๕๔๐ และงวดถัดไป ชำระภายในวันที่ ๒ ของทุก ๆ เดือน มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากที่จำเลยที่ ๑ ได้รับมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้แก่โจทก์ ๓ งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ ๔ ประจำวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๐ จนถึงงวดที่ ๒๔ และตามสัญญาซื้อขาย ข้อ ๗ ระบุว่า หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการที่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกค่าของคือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้วตามสัญญาซื้อขาย แม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ ๑ แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ก็เป็นเพียงผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นคราว ๆ เท่านั้น กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑) ซึ่งมีอายุความ ๒ ปี หาใช่เป็นกรณีเงินต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) ซึ่งมีอายุความ ๕ ปี ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลา ๒ ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายจินดา ปัณฑะโชติ ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 (2) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจิเนียริ่ง จำกัด
กับพวก — นายสมชาย ธารีบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2545
#42765
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ในที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมิได้ติดตั้งอู่ลอยในพื้นที่ที่กำหนดไว้ตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิริบเงินจากหลักประกันตามสัญญาได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย แต่หลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ที่นำมามอบแก่โจทก์เป็นการวางไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ถ้าสูงเกินส่วน ศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่ในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 312 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา เพื่อดำเนินการโครงการอู่เรือแหลมฉบังมีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา ซึ่งมีข้อตกลงในข้อ 2.3 ว่าภายใน 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องจัดให้มีโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการซ่อมเรือเดินทะเล โดยซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำ (Under Water Line) จำเลยที่ 1นำหลักประกันเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 เลขที่ พพ.121/2533 ในวงเงิน 10,000,000 บาท มามอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีอายุประกันถึงวันที่จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิดตามสัญญาโจทก์จะคืนให้เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 2 ปี โจทก์จะริบเงินจากหลักประกัน หากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาหรือใช้เวลาเกินกำหนด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ทันที หลังจากครบกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาเช่าแล้ว ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม2535 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือถึงโจทก์ขอรับหนังสือสัญญาค้ำประกันคืนโดยแจ้งโจทก์ว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว คือการจัดให้มีโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการซ่อมเรือเดินทะเลโดยซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำตามแผนการดำเนินงานระยะที่ 1 ซึ่งรวมถึงการติดตั้งอู่ลอยด้วยแล้ว เมื่อโจทก์รับหนังสือดังกล่าวโจทก์ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 1 ว่าปฏิบัติตามสัญญาถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ คณะทำงานของโจทก์ดังกล่าวพิจารณาและตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 จัดหาอู่ลอยตามสัญญาแล้วแต่จำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำการติดตั้งอู่ลอยในพื้นที่ที่สามารถให้อู่ลอยจมลงในบริเวณที่กำหนดในแบบแปลนและยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการซ่อมเรือเดินทะเล เป็นต้นว่าหลักยึดอู่ลอยและบ่อที่มีความลึกที่อู่ลอยต้องจมเพื่อให้สามารถซ่อมเรือใต้แนวน้ำได้ ถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการติดตั้งอู่ลอยและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการซ่อมเรือเดินทะเลโดยซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาของสัญญา โจทก์จึงใช้สิทธิริบเงินจากหลักประกันตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินประกันจำนวน10,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,125,000 บาท ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ด้วยโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,125,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การจัดให้มีบ่อเพื่อให้อู่ลอยจมลงได้ก็ดีหลักยึดอู่ลอยก็ดี มิได้เป็นสิ่งที่จำเลยที่ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในแผนงานระยะที่ 1 เพราะเจตนาในสัญญาได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดให้มีโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการซ่อมเรือเดินทะเลโดยซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำได้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งในสัญญาเช่ามิได้บังคับว่าการให้บริการซ่อมทำตัวเรือเดินทะเลใต้แนวน้ำนั้นจะต้องซ่อมด้วยวิธีใด และจะต้องซ่อม ณ ที่ใด ข้อกล่าวอ้างของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนเจตนาของสัญญาขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ตามสัญญาเช่าข้อ 2.3 โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 มีความสามารถดำเนินการให้บริการซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำได้ภายในกำหนดเวลาเท่านั้น ข้อสัญญามิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าผู้เช่าต้องดำเนินการดังกล่าวอย่างถาวรภายในสถานที่เช่า จำเลยที่ 1 สามารถซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำได้ภายใน 2 ปี แม้จะมิได้ทำการซ่อมในบริเวณสถานที่เช่า การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขภายในกำหนดเวลาจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินการโครงการอู่เรือแหลมฉบัง ณ บริเวณแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 312 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา มีกำหนดเวลา 30 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มามอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญาโจทก์จะริบเงินประกันทั้งหมดมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินการโครงการอู่เรือแหลมฉบังตามสัญญาและแผนการดำเนินงานแนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โดยไม่ได้ติดตั้งอู่ลอยหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตามแผนงานในสัญญาในกรณีอื่นหมดแล้ว แต่ยังมิได้ดำเนินการตามแผนงานเอกสารแนบท้ายสัญญาหมาย จ.2 ข้อ 4 เพียงข้อเดียว คือการจัดหาและติดตั้งอู่ลอย สำหรับการติดตั้งอู่ลอยให้ใช้ดำเนินการได้นั้นจะต้องมีการขุดพื้นที่ให้เป็นบ่อที่มีความลึกจนสามารถให้อู่ลอยจมลงไปได้ เมื่อทำให้อู่ลอยจมลงแล้วจึงนำเรือเข้าไปในอู่ลอยจากนั้นก็สูบน้ำออกจากอู่ลอยเพื่อให้อู่ลอยน้ำขึ้นเพื่อยกเรือขึ้นมาทำการซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วก็ทำให้อู่ลอยจมลงเพื่อปล่อยเรือลงน้ำ โดยจะต้องมีตอหม้อและเสายึดอู่ลอยไม่ให้เคลื่อนที่ในการขึ้นลงด้วย จำเลยที่ 1 จัดหาอู่ลอยมาพร้อมแล้ว แต่ยังมิได้ดำเนินการติดตั้งตามวิธีดังกล่าวภายในพื้นที่ที่กำหนดและภายในระยะเวลาตามสัญญาในข้อนี้จำเลยที่ 1 นำสืบว่าไม่มีข้อบังคับในสัญญาให้จำเลยที่ 1ต้องดำเนินการสร้างอู่ลอย จำเลยที่ 1 สามารถซ่อมทำเรือใต้แนวน้ำจำนวน 2 ลำ โดยไม่ต้องใช้อู่ลอยแต่อย่างใด เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่า ข้อ 2.3 จะระบุเพียงว่า "ผู้เช่าจะต้องจัดให้มีโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการซ่อมเรือเดินทะเล โดยซ่อมทำตัวเรือใต้แนวน้ำ(Under Water Line) ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา"ก็ตาม แต่ก็มีเอกสารแนบท้ายสัญญา ฉบับที่ 1 กำหนดแผนการดำเนินงานโครงการอู่เรือแหลมฉบังเอกสารหมาย จ.2 ในข้อ 4 ว่า จะต้องมีการจัดหาและติดตั้งอู่ลอย และฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นแผนผังแสดงพื้นที่บริเวณที่ให้เช่า เอกสารแนบท้ายสัญญาดังกล่าวตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 11 ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าสามารถซ่อมทำเรือใต้แนวน้ำโดยมิต้องใช้อู่ลอยนั้นก็เพียงเป็นข้อแสดงให้เห็นว่าการซ่อมทำเรือใต้แนวน้ำสามารถทำได้หลายวิธีซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการติดตั้งอู่ลอยตามสัญญา โดยเฉพาะพยานจำเลยที่ 1 คือ นายสุธรรม จิตรานุเคราะห์กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 กับนายโกวิทย์ กุวานนท์ อดีตกรรมการบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 ต่างเบิกความทำนองเดียวกันยอมรับว่า สาเหตุที่ไม่ได้นำอู่ลอยมาติดตั้งยังพื้นที่ตามที่ระบุไว้ในแบบแปลนท้ายสัญญาก็เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพัฒนาที่ดินเนื่องจากเป็นดินทรายต้องนำดินมาถม การทำพิธีเปิดอู่ลอยจึงได้กระทำในพื้นที่อีกด้านหนึ่งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 ต่อมาอีกประมาณ 6 เดือน จำเลยที่ 1 จึงได้ลากจูงอู่ลอยไปจอดไว้ยังพื้นที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาอันเป็นที่จอดถาวร คำพยานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ประการสำคัญเป็นข้อที่แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการติดตั้งอู่ลอยเพื่อให้ใช้ดำเนินการได้นั้นจะต้องกระทำอย่างไรและจุดที่กำหนดให้ติดตั้งอู่ลอยตามสัญญาอยู่ตรงที่ใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาเช่าแล้ว คือวันที่ 18 ธันวาคม 2535 จำเลยที่ 1 ยังมิได้ติดตั้งอู่ลอยในพื้นที่ที่กำหนดไว้ตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิริบเงินจากหลักประกันตามสัญญาได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย อย่างไรก็ตามหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.25 ของจำเลยที่ 2 ที่นำมามอบให้แก่โจทก์เป็นการวางไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ดังนั้น ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้ ได้ความว่า หลังจากพ้นกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 ย้ายอู่ลอยไปติดตั้งในพื้นที่ที่กำหนดไว้ตามสัญญาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาต่อมาประมาณ 6 เดือน และอู่ลอยก็สามารถดำเนินการได้ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบในเรื่องความเสียหายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง จึงเห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ตามสัญญาเป็นจำนวนถึง 10,000,000 บาท นั้นสูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้เพียง 2,000,000บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2545
#42134
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ ท. ได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้หลังจากที่ ท. ถึงแก่ความตายไปแล้วเกิน1 ปี ซึ่งทำให้คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่โจทก์ผู้รับจำนองยังสามารถใช้สิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้โจทก์เอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27

แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อทนายโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และโจทก์ยอมรับเอาการบังคับจำนองที่ทนายโจทก์ได้บอกกล่าวในนามของโจทก์แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 และถือว่าได้มีการบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสามแล้ว

ท. เป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตายลง จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ท. ย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1601 ส่วนการที่จำเลยทั้งสามจะได้รับมรดกของ ท. และท. จะมีทรัพย์มรดกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นางทองคำ มัสสะ กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยนำที่ดินมาจำนองเป็นประกันกำหนดชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ภายใน 1 ปี หลังทำสัญญานางทองคำผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้วนางทองคำไม่ชำระ ต่อมาโจทก์ทราบว่านางทองคำถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนางทองคำร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7520 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัยจังหวัดนครราชสีมา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามเป็นทายาทของนางทองคำ มัสสะจริง แต่ไม่ใช่ทายาทผู้ได้รับมรดก จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบเพราะนางสาวรุ่งสุรีย์ อยู่บุญสุขไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องหากฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนางทองคำที่จำเลยทั้งสามได้รับซึ่งขณะนี้จำเลยทั้งสามมิได้รับมรดกของนางทองคำ ทั้งนางทองคำมีทายาทหลายคน จำเลยทั้งสามอาจไม่ได้รับมรดก จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ นอกจากนี้นางทองคำถึงแก่ความตายตั้งแต่เดือนสิงหาคม2540 และโจทก์ทวงถามหนี้จากผู้ตายตลอดมา จึงควรทราบเรื่องการตายของนางทองคำ การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน2542 คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2542) ต้องไม่เกินจำนวน 100,000 บาท ตามที่โจทก์ขอแต่จำเลยทั้งสามไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนางทองคำ มัสสะ ที่ตกทอดได้แก่ตน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7520 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองคำผู้ตายให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่นางทองคำได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้ แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ฟ้องคดีหลังจากนางทองคำถึงแก่ความตายไปแล้วเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754วรรคสาม แล้วก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวยกเว้นมิให้ใช้บังคับในกรณีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรา 193/27 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับจำนองผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธินั้นบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ เห็นได้ว่า แม้คดีขาดอายุความแล้วก็ดี แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ก็ยังยอมให้โจทก์ผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองคำเพื่อชำระหนี้โจทก์จากทรัพย์สินที่จำนองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการที่สองว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือแก่นางสาวรุ่งสุรีย์ อยู่บุญสุขทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อนางสาวรุ่งสุรีย์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และโจทก์ยอมรับเอาการบังคับจำนองที่นางสาวรุ่งสุรีย์ได้บอกกล่าวในนามของโจทก์แล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823และถือว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสามแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่านางทองคำผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตายลง จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ดังนั้น จำเลยทั้งสามจะได้รับมรดกของผู้ตาย และผู้ตายจะมีทรัพย์มรดกหรือไม่เป็นเรื่องต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 728 ม. 823 ม. 1600 ม. 1601 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมบัติ อุไรธรากุล
จำเลย — ร้อยโท พิษณุ มัสสะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2545
#47781
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ผู้ตายให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ ท. ได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แม้โจทก์ฟ้องคดีหลังจาก ท. ถึงแก่ความตายไปเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสามแล้ว แต่บทบัญญัติดังกล่าวยกเว้นมิให้ใช้บังคับในกรณีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรา 193/27 แม้คดีขาดอายุความแล้ว ก็ยังยอมให้โจทก์ผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ให้ชำระหนี้โจทก์จากทรัพย์สินที่จำนองได้

โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือแก่ ร. ทนายโจทก์ให้บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อ ร. ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 และถือว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้ว

ท. ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ส่วนจำเลยจะได้รับมรดกของผู้ตาย และผู้ตายจะมีทรัพย์มรดกหรือไม่ เป็นเรื่องต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2538 นางทองคำ มัสสะ กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยนำที่ดินมาจำนองเป็นประกัน กำหนดชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ภายใน 1 ปี หลังทำสัญญานางทองคำผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ทวงถามแล้วนางทองคำไม่ชำระ ต่อมาโจทก์ทราบว่านางทองคำถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนางทองคำร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7520 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัยจังหวัดนครราชสีมา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามเป็นทายาทของนางทองคำ มัสสะ จริง แต่ไม่ใช่ทายาทผู้ได้รับมรดก จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบเพราะนางสาวรุ่งสุรีย์ อยู่บุญสุข ไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หากฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนางทองคำที่จำเลยทั้งสามได้รับ ซึ่งขณะนี้จำเลยทั้งสามมิได้รับมรดกของนางทองคำทั้งนางทองคำมีทายาทหลายคน จำเลยทั้งสามอาจไม่ได้รับมรดกจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ นอกจากนี้นางทองคำถึงแก่ความตายตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 และโจทก์ทวงถามหนี้จากผู้ตายตลอดมาจึงควรทราบเรื่องการตายของนางทองคำการที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 100,000บาท ตามที่โจทก์ขอ แต่จำเลยทั้งสามไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนางทองคำมัสสะ ที่ตกทอดได้แก่ตน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7520 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองคำผู้ตายให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่นางทองคำได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้ แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ฟ้องคดีหลังจากนางทองคำถึงแก่ความตายไปแล้วเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามแล้วก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวยกเว้นมิให้ใช้บังคับในกรณีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตาม มาตรา 193/27 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิ ยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ยังคงมีสิทธินั้นบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำหรือที่ได้ยึดถือไว้แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ เห็นได้ว่า แม้คดีขาดอายุความแล้วก็ดี แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ก็ยังยอมให้โจทก์ผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองคำเพื่อชำระหนี้โจทก์จากทรัพย์สินที่จำนองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการที่สองว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่ นั้นเห็นว่า แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือแก่นางสาวรุ่งสุรีย์ อยู่บุญสุข ทนายโจทก์ บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อนางสาวรุ่งสุรีย์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และโจทก์ยอมรับเอาการบังคับจำนองที่นางสาวรุ่งสุรีย์ได้บอกกล่าวในนามของโจทก์แล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 และถือว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสามแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่านางทองคำผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตายลง จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะได้รับมรดกของผู้ตาย และผู้ตายจะมีทรัพย์มรดกหรือไม่ เป็นเรื่องต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 728 ม. 823 ม. 1601 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมบัติ อุไรธรากุล
จำเลย — ร้อยโท พิษณุ มัสสะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2545
#98426
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ ท. ได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้หลังจากที่ ท. ถึงแก่ความตายไปแล้วเกิน 1 ปี ซึ่งทำให้คดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่โจทก์ผู้รับจำนองยังสามารถใช้สิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้โจทก์เอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27

แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อทนายโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และโจทก์ยอมรับเอาการบังคับจำนองที่ทนายโจทก์ได้บอกกล่าวในนามของโจทก์แล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 และถือว่าได้มีการบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสามแล้ว

ท. เป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตายลง จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ท. ย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 ส่วนการที่จำเลยทั้งสามจะได้รับมรดกของ ท. และ ท. จะมีทรัพย์มรดกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนางทองคำร่วมกันชำระเงินกู้ยืม พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7520 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก ที่ตกทอดได้แก่ตน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7520 ตำบลกระโทก อำเภอโชยชัย จังหวัดนครราชสีมา ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ผู้ตายได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้ แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ฟ้องคดีหลังจากนางทองคำถึงแก่ความตายไปแล้วเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามแล้วก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวยกเว้นมิให้บังคับในกรณีสิทธิเรียกร้องขอเจ้าหนี้ตามมาตรา 193/27 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธินั้นบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้ เห็นได้ว่า แม้คดีขาดอายุความแล้วก็ดี แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ก็ยังยอมให้โจทก์ผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนางทองคำเพื่อชำระหนี้โจทก์จากทรัพย์สินที่จำนองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 728 ม. 823 ม. 1600 ม. 1601 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ อุไรธรากุล
จำเลย — ร้อยโทพิษณุ มัสสะและพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุโชค ทองศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 803/2545
#44109
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาด้วยมูลหนี้ใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะพึงนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ไม่เป็นเหตุให้คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

จำเลยซึ่งเป็นผู้ประมูลแชร์ไปได้แล้วมีหน้าที่ผูกพันตามข้อตกลงต้องส่งเงินคืนโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ผู้ที่ยังประมูลไม่ได้ หรือสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบแก่ ป. หัวหน้าวงแชร์เพื่อมอบแก่ผู้ที่ยังประมูลไม่ได้ ซึ่งถือว่าเช็คพิพาทนั้นมีมูลหนี้ต่อกันแล้วเมื่อโจทก์ได้เช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือไว้ในครอบครองไม่ว่าจะเป็นโดย ป. ส่งมอบให้เพื่อชำระค่าแชร์ หรือโจทก์รับมาจากจำเลยโดยตรงก็ตาม โจทก์ก็เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 การที่ต่อมานายวงแชร์หนีและแชร์วงนี้ล้ม โจทก์ย่อมหมดโอกาสที่จะประมูลแชร์ได้ต่อไป โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าแชร์ที่ต้องส่งคืนให้แก่โจทก์ได้ทันทีเมื่อวงแชร์ล้ม ดังนั้น ตั้งแต่วันที่แชร์วงนี้ล้ม โจทก์ชอบที่จะลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทและนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ เพราะโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายและวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็คพิพาทถือว่าเป็นวันที่ถูกต้องแท้จริง เมื่อเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้จำเลยผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 914 ประกอบมาตรา 989

การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งอันเกิดจากการตกลงกันระหว่างสมาชิกผู้เล่นซึ่งมีผลผูกพันและบังคับได้ตามกฎหมาย การชำระหนี้ค่าแชร์จึงหาใช่มีมูลหนี้ที่ขัดต่อกฎหมายไม่ ส่วนการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนนั้นมีการรับเงินและผู้กู้ยืมเงินตกลงว่าจะจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีการประมูลจ่ายผลตอบแทนดังเช่นการเล่นแชร์ ทั้งการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนก็เป็นกรณีที่กำหนดดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนไว้แน่นอน ซึ่งอาจมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ เมื่อการเล่นแชร์วงนี้เป็นการประมูลผลประโยชน์ที่จะให้แก่สมาชิกลูกวงแชร์ด้วยกันที่มีจำนวนมากหรือน้อยตามความต้องการของผู้ประมูลจึงไม่อยู่ในข่ายเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ทั้งในทางนำสืบของจำเลยก็รับว่าเมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้ก็จะสั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่ ป. นายวงแชร์ซึ่งมิใช่นิติบุคคลการเล่นแชร์วงนี้จึงหาขัดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรีตัดใหม่ลงวันที่ 2 กันยายน 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 60,000 บาทรวม 4 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 4 ฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 256,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 240,000บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า ได้รับเช็คพิพาทมาอย่างไร เพื่อชำระหนี้อะไร จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม จำเลยออกเช็คพิพาทโดยไม่ลงวันที่มอบให้นายปรีชา องค์ศุลี ซึ่งเป็นนายวงแชร์ที่โจทก์ร่วมเล่นด้วย เนื่องจากจำเลยประมูลแชร์ได้ ต่อมามีการเลิกวงแชร์ก่อนที่โจทก์จะประมูลได้ โจทก์และนายปรีชาจึงร่วมกันฉ้อฉลโดยโจทก์รับเช็คพิพาทจากนายปรีชาลงวันที่และเรียกเก็บเงิน โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบโจทก์ยังค้างชำระเงินจำนวน 240,000 บาท ซึ่งต้องชำระแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยเคยประมูลแชร์ได้ เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ นายปรีชารับเช็คพิพาทจากจำเลยเนื่องจากการเล่นแชร์ที่ขัดต่อกฎหมายเพราะมีผู้เล่นเกิน 10 คน และมีมูลค่าแชร์เกิน 5,000,000บาท โจทก์รับเช็คจากนายปรีชา โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 16,650 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยและบุคคลอื่นตกลงเล่นแชร์กันโดยนายปรีชา องค์ศุลี เป็นนายวงแชร์ส่วนโจทก์กับจำเลยเป็นลูกวงแชร์ เมื่อจำเลยประมูลแชร์ไปแล้วทั้ง 2 มือ จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาทลงวันที่และนำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับเช็คพิพาททั้ง4 ฉบับมาจากผู้ใดและเพื่อชำระหนี้ค่าอะไรจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ขาดความชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีที่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงขอให้บังคับจำเลยใช้เงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว โดยบรรยายไว้แล้วว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายในคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาด้วยมูลหนี้ใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะพึงนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไปไม่เป็นเหตุให้คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองมีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ประมูลแชร์ไปได้แล้วจึงมีหน้าที่ผูกพันตามข้อตกลงต้องส่งเงินคืนคือสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ที่ยังประมูลไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยประมูลแชร์ได้ แล้วสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ผู้ที่ยังประมูลไม่ได้ก็ดี หรือสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบแก่นายปรีชาหัวหน้าวงแชร์เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ยังประมูลไม่ได้ก็ดี ก็ถือว่าเช็คพิพาทนั้นมีมูลหนี้ต่อกันแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือไว้ในครอบครอง โดยแม้จะฟังว่านายปรีชานายวงแชร์ส่งมอบให้เพื่อชำระค่าแชร์ หรือโจทก์รับเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าแชร์จากจำเลยโดยตรง โจทก์ก็เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ต่อมาเมื่อนายวงแชร์หนีและแชร์วงนี้ล้ม โจทก์ย่อมหมดโอกาสที่จะประมูลแชร์ได้ต่อไป โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินค่าแชร์ที่ต้องส่งคืนให้แก่โจทก์ได้ทันทีเมื่อวงแชร์ล้ม ดังนั้น ตั้งแต่วันที่แชร์วงนี้ล้มโจทก์ชอบที่จะลงวันสั่งจ่ายในเช็คพิพาทและนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คพิพาทได้ เพราะกรณีนี้ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย และวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็คพิพาทถือว่าเป็นวันที่ถูกต้องแท้จริง เมื่อโจทก์ลงวันสั่งจ่ายในเช็คพิพาทและนำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่เช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 ประกอบมาตรา 989 การที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นายปรีชานายวงแชร์ไม่ได้นำเช็คของโจทก์มาให้จำเลยนั้น ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายไว้ให้แก่โจทก์เพราะเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอากับนายปรีชานายวงแชร์โดยตรง ส่วนที่จำเลยให้การว่าโจทก์กับนายปรีชานายวงแชร์ร่วมกันคบคิดฉ้อฉลจำเลย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำสืบถึงเรื่องการโอนเช็คพิพาทระหว่างนายปรีชากับโจทก์ได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลแต่ประการใด คงนำสืบเพียงว่าเมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้และสั่งจ่ายเช็คพิพาทและเช็คฉบับอื่นให้นายปรีชาไปแล้ว นายปรีชาไม่ได้รวบรวมเงินจากลูกวงแชร์มาให้ตามข้อตกลงและหลบหนีไป เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการโอนเช็คพิพาทด้วยคบคิดกันฉ้อฉลดังที่จำเลยต่อสู้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันเล่นแชร์วงนี้เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชกำหนดกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งอันเกิดจากการตกลงกันระหว่างสมาชิกผู้เล่น ซึ่งมีผลผูกพันและบังคับได้ตามกฎหมาย การชำระหนี้ค่าแชร์จึงหาใช่มีมูลหนี้ที่ขัดต่อกฎหมายไม่ ส่วนการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนนั้น มีการรับเงินและผู้กู้ยืมเงินตกลงว่าจะจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีการประมูลจ่ายผลตอบแทนดังเช่นการเล่นแชร์ ทั้งการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนก็เป็นกรณีกำหนดดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนไว้แน่นอน ซึ่งอาจมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยในการกู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ เมื่อการเล่นแชร์วงนี้เป็นการประมูลผลประโยชน์ที่จะให้แก่สมาชิกลูกวงแชร์ด้วยกันที่มีจำนวนมากหรือน้อยตามความต้องการของผู้ประมูลจึงไม่อยู่ในข่ายเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และแชร์วงนี้ตามคำให้การและทางนำสืบของจำเลยก็รับว่านายปรีชาซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทปรีชาวรรณ จำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเจริญผลเป็นนายวงแชร์ เมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้ จำเลยสั่งจ่ายเช็คส่งมอบให้แก่นายปรีชา เช่นนี้ จึงรับฟังได้ว่านายปรีชาเป็นนายวงแชร์หาใช่นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ไม่ การเล่นแชร์วงนี้จึงหาขัดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 914 ม. 932 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทัศนีย์ จันทร์เรือง
จำเลย — นาย ศรณ์หรือธงชัย พันธุ์ทวีเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2545
#98540
เปิดฉบับเต็ม

อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงย่อมจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้สร้างทางและ ขยายทางหลวงแผ่นดินตามชื่อของพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งที่ดินดังกล่าว กรมทางหลวง จะดำเนินการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นซึ่งตนมิได้มีกรรมสิทธิ์อยู่ก่อนหาได้ไม่ จึงต้องเสนอให้รัฐจัดการ เวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อใช้ก่อสร้างทางและขยายทางหลวงแผ่นดิน ดังนี้ อธิบดีกรมทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย จึงเป็นผู้แสดงเจตนาแทนกรมทางหลวง เกี่ยวกับการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม และการสร้างทางหลวงแผ่นดินอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม ตามพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 15 กระทรวงคมนาคมจึงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดยังไม่เป็นธรรมและรัฐมนตรีว่า การกระทรวงคมนาคม ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกระทรวงคมนาคมให้ร่วมรับผิดด้วยได้

หลังจากมีพ.ร.ฎกำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง- ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ พ.ศ. 2513 และพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ ในท้องที่อำเภอศรีราชา อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2520 เวนคืนที่ดินของโจทก์จนถึงกลางปี 2537 ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเลย จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2537 จำเลยที่ 2 เพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวง ภายหลังจากวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาฯ เกือบ 25 ปี โดยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาอันสมควร เป็นการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดโดยใช้วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ 30 ธันวาคม 2513 ย่อมไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ และปัจจุบันในกรณีปกติของการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามมาตรา 6 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งอยู่ในอำนาจของตนภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯซึ่งไม่เกินสี่ปี กล่าวโดยเฉพาะคือต้องจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทนให้เสร็จสิ้นภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรคสอง และมาตรา 31 การจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทนโดยเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา 6 จะดำเนินการเมื่อวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประมาณ 2 ปี ถึง 4 ปี หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในอายุพระราชกฤษฎีกานั้น ก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ หรือตราพระราชบัญญัติเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดเงินค่าทดแทนก็จะเปลี่ยนไปเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่หรือเป็นวันใช้บังคับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี ดังนั้น การที่จะกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมได้ต้องใช้หลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เว้นแต่วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ มาเป็นกลางปี 2535 โดยเทียบเคียงจากระยะเวลาปกติในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา 6 ต้องใช้ในการจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน ๒๑,๗๐๕,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี ในต้นเงิน ๑๙,๓๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ คำนึงถึงสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ ราคาซื้อขายที่ดินและอื่น ๆ แล้วจึงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินไร่ละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๓๗๕ บาท เนื้อที่ ๒๕๐ ตารางวา เป็นเงิน ๙๓,๗๕๐ บาท ซึ่งเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อแรกที่ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ นั้นว่า อธิบดีกรมทางหลวงจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ดังกล่าว ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงย่อมจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้สร้างทางและขยาย ทางหลวงแผ่นดินตามชื่อของพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งที่ดินดังกล่าว กรมทางหลวงจำเลยที่ ๑ จะดำเนินการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของ ผู้อื่นซึ่งตนมิได้มีกรรมสิทธิ์อยู่ก่อนหาได้ไม่ จึงต้องเสนอให้รัฐจัดการเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อใช้ก่อสร้างทางและขยายทางหลวงแผ่นดิน ดังนี้ จำเลยที่ ๒ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ จึงเป็นผู้แสดงเจตนาแทนจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๓ และการสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๕ จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดยังไม่เป็นธรรมและจำเลยที่ ๔ ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อสุดท้ายว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนนั้น พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ ให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่อออกตามมาตรา ๖ สำหรับคดีนี้ได้มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ พ.ศ. ๒๕๑๓ คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้ประชุมและพิจารณาถึงราคาปานกลางในการเสียภาษีบำรุงท้องที่และราคาซื้อขายที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินที่ถูก เวนคืนรวมทั้งราคาประเมินของกรมที่ดินแล้วกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ไร่ละ๑๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ไร่ละ ๘๐,๐๐๐ บาท ทั้งต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนฯ ได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกเป็นไร่ละ ๓๗๕,๐๐๐ บาท ถือว่าเป็นการพยายามหาทางเยียวยาให้โจทก์ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นแล้ว นอกจากนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๔๑/๒๕๔๐ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายมุข โรจตระการ เจ้าของที่ดินซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทตำบลอำเภอเดียวกันกับที่ดินของโจทก์คดีนี้ ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๖ สายกรุงเทพฯ - ระยอง ... และตอนทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง... พ.ศ. ๒๕๓๓ ตารางวาละ ๒๓,๐๐๐ บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท จึงสูงเกินไป เห็นว่า แม้การพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามปกติต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาก็ตามแต่คดีนี้หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ พ.ศ. ๒๕๑๓ และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ ในท้องที่อำเภอศรีราชา อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๐ เวนคืนที่ดินของโจทก์จนถึงกลางปี ๒๕๓๗ ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเลย จนกระทั่งวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๒ เพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงตามเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกือบ ๒๕ ปี โดยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาอันสมควรเป็นการจ่ายเงินค่า ทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่ ๒ แจ้งให้โจทก์ไปรับตามอัตราที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๖ ไร่ละ๑๕๐,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๓๗๕ บาท โดยใช้วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๓ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ แม้จำเลยที่ ๔ จะวินิจฉัยเพิ่มเงินค่า ทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นไร่ละ ๓๗๕,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๙๓๗.๕๐ บาท ก็ยังคงไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัจจุบันในกรณีปกติของการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ นั้น เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งอยู่ในอำนาจของตนภายในอายุ พระราชกฤษฎีกาฯซึ่งไม่เกินสี่ปี กล่าวโดยเฉพาะคือต้องจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทนให้เสร็จสิ้นภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ วรรคสอง และมาตรา ๓๑ การจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่า ทดแทนโดยเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา ๖ จะดำเนินการเมื่อวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประมาณ ๒ ปี ถึง ๔ ปี หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในอายุพระราชกฤษฎีกานั้น ก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ หรือตราพระราชบัญญัติเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดเงินค่า ทดแทนก็จะเปลี่ยนไปเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่หรือเป็นวันใช้บังคับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี ดังนั้น การที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมได้ต้องใช้หลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) เว้นแต่วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ มาเป็นกลางปี ๒๕๓๕ อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ฝ่ายจำเลยจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงตามเอกสารหมาย จ.๔ เป็นเวลา ๒ ปีเศษ โดยเทียบเคียงจากระยะเวลาปกติในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา ๖ ต้องใช้ในการจ่ายเงินค่าทดแทนหรือ วางเงินค่าทดแทนดังกล่าวข้างต้น สำหรับสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ต้องคำนึงถึงตามสภาพและที่ตั้งที่ เปลี่ยนแปลงไปตามปกติจนถึงกลางปี ๒๕๓๕ โดยไม่ได้รับผลของความเจริญจากการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ ซึ่งในกลางปี ๒๕๓๕ ที่ดินของโจทก์และบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ได้รับผลของความเจริญจากการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้เพราะในขณะนั้นฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ในละแวกที่ดินของโจทก์ จึงมีปัญหาว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน เมื่อกำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในกลางปี ๒๕๓๕ เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแล้วควรเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคำนึงถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงราคาที่ดินของโจทก์และราคาที่ดินในบริเวณใกล้เคียงและเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลฎีกาเคยกำหนดไว้สำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนในโครงการอื่นซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ไม่มากกับสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ของมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. ๒๕๓๐ เว้นแต่วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาเปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ มาเป็นกลางปี ๒๕๓๕ แล้วเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมคือตารางวาละ ๕๐,๐๐๐ บาท เพิ่มจากที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดอีกตารางวาละ ๔๙,๖๒๕ บาท เนื้อที่ ๒๕๐ ตารางวา เป็นเงิน ๑๒,๔๐๖,๒๕๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ๑๒,๔๐๖,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้โดยถูกต้องแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดอีก ๑๒,๔๐๖,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(ประพันธ์ ทรัพย์แสง-วิชัย ชื่นชมพูนุท-วิชัย วิวิตเสวี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ม. 11 ม. 13 ม. 15 ม. 21 ม. 31
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองย้อย ภู่จีน
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤษ เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายนันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2545
#99868
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งหนี้สำเร็จบริบูรณ์ก่อนเวลาที่จำเลยที่ 2 เข้ามาค้ำประกันแล้ว ดังนี้ แม้วันที่ครบกำหนดชำระราคาค่าสินค้าจะเป็นเวลาภายหลังวันที่ทำสัญญาค้ำประกันก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็คงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันการซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าจากโจทก์โดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ ๒ มอบให้โจทก์เพื่อค้ำประกันครบกำหนดชำระเงินแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑,๖๗๓,๐๑๐.๒๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๒๘,๓๔๘.๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จเแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ตกลงค้ำประกันค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ ซื้อจากโจทก์ ในระหว่างวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๐ เท่านั้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อจากโจทก์นอกเหนือจากระยะเวลาดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๖๗๓,๐๑๐.๒๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๒๘,๓๔๘.๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทนเป็นเงินจำนวน ๕๐๗,๐๓๐.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อจากโจทก์ก่อนวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๖ ด้วยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ตกลงค้ำประกันการชำระค่าสินค้าของจำเลยที่ ๑ ในขณะที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ทำการซื้อขายสินค้ากันแล้ว โดยสัญญาค้ำประกันไม่ได้ระบุว่าเป็นการประกันการซื้อขายกันเมื่อใด และการซื้อขายสินค้า ๔ ครั้งแรกนั้น มีเงื่อนไขชำระค่าสินค้าภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้าซึ่งวันครบกำหนดชำระค่าสินค้าทั้ง ๔ ครั้ง ยังอยู่ในช่วงเวลาที่จำเลยที่ ๒ ตกลงเป็นผู้ค้ำประกันต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๘ จำเลยที่ ๑ ได้ทำคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันไว้ตามเอกสารหมาย ล.๓ ซึ่งมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ ๑ ขอให้จำเลยที่ ๒ ออกหนังสือค้ำประกันเป็นจำนวนเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาทให้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการทำสัญญาซื้อสินค้าประเภทโลหะแผ่นมีกำหนด ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๐ แล้วจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสาร จ.๘ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ โดยมีข้อความระบุไว้เพียงว่า จำเลยที่ ๒ ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ เป็นเงินไม่เกิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ จะไม่เพิกถอนการค้ำประกันในระหว่างเวลาที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชอบอยู่ตามเงื่อนไขในสัญญาจนถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๐ ไม่ได้มีข้อความใด ๆ ระบุไว้ให้ชัดเจนหรือเป็นความหมายว่า จำเลยที่ ๒ ยอมผูกพันค้ำประกันการซื้อสินค้าของจำเลยที่ ๑ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ตกลงค้ำประกันการซื้อสินค้าของจำเลยที่ ๑ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๐ ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเท่านั้น การซื้อขายสินค้าตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๖ สำเร็จบริบูรณ์ก่อนเวลาที่จำเลยที่ ๒ เข้ามาค้ำประกันแล้ว แม้วันที่ครบกำหนดชำระค่าสินค้าจะเป็นเวลาภายหลังวันที่ทำสัญญาค้ำประกันก็ตาม ก็เป็นกรณีที่โจทก์ได้กำหนดระยะเวลาให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าได้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้เท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ ๒ คงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.๗ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยที่ ๒ เข้าค้ำประกันการซื้อสินค้าของจำเลยที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยในหนี้เงินดังกล่าว ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมารูเบนิ สตีล โพรเซ็สซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเมทอลส์ เทรด (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2545
#44108
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505(ฉบับเก่า) ยังมีผลบังคับใช้อยู่แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526(ฉบับใหม่) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2526 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) แต่การยื่นคำขอรับบัตรโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสัญชาติไทย พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับใหม่)ก็ยังบัญญัติเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม โดยมาตรา 14 ได้ระวางโทษหนักกว่าโทษตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) ดังนั้น พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับใหม่) จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยต้องใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) มาตรา 17 มาบังคับใช้แก่การกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี จึงมีอายุความเพียง5 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 จึงเลยกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิด คดีจึงขาดอายุความ ต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

การที่จำเลยซึ่งไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าตนมีสัญชาติไทย เพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และวันเวลาเดียวกันจำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำขอมีบัตรใหม่ซึ่งเป็นเอกสารราชการและมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยแล้วใช้ใบคำขอมีบัตรใหม่ดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เป็นการกระทำในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกัน มีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองและ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้อ้างและแสดงตนยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 ปลัดอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนว่า จำเลยชื่อนายเหม่า แซ่ห่าง เป็นผู้มีสัญชาติไทย เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ความจริงจำเลยคือนายเลาะเมาะ แซ่ม้าซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงานและกรมการปกครองเสียหายกับตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยได้อ้างและแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนายเหม่า แซ่หาง เป็นผู้มีสัญชาติไทยลงในคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานของที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาอนุมัติและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย ความจริงแล้วจำเลยไม่ใช่นายเหม่า จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิบูลย์ ที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการปกครอง แล้วจำเลยใช้ใบคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงาน เพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานและกรมการปกครอง กับเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 เวลากลางวันจำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้อ้างและแสดงตนยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นนายเหม่า แซ่หาง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเดิม ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวแล้วต่อเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 ปลัดอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับเรื่องขอทำบัตรประจำตัวประชาชนว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ความจริงแล้วจำเลยคือนายเลาะเมาะ แซ่ม้า ถือใบสำคัญประจำตัวประชาชนคนต่างด้าว ซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงาน ที่ว่าการอำเภอหางดงและกรมการปกครองเสียหายกับตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้อ้างและแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนายเหม่า แซ่หาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ลงในคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นเอกสารราชการมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานของที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาอนุมัติและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย ความจริงแล้วจำเลยไม่ใช่นายเหม่า แซ่หาง จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคำมูลที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการปกครอง แล้วจำเลยใช้ใบคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ ขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานและกรมการปกครอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานผิด 2 กระทง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 6 เดือน ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวผิด 2 กระทง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ประกาศใช้หลังจากจำเลยกระทำผิด กฎหมายดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้แก่จำเลยหรือไม่เห็นว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มีผลใช้บังคับอยู่ แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2526 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 แต่การยื่นคำขอรับบัตรโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสัญชาติไทย พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ก็ยังบัญญัติเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมโดยที่พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ได้ระวางโทษไว้หนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 ดังนั้น พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยที่กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ได้ ต้องใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 บังคับแก่กรณีการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ของจำเลยตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา แต่ที่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 ภายหลังที่พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มีผลใช้บังคับแล้ว พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 จึงมีผลบังคับใช้แก่จำเลยซึ่งกระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 ได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนปัญหาประการที่สองที่ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีที่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ต้องนำเอาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 มาบังคับใช้ เมื่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 มีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี จึงมีอายุความเพียง 5 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) ดังนั้น เฉพาะที่จำเลยกระทำผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยข้อหาดังกล่าวเมื่อวันที่8 เมษายน 2535 จึงเลยกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง นั้น มีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดข้อหาแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 อีกกรรมหนึ่งนั้น มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(3) คดีจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ขาดอายุความแล้วจึงต้องยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และ มาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนางคำมูล จันทร์ก๋อง เจ้าพนักงานว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 เวลากลางวัน และในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้แจ้งให้นางคำมูลเจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการและมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยแล้วใช้ใบคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อนางคำมูล เจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวกระทำในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันมีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษเป็นสองกรรมไม่ถูกต้องข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองและ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดที่จำเลยกระทำเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานคงลงโทษจำเลยเพียงความผิดฐานใช้และอ้างเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน กระทงหนึ่ง และความผิดที่จำเลยกระทำวันที่ 18 เมษายน 2531 ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก6 เดือน อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90 ม. 95 ม. 137 ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 ม. 17
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 3 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย เลาะเมาะหรือเหม่า แซ่ม้าหรือแซ่ห่างหรือม้าสีเขียว
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2545
#42133
เปิดฉบับเต็ม

ในทางพิจารณาของโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยถูกจับกุมสอบสวนหรือดำเนินคดี ฉะนั้น การพาดหัวข่าวทางหนังสือพิมพ์ ด. รายสัปดาห์ ในหน้าแรกพร้อมภาพใบหน้าของโจทก์มีข้อความว่า "ลับ ชี้สำนวนความผิดจับ "ธ"(ซึ่งหมายถึงโจทก์)" ย่อมทำให้ผู้อ่านโดยทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ถูกจับกุมสอบสวนดำเนินคดีซึ่งมิใช่ข้อความจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังได้

โจทก์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีมติให้กล่าวโทษดำเนินคดีแก่ ส. กับพวก ซึ่งในวันที่มีมติโจทก์ก็เข้าร่วมประชุมในฐานะประธานด้วย ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบว่ามติดังกล่าวเป็นเรื่องของคณะกรรมการไม่เกี่ยวกับโจทก์ได้ แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับ ส. ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน และฝ่ายตรวจสอบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ติดตามตรวจสอบการปั่นหุ้นของกลุ่มอื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่มของ ส.ด้วยไม่ใช่เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มของส. เพียงกลุ่มเดียวแสดงว่าการกล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ ส. มิใช่การกระทำที่ลำเอียงหรือเลือกปฏิบัติ ฉะนั้น การที่จำเลยเสนอข่าวว่าโจทก์ให้ดำเนินคดีจับ ส.พร้อมยัดข้อหาเป็นการใช้อำนาจทำเพื่อเพื่อน ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยลำเอียง ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและไม่มีคุณธรรมเลือกปฏิบัติมุ่งช่วยเหลือพวกพ้อง ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยมิใช่การติชมด้วยความเป็นธรรมหรือเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต

จำเลยต้องรับผิดในฐานะบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์ ด. รายสัปดาห์ โดยที่จำเลยมิได้เป็นผู้ประพันธ์ข้อความ หนังสือพิมพ์ดังกล่าวมักเสนอข่าวใหญ่เกี่ยวกับธุรกิจและออกเป็นรายสัปดาห์ซึ่งมีผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม การให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งในหนังสือพิมพ์ประเภททั่วไปและธุรกิจ ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ย่อมไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลย สมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ ด.รายสัปดาห์และหนังสือพิมพ์ ผ. รายสัปดาห์ เพียง 2 ฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ พิมพ์ออกจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร จำเลยได้เสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ฉบับที่ 223 ประจำวันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม 2540 ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2540 พร้อมกับตีพิมพ์ภาพใบหน้าของโจทก์ติดกับข้อความพาดหัวข่าวในหน้าแรกมีข้อความว่า "ลับ ชี้สำนวนความผิด จับ "ธารินทร์"" และมีข้อความต่อไปอีกว่า "รัฐบาลเตรียมเปิดปฏิบัติการ ตีวัวกระทบคราด สำทับด้วยทีเด็ด "ตัดไม้ข่มนาม" กำราบลดระดับความห้าวแกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ด้วยการสะกิดประเด็นเบื้องหลังหายนะ บี.บี.ซี.เอฟ.ซี.ไอ. และการรั่วไหลของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนเงินมหาศาลระหว่างปี 2535 - 2538 ที่พรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจออกมาไล่ล่าหาตัวการรับผิดชอบ รายการนี้อดีตขุนคลังธารินทร์มีสิทธิถูกหวยรวยเคราะห์ครั้งใหญ่ ได้รับสถาปนาเป็นผู้ต้องหาฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแถมพ่วงด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เจ้าตัวออกอาการอู้อี้มีท่าทีเหมือนหยั่งรู้ชะตากรรมความวิบากที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้" และมีข้อความในหน้าที่ 2 ตอนหนึ่งว่า "ผลงานชิ้นแรกที่ขุนคลังธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ดูจะมีความภูมิอกภูมิใจอย่างมากนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 13 กันยายน 2535 ก็คือการนั่งเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต. ในคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เพื่อดำเนินการจับสองวัชรศรีโรจน์ พร้อมยัดข้อหาว่าคบคิดกับเพื่อน พี่น้อง ปั่นหุ้นแบงค์กรุงเทพฯพาณิชย์การหรือ บี.บี.ซี... หากแต่มีเบื้องหลังที่แท้จริงที่คนส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความจริงก็คือ กรณีการจับปั่นหุ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของขุนคลังผู้รักเพื่อน ใช้อำนาจหน้าที่ทำเพื่อเพื่อนคือเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เนื่องมาจากก่อนหน้านี้กำลังเกิดศึกการแย่งชิงหุ้นในแบงก์ บี.บี.ซี. ระหว่างเจ้าของเดิมกับสอง วัชรศรีโรจน์ ที่เข้ามาไล่เก็บซื้อหุ้นที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เทขายออกมา การช่วยเบรก การเข้ามาไล่เก็บซื้อหุ้นแบงก์ บี.บี.ซี โดยการสั่งจับสอง วัชรศรีโรจน์ ข้อหาปั่นหุ้นซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยลำเอียง ทำให้เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ยังคงรักษาความเป็นเจ้าของกิจการแบงก์ บี.บี.ซี. เอาไว้ได้..." ข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์อยู่เบื้องหลังความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด โดยโจทก์มีความผิด และถูกจับเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าโจทก์ได้ดำเนินคดีกับนายสองวัชรศรีโรจน์ ในข้อหาปั่นหุ้นโดยอคติ มิได้ตั้งอยู่บนความถูกต้องและเป็นธรรมกลั่นแกล้งนายสอง วัชรศรีโรจน์ เพื่อช่วยเหลือนายเกริกเกียรติชาลีจันทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับโจทก์ ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 58, 92พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 และขอให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาลลงในนิตยสารดอกเบี้ยรายเดือน หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ และหนังสือพิมพ์รายวันอื่นอีก 8 ฉบับด้วยตัวอักษรขนาดเท่าที่จำเลยได้เสนอข่าว คือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ผู้จัดการ มติชน แนวหน้า ข่าวสด เดอะเนชั่น และบางกอกโพสต์ เป็นเวลา15 วันติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใดฉบับหนึ่งได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นตามที่โจทก์จะเป็นผู้กำหนดโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ประกอบพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยมิใช่เป็นผู้เขียนข่าว แต่รับผิดในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับเกิดเหตุอันเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่ง ยังมีโอกาสเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวและประพฤติตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลอาญา มีกำหนด 4 ครั้ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในนิตยสารดอกเบี้ยรายเดือน หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หรือหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับใดฉบับหนึ่ง หนังสือพิมพ์มติชนหรือหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับใดฉบับหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ด้วยตัวอักษรขนาดเท่าที่หนังสือพิมพ์ทั่วไปเสนอข่าวตามปกติเป็นระยะเวลา 7 ครั้งติดต่อกัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 จำเลยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ พิมพ์จำหน่ายทั่วราชอาณาจักร เมื่อระหว่างวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้เสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ ฉบับที่ 223 ประจำวันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม 2540 ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2540 โดยลงข่าวพร้อมพิมพ์ภาพใบหน้าโจทก์ในหน้าแรกว่า "ลับ ชี้สำนวนความผิด จับ "ธารินทร์"" และมีข้อความต่อไปอีกว่า "รัฐบาลเตรียมเปิดปฏิบัติการ ตีวัวกระทบคราด สำทับด้วยทีเด็ด "ตัดไม้ข่มนาม" กำราบลดระดับความห้าวแกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ด้วยการสะกิดประเด็นเบื้องหลังหายนะ บี.บี.ซี. เอฟ.ซี.ไอ. และการรั่วไหลของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนเงินมหาศาลระหว่างปี 2535 2538 ที่พรรคประชาธิปัตย์ เรืองอำนาจออกมาไล่ล่าหาตัวการรับผิดชอบ รายการนี้อดีตขุนคลังธารินทร์มีสิทธิถูกหวยรวยเคราะห์ครั้งใหญ่ ได้รับสถาปนาเป็นผู้ต้องหาฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแถมพ่วงด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเจ้าตัวออกอาการอู้อี้มีท่าทีเหมือนหยั่งรู้ชะตากรรมความวิบากที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้" กับมีข้อความในหน้า 2 ตอนหนึ่งว่า "ผลงานชิ้นแรกที่ขุนคลังธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ดูจะมีความภูมิอกภูมิใจอย่างมากนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 13 กันยายน 2535 ก็คือ การนั่งเป็นประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต. ในคืนวันที่ 17พฤษภาคม 2535 เพื่อดำเนินการจับสอง วัชรศรีโรจน์ พร้อมยัดข้อหาว่าคบคิดกับเพื่อน พี่น้อง ปั่นหุ้นแบงก์กรุงเทพฯ พาณิชย์การ หากแต่มีเบื้องหลังที่แท้จริงคนส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความจริงก็คือ กรณีการจับปั่นหุ้นดังกล่าวเป็นการกระทำของขุนคลังผู้รักเพื่อนใช้อำนาจหน้าที่ทำเพื่อเพื่อน คือเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เนื่องมาจากก่อนหน้านี้กำลังเกิดศึกการแย่งชิงหุ้นในแบงก์ บี.บี.ซี. ระหว่างเจ้าของเดิมกับสอง วัชรศรีโรจน์ ที่เข้ามาไล่เก็บซื้อหุ้นที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เทขายออกมาการช่วยเบรก การเข้ามาไล่เก็บซื้อหุ้นแบงก์ บี.บี.ซี. โดยการสั่งจับสองวัชรศรีโรจน์ ข้อหาปั่นหุ้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยลำเอียง ทำให้เกริกเกียรติชาลีจันทร์ ยังรักษาความเป็นเจ้าของกิจการแบงก์ บี.บี.ซี. เอาไว้ได้"รายละเอียดของข่าวดังกล่าวปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 คงมีปัญหาชั้นฎีกาข้อแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับข้อความพาดหัวข่าวในหน้าแรกพร้อมภาพใบหน้าของโจทก์ซึ่งมีข้อความว่า"ลับ ชี้สำนวนความผิด จับ "ธารินทร์"" และรายละเอียดเกี่ยวกับข้อความพาดหัวข่าวดังกล่าวนั้น ย่อมทำให้ผู้อ่านข่าวทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์มีความผิดและจะถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา ดังที่นางแสงทิพย์ ยิ้มละมัยหัวหน้าข่าวเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐพยานจำเลยเบิกความว่าเมื่ออ่านข่าวดังกล่าวประกอบภาพใบหน้าโจทก์แล้วรู้สึกว่าโจทก์กระทำความผิด ตัวโจทก์เบิกความว่าโจทก์ไม่เคยถูกเรียกไปสอบสวนดำเนินคดีและไม่ได้ถูกจับกุมตามที่พาดหัวข่าว จำเลยเบิกความว่ามูลเหตุของการเสนอข่าวสืบเนื่องมาจากร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าจะมีการดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในสมัยที่โจทก์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อมาได้มีนายธวัชชัย อินทรปัญญา แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์แต่ผลของคดีจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ นายอายุธ ศักดิ์มังกร ทนายจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ให้ข่าวว่ามีทนายความคนหนึ่งจะแจ้งความจับโจทก์ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการแก้ไขปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ต่อมาข่าวดังกล่าวเงียบหายไป และไม่เคยได้ข่าวว่าโจทก์ถูกเรียกไปสอบสวน นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทดอกเบี้ย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์เบิกความในฐานะพยานจำเลยว่า พยานไม่เคยเห็นสำนวนความผิดที่จะใช้จับโจทก์ โจทก์จะเคยถูกจับกุมและถูกสอบสวนหลังจากเสนอข่าวหรือไม่ ไม่ทราบและจนกระทั่งขณะที่มาเบิกความก็ไม่มีข่าวว่าโจทก์ถูกจับกุมสอบสวน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ไม่เคยถูกจับกุมสอบสวนหรือดำเนินคดี การพาดหัวข่าวทางหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ว่า "ลับ ชี้สำนวนความผิด จับ "ธารินทร์"" พร้อมตีพิมพ์ภาพใบหน้าของโจทก์ย่อมทำให้ผู้อ่านโดยทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ถูกจับกุมสอบสวนดำเนินคดีซึ่งมิใช่ข้อความจริงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังได้ส่วนข้อความในหน้าที่ 2 เกี่ยวกับการจับกุมนายสอง วัชรศรีโรจน์ ในข้อหาปั่นหุ้นธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ นั้น โจทก์เบิกความว่า การดำเนินคดีแก่นายสองกับพวกเป็นไปตามมติของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่มีโจทก์เป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่ง และโจทก์มิได้สนิทสนมกับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ และนายประสารไตรรัตน์วรกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พยานโจทก์เบิกความว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ติดตามการซื้อขายหุ้นของนายสองกับพวกและกลุ่มบุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2535ก่อนที่โจทก์จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 ทางสำนักงานฯ ได้รับข้อมูลว่านายสองจะเดินทางไปต่างประเทศวันรุ่งขึ้นสงสัยจะหลบหนีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่ามีทางใดจะป้องกันไม่ให้นายสองเดินทางออกนอกประเทศ คณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วเสนอแนวทางดำเนินการ 3 แนวทาง แต่แนวทางที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วคือให้กล่าวโทษดำเนินคดีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวตามรายละเอียดเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า โจทก์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีมติให้กล่าวโทษดำเนินคดีแก่นายสองกับพวกในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่มีมติโจทก์ก็เข้าร่วมประชุมในฐานะประธานด้วย ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบว่ามติดังกล่าวเป็นเรื่องของคณะกรรมการไม่เกี่ยวกับโจทก์ได้ แต่จากคำเบิกความของนายสองพยานจำเลยได้ความว่า โจทก์กับนายสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน และนายวิจิตร สุพินิจ ซึ่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและเป็นคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยตำแหน่งขณะนั้นเบิกความเป็นพยานจำเลยว่าฝ่ายตรวจสอบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ติดตามตรวจสอบการปั่นหุ้นของกลุ่มอื่น ๆ นอกจากกลุ่มของนายสองด้วย ไม่ใช่เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มของนายสองเพียงกลุ่มเดียว เช่นติดตามการปั่นหุ้นของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด บริษัทเงินทุนเฟิร์สซิตี้ อินเวสเมนต์ จำกัด และบริษัทรัตนะการเคหะ จำกัด เป็นต้นคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวเจือสมกับคำของนายประสารรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พยานโจทก์ซึ่งเบิกความว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มิได้เจาะจงตรวจสอบผู้หนึ่งผู้ใดแต่ตรวจสอบหุ้นของบริษัททั่วไป และได้ติดตามการซื้อขายหุ้นของบุคคลอื่นนอกจากกลุ่มของนายสองด้วย แสดงว่าการกล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสองมิใช่การกระทำที่ลำเอียงหรือเลือกปฏิบัติ การที่จำเลยเสนอข่าวว่าโจทก์ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการจับนายสองพร้อมยัดข้อหาเป็นการใช้อำนาจทำเพื่อเพื่อน ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยลำเอียง ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีคุณธรรมเลือกปฏิบัติมุ่งช่วยเหลือพวกพ้อง ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีมิใช่การติชมด้วยความเป็นธรรมหรือเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาในข้อต่อมาว่า หากศาลฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องก็ขอให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ซึ่งอยู่ในเครือของจำเลยเท่านั้น เห็นว่า จำเลยต้องรับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์ ซึ่งเสนอข่าวอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ในหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์โดยที่จำเลยมิได้เป็นผู้ประพันธ์ข้อความ หนังสือพิมพ์ดังกล่าวเป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวส่วนใหญ่เกี่ยวกับธุรกิจและออกเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งมีผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม การให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งในหนังสือพิมพ์ทั่วไปและในหนังสือพิมพ์ประเภทธุรกิจทั้งรายวันและรายสัปดาห์ย่อมไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์เพียง2 ฉบับ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจรายสัปดาห์และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการายสัปดาห์จำนวน 2 ฉบับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328 ม. 329 ม. 332
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
จำเลย — นายทรงเกียรติ ชาติวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2545
#42132
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ตามมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนการที่เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น

แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 241 ที่ให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ ต่อพนักงานสอบสวนว่าต้องการทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำแล้วพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการให้ ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบก่อนทำการสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเสียก่อนทำการสอบปากคำ ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่ผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ เป็นของกลางก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15,66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี8 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี 11 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก4 ปี 5 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 3 เดือนตามคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าโจทก์บรรยายฟ้องโดยมิได้ระบุปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง ฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว สำหรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยมิชอบเพราะในชั้นสอบสวนไม่ให้จำเลยให้ทนายความหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ต่อพันตำรวจตรีชุณห์เกษม ปิ่นรอด พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่าจำเลยต้องการให้ทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำจำเลยแล้วพันตำรวจตรีชุณห์เกษมไม่ดำเนินการให้ตามความประสงค์ของจำเลยนั้นแต่ประการใด ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาได้ทราบก่อนทำการสอบสวน การที่พันตำรวจตรีชุณห์เกษมไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 เสียก่อนที่จะทำการสอบปากคำจำเลย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบดังที่จำเลยกล่าวอ้างอีกเช่นกันโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 241
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 185
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จรัลหรือไก่ จวงเจิม
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2545
#42131
เปิดฉบับเต็ม

การสืบพยานผู้เสียหายไว้ก่อนเพราะจะต้องเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรอันยากแก่การนำมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ นั้น ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลังฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง ส่วนการสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีแม้จะมีการพิมพ์ข้อความแทรกระหว่างบรรทัดในรายงานกระบวนพิจารณาว่า"ก่อนสืบพยานได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ"แต่จำเลยก็มิได้ยืนยันว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ แต่กลับบอกว่าจำไม่ได้ว่าศาลถามหรือไม่ จึงต้องฟังว่าศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยในเรื่องทนายความแล้ว การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลจึงเป็นไปโดยชอบ

การที่โจทก์จัดให้ อ. เพื่อนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองการเป็นล่าม ให้เป็นล่ามการสืบพยานผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ นั้นไม่มีกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ ทั้งจำเลยก็มิได้คัดค้านล่ามดังกล่าวไว้ในการสืบพยาน การเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสี่ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอากระเป๋าสะพายหนัง 1 ใบ กล้องถ่ายรูป 1 กล้อง กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ เงินสด 10,660 บาท หนังสือเดินทาง 1 เล่มและเช็คยุโรป 3 ใบ รวม 6 รายการ รวมราคาทั้งสิ้น 53,660 บาท ของนางอูลริเด้ รุกคัมป์ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้มือฉกฉวยกระชากกระเป๋าสะพายซึ่งภายในบรรจุทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นและใช้รถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ฟ - 4140 เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายไป ซึ่งจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะผู้เสียหายใช้มือคว้ากระเป๋าไว้ได้ทัน เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยล้มลงจนไม่สามารถวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายได้สมดังเจตนาของจำเลย เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดทรัพย์สินต่าง ๆ จำนวน6 รายการของผู้เสียหายที่ถูกวิ่งราวทรัพย์ และรถจักรยานยนต์ 1 คันซึ่งใช้ในการกระทำความผิดซึ่งเป็นของผู้อื่นไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด และหมวกนิรภัย 1 ใบ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระชากกระเป๋าของผู้เสียหายแต่ขณะที่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับจะล้ม คันบังคับรถจักรยานยนต์ทางขวาเกี่ยวกับสายสะพายกระเป๋าของผู้เสียหายซึ่งมีลักษณะคล้ายกับดึงเอากระเป๋าของผู้เสียหายไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นอุบัติเหตุและความบังเอิญมากกว่าเจตนากระทำผิด เห็นว่า โจทก์มีนางอูลริเด้ รุกคัมป์ ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ขณะผู้เสียหายกับเพื่อนเดินอยู่ในซอยคาวบอย มีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาทางด้านหลังและผ่านด้านซ้ายมือด้วยความเร็วสูงแล้วคนร้ายกระชากกระเป๋าสะพายชนิดมีสายยาวที่ผู้เสียหายสะพายไว้จากไหล่ซ้ายของผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือซ้ายดึงแย่งกระเป๋าไว้ได้ด้วยแรงกระชากทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลงเฉียงไปทางด้านขวามือของผู้เสียหาย คนร้ายจับคันบังคับรถจักรยานยนต์ยกขึ้น นายยอร์คเพื่อนผู้เสียหายเข้าไปบิดกุญแจดับเครื่องรถจักรยานยนต์สองครั้งและดึงกุญแจออก ชาวบ้านที่มามุงดูช่วยจับคนร้ายและถอดหมวกนิรภัยออกผู้เสียหายจึงเห็นหน้าคนร้ายและจำได้ว่าเป็นจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายจะรับฟังได้เพียงใดนั้น เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.1 ประกอบภาพถ่ายตามหมาย ล.1ภาพที่ 4 ซึ่งศาลชั้นต้นทำเครื่องหมายวงกลมแสดงจุดเกิดเหตุแล้วเห็นได้ชัดว่า ถนนมีความกว้างพอสมควร จุดที่ผู้เสียหายเดินค่อนไปในทางเดินรถด้านขวามือซึ่งมิใช่ทางเดินรถของจำเลย ดังนั้นข้อที่จำเลยนำสืบอ้างว่าขณะขับรถจักรยานยนต์มีผู้หญิงเป็นคนไทยเดินตัดหน้า จำเลยจึงห้ามล้อรถกะทันหันเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์เสียหลักจะล้ม คันบังคับรถจักรยานยนต์ด้านขวาจึงไปเกี่ยวกับสายสะพายกระเป๋าของผู้เสียหายนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะจำเลยเบิกความว่าขณะนั้นมีคนมาเที่ยวค่อนข้างมาก เดินกันพลุกพล่านรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไม่สามารถแล่นเร็วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคันบังคับรถจักรยานยนต์เกี่ยวกับสายสะพายกระเป๋าในลักษณะเช่นนั้นอย่างน้อยคันบังคับรถจักรยานยนต์จะต้องกระแทกแขนหรือบริเวณสะโพกข้างซ้ายของผู้เสียหายบ้างเป็นแน่ แต่จากคำเบิกความของผู้เสียหายไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากนั้นผู้เสียหายเบิกความยืนยันอีกว่า คนขับได้ใช้มือดึงกระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือซ้ายดึงแย่งเอาไว้ดังนั้น หากเป็นเรื่องที่คันบังคับรถจักรยานยนต์เกี่ยวสายสะพายกระเป๋าจริงแล้วไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจะต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือเบิกความต่อศาลบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้จำเลยได้รับโทษ นอกจากนี้แล้วยังปรากฏข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุพฤติการณ์ในการจับกุมว่าผู้เสียหายเป็นผู้ชี้ยืนยันให้จับจำเลยและรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับมีการนำถุงพลาสติกมาปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนไว้ยิ่งเป็นพิรุธแสดงชัดว่าจำเลยตระเตรียมปกปิดเลขทะเบียนมิให้ผู้พบเห็นจำได้ภายหลังการกระทำความผิด ในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกทำร้ายแต่อย่างใด คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีเหตุผลที่รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเหตุผลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ จะต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสองนั้น เห็นว่า มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคลที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลซึ่งจะต้องนำมาสืบในภายหน้าจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรยากแก่การนำมาสืบ ดังนี้ การสืบพยานผู้เสียหายดังกล่าว จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลังฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง ส่วนที่การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลปรากฏข้อความในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2541 เป็นการพิมพ์ข้อความแทรกมาระหว่างบรรทัดว่า "ก่อนสืบพยานได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ" ซึ่งจำเลยยกเป็นข้อพิรุธสงสัยนั้น แต่จำเลยก็มิได้ยืนยันว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่กลับเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้วจำเลยจำไม่ได้ว่าศาลถามหรือไม่ จึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยในเรื่องทนายความแล้ว การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่าการเบิกความของผู้เสียหายผ่านล่ามที่เป็นเพื่อนผู้เสียหายและอยู่ด้วยกันในที่เกิดเหตุ กับไม่ปรากฏว่าล่ามดังกล่าวทางราชการรับรองแล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ นั้น โจทก์ได้จัดนางสาวอัจฉราโล้วศรีสิน เป็นล่ามซึ่งปรากฏว่าก่อนจะแปลคำเบิกความล่ามดังกล่าวสาบานตนแล้ว แม้นางสาวอัจฉราจะเป็นเพื่อนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองการเป็นล่ามก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ อีกทั้งจำเลยก็มิได้คัดค้านล่ามดังกล่าวไว้ในการสืบพยานการเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสี่ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสี่
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172 ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีชา วานิคมหรือสมศักดิ์ นิลศิริหรือเกิดทวี
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ