คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2545
#99877
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้หนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะขายอาคารพาณิชย์พิพาทแก่โจทก์โดย ตามแผนผังอาคารพาณิชย์ที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นและใบเสนอราคาหัวกระดาษที่จำเลยที่ 2 นำมาให้แก่โจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเอกสารของจำเลยที่ 1 อีกทั้งบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ระบุชัดเจนว่าโครงการสร้างอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นโครงการที่ 3 ของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามป.พ.พ. มาตรา 821 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำเสมือนว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตน

การตั้งตัวแทนที่ต้องทำเป็นหนังสือตามป.พ.พ. มาตรา 798 นั้นเป็นบทบังคับกรณีการตั้งตัวแทนตามปกติทั่ว ๆ ไป แต่การเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายจึงหาจำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์ ห้องเลขที่ ๗๒๙/๑๑๕ และเลขที่ ๗๒๙/๑๑๖ ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร ในราคาห้องละ ๑,๖๕๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ หากไม่โอนให้ชดใช้เงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของโครงการก่อสร้าง ไม่เคยให้คำมั่นหรือมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทน ทำคำมั่นใด ๆ กับโจทก์ โจทก์เสียหายไม่เกิน ๕๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์เลขที่ ๗๒๙/๑๑๕ และเลขที่ ๗๒๙/๑๑๖ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากไม่ไปจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ และนายสุชาติ สันตติทรัพย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ชื่อเจฟ้อน มินิ ออฟฟิศ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้เสนอให้โจทก์เช่าที่ดินและซื้ออาคารพาณิชย์หมายเลข B ๑๓ และ B ๑๔ ของโครงการดังกล่าวรวม ๒ ห้อง ในราคาห้องละ ๑,๖๕๐,๐๐๐ บาท โจทก์ตกลงและได้ทำสัญญากันไว้ ตามเอกสารหมาย จ.๕ เมื่อจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จแล้ว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารพาณิชย์ ๒ ห้องดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย

จำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์พิพาท จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ ๑ กับพวกเป็นเจ้าของโครงการดังกล่าวไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการ จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๒ ตกลงจะขายอาคารพาณิชย์พิพาทห้องเลขที่ B ๑๓ และ B ๑๔ ให้โจทก์ในราคาห้องละ ๑,๖๕๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๕ มีปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๒ ตกลงขายอาคารพาณิชย์พิพาทแก่โจทก์ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ ๑ หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า ในวันทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ทำแผนผังการก่อสร้างอาคารพาณิชย์โครงการ ๓ โดยทำเครื่องหมายกากบาทห้อง ๑๓ และ ๑๔ โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า เจฟ้อน มินิ ออฟฟิศ ตามเอกสารหมาย จ.๓ และจำเลยที่ ๒ นำใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.๔ มาให้โจทก์ด้วย เห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้หนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๖ นอกจากนี้แผนผังอาคารพาณิชย์ตามเอกสารหมาย จ.๓ และใบเสนอราคาตามเอกสารหมาย จ.๔ หัวกระดาษเอกสารดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งย่อมทำให้บุคคลทั่วไป เข้าใจว่าเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ เป็นเอกสารของจำเลยที่ ๑ ประการสำคัญบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ระบุชัดเจนว่าโครงการสร้างอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นโครงการที่ ๓ ของจำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ยอมให้จำเลยที่ ๒ เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๑ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าเอกสารหมาย จ.๕ เป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น จำเลยที่ ๑ มิได้เกี่ยวข้องด้วย จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแล้วว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ย่อมต้องมีความผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ ๒ ได้กระทำเสมือนว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนของตน จำเลยที่ ๑ จะอ้างว่ามิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์หาได้ไม่ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกาปัญหาที่สองว่า มูลพิพาทคดีนี้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะต้องทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การมอบอำนาจในการให้คำมั่นตามเอกสารหมาย จ.๕ จึงต้องทำเป็นหนังสือด้วย จำเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวแทนโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๘ นั้น เห็นว่า การตั้งตัวแทนที่ต้องทำเป็นหนังสือตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นบทบังคับกรณีการตั้งตัวแทนตามปกติทั่ว ๆ ไป แต่การเป็นตัวแทนเชิดเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายหาจำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น_ _ _

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรา สังวรชาติ
จำเลย — บริษัท เจ. ฟ้อน มินิ ออฟฟิศ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย สินเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี ชุณหถนอม
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2545
#42762
เปิดฉบับเต็ม

การทำประโยชน์กับการแบ่งแยกการครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษากับผู้ร้องนั้น การครอบครองอาจยังไม่มีการทำประโยชน์ก็ได้ ดังนี้เมื่อจำเลยกับผู้ร้องได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันก่อนที่โจทก์จะรับจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยและก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยกับผู้ร้อง โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีได้เพียงเท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ผู้ร้องชอบที่จะขอกันส่วนที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกตามข้อตกลงดังกล่าวของผู้ร้องออกก่อนขายทอดตลาดได้แม้ยังไม่มีการทำประโยชน์ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแทน หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3229 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 4 ที่จำนองไว้แก่โจทก์ และจะมีการขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปลง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแปลงนี้ จำนวน 250 ส่วน ใน 752 ส่วน จึงขอกันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องทางด้านทิศตะวันออกจำนวน 250 ส่วน ซึ่งมีอาณาเขตติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3230 ของผู้ร้อง โดยผู้ร้องและจำเลยที่ 4 ได้ทำข้อตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทกันแล้วขอให้กันส่วนเฉพาะที่ดินของผู้ร้องเพื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะมีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้มีเจตนาแบ่งแยกที่ดินพิพาทจริง และในการบังคับคดีผู้ร้องก็มิได้คัดค้านหรือขอกันส่วนไว้ทั้งที่ดินพิพาทก็มิได้ติดต่อกับที่ดินของผู้ร้องและถ้ามีการกันส่วนไปจะทำให้ที่ดินที่เหลือบางส่วนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องกันส่วนที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 3229 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร จำนวน 250 ส่วน ใน 752 ส่วน ออกจากการขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์นำยึด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3229 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา ทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3230 ซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยซื้อมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวน 250 ส่วน ใน 752 ส่วนซึ่งผู้ร้องเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 4 เป็นเงิน 875,000 บาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอกสารหมาย ร.14 ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท มีการเลื่อนการรังวัดและนำชี้แนวเขตต่อมาจนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องจึงขอยกเลิกคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเสีย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2535 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 4 ไว้แก่โจทก์และต่อมาจำเลยที่ 4 ถูกศาลพิพากษาให้บังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องจะขอกันส่วนในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่ในปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายปัญญา ณ นคร พยานผู้ร้องซึ่งรับราชการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศว่า ก่อนที่จะมีการยื่นคำขอเพื่อรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ผู้ยื่นคำขอจะต้องมีการตกลงเกี่ยวกับการครอบครองมาก่อนแล้ว และในวันที่ 22 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 4กับผู้ร้องได้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดแล้วแต่ไม่สามารถนำชี้เขตที่ดินได้เนื่องจากตกลงกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ได้ จึงมีการยกเลิกคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในวันเดียวกันตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ร.13 คำเบิกความของนายปัญญาดังกล่าวรับฟังได้เพราะโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น และเมื่อรับฟังประกอบกับคำเบิกความของนายสอิ๊ด แสงสุวรรณ สามีของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 4 กับผู้ร้องตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทกันเป็นส่วนสัดแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม แม้ตัวผู้ร้องจะมิได้มาเบิกความ ที่โจทก์นำสืบและอ้างในฎีกาว่า เมื่อไปนำยึดที่ดินพิพาทไม่ปรากฏว่ามีการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่าการทำประโยชน์กับการแบ่งแยกการครอบครองเป็นคนละเรื่องกันการแบ่งแยกการครอบครอง อาจยังไม่มีการทำประโยชน์ก็ได้ ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 4 กับผู้ร้องได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินพิพาทกันก่อนที่โจทก์จะรับจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 4 และก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ ข้อตกลงนี้ย่อมผูกพันจำเลยที่ 4 กับผู้ร้อง โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีได้เพียงเท่าที่จำเลยที่ 4 มีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้นและผู้ร้องชอบที่จะขอกันส่วนที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกก่อนขายทอดตลาดได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด
ผู้ร้อง — นางกาลาโซม แสงสุวรรณ
จำเลย — บริษัทเมเจอร์เทรนนิ่งแอนด์คอนซัลแทนต์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2545
#98469
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ผู้เสียหายพักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 284 วรรคแรก ให้ลงโทษฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก

10 ปี ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 279 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และความผิดฐานกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม มาตรา 91 เมื่อรวมโทษจำคุกทั้งหมดที่ศาลชั้นต้นวางโทษแล้ว ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โทษจำคุกในความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 279 วรรคแรก จึงถูกลดโทษลงเหลือ 8 เดือน และโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคแรก ถูกลดโทษลงเหลือ 2 ปี 8 เดือน อันเป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก

ความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ กำหนดโทษจึงคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว โทษจำคุกคงเหลือ 6 ปี 8 เดือน ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก

จำเลยเรียกเด็กหญิง พ. ไปพบเพื่อบอกให้ผู้เสียหายไปหาจำเลยที่กุฏิ เมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลยแล้ว จำเลยได้ว่าจ้างรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายไปวัดอื่นโดยให้ผู้เสียหายพักหลับนอนกับจำเลยที่กุฏิวัด 2 คืน ระหว่างนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปีเศษ ย่อมเกรงใจจำเลยซึ่งเป็นพระภิกษุผู้อุปการะ ครอบครัวของผู้เสียหายเป็นธรรมดาจึงจำต้องยอมติดตามจำเลยไปด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม ทั้งย่อมเป็นพฤิตการณ์บังคับให้ผู้เสียหายจำยอมให้จำเลยกระทำทำอนาจารและกระทำชำเราในเวลากลางคืนอันเป็นการกระทำที่ล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหาย และเป็นการพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมจำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันจำเลยซึ่งขณะนั้นเป็นพระภิกษุพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุยังไม่เกินสิบห้าปี (อายุ ๑๓ ปีเศษ) ไปเสียจากบิดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพื่อการอนาจารและเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๙ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมคืออาศัยความเป็นพระภิกษุที่เคยให้ความอุปการะผู้เสียหายมาก่อน จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วยการกอดและจูบ และเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๙ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗, ๒๘๔, ๒๗๘, ๒๗๗ และ ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก, ๒๗๙ วรรคแรก, ๒๘๔ วรรคแรก, ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑๐ ปี ฐานกระทำอนาจารเด็ก จำคุก ๑ ปี และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก ๔ ปี รวมจำคุก ๑๕ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและพาหญิงไปเพื่อ การอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เมื่อรวมโทษจำคุกทั้งหมดที่ศาลชั้นต้นวางโทษแล้ว ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ ๑๓ ปีเศษ ผู้เสียหายพักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา คดีนี้เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา วรรคสาม เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก ให้ลงโทษฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๑๐ ปี ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก ๔ ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑๕ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เมื่อรวมโทษจำคุกทั้งหมดที่ศาลชั้นต้นวางโทษแล้ว ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คง จำคุกจำเลยมีกำหนด ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก จึงถูกลดโทษลงเหลือ ๘ เดือน และโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ถูกลดโทษลงเหลือ ๒ ปี ๘ เดือน อันเป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก จำเลยฎีกาคัดค้านดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว และถือว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ว่า จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ดังที่โจทก์ฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยคงมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ ทั้งนี้ความผิดทั้งสองฐานนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๑๐ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ กำหนดโทษจึงคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วโทษจำคุกคงเหลือ ๖ ปี ๘ เดือน ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก ปัญหานี้ผู้เสียหายและพยานโจทก์เบิกความสอดคล้องตรงกันว่า วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๙ เวลา เที่ยงวัน จำเลยเรียกพยานโจทก์ไปพบเพื่อบอกให้ผู้เสียหายไปหาจำเลยที่กุฏิ เมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลย จำเลยชวนไปเที่ยวที่วัดแล้วจำเลยว่าจ้างรถยนต์กระบะพาผู้เสียหายและพยานโจทก์ไปวัดโดยให้ผู้เสียหายพักหลับนอนกับจำเลยที่กุฏิวัด ๒ คืน ระหว่างนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่า พา ผู้เสียหายเดินทางไปวัดจริง กระทั่งวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๙ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจติดตามมาพบผู้เสียหายขณะพักอาศัยอยู่กับจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุ ๑๓ ปีเศษ ย่อมเกรงใจจำเลยซึ่งเป็นพระภิกษุผู้อุปการะ ครอบครัวของผู้เสียหายเป็นธรรมดา จึงจำต้องยอมติดตามจำเลยไปด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม ทั้งย่อมเป็นพฤติการณ์บังคับให้ผู้เสียหายจำยอมให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราในเวลากลางคืนอันเป็นการกระทำที่ล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายและเป็นการพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและมีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 277 วรรคแรก ม. 279 วรรคแรก ม. 284 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายสมัย จางวางศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวีระพงษ์ วิเศษรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 680/2545
#42123
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุว่าให้เข้าร่วมในความผิดใดก็ต้องถือว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองข้อหาและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 13/45 ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้ให้นายธีรกุล วัฒนกูล ผู้เสียหายที่ 1 เช่าพักอาศัยอยู่กับนางพฤทธิมาวัฒนกูล ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา จำเลยได้ใช้กุญแจคล้องประตูรั้วหน้าบ้านดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหน่วงเหนี่ยว กักขังปราศจากเสรีภาพในร่างกายไม่สามารถเข้าออกจากบ้านหลังดังกล่าวได้โดยปกติสุข และเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310, 362

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายธีรกุล วัฒนกูล ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 1 เดือนและปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายเฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใดก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุก ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายด้วยเท่านั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและพนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เฉพาะที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 310 ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ธีรกุล วัฒนกูล
จำเลย — นาย ชาตรี ศิริวิชิตชัยหรือทองตะนาว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 680/2545
#48232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายเฉพาะข้อหาบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายด้วยเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2541 เวลากลางวันจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 13/45 ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และได้ให้นายธีรกุล วัฒนกูล ผู้เสียหายที่ 1 เช่าพักอาศัยอยู่กับนางพฤทธิมา วัฒนกูลผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา จำเลยได้ใช้กุญแจคล้องประตูรั้วหน้าบ้านดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังปราศจากเสรีภาพในร่างกายไม่สามารถเข้าออกบ้านหลังดังกล่าวได้โดยปกติสุข และเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 362

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายธีรกุล วัฒนากูล ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนักโทษจำคุกจึงให้การลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า การทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นปรากฏว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายเฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุก มิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายด้วยเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและพนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ได้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เฉพาะที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 30 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ธีรกุล วัฒนกูล
จำเลย — นาย ชาตรี ศิริวิชิตชัยหรือทองตะนาว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 680/2545
#98411
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด ก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น

โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุก โจทก์ร่วมมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ได้ให้ผู้เสียหายที่ 1 เช่าพักอาศัยอยู่บ้านกับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา จำเลยได้ใช้กุญแจคล้องประตูรั้วหน้าบ้านดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหน่วงเหนี่ยว กักขัง ปราศจากเสรีภาพในร่างกายไม่สามารถเข้าออกจากบ้านหลังดังกล่าวได้โดยปกติสุข และเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 362

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง ให้ จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายเฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด ก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุก ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายด้วยเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และพนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจ ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เฉพาะที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 ม. 30 ม. 195 ม. 216 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นายธีรกุล วัฒนกูล
จำเลย — นายชาตรี ศิริวิชิตชัยหรือทองตะนาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธีรศักดิ์ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678/2545
#98535
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 284 และข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 279 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตาม ป.อ. มาตรา 279 เมื่อต่อมามารดาผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์แทนผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับข้อหาความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะพิพากษาให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาความผิดฐานนี้ออกจากสารบบความเท่านั้น ส่วนข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ การถอนคำร้องทุกข์ไม่เป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ระงับไปด้วยแต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นได้กำหนดโทษจำเลยตามข้อหาความผิดฐานนี้มาแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องพิจารณาและพิพากษาว่าสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำหน่ายคดีในข้อหาความผิดฐานนี้จากสารบบความด้วย จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ , ๒๘๔

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก , ๒๘๔ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักฐานร่วมกันกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุกคนละ ๑ ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ และข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ เมื่อมารดาผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์แทนผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์แล้ว สำหรับความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ อันเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จะพิพากษาจำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาความผิดฐานนี้ออกจากสารบบความเท่านั้น ส่วนข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ การถอนคำร้องทุกข์จึงไม่เป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วย และเมื่อศาลชั้นต้นได้กำหนดโทษจำเลยทั้งสองตามข้อหาความผิดฐานนี้แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ต้องพิจารณาและพิพากษาว่าสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้จำหน่ายคดีในข้อหาความผิดฐานนี้จากสารบบความด้วย จึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ในส่วนที่ให้จำหน่ายคดีข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก จากสารบบความ และให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิจารณาพิพากษาในข้อหาความผิดฐานนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.

(สมชาย พงษธา - ประสพสุข บุญเดช - จรัส พวงมณี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายพิทักษ์หรือทัก ทองเจือ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสมเลข สุวรรณนิมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2545
#42761
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 29ธันวาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 คดีของโจทก์ไม่มีข้อยุ่งยาก เอกสารที่อ้างมีจำนวนไม่มากนัก โจทก์ย่อมสามารถทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ แต่โจทก์กลับไม่กระทำอ้างว่ามีงานอาจารย์อีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิบัติ ทั้งโจทก์มีทนายความแม้ทนายความโจทก์จะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่แต่โจทก์ก็สามารถให้ทนายความยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ได้การที่โจทก์เดินทางกลับจากการสอนเสริมในต่างจังหวัดโดยเครื่องบินเที่ยวเช้าในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ไม่ได้จนต้องเดินทางโดยเครื่องบินเที่ยวบ่าย ทำให้ยื่นอุทธรณ์ไม่ทัน เป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ที่ยื่นในวันที่ 29 กุมภาพันธ์2543 อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4และที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม2542 ในเบื้องต้นโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังแต่โจทก์อ้างว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำเบิกความ สำเนาเอกสาร และสำเนาคำพิพากษา จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาเดือนเศษคดีของโจทก์ไม่มีข้อยุ่งยาก เอกสารที่อ้างมีจำนวนไม่มากนัก ระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมสามารถทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้แต่โจทก์กลับไม่กระทำ อ้างว่ามีงานอาจารย์อีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิบัติ นับว่าโจทก์วางใจมากเกินไป ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์2543 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โจทก์อ้างว่าต้องไปสอนเสริมที่จังหวัดลำปางและจังหวัดแพร่ในวันที่20 และ 27 กุมภาพันธ์ 2543 โดยมีกำหนดกลับที่พักในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ก่อนเวลา 13 นาฬิกา ซึ่งโจทก์จะเดินทางโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด ในเที่ยวบินช่วงเช้าแต่เที่ยวบินเต็ม จึงเดินทางกลับเที่ยวบินเวลา 15.15 นาฬิกา ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทัน แม้โจทก์จะมีภารกิจดังกล่าวแต่โจทก์ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าในฐานะที่โจทก์เป็นคู่ความผู้มีสิทธิอุทธรณ์ โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายไม่ใช่ปฏิบัติภารกิจอื่นจนใกล้ชิดกับวันที่โจทก์จะต้องไปยื่นอุทธรณ์คดีนี้โจทก์มีทนายความแม้ทนายความโจทก์จะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่โจทก์ก็สามารถให้ทนายความยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ การที่โจทก์เดินทางโดยเครื่องบินเที่ยวเช้าในวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2543 ไม่ได้จนต้องเดินทางโดยเครื่องบินเที่ยวบ่าย ทำให้ยื่นอุทธรณ์ไม่ทันเป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภานุมาศ ขัดเงางาม
จำเลย — นาย เอี่ยม ฉายางาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2545
#98467
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ครั้งหนึ่งแล้ว และสามารถทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้ดังกล่าว แต่กลับไม่ทำ คงปฏิบัติภารกิจอื่นและเดินทางไปต่างจังหวัดจนถึงวันสุดท้ายที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จึงมีกำหนดกลับที่พัก แต่เดินทางกลับในเที่ยวบินช่วงเช้าไม่ได้เพราะเที่ยวบินเต็ม จึงเดินทางกลับในเที่ยวบินบ่าย ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทัน ถือเป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ยื่นตำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ ๑ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ ในเบื้องต้นโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังแต่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับสำเนาคำเบิกความ สำเนาเอกสาร และสำเนาคำพิพากษา จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ คดีของโจทก์ไม่มีข้อยุ่งยาก ระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมสามารถทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ แต่โจทก์กลับไม่กระทำก่อนวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โจทก์อ้างว่าติดภารกิจที่ต่างจังหวัดซึ่งจะเดินทางโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด ในเที่ยวบินช่วงเช้าของวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ แต่เที่ยวบินเต็ม จึงเดินทางกลับเที่ยวบินเวลา ๑๕.๑๕ นาฬิกา ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทัน แม้โจทก์จะมีภารกิจ ดังกล่าวแต่ในฐานะที่โจทก์เป็นคู่ความผู้มีสิทธิอุทธรณ์ โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย ไม่ใช่ปฏิบัติภารกิจอื่นจนใกล้ชิดกับวันที่โจทก์จะต้องไปยื่นอุทธรณ์ และแม้ทนายความโจทก์จะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่โจทก์ก็สามารถให้ทนายความยื่นอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ ดังนั้น เหตุที่โจทก์อ้างเป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภาณุมาศ ขัดเงางาม
จำเลย — นางเอี่ยม ฉายางาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชาติชาย สุขไสย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2545
#42122
เปิดฉบับเต็ม

การยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้และสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดตามมาตรา 6 ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรฯ นั้น หมายถึง การโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ให้แก่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าต่ำกว่ายอดหนี้เท่านั้น แต่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับธนาคาร ท. มีแต่ข้อตกลงที่ธนาคารเจ้าหนี้ตกลงปลดหนี้ดอกเบี้ยและต้นเงินค้างชำระส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ โดยมิได้มีการตกลงให้โจทก์โอนห้องชุดที่จำนองหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่ธนาคาร ดังนั้น เมื่อธนาคารปลดหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระและธนาคารปลดหนี้ให้ตามมาตรา 5แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอากรแสตมป์ และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนขายห้องชุดที่จำนองให้แก่ ก. ตามมาตรา 6 แต่อย่างใด เนื่องจากมิใช่เป็นการโอนให้แก่สถาบันการเงิน ทั้งไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับยกเว้นตามมาตรา 8 เพราะความในมาตรา 8 หมายถึง การยกเว้นภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินสำหรับเงินที่ได้รับการโอนทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้อื่นของลูกหนี้ซึ่งมิใช่สถาบันการเงินซึ่งได้เจรจาร่วมกับสถาบันการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ แต่ ก. มิใช่เจ้าหนี้ของโจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์โอนขายห้องชุดที่จดทะเบียนจำนองกับธนาคาร ท. ให้แก่ ก. จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ส่วนพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 373)ฯซึ่งให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้น ก็มีผลใช้บังคับสำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์โอนไปแล้ว โจทก์จึงไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) สาขาพลับพลาไชย ในวงเงิน 4,900,000 บาท และได้นำห้องชุดเลขที่ 488/304 ชั้นที่ 2 อาคารชุดโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ต่อมาโจทก์ผิดนัดและถูกธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) บอกกล่าวบังคับจำนองโจทก์กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ได้ตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม2542 ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โจทก์จะต้องชำระเงินให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงินเพียง 5,280,657.21บาท จากหนี้ทั้งหมด 5,941,059.81 บาท และต้องชำระภายในวันที่ 29ตุลาคม 2542 ดังนั้น เพื่อให้การชำระหนี้เป็นไปตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และโจทก์สามารถนำเงินมาชำระธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ได้ทันตามกำหนดเวลาธนาคารจึงตกลงให้โจทก์โอนขายหลักทรัพย์ที่จำนองคือ ห้องชุดเลขที่ 488/304 ดังกล่าวให้แก่นางกิ่งแก้ว พรสวัสดิ์ ในราคา 5,280,657.21 บาท เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายห้องชุดดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่ธนาคารตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดังนั้น ในวันที่ 15 ตุลาคม 2542 โจทก์จึงได้โอนขายห้องชุดเลขที่ 488/304 ให้แก่นางกิ่งแก้ว พรสวัสดิ์ ในราคา5,280,657.21 บาท ตามยอดหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และในการโอนขายห้องชุดดังกล่าวธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพลับพลาไชย ได้ออกหนังสือรับรองการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้เรียกเก็บค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ไว้ ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยและได้โต้แย้งคัดค้านด้วยวาจาต่อเจ้าพนักงานที่ดินแต่เจ้าพนักงานก็ยืนยันว่าตามมติคณะรัฐมนตรีจะลดได้แต่ค่าธรรมเนียมโอนที่ดินเท่านั้น ส่วนค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะรวมรายได้ส่วนท้องถิ่นนั้น เจ้าพนักงานที่ดินลดให้ไม่ได้ โจทก์จึงจำเป็นต้องชำระค่าภาษีอากรต่าง ๆ ให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งกระทำการเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากรไปก่อน ต่อมาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร จำเลยได้แจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ได้รับยกเว้นรัษฎากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541 จะต้องเป็นการโอนทรัพย์สินระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงินเท่านั้น การโอนทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับนางกิ่งแก้ว พรสวัสดิ์ เป็นการโอนระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โจทก์ได้ยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาสำนักงานสรรพากรภาค 1แจ้งให้ทราบว่าไม่รับคำอุทธรณ์ไว้พิจารณา เนื่องจากคำอุทธรณ์ที่คณะกรรมการพิจารณาจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยนั้น ต้องเป็นกรณีที่ถูกเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีอากรตามหนังสือแจ้งการประเมินหรือคำสั่งให้ชำระภาษีอากร แต่ตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรซึ่งหนังสือแจ้งดังกล่าวไม่ถือเป็นหนังสือแจ้งการประเมินหรือคำสั่งให้ชำระภาษีอากรแต่อย่างใดคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่อาจรับคำอุทธรณ์ไว้พิจารณาได้โจทก์เห็นว่าจากการเรียกเก็บค่าภาษีอากรของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 โจทก์ก็ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินการขายสินค้าหรือการให้บริการและการกระทำตราสารที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 1 มกราคม2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 และเฉพาะการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการและการกระทำตราสารที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีส่วนใดวรรคใด ระบุว่าการโอนทรัพย์สินต้องเป็นการโอนทรัพย์สินระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงินเท่านั้นจึงจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรแต่ตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับระบุไว้ชัดเจนแล้วให้ยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน ดังนั้น การที่จำเลยเรียกเก็บภาษีอากรจากโจทก์สำหรับการโอนขายห้องชุดชำระหนี้สถาบันการเงินเป็นเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 16,698 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 158,420 บาท และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่น 15,841บาท ย่อมไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย โจทก์จำต้องขอเงินจำนวนดังกล่าวคืน แต่โจทก์มิอาจจะขอคืนจากจำเลยโดยตรงได้ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 16,698 บาท คืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 158,420 บาท และคืนเงินภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นจำนวน 15,841 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 190,959 บาทให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ได้รับยกเว้นรัษฎากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360)พ.ศ. 2542 จะต้องเป็นการโอนทรัพย์สินระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงินเท่านั้น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาคือลูกหนี้กับสถาบันการเงิน ดังนั้น การที่จะได้รับยกเว้นรัษฎากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360)พ.ศ. 2542 ก็จะต้องเป็นการดำเนินการใด ๆ ระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงินเท่านั้น พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับมิได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่โอนอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อนำเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์มาชำระหนี้สถาบันการเงินดังกล่าวนั้น ต่อมารัฐบาลจึงได้ออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 373)พ.ศ. 2543 โดยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 กำหนดให้เงินได้ของลูกหนี้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินและสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวโดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินหรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ในกรณีของโจทก์ได้ทำการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับโจทก์จึงมิได้รับยกเว้นรัษฎากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541 การที่เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งไม่คืนเงินภาษีให้แก่โจทก์ จึงเป็นการพิจารณาที่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 16,698 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 158,420 บาท ภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นจำนวน 15,841 บาท ให้โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและได้นำห้องชุดเลขที่ 488/304 มาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน เมื่อโจทก์ผิดนัดชำระหนี้จึงถูกบอกกล่าวบังคับจำนอง โจทก์กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม2542 โดยโจทก์ตกลงชำระเงินต้นค้างชำระบางส่วนจำนวน 5,280,657.21บาท ให้แก่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครั้งเดียวทั้งจำนวนให้เสร็จสิ้นครบถ้วนภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2542 หากโจทก์ไม่ผิดนัดธนาคารจะปลดหนี้เงินต้นที่ค้างชำระส่วนที่เหลือและดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 31,739.90 บาทให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2542 โจทก์ขายห้องชุดที่จำนองให้นางกิ่งแก้ว พรสวัสดิ์ ในราคาเท่ากับยอดหนี้ที่ตกลงชำระให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และนำเงินที่ขายได้ทั้งหมดมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่นางกิ่งแก้วเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนจำเลย เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงิน 190,959 บาท จากโจทก์ โจทก์ชำระครบถ้วนแล้วแต่เห็นว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีอากรที่ถูกเรียกเก็บจากการขายห้องชุดดังกล่าว จึงยื่นคำร้องขอภาษีอากรจำนวน190,959 บาท คืนจากจำเลย จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์โดยให้เหตุผลว่า การขายห้องชุดดังกล่าวไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการขายห้องชุดดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 ซึ่งตราขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542มาตรา 2 และมาตรา 3(1) ได้บัญญัติให้พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไป และให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 325) พ.ศ. 2541 ดังนั้น เมื่อโจทก์จดทะเบียนโอนขายห้องชุดที่จำนองกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่นางกิ่งแก้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 โจทก์จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นจากการขายห้องชุดดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร(ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินสำหรับเงินที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินการขายสินค้าหรือการให้บริการและสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดทั้งนี้เฉพาะการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการและการกระทำตราสารที่ได้กระทำในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2542ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 การตีความพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 25 ถึงแผ่นที่ 32 ประกอบด้วยปรากฏว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับหนี้ที่มีปัญหาตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดนั้น สถาบันการเงินจะมีส่วนสูญเสียเนื่องจากมีการลดต้นเงินหรือดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกเป็นรายได้แล้วให้ลูกหนี้ หรือมีผลขาดทุนจากการรับโอนทรัพย์สินที่มีมูลค่าราคายุติธรรมต่ำกว่ายอดหนี้ที่ตัดจำหน่ายไป หรือมีส่วนสูญเสียจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยเหตุผลอื่น ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินข้อ 2.2 และธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดวิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในกรณีที่สถาบันการเงินรับชำระหนี้โดยการรับโอนสินทรัพย์ตราสารการเงินหรือรับทุนของลูกหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนไว้ในข้อ 5.1(2) ว่าให้สถาบันการเงินตัดจำหน่ายยอดลูกหนี้ให้หมดไปและบันทึกบัญชีสินทรัพย์ที่ได้รับโอนมาด้วยราคายุติธรรมของสินทรัพย์นั้น... เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากรให้แก่ลูกหนี้และสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดตามมาตรา 6ของพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวนั้น หมายความถึงการโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ให้แก่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าต่ำกว่ายอดหนี้เท่านั้นแต่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 17 ถึงแผ่นที่ 21มีแต่ข้อตกลงที่ธนาคารเจ้าหนี้ตกลงปลดหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระและต้นเงินค้างชำระส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ หากลูกหนี้ชำระเงินต้นที่ค้างชำระจำนวน 5,280,657.21 บาท ให้แก่ธนาคารภายในกำหนดเวลามิได้มีการตกลงให้โจทก์โอนห้องชุดที่จำนองหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่ธนาคาร ดังนั้น เมื่อธนาคารปลดหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระและธนาคารปลดหนี้ให้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อากรแสตมป์และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนขายห้องชุดที่จำนองให้แก่นางกิ่งแก้วตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากมิใช่เป็นการโอนให้แก่สถาบันการเงิน ทั้งไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับยกเว้นตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวเพราะความในมาตรา 8 หมายถึงการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้อื่นของลูกหนี้ซึ่งมิใช่สถาบันการเงินซึ่งได้เจรจาร่วมกับสถาบันการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้แต่นางกิ่งแก้วมิใช่เจ้าหนี้ของโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์โอนขายห้องชุดที่จดทะเบียนจำนองกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่นางกิ่งแก้ว จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามมาตรา 6 และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 ส่วนพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 373) พ.ศ. 2543ซึ่งให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้น ก็มีผลบังคับใช้สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2543 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์โอนไปแล้ว โจทก์จึงไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวด้วยเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นรวม 190,959 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 ม. 2 ม. 3 ม. 5 ม. 6 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุเทพ จินตนา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2545
#99357
เปิดฉบับเต็ม

การยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากรให้แก่ลูกหนี้และสถาบันการเงินสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดตามมาตรา 6 ของพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2542 นั้น หมายถึงการโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ให้แก่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าต่ำกว่ายอดหนี้เท่านั้น แต่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับธนาคาร ท. ตามสัญญามิได้มีการตกลงให้โจทก์โอนห้องชุดที่จำนองหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่ธนาคาร ดังนั้น เมื่อธนาคารปลดหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระและธนาคารปลดหนี้ให้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อากรแสตมป์และ ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนขายห้องชุดที่จำนองให้แก่ ก. ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว แต่อย่างใด เนื่องจากมิใช่เป็นการโอนให้แก่สถาบันการเงินทั้งไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการยกเว้น ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวด้วย ส่วนพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 373) พ.ศ. 2543 มีผลบังคับใช้สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 เท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์โอนไปแล้ว โจทก์จึงไม่ได้สิทธิ ยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน ๑๖,๖๙๘ บาท คืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน ๑๕๘,๔๒๐ บาท และคืนเงินภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นจำนวน ๑๕,๘๔๑ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๙๐,๙๕๙ บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ได้รับ ยกเว้นรัษฎากรตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๕) พ.ศ. ๒๕๔๑ และ พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นการโอนทรัพย์สินระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงินเท่านั้น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาคือลูกหนี้ กับสถาบันการเงิน ดังนั้น การที่จะได้รับยกเว้นรัษฎากรตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๕) พ.ศ. ๒๕๔๑ และ พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็จะต้องเป็นการดำเนินการใด ๆ ระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงินเท่านั้น พ.ร.ฎ. ทั้งสองฉบับมิได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่โอนอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์มาชำระหนี้สถาบันการเงินดังกล่าวนั้น ต่อมารัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๗๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ โดย พ.ร.ฎ. ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ธันวาคม ๒๕๔๔ กำหนดให้เงินได้ของลูกหนี้ที่ได้รับ จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินและสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่อง มาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวโดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงิน หรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ในกรณีของโจทก์ได้ทำการโอนอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินก่อนวันที่ พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวใช้บังคับโจทก์จึงมิได้รับยกเว้นรัษฎากร ตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๕) พ.ศ. ๒๕๔๑ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งไม่คืนเงินภาษีให้แก่โจทก์ จึงเป็นการพิจารณา ที่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน ๑๖,๖๙๘ บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ จำนวน ๑๕๘,๔๒๐ บาท ภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๕,๘๔๑ บาท ให้โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรกลางวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและได้นำห้องชุดเลขที่ ๔๘๘/๓๐๔ มาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน เมื่อโจทก์ผิดนัดชำระหนี้จึงถูกบอกกล่าวบังคับจำนอง โจทก์กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ โดยโจทก์ตกลงชำระเงินต้นค้างชำระบางส่วนจำนวน ๕,๒๘๐,๖๕๗.๒๑ บาท ให้แก่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครั้งเดียวทั้งจำนวน ให้เสร็จสิ้นครบถ้วนภายในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ หากโจทก์ไม่ผิดนัดธนาคารจะปลดหนี้เงินต้นที่ค้างชำระส่วนที่เหลือ และดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน ๓๑,๗๓๙.๙๐ บาท ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ โจทก์ขายห้องชุดที่จำนองให้นางกิ่งแก้ว พรสวัสดิ์ ในราคาเท่ากับยอดหนี้ที่ตกลงชำระให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญา ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และนำเงินที่ขายได้ทั้งหมดมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในการ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่นางกิ่งแก้ว เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนจำเลย เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินธุรกิจเฉพาะและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นรวมเป็นเงิน ๑๙๐,๙๕๙ บาท จากโจทก์ โจทก์ชำระครบถ้วนแล้วเแต่เห็นว่าโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีอากรที่ถูกเรียกเก็บจากการขายห้องชุดดังกล่าว จึงยื่นคำร้องขอภาษีอากรจำนวน ๑๙๐,๙๕๙ บาท คืนจากจำเลย จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่า การขายห้องชุดดังกล่าวไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๕) พ.ศ. ๒๕๔๑

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจ และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการขายห้องชุดดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งตราขึ้นเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ มาตรา ๒ และมาตรา ๓ (๑) ได้บัญญัติให้ พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป และให้ยกเลิก พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๕) พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังนั้น เมื่อโจทก์จดทะเบียนโอนขายห้องชุดที่จำนองกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่นางกิ่งแก้ว ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นจากการขายห้องชุดดังกล่าวหรือไม่จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ซึ่งบัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๒ และส่วน ๓ หมวด ๓ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด ๕ และอากรแสตมป์ตามหมวด ๖ ในลักษณะ ๒ แห่ง ป.รัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการและสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินได้ดำเนินการตาม หลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้เฉพาะการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการให้บริการ และการกระทำตราสารที่ได้กระทำในระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ การตีความ พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวจึงต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามเอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๒๕ ถึงแผ่นที่ ๓๒ ประกอบด้วย ปรากฏว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับหนี้ที่มีปัญหาตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดนั้น สถาบันการเงินจะมีส่วนสูญเสียเนื่องจากมีการลดต้นเงินหรือดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกเป็นรายได้แล้วให้ลูกหนี้ หรือมีผลขาดทุนจากการโอนทรัพย์สินที่มีมูลค่าราคายุติธรรมต่ำกว่ายอดหนี้ที่ตัดจำหน่ายไป หรือมีส่วนสูญเสียจากการ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยเหตุผลอื่น ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินข้อ ๓๐๒ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดวิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในกรณีที่สถาบันการเงินรับชำระหนี้โดยการรับโอนสินทรัพย์ ตราสารการเงินหรือรับทุนของลูกหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนไว้ใน ข้อ ๕.๑ (๒) ว่า ให้สถาบันการเงินตัดจำหน่ายยอดลูกหนี้ให้หมดไป และบันทึกบัญชีสินทรัพย์ที่ได้รับโอนมาด้วยราคายุติธรรมของสินทรัพย์นั้น? เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าการยกเว้นภาษีตาม ป.รัษฎากรให้แก่ลูกหนี้และสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา ๖ ของ พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวนั้น หมายความถึงการโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ให้แก่สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าต่ำกว่ายอดหนี้เท่านั้น แต่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๑๗ ถึง แผ่นที่ ๒๑ มีแต่ข้อตกลงที่ธนาคารเจ้าหนี้ตกลงปลดหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระและต้นเงินค้างชำระส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ หากลูกหนี้ชำระต้นเงินที่ค้างชำระจำนวน ๕,๒๘๐,๖๕๗.๒๑ บาท ให้แก่ธนาคารภายในกำหนดเวลา มิได้มีการตกลงให้โจทก์โอนห้องชุดที่จำนองหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่ธนาคาร ดังนั้น เมื่อธนาคารปลดหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระและธนาคารปลดหนี้ให้ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าว แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อากรแสตมป์และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนขายห้องชุดที่จำนองให้แก่นางกิ่งแก้วตามมาตรา ๖ แห่ง พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจาก มิใช่เป็นการโอนให้แก่สถาบันการเงิน ทั้งไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับยกเว้นตามมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าว เพราะความในมาตรา ๘ หมายถึง การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของ สถาบันการเงิน สำหรับเงินที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้อื่นของลูกหนี้ซึ่งมิใช่สถาบันการเงิน ซึ่งได้เจรจาร่วมกับสถาบันการเงินในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ แต่นางกิ่งแก้วมิใช่เจ้าหนี้ของโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์โอนขายห้องชุดที่จดทะเบียนจำนองกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่นางกิ่งแก้ว จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๖๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วน พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๗๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็น สถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้น ก็มีผลบังคับใช้สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เป็นต้นไป จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์โอนไปแล้ว โจทก์จึงไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษีอากรตาม พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวด้วยเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีรายได้ ส่วนท้องถิ่นรวม ๑๙๐,๙๕๙ บาท ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 (1)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 6 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ จินตนา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2545
#42121
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 10 วรรคห้ากำหนดให้โจทก์จะต้องโต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนส่งมอบสินค้าว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้ชำระเพิ่มในวันนำเข้านั้นเอง แต่คดีนี้โจทก์ได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นประกันค่าอากรอันเป็นการดำเนินการเพื่อให้สินค้าออกจากอารักขาของจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 112 และต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาเพิ่มและแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า และโจทก์ได้ชำระหลังจากที่ได้รับมอบสินค้าแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 10 วรรคห้า โจทก์จึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากร แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องคดีภายใน 2 ปีนับแต่วันนำเข้า แต่พระราชบัญญัติศุลกากรฯ ก็มิได้บัญญัติเกี่ยวกับกำหนดอายุความเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้มอบอำนาจให้นายชาญชัย กากแก้ว เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 1กรกฎาคม 2533 โจทก์นำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์ประเภทสไตรีน โมโนเมอร์จำนวน 1,459.665 เมตริกตัน ราคาเมตริกตันละ 935.15 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นราคา ซี.ไอ.เอฟ. ที่โจทก์สำแดงเพื่อเสียภาษีอากร แต่เจ้าหน้าที่ประเมินของจำเลยไม่พอใจในราคา โจทก์จึงใช้หนังสือของธนาคารวางไว้เป็นประกันเพื่อออกของไปก่อน ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ไปชำระค่าภาษีและเงินเพิ่ม โดยประเมินราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเมตริกตันละ 1,031.767 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์นำเงินไปชำระเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535 การประเมินราคาเพิ่มไม่ชอบ เพราะมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดในขณะนำเข้าสินค้าของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียภาษีอากรขาเข้าเกินไปกว่าที่โจทก์พึงต้องเสียจริงเป็นเงินจำนวน 995,827.47 บาท การประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 2 วรรคสิบสอง มาตรา 112 ทวิ และมาตรา 14 จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ชำระเงิน ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 578,824.70 บาทขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 073-22157 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,574,652.17 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 995,827.45 (ที่ถูกน่าจะเป็น 995,827.47) บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่สมบูรณ์นายชาญชัยจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2533 โจทก์สั่งซื้อและนำสินค้าเข้ามาโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเพื่อขอคืนอากรเมื่อส่งออกสินค้าตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482โดยวิธีค้ำประกัน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าโดยพิจารณาเทียบกับประกาศราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของกองวิเคราะห์ราคาสำหรับการนำเข้าในเดือนกรกฎาคม 2533 ซึ่งกำหนดว่ามีราคา ซี.ไอ.เอฟ. เมตริกตันละ1,031.9678 ดอลลาร์สหรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่พอใจในราคา กรณีมีปัญหาค่าอากร ราคาสินค้าของโจทก์ที่สำแดงไว้มิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด กับไม่อาจเชื่อถือได้ว่าเป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติวิสัยในทางการค้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงสั่งให้โจทก์วางประกันค่าอากรตามราคาประกาศและชักตัวอย่างของสินค้าไว้เพื่อตรวจสอบแล้วปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม2533 โดยตรวจพบว่าปริมาณสินค้าที่นำเข้ามีจำนวน 1,478.909เมตริกตัน ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2534 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจพบว่าสินค้าคงเหลืออยู่เต็มจำนวนที่นำเข้า โจทก์มิได้นำสินค้าที่นำเข้าไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขมาตรา 19 ทวิแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 โจทก์ต้องชำระภาษีอากรตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินรวมทั้งเงินเพิ่มการประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทำให้โจทก์ต้องเสียอากรขาเข้าและเงินเพิ่มตามฟ้อง โจทก์นำมาชำระค่าภาษีอากรโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินและไม่เคยแจ้งความไว้ก่อนส่งมอบสินค้าว่าโจทก์จะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากร ซึ่งเป็นกรณีการใช้สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับราคาแห่งของสินค้านั้น โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องขอคืนเงินค่าอากรภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่นำสินค้าเข้าแล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2533 โจทก์สั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์สไตรีน โมโนเมอร์ จากประเทศญี่ปุ่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือโจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยโดยสำแดงราคา ซี.ไอ.เอฟ. เมตริกตันละ 935.15ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1,459.665 เมตริกตัน ตามที่โจทก์ได้ซื้อมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าส่งออก แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่พอใจราคาสินค้าที่โจทก์สำแดง โดยเห็นว่าเป็นราคาต่ำไปและสินค้ามีปริมาณ 1,478.909 เมตริกตัน จึงกำหนดวงเงินให้โจทก์นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางเป็นประกันเพื่อออกของไปก่อน ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ไปชำระค่าอากรขาเข้าและเงินเพิ่มโดยประเมินราคาเพิ่มตามประกาศของกองวิเคราะห์ราคากำหนดคือราคา ซี.ไอ.เอฟ. เมตริกตันละ 1,031.9678 ดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากตรวจพบว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักร ยังมิได้นำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกภายในระยะเวลาที่ทางการกำหนดยังคงเหลืออยู่เต็มจำนวน โจทก์ได้นำเงินไปชำระค่าอากรขาเข้าและเงินเพิ่มตามที่จำเลยประเมินเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคม2535 โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินต่อจำเลย และไม่เคยแจ้งความไว้ต่อจำเลยก่อนว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนเงินอากรแต่โจทก์เห็นว่าราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดแล้วจึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542ขอคืนเงินอากรขาเข้าส่วนที่เกินจากราคาสินค้าตามที่โจทก์สำแดงไว้เป็นเงิน 995,827.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันชำระเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอคืนอากรขาเข้าหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้ากรณีที่โจทก์จะต้องโต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบสินค้าว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้ชำระเพิ่มในวันนำเข้านั้นเอง แต่คดีนี้โจทก์ได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นประกันค่าอากรโดยมิได้ชำระค่าอากรอันเป็นการดำเนินการเพื่อให้สินค้าออกจากอารักขาของจำเลยตามที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ได้บัญญัติไว้ ต่อมาเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาเพิ่มและแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า โจทก์จึงชำระอากรตามที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินซึ่งเป็นการชำระหลังจากได้รับมอบสินค้าแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10วรรคห้า แม้โจทก์จะทราบดีอยู่ก่อนว่าอาจต้องถูกประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และต้องชำระอากรเพิ่มขึ้นและมิได้โต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินส่วนที่อ้างว่าชำระเกินไปคืนและมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อจำเลยก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้ เมื่อกรณีตามฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า ดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นโจทก์ก็ไม่สิ้นสิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากร แม้โจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้ภายใน 2 ปี นับแต่วันนำเข้า เพราะตามพระราชบัญญัติศุลกากรดังกล่าวมิได้บัญญัติเกี่ยวกับกำหนดอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 เดิม และมาตรา 193/30 ใหม่ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินอากรตามที่ได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535 ยังไม่พ้นกำหนด10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยอีก..."

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 073-22157 ตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินอากรขาเข้าจำนวน 995,827.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .625 ต่อเดือน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2535 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ชำระไม่เกิน578,824.70 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แปซิฟิคพลาสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2545
#44659
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 เข้าไปแอบซ่อนตัวอยู่ในช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถเพื่อลักทรัพย์ของผู้โดยสารโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยความรู้เห็นเป็นใจของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขับรถขณะนำรถมาจอดและรับประทานอาหาร การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 4 ลักทรัพย์ผู้เสียหาย จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่บริการเพื่อการจ้างเหมาโดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการได้ใช้รถยนต์โดยสารไม่ประจำทางหมายเลขทะเบียน 30-4024 กรุงเทพ-มหานคร ซึ่งเป็นรถที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในการประกอบการขนส่งของจำเลยที่ 1 ขนส่งผู้โดยสารจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปส่งยังกรุงเทพมหานครอันเป็นการกระทำการขนส่งมีลักษณะคล้ายกับบริษัทขนส่ง จำกัด และมีลักษณะเป็นการแย่งผลประโยชน์กับบริษัทขนส่ง จำกัด และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกได้ร่วมกันลักเอาเช็คเดินทางวีซ่าฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1 ฉบับ ราคา 2,500 บาท ฉบับละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 2 ฉบับ ราคา 2,500 บาท ธนบัตรปอนด์สเตอร์ลิง ฉบับละ 10 ปอนด์จำนวน 1 ฉบับ ราคา 400 บาท ของนายลีออน เมสัน ผู้เสียหายที่ 1 กล่องบรรจุอัญมณี1 กล่อง ราคา 100 บาท อัญมณี 2 เม็ด ราคา 2,000 บาท ของนายทีโยชิ มาเอดะผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริต โดยการลักทรัพย์ดังกล่าวได้กระทำในรถยนต์โดยสารขณะรับส่งผู้โดยสารอันเป็นยวดยานสาธารณะ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 138ริบมีดพับและไฟฉายของกลาง ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คืนหรือใช้ราคา อัญมณี2 เม็ด เป็นเงิน 2,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 138 ปรับ 150,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 จำคุก2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(9)วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบมีดพับและไฟฉายของกลาง กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาอัญมณี 2 เม็ด เป็นเงิน 2,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(9) วรรคสอง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์โดยสารปรับอากาศคันหมายเลขทะเบียน 30-4024 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 รับผู้โดยสารจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปส่งยังกรุงเทพมหานครโดยมีจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยสารมากับรถคันดังกล่าวด้วย ระหว่างทางจำเลยที่ 4 ได้เข้าไปซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถแล้วเปิดกระเป๋าลักเอาเช็คเดินทางวีซ่าฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน1 ฉบับ ราคา 2,500 บาท ฉบับละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 2 ฉบับ ราคา 2,500 บาทธนบัตรปอนด์สเตอร์ลิงฉบับละ 10 ปอนด์ จำนวน 1 ฉบับ ราคา 400 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 กับลักเอากล่องบรรจุอัญมณี 1 กล่อง ราคา 100 บาท อัญมณี 2 เม็ด ราคา 2,000บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ที่เก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง พันตำรวจโทชัดชัย เลี่ยมสงวนสารวัตรสืบสวน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวกับพวกได้ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 พร้อมยึดเช็คเดินทางวีซ่า 3 ฉบับ ธนบัตรปอนด์สเตอร์ลิงจำนวน 1 ฉบับของผู้เสียหายที่ 1 กล่องบรรจุอัญมณี 1 กล่อง ของผู้เสียหายที่ 2 กับมีดพับ 1 เล่ม และไฟฉาย 1 กระบอก ที่จำเลยที่ 4 ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลางนำส่งร้อยตำรวจเอกเมือง พรมเกษา พนักงานสอบสวนแผนก 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว... ดังนี้ เชื่อว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปแอบซ่อนตัวอยู่ในช่องเก็บสัมภาระเพื่อลักทรัพย์ของผู้โดยสารได้นั้นได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยความรู้เห็นเป็นใจของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขับรถ เพราะจำเลยที่ 3 ได้รับเงิน 1,500 บาท จากนายประจวบหรือแหววเป็นค่าตอบแทนสำหรับการนิ่งเฉย ให้คนแอบเข้ามาซ่อนตัวในช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถเพื่อลักทรัพย์จากกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ขณะนำรถมาจอดและรับประทานอาหารที่อำเภอทับสะแก การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 4 ลักทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พยานของจำเลยที่ 3ที่นำสืบว่าไม่ได้กระทำความผิดไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พาราเซอร์วิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2545
#42120
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาในฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำวินิจฉัยพยานหลักฐานและคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลชั้นต้น มิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายไม่ชอบอย่างไร และจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 16393/2530 แต่จำเลยชำระหนี้บางส่วน โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วปรากฏว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ คิดถึงวันฟ้องจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์ 947,412.30บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาทและถึงกำหนดชำระแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อ (1) กล่าวถึงคำฟ้อง คำให้การ คำสั่งของศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และในข้อ (2) ได้คัดลอกข้อความตามคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดของศาลชั้นต้นทุกถ้อยคำ เพียงแต่เพิ่มคำว่า ศาลอุทธรณ์ต่อท้ายคำว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นทุกแห่งเปลี่ยนแปลงข้อความว่าขออุทธรณ์เป็นฎีกาและกราบเรียนศาลอุทธรณ์เป็นกราบเรียนศาลฎีกาทั้งในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตัดพยานจำเลยไม่ชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ให้เพราะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ จำเลยยังคัดลอกข้อความตามอุทธรณ์ว่าคำสั่งตัดพยานจำเลยของศาลไม่ชอบเช่นเดิม แม้ในย่อหน้าถัดไปจะใช้ถ้อยคำว่า ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกราบเรียนศาลฎีกาแล้วข้างต้น ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งหรือคำพิพากษายกฟ้องของโจทก์และหรือขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาตามรูปคดีต่อไป... แต่เนื้อหาในฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำวินิจฉัยพยานหลักฐานและคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลชั้นต้น มิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายไม่ชอบอย่างไร และจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนเอราวัณทรัสต์ จำกัด
จำเลย — นาย สกุล เหล่าวานิช
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ประมาณ ตียะไพบูลย์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2545
#42760
เปิดฉบับเต็ม

วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเป็นพยานบุคคล 1 อันดับ กับพยานเอกสาร1 อันดับ คือเอกสารข้อมูลแสดงราคาตลาดโลกของสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่น ราคาสินค้ากากถั่วเหลืองในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของสำนักงานกระทรวงเกษตรประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าเอกสารดังกล่าวได้มีอยู่เป็นพยานหลักฐานที่จะทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ส่วนพยานบุคคลก็เป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาสืบประกอบเอกสารดังกล่าว จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าของจำเลยและให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,255,056 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะอนุมัติให้จ่ายเงินคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้ต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงประเมินอากรขาเข้าโดยยึดถือราคาตามประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากรซึ่งอธิบดีกรมศุลกากรมีคำสั่งให้จัดทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 การประเมินอากรขาเข้าในราคาเมตริกตันละ 357.17 เหรียญสหรัฐ จึงชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม2543 ขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วคำสั่งยกคำร้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ที่ขอให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเสียก่อน ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ดังกล่าวขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเป็นพยานบุคคล 1 อันดับ คือนายศักดิ์ชัยปรีชาจารย์ กับพยานเอกสาร 1 อันดับ คือ เอกสารข้อมูลแสดงราคาตลาดโลกของสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่นราคาสินค้ากากถั่วเหลืองในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เห็นว่า เอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของสำนักงานกระทรวงเกษตรประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าเอกสารดังกล่าวได้มีอยู่ เป็นพยานหลักฐานที่จะทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ส่วนพยานบุคคลเชื่อว่าโจทก์จะนำมาสืบประกอบเอกสารดังกล่าวจึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและมีคำพิพากษามานั้นไม่ชอบอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายกคำสั่งศาลภาษีอากรกลางฉบับลงวันที่ 7ธันวาคม 2543 ที่สั่งยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ และยกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานโจทก์ดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คาร์กิลล์สยาม จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2545
#98300
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเป็นพยานบุคคล 1 อันดับ กับพยานเอกสาร 1 อันดับ คือเอกสารข้อมูลแสดงราคาตลาดโลกของสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่น ราคาสินค้ากากถั่วเหลืองในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของสำนักงานกระทรวงเกษตรประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าเอกสารดังกล่าวได้มีอยู่ เป็นพยานหลักฐานที่จะทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ส่วนพยานบุคคลก็เชื่อว่าโจทก์จะนำสืบประกอบเอกสารดังกล่าวจึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้าของจำเลยและให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๒,๒๕๕,๐๕๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะอนุมัติให้จ่ายเงินคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งของโจทก์ที่ขอให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเสียก่อน ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ดังกล่าวขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเป็นพยานบุคคล ๑ อันดับ คือนายศักดิ์ชัย ปรีชาจารย์ กับพยานเอกสาร ๑ อันดับ คือ เอกสารข้อมูลแสดงราคาตลาดโลกของสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่นราคาสินค้ากากถั่วเหลืองในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของสำนักงานกระทรวงเกษตรประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าเอกสารดังกล่าวได้มีอยู่ เป็นพยานหลักฐานที่จะทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ส่วนพยานบุคคลเชื่อว่าโจทก์จะนำมาสืบประกอบเอกสารดังกล่าว จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและมีคำพิพากษามานั้นไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดี เปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำสั่งศาลภาษีอากรกลางฉบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ที่สั่งยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยาน เพิ่มเติมของโจทก์ และยกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานโจทก์ดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคาร์กิลล์สยาม จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมเกียรติ เจิรญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2545
#42119
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 เนื่องจาก จ. มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ จึงมีผลเท่ากับโจทก์กับ จ. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก ไม่อาจถือเอาเงินได้ที่ จ. ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 นางจุฑารัตน์เกียรติเลิศพงศา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับบุคคลอื่นรวม 5 คนเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีนางจุฑารัตน์ตกลงกับนายสุรชัย ศิริภาภรณ์ จำเลยที่ 4 โดยรับเงินจากนายสุรชัยจำนวน 11,300,000 บาท แล้วนางจุฑารัตน์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากยอดเงินที่นางจุฑารัตน์รับไปดังกล่าว เป็นเงินค่าภาษีจำนวน3,208,086 บาท เบี้ยปรับจำนวน 3,208,086 บาท เงินเพิ่มจำนวน914,304.51 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 7,330,476.51 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และได้ยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยเรียกเก็บเงินค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51บาท โดยให้เหตุผลว่านางจุฑารัตน์ภริยาเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินถือว่าเงินได้เป็นของสามี โจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ความเป็นสามีภริยายังมีอยู่ตลอดไป เงินได้ที่ภริยารับจึงถือเป็นเงินได้ของคู่สมรส มิใช่เงินได้ส่วนตัวของภริยาการสมรสที่เป็นโมฆะเกิดขึ้นภายหลังไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งได้มาก่อนการบันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนสมรส แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกล่าวคือ นางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเองมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งยังฟ้องโจทก์ด้วยกรณีจึงเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์แก่โจทก์คู่สมรส ถือไม่ได้ว่านางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสเมื่อนางจุฑารัตน์เป็นผู้รับเงินจากนายสุรชัยผู้ซื้อที่ดินในคดีที่ตนยื่นฟ้องจึงควรเป็นเงินได้อื่นใดของผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8)ซึ่งจำเลยควรเรียกนางจุฑารัตน์มาตรวจสอบไต่สวนและประเมินภาษีเงินได้จากนางจุฑารัตน์ผู้มีเงินได้จากการฟ้องคดีเนื่องจากนางจุฑารัตน์มีเงินได้เพียงผู้เดียว และเงินได้จากการฟ้องคดีที่นางจุฑารัตน์รับไว้เพียงผู้เดียวมิใช่เงินได้จากสินสมรส นอกจากนี้การสมรสที่เป็นโมฆะจะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสคงเป็นของฝ่ายนั้นเมื่อการสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์ตกเป็นโมฆะแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์จึงหาต้องรับผิดในเงินค่าภาษีจากเงินได้ที่นางจุฑารัตน์รับไว้ไม่ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ สต. 7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543

จำเลยให้การว่า นางจุฑารัตน์ได้รับเงินไว้จำนวน 11,300,000บาท จากผู้อื่นเพื่อยอมความในคดีที่นางจุฑารัตน์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวก นางจุฑารัตน์จึงเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เป็นเงินได้ของสามีคือโจทก์ และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่าเฉพาะเงินได้ที่เป็นสินสมรสเท่านั้นที่จะต้องให้สามีรับผิดค่าภาษี โจทก์จึงมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าวและแม้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์จะเป็นโมฆะแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500 บัญญัติว่าไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 ให้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ แต่สิทธิและหน้าที่ในการประเมินภาษีของจำเลย และหน้าที่ความรับผิดชอบของโจทก์ในการยื่นแบบรายการและเสียภาษีเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เกิดขึ้นแล้วโจทก์จึงยังคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเหมือนเดิม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นสามีนางจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศา เมื่อปีภาษี 2539นางจุฑารัตน์ได้รับเงินจำนวน 11,300,000 บาท จากจำเลยที่ 4ในคดีหมายเลขดำที่ 371/2539 คดีหมายเลขแดงที่ 2757/2539ของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งนางจุฑารัตน์ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 5 คน เป็นคดีแพ่งขอเพิกถอนนิติกรรม โจทก์มิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 เพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 7,330,476 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ วันที่ 3 กันยายน2542 ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินจำนวน 11,300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าเมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์มีผลเท่ากับโจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่อาจถือว่าเงินได้จำนวน 11,300,000 บาท ที่นางจุฑารัตน์ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามความในมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495
ป.รัษฎากร ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนากร เกียรติเลิศพงศา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2545
#48231
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสามี จ. เมื่อปีภาษี 2539 จ. ได้รับเงินจำนวน 11,300,000 บาท จากจำเลยที่ 4 ในคดีที่ จ. ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 5 คน เป็นคดีแพ่งขอเพิกถอนนิติกรรมโจทก์มิได้นำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2539 เพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 7,330,476 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และยื่นฟ้องจ. ต่อศาลขอให้พิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. เป็นโมฆะ เนื่องจาก จ. มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 มีผลเท่ากับมิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าเงินได้จำนวน 11,300,000 บาท ที่ จ. ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 นางจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับบุคคลอื่นรวม 5 คน เป็นจำเลยในคดีแพ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีนางจุฑารัตน์ตกลงกับนายสุรชัย ศิริภากรณ์ จำเลยที่ 4 โดยได้รับเงินจากนายสุรชัยจำนวน11,300,000 บาท แล้วนางจุฑารัตน์ถอนฟ้องคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากยอดเงินที่นางจุฑารัตน์รับไปดังกล่าว เป็นเงินค่าภาษี จำนวน 3,208,086 บาท เบี้ยปรับจำนวน 3,208,086 บาท เงินเพิ่มจำนวน914,304.51 บาท รวมทั้งสิ้น 7,330,476.51 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และได้ยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยเรียกเก็บเงินค่าภาษีจำนวน 3,208,086บาท เบี้ยปรับจำนวน 1,604,043 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 914,304.50 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51 บาท โดยให้เหตุผลว่า นางจุฑารัตน์ภริยาเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินถือว่าเงินได้เป็นของสามี เจ้าพนักงานมีอำนาจออกหมายเรียกสามีมาไต่สวนประเมินภาษีได้ โจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ความเป็นสามีภริยายังมีอยู่ตลอดไป เงินได้ที่ภริยาได้รับจึงถือเป็นเงินได้ของคู่สมรสมิใช่เงินได้ส่วนตัวภริยา การสมรสที่เป็นโมฆะเกิดขึ้นภายหลังไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตซึ่งได้มาก่อนการบันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนสมรส การประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้อง กรณีมีเหตุผ่อนผัน ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มไม่อาจงดหรือลดให้ได้ โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม2543 แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกล่าวคือ นางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเองมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งยังฟ้องโจทก์ด้วย กรณีจึงเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์แก่โจทก์คู่สมรส ถือไม่ได้ว่านางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ต่อทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส เมื่อนางจุฑารัตน์เป็นผู้รับเงินจากนายสุรชัยผู้ซื้อที่ดินในคดีที่ตนยื่นฟ้องจึงควรเป็นเงินได้อื่นใดของผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) ซึ่งจำเลยควรเรียกนางจุฑารัตน์มาตรวจสอบไต่สวนและประเมินภาษีเงินจากนางจุฑารัตน์ผู้มีเงินได้จากการฟ้องคดี เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีเงินได้เพียงผู้เดียว และเงินได้จากการฟ้องคดีที่นางจุฑารัตน์ได้รับไว้เพียงผู้เดียวมิใช่เงินได้จากสินสมรสอันจะถือเป็นเงินได้ของภริยา ซึ่งโจทก์เป็นสามีจะต้องรับผิดค่าภาษีเนื่องจากที่ดินที่พิพาทเป็นของนายเกรียง เกียรติเลิศพงศา มิใช่สินสมรส นอกจากนี้การสมรสที่เป็นโมฆะ จะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาทรัพย์สินฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสคงเป็นของฝ่ายนั้น เมื่อการสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์ตกเป็นโมฆะแล้วย่อมไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินรวมทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์จึงหาต้องรับผิดในเงินค่าภาษีจากเงินได้ที่นางจุฑารัตน์รับไว้ไม่ ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25กันยายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.3)/83/2543 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543

จำเลยให้การว่า นางจุฑารัตน์เป็นภริยาโจทก์ที่อยู่ร่วมกันมาตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ในปี 2539 นางจุฑารัตน์ได้รับเงินไว้จำนวน 11,300,000 บาท จากผู้อื่นเพื่อยอมความในคดีที่นางจุฑารัตน์เป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้กับพวก นางจุฑารัตน์จึงเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เป็นเงินได้ของสามีคือโจทก์ และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่าเฉพาะเงินได้ที่เป็นสินสมรสเท่านั้นที่จะต้องให้สามีรับผิดค่าภาษี โจทก์มีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าวและแม้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์จะเป็นโมฆะ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500 บัญญัติว่า ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 ให้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะแต่สิทธิและหน้าที่ในการประเมินภาษีของจำเลย และหน้าที่ความรับผิดชอบของโจทก์ในการยื่นแบบรายการและเสียภาษีเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เกิดขึ้นตั้งแต่ปีภาษี2539 โจทก์จึงยังคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเหมือนเดิมขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีนางจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศา เมื่อปีภาษี 2539 นางจุฑารัตน์ ได้รับเงินจำนวน11,300,000 บาท จากจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ 371/2539 คดีหมายเลขแดงที่ 2757/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งนางจุฑารัตน์ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 5 คนเป็นคดีแพ่งขอถอนนิติกรรม โจทก์มิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12)เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2539 เพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน7,330,476 บาท โจทก์ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2542 ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.3)/83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น5,726,433.51 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินจำนวน 11,300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า เมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ มีผลเท่ากับโจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าเงินได้จำนวน 11,300,000 บาท ที่นางจุฑารัตน์ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ ตามความในมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25กันยายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.3)/83/2543 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธนากร เกียรติเลิศพงศา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2545
#98536
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 เนื่องจาก จ. มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์มีผลเท่ากับโจทก์กับ จ. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จึงไม่อาจถือว่า เงินที่ จ. ได้รับมาในปีภาษี 2539 เป็นเงินได้ของโจทก์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์จึงไม่มีหน้าที่และ ความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. ๑๒ เลขที่ สต.๗/๐๑๐๐๕๒๙๐/๑/๑๐๒๔๗๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๓)/๘๓/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๓

จำเลยให้การว่า นางจุฑารัตน์เป็นภริยาโจทก์ที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้วในปี ๒๕๓๙ นางจุฑารัตน์ได้รับเงินไว้จำนวน ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท จากผู้อื่นเพื่อยอมความในคดีที่นางจุฑารัตน์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวก นางจุฑารัตน์จึงเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของ นางจุฑารัตน์เป็นเงินได้ของสามีคือโจทก์ และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีซึ่งไม่มี บทกฎหมายใดกำหนดว่าเฉพาะเงินได้ที่เป็นสินสมรสเท่านั้นที่จะต้องให้สามีรับผิดค่าภาษี โจทก์จึงมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าว และแม้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์จะเป็นโมฆะ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐๐ บัญญัติว่า ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๒ ให้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ แต่สิทธิและหน้าที่ในการประเมินภาษีของจำเลย และหน้าที่ความรับผิดชอบของโจทก์ในการยื่นแบบรายการและเสียภาษีเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เกิดขึ้นตั้งแต่ปีภาษี ๒๕๓๙ โจทก์จึงยังคงมีหน้าที่และ ความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินจำนวน ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการสมรสระหว่างโจทก์ กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕๒ ประกอบมาตรา ๑๔๙๕ เนื่องจาก นางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ มีผลเท่ากับโจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้เป็นสามีภริยากันมา แต่แรก จึงไม่อาจถือว่าเงินได้จำนวน ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ที่นางจุฑารัตน์ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามความใน มาตรา ๕๗ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. ๑๒) เลขที่ สต. ๗/๐๑๐๐๕๒๙๐/๑/๑๐๒๔๗๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๓)/๘๓/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495
ป.รัษฎากร ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนากร เกียรติเลิศพงศา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายรัถยา สัตยาบัน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2545
#42118
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่พิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนด 3 เดือน นับจากวันฟังคำพิพากษานี้จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งหมายถึงนับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางนั้น เมื่อได้ความว่าคดีนี้มิได้ถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสอง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีภายใน 3 เดือน นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยทั้งสองที่ให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2542 เป็นเงิน192,000 บาท และขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2542 เป็นเงิน 106,562บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวน 92,543 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป หากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของจำนวนเงิน 92,543 บาท นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือนเป็นต้นไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2542 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยแจ้งว่าได้รับค่าเช่าส่วนใหญ่ห้องละ 1,000 บาท ต่อห้องต่อเดือน และโจทก์มีห้องว่างจำนวนหลายห้องในเดือนต่าง ๆของปี 2541 จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าโจทก์เรียกและรับค่าเช่าจากผู้เช่าห้องพักในอัตราไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อห้องต่อเดือนอีกทั้งห้องว่างที่โจทก์แจ้งไว้ก็มิได้ว่างอย่างที่โจทก์แจ้งแต่มีผู้เช่าอยู่ รายการค่าเช่าที่โจทก์แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าโจทก์ได้รับค่าเช่าปีดังกล่าวเป็นเงินทั้งสิ้น 112,150 บาท เป็นการฟ้องเท็จ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ คณะเทศมนตรีตำบลปากช่องคำนึงถึงการบริหารงานจัดเก็บภาษีในท้องถิ่นก็ได้ยอมลดค่ารายปีของโจทก์จากเดิม 1,536,000 บาท เหลือ 852,502 บาท(ที่ถูกต้องตามเอกสาร ล.1 แผ่นที่ 92 เหลือ 852,946 บาท) ค่าภาษีลดลงจาก 192,000 บาท เหลือ 106,562 บาท ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้ว การฟ้องเรียกคืนภาษีและดอกเบี้ยของโจทก์ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2542 ตามใบแจ้งเลขที่ 31 ลงวันที่ 1ธันวาคม 2542 และคำชี้ขาดเลขที่ 7 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2542เป็นให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปี 2542 เป็นเงิน74,250 บาท เงินเพิ่ม 1,856.24 บาท และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมค่าเพิ่ม (ที่ถูกเงินเพิ่ม) แก่โจทก์จำนวน33,119.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ตั้งแต่วันพ้นกำหนด 3 เดือน นับจากวันฟังคำพิพากษานี้จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "อนึ่งที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนด 3 เดือนนับจากวันฟังคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งหมายถึงนับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเมื่อได้ความว่าคดีนี้มิได้ถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสอง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง คือให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2เป็นนายกเทศมนตรีมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรพงษ์ จารุรัตน์มงคล
จำเลย — เทศบาลตำบลปากช่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา