คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2545
#48234
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคล จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลังฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง

แม้ ส. จะเป็นเพียงเพื่อนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองการเป็นล่ามก็ตาม เมื่อไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ การเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยโดยมี ส. เป็นล่ามจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 วรรคสี่ และ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง นั้น เห็นว่า มาตรา 237ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคลที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลซึ่งจะต้องนำมาสืบในภายหน้าจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรยากแก่การนำมาสืบ ดังนี้ การสืบพยานผู้เสียหายดังกล่าว จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลังฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง ส่วนที่การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลปรากฏข้อความในรายงานกระบวนการพิจารณา ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2541 เป็นการพิมพ์ข้อความแทรกระหว่างบรรทัดว่า "ก่อนสืบพยานได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ"ซึ่งจำเลยยกเป็นข้อพิรุธสงสัยนั้น แต่จำเลยก็มิได้ยืนยันว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ กลับเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้วจำเลยจำไม่ได้ว่าศาลถามหรือไม่ จึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยในเรื่องทนายความแล้ว การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การเบิกความของผู้เสียหายผ่านล่ามที่เป็นเพื่อนผู้เสียหายและอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุ กับไม่ปรากฏว่าล่ามดังกล่าวทางราชการรับรองแล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวินั้น โจทก์ได้จัดนางสาวอัจฉรา โล้วศรีสินเป็นล่ามซึ่งปรากฏว่าก่อนจะแปลคำเบิกความล่ามดังกล่าวสาบานตนแล้ว แม้นางสาวอัจฉราจะเป็นเพียงเพื่อนผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองการเป็นล่ามก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ อีกทั้งจำเลยก็มิได้คัดค้านล่ามดังกล่าวไว้ในการสืบพยาน การเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสี่ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ม. 237 ทวิ
ป.วิ.พ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีชา วานิคมหรือสมศักดิ์ นิลศิริหรือเกิดทวี
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2545
#98302
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคล ที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลซึ่งจะต้องนำมาสืบในภายหน้าจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ยากแก่การนำมาสืบ ดังนี้การสืบพยานผู้เสียหายดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง และก่อนสืบพยานศาลก็ได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วแถลงว่าไม่ได้ต้องการทนายความ การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลจึงเป็นไปโดยชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ โจทก์ได้จัด อ. เป็นล่าม ซึ่งก่อนจะแปลคำเบิกความ อ. ได้สาบานตนแล้ว แม้ อ. จะเป็นเพื่อนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองเป็นล่ามก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ อีกทั้งจำเลยก็มิได้คัดค้านล่ามดังกล่าวไว้ในการสืบพยาน การเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสี่ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยฎีกาว่า การสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 237 ทวิ จะต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง นั้น เห็นว่า มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคลที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อเหตุมีอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลซึ่งจะต้องนำมาสืบในภายหน้าจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรยากแก่การนำมาสืบ ดังนี้แม้ผู้เสียหายจะเป็นนักท่องเที่ยว ชาวเยอรมัน แต่การสืบพยานผู้เสียหายดังกล่าว ก็ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลังฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรบ้าง ส่วนที่การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลปรากฏข้อความในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2541 เป็นการพิมพ์ข้อความแทรกมาระหว่างบรรทัดว่า "ก่อนสืบพยานได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ" ซึ่งจำเลยยกเป็นข้อพิรุธสงสัยนั้น แต่จำเลยก็มิได้ยืนยันว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ กลับเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้วจำเลยจำไม่ได้ว่าศาลถามหรือไม่ จึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยในเรื่องทนายความแล้ว การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนการเบิกความของผู้เสียหายผ่านล่ามที่เป็นเพื่อนผู้เสียหายและอยู่ด้วยกันในวันที่เกิดเหตุ กับไม่ปรากฏว่าล่ามดังกล่าวทางราชการรับรองแล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ นั้น โจทก์ได้จัด อ. เป็นล่ามซึ่งปรากฏว่าก่อนจะแปลคำเบิกความล่ามดังกล่าวสาบานตนแล้ว แม้ อ. จะเป็นเพื่อนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและทางราชการมิได้รับรองเป็นล่ามก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ อีกทั้งจำเลยก็มิได้คัดค้านล่าม ดังกล่าวไว้ในการสืบพยาน การเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสี่ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172 วรรคสอง ม. 237 ทวิ
ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีชา วานิคม หรือสมศักดิ์ นิลศิริหรือเกิดทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวิรัช จารุนิธิ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2545
#42130
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินสอดแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,300 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 40,300 บาท ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวคดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน 35,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เป็นเพียงเงินค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 3 มิใช่เป็นค่าสินสอด โจทก์ทั้งสามไม่อาจเรียกคืนได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดามารดาโจทก์ที่ 3 ไปสู่ขอจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปีเศษ และเป็นบุตรจำเลยที่ 2และที่ 3 เพื่อให้สมรสกับโจทก์ที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกสินสอดเป็นเงิน 35,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 5,300บาท กับเรียกของหมั้นเป็นเงิน 5,000 บาท และในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์ได้มอบของหมั้นเป็นเงิน 5,000 บาท ให้ฝ่ายจำเลยไปแล้ว ต่อมามีการจัดงานแต่งงานระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 3 ฝ่ายโจทก์ได้มอบเงินสินสอดจำนวน 30,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา5,300 บาท ให้แก่ฝ่ายจำเลย และฝ่ายโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานดังกล่าวไปรวมเป็นเงิน 30,000 บาท แต่หลังจากงานแต่งงาน จำเลยที่ 3ไม่ยอมร่วมหลับนอนและไม่ไปจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่ไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนสมรสนั้นเป็นการผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายโจทก์จึงทวงถามให้คืนของหมั้นและสินสอด แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินสินสอด 30,000บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 5,300บาท แก่ฝ่ายโจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานสมรสแก่ฝ่ายโจทก์ 30,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 คืนของหมั้นแก่โจทก์เป็นเงิน5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยที่ 3 คืนให้ไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระแทน

จำเลยทั้งสามให้การว่า ในวันสู่ขอฝ่ายโจทก์ได้จ่ายเงิน 5,000 บาทให้เป็นเงินมัดจำสินสอดเท่านั้นโดยไม่มีการหมั้น และในวันแต่งงานฝ่ายโจทก์

ได้มอบสินสอดที่ค้างชำระให้อีก 30,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 5,300 บาท โจทก์ที่ 3 ไม่ได้กำหนดนัดจำเลยที่ 3 ให้ไปจดทะเบียนสมรส จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจให้ความยินยอมในการสมรส หลังจากแต่งงานแล้วจำเลยที่ 3 กับโจทก์ที่ 3 ไปพักอาศัยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาที่บ้านของฝ่ายโจทก์เป็นเวลาเดือนเศษ แต่โจทก์ที่ 3มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจไม่อาจร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 3จึงกลั่นแกล้งหาเหตุขับไล่จำเลยที่ 3 ออกจากบ้านกลับไปอยู่กับจำเลยที่ 1และที่ 2 ตามเดิม จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ต้องคืนสินสอดตามฟ้อง การสมรสไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องจัดงานเลี้ยงเพียงแต่จดทะเบียนสมรสก็สมบูรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับการสมรส ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินสินสอดแก่โจทก์ทั้งสาม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 13 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทแก่โจทก์ทั้งสาม ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,300 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินสอดเป็นเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง40,300 บาท ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว คดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีการหมั้น และเงินจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เป็นสินสอดที่ฝ่ายโจทก์มอบให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อไม่มีการสมรส โดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายจำเลยต้องรับผิดชอบจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนสินสอดดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสาม ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่าเงินจำนวน 35,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เป็นเพียงเงินค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ 3 มิใช่เป็นเงินค่าสินสอด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมิได้ประสงค์จะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกันแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจเรียกคืนได้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาโจทก์ทั้งสามได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาโจทก์ทั้งสาม คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 242 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คำตา มาลา กับพวก
จำเลย — นาย กัณยา วันแสวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2545
#48233
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินสอดเป็นเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำ 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้เป็นราคาแทน 5,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 40,300 บาท ไม่เกิน 50,000 บาททั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยมีการหมั้น เมื่อไม่มีการสมรสโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 1และที่ 2 จึงต้องคืนสินสอด ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่าทั้งสองฝ่ายมิได้ประสงค์จะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจเรียกสินสอดคืนได้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นการไม่ชอบตามมาตรา 242(1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาโจทก์ทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2542 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดามารดาโจทก์ที่ 3 ไปสู่ขอจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปีเศษ และเป็นบุตรจำเลยที่ 2 และที่ 3เพื่อให้สมรสกับโจทก์ที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกสินสอดเป็นเงิน 35,000 บาทและสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 5,300 บาท กับเรียกของหมั้นเป็นเงิน 5,000บาท และในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์ได้มอบของหมั้นเป็นเงิน 5,000 บาท ให้ฝ่ายจำเลยไปแล้ว ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2542 มีการจัดงานแต่งงานระหว่างโจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 3 ฝ่ายโจทก์ได้มอบเงินสด จำนวน 30,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทราคา 5,300 บาท ให้แก่ฝ่ายจำเลย และฝ่ายโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานดังกล่าวรวมเป็นเงิน 30,000 บาท แต่หลังจากงานแต่งงานจำเลยที่ 3 ไม่ยอมร่วมหลับนอนและไม่ไปจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนสมรสนั้นเป็นการผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายโจทก์จึงทวงถามคืนของหมั้นและสินสอดแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินสินสอด 30,000บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 5,300 บาท แก่ฝ่ายโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานสมรสแก่ฝ่ายโจทก์ 30,000 บาท และให้จำเลยที่ 3คืนของหมั้นแก่โจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยที่ 3 คืนให้ไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระแทน

จำเลยทั้งสามให้การว่า ในวันสู่ขอฝ่ายโจทก์ได้จ่ายเงิน 5,000 บาท ให้เป็นเงินมัดจำสินสอดเท่านั้นไม่มีการหมั้น และในวันแต่งงานฝ่ายโจทก์ได้มอบสินสอดที่ค้างชำระให้อีก 30,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 5,300 บาท โจทก์ที่ 3ไม่ได้กำหนดนัดจำเลยที่ 3 ให้ไปจดทะเบียนสมรส จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจให้ความยินยอมในการสมรส หลังจากแต่งงานแล้วจำเลยที่ 3 กับโจทก์ที่ 3 ไปพักอาศัยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาที่บ้านของฝ่ายโจทก์เป็นเวลาเดือนเศษ แต่โจทก์ที่ 3 มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจไม่อาจร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 3 จึงกลั่นแกล้งหาเหตุขับไล่จำเลยที่ 3 ออกจากบ้านกลับไปอยู่กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามเดิม จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ต้องคืนเงินสินสอดตามฟ้อง การสมรสไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องจัดงานเลี้ยง เพียงแต่จดทะเบียนสมรสก็สมบูรณ์แล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับการสมรส ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินสินสอดแก่โจทก์ทั้งสาม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 13 มกราคม2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน5,300 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุให้สมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินสอดเป็นเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำ 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้เป็นราคาแทนเป็นเงิน5,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 40,300 บาท ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว คดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยมีการหมั้น และเงินจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เป็นสินสอดที่ฝ่ายโจทก์มอบให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อไม่มีการสมรสโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนสินสอดดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสาม ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน 35,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เป็นเพียงค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 3 ไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ 3 มิใช่เป็นค่าสินสอด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมิได้ประสงค์จะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกันแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจเรียกคืนได้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาโจทก์ทั้งสามได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาโจทก์ทั้งสาม คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากที่คืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คำตา มาลา กับพวก
จำเลย — นาย กัณยา วันแสวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2545
#98301
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงสมรสกันโดยไม่มีการหมั้น แต่มีสินสอด คือ เงินและ สร้อยคอทองคำ เมื่อไม่มีการสมรสโดยมีพฤติกรรมที่ฝ่ายจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนสินสอดแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินสอดเป็นเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน 5,300 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่าเงินและสร้อยคอทองคำไม่ใช่สินสอดขอให้ยกฟ้อง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีเพียง 40,300 บาท ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว คดีจึงต้องห้ามมิให้ คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 242(1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฎีกา เพราะเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาโจทก์ทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นบิดามารดาจำเลยที่ ๓ คืนสินสอด แก่ฝ่ายโจทก์พร้อมดอกเบี้ยกับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานสมรส และให้จำเลยที่ ๓ คืนของหมั้นแก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ ๓ คืนให้ไม่ได้ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระแทน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินสินสอดแก่โจทก์ทั้งสาม ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๕,๓๐๐ บาท กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนใน ทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาใน ข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีการหมั้น และเงินจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท เป็นสินสอด ที่ฝ่ายโจทก์มอบให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เมื่อไม่มีการสมรสโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องคืนสินสอดดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าสินสอดเป็นเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๕,๓๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง ๔๐,๓๐๐ บาท ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว คดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ว่าเงินจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท และสร้อยคอทองคำหนัก ๑ บาท เป็นเพียง เงินค่าตอบแทนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยินยอมให้จำเลยที่ ๓ ไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ ๓ มิใช่เป็นเงินค่าสินสอด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมิได้ประสงค์จะทำการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกันแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสาม จึงไม่อาจเรียกคืนได้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้เป็นการไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒ (๑) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาโจทก์ทั้งสามได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และให้ยกฎีกาโจทก์ทั้งสามคงให้บังคับไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากที่คืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำตา มาลา กับพวก
จำเลย — นายกัณยา วันแสวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบ — นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2545
#48639
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะจำเลยทั้งสองลักทรัพย์ของผู้เสียหายก็ตาม แต่หลังเกิดเหตุไม่นานเจ้าพนักงานตามไปจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหาย ทั้งยังยึดเศษปลาที่อยู่ในกระทะ ซึ่งเมื่อตรวจพิสูจน์แล้วพบว่ามีสารพิษชนิดเม็ทโธมิลติดอยู่และเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่ติดอยู่ที่เศษปลาทอดในปากสุนัขของผู้เสียหายที่ตาย อันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำอาหารผสมสารพิษดังกล่าวเบื่อสุนัขในบ้านของผู้เสียหาย เพื่อความสะดวกแก่การเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย ทั้งในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ทันที พยานหลักฐานของโจทก์มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงสอดคล้องและใกล้ชิดกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาตลอดจึงบ่งชี้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบ้านของนางเทพฤดี พรไตรผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้ปลาทอดผสมสารพิษเบื่อสุนัขของผู้เสียหายตายแล้วคนร้ายใช้ของแข็งงัดลูกบิดประตูบ้านของผู้เสียหายจนหลุด และเข้าไปลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายรวม 12 รายการ เป็นเงิน 51,526 บาท ไปโดยทุจริต ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ พร้อมเหรียญชนิดต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 26 บาทของผู้เสียหาย และกระเป๋าใส่เงิน 1 ใบซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองและยึดได้เศษปลาทอด 1 ถุง กับกระทะ 1 ใบ ซึ่งจำเลยทั้งสองใช้ทอดปลาและนำไปเบื่อสุนัขของผู้เสียหายเป็นของกลาง ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองร่วมกันรับเหรียญของกลาง อันเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุลักทรัพย์และรับของโจรเกิดที่แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5682/2541 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(7)(8), 357, 83 คืนเหรียญชนิดต่าง ๆ คิดเป็นเงิน 26 บาทแก่ผู้เสียหาย ของกลางอื่นให้ริบทั้งสิ้น และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5683/2541 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเล่นวิดีโอเทป 1 เครื่อง เจ้าแม่กวนอิมเลี่ยมทอง 4 องค์ พระควัมเลี่ยมทอง 1 องค์ และลูกแก้วเลี่ยมทอง 10 ลูก หรือใช้ราคาเป็นเงิน 51,500 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(3)(7)(8) วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี คืนเหรียญชนิดต่าง ๆ คิดเป็นเงิน 26 บาทแก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโทรทัศน์สี1 เครื่อง เครื่องเล่นวิดีโอเทป 1 เครื่อง เจ้าแม่กวนอิมเลี่ยมทอง 4 องค์ พระควัมเลี่ยมทอง1 องค์ และลูกแก้วเลี่ยมทอง 10 ลูก หรือใช้ราคาเป็นเงิน 51,500 บาทแก่ผู้เสียหายส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5682/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่นับโทษต่อให้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้คืนกระทะของกลางแก่จำเลยที่ 1 คืนของกลางเหรียญชนิดต่าง ๆ และกระเป๋าใส่เงินแก่จำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้มีคนร้ายเข้าไปในบ้านของนางเทพฤดีพรไตร ผู้เสียหาย ใช้ปลาผสมสารพิษเบื่อสุนัขที่ผู้เสียหายเลี้ยงไว้ตายไป 3 ตัว แล้วลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปจำนวน 12 รายการ รวมเป็นเงิน 51,526 บาท ปรากฏตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.1 ในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเศษปลาทอดติดอยู่ที่ปากสุนัขที่ตายและเศษปลาทอดที่ตกอยู่ในบ้านของผู้เสียหาย จากนั้นได้ไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบจำเลยทั้งสองอยู่ที่บ้าน ตรวจค้นในบ้านของจำเลยที่ 1 พบเศษอาหารคล้ายปลาทอดติดอยู่ในกระทะที่บ้านของจำเลยที่ 1จึงยึดไว้เป็นของกลาง และตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเงินชนิดเหรียญห้าบาท เหรียญบาทเหรียญห้าสิบสตางค์ เหรียญยี่สิบห้าสตางค์ รวมเป็นเงิน 26 บาท และกระเป๋าใส่เงิน1 ใบ ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าเงินและกระเป๋าใส่เงินดังกล่าวเป็นของผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนได้ส่งเศษปลาทอดที่พบในปากสุนัขและในบริเวณบ้านของผู้เสียหายกับที่พบอยู่ในกระทะที่บ้านของจำเลยที่ 1 พร้อมกระทะของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจปรากฏว่ามีสารพิษชนิดเม็ทโธมิลผสมอยู่และมีสารพิษดังกล่าวติดอยู่ที่กระทะของกลางด้วยตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสยุมภู เจียงพุทรา เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากพยานได้รับแจ้งเหตุจากผู้เสียหายแล้ว จึงรีบเดินทางไปที่บ้านของผู้เสียหาย พบผู้เสียหายและเห็นสุนัขที่ผู้เสียหายเลี้ยงไว้ถูกวางยาเบื่อตายไป 3 ตัวโดยพบเศษปลาทอดซึ่งน่าจะผสมยาเบื่ออยู่ที่ปากสุนัขที่ตายและยังพบเศษปลาทอดตกอยู่ในบริเวณบ้านของผู้เสียหายอีก พยานจึงยึดไว้เป็นของกลาง ขณะนั้นผู้เสียหายแจ้งว่า สงสัยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนงานรับจ้างก่อสร้างและมีบ้านพักอยู่ห่างจากบ้านของผู้เสียหายประมาณ 300 เมตร เป็นคนร้าย เพราะก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 ถึง 4 วันเวลากลางคืน ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 เดินผ่านไปมาหน้าบ้านของผู้เสียหายหลายครั้งพยานจึงให้ผู้เสียหายพาไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ทันที พบจำเลยทั้งสองอยู่ที่บ้าน พยานขอตรวจค้นบ้าน ผลการตรวจค้นพบเศษอาหารอยู่ในกระทะซึ่งมีลักษณะคล้ายปลาทอดที่พบในบ้านของผู้เสียหายจึงยึดไว้เป็นของกลางและตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเหรียญชนิดต่าง ๆ แบบเก่าของกลาง ผู้เสียหายยืนยันว่าเหรียญชนิดต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นของผู้เสียหายที่เก็บสะสมไว้ พยานจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกวีรพงษ์ บรรพลิตานนท์ ผู้ตรวจพิสูจน์เศษปลาทอดและกระทะของกลาง เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางดังกล่าวพบสารชนิดเม็ทโธมิล ซึ่งชาวบ้านเรียกว่ายาเบื่อติดอยู่ที่ของกลางถ้าสัตว์กินสารพิษนั้นเข้าไปจะทำให้ตายได้ภายใน 5 นาที ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.2 เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นขณะจำเลยทั้งสองลักทรัพย์ของผู้เสียหายก็ตาม แต่หลังเกิดเหตุไม่นานเจ้าพนักงานตำรวจก็ตามไปจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเหรียญชนิดต่าง ๆ ของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ตัวจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งยึดเศษปลาที่อยู่ในกระทะ และกระทะของกลางที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่ามีสารพิษชนิดเม็ทโธมิลติดอยู่และเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่ติดอยู่ที่เศษปลาทอดในปากสุนัขที่ตาย อันเป็นการบ่งชี้ให้เห็นอย่างใกล้ชิดว่าจำเลยทั้งสองต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำอาหารผสมสารพิษดังกล่าวเบื่อสุนัขในบ้านของผู้เสียหาย เพื่อความสะดวกแก่การเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหาย อีกทั้งในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในวันเกิดเหตุทันที ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงขึ้นได้จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามความเป็นจริงด้วยความสมัครใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความเป็นจริง ซึ่งจากพยานหลักฐานดังกล่าวมาของโจทก์มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงสอดคล้องและใกล้ชิดกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมาตลอด จึงบ่งชี้ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องไป ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายโดยใช้เชือกมัดเท้าและใช้ผ้าปิดตา จากนั้นใช้น้ำราดและใช้ไฟฟ้าช็อตบังคับให้จำเลยทั้งสองรับสารภาพนั้นก็คงมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆเท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนแต่อย่างใดคำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักน้อยและไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากระเป๋าใส่เงินของกลางนั้นเป็นของผู้เสียหาย จึงมิใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(1) ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยให้คืนแก่ผู้เสียหายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้คืนกระเป๋าใส่เงินของกลางแก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นาย โชติ สุขเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2545
#42129
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 107(4) และผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่าส่งผู้สมัครสมาชิกผู้นั้นเข้าสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯมาตรา 31 วรรคสอง อีกด้วย เมื่อได้รับใบสมัครแล้ว ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัครคุณสมบัติของผู้สมัครและสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดการรับสมัครตามความในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ดังกล่าวดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นใบสมัครพร้อมกับหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่ในระหว่างระยะเวลาการตรวจสอบหลักฐานการสมัคร ปรากฏว่าหัวหน้าพรรคดังกล่าวยืนยันขอยกเลิกหนังสือรับรองจึงต้องถือว่าการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องขาดหลักฐานหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง มีผลเท่ากับผู้ร้องไม่อาจสมัครในนามของพรรคการเมืองดังกล่าวได้ การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ปรากฏชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 20 วรรคสอง ดังนั้น หัวหน้าพรรคการเมืองย่อมมีอำนาจที่จะออกหนังสือและยืนยันการบอกเลิกหนังสือรับรองที่ผู้ร้องได้ยื่นไว้พร้อมกับใบสมัครได้ ส่วนการที่ผู้ร้องอ้างว่าหนังสือยืนยันขอยกเลิกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองไม่ชอบด้วยข้อกำหนดของพรรคการเมืองนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องในฐานะสมาชิกของพรรคการเมืองได้ดำเนินการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 47 วรรคสาม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ แต่ประการใด คำร้องของผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น

คดีร้องขอให้รับสมัครเลือกตั้งและประกาศชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตการเลือกตั้งนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย และได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดลพบุรี ต่อมาผู้คัดค้านแจ้งผู้ร้องว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองที่นำมาประกอบการสมัครถูกหัวหน้าพรรคแจ้งขอยกเลิก ซึ่งมีผลเท่ากับขาดหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 47พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541มาตรา 9, 10, 12, 20 และข้อบังคับพรรคความหวังใหม่ ข้อ 50(3), (13)และวรรคท้าย หนังสือขอยกเลิกการรับรองของหัวหน้าพรรคความหวังใหม่เป็นหนังสือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับพรรคความหวังใหม่จึงไม่มีผลในการยกเลิกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคที่ผู้ร้องนำไปประกอบการสมัครรับเลือกตั้ง ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตที่ 3 จังหวัดลพบุรีต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองพร้อมกับการยื่นใบสมัคร แต่ขั้นตอนการรับสมัครยังไม่เสร็จสิ้น โดยผู้คัดค้านจะต้องสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิจะสมัครหรือไม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนับแต่วันเปิดรับสมัคร ในระหว่างเวลาดังกล่าวหัวหน้าพรรคมีหนังสือขอยกเลิกหนังสือรับรองที่ให้ผู้ร้องลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค อันมีผลให้ผู้ร้องไม่มีหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง การยื่นใบสมัครของผู้ร้องจึงขาดหลักฐานหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง ส่วนที่อ้างว่ามติที่ประชุมพรรคมีการบิดเบือนความจริงเป็นการทำรายงานเท็จยังไม่มีการรับรองรายงานการประชุม และส่งรายงานให้คณะกรรมการเลือกตั้ง เรื่องดังกล่าวไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาพิจารณาในการตรวจสอบคุณสมบัติแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้าน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้งดการสืบพยานของคู่ความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับและไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 3จังหวัดลพบุรี พร้อมหลักฐานต่าง ๆ ครบถ้วนรวมทั้งหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ที่ผู้ร้องเป็นสมาชิกอยู่ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดลพบุรีผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 หัวหน้าพรรคความหวังใหม่มีหนังสือถึงผู้คัดค้านขอยกเลิกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคที่ส่งผู้ร้องลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตที่ 3จังหวัดลพบุรี และทำหนังสือฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ยืนยันการยกเลิกอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้รับการสอบสวนจากผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 14กุมภาพันธ์ 2545 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งไปถึงผู้ร้องว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตที่ 3 จังหวัดลพบุรี ชอบหรือไม่เห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 107(4) และผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่าส่งผู้สมัครสมาชิกผู้นั้นเข้าสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541มาตรา 31 วรรคสอง อีกด้วย เมื่อได้รับใบสมัครแล้ว ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัครคุณสมบัติของผู้สมัครและสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวัน นับแต่วันปิดการรับสมัครตามความในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นใบสมัครพร้อมกับหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่ในระหว่างระยะเวลาการตรวจสอบหลักฐานการสมัคร ปรากฏว่าหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ยืนยันขอยกเลิกหนังสือรับรองดังกล่าว ต้องถือว่าการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องขาดหลักฐานหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองว่า ส่งผู้ร้องเข้าสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีผลเท่ากับผู้ร้องไม่อาจสมัครในนามของพรรคความหวังใหม่ได้ การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ผู้ร้องอ้างว่าหนังสือขอยกเลิกการรับรองของหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เป็นหนังสือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อข้อบังคับของพรรคจึงไม่มีผลเป็นการยกเลิก หนังสือรับรองดังกล่าวนั้น เห็นว่าหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 20 วรรคสอง ดังนั้น หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ย่อมมีอำนาจที่จะออกหนังสือและยืนยันการขอยกเลิกหนังสือรับรองดังกล่าวที่ผู้ร้องได้ยื่นไว้พร้อมกับใบสมัครได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าหนังสือดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อบังคับพรรค ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องในฐานะสมาชิกของพรรคการเมืองได้ดำเนินการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 47 วรรคสาม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 แต่ประการใด คำร้องของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 47 ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 31 ม. 32 ม. 34
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 10 ม. 12 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดลพบุรี
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2545
#42128
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของผู้ที่เป็นกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำเขตต้องเป็นไปตามข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแต่งตั้งและวิธีปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 15/1 มิใช่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาฯเพราะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ระบุให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งหรือเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมีสิทธิลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ตนต้องประจำปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยไม่ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต้องแสดงหลักฐานคำสั่งแต่งตั้งต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก่อนทำการลงคะแนน โดยให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกส่วนหนึ่งต่างหากได้ แต่เมื่อผู้ร้องเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตซึ่งมีหน้าที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งในเขตโดยไม่มีหน้าที่ต้องประจำปฏิบัติในหน่วยเลือกตั้งหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้ความเป็นกรรมการเลือกตั้งไปลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ผู้ร้องไม่มีบัญชีรายชื่อได้ การที่ผู้ร้องไปลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ผู้ร้องไม่มีบัญชีรายชื่อทั้งมิได้มีการเพิ่มชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องก็มิได้แจ้งเหตุถึงการไปใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งที่ไม่มีบัญชีรายชื่อดังกล่าวต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 22 ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 68 วรรคสอง และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ ฉะนั้นการที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงชอบแล้ว

คดีร้องขอให้รับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯมาตรา 34

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย และได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตจังหวัดสมุทรปราการ แต่ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการแจ้งผู้ร้องว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ซึ่งผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 แล้ว ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน่วยเลือกตั้งที่ 25 ผู้ร้องมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวทั้งมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิ ผู้ร้องไม่มีสิทธิไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 ทั้งในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งที่ 13ไม่ปรากฏรายการในการใช้สิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด หากมีชื่อผู้ร้องใช้สิทธิลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 ก็เป็นการไม่ชอบ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งเป็นผู้เสียสิทธิตามกฎหมายจึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณาผู้ร้องและผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน่วยเลือกตั้งที่ 25 ในวันดังกล่าวผู้ร้องมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 25 เนื่องจากผู้ร้องเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ มีหน้าที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ ในเขตรับผิดชอบซึ่งมีทั้งหมด 172 หน่วย และผู้ร้องได้รับมอบหมายให้ไปตรวจเยี่ยมทั้งหมด 51 หน่วย ผู้ร้องไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติประจำอยู่หน่วยเลือกตั้งใดโดยเฉพาะ ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งที่ 13 ไม่มีการเพิ่มชื่อผู้ร้องและไม่ปรากฏรายการว่าผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 และผู้คัดค้านแถลงว่ามีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2542 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ตนต้องประจำปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยไม่ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ตามเอกสารหมาย ค.1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชอบหรือไม่ ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต 2ผู้ร้องจึงมีสิทธิไปลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยที่ผู้ร้องไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อได้นั้น เห็นว่า สิทธิของผู้ที่เป็นกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแต่งตั้งและวิธีปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรข้อ 15/1 มิใช่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542 ตามที่ผู้คัดค้านอ้าง เพราะในการเลือกตั้งในวันดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิใช่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แต่ข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ข้อ 15/1 ดังกล่าว กำหนดไว้เช่นเดียวกับระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ เอกสารหมาย ค.1 ข้อ 104 ทวิ โดยกำหนดว่า "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยใดให้ลงคะแนนเลือกตั้งได้เฉพาะหน่วยเลือกตั้งนั้น...

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งหรือเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ตนต้องประจำปฏิบัติหน้าที่นั้น โดยไม่ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง...

ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามวรรคสอง ซึ่งประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ตนต้องปฏิบัติหน้าที่ แสดงหลักฐานคำสั่งแต่งตั้งต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก่อนทำการลงคะแนนเลือกตั้ง...ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกส่วนหนึ่งต่างหาก" แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต 2 มีหน้าที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งในเขตโดยไม่มีหน้าที่ต้องประจำปฏิบัติในหน่วยเลือกตั้งหน่วยใดหน่วยหนึ่งผู้ร้องจึงไม่อาจใช้ความเป็นกรรมการการเลือกตั้งไปลงคะแนนในหน่วยการเลือกตั้งที่ผู้ร้องไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามความในวรรคสองดังกล่าวได้ ทั้งผู้ร้องรับว่าคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 13 มิได้เพิ่มชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 แต่อย่างใด แม้ผู้ร้องจะได้ไปลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 จริงก็เป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องก็มิได้แจ้งเหตุที่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยที่ 13 แทนการไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ 25 ต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ตามความในมาตรา 22แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคสอง และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้อง และไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 34 ต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 68
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 22 ม. 23 ม. 34
ข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย มงคล ทองคำ
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 741/2545
#42127
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ นั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกให้ช่วยเหลือสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย หาได้เป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าหรือแสวงหากำไรแต่อย่างใดไม่ ทั้งพระราชบัญญัตินี้ยังมีลักษณะในการควบคุมการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีบทกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเพื่อป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วย การที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ฯร่วมกันหักเงินร้อยละ 4 จากเงินสงเคราะห์ที่สมาคมเรียกเก็บจากสมาชิกเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งตาย ในแต่ละครั้งแล้วนำมาจัดสรรแบ่งกันเป็นประโยชน์ส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่เงินส่วนนั้นควรเป็นประโยชน์แก่ญาติของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 หาได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนไม่โดยให้ถ้อยคำแก่พนักงานคุมประพฤติว่าไม่ประสงค์จะชดใช้เงินคืนแก่สมาคม พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดแหลมไผ่ ร่วมกันรับค่าจ้างหรือเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นทำนองเดียวกันจากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นเงิน 137,950 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 มาตรา 28, 56 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 มาตรา 28 (ที่ถูก มาตรา 28 วรรคหนึ่ง),56 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ2 เดือน

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยดังกล่าวหรือไม่เห็นว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 นั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการที่สมาชิกจะช่วยเหลือสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย หาได้เป็นไปเพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าหรือแสวงหากำไรแต่อย่างใดไม่ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 จึงมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งในการควบคุมการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีบทกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเพื่อป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากกิจการนี้โดยมิชอบ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดแหลมไผ่ ร่วมกันรับค่าจ้างหรือเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นทำนองเดียวกันจากสมาคมไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 หักเงินจำนวนร้อยละ 4 จากเงินสงเคราะห์ที่สมาคมเรียกเก็บจากสมาชิก เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตายในแต่ละครั้ง แล้วนำมาจัดสรรแบ่งกัน ทั้ง ๆ ที่เงินสงเคราะห์ในส่วนนั้นควรจะตกเป็นประโยชน์แก่ญาติของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย ซึ่งโดยปกติก็เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยในชนบทและเป็นผู้ที่ค่อนข้างยากไร้ในสังคมอยู่แล้ว อีกทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ก็หาได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนกลับให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติว่าไม่ประสงค์จะชดใช้เงินที่ได้รับไปคืนให้แก่สมาคม เพิ่งจะมาชดใช้เงินคืนให้แก่สมาคมหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดแล้ว ปรากฏตามบันทึกการใช้เงินคืนแนบท้ายฎีกา แสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ไม่มีเจตนาจะชดใช้เงินคืนมาตั้งแต่แรก พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ม. 28 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นาย สยุม จันยะมิตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2545
#42126
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามข้อหาที่เจ้าพนักงานผู้จับกุมแจ้งว่ามีและใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้าโดยใต้แท่นเครื่องชั่งของกลางไม่มีแผ่นเหล็กบังคับห่วงคู่ด้านหน้าก็ตาม แต่ผู้จับกุมดังกล่าวไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับเครื่องชั่งไม่ทราบว่าเครื่องชั่งของกลางจะมีการดัดแปลงหรือไม่ ทั้ง อ. เจ้าพนักงานชั่ง ตวง วัด ซึ่งเป็นผู้พิสูจน์เครื่องชั่งดังกล่าวก็มิได้ยืนยันว่า การที่ขาดแผ่นเหล็กบังคับห่วงคู่ด้านหน้าจะมีผลทำให้เครื่องชั่งผิดอัตราไป แม้จะปรากฏว่าขอห้อยรองรับตุ้มถ่วงปลายคันชั่งชำรุดอันอาจทำให้ผู้ใช้เครื่องชั่งสามารถเพิ่มหรือลดน้ำหนักที่ขอห้อยได้ตามความต้องการ และมีการพิสูจน์น้ำหนักโดยเทียบกับมาตราตุ้มน้ำหนักมาตรฐาน โดยสอบน้ำหนักขั้นต่าง ๆ แล้วพบว่ามีน้ำหนักเกินมาตรฐานอยู่บ้าง แต่ อ. ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่าเครื่องชั่งของกลางได้ผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองมาแล้วทั้งขณะที่ตรวจเครื่องชั่งยังไม่มีการเพิ่มหรือลดเครื่องชั่ง เพียงแต่อยู่ในลักษณะที่สามารถเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งตามความต้องการของผู้ใช้ กรณีจึงขัดแย้งกับการพิสูจน์น้ำหนักเครื่องชั่งของกลางที่ว่า น้ำหนักเกินมาตรฐานดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเครื่องชั่งของกลางถูกดัดแปลงแก้ไขนอตยึดแกนล้อถูกเชื่อมพอกให้หนาขึ้นเพื่อเวลาใช้เครื่องชั่งจะทำให้แกนล้อเลื่อนไปมาได้ และทำให้ส่วนที่เชื่อมพอกบนแกนล้อไปหนุนคานรับน้ำหนักใต้แท่นชั่งเมื่อทำการชั่งจะทำให้น้ำหนักที่ชั่งได้ไม่ตรงตามมาตรฐานที่ทางราชการเคยรับรองไว้โดยจะชั่งน้ำหนักได้น้อยกว่าความจริงนั้น ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ฉะนั้น การที่เครื่องชั่งของกลางมีขอห้อยรองรับตุ้มถ่วงปลายคันชั่งชำรุด แม้จะทำให้เครื่องชั่งอยู่ในลักษณะที่จะเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ก็จะสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายว่า จำเลยที่ 1ใช้เครื่องชั่งให้ผิดอัตราไปในทางเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งไม่ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเครื่องชั่งของกลางเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตรา

เมื่อฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดฯ จึงไม่อาจยึดเครื่องชั่ง ตุ้มน้ำหนักและคานแขวนลูกตุ้มของกลางตามมาตรา 38 ได้ทั้งของกลางดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดและมิใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 21 มกราคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 กระทำโดยเจตนาลดเครื่องชั่งชนิดที่ 4 แบบตุ้มถ่วง พิกัดกำลัง 500 กิโลกรัมโดยขอห้อยรองรับตุ้มถ่วงปลายคันชั่งชำรุด ถูกดัดแปลงแก้ไขนอตยึดแกนล้อถูกเชื่อมพอกให้หนาขึ้น เพื่อเวลาใช้เครื่องชั่งจะทำให้แกนล้อเลื่อนไปมาได้และทำให้ส่วนที่เชื่อมพอกบนแกนล้อไปหนุนคานรับน้ำหนักใต้แท่นชั่ง เมื่อทำการชั่งจะทำให้น้ำหนักที่ชั่งได้ไม่ตรงตามมาตรฐานที่ทางราชการเคยรับรองโดยจะชั่งน้ำหนักได้น้อยกว่าความเป็นจริง ภายหลังจากจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวจนถึงวันที่ 21 มกราคม 2541 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 1 มีเครื่องชั่งดังกล่าวไว้ในครอบครองซึ่งเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตราไม่ถูกต้องตามความประสงค์ทุกประการของพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 เมื่อใช้ชั่งน้ำหนัก น้ำหนักจะเกินมาตรฐานทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบในทางการค้าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ โดยจำเลยที่ 1 มีเครื่องชั่งดังกล่าวไว้เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่น ในพาณิชยกิจของจำเลยที่ 1 และมีไว้เพื่อใช้ซึ่งเครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้า และเมื่อระหว่างวันเวลาดังกล่าว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เครื่องชั่งดังกล่าว ทำการชั่งข้าวเปลือกที่รับซื้อจากลูกค้า ซึ่งอยู่ในกิจการค้าอันต่อเนื่องกับผู้อื่นและในพาณิชยกิจของจำเลยทั้งสาม เพื่อเอาเปรียบในการค้าทำให้น้ำหนักข้าวเปลือกของลูกค้าที่นำมาขายให้แก่จำเลยทั้งสามขาดหายไปไม่ตรงกับน้ำหนักที่แท้จริงที่นำมาขาย ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าเครื่องชั่งดังกล่าวเป็นเครื่องชั่งที่ได้ดัดแปลงแก้ไขลดเครื่องชั่ง และเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตราเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดได้เครื่องชั่งที่จำเลยทั้งสามมีและใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว ตุ้มน้ำหนัก 3 ลูก และคานแขวนลูกตุ้ม 1 อัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเครื่องชั่งเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466มาตรา 31, 32, 33, 38 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91,270 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับแก่พนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31, 32 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 270 ฐานมีและใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตรา เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลางคำขออื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ จับกุมจำเลยที่ 1 กับพวก พร้อมยึดเครื่องชั่งชนิดที่ 4 แบบตุ้มถ่วงพิกัดกำลัง 500 กิโลกรัม หมายเลขประจำเครื่องเอส.โอ.บี 0462-39 ซึ่งเป็นเครื่องชั่งที่เคยผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองมาแล้ว กับตุ้มน้ำหนัก 3 ลูก และคานแขวนลูกตุ้ม 1 อัน เป็นของกลางสำหรับความผิดฐานเจตนาลดเครื่องชั่งของกลางที่ได้ทำการให้คำรับรองแล้ว เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยทั้งสาม (ที่ถูกเป็นจำเลยที่ 1) แก้ไขเครื่องชั่งของกลาง โดยทำให้ขอห้อยรองรับตุ้มถ่วงชำรุดปลายคันชั่งชำรุดแล้วดัดแปลงแก้ไขนอตยึดแกนล้อโดยพอกเชื่อมให้หนาขึ้น และโจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเครื่องชั่งที่ผิดอัตราไม่ถูกต้องตามความประสงค์ทุกประการของพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดพ.ศ. 2466 ไว้เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นหรือในพาณิชยกิจใด ๆ ฐานมีไว้เพื่อใช้ชั่งเครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้า ฐานใช้เครื่องชั่งโดยรู้อยู่ว่าเป็นเครื่องชั่งที่เจตนาลดเครื่องชั่งที่ได้ทำการให้คำรับรองแล้ว และฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ที่จะเป็นความผิดแต่ละฐานความผิดดังกล่าวจะต้องได้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดว่า เครื่องชั่งของกลางเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตรา จึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าเครื่องชั่งของกลางเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตราหรือไม่ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ปรากฏว่า ร้อยตำรวจโทวสิษฐ์ จรลำโกน จ่าสิบตำรวจอรรถพล พันธ์เพชร และจ่าสิบตำรวจสุนัน คำด้วง พยานโจทก์จับกุมจำเลยที่ 1 กับพวกที่บ้านกระสังข์ ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นพ่อค้าเร่ที่รับซื้อข้าวเปลือกโดยใช้เครื่องชั่งผิดอัตราที่บ้านนาทุ่ง ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน ตามที่ผู้จับกุมทั้งสามปากได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยทับทัน ผู้จับกุมทั้งสามปากเบิกความว่า ได้ตรวจเครื่องชั่งของกลางโดยเปิดแท่นชั่งออกดู ปรากฏว่าที่ใต้แท่นชั่งไม่มีแผ่นเหล็กบังคับห่วงคู่ด้านหน้า จึงจับกุมจำเลยที่ 1 โดยแจ้งข้อหาว่ามีและใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้า ที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.1เป็นการรับสารภาพตามข้อกล่าวหาที่ว่าเครื่องชั่งของกลางไม่มีแผ่นเหล็กบังคับห่วงคู่ด้านหน้า แต่ผู้จับกุมทั้งสามปากเบิกความตอบคำถามค้านว่าไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับเครื่องชั่ง จ่าสิบตำรวจอรรถพล และจ่าสิบตำรวจสุนันเบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่ทราบว่าเครื่องชั่งของกลางจะมีการดัดแปลงหรือไม่ และจ่าสิบตำรวจอรรถพลเบิกความตอบคำถามค้านว่าไม่ทราบว่าการที่เครื่องชั่งของกลางขาดอุปกรณ์แผ่นเหล็กบังคับห่วงคู่ด้านหน้าจะทำให้ชั่งแล้วมีน้ำหนักเบาหรือหนักกว่าเดิม เมื่อพนักงานสอบสวนส่งเครื่องชั่งของกลางไปยังสำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดศรีสะเกษเพื่อให้ผู้ชำนาญทำการพิสูจน์ นายอนันต์ สันทัดการ หัวหน้าสำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะเจ้าพนักงานชั่งตวง วัด ผู้พิสูจน์เครื่องชั่งของกลางพยานโจทก์ก็มิได้ยืนยันว่า การที่เครื่องชั่งของกลางไม่มีแผ่นเหล็กบังคับห่วงคู่ด้านหน้าที่ใต้แท่นชั่งจะมีผลทำให้เครื่องชั่งของกลางผิดอัตราไป คงได้ความจากนายอนันต์เบิกความประกอบรายงานพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย จ.3 ว่าการตรวจสภาพทั่วไปเครื่องชั่งของกลางปรากฏว่า ขอห้อยรองรับตุ้มถ่วงปลายคันชั่งชำรุด ทำให้ผู้ใช้เครื่องชั่งสามารถเพิ่มหรือลดน้ำหนักที่ขอห้อยได้ตามความต้องการ และการพิสูจน์น้ำหนักโดยเทียบกับแบบมาตราตุ้มน้ำหนักมาตรฐาน โดยสอบน้ำหนักขั้น50, 100, 150, 200, 250, 300 และ 350 กิโลกรัม น้ำหนักเกินมาตรฐาน 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 กิโลกรัมตามลำดับ แต่นายอนันต์กลับเบิกความตอบคำถามค้านว่าเครื่องชั่งของกลางผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองมาแล้ว ขณะที่ตรวจเครื่องชั่งของกลางยังไม่มีการเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งเพียงแต่อยู่ในลักษณะที่สามารถจะเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งตามความต้องการของผู้ใช้จึงขัดแย้งกับการพิสูจน์น้ำหนักเครื่องชั่งของกลางที่ว่าน้ำหนักเกินมาตรฐานดังกล่าว นอกจากนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เครื่องชั่งของกลางถูกดัดแปลงแก้ไขนอตยึดแกนล้อถูกเชื่อมพอกให้หนาขึ้น เพื่อเวลาใช้เครื่องชั่งจะทำให้แกนล้อเลื่อนไปมาได้ และทำให้ส่วนที่เชื่อมพอกบนแกนล้อไปหนุนคานรับน้ำหนักใต้แท่นชั่ง เมื่อทำการชั่งจะทำให้น้ำหนักที่ชั่งได้ไม่ตรงตามมาตรฐานที่ทางราชการเคยรับรองไว้ โดยจะชั่งน้ำหนักได้น้อยกว่าความจริงนั้นในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงข้อเท็จจริงว่ามีการดัดแปลงแก้ไขเครื่องชั่งของกลางให้ผิดอัตราด้วยวิธีดังกล่าวการที่เครื่องชั่งของกลางมีขอห้อยรองรับตุ้มถ่วงปลายคันชั่งชำรุดแม้จะทำให้เครื่องชั่งของกลางอยู่ในลักษณะที่จะเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ก็จะสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายว่า จำเลยที่ 1ใช้เครื่องชั่งของกลางให้ผิดอัตราไปในทางเพิ่มหรือลดเครื่องชั่งไม่ได้เพราะนายอนันต์ได้เบิกความตอบคำถามค้านด้วยว่า ตุ้มน้ำหนัก 3 ลูกของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้กับเครื่องชั่งของกลางมีน้ำหนักเท่ากับตุ้มน้ำหนักมาตรฐาน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเครื่องชั่งของกลางเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตรา คดีจึงลงโทษจำเลยที่ 1ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 จึงไม่อาจยึดเครื่องชั่ง ตุ้มน้ำหนัก และคานแขวนลูกตุ้มของกลางตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 38 ทั้งของกลางดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 33 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงพิพากษาให้ริบของกลางเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 270
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย สมหมาย ว่องไว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 728/2545
#42125
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ซื้อที่ดินบางส่วนจากบริษัท อ. ในขณะที่ที่ดินจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัท อ. และ/หรือบริษัท ส. มีต่อธนาคาร ม. ซึ่งธนาคารเจ้าหนี้ได้รับโอนกิจการมา เป็นการซื้อขายติดจำนอง สิทธิจำนองเป็นทรัพย์สิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์จะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสองลูกหนี้จึงต้องรับภาระจำนองมาด้วย เจ้าหนี้จึงยังมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าว การที่ธนาคาร ม. จดทะเบียนปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัท อ. ในเวลาต่อมา โดยส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่และภาระหนี้ยังคงเป็นของบริษัท ส. ตามเดิม ที่ดินส่วนของลูกหนี้จึงติดจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัท ส. ที่มีต่อธนาคาร ม. ต่อไปเจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินส่วนของลูกหนี้ในวงเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 6

การที่ลูกหนี้ซื้อทรัพย์ซึ่งติดจำนองมา ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ ลูกหนี้มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 มิได้ทำให้ลูกหนี้มีฐานะเป็นผู้จำนอง เมื่อประสงค์จะให้จำนองประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยจะต้องมีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามมาตรา 714 การที่เจ้าหนี้ที่และลูกหนี้ตกลงให้ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ซื้อมาโดยติดจำนองนั้นเป็นการจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ด้วย แต่มิได้จดทะเบียนจำนอง จึงตกเป็นโมฆะเจ้าหนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในส่วนนี้

นอกจากมีบริษัท ส. เป็นผู้ค้ำประกันหนี้บางอันดับแล้ว ยังมีบุคคลอื่นเป็นผู้ค้ำประกันร่วมอีกด้วย เช่นนี้หากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ย่อมมีผลถึงลูกหนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคหนึ่งการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542 ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2543ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัท พี แอล วี แอนด์ แอสโซซิเอทส์จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมูลหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหนี้ตามสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามภาระหนังสือค้ำประกันสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตในประเทศ สัญญาเงินกู้ หนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญารับมอบสินค้าเชื่อเป็นเงิน 1,227,660,596.68บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราในตารางแนบท้ายจากต้นเงิน932,089,951.20 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงตามประกาศของเจ้าหนี้และหนี้ตามภาระค้ำประกันที่เจ้าหนี้ต้องรับผิดแทนลูกหนี้ในอนาคตเป็นต้นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้ต้องชำระเงินแทนลูกหนี้ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1226พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงิน ภาระหนังสือค้ำประกัน สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตในประเทศ สัญญาเงินกู้ หนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญารับมอบสินค้าเชื่อเป็นเงินทั้งสิ้น1,227,660,596.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามตารางแนบท้ายของต้นเงิน 932,099,951.20 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในวงเงินตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และสำเนาบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 ส่วนในมูลหนี้ตามภาระหนังสือค้ำประกันให้มีเงื่อนไขว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่การสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วแต่วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ผู้รับมอบอำนาจของผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เจ้าหนี้มิใช่เจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้ที่ขอรับชำระเนื่องจากหนังสือสัญญาจำนองที่ดินฉบับลงวันที่ 28 มกราคม2535 และบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 เป็นประกันการชำระหนี้ของบุคคลภายนอกที่เป็นหนี้เจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่เป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีแก่เจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 และมีคำสั่งแก้ไขให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ปัจจุบันธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) ได้ควบรวมกับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงรับมาซึ่งสิทธิและทรัพย์สินทั้งหมดของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 มกราคม2535 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองประกันหนี้ที่ผู้จำนองและ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มีต่อเจ้าหนี้ วันที่ 10 พฤษภาคม2537 ลูกหนี้ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำนอง โดยบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ข้อ 3 ระบุว่า กรณีเป็นการขายระหว่างจำนองโดยผู้ซื้อ (ลูกหนี้) รับภาระจำนองแต่ไม่รับภาระหนี้ ในการซื้อขายที่ดินดังกล่าวบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เพื่อขอปลดจำนองแต่อย่างใด เมื่อการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำนองโดยมีเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินแปลงพิพาท ทำให้ที่ดินแปลงพิพาทยังคงติดจำนองเจ้าหนี้ ทั้งในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และของลูกหนี้ เพียงแต่ลูกหนี้ไม่ขอรับผิดในภาระหนี้ของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้งจำกัด เท่านั้น แต่ลูกหนี้รับว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นติดจำนองเจ้าหนี้ ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 เจ้าหนี้จดทะเบียนระงับจำนองเฉพาะส่วนของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ให้หลุดพ้นจากสัญญาจำนอง ในส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่กับเจ้าหนี้จึงเท่ากับว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 1236 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วย หลังจากนั้นลูกหนี้ได้มาทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองความเสียหายในการออกหนังสือค้ำประกันและ/หรือ รับรอง และ/หรืออาวัลตั๋วเงิน และ/หรือเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศ สัญญาเงินกู้ เลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญามอบสินค้าเชื่อกับเจ้าหนี้ ในสัญญาทุกฉบับระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้มีการตกลงระบุไว้ในทุกสัญญาว่านำที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันหนี้ เมื่อที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองมาตั้งแต่ต้น และมิได้มีการยกเลิกสัญญาจำนอง หรือมีเหตุทำให้สัญญาจำนองระงับ สิทธิของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นสิทธิเหนือที่ดินพิพาทที่จำนองยังคงมีอยู่จนกว่าจะมีเหตุในการระงับจำนองตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงชี้แจงว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 มีการนำไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน180,000,000 บาท และต่อมามีการเพิ่มวงเงินจำนองเป็น 350,000,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ได้ตกลงยินยอมให้ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวรวมด้วยโดยเป็นการรับโอนที่ดินอย่างติดภาระจำนอง ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตกลงปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัดสำหรับส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน)อยู่เช่นเดิม ที่ดินแปลงนี้ในส่วนที่ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์จึงยังมีผลเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6เพราะที่ดินที่จำนองเป็นประกันมิใช่ที่ดินของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ส่วนมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ แม้ในสัญญาจะระบุว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกัน แต่ก็มิได้มีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่ถือว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระมีที่ดินที่ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่จำนองเป็นประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 ทั้งการจำนองตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกเพิ่มวงเงินประกันครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 ก็ไม่ครอบไปถึงมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอชำระหนี้เนื่องจากการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวเป็นการประกันการชำระหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด และ บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตตี้ จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการประกันหนี้ของลูกหนี้แต่อย่างใด

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัวอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อประกันหนี้ของผู้จำนองและ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ในวงเงินจำนอง 180,000,000 บาทต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2535 มีการตกลงขึ้นวงเงินจำนองเพิ่มอีก170,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 350,000,000 บาทวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ลูกหนี้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด โดยติดภาระจำนอง วันที่ 9เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ต่อมาวันที่ 7มีนาคม 4 เมษายน 8 เมษายน 9 เมษายน และ 27 มิถุนายน 2540ลูกหนี้ได้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้เงินโดยทำสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงินขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศ ทำสัญญากู้เงิน และสัญญารับมอบสินค้าเชื่อโดยในมูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี มูลหนี้อันดับที่ 4หนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน มูลหนี้อันดับที่ 5 หนี้ตามสัญญากู้เงินมีบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันอยู่ด้วยรายหนึ่งและในสัญญาทั้งหมดมีการระบุว่ามีการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองประกันหนี้ ต่อมาธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) ได้โอนสินทรัพย์ให้เจ้าหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ในขณะที่ที่ดินแปลงดังกล่าวได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด และ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นการซื้อขายที่ดินโดยติดจำนองมาด้วยสิทธิจำนองเป็นทรัพย์สิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจำนองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เช่นนี้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองจึงต้องรับภาระจำนองมาด้วยเจ้าหนี้จึงยังมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าว ในฐานะผู้รับจำนองจนกว่าจะมีเหตุให้จำนองนั้นระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 การที่ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) จดทะเบียนปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ในบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 9 เมษายน ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ให้ระงับจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด สำหรับส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาจำนองและบันทึกขึ้นเงินทุกประการ และภาระหนี้ยังคงเป็นของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ตามเดิม เช่นนี้ที่ดินส่วนของลูกหนี้ย่อมติดจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ต่อไป แต่ในการที่ลูกหนี้รับภาระจำนองย่อมรับมาไม่เกินวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินส่วนของลูกหนี้ในวงเงินจำนวนดังกล่าวทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัดต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ เช่นนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 6

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเพียงใด กรณีจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนองที่ติดอยู่กับทรัพย์จำนองและจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ต้องรับผิดในวงเงินจำนองนั้น ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 รวมเป็นเงิน 350,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำนวณวงเงินจำนองและดอกเบี้ยถึงวันที่ 7 กันยายน2542 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเงินจำนวน832,678,082.20 บาท ตามรายงานการคำนวณยอดหนี้ของสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลงวันที่ 3 เมษายน 2543 ส่วนจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด จะต้องรับผิดปรากฏตามสำนวนคำขอรับชำระหนี้ชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งว่าบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ได้เป็นผู้ค้ำประกันมูลหนี้อันดับ 1 หนี้ตามสัญญากู้เงินเบิกเกินบัญชีตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2540 มียอดหนี้ค้างชำระ 26,901,774.57 บาท มูลหนี้อันดับที่ 4 หนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ตามสัญญาค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2540 มียอดหนี้ค้างชำระ115,000,105.22 บาท มูลหนี้อันดับที่ 5 หนี้ตามสัญญากู้เงินตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2540 มียอดหนี้ค้างชำระ160,696,519.19 บาท ตามรายงานการคำนวณยอดหนี้ของสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 รวมยอดหนี้ค้างชำระถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 302,598,398.98บาท บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย เมื่อจำนวนหนี้ที่ค้างไม่เกินวงเงินจำนอง เจ้าหนี้จึงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์จำนองตามจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด จะต้องรับผิด

ในส่วนหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2ที่ 3 และที่ 6 ซึ่งในมูลหนี้ดังกล่าวนี้ บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้งจำกัด มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อทรัพย์ซึ่งติดจำนองมานั้นทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ลูกหนี้มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 12 หมวด 5 หาทำให้ลูกหนี้มีฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดเมื่อประสงค์จะให้จำนองประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยจะต้องมีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหนี้ด้วยตามมาตรา 714 เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่า ทรัพย์สินที่จำนองนั้นเป็นประกันหนี้ของผู้ใด ในวงเงินเท่าใด การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงให้ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ซื้อมาโดยติดจำนองนั้นเป็นการจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ด้วย และเมื่อมิได้จดทะเบียนจำนอง ข้อตกลงเรื่องจำนองดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในส่วนนี้

อนึ่งในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น ปรากฏว่านอกจากมีบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันหนี้บางอันดับแล้ว ยังมีนายประชา ลีลาประชากุล นายวีระพล ลีลาประชากุล นายวีระชัย ลีลาประชากุล นายวีระพันธ์ ลีลาประชากุลนายวีระเกียรติ ลีลาประชากุล เป็นผู้ค้ำประกันร่วมอีกด้วย เช่นนี้หากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ย่อมมีผลถึงลูกหนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนนี้ และศาลล้มละลายกลางก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้องกรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จำนวน 1,227,660,596.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามตารางแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ ของต้นเงิน932,099,951.20 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้อันดับที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 302,598,399.89 บาทพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ทั้งสามอันดับ โดยมีเงื่อนไขว่า ในมูลหนี้ตามภาระค้ำประกันเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วไม่เกินวงเงิน 10,000 บาท และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด และ/หรือ นายประชาลีลาประชากุล และ/หรือ นายวีระพล ลีลาประชากุล และ/หรือนายวีระชัย ลีลาประชากุล และ/หรือนายวีระพันธ์ ลีลาประชากุลและ/หรือ นายวีระเกียรติ ลีลาประชากุล ผู้ค้ำประกันแล้วเพียงใดให้สิทธิเจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ลดลงมาเพียงนั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 292 ม. 702 ม. 714
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ลูกหนี้ — บริษัท ไทย-เยอรมัน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 728/2545
#48638
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ซื้อที่ดินบางส่วนจากบริษัท อ. ในขณะที่ที่ดินดังกล่าวได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัท อ. และ/หรือบริษัท ส. มีต่อธนาคาร ม. จึงเป็นการซื้อขายที่ดินโดยติดจำนองมาด้วย ซึ่งสิทธิจำนองเป็นทรัพย์สิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์นั้นโดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง ดังนั้น ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองจึงต้องรับภารจำนองมาด้วย เจ้าหนี้จึงยังมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองจนกว่าจะมีเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 แม้ต่อมาธนาคาร ม. จะจดทะเบียนปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัท อ. แต่ส่วนของลูกหนี้ก็ยังคงติดจำนองอยู่กับธนาคาร ม. และภาระหนี้ยังเป็นของบริษัท ส. ตามเดิมเช่นนี้ ที่ดินส่วนของลูกหนี้ย่อมติดจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัท ส. ที่มีต่อธนาคาร ม. ต่อไป แต่ภารจำนองของลูกหนี้ย่อมไม่เกินวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินส่วนของลูกหนี้ในวงเงินดังกล่าว โดยไม่เกินจำนวนหนี้ที่บริษัท ส. ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 6

การที่ลูกหนี้ซื้อทรัพย์ซึ่งติดจำนองมา เจ้าหนี้ก็ยังมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ ลูกหนี้มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 หาทำให้ลูกหนี้มีฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ เพราะการจำนองประกันหนี้ของลูกหนี้จะต้องมีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามมาตรา 714 เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่าทรัพย์สินที่จำนองนั้นเป็นประกันหนี้ของผู้ใด วงเงินเท่าใด การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงกันให้ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ซื้อมาโดยติดจำนองนั้นเป็นการจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้โดยที่ยังไม่มีการจดทะเบียนจำนอง จึงเป็นข้อตกลงที่ตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้มิใช่เจ้าหนี้มีประกันในหนี้ส่วนนี้

มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น ปรากฏว่านอกจากมีบริษัท ส. เป็นผู้ค้ำประกันหนี้บางอันดับแล้ว ยังมีบุคคลอื่นอีกหลายคนเป็นผู้ค้ำประกันร่วมอีกด้วย ดังนั้น หากผู้ค้ำประกันคนใดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ย่อมมีผลถึงลูกหนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ส. และ/หรือผู้ค้ำประกันร่วมคนอื่นเพียงใดแล้ว สิทธิของเจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมลดลงมาเพียงนั้น ซึ่งในส่วนนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระหนี้ไว้ และศาลล้มละลายกลางก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง กรณีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัท พี แอล วี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 1,227,660,596.68 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราในตารางแนบท้ายจากต้นเงิน 932,089,951.20 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงตามประกาศของเจ้าหนี้ และหนี้ตามภาระค้ำประกันที่เจ้าหนี้ต้องรับผิดแทนลูกหนี้ในอนาคตเป็นต้นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้ต้องชำระเงินแทนลูกหนี้ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา (เฉพาะส่วน) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 1,227,660,596.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามตารางแนบท้ายของต้นเงิน 932,099,951.20 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในวงเงินตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และสำเนาบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 ส่วนในมูลหนี้ตามภาระหนังสือค้ำประกันให้มีเงื่อนไขว่า เจ้าหนี้จะได้ชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่การสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้ว แต่วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท

ผู้รับมอบอำนาจของผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เจ้าหนี้มิใช่เจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เนื่องจากหนังสือสัญญาจำนองที่ดินฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 เป็นประกันการชำระหนี้ของบุคคลภายนอกที่เป็นหนี้เจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่เป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีแก่เจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 และมีคำสั่งแก้ไขให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ปัจจุบันธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ควบรวมกับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงรับมาซึ่งสิทธิและทรัพย์สินทั้งหมดของธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองประกันหนี้ที่ผู้จำนองและ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้งจำกัด มีต่อเจ้าหนี้ วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ลูกหนี้ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำนอง โดยบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ข้อ 3 ระบุว่า กรณีเป็นการขายระหว่างจำนองโดยผู้ซื้อ (ลูกหนี้) รับภารจำนองแต่ไม่รับภาระหนี้ ในการซื้อขายที่ดินดังกล่าวบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เพื่อขอปลดจำนองแต่อย่างใด เมื่อการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำนองโดยมีเจ้าหนี้เป็นผู้รับจำนองที่ดินแปลงพิพาท ทำให้ที่ดินแปลงพิพาทยังคงติดจำนองเจ้าหนี้ ทั้งในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด และของลูกหนี้เพียงแต่ลูกหนี้ไม่ขอรับผิดในภาระหนี้ของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เท่านั้น แต่ลูกหนี้รับว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นติดจำนองเจ้าหนี้ ต่อมาวันที่ 9 เมษายน2539 เจ้าหนี้จดทะเบียนระงับจำนองเฉพาะส่วนของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด ให้หลุดพ้นจากสัญญาจำนอง ในส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่กับเจ้าหนี้ จึงเท่ากับว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยหลังจากนั้นลูกหนี้ได้มาทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองความเสียหายในการออกหนังสือค้ำประกัน และ/หรือรับรอง และ/หรืออาวัลตั๋วเงิน และ/หรือเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศ สัญญาเงินกู้เลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญารับมอบสินเชื่อ กับเจ้าหนี้ ในสัญญาทุกฉบับระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้มีการตกลงระบุไว้ในทุกสัญญาว่านำที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันหนี้ เมื่อที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองมาตั้งแต่ต้นและมิได้มีการยกเลิกสัญญาจำนอง หรือมีเหตุทำให้สัญญาจำนองระงับสิทธิของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นสิทธิเหนือที่ดินพิพาทที่จำนองยังคงมีอยู่จนกว่าจะมีเหตุในการระงับจำนองตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงชี้แจงว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัวอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการนำไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัดที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 180,000,000 บาท และต่อมามีการเพิ่มวงเงินจำนองเป็น 350,000,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ได้ตกลงยินยอมให้ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวรวมด้วยโดยเป็นการรับโอนที่ดินอย่างติดภาระจำนองต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตกลงปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด สำหรับส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) อยู่เช่นเดิม ที่ดินแปลงนี้ในส่วนที่ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์จึงยังมีผลเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 เพราะที่ดินที่จำนองเป็นประกันมิใช่ที่ดินของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ส่วนมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ แม้ในสัญญาจะระบุว่ามีที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกัน แต่ก็มิได้มีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่ถือว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มีที่ดินที่ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่จำนองเป็นประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 714 ทั้งการจำนองตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกเพิ่มวงเงินเป็นประกันครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20ตุลาคม 2535 ก็ไม่ครอบไปถึงมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวเป็นการประกันการชำระหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้าจำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการประกันหนี้ของลูกหนี้แต่อย่างใด

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) เพื่อประกันหนี้ของผู้จำนองและ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ในวงเงินจำนอง 180,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม2535 มีการตกลงขึ้นวงเงินจำนองเพิ่มอีก 170,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 350,000,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ลูกหนี้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด โดยติดภารจำนอง วันที่ 9 เมษายน2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 4 เมษายน 8 เมษายน9 เมษายน และ 27 มิถุนายน 2540 ลูกหนี้ได้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้เงินโดยทำสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงิน ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศ ทำสัญญาเงินกู้และสัญญารับมอบสินค้าเชื่อโดยในมูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมูลหนี้อันดับที่ 4 หนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินมูลหนี้อันดับที่ 5 หนี้ตามสัญญากู้เงินมีบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันอยู่ด้วยรายหนึ่งและในสัญญาทั้งหมดมีการระบุว่า มีการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองประกันหนี้ ต่อมาธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้โอนสินทรัพย์ให้เจ้าหนี้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่เห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ในขณะที่ที่ดินแปลงดังกล่าวได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นการซื้อขายที่ดินโดยติดจำนองมาด้วย สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจำนองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เช่นนี้ ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองจึงต้องรับภารจำนองมาด้วย เจ้าหนี้จึงยังมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองจนกว่าจะมีเหตุให้จำนองนั้นระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 744 การที่ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัดในบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 9 เมษายน 2539 ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ให้ระงับจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด สำหรับส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาจำนองและบันทึกขึ้นเงินทุกประการและภาระหนี้ยังเป็นของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ตามเดิมเช่นนี้ที่ดินส่วนของลูกหนี้ย่อมติดจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ต่อไป แต่ในการที่ลูกหนี้รับภาระจำนองย่อมรับมาไม่เกินวงเงินจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ย เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินส่วนของลูกหนี้ในวงเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ เช่นนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 6

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเพียงใด กรณีจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนองที่ติดอยู่กับทรัพย์จำนองและจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ต้องรับผิดในส่วนวงเงินจำนองนั้นตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 ลงวันที่20 ตุลาคม 2535 รวมเป็นวงเงินจำนอง 350,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำนวณวงเงินจำนองและดอกเบี้ยถึงวันที่ 7 กันยายน 2542 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเงินจำนวน 832,678,082.20 บาท ตามรายงานการคำนวณยอดหนี้ของสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลงวันที่ 3 เมษายน 2543 ส่วนจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด จะต้องรับผิดปรากฏตามสำนวนคำขอรับชำระหนี้ชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้งจำกัด ได้เป็นผู้ค้ำประกันในมูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2540 มียอดหนี้ค้างชำระ 26,901,774.57 บาท มูลหนี้อันดับที่ 4 หนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2540 มียอดหนี้ค้างชำระ 115,000,105.22 บาท มูลหนี้อันดับที่ 5 หนี้ตามสัญญากู้เงิน ตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2540 มียอดหนี้ค้างชำระ 160,696,519.19 บาท ตามรายงานการคำนวณยอดหนี้ของสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 รวมยอดหนี้ค้างชำระถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 302,598,398.98 บาท บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัดในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย เมื่อจำนวนหนี้ที่ค้างไม่เกินวงเงินจำนอง เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์จำนองตามจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด จะต้องรับผิด

ในส่วนหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ซึ่งในมูลหนี้ดังกล่าวนี้บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นเห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อทรัพย์ซึ่งติดจำนองมานั้น ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ ลูกหนี้มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 หาทำให้ลูกหนี้มีฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใด เมื่อประสงค์จะให้จำนองประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยจะต้องมีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามมาตรา 714 เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่า ทรัพย์สินที่จำนองนั้นเป็นประกันหนี้ของผู้ใด ในวงเงินเท่าใดการที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงกันให้ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ซื้อมาโดยติดจำนองนั้นเป็นการจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ด้วย และเมื่อมิได้จดทะเบียนจำนอง ข้อตกลงเรื่องจำนองดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในหนี้ส่วนนี้

อนึ่ง ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น ปรากฏว่านอกจากมีบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันหนี้บางอันดับแล้ว ยังมีนายประชาลีลาประชากุล นายวีระพล ลีลาประชากุล นายวีระชัย ลีลาประชากุล นายวีระพันธ์ลีลาประชากุล นายวีระเกียรติ ลีลาประชากุล เป็นผู้ค้ำประกันร่วมอีกด้วย เช่นนี้หากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ย่อมมีผลถึงลูกหนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนนี้ และศาลล้มละลายกลางก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้องกรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จำนวน 1,227,660,596.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามตารางแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ของต้นเงิน 932,099,951.20 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้อันดับที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน302,598,398.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ทั้งสามอันดับ โดยมีเงื่อนไขว่า ในมูลหนี้ตามภาระค้ำประกันเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วไม่เกินวงเงิน 10,000 บาท และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด และ/หรือ นายประชา ลีลาประชากุล และ/หรือ นายวีระพล ลีลาประชากุล และ/หรือ นายวีระชัยลีลาประชากุล และ/หรือ นายวีระพันธ์ ลีลาประชากุล และ/หรือ นายวีระเกียรติ ลีลาประชากุล ผู้ค้ำประกันแล้วเพียงใดให้สิทธิของเจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลดลงมาเพียงนั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 251 ม. 292 ม. 702 ม. 714 ม. 744
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ลูกหนี้ — บริษัท ไทย-เยอรมัน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2545
#98582
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ซื้อที่ดินบางส่วนจากบริษัท อ. ในขณะที่ที่ดินแปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัท อ. และ/หรือบริษัท ส. มีต่อธนาคาร ม. ซึ่งธนาคารเจ้าหนี้ได้รับโอนกิจการมา เป็นการซื้อขายติดจำนอง สิทธิจำนองเป็น ทรัพยสิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์จะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง ลูกหนี้จึงต้องรับภาระจำนองมาด้วย เจ้าหนี้จึงยังมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าว การที่ธนาคาร ม. จดทะเบียนปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัท อ. ในเวลาต่อมาโดยส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่และภาระหนี้ยังคงเป็นของบริษัท ส. ตามเดิม ที่ดินส่วนของลูกหนี้จึงติดจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัท ส. ที่มีต่อธนาคาร ม. ต่อไป เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินส่วนของลูกหนี้ในวงเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6

การที่ลูกหนี้ซื้อทรัพย์ซึ่งติดจำนองมา ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ ลูกหนี้มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ลักษณะ 12 หมวด 5 มิได้ทำให้ลูกหนี้มีฐานะเป็นผู้จำนอง เมื่อประสงค์จะให้จำนองประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยจะต้องมีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามมาตรา 714 การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงให้ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ซื้อมาโดยติดจำนองนั้นเป็นการจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ด้วย แต่มิได้จดทะเบียนจำนอง จึงตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในส่วนนี้

นอกจากมีบริษัท ส. เป็นผู้ค้ำประกันหนี้บางอันดับแล้ว ยังมีบุคคลอื่นเป็นผู้ค้ำประกันร่วมอีกด้วย เช่นนี้หากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ย่อมมีผลถึงลูกหนี้ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 292 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนนี้และศาลล้มละลายมิได้แก้ไขให้ถูกต้อง กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542 ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัท พี แอล วี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมูลหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหนี้ตามสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามภาระหนังสือค้ำประกัน สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตในประเทศ สัญญาเงินกู้ หนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญารับมอบสินค้าเชื่อเป็นเงิน 1,227,660,596.68 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราในตารางแนบท้ายจากต้นเงิน 932,089,951.20 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ และหนี้ตามภาระค้ำประกันที่เจ้าหนี้ต้องรับผิดแทนลูกหนี้ในอนาคตเป็นต้นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้ต้องชำระเงินแทนลูกหนี้ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1236 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา (เฉพาะส่วน) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชี หนี้ตามสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงิน ภาระหนังสือค้ำประกัน สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตในประเทศ สัญญาเงินกู้ หนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญารับมอบสินค้าเชื่อ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,227,660,596.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามตารางแนบท้าย ของต้นเงิน 932,099,951.20 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ส่วนในมูลหนี้ตามภาระหนังสือค้ำประกันให้มีเงื่อนไขว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่การสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วแต่วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 ผู้รับมอบอำนาจของผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เจ้าหนี้มิใช่เจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เนื่องจากหนังสือสัญญาจำนองที่ดินฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 เป็นประกันการชำระหนี้ของบุคคลภายนอกที่เป็นหนี้เจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่เป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ที่มีแก่เจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2543 และมีคำสั่งแก้ไขให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ปัจจุบันธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้ควบรวมกับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงรับมาซึ่งสิทธิและทรัพย์สินทั้งหมดของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ได้นำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนองประกันหนี้ที่ผู้จำนองและ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มีต่อเจ้าหนี้ วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ลูกหนี้ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วน จากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำนอง โดยบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ข้อ 3 ระบุว่า กรณีเป็นการขายระหว่างจำนอง โดยผู้ซื้อ (ลูกหนี้) รับภาระจำนองแต่ไม่รับภาระหนี้ ในการซื้อขายที่ดินดังกล่าวบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เพื่อขอปลดจำนองแต่อย่างใด เมื่อการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ดินระหว่างจำนอง โดยมีเจ้าหนี้เป็นผู้รับจำนองที่ดินแปลงพิพาททำให้ที่ดินแปลงพิพาทยังคงติดจำนองเจ้าหนี้ ทั้งในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และของลูกหนี้ เพียงแต่ลูกหนี้ไม่ขอรับผิดในภาระหนี้ของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เท่านั้น แต่ลูกหนี้รับว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นติดจำนองเจ้าหนี้ ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 เจ้าหนี้จดทะเบียนระงับจำนองเฉพาะส่วนของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ให้หลุดพ้นจากสัญญาจำนอง ในส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่กับเจ้าหนี้ จึงเท่ากับว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยหลังจากนั้น ลูกหนี้ได้มาทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองความเสียหายในการออกหนังสือค้ำประกัน และ/หรือรับรอง และ/หรืออาวัลตั๋วเงิน และ/หรือเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศ สัญญาเงินกู้ เลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญารับมอบสินค้าเชื่อกับเจ้าหนี้ ในสัญญาทุกฉบับระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้มีการตกลงระบุไว้ในทุกสัญญาว่านำที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันหนี้ เมื่อที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองมาตั้งแต่ต้น และมิได้มีการยกเลิกสัญญาจำนอง หรือมีเหตุทำให้สัญญาจำนองระงับ สิทธิของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นสิทธิเหนือที่ดินพิพาทที่จำนองยังคงมีอยู่ จนกว่าจะมีเหตุในการระงับจำนองตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงชี้แจงว่า ที่ดินพิพาทมีการนำไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 180,000,000 บาท และต่อมามีการเพิ่มวงเงินจำนองเป็น 350,000,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม2537 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ได้ตกลงยินยอมให้ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวรวมด้วยโดยเป็นการรับโอนที่ดินอย่างติดภาระจำนอง ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตกลงปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด สำหรับส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) อยู่เช่นเดิม ที่ดินแปลงนี้ในส่วนที่ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์จึงยังมีผลเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 เพราะที่ดินที่จำนองเป็นประกันมิใช่ที่ดินของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ส่วนมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้แม้ในสัญญาจะระบุว่ามีที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกัน แต่ก็มิได้มีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่ถือว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มีที่ดินที่ลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่จำนองเป็นประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 714 ทั้งการจำนองตามหนังสือสัญญาจำนอง ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2535 และบันทึกเพิ่มวงเงินเป็นประกันครั้งที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 ก็ไม่ครอบไปถึงมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวเป็นการประกันการชำระหนี้ของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการประกันหนี้ของลูกหนี้แต่อย่างใด

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด จำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อประกันหนี้ของผู้จำนองและ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ในวงเงินจำนอง 180,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2535 มีการตกลงขึ้นวงเงินจำนองเพิ่มอีก 170,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 350,000,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ลูกหนี้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด โดยติดภาระจำนอง วันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 4 เมษายน 8 เมษายน 9 เมษายน และ 27 มิถุนายน 2540 ลูกหนี้ได้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้เงินโดยทำสัญญาขอขายตั๋วสัญญาใช้เงิน ขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศ ทำสัญญาเงินกู้และสัญญารับมอบสินค้าเชื่อโดยในมูลหนี้อันดับที่ 1 หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมูลหนี้อันดับที่ 4 หนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน มูลหนี้อันดับที่ 5 หนี้ตามสัญญากู้เงินมีบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันอยู่ด้วยรายหนึ่งและในสัญญาทั้งหมดมีการระบุว่า มีการจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนองประกันหนี้ ต่อมาธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้โอนสินทรัพย์ให้เจ้าหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ เห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนจากบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ในขณะที่ที่ดินแปลงดังกล่าวได้จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด และ/หรือบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นการซื้อขายที่ดินโดยติดจำนองมาด้วย สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิย่อมติดไปกับตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจำนองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง เช่นนี้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองจึงต้องรับภาระจำนองมาด้วย เจ้าหนี้จึงยังมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองจนกว่าจะมีเหตุให้จำนองนั้นระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 การที่ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2539 ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนปลดจำนองเฉพาะส่วนที่ดินของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด ในบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 9 เมษายน 2539 ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ให้ระงับจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของบริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด สำหรับส่วนของลูกหนี้ยังคงติดจำนองอยู่กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาจำนองและบันทึกขึ้นเงินทุกประการ และภาระหนี้ยังเป็นของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ตามเดิม เช่นนี้ที่ดินส่วนของลูกหนี้ย่อมติดจำนองเพื่อประกันหนี้ของบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ที่มีต่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ต่อไป แต่ในการที่ลูกหนี้รับภาระจำนองย่อมรับมาไม่เกินวงเงินจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ย เจ้าหนี้จึงมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินส่วนของลูกหนี้ในวงเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนหนี้ที่บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ เช่นนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6

ในส่วนหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ซึ่งในมูลหนี้ดังกล่าวนี้บริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ซื้อทรัพย์ซึ่งติดจำนองมานั้น ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ตัวทรัพย์นั้นได้ ลูกหนี้มีฐานะเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ลักษณะ 12 หมวด 5 หาทำให้ลูกหนี้มีฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใด เมื่อประสงค์จะให้จำนองประกันหนี้ของลูกหนี้ด้วยจะต้องมีการจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตามมาตรา 714 เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่า ทรัพย์สินที่จำนองนั้นเป็นประกันหนี้ของผู้ใด ในวงเงินเท่าใด การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงกันให้ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ซื้อมาโดยติดจำนองนั้นเป็นการจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ด้วย และเมื่อมิได้จดทะเบียนจำนอง ข้อตกลงเรื่องจำนองดังกล่าวจึงตกเป็นโฆมะ เจ้าหนี้จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันในหนี้ส่วนนี้

อนึ่ง ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น ปรากฏว่านอกจากมีบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันหนี้บางอันดับแล้วยังมีนายประชา นายวีระพล นายวีระชัย นายวีระพันธ์ นายวีระเกียรติ เป็นผู้ค้ำประกันร่วมอีกด้วย เช่นนี้หากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ย่อมมีผลถึงลูกหนี้ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 292 วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนนี้ และศาลล้มละลายกลางก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จำนวน 1,227,660,596.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามตารางแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ ของต้นเงิน 932,099,951.20 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้อันดับที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 302,598,398.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ทั้งสามอันดับ โดยมีเงื่อนไขว่าในมูลหนี้ตามภาระค้ำประกัน เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้วไม่เกินวงเงิน 10,000 บาท และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทสยามสแตนเลสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด และ/หรือนายประชา และ/หรือนายวีระพล และ/หรือนายวีระชัย และ/หรือนายวีระพันธ์ และ/หรือนายวีระเกียรติ ผู้ค้ำประกันแล้วเพียงใด ให้สิทธิของเจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ลดลงมาเพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 292 ม. 702 ม. 714 ม. 744
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทไทย - เยอรมัน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 723/2545
#44107
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องได้ซื้อสินทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุน พ. ซึ่งถูกปิดกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ป.ร.ส.) ถือว่าเป็นการรับช่วงสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 การใช้สิทธิของผู้ร้องในการขอคืนของกลางคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ พ. ซึ่งผู้ร้องย่อมรับมาทั้งสิทธิเรียกร้องและหน้าที่ทั้งหมดที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ปรากฏว่าว. ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องเบิกความว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ขายดาวน์รถยนต์ของกลางให้แก่ ศ. ไปแล้ว และเหตุที่ต้องยื่นคำขอคืนรถยนต์ก็เนื่องจากต้องคืนรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องเพราะยังค้างชำระค่าเช่าซื้ออยู่ หากสามารถชำระได้หมดก็จะไม่ถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง อันเป็นคำเบิกความที่เป็นไปในลักษณะปกปิดข้อเท็จจริงและมีพฤติการณ์ที่ไม่สุจริต เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยทั้งสามนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม2541 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดตามสัญญาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 และมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 โดยมิได้ดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งต่อ ว. เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ แต่กลับมอบอำนาจให้ ว. มาร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเพื่อประโยชน์ของ ว. ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(3)(4)(7)(8) วรรคสอง, 83, 336 ทวิ และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 พ - 2713 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ได้ให้นายวิรัตน์วินิจจริยาวัฒน์ เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 พ - 2713 กรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ดังกล่าวไปใช้กระทำผิด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ดังกล่าว โดยนายวิรัตน์ยังค้างชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกันบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องได้ประมูลซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการมาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส) ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องในฐานะผู้รับช่วงสิทธิให้ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนแทนการเรียกร้องเอารถยนต์ของกลางคืน ผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนของกลางโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 นำรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 9 พ - 2713 กรุงเทพมหานคร ไปใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่เคยทราบมาก่อนว่านายวิรัตน์ผู้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ที่ถูกปิดกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ขายดาวน์รถยนต์ของกลางให้แก่นายศราวุธ การที่ผู้ร้องซื้อสินทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ที่ถูกปิดกิจการเป็นการรับช่วงสิทธิมาโดยชอบเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ร้อง และที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่เรียกร้องให้นายศราวุธเข้าเป็นผู้เช่าซื้อแทนนายวิรัตน์ มิได้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะผู้ร้องไม่เคยรู้จักกับนายสราวุธมาก่อน ข้อเท็จจริงเรื่องขายดาวน์รถยนต์ของกลางเพิ่งปรากฏหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางแล้วนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องได้ซื้อสินทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกปิดกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ถือว่าเป็นการรับช่วงสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 การใช้สิทธิของผู้ร้องในคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) นอกจากนั้นตามหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเอกสารหมาย ร.5ก็ระบุว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) (ผู้โอน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องและหน้าที่ทั้งหมดที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อกับนายวิรัตน์ วินิจจริยวัฒน์ (ผู้เช่าซื้อ) ให้แก่บริษัทบางกอก แคปปิตอล เวนเจอร์ จำกัด (ผู้รับโอน) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 โดยให้มีผลทันที ดังนั้น ผู้ร้องย่อมรับมาทั้งสิทธิเรียกร้องและหน้าที่ทั้งหมดที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว นอกจากนั้นจากข้อเท็จจริง นายวิรัตน์เบิกความตอบทนายผู้ร้องโดยมิได้เบิกความว่า นายวิรัตน์ได้ขายดาวน์รถยนต์ของกลางให้แก่นายศราวุธศักดิ์เดชะมณี แต่ได้เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ได้ขายดาวน์รถยนต์ของกลางให้แก่นายศราวุธตามเอกสารหมาย ค.1 เหตุที่ต้องยื่นคำขอคืนรถยนต์ของกลาง เนื่องจากนายวิรัตน์ต้องคืนรถยนต์ของกลางดังกล่าวให้แก่บริษัทบางกอก แคปปิตอลเวนเจอร์ จำกัด เพราะยังค้างชำระค่าเช่าซื้อหากนายวิรัตน์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก็จะไม่ถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง ตามคำเบิกความของนายวิรัตน์เป็นไปในลักษณะปกปิดข้อเท็จจริงในคดีและมีพฤติการณ์ที่ไม่สุจริต เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสามได้นำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำผิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดตามสัญญาต่าง ๆ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 และได้มายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 โดยมิได้ดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งต่อนายวิรัตน์เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.6 แต่กลับมอบอำนาจให้นายวิรัตน์มาร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ร้องร้องขอรถยนต์ของกลางคืนเพื่อประโยชน์ของนายวิรัตน์ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียวผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 226
พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัท บางกอก แคปปิตอล เวนเจอร์ จำกัด
จำเลย — นาย ประวัติ มนตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2545
#42124
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์ที่เป็นอันตรายจากการวางเพลิงของจำเลยเป็นเพียงประตูบ้านซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับ คิดเป็นเงินประมาณ 5,000 บาท ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายก็อยู่ในที่เกิดเหตุและสามารถดับไฟได้ทัน การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา 223

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายวิลัย สร้อยไข และนางกองสี สร้อยไข ผู้เสียหายทั้งสอง โดยไม่มีเหตุสมควรโดยไม่ได้รับอนุญาต และขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จากนั้นจำเลยได้วางเพลิงเผาบ้านอันเป็นโรงเรือนที่ผู้เสียหายทั้งสองอยู่อาศัยโดยใช้น้ำมันเบนซินราดที่ประตูบ้านแล้วจุดไฟเผา เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ผู้เสียหายดับไฟทันก่อนที่จะลุกไหม้รุนแรงต่อไป จึงเพียงแต่เป็นเหตุให้ประตูบ้านซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับถูกเพลิงไหม้เสียหายคิดเป็นเงินประมาณ5,000 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมกระป๋องบรรจุน้ำมันเบนซิน1 กระป๋องและไฟแช็กแก๊ส 1 อัน ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้ในการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้เสียหาย เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 218, 364, 365 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ให้จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 223 หรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์ที่เป็นอันตรายจากการวางเพลิงของจำเลยเป็นเพียงประตูบ้าน ซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับคิดเป็นเงินประมาณ5,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองก็อยู่ในเกิดเหตุและสามารถดับไฟได้ทัน การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา 223 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา 223 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปีและปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 218 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
จำเลย — นาย สุภาพ บุญทัน
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2545
#42764
เปิดฉบับเต็ม

คดีขอตั้งผู้จัดการมรดกศาลมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการตั้งและถอนผู้จัดการมรดกเท่านั้น แต่ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนไม่สามารถตกลงแบ่งที่ดินมรดกได้ ผู้ร้องขอนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองหรือนำออกขายทอดตลาดนั้น ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกทั้งสิ้นซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 อยู่แล้ว กรณีไม่ใช่อำนาจของศาลที่จะสั่งให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการตามขอหากผู้ร้องไม่อาจจัดการเช่นนั้นได้เพราะเหตุทายาทบางคนขัดขวางก็เป็นเรื่องมีข้อโต้แย้งสิทธิในการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ร้องชอบที่จะไปดำเนินการฟ้องร้องเป็นอีกคดีหนึ่งหาใช่มายื่นคำร้องในคดีที่ตั้งผู้จัดการมรดกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ โภชนสมบูรณ์ ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอนำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3585ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างทายาทและหากไม่มีทายาทคนใดประมูลซื้อผู้ร้องจะนำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาท โดยอ้างเหตุว่าการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวมีเหตุขัดข้องหรือขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร เนื่องจากเจ้ามรดกต้องการให้ทายาททุกคนได้รับแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย หากทายาทคนใดครอบครองที่ดินอยู่ก่อนแล้วแต่ครอบครองเกินส่วนที่จะได้รับ ก็ให้ทายาทนั้นชดเชยค่าที่ดินแก่ทายาทที่ได้ที่ดินน้อยกว่า ผู้ร้องทั้งสามประชุมทายาทหลายครั้งเพื่อแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ทายาท รวมถึงการกำหนดค่าชดเชยที่ดิน แต่ทายาทมีความเห็นแตกต่างกันไปและไม่ยอมตกลงกันในการแบ่งที่ดิน

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องคัดค้านว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวทายาทเกือบทั้งหมดปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยเจ้ามรดกกำหนดแนวเขตให้ชัดเจนแล้ว ส่วนที่ปลูกตึกแถวก็มีการจับฉลากแบ่งสัดส่วนกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เป็นที่ว่างผู้คัดค้านทั้งหกให้ผู้ร้องทั้งสามเลือกแนวเขตเพื่อจะได้กำหนดรูปแผนผังในการขอรังวัด แต่ผู้ร้องทั้งสามไม่ยอมกำหนดแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถที่จะนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนได้ เหตุที่ยังแบ่งปันไม่ได้เป็นเพราะการจัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกบกพร่องไม่แสดงบัญชีรายได้ที่ชัดเจน

ในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้ว ทายาทบางคนยินยอมทำความตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวในบางประการศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับการแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวอีก ซึ่งศาลชั้นต้นนัดพร้อมและไกล่เกลี่ยแล้วหลายนัด แต่ในที่สุดตกลงกันไม่ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกสามารถแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ คงติดขัดอยู่ที่ผู้จัดการมรดกไม่ไปจัดการตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของทายาท กรณีเป็นเรื่องที่ทายาทต้องไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้จัดการมรดกต่อไปจึงให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ของผู้ร้องทั้งสามและจำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งศาลมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการตั้งและถอนผู้จัดการมรดกเท่านั้นแต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540คงได้ความว่าผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนมีความเห็นแตกต่างกันไม่สามารถตกลงแบ่งที่ดินมรดกได้ ผู้ร้องทั้งสามขอนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองหรือนำออกขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า ไม่ว่าการที่จะนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองก็ดีหรือการนำออกขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกก็ดี ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกทั้งสิ้นซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 อยู่แล้ว กรณีไม่ใช่อำนาจของศาลที่จะสั่งให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการตามขอ หากผู้ร้องทั้งสามไม่อาจจัดการเช่นนั้นได้เพราะเหตุทายาทบางคนขัดขวางก็เป็นเรื่องมีข้อโต้แย้งสิทธิในการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ร้องทั้งสามชอบที่จะไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นอีกคดีหนึ่ง บังคับให้ผู้ที่ขัดขวางกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้ตามสิทธิและหน้าที่หาใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 นั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่งศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พลเรือตรี ประเวช โภชนสมบูรณ์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาวาอากาศตรี สวัสดิ์ โภชนสมบูรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2545
#48637
เปิดฉบับเต็ม

การนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองหรือการนำออกขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกนั้น ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 ไม่ใช่อำนาจของศาลที่จะสั่งได้ หากผู้จัดการมรดกไม่สามารถจัดการเช่นนั้นได้เพราะเหตุทายาทขัดขวาง ก็เป็นเรื่องมีข้อโต้แย้งสิทธิในการแบ่งทรัพย์มรดก ซึ่งผู้จัดการมรดกชอบที่จะฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อบังคับให้ผู้ขัดขวางกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปตามสิทธิและหน้าที่ มิใช่มายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควรเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ โภชนสมบูรณ์ ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอนำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3585 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างทายาท และหากไม่มีทายาทคนใดประมูลซื้อผู้ร้องจะนำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาท โดยอ้างเหตุว่าการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวมีเหตุขัดข้องหรือขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรเนื่องจากเจ้ามรดกต้องการให้ทายาททุกคนได้รับแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย หากทายาทคนใดครอบครองที่ดินอยู่ก่อนแล้วแต่ครอบครองเกินส่วนที่จะได้รับ ก็ให้ทายาทนั้นชดเชยค่าที่ดินแก่ทายาทที่ได้ที่ดินน้อยกว่า ผู้ร้องทั้งสามประชุมทายาทหลายครั้งเพื่อแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ทายาท รวมถึงการกำหนดค่าชดเชยที่ดิน แต่ทายาทมีความเห็นแตกต่างกันไปและไม่ยอมตกลงกันในการแบ่งที่ดิน

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องคัดค้านว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวทายาทเกือบทั้งหมดปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยเจ้ามรดกกำหนดแนวเขตให้ชัดเจนแล้ว ส่วนที่ปลูกตึกแถวก็มีการจับฉลากแบ่งสัดส่วนกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เป็นที่ว่างผู้คัดค้านทั้งหกให้ผู้ร้องทั้งสามเลือกแนวเขตเพื่อจะได้กำหนดรูปแผนผังในการขอรังวัด แต่ผู้ร้องทั้งสามไม่ยอมกำหนดแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถที่จะนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนได้เหตุที่ยังแบ่งปันไม่ได้เป็นเพราะการจัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกบกพร่อง ไม่แสดงบัญชีรายได้ที่ชัดเจน

ในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้ว ทายาทบางคนยินยอมทำความตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวในบางประการ ศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา หลังจากนั้นผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับการแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวอีก ซึ่งศาลชั้นต้นนัดพร้อมและไกล่เกลี่ยแล้วหลายนัด แต่ในที่สุดตกลงกันไม่ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกสามารถแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ คงติดขัดอยู่ที่ผู้จัดการมรดกไม่ไปจัดการตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของทายาท กรณีเป็นเรื่องที่ทายาทต้องไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้จัดการมรดกต่อไป จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและจำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งศาลมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการตั้งและถอนผู้จัดการมรดกเท่านั้น แต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสามฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 คงได้ความว่าผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนมีความเห็นแตกต่างกันไม่สามารถตกลงแบ่งที่ดินมรดกได้ผู้ร้องทั้งสามขอนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองหรือนำออกขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า ไม่ว่าการที่จะนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองก็ดีหรือการนำออกขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกก็ดี ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกทั้งสิ้นซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 อยู่แล้ว กรณีไม่ใช่อำนาจของศาลที่จะสั่งให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการตามขอ หากผู้ร้องทั้งสามไม่อาจจัดการเช่นนั้นได้เพราะเหตุทายาทบางคนขัดขวาง ก็เป็นเรื่องมีข้อโต้แย้งสิทธิในการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ร้องทั้งสามชอบที่จะไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นอีกคดีหนึ่ง บังคับให้ผู้ที่ขัดขวางกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้ตามสิทธิและหน้าที่ หาใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามฉบับลงวันที่ 18พฤศจิกายน 2540 นั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่งศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พลเรือตรี ประเวช โภชนสมบูรณ์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาวาอากาศตรี สวัสดิ์ โภชนสมบูรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2545
#98544
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกับทายาทบางคนมีความเห็นแตกต่างกันไม่สามารถตกลงแบ่งที่ดินมรดกได้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 หากผู้ร้องไม่อาจจัดการมรดกได้เพราะเหตุทายาทบางคนขัดขวาง ก็เป็นเรื่องมีข้อโต้แย้งสิทธิในการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ร้องชอบที่จะไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นอีกคดีหนึ่งบังคับให้ผู้ที่ขัดขวางกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้ตามสิทธิและหน้าที่ หาใช่มายื่นคำร้องในคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ โภชนสมบูรณ์ ต่อมา ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอนำที่ดินตามโฉนดที่เลขที่ ๓๕๘๕ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางซื่อ กรุงมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างทายาท และหากไม่มีทายาทคนใดประมูลซื้อผู้ร้องจะนำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท โดยอ้างเหตุว่าการ จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวมีเหตุขัดข้องหรือขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร เนื่องจากเจ้ามรดกต้องการให้ทายาททุกคนได้รับแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย หากทายาทคนใดครอบครองที่ดินอยู่ก่อนแล้วแต่ครอบครองเกินส่วนที่จะได้รับ ก็ให้ทายาทนั้นชดเชยค่าที่ดินแก่ทายาทที่ได้ที่ดินน้อยกว่า ผู้ร้องทั้งสามประชุมทายาทหลายครั้งเพื่อแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ทายาท รวมถึงการกำหนดค่าชดเชยที่ดิน แต่ทายาทมีความเห็นแตกต่างกันไป และไม่ยอมตกลงกันในการแบ่งที่ดิน

ในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้ว ทายาทบางคนยินยอมทำความตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวในบางประการ ศาลชั้นต้นจึงบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา หลังจากนั้นผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับการแบ่งปันที่ดินแปลงดังกล่าวอีก ซึ่งศาลชั้นต้นนัดพร้อมและไกล่เกลี่ยแล้วหลายนัด แต่ในที่สุดตกลงกันไม่ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกสามารถแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ คงติดขัดอยู่ที่ ผู้จัดการมรดกไม่ไปจัดการตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของทายาท กรณีเป็นเรื่องที่ทายาทต้องไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้จัดการมรดกต่อไป จึงให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ของผู้ร้องทั้งสามและจำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จะนำที่ดินมรดกออกขายโดยประมูลราคากันเองก็ดีหรือการนำออกขายทอดตลาดให้บุคคลภายนอกก็ดี ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการมรดกทั้งสิ้นซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๙ อยู่แล้ว กรณีไม่ใช่อำนาจของศาลที่จะสั่งให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการตามขอ หากผู้ร้องทั้งสามไม่อาจจัดการเช่นนั้นได้เพราะเหตุทายาทบางคนขัดขวาง ก็เป็นเรื่องมีข้อโต้แย้งสิทธิในการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ร้องทั้งสามชอบที่จะไปดำเนินการ ฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นอีกคดีหนึ่ง บังคับให้ผู้ที่ขัดขวางกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้ตามสิทธิและหน้าที่ หาใช่มายื่นคำร้องในคดีนี้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและ คำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามฉบับลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1719
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พลเรือตรีประเวช โภชนสมบูรณ์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาวาอากาศตรีสวัสดิ์ โภชนสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสมนึก พาณิช
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 704/2545
#44106
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 และ จ. ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ได้ตกลงซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 272 โฉนดเนื้อที่ 49 ไร่ ให้แก่โจทก์ในราคา 90 ล้านบาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและเข้าครอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 21 แสดงเจตนาลวงบุคคลภายนอกทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 21 จึงเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ หากจำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาททั้งหมดให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างพิจารณาย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะแม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีนับว่ามีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ประกอบมาตรา 255(2) ห้ามมิให้จำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่เมื่อได้ความว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านที่เจริญสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเป็นบ้านจัดสรร มีตลาดพาณิชย์ มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในขณะฟ้องมีราคาเกินกว่า 500 ล้านบาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเพียง 1 แสนบาทจึงไม่เหมาะสม เพราะจำเลยที่ 21 ก็ต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท และฟ้องโจทก์เป็นเท็จ ซึ่งหากทางพิจารณาได้ความในภายหลังว่าโจทก์นำคดีมาสู่ศาลโดยไม่มีมูลแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวย่อมไม่อาจชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ จึงเห็นสมควรให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 20 ล้านบาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาให้นิติกรรมการซื้อขายและจดทะเบียนสิทธิที่ดินทั้ง 272 โฉนด ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 กับจำเลยที่ 21 เป็นการสมรู้ร่วมคิดกันแสดงเจตนาลวงให้ตกเป็นโมฆะไม่มีผลใด ๆ ห้ามมิให้จำเลยทั้งหมดหรือบุคคลอื่นเข้าเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครอง จัดการและทำประโยชน์ของโจทก์ในที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งหมดจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง272 โฉนดตามฟ้องให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยปลอดจำนองและปราศจากภาระติดพัน พร้อมกับให้รับเงินค่าที่ดินที่ค้าง 40,000,000 บาทจากโจทก์ ค่าภาษีและค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการโอนให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันเป็นผู้เสีย หากจำเลยทั้งหมดไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 และจำเลยที่ 17 ถึงที่ 21 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี นางจินตนา ไชยกูล ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม บริษัทปัฐวิกรณ์ จำกัด ร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 16 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวแก่บุคคลอื่นจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์วางเงินประกัน100,000 บาท ก่อนออกหมาย

จำเลยที่ 21 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 21 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาชั้นฎีกาว่า คดีมีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่จะมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นในระหว่างพิจารณาหรือไม่เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 และนางจินตนา ไชยกูล ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ได้ตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 272 โฉนดเนื้อที่ 49 ไร่ที่ดินตั้งอยู่ที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในราคา 90,000,000บาท โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนแล้ว ได้เข้ารอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 โดยการสมรู้ร่วมกับจำเลยที่ 21 ได้แสดงเจตนาลวงบุคคลภายนอก ทำนิติกรรมซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 272 โฉนด ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 21 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบันมีมูลค่าเกินกว่า 500,000,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษาให้นิติกรรมการซื้อขายและจดทะเบียนสิทธิที่ดินทั้ง 272 โฉนดระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 กับจำเลยที่ 21 ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งหมดจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินคงเหลือจากโจทก์ หากจำเลยทั้งหมดไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 500,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ตามคำฟ้องของโจทก์หากจำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาททั้ง 272 โฉนดให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างพิจารณาย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะแม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีดังกล่าวนับว่ามีเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ประกอบมาตรา 255(2) ห้ามมิให้จำเลยที่ 21 โอนที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่สำหรับเงินประกันค่าเสียหายที่อาจมีขึ้นเนื่องจากการที่ศาลมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์นั้นได้ความตามคำฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีจำนวน 272 โฉนด เนื้อที่ 49 ไร่ ตั้งอยู่ที่แขวงคลองกุ่มเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นย่านที่เจริญ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินเป็นบ้านจัดสรรมีตลาดพาณิชย์ มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในขณะฟ้องมีราคาเกินกว่า 500,000,000 บาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์วางเงินประกันเพียง100,000 บาท จึงไม่เหมาะสม เพราะจำเลยที่ 21 ก็ต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ฟ้องโจทก์เป็นความเท็จ ขอให้ยกฟ้องหากทางพิจารณาได้ความในภายหลังว่าโจทก์นำคดีมาสู่ศาลโดยไม่มีมูลแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวย่อมไม่อาจชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้จึงเห็นสมควรให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 20,000,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์วางเงินประกันเพิ่มให้ครบจำนวน 20,000,000บาท ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเสียนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 255 ม. 257
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภูเทพ สิทธิถาวร
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท ปัฐวิกรณ์ จำกัด
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง จินตนา ไชยกูล
จำเลย — บริษัท เบญจมินทร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2545
#42763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้หนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 นอกจากนี้แผนผังอาคารพาณิชย์และใบเสนอราคาหัวกระดาษเอกสารดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเอกสารของจำเลยที่ 1 ประการสำคัญบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ระบุชัดเจนว่าโครงการสร้างอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นโครงการของจำเลยที่ 1 แสดงว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 821 จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำเสมือนว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตน

การตั้งตัวแทนที่ต้องทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ใช้บังคับแก่กรณีการตั้งตัวแทนตามปกติทั่ว ๆ ไป แต่การเป็นตัวแทนเชิดเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายหาจำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 มิได้กำหนดให้ผู้ขายต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขาย ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขายจึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ดี จำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาแล้วก็ดี ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน

จำเลยที่ 1 ไม่โอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมมีสิทธิได้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประกอบมาตรา 222 โดยต้องเป็นความเสียหายที่ปกติย่อมเกิดขึ้นหรือเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษเท่านั้น ไม่จำต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ดังนั้น เมื่อขณะจำเลยที่ 2 เสนอขายอาคารพาณิชย์พิพาทมีราคาห้องละ 2,000,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ห้องละ 850,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้ให้คำมั่นต่อโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะโอนสิทธิการเช่าที่ดินและขายอาคารพาณิชย์เลขที่ B 13 และ B 14 ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์โครงการก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ในราคาห้องละ 1,650,000 บาท ให้โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่โอนอาคารพาณิชย์ให้โจทก์ ทำให้โจทก์ขาดกำไรจากการขายให้ผู้อื่นห้องละ 850,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์ ห้องเลขที่ 729/115 และเลขที่ 729/116 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร ในราคาห้องละ 1,650,000 บาท ให้โจทก์ หากไม่โอนให้ชดใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโครงการก่อสร้างไม่เคยให้คำมั่นหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำคำมั่นใด ๆ กับโจทก์ โจทก์เสียหายไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์เลขที่ 729/115 และเลขที่ 729/116 แขวงบางโพงพางเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากไม่ไปจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 2 ตกลงจะขายอาคารพาณิชย์พิพาทห้องเลขที่ B 13 และ B 14ให้โจทก์ในราคาห้องละ 1,650,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงขายอาคารพาณิชย์พิพาทแก่โจทก์ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่โจทก์เบิกความว่าในวันทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำแผนผังการก่อสร้างอาคารพาณิชย์โครงการ 3 โดยทำเครื่องหมายกากบาทห้อง 13 และ 14 โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า เจฟ้อน มินิ ออฟฟิศ ตามเอกสารหมาย จ.3 และจำเลยที่ 2 นำใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.4 มาให้โจทก์ด้วย เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้หนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนี้แผนผังอาคารพาณิชย์ตามเอกสารหมาย จ.3 และใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.4 หัวกระดาษเอกสารดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เป็นเอกสารของจำเลยที่ 1 ประการสำคัญบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5 ระบุชัดเจนว่าโครงการสร้างอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นโครงการที่ 3 ของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเอกสารหมาย จ.5 เป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องด้วยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแล้วว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมต้องมีความผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำเสมือนว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตน จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์หาได้ไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาที่สองว่า มูลพิพาทคดีนี้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะต้องทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การมอบอำนาจในการให้คำมั่นตามเอกสารหมาย จ.5 จึงต้องทำเป็นหนังสือด้วย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 นั้นเห็นว่า การตั้งตัวแทนที่ต้องทำเป็นหนังสือตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นบทบังคับกรณีการตั้งตัวแทนตามปกติทั่ว ๆ ไป แต่การเป็นตัวแทนเชิดเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายหาจำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาที่สามว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์พิพาทเพื่อให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะซื้อขาย มาตรา 453 มิได้กำหนดให้ผู้ขายต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขาย ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ดี จำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาแล้วก็ดี ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ฎีกาประเด็นสุดท้ายว่า ในเรื่องโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น โจทก์เพียงแต่นำสืบว่า หากโจทก์ได้รับโอนอาคารพาณิชย์พิพาทแล้วโจทก์จะนำไปขายมีผลต่างกำไรเท่านั้นซึ่งเป็นการคาดคะเน ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องเป็นความเสียหายจริง แต่ขณะบอกเลิกสัญญาโจทก์ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ตกลงจะซื้อขายกับบุคคลภายนอกแล้ว ทั้งความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในตัวเอง เห็นว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 215 ประกอบมาตรา 222 อันได้แก่ความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ นอกจากนี้ยังมีสิทธิได้ค่าเสียหายอันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว แสดงว่าค่าเสียหายดังกล่าวให้พิจารณาเพียงเป็นความเสียหายที่ปกติย่อมเกิดขึ้นหรือเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษเท่านั้น ไม่จำต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ดังจำเลยที่ 1อ้างเมื่อได้ความจากใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.4 ว่า ขณะจำเลยที่ 2 เสนอขายอาคารพาณิชย์พิพาทมีราคาห้องละ 2,000,000 บาทประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ขณะเบิกความอาคารพาณิชย์พิพาทมีราคาประมาณ 3,000,000 บาท ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ห้องละ 850,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,700,000บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 453 ม. 798 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรา สังวรชาติ
จำเลย — บริษัทเจ.ฟ้อน มินิ ออฟฟิศ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา