คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545
#98308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้ชำระตามสัญญาซื้อขาย จำเลยมีหนังสือขอผ่อนชำระหนี้และมีหนังสือขอชำระหนี้ นอกจากนี้จำเลยยังได้ชำระหนี้ที่ค้างชำระบางส่วนให้แก่โจทก์ ทั้งยังยอมให้โจทก์เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับสภาพหนี้ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์แล้ว แม้สัญญาซื้อขายดังกล่าวมีข้อตกลงว่าบรรดาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่ามีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอันเกิดจากหรือเนื่องจากสัญญาซื้อขายตามฟ้องอันโจทก์จะต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมิได้สั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์มิได้เสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการก่อนจึงชอบแล้ว

การพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่ใช้เงินตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้ชำระตามสัญญาซื้อขายจำนวน ๑๓,๕๔๔,๐๗๓.๔๗ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๗ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๑,๗๐๘,๓๖๒.๗๖ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินหลายจำนวน จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ ๒๐๐,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าบรรดา ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ มีข้อความว่า บรรดาข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่เกิดจากหรือเนื่องด้วย ข้อสัญญาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายคดีนี้ ย่อมหมายรวมถึงการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายนี้ด้วย หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งการเรียกร้องให้ชำระหนี้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังมิได้ชำระจำนวน ๗ เที่ยว เป็นเงิน ๑๓,๘๑๑,๓๕๒.๗๖ ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยมิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธหนี้จำนวนดังกล่าว กลับมีหนังสือขอผ่อนชำระหนี้ และมีหนังสือขอชำระหนี้โดยการโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อลูกหนี้รายอื่น และเสนอนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกัน นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยได้ชำระหนี้ ที่ค้างชำระดังกล่าวบางส่วนจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์ ทั้งยังยอมให้โจทก์เรียกให้ธนาคาร ท. ผู้ค้ำประกัน ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งธนาคาร ท. ก็ได้ชำระเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับสภาพหนี้ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์แล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ามีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอันเกิดจากหรือเนื่องจากสัญญาซื้อขายตามฟ้องอันโจทก์จะต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางมิได้สั่งจำหน่ายคดีนี้เพราะเหตุที่โจทก์มิได้เสนอคดีนี้ต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาให้จำเลย ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษานั้น ยังไม่ชอบด้วยเหตุผล สมควรให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่ ใช้เงิน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของ ธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงินถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้น ก่อนวันที่มีการใช้เงิน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 5 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮุนได คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทสยามเฆมี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2545
#98519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารเรียน จำเลยได้รับมอบงานตอกเสาเข็มซึ่งเป็นงานในงวดที่ 1 และจ่ายค่าจ้างตามงวดเรียบร้อยแล้วโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งว่าโจทก์ทำงานไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นจำเลยรับมอบงานก่อสร้างทั้งหมด เพียงแต่หักเงินค่าเสาเข็มเมื่อจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 4 เมื่อโจทก์มิได้ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินค่าเสาเข็ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคารเรียน จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๒๑,๑๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำพยานโจทก์และพยานจำเลยรับว่าตามสัญญาก่อสร้างโจทก์ต้องทำตามแบบก่อสร้างและรายละเอียดประกอบแบบก่อสร้าง ซึ่งรายละเอียดประกอบแบบก่อสร้างถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาก่อสร้าง ตามแบบก่อสร้างแผ่นที่ ๗ ระบุขนาดเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงไว้ว่า ๒๒ คูณ ๒๒ เซนติเมตร โดยไม่ได้ระบุความยาวไว้ แต่มีเงื่อนไขว่าเสาเข็มแต่ละต้นต้องรับน้ำหนัก ๓๐ เมตริกตัน กรณีความยาวของเสาเข็มจึงต้องพิจารณารายละเอียดประกอบแบบก่อสร้างหน้า ๑๔ ซึ่งตามหัวข้อ ๔. การตอกเสาเข็ม ข้อย่อย ๔.๔.๓ ระบุไว้ว่า การใช้เข็มคอนกรีตอัดแรง ชนิดยาว ๒๑ เมตร "ซึ่งจะระบุไว้ในแบบ" ถ้าหากตอกไม่ครบความยาวที่กำหนดให้ดำเนินการดังนี้? ต้องคิดเงินคืนให้แก่ราชการ แต่หากต้องใช้เข็มคอนกรีตยาวเกินกำหนด ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบเพิ่มค่าใช้จ่ายเอง ยกเว้นกรณีที่ใช้เข็มยาวมากขึ้นจนผิดปกติ และในข้อ ๔.๕ (หน้า ๑๕) ฐานรากอาคาร ข้อย่อย ๔.๕.๓ ฐานรากชนิดเข็มยาว? เข็มที่ใช้ต้องมีความยาวตั้งแต่ ๖ เมตร ขึ้นไปจากใต้ฐานราก ฉะนั้น เมื่อแบบก่อสร้างไม่ได้ระบุความยาวของเสาเข็มไว้จะแปลความในรายละเอียดประกอบแบบก่อสร้างว่าจะต้องใช้เสาเข็มยาว ๒๑ เมตร หาได้ไม่ นายเอกพงษ์ ฝาเงิน รักษาการหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของจำเลยในขณะก่อสร้างอาคารเป็นผู้ตรวจดูแลการตอกเสาเข็ม ได้ทำบันทึกรับรองว่าการตอกเสาเข็มของโจทก์เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ถูกต้องตามมาตรฐาน เสาแต่ละต้นสามารถรับน้ำหนักได้ ๓๐ เมตริกตัน ตามเงื่อนไข จำเลยได้รับมอบงานตอกเสาเข็มซึ่งเป็นงานในงวดที่ ๑ และจ่ายค่าจ้างตามงวดเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรว่าโจทก์ทำงานไม่ถูกต้องแต่ประการใด นอกจากนั้นจำเลยรับมอบงานก่อสร้างโรงเรียนทั้งหมด เพียงแต่หักเงินค่าเสาเข็มเมื่อจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ ๔ เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ก่อสร้างตามแบบก่อสร้าง มิได้ผิดสัญญาแต่ประการใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินค่าเสาเข็ม ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิณทองก่อสร้าง
จำเลย — กรมสามัญศึกษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585/2545
#42756
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่โจทก์ร้องขอต่อศาลชั้นต้น เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ส่วนการทุเลาการบังคับจะต้องเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คู่ความได้ขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ยังไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นไว้ก่อน คำว่า "คำสั่งของศาลชั้นต้น"ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 231 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ย่อมหมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีมิได้หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 11487 ของจำเลยทั้งสองกว้างประมาณ 5 วา ยาวประมาณ 160 วา จนติดทางสาธารณประโยชน์ทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 11487 ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6เฉพาะส่วนที่ระบายด้วยสีส้ม เป็นทางภารจำยอมหรือเป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 1518, 11486 ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงานที่ดินหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองทำทางหรือเปิดทางพิพาทให้ใช้ได้ในสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลายทางพิพาทหรือทำให้ทางพิพาทเปลี่ยนแปลงสภาพอีกต่อไป ให้พิพากษาว่าทางน้ำหรือร่องน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11485 ของจำเลยที่ 1 กว้างประมาณ 4 เมตรยาวประมาณ 180 เมตร ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6ในส่วนที่ระบายด้วยสีม่วง เป็นภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 1518, 11486 ของโจทก์ทั้งสอง ให้พิพากษาว่า ทางน้ำหรือร่องน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11375 ของจำเลยทั้งสอง กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวตลอดที่ดินโฉนดเลขที่ 11375 ตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ในส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว เป็นภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 1518, 11486ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภารจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองทำทางน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11485 ให้อยู่ในสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลายทำให้ตื้นเขินในทางน้ำหรือร่องน้ำดังกล่าว หรือขัดขวางไม่ให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางน้ำทั้งหมดดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองวางท่อน้ำหรือท่อระบายน้ำจากทางน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11485, 11357 ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6ส่วนที่ระบายด้วยสีม่วงและสีเขียวเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 11486, 1518ของโจทก์ทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองรับเงินค่าทดแทนจำนวน 10,000 บาทจากโจทก์ทั้งสอง พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลายหรือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิมกว้างประมาณ 5 วา ยาวประมาณ 160 วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งคำร้องที่จำเลยทั้งสองขอทุเลาการบังคับนั้นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษากรณีไม่อาจทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 231 ได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น โดยถือว่าเป็นการขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่โจทก์ทั้งสองร้องขอต่อศาลชั้นต้นนั้น เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ส่วนการทุเลาการบังคับนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้วคู่ความได้ขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ยังไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นไว้ก่อนคำว่า "คำสั่งของศาลชั้นต้น" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 231แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ย่อมหมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี มิได้หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาขึ้นมาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งในเรื่องนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุจิน ลัดดาวัลย์ กับพวก
จำเลย — นาย นิด อวยพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585/2545
#98421
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่โจทก์ร้องขอเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ส่วนการทุเลาการบังคับจะต้องเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คู่ความได้ขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ยังไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นไว้ก่อน คำว่า "คำสั่งของศาลชั้นต้น" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 231 แห่ง ป.วิ.พ. ย่อมหมายถึง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี หาได้หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่ ดังนี้ จำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยถือว่าเป็นการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 11487 ของจำเลยทั้งสอง เฉพาะส่วนที่ระบายด้วยสีส้ม เป็นทางภาระจำยอมหรือเป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 1518, 11486 ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองทำงานหรือเปิดทางพิพาทให้ใช้ได้ในสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลายทางพิพาทหรือทำให้ทางพิพาทเปลี่ยนแปลงสภาพอีกต่อไป ให้พิพากษาว่า ทางน้ำหรือร่องน้ำในที่โฉนดเลขที่ 11485 ของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ระบายด้วยสีม่วง เป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 1518, 11486 ของโจทก์ทั้งสองให้พิพากษาว่า ทางน้ำหรือร่องน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11375 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยทั้งสอง กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวรอบตลอดที่ดินโฉนดเลขที่ 11375 ตามแผนที่พิพาท ในส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว เป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 1518, 11486 ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองทำทางน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11485 ให้อยู่ในสภาพเดิมด้วย ค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลายทำให้ตื้นเขินในทางน้ำหรือร่องน้ำดังกล่าว หรือ ขัดขวางไม่ให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางน้ำทั้งหมดดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองวางท่อน้ำหรือท่อระบายน้ำจากทางน้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 11485, 11357 ส่วนที่ระบายด้วยสีม่วงและสีเขียวเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 11486, 1518 ของโจทก์ทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองรับเงินค่าทดแทนจำนวน 10,000 บาท จากโจทก์ทั้งสอง พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลายหรือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม กว้างประมาณ 5 วา ยาวประมาณ 160 วา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งคำร้องที่จำเลยทั้งสองขอทุเลาการบังคับนั้นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่ง เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา กรณีไม่อาจทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ได้ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น โดยถือว่าเป็นการทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่โจทก์ทั้งสองร้องขอต่อศาลชั้นต้นนั้น เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ส่วนการทุเลาการบังคับนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คู่ความได้ขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ยังไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นไว้ก่อน คำว่า "คำสั่งของศาลชั้น" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 231 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ย่อมหมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี มิได้หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาขึ้นมาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งในเรื่องนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจิน ลัดดาวัลย์ กับพวก
จำเลย — นายนิด อวยพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — ไม่มี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2545
#42114
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกแซงออกไปทางด้านขวาเพื่อหลบหนีการจับกุมโดยมิได้ชนผู้เสียหายทั้งสองและรถที่จอดขวางทางนั้น มีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองแต่การที่จำเลยขับรถแซงออกทางด้านขวาเพื่อหลบหนีการจับกุมดังกล่าว จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาจชนผู้เสียหายทั้งสองให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ อันเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และเป็นการกระทำรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จึงลงโทษจำเลยฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือจำเลยขับรถยนต์ประเภทกึ่งพ่วงโดยรถลากจูงเป็นรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0248 นนทบุรี ซึ่งมี 3 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2และที่ 3 เป็นเพลาคู่ใช้ยางคู่ (ยาง 10 เส้น) และตัวรถกึ่งพ่วงชนิดเพลาคู่ใช้ยางคู่ (ยาง 8 เส้น) หมายเลขทะเบียนเดียวกันโดยมีน้ำหนักบรรทุกและน้ำหนักลงเพลาของรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงรวม 38,920 กิโลกรัมเกินกว่า 37,400 กิโลกรัมตามอัตราประกาศผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินและผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทานกำหนดจำนวน 1,520 กิโลกรัม แล่นไปตามถนนสายโพธิ์พระยา-ท่าเรือ ซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดินทางหลวงพิเศษ ทางหลวงสัมปทาน จากอำเภอดอนพุดมุ่งหน้าไปอำเภอบ้านหมอ โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อพลตำรวจสมชายคงนอก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรีให้สัญญาณโบกมือให้จำเลยหยุดรถเพื่อตรวจสอบ จำเลยกลับฝ่าฝืนสัญญาณจราจรของเจ้าพนักงานดังกล่าว ขับรถเร่งหนีไปด้วยความเร็วในขณะที่รถคันอื่นแล่นอยู่ข้างหลัง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น พลตำรวจสมชายและพลตำรวจวิเชษฐ์ วรพุฒ ได้ติดตามจำเลยไปสกัดอยู่ด้านหน้าและยืนอยู่กลางถนนพร้อมกับให้สัญญาณจำเลยหยุดรถเพื่อจับกุมซึ่งเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าพลตำรวจสมชายและพลตำรวจวิเชษฐ์ ได้ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวพุ่งเข้าชนพลตำรวจสมชายและพลตำรวจวิเชษฐ์จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากพลตำรวจสมชายและพลตำรวจวิเชษฐ์ได้พุ่งตัวหลบข้างทาง จึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยเหตุเกิดที่ตำบลดอนพุด อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 80, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 21 พระราชบัญญัติทางหลวงพ.ศ. 2535 มาตรา 61

จำเลยให้การรับสารภาพฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกลงเพลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น แต่ปฏิเสธฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(2), 80 ประกอบมาตรา 52(1)ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 43(8),152, 160 วรรคสาม ลงโทษฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดให้จำคุก 2 เดือน และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61,73 ให้จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นคงจำคุก 1 เดือน ฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกลงเพลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดคงจำคุก 1 เดือนรวมจำคุก 33 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์ประเภทกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-0248 นนทบุรี บรรทุกรายมีน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรตามฟ้อง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โจทก์มีพลตำรวจสมชายคงนอก และพลตำรวจวิเชษฐ์ วรพุฒ ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความยืนยันว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ตู้พักสายตรวจริมถนนโพธิ์พระยา-ท่าเรือ ได้มีชายคนหนึ่งขับรถยนต์กระบะมาแจ้งแก่พลตำรวจสมชายว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบแปดล้อบรรทุกทรายทำทรายตกหล่นใส่รถของชายดังกล่าวได้รับความเสียหาย พลตำรวจสมชายจึงออกไปโบกมือให้สัญญาณให้หยุดรถ จำเลยไม่ยอมหยุดและแล่นหลบหนีไปพลตำรวจสมชายจึงให้พลตำรวจวิเชษฐ์ขับรถยนต์กระบะของทางราชการตามไปได้ 4 ถึง 5 กิโลเมตร จนทันรถของจำเลยพลตำรวจสมชายโบกมือให้จำเลยหยุดรถ จำเลยหยุดรถเดินมายังรถยนต์ของพลตำรวจสมชาย พลตำรวจสมชายขอตรวจใบอนุญาตขับขี่ จำเลยแจ้งว่ามีแต่ใบสั่ง พลตำรวจสมชายจึงขอดูใบสั่ง จำเลยเดินกลับไปที่รถก่อนขึ้นรถจำเลยตะโกนว่า หากอยากได้ให้ขับรถตามไปให้ทัน แล้วจำเลยขับรถยนต์บรรทุกต่อไปด้วยความรวดเร็ว ผู้เสียหายทั้งสองจึงขับรถยนต์ตามไปอีก เมื่อขับไปทันพลตำรวจสมชายโบกมือให้จำเลยหยุดรถหลายครั้งแต่จำเลยไม่ยอมหยุด พลตำรวจวิเชษฐ์จึงเร่งความเร็วแซงขึ้นหน้ารถของจำเลยพร้อมเปิดสัญญาณไฟและเสียงไซเรน ไปจอดขวางทางเดินรถด้านหน้าห่าง 2 ถึง 3 กิโลเมตร และเรียกรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่แล่นสวนทางมาให้หยุดปิดทางเดินรถสวน แต่จำเลยไม่ยอมลดความเร็วกลับแซงขึ้นมาด้านขวาและพุ่งเข้าหาผู้เสียหายทั้งสองซึ่งยืนอยู่บริเวณแนวกึ่งกลางถนน คนขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่จอดปิดถนนด้วยนั้นเกรงว่ารถที่จำเลยขับจะพุ่งเข้าชนจึงเบนรถหลบไปทางด้านซ้ายส่วนผู้เสียหายทั้งสองเห็นว่าหากไม่หลบรถที่จำเลยขับก็จะพุ่งชนถึงแก่ความตาย จึงพุ่งหลบไปข้างทางด้านรถยนต์ของทางราชการจำเลยขับรถหลบหนีไปจอดที่โรงปูนซิเมนต์ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณที่เกิดเหตุที่จำเลยขับรถยนต์พุ่งชนผู้เสียหายทั้งสองปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 แต่ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า รถที่พลตำรวจวิเชษฐ์ขับกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันจอดอยู่ห่างกันประมาณ 2 เมตร จำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูงไม่ยอมชะลอหรือหยุดรถ จนเข้ามาใกล้ในระยะ 5 ถึง 6 เมตรรถยนต์บรรทุกน้ำมันได้เริ่มเบนรถไปทางด้านซ้าย คำเบิกความดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้วจะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่พลตำรวจวิเชษฐ์ขับและรถยนต์บรรทุกน้ำมันจอดอยู่ห่างกันเพียง 2 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจำเลยจะขับรถยนต์บรรทุกสิบแปดล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถแซงออกไปทางด้านขวาและหลบไปได้พ้นโดยที่ไม่ชนกับรถยนต์บรรทุกน้ำมัน เพราะจำเลยขับรถมาด้วยความเร็วเมื่อเข้ามาใกล้ 5 ถึง 6 เมตร ไม่น่าที่รถยนต์บรรทุกน้ำมันจะเบนรถไปทางด้านซ้ายได้ทันเนื่องจากเป็นรถหนักเคลื่อนตัวออกได้ช้าคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นพิรุธทำให้สงสัยว่า ได้มีรถยนต์บรรทุกน้ำมันจอดขวางถนนตามที่ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความหรือไม่ หากมีรถยนต์บรรทุกน้ำมันจอดขวางอยู่จริง พนักงานสอบสวนก็น่าจะได้สอบสวนคนขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันไว้เป็นพยาน เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากกว่า แม้นางศิริเพ็ญศรีสวัสดิ์หรืออินเนียมซึ่งอยู่ที่ร้านขายของห่างถนนที่เกิดเหตุประมาณ150 เมตร จะให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมายจ.5 ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความก็ตามแต่ในชั้นพิจารณานางศิริเพ็ญเบิกความยืนยันว่า คำให้การชั้นสอบสวนที่ระบุว่ารถยนต์บรรทุกสิบแปดล้อไม่หยุดได้พุ่งเข้าชนเจ้าพนักงานตำรวจนั้นพยานไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อความนี้เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านให้ฟัง คำให้การของนางศิริเพ็ญตามเอกสารหมายจ.5 จึงมีพิรุธ ทั้งในตอนแรกที่ผู้เสียหายทั้งสองขับรถตามจำเลยไปจนทันและโบกมือให้จำเลยหยุดรถนั้น หากผู้เสียหายทั้งสองตามไปโดยมีเจตนาจับกุมจำเลยตามที่ได้รับแจ้งจากชายคนที่ขับรถยนต์กระบะว่าจำเลยทำทรายตกหล่นถูกรถยนต์กระบะของชายดังกล่าวได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยจอดรถแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองก็คงไม่อยู่ที่รถรอให้จำเลยเดินไปหาดังที่พลตำรวจสมชายเบิกความ จึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความโดยปกปิดข้อเท็จจริงบางประการ จำเลยมีอาชีพรับจ้างขับรถยนต์บรรทุกทั่วไป ซึ่งต้องพบเห็นเจ้าพนักงานตำรวจอยู่เสมอ จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะพูดจาท้าทายให้ผู้เสียหายทั้งสองขับรถตามไปให้ทันตามที่ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความ โดยเฉพาะไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายทั้งสองเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนการที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบแปดล้อแซงออกไปทางด้านขวาเพื่อหลบหนีการจับกุมโดยมิได้ชนผู้เสียหายทั้งสองและรถที่จอดขวางนั้นมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยขับรถแซงออกทางด้านขวาเพื่อหลบหนีการจับกุมดังกล่าว จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า อาจชนผู้เสียหายทั้งสองให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ อันเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ และเป็นการกระทำรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ศาลจึงลงโทษจำเลยฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 296 ประกอบด้วยมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้วรวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 289 (2) ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย นพรัตน์ ศิลปะ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576 -ที่ 577/2545
#42113
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์กระทำขึ้นหลังเกิดเหตุไม่นาน ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียดเป็นขั้นตอนสอดคล้องต้องกันเริ่มตั้งแต่สาเหตุที่เกิดเรื่องจนกระทั่งผู้ตายทั้งสามถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกรุมทำร้ายจนสลบแล้วนำตัวขึ้นรถยนต์ปิกอัพออกไปจากที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะ ว. เป็นพยานคนกลางที่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน และเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4จะเข้ามอบตัว ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือฝ่ายใด ส่วน พ. และ ส. ที่มาให้การหลังเกิดเหตุประมาณ 20 วันก็เพราะนายจ้างสั่งห้ามไว้และกลัวจะเกิดอันตรายแก่ตนเนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธ แม้ในชั้นพิจารณาพยานเหล่านี้จะเบิกความถึงข้อความที่ระบุในคำให้การชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามนั้นพนักงานสอบสวนเป็นผู้ทำขึ้นเอง พยานมิได้ให้การเช่นนั้นก็เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มากกว่า เพราะการสอบสวนได้กระทำและควบคุมโดยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนายขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนโดยตรง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนและผู้ควบคุมจะสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้น คำให้การชั้นสอบสวนของพยานเหล่านี้ที่เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงน่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็นำสืบรับว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยแต่ไม่มีส่วนร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคนร้ายร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำร่างของผู้ตายทั้งสามใส่รถยนต์ปิกอัพขับออกไป และแม้ขณะที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่าจะไม่มีพยานผู้ใดรู้เห็น แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ที่นำร่างผู้ตายทั้งสามใส่รถยนต์ปิกอัพขับออกไป ต่อมารุ่งเช้ามีผู้พบศพผู้ตายทั้งสามจมน้ำอยู่ในร่องสวนซึ่งมีระยะห่างจากจุดที่นำร่างผู้ตายทั้งสามขึ้นรถยนต์ปิกอัพไม่กี่ชั่วโมง ย่อมเป็นการชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 กับพวกเป็นผู้ร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสามจริง

ผู้ตายทั้งสามมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะเป็นจำนวนมาก บาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากการถูกตีด้วยของแข็งมีน้ำหนักมากจนกะโหลกศีรษะของแต่ละคนแตกกระจายทั่วไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเนื้อสมองออกมาจากบาดแผล และพบเศษดินโคลนและน้ำในหลอดลม แพทย์ลงความเห็นว่าผู้ตายทั้งสามตายเนื่องจากสมองถูกทำลายจากของแข็งกระทบกระแทกและขาดอากาศหายใจจากการจมน้ำ ชี้ให้เห็นว่าก่อนที่ผู้ตายทั้งสามจะตายได้ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกใช้ของแข็งไม่มีคมทุบตีที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรงหลายครั้งอย่างโหดเหี้ยมจนกะโหลกศีรษะแตกกระจายเนื้อสมองไหลออกมาจากบาดแผล หลังจากนั้นยังถูกนำไปทิ้งน้ำทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ประกอบด้วยมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 6

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 157, 83,91, 33 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แหวนทองคำ1 วง ราคา 1,150 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง10 องค์ ราคา 18,000 บาท รวมราคา 19,150 บาท แก่ทายาทของนายชัชชัยหรือเหม่าผู้เสียหาย ริบรถยนต์ปิกอัพหมายเลขทะเบียน9 ผ-5180 กรุงเทพมหานคร อาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอกพร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง อาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง ลูกตุ้มซีเมนต์ 1 อันผ้าใช้รัดคอ 1 เส้น เศษผ้าสีแดง 1 ชิ้น และกุญแจมือ 1 คู่ ของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางอุไรวรรณ โลหิตตาดิส ภริยานายสมศักดิ์ โลหิตตาดิส ผู้ตาย และนายมนัส กันลัยพันธุ์ บิดานายชัชชัยหรือเหม่ากันลัยพันธุ์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดต่อชีวิตและปล้นทรัพย์)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ประกอบมาตรา 83 ให้วางโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งหกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปีเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งหก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงให้จำคุกจำเลยทั้งหกตลอดชีวิต ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องที่ห้องพักเลขที่ 160/359 บนชั้นที่ 12 ของคอนโดมิเนียมแกรนด์ริเวอร์วิวทาวเวอร์ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีการลักลอบเล่นการพนันโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อนายสมศักดิ์ โลหิตตาดิส ทราบเรื่องจึงให้นายนฤพนธ์หรือกุ้ง อนุรักษ์ปราการ นายชัชชัยหรือเหม่า กันลัยพันธ์ กับพวกไปห้ามปรามและสั่งให้หยุดเล่นและระหว่างที่ขึ้นไปห้ามนายนฤพันธ์ได้ตรวจค้นและยึดอาวุธปืนและบัตรประจำตัวข้าราชการของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไป ต่อมานายสมศักดิ์ นายนฤพันธ์และนายชัชชัย ได้เจรจาทำความตกลงกับพวกที่จัดให้มีการเล่นการพนัน แต่ตกลงกันไม่ได้และถูกกลุ่มบุคคลดังกล่าวรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

สำหรับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาทำนองว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำผิดฐานดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในความผิดดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีนายวิรัตน์ สีทองสุข นายสุริยะ แซ่เตีย ยามรักษาความปลอดภัยคอนโดมิเนียมที่เกิดเหตุ กับนายพงษ์ศักดิ์หรือหนุ่ม แดงต้อย นายกิติรัชหรือยักษ์ มณีทรัพย์กุล และนายศุภชัยหรือติ๋ว เพื่อนผู้ตาย เป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าหลังจากนายนฤพันธ์หรือกุ้งและนายชัชชัยหรือเหม่าผู้ตายทั้งสองกับพวกได้ยึดอาวุธปืนและบัตรประจำตัวข้าราชการของจำเลยที่ 2และที่ 3 แล้ว ได้พากันลงมายังชั้นล่าง เห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนลูกซองยาวเดินเข้าไปต่อว่านายนฤพันธ์กับพวกที่รังแกพวกจำเลยที่ 1จากนั้นจำเลยที่ 6 ได้เข้ามาพูดให้นายนฤพันธ์กับพวกคืนอาวุธปืนและบัตรประจำตัวข้าราชการให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลังจากนั้นไม่นานนายสมศักดิ์ได้มายังที่เกิดเหตุเจรจากับจำเลยที่ 1 และพวกแต่ตกลงกันไม่ได้ นายนฤพันธ์ได้เอากล้องถ่ายรูปออกมาถ่ายรูปพวกจำเลย ทำให้จำเลยที่ 1 กับพวกไม่พอใจจึงเข้ารุมทำร้ายนายนฤพันธ์ นายสมศักดิ์และนายชัชชัยจนสลบไป แม้ในชั้นพิจารณานายวิรัตน์ นายพงษ์ศักดิ์ นายกิติรัช และนายศุภชัยจะไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับพวกที่หลบหนีไปทำร้ายผู้ตายทั้งสาม คงมีแต่นายสุริยะผู้เดียวที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ปิกอัพไมตี้เอ็กซ์สีขาวมากับชายอีกคนหนึ่งแล้วจำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปคุยกับชายวัยรุ่น 4 ถึง 5 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกนายนฤพันธ์ยึดอาวุธปืนและหลังจากผู้ตายทั้งสามถูกทำร้ายจนสลบไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลากตัวผู้ตายทั้งสามขึ้นรถยนต์ปิกอัพของจำเลยที่ 1 ขับออกไปก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของบุคคลดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.4 จ.7จ.8 จ.10 และ จ.45 มาเป็นพยาน ซึ่งในคำให้การดังกล่าวต่างระบุต้องกันว่า ในขณะที่ผู้ตายทั้งสามเจรจาเพื่อจะตกลงเรื่องที่เกิดขึ้นกับจำเลยที่ 1 และพวกนั้น นายนฤพันธ์ได้ใช้กล้องถ่ายรูปที่ถือติดมือมาถ่ายรูปจำเลยที่ 1 กับพวก ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งถืออาวุธปืนลูกซองยาวมาด้วยกับพวกไม่พอใจ จำเลยที่ 4 ซึ่งมากับจำเลยที่ 1 ได้เข้าล็อกคอนายนฤพันธ์พร้อมกับใช้อาวุธปืนจี้ที่ศีรษะ จากนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3และลูกน้องนายตี๋ที่มาเปิดบ่อนการพนันได้เข้ารุมเตะ กระทืบ และใช้ตุ้มคอนกรีตทุบที่ใบหน้าจนนายนฤพันธ์สลบไป เมื่อนายสมศักดิ์ชักอาวุธปืนจะเข้าช่วยก็ถูกนายตี๋กับพวกแย่งอาวุธปืนและรุมเตะกระทืบจนสลบ ส่วนนายชัยชัยก็ถูกจำเลยที่ 1 กับลูกน้องนายตี๋รุมทำร้ายเตะ ต่อยจนสลบไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำตัวผู้ตายทั้งสามขึ้นท้ายรถยนต์ปิกอัพยี่ห้อโตโยต้าไมตี้เอ็กซ์สีขาวขับออกไป รุ่งเช้ามีผู้พบศพผู้ตายทั้งสามจมน้ำอยู่ในร่องสวนใกล้โรงงานบริดสโตนส์ จังหวัดปทุมธานี เห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของพยานดังกล่าวได้กระทำขึ้นหลังเกิดเหตุไม่นาน ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียดเป็นขั้นตอนสอดคล้องต้องกันเริ่มตั้งแต่สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้จนกระทั่งผู้ตายทั้งสามถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีรุมทำร้ายจนสลบแล้วนำตัวขึ้นรถยนต์ปิกอัพขับออกไปจากที่เกิดเหตุโดยเฉพาะ นายวิรัตน์ซึ่งนับว่าเป็นพยานคนกลางได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน และเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะเข้ามอบตัวสู้คดีย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือฝ่ายใด ส่วนนายพงษ์ศักดิ์นายศุภชัยและนายสุริยะที่มาให้การเพิ่มเติมในรายละเอียดหลังจากเกิดเหตุประมาณ 20 วัน ก็ได้ความว่า เนื่องจากพยานเหล่านี้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนในภายหลังเนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4เป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยเฉพาะนายสุริยะอ้างว่าเนื่องจากผู้จัดการคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นนายจ้างสั่งห้ามไว้ซึ่งล้วนแต่มีเหตุผลที่ทำให้พยานเหล่านี้มาให้การเพิ่มเติมในรายละเอียดล่าช้า จึงหาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ แม้ในชั้นพิจารณาพยานเหล่านี้มิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามด้วย โดยอ้างทำนองว่าข้อความที่ระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสามด้วยนั้นพนักงานสอบสวนเป็นผู้ทำขึ้นเอง พยานมิได้ให้การเช่นนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องที่พยานเหล่านี้พยายามเบิกความเพื่อจะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เสียมากกว่า เพราะการสอบสวนคดีนี้ได้กระทำและควบคุมโดยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนโดยตรง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนและผู้ควบคุมจะทำการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้น คำให้การชั้นสอบสวนของนายพงษ์ศักดิ์ นายศุภชัย นายกิติรัช นายวิรัตน์ และนายสุริยะตามเอกสารหมาย จ.4 จ.7 จ.8 จ.10 และ จ.45 ที่เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงน่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานเหล่านี้ ในชั้นพิจารณาคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็นำสืบรับว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเพียงแต่อ้างว่าไม่ได้มีส่วนร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกที่หลบหนีทำร้ายร่างกายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำร่างของผู้ตายทั้งสามใส่รถยนต์ปิกอัพขับออกไปพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ แม้ขณะที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่าจะไม่มีพยานผู้ใดรู้เห็น แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4กับพวกที่หลบหนีช่วยกันรุมทำร้ายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำตัวขึ้นรถยนต์ปิกอัพขับพาออกไป ต่อมารุ่งเช้ามีผู้พบศพผู้ตายทั้งสามจมน้ำอยู่ในร่องสวนซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4กับพวกพาผู้ตายทั้งสามขึ้นรถยนต์ปิกอัพขับออกไปไม่กี่ชั่วโมงย่อมชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีเป็นผู้ร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสามจริง ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 3ไม่เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือทารุณโหดร้ายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะไม่มีพยานมาเบิกความให้เห็นว่านับจากเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกนำตัวขึ้นรถไปจนถึงเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีไปกระทำอย่างไรบ้าง แต่จากบาดแผลที่ผู้ตายทั้งสามได้รับตามรายงานการตรวจศพของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 ถึง ป.จ.3 ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสามมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะเป็นจำนวนมาก บาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากถูกตีด้วยของแข็งที่มีน้ำหนักมากจนกะโหลกศีรษะของแต่ละคนแตกกระจายทั่วไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเนื้อสมองออกมาจากบาดแผลสำหรับนายสมศักดิ์และนายชัชชัยยังพบเศษดินโคลนและน้ำในหลอดลมซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายจากของแข็งกระทบกระแทกและขาดอากาศหายใจจากการจมน้ำ ชี้ให้เห็นว่าก่อนผู้ตายทั้งสามจะถึงแก่ความตายได้ถูกจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 กับพวกใช้ของแข็งไม่มีคมทุบตีที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรงหลายครั้งอย่างโหดเหี้ยมจนกะโหลกศีรษะแตกกระจายเนื้อสมองไหลออกมาจากบาดแผล หลังจากนั้นยังถูกนำไปทิ้งน้ำทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 5 โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองคงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนของนายวิรัตน์เอกสารหมาย จ.10 แผ่นที่ 3 ซึ่งระบุว่าเห็นจำเลยที่ 5 ร่วมทำร้ายพวกนายสมศักดิ์ด้วยเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 5 ทำร้ายใครอย่างไร และแม้ด้านหลังคำให้การแผ่นที่ 3 จะระบุว่า จำเลยที่ 5 อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุด้วย แต่ข้อความต่อไปที่ว่า"แต่จะร่วมทำร้ายใครหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ" ได้ถูกขีดฆ่าออกไปโดยที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้จึงเป็นพิรุธอยู่นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ไม่ปรากฏว่ามีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ 5 ร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามกลับได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกสมชัย เจริญทรัพย์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ไม่มีใครยืนยันว่าจำเลยที่ 5 ได้ร่วมทำร้ายหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 6 นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองคงมีแต่คำให้การเพิ่มเติมชั้นสอบสวนของนายสุริยะเอกสารหมาย จ.45 ระบุว่า ขณะที่ชาย6 คนกำลังล้อมนายสมศักดิ์กับพวกอยู่ จำเลยที่ 6 ได้ขับรถเข้ามาจอดที่ใต้ถุนคอนโดมิเนียมห่างจากนายสมศักดิ์ประมาณ 7 ถึง 8 เมตร แล้วจำเลยที่ 6 ลงมายืนอยู่ข้างประตูรถด้านคนขับพูดใส่นายสมศักดิ์กับพวกว่า "พวกมันซ่านักก็เก็บมันเสียเลย" พร้อมกับหันไปทางชาย 6 คนที่ล้อมอยู่เป็นสัญญาณให้จัดการนายสมศักดิ์กับพวก ทันใดนั้นชายทั้ง 6 คนก็ลงมือทำร้ายนายสมศักดิ์กับพวกจนหมดสติมาเป็นพยานเท่านั้น แต่คำให้การดังกล่าวก็ขัดกับที่นายสุริยะให้การไว้ครั้งแรกว่าขณะชาย 6 คนล้อมนายสมศักดิ์กับพวก นายนฤพันธ์ได้ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นทำท่าถ่ายรูป ชายทั้ง 6 คนได้ชักอาวุธปืนออกมาจ้องไปทางนายนฤพันธ์ ชายที่สวมเสื้อกั๊กสีครีมพูดว่า"มึงจะถ่ายรูปกูเหรอ มึงแน่มาก" แต่นายนฤพันธ์ยังคงถ่ายรูปต่อไปจึงถูกชายทั้ง 6 เข้ารุมทำร้าย แสดงให้เห็นว่าเหตุเกิดเพราะนายนฤพันธ์ถ่ายรูปพวกจำเลย ซึ่งตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของพยานอื่นโดยเฉพาะของนายกิติรัชและนายวิรัตน์ตามเอกสารหมาย จ.8 และจ.10 ซึ่งให้การตรงกันว่า ขณะเจรจากันนายนฤพันธ์เอากล้องถ่ายรูปที่ถือติดมือมาถ่ายรูปจำเลยที่ 1 กับพวกจึงถูกรุมทำร้าย นอกจากนี้ในทางพิจารณาก็ไม่มีพยานปากใดแม้แต่นายสุริยะที่เบิกความยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ได้พูดให้จำเลยที่ 1 กับพวกเก็บผู้ตายทั้งสามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 6จึงเป็นพิรุธ น่าสงสัยว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ได้ร้องบอกให้จำเลยที่ 1กับพวกเก็บผู้ตายทั้งสามจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 6 มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากไม่ปรากฏทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อาวุธปืนในการทำร้ายผู้ตายทั้งสามด้วย ดังนั้น อาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอกพร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง และอาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอกพร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง ซึ่งยึดมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ และอาวุธปืนดังกล่าวก็มีทะเบียนไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดด้วยอันจะพึงริบได้ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบอาวุธปืนและซองบรรจุกระสุนปืนของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6 คืนอาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอกพร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง และอาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอกพร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 289 (5)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางอุไรวรรณ โลหิตตาดิส กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสินชัย ไหลงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
โชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576 -ที่ 577/2545
#48230
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทั้งสามมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะเป็นจำนวนมากบาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากการถูกตีด้วยของแข็งที่มีน้ำหนักมากจนกะโหลกศีรษะของแต่ละคนแตกกระจายทั่วไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมีเนื้อสมองออกมาจากบาดแผล สำหรับ ส. และ ช. ผู้ตายยังพบเศษดินโคลนและน้ำในหลอดลมซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายจากของแข็งกระทบกระแทกและขาดอากาศหายใจจากการจมน้ำ ชี้ให้เห็นว่าก่อนผู้ตายทั้งสามจะถึงแก่ความตายได้ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกใช้ของแข็งไม่มีคมทุบตีที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรงหลายครั้งอย่างโหดเหี้ยมหลังจากนั้นยังถูกนำไปทิ้งน้ำ ทั้งยังมีชีวิตอยู่ แสดงว่ามีเจตนาฆ่าโดยการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 6

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยทั้งหกกับพวกอีก 7 คน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ เมื่อวันที่ 10กุมภาพันธ์ 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยงคืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา พบว่าที่ห้องเลขที่ 160/359คอนโดแกรนด์ริเวอร์วิวทาวเวอร์ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีมีกลุ่มบุคคลลอบเล่นการพนันโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีหน้าที่ต้องจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันดังกล่าวดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยมีเจตนาทุจริต กลับเพิกเฉยไม่จับกุม อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการกรมตำรวจ และเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบสำหรับตน และเมื่อระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 เวลากลางวันติดต่อกันตลอดมาจำเลยทั้งหกกับพวกอีก 7 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก อาวุธปืนพกอีก3 กระบอกปล้นทรัพย์เอาแหวนทองคำหนัก 1 สลึง 1 วง ราคา 1,150 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 10 องค์ ราคา 18,000 บาท เงินสดไม่ทราบจำนวน บัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ และใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ 1 ใบ รวมราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น 19,150 บาท ของนายชัชชัยหรือเหม่า กันลัยพันธุ์ ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยจำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนจี้ ขู่เข็ญ นายชัชชัยหรือเหม่า นายสมศักดิ์โลหิตตาดิส และนายนฤพนธ์หรือกุ้ง อนุรักษ์ปราการ ผู้เสียหายทั้งสามไม่ให้ขัดขืน แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกดังกล่าวได้ใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันชก ต่อย เตะ และกระทืบตามร่างกายผู้เสียหายทั้งสามอย่างแรงหลายครั้ง และร่วมกันใช้ด้ามปืน ลูกตุ้มซีเมนต์ท่อนไม้ และของแข็งมีคมทุบ ตี และฟันถูกบริเวณใบหน้า ศีรษะและลำตัวผู้เสียหายทั้งสามอย่างแรงหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสามได้รับอันตรายสาหัส กะโหลกศีรษะแตกยุบและหมดสติไป และจำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันใช้ผ้ารัดคอประทุษร้ายร่างกายนายสมศักดิ์และนำกุญแจมือมาสวมข้อมือทั้งสองข้างของนายนฤพนธ์หรือกุ้ง แล้วนำผู้เสียหายทั้งสามไปกดให้จมน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์และให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นเอาไว้ ปกปิดการกระทำผิดนั้น โดยใช้รถยนต์ปิกอัพกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม และจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสามให้ถึงแก่ความตายโดยทรมานและโดยทารุณโหดร้าย และเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนกระทำไว้เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสามถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งหกกับพวก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 157, 83, 91, 33 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แหวนทองคำ 1 วง ราคา 1,140 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 10 องค์ ราคา 18,000 บาท รวมราคา 19,150 บาท แก่ทายาทนายชัชชัยหรือเหม่าผู้เสียหาย ริบรถยนต์ปิกอัพ หมายเลขทะเบียน 9 ผ - 1580 กรุงเทพมหานครอาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง อาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง ลูกตุ้มซีเมนต์ 1 อันผ้าใช้รัดคอ 1 เส้น เศษผ้าสีแดง 1 ชิ้น และกุญแจมือ 1 คู่ ของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางอุไรวรรณ โลหิตตาดิส ภริยานายสมศักดิ์ โลหิตตาดิส ผู้ตาย และนายมนัส กันลัยพันธุ์ บิดานายชัชชัยหรือเหม่า กันลัยพันธุ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ(ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดต่อชีวิตและปล้นทรัพย์)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) ประกอบมาตรา 83 ให้วางโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งหก และจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งหก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงให้จำคุกจำเลยทั้งหกตลอดชีวิตริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีนายวิรัตน์ สีทองสุข นายสุริยะ แซ่เตีย ยามรักษาความปลอดภัยคอนโดมิเนียมที่เกิดเหตุ กับนายพงษ์ศักดิ์หรือหนุ่ม แดงต้อย นายกิติรัชหรือยักษ์ มณีทรัพย์กุล และนายศุภชัยหรือติ๋ว ศิริวงษ์ เพื่อนผู้ตาย เป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากนายนฤพนธ์หรือกุ้งและนายชัชชัยหรือเหม่าผู้ตายทั้งสองกับพวกได้ยึดอาวุธปืนและบัตรประจำตัวข้าราชการของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ได้พากันลงมายังชั้นล่าง เห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนลูกซองยาวเดินเข้าไปต่อว่านายนฤพนธ์กับพวกที่รังแกพวกจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 6 ได้เข้ามาพูดให้นายนฤพนธ์กับพวกคืนอาวุธปืนและบัตรประจำตัวข้าราชการแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลังจากนั้นไม่นานนายสมศักดิ์ได้มายังที่เกิดเหตุเจรจากับจำเลยที่ 1 และพวก แต่ตกลงกันไม่ได้ นายนฤพนธ์ได้เอากล้องถ่ายรูปออกมาถ่ายรูปพวกจำเลยทำให้จำเลยที่ 1 กับพวกไม่พอใจจึงเข้ารุมทำร้ายนายนฤพนธ์ นายสมศักดิ์และนายชัชชัยจนสลบไป แม้ในชั้นพิจารณานายวิรัตน์ นายพงษ์ศักดิ์ นายกิติรัช นายศุภชัยจะไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับพวกที่หลบหนีไปทำร้ายผู้ตายทั้งสาม คงมีแต่นายสุริยะผู้เดียวที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ปิกอัพไมตี้เอ็กซ์สีขาวมากับชายอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปคุยกับชายวัยรุ่น 4 ถึง 5 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกนายนฤพนธ์ยึดอาวุธปืนและหลังจากผู้ตายทั้งสามถูกทำร้ายจนสลบไปแล้ว จำเลยที่ 1เป็นผู้ลากผู้ตายทั้งสามขึ้นรถปิกอัพของจำเลยที่ 1 ขับออกไปก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของบุคคลดังกล่าวตามเอกสาร จ.4 จ.7 จ.8 จ.10และ จ.45 มาเป็นพยาน ซึ่งในคำให้การดังกล่าวต่างระบุต้องกันว่า ในขณะที่ผู้ตายทั้งสามเจรจาเพื่อจะตกลงเรื่องที่เกิดขึ้นกับจำเลยที่ 1 และพวกนั้น นายนฤพนธ์ได้ใช้กล้องถ่ายรูปที่ถือติดมือมาถ่ายรูปจำเลยที่ 1 กับพวก ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งถืออาวุธปืนลูกซองยาวมาด้วยกับพวกไม่พอใจ จำเลยที่ 4 ซึ่งมากับจำเลยที่ 1 ได้เข้าล็อคคอนายนฤพนธ์พร้อมกับใช้อาวุธปืนจี้ที่ศีรษะ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 และลูกน้องนายตี๋ที่มาเปิดบ่อนการพนันได้เข้ารุมเตะ กระทืบ และใช้ตุ้มคอนกรีตทุบที่ใบหน้าจนนายนฤพนธ์สลบไปเมื่อนายสมศักดิ์ชักอาวุธปืนจะเข้าช่วยก็ถูกนายตี๋กับพวกแย่งอาวุธปืนและรุมเตะกระทืบจนสลบ สำหรับนายชัชชัยก็ถูกจำเลยที่ 1 กับลูกน้องนายตี๋รุมทำร้ายเตะ ต่อยจนสลบไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำตัวผู้ตายทั้งสามขึ้นท้ายรถปิกอัพยี่ห้อโตโยต้าไมตี้เอ็กซ์ สีขาว ขับออกไป รุ่งเช้ามีผู้พบศพผู้ตายทั้งสามจมน้ำอยู่ในร่องสวนใกล้โรงงานบริดสโตนส์ จังหวัดปทุมธานี เห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของพยานดังกล่าวได้กระทำขึ้นหลังเกิดเหตุไม่นาน ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียดเป็นขั้นตอนสอดคล้องต้องกันเริ่มตั้งแต่สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ จนกระทั่งผู้ตายทั้งสามถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีรุมทำร้ายจนสลบแล้วนำตัวขึ้นรถปิกอัพขับออกไปจากที่เกิดเหตุเพียง 2 วันและเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะเข้ามอบตัวสู้คดี ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือฝ่ายใด ส่วนนายพงษ์ศักดิ์ นายศุภชัยและนายสุริยะ ที่มาให้การเพิ่มเติมในรายละเอียดหลังจากเกิดเหตุประมาณ 20 วัน ก็ได้ความว่า เนื่องจากพยานเหล่านี้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนในภายหลังเนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเฉพาะนายสุริยะอ้างว่าเนื่องจากผู้จัดการคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นนายจ้างสั่งห้ามไว้ ซึ่งล้วนแต่มีเหตุผลที่ทำให้พยานเหล่านี้มาให้การเพิ่มเติมในรายละเอียดล่าช้า จึงหาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ แม้ในชั้นพิจารณาพยานเหล่านี้มิได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามด้วยโดยอ้างทำนองว่าข้อความที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสามด้วยนั้นพนักงานสอบสวนเป็นผู้ทำขึ้นเอง พยานมิได้ให้การเช่นนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องที่พยานเหล่านี้พยายามเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เสียมากกว่าเพราะการสอบสวนคดีนี้ได้กระทำและควบคุมโดยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนโดยตรงจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนและผู้ควบคุมจะทำการสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้นคำให้การชั้นสอบสวนของนายพงษ์ศักดิ์ นายศุภชัย นายกิติรัช นายวิรัตน์ และนายสุริยะ ตามเอกสารหมาย จ.4 จ.7 จ.10 และ จ.45 ที่เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงน่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานเหล่านี้ในชั้นพิจารณา คดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ก็นำสืบรับว่าขณะที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเพียงแต่อ้างว่าไม่ได้มีส่วนร่วมทำร้ายผู้ตายทั้งสามเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกที่หลบหนีทำร้ายร่างกายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำร่างของผู้ตายทั้งสามใส่รถปิกอัพขับออกไป พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ แม้ขณะที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่าจะไม่มีพยานผู้ใดรู้เห็นแต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีช่วยกันรุมทำร้ายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำตัวขึ้นรถปิกอัพขับออกไป ต่อมารุ่งเช้ามีผู้พบศพผู้ตายทั้งสามจมน้ำอยู่ในร่องสวนซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกพาผู้ตายทั้งสามขึ้นรถปิกอัพขับออกไปไม่กี่ชั่วโมง ย่อมชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีเป็นผู้ร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสามจริง ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือทารุณโหดร้ายนั้นเห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะไม่มีพยานมาเบิกความให้เห็นว่า นับจากเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกนำตัวขึ้นรถไปจนถึงเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่า จำเลยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีได้กระทำอย่างไรบ้าง แต่จากบาดแผลที่ผู้ตายทั้งสามได้รับ ตามรายงานการตรวจศพของแพทย์ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ถึง ป.จ.3 ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสามมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะเป็นจำนวนมากบาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากการถูกตีด้วยของแข็งที่มีน้ำหนักมากจนกระโหลกศีรษะของแต่ละคนแตกกระจายทั่วไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมีเนื้อสมองออกมาจากบาดแผล สำหรับนายสมศักดิ์และนายชัชชัยยังพบเศษดินโคลนและน้ำในหลอดลมซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายจากของแข็งกระทบกระแทกและขาดอากาศหายใจจากการจมน้ำ ชี้ให้เห็นว่าก่อนผู้ตายทั้งสามจะถึงแก่ความตายได้ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกใช้ของแข็งไม่มีคมทุบตีที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรงหลายครั้งอย่างโหดเหี้ยม จนกะโหลกศีรษะแตกกระจายเนื้อสมองไหลออกมาจากบาดแผล หลังจากนั้นยังถูกนำไปทิ้งน้ำ ทั้งยังมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น....

อนึ่ง เนื่องจากไม่ปรากฏทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ใช้อาวุธปืนในการทำร้ายผู้ตายทั้งสามด้วย ดังนั้นอาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุปืน 1 ซอง และอาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง ซึ่งยึดมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ และอาวุธปืนดังกล่าวก็มีทะเบียนไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดด้วยอันจะพึงริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบอาวุธปืนและซองบรรจุกระสุนปืนของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6 คืนอาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซอง และอาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองบรรจุกระสุนปืน 1 ซองแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางอุไรวรรณ โลหิตตาดิส กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสินชัย ไหลงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576 -ที่ 577/2545
#98287
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานมาเบิกความให้เห็นว่านับจากเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกนำตัวขึ้นรถไปจนถึงเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกที่หลบหนีได้กระทำอย่างไรบ้าง แต่จากบาดแผลที่ผู้ตายทั้งสามได้รับตามรายงานการตรวจศพของแพทย์ ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสามมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะเป็นจำนวนมาก บาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากถูกตีด้วยของแข็งที่มีน้ำหนักมากจนกะโหลกศีรษะของแต่ละคนแตกกระจายทั่วไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเนื้อสมองออกมาจากบาดแผล สำหรับ ส.และ ช.ผู้ตายยังพบเศษดินโคลนและน้ำในหลอดลมซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายจากของแข็งกระทบกระแทกและขาดอากาศหายใจจากการจมน้ำ ชี้ให้เห็นว่าก่อนผู้ตายทั้งสามจะถึงแก่ความตายได้ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกใช้ของแข็งไม่มีคมทุบตีที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรงหลายครั้งจนกระโหลกศีรษะแตกกระจายเนื้อสมองไหลออกมาจากบาดแผล หลังจากนั้นยังถูกนำไปทิ้งน้ำทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องจำเลยทั้งหกกับพวกอีก ๗ คน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙, ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๑๕๗, ๘๓, ๙๑, ๓๓ และ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืน หรือใช้ราคาทรัพย์แก่ทายาทของผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ภริยา ส. ผู้ตาย และบิดา ช. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๕) ประกอบมาตรา ๘๓ ให้ระวางโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งหก และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ ๑ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งหก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) คงให้จำคุกจำเลยทั้งหกตลอดชีวิต ริบของกลางคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจาก ข้อสงสัยว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกที่หลบหนีทำร้ายร่างกายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำร่างของ ผู้ตายทั้งสามใส่รถยนต์ปิกอัพขับออกไป พยานหลักฐานของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ แม้ขณะที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่าจะไม่มีพยานผู้ใดรู้เห็น แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกที่หลบหนีช่วยกันรุมทำร้ายผู้ตายทั้งสามจนสลบแล้วนำตัวขึ้นรถยนต์ปิกอัพขับพาออกไป ต่อมารุ่งเช้ามีผู้พบศพผู้ตายทั้งสามจมน้ำอยู่ในร่องสวนซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกพาผู้ตายทั้งสามขึ้น รถยนต์ปิกอัพขับออกไปไม่กี่ชั่วโมง ย่อมชี้ชัดว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกที่หลบหนีเป็นผู้ร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสามจริง ส่วนที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือทารุณโหดร้ายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะไม่มีพยานมาเบิกความให้เห็นว่า นับจากเวลาที่ผู้ตายทั้งสามนำตัวขึ้นรถไปจนถึงเวลาที่ผู้ตายทั้งสามถูกฆ่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกที่หลบหนีได้กระทำอย่างไรบ้าง แต่จากบาดแผลที่ผู้ตายทั้งสามได้รับตามรายงานการตรวจศพของแพทย์ ปรากฏว่าผู้ตายทั้งสามมีบาดแผลที่บริเวณศีรษะเป็นจำนวนมาก บาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากถูกตีด้วยของแข็งที่มีน้ำหนักมากจนกระโหลกศรีษะของแต่ละคนแตกกระจายทั่วไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีเนื้อสมองออกมาจากบาดแผล สำหรับ ส. และ ช. ยังพบเศษดินโคลนและน้ำในหลอดลมซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ผู้ตายทั้งสามถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายจากของแข็งกระทบกระแทกและขาดอากาศหายในจากการจมน้ำ ชี้ให้เห็นว่าก่อนผู้ตายทั้งสามจะถึงแก่ความตายได้ถูกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกใช้ของแข็งไม่มีคมทุบตีที่บริเวณศีรษะอย่างรุนแรงหลายครั้งอย่างโหดเหี้ยมจนกะโหลกศีรษะแตกกระจายเนื้อสมองไหลออกมาจากบาดแผล หลังจากนั้นยังถูกนำไปทิ้งน้ำทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับพวกที่หลบหนีมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสามโดยการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น...
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางอุไรวรรณ โลหิตตาดิส กับพวก
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสินชัย ไหลงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอุทิศ สุภาพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 545/2545
#46508
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับ ร. เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2516 ในระหว่างสมรสผู้ร้องมาจดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2521 ผู้ร้องซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทจาก จ. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2523 ต่อมาวันที่ 10มีนาคม 2526 ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดกันกรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ซึ่งแม้ผู้ร้องจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้วอันจะทำให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อในระหว่างที่ผู้ร้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมายังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1495(เดิม) ต้องถือว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับ ร. และจำเลยที่ 1 จึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือออกเงินช่วยผู้ร้องชำระราคาที่ดินพิพาทหรือไม่แม้ภายหลังผู้ร้องกับจำเลยที่ 1จะจดทะเบียนหย่าขาดจากกันก็ต้องจัดการแบ่งที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องตามสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาดำเนินการตามที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8668 และ 8669 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา (บางพระ)จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ร้องกับนางรัตน์ธนา ภู่จีน ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ขอให้ถอนการยึด ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยที่ 1มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย จึงมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ขอให้เพิกถอนการยึด

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8668 และ 8669 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนางรัตน์ธนา ภู่จีน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2516 ในระหว่างสมรสผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2521 ผู้ร้องซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8668 และ 8669 ตำบลทุ่งศุขลาอำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี จากนางระจิตต์ สุวรรณโสภี เมื่อวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2523 ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2526 ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2521 และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2526กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ซึ่งแม้ผู้ร้องจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสไม่ได้และการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อในระหว่างที่ผู้ร้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทยังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 1495 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นที่บัญญัติว่าคำพิพากษาศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสใดเป็นโมฆะแล้วจึงต้องถือว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับนางรัตน์ธนาและจำเลยที่ 1 จึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือออกเงินช่วยผู้ร้องชำระราคาที่ดินพิพาทหรือไม่ แม้ภายหลังผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนหย่าขาดจากกันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายก็ต้องจัดการแบ่งที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องตามสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาดำเนินการได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้นส่วนที่ผู้ร้องฎีกาสรุปความทำนองว่า ในการจดทะเบียนหย่าขาดจากกันกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาไว้โดยปริยายว่าขอสละสิทธิครอบครองหรือสิทธิเรียกร้องในที่ดินพิพาท เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องในที่ดินพิพาทเอาจากผู้ร้องแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทต่อไปนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1474 ม. 1495 ม. 1532 ม. 1533
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง คัทลียา รัตนวโรภาส กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ยุทธนา ภู่จีน
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นาง อุบลวรรณ ภู่จีน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 545/2545
#99817
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับ ร. เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2516 ต่อมาผู้ร้องจดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2521 และจดทะเบียนหย่าจากกันเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2526 จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 การสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อในระหว่างที่ผู้ร้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทยังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นที่บัญญัติว่า คำพิพากษาศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสใดเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับ ร. และจำเลยที่ 1 จึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๖๘ และ ๘๖๖๙ ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ร้องกับ ร. ไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ ขอให้ถอนการยึด ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยที่ ๑ มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย จึงมีคำสั่งไม่ให้ถอนการยึด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยที่ ๑ มิได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ขอให้เพิกถอนการยึด

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๖๘ และ ๘๖๖๙ ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับ ร. เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๖ ในระหว่างสมรสผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ผู้ร้องซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๘๖๖๘ และ ๘๖๖๙ ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ ต่อมาวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๖ ผู้ร้องและจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า จำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๖ กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแม้ผู้ร้องจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสไม่ได้และการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อในระหว่างที่ผู้ร้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทยังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. บรรพ ๕ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๑๔๙๕ (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นที่บัญญัติว่า คำพิพากษาศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสใดเป็นโมฆะแล้ว จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสกับ ร. และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่า จำเลยที่ ๑ มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือออกเงินช่วยผู้ร้องชำระราคาที่ดินพิพาทหรือไม่ แม้ภายหลังผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ จะจดทะเบียนหย่าขาดจากกันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายก็ต้องจัดการแบ่งที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องตามสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๓๒ และ ๑๕๓๓ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาดำเนินการได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1495 (เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคัทลียา รัตนวโรภาส กับพวก
ผู้ร้อง — นายยุทธนา ภู่จีน
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางอุบลวรรณ ภู่จีน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญวิทย์ ท้วมเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 541/2545
#42112
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อนำข้อตกลงในสัญญากู้ยืมที่ระบุว่า "ถ้าข้าพเจ้าล้มตายหรือหลบหายไปเสียข้าพเจ้ายอมให้เอาทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าขายทอดตลาดเงินต้นและดอกเบี้ยให้ท่านจนครบ" มาพิจารณาประกอบพระราชบัญญัติการจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเลฯที่กำหนดว่า "ถ้าเอาเรือที่จำนองออกขายหรือขายทอดตลาดแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าเงินที่ค้างชำระแก่ผู้รับจำนอง... เงินยังขาดอยู่เท่าใดให้ถือว่าเป็นหนี้สามัญซึ่งผู้รับจำนองอาจเรียกร้องจากลูกหนี้ได้ แต่ถ้าผู้จำนองไม่ได้เป็นลูกหนี้จะเรียกร้องจากผู้จำนองไม่ได้" แล้ว เห็นชัดเจนได้ว่า เมื่อโจทก์ผู้รับจำนองนำเรือที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วไม่พอชำระหนี้ ส่วนที่ขาดอยู่จำเลยผู้จำนองยังคงต้องรับผิดเพียงแต่กฎหมายกำหนดให้เป็นหนี้สามัญไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ผู้แพ้หรือผู้ชนะเป็นฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมหรือให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็ได้การที่โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็มิได้หมายความว่าจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 5,700,000บาท โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองเรือไทยชื่อแดงเจริญ รวมตลอดถึงอุปกรณ์และเครื่องมือในเรือดังกล่าวเป็นประกันไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมชำระในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน8,469,965.25 บาทพร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 5,700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินจำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง เมื่อประมาณปี 2532 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 500,000 บาทโดยนำใบทะเบียนเรือชื่อแดงเจริญไปเป็นหลักประกัน โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนจำนองเรือโดยยังไม่ได้กรอกข้อความ โจทก์กลับกรอกจำนวนเงิน 5,700,000 บาทในสัญญากู้ยืมเงิน และจดทะเบียนจำนองเรือชื่อแดงเจริญเป็นประกันในวงเงินดังกล่าวสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม สัญญาจำนองจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียง 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 5,000,000 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันก่อนฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 20 พฤษภาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,700,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าหากบังคับจำนองโดยนำเรือที่จดทะเบียนจำนองไว้ออกขายทอดตลาดแล้วไม่พอชำระหนี้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 5 กำหนดไว้ว่า"ข้าพเจ้าล้มตายก็ดีหรือหลบหายไปเสียก็ดี ข้าพเจ้ายอมให้ท่านมีอำนาจเอาทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าขายทอดตลาดเอาเงินต้นและดอกเบี้ยของท่านจนครบ" และเมื่อพิจารณาประกอบพระราชบัญญัติการจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเล พ.ศ. 2537มาตรา 19 กำหนดว่า "ถ้าเอาเรือที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระแก่ผู้รับจำนอง...เงินยังขาดอยู่เท่าใดให้ถือเป็นหนี้สามัญซึ่งผู้รับจำนองอาจเรียกร้องจากลูกหนี้ได้ แต่ถ้าผู้จำนองไม่ได้เป็นลูกหนี้จะเรียกร้องจากผู้จำนองไม่ได้" เห็นว่า เงื่อนไขตามสัญญาข้อ 5 แม้จำเลยจะตายหรือหลบหนีโจทก์ก็ยังมีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบนอกจากนั้นตามพระราชบัญญัติการจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเลพ.ศ. 2537 เมื่อนำเรือออกขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ ส่วนที่ขาดอยู่ ผู้จำนองยังต้องรับผิดอยู่ เพียงแต่กฎหมายกำหนดให้เป็นหนี้สามัญไม่ใช่หนี้บุริมสิทธิ กรณีของจำเลยในคดีนี้ จำเลยเป็นผู้จำนองเรือแก่โจทก์และเรือมีน้ำหนักเกินกว่าหกสิบตันครอสเข้าตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้นเมื่อขายทอดตลาดเรือจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ยังมีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่น ๆของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบได้ ฎีกาส่วนนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับไม่ชอบเพราะจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้เมื่อผิดนัดก็ต้องรับผิดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วยนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 101 เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ผู้แพ้หรือผู้ชนะเป็นฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมหรือให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็ได้ ซึ่งในคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ด้วย อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิน้อยกว่าหนี้ที่ค้างชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 161
พ.ร.บ.การจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเล พ.ศ.2537 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จรวย โกวิทยา
จำเลย — นาย มนูญ ศิริทัศน์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2545
#98538
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดซึ่งจำเลยแนบท้ายคำแก้ฎีกา แม้จำเลยจะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารแก่โจทก์ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารท้ายคำแก้ฎีกานั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีรองจ่าศาลรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารนั้นจึงฟังได้ว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแม้จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดมาแต่แรก โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและ บ้านพิพาทของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๔๙๔๗ และบ้านเลขที่ ๑๙/๒๓๙ จึงไม่มี อำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ค่าเสียหายสูงเกินความจริงเนื่องจากหากนำที่ดินและบ้านพิพาทไปหาผลประโยชน์จะได้ไม่เกินเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๔๙๔๗ และบ้านเลขที่ ๑๙/๒๓๙ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๑) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ ความปรากฏจากคำแก้ฎีกาและเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า ศาลจังหวัดทุ่งสงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๒ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาท ตามสำเนาคำสั่งศาลจังหวัดทุ่งสงเอกสารท้ายคำแก้ฎีกา หมายเลข ๑ และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาหมายเลข ๒ แม้เอกสารท้าย คำแก้ฎีกาทั้งสองฉบับ จำเลยที่ ๑ จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารแก่โจทก์ แต่เอกสารทั้งสองฉบับนั้น เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาทั้งสองฉบับนั้นได้ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗ (๒) และแม้เอกสารของจำเลยที่ ๑ จะเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีรองจ่าศาล จังหวัดทุ่งสงรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารนั้น จึงฟังได้ว่า เป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ เห็นว่า แม้การซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจะได้รับความ คุ้มครองตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดมาแต่แรก โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลล่าง แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ ๑ จึงยกขึ้นว่ากล่าว ในชั้นฎีกาได้ ส่วนปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.

(วิบูลย์ มีอาสา - ศุภชัย ภู่งาม - วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 87 (2) ม. 88 ม. 127 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปัด ยะกัน
จำเลย — นายสมใจ เจริญวิริยะภาพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนิพนธ์ สืบเหล่า
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2545
#42755
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาขายหุ้นของจำเลยในบริษัทบ. ให้แก่โจทก์ 2,500 หุ้น ในราคา 2,500,000 บาท จำเลยได้รับเงินค่าหุ้นจากโจทก์ในวันทำสัญญา 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากการซื้อขายหุ้นมีปัญหาหรือโมฆะ จำเลยจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยไม่สามารถจัดการโอนหุ้นตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยทางบริษัท บ. แจ้งว่า การโอนหุ้นขัดต่อข้อบังคับของบริษัทซึ่งกรรมการของบริษัทคัดค้านการโอนหุ้น และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ส่วนข้อบังคับของบริษัท บ. มีว่าอย่างไรการโอนหุ้นตามฟ้องขัดต่อข้อบังคับของบริษัทอย่างไร กรรมการบริษัทที่คัดค้านการโอนหุ้นคือใครตามมติที่ประชุมครั้งที่เท่าใดล้วนเป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบพยานได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

หุ้นของบริษัท บ. เป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อแม้ยังไม่ได้ออกใบหุ้นแต่การโอนหุ้นก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง ซึ่งกำหนดแบบไว้ว่าถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทดังกล่าวระหว่างโจทก์จำเลย ไม่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือดังกล่าว จึงเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2537 จำเลยทำสัญญาโอนขายหุ้นของจำเลยในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด เลขที่ 1 ถึงเลขที่ 2,500 ให้แก่โจทก์จำนวน 2,50 หุ้น ราคา 2,500,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยได้รับเงินจากโจทก์เป็นการชำระราคาส่วนหนึ่ง400,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวมีปัญหาหรือโมฆะ จำเลยจะคืนเงินที่ได้รับไปทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีให้โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่สามารถจัดการให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นได้ โจทก์จึงขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 612,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาโอนขายหุ้นของจำเลย 2,500 หุ้น และได้รับเงินจากโจทก์500,000 บาท จริง แต่โจทก์ต้องชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยอีก 2,000,000บาท และจำเลยจะโอนหุ้นให้โจทก์ เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่เคยขอให้บริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ออกใบหุ้นในนามของโจทก์และจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น การโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยสามารถทำได้ตลอดเวลาไม่เป็นการขัดกับข้อบังคับของบริษัท แต่โจทก์ไม่ชำระเงินค่าหุ้นแก่จำเลย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงิน500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย หากโจทก์ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยนำเงินไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินค่าหุ้น 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระราคาหุ้น บันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นระบุว่า การชำระราคาจะตกลงกันภายหลังเมื่อยังไม่มีการตกลงกันและการซื้อขายหุ้นมีปัญหาโจทก์จึงไม่มีหนี้ใด ๆ ที่ต้องชำระแก่จำเลยขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2537 จำเลยกับโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นกันตามเอกสารหมาย จ.1 โดยจำเลยตกลงโอนหุ้นหมายเลขที่ 1 ถึง 2,500รวม 2,500 หุ้น ของจำเลยในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ให้โจทก์ผู้รับโอนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป โดยการซื้อขายกันรวมราคา 2,500,000 บาท และจำเลยได้รับเงินค่าหุ้นจากโจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกระทำผิดต่อโจทก์อย่างไร การโอนขายหุ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์ขัดต่อข้อบังคับของบริษัทอย่างไร กรรมการบริษัทที่คัดค้านการโอนหุ้นคือใคร และเป็นมติที่ประชุมครั้งที่เท่าใดจึงไม่แจ้งชัด เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาโอนขายหุ้นของจำเลยในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์จำกัดให้แก่โจทก์จำนวน 2,500 หุ้น ในราคา 2,500,000 บาท จำเลยได้รับเงินค่าหุ้นจากโจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า หากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวมีปัญหาหรือโมฆะ จำเลยจะคืนเงินที่ได้รับไปทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้โจทก์ แต่จำเลยไม่สามารถจัดการโอนหุ้นตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยทางบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด แจ้งว่า การโอนหุ้นขัดต่อข้อบังคับของบริษัทซึ่งกรรมการของบริษัทคัดค้านการโอนหุ้น และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ส่วนข้อบังคับของบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด มีว่าอย่างไร การโอนหุ้นตามฟ้องขัดต่อข้อบังคับของบริษัทอย่างไรกรรมการบริษัทที่คัดค้านการโอนหุ้นคือใครตามมติที่ประชุมครั้งที่เท่าใดล้วนเป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบพยานได้ในชั้นพิจารณาฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายเรื่องหนังสือสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นโมฆะหรือไม่อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งคู่ความรับกันมีถ้อยคำระบุว่าเป็นสัญญาโอนหุ้นระหว่างจำเลยผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนโดยชัดแจ้ง และสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ผู้รับโอนตกลงรับโอนหุ้น หมายเลข 1 ถึง 2,500รวมทั้งหมด 2,500 หุ้น ผู้โอนและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าวข้างต้นโดยการซื้อขายแก่กันตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2537 รวมเป็นราคาเงิน 2,500,000 บาท ผู้โอนยอมขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้น และผู้รับโอนยอมเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ตั้งแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป โดยท้ายสัญญาดังกล่าวมีการลงลายมือชื่อจำเลยผู้โอนและโจทก์ผู้รับโอนไว้ หนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.1 จึงถือเป็นหลักฐานในการโอนหุ้น เมื่อทางพิจารณาได้ความตามข้อบังคับของบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ในเอกสารหมาย ล.3 ว่า หุ้นของบริษัททั้งหมดเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อแม้คู่ความจะรับกันว่าทางบริษัทยังไม่ได้ออกใบหุ้นแต่การโอนหุ้นก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง เพราะเป็นกรณีโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ซึ่งกำหนดแบบไว้ว่าถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือชื่อนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือดังกล่าวเลย การโอนหุ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงหุ้นตามฟ้องจึงยังคงเป็นของจำเลยอยู่ แต่ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบได้ความว่านอกจากสัญญาโอนหุ้นดังกล่าว โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้ตามบันทึกข้อตกลงด้านหลังเอกสารหมาย จ.1 ด้วยว่าผู้รับโอนจ่ายเงินให้ผู้โอนในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือจะได้ตกลงชำระกันในภายหลัง โดยในข้อ 2 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่าหากการซื้อขายหุ้นมีปัญหาหรือโมฆะ ผู้โอนจะคืนเงินที่ได้รับไว้แล้ว ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย เมื่อได้รับแจ้งด้วยวาจาจากผู้รับโอนและข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่าหุ้นตามฟ้องยังคงเป็นของจำเลยไม่ได้โอนมาเป็นของโจทก์ทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงเลยมานานหลายปีแล้ว แสดงว่าการซื้อขายหุ้นมีปัญหา เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไปจำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 500,000 บาท ที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายคืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงด้านหลังเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิวัฒน์ เอกกิตติ
จำเลย — นาย ปราสูตร ปราสาททองโอสถ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2545
#49045
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาโอนหุ้น มีการลงลายมือชื่อจำเลยและโจทก์ไว้ จึงถือเป็นหลักฐานในการโอนหุ้น แต่เมื่อหุ้นของบริษัท บ. ทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อและยังไม่ได้ออกใบหุ้น ซึ่งการโอนหุ้นดังกล่าวต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 วรรคสอง ที่กำหนดแบบไว้ว่าถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ แล้วถือว่าเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาโอนหุ้นระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือการโอนหุ้นดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาโอนขายหุ้นของจำเลยในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด โดยมีเงื่อนไขว่าหากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวมีปัญหาหรือโมฆะจำเลยจะคืนเงินที่ได้รับไปทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่สามารถจัดการให้โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นได้ โจทก์จึงขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 500,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 612,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่เคยขอให้บริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ออกใบหุ้นในนามของโจทก์และจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยสามารถทำได้ตลอดเวลาไม่เป็นการขัดกับข้อบังคับของบริษัท แต่โจทก์ไม่ชำระเงินค่าหุ้นแก่จำเลย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย หากโจทก์ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยนำเงินไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินค่าหุ้น 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระราคาหุ้น บันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นระบุว่า การชำระราคาจะตกลงกันภายหลังเมื่อยังไม่มีการตกลงกันและการซื้อขายหุ้นมีปัญหาโจทก์จึงไม่มีหนี้ใด ๆ ที่ต้องชำระแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10กันยายน 2537 จำเลยกับโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นกันตามเอกสารหมาย จ.1โดยจำเลยตกลงโอนหุ้นหมายเลขที่ 1 ถึง 2,500 รวม 2,500 หุ้น ของจำเลยในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ให้โจทก์ผู้รับโอนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไปโดยการซื้อขายกันรวมราคา 2,500,000 บาท และจำเลยได้รับเงินค่าหุ้นจากโจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกระทำผิดต่อโจทก์อย่างไร การโอนขายหุ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์ขัดต่อข้อบังคับของบริษัทอย่างไรกรรมการบริษัทที่คัดค้านการโอนหุ้นคือใครและเป็นมติที่ประชุมครั้งที่เท่าใด จึงไม่แจ้งชัดเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาโอนขายหุ้นของจำเลยในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ให้แก่โจทก์จำนวน 2,500 หุ้นในราคา 2,500,000 บาท จำเลยได้รับเงินค่าหุ้นจากโจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวมีปัญหาหรือโมฆะ จำเลยจะคืนเงินที่ได้รับไปทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้โจทก์แต่จำเลยไม่สามารถจัดการโอนหุ้นตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยทางบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด แจ้งว่า การโอนหุ้นขัดต่อข้อบังคับของบริษัทซึ่งกรรมการของบริษัทคัดค้านการโอนหุ้น และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองส่วนข้อบังคับของบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด มีว่าอย่างไร การโอนหุ้นตามฟ้องขัดต่อข้อบังคับของบริษัทอย่างไร กรรมการบริษัทที่คัดค้านการโอนหุ้นคือใครตามมติที่ประชุมครั้งที่เท่าใดล้วนเป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบพยานได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายเรื่องหนังสือสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นโมฆะหรือไม่อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนเห็นว่า ตามหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งคู่ความรับกันมีถ้อยคำระบุว่าเป็นสัญญาโอนหุ้นระหว่างจำเลยผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนโดยชัดแจ้งและสัญญาข้อ 3 ระบุว่าผู้รับโอนตกลงรับโอนหุ้นหมายเลข 1 ถึง 2,500 รวมทั้งหมด 2,500 หุ้น ผู้โอนและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าวข้างต้นนี้โดยการซื้อขายแก่กันตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2537รวมเป็นราคาเงิน 2,500,000 บาท ผู้โอนยอมขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้น และผู้รับโอนยอมเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ตั้งแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไปโดยท้ายสัญญาดังกล่าวมีการลงลายมือชื่อจำเลยผู้โอนและโจทก์ผู้รับโอนไว้ หนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.1 จึงถือเป็นหลักฐานในการโอนหุ้น เมื่อทางพิจารณาได้ความตามข้อบังคับของบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ในเอกสารหมาย ล.3 ว่า หุ้นของบริษัททั้งหมดเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อแม้คู่ความจะรับกันว่าทางบริษัทยังไม่ได้ออกใบหุ้นแต่การโอนหุ้นก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129วรรคสอง เพราะเป็นกรณีโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ซึ่งกำหนดแบบไว้ว่าถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอนมีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือชื่อดังกล่าวเลย การโอนหุ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง หุ้นตามฟ้องจึงยังคงเป็นของจำเลยอยู่ แต่ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบได้ความว่านอกจากสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้ตามบันทึกข้อตกลงด้านหลังเอกสารหมาย จ.1ด้วยว่าผู้รับโอนจ่ายเงินให้ผู้โอนในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือจะได้ตกลงชำระกันในภายหลัง โดยในข้อ 2 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า หากการซื้อขายหุ้นมีปัญหาหรือโมฆะ ผู้โอนจะคืนเงินที่ได้รับไว้แล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย เมื่อได้รับแจ้งด้วยวาจาจากผู้รับโอนและข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่าหุ้นตามฟ้องยังคงเป็นของจำเลยไม่ได้โอนมาเป็นของโจทก์ทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงเลยมานานหลายปีแล้วแสดงว่าการซื้อขายหุ้นมีปัญหา เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไป จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 500,000 บาท ที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายคืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงด้านหลังเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามฟ้อง 5,000 บาท และตามฟ้องแย้งอีก 10,000 บาท สูงและเกินความเป็นจริงเห็นว่า ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดไม่เกินที่กฎหมายกำหนดตามตาราง 6ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่สูงหรือเกินความเป็นจริงดังจำเลยฎีกาฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิวัฒน์ เอกกิตติ
จำเลย — นาย ปราสูตร ปราสาททองโอสถ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2545
#99879
เปิดฉบับเต็ม

หุ้นของบริษัททั้งหมดเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อ แม้คู่ความจะรับกันว่าทางบริษัทยังไม่ออกใบหุ้นแต่การโอนหุ้นก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ.มาตรา 1129 วรรคสอง เพราะเป็นกรณีโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ซึ่งกำหนดแบบไว้ว่าถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อหนังสือสัญญาโอนหุ้นไม่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือดังกล่าว การโอนหุ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาโอนขายหุ้นของจำเลยให้แก่โจทก์จำนวน ๒,๕๐๐ หุ้น ราคา ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท และรับเงินส่วนหนึ่งจากโจทก์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่สามารถโอนหุ้นให้แก่โจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน ๖๑๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทำสัญญาขายหุ้นของจำเลยจำนวน ๒,๕๐๐ หุ้น และได้รับเงินจากโจทก์ ๕๐๐,๐๐๐ บาท จริง แต่โจทก์ต้องชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยจะโอนหุ้นให้โจทก์ เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ชำระเงินค่าหุ้นแก่จำเลย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินค่าหุ้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระราคาหุ้น บันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นระบุว่า การชำระราคาจะตกลงกันภายหลังเมื่อยังไม่มีการตกลงกันและการซื้อขายหุ้นมีปัญหาโจทก์จึงไม่มีหนี้ใด ๆ ที่ต้องชำระแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับฟ้องแย้งจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งคู่ความรับกันมีถ้อยคำระบุว่าเป็นสัญญาโอนหุ้นระหว่างจำเลยผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนโดยชัดแจ้ง และสัญญาข้อ ๓ ระบุว่า ผู้รับโอนตกลงรับโอนหุ้นหมายเลข ๑ ถึง ๒,๕๐๐ รวมทั้งหมด ๒,๕๐๐ หุ้น ผู้โอนและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าวข้างต้นนี้โดยการซื้อขายแก่กันตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๗ รวมเป็นราคาเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผู้โอนยอมขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้น และผู้รับโอนยอมเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์จำกัด ตั้งแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป โดยท้ายสัญญาดังกล่าวมีการลงลายมือชื่อจำเลยผู้โอน และโจทก์ผู้รับโอนไว้ หนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.๑ จึงถือเป็นหลักฐานในการโอนหุ้น เมื่อทางพิจารณาได้ความตามข้อบังคับของบริษัทบ้านและสวนทวีทรัพย์ จำกัด ในเอกสารหมาย ล.๓ ว่าหุ้นของบริษัททั้งหมดเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อแม้คู่ความจะรับกันว่าทางบริษัทยังไม่ได้ออกใบหุ้น แต่การโอนหุ้นก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสอง เพราะเป็นกรณีโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ซึ่งกำหนดแบบไว้ว่าถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.๑ ไม่มีผู้ลงชื่อเป็นพยานรับรองลายมือดังกล่าวเลย การโอนหุ้นระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๑ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง หุ้นตามฟ้องจึงยังคงเป็นของจำเลยอยู่ แต่ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบได้ความว่า นอกจากสัญญาโอนหุ้นดังกล่าว โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้ตามบันทึกข้อตกลงด้านหลังเอกสารหมาย จ.๑ ด้วยว่าผู้รับโอนจ่ายเงินให้ผู้โอนในวันทำสัญญา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจะได้ตกลงชำระกันในภายหลัง โดยในข้อ ๒ ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า หากการซื้อขายหุ้นมีปัญหาหรือโมฆะ ผู้โอนจะคืนเงินที่ได้รับไว้แล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย เมื่อได้รับแจ้งด้วยวาจาจากผู้รับโอน และข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่าหุ้นตามฟ้องยังคงเป็นของจำเลยไม่ได้โอนมาเป็นของโจทก์ทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงเลยมานานหลายปีแล้ว แสดงว่าการซื้อขายหุ้นมีปัญหา เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไป จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายคืออัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีแก่โจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงด้านหลังเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๒ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ เอกกิตติ
จำเลย — นายปราสูตร ปราสาททองโอสถ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประณัฐดา ไชยกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2545
#42754
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างจัดทำงานระบบไฟฟ้าและสื่อสารระหว่างโจทก์จำเลยตอนท้ายของสัญญาลงลายมือชื่อ อ. แม้จะไม่ปรากฏว่าอ. เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยหรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญาจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับงานที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาจ้างโดยสั่งจ่ายเช็คชำระเงินให้แก่โจทก์และเมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยก็เสนอให้โจทก์รับชำระหนี้ด้วยบ้านและที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกรรมการของจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมรับและให้สัตยาบันแก่การนั้น ย่อมผูกพันจำเลยในฐานะตัวการซึ่งได้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายบรรจงคลังมี เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน2538 จำเลยว่าจ้างให้โจทก์จัดทำและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสารที่สำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลย โจทก์ดำเนินการจัดทำระบบไฟฟ้าและสื่อสารเสร็จเรียบร้อยและส่งมอบงานให้แก่จำเลย แต่จำเลยชำระค่าจ้างเพียงบางส่วน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,224,190.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสาร แต่จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด เป็นผู้ดำเนินงานดังกล่าว สัญญาจ้างจัดทำระบบไฟฟ้าและสื่อสาร เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นสัญญาระหว่างบริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด มีนายอภิชาติ ศรีอมรธรรม เป็นผู้ลงนามกับโจทก์ไม่เกี่ยวกับจำเลย และนายอภิชาติไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยหรือตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,224,190.41บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์จัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสาร ตามสัญญาจ้างจัดทำงานระบบไฟฟ้าและสื่อสารเอกสารหมายจ.3 หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน2538 จำเลยว่าจ้างโจทก์จัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสารภายในและภายนอกอาคารสำนักงานใหญ่ของจำเลย ที่อาคารดิอิมเพรสแมนชั่นตั้งอยู่ที่ซอยธรากร 4 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ในวงเงิน3,000,000 บาท แบ่งจ่ายค่าจ้างเป็น 5 งวด โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 1ถึงงวดที่ 3 จำเลยชำระค่าจ้างเรียบร้อยแล้ว งานงวดที่ 4 จำเลยชำระค่าจ้างเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี จำนวน5 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยเปลี่ยนเป็นเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสุขาภิบาล 3ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีก จำเลยจึงเปลี่ยนเป็นเช็คของบริษัท ซี แอนด์ พี ซีวิลกรุ๊ป จำนวน 13 ฉบับ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ทำงานงวดที่ 4 และงวดที่ 5 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยขอชำระหนี้เป็นบ้านและที่ดินตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 แต่โจทก์ไม่ตกลงส่วนจำเลยอ้างว่านายอภิชาติ ศรีอมรธรรม ผู้ลงลายมือชื่อว่าจ้างในสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนจำเลยสัญญาจ้างไม่ได้ประทับตราบริษัท จึงไม่ผูกพันจำเลย เห็นว่า ตามสัญญาจ้างจัดทำงานระบบไฟฟ้าและสื่อสารเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า "ทำที่บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด" และสัญญาทำขึ้นระหว่าง "บริษัทดิอิมเพรสแมนชั่น จำกัด โดยนายอภิชาติ ศรีอมรธรรม... กับบริษัทเนติพร เอ็นจิเนียริ่งจำกัด..." โดยสัญญาข้อ 1 ว่าจ้างให้จัดทำและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสารทั้งภายในและภายนอกอาคารบริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัดซอยธรากร 4 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 9 ชั้น 1 หลังตอนท้ายของสัญญาลงลายมือชื่อนายอภิชาติ ศรีอมรธรรม บริษัทอิมเพรสโฮมจำกัด แม้จะไม่ปรากฏว่านายอภิชาติเป็นกรรมการของจำเลยตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 หรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญาจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่สถานที่ตั้งของจำเลยก็เป็นอาคารเดียวกันกับที่โจทก์ดำเนินการจัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสารคือ ซอยธรากร 4แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ทั้งจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ซึ่งประทับตราของจำเลยให้ไว้แก่โจทก์ด้วยนอกจากนั้นในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ยังระบุว่าจำเลยขอชำระหนี้เป็นบ้านและที่ดินมีรายละเอียดว่า "บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด โดยนางสาวพวงผกา วังประเสริฐ" ในตอนท้ายระบุว่า "นางสาวพวงผกา วังประเสริฐ บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด... ลูกหนี้และ...นางสาวพวงผกา วังประเสริฐ บริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด ลูกหนี้ผู้รับโอนสิทธิ" ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งเอกสารดังกล่าวไว้แต่อย่างใดดังนั้น การที่จำเลยยอมรับงานที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาจ้างโดยสั่งจ่ายเช็คชำระเงินให้แก่โจทก์และเมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้จำเลยจึงเสนอให้โจทก์รับชำระหนี้ด้วยบ้านและที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกรรมการของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการยอมรับและให้สัตยาบันแก่การนั้นย่อมผูกพันจำเลยในฐานะตัวการซึ่งได้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแล้วเมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตามสัญญาจ้างดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และจำเลยรับไว้ใช้ในกิจการของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เนติพร เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท ดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2545
#98464
เปิดฉบับเต็ม

แม้ไม่ปรากฏว่า อ.เป็นกรรมการของจำเลย หรือ อ.ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทจำเลยให้ทำสัญญาจ้างจัดทำงานระบบไฟฟ้าและสื่อเอกสารฉบับพิพาทกับโจทก์ก็ตาม แต่สถานที่ตั้งของจำเลยก็เป็นอาคารเดียวกันกับที่โจทก์ดำเนินการจัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสาร ทั้งจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คซึ่งประทับตราของจำเลยให้ไว้แก่โจทก์ด้วย การที่จำเลยยอมรับงานที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาจ้างโดยสั่งจ่ายเช็คชำระเงินให้แก่โจทก์และเมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้จำเลยจึงเสนอให้โจทก์รับชำระหนี้ด้วยบ้านและที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกรรมการของจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมรับและให้สัตยาบันแก่การนั้น ย่อมผูกพันจำเลยในฐานะตัวการซึ่งได้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,224,190.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า นายบรรจง คลังมี ไม่ใช่กรรมการของโจทก์และตราประทับของโจทก์ไม่ตรงกับที่ให้ไว้ต่อกระทรวงพาณิชย์ จำเลยไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสาร แต่จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการงานดังกล่าว สัญญาจ้างจัดทำระบบไฟฟ้าและสื่อสารเป็นสัญญาระหว่างบริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด มีนายอภิชาติ ศรีอมรธรรม เป็นผู้ลงนามกับโจทก์ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยและนายอภิชาติ ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยหรือตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,224,190.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามสัญญาจ้างจัดทำงานระบบไฟฟ้าและสื่อสาร ระบุว่า "ทำที่บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด" และสัญญาทำขึ้นระหว่าง "บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด โดยนายอภิชาติ ศรีอมรธรรม? กับบริษัทเนติพร เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด?" โดยสัญญาข้อ 1 ว่าจ้างให้จัดทำและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสารทั้งภายในและภายนอกอาคารบริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด ซอยธรากร 4 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 9 ชั้น 1 หลัง ตอนท้ายของสัญญาลงลายมือชื่อนายอภิชาติ ศรีอมรธรรม บริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด แม้จะไม่ปรากฏว่านายอภิชาติเป็นกรรมการของจำเลยตามหนังสือรับรอง หรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญาจ้างดังกล่าวก็ตาม แต่สถานที่ตั้งของจำเลยก็เป็นอาคารเดียวกันกับที่โจทก์ดำเนินการจัดทำและติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสาร คือ ซอยธนากร 4 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ทั้งจำเลยได้สั่งจ่ายเช็ค ซึ่งประทับตราของจำเลยให้ไว้แก่โจทก์ด้วย นอกจากนั้น ในบันทึกข้อตกลง ยังระบุว่าจำเลยขอชำระหนี้เป็นบ้านและที่ดินมีรายละเอียดว่า "บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด โดยนางสาวพวงผกา วังประเสริฐ" ในตอนท้ายระบุว่า "นางสาวพวงผกา วังประเสริฐ บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด ? ลูกหนี้ และ? นางสาวพวงผกา วังประเสริฐ บริษัทอิมเพรสโฮม จำกัด ลูกหนี้ผู้รับโอนสิทธิ" ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งเอกสารดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยยอมรับงานที่โจทก์ดำเนินการตามสัญญาจ้างโดยสั่งจ่ายเช็คชำระเงินให้แก่โจทก์และเมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยจึงเสนอให้โจทก์รับชำระหนี้ด้วยบ้านและที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกรรมการของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการยอมรับและให้สัตยาบันแก่การนั้น ย่อมผูกพันจำเลยในฐานะตัวการซึ่งได้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแล้ว เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตามสัญญาจ้างดังกล่าวจนแล้วเสร็จและจำเลยรับไว้ใช้ในกิจการของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587 ม. 820 ม. 821 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเนติพร เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทดิอิมเพรส แมนชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวิธาน เทวเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2545
#44101
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อแผ่นพลาสติกพร้อมติดตั้งจากโจทก์เพื่อใช้ปูบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยโจทก์ส่งมอบงานปูแผ่นพลาสติกในบ่อบำบัดน้ำเสียให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจำเลยใช้บ่อบำบัดน้ำเสียได้ประมาณ 2 ถึง 3 เดือน แผ่นพลาสติกที่ปูไว้ได้โป่งพองลอยขึ้นอันเป็นความบกพร่องซึ่งไม่พึงพบได้ในขณะเมื่อส่งมอบ โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 โดยจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างไว้ได้แต่เพียงเพื่อให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเท่านั้น เมื่อโจทก์ติดต่อกับจำเลยขอเข้าไปแก้ไขซ่อมแซมหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ยอมโดยอ้างถึงความจำเป็นที่ต้องใช้บ่อบำบัดน้ำเสียดังกล่าว ไม่สามารถสูบน้ำออกจากบ่อได้เพราะจะทำให้เสียรายได้ ถือเป็นข้ออ้างที่ไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างจะสามารถดำเนินการได้โดยลำพัง ดังนั้นการที่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานได้จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างที่ค้างชำระอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อแผ่นพลาสติกพีวีซีสีดำ พร้อมติดตั้งในพื้นที่ประมาณ 13,000 ตารางเมตร รวมเป็นเงิน 1,111,500 บาท จากโจทก์ จำเลยชำระเงินมัดจำ 444,600 บาท ในวันทำสัญญาแก่โจทก์ ส่วนราคาที่เหลือชำระเมื่อติดตั้งเสร็จและจำเลยรับมอบงานจากโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ติดตั้งแผ่นพลาสติกแล้วเสร็จเป็นพื้นที่ 14,798 ตารางเมตร เป็นเงิน 1,265,229 บาท จำเลยได้รับมอบงานไว้ถูกต้องแล้ว เมื่อหักเงินมัดจำออกจำเลยต้องชำระเงิน 820,629 บาทแก่โจทก์โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 940,133.90 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 820,629 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า งานที่โจทก์ส่งมอบยังไม่เสร็จ งานบางส่วนยังไม่ทำ งานบางส่วนทำไม่เรียบร้อย งานบางส่วนยังต้องเก็บงาน จำเลยได้แจ้งให้แก้ไขเป็นเวลาล่วงเลยมานานแต่โจทก์ไม่แก้ไข จำเลยจำเป็นต้องใช้บ่อเก็บน้ำ แต่รอยเชื่อมแผ่นพลาสติกชำรุดบกพร่องมีน้ำรั่วซึม แผ่นพลาสติกโป่งจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ซ่อมแซมแก้ไข จึงเป็นความผิดของโจทก์ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงและขอสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 820,629 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540) ต้องไม่เกิน119,504.09 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันว่าจำเลยซื้อแผ่นพลาสติกพร้อมติดตั้งจากโจทก์ เพื่อใช้ปูบ่อบำบัดน้ำเสีย2 บ่อ ของจำเลยและชำระเงินมัดจำ 444,600 บาทแก่โจทก์ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2538 โจทก์ส่งมอบงานปูแผ่นพลาสติกทั้งสองบ่อรวมพื้นที่ 14,798 ตารางเมตร เป็นเงิน 1,265,229 บาท เมื่อหักเงินมัดจำที่โจทก์รับไว้แล้ว โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงินที่เหลืออีก 820,629 บาท หลังจากนั้นจำเลยใช้บ่อทั้งสองบำบัดน้ำเสียได้ประมาณ 2 ถึง 3 เดือน แผ่นพลาสติกที่ปูไว้ได้โป่งพองลอยขึ้นจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้ส่งพนักงานมาและแจ้งให้จำเลยสูบน้ำออกจากบ่อบำบัดน้ำเสียเพื่อจะซ่อมแซม แต่จำเลยไม่ยอมสูบน้ำออกจากบ่อดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระค่าจ้างได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การรับมอบงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2538ของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นการรับมอบงานชั่วคราว หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยมาแก้ไขข้อชำรุดบกพร่องของงานให้เสร็จเรียบร้อย จำเลยไม่เคยรับมอบงานจากโจทก์ การที่จำเลยปล่อยน้ำเสียลงไปในบ่อและไม่สามารถสูบน้ำออกจากบ่อทั้งสองได้เป็นเพราะความผิดของโจทก์นั้น ได้ความว่า จำเลยตกลงซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ โดยทำสัญญาซื้อขายกันประมาณเดือนเมษายน 2538 ต่อมาเดือนพฤษภาคมโจทก์ได้ดำเนินการติดตั้งแผ่นพลาสติกตามสัญญาซื้อขายให้จำเลยเสร็จ ในวันที่ 19กันยายน 2538 ได้ติดต่อเพื่อส่งมอบงานให้กับจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับงานในตอนแรก อ้างว่ามีงานบางจุดต้องซ่อมแซม ต่อมาโจทก์ได้เข้าไปซ่อมแซมแก้ไขจุดที่บกพร่องเสร็จเรียบร้อย และส่งมอบงานให้แก่จำเลยในวันที่ 19 ธันวาคม 2538 พร้อมทั้งได้วางบิลไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 และในวันที่ 20 ธันวาคม 2538 โจทก์ได้มอบหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานให้จำเลยไว้ด้วย ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่า งานส่วนใดที่ไม่เรียบร้อย ซึ่งหากเป็นส่วนที่สำคัญเกี่ยวกับแผ่นพลาสติกที่โจทก์ปูไว้ในบ่อแล้ว จำเลยย่อมเห็นได้ว่าหากปล่อยน้ำเสียลงในบ่อจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ เป็นการยากที่แก้ไขซ่อมแซม และคงไม่ยอมรับงานดังกล่าวไว้อย่างแน่นอนคดีน่าเชื่อว่าในวันที่ 19 กันยายน 2538 จำเลยตรวจพบจุดบกพร่องของงานจึงไม่ยอมรับมอบงานจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์แก้ไขซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ ในวันที่ 19ธันวาคม 2538 จำเลยจึงยอมรับมอบงานและรับใบวางบิลตลอดจนรับหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7, จ.17 และ จ.18 จากโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยใช้บ่อดังกล่าวโดยปล่อยน้ำเสียลงไป จึงไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกา แต่เมื่อได้ความว่า หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 เดือน งานที่จำเลยรับมอบจากโจทก์ดังกล่าวเกิดการชำรุดบกพร่องซึ่งไม่พึงพบได้ ในขณะเมื่อรับมอบและจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงยังต้องรับผิดต่อจำเลยอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 โดยจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างไว้ได้แต่เพียงเพื่อให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับกันว่า โจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยขอเข้าไปแก้ไขซ่อมแซมแล้วหลายครั้ง ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9,จ.10, จ.11, จ.13 และ จ.14 แต่จำเลยไม่ยอมโดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้บ่อบำบัดน้ำเสียดังกล่าว จึงไม่สามารถสูบน้ำออกจากบ่อได้ หากไม่สามารถใช้บ่อได้จะเสียรายได้มากและต้องลดการผลิตลง โจทก์เป็นฝ่ายผิดต้องสูบน้ำเสียออกจากบ่อเอง เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์ ซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างจะสามารถดำเนินการได้โดยลำพัง การที่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานได้ จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างที่ค้างชำระอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 488 ม. 490 ม. 587 ม. 598 ม. 599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยโมเดิร์นพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไทยวัฒนาฟาร์มา ซูติคัลเด็กซ์โทรส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2545
#42753
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างขนย้ายเครื่องใช้สำนักงานที่กำหนดว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากความบกพร่องของพนักงานถือว่าเป็นความตกลงยกเว้นความรับผิดของโจทก์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหายต้องป้อนถ่ายข้อมูลใหม่แม้ผู้ป้อนถ่ายข้อมูลที่ถูกกลบเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขนย้ายจะเป็นพนักงานประจำของจำเลย แต่การกระทำดังกล่าวเนื่องจากผลการกระทำของโจทก์ที่ทำให้จำเลยเสียหายเป็นแรงงานของพนักงานนั้นไป จำเลยจึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหายส่วนนี้ตามสัญญาจ้างขนย้ายเครื่องใช้สำนักงานระหว่างโจทก์จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับจ้างจำเลยทั้งสี่ขนย้ายเอกสารและเครื่องใช้สำนักงานรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 จากที่ตั้งสำนักงานแห่งเดิมเขตปทุมวันไปที่สำนักงานแห่งใหม่เขตประเวศ กรุงเทพมหานครและโจทก์ยังเป็นผู้รับประกันภัยสิ่งของที่ขนย้ายไว้กับจำเลยทั้งสี่ ค่าสินจ้างค่าเบี้ยประกันภัย และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 195,810 บาท โจทก์ทำงานที่รับจ้างเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสี่แล้ว จำเลยทั้งสี่วางมัดจำไว้ขณะทำสัญญาจ้างจำนวน 48,150 บาท จำเลยทั้งสี่คงค้างชำระเป็นเงิน 147,660 บาท โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม จำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 77,660 บาท ยังคงค้างชำระอีก 70,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 71,852.08 บาท อัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงิน 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้บรรจุในกล่องที่มีวัสดุกันกระแทก ทำให้อุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ชำรุดเสียหาย ข้อมูลภายในหน่วยเก็บข้อมูลสำรองหรือฮาร์ดดิสก์ถูกลบ โจทก์จึงต้องรับผิดในค่าซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าป้อนถ่ายข้อมูลที่ถูกลบลงในหน่วยเก็บข้อมูลสำรองหรือฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นเงิน 134,900 บาท นอกจากนี้โจทก์มิได้แจ้งนามบริษัทผู้รับประกันภัยและส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 16,050 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่รับว่าค้างชำระค่าจ้างตามฟ้องจำนวน 70,000 บาท จริง แต่เมื่อหักค่าเบี้ยประกันภัยและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดออก จำเลยทั้งสี่คงค้างชำระค่าจ้าง 53,950 บาทและเมื่อหักกลบลบกันกับค่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมแซมและป้อนถ่ายข้อมูลที่โจทก์ต้องรับผิดแล้ว โจทก์ยังมีหนี้ต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสี่อีก 80,950บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 80,950 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสี่

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้วัสดุกันกระแทกพิเศษตามที่ระบุในสัญญา ขณะส่งมอบงานไม่ปรากฏความชำรุดเสียหายให้เห็นประจักษ์ จำเลยที่ 1 รับมอบงานโดยมิได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้ง โจทก์ไม่ได้ร่วมตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ จำเลยทั้งสี่ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าความชำรุดเกิดขึ้นระหว่างขนย้าย แม้มีความชำรุดของอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ สัญญาจ้างก็ระบุยกเว้นความรับผิดให้โจทก์จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์รับประกันภัยสิ่งของที่ขนย้ายแล้ว จึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่คุ้มครองถึงอุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 15,047.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์2,000 บาท แทนจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ขนย้ายเอกสารและอุปกรณ์ในสำนักงานรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมายจ.11 และ จ.3 จากสำนักงานแห่งเดิมซึ่งตั้งอยู่ชั้น 2 และชั้นลอยของอาคารไปยังสำนักงานแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคาร อาคารทั้งสองแห่งไม่มีลิฟต์และสายพานส่งของ การขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ โจทก์วางบนรถเข็นสองล้อมีกระดาษรองกันกระแทก และลากรถเข็นลงบันไดจากสำนักงานแห่งเดิมบรรทุกรถยนต์บรรทุกหกล้อไปสำนักงานแห่งใหม่ และใช้รถเข็นดังกล่าวลากเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นบันไดไปยังสำนักงานแห่งใหม่ หลังจากขนย้ายแล้ว จำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ชำรุดใช้การไม่ได้ต้องซ่อมและป้อนถ่ายข้อมูลใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 เสียหายเนื่องจากการขนย้ายของโจทก์หรือไม่... ฟังได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 เสียหาย เนื่องจากการขนย้ายของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า โจทก์ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.11 ข้อ 3 และ 4 กำหนดว่าในการขนย้ายต้องบรรจุเครื่องคอมพิวเตอร์โดยวัสดุกันกระแทกพิเศษ และขนย้ายด้วยความระมัดระวังตามความเหมาะสมของลักษณะงาน แต่ในการขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ โจทก์ใช้รถเข็นสองล้อโดยไม่ใช้กระดาษรองกันกระแทกพิเศษและลากรถเข็นนั้นลงและขึ้นบันไดจากสำนักงานแห่งเดิมไปสำนักงานแห่งใหม่ ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลซึ่งประกอบอาชีพเช่นโจทก์จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่โจทก์ไม่กระทำความเสียหายนี้เกิดขึ้น เป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ที่โจทก์ว่าอาคารสำนักงานแห่งเดิมและสำนักงานแห่งใหม่ของจำเลยที่ 1 ไม่มีลิฟต์และสายพานส่งของ วิธีการขนย้ายของโจทก์เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งหากเป็นอย่างที่โจทก์กล่าวอ้างจริง จำเลยที่ 1คงไม่สามารถนำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปติดตั้งครั้งแรก โดยไม่ปรากฏว่ามีปัญหาเครื่องขัดข้องเกิดขึ้นข้ออ้างของโจทก์ไม่น่ารับฟัง ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.11 หน้าที่สองย่อหน้าที่หนึ่ง กำหนดว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากความบกพร่องของพนักงานและความเสียหายของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ถือว่าเป็นความตกลงยกเว้นความรับผิดของโจทก์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เพียงใด จำเลยที่ 1มีนายจงรักเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัทเนท์ไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ย้ายมา เมื่อติดตั้งเสร็จปรากฏว่าตัวประมวลผลหรือสมองกลใช้การไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงจ้างบริษัทเนทไลน์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำการซ่อม ตั้งแต่คืนวันที่ 2 จนถึงเช้าวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2540 จึงเสร็จ จำเลยที่ 1 ได้จ่ายสินจ้างให้บริษัทเนทไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้วตามใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3และ ล.4 เห็นว่า โจทก์ขนย้ายเสร็จเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2540 บริษัทเนทไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ติดตั้งและเริ่มซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ชำรุดในคืนวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างให้บริษัทเนทไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด ครั้งเดียวตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุว่า"ค่าบริการการติดตั้งคอมพิวเตอร์ (เสียจากการขนย้าย)" เชื่อว่าจำนวนเงินที่ระบุในเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 จำนวน 74,900 บาท เป็นที่ค่าติดตั้งและค่าซ่อมรวมอยู่ด้วยกัน ดังนั้น ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เป็นเงิน74,900 บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินไป ส่วนค่าเสียหายเป็นค่าป้อนถ่ายข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำนวน 12,000 บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ป้อนถ่ายข้อมูลจะเป็นพนักงานประจำของจำเลยที่ 1แต่การที่พนักงานของจำเลยที่ 1 ต้องไปกระทำการดังกล่าวเนื่องจากผลการกระทำของโจทก์ ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเป็นแรงงานของพนักงานนั้นไป จำเลยที่ 1 จึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหายส่วนนี้ได้ ซึ่งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าขนย้ายจำนวน 70,000บาท เมื่อนำมาเปรียบเทียบจำนวนค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ต้องชดใช้แก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเป็นจำนวนเงินพอกันจึงเห็นควรให้เป็นพับกันไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อีสเทอร์นทรานส์มูฟวิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิมงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2545
#110319
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจ้างขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์กำหนดให้โจทก์ต้องบรรจุเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้วัสดุกันกระแทกพิเศษและขนย้ายด้วยความระมัดระวังตามความเหมาะสมของลักษณะงาน แต่โจทก์ขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวโดยใช้รถเข็นสองล้อไม่ใช้กระดาษรองกันกระแทกพิเศษและลากรถเข็นนั้นลงและขึ้นบันได ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลซึ่งประกอบอาชีพเช่นโจทก์จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่โจทก์ไม่กระทำ ดังนี้ แม้จะมีข้อกำหนดในสัญญาจ้างว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากความบกพร่องของพนักงานและความเสียหายของเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งถือเป็นความตกลงยกเว้นความรับผิดของโจทก์ก็ตาม แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ความตกลงที่ทำไว้ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 373

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าขนย้ายเอกสารและเครื่องใช้สำนักงานรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ ๗๑,๘๕๒.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสี่ได้ว่าจ้างโจทก์ตามฟ้องจริง แต่โจทก์ขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้บรรจุในกล่องที่มีวัสดุกันกระแทก ทำให้อุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ชำรุดเสียหาย ข้อมูลภายในหน่วยเก็บข้อมูลสำรองหรือฮาร์ดดิสก์ถูกลบ โจทก์จึงต้องรับผิดในค่าซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าป้อนถ่ายข้อมูลที่ถูกลบลงในหน่วยเก็บข้อมูลสำรองหรือฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นเงิน ๑๓๔,๙๐๐ บาท นอกจากนี้โจทก์มิได้แจ้งนามบริษัทผู้รับประกันภัยและส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้จำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ๑๖,๐๕๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่รับว่าค้างชำระค่าจ้างตามฟ้องจำนวน ๗๐,๐๐๐ บาท จริง แต่เมื่อหักค่าเบี้ยประกันภัยและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดออก จำเลยทั้งสี่คงค้างชำระค่าจ้าง ๕๓,๙๕๐ บาท และเมื่อหักกลบลบกันกับค่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมแซมและป้อนถ่ายข้อมูลที่โจทก์ต้องรับผิดแล้ว โจทก์ยังมีหนี้ต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสี่อีก ๘๐,๙๕๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน ๘๐,๙๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสี่

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้วัสดุกันกระแทกพิเศษตามที่ระบุในสัญญา ขณะส่งมอบงานไม่ปรากฏความชำรุดเสียหายให้เห็นประจักษ์ จำเลยที่ ๑ รับมอบงานโดยมิได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้ง โจทก์ไม่ได้ร่วมตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ จำเลยทั้งสี่ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าความชำรุดเกิดขึ้นระหว่างขนย้าย แม้มีความชำรุดเกิดขึ้นจริงแต่ก็เป็นความชำรุดของอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสัญญาจ้างระบุยกเว้นความรับผิดให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้โจทก์รับประกันภัยสิ่งของที่ขนย้ายแล้ว จึงต้องรับผิดชำระค่าเบี้ยประกันและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ และเงื่อนไขการประกันภัยไม่คุ้มครองถึงอุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแย้ง ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งสูงเกินจริง โดยค่าซ่อมไม่ควรเกิน ๕,๐๐๐ บาท และค่าจ้างป้อนถ่ายข้อมูลไม่ควรเกิน ๕๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน ๑๕,๐๔๗.๙๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๐) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องแย้งหรือไม่ สัญญาจ้างข้อ ๓ และ ๔ กำหนดว่าในการขนย้ายต้องบรรจุเครื่องคอมพิวเตอร์โดยวัสดุกันกระแทกพิเศษ และขนย้ายด้วยความระมัดระวังตามความเหมาะสมของลักษณะงาน แต่ในการขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ โจทก์ใช้รถเข็นสองล้อโดยไม่ใช้กระดาษรองกันกระแทกพิเศษและลากรถเข็นนั้นลงและขึ้นบันไดจากสำนักงานแห่งเดิมไปสำนักงานแห่งใหม่ ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลซึ่งประกอบอาชีพเช่นโจทก์จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่โจทก์ไม่กระทำ ความเสียหายนี้เกิดขึ้น เป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าอาคารสำนักงานแห่งเดิมและสำนักงานแห่งใหม่ของจำเลยที่ ๑ ไม่มีลิฟต์และสายพานส่งของ วิธีการขนย้ายของโจทก์เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งหากเป็นอย่างที่โจทก์กล่าวอ้างจริง จำเลยที่ ๑ คงไม่สามารถนำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปติดตั้งครั้งแรกได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีปัญหาเครื่องขัดข้องเกิดขึ้น ข้ออ้างของโจทก์ไม่น่ารับฟัง ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าสัญญาจ้างกำหนดว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากความบกพร่องของพนักงานและความเสียหายของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ถือว่าเป็นความตกลงยกเว้นความรับผิดของโจทก์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๓ โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๑?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีสเทอร์นทรานส์มูฟวิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกวีพจน์ สุรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงธรรม สุดสวาสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา